44 1. ผู้ประเมินจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็ก 2. วัตถุประสงค์ของการประเมินต้องสอดคล้องกับจุดหมายหรือเป้าหมายของการเรียนรู้ ที่ก าหนด 3. วิธีการด าเนินการประเมิน ควรมีวิธีการที่หลากหลายและเครื่องมือประเมินมีความ สอดคล้องกับพฤติกรรมและคุณลักษณะที่ประเมิน 4. เป็นการประเมินในสถานการณ์ปกติที่เด็กท ากิจกรรมประจ าวันในสถานการณ์และ ช่วงเวลาต่างๆ 3.4 รูปแบบการประเมินพัฒนาการ รูปแบบการประเมินพัฒนาการของนักเรียนระดับปฐมวัย ส านักงานคณะกรรมการการปฐมศึกษาแห่งชาติ (2545 : 23 -24) ได้แบ่งรูปแบบการ ประเมินพัฒนาการนักเรียนระดับปฐมวัย ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ 1.การประเมินแบบไม่เป็นทางการ (Informal Assessment) เป็นการ ประเมินที่ไม่เน้นผลการประเมินเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขหรือคะแนน ใช้การสังเกตเป็นหลักแล้วท าการ จดบันทึกเป็นระยะ เพื่อพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความสามารถที่บ่งชี้พัฒนาการใน แต่ละด้าน โดยเน้นเปรียบเทียบกับพฤติกรรมส่วนใหญ่ในแต่ละช่วงอายุที่เรียกว่า พัฒนาการตามวัย หรือวุฒิภาวะ (Maturity) เพื่อจะได้ข้อสรุปว่า พัฒนาการเป็นไปตามวัย ต่ ากว่าวัย หรือสูงกว่าวัย รูปแบบนี้เหมาะส าหรับใช้ศึกษาพัฒนาการเพื่อประเมินระหว่างปี(Formative Assessment) รูปแบบที่ 2.การป ระเมินแบบเป็นท างก าร (Formative Assessment) เป็นก าร ประเมินผลที่เน้นผลการประเมินเชิงปริมาณ ดังนั้น จ าเป็นต้องมีเครื่องมือวัดเพื่อที่จะให้ผลการวัดนั้น มีค่าออกมาเป็นตัวเลขหรือคะแนน และน าตัวเลขหรือคะแนนนั้นมาสรุปเพื่อแสดงพัฒนาการในแต่ละ ด้านต่อไป เครื่องมือวัด ได้แก่ แบบทดสอบต่างๆ เช่น แบบทดสอบวัดความพร้อมทางสติปัญญา แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบวาดรูปคน แบบทดสอบวัด IQ แบบทดสอบวัด สมรรถภาพทางไกล ฯลฯ รวมทั้งเครื่องชั่งน้ าหนัก เครื่องวัดส่วนสูง ที่ศึกษาพัฒนาทางกาย ด้านการ เจริญเติบโตและภาวะโภชนา เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้จ าเป็นต้องสร้างให้มีคูณภาพและมาตรฐาน เพื่อ ใช้เป็นเกณฑ์ส าหรับเปรียบเทียบตามช่วงอายุ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า มีพัฒนาการตามปกติ ต่ ากว่าปกติ หรือสูงกว่าปกติ รูปแบบนี้เหมาะสมส าหรับใช้ประเมินพัฒนาการเมื่อสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นปี รูปแบบที่ 3. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เป็นการ ประเมินที่มีหลักส าคัญ คือ ต้องการทราบถึงพัฒนาการที่แท้จริงของเด็ก ดังนั้น จ าเป็นต้องใช้วิธีการ เก็บรวบรวมข้อมูลและเครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ สนทนาพูดคุยกับเด็ก ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิด การประเมินผลงานของเด็ก โดยพยายามหลีกเลี่ยงการ จัดสถานการณ์ให้เด็กสอบ หรือใช้แบบทดสอบให้มากที่สุด การประเมินจะด าเนินการเป็นระยะๆ ผู้
45 ประเมินควรประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลาย เช่น ผู้ปกครองและกลุ่มเพื่อน หลักการประเมินรูปแบบ นี้มีส่วนคล้ายกับรูปแบบ ที่ 1 มากแต่ส่วนที่เหลือต่างกันคือผลการประเมินจะมีค่าเป็นตัวเลขที่แสดง คุณภาพของการพัฒนาการ แต่ไม่ใช่คะแนนดังรูปที่ 2 โดยทั่วไปนิยมก าหนดไว้ 3 – 5 ระดับคุณภาพ แต่ละระดับจะมีการอธิบายหรือบรรยายคุณลักษณะหรือพฤติกรรมความสามารถตามพัฒนาการแต่ ละด้าน ท าให้เห็นภาพของการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้านนั้นๆ ได้อย่างชัดเจนการ ประเมินรูปแบบนี้สามารถน ามาใช้ได้ทั้งระหว่างปี ปลายภาคเรียน และปลายปี ได้อย่างชัดเจน การ ประเมินรูปแบบนี้สามารถน ามาใช้ประเมินเด็กได้ทั้งระหว่างปี ปลายภาคเรียน และปลายปี สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2547 : 96-97) ได้แบ่งรูปแบบการประเมินพัฒนาการตาม วิธีการและเครื่องมือการประเมิน ดังนี้ 1. วิธีการวัดและประเมินแบบเป็นทางการ (Formal Techniques) ได้แก่ การทดสอบ ชนิดต่างๆ การสอบปลายภาค และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาต่างๆ หรือการทดสอบ ด้วยแบบทดสอบมาตรฐาน 2. วิธีการวัดและประเมินแบบไม่เป็นทางการ (Informal Techniques) ได้แก่ วิธีการ ประเมินแบบสื่อสารส่วนบุคคล (Personal Communicasion) ซึ่งมีรูปแบบเน้นการสังเกตพฤติกรรม การท ากิจกรรมของเด็กในด้านกิจกรรมการแสดงออก เป็นการซักถามพูดคุยกับเด็ก ครู ผู้เชี่ยวชาญ พี่ เลี้ยงที่ใกล้ชิด การสร้างความรู้จักเด็ก การประเมินการปฏิบัติจริง วิธีการประเมินด้วยพอตโฟลิโอ โดย ใช้เทคนิคต่างๆ ดังนี้ 2.1 การสังเกต เป็นการสังเกตในขณะที่เด็กท ากิจกรรมประจ าวันและมี พฤติกรรมที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น และครูจดบันทึกไว้ เช่น การจดบันทึกรายการ การใช้แบบส ารวจ รายการจดบันทึกสิ่งที่เด็กเลือกปฏิบัติกิจกรรมหรือเลือกมุมเล่น 2.2 การใช้การสนทนา ใช้การสนทนาได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมิน ความสามารถในการแสดงความคิดและพัฒนาการทางด้านการใช้ภาษาของเด็ก และบันทึกผลการ สนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน 2.3 การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีพูดคุยเป็นรายบุคคลและควรจัดสภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวล ครูควรใช้ค าถามที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้เด็ก ได้คิดและตอบอย่างอิสระ จะท าให้ครูสามารถทางสติปัญญาของเด็กและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้ โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ 2.4 การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็ก รายบุคคล โดยจัดเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน (Portfolio) ซึ่งเป็นวิธีการรวบรวมและจัดระบบข้อมูล ต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเด็กโดยใช้เครื่องมือต่างๆ รวบรวมไว้อย่างมีจุดหมายชัดเจน แสดงการ เปลี่ยนแปลง ของพัฒนาการแต่ละด้านนอกจากนี้ยังรวบรวมแบบฟอร์มต่างๆ เช่น แบบสอบถาม
46 ผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพ อนามัย ฯลฯ ไว้ในแฟ้มผลงาน เพื่อครูจะได้ ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง 2.5 การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวชี้ของการเจริญเติบโตในตัวเด็กที่ใช้ ทั่วๆไป ได้แก่ น้ าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางการ ประเมินการเจริญเติบโต 3.5 ขอบข่ายการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ขอบข่ายในการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ – จิตใจ ด้านสังคม และด้าน สติปัญญา ซึ่ง ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 19-21) ได้ก าหนดขอบข่ายการ ประเมินพัฒนาการโดยได้วิเคราะห์จากมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ส าหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 5 ปี (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546 : 31) ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมการจัดประสบการณ์ส าหรับ นักเรียนระดับอนุบาลศึกษา ดังนี้
47 ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 กับพฤติกรรมและคุณลักษณะของเด็กปฐมวัย ที่ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ท าการประเมินพัฒนาการของนักเรียน ที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 มาตรฐาน พฤติกรรมและคุณลักษณะ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุข นิสัยที่ดี พัฒนาการด้านร่างกาย 1. สุขภาพอนามัย 1.1 ผมและศีรษะ 1.2 หูและใบหู 1.3 มือและเล็บมือ 1.4 เท้าและเล็บเท้า 1.5 ปากลิ้นและฟัน 1.6 จมูก 1.7 ตา 1.8 ผิวหนังและใบหน้า 1.9 เสื้อผ้า 2. สุขนิสัยที่ดี 2.1 ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร 2.2 ล้างมือหลังจากใช้ห้องน้ า 2.3 แปรงฟันหลังรับประทานอาหาร 2.4 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้หลาย ชนิด 2.5 เล่นถูกวิธีและปลอดภัย 2.6 เล่นร่วมกับผู้อื่นอย่างปลอดภัย
