วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ ว30103
พัชรนิ ทร แกว้ จินดา
ร.ร.ดัดดรุณี สพม.ฉช.
การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลลเ์ ซลล์
การรกั ษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์
การดารงชวี ติ ของพืช
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม
วิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวติ
สิ่งมขี วี ติ ในส่ิงแวดล้อม
การลาเลยี งสาร ผ่านเข้าออกเซลล์ 2
เซลลข์ องส่งิ มีชวี ติ จะมโี ครงสรา้ งพื้นฐานท่คี ล้ายกัน น้ันคอื
ประกอบด้วยเยื่อหมุ้ เซลล์ และส่วนทอี่ ยู่ภายในเซลล์
**เซลลบ์ างชนิดอาจมสี ่วนอนื่ ทห่ี ่อหุ้มเซลล์อีกชนั้ เชน่ เซลลพ์ ชื จะมีส่วนท่เี ป็นผนังเซลล์
ไวท้ าหนา้ ทใ่ี นการสร้างความแข็งแรงให้กบั เซลล์
ในเซลล์ของส่ิงมีชวี ติ ทุกชนดิ 3
เซลล์พืช แบคทเี รีย สว่ นที่เปน็ เยือ้ หมุ้ เซลล์จะมีลกั ษณะเป็นไขมันท่ี
เซลล์สัตว์ โปรโตซัว
เรยี กว่า phospholipid
มาเรยี นตัวกนั เปน็ 2 ชั้น (lipid bilayer)
และมี โปรตีน คารโ์ บไฮเดรต คลอเรสเตอรอล
มาเกาะ !!
โดยโครงสรา้ งของเย่อื หุ้มเซลล์
จะทาใหม้ คี ุณสมบตั ิเป็นเยอ่ื เลอื กผ่าน
เพราะเซลล์แตล่ ะชนิดต่างกม็ กี ารลาเลียง
ขนส่งสารต่างๆ เขา้ -ออกเซลล์
4
ในเซลลข์ องสิ่งมชี ีวิตนนั้ เกิดกระบวนการเมแทบอลิซึม (metabolism) อยตู่ ลอดเวลา
หมายความวา่ มีของเสียเกดิ ขน้ึ ภายในเซลล์ รวมทงั้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ซง่ึ เซลล์จาเปน็ ที่จะตอ้ งลาเลยี งออกจากเซลล์ แลว้ นาเอาสารอาหาร และ
แกส๊ ออกซิเจนเขา้ มาภายในเซลล์
หลอดเลือดฝอย
ปอด
การลาเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ 5
การแพร่ การแพร่ 2
แบบธรรมดา แบบฟาซิลิเทต
การลาเลียงสารโดย
(Facilitated diffusion) การสร้างเวสิเคิล
(Simple Diffusion)
1
การลาเลียงสาร
ผา่ นเยอ่ื หมุ้ เซลล์
ออสโมซิส แอคทฟี การลาเลียง การลาเลียง
ทรานสปอร์ต สารเขา้ สารออก
(Osmosis)
(Active transport) (Endocytosis) (Exocytosis)
1.1 6
การแพร่แบบธรรมดา สารเคลอื่ นที่จากบริเวณที่มี
ความเขม้ ข้นของสารมาก
(Simple Diffusion)
ความเข้มข้นของสารน้อย
โดยสารเคลอ่ื นท่ีผ่านเยื่อหุม้ เซลล์โดยตรง
1.2 สารเคล่ือนที่จากบรเิ วณท่มี ี 7
ความเข้มข้นของสารมาก
การแพร่
แบบฟาซิลิเทต ความเข้มขน้ ของสารนอ้ ย
(Facilitated diffusion) โดยผา่ นโปรตีนตวั พา
(เหมอื นกบั การแพร่ ในขอ้ ท่ี 1 เลย แตจ่ ะตอ้ ง
แพร่ผา่ นโปรตนี ตวั พา ท่ีอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์)
