ปอร เทคโนโลยีส ยี มัยมัใหม่ใม่นปัจจุบันบั วิวัฒนาการของระบบงานสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาในทุกทุ ประเทศทั่วโลกล้วนเริ่มต้นมาจากห้องสมุด ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมแหล่งความรู้ จากสื่อ สื่ สิ่งสิ่พิมพ์ทั้งหลาย จนเมื่อ มื่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น งานโสตทัศนศึกษา จึงก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ หลังจากนั้นขอบเขต ของสื่อ สื่ และเทคโนโลยีการศึกษาก็ขยายวงมากขึ้น จนมีลักษณะเป็นสื่อ ประสม (Muliti-media) นับนัแต่ทศวรรษ 1960 การศึกษาได้พัฒนารูปแบบ ไปอย่าย่งหลากหลาย สื่อ สื่ และเทคโนโลยีการศึกษาจึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ด้วย นำ สู่กสู่ารเรียนการสอนในสาขาใหม่คืม่ คื อ เทคโนโลยีการศึกษา (Instructional Technology) ในประเทศไทยหน่วน่ยงานด้านสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเกิดขึ้น ครั้งรั้แรกเมื่อ มื่ปี พ.ศ. 2483 ได้แก่ แผนกโสตทัศนศึกษา สังกัด กองการศึกษา ผู้ใผู้หญ่ กรมสามัญมัศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะยกฐานะเป็นศูนย์ เทคโนโลยีท ยี างการศึกษาสังสักัดกรม การศึกษานอกโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยให้บริกริารทั้งด้านวิทยุศึกษา วิทยุโรงเรียน วิทยุโทรทัศน์เพื่อการ ศึกษา งานวารสารและเอกสาร และการผลิตโสตทัศนูปกรณ์ หลังจากนั้น งานด้านสื่อ สื่ และเทคโนโลยีก ยี ารศึกษาก็ได้ขยายรูปแบบและตีวงกว้างออกไป ยังยัสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น จนมาถึงยุคดิจิตัลอีเลิร์นร์นิ่ง เช่นช่ ในปัจจุบัน ดร.สุรสิทธิ์ วรรณไกร โรจน์ ผู้อำผู้อำนวยการโครงการการเรียนรู้แบบออนไลน์แห่งห่สวทช ได้ให้คำ จำ กัดความของ e-learning เป็น ป็ การเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียน ตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่ง ประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ และมัลติมีเดียอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อ มื่ กล่าวถึงสื่อและเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาในยุคนี้แทบ ทุกคนจึงนึกถึง e-learning เป็น ป็ อันดับแรก 48
ปอร แนวโน้มการพัฒพันาเทคโนโลยีใยี นอนาคต เทคโนโลยีเ ยีป็น ป็ ตัวเร่งร่ความเร็วของโลก ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ครั้งรั้ใหญ่ใญ่นวิถีชีวิตและระบบเทคโนโลยีจะเติมเต็มสิ่งที่มนุษย์ขาด เทคโนโลยีใยี นทศวรรษหน้าน้จะก้าวกน้าน้ขึ้นมาก และสามารถตอบสนองความ ต้องการของมนุษนุย์ สร้าร้งสิ่งสิ่หรือ รื นวัตกรรมใหม่ๆม่อาชีพ วัฒนธรรม หรือ กระบวนการบางอย่าย่งอาจหายไปเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยี ให้โห้อกาสที่ดี เพื่อเปลี่ยนอนาคตของมนุษยชาติในหลาย ๆ ชีวิต แต่ในขณะ เดียวกันก็ทำ ให้วัห้ วัฒนธรรมบางอย่าย่งขาดหายไป เทคโนโลยีในอนาคต เช่นช่ 1. เทคโนโลยีในอนาคต ปัญปัญาประดิษฐ์ (AI) 2. การใช้หุ่นหุ่ยนต์ โดรน และยานยนต์ไร้คนขับ 3. คลาวด์คอมพิวติ้ง 4. เทคโนโลยี 5G และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เทคโนโลยี ใน ปัจปัจุบัน และ อนาคต 5. เพิ่มความเป็นจริงริ (XR) – AR/VR/MR 49
ปอร แบบทดสอบประจำ บทที่ 3 1. เทคโนโลยีใยี นลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต มีส่วส่นช่วช่ย สำ คัญ 3 ประการ ถือเป็น ป็ เกณฑ์ในการพิจารณาการนำ เทคโนโลยีมาใช้ คือ ก. ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประหยัด ข. ประสิทสิธิภาพ ประโยชน์สูงสุด ประหยัด ค. ประหยัด สะดวก ประสิทธิภาพ ง. ประสิทสิธิภาพ ประสิทธิผล ประโยชน์ 2. มีก มี ารใช้เครื่อ รื่ งคอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1977 ที่ ประเทศใด ก. อิตาลี ข. สหรัฐรัอเมริกริา ค. รัสรัเซีย ซี ง. ออสเตรเรีย 3. การกำ หนดรูปแบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งห่ชาติ พ.ศ. 2542 มีกี่ มีกี่รูปแบบ ก. 1 รูปแบบ ข. 2 รูปแบบ ค. 3 รูปแบบ ง. 4 รูปแบบ 4. ประเทศใดที่ริเริริ่มริ่นำ วิทยุโทรทัศน์มาใช้เพื่อการศึกษา ก. ประเทศยูโกสลาเวีย ข. ประเทศอิตาลี ค. ประเทศโซเวียต ง. ประเทศยูเครน 50
ปอร 5. การศึกษาตามอัธยาศัย ตรงกับข้อข้ ใด ก. Formal Education ข. Informal Education ค. Unformal Education ง. Nonformal Education 6. ข้อข้ ใดไม่เม่กี่ยวข้องกับหลักการศึกษาตลอดชีวิต ที่เน้นให้ผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถในการเรีย รี นรู้และพัฒนาตนเองได้ ก. นำ เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศมาใช้ในการจัดกิจกรรมและ พัฒนาการเรีย รี นการสอน ข. การจัดระบบเครือข่าข่ยการเรียนรู้ที่ให้มีแหล่งความรู้ที่หลาก หลาย ค. ส่งส่เสริมริการเรียนรู้ตรู้ามอัธยาศัยโดยการประสานกับชุมชนและ ท้องถิ่น ง. จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้สอนเป็นสำ คัญ 7. ปัญปัญาประดิษฐ์ ตรงกับข้อข้ ใด ก. Computer ข. Artificial intelligence ค. Internet ง. Computer Based Learning 8. เครื่อ รื่ งฉายภาพแบบข้าข้มศีรษะ (overhead projector) เกิดขึ้นในยุคใด ก. ในช่วช่งทศวรรษที่ 1890 – 1900 ข. ในช่วช่งทศวรรษที่ 1900 – 1910 ค. ในช่วช่งทศวรรษที่ 1910 – 1920 ง. ในช่วช่งทศวรรษที่ 1920 – 1930 51
ปอร 9. “ตัวกลางที่สามารถส่งส่ข้อข้มูลมูข่าข่วสารได้อย่าย่งรวดเร็ว โดยอาศัยการส่งส่ สัญสัญานผ่าผ่นแสง” คือข้อข้ ใด ก. เครือข่าข่ยอินเทอร์เน็ต น็ ข. เส้นใยแก้วนำ แสง ค. คอมพิวเตอร์ ง. ปัญญาประดิษฐ์ 10. ระบบสารสนเทศสำ หรับรัผู้บผู้ ริหาร (executive information system) หรือ รื EIS คืออะไร ก. การพัฒนาระบบสารสนเทศที่สนับสนุนผู้บริหาร ข. การนำ เอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาจัดเก็บข้อข้มูลหรือข่าข่วสารในลักษณะที่แตกต่างกัน ค. ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำ ให้คอมพิวเตอร์ จดจำ เสียงของผู้ใช้ ง. ถูกทุกข้อข้ เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 3 1. ก 2. ข 3. ค 4. ข 5. ง 6. ง 7. ข 8. ง 9. ข 10. ก 52
ปอร บทที่ 4 การออกแบบและพัฒ พั นาสื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน สื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน สื่อ สื่ นับเป็น ป็ สิ่งสิ่ที่มีบ มี ทบาทสำ คัญอย่าย่งมากในการสอนตั้งแต่ในอดีตจนถึง ปัจปัจุบัน เนื่อ นื่ งจากเป็น ป็ ตัวกลางที่ช่วช่ยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ดำ เนินนิ ไปอย่าย่งมีปมี ระสิทสิธิภาพช่วช่ยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของเนื้อหาบท เรีย รี นให้ตห้รงกับผู้สผู้ อนต้องการ สื่อ สื่ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช้ถ่ายทอดหรือนําข้อมูล ข่าข่วสารหรือความรู้ใน ลักษณะต่างๆ จากผู้ส่ผู้ งส่ ไปยังยัผู้รัผู้บรั ให้เข้าใจความหมายได้ตรงกัน ในการเรียน การสอน สื่อ สื่ ที่ใช้เป็น ตัวกลางนํานํความรู้ ในกระบวนการสื่อความหมายระหว่าง ผู้สผู้ อนกับผู้เผู้รีย รี น เรีย รี กว่า สื่อ สื่ การเรียนการสอน สื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือช่อช่งทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่ง ความรู้ไรู้ปสู่ผู้สู่ ผู้เรียนและทำ ให้เกิดการเรียนรู้อย่าย่งมี ประสิทสิธิภาพ ในทางการศึกษา มีคําที่มีความหมายแนวเดียวกันกับสื่อการ เรีย รี นการสอน เช่นช่สื่อการสอน , สื่อการศึกษา , อุปกรณ์ ช่วช่ยสอนเป็นต้น 53
