ความรู้รู้ รู้ เ รู้ รู้ เ รู้ บื้บื้ บื้บื้ อ บื้ อ บื้ งต้ต้ ต้ น ต้ น เกี่กี่ย กี่ ย กี่ วกักั กั บ กั บเทคโนโลยียีส ยี ส ยี ารสนเทศ รหัสหัวิชวิา 810105 วิชวิานวัตวักรรมและเทคโนโลยีสยีารสนเทศทางการศึกศึษา ค ณ ะ ศึ ก ษ า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ ล ป ศ า ส ต ท ย า ย ณ ต เ อ เ ย จัดทำ โดย นางสาวปรียรีานุชนุวงเวียน นักนัศึกศึษาหลักสูตสูรประกาศนียนีบัตบัรบัณบัฑิตวิชาชีพชีครู รหัสหันักนัศึกศึษา 666550075-6
คำ นำ หนังนัสืออิเล็กทรอนิกนิส์เรื่อรื่งความรู้เรู้บื้อบื้งต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสยีารสนเทศ จัดทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่ประกอบรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสยีารสนเทศทางการศึกศึษา รหัสหัวิชา 810105 และใช้ปช้ระกอบการเรียรีนรู้แรู้ละการฝึกฝึประสบการณ์วิณ์ วิชาชีพชีครู ในสถานศึกศึษา ตามหลักสูตรประกาศนียนีบัตบัรบัณบัฑิตวิชาชีพชีครู วิทยาลัยบัณบัฑิต เอเซียซี ผู้จัผู้ จัดทำ หวังเป็น ป็ อย่าย่งยิ่งยิ่ว่าหนังนัสืออิเล็กทรอนิกนิส์เส์ล่มนี้ จะเป็น ป็ ประโยชน์ต่น์ ต่อ ผู้ที่ผู้ที่ศึกศึษาไม่มม่ากก็น้อน้ย หากมีข้มีอข้ผิดผิพลาดประการใด ผู้จัผู้ จัดทำ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่ นี้ด้นี้ ด้วย ปรียรีานุชนุวงเวียน ผู้จัผู้ จัดทำ ก
บทนำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสยีารสนเทศทางการศึกศึษา แบบทดสอบประจำ บทที่ 1 ความรู้เรู้บื้อบื้งต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสยีารสนเทศ แบบทดสอบประจำ บทที่ 2 พัฒพันาการและความเป็น ป็ มาของเทคโนโลยีกยีารศึกศึษา แบบทดสอบประจำ บทที่ 3 การออกแบบและพัฒพันาสื่อการเรียรีนการสอน แบบทดสอบประจำ บทที่ 4 การออกแบบและพัฒนาสื่อสื่การเรียรีนการสอนประเภทมัลติมีเมีดียดี แบบทดสอบประจำ บทที่ 5 กฎหมายและจริยริธรรมการใช้เช้ทคโนโลยี และจรรยาบรรณใน การใช้เช้ทคโนโลยี แบบทดสอบประจำ บทที่ 6 บทที่ 1 สารบัญ บั บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บรรณานุก นุ รม ข หน้า 1 - 6 7 - 9 10 - 33 34 - 36 37 - 49 50 -52 53 - 58 59 - 61 62 - 69 70 - 72 73- 82 83 - 85 86 - 87
บทที่ 1 บทนำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศทางการศึก ศึ ษา “นวัตกรรม” (Innovation) หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่ง ประดิษฐ์ใฐ์หม่ ๆ ที่ยังยัไม่เม่คยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมา จากของเดิมที่มีอยู่แยู่ล้ว ให้ทัห้ ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น “เทคโนโลยี”ยี (Technology) หมายถึง กระบวนการหรือวิธีการใน การนำ ความรู้หรือแนวคิดมาประยุกต์ใช้อย่าย่งเป็นระบบเพื่อให้การดำ เนิน งานในวงการต่างๆ เป็นไปอย่าย่งมีปมี ระสิทธิภาพ “การศึก ศึ ษา” (Education) มีค มี วามหมายกว้างขวางครอบคลุมการ พัฒนา การส่งส่เสริมมนุษนุย์แย์ละสังสัคมให้มีความเจริญงอกงามในทุกด้านทั้ง ที่เป็น ป็ รูปธรรมและนามธรรม “เทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา” (Educational Technology) เป็นการ ประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆม่มา ใช้เพื่อช่วช่ยแก้ปัญหาทางการศึกษาทั้งในด้านการขยายงาน และด้านการ ปรับรั ปรุงคุณคุภาพของการเรียนการสอน หรือการนำ สิ่งต่างๆ ที่ถือว่าเป็น เทคโนโลยีมาใช้ในการเรีย รี นการสอน “นวัตกรรมเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา” หมายถึง การนำ ความก้าวหน้า ของวิทยาศาสตร์เร์ทคโนโลยี ทั้งวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรกลไก และเทคนิคนิวิธีการต่างๆ มาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อมุ่งมุ่หวังให้กห้ารเรียนการสอนเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อผู้เรียน ผู้ศึกษา ตามจุดมุ่งมุ่หมาย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนั้นนั้ๆ คำ นิยามศัพศัท์ 1
ปอร ความสัมสัพันพัธ์ระหว่าง นวัตกรรม และเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา นวัตกรรม คือ จุดเริ่มต้นของ เทคโนโลยี เพราะนวัตกรรม หมาย ถึง สิ่งสิ่ใหม่ๆม่ที่ยังยัอยู่ใยู่นระหว่างการศึกษา วิจัย ที่ยังไม่ไม่ด้นำ เข้ามาใช้ใน ระบบงานอย่าย่งจริงริจัง และ เทคโนโลยี ก็คือ เครื่องมือวัสดุต่างๆ ที่นำ มา พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งยิ่ขึ้น โดยให้ความสำ คัญในเรื่องของวิธีการ การจัดระบบ จึงอาจแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรม และเทคโนโลยี การศึกษา ผู้ใผู้ห้ค ห้ วามหมายของนวัตกรรม มีดั มีดังนี้ ทอมัสมัฮิวช์(Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” ว่า เป็น ป็ การนำ วิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่าผ่นการทดลองหรือได้ รับรันวัตกรรม แบ่งบ่ออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือปรุงแต่งของเก่าให้ เหมาะสมกับกาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลอง จัดทำ อยู่ใยู่นลักษณะของโครงการ ทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การนำ เอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็น นวัตกรรมขั้นสมบูรณ์กณ์ารพัฒนามา 2
ปอร มอร์ตั ร์ ตัน (Morton,J.A.) ให้คห้วามหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำ ให้ใหม่ ขึ้นขึ้อีกครั้งรั้ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วน่ยงาน หรือ รื องค์การนั้น ๆ นวัตกรรม ไม่ใม่ช่กช่ารขจัดหรือล้มล้างสิ่ง เก่าให้หห้มดไป แต่เป็น ป็ การปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา ไชยยศ เรือ รื งสุวสุรรณ ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ว่า หมายถึง วิธี การปฏิบัติใหม่ ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการ ใหม่ๆม่ขึ้นขึ้มาหรือ รื มีก มี ารปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับ การทดลอง พัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฏิบัติ ทำ ให้ระบบ ก้าวไปสู่จุสู่ จุดหมายปลายทางได้อย่าย่งมีประสิทธิภาพขึ้น หลักในการพิจพิารณาการเป็นนวัตกรรม 1. การคัดเลือกสิ่งที่นำ มาเป็น ป็ นวัตกรรมก็จะต้องเป็นสิ่งที่มีจุดเด่น และสามารถทำ งานนั้นนั้ๆได้ดีกว่าสิ่งเดิม 2. จะต้องมีก มี ารคัดเลือกว่าสิ่งสิ่ที่จะนำ มาใช้เป็นนวัตกรรมนั้นมีความ เหมาะสมกับระบบการใช้งานนั้นๆหรือไม่ 3. ในการที่จะนำ อะไรสักสัอย่าย่งมาทำ เป็นนวัตกรรมนั้นจะต้องมีการ พิสูจสูน์จน์ากงานวิจัยว่านวัตกรรมนั้นสามารถที่จะใช้ได้ผลจริงและได้ผลที่ดี กว่าของเดิมอย่าย่งแน่นน่อน 4. จะต้องมีก มี ารพิจารณาว่าสิ่งสิ่ที่จะนำ มาเป็นนวัตกรรมนั้นตรงกับ ความต้องการของผู้ใช้ระบบหรือไม่ 3
ปอร ประเภทของนวัตกรรม 1. นวัตกรรมที่เ ที่ ป็นสิ่งสิ่ใหม่หมด ก็คือนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมา ใหม่หม่มดทั้งระบบ และไม่เม่คยปรากฏขึ้นในที่ใดมาก่อน 2. นวัตกรรมที่เ ที่ ป็นสิ่งสิ่ใหม่บางส่วส่น ซึ่งก็คือนวัตกรรมที่อาจจะใช้ ยังยัไม่ไม่ด้ผลที่ดีพอจึงมีการนำ มาปรับรั ปรุง แก้ไข ให้นวัตกรรมนั้นมี ประสิทสิธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของสภาพงาน และตัวผู้ใผู้ช้งานเองด้วย แนวคิดที่ทำ ที่ ทำ ให้เ ห้ กิดนวัตกรรมทางการศึก ศึ ษา 1. นวัตกรรมนั้นนั้ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ จึงส่งส่ผลโดยตรงต่อความ ท้าทายของผู้ทำผู้ ทำการวิจัยที่จะมาทำ การวิจัย 2. ผู้ที่ผู้ที่ทำ การวิจัยต้องการพิสูจน์เพื่อให้เห็นผลว่าจะสามารถใช้ได้ ผลจริงริหรือ รื ไม่อม่ย่าย่งไร 3. มีเหตุปัจจัยโดยตรงจากการทดลองและวิจัยเพื่อที่นำ มาเพื่อแก้ ปัญปัหาทางการศึกษา ประเภทของนวัตกรรมการศึก ศึ ษา ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา มี 5 ประเภท มีทั้ มีทั้งประเภทที่เป็น ป็ นวัตกรรมแบบใหม่หม่มด และนวัตกรรมที่เป็นแบบใหม่บม่างส่วส่น ได้แก่ 4
ปอร 1.นวัตกรรมด้านสื่อสื่สารการสอน เช่นช่ - บทเรียรีนคอมพิวพิเตอร์ช่ร์วช่ยสอน - หนังนัสืออิเลคทรอนิคนิ ส์ - บทเรียรีนCD/VCD - คู่มืคู่อมืการทำ งานกลุ่ม 2.นวัตกรรมด้านวิธีกธีารจัดการเรียรีนการสอน เช่นช่ -การสอนแบบร่วร่มมือมื -การสอนแบบอภิปราย -วิธีสธีอนแบบบทบาทสมมุติมุติ -การสอนด้วยรูปแบบการเรียรีนเป็น ป็ คู่ 3.นวัตกรรมด้านหลักสูตสูร เช่นช่ -หลักสูตรสาระเพิ่มพิ่เติม -หลักสูตรท้องถิ่น -หลักสูตรการฝึกฝึอบรม -หลักสูตรกิจกรรมพัฒพันาผู้เผู้รียรีน 4.นวัตกรรมด้านการวัดและการประเมินมิผล เช่นช่ -การสร้าร้งแบบวัดต่างๆ -การสร้าร้งเครื่อรื่งมือมื -การประยุกต์ใช้โช้ปรแกรมคอมพิวพิเตอร์ -การสร้าร้งแบบวัดแววครู -การพัฒพันาคลังข้อข้สอบ -การสร้าร้งแบบวัดความมีวิมีวินัยนั ในตนเอง 5.นวัตกรรมด้านการบริหริารจัดการ เช่นช่ -การบริหริารเชิงชิระบบ -การบริหริารเชิงชิกลยุทธ์ -การบริหริารเชิงชิบูรณาการ 5