48 มาตรฐาน พฤติกรรมและคุณลักษณะ 2. กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน สัมพันธ์กัน พัฒนาการด้านร่างกาย 3. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ 3.1 ความสามารถในการเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อใหญ่) - ยืนทรงตัวขาเดียว - กระโดดขาเดียวไปข้างหน้า - รับลูกบอลที่กระดอนจากพื้น - โยนลูกบอลไปที่เป้าหมาย - วิ่งกลับตัวเปลี่ยนทิศทาง 3.2 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา - ตัดกระดาษแนวเส้นโค้ง - เขียนรูปเป็นสามเหลี่ยมมีมุมชัดเจน 3. มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข พัฒนาการด้านอารมณ์ – จิตใจ 1. ร่าเริง สดชื่น แจ่มใส อารมณ์ดี 2. แสดงความรู้สึกและอารมณ์เหมาะสม กับเหตุการณ์ 3. มั่นใจในตนเอง กล้าพูด กล้าแสดงออก 4. แสดงความภูมิใจ เมื่อท าสิ่งหนึ่งสิ่งใดส าเร็จ 5. แสดงความพึงพอใจในผลงานของผู้อื่น 4. มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 6. มีวินัยและความรับผิดชอบในตนเอง 6.1 มุ่งมั่นท างานให้ส าเร็จ 6.2 จัดเก็บของเล่นของใช้เข้าที่ 7. ความเมตตา (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันของเล่น ของใช้ ) 8. ประหยัด (ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัด) 5. ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การ เคลื่อนไหวและรักการออกก าลังกาย 9. ชื่นชมและแสดงออกขณะท างานศิลปะ 10. ชื่นชมและแสดงออกทางดนตรี 11. ชื่นชมและแสดงออกในการออกก าลังกายและ เคลื่อนไหว
49 มาตรฐาน พฤติกรรมและคุณลักษณะ 6. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย พัฒนาการด้านสังคม 1. ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจ าวัน 1.1 สวมเสื้อติดกระดุม 1.2 รับประทานอาหารด้วยตนเอง 1.3 ราดน้ าหลังใช้ห้องน้ า 1.4 ปู/เก็บที่นอนด้วยตนเอง 7. รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และ ความเป็นไทย 2. ปฏิบัติตนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและ รักธรรมชาติ 2.1 ทิ้งขยะถูกที่ 2.2 ท าความสะอาดห้องเรียน 2.3 ใช้น้ าอย่างคุ้มค่า 8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และ ปฏิบัติ ตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข 3. ปฏิบัติตามมารยาทและวัฒนธรรมไทย 3.1 ใช้วาจาสุภาพเหมาะสมกับวัย 3.2 แสดงความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่ 3.3 แสดงความขอบคุณเมื่อรับของจากเพื่อน / ผู้ใหญ่ 3.4 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ 4. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และ ปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข 4.1 รอคอยตามล าดับก่อน – หลัง 4.2 เล่นและท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม - ท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม - เล่นร่วมกันเป็นกลุ่ม 4.3 ยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง 4.4 เป็นผู้น า ผู้ตามที่ดี
50 มาตรฐาน พฤติกรรมและคุณลักษณะ 9. ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย พัฒนาการด้านสติปัญญา 1. ใช้ภาษาสื่อสารเหมาะสมกับวัย 1.1 สนทนาโต้ตอบและแสดงความคิด 1.2 ฟังแล้วน ามาพูดถ่ายทอดเป็นเรื่องราว 1.3 เปิดและท าท่าอ่านหนังสือพร้อมทั้งเล่า เรื่อง 1.4 เขียนชื่อขอนตนเองตามแบบ 10.มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา ได้ เหมาะสมกับวัย 2. มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา เหมาะสมกับวัย 2.1 จ าแนกสิ่งของตามสี ขนาด รูปทรง 2.2 บอกเหตุผลในการจ าแนกสิ่งของ 2.3 เปรียบเทียบจ านวน ขนาด น้ าหนัก 2.4 บอกความสัมพันธ์ของต าแหน่งที่อยู่ของ สิ่งนั้น (ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างๆ ระหว่าง/ กลาง ใกล้ ไกล) 2.5 สื่อความหมายของมิติสัมพันธ์ด้วยภาพ 2.6 แก้ปัญหาของตนเองที่ต้องแก้ทันที 11.มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 3. มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ 3.1 สร้างผลงานศิลปะอย่างสร้างสรรค์ 3.2 เคลื่อนไหวอย่างมีจินตนาการ 12.มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะ 4. มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะ ในการแสวงหาความรู้ 4.1 ร่วมกิจกรรมด้วยความสนใจตั้งแต่ต้นจน จบ 4.2 แสวงหาความรู้
51 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2546 : 100-102) ได้ด าเนินการประเมิน พัฒนาการนักเรียนอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2545 ผลการประเมินในระดับประเทศ โดย ภาพรวมพบว่า พัฒนาการเฉลี่ยที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละเรียงล าดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ พัฒนาการ ทางอารมณ์ – จิตใจ 91.0 พัฒนาการทางสังคม 88.7 พัฒนาการทางสติปัญญา 85.3 และ พัฒนาการทางร่ายกาย 85.0 เมื่อพิจารณาร้อยละนักเรียนที่มีระดับพัฒนาการส่วนใหญ่ในระดับดี คือ พัฒนาการทางอารมณ์ – จิตใจ ร้อยละ 65 พัฒนาการทางสติปัญญาร้อยละ 62 และพัฒนาการทาง ร่างกายร้อยละ 60 ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตัวแปร จ าแนกตามเพศ พบว่า เพศหญิงมีพัฒนาการทุกด้านสูงกว่าเพศชาย อยู่ระหว่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 1.7-3.3 โดยมีนัยส าคัญทางสติที่ระดับ .01 และเมื่อจ าแนกตามที่ตั้ง ของโรงเรียน พบว่า นักเรียนที่อยู่โรงเรียนในเมืองมีพัฒนาการทุกด้านสูงกว่านักเรียนนอกเมือง อยู่ระ หว่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 1.3-2.0 เช่นเดียวกับนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีพัฒนาการทุก ด้านสูงกว่าโรงเรียนขนาดกลาง และเล็กอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณ ารายสมรรถภาพของแต่ละด้าน พบว่า พัฒนาการทางการในด้าน ความสามารถทางการเคลื่อนไหวร่างกาย มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดร้อยละ 91.7 รองลงมา ได้แก่ พัฒนาการด้านสุขภาพอนามัย มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 91 โดยมีร้อยละนักเรียนที่มีการพัฒนาในระดับ ดี คิดเป็นร้อยละ 74.3 และ 73.3 ตามล าดับ ส าหรับพัฒนาการด้านเจริญเติบโต คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.7 ร้อยละนักเรียนที่มีการพัฒนาการในระดับพอใช้เท่ากับ 19.03 กิโลกรัม นักเรียนที่มีน้ าหนักตาม เกณฑ์ร้อยละ 36 ส่วนสูงเฉลี่ยเท่ากับ 113.26 เซนติเมตร นักเรียนที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ร้อยละ 25.6 และนักเรียนที่มีร่างกายสมส่วนร้อยละ 78.5 พัฒนาการทางอารมณ์ – จิตใจ พบว่า พัฒนาการด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเรียง ตามล าดับ ได้แก่ด้านความสนุกสนาน ร่าเริง แจ่มใส คิดเป็นร้อยละ 97 การช่วยเหลือตนเองในกิจวัตร ประจ าวันร้อยละ 93.3 การควบคุมตนเองร้อยละ 91.3 โดยมีพัฒนาการความรับผิดชอบมีผลการ ประเมินน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 87.3 และมีร้อยละนักเรียนที่มีการพัฒนาการในระดับดีเท่ากับร้อย ละ 91 , 80 , 75 และ 64 ตามล าดับ พัฒนาการทางสังคม พบว่า พัฒนาการที่มีผลการประเมินสูงสุดเรียงตามล าดับ ได้แก่ พัฒนาการด้านการละเล่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความมีน้ าใจ และรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น การมีวินัย เป็นต้น ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 95.0, 91.7 และ 88.7 ตามล าดับ และมีการพัฒนาการด้านการปฏิบัติตาม