ปอร ประเภทของสื่อ สื่ การสอน สื่อ สื่ การเรียนการสอนแบ่งบ่ตามลักษณะ ได้ 4 ประเภท 1. สื่อ สื่ประเภทวัสดุ คือสื่อ สื่ การสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการ สอนทั่วไปสำ หรับบทเรียนต่าง ๆ ไม่จำม่ จำกัดเฉพาะหัวข้อหรือวิชา สื่อประเภทนี้ เช่นช่สไลด์แผ่นผ่ ใส เอกสาร ตำ รา สารเคมี สิ่งพิมพ์ และคู่มือการปฏิบัติ เป็นต้น 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ คือ สื่อ สื่ การสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือ วิชาที่มีค มี วามเฉพาะด้าน เช่นช่นาฏศิลป์ ภาพยนตร์ศึร์ ศึกษา เคมี ฟิสิกส์ ตัวอย่าย่งสื่อ สื่ประเภทนี้ มักจะเป็น ของจริงริหุ่นหุ่จำ ลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่อ รื่ งเล่นวีดิทัศน์ เป็นต้น 3. สื่อประเภทเทคนิคนิหรือ รื วิธีการ คือ สื่อการสอนที่เน้นน้การลงมือปฏิบัติ จริงริเพื่อช่วช่ยในเพิ่มความเข้าข้ใจในบทเรียนและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน สื่อ สื่ประเภทนี้มักจะเป็น ป็ การสื่อ สื่ สารแบบสองทาง (Two-way communication) ที่ทั้งผู้สผู้ อนและผู้เผู้รียนร่วร่มกันจัดกิจกรรม เช่นช่การสาธิต การอภิปราย การฝึก ปฏิบัติ การฝึกงาน การจัดนิทนิรรศการ และการจัดสถานการณ์จำ ลอง เป็นต้น 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ คือ สื่อการสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ รื Internet เข้าข้มามีบ มี ทบาทอำ นวยความสะดวกในการเรียนการสอน มักะใช้กับ ทั้งบทเรีย รี นทั่วไปและบทเรียนเฉพาะด้านในวิชาต่างๆ เช่นช่คอมพิวเตอร์ช่วช่ย สอน (Computer-Aided Instruction: CAI) การนำ เสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสื่อสาร 54
ปอร หลักในการเลือกใช้สื่ ช้สื่อ สื่ การสอน J. Romiszowski ได้เสนอแนวทางอย่าย่งง่ายในการพิจารณาเลือกใช้สื่อ การสอนไว้ว่า ในการเลือกสื่อการสอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่าย่งที่มีผลต่อการ เลือกสื่อ สื่ ที่จำ เป็น ป็ ต้องนำ มาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ • วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็น ปัจปัจัยแรกที่ควบคุมการเลือกสื่อ สื่ • ลักษณะของผู้เรีย รี น (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษ เฉพาะของผู้เรีย รี นก็เป็น ป็ ปัจปัจัยหนึ่งนึ่ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกสื่อการ สอน ตัวอย่าย่งเช่นช่การสอนผู้เรีย รี นที่เรียนรู้ได้ช้า ผู้เรียนกลุ่มนี้ควรเรียนรู้ จากสื่อ สื่ อื่นๆ ที่ทำ การรับรัรู้แรู้ละเรีย รี นรู้ไรู้ด้ง่ายกว่าการใช้เอกสารในการสอน • ข้อข้จำ กัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำ กัดในทางปฏิบัติ ในที่นี้ห นี้ มายถึง ข้อข้จำ กัดทั้งทางด้านการจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งซึ่เป็น ป็ ปัจจัยที่มีอิ มี อิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการ สอน เช่นช่สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำ นวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น • ผู้สผู้ อนหรือ รื ครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่ม่ ว่าจะมีข้อดี อย่าย่งไร แต่อาจไม่ถูม่ถูกนำ ไปใช้เพียงเพราะผู้สอนไม่มีม่ มี ทักษะในการใช้สื่อ นั้นนั้ๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่อง ทัศนคติของผู้สผู้ อนก็เป็น ป็ สิ่งสิ่ที่มีอิ มี อิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นช่กัน 55
ปอร การออกแบบระบบการเรีย รี นการสอน การออกแบบระบบการสอน (ISD : Instructional System Design หรือ ID : InstructionalDesign) หมายถึง การจัดระบบการสอน อย่าย่งมีร มี ะบบ โดยอาศัยความรู้เรู้กี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ซึ่งรวบรวมองค์ ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ เพื่อนำ ไปสู่กสู่ระบวนการตัดสินใจ ออกแบบ ระบบ แล้วจึงทำ การทดลองและปรับปรุงแก้ไขจนใช้ได้ผล จะประกอบไป ด้วยหลักพื้นฐาน 4 ส่วส่น ดังต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ เป็นส่วส่นที่กำ หนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ผู้เผู้รียน โดยพิจารณาคุณสมบัติของผู้เรียน เพื่อการออกแบบระบบ การสอนให้เห้หมาะสม 3. วิธีการและกิจกรรม กำ หนดวิธีการและกำ หนดกิจกรรมใน กระบวนการเรีย รี นรู้ เพื่อให้ผู้ห้ ผู้เรีย รี นเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่าย่งมี ประสิทสิธิภาพ 4. การวัดและประเมินผล เป็นการกำ หนดวิธีการวัดและประเมินผล การเรีย รี นรู้ขรู้องผู้เรีย รี น ให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ สำ หรับการนิยามของ คำ ว่าการออกแบบระบบการสอน ได้มีการนิยามไว้เป็นประเด็น ๆ 56
ปอร จาก 3 องค์ประกอบ สามารถจัดแบ่งบ่กิจกรรมการออกแบบระบบ การสอนออกเป็น ป็ 10 ขั้นขั้ตอน คือ 1. กำ หนดจุดมุ่งมุ่หมายการสอน เป็นการกำ หนดความมุ่งมุ่หมายการ สอน ซึ่งซึ่ต้องพัฒนาให้สห้อดคล้องกับความมุ่งมุ่หมายทางการศึกษา จากนั้นก็ ทำ การวิเคราะห์คห์วามจำ เป็น และวิเคราะห์ผู้เรียน 2. การวิเคราะห์กห์ารสอน ขั้นตอนนี้อาจทำ ก่อนหรือหลังขั้นที่ 3 หรือ รื อาจทำ ไปพร้อร้ม ๆ กันก็ได้ การวิเคราะห์การสอนเป็นการวิเคราะห์ ภารกิจ หรือ รื วิเคราะห์ขั้ห์ ขั้นขั้ตอนดำ เนินการสอน ผลการวิเคราะห์การสอนที่ ได้ จะเป็น ป็ การจัดหมวดหมู่ขมู่องภารกิจ ตามลักษณะของจุดมุ่งมุ่หมายการ สอน 3. ศึกษาพฤติกรรมเบื้องต้นและคุณลักษณะของผู้เรียน ว่าเป็นผู้ เรีย รี นระดับใด มีพื้ มีพื้นความรู้เรู้พียงใด 4. เขีย ขี นจุดมุ่งมุ่หมายการเรีย รี น ซึ่งเป็นจุดมุ่งมุ่หมายเฉพาะหรือจุดมุ่งมุ่ หมายเชิงพฤติกรรม และสอดคล้องกับจุดมุ่งมุ่หมายการสอน เพื่อประโยชน์ คือ 4.1 ช่วช่ยให้มห้องเห็น ห็ แนวทางการเรียนการสอน 4.2 เป็น ป็ แนวทางในการวางแผน การจัดสภาพแวดล้อมการเรียน 4.3 ช่วช่ยให้เห้ห็น ห็ แนวทางในการสร้างแบบทดสอบ 4.4 ช่วช่ยผู้เรีย รี นให้เห้รีย รี นอย่าย่งมีจุดมุ่งมุ่หมาย รูปแบบระบบการออกแบบการสอนของดิคและคาเรย์ ดิคและคาเรย์ (Dick; & Carey. 1985) ได้เสนอรูปแบบระบบการ ออกแบบการสอน สรุปรวมได้ 3 องค์ประกอบ คือ 1. กำ หนดจุดมุ่งมุ่หมายของการสอน 2. การพัฒนาการสอน 3. การประเมินมิการเรีย รี นการสอน 57
ปอร 5. สร้างแบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Develop Criterion Referenced Test Items) เพื่อประเมินมิการเรียนการสอน 6. พัฒนายุทธศาสตร์กร์ารสอน (Develop Instructional Strategy) เป็น แผนการสอนหรือ รื เหตุการณ์กณ์ารสอน ที่ช่วช่ยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าย่งมี ประสิทสิธิภาพตามจุดมุ่งมุ่หมายการสอน 7. พัฒนาและเลือกวัสดุการเรียนการสอน (Develop and Select Instructional Materials) เป็น ป็ การพัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอนทั้ง สื่อ สื่ สิ่งสิ่พิมพ์และสื่อ สื่ โสตทัศน์ 8. ออกแบบและจัดการประเมินระหว่างเรียน (Design and Conduct Formative Evaluation) 9. ออกแบบและจัดการประเมินหลังเรียน (Design and Conduct Summative Evaluation) 10. แก้ไขปรับปรุงการสอน (Revise Instruction) เป็นขั้นการแก้ไขและ ปรับรั ปรุงการสอนตั้งแต่ขั้นที่ 2 ถึงขั้นที่ 8 องค์ประกอบของรูปแบบระบบการ ออกแบบการสอนของดิคและคาเรย์ 58
