รายงานผลการประเมินพัฒนาการนักเรียน ที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563
ค าน า ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 มีหน้ำที่รับผิดชอบจัดกำรศึกษำ ขั้นพื้นฐำนควบคู่กับกำรจัดกำรศึกษำปฐมวัย ซึ่งมีหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 เป็นแกนกลำงโดยให้สถำนศึกษำจัดหลักสูตรสถำนศึกษำและจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ให้เด็กใน ช่วงอำยุ 3-6 ปี โดยถือว่ำกำรศึกษำปฐมวัยเป็นจุดเริ่มต้นของกำรวำงรำกฐำนชีวิตของเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง มีควำมสุข สร้ำงควำมเจริญงอกงำมให้ตนเอง ครอบครัว ประเทศชำติ ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูล คุณภำพเกี่ยวกับกำรจัดกำรศึกษำปฐมวัยในภำพรวม เขตพื้นที่กำรศึกษำและกลุ่มโรงเรียน ส ำนักงำน เขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรีเขต 3 จึงได้ด ำเนินกำรประเมินพัฒนำกำรทั้ง 4 ด้ำนของเด็ก เป็นประจ ำทุกปี ซึ่งได้ด ำเนินกำรประเมินพัฒนำกำรเด็กชั้นอนุบำลปีที่ 3 สังกัดส ำนักงำนเขตพื้นที่ กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 ในปีกำรศึกษำ 2563 ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรีเขต 3 มีวัตถุประสงค์ ที่จะด ำเนินกำรประเมินพัฒนำกำรโดยยึดมำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในหลักสูตรกำรศึกษำ ปฐมวัยพุทธศักรำช 2560 เป็นแกนกลำง ทั้งนี้ได้วิเครำะห์เปรียบเทียบมำตรฐำนคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ในหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัยพุทธศักรำช 2560 กับมำตรฐำนกำรศึกษำปฐมวัย ของส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน และมำตรฐำนกำรศึกษำของชำติ พบว่ำมีทิศทำง ในแนวเดียวกันจึงใช้เครื่องมือประเมินโดยยึดมำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในหลักสูตรกำรศึกษำ ปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 เป็นแกนกลำง เพื่อให้กำรด ำเนินงำนมีควำมคล่องตัว และมีประสิทธิภำพ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำระยอง เขต 1 จึงขอให้โรงเรียนที่จัดกำรศึกษำปฐมวัย ทุกแห่ง แต่งตั้งคณะกรรมกำรด ำเนินกำรโดยมีผู้อ ำนวยกำรโรงเรียนเป็นประธำน และครูผู้สอน อนุบำลปีที่ 3 เป็นเลขำ ดูแลกำรประสำนงำนโครงกำรนี้ ให้เป็นไปด้วยควำมเรียบร้อย มีควำมยุติธรรม และมีประสิทธิภำพ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 ขอขอบคุณทุกท่ำน ที่ให้ควำมร่วมมือ เป็นอย่ำงดี กลุ่มนิเทศ ติดตำมและประเมินผลกำรจัดกำรศึกษำ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 พฤษภำคม 2564
ค าชี้แจง รำยงำนกำรประเมินพัฒนำกำรนักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 จัดท ำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทำงในกำรจัดกำรศึกษำของครูและผู้เกี่ยวข้อง ระดับปฐมวัย และเพื่อเป็นแนวทำงให้ครูผู้สอนจัดประสบกำรณ์ที่ส่งเสริมและพัฒนำผู้เรียน อย่ำงครอบคลุมทุกด้ำน จึงท ำเอกสำรประเมินพัฒนำกำรนักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 ทั้งนี้ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรีเขต 3 หวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำรำยงำน กำร ประเมินพัฒนำกำรนักเรียนที่จบหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 จะเป็น ประโยชน์ต่อครูผู้สอนใช้เป็นแนวทำงในกำรพัฒนำผู้เรียนระดับปฐมวัย ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และ ขอขอบคุณคณะกรรมกำรประเมินทุกท่ำน ที่ได้รับควำมร่วมมือในกำรสรุป จัดท ำรำยงำนกำรประเมิน พัฒนำกำรนักเรียนที่จับหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 จนส ำเร็จ ลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณไว้ ณ โอกำสนี้ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3
สารบัญ บทที่ หน้ำ ค าน า ก ค าชี้แจง ข บทที่ 1 บทน า ควำมส ำคัญและควำมเป็นมำ 1 วัตถุประสงค์ 2 ขอบเขตกำรประเมิน 3 นิยำมศัพท์ 3 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พัฒนำกำรนักเรียนระดับปฐมวัย 8 หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 31 กำรประเมินพัฒนำกำร 35 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 45 บทที่ 3 วิธีด าเนินการ ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 53 ขอบเขตของกำรประเมิน 55 เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล 55 กำรสร้ำงและกำรพัฒนำคุณภำพของเครื่องมือ 57 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล 58 กำรวิเครำะห์ข้อมูล 59 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลกำรประเมินพัฒนำกำรนักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 60
สารบัญ(ต่อ) บทที่ หน้ำ บทที่ 5 สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลกำรประเมินพัฒนำกำรระดับเขตพื้นที่กำรศึกษำ 69 อภิปรำยผล 69 ข้อเสนอแนะ 71 บรรณานุกรม 73
สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตำรำงที่ 1 จ ำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่ำงแยกตำมประเภท สังกัด เพศ 54 ตำรำงที่ 2 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำ 60 ตำรำงที่ 3 ค่ำเฉลี่ยของอำยุ น้ ำหนักและส่วนสูง จ ำแนกตำมเพศ 61 ตำรำงที่ 4 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย จ ำแนกตำมเพศ 63 ตำรำงที่ 5 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์-จิตใจ 64 ตำรำงที่ 6 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนสังคม 65 ตำรำงที่ 7 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนสติปัญญำ 66 ตำรำงที่ 8 ร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำจ ำแนกตำมประเภทโรงเรียน 67
สารบัญภาพ ภาพประกอบ หน้า ภำพที่ 1 แสดงร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำ 61 ภำพที่ 2 แสดงค่ำเฉลี่ยของอำยุ จ ำแนกตำมเพศ 62 ภำพที่ 3 แสดงค่ำเฉลี่ยของน้ ำหนักและส่วนสูง จ ำแนกตำมเพศ 62 ภำพที่ 4 แสดงร้อยละนักเรียนตำระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย จ ำแนกตำมเพศ 63 ภำพที่ 5 แสดงร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์-จิตใจ 64 ภำพที่ 6 แสดงร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนสังคม 65 ภำพที่ 7 แสดงร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนสติปัญญำ 66 ภำพที่ 8 แสดงร้อยละนักเรียนตำมระดับพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำ จ ำแนกตำมประเภทโรงเรียน 67
บทที่ 1 บทน ำ ควำมส ำคัญและควำมเป็นมำ “ปฐมวัย” เป็นช่วงวัยที่ส ำคัญอย่ำงยิ่งในกำรวำงรำกฐำนของกำรเรียนรู้ส ำหรับเด็ก จึงต้อง ส่งเสริมพัฒนำกำรเรียนรู้แก่เด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภำพ รัฐจึงได้ก ำหนดปรัชญำกำรศึกษำปฐมวัยที่ว่ำ “กำรศึกษำปฐมวัยเป็นกำรพัฒนำเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่ำงเป็นองค์รวมบนพื้นฐำนกำร อบรมเลี้ยงดูและกำรส่งเสริมกระบวนกำรเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชำติและพัฒนำกำรตำมวัยของเด็กแต่ ละคนให้เต็มตำมศักยภำพ ภำยใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอำศัยอยู่ด้วยควำมรัก ควำมเอื้อ อำทร และควำมเข้ำใจของทุกคน เพื่อสร้ำงรำกฐำนคุณภำพชีวิตให้เด็ก พัฒนำไปสู่ควำมเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ เกิดคุณค่ำแก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชำติ” (กระทรวงศึกษำธิกำร, 2560 : 2) หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 (ส ำหรับเด็กอำยุ3-6 ปี) มุ่งให้เด็กมีพัฒนำกำร ตำมวัยเต็มตำมศักยภำพและมีควำมพร้อมในกำรเรียนรู้ต่อไป จึงก ำหนดจุดหมำยเพื่อให้เกิดกับเด็ก เมื่อจบกำรศึกษำระดับปฐมวัยดังนี้ มีร่ำงกำยเจริญเติบโตตำมวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี สุขภำพจิตดี มีสุนทรียภำพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงำม มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตำม หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงมีควำมสุข มีทักษะกำรคิด กำร ใช้ภำษำสื่อสำร และกำรแสวงหำควำมรู้ได้เหมำะสมกับวัย เพื่อบรรลุตำมมำตรฐำนคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ ดังนี้ 1. ร่ำงกำยเจริญเติบโตตำมวัยและมีสุขนิสัยที่ดี 2. กล้ำมเนื้อใหญ่และกล้ำมเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่ำงคล่องแคล่วและประสำนสัมพันธ์กัน 3. มีสุขภำพจิตดีและมีควำมสุข 4. ชื่นชมและแสดงออกทำงศิลปะ ดนตรี กำรเคลื่อนไหว 5. มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงำม 6. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง 7. รักธรรมชำติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และควำมเป็นไทย 8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงมีควำมสุขและปฏิบัติตนเป็นสมำชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข 9. ใช้ภำษำสื่อสำรได้เหมำะสมกับวัย
2 10. มีควำมสำมำรถในกำรคิดที่เป็นพื้นฐำนในกำรเรียนรู้ 11. มีจินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์ 12. มีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้และมีทักษะในกำรแสวงหำควำมรู้ได้เหมำะสมกับวัย ดังนั้น มำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กอำยุ 3-6 ปี ที่ปรำกฏในหลักสูตร กำรศึกษำปฐมวัยพุทธศักรำช 2560 ข้ำงต้นถือเป็นเป้ำหมำยในกำรส่งเสริมพัฒนำกำรเด็กที่ครูต้อง น ำไปจัดกิจกรรมในชั้นเรียน กำรประเมินพัฒนำกำรเป็นกำรสะท้อนคุณภำพของเด็กปฐมวัย แสดงออกมำเป็นพฤติกรรม และควำมสำมำรถของเด็ก ด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำ มีควำมก้ำวหน้ำ เป็นล ำดับ ข้อมูลที่ได้จำกกำรประเมินน ำมำใช้ในกำรปรังปรุงวิธีกำรจัดกิจกรรม ให้เหมำะสมกับควำม สนใจและควำมต้องกำรของเด็กเป็นรำยบุคคล น ำมำใช้ในกำรแก้ไขข้อบกพร่อง น ำเสนอผล กำรพัฒนำให้ผู้ปกครองทรำบ พร้อมให้ควำมรู้แนวทำงกำรพัฒนำเพื่อให้เด็กได้มีพัฒนำกำรสูงสุดตำม ศักยภำพต่อไป (ส ำนักงำนคณะกรรมกำรประถมศึกษำแห่งชำติ, 2545:22-23) ด้วยตระหนักในควำมส ำคัญของกำรประเมินพัฒนำกำร ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำ ประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 ได้ด ำเนินกำรประเมินพัฒนำกำรนักเรียนที่จบกำรศึกษำระดับปฐมวัย มำอย่ำงต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในกำรวำงแผน ส่งเสริม พัฒนำนักเรียนให้เต็มตำมศักยภำพ และใน ปีกำรศึกษำ 2563 ได้ด ำเนินกำรประเมินพัฒนำกำรนักเรียนให้ครอบคลุมพัฒนำกำรทั้ง 4 ด้ำน และ สอดคล้องกับมำตรฐำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ด ำเนินกำรกับนักเรียนในโรงเรียนทั่วไปสังกัดส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนที่เปิดสอน ระดับปฐมวัย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลสำรสนเทศ และข้อมูลพัฒนำกำรของเด็กในภำพรวมระดับกลุ่ม โรงเรียน และเขตพื้นที่กำรศึกษำ น ำผลไปใช้เป็นข้อมูลในกำรวำงแผนพัฒนำกำรจัดกำรศึกษำปฐมวัย และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงำยที่เกี่ยวข้องต่อไป วัตถุประสงค์ 1.เพื่อประเมินพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญำ ของนักเรียนที่จบ หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย ปีกำรศึกษำ 2563 2.เพื่อเป็นข้อมูลสำรสนเทศในกำรวำงแผนและพัฒนำกำรจัดกำรศึกษำปฐมวัย
3 ขอบเขตกำรประเมิน 1.ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ประชำกร ได้แก่ นักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย ปีกำรศึกษำ 2563 สังกัดส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 โรงเรียนทั่วไปที่เปิดสอนระดับปฐมวัย จ ำนวน 77 โรงเรียน จ ำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 3,425 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษำ 2.1 ตัวแปรอิสระ ประกอบด้วย 2.1.1 เพศ ได้แก่ เพศชำย หญิง 2.1.2 ประเภทโรงเรียน ได้แก่ 1)โรงเรียนทั่วไปสังกัดส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 ที่เปิดสอนระดับปฐมวัย 2.2 ตัวแปรตำม ได้แก่ ผลกำรประเมินพัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย อำรมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญำ ของนักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ปีกำรศึกษำ 2563 นิยำมศัพท์ พัฒนำกำรด้ำนร่ำงกำย หมำยถึง สภำพควำมเปลี่ยนแปลงกำรท ำงำนของร่ำงกำยและ สุขภำพอนำมัยประกอบด้วย 4 ด้ำน ได้แก่ ภำวกำรณ์เจริญเติบโต สุขภำพอนำมัย สุขนิสัยที่ดี และ ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อ ภำวกำรณ์เจริญเติบโต หมำยถึง น้ ำหนัก ส่วนสูง และสัดส่วนของนักเรียน เปรียบเทียบกับ เกณฑ์มำตรฐำนกำรเจริญเติบโตของเด็กไทย ปี พ.ศ.2542 ของกรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข สุขภำพอนำมัย หมำยถึง กำรตรวจควำมสะอำด จ ำนวน 9 รำยกำร ได้แก่ ผมและศีรษะ หู และใบหูมือและเล็บมือ เท้ำและเล็บเท้ำ ปำก ลิ้นและฟัน จมูก ตำ ผิวหนังและใบหน้ำ เสื้อผ้ำ สุขนิสัยที่ดีหมำยถึง พฤติกรรมนักเรียนในกำรปฏิบัติกิจวัตรประจ ำวัน จ ำนวน 6 รำยกำร ได้แก่ล้ำงมือก่อนรับประทำนอำหำร ล้ำงมือหลังจำกใช้ห้องน้ ำ แปรงฟันหลังรับประทำนอำหำร รับประทำนอำหำรที่มีประโยชน์ได้หลำยชนิด เล่นถูกวิธีและปลอดภัย เล่นร่วมกับผู้อื่นอย่ำงปลอดภัย ควำมสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อ หมำยถึง ควำมสำมำรถในกำรเคลื่อนไหว (กล้ำมเนื้อใหญ่) และสำมำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อเล็กและกำรประสำนสัมพันธ์ระหว่ำงมือกับตำ
4 ควำมสำมำรถในกำรเคลื่อนไหว (กล้ำมเนื้อใหญ่) หมำยถึง ยืนทรงตัวขำเดียว กระโดดขำ เดียวไปข้ำงหน้ำ รับลูกบอลที่กระดอนจำกพื้น โยนลูกบอลที่กระดอนจำกพื้น โยนลูกบอลไปที่ เป้ำหมำย และวิ่งกลับตัวเปลี่ยนทิศทำง ควำมสำรถในกำรใช้กล้ำมเนื้อเล็กและกำรประสำนงำนสัมพันธ์ระหว่ำงมือกับตำ หมำยถึง ตัดกระดำษตำมแนวเส้นโค้ง และเขียนรูปเป็นสำมเหลี่ยมมีมุมชัดเจน พัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์-จิตใจ หมำยถึง พฤติกรรมและกำรแสดงออกของนักเรียนในขณะ ปฏิบัติกิจกรรมประจ ำวัน จ ำนวน 11 รำยกำร ได้แก่ 1. ร่ำงเริง สดชื่น แจ่มใส อำรมณ์ดี 2. แสดงควำมรู้สึกและอำรมณ์เหมำะสมกับเหตุกำรณ์ 3. มั่นใจในตนเอง กล้ำพูด กล้ำแสดงออก 4. แสดงควำมภูมิใจ เมื่อท ำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ส ำเร็จ 5. แสดงควำมพึงพอใจในผลงำนของผู้อื่น 6. มีวินัยและควำมรับผิดชอบในตนเอง ได้แก่ มุ่งมั่นท ำงำนให้ส ำเร็จ และจัดเก็บของเล่นของ ใช้เข้ำที่ 7. ควำมเมตตำ ได้แก่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันของเล่นของใช้ 8. ประหยัด ได้แก่ ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่ำงประหยัด 9. ชื่นชมและแสดงออกขณะท ำงำนศิลปะ 10. ชื่นชมและแสดงออกทำงดนตรี 11. ชื่นชมและแสดงออกในกำรออกก ำลังกำยและเคลื่อนไหว พัฒนำกำรด้ำนสังคม หมำยถึง พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออกถึงควำมสำมสำรถในกำร ปฏิบัติกิจกรรมประจ ำวัน เพื่อควำมเป็นระเบียบของสังคม แล้วให้ตนเองอยู่ในสังคมได้อย่ำงมี ควำมสุข จ ำนวน 4 รำยกำร ได้แก่ ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจ ำวัน ปฏิบัติตนในกำรดูแล สิ่งแวดล้อมและรักธรรมชำติ ปฏิบัติตำมมำรยำทและวัฒนธรรมไทย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงมี ควำมสุขและปฏิบัติตนเป็นสมำชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจ ำวัน หมำยถึง สวมเสื้อและติดกระดุม รับประทำนอำหำร ด้วยตนเองรำดน้ ำ/หหลังใช้ห้องน้ ำ และปู/หเก็บที่นอนด้วยตนเอง ปฏิบัติในกำรดูแลสิ่งแวดล้อมและรักธรรมชำติหมำยถึง ทิ้งขยะถูกที่ ท ำควำมสะอำด ห้องเรียนและใช้น้ ำอย่ำงคุ้มค่ำ
