The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสืบทอดภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบ้านในจังหวัดนครราชสีมา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by balllysa, 2022-06-01 00:37:03

การสืบทอดภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบ้านในจังหวัดนครราชสีมา

การสืบทอดภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบ้านในจังหวัดนครราชสีมา

การสืบทอดภูมปิ ญญาดา นการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพ้ืนบา น
ในจังหวัดนครราชสีมา

A heritage of local wisdom in treatment of traditional
chemists in Nakhon Ratchasima

ทพิ ยวารี สงนอก

โครงการวิจัยนไ้ี ดร บั ทนุ อดุ หนนุ การวิจัยจากกรมสงเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2559

การสบื ทอดภูมปิ ญญาดานการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา น
ในจังหวัดนครราชสีมา

A heritage of local wisdom in treatment of traditional
chemists in Nakhon Ratchasima

ทพิ ยวารี สงนอก และนนทิยา จนั ทรเนตร

โครงการวิจยั นไี้ ดร บั ทนุ อดุ หนุนการวิจยั จากกรมสงเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2559

บทคัดยอ

การวิจัยเก่ียวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานใน
จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค คือ 1) เพื่อรวบรวมองคความรูเก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดาน
การบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาวิเคราะหวิธีการรักษา
และผลการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานท่ียังคงอยูในสภาวะปจจุบัน 3) เผยแพรองคความรู
เก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานใหกับคนในชุมชน พรอมท้ัง
ยกยองเชิดชูเกียรติหมอยาพื้นบานท่ีทําคุณประโยชนใหกับชุมชน เปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) โดยใชการสัมภาษณแบบมีโครงสราง และแบบไมมีโครงสราง (แบบ
เจาะลึก) การสังเกตการณแบบมีสวนรวม และไมมีสวนรวม นอกจากนี้ยังใชการสนทนากลุมเปน
เคร่ืองมอื จดั เก็บรวบรวมขอ มูล และนาํ เสนอผลการวจิ ัยแบบพรรณนาวเิ คราะห

ผลการวิจัยพบวา จังหวัดนครราชสีมาปรากฏหมอยาพ้ืนบานที่ยังมีบทบาทในการ
ชวยเหลือคนในชมุ ชนจังหวดั นครราชสีมา จํานวน 6 คน เปน หมอนวดพ้ืนบา น 3 คน ไดแ ก หมอนวด
จับเสน 2 คน และหมอนวดนํ้ามันมะพราว 1 คน และพบหมอสมุนไพร 3 คน ซ่ึงสาเหตุหลักที่
หมอยาพืน้ บานมีจาํ นวนลดนอยลง เน่ืองจากหมอยาเสียชวี ิตไมมีคนสบื ทอด บางสว นปวยหนักจนไม
สามารถรักษาผูอื่นได นอกจากน้ีสมุนไพรหายากข้ึนสงผลใหหมอยาไมสามารถรักษาดวยสมุนไพรได
ทางดา นโรคหรืออาการท่ยี ังคงรักษา พบวาชาวบานยังรักษาเกี่ยวกับการนวดพ้นื บาน และการรักษา
กระดูกดวยนํ้ามันจํานวนมาก และพบการรักษาโรคมะเร็ง โรคริดสีดวง โรคตับแข็ง โรคอัมพฤกษ
อัมพาต และสมุนไพรดูแลสตรีหลังคลอดบุตร สวนการเรียนรูของหมอยาพ้ืนบานพบวา 1) หมอยา
เรยี นรูจากบรรพบุรุษ 2) เรยี นรจู ากครู – อาจารย ท้งั ท่เี ปน พระและฆราวาส 3) เรยี นรูจ ากการจากการ
หาวิธีรักษาตนเองและสมาชิกในครอบครัว 4) เรียนรูหรือผานการอบรมจากสถาบันแพทยแผนไทย
ทางดา นการถายทอดภมู ิปญ ญาดานหมอยาพื้นบานพบวา หมอยาท้ัง 6 คน มกี ารถายทอดความรูไป
ยังบุตรเพียง 2 คน สวนอีก 4 คน ยังไมมีผูสืบทอด เนื่องจากเปนการเรียนรูท่ีตองอาศัยความสนใจ
และความรักในการบําบัดรักษาโรค ตองมีความขยัน และอดทนในการทองจําคาถา การปฏิบัติตนที่
เครงครดั จนเปน ที่ยอมรบั ของคนสงั คม

โครงการวิจัยครั้งน้ีไดยกยองเชิดชูเกียรติหมอยาพ้ืนบาน ดวยการมอบเกียรติบัตรเชิดชู
เกียรติใหกับหมอยาพ้ืนบานท้ัง 6 คน และมีการเผยแพรองคความรูดังกลาวขางตนใหกับชาวบาน
นักศึกษา อาจารย ซ่ึงมีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเปนหนวยงานหลักในการสนับสนุนการจัด
เวทีเสวนาเผยแพรองคความรู

Abstract

The qualitative research about the Inheritance on local wisdom of folk medicine in
Nakhon Ratchasima province aimed at 1) collecting the knowledge about healing techniques
from folk medicine men in Nakhon Ratchasima province 2) examining their know-how and
results of the local treatment that exist in the present days 3) disseminating the folk wisdom,
together with promoting the medicine men who do the benevolence for communities. The
structured and the in-depth interviews, the participant and non-participant observations, and
the group discussion have been used to gather the document for this descriptive analysis.

It has been found that there are six medicine men who continue their job: four folk
massagers (two acupressure massagers and a coconut-oil therapist), and two herbalists. The
main reasons why today the folk medicine men decrease down come from 1) there is no
one to carry on the knowledge after the death of old ones 2) Some get sick too severely to
work, and 3) natural herbs become rarer to find out. However, many people still trust on folk
medicine men to heal them by folk massage and oil therapy for bone healing. The treatment
of cancer, hemorrhoid, cirrhosis, paralysis, disability and postpartum herb therapy are found,
as well. About folk learning systems, folk medicine men learnt how to cure from their
ancestors, local scholars (both monks and laypersons), self-learning, and being trained by
Thai Traditional Medicine Institution. Among the six folk medicine men, only two people pass
on their knowledge to their own children since it is quite difficult to behave one’s self as a
local medicine man: intensive intention, high attempt on remembering sacred healing spells
and strict behavior are required.

Not just the dissemination of folk knowledge to local people, students and lecturers,
Nakhon Ratchasima Ratchabhat University also supported (as the main agent) the promotion
of the folk medicine men by giving them the honorary awards and arranging a public forum
on traditional medicine knowledge

กติ ตกิ รรมประกาศ

รายงานวิจัยฉบับนี้สําเร็จได ดวยความอนุเคราะหจากกลุมบุคคลและหนวยงานที่เก่ียวของ
หลายสวนท่ีไมอาจนํามากลาวไดท้ังหมด ผูวิจัยใครขอขอบพระคุณทานผูชวยศาสตราจารยสกุล
วงษกาฬสินธุ คณบดีคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ท่ีให
ความอนุเคราะหและสนับสนุนเก่ียวกับการจัดทําวิจัย กระบวนการจัดทําวิจัย และเปนสวนหนึ่งใน
การจดั งานสัมมนาทางวชิ าการเกย่ี วกบั ภูมปิ ญ ญาหมอยาพนื้ บา น

ขอบพระคณุ รองศาสตราจารยวีณา วีสเพญ็ ผูวางรากฐานทางดา นการศกึ ษาคน ควา เกี่ยวกับ
ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรค ขอบพระคุณ ดร.สมัย วรรณอุดร ท่ีปรึกษางานวิจัยท่ีใหคําช้ีแนะ
และใหค าํ ปรกึ ษาจนทําใหรายงานวจิ ยั ฉบับสาํ เร็จลลุ ว งไปไดดวยดี

ขอบพระคุณปราชญชาวบานท้ัง 13 ทาน ที่ใหความอนุเคราะหและความเมตตาแกผูวิจัย
ทางดานขอ มลู เกย่ี วกับการบําบดั รักษาโรคอยางละเอียดลออ และสามารถเผยแพรความรดู ังกลาวไป
ยังชุมชน นักศกึ ษา และครอู าจารยไ ดอ ยางลึกซึ้ง

ขอขอบพระคุณพอแม พ่ีนองชาวจังหวัดนครราชสีมาทุกทานท่ีใหความสนใจเกี่ยวกับการ
บาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บา น

ทายท่ีสุดขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารยสมศักดิ์ ศรีสันติสุข และผูชวย
ศาสตราจารยชลิต ชัยครรชิต ท่ีกรุณาใหคําช้ีแนะเกี่ยวกับการรวบรวมขอมูลและวิเคราะหขอมูลให
ละเอียดตรงตามวัตถุประสงคของการวจิ ัย ตลอดจนสรา งพลงั ใจใหกับผูวิจยั สาํ หรับการจัดทําวิจัยครั้งน้ี
ขอกราบขอบพระคณุ เปน อยางสูง

การวิจัยนไี้ ดร ับทนุ อุดหนนุ การวจิ ยั จากกรมสง เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2559

คณะผูวจิ ัย

สารบญั

หนา
บทคดั ยอ (ภาษาไทย)............................................................................................................ [1]
บทคดั ยอ (ภาษาไทย)............................................................................................................ [2]
กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................ [3]
สารบัญ.................................................................................................................................. [4]
สารบญั ตาราง........................................................................................................................ [6]
สารบญั ภาพประกอบ............................................................................................................ [7]
บทท่ี

1. บทนาํ ...................................................................................................................... 1
ความเปนมาของการวจิ ยั ......................................................................................... 1
วัตถปุ ระสงค. ........................................................................................................... 5
คําถามหลักในการวิจยั ............................................................................................ 5
กรอบแนวคิด........................................................................................................... 6
นยิ ามศัพท. .............................................................................................................. 7
ขอบเขตในการวิจัย.................................................................................................. 7
ประโยชนท ีค่ าดวาจะไดร บั ...................................................................................... 8

2. เอกสารและงานวจิ ัยที่เกีย่ วของ............................................................................... 9
แนวคดิ เกยี่ วกบั ภมู ิปญ ญาพนื้ บาน........................................................................... 9
แนวคดิ เกยี่ วกบั การรักษาโรคดวยภมู ปิ ญ ญาพน้ื บา น.............................................. 12
งานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ ง.................................................................................................. 23

3. วิธีดําเนินการวิจยั .................................................................................................... 28
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชแ ละวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมูล............................................................. 29
การวเิ คราะหขอ มูล.................................................................................................. 30
การเผยแพรองคความรดู า นการบําบัดรกั ษา........................................................... 31

4. ผลการวจิ ยั .............................................................................................................. 32
สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา น.................................................. 32
- สถานภาพหมอยาพนื้ บานในปจ จุบัน………………………………………………….. 32
- การเรียนรูเกีย่ วกับภูมิปญญาดา นการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพนื้ บา น. 35
บทบาทการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน...................................................... 45
- การรกั ษา.................................................................................................... 46
- การถา ยทอดองคความรู.............................................................................. 63
เผยแพรองคความรเู ก่ียวกบั ภูมปิ ญญาพ้นื บาน........................................................ 64

สารบัญ (ตอ )

หนา
5. สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ.................................................................... 70

สรปุ ผลการวิจยั ....................................................................................................... 70
อภปิ รายผลการวจิ ยั ................................................................................................. 74
ขอ เสนอแนะ........................................................................................................... 76
บรรณานุกรม................................................................................................................... 77
ภาคผนวก........................................................................................................................ 79
ประวตั ิผวู จิ ัย.................................................................................................................... 87

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หนา
4.1 สถานภาพปจ จุบนั หมอยาพื้นบานทถ่ี ูกอางถงึ ในหนังสอื ปมู เมืองโคราช บันทกึ คํา 32
33
บอกเลาจากภมู ิปญ ญาทองถิ่น พ.ศ. 2549……………………………………….
4.2 สถานภาพปจจุบันหมอยาพื้นบานท่ีถูกอางถึงในรายงานวิจัยของกฤษณา วงษา 34
50
สันต เรื่องการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถิ่นดานหมอพ้ืนบานในเขต
อสี านใต ปพ ทุ ธศักราช 2543.........................................................................
4.3 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพ้ืนบานที่ถูกอางถึงรายงานวิจัยเรื่องความ
หลากหลายของพืชสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก
อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรมวิชาชีววิทยา หลักสูตร
ครศุ าสตรบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา ปพ ทุ ธศักราช 2551.............
4.4 หมอยาพ้ืนบาน อาการเจ็บปวย วิธีการรักษา และตํารับยาสมุนไพรในจังหวัด
นครราชสีมาจากอดตี – ปจ จบุ ัน………………………………………………………………….

สารบญั ภาพประกอบ

ภาพประกอบที่ หนา
4.1 นายเสาร บว นนอก……………………………………………………………………………………. 36
4.2 นายมวญ สายสระนอย……………………………………………………………………………… 37
4.3 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ ………………………………………………………………………………... 37
4.4 นายทบั สงั ขสูงเนนิ ………………………………………………………………………………… 38
4.5 นายเพชร ยามกลาง………………………………………………………………………………… 38
4.6 นายประกอบ คาํ เหล็ก……………………………………………………………………………… 39
4.7 นายบญุ ถม ตอนนอก………………………………………………………………………………… 40
4.8 นายชน้ั หวงั วัดกลาง………………………………………………………………………………… 41
4.9 เอกสารโบราณที่นายชน้ั หวงั วดั กลาง ใชศกึ ษา…………………………………………….. 41
4.10 เอกสารวชิ าการเกยี่ วกบั ตาํ รายาทนี่ ายชั้น หวังวัดกลางใชศ ึกษา……………………… 42
4.11 นายชยั ณรงค ปจจยั ………..………………………………………………………………………… 42
4.12 นายชาญ ไทยอัฐวิถี………..………………………………………………………………………… 43
4.13 นางสพุ รรณ แซเฮง………..………………………………………………………………………….. 44
4.14 นายจรูญ ฟน งูเหลอื ม……..………………………………………………………………………….. 45
4.15 การนวดจับเสน ของนายบุญถม ตอนนอก…………………………………………………..… 46
4.16 การนวดจบั เสนของนายบุญถม ตอนนอก............................................................. 46
4.17 การนวดจับเสนของนายเสาร บว นนอก........…………………………………...……………. 47
4.18 ยาหมองตะไครทใี่ ชสาํ หรบั สวดกอ นนวดของนางสพุ รรณ แซเ ฮง………………….…. 47
4.19 ยาหมองคาถาท่ใี ชสาํ หรบั สวดกอนนวดของนางสุพรรณ แซเ ฮง…………………….... 47
4.20 ยาสมุนไพรยาชนดิ บด……..………………………………………………………………………… 48
4.21 ยาสมุนไพรยาชนดิ แหง ....……..…………………………………………………………………… 48
4.22 นายชน้ั หวังวัดกลาง เสกยาสมนุ ไพร................................. …..……………………….. 49
4.23 นายชน้ั หวังวัดกลาง ทองคาถาเพ่ือทํานํา้ มนต……………………………..……………….. 49
4.24 นายชัยณรงค กําลังจําแนกยาสมนุ ไพรเพือ่ ใชใ นการรักษาโรค……………..………….. 49
4.25 ยาสมนุ ไพรเพื่อใชในการรักษาโรคของนายชยั ณรงค. ............................................ 49
4.26 เฝอ กไมไ ผของนายบญุ ถม ตอนนอก………………………………..…………………………… 55
4.27 การสาธติ ใสเ ฝอกไมไผข องนายบญุ ถม ตอนนอก………………….……………………….. 55
4.28 การจดบันทึกขอ มลู ผมู ารบั การรกั ษาของนายเสาร บวนนอก………………………….. 56
4.29 นางกณั ฑิรา เจนหนองแวง ผมู ารกั ษาอาการผดิ สาํ แดง…………………………………. 59
4.30 นางกณั ฑริ า เจนหนองแวง ผูม ารักษาอาการผดิ สําแดง…………………………………. 59
4.31 ภาพนางไข ขาวดอน และนางจิบ ชนิ สระนอ ย ผรู ักษา........................................ 59
4.32 นางแตม มงุ พวกกลาง ผปู วยท่ีรักษากบั นายช้นั .................................................. 61
4.33 นางผดั แตงกระโทก ผรู กั ษากอนเนื้อท่ีเตา นมดวยยาสมนุ ไพร............................. 62

สารบญั ภาพประกอบ (ตอ )

ภาพประกอบท่ี หนา
4.34 ภาพนิทรรศการนาํ เสนอเกี่ยวกับประวตั แิ ละความเช่ยี วชาญดานการบําบดั รักษา 65
66
โรคของหมอยาพนื้ บาน………………………………………………………………………………. 67
4.35 ภาพการเสวนาเรื่องการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบา นในจังหวัด 67
68
นครราชสีมา……………………………………………………………………………….................. 68
4.36 ภาพการเสวนาเร่ืองการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพ้นื บานในจังหวดั

นครราชสมี า………………………………………………………………………………..................
4.37 ภาพการเสวนาเรอื่ งการบาํ บดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นในจังหวัด

นครราชสมี า………………………………………………………………………………..................
4.38 ภาพการมอบเกยี รตบิ ัตรเชดิ ชูเกียรตหิ มอยาพนื้ บานท่ที าํ คุณประโยชนใหก บั

ชุมชน………………………………………………………………………………............................
.4.39 ภาพการมอบเกยี รตบิ ัตรเชดิ ชเู กียรตหิ มอยาพ้นื บา นทีท่ าํ คุณประโยชนใ หกับ

ชุมชน………………………………………………………………………………............................
.

บทท่ี 1
บทนํา

ความเปนมาของการวิจัย
มนุษยมีการตอสูด้ินรนเพ่ือความอยูรอด โดยการเรียนรู การทดลอง และการส่ังสม

ประสบการณ เมื่อมีการเจ็บปวยจึงใชทรัพยากรในชุมชนดูแลสุขภาพ จนเกิดองคความรูของทองถ่ิน
กลายเปนรากฐานภูมิปญญาในการดูแลสุขภาพตามแตละทองถิ่นเปนระบบการแพทยพื้นบานท่ี
เยียวยารักษาคนในชุมชน เมื่อมีพระราชบัญญัติการแพทยข้ึนโดยอางการคุมครองประชาชน
มิใหไดรับอันตรายที่เกิดจากการประกอบอาชีพทางการแพทยจากผูท่ีไมมีความรู ไมไดรับการฝกหัด
มาโดยตรง มีการจัดใหสอบวดั ความรูทางการแพทย และมอบใบประกอบโรคศิลปะใหกับผปู ระกอบ
วิชาชีพทางการแพทย จึงถือวาเปนการยุติบทบาทหมอยาพื้นบานท่ีใหการรักษาทั้งหมด เพราะไมได
ผานการเรยี นตามหลักสตู ร แตทา มกลางกระแสแหง การเปล่ียนแปลงทางสังคมอยา งรวดเร็ว เกิดการ
เจบ็ ปว ยดว ยโรคระบาดใหม ๆ เมอ่ื ทางการแพทยแผนปจจุบันไมสามารถรักษาหรือเยียวยาได คนใน
ชุมชนยงั คงตองพึ่งพิงระบบการแพทยพ้ืนบาน ในการรักษาสขุ ภาพอนามัย หมอยาพืน้ บานจงึ เปนผูที่
มคี วามรูค วามสามารถในการรักษาโรคของผปู ว ย ไมวาจะเปนการใชพ ธิ กี รรม การใชย าสมุนไพร หรือ
การนวด นับไดวาหมอยาพื้นบานมีความสําคัญย่ิงสําหรับชุมชน (รัชนี จันทรเกษ และคณะ. 2551 :
1 – 5)

การเกิด แก เจ็บ ตาย เปนวงจรชีวิตของมนุษยซึ่งมีความสําคัญ การเจ็บปวยทําใหเกิดการ
เรยี นรดู ูแลรักษารา งกาย โดยการนําพชื สมนุ ไพรมาปรุงยาในรูปแบบตาง ๆ เชน ตมหรอื ดองสมุนไพร
กับนํ้าผึ้งหรือสุรา หรือบดเปนผงผสมน้ําผึ้ง ปนเปนลูกกลอนใชสมุนไพรสดทาบริเวณผิวหนัง
หรือนําไปตมน้ําอาบ นอกจากน้ียังมีการนําชิ้นสวนจากสัตว เชน เข้ียวหรือกระดูกสัตว และแรธาตุ
ตาง ๆ เชน สารสม ดีเกลือ หินสี มาใชในการปรุงยา การเรียนรูเหลาน้ีเปนประสบการณที่สั่งสมมา
นานจนเปนวัฒนธรรมและเปนสมบัติของชาติไทยที่ควรสืบทอดใหคงอยูตอไป (สถาบันการแพทย
แผนไทย กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข. 2542 : 41) แตยุคสมัยกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป
วิวัฒนาการของยาสมุนไพรก็เปล่ียนแปลงมาเปนยาแผนใหมหรือแผนปจจุบัน ซึ่งใชสะดวก
รับประทานงาย วงการแพทยของประเทศไทยก็เชนเดียวกับในประเทศอ่ืน ๆ คือมีวิวัฒนาการมา
เรื่อย ๆ จากแผนโบราณมาจนเปนแผนใหม ทันสมัย มีการคิดคนและศึกษากันอยา งมากมาย วิธีการ
รักษา การเยียวยาของแพทย ฝมือการรักษา การผาตัด สามารถเทียบไดกับแพทยในประเทศที่มี
ความเจริญกาวหนา (ยุวดี จอมพิทักษ. 2545 : คํานํา) จึงดูเหมือนวาสมุนไพรถูกลืมเลือนไปจาก
สังคม เพราะผูคนใหความสําคัญและเชื่อถือในการรักษาแบบตางประเทศ และยาสมัยใหมจึงไดเขา
มาเปนสวนหนึง่ ของชวี ติ โดยไมร ตู วั แตก ารรกั ษาอาการเจ็บปว ยจากยาเมด็ ยาฉีด หรือการผา ตดั ตาม
หลักคิดของแพทยแผนใหม หลายคร้ังก็พบวาย่ิงรักษากลับย่ิงลุกลาม การรักษาตามแพทยแผนใหม
เนนการสงสารเคมีเขาไปทําลายส่ิงแปลกปลอม แตแพทยแผนไทยเนนการกินอาหารเพ่ือปรับสมดุล
ของรางกาย จึงนับไดวาเปนการรักษาที่ตางกันโดยสิ้นเชิง ดวยเหตุนี้ปจจุบันการแพทยพื้นบานจึง
ไดรับการเช่ือถือและยอมรับจากวิทยาศาสตรสมัยใหมและการแพทยแผนปจจุบันวาเปนขอมูลท่ีมี
ศักยภาพสูง ดังจะเห็นไดจากการคนหายาใหมจากธรรมชาติในปจจุบันเริ่มตนจากขอมูลการใช