ปอร แบบทดสอบประจำ บทที่ 4 1. สื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน หมายถึงข้อใด ก. ตัวกลางหรือช่อช่งทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ข. สื่อที่เน้นผู้เียนเป็นสำ คัญ ค. สิ่งที่ช่วช่ยผู้เรีย รี นให้เห้รียนอย่าย่งมีจุดมุ่งมุ่หมาย ง. วิธีการและกิจกรรมของครูผู้สอน 2. ข้อข้ ใดไม่ไม่ด้จัดว่าเป็นประเภทสื่อ ก. สื่อประเภทวัสดุ ข. สื่อประเภทอุปกรณ์ ค. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ ง. สื่อผสม 3. ข้อข้ ใดคือสื่อ สื่ประเภทวัสดุ ก. สื่อการสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือวิชาที่มีความเฉพาะ ด้าน ข. สื่อการสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไป สำ หรับบทเรียนต่าง ๆ ค. สื่อการสอนที่เน้นน้การลงมือปฏิบัติจริงริเพื่อช่วช่ยในเพิ่มความ เข้าใจในบทเรีย รี นและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ง. สื่อการสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ รื Internet เข้ามามีบทบาท อำ นวยความสะดวกในการเรีย รี นการสอน 4. ข้อข้ ใดคือสื่อ สื่ประเภทอุปกรณ์ ก. สื่อ สื่ การสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือวิชาที่มีความเฉพาะ ด้าน ข. สื่อ สื่ การสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไป สำ หรับบทเรียนต่าง ๆ ค. สื่อการสอนที่เน้นการลงมือ มืปฏิบัติจริงเพื่อช่วช่ยในเพิ่มความ เข้าใจในบทเรีย รี นและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ง. สื่อการสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ รื Internet เข้ามามีบทบาท อำ นวยความสะดวกในการเรีย รี นการสอน 59
ปอร 5. ข้อข้ ใดคือสื่อ สื่ประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ก. สื่อ สื่ การสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือวิชาที่มีความเฉพาะด้าน ข. สื่อ สื่ การสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไปสำ หรับ บทเรีย รี นต่าง ๆ ค. สื่อการสอนที่เน้นการลงมือ มืปฏิบัติจริงเพื่อช่วช่ยในเพิ่มความเข้าใจ ในบทเรียนและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ง. สื่อ สื่ การสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ รื Internet เข้ามามีบทบาทอำ นวย ความสะดวกในการเรีย รี นการสอน 6. ข้อข้ ใดคือสื่อ สื่ประเภทคอมพิวเตอร์ ก. สื่อ สื่ การสอนที่ใช้ประกอบในบทเรียนหรือวิชาที่มีความเฉพาะด้าน ข. สื่อ สื่ การสอนพื้นฐานที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไปสำ หรับ บทเรีย รี นต่าง ๆ ค. สื่อการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อช่วช่ยในเพิ่มความเข้าใจ ในบทเรียนและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ง. สื่อการสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ Internet เข้ามามีบทบาทอำ นวย ความสะดวกในการเรีย รี นการสอน 7. การออกแบบระบบการเรีย รี นการสอน หมายถึง ก. การจัดระบบการสอนอย่าย่งมีระบบ โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับ กระบวนการเรีย รี นรู้ซึ่งรวบรวมองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ ข. การพิจารณาคุณสมบัติของผู้เผู้รียน เพื่อการออกแบบระบบการ สอนให้เห้หมาะสม ค. การกำ หนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ง. การสอนที่คอมพิวเตอร์ หรือ Internet เข้ามามีบทบาทอำ นวย ความสะดวกในการเรียนการสอน 8. ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่รูช่รูปแบบระบบการออกแบบการสอนของดิคและคาเรย์ ก. กำ หนดจุดมุ่งมุ่หมายของการสอน ข. การพัฒนาการสอน ค. การออกแบบระบบการสอนให้เหมาะสม ง. การประเมินมิการเรียนการสอน 60
ปอร 1. ก 6. ง 2. ง 7. ก 3. ข 8. ค 4. ก 9. ง 5. ค 10. ง 9. การเขีย ขี นจุดมุ่งมุ่หมายการเรียน ซึ่งเป็นจุดมุ่งมุ่หมายเฉพาะหรือจุด มุ่งมุ่หมายเชิงพฤติกรรม และสอดคล้องกับจุดมุ่งมุ่หมายการสอน เพื่อ ประโยชน์ คือ ก. ช่วช่ยให้มห้องเห็นแนวทางการเรียนการสอน ข. เป็น ป็ แนวทางในการวางแผน การจัดสภาพแวดล้อมการ เรีย รี น ค. ช่วช่ยให้เห็น ห็ แนวทางในการสร้างแบบทดสอบ ง. ถูกทุกข้อข้ 10. ข้อต่อไปนี้คือหลักในการเลือกใช้สื่อการสอน ยกเว้น ข้อข้ ใด ก. การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรก ข. ลักษณะของผู้เรียน ค. ข้อข้จำ กัดในทางปฏิบัติ ง. ต้องมีความจำ เป็นเท่านั้น เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 4 61
ปอร บทที่ 5 การออกแบบและพัฒพันาสื่อ สื่ การเรีย รี นการสอนประเภทมัลมัติมีเ มี ดีย ดี สื่อ สื่ประสม (Multimedia) สื่อ สื่ประสม เป็นสื่อที่เกิดจากกระบวนการนำ สื่อประเภทวัสดุอุปกรณ์ เครื่อ รื่ งมือ มื และเทคนิควิธีการมาใช้ร่วร่มกันซึ่งมีทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และ ลักษณะพิเศษที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เรียนได้มากกว่าสื่อดั้งเดิม หรือสื่อ เดี่ยวที่มีก มี ารนำ เสนอภาพอย่าย่งเดียว เสียงอย่าย่งเดียว หรืออักษรอย่าย่งเดียว โดยรูปแบบของมัลติมีเ มี ดีย ตอบสนองการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การ เรีย รี นคนเดียว การเรีย รี นร่วร่มกันเป็นกลุ่มเล็ก-ใหญ่ หรือการเรียนผ่าผ่นเว็บ เป็น ป็ ต้น ปัจปัจุบันสื่อประสมกลายเป็นส่วส่นหนึ่งที่สำ คัญในการจัดกิจกรรมการ เรีย รี นรู้ซึ่รู้ซึ่งซึ่สามารถนำ ไปใช้ได้ 2 ลักษณะ คือ 1. มัลมัติมีเ มี ดีย ดี เพื่อ พื่ การนำ เสนอ (Presentation Multimedia) มัลมัติมีเดียลักษณะนี้เ นี้ น้นน้สร้างความสนใจ ความตื่นตาตื่นใจน่าน่ ติดตาม โดยนำ เสนอหรือถ่ายทอดผ่าผ่นตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสีย สี ง เพื่อให้ผู้ห้เผู้รียนเข้าข้ใจเนื้อ นื้ หาที่ต้องการนำ เสนอได้มากขึ้น ทั้งนี้ยัง สามารถสอดแทรกวิดีโอต่างๆเข้าไว้ในมัลติมีเดียเพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นภาพ และเรีย รี นรู้ไรู้ด้อย่าย่งมีปมี ระสิทธิภาพมากขึ้น มัลติมีเดียเพื่อการนำ เสนอเหมาะ สำ หรับรัผู้สผู้ อนใช้ประกอบการนำ เสนอเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ และเหมาะสำ หรับรัผู้เผู้รีย รี นในการนำ เสนอเนื้อหาที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนหรือผ่าผ่นระบบ อินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ สอนสามารถประเมินมิผู้เรีย รี นได้ทั้งความสามารถในการสร้างสรรค์ความรู้ (Create content) และ ความสามารถในการนำ เสนอเนื้อหา (disseminate information) 62
ปอร 2. มัลติมีเ มี ดีย ดีปฏิสัมสัพันธ์ (Interactive Multimedia) มัลมัติมีเ มี ดียลักษณะนี้มุ่งมุ่เน้นให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบและสื่อสารกับ สื่อ สื่ ได้โดยตรงผ่าผ่นโปรแกรม มัลติมีเดียที่มีสื่อหลายมีมิติ (Hypermedia) ที่เนื้อ นื้ หาภายในสามารถเชื่อมโยง (Link) ถึงกัน มัลติมีเดียลักษณะนี้ นอกจาก ผู้เผู้รีย รี นสามารถเรีย รี กดูข้อมูลได้หลากหลายเช่นช่เดียวกับมัลติมีเดียเพื่อการนำ เสนอแล้ว ผู้เรีย รี นยังสามารถสื่อสารโต้ตอบกับบทเรียนผ่าผ่นการคลิกเมาส์ แป้นป้พิมพ์ หรือ รื อุปกรณ์อื่ณ์อื่นๆโดยผู้เรียนสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ว่า ต้องการอะไร เช่นช่ต้องการเรียนบทเรียนเพิ่มเติม หรือต้องการเรียนเนื้อหา บทถัดไป เพียงแค่คลิกที่สัญลักษณ์ หรือข้อความแสดงการเชื่อมโยงโปรแกรม จะแสดงภาพหรือ รื เนื้อ นื้ หาที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ทันทีทันใด ทั้งนี้ผู้เรียน สามารถวัดความรู้หรู้รือประเมินมิความสามารถของตนเองจากการเรียนรู้ได้ด้วย การทำ แบบทดสอบหรือแบบฝึก ฝึ ต่างๆ โดยโปรแกรมสามารถประมวลผลการ ทำ แบบทดสอบให้ผู้เรียนหลังทำ แบบทดสอบทันที ทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ ว่า ตนเองทำ ผิดข้อข้ ใด ซึ่งมัลติมีเ มี ดียลักษณะปฏิสัมพันธ์นี้จะช่วช่ยดึงดูดผู้เรียน ให้สห้นใจในเนื้อ นื้ หา และกระตุ้นการตอบสนอง ของผู้เรียนอยู่ตยู่ลอดเวลา สามารถเรีย รี นซ้ำ ๆ ทำ แบบฝึก ฝึ หัดซ้ำ ๆ ได้เท่าที่ต้องการ ทำ ให้กระบวนการ เรีย รี นรู้ขรู้องผู้เผู้รีย รี นประสบความสำ เร็จตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่กำ หนด ไว้ได้ บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยสอน (Computer-assisted Instruction: CAI) เป็น ป็ รูปแบบบทเรีย รี น คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใยู่นลักษณะของมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ ซึ่งซึ่เดิมใช้นำ เสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถ ศึกษาเรีย รี นรู้ไรู้ด้ด้วยตนเองจากแผ่นผ่ CD-ROM แต่ต่อมามีช่อช่งทางการนำ เสนอ บทเรีย รี นมัลติมีเ มี ดียเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผ่าผ่นระบบเครือข่าข่ยอินเทอร์เน็ต ซึ่งซึ่สามารถนำ เสนอบทเรีย รี นมัลมัติมีเดียไปรวมไว้บนหน้าเว็บไซต์ที่อนุญาต ให้ ผู้เผู้รีย รี นเข้าข้ถึงข้อมูลได้พร้อร้มกันทุกที่ทุกเวลา รวมทั้งอนุญาตให้ผู้เรียนและผู้ สอนเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแบบทันทีทันใดผ่าผ่นช่อช่งทางสนทนาบนเว็บที่ บทเรีย รี นมัลติมีเ มี ดียนั้นนั้อาศัยอยู่ 63
