The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การคิดเชิงนวัตกรรม สู่นวัตกรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nath_pon999, 2022-07-30 03:57:13

คู่มือนวัตกรรม สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร

การคิดเชิงนวัตกรรม สู่นวัตกรรม

Keywords: การคิดเชิงนวัตกรรม

INNOVATION คู่มือ

การจัดทำนวัตกรรมการศึกษา

ดร.ณัฐพล พรมลี
ตำแหน่งศึกษานิเทศก์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

คำชแี้ จงในการใช.ค0มู ือ

ขอบขา0 ยเนอื้ หา

คู#มือการสร+างนวัตกรรมสำหรับเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ใช+สำหรับฝFก
ปฏิบัติตามกระบวนการพัฒนาการจัดการศึกษาและเปOนคู#มือประกอบการปฏิบัติงานของผู+บริหาร ครู
และบุคลากรทางการศึกษาเปOนรายบุคคล ตามบทบบาทหน+าที่ที่ได+รับมอบหมาย เพื่อมุ#งประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลของงานสู#ความเปOนเลิศ โดยเสนอแนวคิดสำคัญและแนวทางการฝFกปฏิบัติตาม
กระบวนการในการพัฒนานวัตกรรมซึ่งผู+ใช+คู#มือควรศึกษาให+เข+าใจเปOนเบื้องต+นก#อน โดยมีสาระสังเขป
ดงั น้ี

1. ผู+ฝFกปฏิบัติสามารถนำการสร+างนวัตกรรม เน+นการเสริมสร+างและพัฒนาสมรรถนะการ
ทำงานของตนด+วยการบูรณาการกระบวนการเรียนรู+ทั้งด+านจิตพิสัย ทักษะพิสัย และพุทธิพิสัย โดยผู+ใช+
คู#มือต+องศึกษา ค+นคว+า และวิเคราะหZ ประยุกตZแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข+องมาใช+ในการจัดการศึกษาอย#าง
ต#อเนื่องถูกต+องเหมาะสม นำความรู+ไปประยุกตZใช+และประเมินปรับปรุงงานด+วยตนเองในทุกขั้นตอน
ของการปฏิบตั ิงานจนเปนO นิสยั

2.. การพัฒนาการบริหาร การจัดการเรียนร+ู เน+นการเรียนรู+ร#วมกันจากกลุ#มเพื่อนร#วมงานหรือ
ผู+เกี่ยวข+องในงานที่ปฏิบัติทุกขั้นตอน ตั้งแต# การวางแผนการทำงาน การเลือกวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม
ตลอดจนการปฏิบัติงานและสรุปการประเมินผลงาน

4. การพัฒนาการบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู+สู#วิธีปฏิบัติที่ดี เน+นการประเมินและ
ปรับปรุงตนเองจากผลการปฏิบัติงานหรือร#วมกันประเมินโดยบุคลากรในองคZกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ของการปฏิบัติงานให+เปOนที่ยอมรับอย#างกว+างขวาง ผู+ฝFกปฏิบัติต+องผลิตผลงานตามขั้นตอนที่กำหนดให+
สำเร็จทีละขั้นก#อน แล+วนำไปเสนอผู+เกี่ยวข+องเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู+และประเมินตนเอง ปรับปรุงงาน
ตามข+อเสนอ และพัฒนางานในขน้ั ตอนตอ# ไปทีละขนั้ ตอนจนครบทุกข้ันตอน

คู#มือฉบับนี้เน+นการปฏิบัติจริงในสภาวะการปฏิบัติงานปกติ แต#หากประสงคZจะใช+อบรมเพื่อ
เรียนรู+กระบวนการพัฒนาการบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู+ก็ควรมีการปฏิบัติจริงในสภาวะ
การปฏิบตั ิงานปกติ โดยสามารถนำค#ูมือไปฝกF ปฏบิ ตั ดิ ว+ ยตนเองตามข้ันตอนทเี่ สนอไว+ในคม#ู อื

5. คม#ู ือฉบับน้ปี ระกอบดว+ ย 4 ส#วน ดงั น้ี
ส#วนที่ 1 บทนำ สาระที่นำเสนอ คือความเปOนมา วัตถุประสงคZ เปbาหมาย ตัวชี้วัด

ความสำเร็จ ผลลัพธZที่คาดหวังของการดำเนินงานการสร+างนวัตกรรมของเขตพื้นที่การศึกษาและ
ประเภทขของการแบ#งนวัตกรรมของสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาศรีสะเกษ ยโสธร

ส#วนที่ 2 กระบวนการสร+างนวัตกรรม ประกอบด+วย ขั้นที่ 1 วิเคราะหZบริบท (Criticizing
Context) nขั้นที่ 2 กำหนดกรอบแนวคิด ทิศทาง (Creating Conceptual Framework) ขั้นที่ 3

สร+างรูปแบบ เทคนิค วิธีพัฒนางาน (Constructing Innovation) ขั้นที่ 4 จัดการแลกเปลี่ยนเรียนร+ู
(Conducting Learning Exchange) ขั้นที่ 5 มุ#งสู#เครือข#าย ขยายผลต#อยอด (Connecting Enhance
Network)

ส#วนที่ 3 การเขียนรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม ประกอบด+วยบทต#าง ๆ ที่นำมาเขียน
รายงาน ดังนี้ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข+อง บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา
และการพัฒนา บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหZขอ+ มูล บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผลและขอ+ เสนอแนะ

ส#วนที่ 4 ประเมินนวัตกรรมการบริหารจัดการนำเสนอเครื่องมือเพื่อประเมินนวัตกรรม
ของสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษา

คำแนะนำการศึกษา/การใชค. มู0 ือ

1. ใช+เปOนคู#มือในการสร+างนวัตกรรมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ
ยโสธร ใหก+ บั ผ+ูบรหิ าร ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาและผส+ู นใจ

2. ใช+เปOนคู#มือในการศึกษาเรียนรู+ด+วยตนเองด+านการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา และ
สามารถใช+เปOนแนวทางการเขียนรายงานการพัฒนานวัตกรรม และการเขียนรายงานวิจัยของสำนักงานเขต
พนื้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศกึ ษาศรีสะเกษ ยโสธร ใหก+ บั ผ+ูบรหิ าร ครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษาและผส+ู นใจ

70

สารบัญ

หน>า
คำชีแ้ จงในการใชcคูม" อื .......................................................................................................................................................ก

สารบญั ..............................................................................................................................................ข

สว" นที่ 1 บทนำ ................................................................................................................................ 1
ความเปน1 มาและความสำคัญ................................................................................................................1
วสิ ัยทัศน+ (Vision) ..............................................................................................................................2
พนั ธกิจ (Mission)..............................................................................................................................3
คาR นยิ ม (Corporate Values)............................................................................................................3
เปาX ประสงค+หลัก (Goals)...................................................................................................................3
กลยทุ ธ+ (Strategy).............................................................................................................................4
วตั ถุประสงค: ..........................................................................................................................................4
เปOาหมายของนวัตกรรมการศกึ ษา........................................................................................................5
ผลลพั ธ:ทคี่ าดหวงั ของการดำเนนิ งานการสรcางนวัตกรรมของเขตพื้นท่ีการศึกษา.............................5
ประเภทนวตั กรรม .................................................................................................................................6

สว" นท่ี 2 กระบวนการสรcางนวตั กรรม............................................................................................... 8
แนวทางใหcสถานศกึ ษานำไปใชพc ัฒนานวัตกรรม นำเสนอตามลำดบั ตอR ไปนี้ ......................................8
ขน้ั ที่ 1 วิเคราะหบ+ รบิ ท (Criticizing Context)..................................................................................8
ขั้นที่ 2 กำหนดกรอบแนวคิด ทศิ ทาง (Creating Conceptual Framework) ...............................10
ข้ันท่ี 3 สร>างรูปแบบ เทคนคิ วธิ พี ัฒนางาน (Constructing Innovation)......................................15
ขั้นที่ 4 จดั การแลกเปล่ยี นเรยี นรู> (Conducting Learning Exchange) .........................................31
ขน้ั ที่ 5 มุงR สเRู ครอื ขาR ย ขยายผล ตอR ยอด (Connecting Enhance Network).................................34

สว" นที่ 3 การเขยี นรายงานผลการพัฒนานวตั กรรม ......................................................................... 40
ส"วนท่ี 1 แนวการเขียนรายงานนวตั กรรม 5 บท...............................................................................40

ง71

สารบัญ (ตRอ)

การเขียนบทท่ี 1 บทนำ........................................................................................................................42
การเขียนบทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ> ง ................................................................................53
การเขยี นบทที่ 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย......................................................................................................56
การเขยี นบทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข+ >อมูล...............................................................................................58
การเขียนบทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและข>อเสนอแนะ............................................................................60
สว" นที่ 2 การเขียนรายงานตามแบบฟอร:มการส"งนวัตกรรมระดบั เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามัธยมศกึ ษา
ศรสี ะเกษ ยโสธร..................................................................................................................................63
ส"วนที่ 4 การประเมินนวตั กรรม....................................................................................................... 64
ความหมายของการประเมนิ นวัตกรรม .................................................................................................64
ลกั ษณะการประเมนิ นวัตกรรม.............................................................................................................65
วธิ กี ารประเมนิ ......................................................................................................................................65
ประเภทของการประเมินนวตั กรรม ......................................................................................................66

สว" นท่ี 1
บทนำ

ความเป1นมาและความสำคญั
ยุทธศาสตร+ชาติ (พ.ศ.2560-2579) กําหนดยุทธศาสตร+ชาติด>านที่ 3 เกี่ยวกับการพัฒนา และ

เสริมสร>างศักยภาพทรัพยากรมนุษย+ และยุทธศาสตร+ชาติด>านที่ 5 เกี่ยวกับการจัดการศึกษา เพื่อสRงเสริม
คุณภาพชีวิตที่เปVนมิตรกับสิ่งแวดล>อม โดยมีเปXาหมายด>านการสร>างคนในทุกมิติ ในทุกชRวงวัย ให>เปVนคนดี
เกRง และมีคุณภาพ มีความพร>อมทั้งกาย ใจ สติป[ญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด>าน และมีสุข ภาวะที่ดี
ในทุกชRวงวัย นําไปสกRู ารบรรลุเปXาหมายในการพัฒนาทีย่ ัง่ ยนื ในทุกมติ ิ ท้งั ด>านสังคม เศรษฐกจิ สงิ่ แวดล>อม
มีคุณธรรมจริยธรรม และนําแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสูRการปฏิบัติตน ในการ
ดำรงชีวิต อีกทั้งนโยบายการปฏิรูปการศึกษา เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่มุRงเน>นคุณภาพ ผู>เรียน
เปVนสำคัญ โดยการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู>ที่ตอบสนองตRอการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยน
โฉมบทบาท “ครู” ให>เปVนครูยุคใหมR และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษา ในทุกระดับ
ทุกประเภท ป[ญหาหลักและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทยมี 2 ด>านใหญR ๆ คือ 1) ป[ญหาเชิงปริมาณ
การให>บริการแกRเด็กและเยาวชน ประชาชนทั่วประเทศได>อยRางไมRทั่วถึง มีคนที่ไมRได>แบบบรรยายเนื้อหา
ให>ผู>เรียนทRองจำไปสอบปรนัย ผู>เรียนยังคิดวิเคราะห+ สังเคราะห+ได>น>อยและมี ความแตกตRางด>านคุณภาพ
อยRางมาก แนวทางการปฏิรูปที่สำคัญ คือปฏิรูปผู>บริหาร ครูอาจารย+ ปฏิรูป หลักสูตรการเรียนการสอน
การวัดผลและการปฏิรูปโครงสร>างการบริหารจัดการให>มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ (สำนักงานเลขาธิการ
สภาการศกึ ษา, 2562)

พระราชบัญญัติการศึกษาแหRงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก>ไขเพิ่มเติม ได>นิยามความหมายไว>ใน
มาตรา 4 วRา “การศึกษา” คือ กระบวนการเรียนรู>เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดย
การ ถRายทอดความรู>การฝnก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร>างสรรค+จรรโลงความก>าวหน>า
ทางวิชาการ การสร>างองค+ความรู>อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล>อม สังคมการเรียนรู>และป[จจัยเกื้อหนุนให>
บุคคลเรียนรู> อยRางตRอเนื่องตลอดชีวิต และมาตรา 31 ได>กำหนดให>กระทรวงมีอำนาจหน>าท่ี เกี่ยวกับ
การสRงเสริมและกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับทุกประเภท กำหนดนโยบายแผน และมาตรฐานการศึกษา
สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา สRงเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬา
ทั้งนี้ ในสRวนที่เกี่ยวกับการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา และ
ราชการอื่นตาม ที่มีกฎหมายกำหนดให>เปVนอำนาจหน>าที่ของกระทรวงหรือสRวนราชการที่สังกัดกระทรวง
โดยหลักการของ พระราชบัญญัติดังกลRาวนั้น คือ รัฐต>องจัดการศึกษาให>กับประชาชนได>เข>าถึงการเรียนรู>
ตลอดชีวิต รวมทั้งการจัดสภาพแวดล>อมที่เหมาะสม ให>เอื้อตRอการเรียนรู>ของทุกคน โดยเน>นความเทRาเทียม
ทั่วถึงและเปVนธรรม ซึ่งหลักการดังกลRาวสอดคล>องกับหลักยุทธศาสตร+ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่ได>กำหนด
วิสัยทัศน+ “ประเทศไทย มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เปVนประเทศพัฒนาแล>ว ด>วยการพัฒนาตามหลัก

2

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน โดยเปXาหมายการพัฒนาประเทศ คือ
“ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอยRางตRอเนื่องสังคมเปVนธรรม
ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศ ในหลากหลายมิติพัฒนาคนในทุกมิติ
และในทุกชRวงวัยให>เปVนคนดีเกRง และมีคุณภาพ สร>างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สร>างการเติบโต
บนคุณภาพชีวิตที่เปVนมิตรกับสิ่งแวดล>อม และมีภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชนและประโยชน+
สRวนรวมและได>มีบทบัญญัติ ที่เกี่ยวข>องกับเทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษาไว>หลายมาตรา
มาตราที่สำคัญ คือ มาตรา 67 รัฐต>องสRงเสริมให>มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือ
การศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใช>เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให>เกิด
ความคุ>มคRาและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู>ของคนไทยและมาตรา 22 การจัดการศึกษาต>องยึดหลัก
วRาผู>เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู>และพัฒนาตนเองได> และถือวRาผู>เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาตนเองได>และ ถือวRาผู>เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต>อง
สRงเสริมให> ผู>เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” การดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให>
สำเร็จได>ตามที่ระบุไว>ในพระราชบัญญัติการศึกษาแหRงชาติ พ.ศ.2542 ดังกลRาวจำเปVนต>องทำการศึกษา
วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาใหมR ๆ ที่จะมาชRวยแก>ไขป[ญหาทางการศึกษาทั้งในรูปแบบของ
การศึกษาวิจัยทดลองและการประเมินผลนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช>วRามีความเหมาะสมมากน>อย
เพียงใด นวัตกรรมที่นำมาใช>ทั้งที่ผRานมาแล>วและที่จะมีในอนาคตมีหลายประเภทขึ้นอยูRกับการประยุกต+ใช>
นวตั กรรมในดา> นตาR ง ๆ

การปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอนและการประเมินผลจะสRงผลให>ผู>เรียนเปVนผู>มีความรู> ทักษะ
และสมรรถนะที่จำเปVนสำหรับโลกยุคเทคโนโลยีที่ต>องพึ่งพาความรู>ใหมR ๆ ในการดำรงชีวิตของสังคมโลก
ในป[จจุบัน การยกระดับคุณภาพการศึกษาดังกลRาวนอกจากครูและผู>บริหารสถานศึกษาแล>วบุคลากร
ทางการศึกษาที่เปVนกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาการมีนวัตกรรมในการขับเคลื่อนจะ
ชRวยให>ครูและผู>บริหารสถานศึกษา ให>เกิดความรู> ความตระหนัก มีทักษะกระบวนการจัดการเรียนการ
สอนและมีทักษะในการบริหารจัดการ รวมทั้งติดตามประเมินผลและนําผลการประเมินมาใช>พัฒนา
สถานศึกษาใหม> ีคณุ ภาพให>มีประสิทธภิ าพอยาR งตอR เน่ืองได>อยาR งตRอเนือ่ ง

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร มีการมุRงมั่นและพัฒนาการขับเคลื่อน
การจดั การศกึ ษาของสำนกั งานเขตพ้ืนท่ี โดยมีวิสัยทัศน+ พนั ธกิจ คRานิยม เปาX ประสงคห+ ลัก กลยทุ ธ+ ดงั นี้

วสิ ัยทศั น: (Vision)

มRุงสูRองคก+ รคณุ ภาพ ตามมาตรฐาน บริหารจดั การ ด>วยนวัตกรรม น>อมนำหลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง สRูการเปลย่ี นแปลงในศตวรรษท่ี 21

3

We aim to be organizational governance in pursuit of our standards. Shifting
to 2 1 st century in which Sufficiency Economic Philosophy is implemented well-organized
by innovation.