การเคลื่อนทขี่ องน้าจากบรเิ วณที่มีนา้ มากกวา่ บริเวณที่มีนา้ น้อยกวา่ 1.3
**หากบริเวณไหนมี “น้ามาก สารจะนอ้ ย” และบรเิ วณไหนท่ีมี “น้าน้อย สารจะมาก” ออสโมซสิ
(Osmosis)
1 Hypotonic solution
2 Hypertonic solution
3 Isotonic solution
8
91.4
โดยปกติ สารเคลือ่ นท่ีจากบรเิ วณท่ีมี
ความเขม้ ขน้ ของสารมาก
แอคทฟี ทรานสปอร์ต ความเขม้ ขน้ ของสารนอ้ ย
แต่ในกรณีนี้ สารเคลอื่ นทีจ่ ากบริเวณทีม่ ี
(Active transport)
ความเข้มขน้ ของสารนอ้ ย ความเข้มขน้ ของสารมาก
โดยใช้พลงั งาน (ATP) เข้ามาช่วยในการเคลอ่ื นทๆี่ ฝืนธรรมชาติ
เชน่ การหล่ังไฮโดรเจนไอออนเข้าสู่ กระเพาะอาหาร
10
การลาเลียงสาร โดยการสรา้ งเวสเิ คลิ
- สารบางชนิดมขี นาดท่ีใหญม่ ากๆ
- ไม่สามารถเคล่อื นที่ผ่านเย่ือหมุ้ เซลลไ์ ด้เหมือนกบั วธิ ีทกี่ ลา่ วมากอ่ นหน้า
- เซลล์จะมีวธิ กี ารลาเลยี งสารเขา้ โดยการสร้างเปน็ ถุง (vesicle)
- แลว้ จึงนาสารเข้า-ออก มรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี
การลาเลียงสารเข้า (Endocytosis) 11
สารเปน็ ของแข็ง เซลลจ์ ะดันเย่ือห้มุ Phagocytosis
เซลล์ออกมาโอบสารแลว้ กเ็ ชื่อมต่อกนั Pinocytosis
เกดิ เปน็ ถงุ (vesicle) นาเข้าสู่เซลล์ Receptor-mediated endocytosis
เรยี กว่า เซลลก์ ิน (เพราะเปน็ ของแข็ง)
สารเปน็ ของเหลว บรเิ วณเยอ่ื หุ้มเซลล์
จะคอดเวา้ เกดิ เป็นถุง (vesicle) นาเข้า
สู่เซลล์ เรียกว่า เซลลด์ ม่ื
(เพราะเปน็ ของเหลว)
(การนาสารเข้าสูเ่ ซลล์แบบใชต้ วั รับ)
อยบู่ รเิ วณเยื่อหุม้ เซลล์ ทร่ี บั เฉพาะ
สารท่เี ข้ากนั กบั ตัวรบั เข้าสเู่ ซลล์
12
การลาเลียงสารออก (Exocytosis)
สารภายในเซลลท์ อี่ ย่ใู นถงุ (vesicle) จะเคลอ่ื นท่ีมายงั บริเวณเย่อื ห้มุ ของเซลล์
แล้วหลอมรวมเยอ่ื หุ้มของถงุ กับเยื่อหมุ้ เซลลเ์ ขา้ ดว้ ยกัน จากนน้ั เกิดชอ่ งเปดิ ออกสู่
ภายนอกเซลล์
การรกั ษาดลุ ยภาพของร่างกายมนษุ ย์
ดุลยภาพของนา้ และสารในร่างกาย
การทางานของไต
ดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลือด
การควบคุมดุลยภาพของนา้ ในรา่ งกาย
การรกั ษาดลุ ยภาพของอณุ หภูมใิ นรา่ งกาย
ระบบภูมคิ ุม้ กนั
ดลุ ยภาพของน้าและสารในรา่ งกาย 14
นา้ ในร่างกายมนุษย์
เป็นตวั กลางในการเกิดปฏิกริ ิยาต่างๆ
การสูญเสยี น้าอาจเกิดจาก
อณุ หภมู ริ ่างกาย
ความชืน้ ภายนอกร่างกาย
การขับถา่ ยออกทางปัสสาวะ
ไต การทางานของไต 15
- ไตมี 2 ขา้ งๆ ละ 1 อนั
- แตล่ ะขา้ งจะทางานแคค่ รึง่ หนึ่งของประสิทธภิ าพการทางานทง้ั หมด
** เราสามารถขาดไตขา้ งใดข้างหนึ่งได้ แตข่ ้างทเ่ี หลือจะทางานหนักมากข้นึ
- เป็นอวัยวะท่สี าคญั ในการควบคมุ สมดุลนา้
