51
จริงๆ แลว้ เมนเดลศกึ ษาถ่วั ลันเตา 7 ลกั ษณะ คือ
1. ลักษณะของเมลด็ (เมล็ดกลม และ ย่น)
2. สีของเปลอื กหุ้มเมล็ด (สเี หลือง และ สีเขียว)
3. สขี องดอก (สีมว่ ง และ สขี าว)
4. ลกั ษณะของฝัก (ฝกั อวบ และ ฝักแฟบ)
5. ลกั ษณะสีของฝกั (สีเขียว และ สีเหลือง)
6. ลกั ษณะตาแหน่งของดอก (ดอกตดิ อยู่ทีก่ ง่ิ และเปน็ กระจกุ ทปี่ ลาย)
7. ลกั ษณะความสูงของตน้ (ตน้ สูง และ ตน้ เตย้ี )
ตวั อยา่ ง หากพอ่ และแม่มลี ักษณะสงู เหมือนกัน โดยพ่อมจี ีโนไทป์ เปน็ Homozygous dominant
แตแ่ มม่ จี ีโนไทป์ เปน็ Heterozygous ลูกจะมโี อกาสตัวสูง : เต้ีย เท่าไหร่ โดยใหล้ ักษณะสูงเป็น
ลักษณะเดน่
อันดับที่ 1 แทนสญั ลกั ยนี ก่อนเลย ณ ท่นี ใ้ี ห้ T = อลั ลนี สูง t = อัลลีนเต้ยี
อันดบั ท่ี 2 เอามาท้าเป็นจโี นไทป์ โดยของพ่อ = TT และแม่ของแม่ = Tt
ลา้ ดับท่ี 3 เอาลงตารางพันเนต ลองดคู รับ คา้ ตอบตะแคงดูดา้ นข้าง
ลองอกี สักตัวอยา่ งไหม
แมม่ ีลักษณะผิวเผือก พ่อมีลกั ษณะผวิ ปกติแตม่ ียีนผิวเผอื กแฝงอยู่ โอกาสที่จะไดล้ กู
ผวิ เผอื ก : ผวิ ปกติ เป็นเท่าใด (กา้ หนดให้ a คอื อลั ลนี ทค่ี วบคุมลกั ษณะผวิ เผือก) จีโนไทป์
ของ แม่ คอื aa และจโี นไทป์ของ พ่อ คอื Aa (เหมอื นเดิมนะ ลองทา้ แล้วตะแคงดคู ้าตอบ)
พนั ธกุ รรมหมู่เลือด 54
จากทกี่ ลา่ วมา จะเห็นวา่ ลักษณะของสดี อก ความสงู และผวิ เผือก มอี ลั ลีน ท่ีควบคมุ ลักษณะ 2 อลั ลนี
คอื อัลลีนเด่น และ อัลลนี ดอ้ ย แต่
ในพันธกุ รรมหมเู่ ลอื ดของคน จะมอี ัลลนี ที่ควบคมุ หมูเ่ ลอื ดอยู่ 3 อลั ลนี คอื
โดยในการเข้าคกู่ นั นั้นจะเขา้ คแู่ ค่ 2 ยีน
หากยนี ต่างกนั จะแสดงทัง้ 2 ยนี เรียกวา่ เด่นร่วม “codominant” (พดู งา่ ยๆ คือ ไมม่ ียนี เด่นยีนด้อย)
โดย phenotype และ genotype ของหมเู่ ลือดต่างๆ แสดงดังตารางดา้ นล่าง
ในการหาหมเู่ ลอื ดทจี่ ะเปน็ ไปได้นนั้ กท็ า้ เหมือนๆ กนั กับการหาลกั ษณะตา่ งๆ ของ
สิง่ มีชีวิตด้านบน เชน่ พอ่ มหี มเู่ ลอื ด O แม่มีหมเู่ ลอื ด AB ลูกจะมีหมูเ่ ลอื ดอะไรไดบ้ า้ ง
วธิ ที า
ยนี ทอ่ี ยู่บนโครโมโซมเพศ 56
เรารูแ้ ล้วว่าลกั ษณะต่างๆ ของสิ่งมีชวี ติ นน้ั จะถกู ควบคุมดว้ ย ยีน
ซึง่ ท้ังเพศชายและเพศหญิงจะมโี อกาศแสดงลักษณะนน้ั ๆ ออกมา
แต่มีบางลกั ษณะ ที่ถกู ควบคมุ ด้วยยีนท่อี ยบู่ นโครโมโซมเพศ (โครโมโซมคทู่ ี่ 23) เช่น
