2.2) นายช้ัน หวังวดั กลาง อายุ 65 ป อาศยั อยทู ่บี า นเลขที่ 68 หมู 5 ต.สีสกุ
อ.จกั ราช จ.นครราชสีมา
ภาพที่ 4.8 นายช้นั หวังวัดกลาง
ท่ีมา: ภาพถายเม่อื 9 กนั ยายน 2559
นายช้นั หวังวัดกลาง นับถอื ศาสนาพทุ ธ จบการศกึ ษาช้นั ประถมศึกษาปที่ 4 ปจจบุ นั
มีอาชีพหลักเปนหมอพ้ืนบาน รักษาดวยเวทมนตคาถา และใชสมุนไพรประกอบการรักษาโรค
นอกจากน้ียังเปนหมอโหราศาสตรอีกดวย เร่ิมการเรียนรูเปนหมอพ้ืนบานจากการศรัทธาครูบา
อาจารยซ่ึงเปน พระ ไดเรยี นวิชาจากพระอาจารยห ลายสาํ นัก เชน หลวงปดู ี อ.พมิ าย จ.นครราชสีมา
หลวงปูเพชร ที่อําเภอโนนสูง และศึกษาดวยตนเองจากเอกสารโบราณ และเอกสารตําราที่เกี่ยวของ
กบั การรกั ษาแบบแพทยแ ผนโบราณ ดังภาพ
ภาพท่ี 4.9 เอกสารโบราณท่นี ายชั้น หวังวัดกลาง ใชศ ึกษา
ท่ีมา: ภาพถายเมื่อ 23 มิถุนายน 2560
ภาพที่ 4.10 เอกสารวชิ าการเกีย่ วกับตาํ รายาทน่ี ายชนั้ หวังวดั กลางใชศึกษา
ทม่ี า : ภาพถา ยเม่อื 23 มถิ นุ ายน 2560
3) การเรียนรเู กีย่ วกบั ภมู ปิ ญญาหมอยาพน้ื บานจากการหาวธิ ีรกั ษาตนเองและสมาชิกใน
ครอบครวั
3.1) นายชัยณรงค ปจ จยั อายุ 82 ป อาศัยอยูท่บี านเลขท่ี 26 หมู 3 ต.หนองคา ย
อ.ประทาย จ.นครราชสมี า
ภาพท่ี 4.11 นายชัยณรงค ปจจยั
ที่มา: ภาพถายเมอ่ื 24 มถิ ุนายน 2560
นายชัยณรงค ปจจัย นับถือศาสนาพุทธ โดยกอนหนาที่จะมาเปนหมอพื้นบาน
นายชัยณรงคเปนริดสีดวง ซ่ึงตอนน้ันอายุได 40 ป และไดเจอกับหมอยาพื้นบานซ่ึงอยูท่ีอําเภอ
บัวใหญ จึงซื้อยาหมอหรือยาสมุนไพรมาตมดื่ม ซ้ือยาสมุนไพรด่ืมติดตอกันเปนจํานวน 7 หมอ
ปรากฏวาอาการรดิ สดี วงหาย จึงถามตัวยาจากหมอยาพ้นื บานคนน้นั และนํามารกั ษาคนในชมุ ชนตอ
ปรากฏวาคนในชุมชนก็หายเชน เดียวกัน จงึ รกั ษาผปู ว ยทเี่ ปน รดิ สดี วงมาต้ังแตต อนนั้นจนถึงปจจบุ นั
3.2) นายชาญ ไทยอฐั วิถี อายุ 49 ป อาศยั อยูบา นเลขท่ี 169 หมู 15 ต.สีสุก
อ.จกั ราช จ.นครราชสมี า
ภาพที่ 4.12 นายชาญ ไทยอฐั วถิ ี
ทีม่ า : ภาพถายเม่ือ 9 กันยายน 2559
นายชาญ ไทยอฐั วิถี เรยี นรกู ารบําบัดรกั ษาโรคมะเรง็ จากการสอบถามหมอยาพน้ื บาน
ท่มี าเกบ็ สมนุ ไพรท่ีหมูบานของตัวเอง แลว นาํ ตวั ยาและวิธีการรักษาน้นั มารักษาภรรยาของตนซงึ่
ปว ยเปน โรคมะเร็งปากมดลกู หายจนถงึ ปจ จบุ ัน ตอจากนนั้ ไมไ ดร ักษาใครตอ ทําเพียงปลูกสมุนไพร
บางชนิดไวด แู ลตนเองและคนในครอบครัว
3.3) นางสพุ รรณ แซเ ฮง อายุ 64 ป อาศัยอยูท บ่ี า นเลขที่ 31/1 หมู 5 ตาํ บล
มะเกลือเกา อําเภอสูงเนนิ จังหวัดนครราชสีมา
ภาพที่ 4.13 นางสุพรรณ แซเฮง
ทม่ี า : ภาพถายเมื่อ 16 มิถนุ ายน 2560
นางสุพรรณ แซเ ฮง นบั ถือศาสนาพทุ ธ เรยี นจบชั้นประถมศึกษาปท่ี 6 จากระบบ
การศกึ ษานอกระบบ (กศน.) ปจ จบุ นั ประกอบอาชีพหลกั คือเกษตรกรรม สวนอาชีพเสรมิ คอื เปนหมอ
พืน้ บาน หมอนวดจับเสน โดยเรมิ่ เรียนรูการจบั เสน เน่ืองจากปว ยเดิน หรอื ทํางานไมได จึงไปเรียนรู
หาวธิ รี ักษาตนเองจากหมอนวดพ้ืนบานจนหาย จากนน้ั จึงนําความรทู ไ่ี ดเ รยี นมาไปรักษาคนอ่ืนตอ
จนถึงปจจบุ ัน
4) การเรียนรเู กย่ี วกบั ภมู ิปญญาหมอยาพน้ื บา นผา นการอบรมจากสถาบนั แพทยแ ผนไทย
4.1) นายจรูญ ฟนงเู หลอื ม อายุ 81 ป อาศัยอยบู านเลขท่ี 35 หมู 15 ต.หลุมขา ว
อ.โนนสงู จ.นครราชสมี า
ภาพที่ 4.14 นายจรญู ฟน งเู หลอื ม
ทม่ี า: ภาพถา ยเม่ือวันท่ี 10 กันยายน 2559
นายจรญู ฟนงเู หลือม นับถือศาสนาพุทธ จบการศกึ ษาชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 6 อาชพี หลักคือ
ทํานา เริ่มเรียนรูการเปนแพทยแผนไทยเม่ือไปอาศัยอยูกับหลวงปูท่ีวัด จากนั้นหลวงปูแนะนําให
เรียนดา นการรักษาโรคกับสถาบนั แพทยแผนโบราณทาพระจันทรเรียนทางไปรษณยี โดยอานหนงั สือ
และทองจํา และสอบจนผานไดใบประกอบโรคศิลปะ เลขท่ี 14151 พ.ศ. 2547 ปจจุบันนายจรูญ
ฟน งเู หลอื ม ไมไ ดร กั ษาหรอื ดูแลการเจ็บปว ยของคนในชมุ ชนแลว
4.2 บทบาทการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบาน
หมอพื้นบานสารพัดแขนงท่ีมีอยูในทุกหมูบาน เคยมีบทบาทในการบําบัด รักษา ฟนฟู
ผูปวยจนมีบารมี เปนผูเช่ือมประสานผูคนในสังคมใหเกิดความรัก ความเมตตา ชวยเหลือเกื้อกูลกันได
เนื่องจากหมอพื้นบานมีอาชีพเปนเกษตรกร เพียงแตเคยเจ็บปวยและไดรับการบําบัดจากหมอพื้นบาน
ดวยกันจนหายเปนปกติ จึงขอเรียนวิชาตอจากผูรักษาเพ่ือนําไปรักษาพ่ีนองลูกหลานบางรายสนใจเปน
พเิ ศษก็ศึกษาเพ่ิมเติม พรอ มสะสมประสบการณในการรักษาจนมชี ่ือเสียง (ณรงค เพ็ชรประเสริฐ พิทยา
วอ งกุล. (บ.ก.). 2550: 185) แตเม่อื สถานการณทางสงั คมเปลีย่ นแปลงไป การยอมรบั การบาํ บัดรักษา
ดวยแพทยแผนปจจุบันที่เนนความเปนไปไดทางวิทยาศาสตรมีมากขึ้น ภูมิปญญาดานหมอพื้นบาน
ถูกลดบทบาทลง การคงอยูหรือการปรับตัวของหมอพ้ืนบานก็เปลี่ยนแปลงไปดวย ดังรายละเอียด
ของการศึกษาวเิ คราะหตามหัวขอ ตอไปนี้
4.2.1 การรกั ษา
4.2.2 กระบวนการถา ยทอดองคค วามรู
4.2.1 การรกั ษา
กระบวนการของการรักษาโรคของหมอยาพนื้ บานมหี ลากหลายวิธที ส่ี อดคลองกับหลกั
คิดหรือความเชือ่ ของหมอยาพนื้ บานและผูรักษา เพอ่ื ใหเ ห็นภาพของการบําบัดรกั ษาโรคของหมอยา
พนื้ บา นในจังหวดั นครราชสีมา ผวู ิจยั จึงนาํ เสนอผลการศกึ ษาวเิ คราะหด ังหวั ขอตอไปนี้
4.2.1.1 ประเภทของการรักษา
1) การรักษาโดยไมใชส มนุ ไพร
1.1) การนวดพืน้ บา น จากการรวบรวมขอมลู ผวู ิจัย พบการหมอนวดพืน้ บาน
3 คน ซ่งึ มีวิธกี ารนวดท่แี ตกตางกัน ดังรายละเอยี ดตอไปน้ี
- นายบุญถม ตอนนอก เปนหมอยาพื้นบานท่ีเรียนรูการเปนหมอยา
โดยวิธีการทองจําคาถาใหไดเสยี กอน กอ นท่ีจะเรียนวิธกี ารคลายเสน แกไ ขปญหากระดกู โดยใชนํ้ามัน
มะพราว ฉะนั้นกระบวนการของรักษาจึงเนนท่ีการใชคาถาในการทําน้ํามันมะพราว ใชวิธกี ารจับเสน
รวมกับการทาน้ํามันมะพราวเพื่อรักษาอาการปวดขอ ปวดกระดูก เม่ือกอนนายบุญถมจะทําน้ํามัน
มะพราว จากการคัดเลือกมะพราว การหุงตมเพื่อใหไดน้ํามันมะพราวเอง กอนทําการปลุกเสกในวัน
พระใหญ แตปจจุบันใชวิธีการซ้ือน้ํามันมะพราวจากรานคาและนํามาปลุกเสกไวสําหรับการนวดทา
รักษา
นอกจากน้ี นายบุญถม ยังเปนหมอมนตที่ใชเพียงคาถาในการรักษา
งสู วัดใหกับคนในหมบู า นหายมากวา 20 ราย
ภาพท่ี 4.15 – 4.16 ภาพการนวดจบั เสน ของนายบญุ ถม ตอนนอก
ที่มา: ภาพถายเมอ่ื 10 กนั ยายน 2559
- นายเสาร บวนนอก เปนหมอยาพ้ืนบานที่เรียนรูวิธีการจับเสน และ
รักษาปญหากระดกู โดยจดจาํ ไดวา จับตรงไหนคือเสน เอน็ สว นไหนของรางกาย หากมีปญหาเรือ่ งไหล
หลุด สะโพกหลุด หรือกระดูกหลุดจะจับดูรู แลวก็ใชวิธีนวด จับ ดึง เพ่ือแกไขปญหาเหลานั้นใหกับ
คนทม่ี ารกั ษา นอกจากเปน หมอจับเสนแลวนายเสาร ยงั เคยรักษาดว ยสมนุ ไพร แตปจจบุ นั ไมไ ด
ภาพที่ 4.17 ภาพการนวดจับเสน ของนายเสาร บวนนอก
ทมี่ า: ภาพถายเม่ือวนั ท่ี 10 กันยายน 2559
- นางสุพรรณ แซเ ฮง จะใชวิธกี ารสอบถามอาการ ตรวจจับดูทอง
เพื่อดูอาการหยอ นของมดลกู สําหรับสตรี อาการไสเลื่อนสาํ หรบั บรุ ุษ การปวดเนอ่ื งมาจากไมเกรน
หรอื อาการเขา เส่ือม หมอจะนวดเพอ่ื คลายเสนใหอวัยวะตางๆ เขาที่เขาทางพรอมกับใชยาหมอง
และคาถาอาคมเขาชว ย นอกจากนีน้ างสุพรรณ ยงั ใชส มนุ ไพรเพื่อทําลูกประคบ และรักษาใหสตรี
หลงั คลอดตมดื่มขับนํ้าคาวปลา และเปนยาชกั มดลกู อีกดว ย
ภาพที่ 4.18 - 4.19 ภาพยาหมองตะไคร และคาถาที่ใชสาํ หรบั สวดกอ นนวดของนางสพุ รรณ แซเฮง
ท่ีมา: ภาพถายเม่อื 16 มถิ นุ ายน 2560
2) การรักษาโดยการใชสมนุ ไพร หมอยาพืน้ บา นของจังหวดั นครราชสีมา ท่ียงั
รกั ษาโดยใชส มนุ ไพร และมีบทบาทตอผคู นในสังคมปจ จุบัน มดี ังตอ ไปน้ี
- นายมวญ สายสระนอย เปน หมอพื้นบา นทย่ี ังคงมบี ทบาทสาํ คญั ในการดูแล
คนในชุมชน โดยเฉพาะรักษาอาการเก่ียวกับการเจ็บปวยเล็กนอย ปวดหัว เปนภูมิแพ และการดูแล
สตรีหลังคลอดบุตร มียากินแทนการอยูไฟ ยากระชับมดลูก ขับน้ําคาวปลา และสําหรับใหนํ้านมมา
มาก ยาสําหรับแกอาการผิดสําแดง โดยใชสมุนไพรบดเปนผงใชชงดื่มกับน้ํารอน และปนเปน
ลูกกลอน สําหรับยาประสะนํ้านม ยาแกป วดไข และเปนสมุนไพรแหงนําไปตม ดืม่ สําหรบั ยาแทนการ
อยูไฟ อยาแกผิดสําแดง
ภาพที่ 4.20 – 4.21 ภาพยาสมนุ ไพรยาชนดิ บดและชนิดแหง
ท่ีมา: ภาพถายเมอ่ื 9 มิถนุ ายน 2559
- นายช้ัน หวังวัดกลาง มีอาชีพหลักเปนหมอยาพื้นบานรักษาอาการ
ปวยไข โดยเฉพาะโรคอัมพฤกษ อัมพาต ใชสมุนไพรรักษาจากการไปเก็บตัวยา ปลูกไวบริเวณบาน
และส่ังซื้อจากรานยาแผนโบราณ นอกจากการรักษาโรคโดยใชสมุนไพรแลว นายชั้นยังใชวธิ กี ารทาง
โหราศาสตรเพ่ือตรวจดวงชะตา ใชพิธีการทางไสยศาสตรเพื่อปดเปาผี หรืออํานาจเหนือธรรมชาติ
ตาง ๆ โดยใชคาถา น้ํามนต และของขลัง แลวแตคนปวยตองการเพื่อความเปนสิริมงคล หรือเปน
เครอื่ งยึดเหน่ียวจิตใจเปน รายบุคคลไป และใชค าถาในการเสกยากอนใหค นปวยนาํ ไปตม ดมื่
ภาพท่ี 4.22 – 4.23 ภาพนายชน้ั หวงั วดั กลาง เสกยา และทองคาถาเพอ่ื ทาํ นาํ้ มนต
ทีม่ า: ภาพถา ยเมอ่ื 23 มิถุนายน 2560
- นายณรงค ปจจัย เปนหมอยาพื้นบานท่ีอายุมากถึง 82 ป แตกย็ ังคงมี
บทบาทในการดูแลผูปวยริดสีดวงโดยใชสมุนไพร ซ่ึงหมอยาใชวิธีการหาสมุนไพรในปาของชุมชน
มีการใชคาถาสาํ หรบั เกบ็ ยา ใชส มุนไพรแหง หลายชนดิ รวมกันเปนตํารบั ยา ใหผ ปู ว ยตมกนิ
ภาพที่ 4.24 – 4.25 ภาพนายชยั ณรงค กําลังจําแนกยาสมนุ ไพรเพอ่ื ใชในการรักษาโรค