ปอร บทบาทของเทคโนโลยีแ ยี ละนวัตกรรมทางการศึก ศึ ษากับการ จัดการเรีย รี นการสอน เทคโนโลยีแ ยี ละนวัตกรรมทางการศึกษาจึงมีความสำ คัญและ บทบาทต่อการจัดการเรีย รี นการสอน ดังนี้ 1. ช่วช่ยให้ผู้เผู้รียนได้กว้างขวางมากขึ้น 2. สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ให้กห้ารศึกษาดีขึ้น 4. มีบทบาทสำ คัญต่อการพัฒนาสื่อการสอน 5. ทำ ให้การเรียนรู้ไรู้ม่เม่น้นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่าย่งเดียว 6. ช่วช่ยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนให้มากขึ้น ความสำ คัญของเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา 1. ทำ ให้มีห้ก มี ารเรีย รี นการสอนการจัดการศึกษามีความหมายมากขึ้น 2. สามารถสนองเรื่อ รื่ งความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ สนองเรื่อง ความสนใจและความต้องการของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่าย่งดี 3. สามารถทำ ให้กห้ารจัดการศึกษาตั้งอยู่บยู่นรากฐานของวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ 4. ช่วช่ยให้การจัดการศึกษามีพ มี ลังมากขึ้น มีบทบาทสำ คัญในการ สอนและการจัดการศึกษา 5. ทำ ให้กห้ารเรีย รี นอยู่แยู่ค่เอื้อม นำ เทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้กับ การศึกษาทำ ให้ผู้ห้เผู้รีย รี นได้เรีย รี นรู้อรู้ย่าย่งกว้างขวางมากขึ้น 6. ทำ ให้เห้กิดความเสมอภาคทางการศึกษา ทำ ให้โอกาสของทุก คนในการเข้าข้รีบการศึกษามีมากขึ้น 6
ปอร แบบทดสอบประจำ บทที่ 1 1. ข้อข้ ใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ "นวัตกรรม" ก.การกระทำ ที่ไม่เม่คยมีมาก่อน ข.การกระทำ ที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค.การกระทำ ที่เอาแบบอย่าย่งมาจากที่อื่น ง.การกระทำ ที่ใช้แนวคิดหรือ รื วิธีปฏิบัติใหม่ๆม่เพื่อแก้ปัญหาและ พัฒนางาน 2. ทอมัสมัฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ “นวัตกรรม” แบ่งบ่กี่ระยะ ก. 1 ระยะ ข. 2 ระยะ ค. 3 ระยะ ง. 4 ระยะ 3. นวัตกรรมมี 2 ประเภท ได้แก่ ก.นวุัตกรรมใหม่ นวัตกรรมเก่า ข.นวัตกรรมที่เป็น ป็ สิ่งสิ่ใหม่หม่มด นวัตกรรมที่เป็นสิ่งเก่าหมด ค.นวัตกรรมที่เป็น ป็ สิ่งสิ่ใหม่หม่มด นวัตกรรมที่เป็นสิ่งใหม่บม่างส่วส่น ง.นวัตกรรมที่เป็นสิ่งสิ่เก่าหมด นวัตรรมที่เป็นสิ่งเก่าบางส่วส่น 4. ข้อข้ ใดเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ต้องการตอบ สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ก.มหาวิทยาลัยเปิดปิ ข.การเรีย รี นทางไปรษณีย์ ณี ย์ ค.บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยการสอน ง.การจัดตารางเรีย รี นแบบยืดหยุ่นยุ่ 7
ปอร 5. ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่นช่วัตกรรมกด้านสื่อการสอน ก. บทเรียนคอมพิวเตอร์ชาวยสอน ข. หนังนัสืออิเล็กทรอนิกศ์ ค. CD/DVD ง. ครูผู้สอน 6. ข้อข้ ใดคือประโยชน์ขน์องเทคโนโลยีต่อการศึกษา ก. ช่วช่ยส่งส่เสริมให้คุณภาพการเรีย รี นรู้ ผู้เรียนมีความเช้าใจใน เนื้อ นื้ หาที่ศึกษามากขึ้นขึ้ ข. ไม่สม่ามารถช่วช่ยในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการศึกษาแก่ผู้เรียน ค. ไม่ส่ม่งส่เสริมริ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้รู้ ด้วยตนเอง ง. ถูกทุกข้อ 7. ข้อข้ ใดจัดเป็น ป็ นวัตกรรมทางการศึกษา ก. ชุดการเรียนการสอน ( Instruction Packages) ข. บทเรียน CAI ( Computer Assistance Instruction ) ค. การเรีย รี นการสอนแบบ E-Learning ง. ถูกทุกข้อข้ 8. ข้อข้ ใด ไม่ใม่ช่ แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา ก. เวลาที่ใช้ในการเรียน ข. ความพร้อมของผู้เผู้รียน ค. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ง. ความทันสมัยของเทคโนโลย 8
ปอร 9. ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่บช่ทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษากับการ จัดการเรีย รี นการสอน ก. ทำ ให้ผู้สผู้ อนรู้สึกสึมีค มี วามทันสมัย ข. ทำ ให้ผู็ห้เผู็รีย รี นเรียนรู้ไรู้ด้กว้างขวางมากขึ้น ค. ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ง. ไม่มีม่ข้ มี อข้ ใดถูก 10. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมี ยี มี ความสำ คัญยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษา อย่าย่งไร ก. ทำ ให้การเรีย รี นการสอนมีประสิทสิธิภาพและประสิทธิผล ข. ทำ ให้เห้ศรษฐกิจเพิ่มสูงสูขึ้น ค. ทำ ให้นักท่องเที่ยวเข้าข้มาท่องเที่ยวมากขึ้น ง. ทำ ให้นัห้กนัเรีย รี นมีค มี วามรู้แรู้ละความอดทนมากขึ้น เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 1 1. ง 2. ค 3. ค 4. ง 5. ง 6. ก 7. ง 8. ก 9. ก 10. ก 9
ปอร ในการดำ เนินชีวิตของเราในยุคปัจจุบันนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศได้ เข้าข้มามีบ มี ทบาทและเกี่ยวข้อข้งกับการดำ เนินชีวิตประจำ วันของเราทั้งทาง ตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน การดำ เนินชีวิตประจำ วัน ในหลาย ๆ กิจกรรมเกี่ยวข้อข้งกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยที่เราไม่รู้ม่รู้ตัว เช่นช่ การตื่นนอนโดยการใช้อุปกรณ์ตั้ณ์ ตั้งปลุกเวลา การติดตามข่าข่วผ่าผ่น อุปกรณ์เณ์ทคโนโลยีต่าง ๆ การตรวจสอบ ตารางนัดหมาย การตรวจสอบ สภาพการจราจร การติดต่อสื่อสารทั้งแบบข้อความ ภาพ หรือเสียง การรับ งาน-ส่งส่งานผ่าผ่นทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์การเปิดดูรายละเอียดสินค้าหรือ บริกริารทาง เว็บไซต์ก่อนตัดสินสิ ใจ การทำ ธุรกรรมทางการเงิน เช่นช่สอบถาม ยอดเงิน โอนเงิน ชําระค่าบริกริาร เป็นต้น การค้นหาสถานที่การค้นหาแผนที่ หรือ รื เส้นส้ทางการเดินรถก่อนการเดินทาง การติดต่อและทำ ธุรกรรมกับหน่วน่ย งานต่าง ๆ เช่นช่การลงทะเบียนและดูผลการเรียนกับสถานศึกษา การชําระ ภาษีออนไลน์ เป็น ป็ ต้น การสํารองที่นั่งเพื่อการเดินทาง การสํารองที่พัก สิ่ง เหล่านี้ส นี้ ามารถทำ ได้อย่าย่งง่ายดายและรวดเร็วผ่าผ่นเครือข่าข่ยอินเทอร์เน็ต โทรคมนาคมและการสื่อ สื่ สารด้วยคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ทั้งที่ บ้านหรือ รื ที่ทำ งาน จึงทำ ให้รูปแบบการดำ รงชีวิตประจำ วัน ของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลมาจาก ความก้าวหน้าน้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งส่ผลให้คนเราต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยี สารสนเทศ ในการดำ รงชีวิต ประจำ วันมากขึ้น บทที่ 2 ความรู้เ รู้ บื้อ บื้ งต้นเกี่ย กี่ วกับเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ 10
ปอร ความหมายของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีกำ มีกำเนิดจากคําสองคําคือ “เทคโนโลยี” และคําว่า “สารสนเทศ” ซึ่งได้ ให้คห้วามหมายไว้แล้วข้างต้น ส่วส่นคําว่า “เทคโนโลยี”ยี หมายถึงการนํานํความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและทาง วิทยาศาสตร์มาเป็น ป็ วิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วช่ยในการทำ งาน หรือ รื แก้ปัญปัหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้ กระทั่งองค์ความรู้นามธรรม เช่นช่ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อ กล่าวได้ว่า เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ คือ เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ ใช้ในการทำ งานเกี่ยวกับ สารสนเทศ เริ่มตั้งแต่การสร้างหรือผลิตข้อมูล จัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์เห์ผยแพร่ และสื่อสาร ข้อมูล โดย กระบวนการทำ งานเหล่านี้ใช้คอมพิวเตอร์เร์ป็นเครื่องมือหลัก รวมทั้ง เทคโนโลยีด้านการ สื่อ สื่ สารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศทำ หน้าน้ที่เป็น ป็ เครื่อ รื่ งมือที่ช่วช่ยทำ ให้อห้งค์ประกอบ สามารถทำ งานได้ดีขึ้น ตามความสามารถของเทคโนโลยีใยี นแต่ละยุคสมัยนั้น ๆ 11
