The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thasakaes65030064, 2022-08-01 02:21:30

PISA M3

PISA M3

~ 51 ~

ตํางมองดูด๎วยความมึนงงไมํสามารถหาคําตอบวําเกิดข้ึนจากอะไร เหตุการณ๑ ดําเนินตํอไป
จนกระท่ังกระแสวังวนแหํงนั้น ได๎เร่ิมคืนสูํสภาพเดิม และดูดเอา พระพุทธรูปองค๑น้ีขึ้นมาจากใต๎พ้ืนน้ํา
แหงํ นนั้ ลอยข้นึ มาอยํู เหนือผวิ น้ัน มกี ารดําผดุ ดาํ วํายอยตํู ลอดเวลาเหมือนอาการของ เด็กเล็ก ที่กําลัง
เลนํ นา้ํ เปน็ ท่แี นํนอนวาํ ชาวประมงกลมุํ นั้นได๎ประจักษ๑ ถึงความ ศักดิ์สิทธิ์ จึงได๎ลงไปอัญเชิญ ขึ้นมา
ประดิษฐานบนบกให๎ผ๎ูคนทั้งหลาย ได๎กราบไหว๎สักการะบูชาและพร๎อมใจกันอัญเชิญมาประดิษฐาน
ไวท๎ ี่ วดั ไตรภมู ิ ในป๓จจุบนั

ในปีตํอมา คร้ันถึงเทศกาลสารทไทย พระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญขึ้นมาจากนํ้าได๎หายไปอยํางไร๎
รํองรอย ชาวบา๎ นชาวเมอื ง ก็ออกตามหากันจ๎าละหว่ันในท่ีสุดก็ไปพบพระพุทธรูปองค๑น้ีตรงบริเวณ
ท่พี บครัง้ แรกและกําลงั ดําผดุ ดาํ วาํ ยอยูํพอดี จึงไดอ๎ ญั เชิญมาอกี ครั้งหน่ึง

นับต้ังแตํบัดน้ันมา เม่ือถึงเทศกาลสารทไทย คือ ตรงกับ
วนั แรม 15 คํา่ เดอื นสิบของทุกปภี ายหลงั จาก ถวายภัตตาหารเช๎า
แดํพระภิกษุสงฆ๑แล๎วเจ๎าเมืองเพชรบูรณ๑ สมัยน้ันพร๎อมด๎วย
ข๎าราชการ ตลอดจนประชาชนในเมืองเพชรบูรณ๑จึงรํวมกัน
อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค๑นี้ ได๎ทําพิธีสรงนํ้าท่ีวังมะขาม
แฟบตรงท่ีพบคร้ังแรกเป็นประจําทุกปี หากปีใดน้ําน๎อยเข๎าไป
ไมํได๎ก็อัญเชิญไปสรงนํ้าที่วัดโบสถ๑ชนะมารทางเหนือเมืองเพชรบูรณ๑แล๎วถวายนามทํานวํา “พระ
พุทธมหาธรรมราชา”

ความเชื่อถือในอีกทางหน่ึงนั้นเช่ือวํา เทพเจ๎าผู๎สิงสถิตย๑ในองค๑พระพุทธมหาธรรมราชา
เป็นพระภิกษุโบราณ 2 รูป ได๎สร๎างพระพุทธองค๑นี้ตั้งแตํคร้ังเป็นมนุษย๑ ในสมัยลพบุรี ตํอมากรุง
สุโขทัยได๎แผํอํานาจขยายอาณาเขตพระพุทธมหาธรรมราชา ได๎ถูกเชิญไปประดิษฐานไว๎ท่ีกรุง
สุโขทัย จนมาถึงสมัยพระยาลิไทยกษัตริย๑องค๑ท่ี 6 ในราชวงศ๑พระรํวง ประจวบกับเพชรบูรณ๑ ไว๎
วํางกษัตริย๑ผ๎ูครองนครได๎โปรดให๎ ออกญาศรีเพชรรัตนานัคราภาบาล นามเดิมวําเรืองไปเป็นเจ๎า
ครองเมืองเพชรบูรณ๑ โดยข้ึนตรงตํอกรุงสุโขทัยพร๎อมกันนี้ได๎พระราชทานพระพุทธรูป “พระพุทธ
มหาธรรมราชา” มาด๎วยสําหรับพระพระคบูํ ๎านคูํเมือง โดยมกี ระแส รับส่ังใหม๎ าทางลํานํ้าหากแวะที่
ใดกใ็ ห๎สร๎างวดั ใหมํ เปน็ ทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู องคน๑ ี้

สําหรับการเดินทางมาในสมัยกํอน ลํองมาตามลํานํ้ายมจากสุโขทัยผํานพิษณุโลก พิจิตร
นครสวรรค๑ ชัยนาท สิงห๑บุรี อํางทอง อยุธยา แล๎ววกเข๎าลําน้ําปุาสักที่อยุธยาผํานสระบุรี แล๎วสูํ
จุดหมายปลายทางท่ีเพชรบูรณ๑ รวมระยะเวลาการเดินทางหนึ่งปีเต็มเมื่อแรกมาถึงดําริ จะนําพระ
พุทธมหาธรรมราชาไปประดิษฐานไว๎ท่ีวัดมหาธาตุซึ่งเป็นวัดเกําแกํ แตํเป็นการขัดพระบรมราช

~ 52 ~

โองการ จึงสร๎างวัดขึ้นมาใหมํให๎ช่ือวําวัดไตรภูมิ เพ่ือเป็นการเฉลิมพระเกียรติแกํพระรํวง ซ่ึงเป็นผู๎
พระราชนิพนธเ๑ ร่ืองไตรภมู พิ ระรํวง

ในวันสารทไทยของทุกปีทางจังหวัดเพชรบูรณ๑ได๎อัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาประดิษฐาน
บนบุษบกแหํจาก วัดไตรภูมิไปตามเส๎นทางในเขตเทศบาลเพ่ือให๎ประชาชนได๎สักการะบูชาและ
อัญเชิญมาเฉลิมฉลองที่วัดไตรภูมิ ในวันสารทไทยซ่ึงเป็นวันที่สามของงาน ผู๎วําราชการจังหวัดจะ
อัญเชิญ พระพุทธมหาธรรมราชาประดิษฐาน บนเรือท่ีทํานํ้าหน๎าวัดไตรภูมิ ทวนกระแสนํ้าในแมํ
น้ําปุาสักไปทําพิธีดํานํ้า ท่ีทํานํ้าวัดโบสถ๑ชนะมาร ซึ่งเป็นวังน้ําลึก เม่ือถึงบริเวณพิธีผ๎ูวําราชการ
จังหวัดเพชรบูรณ๑จะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา เทิดไว๎เหนือหัวดํานํ้าลงไปพร๎อมกัน โดยหัน
หน๎าไปทางเหนือสามคร้ัง หันหน๎าลงทางใต๎สามครั้งตามความเช่ือที่วํา จะทําให๎น้ําทําอุดมสมบูรณ๑
บา๎ นเมืองรมํ เยน็ เปน็ สขุ

ความเช่ือในการอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาดําน้ําผู๎ที่ทําการอัญเชิญจะต๎องเป็นผ๎ูวํา
ราชการจังหวัดเทํานั้น ทั้งนี้เพราะตําแหนํงเทียบได๎กับเจ๎าเมืองในสมัยโบราณซึ่งเป็นใหญํท่ีสุดในเมือง
ความเสยี สละของผ๎ูเป็นใหญํ ในนครท่ีมีความหํวงใย ในความทุกข๑สุขของราษฎรและได๎ชื่อวํา เป็นผู๎
ทะนุบํารุงพุทธศาสนาให๎ม่ันคงสืบไปพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ิองค๑น้ี จะให๎ผู๎อ่ืนที่ไมํใชํเจ๎าเมืองอัญเชิญ
ไปดําน้าํ แทนไมํได๎ หากปใี ดไมมํ ีการอัญเชิญพระพุทธรูปองค๑ดังกลําวไปดําน้ํา ชาวเพชรบูรณ๑เชื่อกัน
วาํ ปนี นั้ บ๎านเมืองจะเกิดความแห๎งแล๎ง ข๎าวยากหมากแพง และพระพทุ ธรปู องค๑นี้จะหายไป

ความเช่ือในการอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาดํานํ้าผู๎ที่ทําการอัญเชิญจะต๎องเป็นผ๎ูวํา
ราชการจังหวัดเทํานั้น ท้ังน้ีเพราะตําแหนํงเทียบ ได๎กับเจ๎าเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นใหญํท่ีสุดใน
เมืองความเสียสละของผู๎เป็นใหญํ ในนครที่มีความหํวงใย ในความทุกข๑สุขของราษฎรและได๎ชื่อวํา
เป็นผ๎ูทะนุบํารุงพุทธศาสนาให๎มั่นคงสืบไปพระพุทธรูปศักด์ิสิทธิ์องค๑นี้ จะให๎ผู๎อื่นที่ไมํใชํเจ๎าเมือง
อัญเชิญไปดําน้ําแทนไมํได๎ หากปีใดไมํมีการอัญเชิญพระพุทธรูปองค๑ดังกลําวไปดําน้ํา ชาว
เพชรบรู ณ๑ เช่ือกนั วาํ ปีนน้ั บา๎ นเมอื งจะเกิดความแหง๎ แลง๎ ขา๎ วยากหมากแพง และพระพุทธรูปองค๑นี้
จะหายไป

งานประเพณอี ม๎ุ พระดํานาํ้ ของจังหวัดเพชรบูรณ๑ ประเพณหี น่ึงเดียวในโลก จะเป็นประเพณี

ท่ีสืบทอด กนั ไว๎เปน็ มรดกให๎ลกู หลานได๎ช่ืนชม อกี ตราบนานเทํานาน

~ 53 ~

คาถามที่ 1 ข๎อความที่ผเ๎ู ขยี นตอ๎ งการสอื่ สารเรอื่ งใดมากท่สี ุด (1 คะแนน)
1. บรเิ วณทตี่ ้ังวังมะขามแฟบ
2. ความสําคัญสิ่งศักดิ์สทิ ธ๑
3. อาชีพของชาวเพชรบูรณ๑
4. ประเพณอี ุม๎ พระดํานาํ้

คาถามท่ี 2 ขอ๎ ใดกลําวไดถ๎ กู ตอ๎ ง (1 คะแนน)
1. วัดไตรภมู ิ ชาวประมงเป็นผต๎ู ้งั ชอ่ื วดั
2. การอม๎ุ พระดาํ นาํ้ ทาํ ปีเว๎นปี
3. ผ๎อู ัญเชิญพระดํานํ้า ต๎องเป็นผูว๎ ําราชการจังหวดั
4. เหตกุ ารณ๑จากเร่อื งเกดิ มาประมาณ 200 ปี

คาถามที่ 3 จากขอ๎ ความตาํ นานประเพณีอ๎ุมพระดํานาํ้ เปน็ จรงิ หรือไมํเป็นจรงิ (5 คะแนน)

ข๎อความเปน็ จริง จงเขยี นเคร่ืองหมาย ในชํอง”ใช”ํ
ข๎อความไมํเป็นจริง จงเขียนเคร่ืองหมาย ในชอํ ง”ไมใํ ชํ”
ขอ้ ความ ใช่ ไมใ่ ช่

1. ป๓จจบุ นั พระพุทธมหาธรรมราชา ประดษิ ฐานท่ีวัดมหาธาตุ

2. วงั มะขามแฟบตัง้ อยทูํ างทิศใตข๎ องเมืองเพชรบูรณ๑

3. ผท๎ู ี่พบเห็นพระพุทธมหาธรรมราชา คอื ชาวประมงออกหาปลา

4. ลักษณะที่พระพทุ ธมหาธรรมราชาดาํ ผดุ ดําวาํ ย คลา๎ ยอาการเด็กเลํนนํา้

5. ประเพณีอุม๎ พระดํานาํ้ ตรงกบั ขึน้ 15 ค่ํา เดอื น 12

6. บคุ คลทส่ี ร๎างพระไวเ๎ ปน็ พระภกิ ษสุ งฆ๑

7. เราจะอัญเชญิ พระพทุ ธมหาธรรมราชา สรงน้ําทกุ ปีคือวงั มะขามแฟบ

~ 54 ~

8. พธิ ีดาํ นํ้าพระพุทธมหาธรรมราชาจะเทดิ ไว๎เหนือศรี ษะ
9. วดั ไตรภมู ิ จังหวัดเพชรบรู ณ๑ จะตัง้ อยูํตดิ กับลาํ นาํ้ ปุาสัก
10. การอญั เชิญพระคํบู า๎ นคํูเมืองจากสุโขทยั ถงึ เพชรบรู ณ๑ใช๎เวลา 6 เดอื น

คาถามท่ี 4 จากถอ๎ ยความในตาํ นานอม๎ุ พระดาํ น้ํา ของชาวจังหวดั เพชรบูรณ๑ นักเรยี นเชือ่ ถงึ สงิ่
ศักดิ์สิทธ์ิหรือไมํ เพราะเหตุใด

ให๎นกั เรียนเลือกวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “เชื่อ” “ ไมเํ ชอ่ื ” แลว๎ บอกเหตผุ ลจํานวน 2
ขอ๎

เช่ือ ไมเํ ชอ่ื

1.......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

2.......................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

คาถามท่ี 5 จากคํากลําวทว่ี ํา “ศรทั ธาแหงํ องค๑พระพุทธมหาธรรมราชา”

1. ให๎นกั เรียนเลือกทาํ เคร่อื งหมายวงกลมลอ๎ มรอบขอ๎ ความแสดงความคิดเห็น คลอ๎ ยตาม
หรือโต๎แย๎งเพียง 1 ข๎อความ

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคิดเหน็ โต้แยง้ ความคดิ คลอ้ ยตามและโต้แยง้

2. ให๎นกั เรียนเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ข๎อที่สอดคล๎องความคดิ การเลือกในข๎อที่ 1

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคิดเหน็ โตแ้ ย้ง

1………………………………………….………………………….. 1………………………………………….…………

~ 55 ~

………………………..………………….…………………………… ………………………..………………….…………
………………………..……………………………………………….. ………………………..……………………………
……………………….………………………………………………... ……………………….………………………………
2……………..………………………..………………………………. 2……………..………………………..……………
…………….…………………………….…………………………….. …………….…………………………….…………
………………….…………………………………………………….. ………………….……………………………………
…………………….…………………………………………………… …………………….…………………………………

แบบฝกึ พฒั นาการอา่ นรเู้ ร่อื งและสอื่ สารไดต้ ามแนวการวดั ผลนานาชาติ (PISA)
สาหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๓

สถานการณ์ที่ 16

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นอา่ นถ้อยความ และตอบคาถามตอ่ ไปนี้

เด็กนกั เรียนท่คี รไู ม่ต้องการ

ภาพประกอบ เครดิตภาพ Bloggang.com (ไพบูลย๑ พนั ธเ๑ มือง )
แกน่ เรอื่ งอยา่ มองคนเฉพาะด้านใดดา้ นหนึ่ง ควรมองเขาให้ครบทกุ ด้าน

เน้อื เรื่อง
เสียงไมเ๎ รียวกระทบก๎นดงั ขวบั ขวบั นกั เรยี นทีเ่ ข๎าแถวหนา๎ เสาธงเงียบกรบิ พวกท่คี ุย
จ๎อกแจก๎ เวลารอ๎ งเพลงชาติพากนั ยนื ตัวแข็งเหมือนตุ๏กตา
“คนอื่นอยาํ เอาเย่ืองอยําง ถ๎าขนื ประพฤติตัวแบบน้อี กี จะถกู ทําโทษคูณ 2 เรอ่ื ยๆ ครูเคย
สอนกคี่ รัง้ แลว๎ อยํารังแกเพอ่ื นจําได๎ไหม นายจอ๎ ย” ครูใหญตํ าลกุ วาวจ๎องมาท่ีจ๎อย
“จําไมํไดค๎ รับ”จอ๎ ยตอบแบบนิ่งๆ

~ 56 ~

“เออดี เธอมวั แตํทาํ ตวั แบบนี้ไงถงึ ได๎ซํา้ ชนั้ อยูํ
แบบน้ี”

จ๎อยก๎มหน๎าลงรบั ผิด เสียงนักเรียนพึมพําหัวเราะ
เยอะใครๆกพ็ ากันวําจ๎อยเป็นเด็กเกเร ขาดโรงเรียนบํอย โงํ
ซาํ้ ช้นั เรียนไมจํ บ ชอบลกั ขโมยปากกาแดงของเพอ่ื นใน
หอ๎ ง ออกจากบ๎านมาโรงเรียนแตไํ มํเขา๎ โรงเรียน บางวนั
กลบั จากโรงเรียนแตไํ มถํ ึงบา๎ นนอนตามตลาดนดั นอน
ตามศาลาวัด เอาครูปวดหัวกนั ไปตามๆกนั

จ๎อยอายุ 13 ปี กาํ ลงั เรียนอยูชํ ัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 อายุของจ๎อยถงึ วยั ท่จี ะตอ๎ งเขา๎ มธั ยม