ท่มี า: ภาพถายเมือ่ 24 มถิ นุ ายน 2560
จากการเกบ็ รวบรวมขอมลู สามารถสรปุ ประเภทของหมอยาพ้นื บาน โรค วธิ กี าร
รกั ษา และตํารับยาสมุนไพร ตลอดจนสถานภาพการบาํ บดั รักษาจากอดตี จนถงึ ปจ จบุ นั ปรากฏตาม
ตารางท่ี 4.4
ตารางท่ี 4.4 หมอยาพนื้ บาน อาการเจ็บปวย วิธีการรักษา และตาํ รบั ยาสมนุ ไพรในจงั หวดั
นครราชสีมาจากอดีต – ปจจบุ นั
อาการเจ็บปว ย หมอยาพ้นื บา น วธิ กี ารรักษา สถานภาพการรกั ษาใน
1. โรคมะเร็ง นายเสาร บว นนอก ปจจบุ นั
รักษาดวยสมุนไพร ไมไดร กั ษาเนอ่ื งจากไมม ี
นายชาญ ไทยอัฐวถิ ี 1. หวั พิสมยั (ดูทง ) 1 ตัวยาหรอื สมุนไพร
2. รากหนามพรม 1
นายชั้น หวังวัดกลาง แลวเสกดวยพระเจา 5 พระองค
ตม กิน
รกั ษาดว ยสมนุ ไพร บอกตอใหก ับคนไขอ ื่น
1. หัวขา วเยน็ เหนือ – ใต 1 กํามอื ในเวลาตอมา แต
2. หัวหนอนตายหยาก 1 กาํ มือ ปจ จุบนั ไมไ ดร ักษาแลว
3. เหงอื กปลาหมอ 1 กาํ มือ
4. ชุมเห็ดเทศ 1 กํามือ
5. หญาตีนเปด 1 กํามอื
6. ตน ปก ไกด ํา 1 กาํ มือใหญ
7. มะพราวแก 1 ลกู ใชทัง้ น้ําทั้งเนอ้ื
นาํ ตวั ยาทัง้ 6 ชนดิ มาตากใหแ หง และ
นําไปตมในนา้ํ มะพรา วเคีย่ วจนเนอ้ื ยาออก
และใชด ืม่ แทนนาํ้ 1 หมอ ดม่ื ได 1 อาทิตย
ติดตอกันเวลา 1 ป 6 เดอื น อาการปว ย
ของภรรยาก็หาย
รักษาดว ยสมุนไพร ยงั รกั ษาอยู
1. มะเรง็ เตา นม
1.1 ตนครามผีทง้ั ตน ทงั้ ราก
1.2 แกน ปรุ
1.3 ฟน ตาล
1.4 พญากา นแดง
1.5 หัวยาโคกใต
ตม กนิ ก็ได บดผงใสแ คปซูลกไ็ ด
2. มะเร็งปากมดลกู (ขนานท่ี 1)
2.1 สหสั คุณ 5 บาท
2.2 เหมอื ดคน 1 บาท
2.3 รากสหี วด 1 บาท
2.4 เปลาใหญ 1 บาท
อาการเจบ็ ปว ย หมอยาพนื้ บาน วิธีการรกั ษา สถานภาพการรักษาใน
ปจจบุ นั
นายเฉลมิ ไทยมะเรงิ 2.5 รากปบ 1 บาท
2. โรคตับแขง็ นายเสาร บวนนอก 2.6 หวั ยาโคก 1 บาท
2.7 พญายา 1 บาท
นายช้นั หวังวัดกลาง 2.8 หวั สองฟา /โปรงฟา 3 หัว
3. อมั พฤกษ – นายมวญ สายสระนอย ตมกนิ
อมั พาต 3. มะเรง็ ปากมดลกู (ขนานท่ี 2)
3.1 เครอื หวายขม 1 กํามือ
3.2 รากหญาคา 1 กาํ มอื
3.3 ตน หัวคา 1 กํามอื
3.4 ลูกฟก ขาว 1 ลกู
ตม กินหลังอาหาร
รกั ษาดว ยสมุนไพร ไมไ ดร ักษา
1. ตนเกลด็ ปลาหมอ
2. ขาวเยน็ เหนือ – ใต
3. ตน คราม
4. ตนตีนตั่ง
ตากแดดใหแหงแลว นํามาตม ใสน าํ้ 7 สวน
เค่ียวใหเหลือนํ้ายา 1 สวน กินวันละ
1 แกวเล็ก แตถารางกายแข็งแรงใหกิน
ปริมาณทีม่ ากขึ้น
รักษาดวยสมนุ ไพร ไมไดร กั ษาเนื่องจากไมม ี
1. มดั กา (กิง่ สด) สมุนไพร
2. หัวยาโคก (ขาวเย็นเหนอื – ใต)
3. ตะไครตน
4. ดีคน
เสกดว ยพระเจา 5 พระองค ตม กนิ
รกั ษาดวยสมุนไพร ยงั รักษาอยู
1. โดไมร ลู ม
2. รากชังชี่
3. สะเดานา/สะเดาดนิ
4. หญาหางชา ง
5. รากสหสั คณุ
6. ดีคน
7. เหมอื ดคน
ตมกิน
1. รกั ษาดว ยสมนุ ไพร (ยาตม ) ยังรกั ษาอยู
1.1 แสมสาร
1.2 แกนคูณ
1.3 แกนขีเ้ หลก็
อาการเจบ็ ปวย หมอยาพนื้ บา น วธิ ีการรักษา สถานภาพการรักษาใน
นายชั้น หวังวัดกลาง ปจ จบุ นั
1.4 ใบมัดกา
1.5 แกน ลัน่ ทม
นาํ ยามาตม ใสเกลือนดิ หนอ ยด่ืมเชา – เยน็
จนรสยาจดื
2. รกั ษาดว ยสมนุ ไพร (ยาประคบคลาย
เสน )
2.1 ใบหนาด
2.2 ใบกระวาน
2.3 ขา
2.4 ตะไคร
2.5 ขเ้ี หลก็
2.6 มะขาม
2.7 พญายา
ตากใหแ หง ตําใหละเอียดหอ ผาทําลกู
ประคบ
1. รกั ษาดว ยสมนุ ไพร (ยาตม ) ยงั รักษาอยู
1.1 สะแก 1 กาํ มอื
1.2 คนทา 1 กํามือ
1.3 เถาวลั ยเปรยี ง 1 กํามือ
1.4 รากพุงดอ 1 กํามือ
1.5 แหวหมู 1 กาํ มอื
1.6 ขม้นิ ออย 7 ชนิ้
1.7 ข้ีเหลก็ ท้งั 5
ตม กนิ เชา – เย็น
2. รักษาดว ยสมนุ ไพร (ยาประคบ
ขนานท่ี 1)
2.1 ใบข้เี หลก็ 9 ยอด
2.2 ขา วสารขา วเหนยี ว 1 กํามือ
2.3 วา นไพล 7 ช้ิน
2.4 เครือตาํ ลงึ 7 ทอน
ตําผสมกัน หอผาขาววางใหถ ูกไอของนํา้
รอนแลว ประคบ
3. รักษาดวยสมุนไพร (ยาประคบ
ขนานที่ 2)
3.1 ตะไครห อม 1 กาํ มือ
3.2 ใบตะแบก 1 กาํ มือ
3.3 ใบขอย 1 กํามอื
3.4 ใบเอนออน 1 กํามือ
อาการเจ็บปวย หมอยาพ้ืนบา น วิธกี ารรักษา สถานภาพการรกั ษาใน
4. ยารดิ สดี วง นายชยั ณรงค ปจจยั ตําผสมกัน หอ ผา ขาววางใหถกู ไอของนํา้ ปจจบุ นั
รอนแลว ประคบ
ทวาร รกั ษาดวยสมุนไพร ยังรกั ษาอยู
1. ยาแกปวดรดิ สดี วง
นายเพชร ยามกลาง ไมไ ดรักษาเนือ่ งจากปว ย
1.1 รากชะมัดนอย ไมสามารถหาตวั ยาได
5. ยาสําหรับ นายมวญ สายสระนอย 1.2 รากชะมัดใหญ ยงั คงรักษาอยู
สตรหี ลังคลอด 1.3 หัวยาหวั โอ ยงั คงรกั ษาอยู
บตุ ร 1.4 ตนแฮดกวาง
1.5 เปลอื กตมู ตงั
นางสพุ รรณ แซเฮง 1.6 เปลือกตนมะตูม
1.7 ตนตาไก
1.8 เปลอื กสมกบ
นํามาตากแหงแลวตม ใสนาํ้ 1 หมอ
2. ยาตัดรากริดสีดวงทวาร
2.1 ราก/ตนชะมดั นอย
2.2 ราก/ตน ชะมดั ใหญ
2.3 ยาหัวโอ
2.4 เปลือกสม กบ
2.5 ตนแฮดกวาง
นาํ ไปตากแหง แลว ตมดืม่ กนิ แตต อ งกินยา
แกป วดเสียกอ นแลว จึงกนิ ยาตดั ราก
ริดสดี วงทวาร
รกั ษาดว ยสมนุ ไพร
1. ตน ตะไครห อม
2. เครือลาํ เจียก
3. ตนตมุ กา
4. หัวยาโคก
5. สมปอย
6. กัดลิน้ /เกลด็ ลิ้น
นาํ ยาทัง้ หมดไปตากแหงแลวตม กนิ
รักษาดวยสมนุ ไพร
1. ยาน้าํ นม ขายเปน ชุดมีตวั ยา
ทง้ั หมด 12 ชนดิ แตยังไมระบุ
2. ยาแกผ ดิ สําแดง ขายเปนชดุ แต
ยังไมร ะบุตวั ยา
รักษาดวยสมนุ ไพร
1. ยาขบั นํ้าคาวปลา ขายชดุ ละ 100
บาท มีตวั ยาคือ
1.1 พริกไทย 7 เม็ด
อาการเจบ็ ปว ย หมอยาพื้นบา น วธิ กี ารรกั ษา สถานภาพการรกั ษาใน
1.2 ดีปลี 7 เมด็ ปจจุบนั
6. นวดจับเสน นายเสาร บวนนอก 1.3 กระเทียม 7 กลบี
แกป วดเม่อื ย นางสุพรรณ แซเ ฮง 1.4 มะขามสุก 7 ฝก ยังคงรกั ษาอยู
เจ็บตามขอ เขา นายบญุ ถม ตอนนอก ตําละลายนํ้ารอนกนิ จนหมดยา หรอื ตําจน ยงั คงรักษาอยู
กระดูก เปน ผงปน เปน ลกู กลอนกนิ ยงั คงรกั ษาอยู
7. งู หรอื แมลงมี นายทบั สังขสงู เนนิ รกั ษาดว ยการนวดจับเสน รกั ษาในกลุม ญาตพิ น่ี อ ง
พิษกัดตอย รักษาดวยการนวดจับเสน
รกั ษาดวยการนวดและใชน ํา้ มนั มะพรา ว
ปลุกเสกใหผ ปู วยนําไปรักษาตอท่บี า น
รักษาดวยคาถาเสกและเปา น้ํามนต
8. ลมชัก นางสพุ รรณ แซเ ฮง ใชส มนุ ไพร รกั ษาลูกสาวหายจงึ บอก
ลมบา หมู 1. เมลด็ มะละกอสุกตากแหง 3 สว น ตอ ญาติพี่นองเทา น้ัน
2. พรกิ ไทยแหง 2 สวน
ตําจนละเอยี ดใสน า้ํ ผ้ึงปนเปน เมด็ กิน
4.2.1.2 ขั้นตอนหรอื กระบวนการรักษา
ข้ันตอนหรือกระบวนการรักษาของหมอยาแตละคนมีวิธีการท่ีแตกตางกัน
ทั้งน้ีขึ้นอยูกับการสืบทอดหรือการเรียนรูวิธีการบําบัดรักษาโรคของแตละหมอแตละสํานัก
โดยสามารถจําแนกไดด งั ตอไปนี้
1) นายบุญถม ตอนนอก มขี ัน้ ตอนการรักษา คือ
1.1) การวินิจฉัยอาการ โดยการซักประวัติผูปวยจากการสอบถาม
อาการหรือสาเหตุของการเจ็บปวย ซักถามเกี่ยวกับการรับประทานอาหารกอนมารักษา หากพบวา
ผปู วยดมื่ กาแฟมา หมอพ้ืนบา นจะไมรักษา โดยใหเ หตผุ ลวา รักษาอยางไรก็ไมห าย นอกจากนน้ั ยังใช
การวินิจฉัยกอนการรักษาโดยการจับขอมือเพ่ือตรวจชีพจร และสอบถามประวัติวาเคยรักษาจาก
แพทยแผนปจจุบันหรือไม หากเคยรักษานําผลการตรวจของแพทยปจจุบันมาใชประกอบการ
ตัดสินใจรักษา ซึ่งนายบุญถมใหขอมูลวาบางครั้งแพทยแผนปจ จุบันก็วินิจฉยั ไมตรงกับท่ีตนตรวจพบ
เชน หมอวินิจฉัยวากระดูกหัก และนายบุญถมตรวจดูพบวา กระดูกไมไดหัก เพียงแตกระดูกหลุด
เทาน้ัน เปนตน
นอกจากน้ียังพบวา หากผูปว ยมอี าการบาดเจ็บรนุ แรง นายบญุ ถมก็
ไมรักษา โดยบอกใหค นปวยไปรบั การรกั ษาท่โี รงพยาบาลดว ยแพทยแผนปจจุบนั จะเหน็ ผลดกี วา
1.2) การรักษา หากผูปวยมอี าการปวด เจ็บกลา มเนื้อ จะใชว ธิ ีการรักษา
โดยการบีบจับคลายเสน โดยใชมือ และไมสําหรับนวดเสรมิ จากนั้นนําน้ํามันมะพราวท่ีปลุกเสกแลว
ใหผูปวยไปทานวดตอท่ีบานจนกวาอาการปวดจะหาย สําหรับผูปวยท่ีมีบาดแผลจากการถูกน้ํารอน
ลวก หมอจะใหน้ํามันมะพราวไปทาเชา – เย็น จนกวาแผลจะแหงและหายเปนปกติ เชน
นายสายัณห เหลื่อมสีจันทร อายุ 37 ป ตอนเปนเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ ลูกนํ้ารอนลวกไปรักษาที่
สถานพยาบาลของตําบล (อนามัย) เจาหนาขูดแผลกอนการรักษา การรักษาหายชา คนในชุมชนจึง
แนะนําใหไปหานายบุญถม เพ่ือเปาโดยใชคาถาและไดน้ํามันมะพราวมาทาแผล ปรากฏวาแผลแหง
เร็วไมป วด รักษาอยเู ปนเดือนจงึ หาย หรือนางชนดิ า เจรญิ ภูมิ อายุ 49 ป เกดิ อบุ ัติเหตุรถมอเตอรไซค
ลม ทําใหเปนแผลลึกท่ีหลังเทา ไปหาหมอที่โรงพยาบาลจังหวัดชัยภูมิ แลวจึงมารักษากับหมอ
พืน้ บา นโดยแรกเรม่ิ จะเปนการเปาดว ยคาถากอ น จากน้นั จึงทานํา้ มัน และกินยาทแี่ พทยแผนปจ จุบัน
ใหม าควบคูก ันไป ปรากฏวา แผลแหง เรว็ และหายเปนปกติหลงั จากรกั ษาเปนเวลา 1 เดือน
ผูปวยที่กระดูกหัก แตก จนตองเขาเฝอก บางรายไปหาแพทยแผน
ปจจุบัน แพทยเขาเฝอกใหมีอาการอึดอัด รอน ทนไมได ก็มาใหหมอพื้นบานถอดเฝอกใหและใชวิธี
เขาเฝอกรักษากระดูกแบบแผนโบราณ คือการใสเฝอกไมไผ โดยหมอจะดําเนินการตมนํ้าเกลือ
จากน้ันใชผาชุบนํ้าเกลือแลวนํามาประคบบริเวณท่ีเปน ซ่ึงวิธีการน้ีเปนวิธีการปองกันไมใหบริเวณที่
เปนเกิดอาการบวม จากนั้นจึงทาน้ํามันมะพราวกอนเขาเฝอกไมไผ เชน นางสุดากาญจน สุรเดช
อายุ 54 ป อาศยั อยูบานเลขที่ 11 หมู 5 ต.บานเหล่ือม อ.บา นเหล่อื ม จ.นครราชสีมา ประกอบอาชีพ
ขาราชการครู เคยหกลม เทาแพลง ไปรักษากับแพทยแผนปจ จุบนั แพทยใ สเฝอกใหแลว รสู ึกรอนและ
หนกั จึงผาเอาเฝอกออกเอง และไปใหน ายบุญถมรักษาโดยทานํา้ มันเปนเวลา 2 อาทติ ย ประกอบกับ