พันธกิจ (Mission)

1. พัฒนาระบบและกระบวนการ การมีสRวนรRวมจากทุกภาคสRวน สูRองค+กรที่มีคุณภาพตาม
มาตรฐาน

2. สRงเสริมและสนับสนุน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช>ในการพัฒนาระบบการ
บริหารจัดการศกึ ษา

3. ประชากรในวัยเรียน ได>รับการศึกษาอยRางทั่วถึง เสมอภาค มีคุณภาพ ผ>ูเรียนมีคุณภาพตาม
มาตรฐาน โดยยดึ คณุ ธรรมนำความร>ู ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

4. สRงเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยการมีสRวนรRวมของทุกภาคสRวนในการจัดการศึกษา
สอดคลอ> งกบั ทกั ษะทจี่ ำเปนV กบั การเปล่ยี นแปลงในศตวรรษท่ี 21 (3R8Cs)

5. พฒั นาผูบ> ริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยใช>นวตั กรรมอยาR งตRอเนอื่ ง
คา" นิยม (Corporate Values)

คาR นยิ มในการทำงานของสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ศรสี ะเกษ ยโสธรยดึ หลัก คุณธรรม
คุณภาพ เอกภาพ ประกอบด>วย

๑. ยึดมน่ั ธรรมาภิบาล (Good Governance: G )
๒. สร>างสรรค+ส่งิ ใหมR (Innovative Thoughts: I )
๓. รวR มใจทำงาน (Value Teamwork: V )
๔. มีบริการเปVนเลิศ (Excellent Services: E)
เปาO ประสงคห: ลกั (Goals)

1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัด ได>พัฒนาระบบและกระบวนการ
การจัดการศกึ ษาสRอู งค+กรที่มีคณุ ภาพตามมาตรฐานด>วยนวตั กรรม

2. ผู>เรียนทุกคนมีคุณภาพตามเกณฑ+มาตรฐานการศึกษา เปVนคนดี มีความรู> ความสามารถ
มีคุณลกั ษณะทเ่ี หมาะสมในการดำรงชีวิต บนวถิ ีชีวิตกบั การเปล่ยี นแปลงในศตวรรษที่ 21 (3R8Cs)

3. ผู>เรียนเห็นคุณคRา อนุรักษ+ และรRวมสืบสานวัฒนธรรมท>องถิ่น และอยูRรRวมกันในสังคมได>อยRาง
มคี วามสขุ

4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ได>รับการพัฒนาการจัดการศึกษาตามแนวทาง
ของหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

4

5. โรงเรียนทุกแหRงสามารถบริหารจัดการศึกษาได>อยRางมีประสิทธิภาพ โดยการมีสRวนรRวม
จากทุกภาคสRวนและได>รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา

6. เดก็ ศรีสะเกษ-ยโสธร เกงR ขน้ึ ดว> ยนวตั กรรม
กลยทุ ธ: (Strategy)

กลยุทธ+ท่ี 1 พัฒนาผเ>ู รยี นใหไ> ดร> บั การศกึ ษาที่มีคณุ ภาพและลดความเหลอื่ มลำ้ ทางการศึกษา
กลยุทธท+ ่ี 2 สRงเสริมพฒั นาผ>บู รหิ าร ครูและบุคลากรทางการศกึ ษา
กลยุทธ+ที่ 3 สงR เสรมิ โอกาส ความเสมอภาคและความเทRาเทียม การเขา> ถึงบริการทางการศึกษา
กลยุทธ+ที่ 4 จัดการศึกษาเพื่อเสริมสร>างคุณภาพชีวิตที่เปVนมิตรกับสิ่งแวดล>อม ตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง
กลยทุ ธท+ ี่ 5 พัฒนาระบบบรหิ ารจัดการและนำนวตั กรรมและเทคโนโลยมี าใชใ> นการจัดการศึกษา
โดยในการขับเคลื่อนขับเคลื่อนโดยแนวทาง 1 โรงเรียน 1 ผู>บริหาร 1 ครู 1 ป› 1 นวัตกรรม จึงได>
มีการจัดทำคูRมือการสร>างนวัตกรรมสำหรับเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ใช>สำหรับ
ฝกn ปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการพัฒนาการจดั การศึกษา สูRวิธีปฏิบตั ทิ ่ีดแี ละเปนV คมRู ือประกอบการปฏิบัตงิ านของ
ผู>บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาเปVนรายบุคคล ตามบทบบาทหน>าที่ที่ได>รับมอบหมาย เพื่อมRุง
ประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลของงานสRูความเปVนเลิศตRอไป

วตั ถุประสงค:

1. เพื่อเปVนแนวทางในการคิดค>นและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู>เพื่อยกระดับ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการศกึ ษาของผเู> รียน รวมทั้งเพอ่ื ดำเนนิ การให>มกี ารขยายผลไปใช>ในสถานศกึ ษา

2. เพื่อเปVนแนวทางในการเขยี นรายงานนวตั กรรมการศกึ ษา
3. เพื่อเปVนแนวทางในการประเมินนวัตกรรมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
ศรีสะเกษ ยโสธร

5

เปOาหมายของนวตั กรรมการศึกษา

เชงิ ปริมาณ
โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 83 โรงเรียน
โรงเรียนราชประชานุเคราะห+ 28 จังหวัดยโสธร และโรงเรียนราชประชานุเคราะห+ 29 จังหวัดศรีสะเกษ
รวม 85 โรงเรียน มกี ารจดั สงR นวัตกรรมการศกึ ษาในทุกปก› ารศกึ ษา ไมนR อ> ยกวาR รอ> ยละ 80 ของบุคลากรใน
สถานศกึ ษา
เชิงคุณภาพ
นวัตกรรมการศึกษาที่สถานศึกษาดำเนินการมุRงวัดผลสัมฤทธิ์ที่เปVนผลที่ได>จากการสร>าง
การเปลี่ยนแปลงของผู>บริหารและครูโดยเน>นวัดความก>าวหน>าใน 3 ด>าน ได>แกR พัฒนาการด>านพฤติกรรม
ที่พึงประสงค+ของเด็ก เจตคติ ทัศนคติ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้น ศิลปะ ความอดทนอดกลั้น
ความรับผิดชอบ เปVนต>น พัฒนาการทางด>านทักษะด>านตRาง ๆ เชRน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิด
วิเคราะห+ ทักษะด>านการทำงาน การแก>ป[ญหา การอยูRรRวมกับผู>อื่น ภาษา การคำนวณ การอRานออกเขียน
ได> เปVนต>นและ พัฒนาการด>านความรู>พื้นฐานที่สอดคล>องกับหลักสูตร ความรอบรู>ที่จำเปVนตRอ
การดำรงชีวิต ความรู>ที่ใช>ในการประกอบอาชีพตRาง ๆ เปVนต>น และสามารถนำไปปรับใช>สอดคล>องกับ
บริบทเชงิ พ้นื ท่ีและสรา> งนวัตกรรมเชิงพน้ื ทเี่ พ่ือประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลของสถานศึกษา

ผลลัพธท: ี่คาดหวังของการดำเนินงานการสรcางนวตั กรรมของเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา

1. ผูcเรียน จะมีพัฒนาการในการเรียนรู>สูงขึ้น ทั้งด>านเจตคติ ทักษะ สมรรถนะ และความรู>โดย
วัดจากผลการประเมินสัมฤทธิผลของผู>เรียน ทั้งในรูปแบบการสอบมาตรฐาน ผู>เรียนจะมีพัฒนาการ
ในการเรียนรส>ู ูงข้นึ จากนวตั กรรมการเรียนการสอนทจ่ี ดั ทำขนึ้

2. ครูและผูcบริหารสถานศึกษา จะมีอิสระการสอนและการบริหารเพิ่มขึ้น จากการลดภาระ
งานที่ไมRเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนและการบริหารให>แกRครูและผู>บริหารสถานศึกษา โดยจะมี
จำนวนเวลาในการทำงานอื่นที่ไมRใชRการจัดการเรียนการสอนลดลง พร>อมทั้งได>รับการเพิ่มขีด
ความสามารถเชิงวิชาการโดยภาคีเครือขRายและผู>เชี่ยวชาญภายนอก ทำให>ผู>เรียนและครูในพื้นที่สามารถ
พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนได>อยRางตRอเนื่อง ในระยะยาว ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได>
ประโยชน+จากนวัตกรรมการเรียนการสอนและการบริหารสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจากการที่สถานศึกษาใน
พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สามารถนำไปใช>พัฒนาอยRางยั่งยืน และมีแนวทางปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ
จำนวนมากเพื่อนำไปประยุกต+ใช>พัฒนาผู>เรียนในสถานศึกษาของพื้นที่อื่น ๆ นอกจากนั้น ยังได>รับ
ประโยชน+จากนวัตกรรมเชิงนโยบาย ทำให>สามารถปฏิบัติงานได>อยRางอิสระ คลRองตัว เพื่อมุRงพัฒนา
คุณภาพผเ>ู รยี นไดอ> ยาR งราบร่ืนและเต็มศักยภาพของครแู ละผ>บู รหิ ารสถานศกึ ษา

6

3. สถานศึกษา มีแนวคิด วิธีการ กระบวนการ สื่อการเรียนการสอนหรือการบริหารจัดการใน
รูปแบบใหมR ซึ่งได>มีการทดลองและพัฒนาจนเปVนที่นRาเชื่อถือวRาสามารถสRงเสริมการเรียนรู>ของผู>เรียนและ
การจัดการศึกษา

ประเภทนวัตกรรม

สำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ได>กำหนดประเภทของนวัตกรรม
ในการจดั ทำนวัตกรรม เปVน 5 ประเภท ดังนี้

1. ดcานการบริหารจัดการ เปVนการนำนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ สRูการปฏิบัติ ในด>านการบริหาร
จัดการสถานศึกษาหรือการบริหารจัดการชั้นเรียน โดยใช>เปVนสารสนเทศในการบริหารจัดการ ซึ่งสRงผลให>
เกดิ การพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาอยาR งมีประสิทธิภาพ

1.1 การบริหารจัดการสถานศึกษา เปVนการท่ีเพิ่มประสิทธิภาพในสถานศึกษานำมาใช>
ทางด>านการบริหาร อาจเปVนการปรับประยุกต+ แก>ไขป[ญหา ริเริ่มพัฒนา คิดค>นปรับเปลี่ยน
สร>างการเปลี่ยนแปลง แบRงตามภาระหน>าที่การบริหารงานในโรงเรียน 4 ฝžาย ประกอบด>วย ด>านการบริหาร
งานวิชาการ ด>านการบริหารงานงบประมาณ ดา> นการบริหารงานบคุ คล ดา> นการบริหารงานทั่วไป เปVนตน>

1.2 การบริหารจัดการชั้นเรียน เปVนการจัดสภาพแวดล>อมในชั้นเรียน สร>างเสริม
ประสบการณ+ พัฒนาระบบการดูแลชRวยเหลือนักเรียน สRงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค+ ให>ผู>เรียนเกิด
พัฒนาการทุกด>าน เชRน การจัดระบบดูแลชRวยเหลือผู>เรียน การจัดทำข>อมูลสารสนเทศ และเอกสารธุรการ
ชั้นเรยี นหรอื ประจำวชิ า เปVนต>น

2. ดาc นหลกั สตู ร เปVนการใช>วิธีการใหมR ๆ ในการพฒั นาหลกั สตู รใหส> อดคลอ> งกบั สภาพแวดลอ> ม
ในบรบิ ทสถานศึกษาและตอบสนองความตอ> งการสอนบคุ คลใหม> ากขึน้

2.1 หลักสูตรบูรณาการ เปVนการบูรณาการสRวนประกอบของหลักสูตรเข>าด>วยกัน
ทางด>านวทิ ยาการในสาขาตาR ง ๆ

2.2 หลักสูตรรายบุคคล เปVนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อการศึกษาตามอัตภาพ
เพอ่ื ตอบสนองแนวความคดิ ในการจัดการศึกษา รายบคุ คล เชRน หลักสตู รเฉพาะกลRมุ เด็กพิเศษ

2.3 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ+ เปVนการใช>หลักสูตรที่มุRงเน>นกระบวนการในการ
จัดกิจกรรมและประสบการณ+ให>กับผู>เรียนเพื่อนำไปสูRความสำเร็จ เชRน กิจกรรมที่สRงเสริมให>ผู>เรียนมีสRวน
รวR มในบทเรยี นทีเ่ รยี นรจู> ากการสบื ค>นดว> ยตนเอง เปนV ต>น

3. ดcานการจัดการเรียนการสอน เปVนการใช> แนวคิด แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ เทคนิค
การจัดการเรียนรู> ที่สร>างและพัฒนา ปรับปรุงตRอยอด จากสิ่งที่มีอยูRเดิมโดยมีกระบวนการในการจัดการ
เรียนร>ูที่พัฒนาขึ้นอยRางชัดเจน สRงผลให>ผ>เู รียนมพี ัฒนาการทีด่ ีข้ึน

7

4. ดcานสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา เปVนการนำเอาวัสดุ และอุปกรณ+ มาใช>
รRวมกับการจัดการเรียนรู>อยRางมีประสิทธิภาพที่หมายรวมถึง “สื่อการเรียนการสอน” (Instructional
media) “สื่อการศึกษา” (Educational media) “อุปกรณ+ชRวยสอน” (Teaching aids) หรือตัวกลางที่
ถRายทอดความรู>จากครูไปสูRผู>เรียน หรือตัวกลางที่ให>ความรู>ผู>เรียน ซึ่งทำให>เกิดการเรียนรู>เพิ่มขึ้นอยRางมี
ประสทิ ธภิ าพ สามารถจำแนกประเภทได> ดงั น้ี

4.1 ประเภทสื่อสิ่งพิมพ+ หมายถึง เอกสารประกอบการสอน ชุดเอกสารประกอบการสอน
หนังสอื ประกอบการเรยี นรู> เอกสารเสรมิ ประสบการณ+ รวมถงึ เอกสารท่ีจดั ทำในรูปแบบออนไลน+

4.2 ประเภทสื่ออุปกรณ+ หมายถึง ชุดทดลอง สิ่งประดิษฐ+ ที่ใช>ประกอบการจัดการเรียนรู>ใน
ชัน้ เรียน

4.3 ประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส+ หมายถึง สื่อโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน หรือสิ่งที่ต>องใช>
คอมพวิ เตอรห+ รอื อุปกรณ+อเิ ล็กทรอนกิ ส+ประกอบหลกั ในการใช>จัดการเรียนรู>

5. ดcานการประเมินผล เปVนการใช>เครื่องมือเพื่อการวัดผลและประเมินผลตามหลักสูตร เชRน
การวัดความรู> ทักษะ คุณลักษณะ สมรรถนะหรือคุณลักษณะอื่น ๆ หรือเครื่องมือวัดและประเมินผล
ทางการศึกษา การบริหารการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การนิเทศการศึกษา ได>อยRางมี
ประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมไปถึงการประยุกต+ใช>โปรแกรมคอมพิวเตอร+มาสนับสนุนการวัดและ
ประเมนิ ผลของสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา

8

สว" นท่ี 2
กระบวนการสรcางนวตั กรรม

กระบวนการวางแผนที่ดีต>องเริ่มต>นจากการมีข>อมูลพื้นฐานที่เพียงพอและวิเคราะห+ให>เห็นถึง
สภาพที่แท>จริงในการทำงาน นั่นคือ รายละเอียดตRาง ๆ ที่เกี่ยวข>องกับสถานศึกษา สภาพแวดล>อม
ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาตลอดจนพิจารณาถึงสถานการณ+การทำงาน กระบวนการ กลไกตRาง ๆ ที่จะ
เปVนประโยชน+ในการวางแผนตRอไป หลักการที่เกี่ยวข>องกับการสร>างนวัตกรรม เพื่อเปVนแนวทางให>สถานศึกษา
นำไปใช>พัฒนานวัตกรรมในการปฏบิ ตั งิ านในสภาวะปกตขิ องงาน ประกอบดว> ยขัน้ ตอน 5 ขั้น ดังน้ี

ข้ันที่ 1 วิเคราะหบ+ ริบท (Criticizing Context)
ขนั้ ท่ี 2 กำหนดกรอบแนวคิด ทิศทาง (Creating Conceptual Framework)
ขัน้ ที่ 3 สรา> งรูปแบบ เทคนคิ วิธีพัฒนางาน (Constructing Innovation)
ข้นั ท่ี 4 จัดการแลกเปลย่ี นเรียนร>ู (Conducting Learning Exchange)
ข้ันที่ 5 มงRุ สูเR ครือขRาย ขยายผล ตRอยอด (Connecting Enhance Network)

แนวทางใหสc ถานศึกษานำไปใชcพฒั นานวัตกรรม นำเสนอตามลำดบั ตอR ไปนี้

ขัน้ ที่ 1 วิเคราะหบ: รบิ ท (Criticizing Context)

วิเคราะห+สภาพการณ+ภายในและภายนอกของงาน/องค+กร (Analyze) พิจารณาจาก
สภาพการณ+ภายในสถานศึกษา ภายในชั้นเรียนหรือนอกชั้นเรียน เกี่ยวกับ จุดแข็ง จุดอRอนและ
สภาพการณ+ภายนอก (โรงเรียน หนRวยงานที่เกี่ยวข>อง) เกี่ยวกับ โอกาส อุปสรรค สภาพป[ญหา
ความต>องการจำเปVนสภาพป[จจุบัน สภาพที่คาดหวัง โดยวิเคราะห+เฉพาะข>อมูลที่เกี่ยวข>องเพื่อนำไปใช>
แกป> [ญหาหรอื การสร>างนวตั กรรม

1.1 วิเคราะห+สภาพการณ+ภายในงาน/องค+กร
การวิเคราะห+บริบท เปVนภารกิจแรกของการพัฒนางาน ที่ทำให>เห็นภาพภารกิจที่จะต>องทำได>
ชัดเจน เพื่อให>ความชRวยเหลือกลุRมเปXาหมายได>ตรงตามความเปVนจริง แล>วนำข>อสรุปผลการวิเคราะห+
บรบิ ทท่ไี ดไ> ปกำหนดเปVนกรอบแนวคิดในการพัฒนางานด>านการสรา> งนวตั กรรมสูวR ธิ ปี ฏิบตั ิปฏิบตั ทิ ด่ี ีตอR ไป
1.2 การประเมนิ ความต>องการจำเปนV
เปVนกระบวนการที่กRอให>เกิดข>อมูลสารสนเทศเพื่อกำหนดความแตกตRางของสภาพที่เกิดขึ้นจริง
กับสภาพที่ควรจะเปVน โดยระบุสิ่งที่ ต>องการให>เกิดวRามีลักษณะใดและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเปVนอยRางไร เพื่อ
นำไปสูRการประมวลสังเคราะห+และประเมินวRาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงควรเปลี่ยนแปลงอะไรบ>าง การประเมิน
ความต>องการจำเปVนนำไปสูRการเปลี่ยนแปลงในทางบวกและสร>างสรรค+ (ราชบัณฑิตยสถาน 2555: 370)

9

การประเมินความต>องการจำเปVนจึงควรเลือกใช>รูปแบบการวิเคราะห+ที่มีความเหมาะสมกับสภาพป[ญหาที่พบ
ซง่ึ แบRงได> 3 รูปแบบ ได>แกR (Smith & Ragan 1999: 32-36)

1. รูปแบบการประเมินที่เน>นการศึกษาชRองวRางระหวRางสภาพที่เปVนอยูRกับสภาพท่ีคาดหวัง
(discrepancy-based need assessment) เปVนการศึกษาความแตกตRางของสภาพที่คาดหวังกับสภาพ
ท่ีเปนV อยจูR ริง การดำเนนิ งานวเิ คราะหต+ ามรูปแบบนี้ประกอบดว> ยข้ันตอนดังนี้