52 กาลเทศะต่ าสุดร้อยละ 84 โดยมีร้อยละนักเรียนที่มีกี่พัฒนาการในระดับดีเท่ากับร้อยละ 85, 76, 66 และ 54 ตามล าดับ พัฒนาการทางสติปัญญา พบว่า พัฒนาการที่มีผลการประเมินสูงสุดเรียงตามล าดับ ได้แก่ พัฒนาการด้านการรู้ค่า 1-10 ปฏิบัติตามค าสั่ง การเปรียบเทียบและจัดหมวดหมู่และการรับรู้ โดยประสาทสัมผัส เป็นต้น มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 94.3, 92.3, 90.7 และ 90.3 ตามล าดับ โดยมีการ พัฒนาการด้านการพูดเล่าเรื่องต่ าสุดมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 86, 78, 76, 73 และ 34 ตามล าดับ เบญจมาศ วิไล (2543 : บทคัดย่อ ) ศึกษาการส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ประกอบการประเมินจริง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาเป็นเด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2544 โรงเรียนประชานุเคราะห์ 15 อ าเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จ านวน 15 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ด้วยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจ านวน 3 ห้องเรียน เพื่อจัดให้เด็กได้รับกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ประกอบการประเมินสภาพจริงเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ 5 วัน วันละ 60 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมและระหว่างการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ประกอบการประเมินสภาพจริงในแต่ละสัปดาห์มีพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กโดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงสัปดาห์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก โดยเฉลี่ยรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มขึ้นตลอด ช่วงเวลา 6 สัปดาห์ เมื่อวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้าน กล้ามเนื้อเล็กทั้งห้าด้านมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์แบบคะแนนรวม ทั้งหมดซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .001 วรรณี อยู่คง (2546 : บทคัดย่อ) กิจกรรมการปั้นเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลง มือปฏิบัติจริง ด้วยการปั้นให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามความต้องการและกิจกรรมการปั้นเป็นกิจกรรมที่ ส่งเสริมการท างานของกล้ามเนื้อฝ่ามือ ข้อมือ และนิ้วมือในการบีบ ดึง นวด ทุบดิน ซึ่งส่งผลให้ความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและมีทักษะในการใช้มือ นิ้วมือให้ท างานได้คล่องขึ้น เด็กที่ได้รับการพัฒนามี ความสามารถของกล้ามเนื้อมือสูงกว่าก่อนท ากิจกรรมการปั้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมทินี ด่านยังอยู่ (2544 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษาแนวโน้มและอัตราการเปลี่ยนแปลงความ เชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากการจัดประสบการณ์เล่นสมมติ พบว่า เด็กปฐมวัยก่อนการ จัดประสบการณ์และระหว่างการจัดประสบการณ์เล่นสมมติในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความเชื่อมั่นใน ตนเองโดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .001 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ระหว่างช่วงสัปดาห์ พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นในตนเองโดยเฉลี่ยรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น เมื่อวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้าน
53 ได้แก่ การกล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเอง การปรับตัว ของตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อม ความ ภาคภูมิใจในตนเองพบว่าคะแนนความเชื่อมั่นในตนเองทั้ง 3 ด้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปในทาง ลักษณะที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์แบบคะแนนรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .001 พิทักษ์ชาติ สุวรรณไตร (2544 : บทคัดย่อ) ศึกษาการจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียน เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ส าหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชายและหญิง ชั้นอนุบาล ปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านค าชะอี อ าเภอค าชะอี จังหวัดมุกดาหาร ในภาคเรียนที่ 1 โดยการคัดเลือก นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ผู้ปกครองอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมนอกชั้นเรียนเป็นเวลา 5 วัน ผล การศึกษาพบว่า 1. ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยภายหลังจากจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียนมี คะแนนสูงกว่าการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย เมื่อจ าแนกตามรายด้านก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียน พบว่า ความสามารถทางมิติสัมพันธ์ด้านการจ าแนกความเหมือนความ แตกต่างของวัตถุ และการบอกต าแหน่งของวัตถุที่สัมพันธ์กับต าแหน่งของวัตถุที่สัมพันธ์กับต าแหน่ง ของตนเองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านการบอกความสัมพันธ์ ของวัตถุดิบกับทิศทางการบอกลักษณะร่วมของวัตถุ การสังเกตและค้นคว้าหาวัตถุอย่างมีทิศทางไม่ แตกต่างกัน 3. เนื้อหาและกระบวนการจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติ สัมพันธ์ส าหรับเด็กปฐมวัย มีความเหมาะสมระดับดี เพียงกานต์ ปทุมมา (2545 : บทคัดย่อ ) ศึกษาวิธีสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ ของเด็กปฐมวัยในจังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาครั้งนี้เป็นครูผู้สอนระดับเด็กปฐมวัยใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จ านวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามแบบเลือกตอบและมาตราประเมินค่า 4 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่า คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษาพบว่า 1. ลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยโดยรวมและแยกเป็นรายด้าน อยู่ในระดับ มากและเมื่อเปรียบเทียบลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย จ าแนกระดับชั้นที่สอน อายุ วุฒิ ทางการศึกษา และประสบการณ์ในการสอนระดับปฐมวัย พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. วิธีสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยโดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านค าพูดและกิริยา ท่าทางอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านกิจกรรมและ รางวัลอยู่ในระดับมาก และเมื่อเปรียบเทียบวิธีสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย จ าแนกตามระดับชั้นที่สอน อายุ วุฒิทางการศึกษาและประสบการณ์ในการสอนระดับปฐมวัย พบว่า
54 เมื่อจ าแนกตามอายุ วุฒิการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาราย ด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ด้านค าพูด กริยา ท่าทาง และกิจกรรม ลัดดาเหมาะสุวรรณ และคณะ (2547 : 184 – 185 ) ได้สรุปข้อค้นพบส าคัญของ พัฒนาการด้านอารมณ์ – จิตใจ สังคม และจริยธรรม เมื่อเทียบกับเด็กอเมริกัน เด็กวัย 1- 3 ปี มี พัฒนาการด้านจิตใจ – ด้านอารมณ์ สังคมดีกว่าเด็กอเมริกันในด้านการชอบสังคมกับเพื่อนๆ และ ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้อยกว่าในด้านแรงจูงใจใฝ่ส าเร็จและด้านความจดจ่อมีสมาธิ พฤติกรรม เลียนแบบ / เล่นสมมติ มีคะแนนเฉลี่ยลงจากอายุ 3 ปี ถึง 6 ปี ปัทมา ศุภก าเนิด (2545 : บทคัดย่อ) ศึกษาพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์แบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ ระหว่าง 3- 5 ปี ชั้นเด็กเล็ก ปีการศึกษา 2544 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกระทุ่มล้ม สังกัดกรมพัฒนาชุมชน อ าเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายแล้วให้ครูผู้สอนท าการสังเกตโดยใช้ พฤติกรรมสังคมของเด็กปฐมวัยเพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมด้านสังคมต่ า จ านวน 15 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับการจัดประสบการณ์ แบบโครงการเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วัน ละ 50 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการและแบบ สังเกตพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย โดยใช้ผู้สังเกต 2 คน ได้ความเชื่อมั่นของผู้สังเกต RAI = 0.87 ได้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างลักษณะพฤติกรรมกับจุดประสงค์ IOC =0.93 ผลการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยก่อนจัดประสบการณ์และระหว่างจัดประสบการณ์แบบโครงการในแต่ละสัปดาห์มี พฤติกรรมด้านสังคมโดยเฉลี่ยรวมและแยกรายด้านระหว่างจัดประสบการณ์แบบโครงการในแต่ละ สัปดาห์สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์ ศิริรัตน์ ชูชีพ (2543 : บทคัดย่อ ) ศึกษาพฤติกรรมชอบสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานักเรียนชาย – หญิง อายุ 5-6 ปี ชั้นเด็กเล็ก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินนทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) โดยใช้วิธีสุ่มง่ายแล้วให้ครูผู้สอนคัดเลือกเด็กที่มีพฤติกรรมชอบสังคมน้อย จ านวน 15 คนเพื่อจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที ผลการศึกษาพบว่า 1. เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ก่อนและหลังการ ทดลองมีพฤติกรรมชอบสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .0001 โดยเด็กปฐมวัยหลัง จัดกิจกรมการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์มีพฤติกรรมชอบสังคมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการ เคลื่อนไหว เชิงสร้างสรรค์