กนิ ยาแพทยแ ผนปจ จบุ ันควบคูกนั จึงหายเปนปกติ
ภาพที่ 4.26 – 4.27 ภาพเฝอกไมไผ และการสาธติ ใชเผอื กไมไผของนายบุญถม ตอนนอก
ท่มี า: ภาพถา ยเมือ่ 10 ภุมภาพันธ 2560
1.3) เมอ่ื รกั ษาจนหายแลว ผปู วยจะตองใหค าบูชาครู คา คาย 24 บาท
และใหหมอพื้นบานตามกําลังศรทั ธา
2) นายเสาร บว นนอก มขี ้นั ตอนการรักษา คือ
2.1) การวินิจฉัยอาการ โดยการซักประวัติผูปวยเก่ียวกับอาการ สาเหตุ
ของการเกิดอาการเจ็บปวย ซักถามเก่ียวกับโรคประจําตัวของผูปวย จากนั้นตรวจชีพจร และ
สอบถามการวินิจฉัยจากแพทยแผนปจจุบันเพ่ือใชประกอบการตัดสินใจรักษาโดยการจับเสน บีบ
นวด หรือการประคบดวยสมุนไพร หรือการเขาเฝอกดวยไมไผ โดยนายเสาร บวนนอก มีการบันทึก
ขอมูลของผูปวยไวอยางละเอียด ประกอบไปดวยช่ือ – นามสกุล อายุ วันเดือนปเกิด เวลาเกิดโรค
หรอื มีอาการเจบ็ ปวย อาการเจ็บปว ย และวันทมี่ ารกั ษา ดงั ภาพ
ภาพที่ 4.28 การจดบนั ทึกขอ มลู ผูม ารบั การรกั ษาของนายเสาร บวนนอก
ทม่ี า: ภาพถายเมื่อ 10 ภุมภาพนั ธ 2560
2.2) การรักษาจะรักษาตามอาการ หากเก่ียวกับเสนเอ็น ก็มีการนวด
จับเสน หากเปนอัมพฤกษ อัมพาต จะมีประคบดวยสมุนไพรเพ่ือใหคลายเสน หากกระดูกหลุดก็มี
การดึง หรือจับใหเขาที่ การนวดหรือจับเสนแลวแตอาการหากเปนไมมาก บางรายใหหมอนวดจับ
เสนสามวนั และนําน้าํ มนั ไปทานวดตอเองท่ีบานก็หาย หากผปู วยรายใดมอี าการหนักจาํ เปนตองนวด
ติดตอกันเปนเวลานานจนกวาจะหาย บางรายนวด 3 เดือนก็มี นอกจากน้ียังมีการใชคาถาเปา
ซึ่งหากมีอาการกระดูกหัก จะทานาํ้ มันและใสเฝอก กรณีตวั อยางการมาบาํ บัดรกั ษา ไดแ ก
- นายคํามาย แกวใส อายุ 43 ป อยูบานเลขที่ 54 หมู 7 ต.เมือง
นาด อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ไปทํางานท่ีเมืองนอก เมื่อป 2555 จากน้ันเหมือนรางกาย
ไดร บั สารเคมบี างอยางทําใหมีอาการปวดเอวอยางรนุ แรง ใหเ พ่ือนรวมงานเหยียบเพื่อบรรเทาอาการ
ปวดให กลับปรากฏวาปวดมากขึ้นและเดินไมได จึงตองกลับประเทศไทยเพื่อเขารับการรักษาที่
โรงพยาบาล แตดวยสิทธิ์การรักษาเปนแบบประกันสังคมจึงทําใหตองรอคิวการผาตัดไปอีก 2 เดือน
จงึ ไดต ัดสนิ มาใหนายเสาร บว นนอก นวดจับเสน ให ปรากฏวา อาการดขี ้นึ จงึ มานวดเร่ือย ๆ เปนเวลา
2 เดอื นจึงหาย
- นางเฉลียว หินนอก อายุ 64 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 3 หมู 11
ต.เมืองคง อ.คง จ.นครราชสมี า เกิดอุบัติเหตรุ ถชนจนเจ็บสะโพก นายเสารต รวจดอู าการและวินิจฉัย
วากระดูกเชิงกรานเคลื่อน จึงนวดจับเสน 3 วัน วันละ 1 คร้ัง เม่ือนวดเสร็จมีการเปาเสกคาถา และ
ใหน าํ้ มนั ไปทาท่บี านจงึ หายเปนปกติ
- นายเน่ือง ชว ยกลาง อายุ 52 ป อยบู า นเลขที่ 148 หมู 3 ต.เมือง
นาด อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ปวดสะโพกขา งขวาจึงมาใหนายเสารรกั ษาโดยการนวด เปา
คาถา และใชนํ้ามนั ทาเชนเดยี วกัน
2.3) หลังการรกั ษานายเสาร บวนนอก ไมไดระบขุ อมลู วา ผูปว ยจะตอง
จายคาตอบแทนและคา ครูเปนจํานวนเงินเทาไหร
3) นางสุพรรณ แซเ ฮง มีข้ันตอนการรกั ษา ดังนี้
3.1) การวินจิ ฉยั อาการของนางสุพรรณ แซเฮง คือ สอบถามสาเหตุและ
อาการของการเจ็บปวยของผูมารักษา และสอบถามคําวินิจฉัยของแพทยแผนปจจุบัน ประกอบการ
ตดั สนิ ใจเพอื่ รักษาหรอื บีบนวด ตอจากน้นั หมอจะตรวจสอบรายกายโดยการนวดไลล มหากเปน มดลูก
หยอน หรือไสเลื่อนลมก็จะเคล่ือนไปบริเวณทองนอยหรืออวัยวะเพศ ซ่ึงผูปวยท่ีมานวดจับเสน
หมอนวดจะไมนวดรักษาใหห ากมีอาการ ดงั ตอ ไปน้ี
- มอี าการเมา กลา วคือหามดมื่ เหลา กอนมารักษา
- ผูทีต่ ั้งครรภไมส ามารถนวดรักษาได
- เปนไข
- เปน โรคเกา
3.2) การรักษา นางสุพรรณ แซเฮง เปนหมอนวดพื้นบาน ท่ีเช่ียวชาญ
ทางดานการดูแลสตรีหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะการบีบนวดเพื่อกระชับมดลูก และใชกอนหินหอผา
ขาวใสกับสมุนไพร คือ ยาอีฮุบ วานชักมดลูก ใบพลับพลึง ใบละหุง ทับทองวันละ 3 เวลา เวลาละ
3 ช่ัวโมง และใหกินยาสมุนไพรเพื่อขับนํ้าคาวปลา ไดแก พริกไทย 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด ไพล 7 ฝาน
กระเทยี ม 7 กลีบ มะขาม 7 ฝก ตาํ เปน ผงละลายนา้ํ รอนกินจนหมดยา หรือปน เปน ลกู กลอนกินตอน
ไหนกไ็ ดจนหมด โดยการดูแลทง้ั นวดกระชับมดลูก และกนิ ยาสมนุ ไพร คิดคา บรกิ าร 1200 บาท
การนวดเพ่ือแกอาการขัดยอก ปวดเอว ปวดหลัง จะนวดใหท่ัว
ทั้งตัว แตหากปวดบริเวณขา ปวดเขา สะโพก ก็จะนวดบริเวณที่เปน การบีบนวดแลวแตกรณี
บางคนเจ็บปวดเพราะอุบัติเหตุหรือทํางานหนัก มารักษาไดทันทวงทีก็นวดเพียงครั้งสองคร้ังก็หาย
แตบ างรายเจ็บปวดเพราะอายมุ ากตองนวดเพ่ือบรรเทาอาการไปเรื่อย ๆ แตไมหายขาด กรณี
ตวั อยา งการบาํ บัดรักษาของนางสพุ รรณ แซเฮง
- นางพะเยา บัลลังค อายุ 53 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 74/1 หมูที่ 5
ต. มะเกลือเกา อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา เขารับการรักษาเมื่อเดือนเมษายน 2559 มีอาการปวด
เอวลงขา เน่ืองจากการทํางานยกของหนัก เม่ือไปรักษากับแพทยแผนปจจุบันไมหาย จึงหันมาพ่ึง
หมอนวดพ้ืนบาน นางสุพรรณจึงไดตรวจดูอาการโดยการกดหรือบีบทองเพื่อไลลม ปรากฏวาลมลง
ไปท่ีทองนอยจนถึงอวัยวะเพศ จงึ วินิจฉัยวาเปนอาการของมดลูกหยอน และรักษาโดยการทองคาถา
กอ นการบบี นวด และทานาํ้ มนั ยาหมอ งรวมขณะนวด
- นายสวาท จอดพมิ าย อายุ 38 ป อาศยั อยูบ านเลขท่ี 170 หมทู ่ี 5
ต.มะเกลือเกา อ. สูงเนิน จ.นครราชสีมา เขารับการรักษาเม่ือเดือนกรกฎาคม 2560 มีอาการปวด
หลัง ปวดเอว เนอื่ งจากยกของหนกั จากการทาํ อาชพี เกษตรกรรม โดยมานวดทุกเย็น มารกั ษา 4 ครั้ง
นางสุพรรณไดนวดไลลมดูปรากฏวาลมลงไปที่เอวและขา หมอจึงเนนนวดโดยใชยาหมองบริเวณเอว
ไปถงึ ขาจนหาย
- นางละเอยี ด บญุ สงู เนนิ อายุ 75 ป อาศัยอยบู านเลขท่ี 56/1 หมูที่
12 ต. มะเกลือเกา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เปนคนแกที่นอนติดเปล ทําใหมีอาการปวดไหล
ปวดหลัง เขารับการรักษาเรื่อยมาต้ังแต ป พ.ศ. 2557 โดยนวดทั่วไปแตก็ไมหาย เชนเดียวกับนาง
ละออง สุโข อายุ 71 ป อาศัยอยูทบี่ า นเลขที่ 84 หมูท ี่ 12 ต. มะเกลอื เกา อ. สูงเนนิ จ. นครราชสีมา
ปวดหลงั ปวดสะโพกเพราะแกแลว แมนวดกไ็ มห าย
- นางวิวา ออนหงสทอง อายุ 57 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 195 หมูท่ี 5
ต. มะเกลอื เกา อ. สูงเนิน จ. นครราชสมี า เขา รับการรักษาเมื่อเดือนตุลาคม 2560 เกิดอุบัติเหตุหก
ลมทําใหเกิดอาการปวดเขา แตไมไปรักษากับแพทยแผนปจจุบัน มารักษากับนางสุพรรณหมอนวด
พืน้ บาน หมอตรวจดูอาการและวนิ จิ ฉยั วากระดูกขอเขา เคล่ือน จงึ นวดใหท้ังตวั และมานวดเนน ท่ีเขา
นวดเพียง 1 ครงั้ กห็ าย และหมอแนะนาํ วธิ ีรักษา และวิธีออกกาํ ลังกายใหเ พื่อชวยใหเ ขาเขาทีเ่ ร็วขึ้น
3.3) หลังการรักษานางสุพรรณ จะแนะนําวิธีการรักษาหรือแนะนํา
วิธีการออกกาํ ลังกายใหกับผมู ารกั ษาเพ่ือจะไดดแู ลตวั เองตอ และหายจากอาการเจ็บปว ยไดเร็วข้นึ
4) นายมวญ สายสระนอ ย มขี ั้นตอนในการรักษาดงั น้ี
4.1) การวินิจฉัยอาการ โดยการซักประวัติผูปวย ถามอาการของผูท่ีมา
รักษาหรือผูมาซ้ือยาสมุนไพร เชน นางกัณฑิรา เจนหนองแวง อายุ 32 ป อาศัยอยูที่บานเลขท่ี 42
หมู 17 บานบุกระทิง ต.วังหมี อ.วงั น้ําเขยี ว จ.นครราชสมี า มาซ้อื ยาสมุนไพร ไดบอกอาการใหฟงวามี
อาการเวียนหัว ตาพรามัว เปนมานานไมหายสักทีไปหาแพทยแผนปจจุบันก็ไมหาย จึงมาหายา
สมนุ ไพรแกผ ดิ สําแดงไปลองกินเพื่อรักษาอาการ
นอกจากนี้บุคคลใดที่คลอดบุตรแลวตองการสมุนไพรไปกินแทนการอยูไฟ
หรือกินเพ่ือขับน้ําคาวปลา นายมอญกจ็ ะซักถามประวัติการคลอดกอนวา คลอดเองตามธรรมชาติ หรอื
ผา คลอด เนื่องจากถาเปน การผา คลอดก็ตอ งมกี ารจายยาทแี่ ตกตา งออกไป
ภาพท่ี 4.29 – 4.30 นางกณั ฑิรา เจนหนองแวง ผูม ารกั ษาอาการผดิ สาํ แดง
ท่ีมา: ภาพถา ยเม่ือ 9 มถิ ุนายน 2559
4.2) ข้ันตอนของการรักษา
- กรณีเจ็บปวยเล็กนอย เชน เปนหวัด เปนไข นายมวญจะจัดยาผงที่มี
ชื่อวา “ยามหานิล” ให โดยผูปวยสามารถละลายน้ํารอนด่ืมไดเลย เมื่อมีอาการเหมือนจะเปนหวัด
เปนไข เชน นางไข ขาวดอน อายุ 70 ป อยูบานเลขท่ี 6 หมูที่ 5 ต. นกออก อ. ปกธงชัย
จ. นครราชสีมา และนางสาวจิบ ชินสระนอย อายุ 66 ป อยูบานเลขที่ 20 หมูท่ี 5 ต. นกออก
อ.ปกธงชัย จ.นครราชสีมา เลาวาตนไมเคยไปรักษากับแพทยแผนปจจุบัน หากมีอาการเปนหวัด
คร่ันเน้ือคร่ันตัวเหมือนจะเปนไข เพียงกินยาผงของนายมวญก็สามารถทําใหอาการหวัด อาการไข
หายได นางไขก ินมาตัง้ แตค ลอดบตุ รจนปจจบุ ันอายุ 76 ป
ภาพท่ี 4.31 ภาพนางไข ขาวดอน และนางจบิ ชินสระนอ ย ผรู กั ษา
ที่มา: ภาพถายเมอื่ 24 พฤศจกิ ายน 2560
- กรณีคลอดบุตร หากคลอดธรรมชาติ หลังคลอดหมอจะใหกินยาผง
สรรพคุณแทนการอยูไฟ แกอ าการผิดสาํ แดง เปนยาสมนุ ไพรชนิดแหงตมกิน เชา – เยน็ กอ นอาหาร
ชวยขับน้ําคาวปลา จะชวยใหมดลูกเขาอูเร็วข้ึนกินควบคูไปกับยาผงประสะน้ํานม โดยขนาด
รบั ประทานเพยี งหางชอนโตะละลายนํ้ารอน 1 แกวด่มื เชา กลางวัน เยน็ หลงั อาหาร ชวยใหม นี ้าํ นม
เพยี งพอสําหรับการเลี้ยงดูบุตร โดยนางไข ขาวดอน ก็ไดใ ชยานหี้ ลงั จากคลอดบตุ ร ทัง้ 5 คน เหน็ ผลดี
และนางนิ่ม หัวสระนอย อายุ 76 ป อาศัยอยูบานเลขท่ี 27 หมูที่ 5 ต. นกออก อ. ปกธงชัย จ.