ได๎แล๎ว แตดํ ๎วยความที่ไมตํ ้งั ใจเรยี น ขาดสอบ หนีเรียน เกเร เลยทําให๎จ๎อยซา้ํ ชั้นแบบน้ีทกุ ๆปี

สําหรับจ๎อยเรื่องซ้าํ ช้ันเปน็ เรอ่ื ง

ธรรมดาเสียแล๎ว
จ๎อยกําพร๎าแมํต้ังแตํจําความไมํได๎ สํวนพํอไปมีครอบครัวใหมํทําให๎จ๎อยอาศัยอยูํกับยาย

ด๎วยเหตุน้ีทําให๎จ๎อยขาดความอบอุํนจากพํอกับแมํ มีแตํยายท่ีดูแลแตํจ๎อยโดนยายดุดํา ทุบตี ตาม
แบบคนแกํทําให๎จ๎อยกลายเป็นเด็กท่ีมีป๓ญหาคิดวําในโลกนี้ไมํมีใครรักตนแล๎ว จ๎อยชอบมองดู
ปฏิทนิ เพราะคดิ วําสกั วันพํอจะกลับมาหาและจะกลับมารับจ๎อยไปอยํูด๎วย จ๎อยทําแบบน้ีทุกวันโดย
ทยี่ ังรอคอยความหวงั อยํางลมๆแลง๎ ๆ

เสียงระฆังบอกเวลาพกั กลางวัน เดก็ ๆตาํ งทยอยออกมาจากห๎องเรยี น ห้ิวกลอํ งข๎าว ปน่ิ โต
เพือ่ เตรยี มรบั ประทานอาหารกลางวนั จ๎อยออกไปยืนอยํูหาํ งๆ จากเดก็ เหลํานั้น เพราะตนไมมํ ี
กลอํ งข๎าวหรอื ป่นิ โตมาโรงเรยี นเหมอื นเพอื่ นๆ สายตาของจอ๎ ยมองเพื่อนๆ ด๎วยความอจิ ฉาทีพ่ วก
น้นั มีข๎าวอรอํ ยกิน มีเส้ือผ๎าใสสํ วยๆ มีเงินมากนิ ขนมทโ่ี รงเรียนทกุ วัน สายตาขํุนมวั ของจ๎อยหลบตํ่าลง
ไมอํ ยากเหน็ ภาพน้ันเลยเดนิ กม๎ หน๎าก๎มตาหลบไปทางหลงั โรงอาหาร ด๎วยความหิวจ๎อยเลยด่มื นํา้ ท่ี
ก๏อกข๎างอาคารเรียนเพือ่ ปะทงั ความหิว ภาพเหลํานี้เปน็ ภาพท่ีดูชนิ ตาของเพอ่ื นๆ และครใู น
โรงเรียนเสียแลว๎

เชา๎ วันรํุงขนึ้ พอํ ของเดก็ ชายสมยั นกั เรียนชั้นเดยี วกับจอ๎ ยมาหาครูใหญํ
“ชํวยจดั การใหท๎ ี ไอจอ๎ ยมันตอํ ยลกู ชายผม จนหน๎าบวม” ผูเ๎ ป็นพอํ ฟอู งครูใหญํและชใ้ี ห๎ดู
หน๎าลูก ทม่ี ีรอยเขยี วที่ใบหนา๎ ”
“ครับ เดี๋ยวผมจดั การให๎” ครูใหญรํ ับปากพํอของสมัยดว๎ ยความเกรงใจ เพราะของสมัยมี
อทิ ธิพลใหญํ รวย และเปน็ เจา๎ ของตลาดนัด ทสี่ ําคญั ยงั เคยสร๎างหอ๎ งนํ้าให๎โรงเรียนหลายห๎อง ดว๎ ย
อาํ นาจเงนิ ทําใหค๎ รูใหญํเกรงใจพอํ ของเด็กชายสมัย จอ๎ ยโดนครใู หญํตี 6 ทีเพราะต๎องคูณ 2 เทํา
จากคร้ังทแี่ ล๎ว
ขําวจ๎อยขาดโรงเรยี น 3 วัน กลายเปน็ เรือ่ งธรรมดาสําหรับครูในโรงเรยี นเสยี แล๎ว แตเํ ร่อื ง
คอมพวิ เตอรใ๑ นหอ๎ งสมดุ หายไปเม่ือ 3 วนั กํอน กลายเป็นเร่อื งใหญํขน้ึ มาเพราะยงั จบั คนขโมยไมํได๎

~ 57 ~

บวกกบั เปน็ ชวํ งทีจ่ ๎อยไมํมาโรงเรียน เลยทําให๎ครูทกุ คนในโรงเรยี นพดู เป็นเสยี งเดียวกนั วาํ เป็นฝมี ือ
จ๎อย เพราะเยน็ วันนนั้ มีคนเหน็ จอ๎ ยยกลับบา๎ นหลังคนอ่นื พอรุงํ เช๎าจอ๎ ยก็ขาดโรงเรยี นทุกอยํางโยง
เข๎าหาจอ๎ ย ครูทกุ คนเลยคิดวาํ จะจับจอ๎ ยสํงตาํ รวจ ด๎วยเหตนุ ี้ครูใหญจํ ึงไปหาจ๎อยที่บ๎าน เพอ่ื ไปดู
ให๎แนํใจและไมเํ ช่ือวาํ จอ๎ ยจะเป็นคนขโมยคอมไป

ครูใหญมํ าหาจ๎อยที่บ๎าน เมื่อเห็นสภาพบ๎านแล๎วอดสงสารไมํได๎ ด๎วยบ๎านที่เปน็ กระทํอมเกาํ ๆ
มงุ หลังคาดว๎ ยแผํนสังกะสีมรี ูรั่วบางจุด ตอ๎ งเอาแผนํ พลาสตกิ มาซอํ มแซมตรงรรู วั่ เพื่อปูองกันแดด
ฝน ขณะทกี่ า๎ วขาขนึ้ บ๎านเสยี งไมด๎ งั แกร๏ก….

บนกระทํอมมีรํางของหญงิ ชรานอนอยํู สภาพผอมเห็นซีโ่ ครง หนังท่หี ยํอนยาน ภาพ
ตรงหน๎าทําให๎ครใู หญํถึงกับทําตัวไมถํ ูก

“กาํ ลังทาํ อะไรเหรอจ๎อย” ครูใหญํหันไปทางจ๎อยท่ีกําลังยกหม๎ออกจากกองไฟ
“ต๎มข๎าวให๎ยายครับ พอดเี มอ่ื วานทว่ี ัดมีงานเวียนเทยี น ผมไปชวํ ยหลวงตากวาดลานวัด
ทํานเลยให๎ข๎าวสารมาตม๎ ให๎ยายครบั ”
“ครมู าเยี่ยมเธอ คดิ วําเธอปวุ ยไมสํ บายเห็นขาดโรงเรียนหลายวนั ”
“ใครมาเหรอจ๎อย” เสียงแหบๆ ของยายถามจ๎อยด๎วยความสงสัย
“ครมู ายาย”
“ครูเหรอ” ยายทําทําจะลุกขน้ึ นง่ั แตคํ รใู หญหํ า๎ มไว๎
“ผมมาเยย่ี มครบั เหน็ จ๎อยขาดเรียนไปหลายวัน เปน็ หวํ งคิดวาํ ไมํสบาย”
“อมื ดิฉันปุวยหลายวันแล๎ว เจ๎าจอ๎ ยต๎องขาดโรงเรียน ขอโทษด๎วยนะครู ทท่ี ําให๎วนํุ วาย”
พูดเสร็จยายกช็ วนครูใหญํกินขา๎ วต๎มท่ีจ๎อยทําใหย๎ าย ในถว๎ ยมีแตขํ า๎ วตม๎ เหลวๆ มีน้ํา
มากกวําขา๎ ว ใสํเกลอื ลงไปเพอ่ื ใหด๎ มู รี สชาติ
ครใู หญํเม่ือทนเห็นสภาพความเปน็ อยํูของจ๎อยและยายไมํไหว เลยขอตัวกลับ เม่อื ลงบนั ได
บ๎านจงึ หันไปพูดกับจ๎อยวํา
“จ๎อย เธอไมไํ ด๎เลวร๎ายหรือเหลวไหลอยาํ งทใี่ ครๆพากันเข๎าใจหรอก ครไู มไํ ด๎ตําหนทิ ีเ่ ธอ
ขาดเรียนหลายวนั หรอื โทษเธอทีค่ อมพิวเตอร๑ในห๎องสมดุ ท่ีโรงเรียนหายไป แตํครดู ใี จทีเ่ ธอรู๎จัก
กตญั ๒ตู อํ ผูม๎ ีพระคณุ ท่เี ลย้ี งเธอมา พรํงุ น้คี รูจะยนื เรือ่ งของเธอไปทีส่ ํานกั งานเขตเพ่อื ขอ
ทนุ การศกึ ษามาใหเ๎ ธอ เพ่ือที่เธอจะไดน๎ ํามาใช๎เม่อื ยามจาํ เป็น”
“ขอบคุณครับครู” จ๎อยยกมือไหวค๎ รูใหญดํ ว๎ ยอาการดีใจและขนึ้ บ๎านไปหายาย

คาถามท่ี 1 ใจความบนั เทิงคดีเรอ่ื งนี้ ตอ๎ งการส่อื สารเร่ืองใดมากท่สี ดุ (1 คะแนน)

1. นกั เรียนท่ขี าดเรยี นประจําแสดงวําข้ีเกยี จ

2. นักเรยี นทม่ี าเรยี นสมาํ่ เสมอคือคนดี

3. มองคนควรพิจารณาและหาเหตุผล

4. ครจู ะสรุปวํานักเรยี นท่ีมาเรียนสายคือ ไมสํ นใจเรียน

~ 58 ~

คาถามที่ 2 ข๎อใดกลาํ วถูกต๎อง (1 คะแนน)
1. จอ๎ ยขาดสอบมาสายเพราะไมํชอบเรยี น

2. ครูใหญํเหน็ ความเป็นอยขํู องจ๎อยรสู๎ ึกเฉยๆ
3. คอมพิวเตอร๑เปน็ คําในภาษาไทย
4. จอ๎ ยเป็นคนรบั ผิดชอบ มคี วามกตญั ๒ู

คาถามท่ี 3 จากการอํานรเ๎ู ร่อื ง “เรือ่ งเดก็ นักเรียนทค่ี รูไมตํ อ๎ งการ” เป็นความจริงหรือไมเํ ปน็ ความจรงิ

(5 คะแนน)
ข๎อความเปน็ ความจริง จงเขยี นเครือ่ งหมาย ในชํอง “ใช”ํ

ขอ๎ ความไมํเป็นความจริง จงเขียนเครื่องหมาย ในชํอง “ไมใํ ชํ”
ข๎อความ ใชํ ไมํใชํ

1. นักเรยี นทข่ี าดเรียนเป็นประจาํ สวํ นมากที่รับผิดชอบมาก

2. จอ๎ ยอายุ 11 ปี เรียนอยํชู ้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3

3. จอ๎ ยขาดเรียนถงึ 3 วนั เพราะเขาขโมยเคร่อื งคอมพิวเตอร๑

4. ถา๎ คนทาํ ชั่ว เกียจครา๎ น จ๎อยจงึ ไมไํ ด๎รับการเสนอช่ือให๎รบั ทนุ

5. คนเราน้ันมจี ดุ ดอ๎ ย แตํเด็กชายจอ๎ ยมจี ดุ เดนํ เพราะมคี วามกตญั ๒ู

6. เมื่อระฆังพกั ทานอาหารกลางวนั เดก็ ชายจ๎อยก็นาํ กลอ๎ งข๎าวมาทุกวัน

7. การทนี่ ักเรียนขาดความอบอุนํ มักมีป๓ญหา

8. คําวํา “ขอบคณุ ครบั ครู” กแ็ สดงวําจอ๎ ยกม็ ีมารยาท มีความร๎ู

9. “อมื ดฉิ นั ปุวยเพียงวันเดยี วคะํ ครใู หญํ”

10. ครูใหญเํ ข๎าใจอยาํ งลกึ ซึง้ เธอไมํไดช๎ ั่วเหมือนกับใครๆพดู

คาถามที่ 4 จากถ๎อยความข๎างต๎น นกั เรยี นคิดวาํ เดก็ ชายจ๎อยทําถกู ตอ๎ งหรอื ไมํ
ใหน๎ ักเรียนเลือกวงกลมลอ๎ มรอบข๎อความ “ถกู ตอ๎ ง” “ ไมถํ ูกต๎อง”แล๎วบอกเหตุผล

จํานวน 2 ข๎อ
ถกู ตอ๎ ง ไมถํ กู ตอ๎ ง

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

~ 59 ~

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

คาถามที่ 5 จากถ๎อยความ “เดก็ ชายจ๎อยยอมทําผิดเพราะกตญั ๒ู”นักเรยี นผูน๎ ้ันเป็นคนทไี่ มํดี
1. ให๎นกั เรยี นเลอื กทาํ เครอื่ งหมายวงกลมลอ๎ มรอบขอ๎ ความแสดงความคดิ เหน็ คล๎อยตามหรอื

โต๎แย๎ง เพยี ง 1 ขอ๎ ความ
ความคิดเหน็ คลอ้ ยตาม ความคดิ เหน็ โต้แย้ง ความคิดคล้อยตามและโต้แย้ง

2. ให๎นกั เรยี นเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ข๎อที่สอดคล๎องความคิดการเลือกในข๎อที่ 1

ความคดิ เหน็ คล้อยตาม ความคิดเห็นโต้แยง้

1………………………………………….…………………………… 1………………………………………….…………………

………………………..………………….…………………………… ………………………..………………….……………………

………………………..……………………….……………………… ………………………..………………………………………

……………………….……………………….……………………… ……………………….……………………….………………

2……………..………………………..……………………………… 2……………..………………………..……………………

…………….…………………………….…………………………… …………….…………………………….……………………

………………….…………………………….……………………… ………………….…………………………….………………

…………………….………………………….……………………… …………………….………………………….………………

~ 60 ~

แบบฝกึ พัฒนาการอา่ นรู้เรอ่ื งและสอื่ สารได้ตามแนวการวัดผลนานาชาติ (PISA)
สาหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

สถานการณท์ ่ี 17
คาช้ีแจง ให้นักเรียนอ่านถ้อยความ และตอบคาถามต่อไปนี้

เรอื่ งรกั แทม้ อี ยจู่ รงิ

แกน่ เร่ืองเมื่อเรากา้ วผา่ นบทพสิ ูจน์ของความรัก เราก็จะพบคาว่ารกั แท้
ในโลกแหงํ ปจ๓ จุบันอปุ กรณค๑ อมพิวเตอร๑เป็นเครื่องมือสําคัญสําหรับวัยรํุนในการใช๎หาความ
รักระหวาํ งวยั รนํุ หนมํุ สาวด๎วยการ โพสรูปภาพของตนลงในเวบ็ ไซท๑พร๎อมคุณสมบัติให๎ได๎ศึกษาและ
โต๎ตอบซึ่งกันและกันผํานโปรแกรมในอินเตอร๑เน็ท บอยหนุํมคนหน่ึงท่ีได๎เข๎าไปโต๎ตอบกับสาวน๎อย
ชอื่ มะลิด๎วยการChat อยาํ งสนุกสนานใจตรงกัน และชอบพอถกู อธั ยาศัย ซ่ึงกันและกันหลายเดือนผําน
ไปหนุํมสาวได๎นัดเจอกันด๎วยการใช๎ปากกาแดงเขียนวงกลมในปฏิทินตรงกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ๑ วัน
แหํงความรักและเป็นวันมาฆบูชา วันนี้เป็นวันสําคัญทางศาสนาพุทธ ท้ังสองนัดเจอกันในวัดแหํง
หนึง่ เพอ่ื เวียนเทียนดว๎ ยกันและเทีย่ วด๎วยกันอยํางสนกุ ตลาดนดั ของงานวดั
สิ่งท่ีหนุํมสาวทั้งสองได๎ดําเนินไปเป็นก๎าวหนึ่งแหํง การหาคูํรักหากไมํเกิดอุปสรรคใดๆ มา
ขวางกั้นความรักของคนทง้ั สองแล๎วทั้งคูํจะพบกับคําวํารักแท๎ และ แตํงงานอยํางมีความสุขในท่ีสุด

~ 61 ~

นแ่ี หละทีเ่ ราเรยี กวาํ รกั แท๎มีอยจํู รงิ ในอดตี หนุมํ สาวหาคโูํ ดยการใช๎แมํส่ือ หรือที่เรียกวําการคลุมถุง
ชน ซ่ึงในประเทศโลกท่ีสามในอีกหลายๆ ประเทศในโลกยังใช๎ปฏิบัติกัน ตัวอยํางเชํนประเทศใน
ตะวันออกกลาง ซ่ึงประชาชนสํวนใหญํนับถือศาสนาอิสลามโดยเพศหญิงถูกกฎหมายกําหนดฐานะ
ด๎วยกวําเพศชายคือไมํมีสิทธิในการเลือกคํูครอง เม่ือถึงเวลาที่จะมีคํูครองการจะได๎เข๎าพิธีสมรส
สําหรับสาววัยรํุน ก็โดยผู๎ปกครองติดตํอ แมํสื่อให๎หาวัยรํุนชายท่ีดีสมฐานะด๎วยคําจ๎างสูงล่ิวท้ังสอง
ฝาุ ยเมือ่ ได๎พบกันอยํูดว๎ ยกันช่ัวชีวติ กลายเปน็ ความรักอยาํ งยั่งยืนเหมือนรกั แท๎