โรคตาบอดสี ถูกควบคุมด้วย ยนี ดอ้ ย ทีอ่ ยบู่ นโครโมโซม X ตวั อยา่ ง เชน่ กา้ หนดให้
c = ยนี ตาบอดสี และ C = ยีนตาปกติ
ตัวอยา่ ง การหาความเป็นไปได้ในการถา่ ยทอดลักษณะ
1. พอ่ เป็นตาบอดสี แม่เป็นพาหะ ลกู ท้ังหมดจะเปน็ ตาบอดสี กี % และลูกชายจะมี
โอกาสเปน็ ตาบอดสี กี่ %
วธิ ีทา
2. แมเ่ ป็นโรคฮีโมฟิเลีย ส่วนพ่อปกติ ไมเ่ ปน็ โรค ลกู สาวจะมีโอกาสเป็นพาหะ กี่ %
และลกู ท่เี ป็นโรคฮีโมฟเิ ลยี จะมีอัตราสว่ นตอ่ ลกู ทไี่ มเ่ ป็นโรค เทา่ ไหร่ (โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรค
ที่ถกู ควบคุมดว้ ยยนี ดอ้ ยท่อี ยู่บนโครโมโซม X)
วธิ ีทา
ยีนควบคุมลักษณะทางพนั ธุกรรม 59
เนือ่ งจากยนี ในร่างกายของเราน้นั เปน็ ตัวก้าหนดชนิดของโปรตีน โดยโปรตีนที่ถูกควบคุม
โดยยีนนั้นจะกา้ หนดลกั ษณะทางพันธกุ รรมอีกที เช่น ลักษณะของการมี ผิวเผือก ซ่ึงเกิดจาก
การขาดโปรตนี ทีใ่ นการสงั เคราะหเ์ มลานิล
****กา้ หนดให้ A = อลั ลีนที่ควบคุมการสรา้ งเมลานลิ
การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธุกรรม แตล่ ะยีนนน้ั เป็นชุดของรหัสพนั ธกุ รรม คือ ล้าดบั เบส 60
แต่ละยนี กจ็ ะมีการจดั เรยี งของตา้ แหน่งเบสแตกต่างกัน
การเปล่ยี นแปลงของต้าแหน่งเบส จึงสง่ ผลต่อชนิดของโปรตนี
ซ่งึ จะส่งผลตอ่ ลักษณะของส่งิ มีชวี ิตต่อไป
เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ 61
เนื่องจากความรู้ทางดีเอ็นเอ (DNA) มากขึน้ เรือ่ ยๆ จึงได้มกี ารน้าเอาความรู้ดังกล่าวมาใช้ ดังตอ่ ไปน้ี
พันธวุ ิศวกรรม (genetic engineering)
เปน็ การนา้ เอายีนทีแ่ สดงลกั ษณะที่เราตอ้ งการไปตัดต่อใสส่ ิง่ มีชวี ิต สง่ ผลให้สิง่ มีชวี ติ ทีถ่ กู
ตดั ตอ่ ยีนน้นั แสดงลกั ษณะของยีนท่เี ราใส่เข้าไปออกมา
ปลาม้าลายเรืองแสง
ฉดี ดีเอ็นเอควบคุมการสร้างโปรตยี นเรอื งแสงเขา้ ในเซลล์ไขข่ องปลาม้าลาย
และคัดเลอื กด้วยวธิ ที ีเ่ หมาะสม ตัวออ่ นส่วนหนึ่งจะพฒั นาไปเป็นปลามา้ ลายเรืองแสง
โปรตนี เรืองแสงสเี ขยี วในแมงกะพรนุ และโปรตีนเรืองแสงสแี ดงในดอกไมท้ ะเล
เปน็ แหลง่ กาหนดิ ของแสงสีตา่ งๆ ในปลามา้ รายเรอื งแสงทสี่ รา้ งขน้ึ
ชอ่ื Zorse
Zebra + Horse
(ม้าปนม้าลาย)
(hybrids) ผสมข้ามพนั ธ์ุโชวพ์ ลังพันธุวิศวกรรม เป็นหมนั หมดทกุ ตวั
ศ. ฮเิ ดยูกิ โอคาโนะ >> เพาะพนั ธุ์ลิง ดว้ ยวธิ ีดัดแปลงพนั ธุกรรม
Ary H.