นครราชสีมา มบี ตุ รท้ังหมด 8 คน ก็ใชย าของนายมวญ กินเพอื่ ชว ยใหอาการหลงั คลอดบุตรเปนปกติ
และนํ้านมมามาก นอกจากนี้ยังบอกตอรุนลูก และหลานท่ีพ่ึงคลอดบุตรคือนางนาตยา แชมผักแวน
อายุ 30 ป กินยาประสะน้ํานมของนายมวญ เน่ืองจากยาประสะนํ้านมเปนยาท่ีแพทยแผนปจจุบัน
ไมไดจายยาให และแมท พ่ี ึ่งคลอดบตุ รมักมนี ้ํานมไมเพียงพอหรือน้ํานมมานอย ชาวบา นจึงนยิ มซ้ือยา
สมุนไพรประสะน้ํานมของนายมวญไปดื่มเพื่อเรียกนํ้านม โดยราคาของสมุนไพร ไดแก ยาแทนการ
อยูไฟ แกผิดสําแดง ยาประสะน้ํานม ขายรวมกันเปนชุด ชุดละ 2,500 – 3,000 บาท หากผา
คลอดหมอจะยงั ไมใ หยาแทนการอยูไฟ เนือ่ งจากยาน้จี ะชว ยในการขับนา้ํ คาวปลาและขับเลือด ซึ่งถา
ทานเขาไปจะมีผลตอแผลผาคลอด จึงใหรักษาแผลใหแ หงกอน โดยอาจกินยาประสะน้ํานมกอนแลว
จึงกนิ ยาแทนการอยูไ ฟ เปน ตน
4.3 หลังการรักษา ผูมารักษากับนายมวญระบุวา ไมไดตองทําส่ิงใดตอ
เน่ืองจากการรักษาตอข้ึนอยูกับผลของการรักษาครั้งแรกวาพึงพอใจหรือไม อยางเชน นางกัณฑิรา
เจนหนองแวง ผูมาซื้อยาสมุนไพรไปรักษาโดยทราบขาวจากคําบอกเลาปากตอปากของคนที่เคยมา
รักษา หลงั ซ้ือยาไปกนิ แลว อาการดีข้ึนกวาเดมิ แตยังไมหายขาด นางกณั ฑิรา ไมไ ดมาซือ้ ยานายมวญ
ตอ เนื่องจากอาการไมไดหายขาด ยังมีอาการอยู ประกอบกับระยะทางจากท่ีอยูของตนมายังบาน
หมอยาไกลมาก จึงตดั สินใจเปล่ียนหมอรักษาไปเปน หมอยาสมนุ ไพรใกลบ าน เปน ตน
5) นายชั้น หวังวัดกลาง มขี น้ั ตอนการรักษา ดงั นี้
5.1) การวินิจฉัยโรค นายชั้นจะใชวิธีการซักประวัติเพื่อสอบถามสาเหตุ
และอาการปวยของผูมารักษา เมื่อสอบถามแลวใชวิธีการเปดตําราเพ่ือตรวจสอบและเปรียบเทียบ
อาการ นอกจากนี้หากผูมารักษาไปพบแพทยแผนปจจุบันมากอน ก็จะสอบถามรายละเอียดเพ่ือ
นาํ มาประกอบการวนิ จิ ฉัยและหาวธิ กี ารรักษา
นอกจากนี้ยังพบวานายชั้นจะถามวันเดือนปเกิด ของผปู วยเพ่อื ตรวจพ้ืน
ดวงชะตารวมในการหาสาเหตขุ องการเจ็บปวยและหาแนวทางรักษา
5.2) การรักษาดว ยสมนุ ไพร กอ นการใหย ากบั ผูปวยไปตม กนิ นายชั้นจะ
ปลุกเสกยากอน โรคที่คนนิยมมารักษากับนายช้ันมากที่สุด คือ โรคอัมพฤกษ อัมพาต เชน นางศิริ
ขวัญ สอี นุ มี อายุ 32 ป อาศัยอยบู า นเลขท่ี 169 หมู 12 ต.ลาํ คอหงษ อ.โนนสงู จ.นครราชสีมา กอ น
หนาเคยไปทํางานท่ีตางจังหวัด วันหน่ึงแปรงวันอยูดีๆ ก็เกิดคางแข็ง ปากเบี้ยวโดยไมทราบสาเหตุ
ไปรักษากับแพทยแผนปจจุบันไมหาย จึงนํายาสมุนไพรของนายช้ันมาตมกิน 1 หมอ จึงหายจนถึง
ปจ จุบัน
นางแตม มุงพวกกลาง อายุ 60 ป อยูบานเลขท่ี 40 หมู 8
ต. ลําคอหงส อ.โนนสงู จ.นครราชสมี า มีอาการเวียนหัว รา งกายซกี ซา ยไมมแี รง เปนมา 11 ป กนิ ยา
ตมหมดไป 7 หมอ ควบคูกับการกินยาแพทยแผนปจจุบัน นอกจากกินยาตมแลว ยังใหหมอพ้ืนบาน
ทําเคร่ืองรางของขลังเพ่ือคลองคอให และทําน้ํามนตไวดื่มและอาบเพ่ือความเปนสิริมงคลและเปน
เคร่ืองยึดเหน่ียวใจ ตอนน้ีนางแตมยังอยูในระหวางการรักษายังไมหาย นอกจากยาของนายชั้นแลว
ยังหายาสมุนไพรของบุคคลอนื่ มารกั ษารว มอีกดวย
ภาพท่ี 4.32 นางแตม มุง พวกกลาง ผปู ว ยที่รกั ษากบั นายชนั้
ท่ีมา: ภาพถา ยเมื่อ 23 มถิ นุ ายน 2560
นายอินทร ดานตองกระโทก อายุ 82 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 37 หมู 14
ต. สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ตกตนไมจนเปนอัมพาต อาการคือลุกนั่งได แตเดินไมได จึงนํายา
ตมไปตม กนิ 6 หมอ หาย และหมอยาไดทําลกู ประคบใหน าํ ไปประคบ โดยใช 1. ใบขเี้ หลก็ ใบออน 7
ยอดหรือ 1 กํามือ 2. แปงขาวเหนียว (ขาวสาร) 1 กํามือ 3. วานไฟ (ไพล) 1 หัว/ 7 ฝาน หอทําลูก
ประคบรวมกบั การกินยาตม
นอกจากน้ีนายชั้น ยังรักษากอนเนื้อที่นมดวยสมุนไพรใหกับนางผัด
แตงกระโทก อายุ 66 ป อาศยั อยูบานเลขที่ 55 หมู 5 ต.สสี ุก อ.ปกธงชัย จ.นครราชสมี า โดยเมือ่ ป
2542 ปวยมีกอนเน้ือขึ้นที่นม กอนเทาหัวน้ิวโปง ถากดก็จะเจ็บ ถานอนหงายจะเห็นเปนกอนโต
ไปโรงพยาบาลรักษาตัดกอนเน้ือ (แตไมใชเนื้อราย) หลังจากกลับจากโรงพยาบาล ก็มาใหหมอ
สมุนไพรรักษาควบคูกันโดยการเปาดวยคาถา และตมยาสมุนไพรดื่มแทนน้ํา กินแลวรูสึกดี หายไม
เปนอกี นอกจากนนี้ างผัดยังเลา ใหฟ งอีกวาเช่ือและศรัทธาในตวั หมอยาพืน้ บานคือ นายช้นั มาก จําได
วาเม่ือกอนหากไมส บายจนลุกไมข้ึน กใ็ หนายชน้ั มาเปาคาถาใหกห็ าย หรือแมแ ตลูกเปน ฝห มอยาก็ใช
คาถาในการเปา รักษา
ภาพที่ 4.33 นางผดั แตงกระโทก ผูร กั ษากอนเนือ้ ที่เตานมดว ยยาสมนุ ไพร
ที่มา: ภาพถายเมอ่ื 23 มิถนุ ายน 2560
5.3) หลังการรักษาดวยสมุนไพร หากอาการไมดีขึ้น นายช้ันจะ
วินิจฉัยโรคตอโดยอาจเปลีย่ นขนานยา หรอื เพ่มิ ตัวยา หากผูร ักษายังคงศรทั ธาและรักษาตอ
6) นายชยั ณรงค ปจจยั มขี น้ั ตอนในการรกั ษาโรค
6.1) การวนิ ิจฉยั โรค โดยการสอบถามอาการจากผมู ารักษา และสอบถาม
ขอ มูลกรณที ผี่ ูปวยไปรับการรักษาจากแพทยแ ผนปจจบุ ันเพ่ือนําขอมูลท่ีไดมาใชป ระกอบการรักษา
6.2) การรักษา นายชัยณรงค ใชวิธีการรักษาโรคริดสีดวงดวยสมุนไพร
ดังนั้นกอ นการรักษาจะใชเวลาสาํ หรับเก็บสมนุ ไพร โดยมีคาถาเกบ็ ยา คือ
(ทองนะโม 3 จบ)
“โอม ปลุก ปลุก ลกุ แลวอยานั่ง ครูกสู ่ังมาเรว็ มาไว
โอม ปลกุ ปลุก ลกุ แลว อยา ชา ครกู ูมา มาเรว็ มาไว
โอม ปลกุ ปลกุ ลกุ แลว อยานอน ครูกสู อนมาเร็วมาไว”
หามเก็บยาวันพุธวันเดียว เพราะหมอยามีความเช่ือวาวันพุธเปน วัน
ไมด เี ปนวันผี นอกจากนหี้ ลงั จากไปเก็บยามาแลว คนรับยาตอตองเปน ผูชายเทานนั้
วิธีกินยา หมอจะใหตํารับยาสมุนไพรที่กินแกปวดเสียกอน โดยนํายา
สมุนไพรท่ีหมอใหไปตมกับน้ําใสใหพอดีกับตัวยา แลวกินใหหมด 1 หมอ จากนั้นจึงกินยาตัดราก
ริดสีดวง โดยใหนาํ ยาสมนุ ไพรไปตม 3 หมอ 1 หมอ กนิ ได 3 วนั โดยการใหย าหมอจะใหไ ปทเี ดียวท้ัง
สองอยางแตจะแนะนําวิธีการกินยาใหกับผูมารักษา เชน นางแหล มารศรี อายุ 77 ป อาศัยอยูท่ี
บานเลขท่ี 48/2 หมู 3 ต.หนองเยือง อ.บานใหมไชยพจน จ.บุรีรัมย ปวยเปนริดสีดวงจมูก นาย
ชยั ณงคใ หกินยาแกปวด 4 หมอ และกนิ ยาตัดรากริดสีดวง 3 หมอ รวมเวลาการกนิ 2 ป จงึ หายจาก
อาการริดสีดวงจมูก หรือนางที ภาษี อายุ 75 ป อาศัยอยูบานเลขที่ 15/1 หมูท่ี 3 ต.หนองคาย
อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ปวยเปนริดสีดวงทวาร กินยาแกปวด 4 หมอ และกินยาตัดรากริดสีดวง
3 หมอหาย เชนเดียวกับนายสมบัติ ปจจัย อายุ 40 ปอยูบานเลขท่ี 71 หมูท่ี 10 ต.หนองคาย
อ.ประทาย จ.นครราชสมี า เปน รดิ สดี วงทวารเชนเดยี วกนั และกนิ ยาขนาดเดียวกนั ก็หาย
6.3) หลงั การรกั ษา เมอ่ื หมอยารกั ษาหายแลว ผูรักษาจะตองมาจา ยคาครู
เปน เงนิ จํานวน 124 บาท มีผาขาว 1 ผืน และคา ตอบแทนหมอแลวแตศรทั ธา แตรวมคาใชจายจะอยู
ประมาณ 300 บาท
กลาวโดยสรุป กระบวนการรกั ษาของหมอยาพ้ืนบา น จะมีขน้ั ตอนหรอื กระบวนการ คือ
1. ข้ันตอนการวินิจฉัยโรค ซึ่งหมอยาทั้งหมดจะตองมีการซักประวัติผูท่ีมารับการ
รักษาเพื่อหาสาเหตุและอาการของการเจ็บปวยรวมกับการสอบถามคําวินิจฉัยของแพทยปจจุบัน
เพื่อใชประกอบการวินิจฉัยโรคและหาวธิ ีการรักษาของหมอยาพื้นบาน และพบการทํานายดวงชะตา
กอ นเพอ่ื หาสาเหตุของการปวยและหาวธิ กี ารรักษาโรคอีกดว ย
2. ข้ันตอนการรักษา รักษาตามความชํานาญของหมอยาแตละคน ไดแก นวดจับ
เสน นวดทาน้ํามันมะพราว การใหยาสมุนไพรไปตมดื่มแทนนํ้า ด่ืมหลัง – กอน อาหาร การใชคาถา
รว มกบั การรักษา การทํานํา้ มนตเ พ่ือเสรมิ กาํ ลังใจ เปน ตน
3. ขั้นตอนการดูแลหลังการรักษา โดยสวนมากไมปรากฏการดูแลหลังการรักษา
เนื่องจากปจจุบันเนนการจําหนวยตัวยาสมุนไพร หรือหากมานวดแตละคร้ังก็คิดคาตอบแทน หาก
หายก็ไมต องมารักษาตอ หากไมห ายกห็ าวธิ ีการรกั ษาใหม
4.2.2 การถายทอดองคความรู
การถายทอดความรูหรือภูมิปญญาหมอพื้นบาน เปนศาสตรท่ีตองอาศัยความพยายาม
ความอดทน ความพากเพียร การเรียนรูและการฝกฝนดวยตนเองที่จะจดจําคําสอน และตองหม่ันคอย
สังเกตติดตามไถถามจากครูบาอาจารย ครูหมอพื้นบานจึงจําเปนตองมีการคัดเลือกถึงความเหมาะสม
และคณุ สมบัติของลูกศิษย เชน จะตอ งดูนิสัยใจคอ วาจะตองเปนผูมีเมตตา ความซ่อื สัตย ความกตัญู
และความอดทน กลาวโดยสรุปคือ ตองเปนคนที่มีคุณธรรม เพราะนอกจากความรู ความชํานาญใน
ศาสตรการแพทยพื้นบานแลว คุณธรรมและจริยธรรมก็มีสวนสําคัญ เพราะชีวิตผูปวยอยูในกํามือของ
หมอนั่นเอง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ. 2550: 24) ปจจุบันหมอ
ยาที่บําบัดรักษาโรคของจังหวัดนครราชสีมามีจํานวนลดลง ท้ังนี้เน่ืองจากสถานการณทางสังคมที่
เปล่ียนแปลงไป ความเช่ือม่ันในการรักษากับแพทยแผนปจจุบันมีมากกวาหมอยาพื้นบาน หมอยา
พ้ืนบานมีอายุมาก สวนคนสืบตอแทบจะไมมีเนื่องจากกฎเกณฑในการเรียนรู หรือสืบทอดการ
บําบัดรักษามีคอนขางจะเขมงวด นอกจากน้ียังพบวาคนรุนใหมขาดความสนใจในการเรียนรู ปรากฏดัง
รายละเอยี ดตอไปน้ี
1) หมอยาทถ่ี า ยทอดองคค วามรูภ มู ปิ ญญาหมอยาพื้นบา นใหกบั คนรุนหลัง
1.1) นายเสาร บวนนอก ถายทอดภูมิปญญาการนวดพื้นบาน นวดจับเสนใหกับ