55 2. พฤติกรรมชอบสังคมในระยะเวลาที่เด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวมี การเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ และระยะเวลาสัปดาห์ที่ 1- 3 การเปลี่ยนแปลงคงที่ และระยะเวลาสัปดาห์ที่ 7-8 มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น วัชรินทร์ เทพมณี (2545 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์ การประกอบ อาหารที่มีต่อวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาเป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของโรงเรียน อนุบาลพระสมุทรเจดีย์ อ าเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ด้วยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จากจ านวน 5 ห้องเรียน แล้วให้ ครูผู้สอนที่ได้รับการสุ่มท าการสังเกตโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อคัดเลือกเด็กที่มีพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองน้อย จ านวน 10 คน เพื่อจัดให้เด็กได้รับ ประสบการณ์ ประกอบอาหารเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ผลการศึกษา พบว่า เด็กปฐมวัยก่อนจัดประสบการณ์และระหว่างการจัดประสบการณ์ประกอบอาหารแต่ละช่วง สัปดาห์มีพฤติกรรมมีวินัยในตนเองโดยเฉลี่ยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระหว่างสองสัปดาห์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมความมีวินัยใน ตนเองโดยเฉลี่ยรวมมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อวิเคราะห์คะแนนพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยแยกรายด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองทั้ง 3 ด้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้อง กับการวิเคราะห์แบบคะแนนรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นฤมน ปิ่นดอนทอง (2543 : บทคัดย่อ) ศึกษาการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การเล่นเกมสร้างมโนทัศน์ด้านจ าจวน กลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 5-6 ปี ที่ ก าลังศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 ส่วนการศึกษาอนุบาลโรงเรียนไผท อุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จ านวน 30 คน ซึ่งได้มา โดยวิธีการสุ่มแบบจับคู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจ านวน 15 คน ได้รับการเล่นปกติและผู้วิจัยเป็น ผู้ด าเนินการทั้ง 2 กลุ่ม รวมระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 20 นาที ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นเกมสร้างมโนทัศน์ด้านจ านวนและเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการเล่นปกติ การคิดเชิงเหตุผลแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุภัค ไหวหากิจ ( 2543 : บทคัดย่อ) ศึกษาเปรียบเทียบการรับรู้วินัยในตนเองของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติธรรมและการละเล่นเกมแบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ปีการศึกษา 2543 ในโรงเรียนอนุบาล เพชรบูรณ์ จ านวน 30 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง 2 ห้องเรียนทดสอบเด็กทั้งสองห้องแล้ว จับคู่คะแนนเด็กที่ได้รับรู้วินัยในตนเองต่ า ที่วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดการรู้วินัยในตนเองมาจ านวน
56 ห้องเรียนละ 15 คน จัดเป็นสองกลุ่มแล้วสุ่มอีกครั้งหนึ่งเพื่อก าหนดเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการ จัดกิจกรรมการเล่นเกมแบบร่วมมือ ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติธรรมมีการรับรู้วินัยใน ตนเองสูงกว่าปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่นเกมแบบร่วมมือแต่ไม่แตกต่างกัน เบญจะ ค ามะสอน (2544 : 49 - 50) ศึกษาความสามารถด้านการฟังและการฟังและ การพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์พูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องโดยใช้ ภาพประกอบ ผลการศึกษาพบว่า 1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การประกอบ มีความสามารถด้านการฟังและการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ .00 ตามล าดับ โดยหลังการทดลองมีความสามรถด้านการฟังและการพูดสูงกว่าก่อน การทดลอง 2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องก่อนหลังการ ทดลองที่มีความสามารถแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ .001 และ .001 ตามล าดับ โดยหลัง การทดลองมีความสามารถด้านการฟังและการพูดสูงกว่าก่อนการทดลอง 3. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ภาพประกอบและเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการพูดเล่าเรื่องมีความสามารถด้านการฟัง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ ด้านการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องต่อเนื่องโดยใช้ ภาพประกอบและการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องมีความก้าวหน้าด้านการฟังและ การพูดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สูงขึ้น 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ แอทคินสัน (Atkinson : 1986 – 228 ) ได้ศึกษาการเล่นโดยธรรมชาติของเด็กปฐมวัย อายุ 1-3 ขวบ แต่ละกลุ่มอายุต่างกัน 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 20 คน โดยจัดให้อยู่ในสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและจัดไว้ในห้องทดลองที่ไม่มีของเล่น พบว่า พฤติกรรมการเล่นของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ขึ้นอยู่ กับอายุและมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างขั้นการเล่นและระดับวุฒิภาวะในการเล่น เบล (Bell .1985 : 275 – 2A) ได้ศึกษาเล่าเรื่องของเด็กชาย อายุ 6 – 7 ปี โดยจับคู่ ระหว่างสติปัญญากับความคิดสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า การเรียบเรียงเรื่องเล่าและจินตนาการ เรื่องราวมีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ เคลลี่ (Kelly. 1986 : 32-A) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลการฝึกตามแผนการเสริมสร้าง ประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ในชั้น