ปอปอร ร บทเรีย รี นคอมพิวพิเตอร์ช่ ร์ วยสอน แบ่งบ่ออกเป็นหลายประเภท ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการนำ บทเรียนคอมพิวเตอร์ไร์ปใช้ดังนี้ 1. บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยสอนประเภทสอนเสริม (Tutorial) มีวั มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการนำ เสนอเนื้อหาใหม่หม่รือเพื่อทบทวนเนื้อหาที่ผู้ สอนได้สอนแล้วในห้อห้งเรีย รี น โดยเน้นความรู้ความเข้าใจเนื้อหาซึ่งช่วช่ยเสริม สร้าร้งความเข้าข้ใจในมโนทัศน์ (Concept) ที่ได้เรียนมาแล้วในชั้นเรียน หลัง จากเรีย รี นรู้เรู้นื้อ นื้ หาแล้วจะมีแบบทดสอบให้ผู้เรียนได้ฝึกทำ บทเรียน คอมพิวเตอร์ปร์ระเภทนี้มี นี้ มี2 รูปแบบ คือ 1.1 แบบเส้นส้ตรง (Linear Program) ลักษณะของบทเรียนแบ่งบ่ เป็น ป็ เฟรม ๆ ตั้งแต่เฟรมแรกจนถึงเฟรม สุดท้ายในเรื่องนั้น ๆ แล้วให้ผู้เรียน ตอบคำ ถามท้ายบทเรียนให้ผ่ห้าผ่นก่อนจึงจะสามารถไปเรียนเนื้อหาในบท หรือ รื หน่วน่ยถัดไป ซึ่งซึ่ถ้าผู้เผู้รีย รี นทำ แบบทดสอบไม่ผ่ม่าผ่นเกณฑ์ต้องกลับไป ทบทวนบทเรีย รี นใหม่แม่ล้วกลับมาทำ แบบทดสอบอีกครั้งจนผ่าผ่น จึงสามารถ เรีย รี นบทเรีย รี นถัดไปได้ 1.2 แบบสาขา (Branching Tutorial) เป็นการเสนอเนื้อหาและ บทเรีย รี นหลายๆหัวหัข้อข้แล้วให้ผู้ห้เผู้รียน เลือกเรียนได้ตามความต้องการ แต่ละ บทเรีย รี นมีแ มี บบฝึก ฝึ หัดหัหรือแบบทดสอบให้ผู้เรียนทำ ซึ่งแม้ผู้เรียนจะทำ ไม่ ผ่าผ่น ก็สามารถข้าข้มไปเรีย รี นบทเรียนอื่นได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กัยู่ กับการออกแบบของ ผู้สผู้ อน) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยสอนแบบสาขา เหมาะกับบทเรียนที่มี เนื้อ นื้ หามาก ๆ และแบ่งบ่เนื้อ นื้ หาเป็นหัวข้อย่อย่ย ๆ ตามความเหมาะสม 64
ปอปอร ร 2. บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ปร์ระเภทการฝึกหัด (Drill and Practice) เป็น ป็ การออกแบบบทเรีย รี นเพื่อการทบทวนทำ แบบฝึกหัดและฝึกทักษะเฉพาะ อย่าย่ง เช่นช่การสะกดคำ การอ่าน และฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น 3. บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยสอนประเภทจำ ลองสถานการณ์ (Simulation) เป็น ป็ โปรแกรมที่ช่วช่ยจำ ลองสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้แห้ก่ผู้เผู้รีย รี น เนื่องจากบางครั้งรั้การฝึกและทดลองจริงริอาจจะราคาแพงหรือมี ความเสี่ย สี่ งที่จะเกิดอันตรายสูง จึงใช้วิธีการจำ ลองสถานการณ์และสภาพ แวดล้อมด้วยคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งซึ่การจำ ลองสถานการณ์แบ่งบ่เป็น 2 รูปแบบ คือ 3.1 แบบกฎตายตัว (Determinative) เป็นการจำ ลอง สถานการณ์จณ์ากสูตสูรหรือ รื กฎที่ตายตัว เช่นช่เรื่อง แรงโน้มถ่วง การไหลของ กระแสไฟฟ้า กฎของโอห์มห์เป็น ป็ ต้น 3.2 แบบน่าน่จะเป็น (Probabilistic) เช่นช่การฝึกขับเครื่องบิน การทดลองทางเคมี การจราจร การทำ โมเดล เป็นต้น 65
ปอปอร ร 4. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วช่ยสอนประเภทการแก้ปัญหา (Problem-solving) เป็นการสร้าร้งบทเรียนสำ หรับใช้ในการเรียนรู้วิธีคิดแก้ ปัญปัหา เป็น ป็ โปรแกรมที่ซับซัซ้อนมาก ต้องใช้เทคนิคและวิธีการหลายๆอย่าย่งมาใช้ ร่วร่มกันทั้งรูปแบบเกม การจำ ลองสถานการณ์และต้องอาศัยนักเขียนโปรแกรม มาช่วช่ยด้านเทคนิคนิ 5. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วช่ยสอนประเภทเกมการศึกษา (Instructional Games) เป็น ป็ บทเรีย รี นที่มีลักษณะเด่นที่รวมความสนุกสนานเพลิดเพลินเข้ามา ใส่ไส่ว้ในบทเรียน ซึ่งซึ่สามารถดึงดูดและกระตุ้นความสนใจผู้เรียนได้ตลอดเวลา มีค มี วามท้าทาย ทำ ให้ผู้ห้เผู้รียนมีความพยายามที่จะทำ ให้สำ เร็จเพื่อเอาชนะเกม ให้ไห้ด้ เน้นน้การปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์หร์รือโปรแกรมอย่าย่ง มาก จึงจำ เป็นต้องมีการแสดงผลแบบทันทีทันใด (Real-time feedback) หลัก การออกแบบและพัฒนาสื่อ สื่ มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ การออกแบบการเรียนการ สอน (Instructional Design) เป้าหมายหลักของการจัดการเรียนการสอน คือ การทำ สำ เร็จ ร็ บรรลุตามเป้าหมายและจุดประสงค์ที่กำ หนดไว้ในกิจกรรมการ เรีย รี นการสอน กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนจึงเป็นกุญกุแจสำ คัญที่จะ ทำ ให้กห้ารจัดการเรีย รี นการสอนบรรลุเป้าหมายได้ซึ่งใน 66
ปอปอร ร การออกแบบการเรียนการสอนมีกุญแจสำ คัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. What to teach (ต้องการสอนอะไร) 2. Who will accomplish (ผู้เผู้รียนคือใคร) 3. How to teach (มีวิธีการหรือกระบวนการเรียนการสอนอย่าย่งไร) 4. How to evaluate (มีวิธีการประเมินผลอย่าย่งไร) หากสามารถไขกุญแจทั้ง 4 ประการนี้ได้สำ เร็จการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนก็จักสำ เร็จไปด้วย ทั้งนี้การออกแบบการเรียนการสอนในบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วช่ยสอนจำ เป็นต้องกำ หนดลำ ดับขั้นตอนไว้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ ให้ผู้ห้สผู้ อนเกิด ความสับสัสนในขณะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่ร์วช่ยสอน ซึ่งซึ่ขั้นขั้ตอนที่มักนำ มาใช้กันคือ The Events of Instruction ของ Gagne (1992) ประกอบด้วยขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน 9 ขั้นตอนดังนี้ 1. การกระตุ้นความสนใจ (Gaining Attention) 2. การแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ (Informing Learner of Lesson objective) 3. การกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม (Stimulating Recall of Prerequisite Learning) 4. การนำ เสนอสิ่งเร้าหรือเนื้อ นื้ หาใหม่ (Presenting the Stimulus Materials) 5. การแนะแนวทางการเรีย รี นรู้ (Providing Learning Guide) 6. การกระตุ้นให้แสดงความสามารถ (Eliciting the Performance) 7. การให้ข้ห้ ข้อมูลป้อนกลับ (Providing Feedback about Performance Correctness) 8. การประเมินผลการแสดงออก (Assessing the Performance) 9. การส่งส่เสริมความคงทนและการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Enhancing Retention and Transfer) 67
