การสืบทอดภูมปิ ญญาดา นการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพ้ืนบา น
ในจังหวัดนครราชสีมา
A heritage of local wisdom in treatment of traditional
chemists in Nakhon Ratchasima
ทพิ ยวารี สงนอก
โครงการวิจัยนไ้ี ดร บั ทนุ อดุ หนนุ การวิจัยจากกรมสงเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2559
การสบื ทอดภูมปิ ญญาดานการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา น
ในจังหวัดนครราชสีมา
A heritage of local wisdom in treatment of traditional
chemists in Nakhon Ratchasima
ทพิ ยวารี สงนอก และนนทิยา จนั ทรเนตร
โครงการวิจยั นไี้ ดร บั ทนุ อดุ หนุนการวิจยั จากกรมสงเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจาํ ปงบประมาณ พ.ศ. 2559
บทคัดยอ
การวิจัยเก่ียวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานใน
จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค คือ 1) เพื่อรวบรวมองคความรูเก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดาน
การบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาวิเคราะหวิธีการรักษา
และผลการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานท่ียังคงอยูในสภาวะปจจุบัน 3) เผยแพรองคความรู
เก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานใหกับคนในชุมชน พรอมท้ัง
ยกยองเชิดชูเกียรติหมอยาพื้นบานท่ีทําคุณประโยชนใหกับชุมชน เปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) โดยใชการสัมภาษณแบบมีโครงสราง และแบบไมมีโครงสราง (แบบ
เจาะลึก) การสังเกตการณแบบมีสวนรวม และไมมีสวนรวม นอกจากนี้ยังใชการสนทนากลุมเปน
เคร่ืองมอื จดั เก็บรวบรวมขอ มูล และนาํ เสนอผลการวจิ ัยแบบพรรณนาวเิ คราะห
ผลการวิจัยพบวา จังหวัดนครราชสีมาปรากฏหมอยาพ้ืนบานที่ยังมีบทบาทในการ
ชวยเหลือคนในชมุ ชนจังหวดั นครราชสีมา จํานวน 6 คน เปน หมอนวดพ้ืนบา น 3 คน ไดแ ก หมอนวด
จับเสน 2 คน และหมอนวดนํ้ามันมะพราว 1 คน และพบหมอสมุนไพร 3 คน ซ่ึงสาเหตุหลักที่
หมอยาพืน้ บานมีจาํ นวนลดนอยลง เน่ืองจากหมอยาเสียชวี ิตไมมีคนสบื ทอด บางสว นปวยหนักจนไม
สามารถรักษาผูอื่นได นอกจากน้ีสมุนไพรหายากข้ึนสงผลใหหมอยาไมสามารถรักษาดวยสมุนไพรได
ทางดา นโรคหรืออาการท่ยี ังคงรักษา พบวาชาวบานยังรักษาเกี่ยวกับการนวดพ้นื บาน และการรักษา
กระดูกดวยนํ้ามันจํานวนมาก และพบการรักษาโรคมะเร็ง โรคริดสีดวง โรคตับแข็ง โรคอัมพฤกษ
อัมพาต และสมุนไพรดูแลสตรีหลังคลอดบุตร สวนการเรียนรูของหมอยาพ้ืนบานพบวา 1) หมอยา
เรยี นรูจากบรรพบุรุษ 2) เรยี นรจู ากครู – อาจารย ท้งั ท่เี ปน พระและฆราวาส 3) เรยี นรูจ ากการจากการ
หาวิธีรักษาตนเองและสมาชิกในครอบครัว 4) เรียนรูหรือผานการอบรมจากสถาบันแพทยแผนไทย
ทางดา นการถายทอดภมู ิปญ ญาดานหมอยาพื้นบานพบวา หมอยาท้ัง 6 คน มกี ารถายทอดความรูไป
ยังบุตรเพียง 2 คน สวนอีก 4 คน ยังไมมีผูสืบทอด เนื่องจากเปนการเรียนรูท่ีตองอาศัยความสนใจ
และความรักในการบําบัดรักษาโรค ตองมีความขยัน และอดทนในการทองจําคาถา การปฏิบัติตนที่
เครงครดั จนเปน ที่ยอมรบั ของคนสงั คม
โครงการวิจัยครั้งน้ีไดยกยองเชิดชูเกียรติหมอยาพ้ืนบาน ดวยการมอบเกียรติบัตรเชิดชู
เกียรติใหกับหมอยาพ้ืนบานท้ัง 6 คน และมีการเผยแพรองคความรูดังกลาวขางตนใหกับชาวบาน
นักศึกษา อาจารย ซ่ึงมีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเปนหนวยงานหลักในการสนับสนุนการจัด
เวทีเสวนาเผยแพรองคความรู
Abstract
The qualitative research about the Inheritance on local wisdom of folk medicine in
Nakhon Ratchasima province aimed at 1) collecting the knowledge about healing techniques
from folk medicine men in Nakhon Ratchasima province 2) examining their know-how and
results of the local treatment that exist in the present days 3) disseminating the folk wisdom,
together with promoting the medicine men who do the benevolence for communities. The
structured and the in-depth interviews, the participant and non-participant observations, and
the group discussion have been used to gather the document for this descriptive analysis.
It has been found that there are six medicine men who continue their job: four folk
massagers (two acupressure massagers and a coconut-oil therapist), and two herbalists. The
main reasons why today the folk medicine men decrease down come from 1) there is no
one to carry on the knowledge after the death of old ones 2) Some get sick too severely to
work, and 3) natural herbs become rarer to find out. However, many people still trust on folk
medicine men to heal them by folk massage and oil therapy for bone healing. The treatment
of cancer, hemorrhoid, cirrhosis, paralysis, disability and postpartum herb therapy are found,
as well. About folk learning systems, folk medicine men learnt how to cure from their
ancestors, local scholars (both monks and laypersons), self-learning, and being trained by
Thai Traditional Medicine Institution. Among the six folk medicine men, only two people pass
on their knowledge to their own children since it is quite difficult to behave one’s self as a
local medicine man: intensive intention, high attempt on remembering sacred healing spells
and strict behavior are required.
Not just the dissemination of folk knowledge to local people, students and lecturers,
Nakhon Ratchasima Ratchabhat University also supported (as the main agent) the promotion
of the folk medicine men by giving them the honorary awards and arranging a public forum
on traditional medicine knowledge
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานวิจัยฉบับนี้สําเร็จได ดวยความอนุเคราะหจากกลุมบุคคลและหนวยงานที่เก่ียวของ
หลายสวนท่ีไมอาจนํามากลาวไดท้ังหมด ผูวิจัยใครขอขอบพระคุณทานผูชวยศาสตราจารยสกุล
วงษกาฬสินธุ คณบดีคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ท่ีให
ความอนุเคราะหและสนับสนุนเก่ียวกับการจัดทําวิจัย กระบวนการจัดทําวิจัย และเปนสวนหนึ่งใน
การจดั งานสัมมนาทางวชิ าการเกย่ี วกบั ภูมปิ ญ ญาหมอยาพนื้ บา น
ขอบพระคณุ รองศาสตราจารยวีณา วีสเพญ็ ผูวางรากฐานทางดา นการศกึ ษาคน ควา เกี่ยวกับ
ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรค ขอบพระคุณ ดร.สมัย วรรณอุดร ท่ีปรึกษางานวิจัยท่ีใหคําช้ีแนะ
และใหค าํ ปรกึ ษาจนทําใหรายงานวจิ ยั ฉบับสาํ เร็จลลุ ว งไปไดดวยดี
ขอบพระคุณปราชญชาวบานท้ัง 13 ทาน ที่ใหความอนุเคราะหและความเมตตาแกผูวิจัย
ทางดานขอ มลู เกย่ี วกับการบําบดั รักษาโรคอยางละเอียดลออ และสามารถเผยแพรความรดู ังกลาวไป
ยังชุมชน นักศกึ ษา และครอู าจารยไ ดอ ยางลึกซึ้ง
ขอขอบพระคุณพอแม พ่ีนองชาวจังหวัดนครราชสีมาทุกทานท่ีใหความสนใจเกี่ยวกับการ
บาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บา น
ทายท่ีสุดขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารยสมศักดิ์ ศรีสันติสุข และผูชวย
ศาสตราจารยชลิต ชัยครรชิต ท่ีกรุณาใหคําช้ีแนะเกี่ยวกับการรวบรวมขอมูลและวิเคราะหขอมูลให
ละเอียดตรงตามวัตถุประสงคของการวจิ ัย ตลอดจนสรา งพลงั ใจใหกับผูวิจยั สาํ หรับการจัดทําวิจัยครั้งน้ี
ขอกราบขอบพระคณุ เปน อยางสูง
การวิจัยนไี้ ดร ับทนุ อุดหนนุ การวจิ ยั จากกรมสง เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2559
คณะผูวจิ ัย
สารบญั
หนา
บทคดั ยอ (ภาษาไทย)............................................................................................................ [1]
บทคดั ยอ (ภาษาไทย)............................................................................................................ [2]
กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................ [3]
สารบัญ.................................................................................................................................. [4]
สารบญั ตาราง........................................................................................................................ [6]
สารบญั ภาพประกอบ............................................................................................................ [7]
บทท่ี
1. บทนาํ ...................................................................................................................... 1
ความเปนมาของการวจิ ยั ......................................................................................... 1
วัตถปุ ระสงค. ........................................................................................................... 5
คําถามหลักในการวิจยั ............................................................................................ 5
กรอบแนวคิด........................................................................................................... 6
นยิ ามศัพท. .............................................................................................................. 7
ขอบเขตในการวิจัย.................................................................................................. 7
ประโยชนท ีค่ าดวาจะไดร บั ...................................................................................... 8
2. เอกสารและงานวจิ ัยที่เกีย่ วของ............................................................................... 9
แนวคดิ เกยี่ วกบั ภมู ิปญ ญาพนื้ บาน........................................................................... 9
แนวคดิ เกยี่ วกบั การรักษาโรคดวยภมู ปิ ญ ญาพน้ื บา น.............................................. 12
งานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ ง.................................................................................................. 23
3. วิธีดําเนินการวิจยั .................................................................................................... 28
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชแ ละวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมูล............................................................. 29
การวเิ คราะหขอ มูล.................................................................................................. 30
การเผยแพรองคความรดู า นการบําบัดรกั ษา........................................................... 31
4. ผลการวจิ ยั .............................................................................................................. 32
สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา น.................................................. 32
- สถานภาพหมอยาพนื้ บานในปจ จุบัน………………………………………………….. 32
- การเรียนรูเกีย่ วกับภูมิปญญาดา นการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพนื้ บา น. 35
บทบาทการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน...................................................... 45
- การรกั ษา.................................................................................................... 46
- การถา ยทอดองคความรู.............................................................................. 63
เผยแพรองคความรเู ก่ียวกบั ภูมปิ ญญาพ้นื บาน........................................................ 64
สารบัญ (ตอ )
หนา
5. สรุปผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ.................................................................... 70
สรปุ ผลการวิจยั ....................................................................................................... 70
อภปิ รายผลการวจิ ยั ................................................................................................. 74
ขอ เสนอแนะ........................................................................................................... 76
บรรณานุกรม................................................................................................................... 77
ภาคผนวก........................................................................................................................ 79
ประวตั ิผวู จิ ัย.................................................................................................................... 87
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี หนา
4.1 สถานภาพปจ จุบนั หมอยาพื้นบานทถ่ี ูกอางถงึ ในหนังสอื ปมู เมืองโคราช บันทกึ คํา 32
33
บอกเลาจากภมู ิปญ ญาทองถิ่น พ.ศ. 2549……………………………………….
4.2 สถานภาพปจจุบันหมอยาพื้นบานท่ีถูกอางถึงในรายงานวิจัยของกฤษณา วงษา 34
50
สันต เรื่องการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถิ่นดานหมอพ้ืนบานในเขต
อสี านใต ปพ ทุ ธศักราช 2543.........................................................................
4.3 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพ้ืนบานที่ถูกอางถึงรายงานวิจัยเรื่องความ
หลากหลายของพืชสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก
อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรมวิชาชีววิทยา หลักสูตร
ครศุ าสตรบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา ปพ ทุ ธศักราช 2551.............
4.4 หมอยาพ้ืนบาน อาการเจ็บปวย วิธีการรักษา และตํารับยาสมุนไพรในจังหวัด
นครราชสีมาจากอดตี – ปจ จบุ ัน………………………………………………………………….
สารบญั ภาพประกอบ
ภาพประกอบที่ หนา
4.1 นายเสาร บว นนอก……………………………………………………………………………………. 36
4.2 นายมวญ สายสระนอย……………………………………………………………………………… 37
4.3 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ ………………………………………………………………………………... 37
4.4 นายทบั สงั ขสูงเนนิ ………………………………………………………………………………… 38
4.5 นายเพชร ยามกลาง………………………………………………………………………………… 38
4.6 นายประกอบ คาํ เหล็ก……………………………………………………………………………… 39
4.7 นายบญุ ถม ตอนนอก………………………………………………………………………………… 40
4.8 นายชน้ั หวงั วัดกลาง………………………………………………………………………………… 41
4.9 เอกสารโบราณที่นายชน้ั หวงั วดั กลาง ใชศกึ ษา…………………………………………….. 41
4.10 เอกสารวชิ าการเกยี่ วกบั ตาํ รายาทนี่ ายชั้น หวังวัดกลางใชศ ึกษา……………………… 42
4.11 นายชยั ณรงค ปจจยั ………..………………………………………………………………………… 42
4.12 นายชาญ ไทยอัฐวิถี………..………………………………………………………………………… 43
4.13 นางสพุ รรณ แซเฮง………..………………………………………………………………………….. 44
4.14 นายจรูญ ฟน งูเหลอื ม……..………………………………………………………………………….. 45
4.15 การนวดจับเสน ของนายบุญถม ตอนนอก…………………………………………………..… 46
4.16 การนวดจบั เสนของนายบุญถม ตอนนอก............................................................. 46
4.17 การนวดจับเสนของนายเสาร บว นนอก........…………………………………...……………. 47
4.18 ยาหมองตะไครทใี่ ชสาํ หรบั สวดกอ นนวดของนางสพุ รรณ แซเ ฮง………………….…. 47
4.19 ยาหมองคาถาท่ใี ชสาํ หรบั สวดกอนนวดของนางสุพรรณ แซเ ฮง…………………….... 47
4.20 ยาสมุนไพรยาชนดิ บด……..………………………………………………………………………… 48
4.21 ยาสมุนไพรยาชนดิ แหง ....……..…………………………………………………………………… 48
4.22 นายชน้ั หวังวัดกลาง เสกยาสมนุ ไพร................................. …..……………………….. 49
4.23 นายชน้ั หวังวัดกลาง ทองคาถาเพ่ือทํานํา้ มนต……………………………..……………….. 49
4.24 นายชัยณรงค กําลังจําแนกยาสมนุ ไพรเพือ่ ใชใ นการรักษาโรค……………..………….. 49
4.25 ยาสมนุ ไพรเพื่อใชในการรักษาโรคของนายชยั ณรงค. ............................................ 49
4.26 เฝอ กไมไ ผของนายบญุ ถม ตอนนอก………………………………..…………………………… 55
4.27 การสาธติ ใสเ ฝอกไมไผข องนายบญุ ถม ตอนนอก………………….……………………….. 55
4.28 การจดบันทึกขอ มลู ผมู ารบั การรกั ษาของนายเสาร บวนนอก………………………….. 56
4.29 นางกณั ฑิรา เจนหนองแวง ผมู ารกั ษาอาการผดิ สาํ แดง…………………………………. 59
4.30 นางกณั ฑริ า เจนหนองแวง ผูม ารักษาอาการผดิ สําแดง…………………………………. 59
4.31 ภาพนางไข ขาวดอน และนางจิบ ชนิ สระนอ ย ผรู ักษา........................................ 59
4.32 นางแตม มงุ พวกกลาง ผปู วยท่ีรักษากบั นายช้นั .................................................. 61
4.33 นางผดั แตงกระโทก ผรู กั ษากอนเนื้อท่ีเตา นมดวยยาสมนุ ไพร............................. 62
สารบญั ภาพประกอบ (ตอ )
ภาพประกอบท่ี หนา
4.34 ภาพนิทรรศการนาํ เสนอเกี่ยวกับประวตั แิ ละความเช่ยี วชาญดานการบําบดั รักษา 65
66
โรคของหมอยาพนื้ บาน………………………………………………………………………………. 67
4.35 ภาพการเสวนาเรื่องการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบา นในจังหวัด 67
68
นครราชสีมา……………………………………………………………………………….................. 68
4.36 ภาพการเสวนาเร่ืองการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพ้นื บานในจังหวดั
นครราชสมี า………………………………………………………………………………..................
4.37 ภาพการเสวนาเรอื่ งการบาํ บดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นในจังหวัด
นครราชสมี า………………………………………………………………………………..................
4.38 ภาพการมอบเกยี รตบิ ัตรเชดิ ชูเกียรตหิ มอยาพนื้ บานท่ที าํ คุณประโยชนใหก บั
ชุมชน………………………………………………………………………………............................
.4.39 ภาพการมอบเกยี รตบิ ัตรเชดิ ชเู กียรตหิ มอยาพ้นื บา นทีท่ าํ คุณประโยชนใ หกับ
ชุมชน………………………………………………………………………………............................
.