สมนุ ไพรของแพทยพื้นบาน โดยอาศยั ประโยชนจ ากประสบการณของแพทยพ้ืนบา นทสี่ ะสมตอเน่ือง
เปนเวลานานมาใชเปนแหลงขอมูลการวิจัยทางคลินิกท่ีแมไมเปนทางการแตก็สามารถแยกแยะ พืช
สมนุ ไพรที่มปี ระสิทธภิ าพดี ออกจากพืชทีด่ อยประสิทธิภาพหรอื มีความเปนพิษไดเ ปน อยางดี ทําใหมี
โอกาสประสบผลสาํ เร็จในการคน ควา สงู และใชต น ทนุ นอยกวา การนาํ พืชในโลกท่ีมีจาํ นวนมากมายมา
วิจัยอยาง ไรกฎเกณฑมาก ดังตัวอยางความสําเร็จในการคนพบ plaunotol ยารักษาโรคกระเพาะ
จากสมุนไพรไทย “เปลานอย” ภายหลังการสืบคนทางเอกสารตําราไทย โดยบริษัท Sankyo
ประเทศญ่ปี ุน เมือ่ หลายปทผ่ี า นมา (วนั ดี ญาณไพศาล และคณะ. 2543 : 242)

ภูมิปญญา หรือ ภูมิปญญาทองถิ่น ถือเปนมรดกวัฒนธรรมอันเกิดจากพัฒนาการ
ปรับตัว และปรับวิถีชีวิตของคน เปนความรูท่ีเกิดจากการทดลองปฏิบัติจริงในหองทดลองทางสงั คม
ความรูเหลานถี้ ูกคน พบ ลองใช ดดั แปลง ถายทอดกันมาเปนเวลายาวนาน ผา นกระบวนการขัดเกลา
ของกลุมคน จึงมคี า และมีความสําคัญยิ่งนัก เปนมรดกทางภูมิปญ ญาของมนษุ ย ท่ีทุกคนควรรู รักษา
พัฒนา และนํามาปรับใชพ ัฒนาชุมชนทองถิ่นใหเ ขมแข็ง สามารถพึ่งตนเองไดอยางยั่งยืน (ประภากร
แกว วรรณา. 2554: 184)

ภูมิปญญาจะมีความสัมพันธระหวางคนกับโลกธรรมชาติ สิ่งแวดลอม สัตว พืช
เปนปราชญในการดํารงชีวิตเกี่ยวกับการเกิด แก เจ็บ ตาย ซึ่งมนุษยจําเปนตองนํามาใชเพ่ือดําเนิน
ชีวิตใหอยูรอด ระบบการแพทยพ้ืนบานของไทยเปนการผสมผสานระหวางการแพทยของไทย
ซึ่งมีท้ังแบบประสบการณหรือภูมิปญญาทองถ่ิน ความเช่ือทางไสยศาสตร กับวิชาอายุรเวชของ
อินเดียและการแพทยของจีนที่มีอิทธิพลตอสังคมไทย การแพทยเหลานี้ไดกลาวเปนแพทยแผน
โบราณ หรือการแพทยพ้ืนบานในชนบทไทย นอกจากนี้ความเช่ือเปนพื้นฐานที่กอใหเกิดพิธีกรรม
การประกอบพิธีกรรมเปนการถายทอดความรูแ ละประสบการณของคนรุนกอนใหแกคนรนุ ตอมา จึง
มกั พบวา เมื่อยามใดที่มนษุ ยมีความทุกข ความเดอื ดรอ น เจบ็ ไขด ว ยสาเหตตุ าง ๆ จึงจัดพิธีกรรมดวย
การเซนไหวหรือบูชา เพราะเชื่อวาเปนการกระทําของสิ่งเหนือธรรมชาติคือผีสางเทวดานั่นเอง
วิธีการปองกันหรือการรักษาโรคตาง ๆ จึงตองพึ่งหมอยา การรักษาโรคท่ีประสบความสําเร็จจะตอง
รักษาท้ังทางกายและทางใจ ผูปวยจึงตองการหมอที่เขาใจ มากกวาหมอที่จะรักษาเพียงอยางเดียว
หมอยาพ้ืนบานจะมีชีวิตความเปนอยูและวัฒนธรรมท่ีใกลเคียงชาวบาน จึงมีความเขาใจและส่ือสาร
กับคนไขไดดีและเปนกันเอง จึงเปนจุดสําคัญท่ีทําใหชาวบานยอมรับและนิยมไปรักษา บทบาทที่
สําคัญอีกประการของหมอยาพื้นบาน คือเปนผูเชื่อมสัมพันธของคนในหมูบาน เพราะเปนการรักษา
แบบพึ่งพาอาศัยกัน ดูแลเอาใจใสกันอยางใกลชิด พูดคุย ใหกําลังใจทั้งคนไขและญาติพรอมกัน
ดังนั้นหมอยาพื้นบานจึงมีความสําคัญอยางสูงในการเชื่อมสายใยสัมพันธของคนในหมูบานน้ัน ๆ
(โอภาส ชามะรตั น. 2548 : 122 – 125)

“หมอพื้นบาน” เปนบุคคลซึ่งมีความรูความสามารถในการสงเสริมและดูแลสุขภาพของ
ประชาชนในทองถิ่นดวยภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนสืบทอดกันมานาน
เปนที่นิยมยกยองจากชุมชน โดยมีประชาชนในหมูบานรับรองไมนอยกวาสิบคน หรือเปนผูท่ีไดการ
รับรองจากองคกรปกครองสว นทองถ่ิน หมอพืน้ บา นสามารถใหการชว ยเหลือผูป ว ยได ตามขอ ยกเวน
ในมาตรา 30(2) แหงพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 นั่นคือสามารถให “การ
ชวยเหลือหรือเยียวยาผูปวย...ตามธรรมจรรยาโดยมิไดรับผลประโยชนตอบแทน” แตขอบเขต
ดังกลาวยอมทําใหหมอพ้ืนบานไมสามารถดํารงชีวิตอยูโดยอาศัยแตการประกอบอาชีพเปนพ้ืนบาน
เทานั้น ปญหาสําคัญอีกประการหน่ึงของหมอยาพ้ืนบานคือ จะจัดการความรูของบุคคลกลุมนี้ได
อยางไร ท้ังในแงการพัฒนาความรูความสามารถของหมอยาพื้นบานใหสามารถชวยเหลือเยียวยา
ผูปวยในชุมชนไดดียิ่งข้ึน และในแงของการดึงความรูท่ีเปนความรูแฝงของหมอพื้นบานแตละคน
ออกมา เพ่ือใหสังคมไดประโยชนย่ิงข้ึน จากความจริงที่ปราชญทองถิ่นท่ีมีชื่อเสียงระดับชาติอยาง
อาจารยล อ ม เพ็งแกว ไดส ัง่ สมความรูนอกจากสถาบนั การศึกษา และตํารบั ตําราแลว ยังใชวธิ ี “อาศัย
สองเทายํ่าไปทุกวัดทุกหมูบานเรียนรูเร่ืองราวในทองถิ่นดวยการพูดคุยหาความรูกับคนทุกอาชีพทุก
วัย” และไดขอสรุปวา “อยากไดปริญญาใหมุงไปมหาวิทยาลัย อยากไดความรูใหมุงสูชาวบาน”
(วิชยั โชคววิ ัฒน. 2551 : 16 – 17)

จงั หวดั นครราชสมี าเปนจังหวัดทมี่ ีความสําคญั มาแตอดตี ในดา นวัฒนธรรม ภมู ิปญญา และ
วิถีชีวิต สภาพสังคมสวนใหญเปนสังคมชนบทซึ่งมีความสัมพันธของครอบครัวและญาติพ่ีนองที่ยัง
เหนียวแนนมากกวาสังคมเมือง การยึดม่ันเกาะเก่ียวทางวัฒนธรรมเปนไปตามลักษณะของกลุมชาติ
พนั ธุแ ละถนิ่ ทอี่ ยอู าศยั กลมุ ชาตพิ นั ธุสว นใหญ ไดแ ก กลุมไทยโคราช และกลมุ ไทยอีสาน นอกจากนี้
เปนกลุมชาติพันธุยอย ไดแก ยวน สวย มอญ จีน แขก กลุมตาง ๆ เหลานี้จะใชภาษาตามกลุมของ
ตัวเอง มีประเพณีความเชื่อวิถีชีวิตของตนเอง ในดานภูมิปญญาชาวบาน ชาวบานในจังหวัด
นครราชสีมา มีความรูดานตาง ๆ ที่ไดสั่งสมสืบทอดตอกันมาอยางไมขาดสาย เพ่ือวิถีชีวิตที่สงบสุข
ดีงาม เกิดเปนภูมิปญญาดานตาง ๆ ซ่ึงสามารถประดิษฐคิดคนเครื่องมือเครื่องใช ตลอดจน
กระบวนการแกปญหาตาง ๆ ของชุมชนและสังคม ทําใหชุมชนมีความแข็งแกรงมั่นคงและพ่ึงตนเอง
ได (สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดนครราชสีมา. 2549 : 53)

ภูมิปญญาในการดูแลรักษาสุขภาพของชาวจังหวัดนครราชสีมา เปนภูมิปญญาที่ผานการ
สังเกต ทดลองใช คัดเลือก และสั่งสมสืบทอดสูชนรุนหลัง การดูแลเริ่มตั้งแตแรกเกิด พัฒนาสูวัย
เจริญพนั ธถุ ึงวัยชรารวมท้ังเมื่อยามเจ็บไขไดปวย การดแู ลรกั ษาสุขภาพอาจเปนการดูแลรักษากันเอง
ในครอบครัว ใชสมุนไพรเปนอาหาร หรือเปนยารักษาโรค แตหากเจ็บปวยจะมีหมอยาพื้นบานมา
รักษา จากการรวบรวมขอมูลของสํานกั งานจงั หวัดนครราชสีมาในปพทุ ธศกั ราช 2549 พบวา จงั หวดั
นครราชสีมามีหมอรักษาหลากหลายประเภท ไดแก 1) หมอยา เปนหมอที่มีความรูดานการใช
สมุนไพร มาใชในการรักษาผูคนในชุมชน ซ่ึงหมอยาสวนมากก็จะเปนสมาชิกหนึ่งที่อยูประจําชุมชน
นั่นเอง 2) หมอตําแย บทบาทของหมอตําแยในยุคนั้นไมได มีหนาที่ในการทําคลอด เพราะคลอดที่
โรงพยาบาลจะปลอดภัยกวา แตหนาท่ีของหมอตําแยคือการดูแลหลังคลอดบุตรใหแผลหายเร็ว
เลอื ดลมไหลสะดวก เปน ตน 3) หมอนวด เปนผบู าํ บัดรักษาความปวดเมือ่ ยของรางกาย และการนวด
ที่รักษาโรค คือ โรคอัมพฤกษ 4) หมอผี เปนหมอที่ใชเวทมนตรคาถาไลผี ในรายท่ีผีเขาทําใหไดรับ

ความเจ็บปวย 5) หมอสูขวัญ เปนการรักษาที่สงผลตอ จิตใจทําใหผูปวยหายปวยได 6) หมอเปา รวม
หมอกระดกู คือหมอท่ีใชค าถาเปาเพื่อรักษากระดูก หรืออาการตางๆ เชน คางทมู เปน ตน (สํานกั งาน
วฒั นธรรมจงั หวดั นครราชสีมา. 2549 : 53)

จากการศึกษาวิจยั และลงพ้ืนท่ีของนักวิชาการท่ผี านมา โดยเฉพาะการทํางานของสํานักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา ไดรวบรวมขอมูลวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่นของโคราช ในป
พุทธศักราช 2549 หรือเม่ือ 9 ปท่ีผานมา พบวามีหมอยาพื้นบานที่รักษาโรคดวยสมุนไพร และ
เวทมนตรคาถาควบคูกนั ไปถึง 10 คน โดยพบหมอยารักษาโรคมะเรง็ ซึง่ นับวาเปน โรคทค่ี นไทยเปน
มากที่สุดและมีจํานวนผูเสียชีวิตมากเชนเดียวกัน หมอยาพื้นบานคือ นางสัมฤทธ์ิ ระวังสําโรง
เปน หมอยาพ้นื บานทร่ี กั ษาโรคผานความเช่ือ โดยเชื่อวามีพระมากระซิบบอกตัวยาในการรักษาผูปวย
และไดรักษาผูปวยท่ีเปนโรคมะเร็งระยะสุดทายหายไปหลายราย แตท่ีนาสนใจยิ่งกวาน้ันขอมูลระบุ
วามีแพทยท่ีโรงพยาบาลรามาธิบดีไดมาขอเปนลูกศิษย หมอยาทานนี้ก็ไมหวงวิชาถายทอดความรู
ทุกอยางใหกับแพทยแผนปจจุบัน แตเม่ือแพทยนําตัวยาสมุนไพรไปรักษาเองกลับไมหาย เปนตน
และนายเสาร บวนนอก รักษาโรคมะเร็งเตานม มะเร็งมดลูก ดวยสมุนไพรเชนเดียวกัน นอกจาก
นายเสาร บวนนอก จะสามารถรักษาโรคมะเร็งไดแลว ยังใชสมุนไพรรักษาโรคอัมพฤกษ อัมพาต
ไดอีกดวย และมีหมอยาพื้นบานอีกทาน คือ นายประมวล สายสระนอย ท่ีสามารถรักษาโรค
อัมพฤกษ อัมพาต ไดเชนเดียวกัน ซึ่งในขอมูลดังกลาวยังระบุวา นายประมวล สายสระนอย อยากมี
ลกู หลานหรือบคุ คลอนื่ สานตอภมู ิปญ ญาดา นการรักษาโรคไว เพราะเกรงวา จะสญู หายไป

นอกจากหมอยาพื้นบานท่ีกลาวถึงขางตนแลว ผูวิจัยยังพบหมอยาที่สามารถรักษาโรค
ริดสีดวงดวยสมุนไพร จํานวน 3 ทาน คือ นายจรูณ ฟนงูเหลือม นายแปน สองงาม และนาย
ชัยณรงค ปจจัย และพบหมอรักษากระดูกสองทาน คือ นายแปน สองงาม และนายบุญถม ตอนนอก
ซ่งึ นายบุญถม เปน หมอยาท่รี กั ษากระดูกดวยน้ํามนั มะพรา ว มีกระบวนการคดั เลือกมะพราว ขน้ั ตอน
การทําน้ํามะพราว การรายมนตรคาถาในขณะทําน้ํามันมะพราว โดยภูมิปญญาดานการรักษาโรค
ดวยน้ํามันมะพราวของปราชญทานนี้มีมากอนท่ีคนในสังคมปจจุบันนิยมเสียดวยซ้ํา จากขอมูล
ท้ังหมดสะทอนใหเห็นวา จังหวัดนครราชสีมามีหมอยาพื้นบานซ่ึงบําบัดรักษา และเยียวยาผูปวยใน
สังคมอยูจํานวนไมนอย หลายรายชวยรักษาโรคหลังจากท่ีผูปวยเขารักษาพยาบาลในสถานพยาบาล
หรือพ่ึงแพทยแผนปจจุบันไมหาย จําตองหันมาพ่ึงหมอชาวบานถือเปนทางเลือกสุดทายกลับหาย
หลายรายเร่มิ ตน เปน หมอยาจากการรักษาตัวเองกอนถึงมาเยียวยาผูอน่ื เปนตน

ในปจจุบันความสาํ คัญดานการรักษาโรคดวยภูมิปญญาชาวบานในหลายภมู ิภาคไดรับความ
สนใจและไดรับการฟนฟู มีการวิจัย รวบรวมองคความรูและเผยแพรองคความรูดังกลาวสูชุมชน
ผูวจิ ัยมองวา การบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวัดนครราชสีมากอนหนา น้ี เปน การรักษา
โรคท่ีคนในสังคมเปนกันอยางแพรหลาย บางครั้งการเยียวยาดวยแพทยแผนปจจุบันก็ไมสามารถ
เยียวยาหรือรักษาได จึงต้ังขอสังเกตวา ณ ชวงเวลานั้นคนในทองถ่ินใหความสนใจเก่ียวกับหมอยา
พ้ืนบานเปนอยางมาก ปจจุบันนี้องคความรูดังกลาวยังคงเหลือมากนอยเพียงใด ความศรัทธาของ
ชาวบานที่มีตอหมอยาพื้นบาน เชนศรัทธาดา นการรกั ษาโรคมะเร็งยังคงอยูหรือไม หรือมีองคความรู
เกี่ยวกับการบําบัดรักษาโรคนี้เพิ่มขึ้นหรือไมและสมุนไพรมีสรรพคุณ หรือขอบเขตของการรักษาโรค
ตางๆ มากนอยขนาดไหน หมอยาแตละทานมีการสานตอองคความรูดังกลาวใหกับคนในทองถ่ิน

หรือไม เปนตน เมื่อรวบรวมองคความรูดังกลาวครบถวนแลวจึงเปนข้ันตอนหรือกระบวนการของ
การเผยแพรขอมลู ใหกบั เยาวชนหรือคนในสังคมรับทราบองคความรูหรือภูมิปญญาดา นนี้ และจัดทํา
หนังสือเผยแพรองคความรูใหกับหนวยงานที่เก่ียวของเผยแพรองคความรูอันเปนสมบัติของคนใน
ชาตสิ ืบตอไป
วตั ถปุ ระสงค

1) เพ่ือรวบรวมองคความรูเกี่ยวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พ้ืนบานในจงั หวัดนครราชสีมา

2) เพ่ือศึกษาวิเคราะหวิธีการรักษาและผลการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพื้นบา นที่ยังคงอยู
ในสภาวะปจ จุบัน

3) เผยแพรองคความรูเก่ียวกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พ้นื บานใหก ับคนในชุมชน พรอมท้งั ยกยอ งเชิดชเู กียรตหิ มอยาพน้ื บา นที่ทําคุณประโยชนใหกบั ชุมชน
คําถามหลักในการวิจัย

1) ภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมาต้ังแต
อดตี จนถงึ ปจจุบันมีรายละเอยี ดอยางไร

2) ในสภาวการณปจจุบันคนนิยมบําบัดรักษาโรคโดยการแพทยสมัยใหมแลววิธีการบําบัดรักษา
โรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมายังคงมีหรือไม ถามี มีวิธีการบําบัดรักษาอยางไรบาง
เหตุใดการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพืน้ บา นยังคงอยู

กรอบแนวคดิ

1. สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพนื้ บาน
1.1 ประวัติความเปน มาของการเรียนรภู มู ิปญญาดานการบําบัดรกั ษาโรคและการ

บําบัดรักษาโรคในอดีตของหมอยาพนื้ บาน
1.2 สถานภาพการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพน้ื บา นในสภาวะปจ จุบัน

2. บทบาทการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บาน
2.1 การรกั ษา
- ประเภทของการรักษา
o การใชส มุนไพร
o การเวทมนตรค าถา
o การประคบ
o การสกั ยา
o พธิ กี รรมการอว นวอน
- ขนั้ ตอนหรือกระบวนการรักษา
- การดแู ลหลงั การรักษา
- การประเมนิ ผลการรักษา
2.2 การถายทอดองคความรู

3. เผยแพรอ งคค วามรเู ก่ียวกับภูมปิ ญญาพื้นบานดา นการบําบัดรกั ษาโรคของหมอ
ยาพื้นบา นใหกบั คนในชุมชน พรอมทั้งยกยองเชดิ ชเู กียรติหมอยาพนื้ บานท่ีทํา
คุณประโยชนใ หกบั ชุมชน

นยิ ามศพั ท
ภมู ปิ ญญา หมายถึง องคค วามรวู าดวยวิธีคิดของชาวบา น ทีไ่ ดม ีการสงั่ สมและสรา งข้ึนจาก