5 ปฏิบัติตำมมำรยำทและวัฒนธรรมไทย หมำยถึง ใช้วำจำสุภำพเหมำะสมกับวัย แสดงควำม เคำรพเมื่อพบผู้ใหญ่ แสดงอำกำรขอบคุณเมื่อรับของจำกเพื่อน/หผู้ใหญ่ และยืนตรงเมื่อได้ยินเสียงเพลง ชำติ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่ำงมีควำมสุข และปฏิบัติตนเป็นสมำชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมำยถึง รอคอยตำมล ำดับก่อน-หลัง เล่นและ ท ำงำนร่วมกันเป็นกลุ่มยอมรับและปฏิบัติตำมข้อตกลง และเป็นผู้น ำ ผู้ตำมที่ดี พัฒนำกำรด้ำนสติปัญญำ หมำยถึง พฤติกรรมกำรแสดงออกถึงควำมสำมำรถ จ ำนวน 4 รำยกำร ได้แก่ ใช้ภำษำสื่อสำรเหมำะสมกับวัย มีควำมสำมำรถในกำรคิดและแก้ปัญหำเหมำะสม กับวัยมีจินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์ และมีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้และมีทักษะในกำรแสวงหำ ควำมรู้ ใช้ภำษำสื่อสำรเหมำะสมกับวัย หมำยถึง สนทนำโต้ตอบและแสดงควำมคิดเห็น ฟังแล้ว น ำมำพูดถ่ำยทอดเป็นเรื่องรำว เปิดและท ำท่ำอ่ำนหนังสือ พร้อมทั้งเล่ำเรื่อง และกำรเขียนชื่อของ ตนเองตำมแบบ มีควำมสำมำรถในกำรคิดและแก้ปัญหำเหมำะสมกับวัย หมำยถึง จ ำแนกสิ่งของตำมสี ขนำด รูปทรง บอกเหตุผลในกำรจ ำแนกสิ่งของ เปรียบเทียบจ ำนวน ขนำด น้ ำหนัก และบอก ควำมสัมพันธ์ ของต ำแหน่งที่อยู่ของสิ่งของนั้น ๆ (ข้ำงหน้ำ ข้ำงหลัง ข้ำง ๆ ระหว่ำง/หกลำง ใกล้ ไกล ) สื่อควำมหมำยของมิติสัมพันธ์ด้วยภำพ และแก้ปัญหำของตนเองที่ต้องแก้ทันที มีจินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์หมำยถึง สร้ำงผลงำนศิลปะอย่ำงสร้ำงสรรค์ และ เคลื่อนไหวอย่ำงมีจินตนำกำรและสร้ำงสรรค์ มีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้และมีทักษะในกำรแสวงหำควำมรู้ หมำยถึง ร่วมกิจกรรมด้วย ควำมสนใจตั้งแต่ต้นจนจบ และแสวงหำควำมรู้ ระดับพัฒนำกำร หมำยถึง คุณภำพของพฤติกรรมหรือควำมสำมำรถ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ กำรประเมิน ซึ่งก ำหนดเป็น 3 ระดับ ระดับ 1 คือ ปรับปรุง ระดับ 2 คือ พอใช้ ระดับ 3 คือ ดี หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย หมำยถึง หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 ของกระทรวงศึกษำธิกำร ซึ่งเป็นเอกสำรที่ประกำศใช้ตำมค ำสั่งของกระทรวงศึกษำธิกำร ที่ สพฐ. 1223/ห2560 เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช 2560 นักเรียนที่จบหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย ปีกำรศึกษำ 2563 หมำยถึง นักเรียนที่เรียนอยู่ใน ชั้นสูงสุดของระดับกำรศึกษำปฐมวัยประกอบด้วยนักเรียนชั้นอนุบำลศึกษำปีที่ 3 ของโรงเรียนสังกัด ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3
6 โรงเรียนสังกัดส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 หมำยถึง โรงเรียน ที่จัดกำรศึกษำระดับปฐมวัย ชั้นอนุบำลศึกษำปีที่ 2 – 3 (อำยุ 4 – 6 ปี) โรงเรียนทั่วไปที่เปิดสอน ระดับปฐมวัย ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ผลกำรประเมินพัฒนำเด็กปฐมวัยจะเป็นสำรสนเทศ ในกำรวำงแผนพัฒนำกำรศึกษำปฐมวัย ของส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำชลบุรี เขต 3 เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงำนและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในกำรด ำเนินกำรเกี่ยวกับกำรพัฒนำกำรศึกษำปฐมวัยต่อไป
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การประเมินพัฒนาการเรียนที่จบหลักสูตรศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ในปีการศึกษา 2563 ได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. พัฒนานักเรียนระดับปฐมวัย 1.1 ความหมายของพัฒนาการ 1.2 หลักพัฒนาการและลักษณะพัฒนาการ 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ 1.4 พัฒนาการของเด็กปฐมวัย 1.4.1 พัฒนาการด้านร่างกาย 1.4.2 พัฒนาการด้านอารมณ์ – จิตใจ 1.4.3 พัฒนาด้านสังคม 1.4.4 พัฒนาด้านสติปัญญา 1.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ 2. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.1 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 2.2 สาระการเรียนรู้ 2.3 การจัดกิจกิจกรรมประจ าวัน 2.4 ขอบข่ายกิจกรรมประจ าวัน 2.5 การประเมินพัฒนาการ 3. การประเมินพัฒนาการนักเรียนระดับปฐมวัย 3.1 ความหมายของการประเมินพัฒนาการ 3.2 หลักการประเมินพัฒนาการ 3.3 แนวคิดในการประเมินพัฒนาการ 3.4 รูปแบบการประเมินพัฒนาการ 3.5 ขอบข่ายการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ
8 1. พัฒนาการนักเรียนระดับปฐมวัย 1.1 ความหมายของพัฒนาการ มีผู้ให้ความหมายของพัฒนาการที่แตกต่างกันไป ดังนี้ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547 : 3) ได้ให้ความหมาย พัฒนาการว่า หมายถึง พัฒนาการของมนุษย์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่อง ไปตลอดชีวิต ซึ่งคลอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นิตยา คชภักดี (2543 : 1) ได้ให้ความหมายพัฒนาการว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้าน การท าหน้าที่ (function) และวุฒิภาวะ(maturity) ของอวัยวะระบบต่างๆ รวมทั้งตัวบุคคล ท าให้ สามารถท าหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ท าสิ่งที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และ ความสามารถ ในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมหรือสภาวะใหม่ในบริบทของครอบครัวและสังคม ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2546 : 4) กล่าวว่า พัฒนาการ คือ กระบวนการ เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตามล าดับที่เกิดขึ้นในลักษณะการเจริญเติบโตและความสามารถที่ซับซ้อน มากขึ้น ฉวีวรรณ กิณาวงศ์ (อ้างถึงใน ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2549 :8) ได้ กล่าวถึงความหมายของค าว่า “พัฒนาการ” ในเชิงจิตวิทยา พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ลักษณะของบุคคลทั้งในโครงสร้าง(Structures) และแบบผสม(Patterns) ของร่างกายและพฤติกรรม ที่แสดงออก ซึ่งจะด าเนินการเป็นขั้นๆไป ตั้งแต่แรกเกิดจนเป็นผู้ใหญ่ และเป็นแบบฉบับที่สอดคล้อง กันทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการทางร่างกาย(Physical Development) พัฒนาการทางสติปัญญา (Intellingence Development ) พั ฒ น าก า รท างอ า รม ณ์ (Emotion Development) แ ล ะ พัฒนาการทางสังคมและการปรับตัว (Social Development) สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 27) ได้ให้ความหมายของ “พัฒนาการ” ว่าพัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในชีวิตมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ด้านการท าหน้าที่ (Function) และวุฒิภาวะ (Maturation) ของอวัยวะระบบต่างๆ ในด้านโครงสร้าง การจัดระเบียบส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออก มีลักษณะและทิศทางที่แน่นอน สัมพันธ์กับเวลาท าให้สามารถท าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพท าสิ่งที่ยากสลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มทักษะใหม่ๆ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม ผสมผสานก้าวหน้าเป็นล าดับขั้นต่อเนื่องกันไปโดยพัฒนาการครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทาง สรีรวิทยา (Physical Development) ของระบบอวัยวะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้ านป ริมาณ (Quantitative Change) ได้แก่ การเพิ่มจ านวนเซลล์ปราสาทในสมองขนาดของรูปร่างสูงขึ้น การขยายส่วนต่างๆ ของร่างกาย และการเกิด/เปลี่ยนแปลงการพัฒนาการของมนุษย์
9 (Human Development) เป็นความสามารถในการท าหน้าที่ด้านต่างๆ ดูจากพฤติกรรมและผลงาน สิ่งใหม่ๆทางด้านคุณภาพ (Quantitative Change) สมชาย ธัญธนกุล (อ้างถึง นันทิยา น้อยจันทร์, 2549 : 31) ได้อธิบายความหมายของ พัฒนาการไว้ว่า พัฒนาการหมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่มีแนวทางไปในทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา เป็น ระบบการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าไปสู่วุฒิภาวะ และเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีความสัมพันธ์ ต่อเนื่องกันไปตามล าดับ จากความหมายดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ด้านกี่ท าหน้าที่และวุฒิภาวะของบุคคลทั้งโครงสร้างอย่างเป็น ระบบต่อเนื่องไปในทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา 1.2 หลักพัฒนาการและลักษณะพัฒนาการ นิตยา คชภักดี (2543 : 5) ได้กล่าวถึง หลักพัฒนาการของมนุษย์ สรุปได้ดังนี้ 1. เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปฏิสนธิ (Conception) จนเป็นผู้ใหญ่มี วุฒิภาวะ (maturity) และต่อไปตลอดชีวิต 2. ล าดับขั้นตอน (sequence) ของพัฒนาการของแต่ละบุคคลจะมีลักษณะเดียวกัน แต่ อัตรา (rate) และระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆ อาจต่างกันได้ ซึ่งพัฒนาการของเด็กจะ ด าเนินการไปอย่างต่อเนื่องไปตามล าดับพัฒนาการแต่ละขั้นตอน 3. พัฒนาการมีมิติสัมพันธ์ระหว่างกันหลายด้าน (several inter-related dimensions) พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา แต่ละส่วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เมื่อด้านหนึ่งก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตามด้วย 4. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้าน พันธุกรรมกับปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมในแต่ละช่วงชีวิต 5. พฤติกรรมพัฒนาการของเด็กขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของสมองและระบบปราสาทโดยตรง กล่าวคือ ระบบปราสาทที่ควบคุมอวัยวะหรือระบบต่างๆ จะต้องพัฒนาอย่างเต็มที่ก่อนที่ระบบหรือ อวัยวะนั้นจะท าหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ 6. ทิศทางของการพัฒนาการเริ่มจากศีรษะไปเท้า ส่วนการควบคุมการท างานของแขนขา จะมีทิศทางจากส่วนใกล้ตัวไปส่วนปลาย 7. พัฒนาการทางเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนจากปฏิกิริยาสะท้อน (reflex) มาเป็นการ เคลื่อนไหวที่ควบคุมได้ (voluntary movement ) 8. พัฒนาการทางพฤติกรรมเริ่มจากการแสดงแบบรวมๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็น พฤติกรรมที่เจาะจง
10 9. พัฒนาการของเด็กจะก้าวหน้าตามล าดับได้เมื่อเด็กมีประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตนเอง จากปราสาทสัมผัสต่างๆ จากการคิด พูด และลงมือท า สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 30-35) ได้กล่าวถึง หลักพัฒนาการของมนุษย์ สรุปได้ ดังนี้ 1. พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีขั้นตอนและเกิดขั้นตอน อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปฏิสนธิจะค่อยๆพัฒนาเติบโตเป็นเด็กและผู้ใหญ่ต่อไป โดยขั้นต้นเป็นพื้นฐานขั้น ต่อไป 2. พัฒนาการของมนุษย์เป็นไปอย่างแบบแผนเฉพาะ พัฒนาการของมนุษย์จะเป็นไปเป็น ระยะๆ กล่าวคือ เมื่อเด็กเกิดมาลืมตาดูโลก เด็กจะนอนแบเบาะก่อน ต่อจากนั้นค่อยๆพัฒนาคว่ า นั่ง คืบ คลาน ยืน และเดินในที่สุด นอกจากนี้ การพัฒนาการของมนุษย์ทางด้านร่างกายจะถูกก าหนด พัฒนาการไปเป็น 3 ทิศทาง คือ ทิศทางที่ 1 พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนบนลงล่างหรือศีรษะไปเท้า (CephaloCaudal Development) เด็กทารกจะมีศีรษะใหญ่เมื่อแรกเกิด และต่อมาอวัยวะส่วนอื่นๆ ค่อยๆ เจริญเติบโตจนได้สัดส่วนกับศีรษะและอวัยวะส่วนบน ทิศทางที่ 2 พัฒนาการจะเริ่มจากแกนกลางของล าตัวไปสู่อวัยวะส่วนข้าง (Proximal-Distal Development) เช่น เด็กสามารถเคลื่อนไหวล าตัวได้ก่อนใช้แขนและนิ้วหรือมือ หรือเด็กจะใช้แขนปัดสิ่งของก่อนจะควบคุมข้อมือ ฝ่ามือ และนิ้วมือได้ ทิศทางที่ 3 พัฒนาการเคลื่อนไหวของร่างกาย พัฒนาทางทักษะจากทั่วไปสู่ ทักษะการเคลื่อนไหวเฉพาะเจาะจง เด็กทารกอายุประมาณ 4-6 เดือน ยังไม่สามารถใช้นิ้วชี้และหัวแม่ มือจับชิ้นของเล่นได้แต่พออายุ 6-9 เดือน มีความสามารถบังคับใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือจับของเล่นได้ หรือสามารถหยิบของเล่นเปลี่ยนจากมือข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง 3. พัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่แรกจะมีผลต่อการพัฒนาการระยะต่อๆไป พัฒนาการของ มนุษย์นั้นมีทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม สติปัญญา จริยธรรม และบุคลิกภาพ ทั้งหมดทุก ด้านจะมีความสัมพันธ์กันหมด แต่ละส่วนจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และถ้ามีการพัฒนาการด้าน หนึ่งด้านใดบกพร่องตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะน าไปสู่ความบกพร่องในด้านอื่นๆ ด้วย และมีผลกระทบ กระเทือนในระยะต่อๆไป 4. พัฒนาการของมนุษย์นับตั้งแต่เด็กจนกระทั่งผู้ใหญ่ แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมในแต่ละช่วงชีวิต ปัจจุบันทางพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่เป็น ตัวก าหนดศักยภาพ ส่วนปัจจัยทางสภาพแวดล้อมเป็นตัวก าหนดโอกาสความเป็นไปได้ของการที่เด็ก เติบโตและพัฒนาตามศักยภาพนั้นๆ ดังนั้น พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะเป็นอย่างไรหลังจาก ปฏิสนธิแล้ว ขึ้นอยู่กับสุขภาพความแข็งแรงของมารดา โอกาสของการได้รับความเลี้ยงดู และ