บทท่ี 1
บทนํา
ความเปนมาของการวิจัย
มนุษยมีการตอสูด้ินรนเพ่ือความอยูรอด โดยการเรียนรู การทดลอง และการส่ังสม
ประสบการณ เมื่อมีการเจ็บปวยจึงใชทรัพยากรในชุมชนดูแลสุขภาพ จนเกิดองคความรูของทองถ่ิน
กลายเปนรากฐานภูมิปญญาในการดูแลสุขภาพตามแตละทองถิ่นเปนระบบการแพทยพื้นบานท่ี
เยียวยารักษาคนในชุมชน เมื่อมีพระราชบัญญัติการแพทยข้ึนโดยอางการคุมครองประชาชน
มิใหไดรับอันตรายที่เกิดจากการประกอบอาชีพทางการแพทยจากผูท่ีไมมีความรู ไมไดรับการฝกหัด
มาโดยตรง มีการจัดใหสอบวดั ความรูทางการแพทย และมอบใบประกอบโรคศิลปะใหกับผปู ระกอบ
วิชาชีพทางการแพทย จึงถือวาเปนการยุติบทบาทหมอยาพื้นบานท่ีใหการรักษาทั้งหมด เพราะไมได
ผานการเรยี นตามหลักสตู ร แตทา มกลางกระแสแหง การเปล่ียนแปลงทางสังคมอยา งรวดเร็ว เกิดการ
เจบ็ ปว ยดว ยโรคระบาดใหม ๆ เมอ่ื ทางการแพทยแผนปจจุบันไมสามารถรักษาหรือเยียวยาได คนใน
ชุมชนยงั คงตองพึ่งพิงระบบการแพทยพ้ืนบาน ในการรักษาสขุ ภาพอนามัย หมอยาพืน้ บานจงึ เปนผูที่
มคี วามรูค วามสามารถในการรักษาโรคของผปู ว ย ไมวาจะเปนการใชพ ธิ กี รรม การใชย าสมุนไพร หรือ
การนวด นับไดวาหมอยาพื้นบานมีความสําคัญย่ิงสําหรับชุมชน (รัชนี จันทรเกษ และคณะ. 2551 :
1 – 5)
การเกิด แก เจ็บ ตาย เปนวงจรชีวิตของมนุษยซึ่งมีความสําคัญ การเจ็บปวยทําใหเกิดการ
เรยี นรดู ูแลรักษารา งกาย โดยการนําพชื สมนุ ไพรมาปรุงยาในรูปแบบตาง ๆ เชน ตมหรอื ดองสมุนไพร
กับนํ้าผึ้งหรือสุรา หรือบดเปนผงผสมน้ําผึ้ง ปนเปนลูกกลอนใชสมุนไพรสดทาบริเวณผิวหนัง
หรือนําไปตมน้ําอาบ นอกจากน้ียังมีการนําชิ้นสวนจากสัตว เชน เข้ียวหรือกระดูกสัตว และแรธาตุ
ตาง ๆ เชน สารสม ดีเกลือ หินสี มาใชในการปรุงยา การเรียนรูเหลาน้ีเปนประสบการณที่สั่งสมมา
นานจนเปนวัฒนธรรมและเปนสมบัติของชาติไทยที่ควรสืบทอดใหคงอยูตอไป (สถาบันการแพทย
แผนไทย กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข. 2542 : 41) แตยุคสมัยกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป
วิวัฒนาการของยาสมุนไพรก็เปล่ียนแปลงมาเปนยาแผนใหมหรือแผนปจจุบัน ซึ่งใชสะดวก
รับประทานงาย วงการแพทยของประเทศไทยก็เชนเดียวกับในประเทศอ่ืน ๆ คือมีวิวัฒนาการมา
เรื่อย ๆ จากแผนโบราณมาจนเปนแผนใหม ทันสมัย มีการคิดคนและศึกษากันอยา งมากมาย วิธีการ
รักษา การเยียวยาของแพทย ฝมือการรักษา การผาตัด สามารถเทียบไดกับแพทยในประเทศที่มี
ความเจริญกาวหนา (ยุวดี จอมพิทักษ. 2545 : คํานํา) จึงดูเหมือนวาสมุนไพรถูกลืมเลือนไปจาก
สังคม เพราะผูคนใหความสําคัญและเชื่อถือในการรักษาแบบตางประเทศ และยาสมัยใหมจึงไดเขา
มาเปนสวนหนึง่ ของชวี ติ โดยไมร ตู วั แตก ารรกั ษาอาการเจ็บปว ยจากยาเมด็ ยาฉีด หรือการผา ตดั ตาม
หลักคิดของแพทยแผนใหม หลายคร้ังก็พบวาย่ิงรักษากลับย่ิงลุกลาม การรักษาตามแพทยแผนใหม
เนนการสงสารเคมีเขาไปทําลายส่ิงแปลกปลอม แตแพทยแผนไทยเนนการกินอาหารเพ่ือปรับสมดุล
ของรางกาย จึงนับไดวาเปนการรักษาที่ตางกันโดยสิ้นเชิง ดวยเหตุนี้ปจจุบันการแพทยพื้นบานจึง
ไดรับการเช่ือถือและยอมรับจากวิทยาศาสตรสมัยใหมและการแพทยแผนปจจุบันวาเปนขอมูลท่ีมี
ศักยภาพสูง ดังจะเห็นไดจากการคนหายาใหมจากธรรมชาติในปจจุบันเริ่มตนจากขอมูลการใช
สมนุ ไพรของแพทยพื้นบาน โดยอาศยั ประโยชนจ ากประสบการณของแพทยพ้ืนบา นทสี่ ะสมตอเน่ือง
เปนเวลานานมาใชเปนแหลงขอมูลการวิจัยทางคลินิกท่ีแมไมเปนทางการแตก็สามารถแยกแยะ พืช
สมนุ ไพรที่มปี ระสิทธภิ าพดี ออกจากพืชทีด่ อยประสิทธิภาพหรอื มีความเปนพิษไดเ ปน อยางดี ทําใหมี
โอกาสประสบผลสาํ เร็จในการคน ควา สงู และใชต น ทนุ นอยกวา การนาํ พืชในโลกท่ีมีจาํ นวนมากมายมา
วิจัยอยาง ไรกฎเกณฑมาก ดังตัวอยางความสําเร็จในการคนพบ plaunotol ยารักษาโรคกระเพาะ
จากสมุนไพรไทย “เปลานอย” ภายหลังการสืบคนทางเอกสารตําราไทย โดยบริษัท Sankyo
ประเทศญ่ปี ุน เมือ่ หลายปทผ่ี า นมา (วนั ดี ญาณไพศาล และคณะ. 2543 : 242)
ภูมิปญญา หรือ ภูมิปญญาทองถิ่น ถือเปนมรดกวัฒนธรรมอันเกิดจากพัฒนาการ
ปรับตัว และปรับวิถีชีวิตของคน เปนความรูท่ีเกิดจากการทดลองปฏิบัติจริงในหองทดลองทางสงั คม
ความรูเหลานถี้ ูกคน พบ ลองใช ดดั แปลง ถายทอดกันมาเปนเวลายาวนาน ผา นกระบวนการขัดเกลา
ของกลุมคน จึงมคี า และมีความสําคัญยิ่งนัก เปนมรดกทางภูมิปญ ญาของมนษุ ย ท่ีทุกคนควรรู รักษา
พัฒนา และนํามาปรับใชพ ัฒนาชุมชนทองถิ่นใหเ ขมแข็ง สามารถพึ่งตนเองไดอยางยั่งยืน (ประภากร
แกว วรรณา. 2554: 184)
ภูมิปญญาจะมีความสัมพันธระหวางคนกับโลกธรรมชาติ สิ่งแวดลอม สัตว พืช
เปนปราชญในการดํารงชีวิตเกี่ยวกับการเกิด แก เจ็บ ตาย ซึ่งมนุษยจําเปนตองนํามาใชเพ่ือดําเนิน
ชีวิตใหอยูรอด ระบบการแพทยพ้ืนบานของไทยเปนการผสมผสานระหวางการแพทยของไทย
ซึ่งมีท้ังแบบประสบการณหรือภูมิปญญาทองถ่ิน ความเช่ือทางไสยศาสตร กับวิชาอายุรเวชของ
อินเดียและการแพทยของจีนที่มีอิทธิพลตอสังคมไทย การแพทยเหลานี้ไดกลาวเปนแพทยแผน
โบราณ หรือการแพทยพ้ืนบานในชนบทไทย นอกจากนี้ความเช่ือเปนพื้นฐานที่กอใหเกิดพิธีกรรม
การประกอบพิธีกรรมเปนการถายทอดความรูแ ละประสบการณของคนรุนกอนใหแกคนรนุ ตอมา จึง
มกั พบวา เมื่อยามใดที่มนษุ ยมีความทุกข ความเดอื ดรอ น เจบ็ ไขด ว ยสาเหตตุ าง ๆ จึงจัดพิธีกรรมดวย
การเซนไหวหรือบูชา เพราะเชื่อวาเปนการกระทําของสิ่งเหนือธรรมชาติคือผีสางเทวดานั่นเอง
วิธีการปองกันหรือการรักษาโรคตาง ๆ จึงตองพึ่งหมอยา การรักษาโรคท่ีประสบความสําเร็จจะตอง
รักษาท้ังทางกายและทางใจ ผูปวยจึงตองการหมอที่เขาใจ มากกวาหมอที่จะรักษาเพียงอยางเดียว
หมอยาพ้ืนบานจะมีชีวิตความเปนอยูและวัฒนธรรมท่ีใกลเคียงชาวบาน จึงมีความเขาใจและส่ือสาร
กับคนไขไดดีและเปนกันเอง จึงเปนจุดสําคัญท่ีทําใหชาวบานยอมรับและนิยมไปรักษา บทบาทที่
สําคัญอีกประการของหมอยาพื้นบาน คือเปนผูเชื่อมสัมพันธของคนในหมูบาน เพราะเปนการรักษา
แบบพึ่งพาอาศัยกัน ดูแลเอาใจใสกันอยางใกลชิด พูดคุย ใหกําลังใจทั้งคนไขและญาติพรอมกัน
ดังนั้นหมอยาพื้นบานจึงมีความสําคัญอยางสูงในการเชื่อมสายใยสัมพันธของคนในหมูบานน้ัน ๆ
(โอภาส ชามะรตั น. 2548 : 122 – 125)
“หมอพื้นบาน” เปนบุคคลซึ่งมีความรูความสามารถในการสงเสริมและดูแลสุขภาพของ
ประชาชนในทองถิ่นดวยภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนสืบทอดกันมานาน
เปนที่นิยมยกยองจากชุมชน โดยมีประชาชนในหมูบานรับรองไมนอยกวาสิบคน หรือเปนผูท่ีไดการ
รับรองจากองคกรปกครองสว นทองถ่ิน หมอพืน้ บา นสามารถใหการชว ยเหลือผูป ว ยได ตามขอ ยกเวน
ในมาตรา 30(2) แหงพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 นั่นคือสามารถให “การ
ชวยเหลือหรือเยียวยาผูปวย...ตามธรรมจรรยาโดยมิไดรับผลประโยชนตอบแทน” แตขอบเขต
ดังกลาวยอมทําใหหมอพ้ืนบานไมสามารถดํารงชีวิตอยูโดยอาศัยแตการประกอบอาชีพเปนพ้ืนบาน
เทานั้น ปญหาสําคัญอีกประการหน่ึงของหมอยาพ้ืนบานคือ จะจัดการความรูของบุคคลกลุมนี้ได
อยางไร ท้ังในแงการพัฒนาความรูความสามารถของหมอยาพื้นบานใหสามารถชวยเหลือเยียวยา
ผูปวยในชุมชนไดดียิ่งข้ึน และในแงของการดึงความรูท่ีเปนความรูแฝงของหมอพื้นบานแตละคน
ออกมา เพ่ือใหสังคมไดประโยชนย่ิงข้ึน จากความจริงที่ปราชญทองถิ่นท่ีมีชื่อเสียงระดับชาติอยาง
อาจารยล อ ม เพ็งแกว ไดส ัง่ สมความรูนอกจากสถาบนั การศึกษา และตํารบั ตําราแลว ยังใชวธิ ี “อาศัย
สองเทายํ่าไปทุกวัดทุกหมูบานเรียนรูเร่ืองราวในทองถิ่นดวยการพูดคุยหาความรูกับคนทุกอาชีพทุก
วัย” และไดขอสรุปวา “อยากไดปริญญาใหมุงไปมหาวิทยาลัย อยากไดความรูใหมุงสูชาวบาน”
(วิชยั โชคววิ ัฒน. 2551 : 16 – 17)
จงั หวดั นครราชสมี าเปนจังหวัดทมี่ ีความสําคญั มาแตอดตี ในดา นวัฒนธรรม ภมู ิปญญา และ
วิถีชีวิต สภาพสังคมสวนใหญเปนสังคมชนบทซึ่งมีความสัมพันธของครอบครัวและญาติพ่ีนองที่ยัง
เหนียวแนนมากกวาสังคมเมือง การยึดม่ันเกาะเก่ียวทางวัฒนธรรมเปนไปตามลักษณะของกลุมชาติ
พนั ธุแ ละถนิ่ ทอี่ ยอู าศยั กลมุ ชาตพิ นั ธุสว นใหญ ไดแ ก กลุมไทยโคราช และกลมุ ไทยอีสาน นอกจากนี้
เปนกลุมชาติพันธุยอย ไดแก ยวน สวย มอญ จีน แขก กลุมตาง ๆ เหลานี้จะใชภาษาตามกลุมของ
ตัวเอง มีประเพณีความเชื่อวิถีชีวิตของตนเอง ในดานภูมิปญญาชาวบาน ชาวบานในจังหวัด
นครราชสีมา มีความรูดานตาง ๆ ที่ไดสั่งสมสืบทอดตอกันมาอยางไมขาดสาย เพ่ือวิถีชีวิตที่สงบสุข
ดีงาม เกิดเปนภูมิปญญาดานตาง ๆ ซ่ึงสามารถประดิษฐคิดคนเครื่องมือเครื่องใช ตลอดจน
กระบวนการแกปญหาตาง ๆ ของชุมชนและสังคม ทําใหชุมชนมีความแข็งแกรงมั่นคงและพ่ึงตนเอง
ได (สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดนครราชสีมา. 2549 : 53)
ภูมิปญญาในการดูแลรักษาสุขภาพของชาวจังหวัดนครราชสีมา เปนภูมิปญญาที่ผานการ
สังเกต ทดลองใช คัดเลือก และสั่งสมสืบทอดสูชนรุนหลัง การดูแลเริ่มตั้งแตแรกเกิด พัฒนาสูวัย
เจริญพนั ธถุ ึงวัยชรารวมท้ังเมื่อยามเจ็บไขไดปวย การดแู ลรกั ษาสุขภาพอาจเปนการดูแลรักษากันเอง
ในครอบครัว ใชสมุนไพรเปนอาหาร หรือเปนยารักษาโรค แตหากเจ็บปวยจะมีหมอยาพื้นบานมา
รักษา จากการรวบรวมขอมูลของสํานกั งานจงั หวัดนครราชสีมาในปพทุ ธศกั ราช 2549 พบวา จงั หวดั
นครราชสีมามีหมอรักษาหลากหลายประเภท ไดแก 1) หมอยา เปนหมอที่มีความรูดานการใช
สมุนไพร มาใชในการรักษาผูคนในชุมชน ซ่ึงหมอยาสวนมากก็จะเปนสมาชิกหนึ่งที่อยูประจําชุมชน
นั่นเอง 2) หมอตําแย บทบาทของหมอตําแยในยุคนั้นไมได มีหนาที่ในการทําคลอด เพราะคลอดที่
โรงพยาบาลจะปลอดภัยกวา แตหนาท่ีของหมอตําแยคือการดูแลหลังคลอดบุตรใหแผลหายเร็ว
เลอื ดลมไหลสะดวก เปน ตน 3) หมอนวด เปนผบู าํ บัดรักษาความปวดเมือ่ ยของรางกาย และการนวด
ที่รักษาโรค คือ โรคอัมพฤกษ 4) หมอผี เปนหมอที่ใชเวทมนตรคาถาไลผี ในรายท่ีผีเขาทําใหไดรับ
ความเจ็บปวย 5) หมอสูขวัญ เปนการรักษาที่สงผลตอ จิตใจทําใหผูปวยหายปวยได 6) หมอเปา รวม
หมอกระดกู คือหมอท่ีใชค าถาเปาเพื่อรักษากระดูก หรืออาการตางๆ เชน คางทมู เปน ตน (สํานกั งาน
วฒั นธรรมจงั หวดั นครราชสีมา. 2549 : 53)
จากการศึกษาวิจยั และลงพ้ืนท่ีของนักวิชาการท่ผี านมา โดยเฉพาะการทํางานของสํานักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา ไดรวบรวมขอมูลวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่นของโคราช ในป
พุทธศักราช 2549 หรือเม่ือ 9 ปท่ีผานมา พบวามีหมอยาพื้นบานที่รักษาโรคดวยสมุนไพร และ
เวทมนตรคาถาควบคูกนั ไปถึง 10 คน โดยพบหมอยารักษาโรคมะเรง็ ซึง่ นับวาเปน โรคทค่ี นไทยเปน
มากที่สุดและมีจํานวนผูเสียชีวิตมากเชนเดียวกัน หมอยาพื้นบานคือ นางสัมฤทธ์ิ ระวังสําโรง
เปน หมอยาพ้นื บานทร่ี กั ษาโรคผานความเช่ือ โดยเชื่อวามีพระมากระซิบบอกตัวยาในการรักษาผูปวย
และไดรักษาผูปวยท่ีเปนโรคมะเร็งระยะสุดทายหายไปหลายราย แตท่ีนาสนใจยิ่งกวาน้ันขอมูลระบุ
วามีแพทยท่ีโรงพยาบาลรามาธิบดีไดมาขอเปนลูกศิษย หมอยาทานนี้ก็ไมหวงวิชาถายทอดความรู
ทุกอยางใหกับแพทยแผนปจจุบัน แตเม่ือแพทยนําตัวยาสมุนไพรไปรักษาเองกลับไมหาย เปนตน
และนายเสาร บวนนอก รักษาโรคมะเร็งเตานม มะเร็งมดลูก ดวยสมุนไพรเชนเดียวกัน นอกจาก
นายเสาร บวนนอก จะสามารถรักษาโรคมะเร็งไดแลว ยังใชสมุนไพรรักษาโรคอัมพฤกษ อัมพาต
ไดอีกดวย และมีหมอยาพื้นบานอีกทาน คือ นายประมวล สายสระนอย ท่ีสามารถรักษาโรค
อัมพฤกษ อัมพาต ไดเชนเดียวกัน ซึ่งในขอมูลดังกลาวยังระบุวา นายประมวล สายสระนอย อยากมี
ลกู หลานหรือบคุ คลอนื่ สานตอภมู ิปญ ญาดา นการรักษาโรคไว เพราะเกรงวา จะสญู หายไป
นอกจากหมอยาพื้นบานท่ีกลาวถึงขางตนแลว ผูวิจัยยังพบหมอยาที่สามารถรักษาโรค
ริดสีดวงดวยสมุนไพร จํานวน 3 ทาน คือ นายจรูณ ฟนงูเหลือม นายแปน สองงาม และนาย
ชัยณรงค ปจจัย และพบหมอรักษากระดูกสองทาน คือ นายแปน สองงาม และนายบุญถม ตอนนอก
ซ่งึ นายบุญถม เปน หมอยาท่รี กั ษากระดูกดวยน้ํามนั มะพรา ว มีกระบวนการคดั เลือกมะพราว ขน้ั ตอน
การทําน้ํามะพราว การรายมนตรคาถาในขณะทําน้ํามันมะพราว โดยภูมิปญญาดานการรักษาโรค
ดวยน้ํามันมะพราวของปราชญทานนี้มีมากอนท่ีคนในสังคมปจจุบันนิยมเสียดวยซ้ํา จากขอมูล
ท้ังหมดสะทอนใหเห็นวา จังหวัดนครราชสีมามีหมอยาพื้นบานซ่ึงบําบัดรักษา และเยียวยาผูปวยใน
สังคมอยูจํานวนไมนอย หลายรายชวยรักษาโรคหลังจากท่ีผูปวยเขารักษาพยาบาลในสถานพยาบาล
หรือพ่ึงแพทยแผนปจจุบันไมหาย จําตองหันมาพ่ึงหมอชาวบานถือเปนทางเลือกสุดทายกลับหาย
หลายรายเร่มิ ตน เปน หมอยาจากการรักษาตัวเองกอนถึงมาเยียวยาผูอน่ื เปนตน
ในปจจุบันความสาํ คัญดานการรักษาโรคดวยภูมิปญญาชาวบานในหลายภมู ิภาคไดรับความ
สนใจและไดรับการฟนฟู มีการวิจัย รวบรวมองคความรูและเผยแพรองคความรูดังกลาวสูชุมชน
ผูวจิ ัยมองวา การบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวัดนครราชสีมากอนหนา น้ี เปน การรักษา
โรคท่ีคนในสังคมเปนกันอยางแพรหลาย บางครั้งการเยียวยาดวยแพทยแผนปจจุบันก็ไมสามารถ
เยียวยาหรือรักษาได จึงต้ังขอสังเกตวา ณ ชวงเวลานั้นคนในทองถ่ินใหความสนใจเก่ียวกับหมอยา
พ้ืนบานเปนอยางมาก ปจจุบันนี้องคความรูดังกลาวยังคงเหลือมากนอยเพียงใด ความศรัทธาของ
ชาวบานที่มีตอหมอยาพื้นบาน เชนศรัทธาดา นการรกั ษาโรคมะเร็งยังคงอยูหรือไม หรือมีองคความรู
เกี่ยวกับการบําบัดรักษาโรคนี้เพิ่มขึ้นหรือไมและสมุนไพรมีสรรพคุณ หรือขอบเขตของการรักษาโรค
ตางๆ มากนอยขนาดไหน หมอยาแตละทานมีการสานตอองคความรูดังกลาวใหกับคนในทองถ่ิน
หรือไม เปนตน เมื่อรวบรวมองคความรูดังกลาวครบถวนแลวจึงเปนข้ันตอนหรือกระบวนการของ
การเผยแพรขอมลู ใหกบั เยาวชนหรือคนในสังคมรับทราบองคความรูหรือภูมิปญญาดา นนี้ และจัดทํา
หนังสือเผยแพรองคความรูใหกับหนวยงานที่เก่ียวของเผยแพรองคความรูอันเปนสมบัติของคนใน
ชาตสิ ืบตอไป
วตั ถปุ ระสงค
1) เพ่ือรวบรวมองคความรูเกี่ยวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พ้ืนบานในจงั หวัดนครราชสีมา
2) เพ่ือศึกษาวิเคราะหวิธีการรักษาและผลการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยาพื้นบา นที่ยังคงอยู
ในสภาวะปจ จุบัน
3) เผยแพรองคความรูเก่ียวกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พ้นื บานใหก ับคนในชุมชน พรอมท้งั ยกยอ งเชิดชเู กียรตหิ มอยาพน้ื บา นที่ทําคุณประโยชนใหกบั ชุมชน
คําถามหลักในการวิจัย
1) ภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมาต้ังแต
อดตี จนถงึ ปจจุบันมีรายละเอยี ดอยางไร
2) ในสภาวการณปจจุบันคนนิยมบําบัดรักษาโรคโดยการแพทยสมัยใหมแลววิธีการบําบัดรักษา
โรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมายังคงมีหรือไม ถามี มีวิธีการบําบัดรักษาอยางไรบาง
เหตุใดการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพืน้ บา นยังคงอยู
กรอบแนวคดิ
1. สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพนื้ บาน
1.1 ประวัติความเปน มาของการเรียนรภู มู ิปญญาดานการบําบัดรกั ษาโรคและการ
บําบัดรักษาโรคในอดีตของหมอยาพนื้ บาน
1.2 สถานภาพการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพน้ื บา นในสภาวะปจ จุบัน
2. บทบาทการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บาน