ปอร องค์ประกอบของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำ คัญ 2 องค์ ประกอบ คือ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เพื่อใช้สำ หรับการประมวลผล และเทคโนโลยีสื่ ยีสื่อสารและโทรคมนาคม เพื่อใช้สำ หรับการเผยแพร่ โดย มีร มี ายละเอียดดังนี้ 1. เทคโนโลยีค ยี อมพิวเตอร์ เนื่อ นื่ งจากความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและความต้องการ สารสนเทศที่หลากหลาย ทำ ให้มีการจัดการและการประมวลผลข้อมูล ด้วยมือ มื ไม่สม่ะดวก ล่าช้า และอาจผิดผิพลาด ปัจจุบันจึงต้องจัดเก็บ และ ประมวลผลข้ออมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้คอมพิวเตอร์แร์ละ อุปกรณ์สณ์นับนัสนุนในการจัดการข้อมูล เพื่อให้การทำ งานถูกต้องและ รวดเร็ว ร็ ขึ้น คอมพิวเตอร์ปร์ระกอบด้วยเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และ ซอฟท์แวร์ ดังนี้ 1.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วย 5 ส่วส่นหลัก คือ 1.1.1 หน่วน่ยรับรัข้อมูลมู (Input Unit) ทำ หน้าที่รับรัข้อมูล จากภายนอกเข้าสู่หสู่น่วน่ยความจํา แล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณในรูปแบบที่ คอมพิวเตอร์สร์ามารถเข้าใจได้ เช่นช่คีย์บอร์ดร์เมาส์เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer) แผ่นผ่สัมสัผัสผั (Touch pad) จอภาพสัมผัส (Touch Screen) ปากกาแสง (Light Pen) และเครื่อ รื่ งอ่านบัตรแถบแม่เม่หล็ก (Magnetic Strip Reader) เป็นต้น 12
ปอร 1.1.2 หน่วน่ยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) ทำ หน้าน้ที่ในการประมวลผลตามคำ สั่งของโปรแกรมที่เก็บ อยู่ใยู่นหน่วน่ยความจําหลัก 1.1.3 หน่วน่ยความจํา (Memory Unit) เป็น ป็ ส่วส่นที่ทำ หน้าน้ที่เก็บข้อข้มูลมูหรือ รื คำ สั่งที่รับรัจากหน่วน่ยรับข้อมูล เพื่อเตรีย รี มส่งส่ ให้ หน่วน่ยประมวลผลกลางประมวลผลตามโปรแกรมคำ สั่ง และเก็บผลลัพธ์ ที่ได้จากการประมวลผล เพื่อส่งส่ต่อให้กับหน่วน่ยแสดงผล หรือเรียกใช้ ข้อข้มูลมูภายหลังได้หน่วน่ยความจํามี 2 ส่วส่นหลัก คือ 1) หน่วน่ยความจําหลัก (Main Memory Unit) เป็น ป็ หน่วน่ยความจําที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมคำ สั่งสั่ที่อยู่รยู่ะหว่างการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นช่ RAM และ 2) หน่วน่ยความจําสํารอง (Secondary Memory Unit) มีหน้าที่ในเก็บ ข้อข้มูลมูและโปรแกรมคำ สั่งสั่อย่าย่งถาวร เพื่อการใช้งานในอนาคต เช่นช่ ฮาร์ดร์ดิสก์เป็นต้น 1.1.4 หน่วน่ยติดต่อสื่อสาร (Communication Unit) เป็น ป็ อุปกรณ์ที่ณ์ที่ใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ใร์ห้สามารถสื่อสารถึงกันได้ เช่นช่ โมเด็ม (Modem) การ์ดแลน (LAN card) อุปกรณ์รับสัญญาณไร้สาย (Wireless Adapter) เป็นต้น 1.1.5 หน่วน่ยแสดงผล (Output Unit) ทำ หน้าที่ส่งส่ ออกข้อข้มูลมูที่ได้จากการประมวลผลแล้ว เช่นช่จอภาพ เครื่องพิมพ์เครื่อง ฉายภาพ และลำ โพง เป็น ป็ ต้น 13
ปอร ภาพแสดงโครงสร้างฮาร์ดแวร์ 1.2 ซอฟท์แวร์ (Software) เป็นองค์ประกอบที่สำ คัญและจำ เป็น มากในการควบคุมคุการทำ งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์สร์ามารถ แบ่งบ่ออกได้เป็น ป็ 2 ประเภท คือ 1.2.1 ซอฟท์แวร์ระบบ (System Software) มีหน้าที่ ควบคุมคุอุปกรณ์ภณ์ายในระบบคอมพิวเตอร์และเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับ คอมพิวเตอร์หร์รือ รื ฮาร์ดร์แวร์ซร์อฟท์แวร์ระบบแบ่งบ่เป็น 3 ชนิด คือ 1.2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operation System Program) ใช้ควบคุมคุการทำ งานของคอมพิวเตอร์แร์ละ อุปกรณ์ พ่วพ่งต่อกับเครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์ตัวอย่าย่งโปรแกรมที่นิยนิมใช้ในปัจจุบัน เช่นช่ UNIX, Linux, Microsoft Windows, Windows Mobile, iOS และ Android เป็น ป็ ต้น 14
ปอร 1.2.1.2 โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Program) ใช้ช่วช่ยอํานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ใน ระหว่างการประมวลผลข้อมูลหรือ รื ในระหว่างที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่าย่งโปรแกรมที่นิยนิมใช้ ในปัจจุบัน เช่นช่ โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor) โปรแกรมนอร์ตัร์ ตัน ยูติลิตี้ (Norton’s Utility) เป็นต้น 1.2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา (Translation Program) ใช้ในการแปลความหมายของคำ สั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ให้ อยู่ใยู่นรูปแบบที่เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์เข้าใจและทำ งานตามที่ผู้ใช้ต้องการ 1.2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็น โปรแกรมที่เขีย ขี นขึ้นขึ้เพื่อทำ งานเฉพาะด้าน ตามความ ต้องการ ซึ่ง ซอฟท์แวร์ปร์ระยุกต์นี้ส นี้ ามารถแบ่งบ่เป็น 2 ชนิด คือ 1.2.2.1 ซอฟท์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป เป็น ซอฟท์แวร์ที่ร์ที่สร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อใช้งานทั่วไป ไม่เม่จาะจงประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าย่ง เช่นช่ โปรแกรมประมวลผลคํา โปรแกรมตารางคํานวณ โปรแกรมจัดการ ฐานข้อข้มูลมูและ โปรแกรมนํานํเสนองาน เป็นต้น 1.2.2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็น ซอฟท์แวร์ที่ร์ที่สร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์ของการนํา ไปใช้ซึ่งซึ่เขีย ขี นขึ้นขึ้ โดยโปรแกรมเมอร์ ภาพแสดงโครงสร้างซอฟท์แวร์ 15
ปอร การสื่อ สื่ สารข้อข้มูลเป็นเรื่อ รื่ งสำ คัญสำ หรับการจัดการและประมวล ผล ตลอดจนการใช้ข้อข้มูลมูหรือสารสนเทศในการตัดสินใจ ระบบ สารสนเทศที่ดีต้องประยุกต์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ในการ สื่อสาร ข้อข้มูลมูระหว่างระบบคอมพิวเตอร์อุร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ใช้ที่อยู่ ห่าห่งกันให้สห้ามารถสื่อสารกันได้อย่าย่งรวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน ทัน เหตุการณ์แณ์ละมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ใน การติดต่อสื่อสารรับรั-ส่งส่ข้อมูลจากที่ไกลๆ ให้สามารถส่งส่ข้อมูลถึงกันได้ อาจเป็น ป็ การส่งส่ข้อข้มูลมูระหว่างคอมพิวเตอร์หร์รือเครื่องมือที่อยู่ห่ยู่าห่งไกลกัน ซึ่งซึ่จะช่วช่ยให้การเผยแพร่ข้ร่ ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่างๆ เป็น ป็ ไปอย่าย่งสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องครบถ้วน และทันการณ์ซึ่งรูปแบบ ของข้อข้มูลมูที่รับรั-ส่งส่อาจเป็นตัวเลขตัวอักษร ภาพ และเสียง เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อ สื่ สารหรือเผยแพร่สร่ารสนเทศ เริ่มต้น จากการสื่อสารด้วยสื่อ สื่ สิ่งสิ่พิมพ์ แล้วพัฒนามาเป็นการสื่อสารระยะไกล ด้วยระบบดิจิทัล เกิดระบบโทรเลข ระบบโทรศัพท์ระบบ คลื่นวิทยุระบบ ดาวเทียม และจากการพัฒนาของระบบโทรศัพท์ทำ ให้มีบทบาทมากขึ้น ในการ กระจายข่าข่วสารไปยังยัท้องถิ่นทุรกันดาร จวบจนระบบโทรศัพท์ ก็ได้ถูกพัฒนาให้สามารถติดต่อกันได้ แบบไร้สาย คอมพิวเตอร์ก็ร์ ก็ได้เข้า มามีบ มี ทบาทสำ คัญในการดำ เนินชีวิตและการทำ งานของมนุษย์ ใน ปัจปัจุบัน คอมพิวเตอร์สร์ามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่าผ่นระบบเครือข่าข่ย อินเทอร์เร์น็ต น็ ที่ผู้คผู้ นแต่ละซีก ซี โลก สามารถติดต่อสื่อสารกันได้แบบไร้ พรมแดน 2. เทคโนโลยีก ยี ารสื่อ สื่ สารและโทรคมนาคม 16
ปอร ในการจัดการสารสนเทศนั้นนั้ต้องอาศัยเทคโนโลยีจากระบบ สารสนเทศ ซึ่งซึ่ระบบสารสนเทศ มีค มี วามหมาย กระบวนการ และองค์ ประกอบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ความหมายและกระบวนการของระบบสารสนเทศ 1. ความหมายของสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ หมายถึง การรวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ (ข้อข้มูลมูการประมวลผลการเชื่อมโยงเครือข่าข่ย) เพื่อนํานํเข้า (Input) สู่ ระบบใด ๆ แล้วนํานํมาผ่าผ่นกระบวนการบางอย่าย่ง (Process) ที่อาจใช้ คอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยเพื่อเรีย รี บเรีย รี ง เปลี่ยนแปลง และจัดเก็บ เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ (Output) ที่สามารถใช้ สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้ (กิตติภักดีวัฒนะกุล และพนิดนิา พานิชกุลกุ. 2546: 24) ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) 17