ลูกชาย คอื นายสมชาย บวนนอก โดยสอนวธิ ีการจบั เสนใหกับลกู ชาย แตไ มไ ดส อนเกย่ี วกับการรักษา
กระดกู ให เพราะตองมกี ารจดจําคาถา มีขอ หามในการปฏบิ ตั ิท่ีเขมงวด ไดแก
- หามรับประทานอาหารในงานศพ
- หามพูดจาหยาบคาย หามสบถ หรือดา แมจะโกรธมากก็ตองพูดออกมา
เฉพาะคําทเี่ ปน มงคล
- หามแหงนมองพระอาทิตย และหา มทักอกี ดวย แตส ามารถมองพระจันทรได
1.2 ) นางสุพรรณ แซเฮง สอนการบีบนวด จับเสนใหกับลูกสาว โดยใหชวยจับ
นวด บอกรายละเอยี ดในการนวด จนลูกสาวสามารถนําองคความรูไปบีบนวดตอได
2) หมอยาทไี่ มไดถ า ยทอดองคความรูภูมปิ ญ ญาหมอยาพืน้ บา นใหกบั คนรนุ หลัง
2.1) นายช้ัน หวังวัดกลาง อายุ 65 ป เปนหมอยาพื้นบานที่ชํานาญทางดาน
พิธีกรรมไสยศาสตร รวมถึงโหราศาสตรและสมุนไพรพื้นบาน ไมไดสืบทอดความรูใหกับคนรุนหลัง
เนื่องจากลูกหลานไมสนใจที่เรียนวิชาตอประกอบข้ันตอนในการเรียนรูตองอาศัยความอดทน ขยัน
ทองจําคาถา และขยันอา นหนงั สือเพอ่ื ทอ งจาํ ตวั ยา ตํารับยา และเรยี นรเู กย่ี วกับตวั ยาสมนุ ไพร
2.2) นายมวญ สายสระนอย อายุ 70 ป มีความรูเก่ียวกับยาสมุนไพรท่ียังมี
บทบาทตอ คนในชมุ ชนสูงมาก โดยเฉพาะตวั ยาทีด่ ูแลเกย่ี วกบั สตรหี ลงั คลอดบุตร นายมวญ ใหขอมูล
วามีหมอ พยาบาล มาขอสูตรตัวยาเกี่ยวกับยาประสะนํ้านมดวยก็ไมไดบอกไป แมแตการวิจัยคร้ังน้ี
นายมวญก็ไมบอกตัวยาสมุนไพร เพราะถือเปนมรดกท่ีสืบทอดมาจากบิดา ตองการใหหลานมา
สบื ทอด แตข ณะนก้ี ็ยงั ไมมีผูใดมาสบื ทอดภูมปิ ญญา
2.3) นายบุญถม ตอนนอก อายุ 70 ป มีความเชี่ยวชาญเก่ียวกับการรักษาโรค
โดยใชนํ้ามันมะพรา ว อยากใหลกู สบื ทอดภูมิปญ ญาพนื้ บาน โดยทาํ เอกสารไวใหลูกไดเ รยี นรู แตน าย
บุญถมก็ระบุวา การจะเปนหมอยาพื้นบานไดน้ันจะตองมีการจดจําคาถาใหไดกอน เปนผูที่มีใจรักใน
ดานน้ี มีความซื่อสัตยสุจริต วางตัวดีจนเปนทีย่ อมรับในสังคม มีความมุงม่ันที่จะรักษาคนปวย ไมดื่ม
สรุ าหรือของมึนเมา เปนตน
2.4) นายชยั ณรงค ปจ จยั อายุ 82 ป มคี วามชาํ นาญเกี่ยวกบั สมุนไพรเพ่ือรักษา
ริดสดี วง เปน ผทู พ่ี รอมจะถา ยทอดท้งั ตวั ยา วธิ กี ารเก็บยา บอกรายละเอยี ดและขัน้ ตอนของการรักษา
ไดเปนอยางดี นายชัยณรงคอายุมากและสุขภาพรางกายเร่ิมเสื่อมโทรมนาเสียดายท่ีภูมิปญญาดาน
การบําบดั รกั ษานไ้ี มมลี กู หลานสบื ทอด
4.3 เผยแพรอ งคความรูเกี่ยวกบั ภูมิปญญาพืน้ บา น
การเผยแพรองคความรูที่สามารถนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได โดยการจัดเวที
เสวนาความรูภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคจากหมอยาพ้ืนบานสูคนในสังคม พรอมทั้งยกยอง
เชิดชูเกียรติหมอยาพ้ืนบานที่ทําคุณประโยชนใหกับชุมชน โดยเสวนาเร่ืองการบําบัดรักษาโรคของ
หมอยาพ้ืนบานในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันท่ี 24 มีนาคม พ.ศ. 2530 ณ โรงละครเล็ก อาคาร 10
ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีผูเขารวมฟงการเสวนา จํานวน 100 คน ประกอบดวย
ชาวบาน อาจารยและนักศึกษา ผูวิจัยไดเชิญหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา จากจํานวน 13
คน หมอยาพื้นบานเขารวมเปนวิทยากรเผยแพรความรูเกี่ยวกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการ
บําบดั รกั ษาโรค จาํ นวน 6 คน ไดแ ก
หมอยาพ้นื บา น จํานวน 5 คน ไดแก
1. ตาบุญถม ตอนนอก
2. นางสุพรรณ แซเฮ็ง
3. นายมวญ สายสระนอย
4. นายชน้ั หวังวัดกลาง
5. นายชัยณรงค ปจจัย
แพทยแ ผนไทย จํานวน 1 คน ไดแก
1. นายจรูญ ฟน งเู หลอื ม
4.3.1 วธิ กี ารจัดกิจกรรมการเสวนา
1) การจดั นทิ รรศการนําเสนอเกี่ยวกับประวตั แิ ละความเชี่ยวชาญดา นการ
บําบดั รกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นแตละคน
ภาพท่ี 4.34 ภาพนิทรรศการนําเสนอเก่ียวกับประวตั แิ ละความเชยี่ วชาญดา นการบาํ บัดรักษาโรค
ของหมอยาพื้นบาน
ท่ีมา: ภาพถา ยเมือ่ 24 มนี าคม 2560
2) การเสวนาเรือ่ งการบําบดั รักษาโรคของหมอยาพื้นบา นในจังหวดั นครราชสีมา
โดยมีนายสมยั วรรณะอุดร และนางทิพยวารี สงนอก เปนผดู าํ เนินรายการ โดยมีประเดน็ ในการ
เสวนา ดังนี้
ประเด็นท่ี 1 ประวตั ขิ องหมอยาพื้นบาน
ประเดน็ ที่ 2 สถานภาพและบทบาทของการเปนหมอยาพ้ืนบาน
ประเด็นที่ 3 โรค วิธกี ารและเครื่องมือท่ใี ชใ นการรักษาโรคของหมอยาพืน้ บาน
ประเด็นที่ 4 การบําบดั รักษาโรคของหมอยาพน้ื บา นท่ียงั คงอยูในสภาวะ
ปจจุบัน
ภาพที่ 4.35 ภาพการเสวนาเรอื่ งการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพนื้ บานในจงั หวดั นครราชสีมา
ทม่ี า: ภาพถา ยเมอื่ 24 มนี าคม 2560
ภาพท่ี 4.36 ภาพการเสวนาเรือ่ งการบาํ บดั รกั ษาโรคของหมอยาพนื้ บานในจงั หวัดนครราชสมี า
ทีม่ า: ภาพถายเมอ่ื 24 มนี าคม 2560
ภาพท่ี 4.37 ภาพการเสวนาเรื่องการบาํ บัดรกั ษาโรคของหมอยาพ้นื บา นในจงั หวดั นครราชสีมา
ทม่ี า: ภาพถา ยเมื่อ 24 มนี าคม 2560
3) การมอบเกียรตบิ ัตรเชิดชเู กยี รติหมอยาพนื้ บา นที่ทาํ คุณประโยชนใ หกับชุมชน
โดยไดรับเกียรติจากผูชวยศาสตราจารยสกุล วงษกาฬสินธุ คณบดีคณะมนุษยศาสตรและ
สงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี าเปนผูมอบเกยี รตใิ หแกหมอยาพื้นบานทั้ง 6 ทา นที่เขา
รว มเสวนา
ภาพท่ี 4.38 ภาพการมอบเกียรติบตั รเชดิ ชเู กียรติหมอยาพ้ืนบานทีท่ ําคุณประโยชนใหก ับชุมชน
ท่ีมา: ภาพถา ยเม่อื 24 มนี าคม 2560
ภาพที่ 4.39 ภาพการมอบเกียรติบัตรเชดิ ชเู กียรตหิ มอยาพื้นบานทีท่ ําคุณประโยชนใหกับชมุ ชน
ทีม่ า: ภาพถายเม่อื 24 มนี าคม 2560
4.3.2 วสั ดุ อุปกรณ และเอกสารประกอบการเสวนา
1) งานนาํ เสนอประวตั แิ ละความเชยี่ วชาญดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยา
พ้นื บานแตละคน
2) แผนพบั เผยแพรประวัติและความเช่ยี วชาญดา นการบาํ บดั รักษาโรคของหมอยา
พ้นื บานแตละคน
3) ผลการเผยแพรอ งคค วามรเู ก่ียวกับภมู ิปญญาพื้นบา นดา นการบําบัดรักษาโรคของ
หมอยาพ้ืนบานใหกบั คนในชุมชน พรอ มท้งั ยกยองเชดิ ชูเกยี รตหิ มอยาพืน้ บานที่ทําคุณประโยชน
ใหกบั ชมุ ชน ผเู ขา รวมการเสวนาแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ใน 4 ประเดน็ ไดแ ก
ประเดน็ ท่ี 1 ประวัตขิ องหมอยาพ้ืนบา น
ผลการเสวนาพบวา หมอยาพ้ืนบา นสว นใหญเ ปนเพศชายเรยี นจบในระดบั
ประถมศึกษา อาชีพหลกั คือการทาํ นาทาํ ไร จําแนกได มี 2 ประเภท คือ หมอสมนุ ไพรและหมอนวด
พ้นื บา น
ประเด็นที่ 2 สถานภาพและบทบาทของการเปนหมอยาพ้นื บาน
ผลการเสวนาพบวา หมอยาพ้ืนบา นสวนใหญเ รียนรูจากบรรพบรุ ษุ เรียนรู
จากครูบาอาจารยที่เปนหมอพืน้ บานมากอน ซ่ึงอาจจะเปนพระหรือฆราวาส เรยี นรดู วยตนเองเพอื่
บาํ บดั รักษาโรคใหแ กต นเองและคนในครอบครัว และการเรียนรูจ ากสถาบนั การศึกษาทางดา น
การแพทย
ประเดน็ ท่ี 3 โรค วิธกี ารและเครือ่ งมือที่ใชใ นการรักษาโรคของหมอยา
พนื้ บาน
ผลการเสวนาพบวา หมอยาพ้ืนบานรักษาโรคสวนใหญ คนไขมารักษาที่
บาน แตจะมีบางสวนที่หมอไปรักษาที่บานคนไข หรือคนไขมาซ้ือยาไปกินเอง ซ่ึงการรักษาโรคสวน
ใหญจะเริ่มจากการซักประวัติคนไข การตรวจรางกาย การสอบถามการตรวจวินจิ ฉัยจากแพทยแ ผน
ปจจบุ นั (ในกรณีท่คี นไขไ ดเขารับการรักษาจากแพทยแผนปจจบุ ันมากอน) รวมทั้งการรักษาทมี่ คี วาม
เช่ือเขามาเกี่ยวของไมวาจะเปนดานโหราศาสตร ดานไสยศาสตร เปนตน ซึ่งจะมีวิธีการรักษาโดย
สมุนไพร การบีบนวดดวยนํ้ามัน พรอมกับการใชคาถาหรือวิธีไสยศาสตร นอกจากนี้ยังมีการรักษา
ดว ยการเปาพน เขาเฝอกอยูบาง
ประเดน็ ที่ 4 การบําบดั รักษาโรคของหมอยาพน้ื บานทีย่ ังคงอยูในสภาวะ
ปจจุบนั
ผลการเสวนาพบวา การบําบัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบานในปจจบุ นั มี
อายุมาก รวมทัง้ สมุนไพรในทองถนิ่ มจี าํ นวนลดลง นอกจากนี้บทบาทของแพทยแผนปจ จบุ นั ในการ
รกั ษามีมากขึ้น การรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบานเกือบทั้งหมดจะไมล ะทิง้ เร่ืองของความเช่อื เวท
มนตรคาถาซงึ่ นบั เปนการรกั ษาทางดานจิตใจควบคูกบั การรักษาทางกาย
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภิปรายผล และขอเสนอแนะ
การวิจัยเกี่ยวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวัด
นครราชสีมาคร้ังนเ้ี ปนการศกึ ษาวิจัยเชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชก ารสมั ภาษณแ บบ
เจาะลึก การสังเกตการณแบบมีสวนรวม และไมมีสวนรวม นอกจากน้ียังใชการสนทนากลุมเปน
เคร่ืองมือจัดเก็บรวบรวมขอมูล โดยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของเพ่ือใชในการสราง
คําถามในการสัมภาษณ เพื่อรวบรวมขอมลู และวเิ คราะหขอมลู ตามวัตถุประสงค คือ 1) เพื่อรวบรวม
องคความรูเก่ียวกับภูมิปญญาพื้นบานดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัด
นครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาวิเคราะหวิธีการรักษาและผลการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานท่ี