หากเปรียบเทียบความรักท้งั สองแบบทง้ั ในป๓จจบุ ันและในอดีต ฝาุ ยหญงิ ในปจ๓ จุบันจะได๎รับการ
ยอมรับในสังคมฐานะเทําเทียมกับฝุายชายคือสิทธิในเลือกคํูครองมากกวําแตํสุดท๎ายท้ังสองแบบ ก็คือ
การ ค๎นหาความรักแท๎โดยมีเครอ่ื งมอื ชํวยในอดตี ใช๎แมสํ ่อื ในปจ๓ จุบันใชค๎ อมพิวเตอร๑

คาถามที่ 1 บทความเร่อื งนผ้ี ูเ๎ ขียนตอ๎ งการสื่อสารเร่ืองใดมากที่สุด (1 คะแนน)

1. การมเี พ่อื น

2. ความรกั

3. การใชค๎ อมพิวเตอร๑

4. การใชป๎ ากกาแดง

คาถามที่ 2 ขอ๎ ใดกลําวถูกตอ๎ งและเป็นความจริง (1 คะแนน)

1. ในสมัยโบราณความรักต๎องมีแมสํ อ่ื

2. บิดา มารดาหาคนรกั ให๎เอง

3. ความรักฝาุ ยชายเป็นผ๎ูมสี ิทธเิ ลือกคูคํ รองฝุายเดยี ว

4. บอยหนุมํ ไมไํ ด๎หารกั รักมาเอง

คําถามท่ี 3 จากขอ๎ ความเปน็ จรงิ หรอื ไมํเป็น (5 คะแนน)
ขอ๎ ความเปน็ ความจริง จงเขียนเคร่อื งหมาย ในชํอง “ใช”ํ

ข๎อความไมํเป็นความจริง จงเขยี นเครื่องหมาย ในชํอง “ไมํใชํ”
ขอ๎ ความ ใชํ ไมใํ ชํ

1. ป๓จจุบนั เครอ่ื งมือหาความรักของวยั รํุนคือ คอมพิวเตอร๑

2. สํวนมากหนํุมสาวจะรกั พบกนั วันท่ี 14 กุมภาพนั ธ๑ วนั แหงํ ความรกั

3. การ Chat จะทาํ ใหห๎ นุํมสาวอธั ยาศัยแตกตํางกันได๎

4. การค๎นหาความรกั มกั โพสรปู ภาพตนเองลงในเว็บไซต๑

5. ฐานะฝาุ ยชายจะสงู กวําฝุายหญงิ ในสิทธิ

6. ในบทความนก้ี ลาํ วถึงบุคคลช่อื บอยและมะลิ

7. แมํสื่อหารัก ป๓จจุบันไมํมแี ล๎ว

8. เม่ือหนุํมสาวพบรักและจะอยตูํ ลอดไปเรยี กวํารักแท๎

~ 62 ~

9. นกั พบกนั วันเวียนเทียนแสดงวาํ รกั นเี้ ขา๎ ใจกัน
10. รักยัง่ ยืนหรือรกั แทต๎ อ๎ งพํอแมหํ าใหเ๎ ทาํ นน้ั

คาถามที่ 4 จากเร่อื งความรักหรอื รักแท๎ นักเรียนคิดวาํ คอมพิวเตอร๑เป็นแมํส่อื หาคํรู ัก ใชํหรอื ไมํใชํ
ใหน๎ กั เรยี นเลอื กวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “ใช”ํ “ ไมใํ ชํ” แลว๎ บอกเหตผุ ลจํานวน 2

ข๎อ

ใชํ ไมใํ ชํ

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

คาถามที่ 5 จากคําพูดท่ีวํา “รักแท้มีอยู่จรงิ ”
1. ให๎นกั เรียนเลือกทาํ เครอ่ื งหมายวงกลมลอ๎ มรอบขอ๎ ความแสดงความคิดเหน็ คล๎อยตามหรอื

โต๎แย๎ง เพียง 1 ข๎อความ
ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคิดเห็นโตแ้ ยง้ ความคดิ คลอ้ ยตามและโตแ้ ย้ง

2. ใหน๎ ักเรยี นเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ข๎อทสี่ อดคลอ๎ งความคดิ การเลือกในขอ๎ ที่ 1

ความคดิ เห็นคลอ้ ยตาม ความคดิ เหน็ โตแ้ ย้ง

1………………………………………….……………………………. 1………………………………………….…………………

………………………..………………….……………………………. ………………………..………………….…………………

~ 63 ~

………………………..……………………….………………………. ………………………..………………………………………
……………………….……………………….………………………. ……………………….……………………….………………
2……………..………………………..………………………………. 2……………..………………………..……………………
…………….…………………………….……………………………. …………….…………………………….……………………
………………….…………………………….………………………. ………………….……………………………………………
…………………….………………………….………………………. …………………….………………………….………………

แบบฝกึ พฒั นาการอ่านรู้เร่อื งและสอื่ สารไดต้ ามแนวการวดั ผลนานาชาติ (PISA)
สาหรับนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓

สถานการณท์ ี่ 18

คาชแ้ี จง ให้นกั เรยี นอา่ นถอ้ ยความ และตอบคาถามตอ่ ไปนี้

กลนิ่ กระดาษเก่า เร่อื งเลา่ ขา้ งกองหนงั สือ

1 ม.ค. 26, 2015

งานจากคา่ ยสารคดีคร้ังท่ี 10 เรือ่ ง ปนัดดา เต็มไพบูลย์กุล ภาพ ปฏิพล รัชตอาภา
เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห๑มาถึงตลาดนัดสวนจตุจักรตลาดกลางแจ๎งขนาดใหญํท่ีสุดของ

กรุงเทพมหานครจะคราครา่ํ ไปดว๎ ยผค๎ู นจากท่วั สารทิศ ด๎วยสินค๎าหลากหลายชนิด ที่นี่จึงกลายเป็น
สวรรค๑ของคนรักเสื้อผ๎า นักตกแตํงบ๎าน นักจัดสวน คนรักสัตว๑เล้ียง รวมไปถึงชาวตํางชาติท่ีสนุก
กับการเลือกซื้อของท่ีระลึกกลับไปฝากครอบครัว กระนั้นยังมีพื้นท่ีเล็กๆ อีกแหํงหน่ึงหนึ่งซึ่งนับได๎
วําเปน็ ขมุ ทรพั ย๑แหํงปญ๓ ญาท่นี ักอาํ นทุกคนไมํควรพลาด

พื้นที่ติดสถานีรถไฟฟูาใต๎ดินสถานีกําแพงเพชรคือท่ีต้ังของตลาดนัดจตุจักรโครงการ 1 แม๎
ภายนอกอาจมีหน๎าตาไมํตํางจากโครงการอ่ืนๆมากนักทวําภายในกลับตํางกันอยํางสิ้นเชิงตลอด
ทางเดินปกคลุมด๎วยผ๎าใบทึบ หนังสือคละเร่ือง คละรูปแบบ กองเรียงรายตลอดสองข๎างทาง เม่ือ

~ 64 ~

บรรจงเปิดหนังสือแตํละเลํม กระดาษซีดเหลืองภายในจะสํงกล่ินอับอํอนๆ ทักทายผ๎ูมาเยือน บํง
บอกวําองค๑ความรู๎เหลํานั้นไมํได๎เพ่ิงลืมตาตื่นขึ้น หากแตํมันข๎ามผํานกาลเวลา ผํานสายตาและอุ๎งมือ
ของใครบางคนรอนแรมจากความต๎องการสํูความไมํต๎องการซ้ําแล๎วซํ้าเลํา จนกระทั่งการเดินทางของมัน
จบลงที่นี่ ตลาดหนังสือเกํา สวนจตุจักรย๎อนกลับไปราว 20 ปีที่แล๎ว สนามหลวงและทําพระจันทร๑
เป็นแหลํงหนังสือมือสองขนาดใหญํของกรุงเทพฯ ทวําเม่ือทางการประกาศขอคืนพื้นที่แถบ
สนามหลวงเพื่อพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร๑ ชุมชนร๎านหนังสือเกํายํานสนามหลวงจําต๎องปิดตัวลงบาง
เจ๎าเลิกทําร๎านหนังสืออยํางถาวร ในขณะที่อีกหลายเจ๎าย๎ายไปลงหลักป๓กฐานที่ตลาดนัดสวน
จตจุ ักร ตลาดนดั แหํงใหมํของคนกรุงเทพฯ ท่นี จ่ี ึงกลายเป็นฐานทม่ี น่ั ของชมุ ชนหนังสือเกําจนถึงทุก
วันนี้ ดิลกบ๏ุค หน่ึงในร๎านหนังสือเกํารํุนบุกเบิกสวนจตุจักรท่ียังคงดําเนินกิจการมาจนถึงป๓จจุบัน
และอาจเรียกได๎วําตัวอยํางความรํุงเรืองของธุรกิจหนังสือมือสองในยํานนี้ด๎วยเชํนกันตลอดท่ัวทุก
พ้ืนทีภ่ ายในหอ๎ งแถว4 คูหาเตม็ ไปด๎วยหนังสือภาษาตํางประเทศสํวนใหญํเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ
ทั้งตําราเรียนสาขาตํางๆ หนังสือภาพถํายและงานออกแบบ หนังสือความรู๎ทั่วไป สารานุกรม ไป
จนกระทั่งหนังสือภาพนํารักๆ สําหรับเด็ก หนังสือเลํมน๎อยใหญํถูกเรียงรายตามหมวดหมูํสวยงาม
อยูํบนชนั้ และกองเปน็ ต้งั สูงตลอดทางจนเหลือเพียงทางเดินแคบๆ ขนาดแถวเรียงหน่ึง ให๎เหลํานัก
อํานเข๎ามาเลอื กรือ้ ซื้อหากันตามใจชอบ
เมื่อถามถึงแหลํงท่ีมาของหนังสือ คุณดนัย ซึ้งสุนทร เจ๎าของร๎านรุํนป๓จจุบันเลําวํา ร๎านหนังสือเกํา
รับหนังสอื มาจากหลายแหลํง ใครรจู๎ ักเพอื่ นตํางชาตกิ ็อาจฝากเขาซื้อและสํงไปรษณีย๑มาให๎ ในขณะ
ท่ีบางเจ๎าใช๎ระบบส่ังเข๎ามาเป็นตู๎คอนเทนเนอร๑ใหญํๆ แทน“อเมริกาและแคนาดา เป็นแหลํงสั่ง
หนังสือขนาดใหญํ แตํการซ้ือหนังสือระยะไกลก็มีความยากของมันตรงท่ีเราไมํมีสิทธิ์เลือกหนังสือ
เอง เพื่อนตํางชาติท่ีซื้อหนังสือให๎เรา ไมํมีความเข๎าใจเกี่ยวกับการอํานหนังสือของคนไทย เขาไมํร๎ู
วําคนไทยชอบหนังสือแนวไหน ย่ิงร๎านไหนส่ังแบบคอนเทนเนอร๑เข๎ามา ย่ิงคัดหนังสือไมํได๎เข๎าไป
ใหญํ เขาสงํ หนังสอื อะไรมาให๎ สภาพแยขํ นาดไหนกต็ ๎องรับมาทงั้ หมด”ดนยั เลาํ เรอื่ งราวอยาํ งอารมณ๑ดี
“จะเปน็ พํอคา๎ หรอื ลูกค๎าของมอื สองกต็ อ๎ งเส่ียงดวงกันทั้งนั้น”

ทุกวันน้ีร๎านหนังสือมือสองสํวนใหญํจึงเลือกรับซื้อหนังสือจากในประเทศมากกวํา จะเป็น
ตําราเรียนปลดเกษียณจากห๎องสมุด หรือหนังสือเกําที่ถูกโละสต็อกก็ได๎ แม๎ของจากห๎องสมุดและ
ร๎านหนังสือมอื หน่งึ จะมีสภาพดกี วาํ ทวําแหลํงขมุ ทรัพยส๑ าํ คัญจริงๆ เห็นจะเป็นหนังสือเกําจากเหลําซา
เล๎ง พวกเขารบั ซ้อื ของเกําเก็บจากทางบ๎านมาในราคาถูกเหลือเช่ือ จากน้ันจะสํงไม๎ตํอให๎กลํุมคนที่พอมี
ความร๎ูเรื่องหนังสือบ๎าง กลํุมคนเหลําน้ีจะคัดแยกหนังสือ ตามประเภท รูปแบบ และมูลคํา เพื่อ
ลําเลียงไปสรูํ ๎านหนงั สือมือสองอีกทีหนึ่ง แม๎ขั้นตอนการสํงหนังสือจะยํุงยาก แตํต๎นทุนกลับถูกกวํา
การรบั ซอื้ จากลูกคา๎ โดยตรงหลายเทําตวั

“คนแยกหนังสอื เกําเขาจะรู๎ดีวําร๎านไหนเน๎นขายหนังสือแนวไหนเขาร๎ูวําร๎านเรารับหนังสือ
วิชาการร๎านข๎างหลังรับนิตยสารตํางประเทศหรือร๎านข๎างนอกเน๎นขายนิตยสารหายากสมมติเขา
เจออะเดย๑ (a day) ฉบบั แรก เขากไ็ มเํ อามาขายให๎ผมหรอก เพราะร๎านผมไมํได๎เลํนหนังสือสะสม”
การรบั สินค๎าเขา๎ สํรู า๎ นหนังสือยํอมมหี ลกั การซื้อ-ขาย เชํนเดียวกับธุรกิจอ่ืน กฏเหล็กข๎อหน่ึงทําร๎าน

~ 65 ~

หนงั สือมักไดร๎ ับการส่ังสอนตํอกันมาคือหากซ้ือหนังสือมา 100 เลํม ต๎องทําใจไว๎วําต๎องทิ้งแนํๆ 30
เลมํ สวํ นใหญเํ จา๎ ของรา๎ นจะพยายามขายให๎ได๎มากกวํา 40 เลํม ซึ่งเป็นจุดค๎ุมทุน เกินกวํานั้นจึงจะ
กําไร 30 เลํมที่ต๎องท้ิง ร๎านหนังสือมือหนึ่งมักจะโละขายให๎ร๎านหนังสือมือสอง ซ่ึงมักจะได๎รับ
อนุญาตให๎อยูํบนชั้นหนังสือไปจนกวําทางร๎านจะแนํใจแล๎ววําขายไมํได๎จริงๆ ก็ถึงเวลาท่ีหนังสือ
เหลาํ นั้นจะถูกยํอยทําลาย กลายเปน็ กระดาษรไี ซเคลิ สวํ นหลกั การอนื่ ๆท่ีรา๎ นหนงั สอื ตอ๎ งรคู๎ อื ความ

ยากงํายในการซื้อขายหนังสือแตํละประเภทซ่ึงสิ่งนี้ข้ึนอยํูกับประสบการณ๑ของผู๎ขา ย“เรา
ต๎องรจู๎ ักหนังสือท่เี ราขายและร๎ใู จคนอาํ นหนงั สือภาษาไทยจะไมํมีป๓ญหาอะไรมากซื้องํายขายคลํอง
กวําสํวนหนังสือตํางประเทศจะราคาสูงและอํานยากกวํา ลูกค๎าจึงสนใจความสวยงามหนังสือ
มากกวําหนังสือภาษาไทยเลํมไหนภาพสวย จัดวางเลย๑เอาท๑ดีกระดาษคุณภาพก็มักจะถูกขาย
ออกไปอยํางรวดเรว็ ”