1) บรรยายเปาX หมายการเรยี นรขู> องสภาพในปจ[ จบุ ัน
2) ประเมินผลสัมฤทธข์ิ องเปXาหมายการเรยี นรูใ> นสภาพปจ[ จุบันวาR เปVนอยาR งไร
3) อธิบายชRองวRางระหวRางสิ่งที่เปVนสภาพที่คาดหวังและสิ่งที่ทำได>วRามีความแตกตRาง อยRางไร
มีสาเหตมุ าจากอะไร
4) ลำดับส่งิ ท่ีต>องปฏิบตั กิ Rอนหลังเพื่อใหเ> กิดสภาพทีต่ อ> งการ
5) ประเมินวRาอะไรคือความต>องการและในจำนวนความต>องการเหลRานั้น ความต>องการใด
สามารถแก>ไขได>ดว> ยการออกแบบและพัฒนานวัตกรรม
2. รูปแบบการประเมินท่ีเน>นป[ญหา (problem-based need assessment) เปVนการประเมิน
เพื่อค>นหาวRาอะไรคือป[ญหาที่แท>จริงป[ญหานั้นสามารถแก>ไขได>ด>วยกิจกรรมที่ดำเนินการหรือไมR
การดำเนนิ งานวเิ คราะห+ตามรปู แบบนี้ ประกอบดว> ยขั้นตอน ดังน้ี
1) ปญ[ หาทพี่ บเปนV ปญ[ หาท่แี ทจ> รงิ หรือไมR
2) สาเหตุของป[ญหามีความสัมพันธ+กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือสิ่งแวดล>อมการเรียนร>ู
หรือไมอR ยRางไร
3) แนวทางการแกป> ญ[ หาเกีย่ วขอ> งกบั การเรียนการสอนหรือไมR
4) พิจารณาวRาแนวทางในการเรียนการสอนที่เสนอนั้นสามารถแก>ป[ญหาที่เปVนเปXาหมาย
การเรยี นรไู> ดจ> ริงหรอื ไมR
3. รูปแบบการประเมินที่เน>นนวัตกรรม (innovation-based need assessment) เปVนการพิจารณา
นวัตกรรมและตัดสินวRาเปXาหมายนั้นมีความสัมพันธ+กับนวัตกรรมหรือไมR การดำเนินงานวิเคราะห+
ตามรูปแบบนี้ประกอบด>วยข้นั ตอนดงั นี้
1) พจิ ารณาธรรมชาตแิ ละการเปล่ยี นแปลงของสงิ่ แวดลอ> มวRามสี ภาพเปVนอยRางไร
2) พจิ ารณาวาR เปXาหมายการเรยี นรม>ู ีความสมั พนั ธก+ ับนวตั กรรมหรือไมR
3) พจิ ารณาวRาเปXาหมายการเรยี นรู>อยูRในระดับใด
4) การวิเคราะห+ส่ิงแวดลอ> มการเรยี นรูว> าR นำไปสกRู ารออกแบบนวัตกรรมอยRางไร

10

ข้นั ท่ี 2 กำหนดกรอบแนวคดิ ทศิ ทาง (Creating Conceptual Framework)

2.1 ความหมายของกรอบแนวคิดในการพฒั นางาน

กรอบแนวคิดการพัฒนางาน หมายถึง กรอบการพัฒนางานด>านเนื้อหาสาระ ซึ่งประกอบด>วย
ตัวแปร และการระบุความสมั พนั ธ+ระหวRางตัวแปร

กรอบแนวคิดในการพัฒนางาน เปVนผลสรุปจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และผลที่เกี่ยวข>อง
กับป[ญหา การ พัฒนางาน แล>วสรุปเปVนแนวคิดของตนเองสำหรับการดำเนินการพัฒนางาน โดยทั่วไป
กRอนกำหนดกรอบแนวคิด ผู> ปฏิบัติงานจำเปVนต>องศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เก่ียวข>องให>มาก
พอวRามีใครเคยทำเรื่องทำนองนี้มาบ>าง เขาทำอยRางไร และข>อค>นพบที่ได>มีอะไรบ>าง แล>วนำมา
ประกอบการวางแผน การพัฒนางานของตน โดยเฉพาะ อยRางยิ่งการกำหนดกรอบในเชิงเนื้อหาสาระ
ซ่ึงประกอบดว> ยตัวแปรและการระบคุ วามสัมพันธร+ ะหวาR งตัวแปร

2.2 ความสำคญั ของกรอบแนวคิด

1. การศึกษาป[ญหาเดียวกันอาจมีทฤษฎีตRาง ๆ หรือแนวความคิดในการมองป[ญหามากมาย
หลายรูปแบบ

2. หัวข>อการพัฒนางานและประเด็นการพฒั นางานเร่ืองเดยี วกนั อาจมกี รอบแนวคดิ แตกตาR งกันได>
3. การระบุกรอบแนวคิด เปVนการชRวยให>ผู>ปฏิบัติงานและผู>อื่นได>ทราบวาR ผู>ปฏิบัติงานมีแนวคิด
อยาR งไร เก่ยี วกบั สิ่งทต่ี >องการพัฒนา จะมกี ารดำเนินการในรูปแบบ และทิศทางใด

2.3 หลักการกำหนดกรอบแนวคิดในการปฏิบตั ิงาน

การกำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนางาน เปVนการนำเสนอแนวคิดและทฤษฎีที่ผู>ปฏิบัติงาน
ใช>เปVนหลักใน การอ>างอิงการปฏิบัติงานของตนโดยต>องเขียนอ>างอิงให>ชัดเจนวRา ได>แนวคิดเหลRานั้นมาจาก
ใครนำมาใช>อยRางไร โดย ต>องมีการบูรณาการความคิดที่ได>มาอยRางหลากหลายและเชื่อมโยงระหวRาง
แนวคิดและทฤษฎีหลักกับประเด็นงาน ตามภารกิจของผู>ปฏิบัติงานให>เห็นความเชื่อมโยงอยRางชัดเจน
(ชศู รี วงศ+รัตนะ, 2544 :47)

2.4 ขั้นตอนการกำหนดกรอบแนวคิด

1. ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎีหลกั ทเ่ี กี่ยวขอ> งกบั ปญ[ หาการปฏบิ ตั งิ านให>เข>าใจกอR น
2. พจิ ารณากำหนดตวั แปรหรือลกั ษณะตวั แปรทไี่ ด>จากการศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎมี าแลว>
3. พิจารณากำหนดความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปรหรือลักษณะตัวแปรที่เกี่ยวข>องโดยแสดง
ใหเ> ห็นวาR ตวั ใด เปนV แปรต>นหรอื ตวั แปรอสิ ระ และตวั แปรใดเปนV ตัวแปรทเ่ี ปVนผลที่เกิดขึน้ หรือตัวแปรตาม
4. นำเสนอความสัมพันธ+ระหวRางตวั แปรที่เก่ียวขอ> งโดยเขียนเปนV รูปแบบ หรอื แผนภูมทิ ีเ่ หมาะสม

11

2.5 แหลงR ทม่ี าของกรอบแนวคดิ

1. ผลงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ> ง
1.1 ควรเลือกจากผลงานวจิ ยั ทมี่ ี คุณภาพ เช่อื ถือได>
1.2 การทบทวนผลงานวิจัย สามารถทำได>มากเทRาไรยิ่งดีเทRานั้น เพราะจะทำให>เราทราบ
วาR มตี ัวแปรใดบา> งท่ีสำคญั
1.3 ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ> ง
1.4 เพอ่ื ให>ได>กรอบแนวความคดิ ทีช่ ัดเจน มีเหตมุ ผี ล
1.5 เพอ่ื ผ>ปู ฏบิ ัติงานจะได>ทราบวRา ตัวแปรใดสำคัญ และมีความสมั พนั ธ+ กันอยRางไร
1.6 คำอธิบายหรือ ข>อสรุปตRาง ๆ ที่ได>จากการวิจัยในการวิเคราะห+ หรือสรุปผลจะได>มี
ความหนักแนRน และเขม> แข็งในเชงิ ทฤษฎี
2. กรอบแนวคิดของผู>ปฏิบัติงานที่สังเคราะห+ขึ้นเอง นอกจากการศึกษาผลงานวิจัยและทฤษฎีตRาง ๆ
ที่เกยี่ วข>องแล>ว ยงั จะได>มาจากความคิดและประสบการณ+การทำงานของผปู> ฏบิ ัตงิ านเองอกี ดว> ย

2.6 หลกั ในการเลือกกรอบแนวคิด

หลกั สำคญั ในการเลือกกรอบแนวคดิ ในการพฒั นางานมี 4 ประการ คือ
1. ความตรงประเด็น กรอบแนวคิดที่ตรงประเด็นกับการพัฒนางาน ต>องมีความตรงประเด็น
ในด>าน เนื้อหา ซึ่งพิจารณาได>จากเนื้อหาของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรที่ใช>ควบคุม และระเบียบวิธีที่ใช>ใน
การพัฒนางาน ในกรณีท่ีมีแนวคิดหลาย ๆ แนวตรงกบั หัวข>อเร่อื งทีผ่ ู>ปฏิบตั ิงานตอ> งการศกึ ษา ผป>ู ฏิบตั ิงาน
ควรเลอื กแนวคิดที่คดิ วาR ตรง กับประเด็นที่ต>องการศึกษามากท่สี ุด
2. ความงRายและไมRสลับซับซ>อน กรอบแนวคิดที่ควรจะเลือกควรเปVนกรอบที่งRายแกRการเข>าใจ
ไมRยุRงยาก ซับซ>อน หากมีทฤษฎีหลายทฤษฎีที่จะนำมาใช>เปVนกรอบแนวคิด ผู>ปฏิบัติงานควรเลือกทฤษฎี
ทงี่ Rายท่ีสดุ ท่ีสามารถอธิบายปรากฏการณ+ท่ีต>องการศึกษาได>พอ ๆ กัน
3. ความสอดคล>องกับความสนใจ กรอบแนวคิดที่ใช>ควรมีเนื้อหาเกี่ยวกับตัวแปร หรือ
ความสมั พนั ธ+ ระหวาR งตัวแปรทส่ี อดคลอ> งกับความสนใจของผ>ูปฏิบัตงิ าน
4. ความมีประโยชน+ตRอการปฏิบัติงาน การพัฒนางานนั้นควรมีกรอบแนวคิดสะท>อนถึง
ประโยชน+ที่ สามารถนำไปใช>ในการปฏิบตั ิงานการนเิ ทศดว> ย

2.7 วิธีการสร>างกรอบแนวคดิ

ในการสร>างกรอบแนวคิดการพัฒนางาน ผู>ปฏิบัติงานต>องมีกรอบพื้นฐานทางทฤษฎีที่เกี่ยวข>องกับ
ป[ญหา ที่ศึกษาและมโนภาพ (Concept) ในเรื่องนั้น แล>วนำมาประมวลเปVนกรอบในการกำหนดตัวแปร
และรูปแบบความ สัมพันธ+ระหวRางตัวแปรตRาง ๆ ในลักษณะของกรอบแนวคิดการวิจัยและพัฒนา
เปVนแบบจำลองในการวิจยั ตอR ไป

12

การสร>างกรอบแนวคิด เปVนการสรุปโดยภาพรวมวRาการพัฒนางานนั้นมีแนวคิดที่สำคัญอะไรบ>าง
มีการ เชื่อมโยงเกี่ยวข>อง สัมพันธ+กันอยRางไร ผู>ปฏิบัติงานต>องนำข>อมูลจากหลายแหลRงมาวิเคราะห+
สังเคราะห+ เพื่อให>ได>ข>อมูล สำคัญที่เกี่ยวข>องกับป[ญหาวิจัยจริง ๆ สิ่งสำคัญ คือ ผู>ปฏิบัติงานจำเปVนต>อง
ศึกษาความรู>ในทฤษฎีนั้น ๆ ให>มากพอ ทำความเข>าใจทั้งความหมายแนวคิดที่สำคัญของสมมติฐาน
จนสามารถเชอ่ื มโยงในเชงิ เหตผุ ลใหเ> ห็นเปนV กรอบได>อยRาง ชดั เจน การเช่อื มโยงของแนวคิดนบ้ี างท่ีเรียกวาR
รูปแบบ หรอื ตัวแบบ (model) วิธีการสร>างกรอบแนวคิด สามารถสรา> งได> 2 ลกั ษณะ คอื

1. โดยการสรุปประเด็นตRาง ๆ จากข>อมูลที่ผู>ปฏิบัติงานได>ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่
เก่ยี วข>องใหก> ระจRาง

2. กำหนดจากกรอบทฤษฎีที่ศึกษาเปVนสRวนสำคัญในการศึกษาพัฒนางาน ในขอบเขตของ
เอกสารและ งานวิจัยที่ได>ศึกษา เชRน การนำทฤษฎีมาใช>เปVนกรอบการวิจัยการพัฒนางานเชิงบรรยายที่มี
วัตถุประสงค+เพื่อค>นหาตัวแปร กรอบแนวคิดมักจะเปVนในลักษณะที่ 1 คือ การสรุปประเด็นข>อมูล
การพัฒนางานเชิงทดลอง จะต>องมีพื้นฐานทฤษฎี หลักการของการพัฒนางานที่ชัดเจน การกำหนดกรอบ
แนวคิดมกั จะเปนV ลักษณะที่ 2

2.8 วิธีการเขยี นกรอบแนวคิด

ในการเขียนกรอบแนวคิด ผู>ปฏิบัติงานจะต>องเขียนแสดงความสัมพันธ+ของแนวคิดในการ
พัฒนางานของตน ให>ชัดเจน ในขอบเขตของเอกสารและงานวิจัยที่ศึกษา อาจเขียนไว>ท>ายกRอนหน>าสRวน
ของการศึกษาเอกสารและงาน วิจัยที่เกี่ยวข>อง (ท>ายบทที่ 1) หรือท>ายสRวนของการศึกษาเอกสารและ
งานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข>อง (ทา> ยบทท่ี 2) กไ็ ด>

2.9 รูปแบบการนำเสนอกรอบแนวคดิ ในการพฒั นางาน

กรอบแนวคิดในการพัฒนางาน เปVนการระบุความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปรชุดตRาง ๆ ที่เกิด
จากการศึกษา แนวคิด ทฤษฎีตRาง ๆ รวมทั้ง งานวิจัยที่มีมาแล>วหรือที่ใกล>เคียงทั้งในสาขาที่เกี่ยวข>องหรือ
สาขาอื่น ๆ อยRางชัดเจน ในประเด็นคำถามของการพัฒนางาน และการทบทวนแนวคิดทฤษฎีและ
ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง ซึ่งการนำเสนอกรอบ แนวคิดในการพัฒนางานสามารถนำเสนอได> 4 รูปแบบ
ดังตRอไปนี้

1. การนำเสนอเชิงบรรยาย เปVนการพรรณนาด>วยประโยคข>อความตRอเนื่องเพื่อแสดง
ความสัมพันธร+ ะหวาR งตวั แปร 2 ชุด คอื ตวั แปรอสิ ระหรือตัวแปรเหตุ กบั ตวั แปรตามหรือตวั แปรผล

2. การนำเสนอเชิงภาพ เปVนการนำเสนอด>วยแผนภาพจากการกลั่นกรองความเข>าใจของ
ผู>ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับความสัมพันธ+ของตัวแปรที่ใช>ในการศึกษาอยRางชัดเจน ซึ่งผู>อื่นที่อRานเรื่องนี้เพียงแตR
เห็นแผนภาพแล>วเข>าใจ และควรนำเสนอเฉพาะตัวแปรหลัก ไมRจำเปVนต>องมีรายละเอียดของตัวแปรใน
แผนภาพ

13

3. การนำเสนอแบบจำลองคณิตศาสตร+ เปVนการนำเสนอด>วยสมการทางคณิตศาสตร+เพื่อให>
เห็น ความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปร 2 ชุดได>ชัดเจนและชRวยให>สามารถเลือกใช>เทคนิคการวิเคราะห+ข>อมูลได>
อยRางเหมาะสม

4. การนำเสนอแบบผสม เปVนการนำเสนอผสมกันทั้ง 3 แบบหรือผสมกัน 2 แบบที่กลRาวมา
ขา> งต>น การนำเสนอกรอบแนวคิดในการพัฒนางานตอ> งยึดหลักวาR “นำเสนอแตนR >อย เรียบงาR ยและไมรR กรงุ รัง”

กรอบแนวคิดสร>างขึ้นจากผลสรุปการสังเคราะห+ความต>องการตามสภาพจริงที่ใช>หลักการ
ทฤษฎีและผลการวิจัยที่เกี่ยวข>องการกำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนางานทำได>หลายลักษณะขึ้นอยูRกับ
ลักษณะของงาน ขอบเขต และวิธีปฏิบัติงานซึ่งต>องมีความชัดเจนพิสูจน+ได> การกำหนดกรอบแนวคิดใน
การพัฒนางานที่เหมาะสมกับลักษณะงานจะชRวยให>มีภาพครอบคลุมงานที่ปฏิบัติได>ชัดเจน
เห็นความสัมพันธ+ของข>อมูลอยRางเปVนระบบ มีองค+ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเด็นงานตามภารกิจ
ทำให>เกดิ ความเขา> ใจทถ่ี กู ตอ> งตรงกนั ระหวาR งผปู> ฏบิ ัตงิ านและผม>ู สี Rวนเก่ยี วขอ> งในการพัฒนางาน

จากกรอบทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข>องกับการสร>างนวัตกรรมสูRวิธีปฏิบัติที่ดี ได>กำหนดกรอบ
แนวคิด โดยการสรุปประเด็นตRาง ๆ จากข>อมูลที่ได>ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข>องมากำหนด
เปVนกรอบแนวคิดในการพัฒนางานเพื่อนำไปสูRการวิเคราะห+งานเหตุผลสัมพันธ+เชิงระบบกับออกแบบ
การสร>างนวัตกรรมเพื่อสRงเสริมการเรียนรู> ภายในสถานศึกษาการกำหนดกรอบแนวคิดและวัตถุประสงค+
การพัฒนางาน จะทำให>เห็นเปXาหมายและขั้นตอนการพัฒนางานได>ชัดเจน นำไปสูRการสร>างนวัตกรรมที่ใช>
ในการพฒั นา และวตั ถุประสงค+ พรอ> มทั้งจัดทำเครอ่ื งมือที่ใชใ> นการเก็บรวบรวมขอ> มลู ตามกรอบแนวคิด

14

แบบประเมินคณุ ภาพกรอบแนวคดิ

ให>ทRานประเมินความสอดคล>องของกรอบแนวคดิ วRาถกู ต>อง/สอดคลอ> ง/สัมพันธ+หรอื ไมR โดยใสR

เครอ่ื งหมาย / ลงในชอR งรายการประเมนิ ในกรณที ไี่ มถR ูกต>องใหน> ำเสนอการปรบั ปรุงแก>ไขดว> ย

ผลการประเมิน

ท่ี รายการประเมนิ ถกู ตอc ง/ ไมถ" กู ตcอง/ การปรบั ปรงุ
สอดคลอc ง/ ไมส" อดคลcอง/ แกcไข
สัมพันธ: ไมส" มั พนั ธ:

1 หลกั การทฤษฎีและผลงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข>อง
สอดคล>องกบั ความตอ> งการในการพัฒนางานตาม
ภารกจิ ทก่ี ำหนดจดุ พฒั นา

2 แนวคดิ จากการสังเคราะหห+ ลักการ ทฤษฎีและ
ผลงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ> ง ตรงตามสง่ิ ทตี่ >องการพฒั นา
และผลการพัฒนาทก่ี ำหนด

3 หลักการทฤษฎแี ละผลงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ> งทนั สมยั
เปนV ป[จจบุ นั

4 งาน เหตผุ ลสมั พันธ+เชิงระบบในดา> นระดบั

ความสำเรจ็ สภาพความสำเรจ็ และตัวชวี้ ดั
ความสำเร็จมคี วามสอดคลอ> งสัมพันธ+กันทั้งในด>าน
หลกั การ ทฤษฎีผลการวิจัยท่ีเกย่ี วข>องในการ