ยังคงอยู ในสภาวะปจจุบัน 3) เผยแพรอ งคความรูเ กยี่ วกับภูมปิ ญญาพ้ืนบา นดานการบาํ บัดรักษาโรค
ของหมอยาพื้นบานใหกับคนในชุมชน พรอมทัง้ ยกยองเชิดชูเกียรตหิ มอยาพื้นบานที่ทาํ คุณประโยชน
ใหกบั ชุมชน
สรุปผลการวจิ ัย
จากการรวบรวมและวิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับการสืบทอดภูมิปญญาดา นการบําบัดรักษาโรค
ของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา สามารถสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงคของการวิจัย
ดังรายละเอยี ดตอ ไปนี้
1. สถานภาพหมอยาพน้ื บา นในปจจุบัน
สถานภาพหมอยาพื้นบานท่ีเคยผานการเก็บรวบรวมขอมูลเบื้องตน ในปพุทธศักราช
2549 ผานหนังสือ “ปูมเมืองโคราช บันทึกคําบอกเลา จากภูมิปญญาทองถ่ิน” ของสํานักงาน
วัฒนธรรมจงั หวัดนครราชสมี า จํานวน 7 คน
ปจ จุบนั ปพทุ ธศักราช 2560 หมอยาพื้นบานจากจํานวน 7 คน มผี ูเสยี ชีวติ ไปแลว 2 คน
เหลือท่ียังบําบัดรักษาโรคอยู 5 คน และมี 1 คน คือ นายเสาร บวนนอก ปจจุบันไมไดรักษาอาการ
เจ็บปวยดวยสมุนไพร เนื่องอายุมากขึ้นสุขภาพรางกายไมแข็งแรง และตัวยาสมุนไพรหายากขึ้น จึง
ดแู ลสุขภาพใหก บั คนในชุมชนเพียงการนวดจบั เสนเทานัน้
สถานภาพหมอยาพ้ืนบานท่ีถูกอางถึงในรายงานวิจัยของ กฤษณา วงษาสันต
เรื่องการศึกษาสํารวจผลงานภูมิปญญาทองถ่ินดานหมอพ้ืนบานในเขตอีสานใต ปพุทธศักราช 2543
จํานวน 3 คน พบวาหมอยาพ้ืนบานคือ นายยอด ปอมพรมราช ไมมีตัวตนในบานเลขที่ซ่ึงถูกระบุ
และพบวา นายจรูญ ฟน งเู หลอื ม ณ ปจ จบุ นั ไมไดร ักษาหรือดูแลสุขภาพชาวบานโดยใชสมุนไพรแลว
จากคําบอกเลาระบุวาเหตุเน่ืองจากปญหาทางการเมืองทองถ่ิน มีการกลาวโทษวาเปนหมอเถื่อน จึง
ยุติการเปนหมอยาพ้ืนบาน แตยังคงปลูกสมุนไพรไวใชเปนจํานวนมาก สวนนายแปน สองงาม ไมได
รกั ษาแลว เพียงแตช ว ยแนะนําตวั ยา เขยี นใบสง่ั ยา ใหผูป ว ยไปซ้อื ยาเองตามรานยาแผนโบราณที่มียา
สมุนไพรชนดิ นั้นขาย
จากสถานภาพหมอยาพ้ืนบานที่ถูกระบุไวในรายงานวิจัยเร่ืองความหลากหลายของพืช
สมุนไพรรักษาโรคมะเร็งจากหมอยาพ้ืนบาน ต.สีสุก อ.จักราช จ. นครราชสีมา ของนักศึกษา
โปรแกรม วิชาชีววิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปพุทธศักราช
2551 จํานวน 5 คน และมีผูแนะนําผวู ิจัยใหไ ปศึกษาตอเพมิ่ เตมิ อกี 2 คน รวมเปน 7 คน พบวา หมอ
ยาพ้ืนบานท่ีตําบลสสี ุก อําเภอจักราช เสียชีวิตไป 1 คน คือนายหวน เฉียดกลาง สวนนายเฉลิม ไทย
มะเริง ปจจุบันปวยดวยโรคหัวใจมานานกวา 10 ป จึงหยุดการรักษา และนายทับ สังขสูงเนิน
ปจจุบนั ดแู ลเพียงบางอาการท่ีญาตยิ งั ตองการใหช ว ยเหลอื เชน อาการรอ งไหของเดก็ แรกเกดิ ถูกสัตว
มีพิษกัด ตอย เปนตน สวนนายชาญ ไทยอัฐวิถี เม่ือรักษาอาการเจ็บปวยของภรรยาหายขาด ก็ไมได
รกั ษาใคร เพียงแคป ลูกสมุนไพรไวดแู ลตวั เองและคนในครอบครัวเทา นน้ั สุดทา ยคอื นายช้นั หวงั วัด
กลาง เปนหมอพื้นบานท่ียังมีบทบาทตอคนในชุมชนเน่ืองจากยังคงบําบัดรักษาอาการปวยไขอยาง
ตอเน่อื งดวยเวทมนตค าถาและใชย าสมุนไพรรว ม
กลาวโดยสรุปจากสถานการณหมอยาพ้ืนบานท่ีเคยมีผูศึกษารวบรวมไวตั้งแตป พ.ศ.
2543 – 2551 จํานวน 17 คน ปจจุบนั พ.ศ. 2560 เหลอื ผูทย่ี งั มบี ทบาทในการชวยเหลอื คนในชุมชน
จงั หวัดนครราชสมี า รวมทง้ั ส้นิ 6 คน คอื
1. นายเสาร บว นนอก อายุ 74 ป หมอนวดพน้ื บา น (นวดจับเสน )
2. นายบญุ ถม ตอนนอก อายุ 70 ป หมอนวดพนื้ บาน (หมอนาํ้ มันมันมะพราว)
3. นายชัยณรงค ปจจัย อายุ 82 ป หมอสมุนไพร
4. นายมวญ สายสระนอ ย อายุ 70 ป หมอสมุนไพร
5. นางสุพรรณ แซเ ฮง อายุ 64 ป หมอนวดพ้นื บาน
6. นายช้ัน หวังวัดกลาง อายุ 65 ป หมอพธิ กี รรม หมอสมนุ ไพร
2. การเรยี นรเู กีย่ วกบั ภูมิปญญาดา นการบําบัดรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบาน
จากการศึกษาขอมูลหมอยาพ้ืนบาน ทั้งหมด 13 คน (ไมนับรวมผูเสยี ชวี ิตและไมมีตวั ตน
จาก 17 คน) พบวธิ ีการเรยี นรภู ูมปิ ญ ญาหมอยาพ้ืนบา น ดังตอไปนี้
5) เรยี นรจู ากบรรพบรุ ษุ
6) เรียนรจู ากครู – อาจารย ท้งั ทีเ่ ปน พระและฆราวาส
7) เรยี นรจู ากการจากการหาวธิ รี ักษาตนเองและสมาชกิ ในครอบครัว
8) เรียนรูห รือผา นการอบรมจากสถาบันแพทยแผนไทย
3. บทบาทการบาํ บัดรักษาโรคของหมอยาพืน้ บา น
3.1 การรักษา
กระบวนการของการรักษาโรคของหมอยาพืน้ บา นมีหลากหลายวิธที สี่ อดคลอ งกบั หลกั
คดิ หรอื ความเชอ่ื ของหมอยาพ้นื บานและผูรักษา โดยปรากฏประเภทของการรักษาดงั ตอ ไปนี้
1) การรกั ษาโดยไมใ ชส มนุ ไพร
1.1) การนวดพืน้ บา น
- นายบุญถม ตอนนอก เปนหมอยาพ้ืนบานท่ีใชคาถาในการทําน้ํามัน
มะพราว ใชวิธีการจับเสนรวมกับการทานํ้ามันมะพราวเพื่อรักษาอาการปวดขอ ปวดกระดูก
เม่อื กอนนายบญุ ถมจะทาํ นํ้ามนั มะพราว จากการคัดเลอื กมะพราว การหุงตมเพื่อใหไดนา้ํ มนั มะพราว
เอง กอนทําการปลุกเสกในวันพระใหญ แตปจจุบันใชวิธีการซ้ือนํ้ามันมะพราวจากรานคาและนํามา
ปลุกเสกไวสําหรับการนวดทารกั ษา
- นายเสาร บวนนอก เปนหมอยาพื้นบานท่ีเรียนรวู ิธกี ารจับเสน และ
รกั ษาปญหากระดูก โดยจดจาํ ไดว า จับตรงไหนคือเสนเอ็นสว นไหนของรางกาย หากมีปญ หาเร่อื งไหล
หลุด สะโพกหลุด หรือกระดูกหลุดจะจับดูรู แลวก็ใชวิธีนวด จับ ดึง เพ่ือแกไขปญหาเหลาน้ันใหกับ
คนทม่ี ารักษา
- นางสุพรรณ แซเฮง จะใชวิธีการสอบถามอาการ ตรวจจับดูทอง
เพ่ือดูอาการมดลูกหยอนสําหรับสตรี และอาการไสเล่ือนสําหรับบุรุษ การปวดเม่ือยเน่ืองมาจาก
ไมเกรน หรืออาการเขาเส่ือม หมอจะนวดเพ่ือคลายเสนใหอวัยวะตางๆ เขาท่ีเขาทางพรอมกับใช
ยาหมอง และคาถาอาคมเขาชวย นอกจากนี้นางสุพรรณ ยังใชสมุนไพรเพ่ือทําลูกประคบ และรักษา
ใหส ตรีหลงั คลอดตม ด่มื ขบั นํ้าคาวปลา และเปนยาชักมดลกู อีกดวย
2) การรกั ษาโดยการใชสมนุ ไพร หมอยาพ้นื บา นของจังหวัดนครราชสมี า ที่ยัง
รักษาโดยใชสมุนไพร และมบี ทบาทตอผคู นในสงั คมปจจบุ ัน มีดังตอ ไปนี้
- นายมวญ สายสระนอย เปนหมอพ้นื บา นทยี่ งั คงมีบทบาทสาํ คญั ในการดูแล
คนในชุมชน โดยเฉพาะรักษาอาการเก่ียวกับการเจ็บปวยเล็กนอย ปวดหัว เปนภูมิแพ และการดูแล
สตรีหลังคลอดบุตร มียากินแทนการอยูไฟ ยากระชับมดลูก ขับนํ้าคาวปลา และสําหรับใหนํ้านมมา
มาก ยาสําหรับแกอาการผิดสําแดง โดยใชสมุนไพรบดเปนผงใชชงดื่มกับน้ํารอน และปนเปน
ลูกกลอน สาํ หรับยาประสะนํา้ นม ยาแกป วดไข และเปน สมนุ ไพรแหง นาํ ไปตมด่ืม สาํ หรับยาแทนการ
อยไู ฟ อยาแกผ ิดสาํ แดง
- นายช้ัน หวังวัดกลาง มีอาชีพหลักเปนหมอยาพื้นบานรักษาอาการปวยไข
โดยเฉพาะโรคอัมพฤกษ อัมพาต ใชสมุนไพรรักษาจากการไปเก็บตัวยา ปลูกไวบริเวณบาน และ
ส่ังซื้อจากรานยาแผนโบราณ นอกจากการรักษาโรคโดยใชสมุนไพรแลว นายชั้นยังใชวิธีการทาง
โหราศาสตรเพื่อตรวจดวงชะตา ใชพิธีการทางไสยศาสตรเพ่ือปดเปาผี หรืออํานาจเหนือธรรมชาติ
ตาง ๆ โดยใชคาถา น้ํามนต และของขลัง แลวแตคนปวยตองการเพื่อความเปนสิริมงคล หรือเปน
เคร่ืองยึดเหนีย่ วจิตใจเปน รายบุคคลไป และใชค าถาในการเสกยากอนใหค นปวยนําไปตม ด่มื
- นายณรงค ปจ จยั เปนหมอยาพ้ืนบานท่ีมบี ทบาทในการดแู ลผูปวยรดิ สีดวง
โดยใชสมุนไพร ซ่ึงหมอยาใชวิธีการหาสมุนไพรในปาของชุมชน มีการใชคาถาสําหรับเก็บยา ใช
สมุนไพรแหง หลายชนิดรวมกันเปน ตํารับยา ใหผ ูปวยตมกนิ
3.2 ขั้นตอนหรือกระบวนการรกั ษา
ข้ันตอนโดยภาพรวมของการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา
ไดแ ก
4. ขั้นตอนการวินิจฉัยโรค ซ่ึงหมอยาทั้งหมดจะตองมีการซักประวัติผูที่มารับการ
รักษาเพ่ือหาสาเหตุและอาการของการเจ็บปวยรวมกับการสอบถามคําวินิจฉัยของแพทยปจจุบัน
เพ่ือใชประกอบการวินิจฉัยโรคและหาวธิ ีการรักษาของหมอยาพื้นบาน และพบการทํานายดวงชะตา
กอนเพอ่ื หาสาเหตขุ องการปว ยและหาวธิ ีการรักษาโรคอกี ดว ย
5. ข้ันตอนการรักษา รักษาตามความชํานาญของหมอยาแตละคน ไดแก นวดจับ
เสน นวดทานํ้ามันมะพราว การใหยาสมุนไพรไปตมด่ืมแทนน้ํา ดื่มหลัง – กอน อาหาร การใชคาถา
รวมกับการรักษา การทํานา้ํ มนตเพ่ือเสริมกาํ ลงั ใจ เปนตน
6. ขั้นตอนการดูแลหลังการรักษา โดยสวนมากไมปรากฏการดูแลหลังการรักษา
เนื่องจากปจจุบันเนนการจําหนวยตัวยาสมุนไพร หรือหากมานวดแตละครั้งก็คิดคาตอบแทน หาก
หายก็ไมตอ งมารกั ษาตอ หากไมห ายกห็ าวิธกี ารรักษาใหม
3.3 การถายทอดองคความรู
จากการศึกษาพบวา หมอยาที่ถายทอดองคความรูภูมิปญญาหมอยาพื้นบานใหกับบุตร
จํานวน 2 คน คือ 1) นายเสาร บวนนอก ถายทอดภูมิปญญาการนวดพื้นบาน นวดจับเสนใหกับ
ลกู ชาย คอื นายสมชาย บวนนอก โดยสอนวิธกี ารจบั เสนใหก บั ลูกชาย แตไ มไ ดส อนเก่ยี วกบั การรักษา
กระดูกให เพราะตองมีการจดจําคาถา 2) นางสุพรรณ แซเฮง สอนการบีบนวด จับเสนใหกับลกู สาว
โดยใหชว ยจับนวด บอกรายละเอียดในการนวด จนลกู สาวสามารถนาํ องคความรไู ปบีบนวดตอ ได
นอกจากน้ียังพบวาหมอยาสวนมากไมไดถายทอดองคความรูภูมิปญญาหมอยาพื้นบานใหกับ
ลูกหลานเลย ไดแก 1) นายชั้น หวังวัดกลาง อายุ 65 ป เปนหมอยาพ้ืนบานที่ชํานาญทางดาน
พิธีกรรมไสยศาสตร รวมถึงโหราศาสตรและสมุนไพรพ้ืนบาน ไมไดสืบทอดความรูใหกับคนรุนหลัง