- ทาหน้าทีด่ ดู กลับนา้ ท่บี ริเวณ หน่วยไต
เมอ่ื รา่ งกายสูญเสียนา้ ร่างกายจะสง่ สัญญาณ
ให้เรารู้สึกกระหายนา้ เพื่อเติมน้าเข้าร่างกาย
การทางานของไต 16
การควบคุมดุลยภาพของนา้ ในรา่ งกาย 17
การควบคุมสมดลุ น้าในรา่ งกาย
แบ่งออกเปน็ 2 กรณี คอื
เมือ่ รา่ งกายขาดน้า 1. กรณีท่รี ่างกายขาดนา้
เลอื ดจะเข้มขนมาก (เสยี เหงอ่ื มาก)
จะกระตนุ้ สมองสว่ น ไฮโพทาลามัส
สัง่ ให้
ตอ่ มใตส้ มองสว่ นหลัง
ให้เพม่ิ การหลงั
ฮอรโ์ มนแอนตไิ ดยูเรติก “ADH”
ไปกระต้นุ ให้หนว่ ยไตดดู น้ากลบั มากข้ึน
(เพ่ือเพ่ิมปรมิ าณน้าในเส้นเลือด)
ส่งผลให้ปสั สาวะมีน้าปะปนอยนู่ อ้ ย
(ปสั สาวะเข้มขน้ )
การควบคุมสมดลุ นา้ ในรา่ งกาย 18
เลือดที่เขม้ ข้นน้อยลง จะไปกระตนุ้ สมองส่วน
2. กรณที ีร่ า่ งกายไม่ขาดนา้ ไฮโพทาลามสั
(ดื่มน้ามาก) สั่งให้
ตอ่ มใต้สมองสว่ นหลงั
ให้ลดการหลงั
ฮอรโ์ มนแอนตไิ ดยเู รติก “ADH”
ทา้ ให้หน่วยไตดดู น้ากลบั นอ้ ยลง
(เพราะน้าในเลอื ดเยอะแล้ว)
มีนา้ ปะปนอยู่กบั ยูเรยี ทถี่ กู ขับออกจากรา่ งกาย
ทางปัสสาวะ
(ปัสสาวะเจอื จาง)
การควบคุมสมดุลน้าในรา่ งกาย 19
คนทเี่ ปน็ โรคไต ลกั ษณะตัวบวมๆ
เพราะน้า ออสโม
สว่ นมากจะตวั บวมๆ
ซสิ เขา้ เซลล์
เน่อื งจากภายในเซลล์ในรา่ งกาย
มีน้าอยู่มาก หากดมื่ น้ามากเกินไป (6-7 ลติ รต่อวนั )
หากเอานว้ิ จม้ิ ท่ีผิว จะท้าให้โซเดยี มในเลอื ดเจอื จาง
จะมรี อยบุ๋ม นา้ จะออสโมซิสเขา้ เซลล์ท้าให้เซลลเ์ ต่งบวม
ส่งผลใหเ้ กดิ อาการปวดศรี ษะ
เพราะไตมปี ระสิทธิภาพในการทางาน คลื่นไส อาเจียน
มากกวา่ น้ันคอื
ลดลง อาการชกั จากการทส่ี มองบวมน้า
เรยี กวา่ นา้ เปน็ พิษ
หากเอานว้ิ กดดูจะเป็นรอยยุบของผิวหนงั (water intoxication)
ดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลือด 20
การออกกาลงั กายหนกั ๆ ปรมิ าณคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นเลือดจะสูงกว่าปกติ
ซึง่ จะเกดิ การรวมตัวกับนา้ ในเลือด เกดิ เปน็ กรดคาร์บอนิก (H2CO3)
แตกตวั ไดเ้ ปน็ ไฮโดรเจนไอออน และ ไฮโดรเจนคารบ์ อนเนตไอออน
โดยความเปน็ กรดของเลอื ดจะถูกกาหนดโดย ไฮโดรเจนไอออน หากมมี ากจะส่งผลให้เลือดเปน็ กรด
ปอด เปน็ พระเอกในการลดกรดในเลือด เพราะเป็นอวยั วะทีด่ ึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ 21
ออกจากเลือด และเตมิ ออกซิเจน เขา้ ไปในเลือดแทน
ถงุ ลม
จากสถานการณ์ Covid-19 ทผ่ี ่านมา มบี างภาคสว่ นบอกให้ใส่หนา้ กากอนามัยในขณะ
ออกก้าลังกาย นกั เรยี นคดิ วา่ จะเกดิ อะไรข้นึ จากสถานการณน์ ี้ คิดว่าดีหรอื ไม่ดยี ังไง ?