มีรากขน ผิวหนงั และเลือด เป็นสีเรอื งแสงไดเ้ มอ่ื ถกู สอ่ งด้วยล้าแสงชนิดพเิ ศษ นอกจากน้ียงั ให้
ลกู ทม่ี ลี กั ษณะเดียวกนั ได้ นบั เปน็ ความส้าเรจ็ ในการทดลองกบั สตั วเ์ ลี้ยงลูกด้วยนมเปน็ ครัง้ แรก
การโคลน (cloning) 65
การน้าเอานิวเคลียสของสิ่งมีชีวิตมาใส่เข้าไปในเซลล์ของส่ิงมีชีวิตอีกตัว ท้าการกระตุ้นให้เกิดการ
แบ่งเซลล์แล้วส่งตัวอ่อนกลับเข้าไปในตัวเมีย โดยตัวอ่อนจะเจริญเติบโตเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ ท่ีมีลักษณะ
เหมอื นกบั สงิ่ มชี ีวิตต้นแบบ (เหมอื นกบั ตัวท่นี ้านวิ เคลยี สมา) ทกุ ประการ
การเพาะเลี้ยงเนอ้ื เย่ือ (plant tissue culture) 66
เปน็ การน้าเอาช้นิ ส่วนเนื้อเย่อื ของพชื มาทา้ การเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์
ใน สภาวะปลอดเช้ือ
ความรู้ทางด้านดเี อ็นเอสามารถนามาใชป้ ระโยชน์ 67
1. ทางดา้ นการแพทยแ์ ละการเภสชั
ได้มีการน้าความรู้ทางด้านดีเอ็นเอมาใช้อย่างมากมาย เช่น การผลิตฮอร์โมนอินซูลิน โดยใช้
แบคทเี รีย (ปกติอินซลู นิ จะถกู ผลติ ทตี่ ับออ่ นของคน)
ความรู้ทางด้านดีเอน็ เอสามารถนามาใชป้ ระโยชน์ 68
2. ทางดา้ นการเกษตร นา้ เอายนี ตัดต่อเข้าไปในพชื บางชนดิ เพือ่ ให้แสดลงลักษณะต่างๆ
เชน่ เอายนี ตา้ นทานแมลงไปตดั ตอ่ ใสใ่ นขา้ วโพด ท้าให้ตน้ ขา้ วโพด
ต้านทานแมลงโดยไมต่ ้องใช้สารเคมี โดยส่ิงมีชวี ิตทถ่ี กู ตัดตอ่ ยีนใสเ่ ขา้ ไป
นั้นเรียกวา่ สงิ่ มีชีวติ ดดั แปลงพันธกุ รรม (genetically modified
organisms “GMO”)
ความรทู้ างด้านดีเอ็นเอสามารถนามาใชป้ ระโยชน์ 69
3. ทางด้านนติ ิวิทยาศาสตร์
เน่อื งจาก ดเี อ็นเอของมนุษยม์ ีขนาดจีโนมทีเ่ ทา่ กัน แต่ เมื่อนา้ มาตัดด้วยเอนไซม์ตดั จ้าเพาะแลว้ ดเี อน็ เอ
ของแตล่ ะบุคลจะมีขนาดท่ีแตกตา่ งกัน ซ่งึ หากคนอยู่ในสายพนั ธุกรรมเดยี วกัน จะมขี นาดดเี อน็ เอบางส่วน ทีม่ ี
ขนาดทีเ่ ทา่ กนั จงึ สามารถนา้ มาหาความสัมพนั ธ์ระหว่างบคุ ล หรอื น้าบ่งบอกถงึ ตัวบุคลได้อยา่ งแมน่ ยา้
วิวัฒนาการของสิ่งมชี ีวติ
ทฤษฎกี ารคดั เลือกโดยธรรมชาติ
ชาลส์ ดารว์ ิน (Charles Darwin)
หากเรามองดูรปู รา่ งลักษณะของส่ิงมีชวี ิตปัจจบุ ัน จะเห็นความแตกต่างของสง่ิ มีชีวิตแตล่ ะชนิดอย่างชัดเจน