ด๎วยเหตุนี้ร๎านหนังสือมือสองมีแนวการบริการท่ีตํางจากร๎านหนังสือใหญํๆ ตาม
ห๎างสรรพสินค๎าเพราะเจ๎าของร๎านจะตรวจสอบคัดซํอมจัดเรียงหนังสือแตํละเลํมด๎วยตัวเองจึง
สามารถจดจํารายละเอียดตํางๆพร๎อมให๎คําแนะนํากับลูกค๎าทุกระดับในขณะที่พนักงานร๎านหนังสือ
ใหญํมีหน๎าท่ีจัดเรียงและอํานวยความสะดวกให๎ลูกค๎าแตํอาจไมํรู๎จักหนังสือทุกเลํมในร๎านซึ่งในจุดน้ี
คุณดนัยมองวําร๎านหนังสือแตํละแบบมีแนวการบริการแตกตํางกันอยํางไรก็ตามทุกชีวิตในธุรกิจ
หนังสอื ยํอมมีจดุ หมายปลายทางเดยี วกนั คอื สํงเสริมการอําน
เพราะดิลกบุ๏คขายหนังสือหลายประเภทกลํุมลูกค๎าจึงหลากหลายคุณดนัยจึงมองเห็นความเป็นไป
ของลกู คา๎ แตลํ ะกลุมํ อยาํ งดนี ักเรยี นนักศกึ ษามกั มาซื้อหาตําราเรยี นกนั มากในชํวงเปิดภาคเรียนสํวนมาก
จะเป็นนักศึกษาแพทย๑กับบริหารธุรกิจ ในขณะที่นักอํานหนังสือไทยจํานวนไมํน๎อยอยากลองอําน
หนังสือภาษาอังกฤษดู เพียงแตํไมํมั่นใจมากพอวําตนจะอํานได๎จึงไมํกล๎าลงทุนซ้ือหนังสือมือหนึ่ง
ราคาแพงหนังสือมือสองจึงกลายเป็นแบบฝึกอํานภาษาอังกฤษเลํมแรกของใครหลายคนลูกค๎าอีก
กลุมํ หนงึ่ ทน่ี าํ จบั ตามองคือนักอํานชาวอาเซยี นโดยเฉพาะชาวพมาํ กมั พูชา หรือมาเลเซียเม่ือเข๎ามา
เท่ยี วเมืองไทยแลว๎ ก็อดไมํไดท๎ จ่ี ะขนหนงั สือกลบั ไปเปน็ ตัง้ เพราะตลาดหนังสือเกําในไทยเต็มไปด๎วย
หนังสอื หลากหลายให๎เลอื กสรรแถมราคายังสบายกระเป๋าชาวอาเซยี นด๎วยกนั เองอกี ด๎วย

นอกจากกลํุมนักอํานยังมีลูกค๎า ‘นักไมํอําน’ คอยแวะเวียนมาอุดหนุนพวกเขาจะเลือกเฟูน
หนังสือปกสวยสําหรับตกแตํงภายในลูกค๎าจากธุรกิจเสริมความงามจะมองหาหนังสือเกี่ยวกับ
เครอื่ งสาํ อางไวป๎ ระดับร๎าน สํวนบริษทั รับตกแตงํ ภายในมกั ขอซือ้ หนังสอื โบราณ สีโทนน้ําตาล สลัก
ตวั หนงั สอื สีทอง ไว๎ตกแตงํ บ๎านตัวอยาํ ง ในกรณนี ีท้ างร๎านจะคิดราคาตามความงามของปกมากกวํา
มลู คําทางความคดิ

เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจหนังสือ คุณดนัยเลําวํา ทุกวันน้ีการซ้ือขายหนังสือ
เปลีย่ นแปลงไปอยํางเห็นได๎ชัด จริงอยํูที่การศึกษาไทยเติบโตมากกวําแตํกํอน คนไทยสามารถอําน
ออกเขยี นไดม๎ ากขึน้ ท้งั เด็กรํุนใหมกํ ระหายใครรํ ู๎ศาสตร๑ตํางๆ อยาํ งลกึ ซึ้ง หากแตํปจ๓ จัยเหลํานี้ไมํได๎
กระตุ๎นให๎คนหันมาซื้อหนังสือมากข้ึน การเติบโตของโลกออนไลน๑ ชํวยให๎คนรํุนใหมํสืบค๎นข๎อมูล
ทุกอยํางได๎รวดเร็วทันใจ โดยไมํจําเป็นต๎องพ่ึงหนังสือจํานวนมากอีกตํอไป เดิมเหลํานักออกแบบ

~ 66 ~

มักแสวงหาไอเดียจากหนังสือภาพงานศิลปะ แตํเดี๋ยวนี้เพียงแคํเข๎าอินเตอร๑เน็ต ก็สามารถชมงาน
ศิลปะจากทัว่ ทุกมุมโลกไดอ๎ ยํางจุใจในยคุ ทโี่ ลกหมุนเรว็ ข๎อมูลขําวสารทํวมท๎น และการแขํงขันทาง
ธุรกิจท่ีสูงขึ้นทุกที กําหนดให๎หนังสือหมดอายุเร็ว สํานักพิมพ๑ตําราเรียนอาจเรํงผลิตฉบับปรับปรุง
ทกุ ปี เพียงเพ่ือเพิ่มแบบฝกึ หัดใหมํเข๎าไปเลก็ น๎อย ทําให๎รุํนน๎องไมสํ ามารถใช๎หนงั สอื ตํอจากรุํนพีไ่ ด๎

จึงต๎องซื้อใหมํ เม่ือขาดผ๎ูสืบทอด คัมภีร๑ล๎าสมัยจํานวนมากจึงถูกสํงมายังร๎านหนังสือเกํา
หนังสือทํองเท่ียวมีกําหนดออก ฉบับ ‘อัพเดทใหมํ’ ทุกปี เพ่ือปรับปรุงข๎อมูลร๎านรวงตํางๆ ให๎
ทนั สมัยท่สี ดุ เม่ือหนังสือเลมํ ใหมอํ อกมาแทนท่ีเลํมเกํากต็ อ๎ งลาแผงไปเป็นธรรมดา

จริงอยํูท่ีหนังสือทุกเลํมต๎องมีวันเกําไปตามเง่ือนไขทางธุรกิจหรืออาจเสื่อมสภาพด๎วย
กระดาษรอยยับยํนซีดเหลืองแตํนั่นไมํได๎แปลวําเน้ือหาภายในจะต๎องหมดอายุไปด๎วยตราบใดที่มัน
ยังถูกสํงตํอจากมือสํูมือผํานสายตาคูํแล๎วคํูเลําแกํนแท๎ของหนังสือเลํมนั้นก็ยังทําหน๎าท่ีของมันโดย
สมบูรณ๑ร๎านหนังสือเกําเปรียบเสมือนคนกลางท่ีทําให๎โลกแหํงหนังสือหมุนไป ท่ีชํวยให๎หนังสือเกํา
ของใครคนหน่งึ ไปตกอยใูํ นมือของคนตอํ ไปที่ควรอํานมัน
“คุณเกบ็ มันไวค๎ นเดียวเก็บจนลมื ความรู๎ก็จะถกู ปิดตายอยํบู นชั้นหนงั สอื แตถํ ๎าคณุ สงํ ตํอให๎ใครสกั
คนใครจะร๎ูในหอ๎ งเก็บของบ๎านคุณอาจมีตาํ ราทที่ ําให๎เราเจริญกนั มากกวําก็ได๎”
- See more
at:http://www.sarakadee.com/2015/01/26/oldbook/#sthash.NKdP97Eb.dpuf

คําถามที่ 1 จากถอ๎ ยความผ๎ูเขยี นตอ๎ งการนําเสนอเรื่องใดมากทีส่ ุด
1. แหลงํ จาํ หนํายหนังสอื มือสองขนาดใหญํ
2. การทําธรุ กจิ หนงั สือมอื สอง
3. โลกออนไลน๑ทาํ ใหค๎ วามนยิ มซ้อื หนงั สืออํานลดลง
4. หนงั สอื จะมคี ุณคําเมื่ออยูใํ นมอื ผอู๎ าํ น

คําถามท่ี 2 ข๎อใดไมํถูกตอ๎ ง
1. พอํ คา๎ หนงั สอื มือสองต๎องพิถพี ิถนั คดั เลอื กหนงั สือ
2. ตลาดหนงั สอื จตจุ ักรเปน็ ที่สนใจของกลํมุ ลกู ค๎าอาเซียน
3. ลกู คา๎ บางกลมํ ใช๎หนงั สือเปน็ ของตกแตงํ
4. แหลํงหนงั สอื มอื สองจากสนามหลวง-ทาํ พระจนั ทรห๑ ันสจํู ตุจักร

~ 67 ~

คาถามท่ี 3 จากขอ๎ ความช๎างตน๎ ขอ๎ ความตน๎ ข๎อความตอํ ไปน้ี เป็นความจริง หรือ ไม่เปน็

ความจรงิ ขอ๎ ความทเ่ี ป็นความจริง จงเขียนเครือ่ งหมาย ในชํอง “ใช”ํ

ข๎อความท่ีไมํเป็นความจริง จงเขียนเครือ่ งหมาย ในชอํ ง “ไมใํ ชํ”
ขอ้ ความ ใช่ ไมใ่ ช่

1.ตลาดนัดจตุจกั รเปน็ แหลํงรวมสินค๎านานาชนดิ

2.การพัฒนาเกาะรตั นโกสินทรท๑ ําให๎ร๎านคา๎ หนงั สือเกาํ สนามหลวงปิดตัวลง

3.การทําธุรกจิ หนงั สอื มือสองเป็นสํวนหน่ึงของ 5R-Recycle

4.คนคดั แยกหนงั สือเทียบเทาํ กบั ตาํ แหนํงบรรณารกั ษ๑ห๎องสมุด

5.ตอ๎ งขายหนงั สอื ไดอ๎ ยาํ งน๎อย 40 เลมํ จากหนงั สอื 100 เลํมจงึ จะคุ๎มทุน

6.ตาํ ราทีป่ ลดเกษยี ณแล๎วไมคํ วรนํามาศกึ ษา

7. “จะเปน็ พอ่ คา้ หรือลกู ค้าของมือสองก็ต้องเสย่ี งดวงกันทง้ั นน้ั ”เป็น

ประโยครวม

8.ซาเลง๎ กบั คอนเทนเนอร๑ ใช๎ประโยชน๑และทําหน๎าที่ไดเ๎ หมอื นกัน

9.สอื่ สงิ่ พิมพ๑และสอื่ ออนไลนช๑ ํวยสงํ เสรมิ นสิ ยั รักการอาํ น

10.ในทศั นคตขิ องหนอนหนงั สือการออกแบบรปู เลํมหนงั สือให๎สวยงามมี

มลู คํามากกวําความคดิ ของเน้อื หา

คาถามท่ี 4 จากถ๎อยความข๎างต๎น เมื่อเทคโนโลยีเขา๎ มามบี ทบาทในโลกออนไลน๑ ธุรกิจร๎าน
หนงั สือมือสอง
จะยังคงดําเนนิ ตํอไปไดห๎ รอื ไมไํ ด๎

ใหเ๎ ลือกวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “ได”๎ “ไมไํ ด”๎ ที่กําหนดใหแ๎ ล๎วบอกเหตผุ ล
จาํ นวน 2 ข๎อ ให๎ใชข๎ อ๎ มูลจากเน้อื เร่ืองสนับสนนุ คําตอบของนักเรียน

ได๎ ไมํได๎

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

~ 68 ~

ได๎ ไมํได๎

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

คาถาม..ท...ี่ ..5........................................................................................................................................

“หนังสอื คือปญั ญา ตาราคืออาวธุ ”

นักเรยี นคิดเห็นอยํางไรกบั คาํ พูดข๎างต๎น ทําไมจงึ คิดเชํนน้ันให๎ใชเ๎ หตุผลประกอบคําอธิบาย
1. ให๎นักเรียนเลือกทําเครื่องหมายวงกลมลอ๎ มรอบข๎อความข๎างลาํ งนี้เพียงข๎อเดยี ว

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคิดเหน็ โตแ้ ย้ง ความคดิ คล้อยตามและโต้แยง้

3. ให๎นกั เรียนเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ขอ๎ ทส่ี อดคลอ๎ งความคิดการเลือกในข๎อท่ี 1

ความคิดเหน็ คล้อยตาม ความคดิ เหน็ โตแ้ ยง้

1.………………………………………………………………… 1……………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

2………………………………………………………………… 2……………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

…………………………………………………………………… ………………………………………………………………

~ 69 ~

แบบฝึกพฒั นาการอ่านรเู้ ร่ืองและสอ่ื สารได้ตามแนวการวัดผลนานาชาติ (PISA)
สาหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓

สถานการณ์ท่ี 19

คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนอา่ นถอ้ ยความ และตอบคาถามตอ่ ไปนี้

มิตคิ ูข่ นาน – เร่อื งโลกรอ้ น…ไม่ได้มแี ค่ก๊าซเรอื นกระจก
มี.ค. 20, 2015

บญั ชา ธนบญุ สมบัติ
[email protected],
www.facebook.com/buncha25
09

เมื่อพูดถึงสาเหตุของโลกร๎อน เรามักจะนึกถึงก๏าซเรือน-กระจก โดยเฉพาะอยํางย่ิง
คาร๑บอนไดออกไซด๑ท่ีเกิดจากฝีมือมนุษย๑ แตํจากการศึกษาพบวํา ระบบภูมิอากาศโลกมีกลไก
ปูอนกลับ (climate feedback) หลายรูปแบบท่ีท้ังชํวยเรํงและหนํวงการเพ่ิมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก
ซ่ึงรูปแบบหลักๆ เก่ียวข๎องกับป๓จจัยส่ีอยําง ได๎แกํ ไอนํ้า หิมะและนํ้าแข็ง เมฆ และวัฏจักร
คาร๑บอน ผมขอสรุปประเด็นเหลํานี้ให๎รับทราบ จะได๎เข๎าใจชัดเจนย่ิงข้ึนเมื่อฟ๓งนักวิชาการพูดถึง
ครบั

ไอน้า

ไอนํ้าเป็นสํวนประกอบท่ีมีมากท่ีสุด คิดเป็นสองในสามของปริมาณก๏าซเรือนกระจกทั้งหมด
ภาพอยํางงํายๆ คือ เมอื่ โลกร๎อนขึ้น บรรยากาศจะมีปริมาณไอนํ้ามากขึ้นด๎วย จึงซ้ําเติมให๎โลกร๎อน
ย่ิงข้ึนอีก ลักษณะเชํนนี้เรียกวํา กลไกการปูอนกลับแบบบวก (positive feedback)ไมํเพียงไอนํ้าใน
บรรยากาศช้ันโทรโพสเฟียร๑ (troposphere)ซ่ึงอยํูติดผิวโลกที่มีผลตํอโลกร๎อน แตํเราต๎องสนใจไอนํ้าใน
บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร๑ (stratosphere) ซึ่งอยูํสูงขึ้นไปด๎วยเชํนกัน ค.ศ. 2010 ทีมวิจัยนําโดย
ซูซาน โซโลมอน (Susan Solomon) นักวิทยาศาสตร๑อาวุโสของ NOAA (National Oceanic
and Atmospheric Administration) พบวํา หลัง ค.ศ. 2000 ชั้นสตราโตสเฟียร๑มีปริมาณไอนํ้า

~ 70 ~

ลดลง ซ่ึงอาจใช๎อธิบายวํา เหตุใดโลกจึงร๎อนข้ึนด๎วยอัตราท่ีช๎ากวําในชํวงทศวรรษที่ 1980 และ
1990 (ซ่งึ ช้นั สตรา-โตสเฟียรม๑ ีปรมิ าณไอนํา้ มากกวาํ )

แผนภาพเปรียบเทยี บการสะทอ้ นรงั สีของพนื้ ผิวท่ีเปน็ หมิ ะ นา้ แขง็ และน้าทะเล
http://d3tt741pwxqwm0.cloudfront.net/WGBH/ipy07/ipy07_int_albedo/ipy07_

int_albedo.html
หิมะและนา้ แข็ง
กลไกปูอนกลับท่ีเกิดจากหิมะและน้ําแข็ง (โดยเฉพาะน้ําแข็งขั้วโลก) เข๎าใจได๎ไมํยาก
เพราะท้ังหิมะและนํ้าแข็งสะท๎อนรังสีจากดวงอาทิตย๑ได๎ดี เชํน หากรังสีจากดวงอาทิตย๑ 100
เปอร๑เซ็นต๑ตกกระทบหิมะ จะสะท๎อนกลับถึง 90 เปอร๑เซ็นต๑ หากตกกระทบน้ําแข็ง จะสะท๎อน
กลับ 50 เปอร๑เซ็นต๑ หรือหากตกกระทบผิวนํ้าทะเล จะสะท๎อนกลับเพียง 6 เปอร๑เซ็นต๑ (อีก 94
เปอร๑เซ็นต๑ถูกน้ําทะเลดูดกลืน)สัดสํวนพลังงานรังสีที่สะท๎อนกลับตํอรังสีตกกระทบ เรียกวํา แอลบี
โด (albedo) และอาจใช๎สัญลักษณ๑ดังแสดงในรูป 1เม่ือโลกร๎อนข้ึน หิมะและนํ้าแข็งละลายมากขึ้น
ผลคือรังสีสะท๎อนกลับสํูอวกาศน๎อยลง หรือถูกโลกดูดกลืนไว๎มากขึ้น จึงเกิดกลไกปูอนกลับแบบ
บวกซาํ้ ให๎โลกรอ๎ นยิง่ ข้ึน

~ 71 ~

แผนภาพแสดงผลกระทบของเมฆระดับต่าและเมฆระดบั สงู ต่อการสะท้อนและเก็บกักพลงั งาน
ของรงั สี

http://www.climate4you.com/ClimateAndClouds.htm

เมฆ

หากมองจากท่ีสูงลงมา เมฆจะชวํ ยสะท๎อนรงั สีกลบั สํูอวกาศ แตํขณะเดียวกนั หากเรามอง
จากพืน้ รงั สตี าํ งๆ ทป่ี ลดปลอํ ยจากพืน้ (โดยเฉพาะรังสอี ินฟราเรด) จะถูกเมฆกีดขวางและเกบ็ กกั
ไวใ๎ นบรรยากาศด๎วย นัน่ คือเมฆทําหน๎าทค่ี ลา๎ ยก๏าซเรือนกระจก

จากการศึกษาพบวํา เมฆแตลํ ะสกุลจะสํงผลตํอโลกร๎อนตาํ งกนั เชํน เมฆสเตรโตคิวมลู ัส
(Stratocumulus) เมฆกอ๎ นท่ีแผตํ วั ในแนวระดบั และอยรูํ ะดบั ตํา่ (ประมาณ 2 กโิ ลเมตรจากพ้นื )
จะสะท๎อนรงั สไี ด๎ดีมาก แตํไมํคอํ ยมีผลกระทบด๎านเรือนกระจก เมฆสเตรโตคิวมูลัสจงึ ทําใหโ๎ ลกเย็นลง
สวํ นเมฆซีร๑รสั (Cirrus) เมฆนาํ้ แขง็ ซึ่งอยํูระดบั สูงน้ันสะท๎อนรังสไี มดํ นี ัก (เพราะมักมลี ักษณะบาง) แตํ
ผลกระทบด๎านเรอื นกระจกมีมาก คือเก็บกกั รงั สีความรอ๎ นได๎ดี เมฆสกลุ น้จี ึงมีแนวโนม๎ ทําให๎โลกอํุน
ข้นึ

หากเปรียบเทียบเมฆกอ๎ นสองก๎อนซึง่ มปี รมิ าณนํ้าของเหลว (liquid water content,
LWC) เทาํ กัน แตกํ อ๎ นหนง่ึ มีขนาดหยดนํ้าเลก็ กวาํ อีกกอ๎ น ผลคือเมฆกอ๎ นท่มี ีหยดน้ําขนาดเล็กกวํา
จะสะท๎อนรงั สไี ด๎ดีกวาํ เรียกวาํ ปรากฏการณท์ มู ีย์ (Twomey effect)

ขณะเดยี วกนั เมฆกอ๎ นที่มีหยดน้ําขนาดเลก็ นี้ หากหยดนา้ํ เตบิ โตชา๎ จะทําให๎เมฆทง้ั ก๎อนมี
แนวโน๎มคงตวั อยนํู านขึน้ เน่อื งจากนํ้าในเมฆไมํตกลงมาเป็นฝน เรยี กวาํ ปรากฏการณ์
อัลเบรชท์ (Albrecht effect)
แล๎วอะไรลํะท่ที ําให๎หยดน้ําในเมฆมีขนาดเล็กหรอื ใหญํ ?