2.1 การรกั ษา
- ประเภทของการรักษา
o การใชส มุนไพร
o การเวทมนตรค าถา
o การประคบ
o การสกั ยา
o พธิ กี รรมการอว นวอน
- ขนั้ ตอนหรือกระบวนการรักษา
- การดแู ลหลงั การรักษา
- การประเมนิ ผลการรักษา
2.2 การถายทอดองคความรู
3. เผยแพรอ งคค วามรเู ก่ียวกับภูมปิ ญญาพื้นบานดา นการบําบัดรกั ษาโรคของหมอ
ยาพื้นบา นใหกบั คนในชุมชน พรอมทั้งยกยองเชดิ ชเู กียรติหมอยาพนื้ บานท่ีทํา
คุณประโยชนใ หกบั ชุมชน
นยิ ามศพั ท
ภมู ปิ ญญา หมายถึง องคค วามรวู าดวยวิธีคิดของชาวบา น ทีไ่ ดม ีการสงั่ สมและสรา งข้ึนจาก
สติปญญาและประสบการณ โดยการสังเกต ทดลองใช คัดเลือก และถายทอดเปนวัฒนธรรมสืบตอ
กันมา
การบําบัดรักษา หมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการ ในการสงเสริมและดูแลสุขภาพของคนใน
ชมุ ชนใหห ายจากโรคภัยไขเจ็บดว ยภมู ปิ ญญาที่เรียนรูและสบื ทอดมากจากบรรพบรุ ุษ
หมอยาพื้นบาน หมายถึง บุคคลซึ่งมีความรูความสามารถบําบัดรักษาโรคภัยไขเจ็บของ
ชุมชนในทอ งถน่ิ ดว ยภูมปิ ญ ญา ตามวฒั นธรรมของชุมชนที่สบื ทอดกนั มายาวนาน
ขอบเขตในการวิจัย
ประชากรและกลุมตวั อยา ง
การวิจัยในคร้ังน้ีเปนการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวิธีเลือกกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษา
แบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑในการเลอื กกลมุ ตัวอยา งคือ
1) บุคคลที่เคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลมาแลว ในปพุทธศักราช 2549 ผานหนังสือ
“ปูมเมืองโคราช บันทึกคําบอกเลา จากภูมิปญญาทองถิ่น” ของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา จาํ นวน 7 ทาน ไดแ ก
1.1) นายเสาร บว นนอก บานเลขที่ 9 หมู 11 ตําบลเมืองคง อําเภอคง
จังหวัดนครราชสีมา
1.2) นายบหุ ลัน เกิดมงคล หมู 6 ตาํ บลโนนแดง อาํ เภอโนนแดง จงั หวดั
นครราชสมี า
1.3) นายบญุ ถม ตอนนอก บา นเลขท่ี 54 หมู 5 ตําบลบานเหลือ่ ม อาํ เภอบาน
เหลือ่ ม จังหวัดนครราชสีมา
1.4) นายชัยณรงค ปจ จยั บา นเลขท่ี 26 หมู 3 ตาํ บลหนองคาย อาํ เภอประทาย
จงั หวดั นครราชสมี า
1.5) นางสมั ฤทธิ์ ระวังสาํ โรง บานเลขที่ 73 หมู 3 บานโคกสระนอย ตําบลนกออก
อําเภอปกธงชยั จังหวัดนครราชสีมา
1.6) นายมวญ สายสระนอย บานเลขท่ี 19 หมู 5 บา นสระนอย ตําบลนกออก
อาํ เภอปกธงชยั จังหวัดนครราชสีมา
1.7) นางสุพรรณ แซเฮง บานเลขท่ี 31/1 หมู 5 ตําบลมะเกลือเกา อําเภอสูงเนนิ
จงั หวัดนครราชสมี า
2) บุคคลที่ถกู อา งถึงในงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต เร่อื ง “การศึกษาสํารวจ
ผลงานภมู ปิ ญญาทองถน่ิ ดา นหมอพน้ื บานในเขตอสี านใต” ปพ ทุ ธศักราช 2543 จํานวน 3 ทา น
ไดแก
2.1) นายยอด ปอ มพรมราช บานเลขท่ี 12 หมู 1 ตาํ บลไทยสามัคคี อําเภอวงั น้ําเขยี ว
จังหวดั นครราชสมี า
2.2) นายจรูญ ฟนงเู หลอื ม บานเลขท่ี 35 หมู 15 ตาํ บลหลุมขา ว อาํ เภอโนนสูง
จังหวัดนครราชสีมา
2.3) นายแปน สองงาม บานเลขที่ 7 หมู 2 ตาํ บลหนองบวั ศาลา อาํ เภอเมอื ง
จงั หวัดนครราชสมี า
3) บุคคลที่ถูกระบุไวในรายงานวิจัยเร่ือง “ความหลากหลายของพืชสมุนไพรรักษา
โรคมะเรง็ จากหมอยาพืน้ บาน ต.สีสกุ อ.จกั ราช จ. นครราชสมี า ของนักศกึ ษาโปรแกรมวิชาชวี วิทยา
หลกั สตู รครุศาสตรบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า ปพุทธศกั ราช 2551 ซ่งึ รายงานวจิ ัยเลม
นี้เนนใหความสําคัญเกี่ยวกับพืชสมุนไพรมากกวากระบวนการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน
รายช่ือหมอยาพื้นบา น ไดแก
3.1) นายหวน เฉยี ดกลาง บานเลขที่ 145 ตาํ บลสีสุก อาํ เภอจักราช จังหวดั
นครราชสีมา
3.2) นายเฉลิม ไทยมะเริง บานเลขที่ 82 หมู 11 ตาํ บลสีสกุ อําเภอจกั ราช
จงั หวัดนครราชสมี า
3.3) นายทับ สงั ขส งู เนิน บานเลขที่ 244 หมู 9 ตาํ บลสีสุก อาํ เภอจักราช
จังหวดั นครราชสมี า
3.4) นายชาญ ไทยอัฐวถิ ี บานเลขที่ 169 หมู 15 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวัดนครราชสมี า
3.5) นายชั้น หวงั วดั กลาง บา นเลขท่ี 68 หมู 5 ตําบลสสี กุ อําเภอจกั ราช
จังหวัดนครราชสีมา
ระยะเวลาในการดําเนินการวิจัย เปนเวลา 1 ป เริ่มตั้งแตเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 จนถึง
เดอื นกมุ ภาพันธ พ.ศ. 2560
ประโยชนท่คี าดวา จะไดร ับ
1. ไดองคความรูเกย่ี วกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพ้นื บา นในจังหวัด
นครราชสีมาตง้ั แตอ ดีตจนถึงปจ จุบัน
2. คนในชุมชนมีความรูความเขาใจเก่ียวกับวิธีการบําบัดรักษา ตัวยาสมุนไพร สรรพคุณของ
สมุนไพร ทเ่ี ปนประโยชนอ ยา งแทจรงิ
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ ง
การศึกษาวิจัยเก่ียวกับการสบื ทอดภูมิปญญาดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพื้นบานใน
จังหวัดนครราชสีมา ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารงานวิชาการตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวของเพ่ือกําหนด
กรอบแนวคดิ ในการรวบรวมขอมลู และวิเคราะหขอ มูลดังตอไปน้ี
1. แนวคดิ เก่ยี วกบั ภูมปิ ญ ญาพื้นบาน
2. แนวคิดเก่ียวกบั การรักษาโรคดวยภูมิปญญาพืน้ บา น
3. งานวิจยั ท่เี กีย่ วขอ ง
2.1 แนวคิดเกยี่ วกบั ภูมิปญญาพนื้ บา น
ภูมิปญญาพ้ืนบาน ถือเปนวัฒนธรรมของชาวบานที่ผานการส่ังสม คนพบ ลองผิดลองถูก
และไดรบั การยอมรับจากคนในชุมชน และนาํ มาปรับใชเพ่ือใหส ามารถดํารงชีวติ อยูรว มกับธรรมชาติ
และคนในสังคมอยางมีความมีความสุขและปลอดภัย โดยแนวคิดเรื่อง “ภูมิปญญาพ้ืนบานนั้น มี
นักวชิ าการไดกาํ หนดความหมายหรอื ขอบเขตไวอยา งหลากหลาย ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี
ภมู ปิ ญ ญา (wisdom) หมายถึง พ้ืนเพรากฐานความรูข องชาวบา น หรอื ความรอบรูของ
ชาวบานท่ีเรียนรูและมีประสบการณสืบตอกันทั้งทางตรงเรียนรู ลองผิดลองถูกดวยตนเองหรือ
ทางออม ซึ่งเรียนรูจากผูใหญหรือความรูสะสมที่สืบตอกันมา (ปรีชา อุยตระกูล และนฤมล ปยวิทย.
ม.ป.ป. : 9)
ภูมิปญญาทองถ่ิน หมายถึง ความรอบรูชีวิต และผลผลิตทางปญญาของผูคนในชุมชน
และทองถิ่น ท่ีเกิดจากการสะสมประสบการณภายใตบริบทสงั คมและธรรมชาติแวดลอ มของทองถิ่น
ประกอบกับแนวคิดวิเคราะหในการแกไขปญหาตาง ๆ ของตนเองจนเกิดเปนการหลอมรวม
เปนแนวคิดท่ีเปนลักษณะของตนเอง สามารถพัฒนาความรูดังกลาวมาประยุกตใชใหเหมาะสมกับ
กาลสมยั ในการดาํ เนนิ ชวี ิตในทองถ่ินไดด ี ภูมปิ ญญาทองถ่ินจึงเปนกระบวนการท่ีเกิดจากการสืบทอด
ถายทอดองคความรูที่มีอยูเดิมในชุมชนทองถ่ินตางๆ แลวพัฒนาเลือกสรร ปรับปรุงองคความรูเดิม
เหลาน้ันใหเพิ่มพูนคุณคาขึ้น จนเกิดทักษะความชํานาญ สามารถแกไขปญหาและพัฒนาชีวิตอยาง
สอดประสาน และอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดภูมิปญญาองคความรูใหมท่ีเหมาะสมและ
สืบทอดพัฒนาตอไปอยางไมมีส้ินสุด ซ่ึงจะมีความสัมพันธระหวางคนกับส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติ
คนกับคน และคนกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ (กฤษฎา ศรีธรรมา. 2554 : 4) โดยภูมิปญญาทองถิ่น ถือเปนมรดก
วัฒนธรรมอันเกิดจากพัฒนาการปรับตัว และปรับวิถีชีวิตของคน เปนความรูที่เกิดจากการทดลอง
ปฏิบตั จิ ริงในหอ งทดลองทางสงั คม ความรูเหลาน้ถี กู คนพบ ลองใช ดดั แปลง ถา ยทอดกนั มาเปน เวลา
ยาวนาน ผานกระบวนการขัดเกลาของกลุมคน จึงมีคาและมีความสําคัญย่ิงนัก เปนมรดกทาง
ภูมิปญญาของมนุษย ท่ีทุกคนควรรู รักษา พัฒนา และนํามาปรับใชพัฒนาชุมชนทองถิ่นใหเขมแข็ง
สามารถพึ่งตนเองไดอ ยา งยั่งยนื (ประภากร แกว วรรณา. 2554: 184)
นอกจากนี้ ภูมิปญญาทองถิ่น ยังหมายถึง องคความรู ความสามารถ และทักษะของคนใน
ชุมชนที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณท่ีผานกระบวนการเลือกสรร เรียนรู ปรุงแตง และถายทอด
สืบตอ กันมา เพ่ือใชแกป ญ หาและพัฒนาวิถีชีวติ คนในชุมชนใหสมดลุ กับสภาพแวดลอมและเหมาะสม
กับยุคสมัย และจําแนกสาขาออกเปน 10 สาขา ไดแก 1) เกษตรกรรม 2) อุตสาหกรรมและ
หตั ถกรรม 3) การแพทยแผนไทย 4) การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม 5) กองทุนและ
ธุรกิจชุมชน 6) สวัสดิการ 7) ศิลปกรรม 8) การจัดการ 9) ภาษาและวรรณกรรม 10) ศาสนาและ
ประเพณี (สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง ชาต.ิ อา งถงึ ใน ภาณุวัฒน ภักดวี งศ. 2552 : 11)
ลักษณะของภูมปิ ญญา มดี ังตอ ไปน้ี
1) เปนเรอื่ งของการใชค วามรู ทกั ษะ ความเช่อื และพฤตกิ รรม
2) แสดงถงึ ความสัมพนั ธร ะหวางคนกับคน คนกบั ธรรมชาติ และคนกบั ส่ิงเหนือธรรมชาติ
3) เปนองครวมหรอื กิจกรรมทกุ อยางในชีวติ
4) เปนเร่ืองการแกปญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู เพื่อความอยูรอดของบุคคล
ชุมชน และสงั คม
5) เปนแกนหลกั หรอื กระบวนทัศนในการมองชีวติ เปนพน้ื ความรใู นเร่ืองตางๆ
6) มีลักษณะเฉพาะหรอื เอกลักษณในตัวเอง
7) มกี ารเปลยี่ นแปลงเพอื่ การสมดุลในการพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา
การเกิดภูมิปญญามีกระบวนการที่เกิดจากการสืบทอด ถายทอดองคความรูที่มีอยูเดิมใน
ชมุ ชนทอ งถิ่นตา งๆ แลว พฒั นาเลอื กสรร ปรบั ปรุงองคความรูเหลาน้ันจนเกดิ ทักษะและความชํานาญ
ที่สามารถแกไขปญหา และพัฒนาชีวิตไดอยางเหมาะสมกับยุคสมัย แลวเกิดภูมิปญญา (องคความรู)
ทเี่ หมาะสมและสืบทอดพฒั นาตอไปอยา งไมส ้ินสดุ (ภาณวุ ฒั น ภกั ดีวงศ. 2552 : 12)
ประเภทของภูมิปญ ญาทองถ่นิ มีรายละเอียดดังตอ ไปน้ี
1) ภมู ิปญญาชาวบา นเพื่อการยังชีพ ภมู ิปญญาชาวบานเพอ่ื การยังชีพมีขึน้ เพ่ือการมีชีวิตอยู
รอด อยูอ ยา งมีความสุขสบายตามอตั ภาพ เปนภมู ปิ ญ ญาเกีย่ วกับการเสาะหาปจจยั พ้ืนฐานในการยัง
ชพี ไดแ ก
1.1) ภูมปิ ญ ญาเก่ียวกับการทํามาหากิน เริ่มต้ังแตภูมปิ ญญาการเก็บเกยี่ ว การหาของปา
ลาสัตว การทําและใชเคร่ืองจับสัตว เปนตน ภูมิปญญาเหลานี้คอยพัฒนาข้ึนเปนอาชีพ มีรูปแบบ
เครือ่ งมอื เคร่อื งใชเฉพาะตัวเฉพาะถิน่ ขึน้
1.2) ภมู ปิ ญ ญาเก่ียวกับที่อยูอาศัย เชน การสรางบานสรางเรือน ภมู ปิ ญ ญาการเลือกใชว ัสดุ
1.3) ภูมิปญญาเก่ียวกับวัฒนธรรมโภชนาการ ไดแก ภูมิปญญาในการเลือกสรรอาหาร
วิธปี รุง และวธิ ถี นอมอาหาร
1.4) ภูมิปญญาเก่ียวกับเคร่ืองนุงหม ไดแก ภูมิปญญาในการนําสิ่งตางๆ มาปกปดรางกาย
ใหอบอนุ เชน ภมู ิปญญาในการทาํ และใชด ินเผาเพื่อปนฝาย การคิดทาํ ฟม และกสี่ าํ หรับงานทอ
1.5) ภูมิปญญาเกี่ยวกับยารักษาโรค ไดแก การนําสมุนไพร สัตว แรบางชนิด มาใชเปน
ตัวยา การผสมยา การใชย า เปนตน
2) ภูมิปญญาเกี่ยวกับการพิทักษชีวิตและทรัพยสิน ผูคนทุกหมูเหลาตางพยายามจะใหตนมี
ชีวิตทม่ี น่ั คง จึงทุม เทใชสติปญญาและสง่ิ เอื้ออํานวยตา งๆ เพ่ือใหบรรลคุ วามตองการ
3) ภูมิปญญาเกี่ยวกับการสราง พิทักษฐานะและอํานาจผูคนทุกหมูเหลา ยอมอาศัยฐานะ
และอํานาจเพื่อชวยในการดํารงชีวิต ทั้งน้ียอมแตกตางกันไปตามโครงสรางของสังคม ขีดจํากัดของ
การศึกษา ขีดจาํ กัดทางวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี โดยภูมปิ ญญากลุมน้ีมีท้ังดา นเศรษฐกจิ สงั คม
(สทุ ธิวงศ พงศไพบลู . อางถึงใน ประภากร แกว วรรณา. 2554: 186)
นอกจากนภ้ี ูมปิ ญญายังสามารถแบงประเภทไดเปน 3 ประเภทใหญๆ คอื
1) ภูมิปญญาจากการใชชีวิตในธรรมชาติ เปนเนื้อหาเก่ียวกับการอธิบายความสัมพันธ
ระหวางชีวิตกับธรรมชาติในลกั ษณะของกฎเกณฑท่ีพึงปฏิบัติและขอหามที่ไมใหช าวบานปฏบิ ัติ เชน
ความเชื่อตอธรรมชาติตางๆ เรื่องของผี ที่ทําใหเกิดภาวะสมดุลของการอยูรวมกันระหวางคนกับ
ธรรมชาติ ระบบเหมอื งฝาย ผนี ้าํ ผนี า เปน ตน
2) ภูมิปญญาจากประสบการณการอยูรวมกัน ภูมิปญญาแบบน้ีมีพฤติกรรมตามแบบแผน
ของสังคมมีกฎเกณฑบอกวาอยางนั้นดี หรือไมดี มีระบบความสัมพันธของการอยูรวมกันอยางสันติ
เปนหลัก มีความเขาใจในอนิจจังของชีวิตเปนแกนสูงสุด รูปธรรมพึงแสดงออกคือ ความเชื่อเรื่อง
บรรพบรุ ษุ เชน ปูตา ผีพอแม และพธิ กี รรมตา งๆ เปนตน
3) ภูมิปญญาจากประสบการณเฉพาะดาน เชน ภูมิปญญาจากประสบการณการทํามาหา
กินในดานตางๆ ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรค มีองคประกอบหลักๆ อยูสามสวนใหญๆ คือ
เปลอื กนอก กระพี้ และแกนใน เชน การรกั ษาโรค เปลือกนอกคือการวเิ คราะหส าเหตุของอาการโรค
กระพี้ คอื หลกั คิดในการอธิบายโรค วเิ คราะหโ รค และการรกั ษาพยาบาล สว นแกน ใน คือ ปรชั ญาใน
การมองชวี ติ วา รักษาถงึ ทส่ี ุดและคนปวยตายกเ็ พราะถึงความหมดอายสุ นิ้ เคราะหกรรม
(เอกวิทย ณ ถลาง. อางถึงใน ประภากร แกว วรรณา. 2554: 188)
การสืบสานภมู ปิ ญญาทองถน่ิ
การศึกษาดานภูมิปญญาทองถิ่นมีความจําเปนอยางย่ิงท่ีตองสงเสริมใหดํารงอยูเพื่อเปน
ฐานความรูความรภู ูมิปญญาทองถ่นิ โดยมีรายละเอยี ดดงั ตอ ไปนี้
1) ยกยอง “บุคคลตัวอยางภูมิปญญาทองถ่ิน” ใหสามารถถายทอดความรู ประสบการณ
และพัฒนาผลงานของตนไดอ ยางตอเนื่องและมีคุณภาพ
2) จัดใหมีศูนยปญญาทองถิ่นเปนแหลงการเรียนรูภูมิปญญาของชุมชน อาจเปนแหลง
เรียนรทู มี่ ีอยแู ลวในชุมชน เชน บานของปราชญช าวบาน วัด ศาลากลางบา น เปน ตน
3) ประกาศยกยองเชิดชูเกียรติผูทรงคุณวุฒิทางปญญาทองถ่ินทั้งในระดับทองถ่ิน และ
ระดบั ชาติ
(กฤษฎา ศรีธรรมา. 2554 : 200)
2. แนวคิดเกีย่ วกบั การรกั ษาโรคดวยภมู ิปญญาพ้ืนบา น
2.1 ภูมปิ ญญาพืน้ บา นดานการบําบดั รักษา
ภูมิปญญาทองถ่ินเก่ยี วกับยาพื้นบานมีความสาํ คัญอยางย่ิงตอการดํารงชพี ของผูคนจะเหน็ ไดวา
องคการอนามัยโลกพบประชากรรอยละ 80 ที่อยูอาศัยในประเทศกําลังพัฒนายังคงตองพ่ึงพาการ
รักษาโดยวิธีการทางการแพทยแบบดั้งเดิม และพืชสมุนไพรกวา 2 ใน 3 ของโลก หรืออยางนอย
35,000 ชนดิ ที่มคี ุณคาทางยาไดมาจากประเทศทีก่ าํ ลงั พฒั นา (ปารินุช บรสิ ทุ ธิศ์ รี. 2553 : 152)
วิถีชีวิตคนไทยแตด้ังเดิมผูกพันอยูกับธรรมชาติ และพ่ึงพาอาศัยผลผลิตจากปาบาง
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบาง ซ่ึงลวนผูกพันกับตนไม ผืนดิน ผลิตผลจากปา และทรัพยากรที่มีอยู
ใกลตัว ความรูเรื่องการใชพืชบําบัดรักษา นาจะเริ่มมาจากพรานปาท่ีเฝาสังเกตอาการของสัตวปาท่ี
บาดเจ็บ สัตวปารูจักวิธีการรักษาตนเองดวยตนไม ใบหญาบางชนิด พรานปาเมื่อรูวาพืชชนิดใดท่ี
สัตวปากินก็นํามาทดลอง จดจําจนกระทั่งก็เกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง มีการจดบันทึกเปนปมู หรือ
ตํารับยา โดยมีหมอยาพ้ืนบานเปนผูสืบทอดความรูเหลานั้นจนกลายเปนมรดกทางภูมิปญญา (จิรา
ภรณ เจริญเดช. 2545 : 6)
หมอยาพืน้ บานตามกฎกระทรวงกาํ หนดหลักเกณฑและวธิ ีการสรรหากรรมการผูทรงคุณวุฒิ
พ.ศ. 2546 ของพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาแพทยแผนไทย พ.ศ. 2542
ใหความหมายวา หมอยาพ้ืนบาน หมายถึง บุคคลซ่ึงมีความสามารถในการสงเสริมและดูแลสุขภาพ
ของพระชาชนในทองถ่ินดวยภูมิปญญาการแพทยแผนไทยตามวัฒนธรรมชุมชนสืบทอดกันมานาน
เปนที่นิยมยกยองจากชุมชนโดยมีประชาชนในหมูบานรับรองไมนอยกวาสิบคน หรือเปนผูไดรับการ
รับรองจากองคกรปกครองทองถ่ิน (รัชนี จันทรเกษ ประพจน เภตรากาศ และวิชัย จันทรกิติวัฒน.