57 ประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า จากแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยรูปภาพของทอร์ แรนซ์ (Torrance Figurak Test of Creative Thinking ) ที่ใช้วัดก่อนฝึกและหลังฝึก เด็กที่เข้าร่วม ในแผนการฝึกเสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะกับเด็กที่ ไม่ได้เข้าร่วมตามแผนค่าเฉลี่ยของความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญที่ระดับ .05 แต่ค่าเฉลี่ยของความคิดคล่องแคล่วและความคิดยืดหยุ่นไม่แตกต่างกัน พอเซอร์ (Porcher. 1982 : 3006 -A- 3007-A) ได้ศึกษาพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนอนุบาลปีที่เป็นผลจากพฤติกรรมของครู โดยอาศัยวิธีการศึกษา สังเกต ขณะที่เด็กท า กิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มครูเป็นผู้น าในกิจกรรมกับครูให้อิสระเด็กในการ ท ากิจกรรม ผลการศึกษาพบว่า อิทธิพลจากพฤติกรรมของครูที่ส่งผลถึงพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์ ของเด็ก พฤติกรรมของครูดังกล่าวได้แก่ 1. การท ากิจกรรมที่ให้เด็กมีโอกาสในการเลือกท ากิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง 2. การให้เวลาเด็กในการคิด ให้อิสระในการคิด 3. การเลือกใช้วัสดุที่เด็กสามารถจับต้องได้ และเป็นอุปกรณ์ประเภทรูปธรรม 4.การจัดกิจกรรมที่เรียกร้องความสนใจของเด็กในการท ากิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มให้ ความส าคัญต่อเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ จัดด์ (Judge. 1975 : 407-413) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบการสังเกตในเด็กอายุ 5-6 ปี โดยแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นเด็กที่เรียนหลักสูตร Montessori ระดับอนุบาล 2 ปี กลุ่มที่ 2 เป็นเด็กที่เคยเรียนหลักสูตรอื่นมาและได้รับการฝึกตามหลักสูตร S-APA ระดับชั้นอนุบาล 1 ปี กลุ่มที่ 3 ไม่เคยเรียนหลักสูตร Montessori และหลักสูตร S-APA ในระดับอนุบาลเลย ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ไม่แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 3 แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 กุดไดซ์ (Giudice.E.D. และคณะ : 2000) ได้สรุปอภิปรายผลการศึกษาเกี่ยวกับทักษะ การวาดรูปมีความสัมพันธ์หรือสะท้อนถึงสติปัญญาได้ดีในระดับหนึ่ง และมีการศึกษาหาความสัมพันธ์ ระหว่างทักษะต่างๆ ของการวาดรูป (โดยเฉพาะรูปทรงเรขาคณิต) กับผลการประเมินด้วยแบบวัด ระดับเชาว์ปัญญามาตรฐาน พบว่า มีความสัมพันธ์ในระดับสูง การ์ลิสเทล และเกลแมน (Gallistel. C.R. Gelman.R. 1992 : 43-47) การประเมิน ทักษะพื้นฐานของคณิตศาสตร์ โดยประเมินความสามารถการนับและความเข้าใจจ านวน โดยเชื่อว่า เด็กเริ่มมีทักษะเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงอายุ 1-2 ปีแรก แต่มีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าได้รับการ
58 เรียนรู้ และจากสถานศึกษาพบว่า เด็กที่มีช่วงอายุ 3 ปี มีเพียงร้อยละ 41 สามารถนับเลขและบอก จ านวนสามได้ถูกต้อง จึงอาจกล่าวได้ว่าเด็กช่วงปฐมวัยส่วนมากยังไม่มีความพร้อมดังกล่าว และเมื่อ พิจารณาความสามารถนี้ในเด็กอายุ 5 ปีทั่วประเทศซึ่งเป็นวัยก่อนเข้าเรียนในระดับปฐมศึกษาพบว่า ร้อยละ 30 ไม่สามารถนับเลขและบอกจ านวนสามได้ เด็กเหล่านี้จึงอาจมีความยากล าบากในการ เรียนรู้คณิตศาสตร์เมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา ประเทศทางตะวันตกหลายประเทศได้ส ารวจเชาว์ปัญญาของประชากรในประเทศระยะ โดยการใช้แบบทดสอบคัดกรองชนิดที่ไม่ต้องใช้ภาษา Raven Progressive Mathrices และพบว่า ค่าเฉลี่ยระดับเชาว์ปัญญาหรือไอคิวของคนในประเทศสูงขึ้น (Lynn et al 1987 : Flynn Lynn 2000. Lynn Pagliari 1994 ) ประเทศในแถบเอเชียได้ศึกษาระดับเชาว์ปัญญาของเด็กฮ่องกง จ านวน 4,858 คน โดยใช้แบบทดสอบคัดกรองที่ไม่ใช้ภาษา พบว่า ระดับเชาว์ปัญญาเฉลี่ยเท่ากับ 116 สูง กว่าที่รายงานในประเทศตะวันตกในช่วงเวลาเดียวกัน (Chan Lynn 1989) แต่การศึกษาในประเทศ มาเลเซีย โดยใช้แบบทดสอบเดียวกันกลับพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับเชาว์ปัญญาของคนมาเลเซียต่ ากว่า เกณฑ์อ้างอิงของตะวันตก (Raven. J. 2000)
53 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำร การประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 3 ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนในสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวิธีด าเนินการประเมินตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ขอบเขตของการประเมิน 3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การสร้างและการพัฒนาคุณภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 1.ประชำกร 1.1 ประชากร นักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 โรงเรียนทั่วไปที่เปิดสอนระดับปฐมวัย จ านวน 77 โรงเรียน จ านวนนักเรียนทั้งสิ้น 3,425 คน นักเรียนในการประเมินพัฒนาการ จ านวน 3,325 คน แบ่งออกเป็นนักเรียนชาย 3 คน และนักเรียนหญิง 3 คน โดยคณะกรรมการที่ไม่ใช่ครูประจ าชั้น รายละเอียดจ านวนนักเรียนชั้นอนุบาลศึกษา ปีการศึกษา 2563 ปรากฏตามตารางดังนี้ ตารางที่ 1 จ านวนนักเรียนแยกตามประเภท สังกัด เพศ ที่ กลุ่มประชากร จ านวน โรงเรียน จ านวนนักเรียน (คน) ร้อยละ ชาย หญิง รวม 1 โรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษ า ประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 77 1,778 1,647 3,425 100 รวม 77 1,778 1,647 3,425 100
54 2. ขอบเขตของกำรประเมิน การประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ในโรงเรียนสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการประเมิน พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ – จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา สอดคล้องกับ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 โดยมีตัวแปรที่ ศึกษา ดังนี้ 2.1 ตัวแปรอิสระ 2.1.1 เพศ ได้แก่ เพศชาย เพศหญิง 2.1.2 สังกัด ได้แก่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 2.1.3 ประเภทโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนทั่วไปที่เปิดสอนระดับปฐมวัยสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 2.2 ตัวแปรตาม ผลการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 3. เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 ประกอบด้วย 3.1 คู่มือด าเนินการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ 3.1.1 ความเป็นมา 3.1.2 วัตถุประสงค์ 3.1.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.4 ขอบเขตของการประเมิน 3.1.5 แนวทางการด าเนินงาน 3.1.6 เอกสารและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ
55 3.1.7 วิธีการประเมิน 3.1.8 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.1.9 ปฏิทินปฏิบัติงาน 3.1.10 ตารางการประเมินในการจัดประสบการณ์ 3.1.11 โครงสร้างเครื่องมือตัวบ่งชี้พัฒนาการที่ท าการประเมิน 3.1.12 เกณฑ์การประเมินในแต่ละตัวบ่งชี้ 3.1.13 ภาคผนวก 1) สื่อต้นแบบส าหรับใช้ในการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา 2) สื่อต้นแบบส าหรับใช้ในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ 3) แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านสุขภาพอนามัย 4) เกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กไทย ปี พ.ศ. 2542 กรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข 5) ตารางวิเคราะห์การเปรียบเทียบความสอดคล้องระหว่างมาตรฐานการศึกษาของ ชาติ มาตรฐานการศึกษาปฐมวัยและมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย พุทธศักราช 2560 3.2 เอกสารชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ ส าหรับการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบ หลักสูตรการศึกษ าป ฐมวัย พุท ธศักราช 2560 ปีการศึกษ า 2563 ป ระกอบด้วยกิจกรรม จ านวน 7 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน ชุดที่ 2 กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ชุดที่ 3 กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ชุดที่ 4 กิจกรรมสร้างสรรค์ ชุดที่ 5 กิจกรรมเสรี ชุดที่ 6 กิจกรรมกลางแจ้ง ชุดที่ 7 กิจกรรมเกมการศึกษา 3.3 คู่มือบันทึกข้อมูลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ประกอบด้วย
56 3.3.1 แบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ดังนี้ 1) แบบบันทึกผล 1/1 แบบบันทึกผลการประเมินภาวการณ์เจริญเติบโตสุขภาพ อนามัยและสุขนิสัยที่ดี 2) แบบบันทึกผล 1/2 แบบบันทึกผลการประเมินการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน 3) แบบบันทึกผล 2 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ 4) แบบบันทึกผล 3 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ 5) แบบบันทึกผล 4 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมสร้างสรรค์ 6) แบบบันทึกผล 5 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมเสรี 7) แบบบันทึกผล 6 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง 8) แบบบันทึกผล 7 แบบบันทึกผลการประเมินชุดกิจกรรมเกมการศึกษา 3.3.2 คู่มือบันทึกข้อมูลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 3.3.3 ตารางบันทึกผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ MS – Excel 4. กำรสร้ำงและกำรพัฒนำคุณภำพของเครื่องมือ การสร้างและการพัฒนาคุณภาพเครื่องมือประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ใช้เครื่องมือของส านักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน จ านวน 3 ฉบับ ดังนี้ 1. เอกสารหมายเลข 1 คู่มือด าเนินการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย 2. เอกสารหมายเลข 2 ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ส าหรับการประเมินพัฒนาการ นักเรียนที่จับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 3. คู่มือบันทึกข้อมูลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเกณฑ์ การประเมินพัฒนาการ