ปอร 2. กระบวนการสารสนเทศ มีก มี ระบวนการ ดังนี้ 2.1 การนําเข้าข้ (Input) คือ การเก็บรวบรวมสมาชิกหรือองค์ ประกอบของระบบ เช่นช่ข้อข้มูลมูหรือ รื สารสนเทศ เพื่อนํานํ ไปทำ การ ประมวลผลต่อไป เช่นช่การเก็บข้อข้มูลที่เป็นคะแนนสอบของนักนัศึกษา เพื่อที่จะนํานํ ไปสู่กสู่ารคํานวณให้เห้ป็นเกรดต่อไป การนําเข้าข้อมูลอาจจะ กระทำ ได้โดยใช้มือ มื (Manual) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ร์ ก็ได้ขึ้นอยู่ กับ องค์กรนั้น ๆ หรืออาจจะเป็นอุปกรณ์นําเข้าข้อมูลอื่น ๆ เช่นช่เครื่อง สแกน เครื่องบันทึกเสียง เป็น ป็ ต้น 2.2 การประมวลผล (Processing) คือ การเปลี่ยนแปลง หรือแปร สภาพข้อมูลมูที่นํานํเข้าข้สู่รสู่ะบบ (Input) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (Output) ที่ สามารถใช้ในการตัดสินสิ ใจได้โดยการเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพนั้น อาจจะเป็น ป็ การคํานวณ เปรีย รี บเทียบ หรือวิธีการอื่น ๆ ก็ได้เช่นช่จาก คะแนนสอบของนักศึกษา เมื่อ มื่ นํานํเข้าสู่รสู่ะบบแล้วทำ การแปรสภาพ คะแนนโดยการคํานวณให้เป็น ป็ เกรด และจัดเก็บไว้เพื่อใช้ใน การออก รายงานผลการเรียนของนักนัศึกษาต่อไปท 18
ปอร 2.3 ผลลัพธ์ (Output) คือ ผลลัพธ์ที่ได้เนื่องจากการประมวลผล ข้อข้มูลมูหรือ รื สารสนเทศ แสดงอยู่ใยู่น รูปแบบของรายงาน (Report) หรือ เป็น ป็ แบบฟอร์มต่าง ๆ เพื่อนํานํ ไปใช้ในการดําเนินงานต่อไป เช่นช่รายงาน ผลการเรีย รี นของนักศึกษา ซึ่งได้จากการคํานวณเกรดจากคะแนนสอบ ทั้งหมดของนักศึกษา รายงานยอดการสั่งซื้อวัตถุดิบรายเดือน รายงาน ยอดค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดรายสัปดาห์เป็นต้น 2.4 ข้อข้มูลมูย้อนกลับ (Feedback) คือ ผลลัพธ์ที่ทำ ให้เกิดการ ปรับรั ปรุง เปลี่ยนแปลง ในการนํานํข้อมูลเข้า หรือการประมวลผลข้อมูล เช่นช่ข้อข้ผิดผิพลาดที่พบจากรายงานต่าง ๆ นั้น ทำ ให้ทราบได้ว่าในขณะ นํานํข้อข้มูลเข้าหรือการประมวลผลนั้นนั้อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นทำ ให้เกิด การปรับรั ปรุงพฤติกรรมในการทำ งานขององค์กรเพื่อให้มีความถูกต้อง มากขึ้นขึ้ดังนั้น ผลป้อป้นกลับจึงมีความสำ คัญอย่าย่งยิ่งในการทำ งานเพื่อ ให้เห้กิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นที่น่าน่พอใจ กระบวนการทำ งานของระบบสารสนเทศ 19
ปอร องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ เป็น ป็ ระบบพื้นฐานของการทำ งานต่าง ๆ ในรูป แบบของการเก็บ (Input) การประมวลผล (Processing) เผยแพร่ (Output) และมีส่วส่นจัดเก็บข้อข้มูลมู (Storage) องค์ประกอบ ของระบบ สารสนเทศคือ ฮาร์ดร์แวร์ซร์อฟท์แวร์มนุษย์กระบวนการ ข้อมูล และเครือ ข่าข่ย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.รี“ระบบสารสนเทศ”. 2556: ออนไลน์) ดัง รูปภาพต่อไปนี้ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศที่ทำ ให้การจัดการสารสนเทศ มีปมี ระสิทธิภาพ และ ได้สารสนเทศที่นำ มาใช้ประโยชน์ได้มีดังนี้ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 20
ปอร 1. ฮาร์ด ร์ แวร์ (Hardware) ฮาร์ดร์แวร์คือ เครื่อ รื่ งมือหรือ รื อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ ใช้งานในระบบสารสนเทศ เช่นช่อุปกรณ์ สำ นักงานและเครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ต่ส์ ต่าง ๆ โดยฮาร์ดร์แวร์ที่ร์ที่สำ คัญที่สุดในระบบสารสนเทศ คือ เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์สร์ามารถแบ่งบ่ ได้ตาม หน่วน่ยการทำ งาน ดังนี้ 1.1 หน่วน่ยรับข้อมูลมู (Input Unit) หน่วน่ยรับข้อมูล เป็นฮาร์ดแวร์ที่ ทำ หน้าน้ที่ในการรับรัข้อข้มูลเรียกว่าอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) ได้แก่ แป้นป้พิมพ์ เมาส์ กล้องดิจิตอล และไมโครโฟน เป็นต้น ตัวอย่าย่งอุปกรณ์รัณ์บรัข้อมูล 1.2 หน่วน่ยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Central Processing Unit : CPU) หน่วน่ยประมวลผลกลางหรือ รื ซีพียูบางครั้งเรียกว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) มีลั มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือชิป (Chip) ภายใน ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ (Transistor) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รวมอยู่ ด้วยกันจำ นวนมาก ตัวอย่าย่งหน่วน่ยประมวลผลกลาง 21
ปอร 1.3 หน่วน่ยความจำ (Memory Unit) เป็นหน่วน่ยที่ทำ งานในเครื่อง คอมพิวเตอร์ด้ร์ ด้วยความเร็วมากที่สุด มีหลายแบบทั้งแบบที่ติดตั้งใน เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์และแบบพกพา หน่วน่ยความจําแบ่งบ่ตามลักษณะการ ทำ งานเป็น ป็ 2 ประเภท ได้แก่ 1.3.1. หน่วน่ยความจำ หลัก (Main Memory) ใช้บันทึก ข้อข้มูลมูและโปรแกรมที่อยู่รยู่ะหว่างประมวลผล ได้แก่ หน่วน่ยความจำ (Random Access Memory; RAM) หน่วน่ยความจำ รอม (Read-Only Memory; ROM) และซีมอส (CMOS : Complementary Metal-Oxide Semiconductor) 1.3.2 หน่วน่ยความจำ สำ รอง (Secondary Memory) หน่วน่ยความจําสําสํรอง เป็นฮาร์ดแวร์สำ หรับบันทึกหรือสํารองข้อมูล ได้แก่ ฮาร์ดร์ดิสก์ (Hard Disk) แผ่นผ่ซีดี (CD : Compact Disc) แผ่นผ่ดีวีดี (DVD : Digital Versatile Disc) แฟลชไดร์ฟร์ (Flash Drive) เป็นต้น ตัวอย่าย่งหน่วน่ยความจำ หลัก ตัวอย่าย่งอุปกรณ์หน่วน่ยความจำ สำ รอง 22
ปอร 1.4 หน่วน่ยแสดงผล (Output Unit) ทำ หน้าที่แสดงผลที่ได้จาก การประมวลผลข้อมูล ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์และลำ โพง เป็นต้น 2. ซอฟท์แวร์ (Software) หรือ รื โปรแกรม คือชุดคําสั่งที่เรีย รี งเป็นลำ ดับ ขั้นขั้ตอน เพื่อสั่งสั่ให้คอมพิวเตอร์ทำ งานและประมวลผลข้อมูลให้ได้ สารสนเทศที่ต้องการ ปัจจุบันซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการทำ งานระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับองค์กร มี 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 ซอฟท์แวร์ระบบ (System Software) เป็นตัวกลางระหว่าง ฮาร์ดร์แวร์แร์ละโปรแกรมประยุกต์ใช้ในการควบคุม และดูแลการทำ งาน ทั้งหมดของระบบคอมพิวเตอร์ขร์ณะที่เรากําลังใช้โปรแกรมประยุกต์ ซอฟท์แวร์ ระบบจะควบคุมการทำ งานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้ร์ ทั้งหมด อย่าย่งต่อเนื่อ นื่ ง ซอฟท์แวร์ระบบ ประกอบด้วย ระบบปฏิบัติการและ ตัวแปรภาษา 2.2 ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟท์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นขึ้เพื่อใช้งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช ้เช่นช่ ซอฟท์แวร์กร์ราฟิก ซอฟท์แวร์ตารางคํานวณ เป็นต้น ตัวอย่าย่งอุปกรณ์หณ์น่วน่ยแสดงผล 23
ปอร 3. ข้อมูลมู (Data) เป็นองค์ประกอบที่ชี้วัดความสำ เร็จหรือความล้มเหลว ของระบบสารสนเทศ ข้อมูลที่ดีเหมาะแก่การนําไปใช้งานต้องเป็นข้อมูล ที่ถูกต้อง ทันสมัย และมีความน่าน่เชื่อถือ โดยผ่าผ่นกระบวนการ กลั่นกรอง และตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ต้ นี้ ต้องมีระบบการจัดการข้อมูลให้เป็น ระเบียบเพื่อความสะดวกในการเข้าข้ถึงและค้นหาข้อมูล 4. บุคลากร (Peopleware) บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ แบ่งบ่ออก ได้ 4 ระดับ 4.1. ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้บริหริารระบบ คอมพิวเตอร์ เป็น ป็ ผู้มีผู้ ห มี น้าที่บริหารทรัพรัยากรทุกชนิดนิที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ใร์ห้เห้กิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร 4.2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ทําหน้าที่ วิเคราะห์รห์ะบบการทำ งานของเครื่องคอมพิวเตอร์หร์รือ ระบบสารสนเทศ ที่ต้องการ โดยศึกษาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบสารสนเทศ ตลอดจนหา แนวทาง ในการแก้ไขและปรับรั ปรุงระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้นขึ้ 4.3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้ที่ทำ หน้าที่รับรัระบบ สารสนเทศจากนักนัวิเคราะห์รห์ะบบที่ได้จัดทำ ไว้ มาเขียนหรือสร้างให้เป็น โปรแกรม เพื่อสั่งสั่งานเครื่องคอมพิวเตอร์ใร์ห้ทำ หน้าที่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ตาม ที่ออกแบบมา 4.4 เจ้าหน้าน้ที่ฝ่ายปฏิบัติงาน (Operator) คือ ฝ่ายที่ทำ หน้าที่ติด ตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลร์งในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่อง คอมพิวเตอร์สร์ามารถใช้งานได้ตรงตามความต้องการอย่าย่งมี ประสิทสิธิภาพ 4.5 ผู้ใช้ (User) เป็นผู้ใช้งานระบบสารสนเทศโดยตรง ผู้ใช้ระบบ สารสนเทศที่ดีจะต้องมีค มี วามรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แร์ละ ซอฟท์แวร์ที่ร์ที่ใช้ 24