ปอปอร ร ข้อดีแ ดี ละข้อจำ กัดของสื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดีย ดี เพื่อการศึก ศึ ษา ข้อดี 1. เทคโนโลยีด้ ยี ด้านสื่อ สื่ มัลมัติมีเดียช่วช่ยให้การออกแบบบทเรียน ตอบสนองต่อ แนวคิด และทฤษฎีการเรีย รี นรู้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งส่ผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรีย รี น การวิจัยที่ผ่าผ่นมาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อมัลติมีเดียว่า สามารถช่วช่ยเสริมริการเรีย รี นรู้ ทำ ให้ผู้ห้ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้ 2. สื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดียในรูปแบบของซีดี ซี ดี รอม ใช้ง่าย เก็บรักษาง่าย พกพาได้ สะดวก และสามารถทำ สำ เนาได้ง่าย 3. สื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดียเป็น ป็ สื่อ สื่ การสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วย ตนเองตามศักยภาพ ความต้องการ และความสะดวกของตนเอง สามารถสร้าง สถานการณ์จำณ์ จำลอง จำ ลองประสบการณ์ ตลอดจนส่งส่เสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กับสื่อ สื่ ให้เห้กิดการเรีย รี นรู้ด้รู้ ด้วยตนเอง 4. ในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วช่ยสร้างบทเรียน (Authoring Tools) ที่ง่ายต่อ การใช้งานทำ ให้บุห้บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถสร้างบทเรียนสื่อมัลติมีเดียใช้เองได้ 5. ผู้สผู้ อนสามารถใช้สื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดียเพื่อสอนเนื้อหาใหม่ เพื่อการฝึกฝน เพื่อเสนอสถานการณ์จำ ลอง และเพื่อสอนการคิดแก้ปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กัยู่ กับ วัตถุประสงค์ของการนำ ไปใช้เป็น ป็ ประการสำ คัญ รูปแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้จะส่งส่ผล ดีต่อการเรีย รี นรู้ วิธีการเรียนรู้ และรูปแบบการคิดหาคำ ตอบ 6. สื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดียช่วช่ยสนับนัสนุนให้มีห้ มี สถานที่เรียนไม่จำม่ จำกัดอยู่เยู่พียงห้องเรียน เท่านั้นนั้ผู้เผู้รีย รี นอาจเรีย รี นรู้ที่รู้ที่บ้าน ที่ห้องสมุด หรือภายใต้สภาพแวดล้อมอื่นๆ ตาม เวลาที่ ตนเองต้องการ การออกแบบและพัฒนาสื่อมัลติมีเดียโดยใช้ ADDIE Model ADDIE Model เป็น ป็ รูปแบบระบบการเรียนการสอนที่นิยมนำ มาใช้ในการออกแบบและ พัฒนาสื่อ สื่ การเรีย รี นการสอน เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ง่ายและมีขั้นตอนชัดเจน สามารถนำ ไปใช้ได้กับการออกแบบและพัฒนาสื่อหลายรูปแบบโดยเฉพาะการ พัฒนาสื่อ สื่ มัลติมีเ มี ดียลักษณะต่าง ๆ ขั้นตอนของ ADDIE Model ประกอบด้วย 1. Analysis (การวิเคราะห์)ห์ 2. Design (การออกแบบ) 3. Development (การพัฒนา) 4. Implementation (การนำ ไปใช้) 5. Evaluation (การประเมินมิผล) 68
ปอปอร ร ข้อจำ กัด 1. ถึงแม้ว่ม้ว่าขณะนี้ร นี้ าคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จร์ะ ลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำ คอมพิวเตอร์ มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้นนั้จำ เป็นต้อง มีการพิจารณากันอย่าย่ง รอบคอบเพื่อให้คุ้ห้ คุ้มคุ้กับค่าใช้จ่าย ตลอดจนการดูแลรักษาด้วย 2. การออกแบบสื่อ สื่ มัลมัติมีเดียเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพเหมาะสมตาม หลักทางจิตวิทยา และการเรีย รี นรู้นัรู้ นับว่ายังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบ โปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำ ให้สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษามี จำ นวน และขอบเขตจำ กัดที่จะนำ มาใช้ในการเรียนวิชาต่าง ๆ 3. ในขณะนี้ยั นี้ งยัขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณคุภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อ ให้สห้ามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน 4. การที่จะให้ผู้ห้สผู้ อนเป็น ป็ ผู้ออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานั้นเป็น งานที่ต้องอาศัย เวลา สติปัญปัญา และความสามารถเป็นอย่าย่งยิ่ง ทำ ให้ เป็น ป็ การเพิ่มภาระของผู้สผู้ อนให้มีห้ มี มากยิ่งขึ้น 5. คอมพิวเตอร์เร์ป็น ป็ สื่อที่มีค มี วามยุ่งยุ่ยากในการใช้งาน และความซับ ซ้อซ้นของระบบการทำ งานมาก เมื่อ มื่ เทียบกับสื่ออื่นๆ 6. มีตัวแปรที่เป็น ป็ ปัญหานอกเหนือ นื จากการควบคุมมาก เช่นช่ ไฟฟ้า ขัดขัข้อข้ง ระบบ Server เป็น ป็ ต้น 7. เทคโนโลยีที่ ยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อ สื่ มัลติมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำ ให้ผู้ห้ผผู้ ลิตสื่อ สื่ มัลมัติมีเดียต้องหาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ 8. ในการผลิตสื่อ สื่ มัลมัติมีเดียนั้นต้องการทีมงานที่มีความชำ นาญใน แต่ละด้านเป็น ป็ อย่าย่งมากอีกทั้งต้องมีการประสานงานกันในการทำ งานสูง 7. เทคโนโลยีสื่ ยีสื่อมัลมัติมีเ มี ดีย สนับนัสนุนให้เราสามารถใช้สื่อมัลติมีเดีย กับผู้เผู้รีย รี นได้ ทุกระดับอายุ และความรู้ หลักสำ คัญอยู่ที่ยู่ที่การออกแบบให้ เหมาะสมกับผู้เรีย รี นเท่านั้นนั้ 8. สื่อ สื่ มัลมัติมีเ มี ดียที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วช่ยให้เกิดความคุ้มค่าในการ ลงทุนของโรงเรีย รี น หรือหน่วน่ยงานแล้ว ความก้าวหน้าของระบบครือข่าข่ย ยังยัช่วช่ยส่งส่เสริมริ ให้การใช้สื่อ สื่ มัลมัติมีเดียเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาอื่นๆ อีกด้วย 69
ปอปอร ร แบบทดสอบประจำ บทที่ 5 1. สื่อ สื่ประสม (Multimedia) หมายถึงข้อใด ก. เป็น ป็ สื่อที่เกิดจากกระบวนการนำ สื่อประเภทวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ มื และเทคนิควิธีการมาใช้ร่วร่มกัน ข. มัลมัติมีเดียลักษณะนี้เ นี้ น้นสร้าร้งความสนใจ ค. ความสามารถในการนำ เสนอเนื้อ นื้ หา ง. มัลติมีเ มี ดียลักษณะนี้มุ่งมุ่เน้นให้ผู้เผู้รียนสามารถโต้ตอบและสื่อสาร 2. สื่อ สื่ประสมกลายเป็นส่วส่นหนึ่งที่สำ คัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่ง สามารถนำ ไปใช้ได้กี่ลักษณะ ก. 2 ลักษณะ ข. 3 ลักษณะ ค. 4 ลักษณะ ง. 5 ลักษณะ 3. มัลมัติมีเ มี ดียเพื่อการนำ เสนอ (Presentation Multimedia) หมายถึงข้อใด ก. ใช้เทคนิคนิและวิธีการหลายๆอย่าย่ง ข. ช่วช่ยสอนประเภทการแก้ปัญปัหา ค. เน้นน้สร้าร้งความสนใจ ความตื่นตาตื่นใจน่าน่ติดตาม ง. การสอนที่เปิดปิ โอกาสให้ผู้เผู้รีย รี นสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. มัลมัติมีเ มี ดียปฏิสัมสัพันธ์ (Interactive Multimedia) หมายถึงข้อใด ก. ใช้เทคนิคและวิธีการหลายๆอย่าย่ง ข. เน้นน้ ให้ผู้เผู้รีย รี นสามารถโต้ตอบและสื่อสาร ค. เน้นสร้างความสนใจ ความตื่นตาตื่นใจน่าน่ติดตาม ง. การสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้ห้ ผู้เรีย รี นสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง 70
ปอปอร ร 5. บทเรีย รี นคอมพิวเตอร์มีร์กี่ มีกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 6. ข้อข้ ใดคือบทเรีย รี นคอมพิวเตอร์ช่วช่ยสอนประเภทจำ ลองสถานการณ์ ก. แบบน่าน่จะเป็น - แบบสร้าร้งสรรค์ ข. แบบน่าน่จะเป็น ป็ - แบบคุณภาพ ค. แบบน่าน่จะเป็น - แบบผสม ง. แบบกฎตายตัว - แบบน่าน่จะเป็น ป็ 7. ข้อข้ต่อไปนี้คื นี้ คื อการออกแบบและพัฒนาสื่อมัลติมีเดียโดยใช้ ADDIE Model ADDIE ยกเว้น ข้อข้ ใด ก. Analysis (การวิเคราะห์)ห์ ข. Design (การออกแบบ) ค. Development (การพัฒนา) ง. Gaining Attention (การกระตุ้นความสนใจ) 8. ข้อข้ต่อไปนี้คื นี้ คื อการออกแบบการเรียนการสอนมีกุญกุแจสำ คัญ ยกเว้น ข้อข้ ใด ก. What to teach (ต้องการสอนอะไร) ข. Who will accomplish (ผู้เผู้รียนคือใคร) ค. Implementation (การนำ ไปใช้) ง. How to evaluate (มีวิ มีวิธีการประเมินผลอย่าย่งไร) 71
ปอร 9. ข้อข้จำ กัดของสื่อ สื่ มัลมัติมีเดียเพื่อการศึกษา คือข้อใด ก. คอมพิวเตอร์เร์ป็น ป็ สื่อ สื่ ที่มีความยุ่งยุ่ยากในการใช้งาน ข. สื่อมัลติมีเดียที่ไม่ค่ม่ ค่อยมีคุณภาพ ค. ขาดการสนับนัสนุนให้ใช้สื่อมัลติมีเดีย ง. การเก็บรักรัษา 10. ข้อข้จ่อไปนี้คื นี้ คื อข้อดีของสื่อมัลมัติมีเดียเพื่อการศึกษา ยกเว้น ข้อใด ก. มีตั มี ตัวแปรที่เป็น ป็ ปัญหานอกเหนือจากการควบคุมมาก ข. สื่อมัลมัติมีเ มี ดียในรูปแบบของซีดี ซี ดี รอม ใช้ง่าย เก็บรักษาง่าย พกพาได้ สะดวก ค. ผู้สผู้ อนสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อสอนเนื้อหาใหม่ ง. ปัจจุบันมีโมีปรแกรมช่วช่ยสร้างบทเรียน 1. ก 6. ง 2. ก 7. ง 3. ค 8. ค 4. ข 9. ก 5. ก 10. ก เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 5 72