กำหนดกรอบแนวคิดและการพฒั นางานตาม
ภาระกิจท่ีรับผิดชอบ

5 กรอบแนวคิดการพัฒนางาน แสดงความสมั พนั ธ+
ระหวRาง ประเดน็ สำคัญท่ผี ู>ปฏบิ ัตงิ านตอ> งการ
ศกึ ษา/พัฒนา (ตัวแปรตน> ) กับผลการศกึ ษา/พฒั นา

ทก่ี ำหนด (ตวั แปรตาม)

6 กรอบแนวคิดการพฒั นางานมีความถูกตอ> ง ชดั เจน
นำไปปฏิบตั ิไดต> ามนัน้ ตอนทก่ี ำหนด

7 กรอบแนวคิดการพัฒนางาน เข>าใจงาR ย ไมRยงRุ ยากซบั ซอ> น

8 กรอบแนวคดิ การพัฒนางานสะทอ> นถงึ ประโยชนท+ ่ี
สามารถนำไปใชใ> นการปฏบิ ัติงาน
สรปุ ผลการประเมิน

15

ข้นั ท่ี 3 สรcางรปู แบบ เทคนิค วธิ พี ฒั นางาน (Constructing Innovation)
สำหรบั แนวคิดเก่ียวกบั การสร>างรูปแบบ เทคนิค วธิ ีการพัฒนางาน นำเสนอตามหัวขอ> ดงั นี้

3.1 ความหมายของรูปแบบ
3.2 องคป+ ระกอบของรูปแบบ
3.3 ประเภทของรปู แบบ
3.4 คณุ ลกั ษณะของรปู แบบท่ดี ี
3.5 การตรวจสอบรปู แบบ
3.6 การสรา> งรูปแบบและการพัฒนารปู แบบ

3.1 ความหมายของรปู แบบ
รูปแบบเปVนสิ่งที่สร>างและพัฒนาขึ้นไว>เปVนแนวทางในการทำงานอยRางใดอยRางหนึ่ง

มนี ักวิชาการได>ใหค> วามหมาย ไว>ดงั นี้
ทิศนา แขมมณี (2550) ได>กลRาวอธิบายความหมายของรูปแบบไว>วRา รูปแบบ หมายถึง

เครื่องมือทางความคิดที่บุคคลใช>ในการสืบสอบหาคำตอบ ความรู> ความเข>าใจในปรากฏการณ+ที่เกิดขึ้น
โดยสร>างมาจากความคิด ประสบการณ+ การใช>อุปมาอุปไมย หรือจากทฤษฎี หลักการตRาง ๆ และ
แสดงออกในลักษณะใดลักษณะหน่ึง

วิลเลอร+ (Willer, 1967: 125) กลRาววRารูปแบบเปVนการสร>างมโนทัศน+
(Conceptualization) เกี่ยวกับชุดของปรากฏการณ+โดยอาศัยหลักการ (Rationale) ของระบบรูปนัย
(Formal system) และมีจุดมุRงหมายเพื่อการทำให>เกิดความกระจRางชัดของนิยาม ความสัมพันธ+ และ
ประพจนท+ เ่ี ก่ียวข>อง

พลอเตอร+และพอล (Procter and Paul 1978: 174) ให>ความหมายไว>ใน Longman
Dictionary of Contemporary English โดยสรุปแล>วจะมี 3 ลักษณะใหญR คือ Model ที่หมายถึง สิ่งซึ่ง
เปVนแบบยRอสRวนของจริงความหมายนี้ตรงกับภาษาไทยวRา แบบจำลอง เชRน แบบจำลองของเรือดำน้ำ
เปVนต>น Model ที่หมายถึง สิ่งของหรือคนที่นำมาใช>เปVนแบบอยRางในการดำเนินการบางอยRาง เชRน ครู
แบบอยRาง นักเดินแบบหรือแมRแบบในการวาดภาพศิลป§ เปVนต>น Model ที่หมายถึง แบบหรือรุRนของ
ผลิตภณั ฑต+ Rาง ๆ เชRน เคร่ืองคอมพิวเตอรร+ นRุ 864X เปนV ตน>

โทส+และคาร+รอล (Tosi and Carroll, 1982: 74) กลRาวไว>วRา รูปแบบเปVนนามธรรมของ
จริงหรือภาพจำลองของสภาพการณ+อยRางใดอยRางหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีตั้งแตRรูปแบบอยRางงRาย ๆ ไปจนถึง
รูปแบบที่มีความสลับซับซ>อนมาก ๆ และมีทั้งรูปแบบทั้งกายภาพ (Physical model) ที่เปVนแบบจำลอง
ของวัตถุ เชRน แบบจำลองหอสมุดแหRงชาติ แบบจำลองเครื่องบินขับไลR เอฟ 16 เปVนต>น และรูปแบบ
เชิงลักษณะ (Qualitative Model) ที่ใช>อธิบายปรากฏการณ+ด>วยภาษาหรือสัญลักษณ+ เชRน รูปแบบ

16

เชิงระบบและตามสถานการณ+ (A System/Contingency Model) ของ บราวน+ และโมเบริกส+
(Brown and Moberg 1980: 56) และรปู แบบการควบคมุ วทิ ยานิพนธ+ ของ บญุ ชม ศรสี ะอาด (2548)

บาร+โดและฮาร+ตแมน (Bardo and Hartman, 1982: 245) ได>กลRาวถึงรูปแบบในทาง
สังคมศาสตร+ไว>วRา “เปVนชุดของข>อความเชิงนามธรรมเกี่ยวกับปรากฏการณ+ที่เราสนใจ เพื่อใช>ในการนิยาม
คณุ ลกั ษณะและ/หรือ บรรยายคณุ สมบตั ิน้ัน ๆ” Bardo และ Hartman อธบิ ายตRอไปวาR รูปแบบเปนV อะไร
บางอยRางที่เราพัฒนาขึ้นมา เพื่อบรรยายคุณลักษณะที่สำคัญ ๆ ของปรากฏการณ+อยRางใดอยRางหน่ึง
เพื่อให>งRายตRอการทำความเข>าใจ รูปแบบจึงมิใชRการบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ+อยRางละเอียด
ทุกแงRมุม เพราะการทำเชRนนั้นจะทำให>รูปแบบมีความซับซ>อนและยุRงยากเกินไปในการที่จะเข>าใจ ซึ่งจะทำ
ให>คุณคRาของรูปแบบนั้นด>อยลงไป สRวนการที่จัดระบบรูปแบบหนึ่ง ๆ จะต>องมีรายละเอียดมากน>อย
เพียงใดจึงจะเหมาะสม และรูปแบบนั้น ๆ ควรมีองค+ประกอบอะไรบ>าง ไมRได>มีข>อกำหนดเปVนการตายตัว ทั้งนี้
ก็แล>วปรากฏการณ+แตRละอยRางและวัตถุประสงค+ของผู>สร>างรูปแบบที่ต>องการจะอธิบายปรากฏการณ+นั้น ๆ
อยาR งไร

สโตเนRอร+และแวนเกิล (Stoner and Wankel, 1986: 44) ให>ทัศนะวRารูปแบบเปVน
การจำลองความจริงของปรากฏการณ+เพื่อทำให>เราได>เข>าใจความสัมพันธ+ที่สลับซับซ>อนของปรากฏการณ+
น้นั ๆ ได>งRายขึน้

กูด (Good, 2005: 177) ในพจนานุกรมการศึกษาได>รวบรวมความหมายของรูปแบบ
เอาไว> 4 ความหมาย คือ 1) เปVนแบบอยRางของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเปVนแนวทางในการสร>างหรือทำซ้ำ
2) เปVนตัวอยRางเพื่อเลียนแบบ เชRน ตัวอยRางในการออกเสียงภาษาตRางประเทศเพื่อให>ผู>เรียนได>เลียนแบบ
เปVนต>น 3) เปVนแผนภูมิหรือรูปสามมิติซึ่งเปVนตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลักการหรือแนวคิด 4) เปVนชุด
ของป[จจัย ตัวแปรที่มีความสัมพันธ+ ซึ่งกันและกันซึ่งรวมตัวกันเปVนตัวประกอบและเปVนสัญลักษณ+ทาง
ระบบสังคม อาจจะเขยี นออกมา เปนV สตู รทางคณติ ศาสตร+หรอื บรรยายเปนV ภาษากไ็ ด>

Husen and Postlethwaite (1994: 3895) ได>ให>ความหมายวRา รูปแบบ คือ โครงสร>าง
ที่ถูกนำเสนอเพื่อใช>วินิจฉัยความสัมพันธ+ระหวRางองค+ประกอบที่สร>างมาจากเหตุการณ+ การหยั่งร>ู
ด>วยวธิ ีการอปุ มาอปุ มัย หรอื ได>มาจากทฤษฎี รูปแบบจงึ ไมRใชRทฤษฎี

3.2 องคป+ ระกอบของรูปแบบ
นักการศึกษาได>อธิบายถึงองค+ประกอบของรูปแบบได> 4 องค+ประกอบดังนี้ ฮัสเซน และโพสเล็ท
เวท (Husen and Postlethwaite, 1994: 3865; ทิศนา แขมมณี, 2550: 220)
1. รูปแบบสามารถนำไปสRูการทำนายผลทตี่ ามมา สามารถทดสอบ / สังเกตได>
2. มีความสัมพันธ+เชิงสาเหตุ อธิบายปรากฏการณ+เรื่องนั้น/ปรากฏกลไกลเชิงสาเหตุที่กำลัง
ศึกษาและอธบิ ายเร่ืองท่ีกำลังศกึ ษา
3. รูปแบบชRวยจินตนาการสร>างความคิดรวบยอด ความสัมพันธ+ของสิ่งที่กำลังศึกษา/
ชRวยสบื เสาะความรู>

17

4. รปู แบบมีความสัมพันธเ+ ชงิ โครงสรา> งมากกวRาความสัมพันธเ+ ชงิ เชอื่ มโยง
จากการศึกษาตัวอยRางของรูปแบบจากเอกสารที่เกี่ยวข>องตRาง ๆ พบวRาไมRปรากฏมีหลักเกณฑ+ท่ี
เปVนเกณฑ+ตายตัววRารูปแบบนั้นต>องมีองค+ประกอบอะไรบ>างอยRางไร สRวนใหญRจะขึ้นอยูRกับลักษณะเฉพาะ
ของปรากฏการณ+ที่ผู>สนใจดำเนินการศึกษา สRวนการกำหนดองค+ประกอบรูปแบบในการศึกษาและการทำ
ความเข>าใจเกี่ยวกับการจัดองค+การและการบริหารจัดการ (The Model of Organization and
Management) ตามความคิดของ บราวน+ และโมเบริกส+ Brown and Moberg (1980: 98) นั้น Brown
และ Moberg ได>สังเคราะห+รูปแบบขึ้นมาจากแนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) กับหลักการ
บริหารตามสถานการณ+ (Contingency Approach) และองค+ประกอบตามรูปแบบของ Brown และ
Moberg ประกอบดว> ยสภาพแวดล>อม (Environment) เทคโนโลยี (Technology) โครงสร>าง (Structure)
กระบวนการจดั การ (Management Process) และการตัดสินใจสง่ั การ (Decision making)

3.3 ประเภทของรูปแบบ
รูปแบบมีหลายประเภทด>วยกันซึ่งนักวิชาการด>านตRาง ๆ ก็ได>จัดแบRงประเภทตRางกันออกไป
สำหรับรปู แบบทางการศกึ ษาและสังคมศาสตร+นั้น (Keeves, 1988: 561-565) ได>แบRงออกเปนV 4 ประเภท
คือ
1. Analogue Model เปVนรูปแบบที่ใช>การอุปมา อุปมัยเทียบเคียงปรากฏการณ+ซึ่งเปVนรูปธรรม
เพื่อสร>างความเข>าใจในปรากฏการณ+ที่เปVนนามธรรม เชRน รูปแบบในการทำนายจำนวนผู>เรียนที่จะเข>าสRู
ระบบโรงเรียน ซึ่งอนุมานแนวคิดมาจากการเป±ดน้ำเข>าและปลRอยน้ำออกจากถัง ผู>เรียนที่จะเข>าสูRระบบ
เปรียบเทียบได>กับน้ำที่เป±ดออกจากถัง ดังนั้น ผู>เรียนที่คงอยูRในระบบจึงเทRากับผู>เรียนที่เข>าสูRระบบลบด>วย
ผ>ูเรียนทอ่ี อกจากระบบ เปนV ต>น
2. Semantic Model เปVนรูปแบบที่ใช>ภาษาเปVนสื่อในการบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ+ที่
ศึกษาด>วยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพื่อให>เห็นโครงสร>างทางความคิด องค+ประกอบ และความสัมพันธ+
ขององคป+ ระกอบของปรากฏการณ+นนั้ ๆ
3. Mathematical Model เปVนรูปแบบที่ใช>สมการทางคณิตศาสตร+เปVนสื่อในการแสดง
ความสัมพันธ+ของตัวแปรตRาง ๆ รูปแบบประเภทนี้นิยมใช>กันทั้งในสาขาจิตวิทยาและศึกษาศาสตร+รวมทั้ง
การบรหิ ารการศกึ ษาด>วย
4. Causal Model เปVนรูปแบบที่พัฒนามาจากเทคนิคที่เรียกวRา Path Analysis และหลักการ
สร>าง Semantic Model โดยการนำเอาตัวแปรตRาง ๆ มาสัมพันธ+กันเชิงเหตุและผลที่เกิดขึ้น เชRน The
Standard Deprivation Model ซึ่งเปVนรูปแบบที่แสดงความสัมพันธ+ระหวRางสภาพทางเศรษฐกิจสังคม
ของบิดา มารดา สภาพแวดล>อมทางการศึกษาทบ่ี า> น และระดับสติปญ[ ญาของเดก็ เปนV ตน>

Schwirian (อ>างถึงใน Bardo & Hardman 1982: 70-72) นักนิเวศวิทยาคนสำคัญ ได>แบRง
ประเภทของรูปแบบด>วยการอธิบายลักษณะจากลักษณะของเมืองออกเปVนรูปแบบที่อธิบายโดยพื้นที่นั้น
เปVนจุดมุRงหมายในการบรรยายลักษณะของเมืองวRามีลักษณะเชRนไร เชRน Concentric Zone Model และ

18

Social Area Analysis Model เปนV ตน> สำหรับรปู แบบท่ีใชอ> ธบิ ายคณุ ลักษณะของประชากรเมอื งนนั้ เปนV
รูปแบบที่เสนอแนวคิดในการอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของประชากรเมืองตRาง ๆ เชRน Residential
Segregation Model เปนV ตน>

จอยส+และเวลล+ (Joyce and Well, 1985: 74) ได>ศึกษาและจัดแบRงประเภทของรูปแบบ
ตามแนวคิดหลักการหรือทฤษฎี ซึ่งเปVนพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบนั้น ๆ และ ได>แบRงกลุRมรูปแบบ
การสอนเอาไว> 4 รูปแบบ คอื

1. Information–Processing Models เปVนรูปแบบการสอนที่ยึดหลักความสามารถใน
กระบวนการประมวลข>อมูลของผู>เรียนและแนวทางในการปรับปรุงวิธีการจัดการกับข>อมูลให>มี
ประสิทธภิ าพยงิ่ ข้ึน

2. Personal Models รูปแบบการสอนที่จัดไว>ในกลุRมนี้ให>ความสำคัญกับป[จเจกบุคคล
และการพัฒนาบุคคลเฉพาะราย โดยมุRงเน>นกระบวนการที่แตRละบุคคลจัดระบบปฏิบัติตRอสรรพสิ่ง
(Reality) ท้ังหลาย

3. Social Interaction Models เปVนรูปแบบที่ให>ความสำคัญกับความสัมพันธ+ระหวRาง
บุคคลและบคุ คลตอR สงั คม

4. Behavior Models เปVนกลุRมของรูปแบบการสอนที่ใช>องค+ความรู>ด>านพฤติกรรม
ศาสตร+เปVนหลักในการพัฒนารูปแบบ จุดเน>นที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได>ของผู>เรียน
มากกวาR การพัฒนาโครงสรา> งจิตวทิ ยาและพฤติกรรมที่ไมสR ามารถสงั เกตได>

สไตเนอร+ (Steiner, 1988: 148) รูปแบบแบRงออกได>เปVน 2 ประเภทคือ 1) รูปแบบ
เชิงปฏิบัติ (Practical Model or Model-of ) รูปแบบประเภทนี้เปVนแบบจำลองทางกายภาพ เชRน
แบบจำลองรถยนต+ เครื่องบิน ภาพจำลอง 2) รูปแบบเชิงทฤษฎี (Theoretical Model or Model-of )
เปVนแบบจำลองที่สร>างขึ้นจากกรอบความคิดที่มีทฤษฎีเปVนพื้นฐาน ตัวทฤษฎีเองไมRใชRรูปแบบหรือ
แบบจำลองเปนV ตวั ชRวยให>เกดิ รปู แบบทีม่ โี ครงสรา> งตาR ง ๆ ท่สี ัมพนั ธ+กนั

บาร+โดและอาร+ตแมน (Bardo and Hartman, 1982: 141) นักนิเวศวิทยาคนสำคัญ
ทRานหนึ่งได>ให>ทัศนะที่นRาสนใจไว>อีกแนวหนึ่งซึ่งเปVนแนวคิดหรือทฤษฎีพื้นฐานในการกำหนดรูปแบบ โดย
แบRงประเภทของรูปแบบ ด>วยการอธิบายลักษณะจากลักษณะของเมืองออกเปVนรูปแบบที่อธิบายโดย
ลักษณะพื้นที่และรูปแบบที่อธิบายโดยลักษณะของประชากร รูปแบบที่ใช>ในการอธิบายโดยพื้นที่นั้นมี
จุดมุRงหมายในการบรรยายลักษณะของเมืองวRาลักษณะอยRางไร เชRน Concentric Zone Model และ
Social Area Analysis model เปVนต>น สำหรับรูปแบบที่ใช>อธิบายโดยคุณลักษณะของประชากรนั้น
เปVนรูปแบบที่เสนอแนวคิดในการอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของประชากรของเมืองตRาง ๆ เชRน Residential
Segregation Model และ Group Location Model เปVนตน>

ตามความคดิ ของสไตเนอร+ (Steiner, 1988: 215) รปู แบบแบงR ออกไดเ> ปVน 2 ประเภทคือ

19

1. รูปแบบเชิงปฏิบัติ (Practical Model or Model-of) รูปแบบประเภทนี้เปVน
แบบจำลองทางกายภาพ เชนR แบบจำลองรถยนต+ เครือ่ งบนิ ภาพจำลอง