ปอร 5. กระบวนการหรือ รืขั้นตอนการปฏิบัติบั ติงาน (Procedure) คือขั้นตอน การปฏิบัติงาน คือ ระเบียบ วิธีการปฏิบัติงาน ลำ ดับขั้นตอนในการปฏิบัติ งานหรือ รื กระบวนการในการจัดการข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่สามารถนํา ไปใช้ประโยชน์ได้ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของ บุคลากรที่เกี่ยวข้อข้งก็เป็นเรื่อ รื่ งสำ คัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบ งานแล้วจำ เป็นต้องปฏิบัติงานตามลำ ดับขั้นตอน ในขณะที่ใช้งานก็ จำ เป็น ป็ ต้องคำ นึงนึถึงลำ ดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับ เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่นช่ขั้นตอนการ บันทึกข้อข้มูลมูขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชํารุดหรือ ข้อข้มูลมูสูญสูหาย และขั้นขั้ตอนการทำ สำ เนาข้อมูลสํารองเพื่อความปลอดภัย เป็น ป็ ต้น 6. เครือ รืข่าย (Network) เป็น ป็ เทคโนโลยีที่ ยีที่ใช้สำ หรับเชื่อมต่อระบบ คอมพิวเตอร์ทำร์ ทำ ให้เกิดการสื่อสาร (Telecommunication) เป็นการส่งส่ สัญสัญาณอิเล็กทรอนิกส์จส์ากที่หนึ่งนึ่ไปยังที่หนึ่ง โดยใช้อุปกรณ์รับ และส่งส่ สัญสัญาณ มีตั มี ตัวกลางนํานํสัญญาณ และซอฟท์แวร์สำร์ สำหรับการสื่อสาร สัญสัญาณอิเล็กทรอนิกส์ จะพาข้อมูลสารสนเทศ ทั้งภาพ ข้อความ และ เสีย สี ง ไปยังยัผู้รับรั 25
ปอร ประโยชน์และความสำ คัญของเทคโนโลยีสา ยี รสนเทศ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วช่ยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนทุและเพิ่ม ประสิทสิธิภาพในการทำ งาน ในการประกอบธุรกิจและการอุตสาหกรรม จึงได้มีก มี ารนําคอมพิวเตอร์แร์ละระบบสื่อสารโทรคมนาคม เข้ามาช่วช่ยใน การทำ งาน 2. เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริกริารเป็นแบบ กระจาย โดยการพัฒนาระบบข้อมูลและรูปแบบการบริกริารให้ผู้ใช้บริการ สามารถเลือกรูปแบบการบริการได้ตามความต้องการ และสามารถเลือก เวลาและสถานที่บริการได้ตามสะดวก 3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จําเป็นสำ หรับการดำ เนินการจัด เก็บรวบรวมข้อมูลมูใน หน่วน่ยงานต่างๆ ในปัจจุบันทุกหน่วน่ยงานไม่ว่ม่ ว่าจะ เป็น ป็ องค์กรของรัฐรัหรือเอกชน ต่างก็พัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูล เพื่อใช้ในองค์กร เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้จำ นวนมาก ใช้พื้นที่ใน การจัดเก็บน้อน้ย อํานวยความสะดวกในการค้นหา และปรับปรุงข้อมูลให้ ทันสมัยมั ได้โดยง่าย 4. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วช่ยการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ขยู่องสังคมเมือ มื ง มีการพัฒนาระบบประมวลผลด้วย คอมพิวเตอร์มีร์ก มี ารพัฒนาระบบสื่อสาร โทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้ สะดวกขึ้น ดังนั้นในการดำ เนินชีวิตประจำ วันจึงสะดวกสบายมาก ยิ่งขึ้น จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศกับเครื่องอํานวยความสะดวก ภายในบ้าน 5. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน ปัจจุบัน ระบบการเรีย รี นการสอน มีความยืดหยุ่นยุ่มากยิ่งขึ้น เมื่อมีการนํา เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนที่เอื้อให้ผู้เรียน เรีย รี นได้ตามอัธยาศัย โดยไม่จํม่ จํากัดเวลาและสถานที่ 26
ปอร 6. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการสภาพแวดล้อม ในการ จัดการทรัพรัยากรธรรมชาติได้มี การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วช่ยในการจัดการ อาทิการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การใช้ระบบ สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) การจํา ลองรูปแบบสภาวะแวดล้อม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การตรวจวัด มลภาวะ การจัดการน้ำ และการเฝ้าฝ้ระวังอุทกภัยด้วยระบบสารสนเทศ ภูมิภูศมิาสตร์เร์ป็นต้น 7. การป้อป้งกันประเทศและความมั่นคงโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านกิจการทหารและตำ รวจเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และ การป้อป้งกันประเทศ มีก มี ารใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วช่ยในการดำ เนิน การ อาทิการใช้คอมพิวเตอร์ทำร์ ทำ ประวัติผู้ก่อการร้าย ผู้ก่ออาชญากรรม ระบบเฝ้าฝ้ระวังโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมการทำ งาน อาวุธยุทธโธ ปกรณ์แณ์ละขีปขี นาวุธสมัยใหม่ เป็น ป็ ต้น 8. การผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม ในการแข่งข่ขัน ทางด้านการผลิตสินสิค้า อุตสาหกรรม จำ เป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ควบคุมคุการผลิตให้ไห้ด้มาตรฐาน ดำ เนินการได้รวดเร็ว และลดต้นทุนทุการ ผลิต 9. เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการแพทย์จะนำ มาใช้ในระบบ แพทย์ทย์างไกล(Telemedicine) สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทาง ไกลได้อุปกรณ์ทณ์างการแพทย์ที่นําระบบคอมพิวเตอร์มร์าช่วช่ยในการ ควบคุมคุคุณภาพและการตรวจรักษาโรค การใช้ระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) เพื่อการวินิจฉัยโรค 10. ความบันเทิงโดยอาศัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบัน ความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ ได้นํานํระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อ เพิ่มขีด ขี ความบันเทิง ให้ผู้ใช้บริการได้รับรัความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 27
ปอร ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีสา ยี รสนเทศ 1. ผลกระทบในเชิงบวก 1.1 การสร้าร้งเสริมริคุณคุภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ขยู่อง สังสัคมเมือ มื ง มีก มี ารพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อติดต่อสื่อสารให้ สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอํานวยความ สะดวกภายในบ้าน เช่นช่ ใช้ควบคุมเครื่อ รื่ งปรับอากาศ ใช้ควบคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็น ป็ ต้น 1.2 เสริมสร้าร้งความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำ ให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนทุกทุแห่งห่แม้แต่ ถิ่นทุรกันดาร ทำ ให้มีห้ก มี ารกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการ เรีย รี นการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่าห่งไกล นอกจากนี้ ในปัจปัจุบัน มีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่าผ่นเครือข่าข่ย สื่อ สื่ สาร 1.3 สารสนเทศกับการเรีย รี นการสอนในสถาบันการศึกษา การ เรีย รี นการสอนในโรงเรีย รี น มีการนําคอมพิวเตอร์แร์ละเครื่องมือประกอบ ช่วช่ยในการเรีย รี นรู้ 28
ปอร 1.4 เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการ ทรัพรัยากรธรรมชาติหลายอย่าย่ง จำ เป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่นช่การดูแล รักรัษาป่าป่จำ เป็น ป็ ต้องใช้ข้อข้มูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตาม ข้อข้มูลมูสภาพอากาศ การพยากรณ์อณ์ากาศ 1.5 เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้าน การทหารมีก มี ารใช้ เทคโนโลยีอ ยี าวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ ล้วนแต่เกี่ยวข้อง กับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุมคุมีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้า ระวังที่มีค มี อมพิวเตอร์คร์วบคุมการทำ งาน 1.6 การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งข่ขัน ทางด้านการผลิตสินสิค้า อุตสาหกรรมจำ เป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ ได้มาก ราคาถูกลง เทคโนโลยีค ยี อมพิวเตอร์เร์ข้ามามี บทบาทมาก มีการใช้ ข้อข้มูลมูข่าข่วสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำ เนินการและยังรวม ไปถึง การให้บริการกับลูกลูค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น 29
ปอร 2. ผลกระทบในเชิงลบ เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากจะมีประโยชน์กับสังคมมนุษย์เรา แล้วยังยัมีผ มี ลกระทบด้านลบ ต่อสังคมเราด้วย หากเราใช้เทคโนโลยี สารสนเทศนั้นอย่าย่งไม่รม่ะมัดระวัง โดยอาจมีผลกระทบเชิงลบ ในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 2.1 ผลกระทบของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศต่อการศึกษา การใช้เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ มาผลิตสื่อการเรียนการสอน อาทิบทเรียน คอมพิวเตอร์ ช่วช่ยสอน บทเรียนผ่าผ่นเว็บ หรือบทเรียนออนไลน์ (eLearning) อาจทำ ให้เห้กิดปัญหาที่เห็นได้ชัด เช่นช่ 2.1.1 ผู้สผู้ อนกับผู้เผู้รีย รี นจะขาดความสัมพันธ์และความใกล้ ชิดกัน เพราะผู้เผู้รียน สามารถที่จะเรียนได้ในโปรแกรมสําเร็จรูปทำ ให้ ความสำ คัญของสถานศึกษาและผู้สอนลดน้อน้ยลง 2.1.2 ผู้เผู้รียนที่มีฐ มี านะยากจนไม่สม่ามารถที่จะใช้สื่อประเภท นี้ไนี้ ด้ทำ ให้เกิดข้อข้ ได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างนักเรียนที่มีฐานะดีและ ยากจน ทำ ให้เห้ห็นว่าผู้ที่ผู้ที่มีฐ มี านะทางเศรษฐกิจก็ย่อย่มที่จะ มีโอกาสทางการ ศึกษาและทางสังสัคมดีกว่าด้วยผลกระทบในการนําเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในด้านการเรียนการสอน ควรนำ มาใช้เป็นสื่อเสริมอย่าย่งเหมาะสม ต้องยึดยึผู้เผู้รียนเป็น ป็ สำ คัญให้ผู้ห้เผู้รียนเกิดกระบวนการคิด ส่วส่นบทบาทของ สถาบันการศึกษาควรจัดสรรสื่อให้เห้พียงพอและเหมาะสมกับผู้เรียน และ สภาวะแวดล้อมจะทำ ให้ เกิดการใช้เทคโนโลยีได้อย่าย่งคุ้มค่า 30