สติปญญาและประสบการณ โดยการสังเกต ทดลองใช คัดเลือก และถายทอดเปนวัฒนธรรมสืบตอ
กันมา

การบําบัดรักษา หมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการ ในการสงเสริมและดูแลสุขภาพของคนใน
ชมุ ชนใหห ายจากโรคภัยไขเจ็บดว ยภมู ปิ ญญาที่เรียนรูและสบื ทอดมากจากบรรพบรุ ุษ

หมอยาพื้นบาน หมายถึง บุคคลซึ่งมีความรูความสามารถบําบัดรักษาโรคภัยไขเจ็บของ
ชุมชนในทอ งถน่ิ ดว ยภูมปิ ญ ญา ตามวฒั นธรรมของชุมชนที่สบื ทอดกนั มายาวนาน
ขอบเขตในการวิจัย

ประชากรและกลุมตวั อยา ง
การวิจัยในคร้ังน้ีเปนการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวิธีเลือกกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา

แบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑในการเลอื กกลมุ ตัวอยา งคือ
1) บุคคลที่เคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลมาแลว ในปพุทธศักราช 2549 ผานหนังสือ

“ปูมเมืองโคราช บันทึกคําบอกเลา จากภูมิปญญาทองถิ่น” ของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา จาํ นวน 7 ทาน ไดแ ก

1.1) นายเสาร บว นนอก บานเลขที่ 9 หมู 11 ตําบลเมืองคง อําเภอคง
จังหวัดนครราชสีมา

1.2) นายบหุ ลัน เกิดมงคล หมู 6 ตาํ บลโนนแดง อาํ เภอโนนแดง จงั หวดั
นครราชสมี า

1.3) นายบญุ ถม ตอนนอก บา นเลขท่ี 54 หมู 5 ตําบลบานเหลือ่ ม อาํ เภอบาน
เหลือ่ ม จังหวัดนครราชสีมา

1.4) นายชัยณรงค ปจ จยั บา นเลขท่ี 26 หมู 3 ตาํ บลหนองคาย อาํ เภอประทาย
จงั หวดั นครราชสมี า

1.5) นางสมั ฤทธิ์ ระวังสาํ โรง บานเลขที่ 73 หมู 3 บานโคกสระนอย ตําบลนกออก
อําเภอปกธงชยั จังหวัดนครราชสีมา

1.6) นายมวญ สายสระนอย บานเลขท่ี 19 หมู 5 บา นสระนอย ตําบลนกออก
อาํ เภอปกธงชยั จังหวัดนครราชสีมา

1.7) นางสุพรรณ แซเฮง บานเลขท่ี 31/1 หมู 5 ตําบลมะเกลือเกา อําเภอสูงเนนิ
จงั หวัดนครราชสมี า

2) บุคคลที่ถกู อา งถึงในงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต เร่อื ง “การศึกษาสํารวจ
ผลงานภมู ปิ ญญาทองถน่ิ ดา นหมอพน้ื บานในเขตอสี านใต” ปพ ทุ ธศักราช 2543 จํานวน 3 ทา น
ไดแก

2.1) นายยอด ปอ มพรมราช บานเลขท่ี 12 หมู 1 ตาํ บลไทยสามัคคี อําเภอวงั น้ําเขยี ว
จังหวดั นครราชสมี า

2.2) นายจรูญ ฟนงเู หลอื ม บานเลขท่ี 35 หมู 15 ตาํ บลหลุมขา ว อาํ เภอโนนสูง
จังหวัดนครราชสีมา

2.3) นายแปน สองงาม บานเลขที่ 7 หมู 2 ตาํ บลหนองบวั ศาลา อาํ เภอเมอื ง
จงั หวัดนครราชสมี า

3) บุคคลที่ถูกระบุไวในรายงานวิจัยเร่ือง “ความหลากหลายของพืชสมุนไพรรักษา
โรคมะเรง็ จากหมอยาพืน้ บาน ต.สีสกุ อ.จกั ราช จ. นครราชสมี า ของนักศกึ ษาโปรแกรมวิชาชวี วิทยา
หลกั สตู รครุศาสตรบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า ปพุทธศกั ราช 2551 ซ่งึ รายงานวจิ ัยเลม
นี้เนนใหความสําคัญเกี่ยวกับพืชสมุนไพรมากกวากระบวนการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน
รายช่ือหมอยาพื้นบา น ไดแก

3.1) นายหวน เฉยี ดกลาง บานเลขที่ 145 ตาํ บลสีสุก อาํ เภอจักราช จังหวดั
นครราชสีมา

3.2) นายเฉลิม ไทยมะเริง บานเลขที่ 82 หมู 11 ตาํ บลสีสกุ อําเภอจกั ราช
จงั หวัดนครราชสมี า

3.3) นายทับ สงั ขส งู เนิน บานเลขที่ 244 หมู 9 ตาํ บลสีสุก อาํ เภอจักราช
จังหวดั นครราชสมี า

3.4) นายชาญ ไทยอัฐวถิ ี บานเลขที่ 169 หมู 15 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวัดนครราชสมี า

3.5) นายชั้น หวงั วดั กลาง บา นเลขท่ี 68 หมู 5 ตําบลสสี กุ อําเภอจกั ราช
จังหวัดนครราชสีมา

ระยะเวลาในการดําเนินการวิจัย เปนเวลา 1 ป เริ่มตั้งแตเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 จนถึง
เดอื นกมุ ภาพันธ พ.ศ. 2560
ประโยชนท่คี าดวา จะไดร ับ

1. ไดองคความรูเกย่ี วกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพ้นื บา นในจังหวัด
นครราชสีมาตง้ั แตอ ดีตจนถึงปจ จุบัน

2. คนในชุมชนมีความรูความเขาใจเก่ียวกับวิธีการบําบัดรักษา ตัวยาสมุนไพร สรรพคุณของ
สมุนไพร ทเ่ี ปนประโยชนอ ยา งแทจรงิ

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ ง

การศึกษาวิจัยเก่ียวกับการสบื ทอดภูมิปญญาดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพื้นบานใน
จังหวัดนครราชสีมา ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารงานวิชาการตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวของเพ่ือกําหนด
กรอบแนวคดิ ในการรวบรวมขอมลู และวิเคราะหขอ มูลดังตอไปน้ี

1. แนวคดิ เก่ยี วกบั ภูมปิ ญ ญาพื้นบาน
2. แนวคิดเก่ียวกบั การรักษาโรคดวยภูมิปญญาพืน้ บา น
3. งานวิจยั ท่เี กีย่ วขอ ง

2.1 แนวคิดเกยี่ วกบั ภูมิปญญาพนื้ บา น
ภูมิปญญาพ้ืนบาน ถือเปนวัฒนธรรมของชาวบานที่ผานการส่ังสม คนพบ ลองผิดลองถูก

และไดรบั การยอมรับจากคนในชุมชน และนาํ มาปรับใชเพ่ือใหส ามารถดํารงชีวติ อยูรว มกับธรรมชาติ
และคนในสังคมอยางมีความมีความสุขและปลอดภัย โดยแนวคิดเรื่อง “ภูมิปญญาพ้ืนบานนั้น มี
นักวชิ าการไดกาํ หนดความหมายหรอื ขอบเขตไวอยา งหลากหลาย ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี

ภมู ปิ ญ ญา (wisdom) หมายถึง พ้ืนเพรากฐานความรูข องชาวบา น หรอื ความรอบรูของ
ชาวบานท่ีเรียนรูและมีประสบการณสืบตอกันทั้งทางตรงเรียนรู ลองผิดลองถูกดวยตนเองหรือ
ทางออม ซึ่งเรียนรูจากผูใหญหรือความรูสะสมที่สืบตอกันมา (ปรีชา อุยตระกูล และนฤมล ปยวิทย.
ม.ป.ป. : 9)

ภูมิปญญาทองถ่ิน หมายถึง ความรอบรูชีวิต และผลผลิตทางปญญาของผูคนในชุมชน
และทองถิ่น ท่ีเกิดจากการสะสมประสบการณภายใตบริบทสงั คมและธรรมชาติแวดลอ มของทองถิ่น
ประกอบกับแนวคิดวิเคราะหในการแกไขปญหาตาง ๆ ของตนเองจนเกิดเปนการหลอมรวม
เปนแนวคิดท่ีเปนลักษณะของตนเอง สามารถพัฒนาความรูดังกลาวมาประยุกตใชใหเหมาะสมกับ
กาลสมยั ในการดาํ เนนิ ชวี ิตในทองถ่ินไดด ี ภูมปิ ญญาทองถ่ินจึงเปนกระบวนการท่ีเกิดจากการสืบทอด
ถายทอดองคความรูที่มีอยูเดิมในชุมชนทองถ่ินตางๆ แลวพัฒนาเลือกสรร ปรับปรุงองคความรูเดิม
เหลาน้ันใหเพิ่มพูนคุณคาขึ้น จนเกิดทักษะความชํานาญ สามารถแกไขปญหาและพัฒนาชีวิตอยาง
สอดประสาน และอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดภูมิปญญาองคความรูใหมท่ีเหมาะสมและ
สืบทอดพัฒนาตอไปอยางไมมีส้ินสุด ซ่ึงจะมีความสัมพันธระหวางคนกับส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติ
คนกับคน และคนกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ (กฤษฎา ศรีธรรมา. 2554 : 4) โดยภูมิปญญาทองถิ่น ถือเปนมรดก
วัฒนธรรมอันเกิดจากพัฒนาการปรับตัว และปรับวิถีชีวิตของคน เปนความรูที่เกิดจากการทดลอง
ปฏิบตั จิ ริงในหอ งทดลองทางสงั คม ความรูเหลาน้ถี กู คนพบ ลองใช ดดั แปลง ถา ยทอดกนั มาเปน เวลา
ยาวนาน ผานกระบวนการขัดเกลาของกลุมคน จึงมีคาและมีความสําคัญย่ิงนัก เปนมรดกทาง

ภูมิปญญาของมนุษย ท่ีทุกคนควรรู รักษา พัฒนา และนํามาปรับใชพัฒนาชุมชนทองถิ่นใหเขมแข็ง
สามารถพึ่งตนเองไดอ ยา งยั่งยนื (ประภากร แกว วรรณา. 2554: 184)

นอกจากนี้ ภูมิปญญาทองถิ่น ยังหมายถึง องคความรู ความสามารถ และทักษะของคนใน
ชุมชนที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณท่ีผานกระบวนการเลือกสรร เรียนรู ปรุงแตง และถายทอด
สืบตอ กันมา เพ่ือใชแกป ญ หาและพัฒนาวิถีชีวติ คนในชุมชนใหสมดลุ กับสภาพแวดลอมและเหมาะสม
กับยุคสมัย และจําแนกสาขาออกเปน 10 สาขา ไดแก 1) เกษตรกรรม 2) อุตสาหกรรมและ
หตั ถกรรม 3) การแพทยแผนไทย 4) การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม 5) กองทุนและ
ธุรกิจชุมชน 6) สวัสดิการ 7) ศิลปกรรม 8) การจัดการ 9) ภาษาและวรรณกรรม 10) ศาสนาและ
ประเพณี (สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง ชาต.ิ อา งถงึ ใน ภาณุวัฒน ภักดวี งศ. 2552 : 11)

ลักษณะของภูมปิ ญญา มดี ังตอ ไปน้ี
1) เปนเรอื่ งของการใชค วามรู ทกั ษะ ความเช่อื และพฤตกิ รรม
2) แสดงถงึ ความสัมพนั ธร ะหวางคนกับคน คนกบั ธรรมชาติ และคนกบั ส่ิงเหนือธรรมชาติ
3) เปนองครวมหรอื กิจกรรมทกุ อยางในชีวติ
4) เปนเร่ืองการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู เพื่อความอยูรอดของบุคคล
ชุมชน และสงั คม
5) เปนแกนหลกั หรอื กระบวนทัศนในการมองชีวติ เปนพน้ื ความรใู นเร่ืองตางๆ
6) มีลักษณะเฉพาะหรอื เอกลักษณในตัวเอง
7) มกี ารเปลยี่ นแปลงเพอื่ การสมดุลในการพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา
การเกิดภูมิปญญามีกระบวนการที่เกิดจากการสืบทอด ถายทอดองคความรูที่มีอยูเดิมใน
ชมุ ชนทอ งถิ่นตา งๆ แลว พฒั นาเลอื กสรร ปรบั ปรุงองคความรูเหลาน้ันจนเกดิ ทักษะและความชํานาญ
ที่สามารถแกไขปญหา และพัฒนาชีวิตไดอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดภูมิปญญา (องคความรู)
ทเี่ หมาะสมและสืบทอดพฒั นาตอไปอยา งไมส ้ินสดุ (ภาณวุ ฒั น ภกั ดีวงศ. 2552 : 12)
ประเภทของภูมิปญ ญาทองถ่นิ มีรายละเอียดดังตอ ไปน้ี
1) ภมู ิปญญาชาวบา นเพื่อการยังชีพ ภมู ิปญญาชาวบานเพอ่ื การยังชีพมีขึน้ เพ่ือการมีชีวิตอยู
รอด อยูอ ยา งมีความสุขสบายตามอตั ภาพ เปนภมู ปิ ญ ญาเกีย่ วกับการเสาะหาปจจยั พ้ืนฐานในการยัง
ชพี ไดแ ก

1.1) ภูมปิ ญ ญาเก่ียวกับการทํามาหากิน เริ่มต้ังแตภูมปิ ญญาการเก็บเกยี่ ว การหาของปา
ลาสัตว การทําและใชเคร่ืองจับสัตว เปนตน ภูมิปญญาเหลานี้คอยพัฒนาข้ึนเปนอาชีพ มีรูปแบบ
เครือ่ งมอื เคร่อื งใชเฉพาะตัวเฉพาะถิน่ ขึน้

1.2) ภมู ปิ ญ ญาเก่ียวกับที่อยูอาศัย เชน การสรางบานสรางเรือน ภมู ปิ ญ ญาการเลือกใชว ัสดุ

1.3) ภูมิปญญาเก่ียวกับวัฒนธรรมโภชนาการ ไดแก ภูมิปญญาในการเลือกสรรอาหาร
วิธปี รุง และวธิ ถี นอมอาหาร

1.4) ภูมิปญญาเก่ียวกับเคร่ืองนุงหม ไดแก ภูมิปญญาในการนําสิ่งตางๆ มาปกปดรางกาย
ใหอบอนุ เชน ภมู ิปญญาในการทาํ และใชด ินเผาเพื่อปนฝาย การคิดทาํ ฟม และกสี่ าํ หรับงานทอ

1.5) ภูมิปญญาเกี่ยวกับยารักษาโรค ไดแก การนําสมุนไพร สัตว แรบางชนิด มาใชเปน
ตัวยา การผสมยา การใชย า เปนตน

2) ภูมิปญญาเกี่ยวกับการพิทักษชีวิตและทรัพยสิน ผูคนทุกหมูเหลาตางพยายามจะใหตนมี
ชีวิตทม่ี น่ั คง จึงทุม เทใชสติปญญาและสง่ิ เอื้ออํานวยตา งๆ เพ่ือใหบรรลคุ วามตองการ

3) ภูมิปญญาเกี่ยวกับการสราง พิทักษฐานะและอํานาจผูคนทุกหมูเหลา ยอมอาศัยฐานะ
และอํานาจเพื่อชวยในการดํารงชีวิต ทั้งน้ียอมแตกตางกันไปตามโครงสรางของสังคม ขีดจํากัดของ
การศึกษา ขีดจาํ กัดทางวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี โดยภูมปิ ญญากลุมน้ีมีท้ังดา นเศรษฐกจิ สงั คม

(สทุ ธิวงศ พงศไพบลู . อางถึงใน ประภากร แกว วรรณา. 2554: 186)

นอกจากนภ้ี ูมปิ ญญายังสามารถแบงประเภทไดเปน 3 ประเภทใหญๆ คอื
1) ภูมิปญญาจากการใชชีวิตในธรรมชาติ เปนเนื้อหาเก่ียวกับการอธิบายความสัมพันธ

ระหวางชีวิตกับธรรมชาติในลกั ษณะของกฎเกณฑท่ีพึงปฏิบัติและขอหามที่ไมใหช าวบานปฏบิ ัติ เชน
ความเชื่อตอธรรมชาติตางๆ เรื่องของผี ที่ทําใหเกิดภาวะสมดุลของการอยูรวมกันระหวางคนกับ
ธรรมชาติ ระบบเหมอื งฝาย ผนี ้าํ ผนี า เปน ตน

2) ภูมิปญญาจากประสบการณการอยูรวมกัน ภูมิปญญาแบบน้ีมีพฤติกรรมตามแบบแผน
ของสังคมมีกฎเกณฑบอกวาอยางนั้นดี หรือไมดี มีระบบความสัมพันธของการอยูรวมกันอยางสันติ
เปนหลัก มีความเขาใจในอนิจจังของชีวิตเปนแกนสูงสุด รูปธรรมพึงแสดงออกคือ ความเชื่อเรื่อง
บรรพบรุ ษุ เชน ปูตา ผีพอแม และพธิ กี รรมตา งๆ เปนตน

3) ภูมิปญญาจากประสบการณเฉพาะดาน เชน ภูมิปญญาจากประสบการณการทํามาหา
กินในดานตางๆ ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรค มีองคประกอบหลักๆ อยูสามสวนใหญๆ คือ
เปลอื กนอก กระพี้ และแกนใน เชน การรกั ษาโรค เปลือกนอกคือการวเิ คราะหส าเหตุของอาการโรค
กระพี้ คอื หลกั คิดในการอธิบายโรค วเิ คราะหโ รค และการรกั ษาพยาบาล สว นแกน ใน คือ ปรชั ญาใน
การมองชวี ติ วา รักษาถงึ ทส่ี ุดและคนปวยตายกเ็ พราะถึงความหมดอายสุ นิ้ เคราะหกรรม

(เอกวิทย ณ ถลาง. อางถึงใน ประภากร แกว วรรณา. 2554: 188)

การสืบสานภมู ปิ ญญาทองถน่ิ
การศึกษาดานภูมิปญญาทองถิ่นมีความจําเปนอยางย่ิงท่ีตองสงเสริมใหดํารงอยูเพื่อเปน

ฐานความรูความรภู ูมิปญญาทองถ่นิ โดยมีรายละเอยี ดดงั ตอ ไปนี้
1) ยกยอง “บุคคลตัวอยางภูมิปญญาทองถ่ิน” ใหสามารถถายทอดความรู ประสบการณ

และพัฒนาผลงานของตนไดอ ยางตอเนื่องและมีคุณภาพ
2) จัดใหมีศูนยปญญาทองถิ่นเปนแหลงการเรียนรูภูมิปญญาของชุมชน อาจเปนแหลง

เรียนรทู มี่ ีอยแู ลวในชุมชน เชน บานของปราชญช าวบาน วัด ศาลากลางบา น เปน ตน
3) ประกาศยกยองเชิดชูเกียรติผูทรงคุณวุฒิทางปญญาทองถ่ินทั้งในระดับทองถ่ิน และ

ระดบั ชาติ
(กฤษฎา ศรีธรรมา. 2554 : 200)

2. แนวคิดเกีย่ วกบั การรกั ษาโรคดวยภมู ิปญญาพ้ืนบา น
2.1 ภูมปิ ญญาพืน้ บา นดานการบําบดั รักษา
ภูมิปญญาทองถ่ินเก่ยี วกับยาพื้นบานมีความสาํ คัญอยางย่ิงตอการดํารงชพี ของผูคนจะเหน็ ไดวา

องคการอนามัยโลกพบประชากรรอยละ 80 ที่อยูอาศัยในประเทศกําลังพัฒนายังคงตองพ่ึงพาการ
รักษาโดยวิธีการทางการแพทยแบบดั้งเดิม และพืชสมุนไพรกวา 2 ใน 3 ของโลก หรืออยางนอย
35,000 ชนดิ ที่มคี ุณคาทางยาไดมาจากประเทศทีก่ าํ ลงั พฒั นา (ปารินุช บรสิ ทุ ธิศ์ รี. 2553 : 152)

วิถีชีวิตคนไทยแตด้ังเดิมผูกพันอยูกับธรรมชาติ และพ่ึงพาอาศัยผลผลิตจากปาบาง
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบาง ซ่ึงลวนผูกพันกับตนไม ผืนดิน ผลิตผลจากปา และทรัพยากรที่มีอยู
ใกลตัว ความรูเรื่องการใชพืชบําบัดรักษา นาจะเริ่มมาจากพรานปาท่ีเฝาสังเกตอาการของสัตวปาท่ี
บาดเจ็บ สัตวปารูจักวิธีการรักษาตนเองดวยตนไม ใบหญาบางชนิด พรานปาเมื่อรูวาพืชชนิดใดท่ี
สัตวปากินก็นํามาทดลอง จดจําจนกระทั่งก็เกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง มีการจดบันทึกเปนปมู หรือ
ตํารับยา โดยมีหมอยาพ้ืนบานเปนผูสืบทอดความรูเหลานั้นจนกลายเปนมรดกทางภูมิปญญา (จิรา
ภรณ เจริญเดช. 2545 : 6)