2553 : 46) ตลอดจนหมายรวมถึงการดูแลสุภาพกันเองในชุมชนแบบดั้งเดิมจนกลายเปนสวนหน่ึง
ของวิถีชีวิตเก่ียวของกับความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และทรัพยากร ที่แตกตางกันไปใน
แตละทองถ่ินและเปนท่ียอมรับของชุมชนนั้น (กันทิมา สิทธิธัญกิจ และพรทิพย เติมวิเศษ. 2547:
147)
ภูมิปญญาการแพทยพ้ืนบานหรือหมอยาพ้ืนบานเปนภูมิปญญาที่มีควบคูสังคมไทย ผูกพัน
และเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และการใชประโยชนจาก
ทรัพยากรและสืบทอดเปนการแพทยประสบการณทองถิ่นที่อิงกับบริบทของสังคม วัฒนธรรม และ
สภาพแวดลอ ม ทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่แตกตางทําใหเ ปนการแพทยท่มี ีเอกลกั ษณและมีความหลากหลาย
เฉพาะถ่ิน ดังน้ันการแพทยพ้ืนบานจึงเปนการดูแลสุขภาพตามคติความเช่ือและการดําเนินชีวิต
อาจแบงเปน การแพทยประสบการณ การแพทยโหราศาสตร การแพทยแบบอํานาจเหนือธรรมชาติ
เปนตน แตทั้งน้ีการแพทยพ้ืนบานจะแตกตางกันในแตละทองถิ่น จึงทําใหการแบงการแพทยพ้ืนบาน
ออกเปน 4 ภาค (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ. (2550: 15 - 16)
ดังรายละเอยี ดตอไปนี้
1. การแพทยพ้ืนบานภาคเหนือ เช่ือมโยงกับวิถีชีวิตจิตวิญญาณ ธรรมชาติและส่ิงที่เปนอยู
เหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะองคความรูในการดูแลสุขภาพ มีความเชื่อวาคนประกอบข้ึนจากรูปกับนาม
คือ กาย (ธาตุ) และจิต (ขวัญ) อยางสมดุลและสัมพันธกันกับความเช่ือเรื่องของกรรมที่อาจไปสัมพันธก นั
เชน คนกับชุมชน คนกับผีหรือจิตวิญญาณ หรือคนกับธรรมชาติ หรือส่ิงท่ีอยูเหนือธรรมชาติ ตัวอยาง
การแพทยพ ื้นบานภาคเหนอื เชน ฮองขวญั กินออพญา ยํา่ ขาง ตอกเสน ฟอ นเชงิ เช็ดแหก เปน ตน
2. การแพทยพื้นบานภาคอีสาน ชาวอีสานมีความเช่ือเรื่องผีแถนวา เปนผูสรางสรรพสิ่ง
ทําใหเกิดดินน้ําลมไฟ โลกและมนุษย การติดตอกับผีแถนโดยผานทางพิธีกรรมบุญบั้งไฟ และรํา
ผีฟา มีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ เร่ืองขวัญ ซึ่งเปนสิ่งรวมศูนยชีวิต ภูมิปญญาดานสุขภาพของคน
อีสานถึงสาเหตุของการเจ็บปวยจึงเปนความสัมพันธระหวางคนกับธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และส่ิงที่
เปนอยูเหนือธรรมชาติ ตัวอยางการแพทยพื้นบานอีสาน เชน หมอลําผีฟา การอยูไฟหรือการอยูกรรม
การสูข วัญ การบูชาผปี ตู า และโจลมะม็วด เปน ตน
3. การแพทยพื้นบานภาคกลาง ภาคกลางมักเรียกตัวเองวาชาวพุทธ เนื่องจากสวนใหญนับ
ถือศาสนาพุทธ วัดจึงเปนศูนยของชุมชน เปนศูนยกลางการรักษาสืบทอดตํารายาพื้นบาน ตลอดจน
การรักษาดวยเวทมนตคาถา ความเช่ือในทองถ่ินยังมีการนับถือผีบรรพบุรุษ ศาลพระภูมิเจาท่ี
นอกจากนี้ ภาคกลางยังเปนศูนยรวมผสมกลมกลืนของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชน วัฒนธรรม
มอญ อิสลาม และจีน เปนตน ดังนั้นความคิดความเชื่อในการดูแลรักษาสุขภาพจึงมีความหลากหลาย
ทั้งการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่น มีการปรับใชใหสอดคลอง
กลมกลืนกับวัฒนธรรมของชาวภาคกลาง ตัวอยางการแพทยพื้นบานภาคกลาง เชน การเหยียบเหล็ก
แดงของหมออิสลาม การทํานายพยากรณปญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพดวยวิถีธรรม การรักษาผูปวย
ดวยวัฒนธรรมชอง การนวดพ้ืนบา นภาคกลาง เปนตน
4. การแพทยพ้ืนบานภาคใต นับเปนแหลงท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ท้ังพราหมณ
อิสลาม จีน มลายู ชาวใตมีความเชื่อเรื่องผีไมตางจากชาวลานนาและชาวอีสาน เช่ือวามีผีสถิตอยูใน
ธรรมชาติ เชน ผีเจาปา เจา เขา เจาทน่ี า และยังนับถือผบี รรพบุรุษ หรอื ท่ีเรยี กวา ครูโนรา ในเรือ่ งความ
เจ็บปวย ชาวใตเช่ือวา เกิดจากอํานาจเหนือธรรมชาติ และอํานาจความผิดปกติทางสังคม การแพทย
พื้นบานภาคใต ตัวอยางเชน โตะบิแด (หมอตําแยชาวไทยมุสลิม) โนราลงครู หมองู หมอยาสมุนไพร
และหมอบบี หมอนวดภาคใต เปนตน
ในการถายทอดความรูหรือภูมิปญญาหมอพ้ืนบาน ครูอาจารยทุกคนจะตองรูจักศิษยใหดี
ดูนิสัยใจคอ ดูความอดทนพากเพียรของลูกศิษย คุณสมบัติท่ีสําคัญของลูกศิษยคือ จะตองเปนผูท่ีมี
ความเมตตากรุณาตอบุคคลอ่ืน ครูบาอาจารยจะไมยอมถายทอดวิชาความรใู หกับบุคคลที่ไมซื่อสัตย
ไรศีลธรรมและคุณธรรมเด็ดขาด ท้ังน้ีเพราะเกรงวาวิชาท่ีตนเรียนมาเพื่อชวยเหลือบําบัดทุกขใหกับ
ผูอ่ืน จะถูกนําไปใชในทางท่ีไมถูกไมควร และเกิดอันตรายถึงแกชีวิตได (โอภาส ชามะรัตน. 2548 :
134)
สําหรับการแพทยแ ผนตะวนั ตกซง่ึ เปน ระบบบริการรักษาพยาบาลหลักในปจจุบนั มีลักษณะ
ท่ีเนนเร่ืองความถูกตอง โดยใชวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการพัฒนาอยางเปนระบบ ทําใหระบบ
คิดของการแพทยพ้ืนบานและแพทยแผนไทยถูกปฏิเสธ จะไดรับการยอมรับบางก็เฉพาะที่เปนสวน
ซ่ึงสามารถพิสูจนและทดลองดวยหลักวิทยาศาสตรได การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเชนน้ีสําคัญ คือ
เปนการแยกระบบการดูแลสุขภาพออกจากหนาที่ทางสังคม แยกการรักษาแบบพ้ืนบานออกจาก
ความผกู พันของธรรมชาติ และทําใหช ุมชนไมสามารถพึ่งตัวเองในดานการรักษาสุขภาพได อยางไรก็
ตามจากแนวคิดในการดูแลระบบสุขภาพแบบ “องครวม” ไดทําใหสังคมไทยหันกลับมาให
ความสําคัญกับภูมิปญญาแพทยพื้นบาน แพทยแผนไทย และแพทยทางเลือกมากข้ึน การนําองค
ความรูภูมิปญญาของแตละทองถ่ินกลับมาผสมผสานประยุกตใชในระบบบริการสุขภาพน้ัน
จาํ เปน ตองไดรับแรงสนบั สนุนทางการเมืองท่ีเขมแข็ง มีการสรางความรูดวยการศึกษาวิจัย การสราง
คนใหจ ดั การศึกษาอบรม และมีการจดั บริการใหการดูแลบริบาลสุขภาพอยา งเปน รูปธรรม ดังปรากฏ
เปนที่ประจักษอยางชัดแจงในประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซ่ึงถือเปนตัวอยางรูปธรรมของ
ความสาํ เร็จในการพลกิ ฟนองคความรู ภูมิปญ ญาแพทยของตนใหมีบทบาทสาํ คัญอยา งทัดเทียม หรือ
เหนือกวาชาติตะวันตก (สวุ ทิ ย วบิ ลุ ผลเจริญ ประพจน เภตรากาศ และคณะ. 2551 : 119 – 125)
กลาวโดยสรุป ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน คือองคความรูดาน
การดูแลรักษาคนในชุมชนใหหายจากการเจ็บปวย โดยการอาศัยระบบความเชื่อ พิธีกรรม และ
ธรรมชาติที่อยูรอบตัว อาทิ สมุนไพรจากพืช แรธาตุ และสัตว มาใชในการบําบัดรักษา โดยองค
ความรูดังกลาวผานกระบวนการของการเรียนรู สังเกต ทดลองใช จนเปนที่ยอมรับนับถือและเปนที่
พง่ึ ของคนในชุมชนดานการดูแลตนเองเกี่ยวกบั สุขภาพไดอยา งย่ังยนื
2.2 องคป ระกอบดา นการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพืน้ บา น
ระบบการแพทยพื้นบาน หรือองคประกอบดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบาน
มีองคประกอบที่สําคัญอยู 4 ประการ (กันทิมา สิทธิธัญกิจ และพรทิพย เติมวิเศษ. 2547: 147)
ไดแก
1. ความเช่ือเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรค การแพทยพื้นบานมีความเชื่อเกี่ยวกับ
สาเหตุของการเกิดโรคอยู 2 ประการ ประการแรกเช่ือวา โรคหรือความเจ็บปวยเกิดจากส่ิงเหนือ
ธรรมชาติ ไดแก การเจ็บปวยท่ีเกิดจากการกระทําของผี ท่ีเกิดจากกรรมหรือกฎแหงกรรม เกิดจาก
ไสยศาสตร พลังอํานาจเวทมนต คาถา ความเจ็บปวยที่เกิดจากวิถกี ารโคจรและตาํ แหนงของ ดวงดาว
และความเจ็บปวยที่เกิดจากการละเมิดขนบธรรมเนียมประเพณี ประการที่สอง คือ โรคและความ
เจ็บปวยที่เกิดจากธรรมชาติเปนความเจ็บปวยท่ีเกิดจากการเสียสมดุลของรางกายตามอายุและ
เงอ่ื นไขของแตละบคุ คลตามสิ่งแวดลอมทางธรรมชาตแิ ละสังคมของบคุ คลนั้น
นอกจาก เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ. (2540: 16 - 17) ยังระบุความเช่ือเกี่ยวกับสาเหตุที่ทําให
เกิดความเจบ็ ไขไดป วยในมนุษยแบงไดเปน 3 กลุม ใหญ คือ
1) เชื่อวาความเจ็บปวยเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ไดแก ผีบรรพบุรุษ ส่ิงที่มีอํานาจ
เชน ผีปา ผีบาน ปศาจ ผีหรือส่ิงของท่ีผูอ่ืนเสกมากระทําโทษ เชื่อในเร่ืองของเทพ เรื่องของพระเจา
ลงโทษผูทําผิดจารีต ประเพณี ความเช่ือน้ีมีอยูโดยทั่วไป แตกตางตามท่ีอยูและวัฒนธรรมของแตละ
ทอ งถนิ่
2) เชื่อวาความเจ็บปวยเกิดจากธรรมชาติ ไดแก การเสียสมดุลของรางกายอัน
ประกอบไปดวยธาตทุ ้ัง 4 การเสียสมดุลของความรอน – ความเยน็ การเสยี สมดลุ ของโครงสรางรางกาย
3) เช่ือวาความเจ็บปวยเกิดจากพลังจักรวาล ไดแก อิทธิพลของดวงดาวตาง ๆ ซ่ึงมี
ท้ังพลังท่ีสรางสรรค และพลังที่ทําลายตอสุขภาพ หากพลังใดมากกวาก็จะสงผลใหสุขภาพดีหรือรายไป
ตามนัน้
2. วิธีรักษาของหมอยาพื้นบาน จะมีความหลากหลายแตกตางกันในแตละพ้ืนท่ี ท้ังนี้
ข้ึนอยูกับสภาพแวดลอมทางนิเวศวิทยา ความเชื่อเก่ียวกับสาเหตุของการเกิดโรค และประเภทของ
หมอ อยางไรกต็ าม หมอพืน้ บานทกุ ประเภทมีกระบวนการรักษาเปน ขั้นตอนหลักๆ ทม่ี ัก ไมแ ตกตาง
กันอยู 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการตั้งเคร่ืองบูชาครูหรือภาษาถ่ินอีสาน เรียกวาการตั้งคาย อัน
ประกอบดวยขันธ 5 ไดแก ดอกไมขาว 5 คู เทียน 5 เลม และเงินคาคาย 6 – 24 บาท แลวแต
ประเภทของหมอ ขนั้ ตอนการวินจิ ฉยั โรค เม่ือผปู ว ยนําคายมาบูชาครูแลว หมอจะทําการวินจิ ฉัยโรค
ตามวิธีการของแตละประเภท ซ่ึงมีรายละเอียดแตกตางกันไป เม่ือวินิจฉัยโรคแลวก็เปนข้ันตอนของ
การรักษาที่หมอจะทาํ การรกั ษาตามกรรมวธิ ีของตน โดยอาจใชสมนุ ไพร การเปาเสก ทาน้ํามัน ทําพิธี
การขับไลผีหรือทําพิธีสูขวัญ เปนตน กรณีท่ีไมหายจะแนะนําใหผูปวยไปรักษารูปแบบอื่นตอไป
ข้ันตอนสุดทาย เปนขั้นตอนของการปลงคาย เมื่อผูปวยหายจากโรคแลวจะยกเครื่องบูชาครูใหหมอ
ในทองถนิ่ อสี านบางแหง เครื่องบชู าครจู ะประกอบดว ย ไดแก ดอกไมข าว 5 คู เทียน 5 เลม ผาซ่นิ 1
ผืน และเงินคูสมนาคณุ หรอื สมนาคณุ ตามฐานะของผปู ว ย
3. หมอพ้ืนบาน เปนองคประกอบท่ีสําคัญมากของการแพทยพ้ืนบาน หมอพ้ืนบานมี
หลายประเภท ถา จาํ แนกโดยใชเกณฑตามความเช่ือเก่ียวกบั สาเหตุของการเจ็บปว ย สามารถจําแนก
ออกเปนดังนี้ ประเภทของหมอที่รักษาความเจ็บปวยที่มีสามารถมาจากส่ิงเหนือธรรมชาติ ไดแก
หมอธรรม หรือหมอสอง หมอลําผีฟา หมอสูขวัญหรือหมอสงขวัญ ประเภทของหมอท่ีรักษาความ
เจบ็ ปวยทีม่ สี าเหตุจากธรรมชาติ ไดแ ก หมอสมนุ ไพร หมอกระดูก หมอนวด
4. ผูปวยท่ีมารับการรักษา พบวาผูปวยท่ีมารับการรักษากับหมอยาพื้นบานสวนใหญมี
ฐานะยากจนจบการศึกษาภาคบังคับและมีอาชีพเกษตรกรรม ส่ิงนี้เปนเครื่องยืนยันวาการแพทย
พนื้ บานยงั มีบทบาทสาํ คัญในการดแู ลสุขภาพของประชาชน
(กนั ทิมา สทิ ธิธญั กจิ และพรทิพย เตมิ วิเศษ. 2547: 147)
จากองคความรูดังกลาวขางตน จะเห็นวาองคประกอบดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พื้นบาน หรือระบบการแพทยพ้ืนบานมีรากฐานทางความคิดเกี่ยวกับความเชื่อดานการเกิดโรคของ
คนในชุมชนวา สัมพันธกับส่ิงเหนือธรรมชาติ อันไดแก การเจ็บไขไดปวยอาจเกิดจากการกระทําของ
ผูปวยท่ีปฏิบัติไมถูกตองตามจารีตครรลองของสังคม จนทําใหไดรับการลงโทษจากสิ่งศักด์ิสิทธิ์
เทวดาหรือผีที่คุมครองชุมชนนั้น และเชื่อวาการเจ็บปวยเปนเร่ืองที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติ ฉะน้ันเมื่อ
เชอื่ เกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บปว ยเกดิ จากเหตุผลดังกลาวขางตน การบาํ บดั รักษาจะตองสอดคลอง
กัน นั่นคือใชวิธีการรักษา โดยการใชคาถาอาคม การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบวงสรวงเทพเจา
การสะเดาะเคราะหตอชะตา การใชส มุนไพร และการกินอาหารปรับสมดลุ ของรางกาย การนวด การอบ
การประคบ โดยหมอพื้นบา น อาทิ หมอธรรม (หมอท่ใี ชคาถาในการรักษาโรค) หมอสอง หมอลําผฟี า
และหมอสมุนไพร เปนตน สวนผูท่ีเขารับการรักษามักเปนคนในชุมชนที่มีความคิดความเชื่อเรื่อง
อํานาจเหนือธรรมชาติ และเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการเจ็บปวยตามชวงอายุวัย รวมถึงกําลัง
ทรพั ยใ นการบําบดั รกั ษาจงึ จาํ เปนตอ งพง่ึ พาหมอยาพ้นื บานเพื่อชว ยในการดแู ลสุขภาพของตน
2.3 ประเภทหมอยาพนื้ บา น
การจดั ประเภทหมอพ้ืนบา น รัชนี จนั ทรเกษ ประพจน เภตรากาศ และ วิชัย จันทรกติ ิวัฒน
(2553: 46 - 47) ไดจัดประเภทหมอยาพ้ืนบานเปนประเภทตา งๆ ไวดังน้ี
1. หมอพิธีกรรม ไดแก ผูทําหนาที่ในการรักษาโดยการใชอํานาจท่ีเหนือธรรมชาติ มนต
คาถา และบางรายยังใชส มุนไพรประกอบในการรกั ษาอีกดว ย
1.1 หมอดู หมอมอ หรือหมอสอง เปนผูที่ทายโชคชะตาหรือหาสาเหตุของการเจบ็ ปวย
เพ่ือชวยใหผปู วยไดเ ลือกแหลง วิธีการ และฤกษย ามในการรกั ษา
1.2 หมอสะเดาะเคราะห หรือหมอเสียเคราะห ทาํ หนา ทส่ี ะเดาะเคราะหใ หแกชาวบาน
เมื่อเกิดเหตุการณไมดีตาง ๆ ที่ชาวบานเชื่อวาจะนําโชคราย หรือโรคภัยมาสูตนเองและครอบครัว
การสะเดาะเคราะหมักจะทําทั้งใน เพ่ือผูปวยอาการหนัก และผูปวยระยะพักฟน เพื่อเปนการบํารุง
ขวญั กําลังใจของผูป ว ย
1.3 หมอมนต หมอน้ํามนต หมอเสก หรือหมอเปา เปนผูที่รักษาผูปวยท่ีเกิดจากการ
กระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ มีการพรมนํ้ามนตบริเวณบาดเจ็บหรือหมอรักษาผูปวยกระดูก
เคลื่อน กระดกู หัก โดยการใชเวทมนตคาถา นํา้ มนตและสมนุ ไพร
1.4 หมอผี เปนผทู ่ใี ชคาถาอาคมเกยี่ วกับภูตผี ในการรักษาผปู ว ยทีส่ งสัยวา เกดิ จากการ
กระทาํ ของผรี าย
1.5 หมอธรรม เปนผูที่เรียนเวทมนตคาถาเพื่อปราบผี ชวยรักษาผูที่ถูกผีทํา โดยใชเวท
มนตคาถา
1.6 หมอลําผีฟา เปนผูท่ีรักษาผูปวยที่เกิดจากการกระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ
โดยการรําและรองไปรอบๆ ผูปวยพรอมออนวอนขอใหผีฟา เทวดา รวมท้ังวิญญาณส่ิงศักดิ์สิทธิ์
ทัง้ หลายมาชว ยรักษา
1.7 หมอทําขวัญ เปนผูท่ีมีความชํานาญในการทําพิธีเก่ียวกับขวัญ เปนการทําพิธี
ปองกันและรักษาไมใหเกิดความเจ็บปวยรุนแรง รวมทั้งทําพิธีเรียกขวัญใหแกผูปวยในระยะพักฟน
ทัง้ นเี้ พ่ือเปนการบํารุงขวญั กําลงั ใจแกผปู ว ย
1.8 หมอทรง เปนผูทําหนาที่ในการรักษาและมีความสามารถในการติดตอกับวิญญาณ
ของบคุ คลสําคญั เพ่ือใหวิญญาณเหลา นัน้ บอกยาและกรรมวธิ ีรกั ษา
2. หมอยาสมุนไพร หมอยา หรือหมอยาหมอ เปนผูท่ีใหการรักษาโดยใชสมุนไพร ใน
ลักษณะยาเดย่ี วหรอื ตามตํารับยาไทย หรือยาพ้นื บาน
3. หมอนวด เปนผูที่ใหการรักษาดวยการจับเสนในรางกาย บีบนวดใหหายจากความ
เจ็บปวย รวมถึงการใชการอบประคบ การเหยียบเสน แหก ย่ําขาง เหยียบเหล็กแดง การใชน้ํามัน
นวด และอน่ื ๆ ทีม่ ลี กั ษณะการรักษาทางกายภาพ
4. หมอตําแย หมายถึง ผูท่ีมีความชํานาญในการทําคลอดดวยวิธีแผนโบราณหรือแบบ
พื้นบา น ซ่ึงมีความรูในการดูแลแมและเด็ก กอนคลอด ระหวา งคลอด และหลงั คลอด
นอกจากน้ีรองศาสตราจารยสมพร ภูติยานันต (2542 : 56) ยังระบุประเภทของหมอทาง
การแพทยแ ผนไทย คือ ผูทมี่ ีความรู ความชาํ นาญ เฉพาะโรค ไดแ ก
1. หมอยา ชํานาญดา นการใชย าสมนุ ไพร
2. หมอนวด ชํานาญดานการนวดกาย
3. หมอแหก ชาํ นาญดานการแหกเสน
4. หมอเปานา้ํ มนต ชาํ นาญดานการเสกเปา
5. หมอดเู มอื่ ชาํ นาญดานการดหู มอสะเดาะเคราะห
6. หมอผี ชาํ นาญโรคผีกระทํา ถกู คณุ ไสย
7. หมอกระดูก ชาํ นาญการจัดตอกระดูก
8. หมอสักยา ชํานาญการสกั ยาบนรางกาย
9. หมอประคบ ชํานาญการประคบตัวยา
10. หมอตาํ แย ชาํ นาญการทําคลอด
สอดคลองกับแนวความคิดของ วิมล จิโรจพันธุ ประชิต สะกุณะพัฒน และอุดม เชยกีวงศ.