57 5. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ก าหนดการเก็บรวบรวมข้อมูลพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 มีขั้นตอนดังแผนภูมิต่อไปนี้ จากแผนภูมิที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูลมีขั้นตอนการด าเนินการ ดังนี้ 1.ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 จัดประชุมชี้แจงการใช้เครื่องมือ และแนวทางการประเมินแก่ครูผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาปฐมวัยทุกโรงเรียน พร้อมทั้งจัดส่ง เครื่องมือสื่อ และอุปกรณ์ให้โรงเรียน ในเดือนมกราคม 2564 2.โรงเรียนแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินพัฒนาการ พร้อมทั้งจัดประชุมชี้แจง คณะกรรมการประเมินพัฒนาการ สพป. จัดประชุมชี้แจงการใช้เครื่องมือและแนวทาง การประเมิน พร้อมทั้งจัดส่งเครื่องมือไปยัง ร.ร. ทุกแห่ง ร.ร. แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการประเมิน (3 คน) คณะอนุกรรมการด าเนินการประเมินพัฒนาการ ครูประจ าชั้น - เตรียมสื่อวัสดุ/อุปกรณ์ - จัดกิจกรรม - ประเมินพัฒนาการ ครูประจ าชั้น - เตรียมสื่อวัสดุ/อุปกรณ์ - จัดกิจกรรม - ประเมินพัฒนาการ คณะอนุกรรมการประเมินและรวบรวมข้อมูลส่ง สพป.
58 3. คณะอนุกรรมการด าเนินการประเมินพัฒนาการนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยครูประจ าชั้น เป็นผู้จัดเตรียมสื่อ วัสดุ/อุปกรณ์ และจัดกิจกรรมตามชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ ส าหรับการ ประเมินพัฒนาการนักเรียนในระหว่างการจัดกิจกรรมให้คณะอนุกรรมการและครูประจ าชั้น ท าการ ประเมินพัฒนาการนักเรียนและบันทึกผลการประเมินเดือนมกราคม 4. คณะอนุกรรมการประเมินสรุประดับพัฒนาการและรวบรวมข้อมูลส่งส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 ในเดือน มีนาคม 2564 6. กำรวิเครำะห์ข้อมูล วิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบการศึกษาปฐมวัย โดยการหาความถี่ค่า ร้อยละ และฐานนิยม
63 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ในครั้งนี้ได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร จ านวน 3,425 คน ท าการวิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการน าเสนอตามล าดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการประเมินพัฒนาการของนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 1.1 พัฒนาการในภาพรวมแต่ละด้านจ าแนกตามเพศ 1.2 พัฒนาการด้านต่างๆ จ าแนกตามสังกัดและประเภทของโรงเรียน ตอนที่ 1: ผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 1.1 พัฒนาการในภาพรวมแต่ละด้านจ าแนกตามเพศ ตารางที่ 2 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 พัฒนาการ ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ด้านร่างกาย 94.66 5.34 0.00 ด้านอารมณ์-จิตใจ 94.92 5.08 0.00 ด้านสังคม 91.53 8.47 0.00 ด้านสติปัญญา 91.33 8.67 0.00
64 ภาพที่ 1 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 3 จากตารางที่ 2 และภาพที่ 1 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่ในระดับพัฒนาการ อยู่ในระดับดีทุกด้านโดยมีร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการในระดับดีพัฒนาการด้านอารมณ์ – จิตใจ สูงสุดร้อยละ 94.92 รองลงมาคือ พัฒนาการด้านร่างกาย ร้อยละ 94.66 พัฒนาการด้านสังคม ร้อยละ 91.53 และพัฒนาการด้านสติปัญญาร้อยละ 91.33 ตามล าดับ ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยของอายุ น้ าหนักและส่วนสูง จ าแนกตามเพศ เพศ อายุ น้ าหนัก ส่วนสูง ชาย 6 ปี 5 เดือน 22.50 119 หญิง 5 ปี 10 เดือน 19.50 116 ค่าเฉลี่ย 5 ปี 9 เดือน 21.00 117
65 ภาพที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยของอายุ จ าแนกตามเพศ ภาพที่ 3แสดงค่าเฉลี่ยของน้ าหนักและส่วนสูง จ าแนกตามเพศ จากตารางที่ 3 ภาพที่ 2 และภาพที่ 3 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 5 ปี 9 เดือน โดยนักเรียนชายมีอายุเฉลี่มากกว่านักเรียนหญิงนักเรียนหญิงมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 5 ปี 10 เดือน และนักเรียนชายมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 6 ปี 5 เดือนในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีน้ าหนัก ส่วนสูงเฉลี่ยเท่ากับ 22.50 กิโลกรัมและ 119 เซนติเมตร โดยนักเรียนหญิงมีน้ าหนักเฉลี่ยเท่ากับ 19.50 กิโลกรัม ส่วนสูง 116 เซนติเมตรและนักเรียนชายมีน้ าหนักเฉลี่ยเท่ากับ 21.00 กิโลกรัม ส่วนสูง 117 เซนติเมตร 0 1 2 3 4 5 6 7 ชาย หญิง เฉลี่ย อายุ อายุ 0 20 40 60 80 100 120 ชาย หญิง เฉลี่ย น ้าหนัก ส่วนสูง
66 ตารางที่ 4 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย จ าแนกตามเพศ ภาพที่ 4 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย จ าแนกตามเพศ จากตารางที่ 4 และภาพที่ 4 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีระดับพัฒนาการด้าน ร่างกายอยู่ในระดับดี ซึ่งมีค่าร้อยละเท่ากับ 95.25 และ 94.05 โดยนักเรียนชายมีระดับพัฒนาการ ด้านร่างกายสูงกว่านักเรียนหญิง 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 ชาย หญิง ดี พอใช้ ปรับปรุง เพศ ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ชาย 95.25 4.75 0.00 หญิง 94.05 5.95 0.00
67 ตารางที่ 5 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ เพศ ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ชาย 95.61 4.39 0.00 หญิง 94.24 5.76 0.00 ภาพที่ 5 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ จากตารางที่ 5 และ ภาพที่ 5 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีระดับพัฒนาการด้าน อารมณ์-จิตใจ อยู่ในระดับดี ซึ่งมีค่าร้อยละเท่ากับ 95.61 และ 94.24 โดยนักเรียนชายมีระดับ พัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจสูงกว่านักเรียนหญิง 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 ชาย หญิง ดี พอใช้ ปรับปรุง
68 ตางรางที่ 6 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านสังคม เพศ ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ชาย 90.41 9.59 0.00 หญิง 92.65 7.35 0.00 ภาพที่ 6 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านสังคม จากตารางที่ 6 ภาพที่ 6 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีระดับพัฒนาการด้านสังคมอยู่ ในระดับดีซึ่งมีค่าร้อยละเท่ากับ 90.41 และ 92.65 โดยนักเรียนหญิงมีค่าระดับพัฒนาการ ด้านสังคมสูงกว่านักเรียนชาย 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 ชาย หญิง ดี พอใช้ ปรับปรุง
69 ตารางที่ 7 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านสติปัญญา เพศ ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ชาย 90.65 9.35 0.00 หญิง 92.01 7.99 0.00 ภาพที่ 7 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านสติปัญญา จากตาราง 7 และภาพที่ 7 พบว่าในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีระดับพัฒนาการ ด้านสติปัญญาอยู่ในระดับดีซึ่งมีค่าร้อยละเท่ากับ 90.65 และ 92.01 โดยนักเรียนหญิงมีระดับ พัฒนาการด้านสติปัญญาสูงกว่านักเรียนชาย 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100 ชาย หญิง ดี พอใช้ ปรับปรุง