คาํ ตอบหนึง่ คอื ละอองลอย (aerosol) ซ่ึงทําหน๎าทีเ่ ปน็ แกนกลน่ั ตวั ของเมฆ (cloud
condensation nuclei, CCN) หากมีปริมาณละอองลอยมาก จะทําใหห๎ ยดนาํ้ ในเมฆมขี นาดเล็ก
ตวั อยาํ งละอองลอย เชนํ ฝุน เกลอื ทะเล คาร๑บอนอินทรยี ใ๑ นธรรมชาติ ละอองลอยจากไดเมทลิ
ซัลไฟดห๑ รือจากสารประกอบไอโอดีน

~ 72 ~

แผนภาพอยา่ งงา่ ยแสดงวัฏจกั รคาร์บอน
http://www.scifun.ed.ac.uk/pages/about_us/shows/images/CCS/Carbon-cycle.jpg

เมือ่ มีปริมาณคารบ๑ อนไดออกไซด๑ในอากาศเพิม่ และอณุ หภมู ิเฉล่ยี ของช้นั บรรยากาศสูงข้ึน
จะสงํ ผลกระทบตอํ วฏั จักรคารบ๑ อน (carbon cycle) ผลกระทบนซ้ี บั ซอ๎ นเพราะมปี จ๓ จัยเกี่ยวข๎อง
หลายอยํางลองดูมหาสมุทรกอํ น กา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซดท๑ ่ีเกิดจากการเผาไหม๎เชอ้ื เพลิงฟอสซลิ
และชีวมวลน้นั จะละลายในน้าํ ประมาณครงึ่ หนง่ึ กลไกนช้ี ํวยชะลอโลกรอ๎ นไดบ๎ า๎ งเน่ืองจากลด
อตั ราการเพ่มิ ปรมิ าณคาร๑บอนไดออกไซด๑ในอากาศแตํแนวโนม๎ นจี้ ะไมคํ งอยูตํ ลอดไป เพราะเมอ่ื
อณุ หภมู เิ ฉลีย่ ของนํ้าในมหาสมุทรเพ่ิมขน้ึ จะทําให๎ก๏าซคาร๑บอนไดออกไซดล๑ ะลายนอ๎ ยลง

สวํ นบนพ้นื ดนิ การเปล่ียนแปลงวฏั จักรคาร๑บอนยิ่งซบั ซ๎อนกวาํ ตวั อยํางเชํน เม่อื โลกรอ๎ น
ข้ึน นาํ้ แข็งในบริเวณที่มีภูมิอากาศแบบทนุ ดราแถบขวั้ โลกเหนือ (Arctic tundra) จะละลายมาก
ขน้ึ พรอ๎ มปลดปลอํ ยก๏าซคาร๑บอนไดออกไซด๑และกา๏ ซมเี ทน หรอื หากเกิดไฟปุาบํอย คารบ๑ อนที่
เกบ็ กักอยํูในต๎นไมจ๎ ะถกู ปลํอยสํบู รรยากาศในรปู ของกา๏ ซคาร๑บอนไดออกไซด๑

ในทางกลับกนั ปริมาณก๏าซคาร๑บอนไดออกไซด๑ทเี่ พิม่ ขน้ึ อาจกระต๎นุ ใหพ๎ ชื บางชนดิ ใน
ระบบนเิ วศเตบิ โตได๎ดี สงํ ผลให๎พชื เหลํานด้ี ูดซบั คาร๑บอนจากบรรยากาศได๎มากข้นึ แตํ
ปรากฏการณ๑น้ีก็อาจสํงผลน๎อยลงหากมปี รมิ าณน้ําและก๏าซไนโตรเจนจาํ กัด รวมทงั้ อณุ หภมู ทิ ี่ไมํ
เหมาะสม นอกจากนี้พืชยงั สามารถรบั ปริมาณคาร๑บอนไดออกไซด๑ได๎สูงสดุ คาํ หน่งึ เพื่อใช๎ใน
กระบวนการสังเคราะห๑แสงจะเห็นวํา กลไกปอู นกลับเรือ่ งโลกรอ๎ นมีป๓จจัยตํางๆ ซบั ซ๎อนมากมาย
นักวทิ ยาศาสตรจ๑ ําเป็นต๎องศึกษาเพือ่ เขา๎ ใจแงมํ มุ ตํางๆ อยาํ งถอํ งแท๎ ซึ่งจะชํวยใหเ๎ รารบั มือและ
ปรับตัวเข๎ากบั การเปลี่ยนแปลงทอ่ี าจเกิดขึ้นอยาํ งเหมาะสมทสี่ ดุ น่นั เอง
 ตีพิมพใ์ น นิตยสาร สารคดี ฉบบั ท่ี 358 ธันวาคม 2557
คาถามที่ 1 จากถ๎อยความขอ๎ ใดเปน็ สามเหตุทาํ ใหโ๎ ลกรอ๎ นมากที่สดุ

1. กา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซด๑ท่เี กิดจากฝีมอื มนุษย๑
2. มีไอนํ้าจากชนั้ บรรยากาศเพ่ิมขิน้
3.ปฏกิ รยิ าการสะท๎อนกลับจากหิมะและน้ําแข็ง
4. ผลสะท๎อนกลบั จากวัฏจักรคารบ๑ อน
คาถามท่ี 2 จากถอ๎ ยความจุดประสงค๑ของผู๎เขยี นคือข๎อใด
1. ลําดบั ปฏกิ ริ ยิ าท่ีเกดิ จากปจ๓ จยั เส่ียงทท่ี ําให๎โลกรอ๎ น
2. การเปรยี บเทียบป๓จจัยเส่ียงกบั ปรากฏการณ๑เรอื นกระจก
3. ระบบภมู ิอากาศโลกมีกลไกที่ทาํ ให๎โลกร๎อน

~ 73 ~

4. ใหม๎ อี งค๑ความรู๎เทําทันปจ๓ จัยที่ทาํ ให๎โลกรอ๎ นกับการปรับตวั ใหโ๎ ลกร๎อน กับการ
ปรับตวั ให๎
เหมาะสมกับสถานการณ๑

คาถามท่ี 3 จากขอ๎ ความช๎างตน๎ ข๎อความต๎น ข๎อความตํอไปน้ี เป็นความจรงิ หรอื ไมเ่ ป็น

ความจริง ข๎อความทเ่ี ปน็ ความจริง จงเขียนเครื่องหมาย ในชอํ ง
“ใช”ํ ข๎อความท่ีไมํเป็นความจริง
จงเขยี นเครื่องหมาย
ในชอํ ง “ไมํใชํ”

ข๎อความ ใชํ ไมใํ ชํ

1. กลไกการปอู นกลบั แบบวกในชัน้ บรรยากาศท่ีมปี ริมาณไอนาํ้ ในอากาศมากขน้ึ

ก็จะทาํ ใหโ๎ ลกรอ๎ นขึ้น

2.หมิ ะและนํ้าแขง็ สามารถสะทอ๎ นรงั สจี ากดวงอาทติ ย๑ไดใ๎ นอัตราเทํากนั

3.หมีขั้วโลกและลกู นกเพนกวินหนง่ึ ในสัตว๑ผู๎ของผ๎ูได๎รบั ผลกระทบจากภาวะโลก

ร๎อน

4.การเผาผลาญพลงั งานฟอสซิลจะเรงํ กลไกการปอู นกลับแบบบวกของปจ๓ จัย

เสี่ยงตํางทม่ี ีในธรรมชาติ

5.ก๏าซคารบ๑ อนไดออกไซดส๑ ามารถละลายในนาํ้ ได๎

6.ถาํ นหิน นา้ํ มนั กา๏ ซธรรมชาติ จัดเปน็ พงั งานสกปรก

7. นอกจากมนุษย๑เป็นทําใหโ๎ ลกรอ๎ นขึ้น ยงั มปี ฏิกรยิ าจากป๓จจัยธรรมชาตอิ ่ืนๆ

อกี ทท่ี ําให๎โลกร๎อน

8. แผนํ ดินไหวกับภาวะเรอื นกระจกเป็นทกุ ภิกขภยั ของมนษุ ย๑

9. “อากาศเปล่ยี นแปลงงําย ฝนโปรยปรายน้ําทํวมพลัน

ไฟปุาเสยี งดงั ลนั่ โลกผกผันร๎อนหนาวไว

ภาวะเรอื นกระจก แพรเํ ชื้อโรคกระจายไกล

ผ๎ูคนล๎วนหว่ันไหว ดว๎ ยพษิ ภยั การเปลีย่ นแปลง ( สุรางคนางค๑)

10. มนุษย๑และธรรมชาติเป็นคํขู นานกัน

~ 74 ~

คาถามที่ 4

จากถอ๎ ยความข๎างตน๎ สถานการณ๑ปจ๓ จุบนั มนุษย๑ใช๎พลังงานอ่นื ๆทดแทนการเผาผลาญซาก
ฟอสซิลท่ีมผี ลทําให๎โลกร๎อนไดห๎ รือไมํได๎

ให๎เลือกวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “ได”๎ “ไมํได”๎ ที่กําหนดใหแ๎ ล๎วบอกเหตุผล
จาํ นวน 2 ข๎อ ให๎ใช๎ขอ๎ มูลจากเน้ือเรอื่ งสนับสนนุ คําตอบของนักเรยี น

ได๎ ไมํได๎

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
.2.......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

~ 75 ~

“มนุษย๑เปน็ ผู๎ทาํ ลายธรรมชาติ ธรรมชาตกิ ก็ ลับมาทําลายมนุษย๑”

คคาําถถาามมทที่ี่ 55 นักเรียนคิดเห็นอยํางไรกับคําพดู ข๎างตน๎ ทําไมจงึ คิดเชํนนน้ั ใหใ๎ ช๎เหตผุ ลประกอบ
คาํ อธิบาย 1.ให๎นกั เรียนเลอื กทําเครื่องหมายวงกลมล๎อมรอบข๎อความข๎างลํางนีเ้ พียงข๎อเดียว

ความคดิ เหน็ คลอ้ ยตาม ความคิดเหน็ โต้แย้ง ความคิดคล้อยตามและโตแ้ ย้ง

2.ให๎นักเรียนเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ขอ๎ ท่ีสอดคล๎องความคิดการเลือกในข๎อท่ี 1

ความคดิ เห็นคลอ้ ยตาม ความคดิ เห็นโตแ้ ยง้

1……………………………………………………………… 1………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
……………………………………………………… ……………………………………………………

2……………………………………………………………… 2………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………… ………………………………………

~ 76 ~

แบบฝึกพัฒนาการอา่ นรู้เรอื่ งและสอ่ื สารได้ตามแนวการวัดผลนานาชาติ (PISA)
สาหรับนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓

สถานการณท์ ่ี 19

คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นอา่ นถ้อยความ และตอบคาถามตอ่ ไปนี้
ภาวะโลกรอ้ น กับ ยงุ ลาย

ภาวะโลกร้อนกําลังสํงผลกระทบตํอสิ่งมีชีวิตบนโลกเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทําให๎บาง
สายพันธ๑ุท่ีแข็งแกรํงไมํพอสูญพันธุ๑ไปจากโลกใบน้ีได๎ แตํดูเหมือนบางสายพันธ๑ุไมํได๎หว่ันเกรงตํอ
ภาวะโลกร้อนน้ีเลย แตํกลับย่ิงขยายพันธุ๑ได๎เร็วขึ้น และยังร๎ายมากข้ึนอีกด๎วย ..โชคไมํดีที่สายพันธ๑ุท่ี
ผมกําลังพูดถึงนั้นก็คือเจ๎ายุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข๎เลือดออก ท่ีคอยครําชีวิตมนุษย๑อยํางพวกเรา
นี่เองเฉพาะในประเทศอินเดียและทวีปอเมริกาใต๎มีผู๎ปุวยที่เป็นโรคไข๎เลือดออกถึง 500,000 คนตํอปี
และในปสี องปที ผี่ ํานมาน้ี ไขเ๎ ลอื ดออกระบาดรนุ แรงมากขึ้นกวําเดมิ นกั วิจัยไดใ๎ หค๎ วามเห็นตรงกันวํา
สาเหตุที่ทําให๎เป็นแบบน้ีก็เพราะเจ๎าภาวะโลกร้อนนั่นเองภาวะโลกร้อนทําให๎อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก
เพ่ิมมากข้ึน จึงทําให๎วงจรชีวิตของยุงลายเปล่ียนไป คาร๑บอนไดออกไซด๑ในนํ้าที่เพ่ิมสูงขึ้น ทําให๎
ลูกนํ้ายุงลายฟ๓กตัวเร็วข้ึนจากเดิม 7 วันกลายเป็น 5 วัน ซึ่งแนํนอนทําให๎พวกยุงลายเพิ่มจํานวน
ประชากรไดเ๎ ร็วข้นึ และจากเดมิ ทย่ี ุงลายเคยออกหากินเฉพาะในตอนกลางวนั แตํภาวะโลกร้อนทํา
ให๎ยุงลายออกหากนิ ในชํวงกลางคนื ถึง 5 ทํุมดว๎ ย ซง่ึ แตํกํอนจะมีแคยํ ุงรําคาญท่ีออกหากินในเวลาน้ี
ทําให๎การควบคุมโรคน้ันยากขึ้นไปกวําเดิมที่ร๎ายกวําน้ันก็คือไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) ซึ่งเป็น
ไวรัสที่ทําให๎เกิดโรคไข๎เลือดออกนั้น แตํเดิมจะมีอยูํในเฉพาะยุงลายตัวเมีย เพราะการที่ยุงลายจะ
ติดไวรัสเดงก่ีได๎น้ัน จะต๎องไปกัดคนที่เป็นไข๎เลือดออกและรับไวรัสนี้มาเทําน้ัน แตํตอนน้ีพบวํามี

~ 77 ~

ไวรสั เดงก่ใี นยุงลายตัวผูด๎ ๎วย จงึ เกดิ ข๎อสงสยั วําทาํ ไมยงุ ลายตวั ผถ๎ู งึ มไี วรัสน้ี เพราะอยํางที่เรารู๎กันวํา
ยุงลายท่กี นิ เลอื ดคนน้นั มแี ตยํ งุ ตวั เมยี และก็ไดพ๎ บวําเกิดจากการทแ่ี มํของมันท่มี ีไวรัสเดงกี่
ถํายทอดไวรัสนี้มาให๎ตั้งแตํเกิด เพราะวํามีการพบไวรัสเดงกี่นี้ในลูกนํ้ายุงลายด๎วยยุงลายตัวผ๎ูที่มี
ไวรัสเดงกี่ เวลาท่ีมันไปผสมพันธุ๑กับตัวเมียก็จะแพรํไวรัสน้ีผํานทางน้ําเช้ือไปติดตัวเมียด๎วย และ
ยุงลายตัวผ๎ูสามารถผสมพันธุ๑ได๎หลายคร้ัง จึงทําให๎เชื้อไวรัสนี้แพรํกระจายไปเร็วมากข้ึนกวําเดิม
และยงั จะถกู ถํายทอดไปยงั ลูกของมนั ได๎อีกดว๎ ย