(2548 : 182 – 190) ซ่ึงระบุประเภทของหมอยาพ้ืนบานตามความชํานาญหรือลักษณะของการ
เรยี นรู ดงั รายละเอียดตอ ไปน้ี
1. หมอมนต หมายถึง หมอที่รักษาโดยอาศัยเวทมนตรหรือคาถาเพียงอยางเดียว เชน เสก
หรือ เปา เพอื่ บริกรรมคาถาบริเวณท่ีเจบ็ ปวดเทา นน้ั
2. หมอนา้ํ มนต หมายถึง หมอทใี่ ชเ วทมนตรห รอื คาถาและทาํ นาํ้ มนตรดว ย เพ่อื ใหผปู ว ยดื่ม
อาบ หรอื ทานน้ํามนตนัน้
3. หมอผี หมายถึง หมอที่ใชคาถาสําหรับการรักษาท่ีเกิดจากการกระทําของผีชนิดตางๆ
เชน ผปี อบ ผีพราย เปนตน
4. หมอทรง หมายถึง หมอทสี่ ามารถติดตอ กบั วญิ ญาณ เพอื่ ใหว ิญญาณเหลา น้ันบอกยาหรอื
กรรมวิธีการรกั ษา
5. หมอไสยศาสตร หมายถงึ หมอทใ่ี ชไ สยศาสตร ควบคูก บั การใชส มุนไพรในการรกั ษาท้งั 5
ประเภท มีวิธกี ารรกั ษาทแี่ ตกตา งกันและมีจดุ ประสงคในการรักษาตามประเภทตา งๆ ดงั รายละเอียด
ดงั ตอไปนี้
5.1 โดยการภาวนา ขอรอง ออนวอน บอกกลาวเพื่อขอใหอํานาจน้ันๆ ชวยเหลือในสงิ่ ท่ี
ตนตองการ หรือพอใจ
5.2 โดยการแลกเปล่ียนส่ิงตอ งการดวยเครื่องสังเวยตา งๆ
5.3 โดยวธิ ีการเรียกรองความสงสาร จากการทนทุกขเวทนาทรมานสังขารตนเอง
5.4 โดยใชวธิ พี ลกิ แพลง ถา คนปว ยบอ ยๆ ใชว ธิ ีเปลีย่ นชื่อเพ่ือใหผ ีจําไมได
5.5 โดยใชวิธีบังคับ มักใชกับอํานาจขั้นตํ่า โดยมีเคร่ืองมือ เชน เวทมนตรคาถา หรือ
เครื่องรางของขลงั
การรักษาดวยไสยศาสตรน้ีเปนการรักษาท่ีไมสามารถบอกไดวาประสบผลสําเร็จมากนอย
เพียงใด เพราะตองอาศัยองคป ระกอบหลายอยา ง การตดั สนิ ความสําเรจ็ ของการศึกษา ควรพจิ ารณา
ถงึ ปจ จัยอ่นื ๆ ดังตอไปนี้
1) ความเชือ่ และความศรทั ธาอันเปนพน้ื ฐานทางจติ ใจของผปู วย
2) พิธีกรรม คือ สวนสําคัญท่ีสุดในการรักษา ถาการรักษาไมประสบผลสําเร็จ หมอ
ก็จะอางวาพิธกี รรมไมถ กู ตอ งสมบรู ณ
2.4 รปู แบบการรกั ษาของหมอยาพ้ืนบาน
กระบวนการหรือรูปแบบการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบาน สามารถจัดประเภทของ
รูปแบบการรักษาไดอยางหลากหลายสอดคลองกับความคิดความเชื่อเก่ียวกับสาเหตุของการเกดิ โรค
ดังทีก่ ันทมิ า สทิ ธธิ ญั กิจ และพรทพิ ย เตมิ วเิ ศษ (2547: 147)ไดจ ัดรปู แบบของการรกั ษาโรคหมอยา
พ้นื บา นไว ดังรายละเอยี ดตอ ไปนี้
1. การรักษาโดยไมใ ชย าสมุนไพร
1.1 การตอกเสน
การตอกเสนจะตองเรียนรูจักโรคตาง ๆ โดยการสอบถามคนปวยและ
วินิจฉยั โรคตามตาํ ราตอกเสน ซึ่งมจี ุดรกั ษาตาง ๆ ตามรา งกาย
1.2 การนวดพน้ื บาน
เปนการนวดท่ีถายทอดมาจากบรรพบุรุษไปสูลูกหลาน การถายทอดจะเปนไป
ในลักษณะกระทําใหดู แลวลูกหลานเรียนรูจดจํา ไมมีพิธีกรรม และเปนระเบียบการท่ีแนนอน จะใช
วิธีการกดตามจุดประสาท หมอนวดพ้ืนบานจะทราบเพียงแตวา กดจุดนี้จะทําใหสวนนั้นสวนน้ีหาย
ปวดเมื่อย ปวดตรงไหนก็เร่ิมทําที่จุดน้ันเลย การนวดจะใชนิ้วหัวแมมือนวดเปนสวนใหญ เพราะ
สามารถควบคุมการลงนํ้าหนักได และสามารถสัมผัสเสนท่ีกดไดดกี วาสว นอ่ืนๆ แตก ารนวด บางทาก็
ใชอวัยวะสวนอื่นชวย เชน ขอศอก และมีอุปกรณในการนวดดวยตนเอง เชน เปลือกหอย นมไม ไม
หมอนอย และกะลา เปน ตน
2. รกั ษาโดยใชย าสมุนไพร
สมุนไพรเปนสวนหนึ่งของระบบการแพทยท ี่มีพัฒนาการใชมาอยางตอเน่ืองควบคู
กับการพัฒนาของการแพทยพ้นื บาน และถอื ไดว าเปนรูปแบบการรกั ษาเยยี วยาหลักของระบบแพทย
พื้นบานโดยใชสมุนไพรในรูปแบบยาตม ยาฝน ยาตํารับ สมุนไพรท่ีใชเปนยานั้นไดผานข้ันตอนของ
พิธีกรรมตางๆ ที่ทําใหสมุนไพรมีสถานะมากกวาสารออกฤทธิ์ทางยา แตเปนสื่อแหงพลังอํานาจที่ทํา
ใหหายจากความเจ็บปวยได ในสวนของประชาชนสมุนไพรก็ยังมีบทบาท ในการดูแลสุขภาพของ
ประชาชนมาโดยตลอด สมุนไพรที่ประชาชนใชมักเปนสมุนไพรเดี่ยวท่ีหยิบใชไดงายและใชสดๆ
กระบวนการใชไมย ุงยากซบั ซอน ใชรักษาโรคงายๆ ที่มคี วามรุนแรงนอย
2.1 ยาตม (ยาหมอ) เปนการปรุงสมนุ ไพรโดยใชส มุนไพรแหงหรือสด ตมรวมกบั
นํา้ สว นของสมนุ ไพรมีทั้งใบ ลําตน แกน เมล็ดและราก ยาไทยสมัยกอนนิยมนยิ มตมในหมอดิน และ
ปากหมอยาใชใบตองสด หรือผาขาวบางปดหมอยา ประมาณครึ่งหน่ึงเพ่ือความสะดวกในการรินยา
และทห่ี มอยาจะมี “เฉลว” ซึ่งทาํ ดว ยไมไ ผจ ักเปน ตอกและสานเปนรปู คลายดาว เพ่ือปองกันของราย
ไมใหมารบกวน บางทีก็มีการผูกเหรียญสลึงไวปากหมอ เมื่อคนไขหายแลวจะนําเงินน้ีมาซ้ือของ
ทําบุญเพ่อื อุทศิ สว นกศุ ลใหเจาของตํารานั้น
2.2 ยาพอก เตรียมโดยนําสมุนไพรสดตําใหแหลก แตไมถึงกับละเอียด ถาตัวยา
แหง ใหเ ติมน้าํ หรอื เหลาลงไป แลวนาํ มาพอกบริเวณท่ีตองการเม่ือพอกยาแลวตองคอยหยอดนํ้าใหยา
เปย กชน้ื อยเู สมอ เพ่อื ไมใ หต วั ยาแหง ติดบาดแผลและผวิ หนงั
2.3 ยาฝน วิธีนี้เปนการปรุงยาอยางสามัญ คือ เอายามาฝนบนหินบดยา หรือ
ฝาละมี กบั น้าํ กระสายยา
3. รักษาโดยวธิ ีอื่นๆ ตามความเชอ่ื ของแตละทองถ่ิน
3.1 ลําผฟี า
ผีฟา เปนคติดั้งเดิมของชาวอีสานที่มีบทบาทตอสังคมสวนรวมและมีอุปการคุณ
มาก กอ ใหเ กดิ ความสามัคคสี งบสุขในสงั คม และเสรมิ สรา งพลังจิตในการตอสโู รคภัย
การลําผีฟา เปนพิธีกรรมการรักษาความเจ็บปวยโดยมีพื้นฐานความเชื่อผีฟา
ซึ่งเปนผีบรรพบุรุษที่พวกตนเคารพสักการะที่คอยชวยเหลือเม่ือยามเจ็บปวยหรือในภาวะความ
เดอื ดรอน โดยการประกอบพิธอี ัญเชญิ มาชวยขจัดปดเปา โรคภยั
คติความเชื่อ ผีฟาถือวาเปนผีที่มีอํานาจและอยูในฐานะสูงกวาผีอื่น ๆ ผีฟาเปนผี
ที่อยูบนฟา และถือวาเปนผีที่สําคัญที่สุดในความคิดของหมอลําผีฟา ความเชื่อเร่ืองผีฟาดังกลาวน้ี
พบวามีปรากฏอยูทั้งในประเทศจีน เวียดนาม ลาว และไทย ซึ่งเปนความเชื่อด้ังเดิม ชาวบานมักเรียก
รวมกันวา ผีฟา พญาแถน และในคตคิ วามเช่ือของชาวบาน ผฟี า พญาแถนเปน ขนุ ใหญแ ละมกี องทัพเปน
ของตนเอง อันปรากฏอยูในนิทานโบราณหลังจากท่ีมีการยอมรับนับถือศาสนาใหญๆ จากประเทศ
อนิ เดยี แลว แถนก็ถกู ปรับเปล่ยี นใหหมายถึง “เทพ” หรือ “สวรรค” เพื่อใหสอดคลองกับความรูใหมใน
ศาสนา ผีฟา พญาแถน เทพ และสวรรค นอกจากน้ียังมี แหน ขุนแผน และพระอินทร ท้ังหมดท่ีกลาว
มาน้หี มายถงึ ผฟี า เชน เดยี วกนั
ในรอบ 1 ป ชาวบา นจะจดั พธิ ีเล้ียงผีฟาที่บา นแมเมือง (โดยจัดเปน งานใหญพอกับ
งานบุญของหมูบานแถบภาคอีสาน เพ่ือใหลูกเมืองและผูปวยท่ีผีฟาเคยดูแลรักษาไดมารวมกันแสดง
ความเคารพ เซน ไหว ใหมีสุขภาพดี และครอบครัวคนในหมูบา นอยูเ ยน็ เปนสุขตลอดป
3.2 สูขวัญ คือ การทาํ พธิ ีกรรมกับผปู ว ยที่ไมส บาย ปวยเรื้อรงั
นอกจากรูปแบบของการรักษาดังกลาวขางตนแลว หมอยาพื้นบานยังมีขั้นตอนหรือ
กระบวนการในการบําบัดรักษาโรคที่เปนระบบอยางนาสนใจ (เพ็ญนภา ทรัพยเจริญ. 2540: 46 - 48).
ดังรายละเอยี ดตอไปนี้
1. การซักประวัติ
การแพทยแผนไทยมีแนวทางและมีวธิ ีการวินิจฉัยโรค มิไดแตกตางจากการแพทย
แผนอ่ืนมากนัก กลาวคือ มีการใหความสําคัญในเร่ืองขอมูล ประวัติสวนตัวของผูปวย ท่ีตางไปคือ
ตองการทราบวัน เดือน ปเกิดที่ชัดเจน อาจมีเวลาตกฟากดวย ทั้งน้ีเพราะการแพทยแผนไทย
ใหค วามสาํ คัญเก่ียวกบั ธาตุเจาเรือน ประวตั ิในวัยเด็ก การเกิดซางตางๆ การเกดิ โรคตานซาง ประวตั ิโรค
ประจําตัวที่เกิดสัมพันธกับฤดูกาล นิสัยและพฤติกรรมที่อาจเปนมูลเหตุของการเกิดโรค ตลอดจนถ่ินที่
อยูอาศัย หากหมอท่ีชํานาญเร่ืองพิธีกรรมก็จะซักถามเกี่ยวกับการกระทําผิดตอสิ่งตาง ๆ ที่เหนือ
ธรรมชาติ หากหมอที่สนใจหรือชํานาญการดานโหราศาสตรการแพทย มักจะซักถามเก่ียวกับการเกิด
เวลาเกิดที่แนนอน เรียกไดวาซักประวัติตามทฤษฎีสมุฏฐาน การเกิดโรค ไดแก ธาตุ อายุ อุตุ กาล
ประเทศ และพฤติกรรมมูลเหตุเกิดโรคย่งิ ไดขอมูลมากยงิ่ วนิ ิจฉัยแมน ยํามากข้ึน
2. การตรวจรา งกาย
2.1 การตรวจรางกาย ไดแก การพิจารณาลักษณะทั่ว ๆ ไปวา มีรูปรางบุคลิก
และนิสัยไปในทางธาตุอะไรเพ่ือประกอบกบั การพิจารณาธาตุเจาเรือน หรือธาตกุ ําเนิดที่ไดหาไวแลว วา
ยงั มบี คุ ลิกนิสยั เหมือนธาตุเจาเรอื นเดิมหรือไม
2.2 การตรวจการเตนของหัวใจ นักวิชาการบางทานกลาววา คนไทยลอก
การแพทยแผนจีนมาแตไมเรียนชีพจร คํากลาวน้ีคงไมจริง เพราะคนไทยรูจักจับชีพจรตามจุดตางๆ ทั่ว
รางกายสัมพันธกับขางข้ึนขางแรม เพื่อดูกําลังของคนไขกอนถายยาวา มีกําลังพอหรือไม นอกจากน้ัน
ยังมีการตรวจประตูลมของหมดนวด คอื การจบั ชพี จรท่ีขอมือเปรยี บเทียบกบั หลังเทา เพื่อดกู ารเดินของ
เลือดลมดหี รอื ไม
2.3 การตรวจไขในอดตี ใชม ือคลาํ เพ่ือตรวจสอบวา มีไขหรือไม
2.4 การตรวจดูตามอวัยวะของผูปวยท่ีมีอาการ เชน หู ตา ผิวหนัง กระดูก เปน
ตน ในคัมภีรโรคนิทานมีการบรรยายถึงธาตุท้ัง 4 จําแนกยอยท้ัง 42 ธาตุ โดยกลาววา เม่ือพิการหรือ
กําเริบจะมีลักษณะอยางไร เชน ผมพิการจะแหงแตกปลาย หนังศีรษะเปนตุมคัน มีรังแค เปนตน การ
ตรวจโรคกจ็ ะตรวจตามธาตยุ อยท้ัง 42 นั้น หมอจงึ ตอ งมีประสบการณแ ละจดจาํ ไดว าความผดิ ปกติเปน
เชนไร การตรวจบางอยาง เชน การตรวจปอด สวนใหญฟงจากภายนอก และพิจารณาการหอบ อาการ
ไอเปน เลือด ดังนน้ั หากปอดเริม่ ผดิ ปกติจะยากตอการวนิ ิจฉยั
2.5 การตรวจเลือดและโครงสรางของรางกาย หมอนวดไทยจะมีการตรวจวัด
องศาของขอตาง ๆ วาเคลื่อนไหวหรือติดขัดมากนอยเพียงใดกอนลงมือนวด และเม่ือนวดเสร็จจะตรวจ
ซ้าํ เพ่อื การเปนวดั วาเสน เอน็ หยอนดีแลวหรือไมเพียงใด
2.6 การตรวจส่ิงมีคุณกระทําโทษ หมอบางคนใชการน่ังทางในตรวจดูวาการ
เจ็บปวยครั้งนี้มีผีซํ้าดามพลอยหรือไม ผีท่ีมากระทําโทษตองการอะไร หรือการเจ็บปวยเปนวิบากกรรม
อนั ใด วธิ ีนมี้ ักใชไดผลในกลุม คนไขจ ิตเวช คนไขเ รอ้ื รงั คนไขท ่ีหมดกาํ ลงั ใจรักษา วิธรี กั ษามักใชพ ธิ ีกรรม
เชน การราํ ผีฟา การทาํ ขวัญ
2.7 การตรวจทางโหราศาสตร เปนการตรวจดูพื้นดวงชะตา ดูดาวเคราะหท่ีมี
อทิ ธิพลตอ สุขภาพ และดาวทจี่ รมากระทําโทษในราศตี าง ๆ
กลาวโดยสรุปประเภทของหมอยาพ้ืนบานจะถูกจัดประเภทตามลักษณะของการ
บาํ บัดรกั ษาซง่ึ จะสอดคลองกบั รากฐานทางความคิดวาดวยเรื่องของการเกดิ โรคภยั ไขเจบ็ ซ่งึ สามารถ
จัดแบง เปน ประเภทใหญ ๆ ได ดังตอ ไปนี้
1. หมอพิธีกรรม คือ หมอที่เช่ือวาการเกิดโรคภัยไขเจ็บตาง ๆ เกิดจากอํานาจเหนือ
ธรรมชาติ หมอพิธีกรรมจึงเปนสื่อกลางในการติดตอสื่อสาร การเจรจาตอรอง การออนวอนขอรอง
และการขจัดปดเปา โดยใชเวทมนตคาถา หรือน้าํ มนต จากหมอธรรม หมอสอง หมอน้าํ มนต หมอลํา
ผฟี า เปน ตน
2. หมอยาสมุนไพร คือ หมอท่ีเชื่อวาการเกิดโรคภัยไขเจ็บมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ
การเสียสมดุลของรางกาย หรือสภาวะเส่ือมโทรมของรางกาย จึงมีการใชสมุนไพรเพ่ือบําบัดรักษา
หรือปรับสภาวะของรางกายใหมีความสมดุล โดยใชวิธีการท่ีหลากหลาย เชน การตม การพอก การฝน
เปน ตน
3. หมอยาที่ไมใ ชสมุนไพร ไดแก หมอจับเสน หรือหมอนวด หมอสักยา หมอตอกเสน
หมอแหกเสน เปนตน ซึ่งหมอพ้ืนบานประเภทนี้จะตองอาศัยการเรียนรูจากครูอาจารย เอกสาร
สัง่ สมประสบการณดว ยตนเองจนชํานาญและสามารถรักษาผอู ื่นไดจนเห็นผลและเกิดการยอมรับจาก
คนในชมุ ชนอยางแพรห ลาย
2.5 การถายทอดความรูข องหมอยาพืน้ บา น
หมอพน้ื บานสารพัดแขนงท่ีมีอยูทุกหมูบา น รวมกันเปน ระบบการแพทยกระแสหลักของสังคม
ในอดีต เคยมีบทบาทในการบําบัด รักษา ฟนฟูผูปวย จนมีบารมี เปนผูเช่ือมประสานผูคนในสังคมให
เกิดความรัก ความเมตตา ชวยเหลอื เก้อื กลู ได เน่อื งจากหมอพื้นบานมีอาชีพเปนเกษตรกร เพยี งแตเคย
เจบ็ ปวยและไดรบั การบําบัดจากหมอพน้ื บานดว ยกันจนหายเปนปกติ จงึ ขอเรยี นวิชาตอจากผรู ักษาเพ่ือ
นําไปรักษาพ่ีนองลูกหลานบางรายสนใจเปนพิเศษก็ศึกษาเพิ่มเติม พรอมสะสมประสบการณในการ
รักษาจนมีช่ือเสียง ก็มีคนมาใชบริการมากข้ึน จึงสรางระเบียบกฎเกณฑของความสัมพันธท่ีหมอกับ
ผูปวย หรือหมอกับลูกศิษย (ผูท่ีรักษาหายหรือลูกผ้ึงลูกเทียน) หรือลูกศิษยกับลูกศิษย ตองปฏิบัติตอ
กนั (ณรงค เพช็ รประเสรฐิ พทิ ยา วองกุล. (บ.ก.). 2550: 185)
สําหรับหมอพ้ืนบาน (รวมทั้งหมอพระ) สวนใหญท่ีทํางานในชุมชนชนบท เชน หมอสมุนไพร
หมอตําแย หมอกระดูก หมอนวด เปนตน มกั จะมบี รรพบุรุษเปนหมออยูกอน แลว เรียนวิชาจากพอ แม
ปู ยา ตา ยาย หรอื อาจเรยี นจากหมอพืน้ บานหรือหมอพระในละแวกนนั้ กอนทีจ่ ะเรม่ิ เรียนจะตองมีพิธี
ไหวครูและมอบตัวเปน ศษิ ยกับครูตามประเพณี (สมพร ภตู ยิ านันท. 2542: 40)
การเรียนทางทฤษฎีอาศัยการศึกษาจากตําราเกาที่สืบทอดมา เชน สมุดขอย ใบลาน บางคน
อาจใชหนังสือตํารามาตรฐานที่มีขายในทองตลาด ในดานการปฏิบัติการเรียนจากประสบการณของ
อาจารยโดยตรง โดยการเปนผูชวยเหลือหมอหรือมีลูกมือคอยสังเกตและจดจําจนกระท่ังเกิดความ
ชาํ นาญ (สมพร ภูติยานนั ท. 2542: 41)
การถายทอดความรูหรือภูมปิ ญญาหมอพนื้ บาน เปน ศาสตรท ีต่ องอาศยั ความพยายาม ความ
อดทน ความพากเพียร การเรียนรูและการฝกฝนดวยตนเองท่ีจะจดจําคําสอน และตองหม่ันคอยสังเกต
ติดตามไถถามจากครูบาอาจารย ครูหมอพื้นบานจึงจําเปนตองมีการคัดเลือกถึงความเหมาะสมและ
คุณสมบัตขิ องลูกศิษย เชน จะตองดนู สิ ยั ใจคอ วา จะตองเปน ผูมีเมตตา ความซ่ือสัตย ความกตัญู และ
ความอดทน กลาวโดยสรุปคือ ตองเปนคนท่ีมีคุณธรรม เพราะนอกจากความรู ความชํานาญในศาสตร
การแพทยพ้ืนบานแลว คุณธรรมและจริยธรรมก็มีสวนสําคัญ เพราะชีวิตผูปวยอยูในกํามือของหมอ
น่นั เอง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสขุ ภาพ. 2550: 24)
การสืบทอดภูมิปญญาหมอพ้ืนบานมี 2 วิธี คือ การสืบทอดจากบรรพบุรุษ และการสืบทอด