11 ประสบการณ์การเรียนรู้ เช่น เด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่พ่อแม่เอาใจใส่ ได้รับสารอาหารที่ ครบถ้วน จะมีความแข็งแรงและเติบโตเร็วกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ยากจนไม่เอาใจใส่ หรือ ถ้าเด็กคนใดเติบโตในสภาพแวดล้อมที่พรั่งพร้อมด้านภาษา คือ พ่อ แม่ พูดกับลูก อ่านหนังสือให้ลูก ฟัง เด็กจะมีแนวโน้มพูดเก่ง และใช้ภาษาได้ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ที่ขาดโอกาสนี้การท าความเข้าใจเรื่อง ของพัฒนาการเด็ก เป็นหัวใจส าคัญของผู้ที่ท างานเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัย นันทิยา น้อยจันทร์ (2549 : 33-36) กล่าวถึงลักษณะการพัฒนาของบุคคลว่าเป็นไปตาม กฏเกณฑ์ สรุปได้ดังนี้ 1. พัฒนาการเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน กล่าวคือ พัฒนาการจะเกิดต่อเนื่องไปตั้งแต่ จุดเริ่มต้นของชีวิตไปจนถึงวัยชราโดยในแต่ละช่วงจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 2. พัฒนาการมีทิศทางของพัฒนาการที่แน่นอน ซึ่งพัฒนาการเริ่มจากส่วนบนไปสู่ส่วนล่าง (Cephalo-Caudal Direction) พัฒนาการจากแกนกลางของล าตัว ไปสู่อวัยวะข้างที่ไกลออกไป (Proximo Distal Diwection) พัฒนาการของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีแบบแผนและเป็น ขั้นตอนไม่มีข้ามขั้น พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบใหญ่ 2 ชนิด คือ พันธุกรรมและสภาพแวดล้อม ความก้าวหน้าของพัฒนาการคือความสามารถในการแยกแยะ ความสามารถต่างๆ ของอินทรีย์ (Differentiation) โดยกระบวนการพัฒนาจะเริ่มจากส่วนใหญ่ไปสู่ ส่วนย่อยหรือพฤติกรรมทั่วๆไปสู่พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงพัฒนาการจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่ง สามารถท านายพฤติกรรมของเด็กได้ ถ้าพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งบกพร่องจะน าไปสู่ความบกพร่อง ในด้านอื่นๆด้วย พัฒนาการส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้นของร่างกายมีอัตราของการพัฒนาไม่เท่ากัน ร่างกาย ของคนเรานั้น แม้ว่าจะมีการพัฒนาหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็ตาม การพัฒนาส่วนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ของร่างกายก็ยังมีอัตราไม่เท่ากัน พัฒนาการของเด็กแต่ละวัยจะมีลักษณะเฉพาะ พฤติกรรมบางอย่าง ในวัยหนึ่งอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นในวัยอื่นก็อาจเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และ พัฒนาการของมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าแบบแผนของการพัฒนาการจะมีความ คล้ายคลึงกัน ท าให้เด็กทุกคนอาจพัฒนาไปไม่ถึงจุดเดียวกันแม่มีอายุเท่ากัน จากหลักพัฒนาการดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการของมนุษย์จะมีการด าเนินการไปอย่างมี ขั้นตอนและต่อเนื่อง ตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ พัฒนาการเป็นไปอย่างมีแบบแผนเฉพาะโดยเริ่ม จากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนย่อย จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม และอัตราความเร็วในการพัฒนาการของแต่ละ คนจะแตกต่างกันในแต่ละด้านตลอดจนพัฒนาการแต่ละด้านจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 1.3 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการพัฒนา ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการพัฒนา ในที่นี้จะกล่าวถึงทฤษฎีที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถน ามาใช้ใน การพัฒนาเด็กปฐมวัยและเป็นประโยชน์ต่อพื้นฐานการสร้างความเข้าใจในการประเมินพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย ดังนี้
12 ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (Gesell) อาร์โนลด์ กีเซล (Arnold Gesell. 1880 - 1961) (อ้างถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2547: 35) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้เริ่มก่อตั้งสถาบันพัฒนาการเด็ก (Institute of Child Development) ณ มหาวิทยาลัยเยล ระหว่างปี ค.ศ. 1930 – 1940 อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับการ เจริญเติบโตของเด็กทางร่ายกาย เนื้อเยื่อ หน้าที่อวัยวะต่างๆ และพฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นเป็นล าดับขึ้น ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมเป็นองค์ประกอบรองที่ต่อเติมเต็มเสริมพัฒนาการต่างๆ กีเซลเชื่อว่า วุฒิภาวะจะถูกก าหนดโดยพันธุกรรม และมีในเด็กแต่ละคนมีความพร้อมท าสิ่งต่างๆได้ ถ้าวุฒิภาวะ หรือความพร้อมยังไม่เกิดขึ้นตามปกติในวัยนั้นๆ สภาพแวดล้อมจะไม่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็ก อาร์โนลด์ กีเซล (Arnold Gesell) ได้สร้างเกณฑ์มาตรฐานส าหรับวัดพฤติกรรมของเด็กใน แต่ระดับ เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งเขาได้แบ่งพัฒนาการของ เด็กที่ต้องการวัดและประเมินออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ 1. พฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว (Moter Behavior) ครอบคลุมการบังคับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธ์ทางด้านการเคลื่อนไหว 2. พฤติกรรมทางการปรับตัว (Adaptive Behavior) ครอบคลุมการสัมพันธ์ของการใช้ มือและสายตา การส ารวจ ค้นหา การกระท าต่อวัตถุ การแก้ปัญหาในการท างาน 3. พฤติกรรมทางการใช้ภาษา (Language Behavior) ครอบคลุมการที่เด็กใช้ภาษา การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 4. พฤติกรรมส่วนตัวและสังคม (Personal-Social Behavior) ครอบคลุมการฝึก ปฎิบัติส่วนตัว เช่น การกินอาหาร การขับถ่าย และการฝึกต่อสภาพสังคม เช่น การเล่น การ ตอบสนองผู้อื่น จากแนวความคิดของ อาร์โนลด์(Arnold Gesell) สามารถน ามาอธิบายความสามารถของ มนุษย์ในด้านการเจริญเติบโตพัฒนาการทางร่างกาย และสามารถน าไปเชื่อมโยงต่อการพัฒนาการ ทางสติปัญญาได้อีกด้วย นอกจากนั้น อาร์โนลด์ กีเซล (Arnold Gesell) ได้เขียนหนังสือขึ้น 2 เล่ม คือ The First Five Year of Life และ The Child from Five to Ten ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้มี บทบาทมากต่อการจัดกลุ่มเด็กเข้าศึกษาในชั้นอนุบาลศึกษาและชั้นประถมศึกษา เกณฑ์มาตรฐานใช้ เป็นแบบทดสอบมาตรฐานในการท านายพฤติกรรม วิเคราะห์กลุ่ม และท าวิจัย เพื่อบอกลักษณะการ พัฒนาของเด็ก โดยใช้อายุปฏิทินเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้มีบทบาทมากในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้กับเด็ก โดยการจัดกิจกรรมนั้นต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคน
13 ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sinmund Freud) ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sinmund Freud. 1856-1939) ได้ให้ความส าคัญของเด็ก 5 ปีแรกของ ชีวิต ซึ่งเป็นวัยที่ส าคัญที่สุดของชีวิตเขาเชื่อว่าวัยนี้เป็นรากฐานของพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ และ บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเด็กที่สุดคือ แม่จะเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อบุคลิกภาพและสุขภาพจิต ของเด็ก ฟรอยด์ได้พัฒนาทฤษฎีที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยให้ชื่อ ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศ (Psychosexual Development) ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่า พัฒนาการบุคลิกภาพ ของเด็กแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงชีวภาพของร่างกาย โดยร่างกายจะเปลี่ยนแปลงบริเวณ แห่งความพึงพอใจเป็นระยะๆ ในช่วงอายุต่างๆกัน และถ้าบริเวณแห่งความพึงพอใจต่างๆ นี้ได้รับการ ตอบสนองเต็มที่ เด็กจะมีการพัฒนาการที่ดีและสมบูรณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้รับการ ตอบสนองเต็มที่ก็จะท าให้เกิดการสะสมปัญหาและแสดงออกเมื่อเด็กโตขึ้น ฟรอยด์ (Freud) ได้แบ่งเป็นล าดับขึ้นพัฒนาการทางเพศไว้ 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นความพอใจอยู่บริเวณปาก (Oral) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 0-1 ปี ในชั้นนี้จะ มีความสนใจบริเวณปาก ปากน าความสุขเมื่อได้ถูกอาหารสนองความต้องการความหิว ถ้าไม่ได้รับการ ตอบสนองก็อาจจะท าให้เกิดความคับข้องใจ 2. ขั้นความพอใจอยู่ที่บริเวณทวารหนัก (Anus) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ1-3 ปี ซึ่งเป็นระยะขับถ่าย เด็กจะเรียนรู้การขับถ่าย ถ้าเด็กไม่ถูกบังคับก็จะเกิดความพอใจ ไม่ขัดแย้งและไม่ เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์ 3. ขั้นความพอใจอยู่ที่อวัยวะเพศ (Phallic) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี ซึ่ง เป็นระยะเกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์สนใจ อยากรู้อยากเห็น สภาพร่างกายแตกต่างไปตามเพศ เรียนรู้บทบาททางเพศของตน เลียนแบบบทบาทพ่อแม่ของตน ต้องการความรัก ความอบอุ่นจากพ่อ แม่ 4. ขั้นก่อนวัยรุ่น (Latency) พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 6-11 ปี เป็นระยะสนใจ สังคม เพื่อนฝูง เด็กจะพยายามปรับตัวให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่นๆ 5. ขั้นวัยรุ่น พัฒนาการในขั้นนี้อยู่ในช่วงตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ เป็นระยะที่มีความสนใจ ในเพศตรงข้ามมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นความรักระหว่างเพศ นอกจากนี้ ฟรอยด์ ยังกล่าวถึง โครงสร้างบุคลิกภาพไว้ด้วยว่า บุคลิกภาพประกอบไปด้วย อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ซึ่งการท างานของบุคลิกภาพอยู่ภายใต้พลัง 3 สิ่ง นี้ อิด (Id) คือ บุคลิกภาพส่วนที่เป็นจิตไร้ส านึก เป็นแรงผลักดันตามธรรมชาติที่สั่งให้มนุษย์ กระท าสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้ตามที่ตนต้องการ เป้าหมาย Id คือ ความพึงพอใจ (pleasure Principle)
14 อีโก้ (Ego) คือ บุคลิกภาพของมนุษย์พัฒนาขึ้นจากการได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกเป็น ส่วนที่ควบคุมให้มนุษย์ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยใช้หลักแห่งความเป็นจริง (Realite Principle) ซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) คือ บุคลิกถภาพที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากค่านิยมมาตรฐาน จริยธรรมของบิดามารดา เป็นส่วนที่ควบคุมให้มนุษย์เลือกท าแต่สิ่งที่ตนคิดว่าดี (Ego Ideal) และ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของตน (Conscience) บุคคลที่มีบุคลิกภาพดี คือ อีโก้ (Ego) สามารถปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างแรงขับตามธรรมชาติ (Id) กับมาตรฐานจริยธรรมของ ซุปเปอร์อีโก้ (Supper Ego) ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอีริคสัน (Erikson) อีริคสัน (Erikson) อ้างถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2547 : 46-49 ) เป็นนักจิตวิทยาใน กลุ่ม จิตวิเคราะห์ มีอาชีพเป็นจิตแพทย์ ในปี 1955 ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานของ The Division of Development Psychology) อีริคสัน (Erikson) ได้เน้นความส าคัญของเด็กปฐมวัยว่า เป็นวัยที่ก าลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นส าหรับเด็ก บุคลิกภาพ สามารถพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละช่วงของอายุเด็กประสบสิ่งที่พึงพอใจตามขั้นพัฒนาการ ต่างๆ ของแต่ละวัยมากเพียงใดถ้าเด็กได้รับการตอบสนองต่อสิ่งที่ตนพอใจในช่วงอายุนั้น เด็กก็จะมี พัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมและพัฒนาครอบคลุมถึงวัยผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งพัฒนาการของ มนุษย์ มี 8 ขั้น คือ 1. ขั้นความเชื่อใจหรือขาดความเชื่อใจ (Trust Versus Mistrust) อายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ปี ในขั้นนี้เด็กจะพัฒนาการรู้สึกว่าตนเป็นที่ยอมรับและสามารถให้ความเชื่อใจและเป็นมิตรต่อคนอื่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเห็นการอุ้ม การให้อาหาร หรือวิธีการเลี้ยงดูต่างๆ จะส่งผลไปสู่ บุคลิกภาพของความเป็นมิตร เปิดเผย และเชื่อถือไว้เนื้อเชื่อใจต่อสภาพแวดล้อมและบุคคลต่างๆ ถ้า เด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ เด็กก็จะพัฒนาบุคลิกภาพของความตระหนี่ ปกปิด ไม่ไว้วางใจ และมักมองโลกในแง่ร้าย 2. ขั้นการควบคุมด้วยตนเองหรือสงสัย/อาย (Autonomy Versus Doubt or Shame) อยู่ในช่วงอายุ 2-3 ปี เด็กวัยนี้เริ่มจะเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถควบคุมตนเอง และสิ่งแวดล้อมรอบคัว ได้ เด็กจะสามารถท างายง่ายๆ เหมาะสมกับวัยของเด็กให้ส าเร็จด้วยตนเอง เช่น การหยิบอาหารเข้า ปาก เดิน วิ่ง หรือเล่นของเล่น ถ้าพ่อแม่บังคับหรือไม่ให้เด็กกระท าสิ่งใดด้วยตนเอง หรือเข้มงวด เกินไปจะท าให้เด็กเกิดความสงสัย ในความสามารถของตนเอง เกิดความละอายในสิ่งที่ตนกระท า ซึ่ง จะท าให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าตนไม่สามารถท าอะไรได้อย่างถูกต้องและได้ผล เกิดความย่อท้อ ชอบพึ่ง ผู้อื่น
15 3. ขั้นการริเริ่มหรือรู้สึกผิด (Initative Versus Guilt) อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี เป็นขั้น พัฒนาการ ความคิดริเริ่ม หรือความรู้สึกผิด (Sense of VS. of Guilt) เด็กจะมีความกระตือรือร้นที่ จะเรียกสิ่งต่างๆ รอบตัวเอง เด็กมีการเลียนแบบผู้อยู่ใกล้ชิดหรือสิ่งแวดล้อมที่ตนรับรู้ เด็กเริ่มเรียนรู้ และยอมรับค่านิยมของครอบครัว และสิ่งถ่ายทอดสู่เด็ก ถ้าเด็กไม่มีอิสระในการค้นหาก็จะส่งผลไปสู่ ความคับข้องใจที่ไม่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้ ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กและความรู้สึกผิดติด ตัว 4. ขั้นการประสบความส าเร็จ ความขยันหมั่นเพียรหรือรู้สึกด้อย (Mastery Versus Inferiority) อยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี เป็นขั้นที่ทุ่มเท ขยัน เพื่อเกิดความส าเร็จ ชอบแข่งขันร่วมกับเพื่อนกับกลุ่ม 5. ขั้นการรู้จักตนเองหรือความสับสนไม่รู้สึกตนเอง (Identity Versus Diffustion : Fidelity) อยู่ในช่วงอายุ 13-17 ปี (The College Years) เป็นขั้นการค้นหาความเป็นตนเอง สร้าง ความเป็นตนเองโดยผู้ใหญ่และสังคมมีอิทธิพล 6. ขั้นความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่หรือความรู้สึกเฉื่อยชา (Cenerativity Versus Absorption) อยู่ในช่วงอายุ 22-40 ปี เป็นขั้นสร้างความปึกแผ่น สืบวงศ์ตระกูล รู้บทบาทหน้าที่ รับผิดชอบครอบครัว ลูก 7. ขั้นความมั่งคั่ง สมบูรณ์ หรือหมดหวัง ทอดอาลัยชีวิต (Integrity Versus Despair) อยู่ ในช่วงอายุ 40 ปี วัยชราเป็นขั้นมีความภาคภูมิใจในความส าเร็จของชีวิต หรือเกิดความอาลัยท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เกิดขึ้น พัฒนาการบุคลิกภาพ 8 ขั้นของอีริคสัน ในขั้นพัฒนาการที่ 1-3 มีความเกี่ยวข้องกับวัยของ เด็กปฐมวัย เด็กมีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ และครอบครัว ดังนั้น พ่อแม่ เป็นบุคคลที่มีความส าคัญต่อ การพัฒนาการทางบุคลิกภาพเด็กในวัยนี้เป็นอย่างมาก เด็กมีการพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ ในวัยผู้ใหญ่ได้ขึ้นอยู่กับรากฐานพัฒนาการในวัยนี้เป็นส าคัญ ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner) บรูเนอร์ (Bruner, 1956) เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่ ชาวอเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิด ของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) เน้นความส าคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใด นั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียน ไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการ คิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อคือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ล าดับขั้น ความต่อเนื่อง (Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)