พอไดร๎ ๎แู บบน้ีจงึ ไมํสงสยั เลยวาํ ทาํ ไมโรคไข๎เลือดออกถึงไดร๎ ะบาดหนักมากข้ึน ตอนน้ีผท๎ู ี่
เก่ียวขอ๎ งกก็ ําลงั คดิ ค๎นหาวัคซีนปูองกันไข๎เลือดออกอยํู แตคํ งต๎องใชเ๎ วลาอีกหลายปี ตอนนี้เรากไ็ ด๎
แตปํ อู งกันไมใํ ห๎ยงุ ลายกัด และชวํ ยกนั ทาํ ลายแหลงํ เพาะพันธ๑ุของมัน ดเู หมอื นวําพวกมันปรับตวั ได๎
ดีเหลือเกินกับภาวะโลกร้อนท่ีเป็นอยํใู นตอนน้ี

คําถามท่ี 1 จากถ๎อยความพฒั นาการและพฤติกรรมของยงุ ลายในข๎อใดทไ่ี มเํ กยี่ วกบั ภาวะโลกร๎อน

1. การฟ๓กตวั ของยุงลายเร็วขึน้ 48 ช่ัวโมง

2. ยงุ ลายมีชวํ งเวลาหากินเพิ่มข้นึ วนั ละ 5 ชัว่ โมง

3. ยงุ ลายตวั ผ๎ดู ดู กนิ เลือดคน

4. หนงั ยงุ ลายมคี วามสามารถปรบั ตวั ไดด๎ ใี นภาวะโลกร๎อน

คําถามที่ 2 เหตุการณ๑ใดทีถ่ อื วําเปน็ สัญญาณอันตรายมากที่สดุ

5. ยุงลายแพรํพันธุ๑อยาํ งรวดเรว็

6. ยุงลายมีชวํ งเวลาหากินนานกวาํ เดิม

7. การพบเชื้อไวรสั เดงกี่ในยงุ ลายตวั ผ๎ู และตวั ผ๎สู ามารถผสมพนั ธุไ๑ ดห๎ ลายครงั้

8. ลูกยุงลายท่เี กิดใหมํมีเชื้อไวรสั เดงกีท่ ุกตัว

คําถามท่ี 3 จากข๎อความชา๎ งตน๎ ขอ๎ ความตน๎ ขอ๎ ความตอํ ไปน้ี เปน็ ความจรงิ หรอื ไม่เป็น

ความจริง ข๎อความทเี่ ปน็ ความจริง จงเขยี นเคร่ืองหมาย
ข๎อความที่ไมํเป็นความจรงิ จงเขยี นเครื่องหมาย
ในชํอง “ใช”ํ
ในชํอง “ไมใํ ชํ”

ขอ๎ ความ ใชํ ไมใํ ชํ

1.ภาวะโลกรอ๎ นทาํ ให๎สตั ว๑บางสายพันธ๑ุสูญพนั ธุ๑ไป

2.ยุงลายเป็นพาหะของไขเ๎ ลอื ดออก

3.เด็กวัย 0-12 ขวบจะเป็นไข๎เลือดออกถา๎ ได๎รบั เชื้อจากยงุ ลาย

4.ไวรัสเดงก่ี เป็นคํานามสามานยนาม

5.ในประเทศอินเดยี และทวปี อเมริกาใตม๎ ีผ๎ปู วุ ยเป็นไข๎เลอื ดออกถงึ 500,000

คน เป็นขอ๎ เทจ็

~ 78 ~ ใชํ ไมใํ ชํ

6.การใช๎สเปรย๑ฉีดพํนยงุ จะสํงผลให๎ยุงแพรํพันธุไ๑ ด๎มากขนึ้

ข๎อความ
7. “ยุงลายจะลดต๎องงดทําลายสิ่งแวดล๎อม”
8. จากข๎อ 7 เปน็ ประโยคสามัญ
9. คาํ วํา ต๎องงด เป็นกลวิธีเขียนสัมผสั อักษร
10.ป๓จจบุ ันยงุ ลายใชเ๎ วลาฟก๓ ตัวราว 120 ชว่ั โมง

คาถามที่ 4

จากถอ๎ ยความข๎างตน๎ หากปรบั พฤติกรรมคน จะสามารถเปล่ียนแปลงอัตราการแพรพํ ันธ๑ุของ
ยงุ ลาย

ได๎หรือไมไํ ด๎
ใหเ๎ ลอื กวงกลมลอ๎ มรอบขอ๎ ความ “ได”๎ “ไมไํ ด”๎ ทก่ี ําหนดใหแ๎ ลว๎ บอกเหตผุ ล
จํานวน 2 ข๎อ ให๎ใชข๎ อ๎ มูลจากเน้ือเรือ่ งสนับสนุนคําตอบของนกั เรียน

ได๎ ไมํได๎

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

~ 79 ~

โปรดทาข้อต่อไป

คาถามท่ี 5 “ยงุ ลายร้ายกว่าเสือ”

นกั เรียนคิดเห็นอยํางไรกับคําพูดขา๎ งตน๎ ทําไมจงึ คิดเชํนนนั้ ใหใ๎ ช๎เหตุผลประกอบคําอธิบาย
1.ใหน๎ ักเรยี นเลือกทําเครือ่ งหมายวงกลมลอ๎ มรอบข๎อความขา๎ งลาํ งนี้เพียงข๎อเดยี ว

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคดิ เห็นโตแ้ ยง้ ความคิดคลอ้ ยตามและโต้แย้ง

2. ให๎นักเรียนเขียนอธิบายเหตผุ ลจํานวน 2 ขอ๎ ที่สอดคลอ๎ งความคิดการเลอื กในขอ๎ ที่ 1

ความคดิ เหน็ คลอ้ ยตาม ความคิดเหน็ โตแ้ ย้ง

1……………………………………………………………… 1………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………… ………………………………………

2……………………………………………………………… 2………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
………………………………………………………………… …………………………………………………………………
……………………………………………………… ……………………………………………………

~ 80 ~

แบบฝึกพฒั นาการอ่านรู้เรอื่ งและสอ่ื สารไดต้ ามแนวการวัดผลนานาชาติ (PISA)
สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓

สถานการณ์ท่ี 20

คาช้แี จง ให้นกั เรียนอา่ นถ้อยความ และตอบคาถามต่อไปน้ี
Green Health – กับดักน้าตาล

เรอ่ื ง : ภัสน์วจี ศรีสวุ รรณ์
[email protected]
ภาพประกอบ : จนั -เจ้า-ค่ะ
ชํวงนี้มีขําวน้ําตาลทรายขาวครึกโครมตามส่ือโซเชียลมีเดียและสื่อด้ังเดิมท้ังโทรทัศน๑และ
สิ่งพิมพ๑ เพราะบรษิ ัทน้าํ ตาลผู๎นําตลาดประกาศทมุํ งบประมาณ 30 ล๎านบาทเพ่ือสร๎างการรับรู๎ใหมํ
แกํสังคมไทยวําน้ําตาลทรายขาวไมํได๎ใช๎สารฟอกสี และเป็นน้ําตาลธรรมชาติน่ีเป็นเรื่องที่เข๎าใจได๎
ในทางธุรกจิ เน่ืองจากน้ําตาลเปน็ สินค๎าโภคภณั ฑ๑ท่ีราคามวี งจรการข้ึนลง ปีน้ีผลผลิตนํ้าตาลสูงสุด
เปน็ ประวัติการณ๑ ราคาจึงตกต่าํ มิหนําซ้ํายงั เปน็ สนิ ค๎าควบคุมราคา ดังนั้นบริษัทน้ําตาลในบ๎านเรา
จึงหาวิธีสร๎างความแตกตํางให๎สินค๎าด๎วยการออกผลิตภัณฑ๑ใหมํๆ เก่ียวกับนํ้าตาลเพ่ือเพ่ิมมูลคํา
และยอดขายสารฟอกสีเป็นเพียงสํวนยอดเล็กๆ ของภูเขานํ้าแข็งป๓ญหาสุขภาพ ท่ีผํานมาวงการ
สุขภาพรณรงค๑ให๎กินนํ้าตาลทรายขาวน๎อยลง เหตุผลหลักเพราะใช๎สารฟอกขาวในกระบวนการ
ผลิต ปรกติถ๎าได๎รับสารดังกลําวในปริมาณไมํมากรํางกายคนเราจะมีเอนไซม๑ที่เปล่ียนสารซัลไฟต๑
ในสารฟอกขาวเป็นสารซัลเฟตซึ่งไมํมีพิษตํอรํางกายและขับสารออกทางป๓สสาวะ แตํถ๎าได๎รับ
ปริมาณมากจะกํอให๎เกิดอันตราย กลุํมคนที่มีความเสี่ยงสูงได๎รับสารกลุํมนี้คือผู๎เป็นโรคหอบหืด
อาการทพ่ี บ เชนํ หายใจขัด เจ็บหน๎าอก ปวดท๎อง คล่ืนไส๎ อาเจียน อุจจาระรํวง เวียนศีรษะ ปวด
ศีรษะ ความดันเลือดต่าํ เป็นลมพิษ

~ 81 ~

สง่ิ สําคัญกวําทเี่ ราไมํควรหลงประเด็น คือ ไมวํ าํ จะเปน็ นา้ํ ตาลชนดิ ใด มาจากธรรมชาติหรือ
สงั เคราะห๑ (นาํ้ ตาลสํวนใหญลํ ว๎ นมาจากธรรมชาติ) น้ําตาลก็ยังเป็นน้ําตาลวันยังคํ่า น่ันคือให๎ความ
หวาน ซ่ึงจะหวานมากหรือน๎อยอาจมีนัยสําคัญบ๎าง ท่ีแนํๆ หากกินเกินความต๎องการของรํางกาย
ยํอมเปน็ อนั ตรายตํอสุขภาพ

จากการติดตามสถานการณ๑การบริโภคน้ําตาลของคนไทยโดยองค๑กรสุขภาพทุกสํานัก ล๎วน
ระบตุ รงกนั วําคนไทยบริโภคน้ําตาลสูงเกินกวําปริมาณท่ีรํางกายต๎องการในแตํละวันหลายเทํา และ
นับวนั จะเพมิ่ ข้นึ เรื่อยๆ เชนํ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กลําววํา คนไทยบริโภคน้ําตาลเกิน
กวํามาตรฐานกําหนดสามเทํา คือ ปริมาณสูงถึงคนละ 29.6 กิโลกรัมตํอปี หรือเฉล่ียวันละ 20
ช๎อนชา ขณะคาํ มาตรฐานกําหนดให๎บริโภคไดไ๎ มเํ กินคนละ 10 กิโลกรัมตํอปี หรือเฉลี่ยวันละ 6-8
ชอ๎ นชา

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร๎างเสริมสุขภาพ (สสส.) ติดตามสถานการณ๑การบริโภค
นํ้าตาลของคนไทยในระดับประเทศ โดยเฉพาะกลุํมเด็ก โดยดูจากรายการอาหารท่ีเลือก
รับประทานแตลํ ะวนั ต้งั แตปํ ี 2544-2554 พบวํา ปี 2544 คนไทยบริโภคนํ้าตาล 19.9 ช๎อนชาตํอ
วัน หรือเกือบ 80 กรัม ถือวํามากกวําเกณฑ๑ปริมาณนํ้าตาลท่ีควรได๎รับ 6 ช๎อนชาตํอวัน หรือ 24
กรัม สํวนปี 2554 คนไทยบริโภคนํ้าตาลเพ่ิมข้ึนเป็น25 ช๎อนชาตํอวัน คิดเป็น 100 กรัม เพ่ิมข้ึน
ร๎อยละ 25 ในชํวงเวลา 10 ปี และกวาํ 30 ปีทผี่ าํ นมาคนไทยบรโิ ภคนํา้ ตาลเพ่ิมเป็นสามเทํา ทั้งน้ี
จากการเปรียบเทียบกับกลํุมประเทศอาเซียนห๎าประเทศ ได๎แกํ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม
ฟิลิปปนิ ส๑ สิงคโปร๑ ประเทศไทยบรโิ ภคนา้ํ ตาลสงู สุดเปน็ อนั ดับ 1

เหตทุ ีก่ นิ นาํ้ ตาลเยอะเป็นอนั ตรายเพราะราํ งกายตอ๎ งปรับปรมิ าณน้ําตาลในเลือดให๎สมดลุ
หากน้ําตาลในเลือดสูง ตบั ออํ นจะหลง่ั ฮอร๑โมนอนิ ซลู นิ เพอ่ื ควบคุมใหป๎ ริมาณนา้ํ ตาลในเลือดต่ําลง
โดยเปลี่ยนกลโู คสเปน็ ไกลโคเจนเพื่อเกบ็ สะสมไวท๎ ต่ี ับและกลา๎ มเนอ้ื หากนํ้าตาลในเลือดตํ่า ตบั

~ 82 ~

อํอนจะหล่ังฮอร๑โมนกลูคากอน (glucagon) เพื่อสลายไขมนั (หรือไกลโคเจน) ทตี่ ับและกล๎ามเนื้อ
ใหเ๎ ป็นน้ําตาลกลูโคสเขา๎ สํูกระแสเลือด

ดงั น้ันการกนิ นํา้ ตาลมากและตอํ เนอ่ื งจะสงํ ผลให๎มไี ขมันเพมิ่ ข้นึ ที่ตับและกล๎ามเนอื้ และ
ปรมิ าณน้ําตาลทขี่ ้ึนๆ ลงๆ ในเส๎นเลือดจากการกนิ นํ้าตาลมากและบอํ ยๆ เป็นเวลานานจะทําให๎
กลไกการปรบั น้ําตาลในเลือดผดิ เพี้ยนจนเกดิ ภาวะด้อื อินซูลนิ (insulin resistance) และนําไปสูํ
สาเหตขุ องโรคเรอ้ื รังตํางๆ เชํน โรคอว๎ น เบาหวาน โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด รวมถงึ มะเรง็ บางชนิด

สวํ นการหลีกเล่ยี งโดยกนิ นา้ํ ตาลเทยี มหรอื น้ําตาลสังเคราะหก๑ ไ็ มํใชทํ างเลอื กอันชาญฉลาด
นักวิจัยจากศนู ย๑วิทยาศาสตร๑สุขภาพ มหาวิทยาลัยเทกซัส (UT Health Science Center)
สหรัฐอเมริกา เกบ็ ขอ๎ มูลผู๎หญงิ 1,550 คน อายุระหวําง 25-64 ปี โดยมี 622 คนทน่ี ้าํ หนักได๎
มาตรฐานกอํ นเข๎ารวํ ม พบวํา คนท่ดี ม่ื นา้ํ อดั ลมปรกติคร่ึงกระปอ๋ งตํอวัน มโี อกาสเปน็ โรคอ๎วน 26
เปอรเ๑ ซน็ ต๑ ขณะผด๎ู ่ืมนํ้าอดั ลมแบบ diet มีโอกาสเพิ่มขน้ึ เปน็ 36.5 เปอรเ๑ ซน็ ต๑ และถ๎าด่มื วนั ละ
หนง่ึ ถึงสองกระป๋องมีโอกาสเป็นโรคอว๎ นสงู ข้นึ 54.5 เปอร๑เซ็นต๑

สรุปวํา การดม่ื นํา้ อัดลมแบบไดเอตหน่งึ กระป๋องตํอวนั มีโอกาสนาํ้ หนกั ขึ้น 65 เปอร๑เซน็ ต๑
และมีโอกาสเป็นโรคอ๎วน 41 เปอร๑เซน็ ต๑ นกั วิจัยเช่ือวาํ น้ําตาลเทียมท่มี ีความหวานมากกวํา
น้ําตาลธรรมดาสองเทําแตไํ ร๎แคลอรเี หลํานีท้ ําให๎รู๎สึกหวิ สมองจงึ ส่งั การให๎หาของกนิ อนื่ เพื่อเพิม่
แคลอรี นอกจากน้ียังมีงานวิจยั หลายช้นิ ที่ระบุวํานา้ํ ตาลเทยี มเปน็ ตัวกระตุ๎นให๎เกดิ มะเรง็ บางชนดิ

ด๎วยเหตุนเ้ี ราจงึ ไมคํ วรตกเปน็ เหย่ือการโฆษณาเฉพาะจดุ หรอื ตดิ กบั ดักคําสวยๆ อยาํ ง
“ธรรมชาติ” “แคลอรตี ํา่ ” และตระหนกั วําไมวํ ําจะกินนา้ํ ตาลประเภทใดก็ควรกนิ แตพํ อควร
หลกี เล่ยี งอาหารหวานจัด และเติมน้ําตาลในอาหารใหน๎ อ๎ ยท่สี ดุ เพราะอาหารสวํ นใหญลํ ว๎ นเตมิ น้าํ ตาล
หรอื มีความหวานตามธรรมชาตอิ ยแูํ ลว๎ .

 ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ฉบบั ท่ี 357 พฤศจิกายน 2557
- See more at: http://www.sarakadee.com/2015/02/13/sugar-

trap/#sthash.C1DM1k7k.dpuf

~ 83 ~

คาถามที่ 1 ถ๎อยความนี้ผู๎เขียนตอ๎ งการนาํ เสนอสง่ิ ใดมากที่สดุ

1. อันตรายของการบรโิ ภคนาํ้ ตาลที่มสี ารฟอกขาว

2. อนั ตรายของการบรโิ ภคนํ้าตาลเทยี ม

3. อันตรายของการบริโภคอาหารหวานเกนิ ความต๎องการของรํางกาย

4. อนั ตรายของการตกเป็นเหย่อื โฆษณา

คาถามท่ี 2 จากถอ๎ ยความข๎อใดถกู ต๎องท่ีสดุ

1.กล๎วย 1 ผล +ขา๎ วโพด 1 ฝ๓ก มนี ้ําตาลมากกวํา ข๎าวสวย 1 ทพั พี +แอปเปิล้ 1

ผล

2.นํา้ ชาเขยี ว 1 ขวด มีนํ้าตาลมากกวํา นํ้าอดั ลม 1 กระปอ๋ ง +ขนมทองหยบิ 1

ชิ้น

3.คนไทยบรโิ ภคนํา้ ตาลมากกวาํ คนมาเลเซีย+อินโดนเี ซยี +เวียดนาม

4.น้ําตาลธรรมดาและนํา้ ตาลทรายเทียมมคี วามหวานเทาํ กัน

คาถามที่ 3

จากขอ๎ ความชา๎ งตน๎ ขอ๎ ความต๎น ขอ๎ ความตอํ ไปน้ี เปน็ ความจรงิ หรือ ไมเ่ ป็น

ความจรงิ จงเขียนเครอื่ งหมาย

ขอ๎ ความท่ีเป็นความจรงิ จงเขียนเครอื่ งหมาย ในชอํ ง “ใช”ํ
ขอ๎ ความทไี่ มเํ ปน็ ความจรงิ ในชอํ ง “ไมํใชํ”

ขอ๎ ความ ใชํ ไมํใชํ

1.การนําเสนอขอ๎ มูลน้ําตาทรายไมไํ ด๎ฟอกสเี ป็นกลยุทธ๑โฆษณาทางธุรกิจ

2.ปกติรํางกายของมนุษยส๑ ามารถสร๎างเอนไซมข๑ จัดสารฟอกขาวออกทาง

ป๓สสาวะได๎

3.ในปี 2554 ถ๎าคนไทย 30 คน จะบรโิ ภคนาํ้ ตาล 3 กิโลกรมั ตอํ วัน

4.สารฟอกสีเปน็ เพยี งยอดเลก็ ๆของภเู ขานา้ แข็งปญ๓ หาสขุ ภาพ

ภเู ขานา้ แข็งมคี วามหมายโดยตรง

5.โซเซียลมีเดยี ซัลไฟลล๑ซลเฟต เป็นคาํ บัญญัติศพั ท๑

~ 84 ~

ขอ๎ ความ ใชํ ไมใํ ชํ

6.คําโฆษณาเปน็ สํวนหน่ึงท่ีทาํ ให๎เดก็ ไทยอ๎วน
7.ตบั และกล๎ามเน้อื ทํางานผิดปกติสงํ ผลมาจาก การบรโิ ภคนา้ํ ตาลมากเกนิ ที่
รํางกายตอ๎ งการ
8. “นโยบายสํงเสริมการทํองเทย่ี ววถิ ีไทย กับการกินอยอํู ยาํ งไทยสํงผลให๎คน
ไทยอว๎ นขึ้น” ขอ๎ ความน้เี ปน็ ข๎อเท็จจรงิ

9.แมส๎ ินคา๎ โภคภัณฑ๑น้ําตาล จะเปลยี่ นเปลย่ี นแปลงรูปแบบตามกลยทุ ธ๑
การตลาด แตํคําความหวานไมไํ ดเ๎ ปลี่ยนแปลง

10.การบรโิ ภคนาํ้ ตาลเทยี มเป็นอนั ตรายตํอรํางกายมากกวาํ น้าํ ตาลธรรมดา

คาถามท่ี 4

จากถ๎อยความข๎างตน๎ เราจะบรโิ ภคนาํ้ ผ้ึง นาํ้ ตาลมะพร๎าว น้าํ ตาลโตนด แทน นํ้าตาลทรายขาว
น้ําตาลเทียม เพื่อหลีกเล่ียงการเป็นโรคอว๎ น โรคความดนั โรคเบาหวาน และ โรคมะเร็งไดห๎ รอื
ไมไํ ด๎

ให๎เลือกวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “ได”๎ “ไมํได”๎ ทีก่ าํ หนดให๎แล๎วบอกเหตุผล
จํานวน 2 ขอ๎ ใหใ๎ ชข๎ ๎อมูลจากเน้ือเรือ่ งสนบั สนนุ คําตอบของนกั เรยี น

ได๎ ไมํได๎

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
.2....................................................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

~ 85 ~

คาํ ถามที่ 5

ขนมหวาน อาหารไทย ตดิ ใจทกุ คราที่ได้ล้มิ ลอง

นกั เรยี นคดิ เห็นอยํางไรกับคาํ พูดข๎างตน๎ ทําไมจงึ คดิ เชนํ นน้ั ให๎ใชเ๎ หตผุ ลประกอบคาํ อธบิ าย
1. ใหน๎ ักเรียนเลอื กทําเครอ่ื งหมายวงกลมลอ๎ มรอบข๎อความข๎างลาํ งน้เี พียงข๎อเดียว

ความคิดเหน็ คลอ้ ยตาม ความคิดเห็นโต้แย้ง ความคิดคล้อยตามและโต้แยง้

2. ใหน๎ ักเรียนเขียนอธิบายเหตผุ ลจํานวน 2 ข๎อที่สอดคล๎องความคดิ การเลือกในข๎อท่ี 1

ความคดิ เห็นคลอ้ ยตาม ความคิดเห็นโตแ้ ย้ง

1……………………………………………………………… 1………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………… ………………………………………

2……………………………………………………………… 2………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………………………………… …………………………………………………………………

………………………………………… ………………………………………

~ 86 ~

ภาคผนวก

~ 87 ~

แนวการตอบ

1.ถ๎อยความนี้ผเู๎ ขยี นต๎องการนําเสนอเร่ืองใดมากท่ีสุด(บรู ณาการและตีความ) ( 1คะแนน)

1. โรคตอ๎ หินเปน็ อันตรายตํอสุขภาพ

2. โรคต๎อหินปูองกนั ได๎โดยไมใํ ชค๎ อมพวิ เตอร๑

3. โรคตอ๎ หนิ เกี่ยวข๎องกับกรรมพนั ธุ๑

4. โรคตอ๎ หนิ รักษาได๎โดยการหยอดตา

2. ขอ๎ ใด ไมํ ถูกตอ๎ ง (สะท๎อนและประเมินคาํ ) ( 1คะแนน)

1. คาํ วํา “คอมพวิ เตอร๑” เปน็ คําทับศัพท๑ “สมารท๑ โฟน” เปน็ คาํ บัญญตั ศิ พั ท๑

2. คาํ วํา “คอมพวิ เตอร๑” ” เปน็ คาํ บญั ญตั ิศพั ท๑“สมารท๑ โฟน” เปน็ คาํ ทับศพั ท๑

3. คําวํา “คอมพิวเตอร๑” ” เป็นภาษาทางการ“สมาร๑ทโฟน” เปน็ ภาษาพดู

4. คําวํา “คอมพวิ เตอร๑” ” เปน็ คาํ บญั ญัตศิ ัพท๑“สมารท๑ โฟน” เปน็ ภาษาปาก

คาถามท่ี3 จากถอ๎ ยความข๎าง ขอ๎ ตํอไปน้ีเปน็ ความจริงหรือไมํเป็นความจรงิ ( 5คะแนน)
ขอ๎ ความเป็นจรงิ จงเขยี นเครอ่ื งหมาย ในชอํ ง “ใช”ํ
ขอ๎ ความไมเํ ปน็ จริง จงเขียนเครอ่ื งหมาย ในชํอง “ไมใํ ชํ”
ข้อความ ใช่ ไมใ่ ช่
X
1.การตรวจสุขภาพตาควรไปพบจกั ษุแพทย๑ (การเขา๎ ถงึ และค๎นคืนสาระ) X

2.ปี พ.ศ. 2553สถิติผป๎ู วุ ยโรคต๎อหนิ ทัว่ โลกมีจาํ นวน 60 ลา๎ นคน (การเขา๎ ถงึ
และคน๎ คนื สาระ)

3.จากสถติ ิพบวํา ผ๎ูปุวยโรคตอ๎ หนิ ไมํรู๎ตวั วําเปน็ โรคตอ๎ หนิ เพราะไมํเคย X
ตรวจตา(การเขา๎ ถึงและคน๎ คืนสาระ)

4.ผ๎ใู ชย๎ ากลุํมสเตยี รอยดไ๑ มไํ ด๎จดั อยูใํ นกลุํมเสยี่ งท่ีจะเปน็ โรคตอ๎ (บูรณาการและ X
การตคี วาม) XX

5.คาํ วาํ “แซกโซโฟน” เป็นคําภาษาราชการ (บูรณาการและการตีความ)
6.การใช๎แสงเลเซอร๑ ไมํสามารถใช๎รักษาโรคต๎อหนิ ได๎ (บรู ณาการและการ
ตคี วาม)

~ 88 ~

ข้อความ ใช่ ไม่ใช่

7.พงษพ๑ รรณเลํนโยคะทําห๎อยหวั ลงกับพนื้ ทาํ ให๎เกดิ ความดันในลูกตา X
เพม่ิ ขึ้น(สะท๎อนและประเมินคํา)

8.นักเปุาแซกโซโฟนมอื อาชีพมคี วามเส่ียงตอํ โรคต๎อหิน (สะทอ๎ นและ X
ประเมินคํา)

9.สมชายหัวหน๎าครอบครัวปุวยเปน็ โรคต๎อหนิ สมพงษ๑ ลกู ชายไมเํ ปน็ X
โรคตอ๎ หินใชํหรือไมํ(สะทอ๎ นและประเมนิ คํา)

10.ในทกุ ๆ 2 ปี สายสมรจะไปพบจักษแุ พทยเ๑ พื่อตรวจโรคต๎อหนิ (สะทอ๎ น X
และประเมนิ คํา)

4. จากถอ๎ ยความข๎างต๎น นกั เรียนมีโอกาสจะเปน็ โรคต๎อหนิ ได๎หรือไมํ ( 5คะแนน)
ให๎เลอื กวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความ “ได”๎ “ไมํได”๎ ทก่ี าํ หนดใหแ๎ ล๎วบอกเหตผุ ลจํานวน 2 ข๎อ

ใหใ๎ ช๎ข๎อมูลจากเนอ้ื เรอ่ื งสนบั สนุนคาํ ตอบของนกั เรียน

ได๎ ไมํได๎

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

~ 89 ~

5. ต้อหินรักษาง่าย

นกั เรียนคิดเหน็ อยํางไรกบั คําพูดขา๎ งต๎น ทําไมจึงคดิ เชนํ นั้นให๎ใชเ๎ หตผุ ลประกอบคําอธิบาย
( 5คะแนน)

1.ใหน๎ ักเรียนเลือกทาํ เคร่อื งหมายวงกลมลอ๎ มรอบขอ๎ ความข๎างลาํ งน้ีเพียงขอ๎ เดียว

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคดิ เห็นโตแ้ ย้ง ความคดิ คล้อยตามและโต้แย้ง

2.ให๎นักเรียนเขยี นอธบิ ายเหตผุ ลจาํ นวน 2 ข๎อ ท่สี อดคล๎องความคิดการเลือกในข๎อที่ 1

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคิดเห็นโตแ้ ยง้

1………………….………….…… 1………..……………………………

………………………………….…… ………………………………….……

………………………………………. ……………………………………….

………………………………………. ……………………………………….

2. ………………………..……… 2……..………………………………

………………………………….…… ………………………………….……

………………………………………. ……………………………………….

………………………………………. ……………………………………….

~ 90 ~

มหัศจรรย์แห่งมะละกอ

คําถามที่ 1 จากถอยความขา๎ งตน๎ ผู๎เขยี นตอ๎ งการส่ือความในข๎อใด

1. ปอู งกนั โรคทอ๎ งเสยี

2. ประโยชน๑ของมะละกอ

3.รักษาโรคมะเรง็

4.รกั ษาโรคกระดกู พรุน

(การเข๎าถงึ และค๎นคืนสาระ)

คาํ ถามท่ี 2 ถา๎ นกั เรียนเดนิ ทางไปภาคใต๎ ต๎องการซ่ือมะละกอมารับประทาน ขอ๎ ใดกลําวถูกต๎อง

1. ละกอ

2. บักหุงํ

3. มะเต๎ด

4. มะเตะ๏

คาํ ถามท่ี 3 จากถอ๎ ยความข๎างต๎น ขอ๎ ความตอํ ไป เป็นความจรงิ หรอื ไมํเปน็ ความจรงิ ( 3 คะแนน)
ขอ๎ ความเป็นความจรงิ จงกาเคร่อื งหมาย ในชอํ ง “ใช”ํ

ข๎อความไมเํ ปน็ ความจริง จงกาเคร่อื งหมาย ในชํอง “ไมใํ ชํ”

ขอ้ ความ ใช่ ไม่ใช่

1.มะละกอมสี รรพคณุ ทางยาสมนุ ไพรรกั ษาโรคได๎  
 
2.มะละกอมโี ทษตํอระบบขับถาํ ยของรํางกาย
3.วิตามินซใี นมะละกอชํวยบํารุงกระดูก 
4.สารเบต๎าแคโรทีนมีสรรพคุณตา๎ นโรคมะเรง็ 
5.เพลงสม๎ ตาํ เป็นบทพระราชนิพนธข๑ องสมเดก็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ
6.ยางมะละกอดิบชวํ ยทําใหเ๎ น้อื หมกั เป่ือยยํยุ
7.วีรภทั รมอี าการปส๓ สาวะกระปิดกระปอย ตอ๎ งใชร๎ ากมะละกอนาํ มาตมด่ืมเพอื่
รกั ษาโรค
8.แคลเซียมในมะละกอมีสรรพคุณรกั ษาโรคโลหิตจาง
9.บักหงํุ มะเต๏ะ เปน็ ภาษาทางราชการ เป็นภาษาจนี
10.น้ํามะละกอท่ตี ๎มสามารถลา๎ งไขมนั ในลาํ ไสเ๎ ปน็ การดีทอกซ๑รํางกาย คําวํา ดี
ทอกซ๑ มาจากภาษาจนี

~ 91 ~

คาํ ถามที่ 4 จากถอ๎ ยความขา๎ งตน๎ มะละกอมปี ระโยชน๑ใชหํ รือไมํใช(ํ 3 คะแนน)
ใหเ๎ ลอื กวงกลมล๎อมรอบข๎อความ “ใช”ํ “ไมใํ ชํ” ที่กําหนดให๎ แลว๎ บอกเหตผุ ล จํานวน

2 ขอ๎

ใชไ่ มใ่ ช่

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

~ 92 ~

บทพากยเ์ อราวัณ

คาถามที่ 1 บทพากเกราวณั ผ๎แู ตํงมีจดุ ประสงค๑เพ่อื อะไร( 1 คะแนน)
1. ให๎เห็นคุณคําของความสวยงามของชา๎ งเอราวณั
2. ใหเ๎ หน็ โทษของความลํุมหลงในรูป รส กลน่ิ เสียง
3. ใหเ๎ ห็นโทษของการทําสงครามของพระลักษณ๑กับอนิ ทรชติ
4. ให๎เห็นภาพพจนข๑ องการทําสงครามระหวํางพระลักษณ๑กบั อินทรชิต
(การเขา๎ ถงึ และค๎นคืนสาระ)

คําถามที่ 2 ขอ๎ ใดใช๎คําไวพจนไ๑ ดถ๎ ูกต๎อง ( 1 คะแนน)

1. ชา๎ ง = กุญชร คช อปั สร

2. นางฟูา = อปั สร เยาวมาลย๑ เทพธิดา

3. พระอินทร๑ = อมรินทร๑ เวไชยนั ต๑ เทพบตุ ร

4. ทอ๎ งฟาู = อมั พร นภาลัย เวหน

(การบูรณาการและตีความ)

คําถามที่ 3 จากถ๎อยความขา๎ งตน๎ เป็นความจริงหรอื ไมเํ ปน็ ความจริง ( 5 คะแนน)
ข๎อความไมเํ ปน็ ความจรงิ จงกาเครื่องหมาย
ขอ๎ ความเปน็ ความจริง จงกาเคร่ืองหมาย ในชํอง “ใช”ํ

ในชํอง “ไมใํ ชํ”