ไต นอกจากจะควบคุมสมดลุ น้าแล้ว 22
ยงั ควบคมุ สมดุลกรด-เบสในเลอื ดดว้ ย
โดยการขับสารทเ่ี ปน็ กรด ไฮโดรเจนไอออน ไปกับปสั สาวะ และ
ดูดกลับสารทีเ่ ป็นเบส ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน เขา้ สเู่ ลือด
37 องศาเซลเซยี ส ซึง่ เหมาะสมต่อการทา้ งานของเอนไซมต์ ่างๆ ในรา่ งกาย 23
** อณุ ภมู ิขึ้นอย่กู ับอตั ราเมแทบอลิซมึ
การรกั ษาดุลยภาพของอณุ หภมู ใิ นรา่ งกาย
สตั วเ์ ลอื ดเย็น สัตวเ์ ลือดอุ่น 24
สงิ่ มชี ีวติ ท่มี อี ุณหภูมิร่างกายเปลย่ี นแปลงไป สิ่งมชี ีวติ ท่มี อี ณุ หภูมิร่างกายคงท่ี
ตามอณุ หภูมขิ องส่ิงแวดลอ้ ม
อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมเปลย่ี นไปแคไ่ หน
อณุ หภมู สิ งิ่ แวดล้อมเปลี่ยนไปแค่ไหน แตใ่ นกายฉนั จะยังคงเดิม
แตใ่ นกายฉนั กจ็ ะเปลีย่ นตามดว้ ย
สตั วป์ ระเภทนจี้ ะสามารถอาศยั อยใู่ นชว่ ง
แต่! เม่ืออณุ หภูมิรา่ งกายเปล่ียน จะส่งผล อณุ หภมู ิท่กี ว้างๆ ได้ดี
ตอ่ การทางานของเอนไซม์
เราจึงมกั เหน็ พวกงู หรือ จระเข้
ออกมาตากแดดในวนั ที่อากาศเย็นนัน่ เอง
ระบบภูมคิ มุ้ กัน 25
โดยท่ัวไปจะแบง่ ระบบภูมิคุ้มกนั ออกเป็น 2 แบบ คอื 1. ภูมคิ มุ้ กันแบบไมจ่ าเพาะ
2. ภูมิคุ้มกันแบบจาเพาะ
1. ภูมคิ ุ้มกันแบบไมจ่ าเพาะ
การทร่ี ่างกายปฏเิ สธทุกๆ อย่างที่เป็นส่งิ แปลกปลอมไมใ่ หเ้ ขา้ ไปในร่างกายได้
โดยการทาทกุ ๆ วิธี เช่น ผวิ หนังทป่ี ้องกนั ไม่ใหส้ ่ิงต่างๆ เขา้ สรู่ า่ งกาย
ข้ีหู คอยดักดับฝนุ่ ละออง
น้าตามีเอนไซม์ไวย้ อ่ ยแบคทีเรีย
อาจจากการตอบสนอง เช่น การไอ การจาม
หากเกดิ บาดแผลเชือ้ โรคอาจเข้าไปในร่างกาย 26
รา่ งกายจะมีเม็ดเลอื ดขาวท่ชี อ่ื ว่า ฟาโกไซต์ (phagocyte) วงิ่ ออกมาจากเสน้
เลือกแลว้ ไปจบั กนิ เช้ือโรค
หลงั จากที่ ฟาโกไซต์ จับกินเชื่อโรคแล้ว ตัวมันเองจะตาย แล้วกลายเป็นน้าหนอง
เพ่อื ขับเช้ือโรคทีถ่ กู ฆ่าตายออกจากรา่ งกายของเรา
2. ภูมิคุม้ กนั แบบจาเพาะ 27
การทีร่ ่างกายจดจาเชอ้ื โรคแลว้ ทาการสร้างภูมคิ ุ้มกนั ต่อโรคนัน้ ๆ ขนึ้ มา
แบบว่า “อะไรเข้ามาฉนั ไมส่ นแตน่ ายทารา้ ยฉัน ฉันจะจานายไว้ แลว้ จะฆ่านายในครัง้ ตอ่ ไป”
เมื่อ เชื้อโรค (antigen) เขา้ สู่ร่างกาย
เราเราก็จะป่วยเป็นโรคดงั กลา่ ว
ในขณะ เดียวกนั ร่างกายเราจะทาการสร้าง
ภูมิคุ้มกัน (antibody) ต่อโรคน้นั ๆ ข้นึ มา
เมอื่ ร่างกาย ไดร้ บั เชือ้ โรคอีกคร้ังกจ็ ะไม่ป่วย
เพราะมภี ูมคิ ุม้ กนั แล้วจร้า
*Antigen คอื เชอ้ื โรค **Antibody คือภูมคิ ุม้ กนั
***Antigen และ Antibody เปน็ ปฏิปักษต์ อ่ กนั (เจอกันไม่ได้)
เซลล์เมด็ เลือดขาวทีม่ ีหนา้ ที่ในการสร้างภูมิคุ้มกนั คือ ลิมโฟไซต์ (lymphocyte ) 28