16 ส าหรับหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่งขั้นการพัฒนาการคิดใน การเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่ 1. ขั้นการกระท า (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระท าและการสัมผัส 2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ตาม ความเป็นจริง และการคิดจากการจินตนาการด้วย 3. ขั้นการใช้สัญลักษณ์และคิดรอบยอด (Symbolic) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความสัมพันธ์ของ สิ่งต่างๆรอบตัว และพัฒนาการความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Babdura, 1986) นักจิตวิทยาร่วมสมัย (An Contemporary Phychologist) ณ มหาวิทยาลัยแสตด์ฟอร์ด (Stanford University) อัลเบิร์ต แบนดูรา กล่าวว่า การเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเกิดจากพฤติกรรมบุคคลนั้นมีการปฎิสัมพันธ์ (Interaction) อย่างต่อเนื่อง ระหว่างบุคคลนั้น (person)และสิ่งแวดล้อม (Environment) ซึ่งทฤษฎีนี้เน้นบุคคลเกิดการเรียนรู้โดย การให้ตัวแบบ (Learning Through Modeling) โดยผู้เรียนรู้จะเลียนแบบจากตัวแบบ นี้เป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ การสังเกตการณ์ ตอบสนองและปฏิกิริยาต่างๆ ของตัวแบบสภาพแวดล้อมของตัวแบบ ผลการกระท า ค าบอกเล่า และ ความน่าเชื่อถือของตัวแบบได้ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงเกิดขึ้นได้ ซึ่งกระบวนการต่างๆ ของการ เลียนแบบของเด็ก ประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ 1. กระบวนการดึงดูดความสนใจ (Attentional Process) กิจกรรมเรียนรู้ที่เด็กได้สังเกตตัว แบบ และตัวแบบนั้นดึงดูดให้เด็กสนใจที่จะเลียนแบบ ควรเป็นพฤติกรรมง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการ เอาใจใส่ของเด็กที่เกิดการเลียนแบบและเกิดการเรียนรู้ 2. กระบวนการคงไว้ (Retention Process) คือ กระบวนการบันทึกรหัสเป็นความจ า การที่ เด็กจะต้องมีความแม่นย าในการบันทึกสิ่งที่ได้ยินเก็บเป็นความจ า ทั้งนี้ เด็กดึงข้อมูลที่ได้จากตัวแบบ ออกมาใช้กระท าตามโอกาสที่เหมาะสม เด็กที่มีอายุมากว่าจะเรียนรู้จากการสังเกตการณ์กระท าที่ ฉลาดของบุคคลอื่นๆ ได้มากว่า โดยประมวลไว้ในลักษณะของภาพพจน์ (Imaginal Coding) และใน ลักษณะของภาษา (Verbal Coding) และเด็กโตขึ้นน าประสบการณ์และสัญลักษณ์ต่างๆ มาเชื่อมโยง และต่อมาจะใช้การเรียนรู้ มีเทคนิคที่น ามาช่วยเหลือความจ า คือ การท่องจ า การทบทวน หรือการ ฝึกหัด และการรวบรวมสิ่งที่เกี่ยวพันกันในเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยให้เขาเก็บสะสมความรู้ไว้ในระดับซึ่ง สามารถน ามาใช้ได้เมื่อต้องการ 3. กระบวนการแสดงออก (Motor Reproduction Process) คือ การแสดงผลการเรียนรู้ ด้วยการกระท า คือ การที่เด็กเกิดผลส าเร็จในการเรียนรู้จากตัวแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความแม่นย า
17 เด็กจะต้องแสดงพฤติกรรมได้จากการเรียนรู้ด้วยการเคลื่อนไหวออกมา เป็นการกระท าออกมาในรูป ของการใช้กล้ามเนื้อ ความรู้สึกด้วยการกระท าครั้งแรกไม่สมบูรณ์ ดังนั้น เด็กจ าเป็นต้องลองท า หลายๆครั้ง เพื่อให้ได้ลักษณะพฤติกรรมที่ต้องการ แล้วเขาก็จะรับทราบผลของการกระท าจาก ประสบการณ์เหล่านั้น เพื่อน ามาแก้ไข พฤติกรรมที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย สิ่งนี้จะท าให้เกิดพัฒนาการในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กที่มี อายุมากว่าจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและสามารถควบคุมได้ดีกว่าเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 4. กระบวนการจูงใจ (Motivational Process) คือ กระบวนการเสริมแรงให้กับเด็กเพื่อ แสดงพฤติกรรมตามตัวแบบได้ถูกต้อง โดยเด็กเกิดการเรียนรู้จากตัวแบบที่จะมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียง มากว่าบุคคลที่ไม่มีชื่อเสียง จากการเลียนแบบตัวแบบที่มาจากบุคคลเพศเดียวกันกับเด็กมากว่าจะ เป็นเพศตรงข้ามกัน จากการเลียนแบบตัวแบบที่เป็นรางวัล เช่น เงิน ชื่อเสียง สถานภาพทาง เศรษฐกิจสูง จากพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกลงโทษ มีแนวโน้มที่จะน ามาเลียนแบบ และจากการที่เด็ก ได้รับอิทธิพลจากตัวแบบ ที่มีความคล้ายคลึงกับเด็ก ได้แก่ อายุ หรือสถานภาพทางสังคม แนวคิดของแบนดูรา เน้นพฤติกรรมใดๆ ก็ตามสามารถปรับหรือเปลี่ยนได้ตามหลักการ เรียนรู้เป็นการกระตุ้นเด็ก มีการเรียนรู้พัฒนาการทางสังคม โดยการสังเกตตัวแบบที่เด็กเห็น เด็กมี ระดับการเรียนรู้ แล้วเด็กจะมีทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อเก็บสะสมพฤติกรรมที่เป็นไปได้เอาไว้ และยิ่งกว่านั้นตัวแปรจะช่วยให้เขาเลือกสถานการณ์ที่ดีที่สุดไว้ใช้ปฏิบัติต่อไป ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโกลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg) ลอเรนส์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg อ้างถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2547 : 52-54) จบปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยชิคาโก (chicogo University) และเป็นอาจารย์สอนที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ณ ที่นี้เขาได้รับทุนท าวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางจริยธรรม ซึ่งเขาได้ศึกษา การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ของเด็กวัยรุ่นตอนต้นและวัยผู้ใหญ่ เป็นการศึกษาแบบระยะยาว (Longitudinal) และได้ตั้งทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ประกอยด้วย พัฒนาการให้เหตุผลเชิง จริยธรรม 6 ชั้น มีระดับความคิดทางจริยธรรม 3 ระดับดังนี้ 1.ระดับเริ่มจากจริยธรรม (2-10 ปี) มีลักษณะตามที่สังคมก าหนดว่าดีหรือไม่ ส่วนใหญ่จะมองผลของการกระท าว่าได้รับ ความเจ็บปวด หรือความพึงพอใจ และจะท าตามกฎเกณฑ์ที่ผู้มีอ านาจเหนือตนก าหนดไว้เป็น ขั้นที่ 1. เด็กจะเคารพกฎเกณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ขั้นที่ 2. ใช้หลักเกณฑ์แสวงหารางวัล เลือกท าสิ่งที่ท าความพอใจให้ตนเท่านั้น การ มองความสัมพันธ์ของคนยังแคบ มีลักษณะการแลกกัน ถือเกณฑ์กรรมสนองกรรมอย่าตีคนอื่น เพราะ เขาจะตีเราตอบ
18 2. ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์ มีลักษณะคล้ายตามประเพณีนิยม (10-16 ปี) ขั้นที่ 3. เกณฑ์การตัดสินใจความถูกผิดอยู่ที่ผู้อื่นเห็นชอบการท าดี คือ ท าสิ่งที่ท าให้ ผู้อื่นพอใจ ช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อให้สังคมยอมรับ ขั้นที่ 4. เกณฑ์การตัดสินความถูกผิดอยู่ที่ความเป็นระเบียบของสังคม และการท า ตามกฎเกณฑ์ของสังคม ท าตามหน้าที่ของตน รักษากฎเกณฑ์ 3. ระดับมีจริยธรรมของตนเอง มีลักษณะพยายามก าหนดหลักการทางจริยธรรมที่ต่างไป จากกฎเกณฑ์ของสังคม (16 ปีขึ้นไป) ขั้นที่ 5. คิดถึงกฎที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ค านึงถึงสิทธิส่วนบุคคล ยอมรับ กฎเกณฑ์ส่วนรวม ขั้นที่ 6. ค านึงถึงหลักจริยธรรมตัดสินความถูกผิดจากจริยธรรมที่ตนยึดถือจากสามัญ ส านึกของตนเองจากเหตุผล ค านึงถึงสิทธิมนุษยชน ไม่คล้อยตามสังคม ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจด์ (Piaget) เพียเจด์ (jone Piget, 1969) นักจิตวิทยาชาวสวิสที่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญในทฤษฎี พัฒนาการในทางด้านสติปัญญา หนังสือและบทความทั้งหมดซึ่งเป็นผลงานของเขาเกี่ยวข้องกับความ เจริญเติบโตและพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก ซึ่งทฤษฎีนี้เน้นความส าคัญของความเป็นมนุษย์ อยู่ ที่มนุษย์ในความสามารถสร้างความรู้ผ่านการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในตัวเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดความสามารถนี้คือการปรับตัว (Assimilation) และการปรับโครสร้างสติปัญญา (Accommodation) ตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสมดุลตามสภาพความคิด ความเข้าใจ (Equilibration) ทั้งนี้ เพียเจต์ได้แบ่งล าดับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาไว้ แ4 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (sensorimotor Stage) พัฒนาการระยะนี้อยู่ในช่วง 2 ปีแรกหลังเกิด ขั้นนี้เป็นขั้นของการเรียนรู้จากประสาทสัมผัส ในขั้นนี้พัฒนาการจะก้าวหน้าอย่าง รวดเร็วมีการพัฒนาการเรียนรู้ การแก้ปัญหา มีการจัดระเบียบการกระท า มีการคิดก่อนที่จะท า การ กระท าท าอย่างมีจุดมุ่งหมายด้วยความอยากรู้อยากเห็น และเด็กยังสามารถเลียนแบบ โดยไม่ จ าเป็นต้องมีตัวแบบในขณะนั้นก็ได้ ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการด้านความจ าเป็นที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง 18-24 เดือน 2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperationel Stage) ขั้นนี้จะอยู่ในช่วง 2-7 ปี ในระยะ 2-4 ปี เด็กยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง มีขีดจ ากัดในการรับรู้ สามารถเข้าใจในเพียงมิติเดียว ในระยะ 5-6 ปี เด็กจะย่างเข้าสู่ขั้น Intuitive Thought ระยะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการคิด ที่ขึ้นอยู่กับการรู้ กับการคิดอย่างมีเหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งเด็กจะก้าวออกจาการรับรู้เพียงมิติเดียวไปสู่การรับรู้ได้ ในหลายๆมิติในเวลาเดียวกันมากขึ้น และจะก้าวไปสู่ความคิดอย่างมีเหตุผล โดยไม่ยึดอยู่กับการรับรู้
19 เท่านั้น เด็กจะเริ่มมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวดีขึ้น แต่ยังคิดและตัดสินผลของการ กระท าต่างๆจากสิ่งที่เห็นภายนอก 3. ขั้นการปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรม (Classification) ขั้นนี้ เริ่มจากอายุ 7-11 ปี เด็กจะมี ความสามารถคิดเหตุและผลที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการที่เกิดขึ้น โดยไม่ยึดอยู่เฉพาะการรับรู้เหมือนขั้น ก่อนๆ ในขั้นนี้เด็กสามารถคิดย้อนกลับ (Reversibility) สามารถเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ (Scriation) ได้ เด็กในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยรูปธรรมจะพัฒนาการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางไปสู่ความสามารถที่จะ เข้าใจแนวคิดของสังคมครอบรอบตัว และสามารถเข้าใจผู้อื่นคิดอย่างไรมากขึ้น แม้ว่าการคิดของเด็ก วัยนี้จะพัฒนาไปมากแต่การคิดของเด็กก็ยังต้องอาศัยพื้นฐานของการสัมผัสหรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม เด็ก ยังไม่สามารถคิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้เหมือนผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตอนปลายของขั้นนี้เด็ก จะเริ่มเข้าใจสาเหตุของเหตุการณ์รอบตัว พร้อมจะแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่สิ่งที่สัมผัสได้หรือเป็นรูปธรรม เท่านั้นแต่เด็กจะเริ่มสามารถแก้ปัญหา โดยอาศัยการตั้งสมมติฐานและอาศัยหลักของความสัมพันธ์ ของปัญหานั้นๆ บ้างแล้ว 4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Fomal Oerational Stage) ตั้งแต่อายุ 11 ปี จนถึงวัย ผู้ใหญ่ เป็นช่วงที่เด็กสามารถคิดไม่เพียงแต่ในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินโดยตรงเหมือนระยะก่อนๆ อีกต่อไป แต่จะสามารถจินตนาการเงื่อนไขปัญหาในอดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยพัฒนาสมมติฐานอย่าง สมเหตุสมผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็หมายถึงว่า ในระยะนี้เด็กจะมีความสามารถคิดหา เหตุผลเหมือนผู้ใหญ่นั่นเอง ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner,s View) โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner)(อ้างถึง สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2547 : 39-41) เป็น นั กจิต วิท ย า (Phychologist) แล ะผู้เชี่ย วช าญ ด้ าน สติปัญ ญ า (Intellignece Expert) แห่ง มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของสติปัญญา (Theory of Multiple Inteligence : MI) โดยใช้หลักการวิวัฒนาการท างชีววิทยา (Biological Evolution) จ าแนก ความสามารถหรือสติปัญญาของคนเอาไว้ 7 ประเภท และต่อมาเขาเพิ่มอีก 1 ประเภท เรียกว่า สติปัญญาด้านรักธรรมชาติ (Naturalistic) ต่อมาเพิ่มอีก 1 ประเภท คือ สติปัญญาด้านการด ารงชีวิต (Existential Intelligence) รวมทั้งหมด 9 ด้าน (Sprinthall. 1998 ซึ่งการ์ดเนอร์เชื่อว่าสมองของ มนุษย์ได้แบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนได้ก าหนดความสามารถที่ค้นหาหรือสติปัญญาที่แตกต่างกัน ซึ่ง สติปัญญา 9 ด้าน ได้แก่ 1. สติปัญญาด้านภาษา (linguistic Intelligence) หมายถึง ผู้มีความสามารถทางด้าน ภาษาสูง อาทิ นักเล่านิทาน นักพูด (ปฐกถา) ความสามารถใช้ภาษาในการหว่านล้อม การอธิบาย กวี นักเขียนนวนิยาย นักเขียนบทละคร บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ นักจิตวิทยา