หมอยาพืน้ บานตามกฎกระทรวงกาํ หนดหลักเกณฑและวธิ ีการสรรหากรรมการผูทรงคุณวุฒิ
พ.ศ. 2546 ของพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาแพทยแผนไทย พ.ศ. 2542
ใหความหมายวา หมอยาพ้ืนบาน หมายถึง บุคคลซ่ึงมีความสามารถในการสงเสริมและดูแลสุขภาพ
ของพระชาชนในทองถ่ินดวยภูมิปญญาการแพทยแผนไทยตามวัฒนธรรมชุมชนสืบทอดกันมานาน
เปนที่นิยมยกยองจากชุมชนโดยมีประชาชนในหมูบานรับรองไมนอยกวาสิบคน หรือเปนผูไดรับการ
รับรองจากองคกรปกครองทองถ่ิน (รัชนี จันทรเกษ ประพจน เภตรากาศ และวิชัย จันทรกิติวัฒน.
2553 : 46) ตลอดจนหมายรวมถึงการดูแลสุภาพกันเองในชุมชนแบบดั้งเดิมจนกลายเปนสวนหน่ึง
ของวิถีชีวิตเก่ียวของกับความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และทรัพยากร ที่แตกตางกันไปใน

แตละทองถ่ินและเปนท่ียอมรับของชุมชนนั้น (กันทิมา สิทธิธัญกิจ และพรทิพย เติมวิเศษ. 2547:
147)

ภูมิปญญาการแพทยพ้ืนบานหรือหมอยาพ้ืนบานเปนภูมิปญญาที่มีควบคูสังคมไทย ผูกพัน
และเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และการใชประโยชนจาก
ทรัพยากรและสืบทอดเปนการแพทยประสบการณทองถิ่นที่อิงกับบริบทของสังคม วัฒนธรรม และ
สภาพแวดลอ ม ทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่แตกตางทําใหเ ปนการแพทยท่มี ีเอกลกั ษณและมีความหลากหลาย
เฉพาะถ่ิน ดังน้ันการแพทยพ้ืนบานจึงเปนการดูแลสุขภาพตามคติความเช่ือและการดําเนินชีวิต
อาจแบงเปน การแพทยประสบการณ การแพทยโหราศาสตร การแพทยแบบอํานาจเหนือธรรมชาติ
เปนตน แตทั้งน้ีการแพทยพ้ืนบานจะแตกตางกันในแตละทองถิ่น จึงทําใหการแบงการแพทยพ้ืนบาน
ออกเปน 4 ภาค (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ. (2550: 15 - 16)
ดังรายละเอยี ดตอไปนี้

1. การแพทยพ้ืนบานภาคเหนือ เช่ือมโยงกับวิถีชีวิตจิตวิญญาณ ธรรมชาติและส่ิงที่เปนอยู
เหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะองคความรูในการดูแลสุขภาพ มีความเชื่อวาคนประกอบข้ึนจากรูปกับนาม
คือ กาย (ธาตุ) และจิต (ขวัญ) อยางสมดุลและสัมพันธกันกับความเช่ือเรื่องของกรรมที่อาจไปสัมพันธก นั
เชน คนกับชุมชน คนกับผีหรือจิตวิญญาณ หรือคนกับธรรมชาติ หรือส่ิงท่ีอยูเหนือธรรมชาติ ตัวอยาง
การแพทยพ ื้นบานภาคเหนอื เชน ฮองขวญั กินออพญา ยํา่ ขาง ตอกเสน ฟอ นเชงิ เช็ดแหก เปน ตน

2. การแพทยพื้นบานภาคอีสาน ชาวอีสานมีความเช่ือเรื่องผีแถนวา เปนผูสรางสรรพสิ่ง
ทําใหเกิดดินน้ําลมไฟ โลกและมนุษย การติดตอกับผีแถนโดยผานทางพิธีกรรมบุญบั้งไฟ และรํา
ผีฟา มีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ เร่ืองขวัญ ซึ่งเปนสิ่งรวมศูนยชีวิต ภูมิปญญาดานสุขภาพของคน
อีสานถึงสาเหตุของการเจ็บปวยจึงเปนความสัมพันธระหวางคนกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และส่ิงที่
เปนอยูเหนือธรรมชาติ ตัวอยางการแพทยพื้นบานอีสาน เชน หมอลําผีฟา การอยูไฟหรือการอยูกรรม
การสูข วัญ การบูชาผปี ตู า และโจลมะม็วด เปน ตน

3. การแพทยพื้นบานภาคกลาง ภาคกลางมักเรียกตัวเองวาชาวพุทธ เนื่องจากสวนใหญนับ
ถือศาสนาพุทธ วัดจึงเปนศูนยของชุมชน เปนศูนยกลางการรักษาสืบทอดตํารายาพื้นบาน ตลอดจน
การรักษาดวยเวทมนตคาถา ความเช่ือในทองถ่ินยังมีการนับถือผีบรรพบุรุษ ศาลพระภูมิเจาท่ี
นอกจากนี้ ภาคกลางยังเปนศูนยรวมผสมกลมกลืนของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชน วัฒนธรรม
มอญ อิสลาม และจีน เปนตน ดังนั้นความคิดความเชื่อในการดูแลรักษาสุขภาพจึงมีความหลากหลาย
ทั้งการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่น มีการปรับใชใหสอดคลอง
กลมกลืนกับวัฒนธรรมของชาวภาคกลาง ตัวอยางการแพทยพื้นบานภาคกลาง เชน การเหยียบเหล็ก
แดงของหมออิสลาม การทํานายพยากรณปญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพดวยวิถีธรรม การรักษาผูปวย
ดวยวัฒนธรรมชอง การนวดพ้ืนบา นภาคกลาง เปนตน

4. การแพทยพ้ืนบานภาคใต นับเปนแหลงท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ท้ังพราหมณ
อิสลาม จีน มลายู ชาวใตมีความเชื่อเรื่องผีไมตางจากชาวลานนาและชาวอีสาน เช่ือวามีผีสถิตอยูใน
ธรรมชาติ เชน ผีเจาปา เจา เขา เจาทน่ี า และยังนับถือผบี รรพบุรุษ หรอื ท่ีเรยี กวา ครูโนรา ในเรือ่ งความ
เจ็บปวย ชาวใตเช่ือวา เกิดจากอํานาจเหนือธรรมชาติ และอํานาจความผิดปกติทางสังคม การแพทย

พื้นบานภาคใต ตัวอยางเชน โตะบิแด (หมอตําแยชาวไทยมุสลิม) โนราลงครู หมองู หมอยาสมุนไพร
และหมอบบี หมอนวดภาคใต เปนตน

ในการถายทอดความรูหรือภูมิปญญาหมอพ้ืนบาน ครูอาจารยทุกคนจะตองรูจักศิษยใหดี
ดูนิสัยใจคอ ดูความอดทนพากเพียรของลูกศิษย คุณสมบัติท่ีสําคัญของลูกศิษยคือ จะตองเปนผูท่ีมี
ความเมตตากรุณาตอบุคคลอ่ืน ครูบาอาจารยจะไมยอมถายทอดวิชาความรใู หกับบุคคลที่ไมซื่อสัตย
ไรศีลธรรมและคุณธรรมเด็ดขาด ท้ังน้ีเพราะเกรงวาวิชาท่ีตนเรียนมาเพื่อชวยเหลือบําบัดทุกขใหกับ
ผูอ่ืน จะถูกนําไปใชในทางท่ีไมถูกไมควร และเกิดอันตรายถึงแกชีวิตได (โอภาส ชามะรัตน. 2548 :
134)

สําหรับการแพทยแ ผนตะวนั ตกซง่ึ เปน ระบบบริการรักษาพยาบาลหลักในปจจุบนั มีลักษณะ
ท่ีเนนเร่ืองความถูกตอง โดยใชวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการพัฒนาอยางเปนระบบ ทําใหระบบ
คิดของการแพทยพ้ืนบานและแพทยแผนไทยถูกปฏิเสธ จะไดรับการยอมรับบางก็เฉพาะที่เปนสวน
ซ่ึงสามารถพิสูจนและทดลองดวยหลักวิทยาศาสตรได การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเชนน้ีสําคัญ คือ
เปนการแยกระบบการดูแลสุขภาพออกจากหนาที่ทางสังคม แยกการรักษาแบบพ้ืนบานออกจาก
ความผกู พันของธรรมชาติ และทําใหช ุมชนไมสามารถพึ่งตัวเองในดานการรักษาสุขภาพได อยางไรก็
ตามจากแนวคิดในการดูแลระบบสุขภาพแบบ “องครวม” ไดทําใหสังคมไทยหันกลับมาให
ความสําคัญกับภูมิปญญาแพทยพื้นบาน แพทยแผนไทย และแพทยทางเลือกมากข้ึน การนําองค
ความรูภูมิปญญาของแตละทองถ่ินกลับมาผสมผสานประยุกตใชในระบบบริการสุขภาพน้ัน
จาํ เปน ตองไดรับแรงสนบั สนุนทางการเมืองท่ีเขมแข็ง มีการสรางความรูดวยการศึกษาวิจัย การสราง
คนใหจ ดั การศึกษาอบรม และมีการจดั บริการใหการดูแลบริบาลสุขภาพอยา งเปน รูปธรรม ดังปรากฏ
เปนที่ประจักษอยางชัดแจงในประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซ่ึงถือเปนตัวอยางรูปธรรมของ
ความสาํ เร็จในการพลกิ ฟนองคความรู ภูมิปญ ญาแพทยของตนใหมีบทบาทสาํ คัญอยา งทัดเทียม หรือ
เหนือกวาชาติตะวันตก (สวุ ทิ ย วบิ ลุ ผลเจริญ ประพจน เภตรากาศ และคณะ. 2551 : 119 – 125)

กลาวโดยสรุป ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน คือองคความรูดาน
การดูแลรักษาคนในชุมชนใหหายจากการเจ็บปวย โดยการอาศัยระบบความเชื่อ พิธีกรรม และ
ธรรมชาติที่อยูรอบตัว อาทิ สมุนไพรจากพืช แรธาตุ และสัตว มาใชในการบําบัดรักษา โดยองค
ความรูดังกลาวผานกระบวนการของการเรียนรู สังเกต ทดลองใช จนเปนที่ยอมรับนับถือและเปนที่
พง่ึ ของคนในชุมชนดานการดูแลตนเองเกี่ยวกบั สุขภาพไดอยา งย่ังยนื

2.2 องคป ระกอบดา นการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพืน้ บา น
ระบบการแพทยพื้นบาน หรือองคประกอบดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบาน

มีองคประกอบที่สําคัญอยู 4 ประการ (กันทิมา สิทธิธัญกิจ และพรทิพย เติมวิเศษ. 2547: 147)
ไดแก

1. ความเช่ือเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรค การแพทยพื้นบานมีความเชื่อเกี่ยวกับ
สาเหตุของการเกิดโรคอยู 2 ประการ ประการแรกเช่ือวา โรคหรือความเจ็บปวยเกิดจากส่ิงเหนือ
ธรรมชาติ ไดแก การเจ็บปวยท่ีเกิดจากการกระทําของผี ท่ีเกิดจากกรรมหรือกฎแหงกรรม เกิดจาก
ไสยศาสตร พลังอํานาจเวทมนต คาถา ความเจ็บปวยที่เกิดจากวิถกี ารโคจรและตาํ แหนงของ ดวงดาว

และความเจ็บปวยที่เกิดจากการละเมิดขนบธรรมเนียมประเพณี ประการที่สอง คือ โรคและความ
เจ็บปวยที่เกิดจากธรรมชาติเปนความเจ็บปวยท่ีเกิดจากการเสียสมดุลของรางกายตามอายุและ
เงอ่ื นไขของแตละบคุ คลตามสิ่งแวดลอมทางธรรมชาตแิ ละสังคมของบคุ คลนั้น

นอกจาก เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ. (2540: 16 - 17) ยังระบุความเช่ือเกี่ยวกับสาเหตุที่ทําให
เกิดความเจบ็ ไขไดป วยในมนุษยแบงไดเปน 3 กลุม ใหญ คือ

1) เชื่อวาความเจ็บปวยเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ไดแก ผีบรรพบุรุษ ส่ิงที่มีอํานาจ
เชน ผีปา ผีบาน ปศาจ ผีหรือส่ิงของท่ีผูอ่ืนเสกมากระทําโทษ เชื่อในเร่ืองของเทพ เรื่องของพระเจา
ลงโทษผูทําผิดจารีต ประเพณี ความเช่ือน้ีมีอยูโดยทั่วไป แตกตางตามท่ีอยูและวัฒนธรรมของแตละ
ทอ งถนิ่

2) เชื่อวาความเจ็บปวยเกิดจากธรรมชาติ ไดแก การเสียสมดุลของรางกายอัน
ประกอบไปดวยธาตทุ ้ัง 4 การเสียสมดุลของความรอน – ความเยน็ การเสยี สมดลุ ของโครงสรางรางกาย

3) เช่ือวาความเจ็บปวยเกิดจากพลังจักรวาล ไดแก อิทธิพลของดวงดาวตาง ๆ ซ่ึงมี
ท้ังพลังท่ีสรางสรรค และพลังที่ทําลายตอสุขภาพ หากพลังใดมากกวาก็จะสงผลใหสุขภาพดีหรือรายไป
ตามนัน้

2. วิธีรักษาของหมอยาพื้นบาน จะมีความหลากหลายแตกตางกันในแตละพ้ืนท่ี ท้ังนี้
ข้ึนอยูกับสภาพแวดลอมทางนิเวศวิทยา ความเชื่อเก่ียวกับสาเหตุของการเกิดโรค และประเภทของ
หมอ อยางไรกต็ าม หมอพืน้ บานทกุ ประเภทมีกระบวนการรักษาเปน ขั้นตอนหลักๆ ทม่ี ัก ไมแ ตกตาง
กันอยู 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการตั้งเคร่ืองบูชาครูหรือภาษาถ่ินอีสาน เรียกวาการตั้งคาย อัน
ประกอบดวยขันธ 5 ไดแก ดอกไมขาว 5 คู เทียน 5 เลม และเงินคาคาย 6 – 24 บาท แลวแต
ประเภทของหมอ ขนั้ ตอนการวินจิ ฉยั โรค เม่ือผปู ว ยนําคายมาบูชาครูแลว หมอจะทําการวินจิ ฉัยโรค
ตามวิธีการของแตละประเภท ซ่ึงมีรายละเอียดแตกตางกันไป เม่ือวินิจฉัยโรคแลวก็เปนข้ันตอนของ
การรักษาที่หมอจะทาํ การรกั ษาตามกรรมวธิ ีของตน โดยอาจใชสมนุ ไพร การเปาเสก ทาน้ํามัน ทําพิธี
การขับไลผีหรือทําพิธีสูขวัญ เปนตน กรณีท่ีไมหายจะแนะนําใหผูปวยไปรักษารูปแบบอื่นตอไป
ข้ันตอนสุดทาย เปนขั้นตอนของการปลงคาย เมื่อผูปวยหายจากโรคแลวจะยกเครื่องบูชาครูใหหมอ
ในทองถนิ่ อสี านบางแหง เครื่องบชู าครจู ะประกอบดว ย ไดแก ดอกไมข าว 5 คู เทียน 5 เลม ผาซ่นิ 1
ผืน และเงินคูสมนาคณุ หรอื สมนาคณุ ตามฐานะของผปู ว ย

3. หมอพ้ืนบาน เปนองคประกอบท่ีสําคัญมากของการแพทยพ้ืนบาน หมอพ้ืนบานมี
หลายประเภท ถา จาํ แนกโดยใชเกณฑตามความเช่ือเก่ียวกบั สาเหตุของการเจ็บปว ย สามารถจําแนก
ออกเปนดังนี้ ประเภทของหมอที่รักษาความเจ็บปวยที่มีสามารถมาจากส่ิงเหนือธรรมชาติ ไดแก
หมอธรรม หรือหมอสอง หมอลําผีฟา หมอสูขวัญหรือหมอสงขวัญ ประเภทของหมอท่ีรักษาความ
เจบ็ ปวยทีม่ สี าเหตุจากธรรมชาติ ไดแ ก หมอสมนุ ไพร หมอกระดูก หมอนวด

4. ผูปวยท่ีมารับการรักษา พบวาผูปวยท่ีมารับการรักษากับหมอยาพื้นบานสวนใหญมี
ฐานะยากจนจบการศึกษาภาคบังคับและมีอาชีพเกษตรกรรม ส่ิงนี้เปนเครื่องยืนยันวาการแพทย
พนื้ บานยงั มีบทบาทสาํ คัญในการดแู ลสุขภาพของประชาชน

(กนั ทิมา สทิ ธิธญั กจิ และพรทิพย เตมิ วิเศษ. 2547: 147)

จากองคความรูดังกลาวขางตน จะเห็นวาองคประกอบดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พื้นบาน หรือระบบการแพทยพ้ืนบานมีรากฐานทางความคิดเกี่ยวกับความเชื่อดานการเกิดโรคของ
คนในชุมชนวา สัมพันธกับส่ิงเหนือธรรมชาติ อันไดแก การเจ็บไขไดปวยอาจเกิดจากการกระทําของ
ผูปวยท่ีปฏิบัติไมถูกตองตามจารีตครรลองของสังคม จนทําใหไดรับการลงโทษจากสิ่งศักด์ิสิทธิ์
เทวดาหรือผีที่คุมครองชุมชนนั้น และเชื่อวาการเจ็บปวยเปนเร่ืองที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติ ฉะน้ันเมื่อ
เชอื่ เกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บปว ยเกดิ จากเหตุผลดังกลาวขางตน การบาํ บดั รักษาจะตองสอดคลอง
กัน นั่นคือใชวิธีการรักษา โดยการใชคาถาอาคม การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบวงสรวงเทพเจา
การสะเดาะเคราะหตอชะตา การใชส มุนไพร และการกินอาหารปรับสมดลุ ของรางกาย การนวด การอบ
การประคบ โดยหมอพื้นบา น อาทิ หมอธรรม (หมอท่ใี ชคาถาในการรักษาโรค) หมอสอง หมอลําผฟี า
และหมอสมุนไพร เปนตน สวนผูท่ีเขารับการรักษามักเปนคนในชุมชนที่มีความคิดความเชื่อเรื่อง
อํานาจเหนือธรรมชาติ และเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการเจ็บปวยตามชวงอายุวัย รวมถึงกําลัง
ทรพั ยใ นการบําบดั รกั ษาจงึ จาํ เปนตอ งพง่ึ พาหมอยาพ้นื บานเพื่อชว ยในการดแู ลสุขภาพของตน

2.3 ประเภทหมอยาพนื้ บา น
การจดั ประเภทหมอพ้ืนบา น รัชนี จนั ทรเกษ ประพจน เภตรากาศ และ วิชัย จันทรกติ ิวัฒน

(2553: 46 - 47) ไดจัดประเภทหมอยาพ้ืนบานเปนประเภทตา งๆ ไวดังน้ี
1. หมอพิธีกรรม ไดแก ผูทําหนาที่ในการรักษาโดยการใชอํานาจท่ีเหนือธรรมชาติ มนต

คาถา และบางรายยังใชส มุนไพรประกอบในการรกั ษาอีกดว ย
1.1 หมอดู หมอมอ หรือหมอสอง เปนผูที่ทายโชคชะตาหรือหาสาเหตุของการเจบ็ ปวย

เพ่ือชวยใหผปู วยไดเ ลือกแหลง วิธีการ และฤกษย ามในการรกั ษา
1.2 หมอสะเดาะเคราะห หรือหมอเสียเคราะห ทาํ หนา ทส่ี ะเดาะเคราะหใ หแกชาวบาน

เมื่อเกิดเหตุการณไมดีตาง ๆ ที่ชาวบานเชื่อวาจะนําโชคราย หรือโรคภัยมาสูตนเองและครอบครัว
การสะเดาะเคราะหมักจะทําทั้งใน เพ่ือผูปวยอาการหนัก และผูปวยระยะพักฟน เพื่อเปนการบํารุง
ขวญั กําลังใจของผูป ว ย

1.3 หมอมนต หมอน้ํามนต หมอเสก หรือหมอเปา เปนผูที่รักษาผูปวยท่ีเกิดจากการ
กระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ มีการพรมนํ้ามนตบริเวณบาดเจ็บหรือหมอรักษาผูปวยกระดูก
เคลื่อน กระดกู หัก โดยการใชเวทมนตคาถา นํา้ มนตและสมนุ ไพร

1.4 หมอผี เปนผทู ่ใี ชคาถาอาคมเกยี่ วกับภูตผี ในการรักษาผปู ว ยทีส่ งสัยวา เกดิ จากการ
กระทาํ ของผรี าย

1.5 หมอธรรม เปนผูที่เรียนเวทมนตคาถาเพื่อปราบผี ชวยรักษาผูที่ถูกผีทํา โดยใชเวท
มนตคาถา

1.6 หมอลําผีฟา เปนผูท่ีรักษาผูปวยที่เกิดจากการกระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ
โดยการรําและรองไปรอบๆ ผูปวยพรอมออนวอนขอใหผีฟา เทวดา รวมท้ังวิญญาณส่ิงศักดิ์สิทธิ์
ทัง้ หลายมาชว ยรักษา

1.7 หมอทําขวัญ เปนผูท่ีมีความชํานาญในการทําพิธีเก่ียวกับขวัญ เปนการทําพิธี
ปองกันและรักษาไมใหเกิดความเจ็บปวยรุนแรง รวมทั้งทําพิธีเรียกขวัญใหแกผูปวยในระยะพักฟน
ทัง้ นเี้ พ่ือเปนการบํารุงขวญั กําลงั ใจแกผปู ว ย