จากครหู มอพนื้ บาน (มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ (2550: 24) ดงั น้ี
1. การสืบทอดจากบรรพบรุ ุษท่ีเปนหมอพื้นบาน เปน การสืบทอดทางสายเลือดผูที่ไดร ับการ
ถายทอดจะเปนผูท่ีมีโอกาสใกลชิดในการสังเกต ดูแลเก่ียวกับการรักษาการเจ็บปวยทําใหเกิดการจดจาํ
วธิ กี ารรักษา เกดิ แรงบนั ดาลใจท่ีจะเรียนรู และสบื ทอดการเปนหมอพื้นบา นทด่ี ีได
2. สืบทอดภูมิปญญาจากครูหมอพ้ืนบาน จะมีธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติ ตั้งแตการยก
ครู (ไหวครู) ติดตามการศึกษาจากหมอทั้งเรื่องสมุนไพร การตรวจโรค และวิธีการรักษาผูปวยภายใต
การกาํ กบั ดูแลของครูหมอ เม่อื เปนผูม ีความรูความชํานาญเรื่องยาสมนุ ไพร การตรวจโรค และรักษาโรค
ที่ดีแลว ครูหมอจึงจะอนุญาตใหลูกศิษยปฏิบัติหนาท่ีหมอพื้นบาน ทําการรักษาผูปวยไดโดยลําพัง แต
เมื่อมีขอสงสัยก็ตองหมั่นไปปรึกษาครู คอยสั่งสมประสบการณ จนเกิดความชํานาญก็จะเปนหมอ
พ้นื บานทส่ี ามารถรับใชและเปนที่ยอมรับของประชาชนในพ้นื ท่ีหรอื ทองถิ่นนั้นๆ
สาํ หรับวธิ ีการถา ยทอดภูมปิ ญญาการแพทยพนื้ บานมวี ิธีการและขั้นตอน ดังตอ ไปนี้
1. ข้ันตอนการสมัครเปนศิษย จะตองมีพิธีกรรมการขึ้นครูหรือยกครู การสมัครเขาเปนศิษย
สวนมากจะตอ งเตรียมขนั ธ 5 และเงนิ คา ยกครู
2. ข้ันตอนการศึกษา เมื่อรับเปนศิษยแลว ครูหมอพื้นบานจะแนะนําขอปฏิบัติของหมอ
พนื้ บาน สอนการบรกิ รรมคาถา สอนภาษาโบราณ เชน ภาษาขอม ภาษาบาลี สว นเร่ืองตาํ ราทใี่ ชของครู
หมอนั้นสวนใหญจ ะเปนคัมภีรใบลาน และใหฝ กปฏบิ ัตจิ ากของจริง เชน การศึกษาตนไม วธิ กี ารเก็บยา
การปรุงยา และการต้ังยา ถือวาเปนการเรียนรูแบบประสบการณ ตองหมั่นสังเกตและจดจํา เรียนรูใน
สง่ิ ที่ครหู มอถายทอดและสั่งสอนการเปนหมอพน้ื บานให
3. ข้ันตอนการประกอบวิชาชีพหมอพื้นบาน เมื่อศึกษาในสวนของสมุนไพรและยาเปนท่ี
ชาํ นาญแลว ครหู มอก็จะสอนใหเรยี นรูการตรวจวนิ ิจฉัยโรค และการบาํ บัดรักษาโรคของคนไข โดยอยูใต
การกํากับดูแลของครูหมอพ้ืนบาน การฝกปฏิบัติเริ่มตนตองคอยเปนลูกมือกอน เม่ือไดปฏิบัติฝกฝน
เรียนรูจนเกิดความชํานาญและสามารถรักษาคนไขเองโดยลําพังแลว ก็นับไดวาสําเร็จการศึกษาแตก็ไม
ควรหยุดการศกึ ษาหาความรู และหมัน่ เพิ่มพูนประสบการณก ารประกอบวชิ าชีพการเปนหมอพ้ืนบาน
งานวิจยั ที่เกี่ยวของ
การศึกษาวิจัยเก่ียวกับการรักษาโรคดวยภูมิปญญาพ้ืนบาน โดยเฉพาะในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือพบวามีการศึกษาวิจัยอยางตอเน่ือง ซึ่งแสดงใหเห็นถึงภูมิปญญาทางดานการ
รักษาของคนในชุมชนหลากหลายกลมุ ชาตพิ ันธุ ดงั รายละเอียดตอไปน้ี
กฤษณา วงษาสันต (2543) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถิ่น
ดานหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต พบวาหมอพื้นบานสามารถรักษาพยาบาลไดทั้งโรคท่ีเกิดจาก
ธรรมชาติและโรคที่เหนือธรรมชาติดวยยาสมุนไพร หมอยาพ้ืนบานสวนใหญมีอายุคอนขางสูง คือ
ตง้ั แต 60 ปข้ึนไป การศกึ ษาไดร ับการถายทอดจากบรรพบรุ ุษ (ซึ่งเปน กระบวนการศึกษานอกระบบ)
นอกจากน้ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา และไมไดรับการศึกษาเลย ซ่ึงมีภูมิลําเนาในชุมชน ชนบท
กระบวนการทางสังคมมีการชว ยเหลอื เกื้อกูลกันสูง ซ่ึงจะมีผลดีตอการฟนฟู สภาพสังคม วัฒนธรรม
และเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพราะลดภาระรายจายในดานสาธารณสุขตาง ๆ ไดมาก ขอเสนอแนะ
คือ ภูมิปญญาดานหมอพื้นบานสวนใหญจะมีอายุต้ังแต 60 ปขึ้นไป ดังนั้น หนวยงานที่เก่ียวของท้ัง
ภาครัฐและเอกชน จะตองรีบจัดทําทําเนียบ ประวัติ บริบท และ ผลงานของภูมิปญญาใหเปน
รูปธรรมชัดเจน รวมท้ังการสงเสริมสนับสนุนใหมีการถายทอดภูมิปญญาความรูของทานไดอยาง
สะดวก โดยจัดคาตอบแทนให ควรจัดระบบการเรียนรูรวมกันกับสถาบันการแพทยแผนไทยอยาง
เปน ขนั้ ตอน
โอภาส ชามะรตั น (2545) ศกึ ษาภมู ปิ ญ ญาหมอพื้นบา นกับการใชส มุนไพรบําบัดรักษาความ
เจบ็ ปว ย: กรณีศึกษานายแวว วงศค าํ โสม บา นโคนผง ตําบลสานตม อําเภอภเู รือ จงั หวัดเลย ผล
การศึกษาพบวา วิธีการบําบัดรักษาความเจ็บปวยของหมอยาพ้ืนบานจะใชสมุนไพรและเวทมนต
คาถา ซ่ึงกลุมผปู ว ยท่มี ารบั การรกั ษาสวนมากเคยไดรบั การรักษาจากหมอแผนปจจุบันมากอ น เม่ือไม
หายจึงมารกั ษากับหมอพ้ืนบา น ปกตผิ ูปวยจะมารับการรกั ษาทบี่ านของหมอพน้ื บา น สว นการปฏิบัติ
ตวั ของผปู วยระหวา งรบั การรักษาจะไดรับคาํ แนะนาํ จากหมอพื้นบาน
สําหรับขั้นตอนการบําบัดรักษาความเจ็บปวยของหมอยาพื้นบาน ในขั้นตอนการเตรียมการ
หมอพ้ืนบานจะเตรียมสมุนไพรและวัตถุสิ่งของเคร่ืองบูชาดวยตนเอง มีการวินิจฉัยโรคโดยการคลํา
ชีพจร หลอดลม น้ิวมือ และมีการสอบถามอาการเจ็บปวยจากผูปวย ข้ันตอนการบําบัดรักษาจะใช
สมนุ ไพรจากพืชโดยวิธีการตม ฝน ละลายน้าํ เพอื่ ใหด่ืม และใชป ระคบบริเวณท่ีเจ็บปวด และขั้นตอน
การประเมินผลการรักษาจะพิจารณาจากอาการของผปู วยที่มารับการบาํ บดั รักษา และสอบถามจาก
ผูปวยโดยตรง สวนความเชื่อดานการบําบัดรักษาอาการเจ็บปวย ทั้งหมอพื้นบานและผูปวย มีความ
เช่ือวา ความเจ็บปวยมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ เกิดจากรางกายขาดความสมดุลของธาตุดิน น้ํา ลม
และไฟ เมอื่ เกิดความเจบ็ ปว ยจงึ ตองใชส มุนไร สวนความเจบ็ ปว ยท่ีมสี าเหตมุ าจากสิ่งเหนือธรรมชาติ
เกดิ จากเคราะหก รรมและภูตผี การบาํ บดั รักษาจึงตอ งใชพ ธิ กี รรมและเวทมนตค าถา
ปทมานันท หินวิเศษ (2549) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหมอพ้ืนบานกับการรักษาผูปวยดวย
สมุนไพร: กรณีศึกษาตําบลขามปอม อําเภอพระยืน จังหวัดขอนแกน ผลการศึกษาพบหมอพื้นบาน
4 ประเภท คือ 1) หมอสมนุ ไพร 2) หมอเปา 3) หมอกระดกู 4) หมอจบั เสน โดยมกี ระบวนการรักษา
ผูปวย 3 ข้ันตอน คือ 1) ข้ันสอบประวัติ 2) ขั้นตรวจรางกาย 3) และขั้นรักษา สวนวิธีการรักษาผูมี
วิธีการท่ีแตกตางกัน ดังน้ี ขั้นสอบถามอาการและสาเหตุ ข้ันตรวจรางกาย หมอพ้ืนบานใชสังเกต
อาการแสดงจากหนาตา รางกายและการจัล คลํา ข้ันตอนรักษาผูปวย หมอสมุนไพรจะจัดยาเปน ชุด
ใหผปู วยดมื่ ตม หมอเปาจะทําความสะอาดหัวฝ ทอ งคาถากํากบั ฝนเห็ดบนหินลบั มดี นาํ ไปพอกที่หัว
ฝ หมอกระดูกตองบูชาครูกอนรักษาดวยวิธีทางไสยศาสตร และการเสกเปาเวทมนตคาถาควบคูกับ
การใชนํ้ามันงาและเฝอกไมไผ เม่ือผูปวยหายปวยก็ปลงคาย หมอจับเสนรักษาโดยการจับเสนตามท่ี
เรยี นมา ขณะรกั ษาจะมขี อหามตางๆ ทงั้ ขอ หา มของหมอและผูป ว ย ความเชอ่ื และกระบวนการรักษา
ของผูปวยของหมอยาพ้ืนบาน เปนการสอนใหคนไขรักษาตัวเองไปดวยในตัว และมิใชรักษาแตโรค
อยางเดียว หมอพ้ืนบานจะสอนดํารงชีวิต รวมถึงการรักษาเรื่องจิตใจหรือจิตวิญญาณไปพรอมกัน
ทําใหผูปวยอยูกับโรคไดอยางมีความสุข แมโรคนั้นจะไมหายอยางรวดเรว็ นี่คือหลักการและปรัชญา
ของหมอยาพ้นื บาน
อารีกา วีระพงส (2549) ศกึ ษาวิจยั เกีย่ วกับการแพทยพ้ืนบา นและยาสมุนไพรที่ใชโดยหมอ
พ้ืนบานชนชาติกูยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา ชนชาติกุยเปน
กลุมชาติพันธุหน่ึงในหาสิบกลุมชาติพันธุท่ีไมใชไตในประเทศไทย และอาจเปนกลุมชาติพันธุแรก ๆ
ท่ีเขามาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยูทางตอนใตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย สวนเร่ืองโรค
และความเจ็บปวยที่หมอพื้นบานชนชาติกุยใหบริการบําบัดรักษาได มี 100 โรค/อาการ ใชรูปแบบ
การเตรียมยาแตกตางกันได 9 วิธี ใชเครื่องยาสมุนไพร จํานวน 374 ชนิด นอกจากน้ียังไดวิเคราะห
ภมู หิ ลังทางสังคมของหมอพ้นื บานทศ่ี ึกษาในเชิงลึก ผลการศกึ ษาไดแสดงใหเหน็ วา บทบาทของหมอ
ยาพ้ืนบานในระบบการแพทยพ้ืนบานถูกกําหนดโดยความสามารถในการใชยาสมุนไพรและการ
บําบัดรักษาความเจ็บปวย ทรัพยากรธรรมชาติในทองถ่ินเปนปจจัยสําคัญในการเลือกใชยาสมุนไพร
และปจจยั อันเปน ภมู หิ ลังทางสงั คมของหมอพ้นื บานมีผลตอองคความรใู นการใชย าสมนุ ไพร
วสุพล คะยอมดอก (2550) วิจัยเร่ือง การศึกษาภูมิปญญาการแพทยพ้ืนบานของกลุมชาติ
พันธุผูไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา การแพทยพ้ืนบานของ
กลุมชาติพันธุผูไทยเปนการดูแลสุขภาพในทองถ่ินตามแบบวิถีที่มีรากฐานยาวนาน เปนการแพทย
แบบเวชกรรมชาติพันธุ มีความผูกพันกับวิถีชีวิตท่ีชวยเหลือเกื้อกูลกันเปนระบบที่มีแนวความคิด
พ้ืนฐานเกี่ยวกับความเจ็บปวยท่ีวาความเจ็บปวย ไมไดหมายถึงความผิดปกติของรางกายแตเพียง
อยางเดียว แตหมายถึง ความผิดปกติของความสัมพันธระหวางคนในสังคม คนกับสภาพแวดลอม
และส่ิงเหนือธรรมชาติ โดยไมไดแบงแยกระบบการแพทยออกจากศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
พิธีกรรมและสังคม ความเช่ือเก่ียวกับสาเหตุของการเกิดโรคและการควบคุมทางสังคมมีความเก่ียว
โยงในระบบเดียวกัน ซึ่งการวินิจฉัยและการรักษาโรคจะอาศัยบริบททางสังคมและวัฒนธรรมผาน
ทางหมอพ้ืนบานในชุมชนรวมท้ังการแพทยพ้ืนบานของกลุม ชาติพันธุผูไ ทยยังเปนภูมิปญ ญาดานการ
ดูแลสุขภาพที่บงบอกสาเหตุการเจ็บปวยที่มีปฏิสัมพันธระหวางคนกับคน คนกับธรรมชาติ
สภาพแวดลอ มและสงิ่ เหนือธรรมชาติท่ีเชือ่ มโยงกบั วิถีชวี ิตซึ่งไมส ามารถแยกออกจากกันไดโดยที่การ
ตรวจและวนิ ิจฉัยโรค หรืออาการก็มีหลกั เกณฑที่บง บอกถึงองคค วามรูในการดูแลรักษาและดวยเหตุ
นเ้ี องหมอพนื้ บานจึงยงั คงบทบาทในการดูแลรกั ษาสุขภาพอยูในชุมชนของกลมุ ชาติพนั ธุผูไทย
พระสรุ ยิ า มาตยคํา (2552) ศึกษาวิจัยพฒั นากระบวนการสืบทอดภูมิปญ ญาหมอพ้ืนบานใน
ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การวิจัยพบวา มีหมอพ้ืนบาน จํานวน
45 คน เปนชาย 34 คน เปนเพศหญิง จํานวน 11 คน มีอายุอยูระหวาง 71 - 80 ป และ จบชั้น
ประถมศึกษาปที่ 1- 6 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความชํานาญในการรักษาโรคแตกตางกัน
โดยแยกประเภทความชํานาญออกเปน 35 โรค และบริบทหมอพื้นบานในนครหลวงเวียงจันทน
พบวามีจํานวน 15 คน เปนชายท้ังหมด อายุระหวาง 47 – 73 ป มีการศึกษาอยูระดับชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 – 5 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซ่ึงหมอพื้นบานดังกลาวมีความชํานาญในการ
รักษาโรคท่ีแตกตางกัน โดยแบงประเภทตามระบบตาง ๆ ของรางกาย ได 14 ระบบ และการศึกษา
บริบทของสมุนไพรในจังหวัดเลยพบวา สมุนไพรที่เกิดขึ้นในธรรมชาติใชในการบําบัดรักษาโรค
มีจํานวน 116 ชนิด ผลการศึกษาเก่ียวกับการเจ็บปวยพบวา ผูรับการบําบัดรักษาโรคตาง ๆ จํานวน
12 โรค เปนยาใชภายนอกและยาสมุนไพรสําหรับตมดื่มและผูรับการบําบัดรักษาสวนมากมีความ
พึงพอใจในการบําบัดรักษา สวนผลการศึกษาวิธีการสืบทอดภูมิปญญาหมอพื้นบานดวยการใช
สมุนไพรในประเทศไทย ในดา นระบบการสืบทอดภูมปิ ญญาหมอพื้นบา น พบวามีระบบการสืบทอดท่ี
แตกตางกันไปมี 6 ระบบ ไดแก 1) การสืบทอดจากบรรพบุรุษ 2) การสืบทอดในระดับเครือญาติ 3)
การสืบทอดจากหมอพ้ืนบานสูบุคคลผูสนใจ 4) การสืบทอดจากหมอพ้ืนบานสูผูเขารับการ
บาํ บัดรกั ษาทห่ี ายแลว 5) การสบื ทอดจากสถาบนั การศึกษา 6) การสบื ทอดจากตําราโบราณ
วรการ เทพวัลย (2553) ศกึ ษาภมู ิปญญาแพทยพ ้นื บา นดา นสขุ ภาพกลุม ชาตพิ นั ธุใ นอนุภาค
ลุมแมนํ้าโขง ผลการวิจัยพบวา กลุมชาติพันธุไทล้ือและไทลาวมีการใชสมุนไพรที่ไมแตกตางกัน
เน่ืองจากมีการไปมาหาสูกัน มีความเปนอยูคลายคลึงกัน และมีการจัดสมุนไพรไว 3 ประเภท คือ
สมนุ ไพรเพอ่ื ความสวยงาม สมุนไพรเพือ่ การประกอบอาหารและสมุนไพรเพื่อการรักษา
การดํารงอยูในวิถีชีวิตเก่ียวกับสมุนไพรของกลุมชาติพันธไุ ทลื้อและไทลาวในเขตอนุภมู ิภาค
ลุมแมนํ้าโขงตอนบน พบวา กระบวนการถายทอดความรูน้ันเปนสิ่งสําคัญ ตลอดจนการยอมรับใน
การรักษาดวยสมุนไพรของบุคคลในชมุ ชนต้ังแตผูส ูงอายุและผูใหญ ในสวนของเดก็ และเยาวชนน้นั มี
ความเช่อื แตไมเ คยไดรบั การรกั ษา
บัวทอง จูมพระบุตร (2554) วิธีการถายทอดภูมิปญญาของหมอยาพ้ืนบานไทยอีสานและ
ลาว ผลการวิจัยพบวา วิธีการถายทอดภูมิปญญาของหมอพื้นบานไทย – อีสานและลาว
เปนกระบวนการเรียนรูท่ีเปนระบบ ใชวิธีเรียนตัวตอตัว ผานประสบการณจริง ระหวางครูกับศิษย
หรือระหวา งคนในตระกูล การเลือกศิษยครจู ะเปน ผเู ลือกดว ยตวั เอง จะตองศกึ ษาจติ ใจ ลกั ษณะนิสัย
สตปิ ญ ญา การเสยี สละของลูกศิษย สงั เกตความประพฤตปิ ฏิบัตขิ องลูกศษิ ยอยางใกลช ดิ การสืบทอด
วชิ าหมอพ้นื บาน จะสบื ทอดใหเฉพาะผชู าย ไมรบั ศษิ ยเ ปน ผหู ญิง เพราะมีความเชอื วา ผูหญงิ จะทําให
วิชาเส่ือมและรักษาผูปวยไมหาย คุณสมบัติของลูกศิษยตองเปนคนดี มีศีลธรรม มีเมตตา เสียสละ
ชอบชวยเหลือผูอื่น มีความอดทน มีใจรักตอการรักษาผูปวย บวชเรียนมาแลว มีสติปญญาดี มีไหว
พริบ มคี วามเฉลยี วฉลาด มีความจาํ แมนในการทองจําตํารายาหรือคาถา เปน คนทชี่ า งสังเกต เมื่อครู
ยอมรับศิษยแลวจะตองทําการยกขันธหาไหวครู ฝากตัวเปนศิษย กระบวนการสอนจะเนน
จรรยาบรรณของหมอ และขอ “คะลํา” ของผูปวย
จันทรทิรา เจียรณัย และคณะ (2556) การศึกษารวบรวมขอมูลความหลากหลายของ
สมุนไพร ภูมิปญญาการใชสมุนไพร รวมท้ังตํารับยาโบราณของหมอยาพ้ืนบานท่ีอาศัยอยูในพ้ืนที่
เขื่อนน้ําพุง จังหวัดสกลนคร และชุมชนใกลเคียง ภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน
เนื่องมาจากพระราชดาํ ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
สุรนารี ผลการวิจัยระบุวา หมอสมุนไพร หรือหมอฮากไม ท่ีอาศัยอยูในเขตพื้นที่เข่ือนน้ําพุง จังหวัด
สกลนคร สวนใหญมีอาชีพหลักเปนเกษตรกร ไดรับการถายทอดความรูเรื่องการใชสมุนไพรมาจาก
บรรพบุรุษ และสวนใหญไมไดจดบันทึกเปนหลักฐาน มีเพียง 1 คน ที่จดบันทึกดวยตนเอง และอีก
2 คน ที่มีสมุดบันทึกใบลานสภาพเกามากท่ีตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สวนใหญหมอสมุนไพรใช
หลักการจําและทําความคุนเคยกบั ปา ทําใหร ูจกั ชนิดของสมุนไพรเปนอยางดี บางรายผานการอบรม
วิชาสมุนไพรหลักสูตรพิเศษ ระดับผูนําเผยแพรสมุนไพร จากมูลนิธิในโครงการพระราชดําริสวนปา
สมุนไพร สมาคมสมุนไพรแพทยแผนโบราณแหงประเทศไทย และประกอบอาชีพเปนหมอสมุนไพร
ปลูกและขายสมนุ ไพร มตี าํ รายาสมุนไพร
นอกจากนีผ้ ูวจิ ัยยังจําแนกหมอพน้ื บานท่ใี ชส มุนไพรในการรกั ษาได 4 ประเภท ไดแ ก
1. หมอเปาหรือหมอจอด วัตถปุ ระสงคค ือเพ่ือรกั ษาโรคปวดศรี ษะ โรคผิวหนงั บางชนดิ เชน
งูสงัด แมลงกัดตอย ปวดทอง เปนตน สวนหมอจอดน้ันจะรักษาเฉพาะกรณีท่ีเจ็บปวยเก่ียวกับ
กระดกู หรือการผาตดั
2. หมอตําแย คือ ผูทําหนาที่ชวยทําคลอดในทุกขั้นตอนของการทําคลอด ตั้งแตการชวย
คลอด การทาํ ความสะอาดเด็ก และการอยไู ฟ
3. หมอสัก เปนหมอซ่ึงไมไดรักษาความเจ็บปวยใดๆ แตใชการสักเพื่อปองกันอันตรายจาก
การกดั ตอย ของสตั วม พี ษิ เชน งู ตะขาบ สักโดยการใชนํา้ มนั ควบคไู ปกับการลงเวทยมนตค าถา
4. หมอยาฮากไม หรอื หมอรากไม หมอสมุนไพร เปนหมอทใ่ี ชวธิ กี ารรักษาดว ยสมุนไพร แร
ธาตบุ างชนิดและเขาสัตวห รือสว นตางๆ ของสตั วบ างชนิด โรคสว นใหญท ีร่ กั ษาไดแ ก โรคเลอื ด โรค
ตับ โรคไต น่ิว โรคมะเร็ง โรคปวดแขงปวดขา แมลงสัตวกัดตอย อาการเหนื่อย ออนเพลีย และ
อาการผิดปกติของหญิงแมลูกออ นหลงั อยูไฟ
ที่มาของการเปนหมอฮากไม สวนใหญหมอฮากไม หรือหมอสมุนไพร ที่อยูรอบเขตพ้ืนท่ี
เข่ือนนํ้าพุง ไมไดมีอาชีพหลักเปนหมอสมุนไพร แตอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ความรูเร่ืองการใช
สมุนไพรไดรบั การถายทอดมาจากบรรพบุรุษ และสวนใหญไมไ ดจ ดบันทึกเปนหลกั ฐานใชหลักการจํา
และความคุนเคยกับปา ทําใหรูจักชนิดของสมุนไพรเปนอยางดี แหลงสมุนไพรของหมอยาสวนใหญ
จะขึ้นไปเก็บท่ีอุทยานแหงชาติภูพาน เพราะมีสมุนไพรจํานวนมากและครบทุกชนิด ถึงแมวาเขต
อุทยานจะเปนเขตหวงหา มก็ตาม
หมอสมุนไพร เช่ือวา ตนสมุนไพรทุกตน มีเทพเทวดารักษาอยู เทวดาเปนผูรักษาตนไมและ
หมอสมุนไพรตองรักษาศีล เทวดาเปนผูดลบันดาลใหสมุนไพรเหลาน้ันมีสรรพคุณทางยา การเก็บ
ชิ้นสวนสมุนไพรจากตนสมุนไพรจะตองมีวิธีการ ซ่ึงประกอบไปดวยการเลือกเวลา วัน บุคคล ท่ีเปน
สิริมงคลกับสมุนไพรแตละวนั และตองมีการตัง้ คายเพ่อื ขอตัวยาสมุนไพรจากเทพเทวดาเหลานนั้
ธรณัส ทองชูชวย (2557) ศึกษาวิจัยเก่ียวกับภูมิปญญาของหมอพื้นบานในดานการใช
สมุนไพรในการรักษาโรค ของอําเภอบางกล่ํา จังหวัดสงขลา โดยศึกษาความเช่ือเก่ียวกับการใช
สมุนไพรในการรักษาโรคของหมอพ้ืนบาน ศึกษาวิธีการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพรของหมอ
ผลการศึกษาผูวิจัยพบวา 1. ความเช่ือเก่ียวกับการใชสมุนไพรในการรักษาโรคของหมอพื้นบาน
อําเภอบางกลํ่า จังหวัดสงขลา มี 4 ประการ คือ ประการที่ 1) โรคหรือความเจ็บปวยเกิดจากการ
กระทําหรืออํานาจของสิ่งเหนือธรรมชาติและเกิดจากสาเหตุธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลง
แปรปรวนสูญเสียสมดุลของธาตุ 4 ประการท่ี 2) ตองรูจักช่ือ รูปรางลักษณะ สี กลิ่น รส
และสรรพคุณ ของตัวยาสมุนไพร ท่ีนํามาใชในการรักษาโรค ประการท่ี 3) การนําสมุนไพรมาใชใน
การรักษาโรคจะตองรูเก่ียวกับวิธีการเก็บ การเตรียมตัวยาสมุนไพร ตลอดถึงวิธีการปรงุ ยา การใชย า
และการเก็บรักษายา และประการท่ี 4) หลังการรักษาโรคหายแลวผูปวยจะตองมาทําพิธีเด็ดพิษ
และรวมพิธีไหวครูหมอยาประจําปที่บานของหมอพื้นบาน 2.วิธีการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพร
ของหมอพ้ืนบาน อําเภอบางกลํ่า จังหวัดสงขลา พบวา กอนการรักษาทุกคร้ังหมอพื้นบานจะทําการ
ตรวจโรคโดยการซักประวัติ การตรวจรางกายและจิตใจ เสร็จแลวจะวินิจฉัยโรค และดําเนิน
กระบวนการในการรักษาโรคดวยการใชสมุนไพร ท่ีแตกตางกันไปตามชนิด และลักษณะอาการของ
โรคหรอื ความเจ็บปว ยที่ปรากฏ เพอื่ มุงปรับธาตุทั้ง 4 ใหเกดิ ความสมดลุ เปนหลัก มีการใชค าถา และ
รวมถึงพิธีกรรมตามความเชือ่ มาใชในกระบวนการของการบําบัดรักษา มีขอหาม ขอแนะนําสําหรบั
การปฏิบัติตนของผปู ว ยในระหวางการรักษา และมกี ารติดตามผลของการรักษาเปน ระยะ
บทที่ 3
วธิ ดี ําเนินการวิจยั
การวิจัยเก่ียวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานใน
จังหวัดนครราชสีมาคร้ังน้ีเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชการ
สัมภาษณแบบเจาะลึก การสังเกตการณแบบมีสวนรวม และไมมีสวนรวม นอกจากน้ียังใชการ
สนทนากลุมเปนเครื่องมือจัดเก็บรวบรวมขอมูล โดยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวของเพ่ือใช
ในการสรางคําถามในการสัมภาษณ และไดกําหนดแนวทางการศึกษารวบรวมขอมูลและวิเคราะห
ขอมลู 2 ประเภทดังน้ี
1. ขอมูลทุติยภูมิ ศึกษาคนควา และรวบรวมขอมูลเก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการ
บําบัดรกั ษาโรค ระบบการแพทยแผนโบราณ หมอยาพ้นื บา น ผา นเอกสารวชิ าการ บทความวชิ าการ
วารสาร และงานวจิ ัยที่เกีย่ วของ
2. ขอมูลปฐมภูมิ หรือขอมูลภาคสนาม ผูวิจัยลงพื้นท่ีเก็บขอมูลภาคสนามโดยแบงเปน
สัมภาษณหมอยาพ้ืนบาน บุคคลในครอบครัว และสัมภาษณผูท่ีมาบําบัดรักษากับหมอยาพ้ืนบาน
รวมท้ังจดั เวทเี สวนากลุม ยอยและกลุมใหญ
3.1 ประชากรและกลุมตวั อยา ง
การวิจัยในคร้ังนี้ ผูวิจัยมีวิธีเลือกกลุมตัวอยางที่ใชในการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ
ในการเลอื กกลมุ ตัวอยา งคือ
1. บุคคลที่เคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลมาแลว ในปพุทธศักราช 2549 จากหนังสือ
“ปูมเมืองโคราช บันทึกคําบอกเลาจากภูมิปญญาทองถิ่น” ของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา จาํ นวน 7 คน ไดแก
1.1 นายเสาร บว นนอก บานเลขที่ 9 หมู 11 ตาํ บลเมืองคง อําเภอคง
จังหวดั นครราชสีมา
1.2 นายบุหลนั เกิดมงคล หมู 6 ตาํ บลโนนแดง อาํ เภอโนนแดง จงั หวัดนครราชสมี า
1.3 นายบุญถม ตอนนอก บานเลขที่ 54 หมู 5 ตําบลบา นเหล่อื ม อาํ เภอบานเหลือ่ ม
จงั หวัดนครราชสีมา
1.4 นายชัยณรงค ปจจยั บา นเลขท่ี 26 หมู 3 ตําบลหนองคาย อาํ เภอประทาย
จงั หวัดนครราชสมี า
1.5 นางสัมฤทธิ์ ระวงั สาํ โรง บานเลขที่ 73 หมู 3 บานโคกสระนอ ย ตาํ บลนกออก
อาํ เภอปกธงชัย จังหวดั นครราชสีมา
1.6 นายประมวล สายสระนอย บานเลขท่ี 19 หมู 5 บานสระนอย ตําบลนกออก
อาํ เภอปกธงชยั จังหวดั นครราชสมี า
1.7 นางสพุ รรณ แซเ ฮง็ บานเลขท่ี 31/5 หมู 5 ตาํ บลมะเกลอื เกา อําเภอสูงเนิน
จังหวดั นครราชสมี า
2. บคุ คลท่ีถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต เรือ่ ง “การศึกษาสาํ รวจผลงาน
ภมู ิปญญาทองถิ่นดา นหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต” ปพทุ ธศักราช 2543 จํานวน 3 คน ไดแ ก
2.1 นายยอด ปอมพรมราช บานเลขที่ 12 หมู 1 ตําบลไทยสามัคคี อําเภอวังนํา้ เขยี ว
จังหวัดนครราชสมี า
2.2 นายจรญู ฟนงูเหลอื ม บานเลขท่ี 35 หมู 15 ตาํ บลหลุมขา ว อําเภอโนนสงู
จงั หวดั นครราชสมี า
2.3 นายแปน สอ งงาม บานเลขท่ี 7 หมู 2 ตาํ บลหนองบวั ศาลา อําเภอเมือง
จังหวดั นครราชสีมา
3. บคุ คลทถี่ กู ระบุไวใ นรายงานวจิ ัยเร่ือง “ความหลากหลายของพืชสมุนไพรรกั ษาโรคมะเร็ง
จากหมอยาพื้นบาน ต.สสี ุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรมวชิ าชวี วิทยา หลักสูตร
ครศุ าสตรบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพ ุทธศักราช 2551 ซ่ึงรายงานวจิ ัยเลมน้ีเนนให
ความสําคัญเกี่ยวกับพืชสมุนไพรมากกวากระบวนการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน รายช่ือ
หมอยาพน้ื บา น ไดแ ก
3.1 นายหวน เฉยี ดกลาง บา นเลขที่ 145 ตําบลสีสุก อาํ เภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
3.2 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ บานเลขท่ี 82 หมู 11 ตาํ บลสีสกุ อําเภอจกั ราช จังหวดั
นครราชสมี า
3.3 นายทบั สังขสงู เนิน บานเลขที่ 244 หมู 9 ตําบลสสี ุก อําเภอจกั ราช
จงั หวัดนครราชสมี า
3.4 นายชาญ ไทยอฐั วถิ ี บานเลขที่ 169 หมู 15 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวดั นครราชสีมา
3.5 นายช้นั หวงั วัดกลาง บา นเลขที่ 68 หมู 5 ตาํ บลสีสกุ อาํ เภอจักราช
จงั หวดั นครราชสมี า
3.2 เครื่องมือท่ีใชและวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู
3.2.1 เครอื่ งมือท่ีใชในการเก็บขอมูล
ในการศกึ ษาวิจัยในครั้งนผ้ี ูวิจัยใชเ ครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมลู โดยใชแบบสัมภาษณ
แบบมีโ ครงส ราง (structured Interview Form) แล ะแบบสัมภ าษณท่ี ไม มีโ ครง ส ร า ง
(Unstructured Interview Form) เพื่อเก็บรวบรวมเกี่ยวกับสถานภาพการบําบัดรักษาของหมอยา
พ้ืนบาน โรคที่รักษา รวมถึงวิธีการบําบัดรักษาในสถานการณปจจุบัน ตลอดจนสัมภาษณผูที่มา
บําบัดรักษาจากหมอยาพื้นบาน เปนจํานวน 3 ชุด โดยจะมีการใชเคร่ืองชวยบันทึกการสัมภาษณ
เพื่อใหเกบ็ รายละเอียดไดค รบถว นทสี่ ุด
1) แบบสัมภาษณ ชุดท่ี 1 แบบสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางเก่ียวกับการ
บาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นอยา งเจาะลึก
2) แบบสัมภาษณ ชุดที่ 2 แบบสัมภาษณแบบมีโครงสรางเกี่ยวกับสภาพการ
บําบดั รกั ษาโรคในภาพรวม
3) แบบสมั ภาษณ ชดุ ที่ 3 แบบสมั ภาษณผูที่รกั ษากับหมอยาพ้นื บา น
3.2.3 วิธีการเก็บรวบรวมขอมลู
ผวู ิจัยมีวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ มูล ดังน้ี
1) จากการทบทวนเอกสาร ไดแ ก หนงั สอื ปูมเมืองโคราช บันทึกคาํ บอกเลา จากภมู ิ
ปญ ญาทองถนิ่ ของสํานักงานวฒั นธรรมจงั หวดั นครราชสมี า รายงานวจิ ยั ของ กฤษณา วงษาสนั ต
เรอ่ื ง การศกึ ษาสํารวจผลงานภมู ิปญญาทองถิ่นดา นหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต ปพทุ ธศักราช
๒๕๔๓ และรายงานวิจัยเรอ่ื ง “ความหลากหลายของพชื สมนุ ไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยา
พื้นบา น ต.สสี กุ อ.จกั ราช จ. นครราชสีมา
2) การสํารวจพ้นื ท่ีและพดู คยุ นดั แนะในเบื้องตน
3) การสมั ภาษณเ ชงิ ลกึ พรอมบันทกึ ขอ มลู ภาพและเสียงทไี่ ดจากการสัมภาษณ
4) การสมั มนา หรอื สนทนากลมุ ระหวางทปี่ รึกษาโครงการวจิ ัย ผูวจิ ัย และผชู ว ยวิจัย
กับหมอยาพ้ืนบาน พรอมบันทกึ ขอมลู ภาพและเสียงที่ไดจากการสัมมนาอยางละเอียดและรอบดา น
มากย่งิ ขึ้น
3.3 การวิเคราะหขอมลู
การวิเคราะหขอมูล เมื่อผูวิจัยไดขอมูลจากการสัมภาษณและการสนทนากลุมครบตาม
วัตถุประสงคเรียบรอยแลวจึงนําขอมูลมาวิเคราะหตามกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังรายละเอียด
ตอ ไปนี้
1) สถานภาพการบําบัดรกั ษาโรคของหมอยาพน้ื บาน
1.1)ประวัตคิ วามเปน มาของการเรียนรภู ูมิปญ ญาดานการบําบดั รักษาโรคและการ
บําบดั รักษาโรคในอดตี ของหมอยาพ้ืนบาน
1.2)สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพ้ืนบา นในสภาวะปจ จบุ นั
2) บทบาทการบาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน
2.1) การรักษา
- ประเภทการรักษา
- ขนั้ ตอนหรือกระบวนการรักษา
- การดูแลหลงั การรักษา
- การประเมนิ ผลการรกั ษา
2.2) กระบวนการถายทอดองคความรูดา นการบําบัดรักษา
3.4 การเผยแพรอ งคความรดู านการบาํ บดั รักษา
ผูวิจัยไดมีการจัดสัมมนาโดยการเชิญชาวบาน นักศึกษา ครู – อาจารยในจังหวัดนครราชสีมา
เขารวมการสัมมนาเพ่ือรับฟงองคความรูดานการบําบัดรักษา ตลอดจนมอบเกียรติบัตรเพื่อยกยอง
เชิดชเู กยี รตหิ มอยาพน้ื บานที่ทําคุณประโยชนใ หก ับชมุ ชน
บทที่ 4
ผลการวจิ ัย
ในบทนจี้ ะเปนการนาํ เสนอผลการวจิ ัย ซง่ึ ไดขอ มลู จากการสมั ภาษณห มอยาพนื้ บา น จํานวน
ทั้งส้ิน 13 คน และสัมภาษณผูรักษาจากหมอยาพื้นบานจํานวน 50 คน นอกจากน้ียังเปนขอมูลจาก
การจัดสนทนากลุมยอยและการสัมมนากลุมใหญ มาสรุปและวิเคราะหตามวัตถุประสงคท่ีตั้งไว
โดยสามารถสรปุ ผลการวจิ ัยเปนประเดน็ ตางๆ ไดดงั นี้
4.1 สถานภาพการบําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน
จากการลงพ้ืนท่ีเพื่อรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวัด
นครราชสีมา ในประเด็นสถานภาพดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบาน สามารถรายงาน
สถานการณต ามรายละเอียดดงั ตอไปนี้
4.1.1 สถานภาพหมอยาพน้ื บานในปจจบุ นั
4.1.2 การเรยี นรเู กยี่ วกับภมู ปิ ญญาดา นการบําบดั รักษาของหมอยาพื้นบา น
4.1.1 สถานภาพหมอยาพืน้ บานในปจ จุบนั
การศึกษาวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยใชขอบเขตของการวิจัยโดยอาศัยขอมูลจากเอกสารวิชาการ