มี 2 ชนิด คอื T-lymphocyte (T cell) และ B-lymphocyte (B cell)
เซลลท์ ผี ้ชู ่วย
(helper T cell)
เปน็ เซลล์ทีก่ ระตุ้นการทางาน
และการแบ่งเซลล์ของ
lymphocyte ชนดิ ต่างๆ
29
วคั ซีน (vaccine)
เชอื้ โรค (Antigen) ทีอ่ ่อนฤทธ์ิลง หรือตายแลว้
นามาฉดี เข้าสรู่ า่ งกาย
ทาให้รา่ งกายสรา้ งภูมิคุ้มกันตอ่ เชอ้ื โรคนั้นๆ
ซ่ึงการสร้างภูมคิ ุ้มกนั ในลักษณะนเ้ี รียกว่า ภมู คิ ้มุ กันก่อเอง
จะอยใู่ นรา่ งกายไดน้ าน
สง่ ผลใหเ้ กิดภมู คิ มุ้ กนั แบบเฉพาะเจาะจง
30
เซรุม่ (serum)
ภูมคิ มุ้ กนั (antibody) ที่รา่ งกายของเรารบั มาจากภายนอก
ฉดี เขา้ สู่รา่ งกาย
มผี ลในการออกฤทธิ์ต่อตา้ นเชอ้ื โรคทันที เรยี กว่า ภมู ิคมุ้ กันรับมา
อยู่ในร่างกายได้ไมน่ าน
เช่น เซรมุ่ ต้านพษิ งู มกั จะนาเอาพษิ งใู นปรมิ าณนอ้ ยไปฉดี ใสส่ ง่ิ มีชีวิตอ่นื ๆ
เพื่อกระต้นุ ใหส้ ง่ิ มีชีวติ นนนั้ ๆ สรา้ งภูมคิ ุม้ กันต่อพษิ งูขน้ึ มา แล้วทาการดดู
เอา Plasma cell เพือ่ ทาการสกัดเอาภูมิค้มุ กนั นัน้ มาผลติ เปน็ เซรมุ่
โรคเอดส์
เกิดจากไวรสั HIV เขา้ ไปทาลายระบบภูมคิ ุ้มกัน
โดยตรง ร่างกายจงึ ไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานตอ่
เชื้อไวรสั ดังกลา่ วได้
เช้ือโรคทั่วๆ ไปจะทาลายระบบอ่นื ๆ เชน่
SARS-CoV-2 คือเชื้อท่ีทาใหเ้ กดิ โรค COVID-19
ซง่ึ จะส่งผลตอ่ ระบบหายใจ เปน็ หลกั ระบบ
ภมู ิคมุ้ กันจงึ สามารถทางานได้ปกติ
รหู้ รือไม่ ไวรัสกอ่ โรคหลายสายพนั ธ์ุ เชน่ H5N1 ก่อโรคไขห้ วดั ใหญส่ าย
พันธุ์ใหม่ H1N1 ก่อโรคไขห้ วดั ใหญ่สายพันธใุ์ หม่ 2009 เปน็ ตน้
31 รู้อกี หรอื ไม่ ทารกทไี่ ด้รบั นา้ นมแมจ่ ะได้รบั ภมู คิ ้มุ กันจากแม่ตดิ ไปดว้ ย
คอื อาการที่รา่ งกายแสดงออกถงึ ความผดิ ปกติที่ได้รบั สารกอ่ ภูมิแพ้ (allergen) เข้าไป 32
โรคภูมิแพ้ แตว่ า่ รา่ งกายแสดงออกมากไปหนอ่ ย โดยกลไกลการทางานมดี ังน้ี
เมอื่ ร่างกายไดร้ ับสารกอ่ ภมู แิ พ้ จะเกดิ การกระตุ้นให้มกี าร
หล่งั ฮสี ตามีน (histamine) รา่ งกายกจ็ ะตอบสนองต่อ
ฮสี ตามนี โดยการแสดงออกตา่ งๆ เชน่ คัน ไอ จาม
นา้ มกู ไหล เปน็ ตน้
แต่ คนทเี่ ปน็ โรคภูมแิ พ้
รา่ งกายจะหลง่ั ฮีสตามีน มากเกนิ ปกติ จึงทาให้ ไอ จาม
น้ามกู ไหลไม่หยุด(สามารถยบั ยัง้ ไดโ้ ดยการลดการหลั่ง
ฮีสตามีน “คอื กินยาประเภท antihistamine นนั่ เอง”)
การดารงชวี ิตของพชื
ปัจจยั ในการสังเคราะห์แสง
ปัจจยั ทมี่ ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื
การตอบสนองต่อสิง่ เรา้ ของพืช
พชื เป็นส่งิ มีชวี ติ ที่สามารถสรา้ งอาหารเองได้โดยกระบวนการสารอาหารของพืชเรียกว่า 34
“กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง”
บรเิ วณใบจะมีคลอโรพลาส (chloroplast)
ซ่ึงภายในมคี ลอโรฟลิ ล์ (chlorophyll) เป็นสารสี
ทน่ี าเอาคลืน่ แสงมาใช้ในการสร้างอาหาร
หากบรเิ วณใดไม่สเี ขียว แสดงวา่ บริเวณนน้ั
ไม่มคี ลอโรพลาส และไมม่ ี
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
แต่!! นอกจากคลอโรพลาสแลว้ ยังมี
โครโมพลาสต์ ทีม่ ี แคโรทนี อยด์
เม่ือเกิดกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงแลว้
จะให้สแี ดง สม้
ปัจจัยในการสังเคราะหแ์ สง 35
1 แสง
2 แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2)
3 น้า (H2O)
4 คลอโรฟลิ ล์
พืชจะมีการสะสมสารอินทรยี เ์ อาไวต้ ามสว่ นตา่ งๆ โดยแบ่งออกเป็น 36
สารอนิ ทรยี ท์ ี่จาเปน็ ตอ่ การเจรญิ เติบโตของพืช
1 คาร์โบไฮเดรต
2 โปรตีน (protein)
3 ไขมัน (fat)
4 กรดนิวคลอี กิ (nucleic acid)
สารอินทรีย์ที่ไมจ่ าเปน็ ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื
กลนิ่ หอมของดอกไม้เพอ่ื ลอ่ แมลง
น้ามนั หอมระเหยของยูคาลิปตสั ยังย้งั การเจรญิ เตบิ โตของพืชใกล้เคียง
การนาเอาสารทไี่ ดม้ าใชป้ ระโยชน์ เชน่ การนาเอายางพารามาแปลรปู ให้เปน็ ผลติ ภัณฑ์ตา่ งๆ
ปัจจัยทมี่ ีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพืช 37
ปัจจยั ภายนอก
1. แสง
2. น้า
3. แรธ่ าตุ
ธาตอุ าหารหลัก
ไนโตรเจน โพแทสเซยี ม แคลเซียม ฯลฯ
ธาตอุ าหารรอง
คลอรีน เหล็ก โบรรอน สงั กะสี ฯลฯ
4. แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
5. แก๊สออกซิเจน
ปจั จัยท่ีมผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช 38
ปัจจยั ภายใน
เปน็ ปัจจยั ท่เี กดิ ขนึ้ จากสารภายในของพืชเอง คอื ฮอร์โมนตา่ งๆ ทพ่ี ชื สรา้ ขึ้น ไดแ้ ก่
1. ออกซนิ (auxin)
สร้างขน้ึ ท่เี น้ือเย่อื ปลายยอด แล้วลาเลยี งจากบนลง
ล่าง มผี ลทาให้เซลล์ยืดยาวออก และฮอร์โมนตัวนีไ้ ม่
ชอบแสง
2. เอทิลีน (ethylene)
สร้างจากผลทสี่ กุ งอม มีผลกระตุ้นการหลุดรว่ งของใบ
กระตนุ้ การเกดิ รากฝอย เร่งให้ผลไมส้ กุ เรว็ ขน้ึ (ใชบ้ ่ม
ผลไม้น่นั เอง)
ปจั จัยทมี่ ีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื 39
ปัจจัยภายใน
3. ไซโทไคนิน (cytokinins)
สรา้ งทีเ่ นื้อเย่อื เจรญิ ปลายราก มผี ลทาให้เกดิ การแบ่งตัว
ของเซลลแ์ ละเปล่ยี นแปลงรูปรา่ งของเซลล์ กระตนุ้ การ
เจรญิ เตบิ โตของตาขา้ ง ยับยง้ั การพกั ตวั ของเมลด็
4. จบิ เบอเรลลิน (gibberellin)
สร้างที่ปลายยอด ปลายราก ในเมล็ดท่ีกาลังพัฒนา
ผล มผี ลทาใหเ้ ซลล์ยืดตัว และแบง่ เซลล์ เพ่ิมการออก
ดอก และตดิ ตา กระตุน้ การงอกของเมลด็