70 1.2 พัฒนาการด้านต่างๆ จ าแนกตามประเภทของโรงโรงเรียน ตารางที่ 8 ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา จ าแนกตามประเภทโรงเรียน พัฒนาการ สังกัด ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการ ดี พอใช้ ปรับปรุง ด้านร่างกาย ทั่วไป สพป. ชลบุรี เขต 3 94.66 5.34 0.00 ด้านอารมณ์-จิตใจ ทั่วไป สพป. ชลบุรี เขต 3 94.92 5.08 0.00 ด้านสังคม ทั่วไป สพป. ชลบุรี เขต 3 91.53 8.47 0.00 ด้านสติปัญญา ทั่วไป สพป. ชลบุรี เขต 3 91.33 8.67 0.00 ภาพที่ 8 แสดงร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา จ าแนกตามประเภทโรงเรียน 84 86 88 90 92 94 96 ร่างกาย อารมณ์ -จิตใจ สังคม สติปัญญา ทั่วไป ทั่วไป
71 จากตารางที่ 8 ภาพที่ 8 พบว่าในภาพรวมระดับพัฒนาการของนักเรียนในโรงเรียนทั่วไป สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีทุกด้าน โดย ระดับพัฒนาการในระดับดีด้านสังคม มีร้อยละสูงสุด รองลงมาคือ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการ ด้านอารมณ์ จิตใจ และพัฒนาการด้านสติปัญญาตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามประเภทของโรงเรียน พบว่านักเรียนในโรงเรียนทั่วไป สังกัด ส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 นักเรียนส่วนใหญ่ในระดับพัฒนาการ อยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยมีร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการในระดับดีด้านสังคม สูงสุดร้อยละ 94.92 รองลงมาคือ พัฒนาการด้านร่างกาย ร้อยละ 94.66 พัฒนาการด้านอารมณ์ – จิตใจ ร้อยละ 91.53 และพัฒนาการ ด้านสติปัญญาร้อยละ 90.33 ตามล าดับ
บทที่ 5 สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ได้ศึกษาพัฒนาการทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และ สติปัญญา โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 3,425 คน จากทุกโรงเรียน จ านวน 77 โรงเรียน ซึ่งครอบคลุมโรงเรียนทั่วไปที่เปิดสอนระดับปฐมวัย จ านวน 77 โรงเรียน ในสังกัดส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ คู่มือด าเนินการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ส าหรับการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่ จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 และคู่มือบันทึกข้อมูลการประเมินพัฒนาการ นักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้สร้างจนมีประสิทธิภาพ มาใช้เครื่องมือประเมินดังกล่าวก่อน น ามาใช้เก็บข้อมูลจริงในระดับประเทศ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 จากการศึกษาการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการด้าน ร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และสติปัญญา ได้สรุปผลการประเมินพัฒนาการของนักเรียนที่จบ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2563 ดังนี้ สรุปผลการประเมินพัฒนาการระดับเขตพื้นที่การศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคม และ สติปัญญา อยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยมีร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการในระดับดีด้านสังคม สูงสุดร้อยละ 94.92 รองลงมาคือ พัฒนาการด้านร่างกายอารมณ์ – จิตใจ ร้อยละ 94.66 พัฒนาการ ด้านอารมณ์ – จิตใจ ร้อยละ 91.53 และพัฒนาการด้านสติปัญญา ร้อยละ 91.33 ตามล าดับ อภิปรายผล ผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 สามารถน ามาอภิปราย ดังนี้ 1. พัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ในภาพรวม
76 ผลการประเมินพบว่า ร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการทั้งร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สติปัญญา และสังคม ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพดี แสดงให้เห็นว่าการที่ ครูผู้สอนอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ให้แก่นักเรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สามารถส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการพัฒนาจนบรรลุผลตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้ อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ พัฒนาขึ้นโดยอาศัยแนวคิด เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก ซึ่งควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกด้าน (คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2547 : 3) จึงเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนเข้าใจเด็ก สามารถอบรมเลี้ยงดูและ จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ จากข้อมูลที่แสดงว่ามีนักเรียน ร้อยละ 94.92 มีพัฒนาการด้านสังคม อยู่ในระดับดีซึ่งมีความแตกต่างกันพอสมควรกับระดับ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ และสติปัญญา เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาอย่างเต็ม ตามศักยภาพ ตามเป้าหมายของหลักสูตรที่ก าหนดไว้ครูผู้สอนควรพัฒนาการจัดประสบการณ์เพื่อ ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม ให้อยู่ในระดับดีทัดเทียมกับพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ และด้านสติปัญญา หากพิจารณาร้อยละนักเรียนตามระดับพัฒนาการของโรงเรียนพบว่านักเรียนในโรงเรียน ทั่วไประดับปฐมวัยมีระดับพัฒนาการสูง อยู่ในระดับร้อยละ 85 ขึ้นไปทุกด้าน อาจเป็นผลสืบ เนื่องมาจากการที่โรงเรียนทั่วไปเป็นสถานศึกษาที่มีกระบวนการท างานเฉพาะด้านการศึกษาปฐมวัยที่ มีการระดมทรัพยากรทั้งหมดมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการก าหนก าหนดกระบวนการบริหาร จัดการทั้งในด้านการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ มีการก าหนดกระบวนการการ บริหารจัดการทั้งในด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และ การบริหารงานอื่น ๆ รวมทั้งยังได้การสนับสนุนด้านงบประมาณเป็นพิเศษโดยมีการนิเทศ ติดตาม ก ากับ และประเมินผลเพื่อให้สามารถพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพตามที่ก าหนด นอกจากนี้ยังมีการด าเนินการตามโครงการ คาราวานเสริมสร้างเด็กที่ช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอบใน ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการ และสอดคล้องกับทาง โรงเรียน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งสิ้น
77 ข้อเสนอแนะ ข้อมูลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2563 ใช้เป็นข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนปฏิบัติงานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งในระดับ ส านักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และโรงเรียน ดังนี้ ก. ระดับส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา 1. ควรสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจให้ตรงกันในการด าเนินงาน และภารกิจ ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ให้ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา/โรงเรียนในเรื่องต่อไปนี้ 1.1 การจัดประสบการณ์พัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวมอย่างเต็มศักยภาพ 1.2 การส่งเสริมและพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของนักเรียนปฐมวัยให้เท่า เทียมกับพัฒนาการทาง สังคม อารมณ์-จิตใจ และพัฒนาการทางร่างกาย 1.3 การติดตามผลพัฒนาการของนักเรียนปฐมวัยอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง 1.4 การน านวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย ไปใช้เป็น แนวทางในการจัดประสบการณ์ ต้องค านึงถึงหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย และเหมาะสมกับบริบท ของสังคมที่แวดล้อมตัวนักเรียน 2. ส่งเสริม สนับสนุนการด าเนินงานการจัดการศึกษาปฐมวัยของทุกส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาทั้งในด้านงบประมาณ สื่อ บุคลากร และการจัดการที่ดี 3. ก ากับ ติดตามการด าเนินงานการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง ข. ระดับโรงเรียน การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจแก่ครูปฐมวัย ผู้ปกครอง และ ผู้เกี่ยวข้องดังนี้ 1. การจัดประสบการณ์พัฒนาการนักเรียนปฐมวัยแบบองค์รวมอย่างเต็มศักยภาพ โดยเน้นการบูรณาการการเรียนรู้ 2. การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาเพิ่มขึ้นให้เท่าเทียมกับพัฒนาการด้าน อื่น ๆ 3. การประเมินพัฒนาการนักเรียน ควรด าเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตลอดจนน าผลประเมินมาใช้ในการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์พัฒนานักเรียนให้เต็มตามศักยภาพ ของแต่ละคน
78 4. การน านวัตกรรมแนวคิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย ไปใช้เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์ให้นักเรียน ควรผ่านการวิเคราะห์ตามหลักการจัดการศึกษาปฐมวัยปรับใช้ให้ เหมาะสมกับบริบทของสังคมที่แวดล้อมตัวนักเรียน
73 บรรณานุกรม กมลพรรณ ชีวพันธุ์ศรี และโสภา เกริกไกรกุล. สมองกับการเรียนรู้ (Learning and the Brain). กรุงเทพฯ: บริษัทพรการพิมพ์ จ ากัด ,ม.ป.ป. กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, 2546 กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (ส าหรับเด็กอายุ 3-5ปี). กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, 2547 กระทรวงศึกษาธิการ. การประเมินพัฒนาการนักเรียนอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2545. กรุงเทพฯ:2545 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ส านักงาน. รายงานผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ปีการศึกษา 2547.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, 2549 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ส านักงาน.กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือด าเนินการประเมิน พัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ปีการศึกษา 2549.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, 2550. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ส านักงาน. เอกสารหมายเลข 1 : คู่มือการประเมินพัฒนาการ นักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2549.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, 2550 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ส านักงาน. เอกสารหมายเลข 2 : ชุดจัดกิจกรรมการจัด ประสบการณ์ส าหรับการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, 2550 คณะกรรมการการศึกษาเอกชน,ส านักงาน.กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการประเมินพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2546 คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, ส านักงาน. รายงานผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2544 .กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์การศึกษา, 2545.
74 นิตยา คชภักดี. ขั้นตอนการพัฒนาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่ปฏิสนธิถึง 5 ปี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุ สภา, 2543. นันทิยา น้อยจันทร์. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ ส านักพิมพ์ นิตินัย จ ากัด, 2549. นฤมล ปิ่นดอนทอง. การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่นเกมสร้างมโนทัศน์ด้าน จ านวน. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. นภเนตร ธรรมบวร. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2549. เบญจมาศ วิไล. การส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ประกอบการประเมินสภาพจริง. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. เบญจะ ค ามะสอน. ความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เสริมประสบการณ์การพูดเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องโดยใช้ภาพประกอบ. ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2544. ปัทมา ศุภก าเนิด. การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ โครงการ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545. ลัดดา เหมาะสุวรรณ และคณะ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการการวิจัยพัฒนาการแบบองค์ รวมของเด็กไทย :ปัจจัยคัดสรรด้านครอบครัวและการเลี้ยงดู เล่มที่ 1 : เด็กไทยวันนี้ เป็นอยู่อย่างไร. ม.ป.ท.,2547. วัชรินทร์ เทพมณี. ผลของการจัดประสบการณ์การประกอบอาหารที่มีวินัยในตนเองของเด็ก ปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545. วรรณี อยู่คง. ความสามารถของกล้ามเนื้อมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมการปั้น. ปริญญา นิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2546. พิทักษ์ชาติ สุวรรณไตรย์. การจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ส าหรับเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ, 2544.
75 เพียงกานต์ ปทุมมา. การศึกษาวิธีสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยในจังหวัด หนองคาย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545. เมทินี ด่านยังอยู่. แนวโน้มและอัตราการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากการ จัดประสบการณ์การเล่นบทบาทสมมติ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2544. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์. สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้สร้างสมองเด็กฉลาดอย่างไร. กรุงเทพฯ : ห้าง หุ้นส่วนจ ากัดพิมพ์ลายสือ, 2542. ศิริรัตน์ ชูชีพ. พฤติกรรมชอบสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเชิง สร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. สุภัค ไหวหากิจ. เปรียบเทียบการรับรู้วินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานคติธรรมและการเล่นเกมแบบร่วมมือ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. การวัดและประเมินเด็กแนวใหม่: เด็กปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543. Atkinson, A.H. “Rentational Intelligence i1 to 3 year old children: An Observation Study”, Dissertation Abstracts. 11 (32) : 23 -35 (February), 1986. Bandura. A. Social foundations of thought and action : A social cognitive theory.Englewood Cliffs, NJ : Prentice Hall, 1986. Bell, C. A. “Stories Told by Six and Seven Years. Old Boys : Association with Intelligence and Creativity”, Dissertation Abstracts International. 45(05) : 2752-A; March, 1985. Bruner. J.S. Toward a theory of instruction. New York : Norton, 1956.
76 Bretherton, I., ct al.(1986). “Learning to talk about Emotions : A Functionalist Perspective”, Child Development, 5, 3, 529-548. Chan, J.,& Lynn, R. The intelligence of six- year- olds in Hong Kong. J. Biosoc Soi. 1989 Flynn. J.R. IQ gains and fluid g. Am Psycho, 2000. Gallistel, C.R., & Gelman, R. Preverbal and verbal counting and computation. Cognition. 44 : 1992. Giudice, E.D.,Grossi, D., Angelini, R., and et. Al (2000). Spatial Cognition in Childrens, I. Development of drawing-related (visuospatial and constructional) abilities in preschool and year. 362-367 : 2000. Judge, J. “Observational Skills of Children, Montessori and Science Process Class”, Journal of Research in Science Teaching. 12 (4) 407-413 (October), 1975. Kelly, Romona M. and Daniel. “Effects of An Administrative Plan for Excellence in Creative Arts Experience on the Development of Creativity in first Graders”, Dissertation Abstracts International. 44(01) : 32-A; July, 1986. Lynn, R.,& Pagliari, C. The intelligence of American children is stillrising. J. Biosoc Soi, 1994. Lynn, R.,Hamson, S.L., & Mulineux, J.C. A longterm increase in the Fluil intelligence of English children. Nature, 1987. Piaget Jean and Barble Inhelder. The Psychology of the Child. New York : Basic Books, Inc., 1969.
77 Porcher, M.A. “A Descriptive Study of Science Behavior in Selected Kindergarten Classes”, Dissertation Abstracts International. 24(7) : 3006-A-3007-A; January, 1982. Raven, J. The Raven.s Progrexive Matrics : Change and Stability over culture and time. Cog Psychol, 2000.