ปอร 2.2 ผลกระทบของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศต่อสิ่งแวดล้อม อาจเกิด ปัญปัหามลพิษต่อสิ่งสิ่แวดล้อม ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์นําเทคโนโลยีทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ไปพัฒนาอย่าย่งผิดวิธีและนําไปใช้ ในทางที่ผิด เพราะมุ่งมุ่เพียงแต่จะก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้น ดังนั้นผู้นำ มาใช้จึง ควรพิจารณาให้รห้อบคอบ ความเหมาะสม มีการประเมินความจําเป็น วิเคราะห์ผห์ลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะนำ มาใช้ 2.3 ผลกระทบของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศต่อสังคม 2.3.1 การนําเทคโนโลยีมาใช้อาจทำ ให้เกิดปัญหาการว่าง งานจากการใช้แรงงานมนุษย์ เพราะภาคอุตสาหกรรมหรือภาค การเกษตรมีความต้องการใช้แรงงานมนุษย์ในการเพิ่มผลผลิตลดลง 2.3.2 การปรับตัวเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ขม่อง พนักนังานที่มีอายุมากหรือมี ความรู้น้รู้อน้ย ก็จะทำ ให้ไม่สม่ามารถปรับตัวเข้า กับเทคโนโลยีเ ยี หล่านี้ไนี้ ด้และรู้สึกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่ทำ ได้ยาก ต้องมีค มี วามรู้จึงจะเข้าใจได้ 2.3.3 สมาชิกในสังคมมีการดำ เนินชีวิตที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีม่ค มี วามสัมพันธ์กันภายใน สังคมเพราะต่างมีชีวิตที่ต้องรีบเร่งร่และ ดิ้นรน ดังนั้นนั้คนในสังสัคมจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสังคมสารสนเทศ ต้อง พัฒนาตนเอง รู้เรู้ท่าทันเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศแล้วใช้ให้เหมาะสมกับงาน 2.4 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ 2.4.1 มนุษย์สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น เพราะมี บัตรเครดิตทำ ให้ไห้ม่ต้ม่ ต้อง พกเงินสด หากต้องการซื้ออะไรที่ไม่ไม่ด้เตรียม การไว้ล่วงหน้าน้ก็สามารถซื้อได้ทันทีเพียงแต่มีบัตรเครดิตเท่านั้น ทำ ให้ อัตราการเป็น ป็ หนี้สูงสูขึ้น 31
ปอร 2.4.2 การแข่งข่ขันกันทางธุรกิจมีมากขึ้น เพราะต่างก็มุ่งมุ่ หวังผลกําไร ซึ่งก็เกิดผลดีคือ อัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้น แต่ผลก ระทบก็เกิดตามมา ซึ่งบางครั้งรั้ก็มุ่งมุ่แต่แข่งข่ขันจนลืมความมี มนุษยธรรม หรือ รื ความมีน้ำ มี น้ำใจไป 2.5 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต 2.5.1 เมื่อ มื่ ดำ เนินนิการชีวิตแบบเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับรัตัวให้ทัห้ ทัน กับเหตุกตุารณ์ปัจจุบันตลอดเวลา ก็อาจจะ ทำ ให้เห้กิดความเครีย รี ด ความวิตกกังวลไม่ว่ม่ ว่าจะในหน้าที่การงาน หรือการ ดำ เนินนิชีวิตประจำ วัน 2.5.2 พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะเกมคอมพิวเตอร์ ทำ ให้เห้ยาวชนมีพฤติกรรม ก้าวร้าว ชอบการต่อสู้และการใช้กําลัง เป็นต้น 2.5.3 นักนัธุรกิจต้องทำ งานแข่งข่กับเวลา ไม่มีม่ มี เวลาได้พัก ผ่อผ่นก็ก่อให้เกิดวามเครียด สุขสุภาพจิตก็เสียตามมาด้วย 32
ปอร วิวัฒนาการของเทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ 1. ยุคกสิกรรม (Agriculture Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1800 ถือว่าเป็น ป็ ยุคที่การดำ เนินนิชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่ กับการทำ นา ทำ สวน ทำ ไร่ โลกในยุคนี้มี นี้ ก มี ารซื้อ ซื้ ขายสินสิค้าระหว่างกัน แต่ก็ถือว่าเป็นสินค้า เกษตรกร เป็น ป็ หลัก 2. ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1800 เป็น ป็ ต้นมา โดยในประเทศอังกฤษได้นําเครื่องจักรกลมาช่วช่ยงานทางด้าน การเกษตร ทำ ให้มีห้ผ มี ลผลิตมากขึ้นและมีผู้ร่วร่มงานในระบบมากขึ้น เริ่มมี โรงงานอุตสาหกรรม เริ่มริ่มีคนงานในโรงงาน ต่อมาการนําเครื่องจักรมาใช้ งานนี้ไนี้ ด้ขยายไปสู่ปสู่ระเทศต่าง ๆ และได้มีการแปรรูปผลิตผลทางด้าน การเกษตรออกมามากขึ้นขึ้และเครื่องจักรกลก็เป็นเครื่องมือที่ทำ งานร่วร่ม กับมนุษนุย์แย์ละเริ่มริ่มีโมี รงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น 3. ยุคสารสนเทศ (Information Age) ยุคนี้นับตั้งแต่ประมาณ ปีค ปี .ศ.1957 จากที่การทำ งานของมนุษย์มีทั้งด้าน การเกษตรและด้าน อุตสาหกรรม ทำ ให้คนงานต้องมีการสื่อสารกันมากขึ้น ต้องมีความรู้ใน การใช้ เครื่องจักรกล ต้องมีการจัดการข้อมูลเอกสาร ข้อมูลสำ นักงาน งานด้านบัญชีจึงทำ ให้มีห้ค มี นงานส่วส่นหนึ่งมาทำ งานในสำ นักงาน คนงาน เหล่านี้ถื นี้ ถื อว่าเป็น ป็ ผู้ที่มีความรู้แรู้ละต้องทำ หน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่าย ผลิตและลูกค้า วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ 33
ปอร แบบทดสอบประจำ บทที่ 2 1. เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำ คัญ กี่องค์ประกอบ ก. 1 องค์ประกอบ ข. 2 องค์ประกอบ ค. 3 องค์ประกอบ ง. 4 องค์ประกอบ 2. ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่หช่น่วน่ยรับรัข้อข้มูลมู (input) ก. คีย์บย์อร์ด ข. เมาส์ ค. เครื่อ รื่ งสแกน ง. เครื่องพิมพ์ 3.นายดำ อยากทำ โครงงานคอมพิวเตอร์ นายดำ ควรเริ่มจากขั้นตอนใดก่อน ก. ปรึกษาผู้รู้ ข. ทดลองทำ ค. หางบประมาณ ง. ศึกษาปัญหาและเลือกหัวหัข้อ 4.ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภท ได้แก่ ก. ซอฟท์แวร์อุร์อุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ดิร์ ดิจิทัล ข. ซอฟท์แวร์เดิม ซอฟท์แวร์ใหม่ ค. ซอฟ์ทแวร์รร์ะบบ ซอฟท์แวร์ประยุกต์ ง. ซอฟ์ทแวร์ระบบ ซอฟท์แวร์ปรับปรุงใหม่ 34
ปอร 5.ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่ผช่ลกระทบเชิงบวกของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ก. การสร้าร้งเสริมริคุณคุภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข. ผู้สผู้ อนกับผู้เผู้รียนจะขาดความสัมสัพันธ์และความใกล้ชิดกัน ค. เสริมสร้าร้งความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส ง. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ 6. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารมีหลายกิจกรรม ยกเว้น ข้อใด ก.การเรียนผ่าผ่นดาวเทียม ข.การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ค.การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ง.การส่งส่จดหมายอิเล็กทรอนิกนิส์ 7. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของนักเรียน คือข้อใด ก.การใช้ e-learning ข.การชำ ระภาษีออนไลน์ ค.การทำ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ง.การค้นหาตำ แหน่งน่ของเรือ รื รบหลวง 8. ข้อข้ ใดเป็น ป็ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ก.เล่นเกมพร้อมกันได้หลายคน ข.ตัดต่อภาพเผยแพร่ทร่างเว็บไซต์ ค.ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์คร์วามเร็วสูง ง.นำ เสนอผลงานด้วยโปรแกรม Microsoft Power Point 35
ปอร 9. หนังนัสือ สื ดิจิทัลมีประโยชน์อย่าย่งไร ก.เปิดใช้ง่ายกว่าหนังสือปกติ ข.ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เร์น็ต น็ ได้ง่าย ค.ทันสมัยและไม่สิ้ม่นสิ้เปลืองทรัพรัยากร ง.เก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกนิส์ได้จำ นวนมาก 10. เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศมีบทบาทต่อมนุษย์ ยกเว้น ข้อใด ก.การเบิกถอนเงินอัตโนมัติมั ติ ข.การส่งส่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ค.การมีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทสิธิภาพ ง.การค้นหาข้อมูลประกอบการทำ รายงาน เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 2 1. ข 2. ง 3. ง 4. ค 5. ข 6. ค 7. ก 8. ง 9. ง 10. ค 36