2. รูปแบบเชิงทฤษฎี (Theoretical Model or Model-of) เปVนแบบจำลองที่สร>างขึ้น
จากกรอบความคิดที่มีทฤษฎีเปVนพื้นฐาน ตัวทฤษฎีเองไมRใชRรูปแบบหรือแบบจำลองเปVนตัวชRวยให>เกิด
รปู แบบทมี่ ีโครงสร>างตาR ง ๆ ทีส่ มั พนั ธ+กัน

จากที่กลRาวมาแสดงวRา รูปแบบมีหลายประเภทด>วยกันเปVนสิ่งที่สร>างและพัฒนาขึ้น แตกตRางกัน
ไปตามบริบทแวดล>อมของสิ่งที่ต>องการอธิบายเพื่อให>เห็นภาพกว>าง ๆ เชRน รูปแบบทางการศึกษาและ
สังคมศาสตร+ ได>แบRงออกเปVน รูปแบบที่ใช>การอุปมาอุปไมยเทียบเคียงปรากฏการณ+ซึ่งเปVนรูปธรรมเพื่อ
สร>างความเข>าใจในปรากฏการณ+ที่เปVนนามธรรม รูปแบบที่ใช>ภาษาสื่อในการขยายหรืออภิปราย
ปรากฏการณ+ที่ศึกษาด>วยภาษา แผนภูมิ รูปภาพ รูปแบบที่ใช>สมการทางคณิตศาสตร+เปVนสื่อในการแสดง
ความสัมพันธ+ของตัวแปรตRาง ๆ และรูปแบบที่นำเอา ตัวแปรตRาง ๆ มาสัมพันธ+กันเชิงเหตุและผลที่เกิดขึ้น
เปVนต>น

3.4 คณุ ลักษณะของรูปแบบท่ดี ี
Keeves (1988: 560) กลRาววRา รูปแบบที่ใช>ประโยชน+ได> ควรจะมีข>อกำหนด (Requirement)
4 ประการ คือ
1. รูปแบบ ควรประกอบด>วยความสัมพันธ+อยRางมีโครงสร>าง (Structural Relationship)
มากกวาR ความสัมพันธ+ท่ีเก่ยี วเนื่องกนั แบบรวม ๆ (Associative Relationship)
2. รูปแบบ ควรใช>เปVนแนวทางในการพยากรณ+ผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบได>โดย
การสงั เกต ซึง่ เปนV ไปไดท> ีจ่ ะทดสอบรูปแบบพืน้ ฐานของข>อมลู เชิงประจักษไ+ ด>
3. รูปแบบ ควรจะต>องระบุหรือชี้ให>เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเรื่องที่ศึกษา ดังนั้น นอกจาก
รปู แบบจะเปVนเครื่องมอื ในการพยากรณไ+ ด> ควรใช>อภปิ รายปรากฏการณ+ไดด> >วย
4. รูปแบบ ควรเปVนเครื่องมือในการสร>างมโนทัศน+ใหมR และสร>างความสัมพันธ+ของตัวแปร
ในลักษณะใหมซR ง่ึ เปVนการขยายในเร่อื งทีก่ ำลงั ศึกษา

3.5 การตรวจสอบรูปแบบ
จุดมุRงหมายที่สำคัญของการสร>างรูปแบบก็เพื่อทดสอบหรือตรวจสอบรูปแบบนั้นด>วยข>อมูล
เชิงประจักษ+ การตรวจสอบรูปแบบมีหลายวิธี ซึ่งอาจใช>การวิเคราะห+จากหลักฐานเชิงคุณลักษณะ
(Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยที่การตรวจสอบรูปแบบจากหลักฐานเชิงคุณลักษณะ
อาจใช>ผู>เชี่ยวชาญเปVนผู>ตรวจสอบ สRวนการตรวจสอบโมเดลจากหลักฐานเชิงปริมาณใช>เทคนิคทางสถิติ
ซงึ่ การตรวจสอบรูปแบบควรตรวจสอบคณุ ลักษณะ 2 อยาR ง (อุทุมพร จามรมาน 2541: 23) คอื
1. การตรวจสอบความมากน>อยของความสมั พันธ+ / ความเกี่ยวขอ> ง / เหตุผลระหวRางตวั แปร

20

2. การประมาณคRาพารามิเตอร+ของความสัมพันธ+ดังกลRาว ซึ่งการประมาณคRานี้สามารถ
ประมาณข>ามกาลเวลา กลุRมตัวอยาR ง หรือสถานทไี่ ด> (Across Time, Samples, Sites)

Eisner (1976: 192-193) ได>เสนอแนวคิดการตรวจสอบโดยการใช>ผู>ทรงคุณวุฒิในบางเรื่อง
ที่ต>องการความละเอียดอRอนมากกวRาการวิจัยในเชิงปริมาณ โดยเชื่อวRาการรับร>ูที่เทRากันนั้นเปVนคุณสมบัติ
พน้ื ฐานของผู>รแ>ู ละได>เสนอแนวคดิ การประเมนิ โดยผ>ทู รงคณุ วฒุ ิ ไว>ดงั น้ี

1. การประเมินโดยแนวทางนี้ มิได>เน>นผลสัมฤทธิ์ของเปXาหมายหรือวัตถุประสงค+ตาม
รูปแบบการประเมินแบบอิงเปXาหมาย (Goal–Based Model) การตอบสนองป[ญหา และความต>องการ
ของผู>เกี่ยวข>องตามรูปแบบการประเมินแบบสนองตอบ (Responsive model) หรือกระบวนการ
การวิเคราะห+วิจารณ+อยRางลึกซึ้งเฉพาะในประเด็นที่นำมาพิจารณา ซึ่งไมRจำเปVนต>องเกี่ยวโยงกับ
วัตถุประสงค+ หรือผู>ที่มีสRวนเกี่ยวข>องกับการตัดสินใจเสมอไป แตRอาจจะผสมผสานป[จจัยในการพิจารณาตRาง ๆ
เข>าด>วยกัน ตามวิจารญาณของผู>ทรงคุณวุฒิ เพื่อให>ได>ข>อสรุปเกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ หรือ
ความเหมาะสมของสิง่ ทีท่ ำการประเมนิ

2. เปนV รูปแบบการประเมนิ ทเ่ี น>นความเช่ยี วชาญเฉพาะทาง (Specialization) ในเร่ืองท่ี
จะประเมิน โดยที่พัฒนามาจากรูปแบบการวิจารณ+งานศิลป§ (Art Criticism) ที่มีความละเอียดลึกซึ้งและ
ต>องอาศัยผู>เชี่ยวชาญระดับสูงมาเปVนผู>วินิจฉัย เนื่องจากเปVนการวัดคุณคRาไมRอาจประเมินด>วยเครื่องวัดใด
ๆ ได> และต>องใช>ความรู>ความสามารถของผู>ประเมินอยRางแท>จริง ตRอมาได>มีการนาแนวคิดนี้มาประยุกต+ใช>
ในทางการศึกษาระดับสูงในวงการอุดมศึกษามากขึ้น ในสาขาเฉพาะที่ต>องอาศัยผู>รู> ผู>เลRนในเรื่องนั้นจริง ๆ
มาเปVนผู>ประเมินผล ทั้งน้ี เพราะองค+ความรู>เฉพาะสาขานั้นผู>ที่ศึกษาเรื่องนั้นจริง ๆ จึงจะทราบและเข>าใจ
อยRางลึกซงึ้

3. เปVนรูปแบบที่ใช>บุคคล คือ ผู>ทรงคุณวุฒิเปVนเครื่องมือในการประเมิน โดยให>
ความเชื่อถือวRาผู>ทรงคุณวุฒิน้ันเที่ยงธรรมและมีดุลพินิจที่ดี ทั้งนี้มาตรฐานและเกณฑ+พิจารณาตRาง ๆ น้ัน
จะเกิดขึ้นจากประสบการณแ+ ละความชำนาญของผทู> รงคณุ วุฒนิ ้นั เอง

4. เปVนรูปแบบที่ยอมให>ความยืดหยุRนในกระบวนการทำงานของผู>ทรงวุฒิตามอัธยาศัย
และความถนัดของแตRละคน นับตั้งแตRการกำหนดประเด็นสำคัญที่พิจารณา การบRงชี้ข>อมูลที่ต>องการ
การเก็บรวบรวม การประมวลผล การวนิ ิจฉัยข>อมลู ตลอดจนวิธีการนำเสนอ

ทั้งนี้ การเลือกผู>ทรงวุฒิจะเน>นที่สถานภาพทางวิชาชีพ ประสบการณ+ และการเปVนที่เชื่อถือ (High
Credit) ของวิชาชีพนัน้ เปVนสำคัญ

3.6 การสรา> งรปู แบบและการพฒั นารูปแบบ มขี นั้ ตอนดังนี้
3.6.1 การสร>างรูปแบบ คือ การกำหนดมโนทัศน+เกี่ยวข>องสัมพันธ+กันอยRางเปVนระบบ เพื่อ
ชี้ให>เห็นชัดเจนวRารูปแบบเสนออะไร เสนออยRางไร เพื่อให>ได>อะไร และสิ่งที่ได>นั้นอธิบายปรากฏการณ+
อะไร และนำไปสูRข>อค>นพบอะไรใหมRๆ (Steiner, 1969; Keeve, 1988: 172) ขั้นตอนการสร>างรูปแบบ
เขียนไว>ในภาพท่ี 2.1

21

มโนทศั น์ การวดั ตวั แปร ข้อเสนอ
Concepts Measurement Variables Proposition

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ เสนอ
Relating Propositions

การทาํ นาย รปู แบบ
ผล Models

Solution

ภาพที่ 2.1 แสดงข้นั ตอนการสรา> งรปู แบบสร>างความสัมพนั ธ+ Relating Propositions

กลRาวโดยสรุป รูปแบบที่จะนำไปใช>ให>ได>ประโยชน+สูงสุดนั้น ต>องประกอบด>วยลักษณะที่
สำคัญ คือ มีความสัมพันธ+เชิงโครงสร>าง สามารถทำนายผลได> สามารถขยายความผลทำนายได>กว>างขวาง
ขึ้นและสามารถนำไปสูRแนวคิดใหมRๆ สำหรับการพัฒนารูปแบบนั้น ผู>บริหารจะต>องศึกษาแนวคิดทฤษฎีใน
การสร>างรูปแบบนำเอาข>อมูลที่จัดเก็บมาวิเคราะห+และสังเคราะห+ เพื่อกำหนดความสัมพันธ+ของ
องค+ประกอบของรูปแบบกำหนดโครงสร>างและข>อเสนอของรูปแบบอยRางชัดเจนเพื่อนำไปสูRผลสรุปเพื่อ
อธิบายปรากฏการณ+ที่มุRงหวังของการบริหารงาน มีการทดสอบและปรับปรุงรูปแบบกRอนนำรูปแบบไปใช>
งานจรงิ และมกี ารประเมินผลหลงั จากการนำรูปแบบไปใช>งานจรงิ

22
มิยากาวะ (2550: 3) เสนอการสร>างโมเดลวRาเปVนการศึกษาปรากฏการณ+ทางธรรมชาติหรือ
สังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจไมRศึกษาปรากฏการณ+เรื่องนั้นโดยตรงก็ได> แตRเราศึกษา โดยวิธีการสร>าง
โมเดล เพือ่ หาข>อสรปุ ทสี่ ามารถนำไปอธิบาย ทำนายหรือควบคุมปรากฏการณ+ ทศี่ ึกษา ดงั แผนภาพท่ี 2.2

การสร้าง การใช้โมเดล
โมเดล

สภาพความเป็ นจริง โมเดล ข้อสรปุ
ของปรากฎการณ์ทีXจะ อธิบาย
ทาํ นาย
ศึกษา ควบคมุ

ภาพที่ 2.2 การศึกษาปรากฏการณโ+ ดยวิธีการสร>างโมเดล

3.6.2 การพัฒนารูปแบบ
ความหมายของการพัฒนารปู แบบ
รุRงนภา จิตรโรจนรักษ+ (2548) พัฒนารูปแบบหรือพัฒนาแบบจำลอง (Model
Development) หมายถึง กระบวนการสร>างหรือพัฒนาแบบจำลองตลอดจนการทดสอบรูปแบบที่ดีให>มี
คุณภาพ การจะนำไปสูRสภาวการณ+ที่ดีในการศึกษาวิจัย การพัฒนารูปแบบนั้นอาจจะมีขั้นตอนในการ
ดำเนินงานแตกตRางกันไป แตRโดยทั่วไปแล>วอาจจะแบRงออกเปVนสองตอนใหญR ๆ คือ การสร>างรูปแบบ
(Construct) และการหาความตรง (Validity) ของรูปแบบ สRวนรายละเอียดในแตRละขั้นตอนวRามีการ
ดำเนินการอยRางไรนั้นข้ึนอยูRกับลักษณะและกรอบแนวคิดซึ่งเปVนพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบนั้น ๆ
ตวั อยRางงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วกบั การพัฒนารูปแบบ ไดแ> กR
รงุR รัชดาพร เวหะชาติ (2548: 92-93) ได>พัฒนารปู แบบการบรหิ ารคุณภาพท้งั องคก+ รของ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุRงศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารคุณภาพทั้งองค+การของสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม ซึ่งในการศึกษามีรายละเอียดในการ
ดำเนนิ การ 5 ข้นั ตอน คอื

23

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและสำรวจข>อมูลเบื้องต>นเกี่ยวกับแนวคิดและหลักการบริหาร
คุณภาพทั้งองค+กร โดยสัมภาษณ+ผู>บริหารสถานศึกษาและครูผู>สอนที่ได>รับเลือกเปVนโครงการนำรRองการ
วิจัยและการพัฒนาการเรียนรู>เพื่อคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง และ
การศึกษาสภาพจรงิ จากการรายงานประเมนิ ตนเองของโรงเรยี นทีผ่ าR นการประเมินคณุ ภาพ

ขั้นตอนที่ 2 เปVนการสร>างรูปแบบจำลองเพื่อสร>างรูปแบบการบริหารคุณภาพทั้ง
องค+การโดยการสังเคราะห+แบบสัมภาษณ+จากการศึกษาในขั้นตอนที่ 1 นำมาสร>างรูปแบบจำลองระบบ
บริหารคุณภาพทั้งองค+การด>วยการสร>างเปVนแบบสอบถามความคิดเห็นของผู>ทรงวุฒิแบบเลือกตอบ เห็น
ดว> ยหรือไมเR หน็ ดว> ย ให>ผู>ทรงคุณวุฒิแสดงความคิดเห็นโดยอสิ ระ

ขั้นตอนที่ 3 เปVนการพัฒนารูปแบบระบบบริหารคุณภาพทั้งองค+กร โดยใช>เทคนิคเดล
ฟายจากผู>ทรงคุณวุฒิ เพื่อให>ได>รูปแบบที่มีความเปVนไปได>ในทางปฏิบัติโดยการใช>รูปแบบจำลองจาก
ขั้นตอนที่ 2 นำมาวิเคราะห+ และกำหนดรูปแบบระบบการบริหารคุณภาพทั้งองค+การด>วยเทคนิคเดลฟาย
3 รอบ

ขั้นตอนที่ 4 เปVนการวิเคราะห+หาความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารคุณภาพท้ัง
องค+การเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู>ปฏิบัติงานในสถานศึกษาคือ ผู>บริหารสถานศึกษา
ครผู ู>สอน และกรรมการสถานศกึ ษา
ขั้นตอนที่ 5 การสรุปและนารูปแบบการบริหารคุณภาพทงั้ องค+กรและจัดทำเปนV รายงานผลการวิจยั ตRอไป

สมุทร ชำนาญ (2546) ได>พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนที่บริหารโดยใช>โรงเรียนเปVน
ฐาน โดยมุRงศึกษารูปแบบการบริหารโรงเรียนที่บริหารโดยใช>โรงเรียนเปVนฐานที่เหมาะสมกับสภาพสังคม
โดยไดแ> บงR การวจิ ยั ออกเปนV 4 ข้นั ตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 เปVนการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี วิธีการ
บริหารโรงเรียนที่ใช>โรงเรียนเปVนฐาน และสัมภาษณ+ผู>บริหารสถานศึกษา เพื่อกำหนดกรอบความคิดในการ
วิจยั
ขั้นตอนที่ 2 เปVนการสร>างรูปแบบจำลองเพื่อสร>างรูปแบบการบริหารโรงเรียนที่บริหารโดยใช>โรงเรียนเปVน
ฐาน โดยมีองค+ประกอบ 5 องค+ประกอบ ด>วยการสร>างเปVนแบบสอบถามชนิดเลือกตอบเห็นด>วยและไมR
เห็นด>วย เพื่อถามความคดิ เหน็ ของผ>ูทรงวฒุ ิ

ขั้นตอนที่ 3 เปVนขั้นการพัฒนารูปแบบบริหารสถานศึกษาที่บริหาร โดยใช>โรงเรียน
ฐานโดยใช>เทคนคิ เดลฟายจากผู>เชีย่ วชาญ

ขั้นตอนที่ 4 เปVนการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู>บริหารสถานศึกษา
ครูผ>ูสอน และกรรมการสถานศึกษา

สรุปได>วRาการสร>างรูปแบบ (Model) นั้นไมRมีข>อกำหนดที่ตายตัวแนRนอนวRาต>องทำ
อะไรบ>าง แตRโดยทั่วไปจะเริ่มต>นจากการศึกษาสภาพแวดล>อมบริบทขององค+การ ป[จจัยภายในภายนอก
ตRาง ๆ ที่สRงผลกระทบตRอการบริหารงาน ศึกษาองค+ความรู> (Intensive Knowledge) เกี่ยวกับเรื่องที่เรา

24

จะสร>างรูปแบบให>ชัดเจน จากนั้นจึงหาสมมุติฐาน และหลักการของรูปแบบที่จะพัฒนาแล>วสร>างรูปแบบ
ตามหลักการที่กำหนดขึ้นและนำรูปแบบที่สร>างขึ้นไปตรวจสอบและประเมินผลหาคุณภาพของรูปแบบ
โดยสรุปแล>วการพัฒนารูปแบบมีการดำเนินการเปVนสามขั้นตอนใหญR คือ การวิเคราะห+องค+การ การสร>าง
รปู แบบและนำรปู แบบไปใช>

ตวั อย"างการดำเนนิ การจดั กระทำขcอมูลและวิเคราะห:ขอc มูล
ตามแนวทางวิธกี ารและเกณฑ+ท่ีกำหนดได>ดำเนินการดงั ท่ีสรุปสาระสำคัญในตารางข>างลาR งนี้

วตั ถุประสงค: คำตอบมตี cองการ ขcอมูลทน่ี ำมา วธิ วี ิเคราะห:ขcอมูล เกณฑ:
วเิ คราะห: 80/80
1. เพอ่ื ศึกษา ชดุ นวัตกรรมวธิ ี
ประสทิ ธภิ าพชุด ปฏิบตั ิที่ดีของการ 1. คะแนนของผ>บู รหิ าร 1. หาคRาเฉล่ียร>อยละ
นวตั กรรมวธิ ี บรหิ ารสถานศกึ ษา
ปฏิบตั ิท่ดี ีของการ มีประสทิ ธภิ าพถึง สถานศึกษาใน ของคะแนนรวมจาก
บริหาร เกณฑ+ทก่ี ำหนด รายบุคคลจากแบบฝกn แบบฝnกทุกชุด
สถานศึกษา หรอื ไมR ในชุดนวตั กรรมวิธี