20 2. สติปัญญาด้านตรรกและคณิตศาสตร์ (Logical/Mathematcal Intelligence) หมายถึง กลุ่มผู้มีความสามารถสูงในการใช้ตัวเลน อาทิ นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ กลุ่มผู้ให้เหตุผลที่ดี อาทิ นักวิทยาศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักจัดท าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กลุ่มผู้มีความไวในการเห็น ความสัมพันธ์ แบบแผนตรรกวิทยา การคิดเชิงนามธรรม การคิดที่เป็นเหตุผล (Cause-Effect) และ การคิดคาดการ (If-Then) วิธีการใช้ในการคิด ได้แก่ การจ าแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิ ฐาน การสรุป การคิดค านวณ การตั้งสมมติฐาน 3. สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual/Spatial Intelligence) หมายถึง ผู้มีความสามารถ มองเห็นภาพของทิศทางแผนที่กว้างไกล อาทิ นายพรานป่าผู้น าทาง พวกเดินทางไกล รวมถึงผู้ที่มี ความสามารถมองความสัมพันธ์ มองเห็นแสดงออกเป็นภาพรูปร่างในการจัดการกับพื้นที่ เนื้อที่การใช้ สี เส้น พื้นผิว รูปร่าง อาทิ สถาปนิก มัณฑนากร นักประดิษฐ์ ศิลปินต่างๆ 4. สติปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily/Kinesthcetic Intelligence) หมายถึง ผู้ที่มี ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนเองแสดงออกทางความคิด ความรู้สึก อาทิเช่น นักแสดงละคร ภาพยนตร์ นักแสดงท่าใบ้ นักฟ้อนร าท าเพลง และผู้ที่มีความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ เช่น นัก ปั้น ช่างแก้รถยนต์ รวมถึงความสามารถทักษะทางกาย เช่น ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความ รวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส 5. สติปัญญาด้ายดนตรี (Musical/Rhythmic Intelligence) หมายถึง ความสามารถในทาง ด้นดนตรี ได้แก่ นักแต่งเพลง นักดนตรี นักวิจารณ์ดนตรี รวมถึงความเข้าใจในเรื่องจังหวะ ท านอง เสียง ตลอดจนความสามารถในการเข้าใจและวิเคราะห์ดนตรี 6. สติปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Intrapersonel Intelligence) หมายถึงความสามารถใน การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้ รวมถึงความสามารถในการสังเกต น้ าเสียง ใบหน้า ท่าทาง ทั้งยังมีความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่างๆ ของสัมพันธภาพของมนุษย์ และสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถท าให้บุคคลหรือกลุ่ม บุคคลปฏิบัติตาม 7. สติปัญญาด้านตน หรือการเข้าใจตนเอง (Interpersonal Intelligence) หมายถึง ผู้ที่มี ความสามารถในการรู้จักตนเอง และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้จากความรู้สึกตนนี้ ความสามารถ ในการรู้จักตน อาทิ การรู้จักตนเองตามความเป็นจริง เช่น มีจุดอ่อน จุดแข็ง ในเรื่องใด มีความรู้เท่า ทันอารมณ์ ความคิด ความปรารถนาของตนเอง มีความสามารถในการฝึกตนเอง และเข้าใจตนเอง 8. สติปัญญาด้านการรักธรรมชาติ (Naturalistic Intelligence) หมายถึง ผู้มีความเข้าใจ เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและปรากฏการธรรมชาติ เข้าใจความส าคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อมและ ตระหนักถึงความสามารถของตนที่มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าใจถึงพัฒนาการของมนุษย์
21 และการด ารงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เข้าใจและจ าแนกความเหมือนกันของสิ่งของ เข้าใจการ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ของสาร 9. สติปัญญาด้านการด ารงชีวิต (Existential Intelligence) หมายถึง ผู้มีความสามารถใน การไตร่ตรอง ค านึง สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เข้าใจการก าหนดของชีวิต และการเรียนรู้เหตุผลของการด ารงชีวิตอยู่ในโลก จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญได้ กล่าวถึงความสามารถทางสติปัญญาหลากหลายมิติมากขึ้น การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของ มนุษย์ควรด าเนินการให้เหมาะสมกับช่วงวัย และหลากหลายครอบคลุมทุกมิติ จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการที่ได้น าเสนอไว้ดังกล่าวนั้น สรุปได้ว่า พัฒนาการ ของมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นพัฒนาการที่มีกระบวนการต่อเนื่องมีล าดับ ขั้นตอน ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล ทฤษฎีบุคลิกภาพหรือทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ และอี ริคสัน ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา ทฤษฎีพัฒนาการทาง จริยธรรมของโคลเบอร์ก และทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ซึ่งทุกทฤษฎีอธิบาย พฤติกรรมของมนุษย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าค่อยเป็นค่อยไป 1.4 พัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กล่าวถึง พัฒนาการของเด็กปฐมวัยว่า เน้นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติ เมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆ พัฒนาการเด็กในแต่ ละช่วงอายุอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่ก าหน ดไว้ และพัฒนาการจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546 : 32) พัฒนาการของเด็กปฐมวัยในแต่ละด้าน มีดังนี้ 1.4.1 พัฒนาการด้านร่างกาย ความหมายพัฒนาการด้านร่างกาย นิตยา คชภักดี (2543 : 2) ได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางด้านร่างกายไว้ว่า พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Phycho-Motor Development) หมายถึง ความสามารถของ ร่างกายในการทรงตัวในอิริยาบถต่างๆ และการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ไป โดยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor) เช่น การนั่ง ยืน วิ่ง เดิน กระโดน เป็นต้น การใช้สัมผัสรับรู้และการใช้ตาและมือ ประสานกันในการท ากิจกรรมต่างๆ (Fine Moter Adaptive) เช่น การหยิบจับของ การขีดเขียน ปั้น ประดิษฐ์ เป็นต้น ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2549 : 27) ได้ให้ความหมายของ พัฒนาการด้านร่างกายไว้ว่า พัฒนาการทางด้านร่างกาย หมายถึง การพัฒนาที่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทางร่างกายทั้ง 3 ด้าน
22 1. พัฒนาการทางด้านโครงสร้าง ได้แก่ การพัฒนาในด้านน้ าหนัก ส่วนสูง สัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น กระดูก กล้ามเนื้อ ใยประสาท สมองมีขนาดเพิ่มขึ้น 2. พัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว ได้แก่ การพัฒนาความสามารถในการ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย การพัฒนาการควบคุมกล้ามเนื้อระบบประสาทและอวัยวะให้การ ท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การมีสุขภาพอนามัยที่ดี สิริมา ภิญโยอนันตพงษ์ (2547 : 97-98) ได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไว้ว่า พัฒนาการทางด้านร่างกาย หมายถึง ความสามารถในการท างานของกล้ามเนื้อใหญ่ที่ใช้ในการ เคลื่อนไหวทรงตัว ยืน วิ่ง รวมถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมผัส เช่น การ หยิบของ การขีดเขียน การพับกระดาษ เป็นต้น จากความหมายของการพัฒนาการทางด้านร่างกายดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการทางด้าน ร่างกายเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทางที่ดีขึ้นในด้านโครงสร้าง ความสามารถในการ เคลื่อนไหว และการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ลักษณะพัฒนาการด้านร่างกาย ทิศนา แขมมณี (อ้างถึงใน ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2549 : 28) ได้ กล่าวถึงพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยมีลักษณะทางกายเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วด้านส่วนสูง น้ าหนัก และสัดส่วนด้านร่างกาย ในระยะแรกของชีวิต อวัยวะต่างๆ ก าลัง อยู่ในระยะก่อตัวให้สมบูรณ์ เซลล์สมองและระบบการท างานของส่วนต่างๆของร่างกายต้องพัฒนาไป เรื่อยๆ ระยะหนึ่งจึงจะสมบูรณ์เต็มที่ พัฒนาการทางด้านร่างกาย 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ พัฒนาการทาง สุขภาพและพัฒนาการทางการเคลื่อนไหว ดังนี้ 1. พัฒนาการทางสุขภาพ ดัชนีส าคัญ ได้แก่ น้ าหนักและส่วนสูง เด็กควรมี น้ าหนักและส่วนสูงเหมาะสมกับวัย มีการเพิ่มน้ าหนักและส่วนสูงตามอัตราการเพิ่มโดยเฉลี่ยของเด็ก ในประเทศของตน 2. พัฒนาการทางการเคลื่อนไหว เด็กจะพัฒนาความสามารถในการควบคุมการ เคลื่อนไหวโดยเริ่มต้นจากส่วนบนของร่างกาย คือ ศีรษะไปสู่ล าตัว ขา และเท้า และเริ่มจากล าตัวไป ยังแขน ขาไปสู่ปลายนิ้ว ตามล าดับ ตลอดจนเริ่มจากการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก นอกจากการ ควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อการเคลื่อนไหว เด็กยังพัฒนาความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ การมอง การชิม การดม และการลูบคล า สัมผัส เป็นต้น กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี และโสภา เกริกไกรกุล (ม.ป.ป. : 59) ได้กล่าวถึง พัฒนาการ ทางด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย วัย 5 ขวบ ไว้ดังนี้ 1. สามารถแต่งตัวได้โดยได้รับความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย
23 2. ขี่จักรยานสามล้อด้วยความช านาญมากขึ้น อาจจะขี่จักรยานสองล้อได้ 3. ยืนกระต่ายขาเดียวได้นาน 5-10 นาที 4. ใช้ช้อนและซ่อมได้ดี 5. ใช้กรรไกรตัดเส้นตรงได้ดี 6. เริ่มถนัดซ้ายหรือขวา 7. กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆได้ 8. วิ่งเหยาะๆ และกระโดดบนปลายเท้า และวิ่งข้ามสั้นๆได้ 9. กระโดดเชือกได้ 10. มีทักษะการประสานงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ซับซ้อนขึ้น เช่น การ เล่นสเก็ต การขี่จักรยานสองล้อ 11. สามารถผูกเชือกรองเท้าได้ 12. อาจจะสามารถคัดลอกรูปแบบและรูปร่างง่ายๆ ได้ จากลักษณะการพัฒนาการทางด้านร่างกาย สรุปได้ว่า พัฒนาการทางร่างกายมี การเปลี่ยนแปลงอยู่ 2 ลักษณะ คือ ทางด้านสุขภาพ (น้ าหนัก ส่วนสูง) และทางการเคลื่อนไหว (อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย) ซึ่งรวมถึงสมรรถภาพทางกายด้วย ดังนั้น ควรส่งเสริมให้เด็กออกก าลัง กายอย่างสม่ าเสมอ เพื่อให้มีพัฒนาการทางร่างกายที่สมบูรณ์ 1.4.2 พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ความหมายของพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ นิตยา คชภักดี (2543 : 2) ได้ให้ความหมายไว้ว่า พัฒนาการทางด้านอารมณ์ (Emotional Development) หมายถึง ความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึก เช่น พอใจ ไม่ พอใจ รัก ชอบ โกรธ เกลียด กลัว และเป็นสุข ความสามารถในการแยกแยะความลึกซึ้ง และการ ควบคุมการแสดงออกของอารมณ์อย่างเหมาะสม เพื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสร้าง ความรู้สึกที่ดีและนับถือต่อตนเอง (Self-Esteem) หรือ อัตมโนทัศน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนากาด้าน สังคมด้วย บางครั้ง จึงมีการรวบรวมพัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ กับทางด้านสังคมเป็นกลุ่ม เดียวกัน คือ Phycho-Social Development สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 28) ได้ให้ความหมายไว้ว่า พัฒนาการทางด้าน อารมณ์ – จิตใจ ว่าเกี่ยวกับความรู้สึกของตนเองและความรู้สึกของคนอื่น โดยเด็กจะเชื่อมโยงอารมณ์ ของตนเองในการประเมินของคนอื่น หรือเหตุการณ์ หรือสิ่งของที่ท าให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึกนั้นๆ อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นจะพัฒนาซับซ้อนลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน เด็กจะมีความรู้สึกเท่า ทันอารมณ์ของตนเอง ท าให้เด็กสามารถแยกแยะความรู้สึกภายในของตน และการแสดงออกทาง อารมณ์ให้ผู้อื่นรับทราบ วัฒนธรรมต่างๆ จะมีมาตรฐานหรือเกณฑ์ในการที่จะแสดงอารมณ์แตกต่าง
24 กัน เด็กอายุ 4-5 ขวบ รู้จักที่จะแสดงท่าทางกลบเกลื่อนเพื่อหลอกผู้อื่นได้ เช่น แสดงท่าทางว่า น้ า ผลไม้มีรสหวาน ทั้งที่ความจริงเปรี้ยว แต่ยังไม่เก่งพอที่จะเก็บอารมณ์ได้ทั้งหมด นกเนตร ธรรมบวร (2549 : 93) ได้กล่าวถึง พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ว่าเป็น กระบวนการทางจิตใจ ความคิด และพฤติกรรมแสดงออกต่างๆ ของเด็ก พัฒนาการทางอารมณ์ จะ ช่วยให้มนุษย์สามารถคิด ตัดสินใจ และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากนี้ นักการศึกษา Bretherton และคณะ (1986 :530) ยังได้กล่าวถึงพัฒนาอารมณ์-จิตใจ ว่าเป็นระบบที่ช่วยชี้แนะและ ควบคุมภายในที่ส าคัญของมนุษย์ ช่วยในการประเมินเหตุการณ์ และกระตุ้นการกระท าต่างๆ ของ มนุษย์ นอกจากนี้ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 101) ได้กล่าวอีกว่า พัฒนาการ ทางด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นพัฒนาการที่มรชีรากฐานมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ในช่วงแรกเริ่มของชีวิตเด็กจะแสดงออกทางอารมณ์อย่างทันทีและเปิดเผย โดยแสดงพฤติกรรมตาม ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ปัจจัยที่ท าให้เด็กเกิดอารมณ์ต่างๆ นั้นเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม รอบตัวเด็ก และท าให้เด็กแต่ละคนมีอารมณ์ผันผวนและซับซ้อนแตกต่างกัน การจัดประสบการณ์และ สภาพแวดล้อมที่ดีสามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการรับรู้ความรู้สึกของตนเองไปสู่การรับรู้ความรู้สึกของ ผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์ที่เปิดเผยสู่การควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สอดคล้องกับ ศันศนีย์ ฉัตรคุปต์ (2542 : 196-200) ได้กล่าวถึง ความสามารถในการพัฒนาอารมณ์ (EQ-Emotional Intelligence) สรุปไว้ว่า ทั้งสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาควรจะปลูกฝัง EQให้กับเด็ก กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี และโสภา เกริกไกรกุล (ม.ป.ป. : 60) ได้กล่าวถึง พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย วัย 5 ขวบ ไว้ดังนี้ 1. บางครั้งยังคงสับสนระหว่างเรื่องปรุงแต่งและเรื่องจริง 2. บางครั้งจะกลัวเสียงดัง-ความมืด สัตว์ และคนบางคน 3. ชอบตัดสินใจเอง 4. มีความอ่อนไหวต่อการรับรู้ความรู้สึกของเพื่อนเมื่อเห็นเขาโกธรหรือเสียใจ 5. ชอบเล่นกับเพื่อน 2-3 คนในเวลาเดียวกันอาจไม่พอใจเวลามีคนอื่นเข้ามาเล่น เสริม 6. เล่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องอยู่ในความดูแลของพี้เลี้ยงตลอกเวลา 7. สนุกสนานกับการเก็บสะสม จากลักษณะพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการทางด้าน อารมณ์-จิตใจ เป็นพฤติกรรมที่เด็กปฐมวัยแสดงออกต่างๆ ตามความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ อาจมีการควบคุมจากภายในเพื่อช่วยในการประเมินสถานการณ์และกระตุ้นการแสดงออกที่