ปอร บทที่ 6 กฎหมายและจริยริธรรมการใช้เ ช้ ทคโนโลยี และจรรยาบรรณในการใช้เ ช้ ทคโนโลยี ความหมายของกฎหมาย หมายถึง สิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติ มีพ มี ฤติกรรมที่ดีงามต้องประสงค์ของ สังสัคมเป็น ป็ หลักหรือกรอบที่ทุกคนกำ หนดไว้ เป็นแนวปฏิบัติสำ หรับสังคม เพื่อ ให้เห้กิดความเป็นระเบียบเรีย รี บร้อย เกิดความสงบและปลอดภัยในการดำ รง ชีวิต ความหมายของเทคโนโลยีแ ยี ละการสื่อ สื่ สาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สื่ สาร หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกผ่าผ่น กระบวนการต่างๆกลั่นกรองมาเป็นข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งเป็นทั้งเทคโนโลยี และการสื่อ สื่ สาร อาจเรีย รี กได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนับตั้งแต่ การสร้าร้ง การนำ มาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งส่ข้อมูล การจัดเก็บ และการนำ ไปใช้งานใหม่ บทบาทความสำ คัญของเทคโนโลยีสา ยี รสนเทศ ความก้าวหน้าน้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำ ให้มีการพัฒนา คิดค้นสิ่งสิ่อำ นวยความสะดวกต่อการดำ รงชีวิตของมนุษย์เทคโนโลยีได้เข้ามา เสริมริปัจปัจัยพื้นฐานทำ ให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยู่ที่ดีขึ้นเช่นช่การสร้างที่พัก อาศัยที่มีคุ มี ณคุภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าและการให้บริการต่าง ๆ ที่ตอบ สนองความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้น เทคโนโลยีทำ ให้ระบบการผลิต สามารถผลิตสินสิค้าได้เป็น ป็ จำ นวนมากและมีราคาถูกลงเทคโนโลยีทำ ให้การ ติดต่อสื่อ สื่ สารเป็น ป็ ไปอย่าย่งสะดวกและรวดเร็วการสื่อสารที่เชื่อมโยงกันอย่าย่งทั่ว ถึงทำ ให้ปห้ระชากรในโลกสามารถติดต่อสื่อสารและรับฟังข่าข่วสารจากทั่วทุก มุมมุโลกได้ตลอดเวลา 73
ปอร เทคโนโลยีสารสนเทศมีความหมายกว้างขวางมาก เราจะพบได้กับสิ่ง รอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้สารสนเทศ ดังนี้ 1.การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วย วิธีการต่าง ๆ เช่นพนักงานการไฟฟ้าบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้าลงในเครื่อง คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ ห้างสรรพ สินค้าใช้รหัสแท่ง (bar code) ตรวจสินค้าเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่ บรรจุในรหัสแท่ง 2.การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่นแผ่น บันทึก แผ่นซีดีหรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำ มาประมวลผลตาม ต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำ ดับข้อมูล คำ นวณ หรือ จัดการคัดแยกข้อมูลที่จัดเก็บนั้น 3.การแสดงผลลัพธ์คือ การนำ ผลจากการประมวลผลที่ได้มาแสดง ผลลัพธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือเป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพเป็นเสียง เป็นวีดีทัศน์ 4.การทำ สำ เนา เป็นการทำ สำ เนาข้อมูลหรือสารสนเทศที่จัดเก็บไว้ ในสื่ออิเลคทรอนิกส์ชนิดต่างๆให้มีหลายชุด เพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษา และการนำ ไปใช้อุปกรณ์ที่ใช้ทำ สำ เนา เช่นเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่าย เอกสาร แผ่นบันทึก ฮาร์ดดิสก์ หรือ CD-ROM 5.การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่ส่งข้อมูลข่าวสารจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบของสื่อเช่น เส้นใยนำ แสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟและดาวเทียม 74
ปอร ความสำ คัญของเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความสำ คัญต่อการจัดการ ศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปการศึกษาที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำ คัญทั้งในด้านการปฏิรูปการบริหาร จัดการ ที่มีการนำ เทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิรูปการ เรียนรู้ ที่ต้องจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาปัญญา ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อจำ ข้อมูล การจำ มีความจำ เป็นในส่วนที่เป็นพื้นฐานสำ คัญ ส่วนข้อมูลควรจะ อยู่ในแหล่งเรียนรู้ใด ๆ และสามารถเรียกใช้ได้ทันท่วงทีเมื่อจำ เป็น และ สามารถแสวงหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทักษะทางด้าน ICT จึงเป็นเครื่องมือสำ คัญในการขยายขีดความสามารถ ในการเรียนรู้ต่อไป 75
ปอร 1.การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 2.ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ให้ผู้รับสามารถ ปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ไม่เช่นนั้นถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 3.ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 4.กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 หรือมีความ ผิดร่วม 5.กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบ ต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ โดยเฉพาะที่ กระทบต่อบุคคลที่ 3 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 สาระสำ คัญที่หลายคนควรพึงระวังใน พ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำ ความ ผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ 2 มี สาระสำ คัญจำ ง่ายๆ ดังนี้ 76
ปอร 6.พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่ สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำ เอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออก เจ้าของก็จะไม่มีความ ผิดตามกฎหมาย 7.ไม่โพสต์สิ่งลามกอนาจาร ที่ทำ ให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชน ได้ 8.การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อ เป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ 9.การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ทำ ให้เกิดความเสื่อมเสีย เชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตาม กฎหมาย 10.การโพสต์ด่าว่าผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผู้โพสต์ได้ และมีโทษจำ คุกไม่ เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท 11.ไม่ทำ การละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ 12.ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอา ภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้ 77
ปอร การละเมิดสิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1.การละเมิดสิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยจัดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม (Literary work) ตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ กำ หนดว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำ สั่ง ชุดคำ สั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำ ไปใช้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ทำ งานหรือให้ได้ผลอย่างหนึ่งอย่างใด ในกรณีที่บุคคล ใด ทำ ซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือให้เช่าต้นฉบับหรือสำ เนา ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บุคคลนั้นจะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท และหาก เป็นการกระทำ เพื่อการค้า จะต้องโทษจำ คุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 2.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-Crime) เป็นการกระทำ ที่ ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่อยู่บนระบบดังกล่าว ส่วนในมุมมองที่กว้างขึ้น “อาชญากรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงการกระทำ ที่ผิดกฎหมายใดๆ ซึ่ง อาศัยหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อย่างไร ก็ตาม อาชญากรรมประเภทนี้ไม่ถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยตรง 78