ปฏิบัติทีด่ ีของการ
บริหารสถานศึกษา
ของผบู> รหิ าร

สถานศึกษา

2. คะแนนของผู>บรหิ าร
สถานศึกษาใน
รายบุคคลจาก 2. หาคาR เฉล่ียร>อยละ
แบบทดสอบความร>ู ของคะแนนรวมจาก
หลังการใชช> ดุ การทดสอบหลังใช>
นวัตกรรม นวัตกรรมทุกชุด

25

วัตถุประสงค: คำตอบมตี cองการ ขอc มลู ท่นี ำมา วธิ ีวเิ คราะหข: อc มลู เกณฑ:
วิเคราะห:

2. เพ่อื ศกึ ษาผล

การใช>ชดุ
นวัตกรรมวิธี
ปฏิบัตทิ ่ีดีของการ

บรหิ าร
สถานศกึ ษา
2.1 ความรู> กRอนและหลงั การใช> 1.ผลคะแนนทดสอบ 1.นำผลคะแนน 1.เกณฑร+ ะดับ

ความเข>าใจของ ชุดนวตั กรรม ความรก>ู อR นการใช>ชดุ ทดสอบความร>กู Rอน คณุ ภาพดงั นี้
ผู>บรหิ าร ผบ>ู ริหาร นวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดี การใชช> ดุ นวัตกรรม 80 ข้ึนไป ดมี าก
สถานศึกษา สถานศกึ ษาแตลR ะ ของการบริหาร วธิ ปี ฏบิ ตั ิที่ดแี ตลR ะคน 70 - 79 ดี

คนมีความรู>ความ สถานศกึ ษา รายบุคคล มาหาคาR รอ> ยละและ 60 - 69 พอใช>
เขา> ใจเกย่ี วกบั การ เทยี บระดบั คณุ ภาพ นอ> ยกวRา 60
การบริหาร ตามเกณฑท+ ก่ี ำหนด ปรับปรุง

สถานศึกษาใน
ระดับใด สูงข้ึน 2.ผลคะแนนทดสอบ 2. นำข>อมูลผลตRาง 2. t-test
หรือไมR หลงั การใชช> ุด ระหวาR งกอR นและการ dependent

นวัตกรรมวธิ ีปฏิบตั ทิ ดี่ ี ใชน> วัตกรรมวิธี
ของการบรหิ าร ปฏิบัติที่ดีของการ
สถานศึกษา รายบุคคล บรหิ ารสถานศึกษา

3. ผลตาR งคะแนน มาทดสอบคาR สถติ ิ

ทดสอบกอR นและหลงั

การใชน> วตั กรรมวธิ ี
ปฏิบตั ิทีด่ ขี องการ
บริหารสถานศึกษ

2.2 พฤตกิ รรม ผู>บริหาร ลักษณพฤตกิ รรมการ เทยี บลกั ษณะ เกณฑ+เชิงคณุ ภาพ
ของการบริหาร สถานศกึ ษามี แสดงออกในการ พฤติกรรมการ 5 ระดบั 1 2 3 4 5
สถานศึกษาของ พฤติกรรม การ บรหิ ารของผบ>ู รหิ าร แสดงออกกับเกณฑ+ แปลความหมาย

ผูบ> ริหาร บริหารอยูRในระดับ เชิงคุณภาพทกี ำหนด คRาเฉลี่ยดังน้ี
สถานศกึ ษา ไว>ในรายขอ> เปVน 4.51 - 5.00 ดีมาก

26

วัตถปุ ระสงค: คำตอบมีตcองการ ขอc มลู ทีน่ ำมา วธิ ีวิเคราะหข: อc มูล เกณฑ:
วิเคราะห:

3. เพอื่ ศึกษา คุณภาพใดบา> ง กี่ สถานศกึ ษาแตลR ะคนที่ ระดับคะแนน และ 3.51 - 4.50 ดี
ความพงึ พอใจ คน ผู>สงั เกตไดร> วบรวมไว> หาคRา เฉล่ยี ระดับ 2.51 - 3.50 พอใช>
ของของผบู> รหิ าร พฤตกิ รรมรายด>าน 1.51 - 2.50
สถานศกึ ษาทีม่ ผี ล ผูบ> ริหาร ระดบั ความพงึ พอใจ วิเคราะห+ภาพรวม ปรบั ปรุง
ตอR การใชช> ุด สถานศึกษามีความ ของของผ>บู ริหาร โดยใชค> าR เฉล่ยี ( 1.50 ลงมาตอ> ง
นวัตกรรมวิธี พงึ พอใจตอR การใช> สถานศึกษาที่มีผลตอR X̅) และคาR สวR นเบ่ยี ง ปรบั ปรุงอยRางยงิ่
ปฏิบัติทีด่ ขี องการ ชดุ นวตั กรรมวิธี การใช>ชดุ นวัตกรรมวธิ ี แบนมาตรฐาน (S.D.)
บริหาร ปฏบิ ัตทิ ่ีดขี องการ ปฏบิ ตั ิท่ดี ีของการ เกณฑ+ 5 ระดับ
สถานศึกษา บริหารสถานศึกษา บรหิ ารสถานศกึ ษา แตR เทียบระดบั ความ แปลความหมาย
อยใRู นระดับใดบ>าง ละขอ> ทรี่ วบรวมไดจ> าก พงึ พอใจกับเกณฑท+ ี่ คาR เฉลย่ี ดังนี้
ก่คี น แบบสอบถาม กำหนดไว>ในรายข>อ 4.51 - 5.00
เปVนระดับคะแนน พงึ พอใจมากท่ีสดุ
และหาคRา เฉลย่ี 3.51 - 4.50
ระดับความพึงพอใจ พึงพอใจมาก
รายด>านและภาพรวม 2.51 - 3.50
ทุกดา> นวิเคราะห+ พอใจปานกลาง
ภาพรวมโดยใช> 1.51 - 2.50
คRาเฉลี่ย (X̅)และคาR ไมพR ึงพอใจ
สวR นเบ่ียงแบน 1.50 ลงมา
มาตรฐาน (S.D.) ไมRพึงพอใจ อยาR ง
ยิ่ง

4. เพ่อื ศึกษา ครแู ละบคุ คลากร คะแนนผลประเมินการ 1. นำคะแนน 1.เกณฑ+ระดับ
ผลสมั ฤทธแ์ิ ละ ทางการศกึ ษาใน ปฏิบตั ิงานของครแู ละ ประเมนิ การ คุณภาพดงั นี้
ประสทิ ธิภาพใน สถานศกึ ษาท่ี บคุ คลากรทางการ ปฏิบัติงานของครู 80 ขน้ึ ไป
ด>านการบรหิ าร ผูบ> ริหาร ศึกษา ในระดบั และบุคคลากร ดีมาก
ของผ>บู รหิ าร สถานศกึ ษาใช>ชดุ สถานศึกษา 2 ป› ทางการศึกษาแตRละ 70 - 79 ดี
สถานศึกษา นวัตกรรมวธิ ีปฏิบตั ิ การศกึ ษา คนมาหาคาR รอ> ยละ 60 - 69 พอใช>
ทดี่ ขี องการบรหิ าร และเทียบระดับ น>อยกวRา 60
สถานศกึ ษามี คุณภาพตามเกณฑท+ ี่ ปรบั ปรงุ

27

วัตถุประสงค: คำตอบมีตอc งการ ขcอมลู ที่นำมา วธิ ีวเิ คราะห:ขcอมูล เกณฑ:
วิเคราะห:
ผลสมั ฤทธ์ิและ
ประสิทธภิ าพใน กำหนด 2. t-test
การปฏบิ ัติงานดขี น้ึ 2.นำข>อมลู ผลตาR ง dependent
ในระดับใด ระหวาR ง 2 ป›
การศกึ ษามาทดสอบ
คาR สถติ

ตวั อย"างการสรปุ ผลการวเิ คราะห:ขอc มูล ข>อค>นพบความสำเรจ็ ของงานตามวตั ถุประสงคแ+ ตลR ะขอ>
ไดส> รปุ ผลการดำเนินงานไว> ดังนี้

3.1 ประสิทธิภาพของชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดีของการบริหารสถานศึกษา เปVนไปตามเกณฑ+
ทกี่ ำหนด 80/80 โดยมปี ระสทิ ธภิ าพ 85.24 /42.16

3.2 ผลการใช>ชดุ นวตั กรรมวธิ ีปฏิบัติท่ีดีของการบริหารสถานศกึ ษา
3.2.1 ความรู> ความเข>าใจของผู>บริหารสถานศึกษา กRอนเรียนรู>คิดเปVนคRาเฉลี่ยร>อยละ

72.42 หลงั เรยี นรคู> ิดเปVนคาR เฉลีย่ ร>อยละ 82.16 ผลการทดสอบคะแนนเฉล่ีย หลงั เรียนรูส> งู กวRากRอนเรยี นร>ู
3.2.2 พฤติกรรม ของการบริหารสถานศึกษาของผู>บริหารสถานศึกษาหลังการใช>ชุดการ

เรียนรมู> คี Rาเฉลย่ี ระดับดมี าก (X̅ = 4.11 S.D. = 0.32)
3.3 ความพึงพอใจของของผู>บริหารสถานศึกษาที่มีผลตRอการใช>ชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดีของ

การบรหิ ารสถานศกึ ษาระดับมากจากการตอบแบบสอบถามหลังนิเทศ(X̅ = 4.11 S.D. = 0.32)
3.4 ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในด>านการบริหารของผู>บริหารสถานศึกษาอยูRในระดับดี ขึ้น

ไปคะแนนครูและบุคคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาที่ผู>บริหารสถานศึกษาใช>ชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่
ดีของการบริหารสถานศึกษามีผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดีขึ้น อยูRระหวRาง ร>อยละ
72.26 ถึงรอ> ยละ 78.53

ตัวอย"างการอภิปรายผลจากขcอคcนพบ

ได>อภิปรายผลข>อค>นพบความสำเร็จหรือไมRสำเร็จ วRามีเหตุป[จจัยสนับสนุน อุปสรรค แรงตRอต>าน
หรือข>อผิดพลาดอะไรบ>าง ได>เรียนรู>หรือมีบทเรียนอะไรบ>างจากการทำงานนี้ โดยนำกระบวนการปฏิบัติ
และผลตามวัตถุประสงค+ที่ได>ดำเนินการมาอภิปรายตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการและงานวิจัยที่เกี่ยวข>องที่
ไดท> บทวน นำเสนอในวรรณกรรมที่เกี่ยวข>องมขี อ> ค>นพบทน่ี ำมาอภิปรายพอสรุปได>ดังน้ี

4.1 ประสิทธิภาพของชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดีของการบริหารสถานศึกษา เปVนไปตามเกณฑ+ที่
กำหนด 80/80 โดยมปี ระสิทธภิ าพ 85.24 /42.16

28

4.2 ผลการใช>ชดุ นวัตกรรมวิธปี ฏิบัตทิ ีด่ ขี องการบรหิ ารสถานศกึ ษา
4.2.1 ความร>ู ความเข>าใจของผบ>ู รหิ ารสถานศกึ ษา กอR นเรยี นร>ูคดิ เปVนคาR เฉลยี่ รอ> ยละ 72.42

หลังเรยี นรู>คดิ เปVนคาR เฉลย่ี ร>อยละ 82.16 ผลการทดสอบคะแนนเฉลยี่ หลงั เรยี นร>สู ูงกวาR กอR นเรยี นรู>
4.2.2 พฤติกรรม ของการบริหารสถานศึกษาของผู>บริหารสถานศึกษาหลังการใช>ชุดการ

เรยี นรู>มีคRาเฉล่ีย ระดับดมี าก (X̅= 4.11 S.D. = 0.32)
4.3 ความพึงพอใจของของผู>บริหารสถานศึกษาที่มีผลตRอการใช>ชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดีของการ

บริหารสถานศึกษาระดับมาก จากการตอบแบบสอบถามหลังนิเทศ (X̅ = 4.11 S.D. = 0.32)
3.4 ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในด>านการบริหารของผู>บริหารสถานศึกษาอยูRในระดับดี ขึ้นไป

คะแนนครูและบุคคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาที่ผู>บริหารสถานศึกษาใช>ชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดี
ของการบริหารสถานศึกษามีผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานดีขึ้น อยูRระหวRาง ร>อยละ 72.26
ถงึ รอ> ยละ 78.53

นอกจากน้ียังได>เสนอแนะให>สร>างชุดนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่ดีของการบริหารสถานศึกษา ใน
สถานศกึ ษาอื่น ๆ อีก เชRน ชดุ นวตั กรรมวธิ ีปฏบิ ตั ทิ ด่ี ขี องการบริหารสถานศึกษาเอกชน เปนV ต>น

การถามหาผลสำเรจ็ ของงานเปน1 กระบวนการทบทวนการดำเนนิ งานกับวตั ถุประสงค:ท่ีกำหนด ไวใc หc
ตรงกัน ซ่ึงผลทีไ่ ดcสามารถนำไปแลกเปล่ยี นเรียนรูc นำไปสูก" ารเขยี นรายงานท่ีครอบคลุม

และตรงตามสิ่งทตี่ cองการศกึ ษาไดcอย"างแทจc รงิ นำไปประยุกต:ใชcหรือขยายผลในการปฏบิ ตั ิงานอ่นื ไดc
***********************

29

ตวั อยา" ง แบบประเมนิ และปรบั ปรงุ การออกแบบวิธีการในการใชcนวตั กรรม
คำชแ้ี จง ให>ทาR นนำผลท่ีได>จากการแลกเปล่ยี นเรียนรใ>ู นกจิ กรรม ใบงานที่ 5.3 มาประเมินผลสำเรจ็
ของงานตามประเด็นตRอไปนี้ แล>วบันทึกลงในแบบบนั ทกึ การประเมนิ และปรบั ปรุงการออกแบบวธิ กี าร

ถามหาผลสำเรจ็ ในการใช>นวัตกรรม โดยพิจารณาตามประเดน็ ดังน้ี

1. ตรวจสอบประเมินงานและปรับปรุงงานด>วยตนเองโดยทำเครื่องหมาย / ลงใน ¨ เมื่อ เห็นวRา
ดแี ลว> หรือเครอื่ งหมาย X ลงใน ¨ เมอื่ เห็นวRายังต>องปรบั ปรงุ ในประเดน็ การประเมินทกี่ ำหนด ดังนี้

1.1 ความถูกต>องชัดเจนของแตRละรายการ

1.2 ความถูกต>องเหมาะสมของลักษณะข>อมูลที่นำมาวิเคราะห+และวิธีวิเคราะห+ข>อมูล เพื่อหา
คำตอบหรือสรปุ ผลในแตลR ะวัตถุประสงค/+ ตัวแปร/สมมตุ ิฐาน

2. สำหรับรายการที่มีผลการประเมินที่ต>องปรับปรุง ให>ทRานนำข>อมูลที่ได>จากข>อเสนอแนะ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู>มาปรับปรุงผลงานการออกแบบวิธีการถามหาผลสำเร็จในการใช>นวัตกรรมกRอน
ดำเนินการภาคสนามเพ่ือใหข> >อสรปุ ผลการปฏบิ ัตงิ านมีความถกู ต>องสมบรู ณ+

แบบประเมนิ และปรบั ปรงุ การออกแบบวธิ ีการถามหาผลสำเรจ็ ในการใชcนวตั กรรม

1.1 ความถูกตอ> งชัดเจนของแตRละรายการ

วตั ถุประสงค:/ตัวแปร/ แนวคำตอบท่ี ขcอมลู ท่ี เครื่องมอื เครอื่ งใชc วิธวี เิ คราะห: /
สมมุติฐานท่ีกำหนดไวc ตcองการ จำเป1น ทใ่ี ชc/วิธีหา เกณฑก: าร

1.วตั ถุประสงค: คุณภาพเครอ่ื งมือ วเิ คราะห:
ข>อที่ 1.1.......................
2.ตวั แปร
ขอ> ท่ี 2.1........................
3.สมมตุ ิฐาน
ข>อที่ 3.1........................

30

1.2 ความถูกต>องเหมาะสมของลักษณะข>อมูลท่ีนำมาวิเคราะห+และวิธีวิเคราะห+ข>อมูล เพื่อหา
คำตอบหรือสรปุ ผลในแตRละวัตถปุ ระสงค/+ ตวั แปร/สมมตุ ิฐาน

ประเด็น ความถกู ตcอง การปรับปรงแกไc ข แนวทาง/วธิ กี ารปรบั ปรงุ
เหมาะสม แกcไข
1. ความถกู ต>อง
เหมาะสมของลกั ษณะ
ข>อมูลทน่ี ำมาวิเคราะห+
และวธิ วี ิเคราะหข+ อ> มูล
เพ่ือหาคำตอบหรือ
สรุปผลตาม
วัตถปุ ระสงค:
2. ความถกู ตอ> ง
เหมาะสมของลักษณะ
ข>อมลู ทน่ี ำมาวิเคราะห+
และวธิ ีวเิ คราะหข+ >อมลู
เพือ่ หาคำตอบหรือ
สรปุ ผลตามตัวแปร

3. ความถูกต>อง
เหมาะสมของลักษณะ
ขอ> มูลทน่ี ำมาวิเคราะห+
และวธิ ีวเิ คราะหข+ อ> มลู
เพือ่ หาคำตอบหรือ
สรุปผลตามสมมุติฐาน

(ลงชอ่ื ) ผู>บนั ทึก
(.................................................)

ตำแหนงR ..........................................................