25 เหมาะสม ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนครูปฐมวัยควรจะสร้างเสริมพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจ ให้กับเด็ก 1.4.3 พัฒนาการด้านสังคม ความหมายของพัฒนาการด้านสังคม กระทรวงศึกษาธิการ (2546 : 124) ได้ให้ความหมายของพัฒนาการด้านสังคมว่า หมายถึง ความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะปรับตัวในสังคม คือ สามารถท า หน้าที่ตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ มีความเป็นตัวของตัวเอง และรู้ กาลเทศะ ส าหรับเด็กหมายความรวมถึง ความสามารถในการช่วยตนเองในชีวิตประจ าวัน นอกจากนั้น พัฒนาการด้านสังคม ยังเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ คุณธรรม และเกี่ยวข้อง กับพัฒนาการด้านสติปัญญา ท าให้รู้จักแยกแยะความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ความสามารถในการเลือก ด ารงชีวิตในทางสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย นิตยา คชภักดี (2543 : 43-48) ได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางด้านสังคม ไว้ว่าพัฒนาการทางด้านสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถในด้านการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างตนเองกับผู้อื่น และการด ารงตนในสังคม พัฒนาการในทางด้านอารมณ์และสังคมมีความ เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด โดยสังคมและวัฒนธรรมที่อยู่รอบตัวเด็กจะเป็นตัวก าหนดว่า เด็กควรจะถูก เลี้ยงดูและอบรมอย่างไรและลักษณะใด คือ เป็นปกติ หรือลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของชุมชนหรือ ครอบครัวนั้น พัฒนาการทางด้านสังคมยังครอบคลุมไปถึงความสามารถในการช่วยตนเอง การรู้ผิด ชอบชั่วดี คุณธรรม และการปรับตัวในสังคม นภเนตร ธรรมบวร (2549 : 97) กล่าวถึง พัฒนาการทางสังคมว่า เป็นการ เรียนรู้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน รวมตลอดถึงความสามารถในการตอบสนองทางสังคม ต่างๆ เช่น มารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเลือกใช้ค าพูดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังหมายรวมถึงความสามารถในการเข้าใจในสถานการณ์ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้อื่น อีกด้วย รวมตลอดถึงความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ และบทบาททางสังคม สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2549 : 28) ได้ให้ความหมายของการพัฒนาการ ทางด้านสังคมไว้ว่าพัฒนาการทางด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็กในการสร้างสัมพัธภาพ กับเพื่อน ปรับตัวในการเล่นหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ท าหน้าที่ตามเวลา มีความ รับผิดชอบ รู้จักกาลเทศะ การช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจ าวัน สรุปได้ว่า พัฒนาการทางสังคม หมายถึง ความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพ กับผู้อื่นการช่วยเหลือตนเอง การปฏิบัติตนตามบทบาททางสังคม ทั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับด้าน อารมณ์-จิตใจ ด้านสติปัญญาอย่างใกล้ชิด โดยครอบคลุมรวมถึงคุณธรรมและการปรับตัวในสังคม
26 ลักษณะพัฒนาด้านสังคม นภเนตร ธรรมบวร (2549 : 97) ได้กล่าวถึง ลักษณะพัฒนาการทางสังคมของ เด็กปฐมวัยมีลักษณะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เมื่อเด็กได้พบปะบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว เด็กเริ่มแยกจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เด็กจะต้องปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่น และเริ่มเรียนรู้บทบาทต่างๆ ของตน ซึ่งท าให้เด็กเริ่มให้ความสนใจผู้อื่นมากขึ้น พัฒนาการทางสังคมของเด็ก มีกระบวนการ ขั้นตอนตามล าดับอายุของเด็กไม่ว่าเด็กจะอยู่ในวัฒนธรรมใดก็ตาม ที่แตกต่างกันคือเนื้อหาของทักษะ สังคมนั้นๆ เช่น การกินอยู่ การแต่งตัว ศาสนาเป็นต้น กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี และโสภา เกริกไกรกุล (ม.ป.ป. : 60) ได้กล่าวว่า ลักษณะพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย วัย 5 ขวบ ไว้ดังนี้ 1. คิดค้นเกณฑ์มีกฏง่ายๆ 2. รวบรวมเด็กและของเล่นเพื่อเล่นละครสมมติ 3. รอคอยคิวและรู้จักแบ่งปันได้ในบางเวลา 4. ชอบเล่นเฉพาะกับเพื่อนสนิทเท่านั้น 5. ชอบเล่นกับเพื่อน 2-3 คน ในเวลาเดียวกัน อาจไม่พอใจเวลามีคนอื่นมาเล่น เสริม 6. เริ่มมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความถูกต้องและความผิด นอกจากนี้ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 101) ได้กล่าวถึง ลักษณะ พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย ลักษณะพัฒนาการทางด้านสังคมเป็นพัฒนาการที่เรียนรู้จาก สังคมจากความรู้สึก ผูกพันใกล้ชิดภายในครอบครัวที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองและ ปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เด็กปฐมวัยมีความใกล้ชิดภายในครอบครัวที่ต้องการพึ่งพาผู้อื่นไปสู่การพึ่งพา ตนเองและปรับตัวเข้ากับผู้อื่นเด็กปฐมวัยมีความสามารถตามวัยที่จะช่วยเหลือตนเองได้ดี เด็กวัยนี้เริ่ม พัฒนาความรู้สึกเป็นของตัวเองชอบอิสระ มีความมั่นใจในตนเอง สนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้นและ เรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่การแสดงพฤติกรรมทางสังคมในระยองแรกอาจมีปัญหา เกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เพราะเด็กวัยนี้จะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีอารมณ์แปรปรวนง่าย ยัง ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับความคิดความรู้สึกของผู้อื่นแต่เมื่อเด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน วัยเดียวกันหรือผู้อื่นมากขึ้น อีกทั้งได้รับการปลูกฝังลักษณะพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม เด็กย่อม สามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและเรียนรู้บทบาทของตนเองได้ดียิ่งขึ้น จากที่กล่าวมา ลักษณะพัฒนาการทางด้านสังคม สรุปได้ว่า ลักษณะพัฒนาการทางด้าน สังคมเป็นความสามารถเปลี่ยนแปลงในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างตนเองและผู้อื่น กาปรับตัวเข้ากับ สังคม ทั้งนี้ พัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยจะเป็นไปตามล าดับขั้นตอน เริ่มจากการปฏิสัมพันธ์ กับบุคคลใกล้ชิดการเรียนรู้ว่าตนเองเป็นสมาชิกในสังคมและการเรียนรู้จะร่วมมือกับผู้อื่น การให้การ
27 เลี้ยงดูที่เหมาะสม และเปิดโอกาสการกระตุ้น และส่งเสริมให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ได้ทุกหนทุก แห่งไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียนและเด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ ทั้งจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนี้ การจัด การศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กจึงต้องเน้นเด็กมีประสบการณ์อย่าง กว้างขวาง และมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดแล้มรอบตัวเหมาะสมตามวัยก็จะช่วยให้เด็กมี พัฒนาการสังคมไปอย่างเหมาะสมกับวัยต่อไป 1.4.4 พัฒนาการด้านสติปัญญา ความหมายของพัฒนาการด้านสติปัญญา กระทรวงศึกษาการ (2547 : 124) กล่าวว่า พัฒนาการด้านสติปัญญาเป็น ความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเอง การรับรู้ รู้จักสังเกต จดจ า วิเคราะห์ การรู้คิด รู้เหตุผล และความสามารถในการแก้ปัญหา จลอดจนการสังเคราะห์ ซึ่งเป็น ความสามารถเชิงสติปัญญาในระดับสูง ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อความหมายกับการใช้ตากับ มือท างานประสานกันเพื่อแก้ปัญหา จึงมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านสติปัญญา นิตยา คชภักดี (2543 : 31) ได้ให้ความหมายของพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ไว้ว่า หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามรถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ ระหว่างตนเองกับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งท าให้บุคคลสามารถปรับตัว สร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้น จากความเข้าใจและทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหา ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545 : 17) ได้ให้ความหมาย ไว้ว่าพัฒนาการทางด้านสติปัญญาเป็นความสามารถทางสมองของเด็กที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริม ความสามารถในการเรียนรู้ การสังเกต การจ าแนก และทักษะต่างๆ โดยการจัดกิจกรรมและ ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับความสามารถตามวัย ซึ่งล าดับพัฒนาการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ความสามารถในการรับรู้ 2. ความสามารถในการจ าแนกเปรียบเทียบ 3. ความสามารถในการจัดหมวดหมู่ ประเภท 4. ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอด 5. ความสามารถในการหาความสัมพันธ์ 6. ความสามารถในการหากฎเกณฑ์และหลักการ 7. ความสามารถในการแก้ปัญหา สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 28) ได้ให้ความหมายไว้ว่า พัฒนาการทางด้น สติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการรับรู้ การเข้าใจสิ่งต่างๆ การใช้เหตุผล การแก้ปัญหา ซึ่ง แสดงออกโดยการใช้ภาษาในการสื่อสารความหมายเป็นส่วนใหญ่
28 สรุปได้ว่า พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางสมองของเด็ก เป็นความสามารถในการเรียนรู้ การเข้าใจสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว ซึ่งท าให้เด็กสามารถปรับตัว สร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจากความข้าใจและทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ ลักษณะพัฒนาการด้านสติปัญญา นอกจากนี้ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 109) ได้กล่าวถึง พัฒนาการ ทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า พัฒนาการของเด็กจะอยู่ในระยะความคิดแบบก่อน กฏเกณฑ์ คือ เด็กมีความคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่รับรู้ และใช้ความคิดในการแก้ปัญหาได้ แต่ความ เข้าใจเหตุผลนั้นยังไม่สมบูรณ์ ลักษณะที่ส าคัญของความคิดในเด็กวัยนี้มีความคิด ฝัน และจินตนาการ ค่อนข้างมาก จะถือตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าคนอื่นจะคิดแบบเดียวกับตน มีความสนใจใคร่รู้ ซึ่งเป็น สิ่งส าคัญที่ครูจะต้องช่วยกันพัฒนาความคิดและสติปัญญาของเด็กวัยนี้ กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี และโสภา เกริกไกรกุล (ม.ป.ป. : 58) กล่าวถึง พัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย วัย 5 ขวบ ไว้ดังนี้ 1. ใช้ 5-8 ค า ในการสร้างประโยค 2. ชอบเถียงและใช้เหตุผล เช่น ใช้ค าว่า เพราะว่า 3. รู้จักสี หลักๆ คือ แดง เหลือง น้ าเงิน เขียว ส้ม 4. สามารถจ าที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ 5. เข้าใจเรื่องเล่ารู้การเริ่มต้น ตอนกลาง และตอนจบ 6. สามารถจ าเรื่องและเล่าได้ 7. มีความคิดสร้างสรรค์ และเล่าเรื่องได้ 8. เข้าใจหนังสือที่อ่านจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง 9. วาดรูปสัตว์ คน สิ่งของได้ 10. เข้าใจและแสดงการเปรียบเทียบได้ เช่น ใหญ่กว่า 11. จัดเรียงสิ่งของตามขนาด 12. บอกตัวอักษร และตัวเลขได้ 2-3 ตัว 13. เข้าใจ มากว่า น้อยกว่า เท่ากับ 14. นับสิ่งของได้ 10 อย่าง 15. จัดหมวดหมู่ได้ เช่น กลุ่มของสัตว์ 16. เข้าใจก่อน – หลัง ข้างบน ข้างล่าง 17. มีความคิดด้านการวางแผน เช่น การสร้างอย่างมีแบบแผน การเล่นละคร สมมติ การเล่นแบบหลายทางเลือก 18. สามารถเข้าใจถึงเวลาเมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้
29 จากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาดังกล่าว สรุปได้ว่า พัฒนาการทางด้าน สติปัญญาเป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม ท าให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทักษะใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ระยะปฐมวัยเป็นระยะที่สมองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียนรู้โดยผ่านทางการใช้ประสาทสัมผัส ต่างๆ และมีธรรมชาติ หรือความต้องการอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจสิ่วต่างๆ รอบตัว ดังนั้น การให้ เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเพียง อยู่อย่างปลอดภัยจากสารพิษ และการ กระทบกระเทือนทางสมอง การส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างกว้างขวางกับสิ่งเร้าที่ หลากหลาย และจัดประสบการณ์ที่ตรงกับระดับความสนใจ และความสามารถ ตลอดจนท้าทายและ ชี้น าไปสู่การคิดในระดับสูง จะช่วยให้พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น 1.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ นิตยา คชภักดี (2543 : 5-6) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก ไว้ดังนี้ 1. ปัจจัยด้านธรรมชาติ (Organismic Factor หรือ Nature) เป็นผลโดยตรงของ พันธุกรรมที่ก าหนดศักยภาพ (Potential) ก าหนดเพศและลักษณะแตกต่างจ าเพาะของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังรวมถึงขั้นตอนการบรรลุวุฒิภาวะระดับความอ่อนแอ เมื่อบุคคลนั้นถูกกระทบโดย สิ่งแวดล้อม (Degree of Vulnerability) อีกด้วย 2. ปัจจัยด้านภาวะแวดล้อมที่หล่อเลี้ยง (Environmental Factor หรือ Nurture) แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 2.1 ชีวกายภาพ (Biophysical) ได้แก่ อาหาร ภูมิประเทศ สภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย การติดเชื้อ การเจ็บป่วย การได้รับรังสี สารเคมี และมลภาวะ เป็นต้น 2.2 จิตสังคม วัฒนธรรม (Psychosocial and Culture) ได้แก่ การเลี้ยงดู โอกาสรับการศึกษา ลักษณะครอบครัว บิดามารดา เศรษฐานะ สภาพสังคม วัฒนธรรม การเมือง ตลอดจนระบบสาธารณูปโภค สื่อมวลชน บริหารทางสังคม การศึกษา และสวัสดิการที่มีอยู่ในสังคม สุชา จันทร์เอม (อ้างถึงใน ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 20-21) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็ก สรุปได้ดังนี้ 1. สติปัญญา มีอิทธิพลอย่างสูงต่อพัฒนาการของเด็ก เด็กที่มีสติปัญญาดีย่อมมี อัตราการพัฒนาดีกว่าเด็กที่มีสติปัญญาต่ า 2. เพศ เด็กชาย และเด็กหญิงย่อมมีอัตราการพัฒนาต่างกัน โดยเฉพาะการ พัฒนาทางด้านร่างกาย ในเด็กแรกเกิด เด็กชายจะโตกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย แต่ระยะต่อมาเด็กหญิงจะ เจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กชายโดยปกติเด็กหญิงจะถึงวุฒิภาวะทางเพศก่อนเด็กชายราว 1-2 ปี และ อัตราการพัฒนาการด้านสมอง เด็กหญิงจะฉลาดเร็วกว่าเด็กชายเล็กน้อย
30 3. ต่อมต่างๆ ในร่างกาย เช่น ต่อมไร้ท่อบางชนิดที่ควบคุมการเจริญเติบโตของ ร่างกาย ถ้าต่อมเหล่านี้ท างานผิดปกติ โดยขับฮอร์โมนมากหรือน้อยเกินไป อาจท าให้ร่างกาย เจริญเติบโตผิดปกติ 4. อาหาร เด็กที่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนจะมีอัตราการพัฒนาที่ รวดเร็วกว่าเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการหรือได้รับอาหารที่ไม่มีคุณภาพ 5. อากาศบริสุทธิ์และแสงแดด ในระยะแรก ถ้าเด็กได้รับแสงแดดและอากาศ บริสุทธิ์จะท าให้พัฒนาการด้านต่างๆ เป็นไปอย่างปกติด้วยอัตราที่สม่ าเสมอ และยังท าให้เด็กมี สุขภาพที่ดีอีกด้วย 6. การบาดเจ็บหรือได้รับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจมีผลท าให้การพัฒนา เป็นไปอย่างผิดปกติและล่าช้า 7. เชื้อชาติ ซึ่งมีผลต่ออัตราการพัฒนามากเช่นกัน เช่น เด็กในแถบทะเล เมดิ เตอร์เรเนียนมีพัฒนาการทางด้านร่างกายเร็วกว่าเด็กที่อยู่ในประเทศทางเหนือของทวีปยุโรป นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กนิโกร หรือ อินเดียนแดงจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายช้ากว่าเด็กผิวขาวและผิวเหลืองอีกด้วย 8. วัฒนธรรม เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลท าให้พัฒนาการของเด็กแตกต่างกันได้ เช่น เด็กไทยไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เนื่องจากถูกอบรมให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กอเมริกันจะกล้า แสดงออกและยังปรับตัวเข้าสังคมได้ดีกว่า 9. ต าแหน่งในครอบครัว ปกติลูกคนรองมักมีพัฒนาการเร็วกว่าลูกคนโต เนื่องจากสามารถท าตามแบบอย่างของพี่ได้ ส่วนลูกคนสุดท้องมักได้รับการช่วยเหลือโดยไม่ต้องท าเอง จึงท าให้พัฒนาการเป็นไปอย่างล่าช้า 10. การอบรมเลี้ยงดู เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้รู้จักพึ่งตนเองจะพัฒนาด้าน ต่างๆ ได้เร็วกว่าเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือตลอดเวลา จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดังกล่าว ล้วนมีผลกระทบต่อพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก กล่าวคือ ถ้าเด็กเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมและได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมก็จะ ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามศักยภาพและถูกต้องเหมาะสมเช่นกัน