ขอ้ ความ ใช่ ไม่ใช่

1. อินทรชิตแปลงกายเป็นอินทรชติ ใช๎ช๎างเอราวณั เป็นพาหนะ 

2. ช๎างเอราวณั มี 30 เศียร แตํละเศยี รมงี าที่สวยงามเหมอื นเพชร เศยี รละ 7

งา

3. ช๎างเอราวัณมีลกั ษณะกายสขี าวเหมือนปยุ นุนํ 
4. พระลักษณ๑หลงกลอนิ ทรชติ จงึ ถกู ศรพรหมมาสตร๑
5. พิเภกเตอื นใหพ๎ ระรามอยําหลงกลความสวยงามของช๎างเอราวัณ 

~ 93 ~

6. คําวํา อมรนิ ทร์ มีความหมายวํา พระอินทร๑

ข๎อความ ใชํ ไมํใชํ

7. งาแตลํ ะกง่ิ ของช๎างเอราวณั มสี ระบวั 7 สระ แตํละสระมีดอกบัว 12 

ดอก
8. กองทพั หน๎าของกองทัพอนิ ทรชิตคอื เทพารักษ๑

9. ช๎างเอราวัณตกแตํงดว๎ ยเครอื่ งประดบั แก๎วนพรตั น๑และทอง
 10. บทพากย๑เอราวัณ สะทอ๎ นความคิดในเรอื่ ง ความรัก ความสวยงาม

คาํ ถามที่ 4 จากถอ๎ ยความขา๎ งตน๎ นกั เรียนชอบชา๎ งเอราวัณหรอื ไมํ ( 3 คะแนน)
ใหเ๎ ลือกวงกลมล๎อมรอบข๎อความ “ชอบ” “ไมชํ อบ” แล๎วบอกเหตผุ ลจํานวน 2

ขอ๎ ใหใ๎ ชข๎ ๎อมลู จากถ๎อยคํา สนับสนุนคําตอบของนักเรียน

ชอบ ไมํชอบ

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

2......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

~ 94 ~

คําถามท่ี 5 อะเมดซง่ิ ชา๎ งเอราวณั ( 5 คะแนน)
นกั เรยี นคดิ เหน็ อยํางไรกบั ข๎อความข๎างต๎น ให๎ใช๎เหตุผลประกอบคําอธิบาย
1. เลอื กเคร่อื งหมายวงกลมลอ๎ รอบขอ๎ ความข๎างลาํ งเพียง 1 ข๎อความ

ความคดิ เหน็ คลอ๎ ยตาม ความคิดเหน็ โต๎แย๎ง ความคิดเห็นคล๎อยตามและโตแ๎ ยง๎

2. เขียนอธบิ ายเหตผุ ล จํานวน 2 ข๎อ ทส่ี อดคลอ๎ งความคดิ ในการเลือก

ความคดิ เห็นคล้อยตาม ความคดิ เห็นโต้แยง้

1………………………………………….…… 1………………………………………….……

………………………..………………….…… ………………………..………………….……

………………………..………………………. ………………………..……………………….

……………………….………………………. ……………………….……………………….

2……………..………………………..……… 2……………..………………………..………

…………….…………………………….…… …………….…………………………….……

………………….……………………………. ………………….…………………………….

…………………….…………………………. …………………….………………………….

~ 95 ~

ภัยแฝงจาก "บะหมี่สาเรจ็ รปู "

คาํ ถามที่ 1 ผเ๎ู ขยี นต๎องการสอื่ สารอะไร จากการกินบะหม่กี ึ่งสําเรจ็ รูป ( 1 คะแนน)
1. ความสะดวกของคนรนุํ ใหมํ
2. โรคท่ีเกิดจากบะหม่ีสาํ เรจ็ รูป
3. ความประหยดั ในการรับประทานอาหาร
4. สํวนประกอบของบะหม่กี งึ่ สาํ เร็จรปู

คําถามท่ี 2 ข๎อใดไมถํ กู ตอ๎ ง( 1 คะแนน)

1. คาํ วํา “ทรานส๑” เปน็ คําภาษาอังกฤษ

2. คาํ วํา “บะหม่ี” เปน็ คําภาษาจีน

3. คําวํา “สาธารณสุข” เป็นคาํ สนั สกฤต

4. คาํ วาํ “วิตามิน” เปน็ คําภาษาโปรตุเกส

(การบูรณาการและตีความ)

คําถามท่ี 3 จากถอ๎ ยคําข๎างต๎น เปน็ ความจริงหรือไมํเปน็ ความจรงิ ( 5 คะแนน)
ข๎อความเปน็ ความจรงิ จงกาเครอ่ื งหมาย
ขอ๎ ความไมํเปน็ ความจริง จงกาเครือ่ งหมาย ในชํอง “ใช”ํ

ในชอํ ง “ไมใํ ชํ”

ข้อความ ใช่ ไมใ่ ช่

1. นา้ํ มนั พชื ราคาถูกจะมกี รดไขมนั ชนดิ ทรานส๑เป็นสํวนประกอบในบะหมี่ 
สาํ เรจ็ รูป

2 ไมคํ วรรับประทานบะหมีส่ าํ เรจ็ รูปดบิ ๆ จะกํอให๎เกิดโรคท๎องอดื

3. วิภาวดีเลือกซ้อื บะหมที่ ี่มีขอ๎ ความเพิม่ สารไอโอดี ธาตุเหลก็ วติ ามนิ เอ มา
รับประทาน

4. กรดไขมันชนิดทรานส๑ เป็นสารกระต๎นุ ให๎เกดิ โรคตับอกั เสบ  
5. จํานงรบั ประทานบะหม่ีสําเรจ็ รูป โดยใสํไขํ ผกั และเนือ้ สัตว๑ 
6. ชนติ าปวดทอ๎ งเพราะทานบะหมีส่ ําเร็จรูปดบิ ๆ
7. รํางกายของเราหากมแี รธํ าตุโซเดยี มปรมิ าณมากจะสํงผลกระทบตํอโรคปอด
อักเสบ
8. บะหม่สี ําเร็จรูปมสี ํวนประกอบของสารโซเดยี มและผงชรู ส 60-70%
9. สาธารณสขุ เตือนหา๎ มรับประทานบะหม่สี ําเรจ็ รปู ทกุ ชนดิ
10.”ยคุ ประหยัดเข็มขดั รดั ต้วิ ” เปน็ ประโยคความรวม

~ 96 ~

คําถามท่ี 4 จากถ๎อยความขา๎ งตน๎ นกั เรยี นจะซอ้ื บะหมีส่ ําเร็จรปู รบั ประทานได๎หรือไมํ ( 3
คะแนน)

ให๎เลือกวงกลมล๎อมรอบข๎อความ “ได”๎ “ไมํได๎” แล๎วบอกเหตผุ ลจาํ นวน 2 ขอ๎

ได๎ ไมํได๎

1.....................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

2.....................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

คําถามท่ี 5 ( 5 คะแนน)

รสต๎มยํากง๎ุ

นักเรยี นคดิ เหน็ อยํางไรจากถ๎อยความขา๎ งต๎น ใหใ๎ ช๎เหตผุ ลประกอบคําอธบิ าย ดังนี้

1.ใหน๎ กั เรียนเลอื กทาํ เครื่องหมายวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความขา๎ งลํางนีเ้ พียงข๎อเดียว

ความคิดเหน็ คลอ้ ยตาม ความคดิ เหน็ โตแ้ ยง้ ความคดิ คลอ้ ยตามและโต้แย้ง

2.ใหน๎ กั เรียนเขียนอธิบายเหตุผลจํานวน 2 ขอ๎ ทสี่ อดคล๎องความคดิ การเลอื กในขอ๎ ท่ี 1

ความคิดเห็นคลอ้ ยตาม ความคดิ เห็นโต้แยง้

1………………………………………….…… 1………………………………………….……

………………………..………………….…… ………………………..………………….……

………………………..………………………. ………………………..……………………….

……………………….………………………. ……………………….……………………….

2……………..………………………..……… 2……………..………………………..………

…………….…………………………….…… …………….…………………………….……

………………….……………………………. ………………….…………………………….

…………………….…………………………. ~ 97 ~

…………………….………………………….

พระอภัยมณหี นีนางผเี ส้ือสมทุ ร

คําถามที่ 1 เหตุใดพระอภัยมณีจึงหนีผีเสอื้ สมุทร

1.กลวั นางผเี สือ้ สมุทรจับกินเปน็ อาหาร

2.กลวั สินสมุทรเสียใจถ๎าร๎ูวาํ แมํเปน็ ยักษ๑

3.ตอ๎ งการกลับบ๎านเมอื งเพ่อื พบครอบครวั ของตนเอง

4.ตอ๎ งการไปสร๎างครอบครัวใหมํกบั นางเงือก

คําถามที่2 “หน๎าตาเหมอื นพระบดิ า แตํดวงตาดงั สุรยี ฉ๑ าย มีกําลงั ดงั พระยาคชพลาย มีเขี้ยวคลา๎ ย

ชนนีมีศักด์ดิ า” จากข๎อความข๎างต๎นเปน็ ลกั ษณะของใคร

1. สดุ สาคร

2.สินสมทุ ร

3. พระอภยั มณี

4.นางผีเสื้อสมุทร

ข๎อความเปน็ ความจริง จงเขียนเครื่องหมาย ในชํอง “ใชํ”
ข๎อความไมํเป็นความจรงิ จงเขยี นเคร่อื งหมาย ในชอํ ง “ไมใํ ชํ”
ข้อความ ใช่ ไมใ่ ช่
1.พระอภัยมณอี ยกูํ นิ กบั นางผีเส้อื สมุทรเปน็ เวลา 8 ปี 
2.เงือกสองผัวเมียเป็นคนพาพระอภยั มณแี ละสินสมทุ รหนี 
3.พระอภัยมณีลวงให๎นางผเี ส้ือสมุทรไปจาํ ศลี ในปาุ เป็นเวลา 3วันเพราะมีเคราะห๑ 
4.นางผีเสอ้ื สมุทรเสียใจและโกรธมากท่ีพระอภัยมณีหนอี อกจากถ้ํา
5.นางผีเสือ้ สมุทรร๎ขู ําวจากผพี รายวําพระอภยั มณหี นีไปทางทศิ ตะวันออก
6.เงือกสองผวั เมียลวงนางผีเสอ้ื สมทุ รใหห๎ ลงทางจนถูกสาปให๎เป็นหิน
7.นางเงอื กพาพระอภยั มณแี ละผเี สอ้ื สมุทรไปทเี่ กาะแกว๎ พสิ ดาร
8.นางผีเสอ้ื สมุทรช่ืนชมพระโยคที ชี่ ํวยเหลือพระอภยั มณีและสินสมทุ ร
9.ถ๎านกั เรียนเปน็ สนิ สมุทรเมื่อร๎วู าํ แมเํ ป็นยักษ๑จะรกั และเคารพแมํเหมือนเดิม

 10.พระโยคโี กรธนางผเี ส้ือสมทุ รทีไ่ มํยอมปลอํ ยพระอภัยมณีเป็นอสิ ระจึงสาปให๎
เปน็ หนิ

~ 98 ~

คําถามท่ี4 จากถอ๎ ยความขา๎ งตน๎ นักเรียนเชื่อหรอื ไมํวํา ความรกั ทาใหค้ นตาบอด
ใหเ๎ ลอื กวงกลมล๎อมรอบข๎อความ “เช่อื ” “ไมํเชื่อ” ที่กําหนดใหแ๎ ลว๎ บอกเหตผุ ลจํานวน 2 ขอ๎

เชอ่ื ไมํเช่อื

1.....................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

2.....................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

คาํ ถามที่ 5 ความรักตา่ งสายพนั ธุ์

นักเรยี นคดิ เห็นอยํางไรจากถอ๎ ยความขา๎ งต๎น ให๎ใช๎เหตผุ ลประกอบคําอธบิ ายดงั น้ี

1.ใหเ๎ ลือกทําเครือ่ งหมายวงกลมล๎อมรอบขอ๎ ความขา๎ งลํางเพียง 1 ขอ๎ ความ

ความคดิ เหน็ คลอ๎ ยตาม ความคดิ เห็นโตแ๎ ย๎ง ความคดิ เห็นคลอ๎ ยตามและโต๎แย๎ง

2.ใหน๎ กั เรยี นเขยี นอธบิ ายเหตุผลจาํ นวน 2 ขอ๎ ที่สอดคลอ๎ งความคดิ เหน็ จากการเลอื กในขอ๎ 1

ความคดิ เห็นคลอ๎ ยตาม ความคิดเหน็ โต๎แย๎ง

1………………………………………….…… 1………………………………………….……

………………………..………………….…… ………………………..………………….……

………………………..………………………. ………………………..……………………….

……………………….………………………. ……………………….……………………….

2……………..………………………..……… 2……………..………………………..………

…………….…………………………….…… …………….…………………………….……

………………….……………………………. ………………….…………………………….

…………………….…………………………. …………………….………………………….

~ 99 ~

“ระวังเชื้อโรค”
คาถามท่ี1 แบบเลือกตอบ2 คะแนน ( การเขา้ ถึงและค้นคนื สาระ)
ถอ้ ยความน้ีผเู้ ขียนตอ้ งการนาเสนอเรอื่ งใดมากทส่ี ุด

1. วิธกี ารลา้ งมอื
2. จานวนเช้ือโรค
3. แหลง่ สะสมเชอ้ื โรค
4. การทาวามสะอาดอปุ กรณ์เครื่องใช้
คาถามท่ี2แบบเลอื กตอบ2 คะแนน (การบูรณาการและตคี วาม)
ข้อใดเป็นวิธีการปอ้ งกันเช้อื โรคเข้าสรู่ า่ งกายทีส่ ะดวกท่สี ุด
1. ไมใ่ ชส้ ่งิ ของเครื่องใชเ้ หล่าน้รี ว่ มกับผูอ้ ่ืน
2. ใช้นา้ ยาฆ่าเช้ือโรคเชด็ สงิ่ ของเหลา่ นี้ก่อนใช้
3. สวมถุงมือทกุ ร้งั เมอ่ื สมั ผัสสงิ่ ของเครอ่ื งใช้เหลา่ นี้
4. ล้างมือใหส้ ะอาดหลงั จากสัมผัสสง่ิ ของเหล่าน้ี
คาถามท่ี 3 แบบเลือกตอบเชิงซ้อน( ข๎อละ .5 คะแนน )

คาชี้แจงจากถอ๎ ยความเร่อื ง “ระวังเชอื้ โรค” ขอ๎ ความตอํ ไปน้ีเปน็ ความจริงหรือไม่เปน็ ความจรงิ

ข๎อความเป็นความจริงเขียนเคร่อื งหมาย ในชอํ ง “ใช่”
ขอ๎ ความไมเ่ ปน็ ความจรงิ เขยี นเครอ่ื งหมาย ในชํอง “ไม่ใช่”
ที่ ขอ้ ความ ใช่ ไม่ใช่

1. ทุกตารางนิ้วบนฝาน่ังชักโครกมีเชอื้ โรคอาศัยอยู(่ การเข้าถงึ และคน้ คนื X
สาระ)
 3. คาวา่ คบี อร์ด รีโมททีวี คอมพิวเตอร์ เปน็ คาทมี่ าจาก
2. เงินเป็นของมีค่าเป็นสงิ่ ทป่ี ราศจากเชอ้ื โรค(การเข้าถึงและค้นคนื สาระ)

X

ภาษาต่างประเทศ (การสะทอ้ นและประเมิน) 

4. “มือใครไม่รจู้ บั แล้วจับอกี ” เปน็ ประโยคคาถาม (การสะทอ้ นและ
ประเมนิ )

5. อ่างล้างจานเปน็ บริเวณท่ีมเี ชื้อโรคอาศัยอยู่มากทส่ี ดุ
(การเข้าถึงและคน้ คืนสาระ)



~ 100 ~

6. หลังจากใชห้ ้องนา้ แลว้ เราต้องลา้ งมือทุกครัง้ เพอ่ื ป้องกันเช้ือโรค (การ
สะท้อนและประเมิน)

ท่ี ขอ้ ความ ใช่ ไมใ่ ช่
7. คาวา่ “โทรศพั ทม์ อื ถือ” เป็นคากรยิ า (การสะทอ้ นและประเมิน)

8. การรักษาความสะอาดทาใหเ้ ราปราศจากโรค (การบูรณาการและ 
ตคี วาม)

9. คีบอร์ดคอมพิวเตอรม์ ตี วั เชื้อโรคอาศยั อย่จู านวน 2,000 ตวั (การ 
เข้าถึงและคน้ คืนสาระ) 

10. ราวรถสาธารณะเป็นแหลง่ สะสมเชอื้ โรค( การเข้าถึงและค้นคืนสาระ)

คาํ ถามที่ 4 แบบคาํ ตอบแบบส้นั หรอื แบบปิด
จากถ๎อยความข๎างต๎นนักเรียนคดิ วาํ “การรจ๎ู กั แหลงํ สะสมเช้ือโรค สามารถปูองกนั โรคได๎หรือไมํ”
ให๎เลือกวงกลมล๎อมข๎อความ “ได”๎ “ไมํได๎” ที่กําหนดให๎ แล๎วบอกเหตผุ ลประกอบ จํานวน 2
ขอ๎

ได้ ไม่ได้

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

1......................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version