แต่ส่งิ มชี วี ิตบางชนดิ มวี ิวัฒนาการมาจากจุดเร่มิ ต้นเดียวกันซ่ึงสิ่งท่ีจะท้าให้ทราบว่า สิ่งมีชีวิตมีสายสัมพันธ์
กนั หรอื ไม่ สามารถดไู ด้จากหลกั ฐานทางวิวัฒนาการ
ระยะเวลา
มือคน ขาแมว คีบวาฬ ปกี ค้างคาว ปลา ซาลา เ ต่า ไก่ คน
แมนเดอร์
รยางค์ของสิ่งมีชีวติ ดงั ภาพด้านบนมีลักษณะโครงสร้างท่เี หมือนกัน
มากๆ แต่รยางคต์ ่างๆ ทา้ หนา้ ทๆี่ แตกตา่ งกัน เรียกโครงสร้างทม่ี ี หากดตู วั ออ่ นของสงิ่ มีชวี ิตทัง้ 5 ชนิด ในระยะแรกจะมลี ักษณะ
เหมอื นกันมากๆ เน่ืองจากมีววิ ัฒนาการร่วมกันมา
ลกั ษณะเหมือนกนั แตท่ า้ หน้าท่ีต่างกนั นีว้ า่
71
homologous structure
ทฤษฎกี ารคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ชาลส์ ดารว์ ิน นกั วิทยาศาสตรช์ าวองั กฤษ ได้ออกเดนิ ทางไปกับเรอื บเี กลิ ซง่ึ เป็นเรือท้าแผนท่ีล่องผา่ นทวปี ต่างๆ
ชาวอังรกะฤหษวไา่ดง้อทอากงเไดดินม้ ทาาจงไอปดกทับี่เเกรอืาบะกเี กาลิ ลซา่ึงปเปาน็กเอรอืสททา้ แ้าใผหน้ชทา่ลี ลอ่ สงผ์ ดา่ นาวทว์วนิีปตไ่าดงส้ๆังรเกะหตวเหา่ งน็ ทถาึงงไลดกั ม้ ษาจณอะดคทว่ีเกาามะแกตากลาตปา่ างกขออสงสทง่ิ ้ามใหชี ้ชีวาิตลสท์ ่ีมดีาว์วนิ
การปรับตัวใหเ้ ข้ากับธรรมชาติ
จากความแตกตา่ งของสิง่ มีชีวิตตอ่ การอาศยั อย่ใู นแต่ละพนื้ ท่นี น้ั ชาลส์ ดาร์วิน ได้ต้งั ทฤษฏขี ึ้นมา ชอื่ วา่ ทฤษฎกี ารคัดเลอื กโดยธรรมชาติ
โดยมีใจความส้าคัญวา่ “สง่ิ มชี วี ิตแต่ละชนดิ จะมกี ารปรับตัวให้เข้ากบั ธรรมชาติ เพอื่ ความอยูร่ อด” น่นั หมายความวา่ ตอ่ ใหส้ ิ่งมชี วี ิตแข็งแกรง่
สักแค่ไหน แต่ถ้าไมป่ รบั ตัวใหเ้ ข้ากับธรรมชาติ ก็จะตายและสญู พันธ์ไุ ปจากโลกในที่สดุ
การปรบั ตวั ให้เขา้ กบั ธรรมชาตนิ ัน้ เกิดจาก
การทีส่ ิง่ มีชวี ติ มลี ูกหลานเป็นจ้านวนมากๆ และลกู หลานแต่ละตวั น้นั จะมคี วามแตกต่างกันทางพนั ธกุ รรม
หากสภหาาพกแสวดภลาอ้พมแเวปดลลย่ี น้อไมปเปอลาจ่ยี จนะไมปบี อางาตจัวจตะามยีบไปากงับตธัวรตรามยชไาปตกิ แบั ตธก่ รม็ รีบมาชงาสตว่ นิ แทต่ยี ก่ังรม็ อบี ดาแงลสะว่ สนืบทท่ียองัดรลอกั ดษแณละะนสั้นบื ๆทตอ่อดไปลกั ษณะนน้ั ๆ ตอ่ ไป
ส่ิงมชี วี ติ ชนิดนั้นๆ ไดม้ ีการปรับตวั ไปเรือ่ ยๆ เมอ่ื เวลาผ่านไปหลายพันลา้ นปี ลักษณะท่มี ีก็แตกต่างจากบรรพบุรุษ
* ด้วยปรมิ าณนกท่มี ากขน้ึ แตอ่ าหารมีจา้ กดั ถา้ นกเหล่านี้ไม่ปรับตวั ไปกินอย่างอ่ืน สกั วันกจ็ ะ สญู พันธ์ุ 73