ปัจจัยภายใน 40
5. กรดแอบไซซิก (abscisic acid)
สร้างขึ้นท่ีเมล็ด ใบ ราก มีผลยับยั้งการเจริญของตาข้าง
ยบั ย้ังการยืดยาวของเซลล์ ควบคมุ การเปิดปดิ ของปากใบ
น่ันคือฮอร์โมรท่ีได้จากพืช แต่มนุษย์สามารถสร้างสารท่ีมีผลออกฤทธ์ิเหมือนกัน
กับฮอรโ์ มนกลุ่มดงั กล่าว เรยี กว่าสารสังเคราะห์ ดังนี้
การตอบสนองต่อสงิ่ เรา้ ของพชื 41
รูปแบบการตอบสนองจะมี 2 แบบ ดังนี้
1. ทรอปกิ มูฟเมนต์ (tropic movement) เป็นการตอบสนองท่มี ที ศิ ทางสมั พันธ์กับส่งิ เรา
1.1 การตอบสนองตอ่ แสงของพชื 1.2 การตอบสนองตอ่ การสัมผสั สิง่ เรา้
อาจมีการเจรญิ เตบิ โตโคง้ เข้าหาแสง ส่งผลใหเ้ กดิ การเคลื่อนไหวของพชื เช่น
หรือหนแี สงก็ได้ มอื เกาะของตา้ ลึง แตงกวา เป็นต้น
1.3 การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก 42
โดยท่ีปลายยอดของพืชจะเคลือ่ นท่ีหนีแรงโน้มถ่วง
และท่ีปลายรากนั้นจะมีการเคลื่อนที่เข้าหาแรง
โน้มถ่วงของพืช ท้าให้เกิดการเจริญ เติบโตที่ถูก
ทิศทาง
1.4 การตอบสนองต่อสารเคมี 1.5 การตอบสนองต่อนา้
เปน็ การเจริญเข้าหา หรอื หนจี ากสารเคมี เช่น เป็นการเคลอ่ื นที่เข้าหาความชื้นของรากตน้ ไม้
สารเคมีจากรงั ไข่กระตนุ้ ใหห้ ลอดเรณูงอกไปหา
เพือ่ เกดิ การปฏิสนธิ
การตอบสนองต่อสง่ิ เร้าของพชื 43
เป็นการตอบสนองของพืชท่ีทิศทางการเคลอื่ นไหว
2. แนสตกิ มูฟเมนต์ (nastic movement) ของพืชไมส่ ัมพันธก์ บั ทศิ ทางของสิ่งเรา้ ทีม่ ากระตนุ้
เช่น การหุบของใบไมยราบเมอื่ ถกู สัมผัส
จะเหน็ วา่ ไมว่ า่ จะสมั ผัสบรเิ วณใด ต้าแหน่งใด ไมยราบ
ก็จะหบุ โดยไม่สนใจวา่ การสมั ผัส หรือส่ิงเร้าน้นั จะเกิดข้นึ ใน
ตา้ แหนง่ หรอื ทศิ ทางใด แบบน้ี ถือวา่ ตอบสนองต่อสง่ิ เรา้
แต่ไมส่ นใจวา่ สิ่งเรา้ จะมาจากทิศทางไหน
อกี ตัวอยา่ งคือ การที่ตน้ กาบหอยแครงงับเหยื่อเกิดจากการท่ีเหย่ือนั้นไปสัมผัสบริเวณปาก
กาบหอยแครง และไมส่ นใจวา่ เหยอ่ื นัน้ จะอยูบ่ ริเวณไหน ตาแหนง่ ไหน แค่สมั ผัสในจดุ ทใี่ ช่ ก็จะงบั
การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
พนั ธุศาสตรข์ องเกรเกอร์ เมนเดล
พันธกุ รรมหมเู่ ลอื ด
ยนี ท่ีอยบู่ นโครโมโซมเพศ
การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธุกรรม
เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ
ลกั ษณะทางพันธกุ รรม 45
ลักษณะทมี่ ีมากอ่ น แลว้ ถูกถา่ ยทอดมายังรุ่นลูก ซ่ึงไม่ใช่ทุกลักษณะ และทุกรุ่น
ทจ่ี ะแสดงออกมา เปน็ เพยี งบางลักษณะ เท่านน้ั
เมนเดล
ได้ศกึ ษาการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ของถวั่ ลนั เตาที่มลี ักษณะต่างๆ
แล้ว ทาไมถึงต้องเปน็ ถ่วั ลันเตาละ ?