1.8 หมอทรง เปนผูทําหนาที่ในการรักษาและมีความสามารถในการติดตอกับวิญญาณ
ของบคุ คลสําคญั เพ่ือใหวิญญาณเหลา นัน้ บอกยาและกรรมวธิ ีรกั ษา

2. หมอยาสมุนไพร หมอยา หรือหมอยาหมอ เปนผูท่ีใหการรักษาโดยใชสมุนไพร ใน
ลักษณะยาเดย่ี วหรอื ตามตํารับยาไทย หรือยาพ้นื บาน

3. หมอนวด เปนผูที่ใหการรักษาดวยการจับเสนในรางกาย บีบนวดใหหายจากความ
เจ็บปวย รวมถึงการใชการอบประคบ การเหยียบเสน แหก ย่ําขาง เหยียบเหล็กแดง การใชน้ํามัน
นวด และอน่ื ๆ ทีม่ ลี กั ษณะการรักษาทางกายภาพ

4. หมอตําแย หมายถึง ผูท่ีมีความชํานาญในการทําคลอดดวยวิธีแผนโบราณหรือแบบ
พื้นบา น ซ่ึงมีความรูในการดูแลแมและเด็ก กอนคลอด ระหวา งคลอด และหลงั คลอด

นอกจากน้ีรองศาสตราจารยสมพร ภูติยานันต (2542 : 56) ยังระบุประเภทของหมอทาง
การแพทยแ ผนไทย คือ ผูทมี่ ีความรู ความชาํ นาญ เฉพาะโรค ไดแ ก

1. หมอยา ชํานาญดา นการใชย าสมนุ ไพร
2. หมอนวด ชํานาญดานการนวดกาย
3. หมอแหก ชาํ นาญดานการแหกเสน
4. หมอเปานา้ํ มนต ชาํ นาญดานการเสกเปา
5. หมอดเู มอื่ ชาํ นาญดานการดหู มอสะเดาะเคราะห
6. หมอผี ชาํ นาญโรคผีกระทํา ถกู คณุ ไสย
7. หมอกระดูก ชาํ นาญการจัดตอกระดูก
8. หมอสักยา ชํานาญการสกั ยาบนรางกาย
9. หมอประคบ ชํานาญการประคบตัวยา
10. หมอตาํ แย ชาํ นาญการทําคลอด
สอดคลองกับแนวความคิดของ วิมล จิโรจพันธุ ประชิต สะกุณะพัฒน และอุดม เชยกีวงศ.
(2548 : 182 – 190) ซ่ึงระบุประเภทของหมอยาพ้ืนบานตามความชํานาญหรือลักษณะของการ
เรยี นรู ดงั รายละเอียดตอ ไปน้ี
1. หมอมนต หมายถึง หมอที่รักษาโดยอาศัยเวทมนตรหรือคาถาเพียงอยางเดียว เชน เสก
หรือ เปา เพอื่ บริกรรมคาถาบริเวณท่ีเจบ็ ปวดเทา นน้ั
2. หมอนา้ํ มนต หมายถึง หมอทใี่ ชเ วทมนตรห รอื คาถาและทาํ นาํ้ มนตรดว ย เพ่อื ใหผปู ว ยดื่ม
อาบ หรอื ทานน้ํามนตนัน้
3. หมอผี หมายถึง หมอที่ใชคาถาสําหรับการรักษาท่ีเกิดจากการกระทําของผีชนิดตางๆ
เชน ผปี อบ ผีพราย เปนตน
4. หมอทรง หมายถึง หมอทสี่ ามารถติดตอ กบั วญิ ญาณ เพอื่ ใหว ิญญาณเหลา น้ันบอกยาหรอื
กรรมวิธีการรกั ษา
5. หมอไสยศาสตร หมายถงึ หมอทใ่ี ชไ สยศาสตร ควบคูก บั การใชส มุนไพรในการรกั ษาท้งั 5

ประเภท มีวิธกี ารรกั ษาทแี่ ตกตา งกันและมีจดุ ประสงคในการรักษาตามประเภทตา งๆ ดงั รายละเอียด
ดงั ตอไปนี้

5.1 โดยการภาวนา ขอรอง ออนวอน บอกกลาวเพื่อขอใหอํานาจน้ันๆ ชวยเหลือในสงิ่ ท่ี
ตนตองการ หรือพอใจ

5.2 โดยการแลกเปล่ียนส่ิงตอ งการดวยเครื่องสังเวยตา งๆ
5.3 โดยวธิ ีการเรียกรองความสงสาร จากการทนทุกขเวทนาทรมานสังขารตนเอง
5.4 โดยใชวธิ พี ลกิ แพลง ถา คนปว ยบอ ยๆ ใชว ธิ ีเปลีย่ นชื่อเพ่ือใหผ ีจําไมได
5.5 โดยใชวิธีบังคับ มักใชกับอํานาจขั้นตํ่า โดยมีเคร่ืองมือ เชน เวทมนตรคาถา หรือ
เครื่องรางของขลงั
การรักษาดวยไสยศาสตรน้ีเปนการรักษาท่ีไมสามารถบอกไดวาประสบผลสําเร็จมากนอย
เพียงใด เพราะตองอาศัยองคป ระกอบหลายอยา ง การตดั สนิ ความสําเรจ็ ของการศึกษา ควรพจิ ารณา
ถงึ ปจ จัยอ่นื ๆ ดังตอไปนี้

1) ความเชือ่ และความศรทั ธาอันเปนพน้ื ฐานทางจติ ใจของผปู วย
2) พิธีกรรม คือ สวนสําคัญท่ีสุดในการรักษา ถาการรักษาไมประสบผลสําเร็จ หมอ
ก็จะอางวาพิธกี รรมไมถ กู ตอ งสมบรู ณ
2.4 รปู แบบการรกั ษาของหมอยาพ้ืนบาน
กระบวนการหรือรูปแบบการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบาน สามารถจัดประเภทของ
รูปแบบการรักษาไดอยางหลากหลายสอดคลองกับความคิดความเชื่อเก่ียวกับสาเหตุของการเกดิ โรค
ดังทีก่ ันทมิ า สทิ ธธิ ญั กิจ และพรทพิ ย เตมิ วเิ ศษ (2547: 147)ไดจ ัดรปู แบบของการรกั ษาโรคหมอยา
พ้นื บา นไว ดังรายละเอยี ดตอ ไปนี้
1. การรักษาโดยไมใ ชย าสมุนไพร

1.1 การตอกเสน
การตอกเสนจะตองเรียนรูจักโรคตาง ๆ โดยการสอบถามคนปวยและ

วินิจฉยั โรคตามตาํ ราตอกเสน ซึ่งมจี ุดรกั ษาตาง ๆ ตามรา งกาย
1.2 การนวดพน้ื บาน
เปนการนวดท่ีถายทอดมาจากบรรพบุรุษไปสูลูกหลาน การถายทอดจะเปนไป

ในลักษณะกระทําใหดู แลวลูกหลานเรียนรูจดจํา ไมมีพิธีกรรม และเปนระเบียบการท่ีแนนอน จะใช
วิธีการกดตามจุดประสาท หมอนวดพ้ืนบานจะทราบเพียงแตวา กดจุดนี้จะทําใหสวนนั้นสวนน้ีหาย
ปวดเมื่อย ปวดตรงไหนก็เร่ิมทําที่จุดน้ันเลย การนวดจะใชนิ้วหัวแมมือนวดเปนสวนใหญ เพราะ
สามารถควบคุมการลงนํ้าหนักได และสามารถสัมผัสเสนท่ีกดไดดกี วาสว นอ่ืนๆ แตก ารนวด บางทาก็
ใชอวัยวะสวนอื่นชวย เชน ขอศอก และมีอุปกรณในการนวดดวยตนเอง เชน เปลือกหอย นมไม ไม
หมอนอย และกะลา เปน ตน

2. รกั ษาโดยใชย าสมุนไพร
สมุนไพรเปนสวนหนึ่งของระบบการแพทยท ี่มีพัฒนาการใชมาอยางตอเน่ืองควบคู

กับการพัฒนาของการแพทยพ้นื บาน และถอื ไดว าเปนรูปแบบการรกั ษาเยยี วยาหลักของระบบแพทย
พื้นบานโดยใชสมุนไพรในรูปแบบยาตม ยาฝน ยาตํารับ สมุนไพรท่ีใชเปนยานั้นไดผานข้ันตอนของ
พิธีกรรมตางๆ ที่ทําใหสมุนไพรมีสถานะมากกวาสารออกฤทธิ์ทางยา แตเปนสื่อแหงพลังอํานาจที่ทํา
ใหหายจากความเจ็บปวยได ในสวนของประชาชนสมุนไพรก็ยังมีบทบาท ในการดูแลสุขภาพของ
ประชาชนมาโดยตลอด สมุนไพรที่ประชาชนใชมักเปนสมุนไพรเดี่ยวท่ีหยิบใชไดงายและใชสดๆ
กระบวนการใชไมย ุงยากซบั ซอน ใชรักษาโรคงายๆ ที่มคี วามรุนแรงนอย

2.1 ยาตม (ยาหมอ) เปนการปรุงสมนุ ไพรโดยใชส มุนไพรแหงหรือสด ตมรวมกบั
นํา้ สว นของสมนุ ไพรมีทั้งใบ ลําตน แกน เมล็ดและราก ยาไทยสมัยกอนนิยมนยิ มตมในหมอดิน และ
ปากหมอยาใชใบตองสด หรือผาขาวบางปดหมอยา ประมาณครึ่งหน่ึงเพ่ือความสะดวกในการรินยา
และทห่ี มอยาจะมี “เฉลว” ซึ่งทาํ ดว ยไมไ ผจ ักเปน ตอกและสานเปนรปู คลายดาว เพ่ือปองกันของราย
ไมใหมารบกวน บางทีก็มีการผูกเหรียญสลึงไวปากหมอ เมื่อคนไขหายแลวจะนําเงินน้ีมาซ้ือของ
ทําบุญเพ่อื อุทศิ สว นกศุ ลใหเจาของตํารานั้น

2.2 ยาพอก เตรียมโดยนําสมุนไพรสดตําใหแหลก แตไมถึงกับละเอียด ถาตัวยา
แหง ใหเ ติมน้าํ หรอื เหลาลงไป แลวนาํ มาพอกบริเวณท่ีตองการเม่ือพอกยาแลวตองคอยหยอดนํ้าใหยา
เปย กชน้ื อยเู สมอ เพ่อื ไมใ หต วั ยาแหง ติดบาดแผลและผวิ หนงั

2.3 ยาฝน วิธีนี้เปนการปรุงยาอยางสามัญ คือ เอายามาฝนบนหินบดยา หรือ
ฝาละมี กบั น้าํ กระสายยา

3. รักษาโดยวธิ ีอื่นๆ ตามความเชอ่ื ของแตละทองถ่ิน
3.1 ลําผฟี า
ผีฟา เปนคติดั้งเดิมของชาวอีสานที่มีบทบาทตอสังคมสวนรวมและมีอุปการคุณ

มาก กอ ใหเ กดิ ความสามัคคสี งบสุขในสงั คม และเสรมิ สรา งพลังจิตในการตอสโู รคภัย
การลําผีฟา เปนพิธีกรรมการรักษาความเจ็บปวยโดยมีพื้นฐานความเชื่อผีฟา

ซึ่งเปนผีบรรพบุรุษที่พวกตนเคารพสักการะที่คอยชวยเหลือเม่ือยามเจ็บปวยหรือในภาวะความ
เดอื ดรอน โดยการประกอบพิธอี ัญเชญิ มาชวยขจัดปดเปา โรคภยั

คติความเชื่อ ผีฟาถือวาเปนผีที่มีอํานาจและอยูในฐานะสูงกวาผีอื่น ๆ ผีฟาเปนผี
ที่อยูบนฟา และถือวาเปนผีที่สําคัญที่สุดในความคิดของหมอลําผีฟา ความเชื่อเร่ืองผีฟาดังกลาวน้ี
พบวามีปรากฏอยูทั้งในประเทศจีน เวียดนาม ลาว และไทย ซึ่งเปนความเชื่อด้ังเดิม ชาวบานมักเรียก
รวมกันวา ผีฟา พญาแถน และในคตคิ วามเช่ือของชาวบาน ผฟี า พญาแถนเปน ขนุ ใหญแ ละมกี องทัพเปน
ของตนเอง อันปรากฏอยูในนิทานโบราณหลังจากท่ีมีการยอมรับนับถือศาสนาใหญๆ จากประเทศ
อนิ เดยี แลว แถนก็ถกู ปรับเปล่ยี นใหหมายถึง “เทพ” หรือ “สวรรค” เพื่อใหสอดคลองกับความรูใหมใน
ศาสนา ผีฟา พญาแถน เทพ และสวรรค นอกจากน้ียังมี แหน ขุนแผน และพระอินทร ท้ังหมดท่ีกลาว
มาน้หี มายถงึ ผฟี า เชน เดยี วกนั

ในรอบ 1 ป ชาวบา นจะจดั พธิ ีเล้ียงผีฟาที่บา นแมเมือง (โดยจัดเปน งานใหญพอกับ
งานบุญของหมูบานแถบภาคอีสาน เพ่ือใหลูกเมืองและผูปวยท่ีผีฟาเคยดูแลรักษาไดมารวมกันแสดง
ความเคารพ เซน ไหว ใหมีสุขภาพดี และครอบครัวคนในหมูบา นอยูเ ยน็ เปนสุขตลอดป

3.2 สูขวัญ คือ การทาํ พธิ ีกรรมกับผปู ว ยที่ไมส บาย ปวยเรื้อรงั
นอกจากรูปแบบของการรักษาดังกลาวขางตนแลว หมอยาพื้นบานยังมีขั้นตอนหรือ
กระบวนการในการบําบัดรักษาโรคที่เปนระบบอยางนาสนใจ (เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ. 2540: 46 - 48).
ดังรายละเอยี ดตอไปนี้

1. การซักประวัติ
การแพทยแผนไทยมีแนวทางและมีวธิ ีการวินิจฉัยโรค มิไดแตกตางจากการแพทย

แผนอ่ืนมากนัก กลาวคือ มีการใหความสําคัญในเร่ืองขอมูล ประวัติสวนตัวของผูปวย ท่ีตางไปคือ
ตองการทราบวัน เดือน ปเกิดที่ชัดเจน อาจมีเวลาตกฟากดวย ทั้งน้ีเพราะการแพทยแผนไทย
ใหค วามสาํ คัญเก่ียวกบั ธาตุเจาเรือน ประวตั ิในวัยเด็ก การเกิดซางตางๆ การเกดิ โรคตานซาง ประวตั ิโรค
ประจําตัวที่เกิดสัมพันธกับฤดูกาล นิสัยและพฤติกรรมที่อาจเปนมูลเหตุของการเกิดโรค ตลอดจนถ่ินที่
อยูอาศัย หากหมอท่ีชํานาญเร่ืองพิธีกรรมก็จะซักถามเกี่ยวกับการกระทําผิดตอสิ่งตาง ๆ ที่เหนือ
ธรรมชาติ หากหมอที่สนใจหรือชํานาญการดานโหราศาสตรการแพทย มักจะซักถามเก่ียวกับการเกิด
เวลาเกิดที่แนนอน เรียกไดวาซักประวัติตามทฤษฎีสมุฏฐาน การเกิดโรค ไดแก ธาตุ อายุ อุตุ กาล
ประเทศ และพฤติกรรมมูลเหตุเกิดโรคย่งิ ไดขอมูลมากยงิ่ วนิ ิจฉัยแมน ยํามากข้ึน

2. การตรวจรา งกาย
2.1 การตรวจรางกาย ไดแก การพิจารณาลักษณะทั่ว ๆ ไปวา มีรูปรางบุคลิก

และนิสัยไปในทางธาตุอะไรเพ่ือประกอบกบั การพิจารณาธาตุเจาเรือน หรือธาตกุ ําเนิดที่ไดหาไวแลว วา
ยงั มบี คุ ลิกนิสยั เหมือนธาตุเจาเรอื นเดิมหรือไม

2.2 การตรวจการเตนของหัวใจ นักวิชาการบางทานกลาววา คนไทยลอก
การแพทยแผนจีนมาแตไมเรียนชีพจร คํากลาวน้ีคงไมจริง เพราะคนไทยรูจักจับชีพจรตามจุดตางๆ ทั่ว
รางกายสัมพันธกับขางข้ึนขางแรม เพื่อดูกําลังของคนไขกอนถายยาวา มีกําลังพอหรือไม นอกจากน้ัน
ยังมีการตรวจประตูลมของหมดนวด คอื การจบั ชพี จรท่ีขอมือเปรยี บเทียบกบั หลังเทา เพื่อดกู ารเดินของ
เลือดลมดหี รอื ไม

2.3 การตรวจไขในอดตี ใชม ือคลาํ เพ่ือตรวจสอบวา มีไขหรือไม
2.4 การตรวจดูตามอวัยวะของผูปวยท่ีมีอาการ เชน หู ตา ผิวหนัง กระดูก เปน
ตน ในคัมภีรโรคนิทานมีการบรรยายถึงธาตุท้ัง 4 จําแนกยอยท้ัง 42 ธาตุ โดยกลาววา เม่ือพิการหรือ
กําเริบจะมีลักษณะอยางไร เชน ผมพิการจะแหงแตกปลาย หนังศีรษะเปนตุมคัน มีรังแค เปนตน การ
ตรวจโรคกจ็ ะตรวจตามธาตยุ อยท้ัง 42 นั้น หมอจงึ ตอ งมีประสบการณแ ละจดจาํ ไดว าความผดิ ปกติเปน
เชนไร การตรวจบางอยาง เชน การตรวจปอด สวนใหญฟงจากภายนอก และพิจารณาการหอบ อาการ
ไอเปน เลือด ดังนน้ั หากปอดเริม่ ผดิ ปกติจะยากตอการวนิ ิจฉยั
2.5 การตรวจเลือดและโครงสรางของรางกาย หมอนวดไทยจะมีการตรวจวัด
องศาของขอตาง ๆ วาเคลื่อนไหวหรือติดขัดมากนอยเพียงใดกอนลงมือนวด และเม่ือนวดเสร็จจะตรวจ
ซ้าํ เพ่อื การเปนวดั วาเสน เอน็ หยอนดีแลวหรือไมเพียงใด

2.6 การตรวจส่ิงมีคุณกระทําโทษ หมอบางคนใชการน่ังทางในตรวจดูวาการ
เจ็บปวยครั้งนี้มีผีซํ้าดามพลอยหรือไม ผีท่ีมากระทําโทษตองการอะไร หรือการเจ็บปวยเปนวิบากกรรม
อนั ใด วธิ ีนมี้ ักใชไดผลในกลุม คนไขจ ิตเวช คนไขเ รอ้ื รงั คนไขท ่ีหมดกาํ ลงั ใจรักษา วิธรี กั ษามักใชพ ธิ ีกรรม
เชน การราํ ผีฟา การทาํ ขวัญ

2.7 การตรวจทางโหราศาสตร เปนการตรวจดูพื้นดวงชะตา ดูดาวเคราะหท่ีมี
อทิ ธิพลตอ สุขภาพ และดาวทจี่ รมากระทําโทษในราศตี าง ๆ

กลาวโดยสรุปประเภทของหมอยาพ้ืนบานจะถูกจัดประเภทตามลักษณะของการ
บาํ บัดรกั ษาซง่ึ จะสอดคลองกบั รากฐานทางความคิดวาดวยเรื่องของการเกดิ โรคภยั ไขเจบ็ ซ่งึ สามารถ
จัดแบง เปน ประเภทใหญ ๆ ได ดังตอ ไปนี้

1. หมอพิธีกรรม คือ หมอที่เช่ือวาการเกิดโรคภัยไขเจ็บตาง ๆ เกิดจากอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ หมอพิธีกรรมจึงเปนสื่อกลางในการติดตอสื่อสาร การเจรจาตอรอง การออนวอนขอรอง
และการขจัดปดเปา โดยใชเวทมนตคาถา หรือน้าํ มนต จากหมอธรรม หมอสอง หมอน้าํ มนต หมอลํา
ผฟี า เปน ตน

2. หมอยาสมุนไพร คือ หมอท่ีเชื่อวาการเกิดโรคภัยไขเจ็บมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ
การเสียสมดุลของรางกาย หรือสภาวะเส่ือมโทรมของรางกาย จึงมีการใชสมุนไพรเพ่ือบําบัดรักษา
หรือปรับสภาวะของรางกายใหมีความสมดุล โดยใชวิธีการท่ีหลากหลาย เชน การตม การพอก การฝน
เปน ตน

3. หมอยาที่ไมใ ชสมุนไพร ไดแก หมอจับเสน หรือหมอนวด หมอสักยา หมอตอกเสน
หมอแหกเสน เปนตน ซึ่งหมอพ้ืนบานประเภทนี้จะตองอาศัยการเรียนรูจากครูอาจารย เอกสาร
สัง่ สมประสบการณดว ยตนเองจนชํานาญและสามารถรักษาผอู ื่นไดจนเห็นผลและเกิดการยอมรับจาก
คนในชมุ ชนอยางแพรห ลาย