เน่อื งจากลูกหลานไมส นใจที่ 2) นายมวญ สายสระนอ ย อายุ 70 ป มีความรเู กี่ยวกบั ยาสมุนไพรที่ยัง
มีบทบาทตอคนในชุมชนสูงมาก โดยเฉพาะตัวยาท่ีดูแลเก่ียวกับสตรีหลังคลอดบุตร ตอ งการใหหลาน
มาสืบทอด แตขณะน้ีก็ยังไมมีผูใดมาสืบทอดภูมิปญญา 3) นายบุญถม ตอนนอก อายุ 70 ป มีความ
เช่ียวชาญเก่ียวกับการรักษาโรค โดยใชนํ้ามันมะพราว อยากใหลูกสืบทอดภูมิปญญาพื้นบาน โดยทํา
เอกสารไวใหลูกไดเรียนรู 4) นายชัยณรงค ปจจัย อายุ 82 ป มีความชํานาญเกี่ยวกับสมุนไพรเพ่ือ
รกั ษาริดสีดวง เปนผทู ่ีพรอ มจะถายทอดทั้งตัวยา วธิ กี ารเก็บยา แตไมม ลี กู หลานสบื ทอด
4. เผยแพรอ งคค วามรูเ กย่ี วกับภมู ิปญญาพ้นื บาน
การเผยแพรองคความรูท่ีสามารถนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได โดยการจัดเวที
เสวนาความรูภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคจากหมอยาพื้นบานสูคนในสังคม พรอมท้ังยกยอง
เชิดชูเกียรติหมอยาพ้ืนบานท่ีทําคุณประโยชนใหกับชุมชน โดยเสวนาเรื่องการบําบัดรักษาโรคของ
หมอยาพ้ืนบานในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันท่ี 24 มีนาคม พ.ศ. 2530 ณ โรงละครเล็ก อาคาร 10
ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีผูเขารวมฟงการเสวนา จํานวน 100 คน ประกอบดวย
ชาวบาน อาจารยและนักศึกษา ผูวิจัยไดเชิญหมอยาพื้นบานในจังหวัดนครราชสีมา จากจํานวน 13
คน หมอยาพื้นบานเขารวมเปนวิทยากรเผยแพรความรูเกี่ยวกับภูมิปญญาพ้ืนบานดานการ
บําบัดรักษาโรค จํานวน 6 คน 1) ตาบุญถม ตอนนอก 2) นางสุพรรณ แซเฮ็ง 3) นายมวญ
สายสระนอ ย 5) นายช้นั หวังวัดกลาง 6) นายชยั ณรงค ปจจยั แพทยแ ผนไทย จํานวน 1 คน ไดแก
นายจรูญ ฟน งูเหลอื ม
อภิปรายผลการวิจัย
การศึกษาเก่ียวกับการสืบทอดภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอยาพื้นบานใน
จังหวัดนครราชสีมา พบวาในสถานการณปจจุบันมีจํานวนผูยังคงบําบัดรักษาโรคท่ีลดนอยลงมาก
เนื่องจากการเรียนรูเก่ียวกับภูมิปญญาดังกลาวเปนการเรียนรูท่ีเกิดจากความสนใจ และผูเรียน
จะตองมีความอดทน มีความเพียรพยามอยางสูง จากการศึกษาวิจัยพบหมอยาพื้นบานสวนใหญ
เรียนรูการภูมิปญญาการบําบัดรักษาจากบรรพบุรุษ และเครือญาติ โดยการสังเกต การเปนลูกมือ
ชวยหยิบจับยา และเรียนรูโดยการบอกกลาวใหทองจํา รองลงมาคือการเรียนรูท่ีเกิดจากการศรัทธา
ครูอาจารยขอเขาไปฝากตัว ชวยงานครู และเรียนรูวิธีการรักษาจนชํานาญแลวจึงนําความรูดังกลาว
มาชวยเหลือคนในชุมชนตอไป บางคนเจ็บปวย หรือคนในครอบครัวเจ็บปวย จําตองแสวงหาวิธีการ
เยียวรักษาตนเองและสมาชิกในครอบครัวโดยสอบถามจากหมอยาพื้นบานในชุมชนของตนหรือ
ชุมชนใกลเคียง เมื่อรักษาตนเองหายปวยแลวจึงบอกตอหรือรักษาบุคคลอ่ืนตอไป เมื่อหมอยา
พื้นบานทําหนาท่ีในการบําบัดรักษาโรคจนเกิดความชํานาญแลว บางคนไมหยุดพัฒนาตนเองยังคง
ศึกษาหาความรูผานการทดลอง การสังเกต และการศึกษาเพ่ิมเติมจากการอบรมท่ีหนวยงานของรัฐ
จัดให และศึกษาเองจากเอกสารวิชาการหรือเอกสารโบราณตางๆ ซึ่งผลการศึกษาคร้ังนี้สอดคลอง
กับงานวิจัยของ พระสุริยา มาตยคํา (2552) ศึกษาวิจัยพัฒนากระบวนการสืบทอดภูมิปญญาหมอ
พ้ืนบานในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผลการศึกษาระบุวาพบวาหมอ
พ้ืนบานมีระบบการสืบทอดท่ีแตกตางกันไปมี 6 ระบบ ไดแก 1) การสืบทอดจากบรรพบุรุษ 2) การ
สืบทอดในระดับเครือญาติ 3) การสืบทอดจากหมอพื้นบานสูบุคคลผูสนใจ 4) การสืบทอดจากหมอ
พื้นบานสูผูเขารับการบําบัดรักษาท่ีหายแลว 5) การสืบทอดจากสถาบันการศึกษา 6) การสืบทอด
จากตาํ ราโบราณ เปน ตน
นอกจากนี้จากการวิจัยยังพบวา หมอยาพ้ืนบานท่ีมีบทบาทในการบําบัดรักษาโรคสวนใหญ
จะเปน หมอสมุนไพร อาจจะใชส มนุ ไพรเด่ียว หรอื เปน ตํารบั แตโ ดยสวนมากใชสมนุ ไพรเปน ตาํ รับใน
การบําบัดรักษา ถึงแมการรักษาจะเนนที่สรรพคุณจากสมุนไพรในการปรับความสมดุลของรางกาย
แลว หมอยาพื้นบานยังอาศัยหลักคิดทางดานความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์เขมขลังจากเวทมนตคาถาใน
การเคารพ บูชา หรืออวนวอนครูบาอาจารย สิ่งศักดิ์สิทธ์ิใหชวยในบําบัดรักษามีประสิทธิผล จะเห็น
ไดจากการใชคาถาในการเก็บตัวยา และใชคาถาในการเสกยา กอนใหผูมารักษานําตมกินเพ่ือรักษา
โรค และหมอพื้นบานท่ียังมีบทบาทตอคนในชุมชนอีกกลุมหน่ึง คือ หมอนวดพ้ืนบาน ผูวิจัยมองวา
เน่ืองจากสังคมไทยเปนสังคมเกษตร การทํางานที่ตองใชแรงงานมีผลทําใหรางกายบาดเจ็บ หรือ
เจ็บปวยอันเน่ืองมาจากการทํางานหนักได การไปรักษากับแพทยแผนปจจุบันอาจจะไมเห็นผลดี
เทากับการรักษากับหมอยาพื้นบาน ซ่ึงนอกจากจะชวยเยียวยาอาการบาดเจ็บทางรางกายแลว ยัง
ชวยเยียวยารักษาทางดานจิตใจอีกดวย สอดคลองกับงานวิจัยของวสุพล คะยอมดอก (2550) วิจัย
เร่ือง การศึกษาภูมิปญญาการแพทยพ้ืนบานของกลุมชาติพันธผุ ูไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย ผลการวิจัยพบวา การแพทยพ้ืนบานของกลุมชาติพันธุผูไทยเปนการดูแลสุขภาพใน
ทองถิ่นตามแบบวิถีที่มีรากฐานยาวนาน เปนการแพทยแบบเวชกรรมชาติพันธุ มีความผูกพันกับวิถี
ชีวิตทีช่ วยเหลือเกอื้ กลู กันเปน ระบบท่ีมแี นวความคิดพ้ืนฐานเกีย่ วกับความเจบ็ ปว ยที่วาความเจ็บปวย
ไมไดหมายถึงความผิดปกติของรางกายแตเพียงอยางเดียว แตหมายถึง ความผิดปกติของ
ความสัมพันธระหวางคนในสังคม คนกับสภาพแวดลอมและส่ิงเหนือธรรมชาติ โดยไมไดแบงแยก
ระบบการแพทยอ อกจากศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรมและสงั คม
ทายสุดการวิจัยในครั้งน้ีผูวิจัยพบวา ภูมิปญญาดานการบําบัดรักษาโรคของหมอ
ยาพ้ืนบานในจังหวัดนครราชสีมาในอนาคตขางหนาจะมีผูสืบทอดนอยลงมาก หรือแทบจะไมมี
เนื่องจากขาดผูท่ีสนใจหรือมีใจรักในการบําบัดรักษา ประกอบกับการเรียนรูหรือสืบทอดภูมิปญญา
จะตองอาศัยความอดทน การปฏิบัติตนที่เครงครัด และคนรุนใหมไมเปนความสําคัญของภูมิปญญา
อันเปนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ มองวาเปนเรื่องที่ลาหลังและยุงยาก ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัย
ของบวั ทอง จูมพระบตุ ร (2554) ท่ศี กึ ษาวธิ ีการถายทอดภมู ปิ ญ ญาของหมอยาพ้ืนบานไทยอสี านและ
ลาว ผลการวิจัยพบวา การถายทอดภูมิปญญาของหมอยาพ้ืนบานเปนกระบวนการเรียนรูที่เปน
ระบบ ใชวิธีเรียนตัวตอตัว ผานประสบการณจริง ระหวางครูกับศิษย หรือระหวางคนในตระกูล การ
เลือกศิษยครูจะเปนผูเลือกดวยตัวเอง จะตองศึกษาจิตใจ ลักษณะนิสัย สติปญญา การเสียสละของ
ลูกศิษย สังเกตความประพฤติปฏิบัติของลูกศิษยอยางใกลชิด คุณสมบัติของลูกศิษยตองเปนคนดี
มีศีลธรรม มีเมตตา เสียสละ ชอบชวยเหลอื ผูอ่ืน มีความอดทน มีใจรักตอการรักษาผูปวย บวชเรียน
มาแลว มีสติปญญาดี มีไหวพริบ มีความเฉลียวฉลาด มีความจําแมนในการทองจาํ ตํารายาหรือคาถา
เปนคนที่ชางสังเกต เมื่อครูยอมรับศิษยแลวจะตองทําการยกขันธหาไหวครู ฝากตัวเปนศิษย
กระบวนการสอนจะเนนจรรยาบรรณของหมอ และขอ “คะลํา” ของผปู ว ย เปน ตน
ขอ เสนอแนะ
การวิจัยในครั้งนี้มีขอเสนอแนะสําหรับการนําผลวิจัยไปใชและเสนอแนะสําหรับการทําวิจัย
ครง้ั ตอ ไป ดงั ตอ นี้
1. ขอ เสนอแนะสําหรับการผลวจิ ยั ไปใช
1.1 สามารถนําผลการศึกษาไปจดั ทําฐานขอมลู ทางดานมรดกวัฒนธรรมของจงั หวัด
นครราชสมี าได
1.2 สามารถนําผลการศึกษาไปพัฒนาตอยอดไปเปนเอกสารวิชาการ หรอื จัดทําส่ือวิดที ัศน
เพอื่ สบื ทอดองคความรูดานน้ีใหก ับเยาวชนตอ ไปได
2. ขอ เสนอแนะสาํ หรับการวิจยั ครัง้ ตอไป
2.1 ศึกษาวิจยั เกย่ี วกับภูมิปญญาดา นการบาํ บัดรักษาโรคที่ปรากฏในเอกสารโบราณของ
จังหวดั นครราชสีมา
2.2 ศึกษาวิจัยการพัฒนาตอยอดภูมิปญ ญาดา นการบาํ บดั รกั ษาโรคโดยการมสี ว นรว มของ
ชุมชนในจงั หวดั นครราชสีมา
บรรณานุกรม
กฤษณา วงษาสนั ต. (2543). การศึกษาสํารวจผลงานภมู ปิ ญ ญาทอ งถิน่ ดานหมอพ้ืนบา นในเขตอสี าน
ใต. คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร สถาบนั ราชภฏั สุรินทร.
กนั ทิมา สิทธิธญั กจิ และพรทิพย เติมวเิ ศษ. (2547). คมู อื ประชาชนในการดแู ลสขุ ภาพดว ย
การแพทยแ ผนไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพอ งคการสงเคราะหทหารผา นศึก.
คณะกรรมการกลุมผลิตชุดวชิ าเวชกรรมแผนไทย 1. (2555). เวชกรรมแผนไทย 1. นนทบรุ ี :
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.
จนั ทรท ริ า เจยี รณยั และคณะ. (2556). การศกึ ษารวบรวมขอมูลความหลากหลายของสมุนไพร ภูมิ
ปญญาการใชสมุนไพร รวมท้ังตํารับยาโบราณของหมอยาพื้นบานท่ีอาศัยอยูในพ้ืนท่ีเขื่อน
น้ําพุง จังหวัดสกลนคร และชุมชนใกลเคียง ภายใตโครงการอนุรักษพันธุกรรมพืชอัน
เนือ่ งมาจากพระราชดําริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีสรุ นารี. สํานักวิชาพยาบาลศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
จริ าภรณ เจริญเดช. (2545). สมุนไพรไทย. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท โอ เอส พร้นิ ตง้ิ เฮาส จํากดั .