31

ขนั้ ท่ี 4 จัดการแลกเปลีย่ นเรียนรcู (Conducting Learning Exchange)

4.1 แนวคดิ และหลกั การในการแลกเปลย่ี นเรียนร>ู

1. การแลกเปลี่ยนเรียนรู>ทำให>เกิดข>อเรียนรู>และประสบการณ+ในการทำงานอยRาง
กว>างขวางและลึกซึ้ง มากขึ้น หากเปรียบกับการที่เรามีเหรียญ 10 บาท นำไปแลกกับเพื่อนด>วยเหรียญ
10 บาท ในที่สุดเราก็จะมีเพียง 10 บาท เทRาเดิม แตRหากเรานำประสบการณ+ข>อเรียนรู>ในการบริหาร
สถานศึกษา 1 เรื่องไปแลกกับเพื่อน 1 คน (คนละ 1 เรื่อง) ในที่สุดเราก็มีประสบการณ+การในการบริหาร
สถานศกึ ษา เปVน 2 เรือ่ ง ยิง่ ไดแ> ลกเปล่ยี นกันเรื่อย ๆ ก็จะไดม> ีประสบการณม+ ากขน้ึ เรอ่ื ย ๆ

2. การแลกเปลี่ยนประสบการณ+ในการจัดทำนวัตกรรมที่มีความสำเร็จต>องมีมุมมองท่ี
ถูกตอ> ง (the right view) วRา ทุกคนยอR มมีจุดทปี่ ระสบความสำเร็จอยูเR สมอตามเปาX หมายในการพฒั นางาน

3. การเรียนรู>จากความสำเร็จของผู>อื่นอาจเปVนชRองทางหรือทางลัดที่จะนำไปสูR
ความสำเร็จในปฏิบัติงาน ของเราได> ซึ่งเปVนการยRนระยะเวลาในการทำงานหรือประหยัดทรัพยากรได>เปVน
อยRางดี แตRอยRางไรก็ตาม การนำประสบการณ+ความสำเร็จของผู>อื่นมาใช> จำเปVนต>องประยุกต+ให>สอดคล>อง
กบั บริบทดว> ย

4. ทุกคนยRอมมีแนวคิด ต>นทุน ประสบการณ+ในการบริหารสถานศึกษาที่เปVนประโยชน+
ตRอการพัฒนางานได> เพื่อยอมรับในความสามารถซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ+ที่เปVน
ประโยชนม+ าใช>ในการปฏิบตั งิ านได>

5. เครือขRายการทำงานรRวมกัน มักจะเปVนเครือขRายในแนวราบหรือเครือขRายที่ไมRเปVน
ทางการหรือมีโครงสร>างตายตัวที่ทำงานรRวมกันได>สำเร็จ ดังนั้น จำเปVนต>องสร>างเครือขRายในการปฏิบัติ
และมที ักษะการทำงานเปนV ทมี ด>วย

4.2 ความจำเปนV ของการแลกเปลยี่ นเรยี นร>ู
การแลกเปลี่ยนเรียนรู> มีความสำคญั หลายประการ เชนR
1. เปVนการสร>างความภูมิใจให>ตนเองในการทำงาน กRอให>เกิดพลังใจที่จะทำงานตRอไป
2. ชRวยกันแก>ป[ญหาในการทำงาน บางครั้งประสบการณ+ของผู>อื่น อาจชRวยแก>ป[ญหาใน

การงานของเราได>
3. กRอให>เกิดประโยชน+ตRอการปฏิบัติงานในวงกว>าง เมื่อใช>ชRองทางในการแลกเปลี่ยนเรียนร>ู

ที่หลากหลาย เข>าถึงจุดประสงค+ที่ต>องการเรียนรู>ได>มากก็สามารถเรียนรู>ได>ในกลุRมใหญR ยิ่งในยุคป[จจุบัน
การใช>ชRองทางในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู>ทางสื่อออนไลน+ ก็ยิ่งสะดวก รวดเร็วและแพรRหลายได>ในวงกว>าง
ซง่ึ ทำไดท> ันที “สด” เสมอ (Real time)

4. เปVนผลดีกับการติดตาม เรRงรัดการปฏิบัติงานทางหนึ่ง เมื่อกำหนดให>มีกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู>กัน ในวัน เวลา สถานที่ที่แนRนอน ก็จะเปVนการเรRงรัดให>ผู>ที่ทำงานยังไมRแล>วเสร็จได>

32

เรRงรัดการทำงานของตน ให>บรรลุ ตามเปXาหมาย อีกทั้งต>องคำนึงถึงคุณภาพของชิ้นงานหรือวิธีการที่จะ
นำไปแลกเปลีย่ นดว> ย

4.3 วิธีการจดั กจิ กรรมแลกเปลยี่ นเรยี นรู>
การเลือกวิธีการหรือกิจกรรมหรือชRองทางใดเปVนเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม

ยRอมขึ้นอยูRกับวัตถุประสงค+หรือเนื้อหาของแตRละนวัตกรรม แตRอยRางไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนเรียนร>ู
ประสบการณ+ มีขนั้ ตอนการจัดกจิ กรรมที่สำคัญ ดังน้ี

1. กำหนดเปXาหมายหรือกำหนด “ดาว” รRวมกันเกี่ยวกับเรื่องที่นำมาเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู>
กับผู>ที่จะรRวม จัดกิจกรรมหรือเครือขRายในการปฏิบัติงาน เชRน เทคนิคในการสำรวจความต>องการเพ่ือ
กำหนดเปXาหมายหรือ ค>นหานวัตกรรมแสดงให>เห็นขั้นตอนในการวิเคราะห+งานของผู>เรียนเพื่อค>นหาวิธี
ปรับปรุงวิธี การจัดการเรียนรู>ของผู>บริหารสถานศึกษา เปVนต>น ในการกำหนดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนร>ู
หรือการจัดกิจกรรมแตRละครั้ง ควรกำหนดเปXาหมายให>ชัดเจน และระบุภาพความสำเร็จของกิจกรรมในแตR
ละคร้ัง

2. การระบุแผนการจัดกิจกรรม ขั้นตอน ระยะเวลาให>ชัดเจนและประสานงานให>ผู>เกี่ยวข>อง
รับทราบตรงกนั เพอ่ื ประโยชนใ+ นการดำเนินกิจกรรมให>บรรลตุ ามเปXาหมาย

3. การนำเสนอด>วยชRองทางและสื่อตRาง ๆ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู>แตRละคร้ัง
ยRอมสัมพันธ+กับสื่อที่ใช>ด>วย เชRน การจัดกิจกรรมเผยแพรRหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู>ในห>องประชุม อาจใช>
การบรรยายประกอบเอกสาร การจัดนิทรรศการ ก็จะชRวยให>เห็นความสำเร็จทั้งกระบวนการได>งRาย
การนำเสนอเปVนเรื่องเลRาเร>าพลัง (Story telling) ก็จะเห็นกระบวนการทำงานที่สื่อให>งRายตRอความเข>าใจ
การแลกเปล่ียนเรียนรู>ผRานทางสังคมออนไลน+ในป[จจุบันทำได>งRาย สมาชิกสามารถเข>าถึงได>สะดวก รวดเร็ว
และมีแนวโน>มจะขยายตัวมากขึ้นเรือ่ ย ๆ

อยRางไรก็ตาม มีข>อสังเกตในการจัดกิจกรรมนำเสนอเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู> ให>เกิด
ประสิทธภิ าพ ดังตอR ไปนี้

1) ผู>ที่จะเข>ารRวมกิจกรรมการเรียนรู>ต>องศึกษาข>อมูล ค>นหารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องหรือ
ประเด็นของ การนำเสนอให>เข>าใจอยาR งละเอยี ดถถ่ี ว> นกRอน

2) วิเคราะห+วิธีปฏิบัติของตนเกี่ยวกับเรื่องที่จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู>กRอนวRาปฏิบัติอยRางไร
เกิดผลอะไร มีข>อสังเกตอะไร

3) ตั้งคำถามในสง่ิ ทอี่ ยากหาคำตอบจากกิจกรรมแลกเปลย่ี นเรยี นรก>ู อR น
4) กรณีนำเสนอผลงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู> ที่มีผู>นำเสนอและผู>เข>ารับฟ[ง ควรเน>น
บทบาทของผู>ฟ[ง หรือผู>เข>ารRวมมากกวRาผู>นำเสนองาน เมื่อเราอยากรู>วRาวิธีการที่เราทำอยูRมีข>อคิดอะไร
มีจุดอRอนอะไร แล>วเทียบเคียง กับชิ้นงานที่ประสบความสำเร็จหรือการปฏิบัติที่ดีของผู>นำเสนอ ก็จะได>
ขอ> สังเกตหรอื ได>ข>อเรียนรท>ู ี่จะนำไปสกRู ารพฒั นางาน

33

4.4 ตวั อยRางกจิ กรรมแลกเปลย่ี นเรยี นรู>
กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู>ที่จัดขึ้น ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค+ หรือเปXาหมายเปVนสำคัญซ่ึง

อาจเลือกกจิ กรรม ไดห> ลากหลายดังตัวอยาR ง ตอR ไปน้ี
1. การประชมุ เรื่องเลRาเร>าพลงั (story telling)
2. การสนทนากลRมุ เฉพาะ (focus group discussion)
3. ชุมชนนกั ปฏิบตั ิ (Community of practice)
4. ชุมชนสงั คมออนไลน+
5. การจัดตั้งชมรม
6. การจัดนิทรรศการ การนำเสนอผลงาน
7. จัดประชุมสมั มนาทางวิชาการ (Symposium)
8. การสรา> งชุมชนการเรยี นร>ูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)

อาจกลRาวได>วRา กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู> “ผู>เข>ารับฟ[งเปVนสำคัญ” ซึ่งการแลกเปลี่ยนผู>เข>าฟ[งต>องนำ
งาน ของตนเอง แนวทางการปฏิบัตงิ านของตนเองไปแลกกบั ผ>ูอน่ื จึงจะเปVนกิจกรรม “Share and learn”

4.5 การใหข> >อมูลสะท>อนคิด (Reflective) ซ่งึ กันและกัน
การแลกเปลี่ยนเรียนรู>เปVนการค>นหา “ของดี” หรืออาจเรียกได>วRาเปVนการ “จับดี” หรือ “จับ

ถกู ” ซง่ึ กัน และกนั แล>วนำไปสกRู ารพฒั นาตนเองหรอื การพฒั นาประสิทธิภาพในการทำงานของตนตRอไป
การสะทอ> นคิดซงึ่ กันและกนั ควรมแี นวในการดำเนนิ การ ดังนี้

1. การจับประเด็นมาสะท>อนคิด ต>องเปVนไปตามเปXาหมายของกิจกรรมหรือวิธีการที่กำหนดไว>ใน
เบือ้ งตน> เทRาน้นั

2. เริ่มด>วยการสะท>อนในเชิงบวกกRอน เปVนประเด็นที่วRาในการ “จับดี” กRอน สิ่งที่ดีหรือสิ่งที่
ประสบ ความสำเร็จตRาง ๆ สอดคล>องกับเปXาหมายและสิ่งที่ประสบความสำเร็จนั้น มีอะไรสำเร็จ ทำไมจึงสำเร็จ
และวธิ ีดำเนนิ การ เปVนอยRางไร

3. การสะท>อนเพื่อปรับปรุง เปVนการสะท>อนคิดเพื่อการปรับปรุงและพัฒนา มีคำที่ควร
ระมัดระวังในการ ใช>แลกเปลี่ยนเรียนรู>กัน เชRน คำวRา “ทำได>ดี แตR...” “อยRาทำอยRางน้ี” การใช>คำถาม
เชงิ กลั ยาณมิตร เชนR “จะเปVน อยาR งไรบา> ง ถา> ...” “นRาสนใจไหม...หากวาR จะลองใช>วิธีน้ีดู”

4. การหาขอ> สรุปหรอื ข>อเรียนรท>ู ่ไี ดจ> ากการแลกเปล่ียนเรียนรมู> ขี อ> สงั เกต ดงั น้ี
4.1 นวัตกรรมครั้งนี้ อะไรคือความสำเร็จ ที่ประสบความสำเร็จได>นั้นเพราะเหตุใด มีวิธีการ

ท่ดี อี ยRางไร
4.2 นวัตกรรมครั้งนี้ อะไรที่ทำให>การดำเนินการยังไมRบรรลุตามวัตถุประสงค+ เพราะเหตุใด

การคน> หาจุดอRอน เปVนการหาข>อพึงระวงั ท่จี ะไมRทำใหผ> ิดพลาด ในครัง้ ตอR ไป
4.3 ข>อเรียนรู>หรือบทเรียนที่เรา (ผู>เข>ารRวมแลกเปลี่ยนเรียนรู>ทั้งผู>นำเสนอและผู>ฟ[งหรือ

ผร>ู วR ม) ไดข> อ> สรุปในการนำไปพัฒนางานตRอไป

34

ข้นั ท่ี 5 มงุ" สเ"ู ครอื ขา" ย ขยายผล ต"อยอด (Connecting Enhance Network)

5.1 ความหมายของเครือขาR ย

เครือขRาย (Network) คือ การเชื่อมโยงของกลุRมคนหรือกลุRมองค+กรที่สมัครใจ ที่จะแลกเปล่ียน
ขRาวสาร รRวมกันหรือทำกิจกรรมรRวมกัน โดยมีการจัดระเบียบโครงสร>างของคนในเครือขRายด>วยความเปVน
อิสระเทRาเทียม กันภายใต>พื้นฐานของความเคารพสิทธิ เชื่อถือ เอื้ออาทรซึ่งกันและกันประเด็นสำคัญ
ของนิยามข>างต>น คือ ความสัมพันธ+ของสมาชิกในเครือขRายต>องเปVนไปโดยสมัครใจ กิจกรรมที่ทำใน
เครือขRายต>องมีลักษณะเทRาเทียม หรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันการเปVนสมาชิกเครือขRายต>องไมRมี
ผลกระทบตRอความเปVนอิสระ หรือความเปVนตวั ของตัวเองของคนหรือองค+กรน้นั ๆ

การเชื่อมโยงในลักษณะของเครือขRาย ไมRได>หมายถึงการจัดการให>คนมานั่ง “รวมกัน” เพื่อ
พูดคุยสนทนากันเฉย ๆ โดยไมRได> “รRวมกัน” ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด และก็ไมRใชRเปVนแคRการรวมกลุRมของสมาชิกท่ี
มีความสนใจรRวมกันเพียงเพื่อพบปะ สังสรรค+แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเทRานั้น แตRจะต>องพัฒนาไปสRู
ระดับของการลงมือทำกิจกรรมรRวมกันเพื่อให>บรรลุ เปXาหมายรRวมกันด>วย และไมRใชRการรวบรวมรายชื่อ
บุคคลที่มีความสนใจเหมือนกันไว>ในมือเพื่อสะดวกแกRการติดตRอ การมอบหมายให>สมาชิกแตRละคนหา
สมาชิกเพมิ่ ข้ึน ยิ่งได>รายชอ่ื มามากก็ย่งิ ทำให>เครอื ขRายใหญขR ้ึน

ดังนั้น เครือขRายต>องมีการจัดระบบให>กลุRมบุคคลหรือองค+กรที่เปVนสมาชิกดำเนินกิจกรรม
บางอยRางรRวมกัน เพื่อนำไปสูRจุดหมายที่เห็นพ>องต>องกันซึ่งอาจเปVนกิจกรรมเฉพาะกิจตามความจำเปVน
เมื่อภารกิจบรรลุเปXาหมายแล>ว เครือขRายก็อาจยุบสลายไป แตRถ>ามีความจำเปVนหรือมีภารกิจใหมR
อาจกลับมารวมตัวกนั ใหมRได>หรือจะเปนV เครอื ขRายที่ ดำเนินกิจกรรมอยาR งตอR เนือ่ งระยะยาวกไ็ ด> การรวมตวั
เปVนเครือขRายในลักษณะการแลกเปลี่ยน ต>องสกัดเอาสRวนดีหรือจุดแข็งของแตRละฝžายมาเรียนรู> และ
สนบั สนุนกนั และกัน

5.2 ปรชั ญาการสร>างเครอื ขRาย
การสร>างเครือขRายต>องคำนึงถึงเสมอวRา “เครือขRาย” เปVนกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ+
ระหวRางมนุษย+ กบั มนษุ ย+ การทำเครอื ขRายตอ> งมี LINK หมายถึง “การเชือ่ มโยง”

L - Learning การเรยี นร>ู
I - Investment การลงทนุ
N - Nature การฟูมฟ[กบำรุง
G (K) - Give การรกั ษาสัมพนั ธภาพ
ซึง่ รวมกนั เปVนคำวRา LINK หมายถงึ การเชอื่ มโยง

35

5.3 องค+ประกอบของเครือขRาย

เครือขRายเทียม (Pseudo network) หมายถึง เครือขRายชนิดที่เราหลงผิดคิดวRาเปVนเครือขRาย
แตRแท>จริง แล>วเปVนแคRการชุมนุมพบปะสังสรรค+ระหวRางสมาชิกโดยที่ตRางคนตRางก็ไมRได>มีเปXาหมายรRวมกัน
และไมRได>ตั้งใจที่จะทำกิจกรรมรRวมกัน หรือรวมกันตามกระแสนิยมที่ไมRมีวัตถุประสงค+ชัดเจน ลักษณะของ
เครือขRายเทียมจะไมRมีการสานตRอระหวRางสมาชิก ดังนั้น การทำความเข>าใจกับองค+ประกอบของเครือขRาย
จงึ มคี วามสำคัญ เพือ่ ชRวยใหส> มาชกิ สามารถสร>างเครือขRายแทแ> ทนการสร>างเครือขRายเทียม

เครอื ขาR ย (แท)> มอี งคป+ ระกอบสำคัญอยูอR ยาR งน>อย 7 อยRาง คอื
1. การรับรแู> ละมุมมองที่เหมอื นกนั (Common perception)
2. การมวี สิ ัยทศั นร+ วR มกัน (common vision)
3. ความสนใจหรือมีผลประโยชนร+ วR มกัน (mutual interests/benefits)
4. การมสี RวนรวR มของสมาชกิ ทุกคนในเครอื ขRาย (Stakeholders participation)
5. การเสรมิ สร>างซึ่งกนั และกัน (Complementary relationship)
6. การเกื้อหนนุ พ่งึ พากัน (interdependent)
7. การปฏสิ ัมพนั ธ+กนั ในเชงิ แลกเปลยี่ น (interaction)

1. มีการรับรูม> มุ มองท่เี หมือนกนั (Common perception)
สมาชิกในเครือขRายต>องมีความรู>สึกนึกคิดและการรับรู>เหมือนกันถึงเหตุผลในการเข>ามารRวม

กันเปVนเครือขRาย อาทิเชRน มีความเข>าใจในตัวป[ญหาและมีจิตสำนึกในการแก>ไขป[ญหารRวมกัน ประสบกับ
ป[ญหาอยRางเดียวกัน หรือต>องการความชRวยเหลือในลักษณะที่คล>ายคลึงกัน ซึ่งจะสRงผลให>สมาชิกของ
เครือขRายเกิดความรู>สึกผูกพันในการดำเนินกิจกรรมรRวมกันเพื่อแก>ป[ญหาหรือลดความเดือดร>อนที่เกิดข้ึน
การรับร>รู RวมกันถือเปนV หวั ใจของเครือขาR ยท่ีทำใหเ> ครอื ขาR ยดำเนินไปอยRางตRอเนอ่ื ง

2. การมีวิสยั ทัศน+รRวมกัน (common vision)
วิสัยทัศน+รRวมกัน หมายถึง การที่สมาชิกมองเห็นจุดมุRงหมายในอนาคตที่เปVนภาพเดียวกัน