2.5 การถายทอดความรูข องหมอยาพืน้ บา น
หมอพน้ื บานสารพัดแขนงท่ีมีอยูทุกหมูบา น รวมกันเปน ระบบการแพทยกระแสหลักของสังคม

ในอดีต เคยมีบทบาทในการบําบัด รักษา ฟนฟูผูปวย จนมีบารมี เปนผูเช่ือมประสานผูคนในสังคมให
เกิดความรัก ความเมตตา ชวยเหลอื เก้อื กลู ได เน่อื งจากหมอพื้นบานมีอาชีพเปนเกษตรกร เพยี งแตเคย
เจบ็ ปวยและไดรบั การบําบัดจากหมอพน้ื บานดว ยกันจนหายเปนปกติ จงึ ขอเรยี นวิชาตอจากผรู ักษาเพ่ือ
นําไปรักษาพ่ีนองลูกหลานบางรายสนใจเปนพิเศษก็ศึกษาเพิ่มเติม พรอมสะสมประสบการณในการ
รักษาจนมีช่ือเสียง ก็มีคนมาใชบริการมากข้ึน จึงสรางระเบียบกฎเกณฑของความสัมพันธท่ีหมอกับ
ผูปวย หรือหมอกับลูกศิษย (ผูท่ีรักษาหายหรือลูกผ้ึงลูกเทียน) หรือลูกศิษยกับลูกศิษย ตองปฏิบัติตอ
กนั (ณรงค เพช็ รประเสรฐิ พทิ ยา วองกุล. (บ.ก.). 2550: 185)

สําหรับหมอพ้ืนบาน (รวมทั้งหมอพระ) สวนใหญท่ีทํางานในชุมชนชนบท เชน หมอสมุนไพร
หมอตําแย หมอกระดูก หมอนวด เปนตน มกั จะมบี รรพบุรุษเปนหมออยูกอน แลว เรียนวิชาจากพอ แม
ปู ยา ตา ยาย หรอื อาจเรยี นจากหมอพืน้ บานหรือหมอพระในละแวกนนั้ กอนทีจ่ ะเรม่ิ เรียนจะตองมีพิธี
ไหวครูและมอบตัวเปน ศษิ ยกับครูตามประเพณี (สมพร ภตู ยิ านันท. 2542: 40)

การเรียนทางทฤษฎีอาศัยการศึกษาจากตําราเกาที่สืบทอดมา เชน สมุดขอย ใบลาน บางคน
อาจใชหนังสือตํารามาตรฐานที่มีขายในทองตลาด ในดานการปฏิบัติการเรียนจากประสบการณของ
อาจารยโดยตรง โดยการเปนผูชวยเหลือหมอหรือมีลูกมือคอยสังเกตและจดจําจนกระท่ังเกิดความ
ชาํ นาญ (สมพร ภูติยานนั ท. 2542: 41)

การถายทอดความรูหรือภูมปิ ญญาหมอพนื้ บาน เปน ศาสตรท ีต่ องอาศยั ความพยายาม ความ
อดทน ความพากเพียร การเรียนรูและการฝกฝนดวยตนเองท่ีจะจดจําคําสอน และตองหม่ันคอยสังเกต
ติดตามไถถามจากครูบาอาจารย ครูหมอพื้นบานจึงจําเปนตองมีการคัดเลือกถึงความเหมาะสมและ
คุณสมบัตขิ องลูกศิษย เชน จะตองดนู สิ ยั ใจคอ วา จะตองเปน ผูมีเมตตา ความซ่ือสัตย ความกตัญู และ
ความอดทน กลาวโดยสรุปคือ ตองเปนคนท่ีมีคุณธรรม เพราะนอกจากความรู ความชํานาญในศาสตร
การแพทยพ้ืนบานแลว คุณธรรมและจริยธรรมก็มีสวนสําคัญ เพราะชีวิตผูปวยอยูในกํามือของหมอ
น่นั เอง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสขุ ภาพ. 2550: 24)

การสืบทอดภูมิปญญาหมอพ้ืนบานมี 2 วิธี คือ การสืบทอดจากบรรพบุรุษ และการสืบทอด
จากครหู มอพนื้ บาน (มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ (2550: 24) ดงั น้ี

1. การสืบทอดจากบรรพบรุ ุษท่ีเปนหมอพื้นบาน เปน การสืบทอดทางสายเลือดผูที่ไดร ับการ
ถายทอดจะเปนผูท่ีมีโอกาสใกลชิดในการสังเกต ดูแลเก่ียวกับการรักษาการเจ็บปวยทําใหเกิดการจดจาํ
วธิ กี ารรักษา เกดิ แรงบนั ดาลใจท่ีจะเรียนรู และสบื ทอดการเปนหมอพื้นบา นทด่ี ีได

2. สืบทอดภูมิปญญาจากครูหมอพ้ืนบาน จะมีธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติ ตั้งแตการยก
ครู (ไหวครู) ติดตามการศึกษาจากหมอทั้งเรื่องสมุนไพร การตรวจโรค และวิธีการรักษาผูปวยภายใต
การกาํ กบั ดูแลของครูหมอ เม่อื เปนผูม ีความรูความชํานาญเรื่องยาสมนุ ไพร การตรวจโรค และรักษาโรค
ที่ดีแลว ครูหมอจึงจะอนุญาตใหลูกศิษยปฏิบัติหนาท่ีหมอพื้นบาน ทําการรักษาผูปวยไดโดยลําพัง แต
เมื่อมีขอสงสัยก็ตองหมั่นไปปรึกษาครู คอยสั่งสมประสบการณ จนเกิดความชํานาญก็จะเปนหมอ
พ้นื บานทส่ี ามารถรับใชและเปนที่ยอมรับของประชาชนในพ้นื ท่ีหรอื ทองถิ่นนั้นๆ

สาํ หรับวธิ ีการถา ยทอดภูมปิ ญญาการแพทยพนื้ บานมวี ิธีการและขั้นตอน ดังตอ ไปนี้
1. ข้ันตอนการสมัครเปนศิษย จะตองมีพิธีกรรมการขึ้นครูหรือยกครู การสมัครเขาเปนศิษย
สวนมากจะตอ งเตรียมขนั ธ 5 และเงนิ คา ยกครู
2. ข้ันตอนการศึกษา เมื่อรับเปนศิษยแลว ครูหมอพื้นบานจะแนะนําขอปฏิบัติของหมอ
พนื้ บาน สอนการบรกิ รรมคาถา สอนภาษาโบราณ เชน ภาษาขอม ภาษาบาลี สว นเร่ืองตาํ ราทใี่ ชของครู
หมอนั้นสวนใหญจ ะเปนคัมภีรใบลาน และใหฝ กปฏบิ ัตจิ ากของจริง เชน การศึกษาตนไม วธิ กี ารเก็บยา
การปรุงยา และการต้ังยา ถือวาเปนการเรียนรูแบบประสบการณ ตองหมั่นสังเกตและจดจํา เรียนรูใน
สง่ิ ที่ครหู มอถายทอดและสั่งสอนการเปนหมอพน้ื บานให
3. ข้ันตอนการประกอบวิชาชีพหมอพื้นบาน เมื่อศึกษาในสวนของสมุนไพรและยาเปนท่ี
ชาํ นาญแลว ครหู มอก็จะสอนใหเรยี นรูการตรวจวนิ ิจฉัยโรค และการบาํ บัดรักษาโรคของคนไข โดยอยูใต
การกํากับดูแลของครูหมอพ้ืนบาน การฝกปฏิบัติเริ่มตนตองคอยเปนลูกมือกอน เม่ือไดปฏิบัติฝกฝน
เรียนรูจนเกิดความชํานาญและสามารถรักษาคนไขเองโดยลําพังแลว ก็นับไดวาสําเร็จการศึกษาแตก็ไม
ควรหยุดการศกึ ษาหาความรู และหมัน่ เพิ่มพูนประสบการณก ารประกอบวชิ าชีพการเปนหมอพ้ืนบาน

งานวิจยั ที่เกี่ยวของ
การศึกษาวิจัยเก่ียวกับการรักษาโรคดวยภูมิปญญาพ้ืนบาน โดยเฉพาะในภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือพบวามีการศึกษาวิจัยอยางตอเน่ือง ซึ่งแสดงใหเห็นถึงภูมิปญญาทางดานการ
รักษาของคนในชุมชนหลากหลายกลมุ ชาตพิ ันธุ ดงั รายละเอียดตอไปน้ี

กฤษณา วงษาสันต (2543) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถิ่น
ดานหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต พบวาหมอพื้นบานสามารถรักษาพยาบาลไดทั้งโรคท่ีเกิดจาก
ธรรมชาติและโรคที่เหนือธรรมชาติดวยยาสมุนไพร หมอยาพ้ืนบานสวนใหญมีอายุคอนขางสูง คือ
ตง้ั แต 60 ปข้ึนไป การศกึ ษาไดร ับการถายทอดจากบรรพบรุ ุษ (ซึ่งเปน กระบวนการศึกษานอกระบบ)
นอกจากน้ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา และไมไดรับการศึกษาเลย ซ่ึงมีภูมิลําเนาในชุมชน ชนบท
กระบวนการทางสังคมมีการชว ยเหลอื เกื้อกูลกันสูง ซ่ึงจะมีผลดีตอการฟนฟู สภาพสังคม วัฒนธรรม
และเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพราะลดภาระรายจายในดานสาธารณสุขตาง ๆ ไดมาก ขอเสนอแนะ
คือ ภูมิปญญาดานหมอพื้นบานสวนใหญจะมีอายุต้ังแต 60 ปขึ้นไป ดังนั้น หนวยงานที่เก่ียวของท้ัง
ภาครัฐและเอกชน จะตองรีบจัดทําทําเนียบ ประวัติ บริบท และ ผลงานของภูมิปญญาใหเปน
รูปธรรมชัดเจน รวมท้ังการสงเสริมสนับสนุนใหมีการถายทอดภูมิปญญาความรูของทานไดอยาง
สะดวก โดยจัดคาตอบแทนให ควรจัดระบบการเรียนรูรวมกันกับสถาบันการแพทยแผนไทยอยาง
เปน ขนั้ ตอน

โอภาส ชามะรตั น (2545) ศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาหมอพื้นบา นกับการใชส มุนไพรบําบัดรักษาความ
เจบ็ ปว ย: กรณีศึกษานายแวว วงศค าํ โสม บา นโคนผง ตําบลสานตม อําเภอภเู รือ จงั หวัดเลย ผล
การศึกษาพบวา วิธีการบําบัดรักษาความเจ็บปวยของหมอยาพ้ืนบานจะใชสมุนไพรและเวทมนต
คาถา ซ่ึงกลุมผปู ว ยท่มี ารบั การรกั ษาสวนมากเคยไดรบั การรักษาจากหมอแผนปจจุบันมากอ น เม่ือไม
หายจึงมารกั ษากับหมอพ้ืนบา น ปกตผิ ูปวยจะมารับการรกั ษาทบี่ านของหมอพน้ื บา น สว นการปฏิบัติ
ตวั ของผปู วยระหวา งรบั การรักษาจะไดรับคาํ แนะนาํ จากหมอพื้นบาน

สําหรับขั้นตอนการบําบัดรักษาความเจ็บปวยของหมอยาพื้นบาน ในขั้นตอนการเตรียมการ
หมอพ้ืนบานจะเตรียมสมุนไพรและวัตถุสิ่งของเคร่ืองบูชาดวยตนเอง มีการวินิจฉัยโรคโดยการคลํา
ชีพจร หลอดลม น้ิวมือ และมีการสอบถามอาการเจ็บปวยจากผูปวย ข้ันตอนการบําบัดรักษาจะใช
สมนุ ไพรจากพืชโดยวิธีการตม ฝน ละลายน้าํ เพอื่ ใหด่ืม และใชป ระคบบริเวณท่ีเจ็บปวด และขั้นตอน
การประเมินผลการรักษาจะพิจารณาจากอาการของผปู วยที่มารับการบาํ บดั รักษา และสอบถามจาก
ผูปวยโดยตรง สวนความเชื่อดานการบําบัดรักษาอาการเจ็บปวย ทั้งหมอพื้นบานและผูปวย มีความ
เช่ือวา ความเจ็บปวยมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ เกิดจากรางกายขาดความสมดุลของธาตุดิน น้ํา ลม
และไฟ เมอื่ เกิดความเจบ็ ปว ยจงึ ตองใชส มุนไร สวนความเจบ็ ปว ยท่ีมสี าเหตมุ าจากสิ่งเหนือธรรมชาติ
เกดิ จากเคราะหก รรมและภูตผี การบาํ บดั รักษาจึงตอ งใชพ ธิ กี รรมและเวทมนตค าถา

ปทมานันท หินวิเศษ (2549) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหมอพ้ืนบานกับการรักษาผูปวยดวย
สมุนไพร: กรณีศึกษาตําบลขามปอม อําเภอพระยืน จังหวัดขอนแกน ผลการศึกษาพบหมอพื้นบาน
4 ประเภท คือ 1) หมอสมนุ ไพร 2) หมอเปา 3) หมอกระดกู 4) หมอจบั เสน โดยมกี ระบวนการรักษา

ผูปวย 3 ข้ันตอน คือ 1) ข้ันสอบประวัติ 2) ขั้นตรวจรางกาย 3) และขั้นรักษา สวนวิธีการรักษาผูมี
วิธีการท่ีแตกตางกัน ดังน้ี ขั้นสอบถามอาการและสาเหตุ ข้ันตรวจรางกาย หมอพ้ืนบานใชสังเกต
อาการแสดงจากหนาตา รางกายและการจัล คลํา ข้ันตอนรักษาผูปวย หมอสมุนไพรจะจัดยาเปน ชุด
ใหผปู วยดมื่ ตม หมอเปาจะทําความสะอาดหัวฝ ทอ งคาถากํากบั ฝนเห็ดบนหินลบั มดี นาํ ไปพอกที่หัว
ฝ หมอกระดูกตองบูชาครูกอนรักษาดวยวิธีทางไสยศาสตร และการเสกเปาเวทมนตคาถาควบคูกับ
การใชนํ้ามันงาและเฝอกไมไผ เม่ือผูปวยหายปวยก็ปลงคาย หมอจับเสนรักษาโดยการจับเสนตามท่ี
เรยี นมา ขณะรกั ษาจะมขี อหามตางๆ ทงั้ ขอ หา มของหมอและผูป ว ย ความเชอ่ื และกระบวนการรักษา
ของผูปวยของหมอยาพ้ืนบาน เปนการสอนใหคนไขรักษาตัวเองไปดวยในตัว และมิใชรักษาแตโรค
อยางเดียว หมอพ้ืนบานจะสอนดํารงชีวิต รวมถึงการรักษาเรื่องจิตใจหรือจิตวิญญาณไปพรอมกัน
ทําใหผูปวยอยูกับโรคไดอยางมีความสุข แมโรคนั้นจะไมหายอยางรวดเรว็ นี่คือหลักการและปรัชญา
ของหมอยาพ้นื บาน

อารีกา วีระพงส (2549) ศกึ ษาวิจยั เกีย่ วกับการแพทยพ้ืนบา นและยาสมุนไพรที่ใชโดยหมอ
พ้ืนบานชนชาติกูยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา ชนชาติกุยเปน
กลุมชาติพันธุหน่ึงในหาสิบกลุมชาติพันธุท่ีไมใชไตในประเทศไทย และอาจเปนกลุมชาติพันธุแรก ๆ
ท่ีเขามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูทางตอนใตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย สวนเร่ืองโรค
และความเจ็บปวยที่หมอพื้นบานชนชาติกุยใหบริการบําบัดรักษาได มี 100 โรค/อาการ ใชรูปแบบ
การเตรียมยาแตกตางกันได 9 วิธี ใชเครื่องยาสมุนไพร จํานวน 374 ชนิด นอกจากน้ียังไดวิเคราะห
ภมู หิ ลังทางสังคมของหมอพ้นื บานทศ่ี ึกษาในเชิงลึก ผลการศกึ ษาไดแสดงใหเหน็ วา บทบาทของหมอ
ยาพ้ืนบานในระบบการแพทยพ้ืนบานถูกกําหนดโดยความสามารถในการใชยาสมุนไพรและการ
บําบัดรักษาความเจ็บปวย ทรัพยากรธรรมชาติในทองถ่ินเปนปจจัยสําคัญในการเลือกใชยาสมุนไพร
และปจจยั อันเปน ภมู หิ ลังทางสงั คมของหมอพ้นื บานมีผลตอองคความรใู นการใชย าสมนุ ไพร

วสุพล คะยอมดอก (2550) วิจัยเร่ือง การศึกษาภูมิปญญาการแพทยพ้ืนบานของกลุมชาติ
พันธุผูไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา การแพทยพ้ืนบานของ
กลุมชาติพันธุผูไทยเปนการดูแลสุขภาพในทองถ่ินตามแบบวิถีที่มีรากฐานยาวนาน เปนการแพทย
แบบเวชกรรมชาติพันธุ มีความผูกพันกับวิถีชีวิตท่ีชวยเหลือเกื้อกูลกันเปนระบบที่มีแนวความคิด
พ้ืนฐานเกี่ยวกับความเจ็บปวยท่ีวาความเจ็บปวย ไมไดหมายถึงความผิดปกติของรางกายแตเพียง
อยางเดียว แตหมายถึง ความผิดปกติของความสัมพันธระหวางคนในสังคม คนกับสภาพแวดลอม
และส่ิงเหนือธรรมชาติ โดยไมไดแบงแยกระบบการแพทยออกจากศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
พิธีกรรมและสังคม ความเช่ือเก่ียวกับสาเหตุของการเกิดโรคและการควบคุมทางสังคมมีความเก่ียว
โยงในระบบเดียวกัน ซึ่งการวินิจฉัยและการรักษาโรคจะอาศัยบริบททางสังคมและวัฒนธรรมผาน
ทางหมอพ้ืนบานในชุมชนรวมท้ังการแพทยพ้ืนบานของกลุม ชาติพันธุผูไ ทยยังเปนภูมิปญ ญาดานการ
ดูแลสุขภาพที่บงบอกสาเหตุการเจ็บปวยที่มีปฏิสัมพันธระหวางคนกับคน คนกับธรรมชาติ
สภาพแวดลอ มและสงิ่ เหนือธรรมชาติท่ีเชือ่ มโยงกบั วิถีชวี ิตซึ่งไมส ามารถแยกออกจากกันไดโดยที่การ
ตรวจและวนิ ิจฉัยโรค หรืออาการก็มีหลกั เกณฑที่บง บอกถึงองคค วามรูในการดูแลรักษาและดวยเหตุ
นเ้ี องหมอพนื้ บานจึงยงั คงบทบาทในการดูแลรกั ษาสุขภาพอยูในชุมชนของกลมุ ชาติพนั ธุผูไทย

พระสรุ ยิ า มาตยคํา (2552) ศึกษาวิจัยพฒั นากระบวนการสืบทอดภูมิปญ ญาหมอพ้ืนบานใน
ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การวิจัยพบวา มีหมอพ้ืนบาน จํานวน
45 คน เปนชาย 34 คน เปนเพศหญิง จํานวน 11 คน มีอายุอยูระหวาง 71 - 80 ป และ จบชั้น
ประถมศึกษาปที่ 1- 6 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความชํานาญในการรักษาโรคแตกตางกัน
โดยแยกประเภทความชํานาญออกเปน 35 โรค และบริบทหมอพื้นบานในนครหลวงเวียงจันทน
พบวามีจํานวน 15 คน เปนชายท้ังหมด อายุระหวาง 47 – 73 ป มีการศึกษาอยูระดับชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 – 5 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซ่ึงหมอพื้นบานดังกลาวมีความชํานาญในการ
รักษาโรคท่ีแตกตางกัน โดยแบงประเภทตามระบบตาง ๆ ของรางกาย ได 14 ระบบ และการศึกษา
บริบทของสมุนไพรในจังหวัดเลยพบวา สมุนไพรที่เกิดขึ้นในธรรมชาติใชในการบําบัดรักษาโรค
มีจํานวน 116 ชนิด ผลการศึกษาเก่ียวกับการเจ็บปวยพบวา ผูรับการบําบัดรักษาโรคตาง ๆ จํานวน
12 โรค เปนยาใชภายนอกและยาสมุนไพรสําหรับตมดื่มและผูรับการบําบัดรักษาสวนมากมีความ
พึงพอใจในการบําบัดรักษา สวนผลการศึกษาวิธีการสืบทอดภูมิปญญาหมอพื้นบานดวยการใช
สมุนไพรในประเทศไทย ในดา นระบบการสืบทอดภูมปิ ญญาหมอพื้นบา น พบวามีระบบการสืบทอดท่ี
แตกตางกันไปมี 6 ระบบ ไดแก 1) การสืบทอดจากบรรพบุรุษ 2) การสืบทอดในระดับเครือญาติ 3)
การสืบทอดจากหมอพ้ืนบานสูบุคคลผูสนใจ 4) การสืบทอดจากหมอพ้ืนบานสูผูเขารับการ
บาํ บัดรกั ษาทห่ี ายแลว 5) การสบื ทอดจากสถาบนั การศึกษา 6) การสบื ทอดจากตําราโบราณ