ณรงค เพ็ชรประเสรฐิ พิทยา วองกุล. (บ.ก.). (2550). วสิ าหกิจชุมชน กลไกเศรษฐกิจฐานราก. (พิมพครั้ง
ท3ี่ ). กรุงเทพฯ: บรษิ ัท เอดิสนั เพรส โปรดกั ส จาํ กัด.
ธรณัส ทองชูชว ย.(2547). ภมู ิปญ ญาของหมอพื้นบานในดา นการใชส มุนไพรในการรักษาโรค ของ
อาํ เภอบางกลํา่ จังหวัดสงขลา. วทิ ยานพิ นธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชายทุ ธศาสตร
การพัฒนา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภัฏสงขลา.
บัวทอง จูมพระบุตร. (2554). วิธีการถายทอดภูมิปญญาของหมอยาพ้ืนบานไทยอีสานและลาว.
สาขาวิชายุทธศาสตรการพัฒนาภูมิภาค (กลุมสาธารณสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สรุ ินทร.
ปทมานันท หินวิเศษ. (2549). หมอพ้ืนบานกับการรักษาผูปวยดวยสมุนไพร: กรณีศึกษาตําบลขาม
ปอม อําเภอพระยืน จังหวัดขอนแกน. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาไทยศึกษาเพ่ือ
การพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภฏั เลย.
ปรีชา อุยตระกูล และนฤมล ปยวิทย. (ม.ป.ป.). ภูมิปญญาชาวบานนครราชสีมา. นครราชสีมา:
ชมรมภาษาอังกฤษแหงประเทศไทย.
พระสุริยา มาตยคํา. (2552). การพัฒนากระบวนการสืบทอดภูมิปญญาหมอพื้นบานในประเทศไทย
และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว.ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา
ยทุ ธศาสตรการพัฒนาภูมภิ าค มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย.
เพ็ญนภา ทรัพยเ จริญ. (2540). การแพทยแผนไทย: การแพทยแบบองครวม. (พมิ พคร้งั ที่ 2) กรุงเทพฯ:
สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข.
ภาณวุ ฒั น ภกั ดวี งศ. (2552). ภมู ปิ ญญาไทยกบั การพัฒนาการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหง
จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย.
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรส ุขภาพ. (2550). เอกสารประกอบการสอนชดุ
วิชาประสบการณวิชาชีพการแพทยแผนไทย. หนวยท่ี 8 – 15. (พิมพครงั้ ที่ 3) กรุงเทพฯ:
สาํ นักพิมพมหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ยวุ ดี จอมพิทักษ. (2545). การแพทยการสาธารณสุขเมืองไทย. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พร้ินติ้งเฮา ส.
รัชนี จนั ทรเกษ ประพจน เภตรากาศ และวชิ ยั จันทรก ิตวิ ฒั น. (2553). สถานการณห มอยาพน้ื บาน
ในสวนภมู ิภาคในประเทศไทย.รายงานสถานการณ : การแพทยแผนไทย การแพทยพื้นบาน
และการแพทยทางเลือก ประจาํ ป พ.ศ. 2550 - 2552. ศนู ยขอ มูลเชิงยุทธศาสตร สาํ นัก
วิชาการ กรมพฒั นาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลอื ก.
รชั นี จันทรเ กษ. (2551. ). การบรู ณาการการแพทยแผนไทย : บทบาทวดั กับการดแู ลสุขภาพชุมชน.
นนทบรุ ี : องคก ารสงเคราะหทหารผานศกึ .
รงุ รงั ษี วบิ ูลชัย. (2538). การดาํ รงอยูข องการแพทยพนื้ บา น : กรณศี กึ ษาหมูบานนาสีดา ตําบล
ขาวปนุ อําเภอกุดขาวปนุ จงั หวดั อุบลราชธาน.ี วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขา
วัฒนธรรมศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหิดล.
วรการ เทพวัลย. (2553). ภมู ิปญญาแพทยพ้ืนบานดานสุขภาพกลมุ ชาติพนั ธุใ นอนุภาคลมุ แมน า้ํ โขง
วทิ ยานิพนธปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.
วสุพล คะยอมดอก. (2550). การศึกษาภมู ปิ ญ ญาการแพทยพน้ื บานของกลุมชาตพิ ันธผุ ไู ทยในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย. วิทยานพิ นธว ทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาเภสชั
เคมแี ละผลิตภณั ฑธ รรมชาติ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยขอนแกน
วชิ ัย โชคววิ ฒั น. (2551). การพัฒนากําลงั คนภูมปิ ญญาไทสุขภาพวีถไี ท. นนทบรุ ี : องคก าร
สงเคราะหทหารผานศึก.
สถาบนั การแพทยแ ผนไทย กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ . (2542). ชดุ นทิ รรศการ การแพทย
แผนไทย. นนทบรุ ี : องคการสงเคราะหทหารผานศึก.
สมพร ภูติยานนั ต. (2542). ความรูเบอ้ื งตน เกย่ี วกบั การแพทยแ ผนไทย : วาดว ยสมนุ ไพรเกีย่ วกับ
การแพทยแ ผนไทย. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหท หารผา นศึก.
. (2542). ความรูเบ้ืองตน เกย่ี วกบั การแพทยแผนไทย: วา ดว ยสมุนไพรกับการแพทยแ ผนไทย.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพองคการสงเคราะหท หารผานศึก.
สาํ นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดนครราชสมี า. (2549). ปมู เมอื งโคราช บนั ทกึ คาํ บอกเลา จากภมู ิปญญา
ทองถิน่ . นครราชสมี า : บจก. สมบรู ณก ารพิมพ.
สุวทิ ย วบิ ลุ ผลเจริญ ประพจน เภตรากาศ และคณะ. (2551). การพัฒนากาํ ลงั คน ภูมปิ ญญาไทย
สุขภาพไทย. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศกึ .
เสรี พงศพิศ. (2536). ภมู ปิ ญญาชาวบานกบั การพัฒนาชนบท เลม 2. กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร
พร้ินติ้งกรุพ จํากดั .
อารกี า วรี ะพงส. (2549). การแพทยพน้ื บา นและยาสมุนไพรที่ใชโดยหมอพน้ื บานชนชาติกูยในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย. วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสชั
เคมีและผลติ ภัณฑธรรมชาติ บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ขอนแกน.
โอภาส ชามะรัตน. (2545). ภูมิปญญาหมอพื้นบานกับการใชสมุนไพรบําบัดรักษาความเจ็บปวย:
กรณีศึกษานายแวว วงศคําโสม บานโคนผง ตําบลสานตม อําเภอภูเรือ จังหวัดเลย.
สาขาไทยศึกษาเพ่ือการพัฒนา สถาบนั ราชภัฏเลย.
. (2548). ภมู ปิ ญ ญาสุขภาพ : ปฏบิ ัติการตอ รองของความรทู องถิน่ . กรุงเทพมหานคร :
โอ.เอส.พรน้ิ ตง้ิ เฮาส.
ภาคผนวก
แบบสัมภาษณห มอยาพ้ืนบา น
โครงการวจิ ยั เรอื่ งภมู ิปญญาเกี่ยวกับการรักษาโรคของหมอยาพ้ืนบานในจังหวดั นครราชสมี า
คาํ ช้ีแจง แบบสัมภาษณน ้ใี ชส ัมภาษณหมอยาพ้นื บา นในจงั หวัดนครราชสีมาโดยการเติม
ขอ ความหรือขีดเคร่ืองหมาย ลงในชอ งทต่ี รงกับการใหขอมลู
ช่อื -นามสกุล………………………………………………………………………………………………………………….………
ภมู ิลาํ เนาปจจบุ ัน...................................หมบู า น.......................................ซอย.....................................
ถนน........................................................หมู. ...................ตําบล............................................................
อาํ เภอ.................................................จงั หวดั ...............................................รหสั ไปรษณีย...................
เบอรโทรศัพท. .......................................................................................................................................
สว นท่ี 1: ขอมูลสวนบุคคล
1. เพศ ชาย หญิง
2. อายุ 1-20 ป 21-40 ป 41-60 ป
61-80 ป 80 ปข ึ้นไป
3. ศาสนา พุทธ ครสิ ต อสิ ลาม
อนื่ ๆ (ระบุ)...............
4. สถานภาพ โสด แตง งาน
หมาย หยา
5. การศกึ ษา ไมไ ดเ รียน ประถมศึกษา
มธั ยมศึกษา/อาชวี ศึกษา สูงกวามธั ยมศกึ ษา
(ระบุ).................
6. อาชพี หลกั หมอยาพื้นบา น ทํานาทําไร คา ขาย
รบั ราชการ เอกชน ไมไดทาํ งาน
รับจา ง อ่ืนๆ (ระบุ)...............
7. ทานมีประสบการณใ นการรกั ษา.....................ป
8. ทานมคี วามเชีย่ วชาญในการรักษาโรคใดบาง
8.1 ................................................................ 8.2 ................................................................
8.3 ................................................................ 8.4 ................................................................
8.5 ................................................................
9. ทานมีรายไดจากการเปน หมอยาพืน้ บานประมาณ................................บาท/เดือน
สวนท่ี 2: สถานภาพและบทบาทของการเปน หมอพื้นบา น
1. สาเหตุของการเปนหมอพื้นบาน
มคี นในครอบครัวเปน หมอพื้นบาน
มีอาการปวยและตองการรักษาใหหาย
มีคนในครอบครวั ปวยและตอ งการรกั ษาใหห าย
มคี วามสนใจและตองการชวยเหลือผอู ื่น
มคี วามรกั ศรัทธาในครผู สู อน
อน่ื ๆ (ระบุ)...................................................................
2. ทานไดร ับความรูครั้งแรกในการรักษาโรคจากแหลง ใด
สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
สบื ทอดมาจากผูอ ่นื ที่ไมเ กย่ี วพนั กันทางเชอ้ื สาย
ศกึ ษาจากประสบการณดวยตนเอง
ศึกษาจากตาํ ราดว ยตนเอง (ระบตุ าํ รา).......................................................
อบรม/เรยี นจากสถาบนั ทางการแพทยแผนโบราณ
อนื่ ๆ (ระบุ)...................................................................
3. ทานไดม ีวธิ ีการจดั การความรทู ี่ใชในการรักษาแบบใด
เปน ตําราทีไ่ ดร ับสบื ทอดมา
เปนตาํ ราทีท่ า นไดบันทกึ ไว
เปนความรทู ีอ่ ยใู นความทรงจาํ
อนื่ ๆ (ระบุ)...................................................................
สวนที่ 3: โรคหรอื อาการทห่ี มอพ้นื บานรักษา
1. ผูทีม่ ารบั การรกั ษาอาศยั ในพื้นทใ่ี กลเ คียงใชห รือไม
ใช ไม (ระบุ).................
2. วิธกี ารเดินทางรักษา
หมอยาพ้นื บานไปรกั ษาที่บา นคนไข
คนไขมารบั การรกั ษาทีบ่ านหมอยาพน้ื บาน
คนไขมาซือ้ ยาจากหมอยาพนื้ บา นไปทานเอง
อ่ืนๆ (ระบุ)...................................................................
3. คนไขท ี่มารบั การรักษากบั ทา นมีการรักษารวมกบั การแพทยแ ผนปจจุบนั หรือไม
รกั ษารว มกบั การแพทยแผนปจจุบัน
รกั ษากบั หมอยาพืน้ บานทางเดยี ว
สวนที่ 4: วธิ ีการและเครอ่ื งมือท่ใี ชใ นการรักษาโรคของหมอพ้ืนบาน
1. ทานตองมีการปฏบิ ัตติ นเปนพิเศษใดๆ อนั เกย่ี วกบั ความเชื่อหรอื ขอบังคับในการ
เปน หมอพื้นบานหรือไม
ไมม ี ถอื ศลี
งดรบั ประทานอาหาร (ระบ)ุ .........................................................
อ่ืนๆ (ระบุ)...................................................................................
2. ทา นมวี ธิ กี ารวินิจฉยั อาการเหลานห้ี รือไม
2.1 ซกั ประวัตคิ นไข มี ไมมี
2.2 ตรวจรา งกาย มี ไมมี
2.3 เปด ตํารา มี ไมมี
2.4 วนิ ิจฉยั รวมกับแพทยแ ผนปจ จบุ นั มี ไมมี
2.5 อืน่ ๆ (ระบุ)...................................................................................
3. ทา นมวี ธิ ีการรักษาใดบาง
3.1 สมนุ ไพร มี ไมมี
3.2 บบี นวด มี ไมม ี
3.3 นา้ํ มนั มี ไมมี
3.4 น้ํามนต มี ไมมี
3.5 เปา-พน มี ไมม ี
3.6 เขาเฝอ ก มี ไมมี
3.7 คาถา มี ไมม ี
3.8 อน่ื ๆ (ระบุ)...................................................................................
4. ทานนําสมุนไพรท่ใี ชในการรกั ษาจากทใ่ี ด
4.1 สมุนไพร
ปลูกเอง ซ้อื อ่ืนๆ (ระบุ).................
4.2 นํา้ มนั
ทําเอง ซอ้ื อ่นื ๆ (ระบุ).................
4.3 เฝอก
ทําเอง ซอื้ อื่นๆ (ระบุ).................
แบบสัมภาษณห มอยาพื้นบาน (แบบเจาะลกึ )
โครงการวิจัยเร่ืองภมู ิปญญาเกีย่ วกับการรกั ษาโรคของหมอยาพื้นบา นในจังหวดั นครราชสีมา
1. ชื่อ-นามสกุลหมอยาพ้นื บา น…………………………………………………………………………………………………
2. ภมู ลิ ําเนาปจ จุบัน
.............................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. เบอรโทรศัพท
..............................................................................................................................................................
4. ทา นเรมิ่ รักษาต้ังแตอายเุ ทาใด………………………………………………………………………………………………
5. ทา นมขี อหามในการปฏิบัติในชีวิตประจําวันอะไรบาง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
6. ทานรักษาโรคหรืออาการใดเปน ประจํา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
7. ทานมีวธิ กี ารวินจิ ฉยั อาการของคนไขอยางไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
8. ทา นมขี ั้นตอนในการรักษาคนไขอยา งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
9. ทานใชส มุนไพรใด (บาง) มีสรรพคุณอยา งไร ในการรักษาโรคแตล ะโรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
10. ทานมวี ธิ ีการใดนอกเหนือจากการรักษาดว ยสมนุ ไพรหรือไม อยางไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
11. ทา นมวี ธิ ีการตดิ ตามผลการรักษาของทา นอยา งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
12. ทานไดถ ายทอดความรใู หกับใครหรือไม อยา งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
13. ผูสบื ทอดความรจู ากทา นตอ งมีคณุ สมบัติอยา งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….