1. ปลูกง่าย ตายเรว็
2. ใหล้ ูกให้หลานเยอะ
3. เปน็ ดอกสมบรู ณ์เพศ
4. เกิดการผสมในต้นเดียวกันเอง ท้าให้ได้
ลักษณะเดยี ว
46
เมนเดลเอาถ่วั ลนั เตาดอกสีมว่ ง แลว้ ลองเอาลกู รุ่นท่ี 1 (สีม่วงทงั้ หมด)
ผสมกับดอกสขี าว (รุ่นพ่อแม่) ได้ ผสมกันเองได้ลกู ร่นุ ท่ี 2
ลกู ดอกสีม่วงทัง้ หมด (ลูกรุ่นที่ 1) มสี ีมว่ งตอ่ สีขาว
อตั ราส่วน 3 : 1
เมนเดลให้ ลักษณะดอกทีพ่ บในลกู ร่นุ ที่ 1 น้นั เป็นลักษณะเดน่ (ณ ทน่ี ้ีคือดอกสีม่วง)
และ ลกั ษณะท่ีไม่พบในลกู ร่นุ ท่ี 1 เปน็ ลกั ษณะดอ้ ย (กส็ ขี าวน่นั แหละ)
ต่อมาได้มีการก้าหนดให้ตัวที่ควบคุมลักษณะของสีดอกน้ันคือ ยีน โดยยีน จะอยู่เป็นคู่ๆ แทนโดยตัวอักษร
คอื ยีนเด่นจะใหเ้ ปน็ ตัวพิมพใ์ หญ่ และ ยนี ดอ้ ยจะให้เป็นตวั พมิ พ์เล็ก และ ยีนเด่นจะข่มยีนด้อย เสมอ!!!!!!
47
อันนี้ ก็ “ตอ้ ง” รู้
อัลลีน (allele) คือ หน่วยทค่ี วบคุมลักษระทางพนั ธุกรรม หากมาอยเู่ ปน็ คู่ จะเรียก ยนี
** งา่ ยๆ คอื เปน็ คู่ เรยี ก ยนี แยกกนั เป็น อัลลีน เชน่ ยีน Aa แต่ถา้ แยกออกจากกันเปน็ อลั ลีน A และอัลลียน a
48
กาหนดให้ P เปน็ อัลลนี ที่ควบคุมดอกสมี ่วง และ p เปน็ อัลลีนทีค่ วบคมุ ลักษณะดอกสขี าว
>> สมี ่วง จะมี genotype ได้ 2 แบบ คือ PP (homozygous dominant) และ Pp (heterozygous)
>> สีขาว จะมี genotype ได้ 1 แบบ คอื pp (homozygous recessive)
* สีม่วง สีขาว นัน่ เปน็ phenotype นะ เพราะมันคอื ลกั ษณะทแี่ สดงออกมาของ genotype
จากการทดลองของเมนเดล เอาดอกสมี ่วง X ดอกสีขาว จะไดแ้ บบนี้ 49
ดอกสมี ว่ ง ดอกสีขาว
PP X pp
วธิ ีการหา ลูกรุ่นที่ 1 ท้าได้ 2 แบบ คอื
ตารางพันเนต หรอื แผนภาพ จะเหน็ ว่าลกู รุ่นท่ี 1(F1) จะมลี กั ษณะทเ่ี หมือนกนั ทงั้ หมด คอื มจี โี นไทป์
เปน็ Pp และฟีโนไทป์ เปน็ สีม่วง (ท่ีเปน็ สมี ว่ งเพราะยีนเด่นข่มยีนด้อย) ซึ่งใหเ้ ปน็ ลกั ษณะเด่น
50
เอา ลกู รุ่น F1 ผสมกนั เอง คือ Pp X Pp จะได้ตามตารางดา้ นลา่ ง
จะเหน็ วา่ จโี นไทป์จะออกมา 3 แบบ คือ PP, Pp และ pp โดยมอี ัตราส่วนฟีโนไทปส์ ีม่วง : ขาว = 3 : 1