วรการ เทพวัลย (2553) ศกึ ษาภมู ิปญญาแพทยพ ้นื บา นดา นสขุ ภาพกลุม ชาตพิ นั ธุใ นอนุภาค
ลุมแมนํ้าโขง ผลการวิจัยพบวา กลุมชาติพันธุไทล้ือและไทลาวมีการใชสมุนไพรที่ไมแตกตางกัน
เน่ืองจากมีการไปมาหาสูกัน มีความเปนอยูคลายคลึงกัน และมีการจัดสมุนไพรไว 3 ประเภท คือ
สมนุ ไพรเพอ่ื ความสวยงาม สมุนไพรเพือ่ การประกอบอาหารและสมุนไพรเพื่อการรักษา

การดํารงอยูในวิถีชีวิตเก่ียวกับสมุนไพรของกลุมชาติพันธไุ ทลื้อและไทลาวในเขตอนุภมู ิภาค
ลุมแมนํ้าโขงตอนบน พบวา กระบวนการถายทอดความรูน้ันเปนสิ่งสําคัญ ตลอดจนการยอมรับใน
การรักษาดวยสมุนไพรของบุคคลในชมุ ชนต้ังแตผูส ูงอายุและผูใหญ ในสวนของเดก็ และเยาวชนน้นั มี
ความเช่อื แตไมเ คยไดรบั การรกั ษา

บัวทอง จูมพระบุตร (2554) วิธีการถายทอดภูมิปญญาของหมอยาพ้ืนบานไทยอีสานและ
ลาว ผลการวิจัยพบวา วิธีการถายทอดภูมิปญญาของหมอพื้นบานไทย – อีสานและลาว
เปนกระบวนการเรียนรูท่ีเปนระบบ ใชวิธีเรียนตัวตอตัว ผานประสบการณจริง ระหวางครูกับศิษย
หรือระหวา งคนในตระกูล การเลือกศิษยครจู ะเปน ผเู ลือกดว ยตวั เอง จะตองศกึ ษาจติ ใจ ลกั ษณะนิสัย
สตปิ ญ ญา การเสยี สละของลูกศิษย สงั เกตความประพฤตปิ ฏิบัตขิ องลูกศษิ ยอยางใกลช ดิ การสืบทอด
วชิ าหมอพ้นื บาน จะสบื ทอดใหเฉพาะผชู าย ไมรบั ศษิ ยเ ปน ผหู ญิง เพราะมีความเชอื วา ผูหญงิ จะทําให
วิชาเส่ือมและรักษาผูปวยไมหาย คุณสมบัติของลูกศิษยตองเปนคนดี มีศีลธรรม มีเมตตา เสียสละ
ชอบชวยเหลือผูอื่น มีความอดทน มีใจรักตอการรักษาผูปวย บวชเรียนมาแลว มีสติปญญาดี มีไหว
พริบ มคี วามเฉลยี วฉลาด มีความจาํ แมนในการทองจําตํารายาหรือคาถา เปน คนทชี่ า งสังเกต เมื่อครู

ยอมรับศิษยแลวจะตองทําการยกขันธหาไหวครู ฝากตัวเปนศิษย กระบวนการสอนจะเนน
จรรยาบรรณของหมอ และขอ “คะลํา” ของผูปวย

จันทรทิรา เจียรณัย และคณะ (2556) การศึกษารวบรวมขอมูลความหลากหลายของ
สมุนไพร ภูมิปญญาการใชสมุนไพร รวมท้ังตํารับยาโบราณของหมอยาพ้ืนบานท่ีอาศัยอยูในพ้ืนที่
เขื่อนน้ําพุง จังหวัดสกลนคร และชุมชนใกลเคียง ภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน
เนื่องมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
สุรนารี ผลการวิจัยระบุวา หมอสมุนไพร หรือหมอฮากไม ท่ีอาศัยอยูในเขตพื้นที่เข่ือนน้ําพุง จังหวัด
สกลนคร สวนใหญมีอาชีพหลักเปนเกษตรกร ไดรับการถายทอดความรูเรื่องการใชสมุนไพรมาจาก
บรรพบุรุษ และสวนใหญไมไดจดบันทึกเปนหลักฐาน มีเพียง 1 คน ที่จดบันทึกดวยตนเอง และอีก
2 คน ที่มีสมุดบันทึกใบลานสภาพเกามากท่ีตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สวนใหญหมอสมุนไพรใช
หลักการจําและทําความคุนเคยกบั ปา ทําใหร ูจกั ชนิดของสมุนไพรเปนอยางดี บางรายผานการอบรม
วิชาสมุนไพรหลักสูตรพิเศษ ระดับผูนําเผยแพรสมุนไพร จากมูลนิธิในโครงการพระราชดําริสวนปา
สมุนไพร สมาคมสมุนไพรแพทยแผนโบราณแหงประเทศไทย และประกอบอาชีพเปนหมอสมุนไพร
ปลูกและขายสมนุ ไพร มตี าํ รายาสมุนไพร

นอกจากนีผ้ ูวจิ ัยยังจําแนกหมอพน้ื บานท่ใี ชส มุนไพรในการรกั ษาได 4 ประเภท ไดแ ก
1. หมอเปาหรือหมอจอด วัตถปุ ระสงคค ือเพ่ือรกั ษาโรคปวดศรี ษะ โรคผิวหนงั บางชนดิ เชน
งูสงัด แมลงกัดตอย ปวดทอง เปนตน สวนหมอจอดน้ันจะรักษาเฉพาะกรณีท่ีเจ็บปวยเก่ียวกับ
กระดกู หรือการผาตดั
2. หมอตําแย คือ ผูทําหนาที่ชวยทําคลอดในทุกขั้นตอนของการทําคลอด ตั้งแตการชวย
คลอด การทาํ ความสะอาดเด็ก และการอยไู ฟ
3. หมอสัก เปนหมอซ่ึงไมไดรักษาความเจ็บปวยใดๆ แตใชการสักเพื่อปองกันอันตรายจาก
การกดั ตอย ของสตั วม พี ษิ เชน งู ตะขาบ สักโดยการใชนํา้ มนั ควบคไู ปกับการลงเวทยมนตค าถา
4. หมอยาฮากไม หรอื หมอรากไม หมอสมุนไพร เปนหมอทใ่ี ชวธิ กี ารรักษาดว ยสมุนไพร แร
ธาตบุ างชนิดและเขาสัตวห รือสว นตางๆ ของสตั วบ างชนิด โรคสว นใหญท ีร่ กั ษาไดแ ก โรคเลอื ด โรค
ตับ โรคไต น่ิว โรคมะเร็ง โรคปวดแขงปวดขา แมลงสัตวกัดตอย อาการเหนื่อย ออนเพลีย และ
อาการผิดปกติของหญิงแมลูกออ นหลงั อยูไฟ
ที่มาของการเปนหมอฮากไม สวนใหญหมอฮากไม หรือหมอสมุนไพร ที่อยูรอบเขตพ้ืนท่ี
เข่ือนนํ้าพุง ไมไดมีอาชีพหลักเปนหมอสมุนไพร แตอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ความรูเร่ืองการใช
สมุนไพรไดรบั การถายทอดมาจากบรรพบุรุษ และสวนใหญไมไ ดจ ดบันทึกเปนหลกั ฐานใชหลักการจํา
และความคุนเคยกับปา ทําใหรูจักชนิดของสมุนไพรเปนอยางดี แหลงสมุนไพรของหมอยาสวนใหญ
จะขึ้นไปเก็บท่ีอุทยานแหงชาติภูพาน เพราะมีสมุนไพรจํานวนมากและครบทุกชนิด ถึงแมวาเขต
อุทยานจะเปนเขตหวงหา มก็ตาม
หมอสมุนไพร เช่ือวา ตนสมุนไพรทุกตน มีเทพเทวดารักษาอยู เทวดาเปนผูรักษาตนไมและ
หมอสมุนไพรตองรักษาศีล เทวดาเปนผูดลบันดาลใหสมุนไพรเหลาน้ันมีสรรพคุณทางยา การเก็บ
ชิ้นสวนสมุนไพรจากตนสมุนไพรจะตองมีวิธีการ ซ่ึงประกอบไปดวยการเลือกเวลา วัน บุคคล ท่ีเปน
สิริมงคลกับสมุนไพรแตละวนั และตองมีการตัง้ คายเพ่อื ขอตัวยาสมุนไพรจากเทพเทวดาเหลานนั้

ธรณัส ทองชูชวย (2557) ศึกษาวิจัยเก่ียวกับภูมิปญญาของหมอพื้นบานในดานการใช
สมุนไพรในการรักษาโรค ของอําเภอบางกล่ํา จังหวัดสงขลา โดยศึกษาความเช่ือเก่ียวกับการใช
สมุนไพรในการรักษาโรคของหมอพ้ืนบาน ศึกษาวิธีการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพรของหมอ
ผลการศึกษาผูวิจัยพบวา 1. ความเช่ือเก่ียวกับการใชสมุนไพรในการรักษาโรคของหมอพื้นบาน
อําเภอบางกลํ่า จังหวัดสงขลา มี 4 ประการ คือ ประการที่ 1) โรคหรือความเจ็บปวยเกิดจากการ
กระทําหรืออํานาจของสิ่งเหนือธรรมชาติและเกิดจากสาเหตุธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลง
แปรปรวนสูญเสียสมดุลของธาตุ 4 ประการท่ี 2) ตองรูจักช่ือ รูปรางลักษณะ สี กลิ่น รส
และสรรพคุณ ของตัวยาสมุนไพร ท่ีนํามาใชในการรักษาโรค ประการท่ี 3) การนําสมุนไพรมาใชใน
การรักษาโรคจะตองรูเก่ียวกับวิธีการเก็บ การเตรียมตัวยาสมุนไพร ตลอดถึงวิธีการปรงุ ยา การใชย า
และการเก็บรักษายา และประการท่ี 4) หลังการรักษาโรคหายแลวผูปวยจะตองมาทําพิธีเด็ดพิษ
และรวมพิธีไหวครูหมอยาประจําปที่บานของหมอพื้นบาน 2.วิธีการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพร
ของหมอพ้ืนบาน อําเภอบางกลํ่า จังหวัดสงขลา พบวา กอนการรักษาทุกคร้ังหมอพื้นบานจะทําการ
ตรวจโรคโดยการซักประวัติ การตรวจรางกายและจิตใจ เสร็จแลวจะวินิจฉัยโรค และดําเนิน
กระบวนการในการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพร ท่ีแตกตางกันไปตามชนิด และลักษณะอาการของ
โรคหรอื ความเจ็บปว ยที่ปรากฏ เพอื่ มุงปรับธาตุทั้ง 4 ใหเกดิ ความสมดลุ เปนหลัก มีการใชค าถา และ
รวมถึงพิธีกรรมตามความเชือ่ มาใชในกระบวนการของการบําบัดรักษา มีขอหาม ขอแนะนําสําหรบั
การปฏิบัติตนของผปู ว ยในระหวางการรักษา และมกี ารติดตามผลของการรักษาเปน ระยะ

บทที่ 3
วธิ ดี ําเนินการวิจยั

การวิจัยเก่ียวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานใน
จังหวัดนครราชสีมาคร้ังน้ีเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชการ
สัมภาษณแบบเจาะลึก การสังเกตการณแบบมีสวนรวม และไมมีสวนรวม นอกจากน้ียังใชการ
สนทนากลุมเปนเครื่องมือจัดเก็บรวบรวมขอมูล โดยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวของเพ่ือใช
ในการสรางคําถามในการสัมภาษณ และไดกําหนดแนวทางการศึกษารวบรวมขอมูลและวิเคราะห
ขอมลู 2 ประเภทดังน้ี

1. ขอมูลทุติยภูมิ ศึกษาคนควา และรวบรวมขอมูลเก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการ
บําบัดรกั ษาโรค ระบบการแพทยแผนโบราณ หมอยาพ้นื บา น ผา นเอกสารวชิ าการ บทความวชิ าการ
วารสาร และงานวจิ ัยที่เกีย่ วของ

2. ขอมูลปฐมภูมิ หรือขอมูลภาคสนาม ผูวิจัยลงพื้นท่ีเก็บขอมูลภาคสนามโดยแบงเปน
สัมภาษณหมอยาพ้ืนบาน บุคคลในครอบครัว และสัมภาษณผูท่ีมาบําบัดรักษากับหมอยาพ้ืนบาน
รวมท้ังจดั เวทเี สวนากลุม ยอยและกลุมใหญ
3.1 ประชากรและกลุมตวั อยา ง

การวิจัยในคร้ังนี้ ผูวิจัยมีวิธีเลือกกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ
ในการเลอื กกลมุ ตัวอยา งคือ

1. บุคคลที่เคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลมาแลว ในปพุทธศักราช 2549 จากหนังสือ
“ปูมเมืองโคราช บันทึกคําบอกเลาจากภูมิปญญาทองถิ่น” ของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา จาํ นวน 7 คน ไดแก

1.1 นายเสาร บว นนอก บานเลขที่ 9 หมู 11 ตาํ บลเมืองคง อําเภอคง
จังหวดั นครราชสีมา

1.2 นายบุหลนั เกิดมงคล หมู 6 ตาํ บลโนนแดง อาํ เภอโนนแดง จงั หวัดนครราชสมี า
1.3 นายบุญถม ตอนนอก บานเลขที่ 54 หมู 5 ตําบลบา นเหล่อื ม อาํ เภอบานเหลือ่ ม
จงั หวัดนครราชสีมา
1.4 นายชัยณรงค ปจจยั บา นเลขท่ี 26 หมู 3 ตําบลหนองคาย อาํ เภอประทาย
จงั หวัดนครราชสมี า
1.5 นางสัมฤทธิ์ ระวงั สาํ โรง บานเลขที่ 73 หมู 3 บานโคกสระนอ ย ตาํ บลนกออก
อาํ เภอปกธงชัย จังหวดั นครราชสีมา
1.6 นายประมวล สายสระนอย บานเลขท่ี 19 หมู 5 บานสระนอย ตําบลนกออก
อาํ เภอปกธงชยั จังหวดั นครราชสมี า

1.7 นางสพุ รรณ แซเ ฮง็ บานเลขท่ี 31/5 หมู 5 ตาํ บลมะเกลอื เกา อําเภอสูงเนิน
จังหวดั นครราชสมี า

2. บคุ คลท่ีถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต เรือ่ ง “การศึกษาสาํ รวจผลงาน
ภมู ิปญญาทองถิ่นดา นหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต” ปพทุ ธศักราช 2543 จํานวน 3 คน ไดแ ก

2.1 นายยอด ปอมพรมราช บานเลขที่ 12 หมู 1 ตําบลไทยสามัคคี อําเภอวังนํา้ เขยี ว
จังหวัดนครราชสมี า

2.2 นายจรญู ฟนงูเหลอื ม บานเลขท่ี 35 หมู 15 ตาํ บลหลุมขา ว อําเภอโนนสงู
จงั หวดั นครราชสมี า

2.3 นายแปน สอ งงาม บานเลขท่ี 7 หมู 2 ตาํ บลหนองบวั ศาลา อําเภอเมือง
จังหวดั นครราชสีมา

3. บคุ คลทถี่ กู ระบุไวใ นรายงานวจิ ัยเร่ือง “ความหลากหลายของพืชสมุนไพรรกั ษาโรคมะเร็ง
จากหมอยาพื้นบาน ต.สสี ุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรมวชิ าชวี วิทยา หลักสูตร
ครศุ าสตรบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพ ุทธศักราช 2551 ซ่ึงรายงานวจิ ัยเลมน้ีเนนให
ความสําคัญเกี่ยวกับพืชสมุนไพรมากกวากระบวนการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน รายช่ือ
หมอยาพน้ื บา น ไดแ ก

3.1 นายหวน เฉยี ดกลาง บา นเลขที่ 145 ตําบลสีสุก อาํ เภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
3.2 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ บานเลขท่ี 82 หมู 11 ตาํ บลสีสกุ อําเภอจกั ราช จังหวดั
นครราชสมี า
3.3 นายทบั สังขสงู เนิน บานเลขที่ 244 หมู 9 ตําบลสสี ุก อําเภอจกั ราช
จงั หวัดนครราชสมี า
3.4 นายชาญ ไทยอฐั วถิ ี บานเลขที่ 169 หมู 15 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวดั นครราชสีมา
3.5 นายช้นั หวงั วัดกลาง บา นเลขที่ 68 หมู 5 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวดั นครราชสมี า
3.2 เครื่องมือท่ีใชและวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู
3.2.1 เครอื่ งมือท่ีใชในการเก็บขอมูล
ในการศกึ ษาวิจัยในครั้งนผ้ี ูวิจัยใชเ ครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมลู โดยใชแบบสัมภาษณ
แบบมีโ ครงส ราง (structured Interview Form) แล ะแบบสัมภ าษณท่ี ไม มีโ ครง ส ร า ง
(Unstructured Interview Form) เพื่อเก็บรวบรวมเกี่ยวกับสถานภาพการบําบัดรักษาของหมอยา
พ้ืนบาน โรคที่รักษา รวมถึงวิธีการบําบัดรักษาในสถานการณปจจุบัน ตลอดจนสัมภาษณผูที่มา
บําบัดรักษาจากหมอยาพื้นบาน เปนจํานวน 3 ชุด โดยจะมีการใชเคร่ืองชวยบันทึกการสัมภาษณ
เพื่อใหเกบ็ รายละเอียดไดค รบถว นทสี่ ุด

1) แบบสัมภาษณ ชุดท่ี 1 แบบสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางเก่ียวกับการ
บาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นอยา งเจาะลึก

2) แบบสัมภาษณ ชุดที่ 2 แบบสัมภาษณแบบมีโครงสรางเกี่ยวกับสภาพการ
บําบดั รกั ษาโรคในภาพรวม

3) แบบสมั ภาษณ ชดุ ที่ 3 แบบสมั ภาษณผูที่รกั ษากับหมอยาพ้นื บา น

3.2.3 วิธีการเก็บรวบรวมขอมลู
ผวู ิจัยมีวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ มูล ดังน้ี
1) จากการทบทวนเอกสาร ไดแ ก หนงั สอื ปูมเมืองโคราช บันทึกคาํ บอกเลา จากภมู ิ

ปญ ญาทองถนิ่ ของสํานักงานวฒั นธรรมจงั หวดั นครราชสมี า รายงานวจิ ยั ของ กฤษณา วงษาสนั ต
เรอ่ื ง การศกึ ษาสํารวจผลงานภมู ิปญญาทองถิ่นดา นหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต ปพทุ ธศักราช
๒๕๔๓ และรายงานวิจัยเรอ่ื ง “ความหลากหลายของพชื สมนุ ไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยา
พื้นบา น ต.สสี กุ อ.จกั ราช จ. นครราชสีมา

2) การสํารวจพ้นื ท่ีและพดู คยุ นดั แนะในเบื้องตน
3) การสมั ภาษณเ ชงิ ลกึ พรอมบันทกึ ขอ มลู ภาพและเสียงทไี่ ดจากการสัมภาษณ
4) การสมั มนา หรอื สนทนากลมุ ระหวางทปี่ รึกษาโครงการวจิ ัย ผูวจิ ัย และผชู ว ยวิจัย
กับหมอยาพ้ืนบาน พรอมบันทกึ ขอมลู ภาพและเสียงที่ไดจากการสัมมนาอยางละเอียดและรอบดา น
มากย่งิ ขึ้น

3.3 การวิเคราะหขอมลู
การวิเคราะหขอมูล เมื่อผูวิจัยไดขอมูลจากการสัมภาษณและการสนทนากลุมครบตาม

วัตถุประสงคเรียบรอยแลวจึงนําขอมูลมาวิเคราะหตามกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังรายละเอียด
ตอ ไปนี้

1) สถานภาพการบําบัดรกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บาน
1.1)ประวัตคิ วามเปน มาของการเรียนรภู ูมิปญ ญาดานการบําบดั รักษาโรคและการ

บําบดั รักษาโรคในอดตี ของหมอยาพ้ืนบาน
1.2)สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพ้ืนบา นในสภาวะปจ จบุ นั

2) บทบาทการบาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน
2.1) การรักษา
- ประเภทการรักษา
- ขนั้ ตอนหรือกระบวนการรักษา
- การดูแลหลงั การรักษา
- การประเมนิ ผลการรกั ษา
2.2) กระบวนการถายทอดองคความรูดา นการบําบัดรักษา

3.4 การเผยแพรอ งคความรดู านการบาํ บดั รักษา
ผูวิจัยไดมีการจัดสัมมนาโดยการเชิญชาวบาน นักศึกษา ครู – อาจารยในจังหวัดนครราชสีมา

เขารวมการสัมมนาเพ่ือรับฟงองคความรูดานการบําบัดรักษา ตลอดจนมอบเกียรติบัตรเพื่อยกยอง
เชิดชเู กยี รตหิ มอยาพน้ื บานที่ทําคุณประโยชนใ หก ับชมุ ชน

บทที่ 4
ผลการวจิ ัย

ในบทนจี้ ะเปนการนาํ เสนอผลการวจิ ัย ซง่ึ ไดขอ มลู จากการสมั ภาษณห มอยาพนื้ บา น จํานวน
ทั้งส้ิน 13 คน และสัมภาษณผูรักษาจากหมอยาพื้นบานจํานวน 50 คน นอกจากน้ียังเปนขอมูลจาก
การจัดสนทนากลุมยอยและการสัมมนากลุมใหญ มาสรุปและวิเคราะหตามวัตถุประสงคท่ีตั้งไว
โดยสามารถสรปุ ผลการวจิ ัยเปนประเดน็ ตางๆ ไดดงั นี้