ปอร บทที่ 3 พัฒ พั นาการและความเป็นมาของเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา ความหมายของเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา Gane and Briggs (1974) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา พัฒนาจากการออกแบบการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับ พฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีการเรียนรู้ เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กร์ายภาพ และความสนใจในเรียนรู้ขรู้องแต่ละบุคคล AECT (1977) ได้ให้คำ นิยามไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่ง ที่ซับซัซ้อซ้น เป็น ป็ กระบวนการบูรณาการที่เกี่ยวกับมนุษย์ วิธีดำ เนินการ แนวคิด เครื่องมือ มื และอุปกรณ์ เพื่อการวิเคราะห์ปัญหา การคิดวิธีการนำ ไปใช้ การประเมินมิและการจัดแนวทางการแก้ปัญหาในส่วส่นที่เกี่ยวกับการ เรีย รี นรู้ทั้รู้ทั้งมวลของมนุษย์ กิดานันนัท์ มลิทอง (2540) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีการ ศึกษาเป็น ป็ การประยุกต์เอาแนวคิด เทคนิค วิธีการ วัสดุ อุปกรณ์ การจัด ระบบสารสนเทศ และสิ่งสิ่ต่าง ๆ มาใช้ในการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ สูงสูสุดสุเพื่อพัฒนาทรัพรัยากรมนุษนุย์ และกระตุ้นให้ผู้ห้ ผู้เรียนเกิดการเรีย รี นรู้ ตลอดชีวิตทั้งในและนอกห้อห้งเรียน 37
ปอร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย ของเทคโนโลยีว่ ยีว่า หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำ เอา วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เห้กิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม ลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำ แนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ 1.เทคโนโลยีใยี นลักษณะของกระบวนการ (process) เป็นการใช้ อย่าย่งเป็น ป็ ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หร์รือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวม ไว้ เพื่อนำ ไปสู่ผสู่ลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และ นำ ไปสู่กสู่ารแก้ปัญหาต่าง ๆ 2.เทคโนโลยีใยี นลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุและ อุปกรณ์ที่ณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีใยี นลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เช่นช่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีก มี ารทำ งานเป็น ปฏิสัมสัพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรมการนำ เทคโนโลยีมาใช้กับงานใน สาขาใดสาขาหนึ่งนึ่นั้นนั้เทคโนโลยีจะมีส่วส่นช่วช่ยสำ คัญ 3 ประการ และถือ เป็น ป็ เกณฑ์ในการพิจารณานำ เทคโนโลยีมาใช้ด้วย คือ 1.ประสิทสิธิภาพ (Efficiency) 2.ประสิทสิธิผล (Productivity) 3.ประหยัด (Economy) 38
ปอร องค์ประกอบของเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษา เทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ แนวคิดที่ 1 เน้นสื่อ (สื่อ สื่ +อุปกรณ์) เป็น ป็ แนวคิดที่นำ ผลผลิตทาง วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ที่มีทั้งวัสดุสิ้นเปลือง (Software) และอุปกรณ์ที่ คงทนถาวร(Hardware) แนวคิดนี้เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการฟังด้วยหู และชมด้วยตา สิ่งที่เกิดขึ้นขึ้จากการเน้นสื่อถูกนำ มาใช้เพื่อประโยชน์ของครู นักนัเรีย รี นซึ่งซึ่ถือได้ว่าเป็นตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์กร์ายภาพ (Physical Science Concept) แนวคิดที่ 2 เน้นน้วิธีการ (สื่อ+อุปกรณ์ + วิธีการ) เป็นแนวคิดที่ ประยุกต์หลักการทางจิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษย์วิทยา และผลผลิตทาง วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อช่วช่ยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรีย รี นรู้ เน้นน้วิธีการจัดระบบ (System Approach) ที่ใช้ในการ ออกแบบ การวางแผน ดำ เนินการตามแผน และประเมินกระบวนการ ทั้งหมดของการเรีย รี นการสอน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่าย่งเฉพาะ เจาะจง ด้วยการใช้ผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ การสื่อสาร เป็น ป็ พื้นฐานการดำ เนินงาน ซึ่งซึ่ถือได้ว่าเป็นตามแนวคิดทางพฤติกรรม ศาสตร์ (Behavioral Science) 39
ปอร พัฒพันาการของเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษาในอดีต ดี เทคโนโลยีได้ถูกนำ มาใช้ทางการศึกษานับตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล มีก มี ารกล่าวถึงนักนัเทคโนโลยีท ยี างการศึกษาพวกแรก คือกลุ่มโซฟิสต์ (The Elder sophist) ที่ใช้วิธีการสอนการเขียน เช่นช่การใช้มือวาด การเขียน สลักลงบนไม้ ส่วส่นการใช้ชอล์คเขียนบนกระดานดำ ได้เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1800 สำ หรับรัการใช้เทคโนโลยีทางสื่อโสตทัศน์(audio visual) นั้น สามารถนับนัย้อนหลังไปได้ถึงต้นทศวรรษที่ 1900 ในขณะที่โรงเรียนและ พิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งห่เริ่มริ่มีก มี ารจัดสภาพห้องเรียนและการใช้สื่อการสอน ประเภทต่าง ๆ เช่นช่ ใช้สื่อการสอนประเภทต่าง ๆ เช่นช่ ใช้สื่อภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี สไลด์ ฟิล์ม วัตถุ และแบบจำ ลองต่าง ๆ และแบบจำ ลองต่าง ๆ เพื่อเสริมริการบอกเล่าทางคำ พูด ในช่วช่งทศวรรษที่ 1920 – 1930 เริ่มมีการใช้เครื่องฉายภาพแบบ ข้าข้มศีรษะ (overhead projector) เครื่องบันทึกเสียง วิทยุกระจายเสียง และภาพยนตร์ เข้าข้มาเสริมริการเรียนการสอนวิทยุกระจายเสียง แต่ต่อมา ระบบธุรกิจเข้าครอบงำ มากขึ้นจนวิทยุเพื่อการศึกษาในประเทศ สหรัฐรัอเมริกาอยู่ใยู่นสภาวะที่ตกต่ำ ลง ในช่วช่งทศวรรษที่ 1950 วิทยุโทรทัศน์เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ใม่น สังสัคมตะวันตกซึ่งสามารถใช้เป็น ป็ สื่อเพื่อการศึกษาได้อย่าย่งมีประสิทธิภาพ วิทยุโทรทัศน์จึน์ จึงมีบทบาทสำ คัญและกลายเป็นเทคโนโลยีแถวหน้าของ สังสัคมนับนัแต่บัดนั้น เทคโนโลยีการศึกษาและการสื่อ สื่ สาร ได้มีการเปลี่ยนแปลงและ พัฒนาขึ้นอย่าย่งมากในช่วช่งปลายทศวรรษที่ 1960 เมื่อโลกได้หันเข้ามาสู่ ยุคของคอมพิวเตอร์ ในด้านการศึกษานั้น ได้มีการใช้เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์ ในโรงเรีย รี นเป็นครั้งแรกในปี 1977 ที่ประเทศสหรัฐรัอเมริกา เมื่อ มื่ บริษัท APPLE ได้ประดิษฐ์เฐ์ครื่อง APPLE II ขึ้น 40
ปอร พัฒพันาการทางเทคโนโลยีก ยี ารศึก ศึ ษาในปัจจุบันบัและแนวโน้มในอนาคต การศึกษาในปัจปัจุบันได้มีก มี ารนำ เทคโนโลยีสารสนเทศมาเพื่อพัฒนา ปฏิรูปการจัดการศึกษาให้เท่าเทียบกับสากลดังนั้นจึงได้มีการนำ สารสนเทศ เข้าข้สู่กสู่ระบวนการทางกฎหมายการศึกษาคือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งห่ ชาติ พ.ศ. 2542 การกำ หนดรูปแบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งห่ชาติ พ.ศ. 2542 ได้แบ่งบ่ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.สภาพการเรีย รี นการสอนในระบบ (Formal Education) หมายถึง การที่เทคโนโลยีก ยี ารศึกษามีส่วส่นสนับสนุนการเรียนการสอนใน ระบบ ในชั้นเรีย รี นที่มีห มี ลักสูตรเฉพาะ มีกรอบการเรียนที่ชัดเจน ทำ ให้การ เรีย รี นการสอนในระบบเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น 2.สภาพการเรีย รี นการสอนนอกระบบ(Informal Education) หมายถึง การที่เทคโนโลยีก ยี ารศึกษามีส่วส่นช่วช่ยสนับสนุนการเรียนการสอน นอกระบบ คือการเรียนการสอนที่มีหลักสูตรเฉพาะกลุ่มหรือหลักสูตรที่มี กรอบการเรียนค่อนข้างกว้างขวาง โดยไม่กำม่ กำหนดระยะเวลาที่แน่นน่อน ทั้งนี้ ขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับความสามารถและโอกาสของผู้เรียนที่จะอำ นวยการเรียนการสอน ประเภทนี้ 3.สภาพการเรีย รี นการสอนตามอัธยาศัยศั(Nonformal Education) หมายถึง การที่เทคโนโลยีก ยี ารศึกษามีส่วส่นช่วช่ยสนับสนุนการเรียนการสอน ตามอัธยาศัย เป็น ป็ การจัดการศึกษาสำ หรับบุคคลกลุ่ม ต่างๆ ที่มีความจำ กัด บางอย่าย่ง แต่บางครั้งรั้มีความต้องการได้รับรัความรู้ เป็นหน้าที่ของผู้ที่ เกี่ยวข้อข้งต้องพยายามจัดโอกาสให้กับบุคคลเหล่านี้ โดยใช้เทคโนโลยีการ ศึกษาเข้าข้มาช่วช่ยสนับสนุนนุให้กห้ารจัดการศึกษาตามอัธยาศัยมีประสิทธิภาพ ยิ่งยิ่ขึ้นขึ้ 41
ปอร จากรูปแบบของการจัดการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวได้สะท้อน ความตื่นตัวที่จะปฏิรูปการศึกษาโดยยึดหลักการศึก ศึ ษาตลอดชีวิ ชีวิตที่เน้นให้ ผู้เผู้รีย รี นทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งส่งส่ผลดี ต่อการจัดการศึกษาโดยภาพรวมพอได้ดังนี้ 1. การนำ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัด กิจกรรมและพัฒนาการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียน เป็น ป็ สำ คัญ 2. การจัดระบบเครือข่าข่ยการเรียนรู้ที่รู้ที่ให้มีแหล่ง ความรู้ที่รู้ที่หลากหลาย สำ หรับการค้นคว้าหาความ รู้ทุรู้ก ๆ ด้าน 3. การปรับกระบวนการเรียนการสอนโดยเน้นให้ครูเป็น เพียงผู้อำผู้อำนวยความสะดวกและชี้แนะให้ผู้เรียนทำ การ ศึกษาค้นคว้าคิด ตัดสินสิ ใจด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและระบบเครือข่าข่ยการเรียนรู้เป็นเครื่องมือ ขณะเดียวกันครูต้องเป็น ป็ ต้นแบบด้านคุณธรรม จริยธร รมงในชั่วโมงเรียน 4. ส่งส่เสริมริการเรียนรู้ตรู้ามอัธยาศัยโดยการประสานกับ ชุมชนและท้องถิ่น 42
ปอร เทคโนโลยีส ยี มัยมัใหม่ใม่นปัจจุบันบั เทคโนโลยีสมัยใหม่มีม่ มี บทบาทสำ คัญในการช่วช่ยการจัดการศึกษาให้ บรรลุอุลุ อุดมการณ์ทางการศึกษา ตาม นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐ ซึ่งจะ ต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำ หรับรัทุกทุคน หรือที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อปวง ชนทุกคน อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาสร้างความ เท่าเทียมทางด้าน การศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันไม่ว่ม่ ว่าเป็น เทคโนโลยี ทางด้านสารสนเทศ เทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีทางด้าน โทรคมนาคม ซึ่งซึ่เป็นประโยชน์ในด้านการจัดการศึกษาทั้งสิ้น เช่นช่การ ศึกษาทางไกลผ่าผ่นดาวเทียม นักนัเรียนชนบท ทุรทุกันดารสามารถเรียนรู้ได้ เท่าเทียมกับนักเรีย รี นที่อยู่ใยู่นเมือ มื ง 1.คอมพิวเตอร์ (computer) ปัจปัจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรก การพัฒนาหน่วน่ยความ จำ ให้มีห้ มีประสิทสิธิภาพสูงขึ้นขึ้แต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วช่ยเพิ่มศักยภาพในการ ทำ งานของคอมพิวเตอร์ส่วส่นบุคคลในปัจจุบัน ตลอดจนการนำ คอมพิวเตอร์ ชนิดนิลดชุดคำ สั่งสั่ (reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ใน การออกแบบหน่วน่ยประเมินมิผล ทำ ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สร์ามารถทำ งานได้ เร็ว ร็ ขึ้นขึ้ โดยใช้คำ สั่งสั่พื้นฐานง่าย ๆ 43
ปอร 2.ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ รื AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ ปัญปัหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่าย่งการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง โดย การเลียนแบบการทำ งานของสมองมนุษย์ เช่นช่ระบบผู้เผู้ชี่ยวชาญเป็น ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้ อย่าย่งผู้เผู้ชี่ยวชาญ และหุ่นหุ่ยนต์ (robotics) 3. ระบบสารสนเทศสำ หรับรัผู้บผู้ ริหริาร (executive information system) หรือ รื EIS เป็น ป็ การพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหริารในงานระดับ วางแผนนโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนำ มาให้คำ แนะนำ ผู้บผู้ ริหริารในการตัดสินสิ ใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีม่ มีโครงสร้างหรือ กึ่งโครงสร้าร้ง โดย EIS เป็น ป็ ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่ พิเศษของผู้บผู้ ริหริารในด้านต่าง ๆ โดยที่ระบบจะต้องมีความละเอียดอ่อน ตลอดจนง่ายต่อการใช้งาน เนื่อ นื่ งจากผู้บริหริารระดับสูงจำ นวนมากไม่เม่คยชิน กับการติดต่อและสั่งสั่งานโดยตรงกับระบบคอมพิวเตอร์ 44
ปอร 4. การจดจำ เสีย สี ง (voice recognition) เป็น ป็ ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่ร์ที่จะทำ ให้คอมพิวเตอร์จร์ดจำ เสีย สี งของผู้ใช้ ปัจปัจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ประสบความสำ เร็จตาม ที่นักนัวิทยาศาสตร์ต้ร์ ต้องการเเละยงสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่าย่งมหาศาล แก่การใช้งานคอมพิวเตอร์แร์ละเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ผู้ใช้จะสามารถ ออกคำ สั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ 5. การแลกเปลี่ย ลี่ นข้อมูลมูอิเล็กทรอนิกส์ (electronics data interchange) หรือ รื EDI เป็น ป็ การส่งส่ข้อข้มูลมูหรือ รื ข่าข่วสารจากระบบคอมพิวเตอร์หร์นึ่งไปสู่รสู่ะบบ คอมพิวเตอร์อื่ร์อื่นโดยผ่าผ่นทางระบบสื่อสารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่นช่การส่งส่ คำ สั่งสั่ซื้อ ซื้ จากผู้ซื้ผู้ซื้อ ซื้ ไปยังยัผู้ขผู้ ายโดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล อิเล็กทรอนิกนิส์กำส์ กำลังได้รับรัความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วช่งลดระยะ เวลาในการทำ งานของแต่ละองค์การลง โดยองค์การจะสามารถส่งส่และรับ สารสนเทศในการดำ เนินนิธุรกิจ 6. เส้น ส้ ใยแก้วนำ แสง (fiber optics) 45
ปอร เป็น ป็ ตัวกลางที่สามารถส่งส่ข้อข้มูลข่าข่วสารได้อย่าย่งรวดเร็วโดยอาศัย การส่งส่สัญสัญาณแสงผ่าผ่นเส้นส้ ใยแก้วนำ แสงที่มัดรวมกัน การนำ เส้นใยแก้ว นำ แสงมาใช้ในการสื่อ สื่ สารก่อให้เห้กิดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ ทางด่วนข้อมูล (information superhighway)” ที่จะเชื่อมโยงระบบเครือข่าข่ยคอมพิวเตอร์ เข้าข้ด้วยกัน เพื่อเปิดปิ โอกาสให้ผู้ห้ ใผู้ช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศ ต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว ร็ ขึ้น 7. อินเทอร์เ ร์ น็ต (internet) เป็น ป็ เครือ รื ข่าข่ยคอมพิวเตอร์ขร์นาดใหญ่ที่ญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก มีผู้ใช้งาน หลายล้านคน และกำ ลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่าย่งต่อเนื่อง โดยที่สมาชิก สามารถติดต่อสื่อ สื่ สารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าข่วสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจาก ห้อห้งสมุดมุต่าง ๆ ได้ ในปัจปัจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบ คอมพิวเตอร์กัร์ กับเครือ รื ข่าข่ยนี้ เช่นช่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แร์ห่งห่ชาติ (Nectec) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบัน เทคโนโลยีแ ยี ห่งห่เอเชีย เป็น ป็ ต้น 8. ระบบเครือ รืข่าย (networking system) โดยเฉพาะระบบเครือ รื ข่าข่ยเฉพาะพื้นที่ (local area network : LAN) เป็น ป็ ระบบสื่อ สื่ สารเครือ รื ข่าข่ยที่ใช้ในระยะทางที่กำ หนด ส่วส่นใหญ่จญ่ะภายใน อาคารหรือในหน่วน่ยงาน LAN จะมีส่ มี วส่นช่วช่ยเพิ่มศักยภาพในการทำ งานของ คอมพิวเตอร์ส่ร์วส่นบุคคลให้สูห้งสูขึ้นขึ้รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งาน การใช้ข้อข้มูลร่วร่มกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ ระบบเครือ รื ข่าข่ยของคอมพิวเตอร์ส่ร์วส่นบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจาย ความรับรัผิดผิชอบในการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าใน อดีต 46
ปอร 9.เทคโนโลยีมั ยี ลมัติมีเ มี ดีย ดี (multimedia technology) เป็น ป็ การนำ เอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มา จัดเก็บข้อข้มูลหรือ รื ข่าข่วสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ ข้อความ เสียง โดยสามารถเรีย รี กกลับมาใช้เป็น ป็ ภาพเคลื่อนไหวได้ และยังสามารถโต้ตอบ กับผู้ใผู้ช้ด้วยการประยุกต์เข้าข้กับความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่นช่หน่วน่ย ความจำ แบบอ่านอย่าย่งเดียวที่บันทึกในแผ่นผ่ดิสก์ (CD-ROM) จอภาพที่มี ความละเอียดสูงสู (high resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บและ นำ เสนอข้อข้มูลมูภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบัน เทคโนโลยีมั ยี ลมัติมีเดียเป็น ป็ เทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับรัความสนใจจากบุคคล หลายกลุ่มลุ่เนื่อ นื่ งจากเล็งเห็นความสำ คัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา และบันเทิงเป็นอย่าย่งมาก 10.การใช้คอมพิวพิเตอร์ใร์ นการฝึกอบรม (computer base training) เป็น ป็ การนำ เอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วช่ยในการฝึกอบรมในด้าน ต่าง ๆ หรือ รื การนำ เอาคอมพิวเตอร์มาช่วช่ยในด้านการเรียนการสอนที่เรียก ว่า “ คอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยการสอน (computer assisted instruction) หรือ CAI” การใช้คอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยในการสอนเปิดช่อช่งทางใหม่ใม่นการเรียนรู้ โดยส่งส่เสริมประสิทสิธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจนปรัชญาการเรียนรู้ด้วยตนเอง 47