และงานวจิ ยั ทร่ี ะบตุ ัวตนของหมอยาพืน้ บานไวเมื่อ 10 ปกอ น ฉะน้ันในการรายงานผลการวิจัยในครั้ง
นี้จงึ ยดึ หลกั การรายงานสถานภาพปจจบุ ันของหมอยาพ้ืนบาน พ.ศ. 2560 ดังรายละเอียดตอไปนี้
1) สถานภาพหมอยาพ้ืนบานท่ีเคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลเบ้ืองตน
ในปพ ทุ ธศกั ราช 2549 ผานหนังสือ “ปมู เมืองโคราช บนั ทึกคําบอกเลา จากภมู ิปญ ญาทองถ่ิน” ของ
สาํ นักงานวฒั นธรรมจังหวัดนครราชสมี า จํานวน 7 คน รายละเอยี ดดงั ตารางท่ี 4.1
ตารางท่ี 4.1 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพื้นบานท่ีถูกอางถึงในหนังสือ ปูมเมืองโคราช บันทึกคํา
บอกเลา จากภมู ปิ ญญาทอ งถิน่ พ.ศ. 2549 (ขอมลู ป พ.ศ. 2560)
ที่ ชอื่ – สกุล อายุ ทอี่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
1 นายเสาร บวนนอก 74 9 หมู 11 ต.เมืองคง หมอสมุนไพร บําบัดรักษาเฉพาะ
อ.คง หมอจับเสน จับเสน
2 นายบุหลัน เกิดมงคล - หมู 6 ต.โนนแดง หมอสมุนไพร เสียชวี ติ แลว
อ.โนนแดง ยงั คงบาํ บัดรักษา
3 นายบุญถม ตอนนอก 70 54 หมู 5 ต.บา น หมอนํา้ มนั
เหลอ่ื ม อ.บา นเหล่อื ม รักษากระดูก
ที่ ชอื่ – สกลุ อายุ ทีอ่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
4 นายชยั ณรงค ปจ จัย (ป) ในอดีต พ.ศ. 2560
5 นางสัมฤทธ์ิ ระวงั 82 26 หมู 3 ต.หนอง หมอสมนุ ไพร ยงั คงบําบดั รักษา
รกั ษาริดสีดวง เสียชวี ติ แลว
สาํ โรง คา ย อ.ประทาย หมอสมนุ ไพร ยงั คงบําบดั รักษา
6 นายมวญ สายสระ - 73 หมู 3 ต.นกออก รกั ษาโรคมะเรง็
หมอสมุนไพร ยังคงบําบัดรักษา
นอ ย อ.ปกธงชยั ดูแลสตรหี ลัง ดวยสมนุ ไพร/การ
7 นางสุพรรณ แซเฮง 70 19 หมู 5 ต.นกออก คลอดบุตร นวดจบั เสน
หมอนวด
อ.ปก ธงชัย
64 31/1 หมู 5
ต.มะเกลือเกา
อ.สงู เนนิ
จากตารางขางตน พบวาระยะเวลาจากการสํารวจของสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
นครราชสีมา ปพุทธศักราช 2549 จนถึงปจจุบัน ปพุทธศักราช 2560 หมอยาพื้นบานจากจํานวน
7 คน มีผูเสียชีวิตไปแลว 2 คน เหลือที่ยังบําบัดรักษาโรคอยู 5 คน และมี 1 คน คือ นายเสาร บวน
นอก ปจจุบันไมไดรักษาโรคหรืออาการเจ็บปวยดวยสมุนไพร เนื่องอายุมากขึ้นสุขภาพรางกายไม
แขง็ แรง และตัวยาสมนุ ไพรหายากข้ึน จงึ ดูแลสขุ ภาพใหก ับคนในชมุ ชนเพยี งการนวดจบั เสน เทานนั้
2) สถานภาพหมอยาพื้นบานที่ถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต
เรื่องการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถ่ินดานหมอพื้นบานในเขตอีสานใต ปพุทธศักราช 2543
จาํ นวน 3 คน รายละเอยี ดดังตาราง 4.2
ตารางท่ี 4.2 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพ้ืนบานที่ถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต
เร่ืองการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถ่ินดานหมอพื้นบานในเขตอีสานใต ปพุทธศักราช 2543
(ขอมูล ป พ.ศ. 2560)
ที่ ช่ือ – สกุล อายุ ทีอ่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
1 นายยอด ปอ มพรม (ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
- 12 หมู 1 ต.ไทย หมอสมนุ ไพร ไมปรากฏบุคคล
ราช สามคั คี อ.วงั น้ําเขียว ไมไดบําบัดรักษา
2 นายจรญู ฟน งู 81 35 หมู 15 หมอสมนุ ไพร เปนเพยี งผูแนะนาํ
ต.หลุมขา ว อ.โนนสูง ตวั ยา
เหลอื ม 71 7 หมู 2 ต.หนองบวั หมอสมุนไพร
3 นายแปน สองงาม ศาลา อ.เมือง
จากตารางขางตน พบวาหมอยาพืน้ บา นคือ นายยอด ปอ มพรมราช ไมมีตัวตนใน
บานเลขทซ่ี งึ่ ถกู ระบุไว โดยการจากการสอบถามเจาของบานระบวุ า ไมเ คยมบี ุคคลชื่อน้ีในทะเบยี น
บานอยางแนน อน ซึ่งอาจจะเปนขอ ผิดพลาดของการระบุท่ีอยูในเบื้องตน
นอกจากผูวิจัยยังพบวา นายจรูญ ฟนงูเหลือม ณ ปจจุบันไมไดรักษาหรือดูแล
สุขภาพชาวบานโดยใชสมุนไพรแลว จากคําบอกเลาระบุวาเหตุเน่ืองจากปญหาทางการเมืองทองถ่ิน
มีการกลาวโทษวาเปนหมอเถื่อน จึงยุติการเปนหมอยาพ้ืนบาน แตยังคงปลูกสมุนไพรไวใชเปน
จํานวนมาก สวนนายแปน สองงาม ดวยอายุท่ีมากข้ึนและภารกิจท่ีตองดูแลกิจการของครอบครวั ทาํ
ใหไมมีเวลารักษาเหมือนในอดีต และยังคงชวยเหลือผูที่มาขอความชวยเหลือโดยการแนะนําตัวยา
เขยี นใบสั่งยา ใหผ ปู ว ยไปซ้ือยาเองตามรานยาแผนโบราณที่มยี าสมนุ ไพรชนิดน้นั ขาย
3) หมอยาพ้ืนบานที่ถูกระบุไวในรายงานวิจัยเรื่องความหลากหลายของพืชสมุนไพร
รักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษาโปรแกรม
วิชาชีววิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพุทธศักราช 2551
รายละเอียดดงั ตาราง 4.3
ตารางท่ี 4.3 สถานภาพปจจุบัน หมอยาพื้นบานที่ถูกอางถึงรายงานวิจัยเร่ืองความหลากหลายของ
พืชสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษา
โปรแกรมวิชาชีววิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพุทธศักราช
2551 (ขอ มูล ป พ.ศ. 2560)
ที่ ช่อื – สกุล อายุ ท่อี ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดีต พ.ศ. 2560
1 นายหวน เฉยี ดกลาง - 145 ต.สีสกุ หมอสมนุ ไพร เสียชีวติ แลว
อ.จกั ราช หมอสมุนไพร ไมบาํ บัดรกั ษา
2 นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ 65 ป 82 หมู 11 ต.สสี กุ หมอมนต รกั ษาบางอาการ
อ.จกั ราช หมอสมนุ ไพร ใชสมุนไพรในการ
3 นายทับ สงั ขส ูงเนิน 71 ป 244 หมู 9 ต.สสี ุก ดูแลตนเองและคน
อ.จกั ราช หมอพิธีกรรม ในครอบครวั
4 นายชาญ ไทยอัฐวถิ ี 49 ป 169 หมู 15 ต.สีสุก หมอสมุนไพร ยังคงบาํ บดั รักษา
อ.จักราช หมอมนต ไมบําบดั รักษา
หมอสมนุ ไพร
5 นายชั้น หวังวดั กลาง 65 ป 68 หมู 5 ต.สสี ุก
อ.จักราช
*6 นายเพชร ยา มกลาง 83 149 หมู 10 ต.สสี ุก
อ.จกั ราช
ที่ ชอ่ื – สกุล อายุ ทอี่ ยู สถานภาพ สถานภาพ
(ป) ในอดตี พ.ศ. 2560
*7 นายประกอบ คํา 67 160 หมู 10 ต.สีสกุ หมอสมุนไพร ไมไ ดบาํ บดั รกั ษา
เหลก็ อ.จกั ราช
หมายเหตุ ลําดับที่ 6 – 7 เปนการแนะนาํ หมอพน้ื บา นเพิม่ เติมโดยคนในชุมชน
จากตารางขา งตน พบวา หมอยาพน้ื บา นทีต่ าํ บลสีสกุ อําเภอจักราช เสยี ชีวติ ไป 1 คน คอื
นายหวน เฉียดกลาง สวนนายเฉลิม ไทยมะเริง ปจจุบันปวยดวยโรคหัวใจมานานกวา 10 ป จึงหยุด
การรักษา และนายทับ สังขสูงเนิน ปจจุบันดูแลเพียงบางอาการท่ีญาติยังตองการใหชวยเหลือเชน
อาการรองไหของเด็กแรกเกิด ถูกสัตวมีพิษกัด ตอย เปนตน สวนนายชาญ ไทยอัฐวิถี เม่ือรักษา
อาการเจ็บปวยของภรรยาหายขาด ก็ไมไดรักษาผูใดอีกเลย เพียงแคปลูกสมุนไพรไวดูแลตัวเองและ
คนในครอบครัวเทาน้ัน สุดทายคือ นายช้ัน หวังวัดกลาง เปนหมอพื้นบานที่ยังมีบทบาทตอคนใน
ชมุ ชนเนอื่ งจากยังคงบําบดั รักษาอาการปวยไขอยางตอเนอ่ื ง ดวยเวทมนตคาถาและใชยาสมนุ ไพรรว ม
4.1.2 การเรยี นรเู กยี่ วกบั ภมู ปิ ญญาดา นการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพน้ื บา น
หมอพ้ืนบาน (รวมท้ังหมอพระ) สวนใหญรักษาในชุมชนชนบท เชน หมอสมุนไพร
หมอตาํ แย หมอกระดกู หมอนวด ซึ่งมักจะมีบรรพบุรุษเปนหมออยูกอน แลวเรียนวชิ าจากพอ แม ปู ยา
ตา ยาย หรืออาจเรยี นจากหมอพน้ื บานหรือหมอพระในละแวกนนั้ กอนที่จะเร่ิมเรียนจะตองมีพิธีไหวครู
และมอบตัวเปนศิษยกับครูตามประเพณี นอกจากน้ียังอาศัยการศึกษาจากตําราเกาท่ีสืบทอดมา เชน
สมุดขอย ใบลาน บางคนอาจใชหนังสือตํารามาตรฐานท่ีมีขายในทองตลาด ในดานการปฏิบัติการเรียน
จากประสบการณของอาจารยโดยตรง โดยการเปนผูชวยเหลือหมอหรือมีลูกมือคอยสังเกตและจดจํา
จนกระท่ังเกิดความชํานาญ (สมพร ภูติยานันท. 2542: 40 - 41) จากการสัมภาษณหมอยาพื้นบาน
ทั้งหมด 13 คน พบวิธีการเรยี นรูภ ูมปิ ญญาหมอยาพื้นบา น ดงั ตอ ไปน้ี
1) เรียนรูจากบรรพบรุ ุษ
2) เรียนรูจ ากครู – อาจารย ทั้งที่เปนพระและฆราวาส
3) เรียนรจู ากการจากการหาวิธรี กั ษาตนเองและสมาชกิ ในครอบครวั
4) เรียนรูหรือผานการอบรมจากสถาบันแพทยแผนไทย
1) การเรยี นรูเ ก่ยี วกับภมู ิปญญาหมอยาพ้ืนบานจากบรรพบุรษุ
1.1) นายเสาร บวนนอก อายุ 74 ป อาศัยอยทู บี่ านเลขท่ี 9 หมู 11 ต.เมอื งคง อ.คง
ภาพท่ี 4.1 นายเสาร บว นนอก
ท่ีมา : ถา ยภาพเมือ่ 16 มถิ นุ ายน 2559
นายเสาร บวนนอก นับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 4
เร่ิมเรียนรูเก่ียวกับการจับเสน การนวด การรักษาเกี่ยวกับกระดูก โดยสืบทอดมาจากลุงและเริ่มจับ
เสนรักษาผูปวยเม่ืออายุได 16 ป จากนั้นเรียนรูวิธีการนวด การจับเสนเพิ่มเติมโดยการสังเกต การ
บันทึกลงในสมุดบันทึก และเคยศึกษาคนควาดวยตัวเองโดยการนาํ กบมาชําแหละเพ่ือศึกษาเสน เอ็น
ของกบและความรูจ ากการเรยี นรูดว ยตนเองนั้นมารักษาตอ
นอกจากน้ีนายเสาร บวนนอก ยังเรียนรูดานการบําบัดรักษาดวยสมุนไพร เรียนรูตัวยา
สรรพคุณจากการจับกลุมหมอยาดวยกนั ในตําบลเมืองคง และเรยี นรูจากสาํ นักของหมอสาํ เริง แหยง
กระโทก พบวานายเสารยงั เปนผูน ําทางพิธกี รรมใหก บั คนในชมุ ชนอีกดว ย
1.2) นายมวญ สายสระนอ ย อายุ 70 ป อาศยั อยบู า นเลขที่ 19 หมู 5 ต.นกออก
อ.ปกธงชยั จ.นครราชสมี า
ภาพที่ 4.2 นายมวญ สายสระนอ ย
ทม่ี า: ภาพถา ยเม่ือ 9 มิถุนายน 2559
นายมวญ สายสระนอ ย เรยี นรวู ธิ กี ารบําบัดรกั ษาโรคอมั พาต อัมพฤกษ ยานา้ํ นมหญิงหลัง
คลอดบตุ ร จากการสงั เกตและจดจาํ ตวั ยาจากการชวยหยิบจบั ตวั ยาจากบดิ า เพราะกอนหนาบดิ า
เปน หมอพน้ื บานทชี่ วยรกั ษาผูปวยทง้ั ในชุมชนและนอกชมุ ชน
1.3) นายเฉลมิ ไทยมะเริง อายุ 65 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 82 หมู 11 ต.สีสุก
อ.จักราช จ.นครราชสมี า
ภาพที่ 4.3 นายเฉลิม ไทยมะเริง
ที่มา: ภาพถา ยเมื่อ 9 กนั ยายน 2559
นายเฉลิม ไทยมะเริง เปนหมอสมุนไพรรักษาและใชมนตคาถาประกอบการรักษาโรค
เคยรักษาโรคมะเรง็ เตานม มะเรง็ มดลกู และมะเร็งลาํ ไสใหกบั คนในชุมชนหาย โดยเรยี นรจู ากนาเขย
ซึ่งอาศัยอยูที่หมูบานลําดวน อําเภอสลักได จังหวัดสุรินทร โดยสอนคาถาอาคมและตัวยาสมุนไพร
แบบปากตอ ปาก เนอื่ งจากปจ จุบนั นายเฉลิมปว ยจึงหยดุ การรกั ษาโรคใหกบั คนในชมุ ชน
1.4) นายทับ สังขสงู เนนิ อายุ 71 ป อาศัยบานเลขท่ี 244 หมู 9 ต.สสี กุ
อ.จักราช จ. นครราชสมี า
ภาพที่ 4.4 นายทับ สังขสูงเนนิ
ทมี่ า: ภาพถายเมื่อ 9 กันยายน 2559
นายทบั สังขส ูงเนนิ เรียนรูก ารรักษาอาการปวยของเด็กแรกเกิด แมลงสตั วกดั ตอย คางทูม
สุนัขกัด งู หรือเปนผี โดยการเปาคาถา และใชสมุนไพรรักษาอาการปสสาวะขัด นายทับเรียนรู
ภมู ปิ ญญาหมอพ้นื บา นดังกลา วตอจากตาของตนเอง
1.5) นายเพชร ยา มกลาง อายุ 83 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 149 หมู 10 ต.สสี ุก
อ.จักราช จ.นครราชสีมา
ภาพท่ี 4.5 นายเพชร ยา มกลาง
ทม่ี า: ภาพถายเม่ือ 9 กันยายน 2559
นายเพชร ยามกลาง เปน ทั้งหมอยาพืน้ บานเพ่ือชวยรกั ษาอาการทเ่ี กดิ จากสตั วม ีพษิ ตา ง ๆ
ไดด ว ยสมนุ ไพรและคาถา โดยทองจาํ คาถาและเรียนรูวานสมุนไพรมาจากบิดา นอกจากนี้ยงั เปน ผู
เลน ดนตรพี ้ืนบา น (เปาป) ประกอบพิธกี รรมหรอื งานบุญตางๆ ในชมุ ชน ปจจุบนั เปนโรคปอดจึงหยุด
การรักษาคนในชุมชนแตไดถา ยทอดความรตู อใหก บั ลูกสาวคือ นางพรธิพา ทิศกระโทก อายุ 44 ป
อยูบานเลขท่ี 121 หมู 10 ต.สีสุก อ.จักราช จ.นครราชสมี า
1.6) นายประกอบ คําเหล็ก อายุ 67 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 160 หมูท่ี 10 ต.สีสุก
อ.จกั ราช จ.นครราชสีมา
ภาพที่ 4.6 นายประกอบ คําเหลก็
ทีม่ า: ภาพถา ยเมอื่ 9 กันยายน 2559
นายประกอบ คําเหล็ก เรียนรูการเปนหมอพื้นบาน หมอสมุนไพรรักษาอาการผิดสําแดง ไข
คางแข็ง โดยเรียนรูมากจากบิดาคือ นายเพชร คําเหล็ก ซ่ึงเปนหมอพื้นบานในอดีต ที่นอกจากรักษา
ดวยสมุนไพรแลว ยังรักษากระดูกดวยนํา้ มันมะพราวและคาถา ซ่ึงเมื่อยังเด็กนายประกอบไดติดตาม
บิดาไปรักษาคนปวยจึงจดจําวิธีการรักษาและตัวยาสมุนไพรได แตรักษากระดูกไมไดเรียน ปจจุบัน
นายประกอบไมไ ดรักษาคนในชุมชนเพียงแตช ว ยรกั ษาภายในครอบครัว หรอื ญาติเทา นั้น
2) การเรยี นรูภมู ิปญญาหมอยาพน้ื บานจากครู – อาจารย ท้ังทเ่ี ปน พระและฆราวาส
การเรียนรูเก่ียวกับภูมิปญญาดานการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานจากครูอาจารยนน้ั
หมอยาบางคนจะตองไปฝากตัวเปนศิษยและชวยครูทํางานจากนั้นครูก็จะถายทอดวิชาให และบาง
คนเรียนจากพระอาจารยโดยการศึกษาเอกสารโบราณ และหนังสือเก่ียวกับตํารายาแพทยแผน
โบราณเพมิ่ เตมิ ดงั รายละเอียดตอ ไปนี้
2.1) นายบุญถม ตอนนอก อายุ 70 ป อาศยั อยบู านเลขท่ี 45 หมู 5 ต.บานเหล่ือม อ.บาน
เหล่ือม จ.นครราชสมี า
ภาพท่ี 4.7 นายบญุ ถม ตอนนอก
ภาพถา ยเม่ือ 10 กุมภาพันธ 2560
นายบุญถม ตอนนอก นับถือศาสนาพุทธ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปท่ี 4
เปนหมอพ้ืนบานรักษากระดูก ดวยมนตคาถาประกอบกับการใชน้ํามันมะพราว และนวดจับเสนได
นายบุญถมเรียนรูจากครูท่ีเปนหมอพ้ืนบานอยูอําเภอกุมภวาป จังหวัดอุดรธานี โดยการไปฝากตัว
เปน ศิษยชวยครูทํานาและอาศยั เรยี นวชิ าความรไู ปดวยในชว งวา งงาน ซึง่ ครูจะสอนใหท องคาถาใหได
กอน เม่ือทองคาถาไดแลวนําตาราที่เรียนไปเผาและนํามาตมน้ําดื่มเรียนอยูกับครู 1 ป จึงมาชวย
รกั ษาคนในชมุ ชน เริม่ รกั ษาเมอื่ อายุ 20 ป ปจ จบุ นั อายุ 70 ป ยงั พัฒนาความรูตนเองโดยการศึกษา
ความรจู ากเอกสารโบราณ การเขาอบรม สมั มนา ตามหนวยงานท่ที างราชการสว นทอ งถิ่นจดั ขึ้น