4.1 สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน
จากการลงพ้ืนท่ีเพื่อรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวัด

นครราชสีมา ในประเด็นสถานภาพดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน สามารถรายงาน
สถานการณต ามรายละเอียดดงั ตอไปนี้

4.1.1 สถานภาพหมอยาพน้ื บานในปจจบุ นั
4.1.2 การเรยี นรเู กยี่ วกับภมู ปิ ญญาดา นการบําบดั รักษาของหมอยาพื้นบา น

4.1.1 สถานภาพหมอยาพืน้ บานในปจ จุบนั
การศึกษาวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยใชขอบเขตของการวิจัยโดยอาศัยขอมูลจากเอกสารวิชาการ

และงานวจิ ยั ทร่ี ะบตุ ัวตนของหมอยาพืน้ บานไวเมื่อ 10 ปกอ น ฉะน้ันในการรายงานผลการวิจัยในครั้ง
นี้จงึ ยดึ หลกั การรายงานสถานภาพปจจบุ ันของหมอยาพ้ืนบาน พ.ศ. 2560 ดังรายละเอียดตอไปนี้

1) สถานภาพหมอยาพ้ืนบานท่ีเคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลเบ้ืองตน
ในปพ ทุ ธศกั ราช 2549 ผานหนังสือ “ปมู เมืองโคราช บนั ทึกคําบอกเลา จากภมู ิปญ ญาทองถ่ิน” ของ
สาํ นักงานวฒั นธรรมจังหวัดนครราชสมี า จํานวน 7 คน รายละเอยี ดดงั ตารางท่ี 4.1

ตารางท่ี 4.1 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพื้นบานท่ีถูกอางถึงในหนังสือ ปูมเมืองโคราช บันทึกคํา
บอกเลา จากภมู ปิ ญญาทอ งถิน่ พ.ศ. 2549 (ขอมลู ป พ.ศ. 2560)

ที่ ชอื่ – สกุล อายุ ทอี่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
1 นายเสาร บวนนอก 74 9 หมู 11 ต.เมืองคง หมอสมุนไพร บําบัดรักษาเฉพาะ
อ.คง หมอจับเสน จับเสน
2 นายบุหลัน เกิดมงคล - หมู 6 ต.โนนแดง หมอสมุนไพร เสียชวี ติ แลว
อ.โนนแดง ยงั คงบาํ บัดรักษา
3 นายบุญถม ตอนนอก 70 54 หมู 5 ต.บา น หมอนํา้ มนั
เหลอ่ื ม อ.บา นเหล่อื ม รักษากระดูก

ที่ ชอื่ – สกลุ อายุ ทีอ่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
4 นายชยั ณรงค ปจ จัย (ป) ในอดีต พ.ศ. 2560
5 นางสัมฤทธ์ิ ระวงั 82 26 หมู 3 ต.หนอง หมอสมนุ ไพร ยงั คงบําบดั รักษา
รกั ษาริดสีดวง เสียชวี ติ แลว
สาํ โรง คา ย อ.ประทาย หมอสมนุ ไพร ยงั คงบําบดั รักษา
6 นายมวญ สายสระ - 73 หมู 3 ต.นกออก รกั ษาโรคมะเรง็
หมอสมุนไพร ยังคงบําบัดรักษา
นอ ย อ.ปกธงชยั ดูแลสตรหี ลัง ดวยสมนุ ไพร/การ
7 นางสุพรรณ แซเฮง 70 19 หมู 5 ต.นกออก คลอดบุตร นวดจบั เสน
หมอนวด
อ.ปก ธงชัย
64 31/1 หมู 5

ต.มะเกลือเกา
อ.สงู เนนิ

จากตารางขางตน พบวาระยะเวลาจากการสํารวจของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา ปพุทธศักราช 2549 จนถึงปจจุบัน ปพุทธศักราช 2560 หมอยาพื้นบานจากจํานวน
7 คน มีผูเสียชีวิตไปแลว 2 คน เหลือที่ยังบําบัดรักษาโรคอยู 5 คน และมี 1 คน คือ นายเสาร บวน
นอก ปจจุบันไมไดรักษาโรคหรืออาการเจ็บปวยดวยสมุนไพร เนื่องอายุมากขึ้นสุขภาพรางกายไม
แขง็ แรง และตัวยาสมนุ ไพรหายากข้ึน จงึ ดูแลสขุ ภาพใหก ับคนในชมุ ชนเพยี งการนวดจบั เสน เทานนั้

2) สถานภาพหมอยาพื้นบานที่ถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต
เรื่องการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถ่ินดานหมอพื้นบานในเขตอีสานใต ปพุทธศักราช 2543
จาํ นวน 3 คน รายละเอยี ดดังตาราง 4.2

ตารางท่ี 4.2 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพ้ืนบานที่ถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต
เร่ืองการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถ่ินดานหมอพื้นบานในเขตอีสานใต ปพุทธศักราช 2543
(ขอมูล ป พ.ศ. 2560)

ที่ ช่ือ – สกุล อายุ ทีอ่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
1 นายยอด ปอ มพรม (ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
- 12 หมู 1 ต.ไทย หมอสมนุ ไพร ไมปรากฏบุคคล
ราช สามคั คี อ.วงั น้ําเขียว ไมไดบําบัดรักษา
2 นายจรญู ฟน งู 81 35 หมู 15 หมอสมนุ ไพร เปนเพยี งผูแนะนาํ
ต.หลุมขา ว อ.โนนสูง ตวั ยา
เหลอื ม 71 7 หมู 2 ต.หนองบวั หมอสมุนไพร
3 นายแปน สองงาม ศาลา อ.เมือง

จากตารางขางตน พบวาหมอยาพืน้ บา นคือ นายยอด ปอ มพรมราช ไมมีตัวตนใน
บานเลขทซ่ี งึ่ ถกู ระบุไว โดยการจากการสอบถามเจาของบานระบวุ า ไมเ คยมบี ุคคลชื่อน้ีในทะเบยี น
บานอยางแนน อน ซึ่งอาจจะเปนขอ ผิดพลาดของการระบุท่ีอยูในเบื้องตน

นอกจากผูวิจัยยังพบวา นายจรูญ ฟนงูเหลือม ณ ปจจุบันไมไดรักษาหรือดูแล
สุขภาพชาวบานโดยใชสมุนไพรแลว จากคําบอกเลาระบุวาเหตุเน่ืองจากปญหาทางการเมืองทองถ่ิน
มีการกลาวโทษวาเปนหมอเถื่อน จึงยุติการเปนหมอยาพ้ืนบาน แตยังคงปลูกสมุนไพรไวใชเปน
จํานวนมาก สวนนายแปน สองงาม ดวยอายุท่ีมากข้ึนและภารกิจท่ีตองดูแลกิจการของครอบครวั ทาํ
ใหไมมีเวลารักษาเหมือนในอดีต และยังคงชวยเหลือผูที่มาขอความชวยเหลือโดยการแนะนําตัวยา
เขยี นใบสั่งยา ใหผ ปู ว ยไปซ้ือยาเองตามรานยาแผนโบราณที่มยี าสมนุ ไพรชนิดน้นั ขาย

3) หมอยาพ้ืนบานที่ถูกระบุไวในรายงานวิจัยเรื่องความหลากหลายของพืชสมุนไพร
รักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรม
วิชาชีววิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพุทธศักราช 2551
รายละเอียดดงั ตาราง 4.3

ตารางท่ี 4.3 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพื้นบานที่ถูกอางถึงรายงานวิจัยเร่ืองความหลากหลายของ
พืชสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษา
โปรแกรมวิชาชีววิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพุทธศักราช
2551 (ขอ มูล ป พ.ศ. 2560)

ที่ ช่อื – สกุล อายุ ท่อี ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดีต พ.ศ. 2560
1 นายหวน เฉยี ดกลาง - 145 ต.สีสกุ หมอสมนุ ไพร เสียชีวติ แลว
อ.จกั ราช หมอสมุนไพร ไมบาํ บัดรกั ษา
2 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ 65 ป 82 หมู 11 ต.สสี กุ หมอมนต รกั ษาบางอาการ
อ.จกั ราช หมอสมนุ ไพร ใชสมุนไพรในการ
3 นายทับ สงั ขส ูงเนิน 71 ป 244 หมู 9 ต.สสี ุก ดูแลตนเองและคน
อ.จกั ราช หมอพิธีกรรม ในครอบครวั
4 นายชาญ ไทยอัฐวถิ ี 49 ป 169 หมู 15 ต.สีสุก หมอสมุนไพร ยังคงบาํ บดั รักษา
อ.จักราช หมอมนต ไมบําบดั รักษา
หมอสมนุ ไพร
5 นายชั้น หวังวดั กลาง 65 ป 68 หมู 5 ต.สสี ุก
อ.จักราช

*6 นายเพชร ยา มกลาง 83 149 หมู 10 ต.สสี ุก
อ.จกั ราช

ที่ ชอ่ื – สกุล อายุ ทอี่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
*7 นายประกอบ คํา 67 160 หมู 10 ต.สีสกุ หมอสมุนไพร ไมไ ดบาํ บดั รกั ษา
เหลก็ อ.จกั ราช
หมายเหตุ ลําดับที่ 6 – 7 เปนการแนะนาํ หมอพน้ื บา นเพิม่ เติมโดยคนในชุมชน

จากตารางขา งตน พบวา หมอยาพน้ื บา นทีต่ าํ บลสีสกุ อําเภอจักราช เสยี ชีวติ ไป 1 คน คอื
นายหวน เฉียดกลาง สวนนายเฉลิม ไทยมะเริง ปจจุบันปวยดวยโรคหัวใจมานานกวา 10 ป จึงหยุด
การรักษา และนายทับ สังขสูงเนิน ปจจุบันดูแลเพียงบางอาการท่ีญาติยังตองการใหชวยเหลือเชน
อาการรองไหของเด็กแรกเกิด ถูกสัตวมีพิษกัด ตอย เปนตน สวนนายชาญ ไทยอัฐวิถี เม่ือรักษา
อาการเจ็บปวยของภรรยาหายขาด ก็ไมไดรักษาผูใดอีกเลย เพียงแคปลูกสมุนไพรไวดูแลตัวเองและ
คนในครอบครัวเทาน้ัน สุดทายคือ นายช้ัน หวังวัดกลาง เปนหมอพื้นบานที่ยังมีบทบาทตอคนใน
ชมุ ชนเนอื่ งจากยังคงบําบดั รักษาอาการปวยไขอยางตอเนอ่ื ง ดวยเวทมนตคาถาและใชยาสมนุ ไพรรว ม

4.1.2 การเรยี นรเู กยี่ วกบั ภมู ปิ ญญาดา นการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพน้ื บา น
หมอพ้ืนบาน (รวมท้ังหมอพระ) สวนใหญรักษาในชุมชนชนบท เชน หมอสมุนไพร

หมอตาํ แย หมอกระดกู หมอนวด ซึ่งมักจะมีบรรพบุรุษเปนหมออยูกอน แลวเรียนวชิ าจากพอ แม ปู ยา
ตา ยาย หรืออาจเรยี นจากหมอพน้ื บานหรือหมอพระในละแวกนนั้ กอนที่จะเร่ิมเรียนจะตองมีพิธีไหวครู
และมอบตัวเปนศิษยกับครูตามประเพณี นอกจากน้ียังอาศัยการศึกษาจากตําราเกาท่ีสืบทอดมา เชน
สมุดขอย ใบลาน บางคนอาจใชหนังสือตํารามาตรฐานท่ีมีขายในทองตลาด ในดานการปฏิบัติการเรียน
จากประสบการณของอาจารยโดยตรง โดยการเปนผูชวยเหลือหมอหรือมีลูกมือคอยสังเกตและจดจํา
จนกระท่ังเกิดความชํานาญ (สมพร ภูติยานันท. 2542: 40 - 41) จากการสัมภาษณหมอยาพื้นบาน
ทั้งหมด 13 คน พบวิธีการเรยี นรูภ ูมปิ ญญาหมอยาพื้นบา น ดงั ตอ ไปน้ี

1) เรียนรูจากบรรพบรุ ุษ
2) เรียนรูจ ากครู – อาจารย ทั้งที่เปนพระและฆราวาส
3) เรียนรจู ากการจากการหาวิธรี กั ษาตนเองและสมาชกิ ในครอบครวั
4) เรียนรูหรือผานการอบรมจากสถาบันแพทยแผนไทย

1) การเรยี นรูเ ก่ยี วกับภมู ิปญญาหมอยาพ้ืนบานจากบรรพบุรษุ
1.1) นายเสาร บวนนอก อายุ 74 ป อาศัยอยทู บี่ านเลขท่ี 9 หมู 11 ต.เมอื งคง อ.คง

ภาพท่ี 4.1 นายเสาร บว นนอก
ท่ีมา : ถา ยภาพเมือ่ 16 มถิ นุ ายน 2559

นายเสาร บวนนอก นับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 4
เร่ิมเรียนรูเก่ียวกับการจับเสน การนวด การรักษาเกี่ยวกับกระดูก โดยสืบทอดมาจากลุงและเริ่มจับ
เสนรักษาผูปวยเม่ืออายุได 16 ป จากนั้นเรียนรูวิธีการนวด การจับเสนเพิ่มเติมโดยการสังเกต การ
บันทึกลงในสมุดบันทึก และเคยศึกษาคนควาดวยตัวเองโดยการนาํ กบมาชําแหละเพ่ือศึกษาเสน เอ็น
ของกบและความรูจ ากการเรยี นรูดว ยตนเองนั้นมารักษาตอ

นอกจากน้ีนายเสาร บวนนอก ยังเรียนรูดานการบําบัดรักษาดวยสมุนไพร เรียนรูตัวยา
สรรพคุณจากการจับกลุมหมอยาดวยกนั ในตําบลเมืองคง และเรยี นรูจากสาํ นักของหมอสาํ เริง แหยง
กระโทก พบวานายเสารยงั เปนผูน ําทางพิธกี รรมใหก บั คนในชมุ ชนอีกดว ย

1.2) นายมวญ สายสระนอ ย อายุ 70 ป อาศยั อยบู า นเลขที่ 19 หมู 5 ต.นกออก
อ.ปกธงชยั จ.นครราชสมี า

ภาพที่ 4.2 นายมวญ สายสระนอ ย
ทม่ี า: ภาพถา ยเม่ือ 9 มิถุนายน 2559

นายมวญ สายสระนอ ย เรยี นรวู ธิ กี ารบําบัดรกั ษาโรคอมั พาต อัมพฤกษ ยานา้ํ นมหญิงหลัง
คลอดบตุ ร จากการสงั เกตและจดจาํ ตวั ยาจากการชวยหยิบจบั ตวั ยาจากบดิ า เพราะกอนหนาบดิ า
เปน หมอพน้ื บานทชี่ วยรกั ษาผูปวยทง้ั ในชุมชนและนอกชมุ ชน

1.3) นายเฉลมิ ไทยมะเริง อายุ 65 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 82 หมู 11 ต.สีสุก
อ.จักราช จ.นครราชสมี า

ภาพที่ 4.3 นายเฉลิม ไทยมะเริง
ที่มา: ภาพถา ยเมื่อ 9 กนั ยายน 2559

นายเฉลิม ไทยมะเริง เปนหมอสมุนไพรรักษาและใชมนตคาถาประกอบการรักษาโรค
เคยรักษาโรคมะเรง็ เตานม มะเรง็ มดลกู และมะเร็งลาํ ไสใหกบั คนในชุมชนหาย โดยเรยี นรจู ากนาเขย
ซึ่งอาศัยอยูที่หมูบานลําดวน อําเภอสลักได จังหวัดสุรินทร โดยสอนคาถาอาคมและตัวยาสมุนไพร
แบบปากตอ ปาก เนอื่ งจากปจ จุบนั นายเฉลิมปว ยจึงหยดุ การรกั ษาโรคใหกบั คนในชมุ ชน

1.4) นายทับ สังขสงู เนนิ อายุ 71 ป อาศัยบานเลขท่ี 244 หมู 9 ต.สสี กุ
อ.จักราช จ. นครราชสมี า

ภาพที่ 4.4 นายทับ สังขสูงเนนิ
ทมี่ า: ภาพถายเมื่อ 9 กันยายน 2559

นายทบั สังขส ูงเนนิ เรียนรูก ารรักษาอาการปวยของเด็กแรกเกิด แมลงสตั วกดั ตอย คางทูม
สุนัขกัด งู หรือเปนผี โดยการเปาคาถา และใชสมุนไพรรักษาอาการปสสาวะขัด นายทับเรียนรู
ภมู ปิ ญญาหมอพ้นื บา นดังกลา วตอจากตาของตนเอง

1.5) นายเพชร ยา มกลาง อายุ 83 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 149 หมู 10 ต.สสี ุก
อ.จักราช จ.นครราชสีมา

ภาพท่ี 4.5 นายเพชร ยา มกลาง
ทม่ี า: ภาพถายเม่ือ 9 กันยายน 2559

นายเพชร ยามกลาง เปน ทั้งหมอยาพืน้ บานเพ่ือชวยรกั ษาอาการทเ่ี กดิ จากสตั วม ีพษิ ตา ง ๆ
ไดด ว ยสมนุ ไพรและคาถา โดยทองจาํ คาถาและเรียนรูวานสมุนไพรมาจากบิดา นอกจากนี้ยงั เปน ผู
เลน ดนตรพี ้ืนบา น (เปาป) ประกอบพิธกี รรมหรอื งานบุญตางๆ ในชมุ ชน ปจจุบนั เปนโรคปอดจึงหยุด
การรักษาคนในชุมชนแตไดถา ยทอดความรตู อใหก บั ลูกสาวคือ นางพรธิพา ทิศกระโทก อายุ 44 ป
อยูบานเลขท่ี 121 หมู 10 ต.สีสุก อ.จักราช จ.นครราชสมี า

1.6) นายประกอบ คําเหล็ก อายุ 67 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 160 หมูท่ี 10 ต.สีสุก
อ.จกั ราช จ.นครราชสีมา

ภาพที่ 4.6 นายประกอบ คําเหลก็
ทีม่ า: ภาพถา ยเมอื่ 9 กันยายน 2559

นายประกอบ คําเหล็ก เรียนรูการเปนหมอพื้นบาน หมอสมุนไพรรักษาอาการผิดสําแดง ไข
คางแข็ง โดยเรียนรูมากจากบิดาคือ นายเพชร คําเหล็ก ซ่ึงเปนหมอพื้นบานในอดีต ที่นอกจากรักษา
ดวยสมุนไพรแลว ยังรักษากระดูกดวยนํา้ มันมะพราวและคาถา ซ่ึงเมื่อยังเด็กนายประกอบไดติดตาม
บิดาไปรักษาคนปวยจึงจดจําวิธีการรักษาและตัวยาสมุนไพรได แตรักษากระดูกไมไดเรียน ปจจุบัน
นายประกอบไมไ ดรักษาคนในชุมชนเพียงแตช ว ยรกั ษาภายในครอบครัว หรอื ญาติเทา นั้น

2) การเรยี นรูภมู ิปญญาหมอยาพน้ื บานจากครู – อาจารย ท้ังทเ่ี ปน พระและฆราวาส
การเรียนรูเก่ียวกับภูมิปญญาดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานจากครูอาจารยนน้ั

หมอยาบางคนจะตองไปฝากตัวเปนศิษยและชวยครูทํางานจากนั้นครูก็จะถายทอดวิชาให และบาง
คนเรียนจากพระอาจารยโดยการศึกษาเอกสารโบราณ และหนังสือเก่ียวกับตํารายาแพทยแผน
โบราณเพมิ่ เตมิ ดงั รายละเอียดตอ ไปนี้

2.1) นายบุญถม ตอนนอก อายุ 70 ป อาศยั อยบู านเลขท่ี 45 หมู 5 ต.บานเหล่ือม อ.บาน
เหล่ือม จ.นครราชสมี า

ภาพท่ี 4.7 นายบญุ ถม ตอนนอก
ภาพถา ยเม่ือ 10 กุมภาพันธ 2560

นายบุญถม ตอนนอก นับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปท่ี 4
เปนหมอพ้ืนบานรักษากระดูก ดวยมนตคาถาประกอบกับการใชน้ํามันมะพราว และนวดจับเสนได
นายบุญถมเรียนรูจากครูท่ีเปนหมอพ้ืนบานอยูอําเภอกุมภวาป จังหวัดอุดรธานี โดยการไปฝากตัว
เปน ศิษยชวยครูทํานาและอาศยั เรยี นวชิ าความรไู ปดวยในชว งวา งงาน ซึง่ ครูจะสอนใหท องคาถาใหได
กอน เม่ือทองคาถาไดแลวนําตาราที่เรียนไปเผาและนํามาตมน้ําดื่มเรียนอยูกับครู 1 ป จึงมาชวย
รกั ษาคนในชมุ ชน เริม่ รกั ษาเมอื่ อายุ 20 ป ปจ จบุ นั อายุ 70 ป ยงั พัฒนาความรูตนเองโดยการศึกษา
ความรจู ากเอกสารโบราณ การเขาอบรม สมั มนา ตามหนวยงานท่ที างราชการสว นทอ งถิ่นจดั ขึ้น


Click to View FlipBook Version