ปอร 3.การใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด การละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ตแม้จะมีผู้จำ หน่ายซอฟต์แวร์ ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องก็ตาม แต่ก็มีการละเมิดลิขสิทะผ่าน อินเตอร์เน็ต เป็นจำ นวนมากได้เช่นกัน ได้แก่ – เว็บไซต์ที่เปิดให้ดาว์นโหลดหรือแลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์ ทางการค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย – เว็บไซต์ที่เสนอการประมูลซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย, ซอฟต์แวร์ ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ตรงกับช่องทางจำ หน่ายที่กำ หนด – เครือข่าย Peer-to-Peer ที่อนุญาตให้แลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์มี ลิขสิทธิ์ระหว่างกัน การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ยังถือเป็นเรื่องคุกคามการค้า อิเล็กทรอนิกส์ที่สำ คัญที่สุด 1. การติดตั้ง ซอฟต์แวร์ในฮาร์ดดิสก์เกิดจากการที่ผู้จำ หน่าย คอมพิวเตอร์ทำ การติดตั้งซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้าอย่าง ผิดกฎหมาย เพื่อ จูงใจให้เกิดการซื้อ 2. การสำ เนาซอฟต์แวร์อย่างผิดกฎหมาย คือการทำ สำ เนาอย่าง ผิดกฎหมาย หรือจำ หน่ายสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์โดยเจตนา สำ หรับกรณีของซอฟต์แวร์ที่มีบรรจุภัณฑ์นั้นพบว่า ได้มีการจำ หน่ายซีดี หรือดิสก์เก็ตที่ทำ สำ เนาอย่างผิดกฎหมายพร้อมด้วยคู่มือ, สัญญาการใช้ งานและบัตรลงทะเบียนโดยมีบรรจุภัณฑ์และคุณสมบัติป้องกันการปลอม แปลงที่เหมือนกันกับผลิตภัณฑ์ของแท้ให้เห็นเช่นกัน 3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความ สามารถในการสำ เนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามี โอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจ เกิดจากการนำ เอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรือ อาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้ เช่นกัน 79
ปอร การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่ โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำ ได้นั้นจะต้องมี การถูกเรียกให้ทำ งานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำ การปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำ งานแล้ว จุดประสงค์ของการทำ งานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียน โปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำ ลายโปรแกรมหรือข้อมูล อื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็นต้นสามารถสังเกตการทำ งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดัง ต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่เครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้น ได้แก่ 1.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศกฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดย คณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (กทสช) ได้ทำ การศึกษา และยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ จำ นวน6 ฉบับ 2.จริยธรรมในระบบสารสนเทศจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ โดยทั่วไปเมื่อพิจารณาถึงคุณธรรมจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ สารสนเทศแล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่ รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPAประกอบด้วย 2.1 ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) หมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำ พัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูล ของตนเองในการเปิดเผยให้กับ ผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้ง ปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้ 80
ปอร 2.1.1.การเข้าไปดูข้อความในจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่อง คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการ บันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่ม ข่าวสาร 2.1.2.การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความ เคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งทำ ให้สูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่ง การกระทำ เช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม 2.1.3.การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อ ผลประโยชน์ในการขยายตลาด 2.1.4. การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำ ไปสร้างฐานข้อมูล ประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่ แล้วนำ ไปขายให้กับบริษัทอื่น 2.2 ความถูกต้อง (Information Accuracy) ในการใช้ คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่ สำ คัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ในการจัดทำ ข้อมูล และสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำ เข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุง ข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการ เข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเองด้วย 2.3 ความเป็นเจ้าของ (Information Property) สิทธิความ เป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็น ทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็น ทรัพย์สินทางปัญญา (ความคิด) ที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลงโปรแกรม คอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้ เช่น สิ่ง พิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้นโดยในการคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับ เพื่อน เป็นการกระทำ ที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าโปรแกรมที่จะ ทำ การคัดลอกนั้น เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท่านมีสิทธ์ในระดับใด 81
ปอร 2.4 การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบันการเข้า ใช้งานโปรแกรม หรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการกำ หนดสิทธิตาม ระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าไปดำ เนินการต่างๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของ ข้อมูล ดังนั้น ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบ รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้ และการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่น โดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการ ละเมิดข้อมูลส่วนตัว 82