ทย่ี กตัวอยา่ งให้ดนู ้ันเปน็ แคส่ ่วนหน่งึ ในการววิ ัฒนาการท่านนั้ หากมองในภาพรวมของ
หากสภาพแวดลอ้ มเปล่ยี นไป อาจจะมีบางตวั ตายไปกบั ธรรมชาติ แตก่ ็มบี างส่วนท่ียังรอดและสืบทอดลกั ษณะนน้ั ๆ ต่อไป
สิง่ มีชวี ิตบนโลก จะเห็นถงึ การวิวฒั นาการแยกออกไปเป็นสิ่งมีชวี ติ ต่างๆ 5 กลุม่ ดงั ภาพ
74
ส่งิ มชี ีวิตในสงิ่ แวดล้อม
ชีวนเิ วศ (biome “ไบโอม”) การเปลย่ี นแปลงแทนท่ี
องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ ทรพั ยากรณ์ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
ชีวนิเวศ (biome “ไบโอม”) 76
ความแตกตา่ งของพน้ื ทบ่ี นโลกนั้นถูกกาหนดดว้ ยปัจจยั หลายอยา่ ง เช่น อณุ หภมู ิ ความช้ืน เป็นตน้
หากพื้นที่ใดมปี ัจจัยดงั กล่าวที่ใกล้เคียงกัน จะมลี ักษณะสภาพแวดลอ้ มที่คล้ายๆ กนั ที่เรยี กว่า ชวี นเิ วศ
(biome “ไบโอม”) ซึ่งเป็นระบบนเิ วศขนาดใหญ่ สามารถแบ่งออกไปเปน็ 5 ประเภท ไดแ้ ก่
1. ไบโอมปา่ เขตรอ้ น (Tropical rain forest )
อย่ใู กล้เสน้ ศนู ย์สตู ร (0-30 องศาเหนอื ,ใต้) อณุ หภมู ิคอ่ นขา้ งสงู มีปรมิ าณน้าฝนมากทสี่ ุด มคี วามหลากหลายของ
สง่ิ มีชวี ิตมากที่สดุ ป่าไมเ้ ป็นป่าเต็งรงั ปา่ ดิบชน้ื ปา่ ดงดิบ ปา่ เบญจพรรณ
ในเขตรอ้ นบางพน้ื ทมี่ ีลักษณะเปน็ ท่งุ หญ้าท่ีมตี ้นไม้เกดิ แทรกบา้ งเป็นหย่อมๆ เชน่ ท่งุ หญา้ สะวันนา
77
2. ไบโอมเขตอบอ่นุ (Temperate deciduous forest)
อย่ถู ัดจากไบโอมเขตร้อนไปทางข้ัวโลก (>30 องศาเหนือ,ใต้) อากาศจะอบอนุ่ ไมร่ ้อน (สา้ หรบั คนไทยแลว้
ค่อนข้างหนาว) เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง จะเหน็ ภเู ขามีสสี นั สวยงาม
ในบางพืน้ ที่ในเขตอบอุ่น ทมี่ ลี กั ษณะเป็นทงุ่ หญา้ ท่สี วยงาม (temperate grassland)
ไม่มตี น้ ไม้เกดิ แทรก เช่น ท่งุ หญา้ แพรรี ทุง่ หญา้ สเตป ทุ่งหญ้าแพมพัส
78
3. ไบโอมป่าสน (Coniferous forest) หรือ ปา่ สนไทกา (Taiga)
พบท่ที างตอนเหนือของทวิปอเมรกิ า ยโุ รป เอเชยี อยู่สงู กว่าไบโอมเขตอบอนุ่ แตไ่ ม่ถงึ ขั้วโลก มอี ากาศทห่ี นาวเยน็
ป่าเด่นๆ เป็นปา่ สน ความหลากชนิดของสงิ่ มชี วี ติ เริ่มน้อยลง
ป่าสนไทกาในฤดูหนาว
ปา่ สนไทกาในฤดูร้อน
79
4. ไบโอมทุนดรา (tundra) หรือ เขตข้วั โลกเหนอื และข่ัวโลกใต้