31 2. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.1 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (ส าหรับเด็กอายุ 3-6 ปี) มุ่งให้เด็กมี พัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพและมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงก าหนดจุดหมายเพื่อให้ เกิดกับเด็กเมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัยดังนี้ มีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีทักษะการคิด การ ใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย เพื่อบรรลุตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี 2. กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน 3. มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข 4. ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว 5. มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม 6. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 7. รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย 8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 9. ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย 10. มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ 11. มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 12. มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย 2.2 สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจ าเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ สาระการเรียนรู้ประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึง ประสงค์หรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม
32 สาระการเรียนรู้ส าหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก บุคคลและ สถานที่ที่แวดล้อม ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ใน ชีวิตประจ าวันและเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ จะไม่เน้นเนื้อหา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะหรือกระบวนการต้องบูรณะการทักษะที่ส าคัญและจ าเป็น ส าหรับเด็ก เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะทางสังคม ทักษะการคิด ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการ แสวงหาความรู้ เป็นต้น ขณะเดียวกันการปลูกฝังให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น รักการ เรียนรู้ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมีคุณธรรม จริยธรรมที่เหมาะสมกับวัย สาระการเรียนรู้จะ แบ่งเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ 2.2.1 ประสบการณ์ส าคัญ ประสบการณ์ส าคัญ คือ ประสบการณ์ส าคัญเป็นแนวทางส าหรับผู้สอนไปใช้ใน การออกแบบการจัดประสบการณ์ ให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการ ครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ 2.2.1 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและ ระบบประสาท ในการท ากิจวัตรประจ าวันหรือท ากิจกรรมต่างๆและสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแล สุขภาพและสุขอนามัย และการรักษาความปลอดภัย ดังนี้ 1.1.1 การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 1.1.1.1 การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ 1.1.1.2 การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ 1.1.1.3 การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์ 1.1.1.4 การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในการ ขว้าง การจับ การโยน การเตะ 1.1.1.5 การเล่นเครื่องเล่นสนามอย่างอิสระ 1.1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก 1.1.2.1 การเล่นเครื่องเล่นสัมผัสและการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก 1.2.2.2 การเขียนภาพและการเล่นกับสี ๑.๑.๒.๓ การปั้น ๑.๑.๒.๔ การประดิษฐ์สิ่งต่างๆด้วย เศษวัสดุ ๑.๑.๒.๕ การหยิบจับ การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการร้อยวัสดุ
33 ๑.๑.๓ การรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตัว ๑.๑.๓.๑ การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีในกิจวัตรประจ าวัน ๑.๑.๔ การรักษาความปลอดภัย ๑.๑.๔.๑ การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจ าวัน ๑.๑.๔.๒ การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความ ปลอดภัย ๑.๑.๔.๓ การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย ๑.๑.๔.๔ การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ ๑.๑.๕ การตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างกายตนเอง ๑.๑.๕.๑ การเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่ ๑.๑.๕.๒ การเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวาง ๑.๒ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเป็นการ สนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึง ลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็น ใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเอง ขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ ๑.๒.๑ สุนทรียภาพ ดนตรี ๑.๒.๑.๑ การฟังเพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี ๑.๒.๑.๒ การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี ๑.๒.๑.๓ การเล่นบทบาทสมมติ ๑.๒.๑.๔ การท ากิจกรรมศิลปะต่างๆ ๑.๒.๑.๕ การสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม ๑.๒.๒ การเล่น ๑.๒.๒.๑ การเล่นอิสระ ๑.๒.๒.๒ การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ ๑.๒.๒.๓ การเล่นตามมุมประสบการณ์ ๑.๒.๒.๔ การเล่นนอกห้องเรียน
34 ๑.๒.๓ คุณธรรม จริยธรรม ๑.๒.๓.๑ การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่นับถือ ๑.๒.๓.๒ การฟังนิทานเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม ๑.๒.๓.๓ การร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงจริยธรรม ๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์ ๑.๒.๔.๑ การสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น ๑.๒.๔.๒ การเล่นบทบาทสมมติ ๑.๒.๔.๓ การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี ๑.๒.๔.๔การร้องเพลง ๑.๒.๔.๕ การท างานศิลปะ ๑.๒.๕ การมีอัตลักษณ์เฉพาะตนและเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ ๑.๒.๕.๑ การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง ๑.๒.๖ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ๑.๒.๖.๑ การแสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือ เสียใจ และการ ช่วยเหลือปลอบโยนเมื่อผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ๑.๓ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ ทางสังคม เช่น การเล่น การท างานกับผู้อื่น การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ๑.๓.๑ การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน ๑.๓.๑.๑ การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจ าวัน ๑.๓.๑.๒การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๑.๓.๒ การดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑.๓.๒.๑ การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ห้องเรียน ๑.๓.๒.๒ การท างานศิลปะที่ใช้วัสดุหรือสิ่งของที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ าหรือแปรรูปแล้วน า กลับมา ใช้ใหม่ ๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดูแลต้นไม้
35 ๑.๓.๒.๔ การเลี้ยงสัตว์ ๑.๓.๒.๕ การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ชีวิตประจ าวัน ๑.๓.๓ การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและความเป็นไทย ๑.๓.๓.๑ การเล่นบทบาทสมมุติการปฏิบัติตนในความเป็นคนไทย ๑.๓.๓.๒ การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยและประเพณีไทย ๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย ๑.๓.๓.๔ การศึกษานอกสถานที่ ๑.๓.๓.๕ การละเล่นพื้นบ้านของไทย ๑.๓.๔ การมีปฏิสัมพันธ์ มีวินัย มีสวนร่วม และบทบาทสมาชิกของสังคม ๑.๓.๔.๑ การร่วมก าหนดข้อตกลงของห้องเรียน ๑.๓.๔.๒ การปฏิบัติตนเป็นสมาชิที่ดีของห้องเรียน ๑.๓.๔.๓ การให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ๑.๓.๔.๔ การดูแลห้องเรียนร่วมกัน ๑.๓.๔.๕ การร่วมกิจกรรมวันส าคัญ ๑.๓.๕ การเล่นแบบร่วมมือร่วมใจ ๑.๓.๕.๑ การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ๑.๓.๕.๒ การเล่นและท างานร่วมกับผู้อื่น ๑.๓.๕.๓ การท าศิลปะแบบร่วมมือ ๑.๓.๖ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ๑.๓.๖.๑ การมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา ๑.๓.๖.๒ การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ๑.๓.๗ การยอมรับในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล ๑.๓.๗.๑ การเล่นหรือ ท ากิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน ๑.๔ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้ สิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา
36 การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ๑.๔.๑ การใช้ภาษา ๑.๔.๑.๑ การฟังเสียงต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม ๑.๔.๑.๒ การฟังและปฏิบัติตามค าแนะน า ๑.๔.๑.๓ การฟังเพลง นิทาน ค าคล้องจอง บทร้อยกรงหรือเรื่องราวต่างๆ ๑.๔.๑.๔ การแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ๑.๔.๑.๕ การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือพูดเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับตนเอง ๑.๔.๑.๖ การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ๑.๔.๑.๗ การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระท าต่างๆ ๑.๔.๑.๘ การรอจังหวะที่เหมาะสมในการพูด ๑.๔.๑.๙ การพูดเรียงล าดับเพื่อใช้ในการสื่อสาร ๑.๔.๑.๑๐ การอ่านหนังสือภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รูปแบบ ๑.๔.๑.๑๑ การอ่านอิสระตามล าพัง การอ่านร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ชี้แนะ ๑.๔.๑.๑๒ การเห็นแบบอย่างของการอ่านที่ถูกต้อง ๑.๔.๑.๑๓ การสังเกตทิศทางการอ่านตัวอักษร ค า และข้อความ ๑.๔.๑.๑๔ การอ่านและชี้ข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จาก บนลงล่าง ๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตัวอักษรในชื่อของตน หรือค าคุ้นเคย ๑.๔.๑.๑๖ การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบเป็นค าผ่านการอ่านหรือเขียนของผู้ใหญ่ ๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาค า วลี หรือประโยค ที่มีโครงสร้างซ้ าๆกัน จากนิทาน เพลง ค าคล้องจอง ๑.๔.๑.๑๘ การเล่นเกมทางภาษา ๑.๔.๑.๑๙ การเห็นแบบอย่างของการเขียนที่ถูกต้อง ๑.๔.๑.๒๐ การเขียนร่วมกันตามโอกาส และการเขียนอิสระ ๑.๔.๑.๒๑ การเขียนค าที่มีความหมายกับตัวเด็ก/ค าคุ้นเคย
37 ๑.๔.๑.๒๒ การคิดสะกดค าและเขียนเพื่อสื่อความหมายด้วยตนเองอย่างอิสระ ๑.๔.๒ การคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การตัดสินใจและแก้ปัญหา ๑.๔.๒.๑ การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของ สิ่งต่างๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสอย่างเหมาะสม ๑.๔.๒.๒ การสังเกตสิ่งต่างๆ และสถานที่จากมุมมองที่ต่างกัน ๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงต าแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆด้วยการ กระท า ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ ๑.๔.๒.๔ การเล่นกับสื่อต่างๆที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย ๑.๔.๒.๕ การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจ าแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและรูปร่าง รูปทรง ๑.๔.๒.๖ การต่อของชิ้นเล็กเติมในชิ้นใหญ่ให้สมบูรณ์ และการแยกชิ้นส่วน ๑.๔.๒.๗ การท าซ้ า การต่อเติม และการสร้างแบบรูป ๑.๔.๒.๘ การนับและแสดงจ านวนของสิ่งต่างๆในชีวิตประจ าวัน ๑.๔.๒.๙ การเปรียบเทียบและเรียงล าดับจ านวนของสิ่งต่างๆ ๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกสิ่งต่างๆ ๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอันดับที่ของสิ่งต่างๆ ๑.๔.๒.๑๒ การชั่ง ตวง วัดสิ่งต่างๆโดยใช้เครื่องมือและหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน ๑.๔.๒.๑๓ การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงล าดับ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะ ความยาว/ความสูงน้ าหนัก ปริมาตร ๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรียงล าดับกิจกรรมหรือเหตูการณ์ตามช่วงเวลา ๑.๔.๒.๑๕ การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์กับเหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน ๑.๔.๒.๑๖ การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการกระท า ๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล ๑.๔.๒.๑๘ การมีส่วนร่วมในการลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล ๑.๔.๒.๑๙ การตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา
38 ๑.๔.๓ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ๑.๔.๓.๑ การรับรู้ และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านสื่อ วัสดุ ของเล่น และชิ้นงาน ๑.๔.๓.๒ การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และ ศิลปะ ๑.๔.๓.๓ การสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยใช้รูปร่างรูปทรงจากวัสดุที่หลากหลาย ๑.๔.๔ เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ ๑.๔.๔.๑ การส ารวจสิ่งต่างๆ และแหล่งเรียนรู้รอบตัว ๑.๔.๔.๒ การตั้งค าถามในเรื่องที่สนใจ ๑.๔.๔.๓ การสืบเสาะหาความรู้เพื่อค้นหาค าตอบของข้อสงสัยต่างๆ ๑.๔.๔.๔ การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและน าเสนอข้อมูลจากการสืบเสาะหา ความรู้ในรูปแบบต่างๆและแผนภูมิอย่างง่าย 2.2.2 สาระการเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่น ามาใช้เป็นสื่อในการจัดกิจกรรมให้ เด็กเกิดการเรียนรู้ ไม่เน้นการท่องจ าเนื้อหา ผู้สอนสามารถก าหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับ บริบทวัยความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ส าคัญระบุไว้ ข้างต้น ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นสาระที่ควรเรียนรู้ได้ โดยค านึงถึงประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริง ของเด็ก สาระที่เด็กอายุ 3 – 5 ปี ควรเรียนรู้ มีดังนี้ 1) เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่าง หน้าตา อวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาด ปลอดภัย การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ เรียนรู้ที่จะเล่นและ ท าสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองคนเดียว หรือกับผู้อื่น ตลอดจนการเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และแสดงมารยาทที่ดี 2) เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรได้มีโอกาสรู้จักและ รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน รวมทั้งบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือมี โอกาสใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจ าวัน 3) ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรจะได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมทั้งความ เปลี่ยนแปลงของโลกที่สิ่งแวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวัน กลางคืน ฯลฯ 4) สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักสี ขนาด รูปร่าง รูปทรง น้ าหนัก ผิวสัมผัส ของสิ่งต่างๆรอบตัว สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ และสื่อสารที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน
39 2.3 การจัดกิจกรรมประจ าวัน กิจกรรมส าหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี สามารถน ามาจัดท าเป็นกิจกรรมประจ าวันได้หลาย รูปแบบเป็นการช่วยให้ผู้สอนเด็กทราบว่าในแต่ละวันจะท ากิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร การจัด กิจกรรมประจ าวันมีหลักการจัดและขอบข่ายของกิจกรรมประจ าวัน ดังนี้ 2.3.1 ก าหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กใน แต่ละวันและยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล กล่าวคือ 1) กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่อง นานเกินกว่า 20 นาที 2) กิจกรรมที่เด็กมีอิสระ เลือกเล่นอย่างเสรี เช่น การเล่นตามมุม การเล่น กลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 30 – 60 นาที 2.3.2 กิจกรรมควรมีความสมดุลระว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้องเรียน กิจกรรมที่ใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็น ผู้ริเริ่มและผู้สอนเป็นผู้ริเริ่ม กิจกรรมที่ใช้ก าลังและไม่ใช้ก าลัง กิจกรรมที่ต้องออกก าลังกายควรจัด สลับกับกิจกรรม ที่ไม่ต้องออกก าลังมากนักเพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป 2.3.3 การจัดกิจกรรมประจ าวันควรออกแบบให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยองค์รวมผ่าน การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลาย 2.3.4 จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องตามจุดประสงค์ การเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์และกิจกรรมประจ าวัน 2.4 ขอบข่ายของกิจกรรมประจ าวัน การเลือกกิจกรรมเพื่อน ามาออกแบบกิจกรรมประจ าวันจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และครอบคลุมตามพัฒนาการที่ก าหนดไว้ ได้แก่ 2.4.1 การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่ การทรงตัว และความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้อวัยวะต่างๆ ดังนั้น การจัดกิจกรรมจึงควรให้เด็กได้ เคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่างๆตามจังหวะ การเล่นอิสระ การเล่นกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม เล่นเกมประเภทต่างๆ ที่ปลอดภัยและเหมาะสม 2.4.2 การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา จึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเครื่องเล่น ต่างๆ ตามมุมประสบการณ์ เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย การหยิบช้อนส้อม และแก้วน้ า รวมทั้งการท ากิจกรรมศิลปะ เช่น งานปั้น งานวาดภาพด้วยสีเทียน สีไม้ การเล่นกับสีน้ า งานกรรไกร งานฉีกตัดปะ งานร้อย การประดิษฐ์เศษวัสดุ เป็นต้น
40 2.4.3 การพัฒนาอารมณ์ – จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้เด็กมี ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัยในตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน รู้จักประหยัด มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย และ ศาสนาที่นับถือ ที่ควรจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเล่นให้เด็กมีโอกาสได้วางแผนและตัดสินใจเลือกเล่น ตามความสนใจและความต้องการโดยผู้สอนจะต้องสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมตลอดเวลาที่โอกาส เอื้ออ านวย 2.4.4 การพัฒนาสังคมนิสัย เพื่อให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการท ากิจวัตรประจ าวัน มีนิสัยรักการ ท างาน รู้จักระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น จึงควรจัดให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน อย่างสม่ าเสมอ เช่น รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ท าความสะอาดร่างกาย เล่นและ ท างานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของส่วนรวม เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือท างานเสร็จ ฯลฯ 2.4.5 การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกต จ าแนก เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงล าดับเหตุการณ์ แก้ปัญหา จึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนา อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทดลอง ศึกษานอกสถานที่ ประกอบอาหาร หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่าง หลากหลาย ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจ าวัน และในการจัดท ากิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล 2.4.6 การพัฒนาภาษา เพื่อให้เด็กมีโอกาสใช้สื่อสาร ถ่ายทอดความรู้สึก ความนึกคิด ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆอที่เด็กมีประสบการณ์ จึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความ หลากหลาย ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน และบุคลากรที่ แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ในการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นส าคัญ 2.4.7 การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยใช้ กิจกรรมศิลปะและดนตรีเป็นสื่อ ใช้การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการอย่างอิสระตามความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กเล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่างๆ เล่นน้ า เล่นทราย เล่นก่อสร้าง สิ่งต่างๆ เช่น แท่งไม้ บล็อกรูปทรงต่างๆ เป็นต้น 2.5 การประเมินพัฒนา การประเมินพัฒนาการของเด็กอายุ 3-5 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ทั้งนี้ ให้มุ่งน าข้อมูลการประเมินพิจารณา ปรับปรุง วางแผนการ
41 จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับพัฒนาตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การประเมินการควร ยึดหลัก ดังนี้ 2.5.1 ประเมินการพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและน าผลมาพัฒนาเด็ก 2.5.2 ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ าเสมอต่อเนื่องตลอดปี 2.5.3 สภาพการประเมิน ควรเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติกิจกรรมประจ าวัน 2.5.4 จัดการประเมินอย่างเป็นระบบ รวมทั้งวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก ผลไว้เป็นหลักฐาน 2.5.5 ด าเนินการประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีหลากหลายเหมาะสมกับเด็ก รวมทั้งใช้ แหลางข้อมูลหลายๆด้าน ไม่ควรใช้การทดสอบ ส าหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ได้แก่ การสังเกต การ บันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ และจัดท าแฟ้มพัฒนางานเป็นต้น 3. การประเมินพัฒนาการ 3.1 ความหมายของการประเมินพัฒนาการ นันทิยา น้อยจันทร์ (2549 : 16) ได้ให้ความหมายของการประเมินพัฒนาการไว้ว่า หมายถึง กระบวนการการใช้ข้อมูลที่ได้จาการวัดพัฒนาของเด็กมาตัดสินใจอย่างนั้น นภเนตร ธรรมบวร (2549 : 3) กล่าวว่า การประเมินการพัฒนาการเด็ก หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจของครูที่มีต่อการพัฒนาการการเรียนรู้ ความสนใจ ความต้องการของเด็กแต่ละคน ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2546 : 4-5) ได้ให้ความหมายของการ ประเมินพัฒนาการว่า คือ การติดตามและเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อท าให้ทราบ ว่าเด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญาสมวัยหรือไม่ และอย่างไร ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545 ซ 22) ได้ให้ความหมายของ การประเมินพัฒนาการไว้ว่า การประเมินพัฒนาการเป็นการประเมินความสามารถของเด็กในการ แสดงพฤติกรรมที่คาดว่าจะปรากฏแต่ละช่วงอายุ เพื่อน าผลที่ได้มาเป็นข้อมูลในการพิจารณาเสริม ประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม สติปัญญาเต็มศักยภาพของแต่ ละบุคคล สรุปได้ว่า การประเมินพัฒนาการ หมายถึง การประเมินพฤติกรรมและคุณลักษณะของ เด็กที่คาดว่าจะปรากฏในแต่ละช่วงอายุ เพื่อน ามาเป็นข้อมูลในการพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม ที่คาดว่าจะปรากฏในแต่ละช่วงอายุ เพื่อน ามาเป็นข้อมูลในการพัฒนาเด็กทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา
42 3.2 หลักการประเมินพัฒนาการ การพัฒนาการของเด็กปฐมวัย มีขอบข่ายครอบคลุมประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก คือพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – สังคม และสติปัญญา โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กแต่ละวัน นภเนตร ธรรมบวร (2549 : 29-30) กล่าวถึง หลักการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ไว้ดังนี้ 1. การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยต้องประเมินทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและสติปัญญาไม่ควรแยกประเมินเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง 2. การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรม ส าหรับเด็กปฐมวัย ครูจ าเป็นต้องท าการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบถึงพัฒนาการความก้าวหน้า ของเด็ก นอกจากนั้นครูยังสามารถน าข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการ สอนให้เหมาะสมกับความพอใจและความสนใจของเด็กตลอดเวลา 3. ผลการประเมินเด็กแต่ละคนควรเก็บเป็นความลับไม่ควรน าไปเปิดเผยแก่ผู้ไม่ เกี่ยวข้อง 4. การเลือกวิธีการประเมินผลต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเรื่องที่จะ ประเมิน 5. ในการเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์ ต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานซึ่งใช้กับ เด็กวัยเดียวกันหรือใช้เครื่องมือที่มีความยาก – ง่าย ระดับเดียวกันกับเด็กวัยเดียวกัน 6. ในการประเมินพฤติกรรม ครูควรประเมินหลายๆครั้ง ก่อนที่จะสรุปผล 7. การเลือกพฤติกรรมที่จะประเมิน ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ สอดคล้องกัน กระทรวงศึกษาธิการ (2546 : 43 ) ก าหนดหลักการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ไว้ดังนี้ 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและน าผลมาพัฒนาเด็ก 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ าเสมอตลอดปี 3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจ าวัน 4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกไว้เป็น หลักฐาน 5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูล หลายๆ ด้าน ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
43 สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 95-96) กล่าวถึง หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. การประเมินต้องประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 2. เน้นการประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ าเสมอ 3. สภาพแวดล้อมการประเมินต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับการท ากิจวัตรประจ าวันของ เด็กโดยจัดการประเมินให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติ 4. เน้นการประเมินตามสภาพจริง โดยมีการสะสมงานของเด็กเป็นรายบุคคล 5. การประเมินต้องจัดท าอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน การใช้เครื่องมือ และการจด บันทึกไว้เป็นหลักฐาน 6. ไม่ใช้แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเด็กระดับก่อนประถมศึกษา 7. การประเมินเด็กประถมวัยควรใช้วิธีการที่หลากหลายทั้งแบบที่เป็นทางการ และ แบบที่ไม่เป็นทางการ 3.3 แนวคิดในการประเมินพัฒนาการ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2546 : 5) ได้ก าหนดแนวคิดทางการประเมิน พัฒนาการไว้ ดังนี้ 1. ครูจ าเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดี 2. การประเมินพัฒนาการเป็นการประเมินในสถานการณ์ปกติที่เด็กท ากิจกรรม ประจ าวันในสถานการณ์และช่วงเวลาต่างๆ 3. ครูควรมีวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย 4. ครูควรมีวิธีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกๆด้าน หลายๆครั้ง อย่าง ต่อเนื่องจนมั่นใจว่าเป็นพฤติกรรมที่แท้จริงก่อนที่จะน ามาประเมินแล้ว ตัดสินว่าเด็กมีพัฒนาการแต่ ละด้านเป็นอย่างไร สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 7) เสนอแนวคิดทางการประเมินพัฒนาการ ดังนี้ 1. ต้องตรงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ตั้งไว้ 2. ต้องสามารถชี้ได้ว่าจัดกระบวนการการเรียนรู้หรือวิธีการจัดประสบการณ์เรียนรู้นั้น ได้ผลหรือไม่ 3. ต้องสามารถชี้แนะได้ว่าควรจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เด็กได้อย่างไร 4. ต้องสามารถชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการเรียนรู้ เจตคติ และพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไป จริงหรือไม่ อย่างไร ปรับปรุงเพื่อการเรียนรู้ได้เพียงใด และอย่างไร จากแนวคิดทางการประเมินพัฒนาการ จะเห็นได้ว่าผู้ประเมินต้องค านึงถึงประเด็น ส าคัญ คือ