ปอร แบบทดสอบประจำ บทที่ 6 1. กฎหมาย หมายถึงข้อใด ก. ข้อมูลที่ได้ถูกผ่าผ่นกระบวนการต่างๆ ข. สิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติ ค. ความเป็นระเบียบเรีย รี บร้อย ง. ความก้าวหน้าทางสังคม 2. เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศและการสื่อ สื่ สาร หมายถึงข้อใด ก. การประมวลผล ข้อข้มูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ ข. เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลมูเข้าสู่รสู่ะบบด้วยวิธีการต่าง ๆ ค. ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ง. ข้อมูลที่ได้ถูกผ่าผ่นกระบวนการต่างๆกลั่นกรองมาเป็นข้อมูล สารสนเทศ 3. ข้อข้ ใดไม่ใม่ช่บช่ทบาทหลักของเทคโนโลยีสารสนเทศ ก. การแสดงผลลัพธ์คือ การ ข. การประมวลผล ค. การพัฒนาระบบต่าง ๆ ง. การเก็บรวบรวมข้อข้มูล 4. สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวถึงความสำ คัญ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อการศึกษาไว้อย่าย่งไร ก. เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและรวดเร็วที่สุดในยุคนี้คือเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ข. เทคโนโลยีส ยี ารสนเทศและการสื่อสารมีผลให้การใช้งานด้านต่าง ๆ มีร มี าคาถูกลง ค. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความสำ คัญต่อการจัดการ ศึกษา ง. การนำ ผลจากการประมวลผลที่ได้มาแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบต่าง ๆ 83
ปอร 5. ปัจปัจุบันประเทศไทยใช้พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ. ใด ก. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2560 ข. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2561 ค. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2562 ง. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2563 6. การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม มีโทษปรับ ตามข้อใด ก. ปรับ 200,000 บาท ข. ปรับ 300,000 บาท ค. ปรับ 400,000 บาท ง. ปรับ 500,000 บาท 7. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่ผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แยู่ล้ว ไม่มีม่ มี ข้อมูลจริง หรือถูกตัด ต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผิผู้โผู้พสต์ได้ มีโทษตามข้อใด ก. จำ คุกไม่เม่กิน 1 ปี ปรับไม่เม่กิน 300,000 บาท ข. จำ คุกคุไม่เม่กิน 2 ปี ปรับไม่เม่กิน 200,000 บาท ค. จำ คุกคุไม่เม่กิน 3 ปี ปรับรั ไม่เม่กิน 200,000 บาท ง. จำ คุกคุไม่เม่กิน 3 ปี ปรับรั ไม่เม่กิน 300,000 บาท 8. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หมาถึงข้อใด ก. ไวรัสรัคอมพิวเตอร์ไร์วรัส ข. เว็บไซต์ที่เสนอการประมูลซอฟต์แวร์ผิร์ ผิดกฎหมาย ค. การละเมิดมิลิขสิทสิธิ์ทางอินเตอร์เร์น็ต ง. การกระทำ ที่ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตี ระบบคอมพิวเตอร์แร์ละข้อมูลมูที่อยู่บยู่นระบบ 9. ความเป็น ป็ ส่วส่นตัว (Information Privacy) หมายถึงข้อใด ก. มีสิทสิธิิเสรีภ รี าพในการกระทำ ข. สิทสิธิที่จะอยู่ตยู่ามลำ พัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุม ข้อมูลมูของตนเองในการเปิดปิเผยให้กัห้ กับผู้อื่น ค. การกำ หนดหน้าที่ของตนเอง ง. มีอำ นาจในการเลือกดูข้อมูลจากแหล่งต่างๆ 84
ปอร 1. ข 6. ก 2. ง 7. ค 3. ค 8. ง 4. ค 9. ข 5. ก 10. ข 85 เฉลยแบบทดสอบประจำ บทที่ 6 10. ปัจจุบันมีการป้องกันการเข้าข้ถึงข้อมูล (Data Accessibility) ตามข้อข้ ใด ก. กำ หนดสิทสิธิตามระดับของผู้ใช้งาน ข. กำ หนดสิทธิการเข้าถึงของผู้ใช้ ค. การเปลี่ยนรหัสใหม่ทุม่กครั้งหลังใช้งาน ง. ไม่มีม่ข้ มี อข้ถูก
ปอร บรรณานุกรม 86 ชัยชัยงค์ พรหมวงศ์.ศ์ (2537). ประสิทสิธิภธิาพสื่อ สื่ การสอนระดับปฐมวัยศึกศึษา. เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อ สื่ การสอนระดับปฐมวัยศึกศึษา หน่วน่ยที่ 8-15. พิมพ์ครั้งรั้ที่ 4. นนทบุรี: รี มหาวิทยาลัยสุโสุขทัย ธรรมาธิรธิาช. ทิศนา แขมมณี.ณี(2559). ศาสตร์กร์ารสอน : องค์ความรู้เรู้พื่อ พื่ การจัด กระบวนการเรีย รี นรู้ที่รู้ที่มี ประสิทสิธิภธิาพ. พิมพิพ์คพ์รั้งรั้ที่ 20. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งห่จุฬาลงกรณ์มณ์หาวิทยาลัย. บวรพันธ์ บุญแก้วสุขสุ. (2558). การพัฒนาผลสัมสัฤทธิ์ทธิ์างการเรีย รี น เรื่อ รื่ ง เครื่อ รื่ งมือ มื ทางภูมิภูศมิาสตร์ขร์อง นักนัเรีย รี นชั้นชั้มัธมัยมศึกศึษาปีที่ ปี ที่ 5 โรงเรีย รี น เทพศิริศินริทร์นร์นทบุรี โดยใช้แช้บบฝึก ฝึ เสริมริทักษะ รายงาน วิจัยในชั้นชั้เรีย รี น ประกอบการเรีย รี นรายวิชาการวิจัยในชั้นชั้เรีย รี นกลุ่มลุ่สาระการ เรีย รี นรู้ สังสัคมศึกศึษา. สาขาวิชาสังสัคมศึกศึษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนัสุนนัทา. พิชิตชิฤทธิ์จธิ์รูญ. (2559). เทคนิคนิการวิจัยเพื่อพัฒพันาการเรีย รี นรู้.รู้กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งห่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พิสณุ ฟองศรี.รี(2551). วิจัยชั้นชั้เรีย รี น : หลักการและเทคนิคนิปฏิบัติบั ติ. พิมพ์ครั้งรั้ที่ 6. กรุงเทพฯ : บริษัริ ษัท ด่านสุทสุธาการพิมพ์จำพ์ จำกัด. ราชบัณบัฑิตสถาน. (2546). พจนานุกนุรมฉบับบัราชบัณบัฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุ มีบุคส์.ส์ สำ นักนังานสภาสถาบันบัราชภัฏ. (2544). คู่มืคู่อ มื การฝึก ฝึ อบรมการวิจัยในชั้นชั้เรีย รี น. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม กระทรวงศึกศึษาธิกธิาร. เทคโนโลยีท ยี างการศึกศึษา. ค้นเมื่อ มื่ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 จาก เทคโนโลยีก ยี ารศึกศึษา - กระทรวง ศึกศึษาธิกธิาร (moe.go.th). ปรานอม หยวกทอง. 2555. การประยุกต์ใช้เช้ทคโนโลยีส ยี ารสนเทศ. [ออนไลน์]น์. แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/kroonom/karprayukt-chi-the [สืบ สื ค้นเมื่อ มื่ 9 กุมกุภาพันพัธ์ 2567]. สุพสุรรษา ยวงทอง. “ความรู้เรู้บื้อ บื้ งต้นเกี่ยวกับคอมพิวพิเตอร์แร์ละเทคโนโลยี สารสนเทศ ฉบับบั ปรับรั ปรุง”,โปรวิชั่นชั่, 2557. จตุชัตุยชัแพงจันทร์.ร์ “เจาะระบบ Network 3rd Edition”, ไอดีซี,ซี2555. https://sites.google.com/site/praevisutthikhun/khwam-rubeuxng-tn-keiywakabkhxmphiwtexr-laea-thekhnoloyi-sarsnthes-
ปอร บรรณานุกรม (ต่อ) ยุทธนา พันธ์มี.มี(2557). บทที่ 1 เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://eduweb.kpru.ac.th/wbi/index.php/menu-technology-forteachers-1-1. เข้าถึงข้อข้มูลมูเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์2567. ความเป็นมาของ แนวคิดทางเทคโนโลยีก ยี ารศึกษา. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/tappycycon/khwam-pen-ma-khxngnaewkhid 83thang-thekhnoloyi-kar-suksa/-naewkhid-thi-nenwithi-kar-sux-xupkrn withikar. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 9 กุมกุภาพันธ์ 2567. ความหมายของ นวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา. [ออนไลน์]. http://ceit.sut.ac.th/km/wordpress/?p=138. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 9 กุมกุภาพันธ์2567. พัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม. [ออนไลน์]. https://sites.google.com/site/supoldee/phathnakar-thekhnoloyilaea nwatkrrm. เข้าข้ถึงข้อข้มูลมูเมื่อ มื่ วันที่ 9 กุมกุภาพันธ์2567. วิวัฒนาการของ ระบบงานสื่อ สื่ และเทคโนโลยีการศึกษา. (2550). [ออนไลน์]. http://www.vcharkarn.com/varticle/32423. เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 10 กุมกุภาพันธ์2567. Indygirl_Khem.(2554). พัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา. [ออนไลน์]. http://www.oknation.net/blog/Apinya0936/2013/12/24/entry-1. เข้าข้ถึงข้อข้มูลมูเมื่อ มื่ วันที่ 10 กุมกุภาพันธ์2567 87