ลกั ษณะเป็นพ้ืนผิวน้าแข็ง อุณหภมู ิตา้่ อากาศหนาวเยน็ ตลอดทัง้ ปี ที่ขว้ั โลกเหนืออาจมีพชื พวกไมพ้ ่มุ เลก็ ๆ หรอื มอสเกดิ อยู่
บา้ ง สัตวท์ ่เี ด่นๆ คอื หมีขัว้ โลก แต่ ข้วั โลกใต้ จะมเี พนกวินจกั รพรรดิ และอากาศหนาวเย็นกวา่ ข้ัวโลกเหนือ (คอื หนาวจน
ไม่มพี ชื เกดิ ได้เลยทเี ดยี วเชียว)
เขตข่ัวโลกเหนือ
เขตข่ัวโลกใต้
80
5. ไบโอมทะเลทราย (Desert)
กระจายอยู่ตามพื้นทีต่ า่ งๆ ของโลก ทัง้ เขตร้อง เขตอบอุ่น เขตหนาว มสี ภาพแวดล้อมทเ่ี ป็นทะเลทราย ลักษณะแห้งแลง้
(หลายๆ คนมกั คิดวา่ ทะเลทรายจะไมห่ นาว จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ซะทเี ดียวนะครบั เชน่ ทะเลทรายโกบี ในมองโกเลยี อาจมี
อุณหภมู ิต่้ากวา่ จุดเยอื กแข็งยาวนานในฤดหู นาว) พืชท่พี บในทะเลทรายมักจะลดรปู ของใบใหเ้ ป็นหนาม เพื่อลดการสูญเสียน้า
ทะเลทรายซาฮารา่ ทะเลทรายโกบี
81
82หากเรามองเจาะจงลงไปในไบโอมใดไบโอมหน่งึ เชน่ มองไปทีไ่ บโอมเขตรอ้ น เราจะพบกับ
ระบบนเิ วศยอ่ ยหลายๆ ระบบนิเวศ ขน้ึ อยู่กับลักษณะของพน้ื ทแ่ี ต่ละท่ี
83
ในระบบนเิ วศยอ่ ยนจ้ี ะมกี ารถา่ ยทอดพลงั งาน สง่ ผลให้เกดิ สมดลุ ของระบบนเิ วศ สามารถแบง่
ออกเปน็ ห่วงโซ่อาหาร ซงึ่ เปน็ การกนิ กนั เปน็ ทอดๆ และสายใยอาหาร ซง่ึ เป็นหว่ งโซ่อาหารหลายๆ
ห่วงโซม่ ารวมกนั
84
การเปลย่ี นแปลงแทนที่ 85
ไมว่ า่ จะเป็นพน้ื ทีใ่ ดๆ ในโลกอาจเกดิ การเปล่ียนแปลงแทนที่ไดต้ ลอดเวลา โดยการเปล่ยี นแปลงแทนท่ี
เกิดได้ 2 แบบ คือ
1 เกดิ บรเิ วณทไี่ มเ่ คยมีสิง่ มีชวี ติ ใดอาศยั อยู่มากอ่ น เช่น บริเวณทมี่ ี
การระเบิดของภูเขาไฟ เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะมีสงิ่ มชี ีวิตเริ่มมาอาศยั
อยู่ โดยมลี า้ ดับการเปลย่ี นแปลงแทนที่ ดงั นี้
การเปล่ียนแปลงแทนที่ 86
2 เกิดหลงั จากท่มี ภี ยั ภัยพิบัตติ า่ งๆ เชน่ นา้ ท่วม ไฟไหม้ โดยจะมี
ลา้ ดับการเปล่ียนแปลงแทนที่ดังต่อไปนี้
***จุดสูงสุดในการเปลีย่ นแปลงแทนท่ีเรยี กว่า สังคมสมบรู ณ์ (climax community) กค็ ือป่าไม้ใหญๆ่ ตามภเู ขาต่างๆ
แต่ละพื้นที่อาจจะมสี ังคมสมบูรณ์ทีแ่ ตกต่างออกไปแล้วแตส่ ภาพอากาศ
เมอื่ เกดิ เปน็ สงั คมสมบูรณแ์ ลว้ กจ็ ะมีส่ิงมีชีวติ ชนิดตา่ งๆ มาอาศัยอย่รู วมกันเกิดเปน็ ระบบนเิ วศ 87
โดยจะต้องมีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1 เช่น อุณหภมู ิ แสง ความช้นื สิ่งตา่ งๆ เหลา่ นมี้ ีผลตอ่ การ
2 ดา้ รงคช์ วี ิตของส่งิ มีชีวติ ในระบบนเิ วศทั้งส้นิ โดยสง่ิ มชี ีวิตแตล่ ะชนิด
มีความต้องการองค์ประกอบทางกายภาพทแี่ ตกตา่ งกัน
ไดแ้ ก่ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่มาอาศยั อยรู่ ว่ มกนั แล้วเกิด
เปน็ ภาวะต่างๆ ดงั นี้
88
ความสัมพนั ธข์ องส่ิงมชี ีวิต
(ภาวะต่างๆ)
ภาวะได้ประโยชนร์ ่วมกัน
โดยสิ่งมชี วี ิตท่อี ยู่รว่ มกันทง้ั 2 ชนิดจะไดป้ ระโยชน์ และขาดกันก็ยังอย่ไู ด้
ผีเสื้อกับดอกไม้ มดดา้ กบั เพลี้ย
นกเอ้ียงกบั ควาย ปเู สฉวนกับดอกไม้ทะเล 89
ภาวะพ่ึงพากัน
โดยส่งิ มชี วี ติ ทอ่ี ยู่รว่ มกันทั้ง 2 ชนดิ จะไดป้ ระโยชน์ หากขาดกนั จะตายทง้ั 2 ฝา่ ย
โพรโทซวั ในลา้ ไสป้ ลวก แบคทีเรียในปมรากพชื ตระกูลถัว่
ราในรากพชื ตระกูลสน สาหร่ายสีเขยี วแกมน้าเงินในแหนแดง 90
ภาวะองิ อาศัย
โดยสิง่ มชี วี ติ ฝ่ายหนึง่ จะได้ประโยน์ อีกฝ่ายไม่ได้ และไม่เสยี ประโยชน์ หากแยกกันอยู่
ฝา่ ยทีเ่ คยไดป้ ระโยชน์ จะตาย
ปลาฉลามกับเหาฉลาม
กลว้ ยไมบ้ นตน้ ไม้ใหญ่ ผึง้ ทา้ รงั บนตน้ ไม้ 91
ภาวะปรสติ
มีสิ่งมชี วี ติ ทไ่ี ด้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ หากแยกออกจากกัน สิ่งมชี ีวิตท่เี คยไดป้ ระโยชน์จะเสยี ประโยชน์
และสิ่งมีชีวิตที่เคยเสยี ประโยชน์จะไดป้ ระโยชน์
กาฝากกับตน้ มะมว่ ง พยาธิทอี่ าศยั อย่กู บั ร่างกายคน
92
ภาวะแกง่ แย่งแข่งขัน
โดยส่งิ มชี วี ิตทอ่ี ยู่ดว้ ยกันจะเกิดการแก่งแย่งทรพั ยากรกัน ท้าให้ท้ังสองฝ่ายเสียประโยชน์กนั ท้งั คู่
เสือแยง่ กันกนิ อาหาร พืชทปี่ ลูกในกระถางเดียวกนั แย่งอาหารกนั เอง
93
ตารางสรุปความสมั พนั ธใ์ นระบบนเิ วศ
ทรัพยากรณ์ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม 95
สง่ิ แวดล้อม
คือ ส่ิงต่างๆ ทอ่ี ยู่รอบตวั เราไมว่ า่ จะเป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์สร้างข้ึน
ล้วนเป็นส่ิงแวดลอ้ มทง้ั ส้นิ
ทรัพยากรธรรมชาติ คอื สง่ิ ท่เี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ และมนษุ ย์สามารถ
น้าไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท ได้แก่
- ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีใช้แล้วไม่มีวนั หมด เชน่ นา้ อากาศ แสงอาทิตย์
- ทรัพยากรธรรมชาติท่ีใชแ้ ลว้ หมดไป เชน่ น้ามนั กา๊ ซธรรมชาติ แร่
- ทรพั ยากรธรรมชาติที่สามารถทดแทน หรอื ฟ้ืนฟูได้ เช่น ปา่ ไม้ ทุง่ หญ้า สตั ว์ป่า ดนิ
ปญั หาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม 96
กิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวการหลักที่ท้าให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นเส่ือมโทรม และท้าให้เกิด
ปัญหาตา่ งๆ
มลภาวะทางนา้ 97
อาจเกิดจากการทิ้งส่ิงของลงไปในแหล่งน้า ส่งผลให้ค่าดชั นวี ัดคุณภาพนา้ นัน้ เปลีย่ นไป
ค่าดัชนีวดั คุณภาพน้า
- ค่าปรมิ าณออกซเิ จนที่ละลายในนา้ (DO) หากมีคา่ ต่า้ หมายถงึ น้าเนา่ เสีย
- คา่ ปรมิ าณออกซิเจนทแี่ บคทเี รียใช้ในการสลายสารอนิ ทรีย์ (BOD) หากมีคา่ สงู หมายถึง นา้ เนา่ เสยี
- ค่าปรมิ าณออกซิเจนทส่ี ารเคมีใช้ในการสลายสารอนิ ทรยี ์ (COD) หากมีค่าสูง หมายถึง น้าเนา่ เสีย
- คา่ ปริมาณแบคทีเรยี กล่มุ coliform ทปี่ นเปอื้ นอยู่ในแหลง่ นา้ (TCB) หากมีค่ามาก แสดงว่าน้ามีการ
ปนเปอื้ นอุจจาระ (เพราะปกติแบคทีเรยี กลุ่มน้ีพบในล้าไสม้ นุษยห์ รอื สัตว)์
มลภาวะทางอากาศ 98
อาจเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้จากเคร่ืองยนต์รถ การเผาป่า หรือเผาขยะ
สง่ ผลให้เกดิ ก๊าซเรือนกระจกที่ลอยขึน้ ไปยังชน้ั บรรยากาศโลกส่งผลให้เกิดสภาวะเรอื นกระจกเกดิ ขึ้น
ทรพั ยากรปา่ ไม้ 99
เป็นแหล่งทอ่ี ยูอ่ าศัยของสัตว์ปา่
เป็นต้นนา้ ล้าธาร
ยังท้าหนา้ ท่ียดึ หนา้ ดินไว้
หากเกดิ การเสื่อมโทรมของปา่ ไม้ อาจน้ามาซ่ึงปญั หา
หลายอย่าง ไมว่ า่ จะเปน็ น้าปา่ ไหลหลาก ดินถลม่ เปน็ ตน้
การอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ 100
- ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยัง่ ยนื โดยการใชใ้ หเ้ หมาะสม เพ่ือใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ อาจจะนา้ กลบั มาใชใ้ หม่
- กกั เก็บทรัพยากรธรรมชาติเพอื่ ไว้ใช้ในยามขาดแคลน
- รกั ษาซอ่ มแซม ฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติให้อยใู่ นสภาวะปกตทิ ่ีสามารถน้ามาใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ีก