มีการรับรู> และเข>าใจไปในทิศทางเดียวกันและมีเปXาหมายที่จะเดินทางไปด>วยกัน การมีวิสัยทัศน+รRวมกัน
จะทำให>กระบวนการ ขับเคลื่อนเกิดพลังมีความเปVนเอกภาพ และชRวยผRอนคลายความขัดแย>งอัน
เนื่องมาจากความคิดเห็นที่แตกตRางกัน ในทางตรงกันข>ามถ>าวิสัยทัศน+หรือเปXาหมายของสมาชิกบางกลRุม
ขัดแย>งกับวิสัยทัศน+หรือเปXาหมายของเครือขRาย พฤติกรรมของสมาชิกกลุRมนั้นก็จะเริ่มแตกตRางจากแนว
ปฏิบัติที่สมาชิกเครือขRายกระทำรRวมกัน ดังนั้น แม>วRาจะต>อง เสียเวลามากกับความพยายามในการสร>าง
วิสัยทัศน+รRวมกัน แตRก็จำเปVนจะต>องทำให>เกิดขึ้น หรือถ>าสมาชิกมีวิสัยทัศน+ สRวนตัวอยูRแล>ว ก็ต>องปรับให>
สอดคล>องกับวิสัยทัศน+ของเครือขRายให>มากที่สุดแม>จะไมRซ>อนทับกันแนบสนิทจนเปVนภาพเดียวกัน
แตRอยาR งน>อยกค็ วรสอดรบั ไปในทิศทางเดียวกัน

36

3. ความสนใจหรือมีผลประโยชน+รวR มกนั (mutual interests/benefits)
คำวRาผลประโยชน+ในที่นี้ครอบคลุมทั้งผลประโยชน+ที่เปVนตัวเงินและผลประโยชน+ที่ไมRใชRตัว

เงิน เปVนความต>องการ (need) ของมนุษย+ในเชิงป[จเจก อาทิเชRน เกียรติยศ ชื่อเสียง การยอมรับ โอกาสใน
ความก>าวหน>า ความสุข ความพงึ พอใจ เปVนตน>

4. การมีสRวนรวR มของสมาชิกทุกคนในเครอื ขRาย (stakeholders participation)
การมีสRวนรRวมของสมาชิกในเครือขRายเปVนกระบวนการที่สำคัญมากในการพัฒนา

ความเข>มแข็ง ของเครือขRายเปVนเงื่อนไขที่ทำให>เกิดการรRวมรับรู> รRวมคิด รRวมตัดสินใจและรRวมลงมือกระทำ
อยRางเข>มแข็ง ดังนั้น สถานะของสมาชิกในเครือขRายควรมีความเทRาเทียมกัน ทุกคนอยูRในฐานะ “หุ>นสRวน
(partner)” ของเครือขRาย เปVน ความสัมพันธ+ในแนวราบ (horizontal relationship) คือ ความสัมพันธ+
ฉันท+เพื่อนมากกวRาความสัมพันธ+ในแนวดิ่ง (vertical relationship) ในลักษณะเจ>านายลูกน>อง ซึ่งบางคร้ัง
ก็ทำได>ยากในทางปฏิบัติเพราะต>องเปลี่ยนกรอบ ความคิดของสมาชิกในเครือขRายโดยการสร>างบริบทแวดล>อม
อ่นื ๆ เข>ามาประกอบ แตถR >าทำได>จะสรา> งความเขม> แขง็ ให>กบั เครือขRายมาก

5. การเสรมิ สรา> งซึง่ กันและกนั (complementary relationship)
องค+ประกอบทจี่ ะทำให>เครอื ขRายดำเนนิ ไปอยาR งตRอเนอื่ ง คือ การทส่ี มาชิกของเครือขRายตRางก็

สร>างความเข>มแข็งให>กันและกัน โดยนำจุดแข็งของฝžายหนึ่งไปชRวยแก>ไขจุดอRอนของอีกฝžายหนึ่งแล>วทำให>
ไดผ> ลลัพธ+ เพ่ิมข้นึ ในลักษณะพลังทวคี ูณ มากกวาR ผลลพั ธ+ที่เกดิ ขน้ึ เม่อื ตาR งคนตาR งอยูR

6. การเกอื้ หนนุ พง่ึ พากนั (interdependence)
เปVนองค+ประกอบที่ทำให>เครือขRายดำเนินไปได>อยRางตRอเนื่องเชRนเดียวกัน การที่สมาชิก
เครือขRาย ตกอยูR ในสภาวะจำกัดทั้งด>านทรัพยากร ความรู> เงินทุน กำลังคน ฯลฯ ไมRสามารถทำงานให>
บรรลุเปXาหมายอยRางสมบูรณ+ได> ด>วยตนเองโดยปราศจากเครือขRาย จำเปVนต>องพึ่งพาซึ่งกันและกันระหวRาง
สมาชิกในเครือขRาย การเกื้อหนุนพึ่งพากันในลักษณะนี้จะสRงผลให>สมาชิก มีปฏิสัมพันธ+ระหวRางกันโดย
อัตโนมตั ิ

7. การมีปฏิสมั พันธใ+ นเชงิ แลกเปล่ียน interaction)
หากสมาชิกในเครือขRายไมRมีการปฏิสัมพันธ+กันแล>วก็ไมRตRางอะไรกับก>อนหินแตRละก>อน

ที่รวมกันอยูR ในถุงแตRละก>อนก็อยูRในถุงอยRางอิสระ ดังนั้น สมาชิกในเครือขRายต>องทำกิจกรรมรRวมกันเพื่อ
กRอให>เกิดการปฏิสัมพันธ+ ระหวRางกัน เชRน มีการติดตRอกันผRานทางการเขียน การพบปะพูดคุย
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน หรือมี กิจกรรมประชุมสัมมนารRวมกันโดยที่ผลของ
การปฏสิ มั พันธน+ ้ตี >องกอR ให>เกดิ การเปล่ียนแปลงในเครอื ขาR ยตามมาด>วย

ลักษณะของปฏิสัมพันธ+ระหวRางสมาชิกควรเปVนการแลกเปลี่ยนกัน (reciprocal exchange)
มากกวRาที่จะเปนV ผู>ให>หรือเปVนผู>รับฝžายเดียว (unilateral exchange) ยิงสมาชิกมีปฏิสัมพันธ+กันมากเทRาใด
ก็จะเกิดความผูกพัน ระหวRางกันมากขึ้นเทRานั้น ทำให>การเชื่อมโยงเพิ่มมากขึ้น มีการเรียนรู>ระหวRางกันมาก

37

ขึน้ สรา> งความเข>มแข็ง ให>กับเครือขาR ยองคป+ ระกอบขา> งตน> ไมเR พียงแตRจะเปVนประโยชนใ+ นการนำไปชวR ยจำแนก
ระหวRางเครือขRายแท>กับเครือขRาย เทียมเทRานั้น แตRยังแสดงให>เห็นถึงป[จจัยที่จะมีผลตRอการเสริมสร>างความ
เข>มแข็งของเครือขRายด>วย (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ+ศักดิ์ องค+ประกอบของเครือขRาย
http://oppn.opp.go.th/research01.php)

5.4 ขน้ั ตอนการสรา> งเครอื ขาR ย

1. เกิดจากการกRอตัวของศึกษานิเทศก+ด>วยความสมัครใจโดยอาจมีผู>นำเครือขRายเปVน
ผู>ประสานงานอำนวย ความสะดวกในการดำเนินงานเบอื้ งต>น

2. ปรึกษาหรือหาข>อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหวRางสมาชิกเครือขRายในการวาง
แนวทางการดำเนินงานของเครือขาR ย เพือ่ พัฒนางานนิเทศการศึกษา

3. จัดทำหลักการและแนวทางการดำเนินงานของเครือขRาย เพื่อสร>างความเข>าใจให>
เปVนไปในทศิ ทางเดียวกนั ของสมาชกิ

4. กำหนดโครงสร>างบุคลากรของเครือขRาย เพื่อสะดวกในการประสานงาน ขับเคลื่อน
เครอื ขาR ยสRู วัตถุประสงค+

5. กำหนดวิสัยทัศน+ เปXาหมาย วัตถุประสงค+ ภารกิจและกระบวนการดำเนินงานของ
เครอื ขาR ย

6. จัดทำแผนกลยุทธ+และแผนปฏิบัติการเพื่อความเปVนระบบและชัดเจนในการ
ดำเนินงานของเครอื ขาR ย

7. กำหนดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาความรู> ความสามารถ ทักษะการปฏิบัติ กระบวนการ
คดิ และเจตคติ ท่ดี ตี อR งานนเิ ทศการศกึ ษา

8. เป±ดเวทีสรา> งโอกาสใหส> มาชกิ ได>แลกเปลี่ยนเรียนรรู> Rวมกนั
9. สร>างทมี ทีป่ รกึ ษา ทง้ั ภายในและภายนอกเครอื ขาR ย
10. กำหนดปฏทิ นิ การดำเนินงานของเครือขRายอยาR งชัดเจน ดำเนินงานตอR เนอ่ื ง
11. สRงเสริม สนับสนุน ชRวยเหลือการปฏิบัติงานของสมาชิกทุกรูปแบบที่สอดคล>องและ
ถูกตอ> งตามหลัก กฎหมาย
12. สรปุ ผลการดำเนินงานทกุ รอบป› เพอื่ ใช>เปนV ขอ> มลู สารสนเทศประกอบการพัฒนางาน

5.5 การสรา> งเครอื ขRายออนไลน+

การสร>างเครือขRายออนไลน+นั้น ในแวดวงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และทาง
การศึกษา เห็นวRาเปVนแนวคิดที่ดีตRอการสร>างวัฒนธรรมการรวมกลุRม การสร>างทีมทำงานที่มุRงสูRความมี
ประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลของการพัฒนาการปฏิบัติงานภายในหนRวยงานเดียวกัน หรือตRางหนRวยงาน

38

ที่มีลักษณะการปฏิบัติงาน อยRางเดียวกัน หรือหนRวยงานที่มีลักษณะงานเกี่ยวข>องเชื่อมโยงสนับสนุน
การปฏิบัติงานซึ่งกันและกัน โดยเน>นการกำหนดแนวทางที่อยูRบนพื้นฐานของความสมัครใจ เห็นคุณคRา
ของกระบวนงานและผลของการดำเนินงานเชRนเดียวกันทุกคน หรือทุกกลุRมที่เข>ามาสานสัมพันธ+กันเปVน
เครือขRายจะมีความเทRาเทียมกันในทุกมิติ ทั้งการรRวมวางแผน กำหนดเปXาหมาย การกำหนดรายละเอียด
โครงสร>าง บทบาท และความรับผิดชอบรRวมกันของผู>ที่มีสRวนเกี่ยวข>องกับเครือขRาย การดำเนินงานตาม
เจตนารมณ+ของเครือขRาย การแลกเปลี่ยนรRวมกันพิจารณาความก>าวหน>าและความเปลี่ยนแปลงของ
เครือขRาย การสร>างศักยภาพในการปฏิบัติงานของเครือขRายให>บรรลุตามเปXาหมายและวัตถุประสงค+ของ
การกRอตั้งเครือขRาย การสร>างเครือขRายออนไลน+ยRอมยึดหลักการ ปรัชญา แนวคิด กระบวนงาน และวิธีการ
ของการสร>างเครือขRายที่มีการพบปะกันแบบเผชิญหน>า เปVนการพัฒนาเครือขRายให>มีระบบที่ดีขึ้นโดยอาศัย
เทคโนโลยีเปVน ตัวชRวยในการดำเนินงาน การดำเนินงานของเครือขRายออนไลน+จึงเปVนการใช>เครือขRายเพ่ือ
การขยายการปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู>ระหวRางสมาชิกเครือขRายได>อยRางรวดเร็ว มีความสะดวกสบาย
ในการเชื่อมโยงและแสดง ความคิดเห็นผRานเทคโนโลยี สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนกันในแวดวงที่มีแนวคิด
สอดคล>องกันได>กว>างขวางมากขึ้น ทั้งยัง ก>าวทันตRอความเปลี่ยนแปลง นับได>วRาเปVนการใช>เทคโนโลยีได>
อยาR งคุ>มคาR เกิดประโยชน+มากทีส่ ดุ

5.5.1 เปXาหมายของการสรา> งเครอื ขาR ยออนไลน+
การสรา> งเครอื ขาR ยออนไลน+ มีเปXาหมายเฉพาะดังนี้ คอื

1. เปVนเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู>ที่มีความรวดเร็ว สะดวก กว>างไกล และทันตRอ
การเปลี่ยนแปลงทางการศกึ ษา

2. เป±ดโอกาสให>สมาชิกของเครือขRายได>รRวมกันวิเคราะห+แสดงความคิดเห็นของ
ตนเองตอR ประเดน็ ทก่ี ำหนด รวR มกันไดอ> ยRางมอี ิสระ

3. บุคคลภายนอกเครือขRายสามารถอภิปรายและให>ข>อเสนอแนะในประเด็นที่
สมาชกิ เครือขRายแลกเปล่ยี น เรียนรู>รวR มกันได>

4. สร>างถังความรู>เพื่อการจัดเก็บข>อสรุป องค+ความรู>ตRาง ๆ ที่ผRานการวิพากษ+
วิเคราะห+รRวมกนั จนเปนV ความรู>ที่ตกผลึกแลว>

5. เปVนการสร>างวัฒนธรรมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผRานกระบวนการใช>
เครอื ขาR ยแลกเปลย่ี นความรู> ออนไลนซ+ ง่ึ จะขยายความกว>างไกลตอR ๆ กันไปไดอ> ยRางไมRร>จู บ

5.5.2 แนวทางการสร>างเครือขาR ยออนไลน+
ในการสร>างเครอื ขRายออนไลน+ ควรกำหนดกระบวนงานในการสรา> งเครอื ขRายออนไลน+ ดังนี้

1. กำหนดปรัชญา แนวคิดหลักของการสร>างเครือขRายออนไลน+ให>มีความชัดเจน
จนสมาชิกเขา> ใจไปใน ทิศทางเดียวกนั

2. ระบุวิสัยทัศน+ พันธกิจ เปXาหมาย กิจกรรมการปฏิบัติของเครือขRายออนไลน+เพ่ือ
เปVนกระบวนทัศน+ ท่ีเหมาะสมกับบริบทในการดำเนินงาน

39

3. วางแผนการปฏิบัติงานของเครือขRาย เพื่อเปVนเงื่อนไขของสมาชิกที่จะยึดถือ
เปนV กรอบแนวทางในการ ปฏิบตั ิรวR มกันจนกระท่ังบรรลเุ ปXาหมายของเครือขาR ยออนไลน+

4. เข>าสูRกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู>รRวมกัน โดยถือวRาการแลกเปลี่ยนเปVน
การเรียนรูเ> พื่อการพฒั นา ตนเองสRคู วามเปVนเลิศในแวดวงวิชาการทางด>านการศึกษา

5. อาจจัดให>มีเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู>รRวมกันแบบเผชิญหน>า เปVนการสร>าง
ความสมั พันธ+ ใหก> ระชบั มากข้นึ ของสมาชกิ เครือขRายออนไลน+

6. จัดให>มีการสรุปองค+ความรู>ที่ผRานการวิเคราะห+ของสมาชิกสูRสังคมภายนอก
เครอื ขาR ยออนไลน+เพอื่ เปนV การขยายผลตอR ยอดเครือขRายใหก> วา> งขวางมากย่ิงขน้ึ

5.5.3 ประโยชนข+ องการสร>างเครือขาR ยออนไลน+
การสร>างเครือขRายออนไลน+ทำใหเ> กดิ ประโยชน+ ดงั น้ี

1. สมาชิกสามารถพัฒนาตนเองได>อยRางสะดวก รวดเร็ว และมีความเปVนอิสระใน
การเขา> เปVนสมาชิก เครอื ขาR ยออนไลน+

2. สะท>อนมุมมองให>เห็นกระบวนการกลุRมทางด>านวงการวิชาการทางการศึกษาที่
รวR มกนั พฒั นางานอยRาง เปVนระบบและดำเนนิ การได>อยRางตอR เนอื่ ง

3. เวทีการศึกษา อภิปราย วิเคราะห+ แลกเปลี่ยน และนำเสนอองค+ความรู>ทาง
การศึกษาอยRางสมเหตุ สมผล มคี วามนRาเชือ่ ถือ

4. สร>างคุณภาพทางการศึกษาได>อยRางมีประสิทธิภาพ ตรงตามความคิดเห็นและ
ขอ> เสนอแนะของผทู> ม่ี สี Rวนเก่ียวขอ> ง

40

สว" นที่ 3
การเขียนรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม

การเขียนรายงานการพัฒนานวัตกรรมเปVนการนำผลการดำเนินงานสร>างและนำนวัตกรรมไปใช>
ในทุกขั้นตอนมาเขียนเพื่อแสดงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนรู>วRามีมากน>อยเพียงใด
โดยในการเขียนรายงานนวัตกรรมในคูRมือเลRมนี้แบRงเปVน 2 สRวน คือ สRวนที่ 1 การเขียนรายงานใช>
แนวเดียวกับการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งแบRงการเขียนออกเปVน 5 บท และสRวนที่ 2 การเขียนรายงาน
ตามแบบฟอร+มการสงR นวตั กรรมระดบั เขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาศรสี ะเกษ ยโสธร

สว" นที่ 1 แนวการเขียนรายงานนวัตกรรม 5 บท

บทที่ 1 บทนำ มีรายละเอียด ดงั น้ี
1.1 ความเปVนมาและความสำคญั ของปญ[ หา
1.2 วตั ถุประสงคข+ องการวจิ ยั
1.3 สมมตฐิ านของการวิจัย
1.4 ขอบเขตของการวิจยั
1.5 นิยามศพั ท+
1.6 ประโยชน+ทค่ี าดวRาจะได>รบั
1.7 กรอบแนวคดิ

บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง เปVนการนำเสนอแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และ
ผลการวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ> งทนี่ ำมาใช>ใน การพัฒนานวตั กรรมการจัดการเรยี นร>ูโดยนำเสนอรายละเอียด ดังน้ี

2.1 หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี ทเี่ กย่ี วขอ> งกบั การพฒั นานวตั กรรมการจัดการเรียนร>ู
2.2 ผลการวิจัยที่เก่ยี วข>องกับการพฒั นานวัตกรรมการจัดการเรยี นรู>
2.3 หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยที่นำมาใช>พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู>
ในกลมRุ สาระ/วิชาทค่ี ดิ คน> และสรา> งนวตั กรรมการเรยี นร>ู
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู> บทนี้ นำเสนอขั้นตอนการสร>างและ
พัฒนานวัตกรรมการเรียนรูโ> ดยมหี ัวข>อการ นำเสนอ ดงั นี้
3.1 วัตถปุ ระสงค+ของการวิจัย
3.2 สมมตุ ฐิ านของการวจิ ยั
3.3 ประชากรทีใ่ ช>ในการวจิ ยั
3.4 ตัวอยRางทีใ่ ชใ> นการวจิ ยั
3.5 นวตั กรรมและเคร่ืองมือท่ใี ชใ> นการวจิ ัย
3.6 การสรา> งนวัตกรรมและเคร่อื งมือทีใ่ ชใ> นการวิจัย

41

3.7 การดำเนนิ การวจิ ัย
3.8 การวิเคราะหผ+ ลการวจิ ยั
3.9 สถิตทิ ่ีใชใ> นการวเิ คราะหผ+ ลการวิจยั
บทท่ี 4 การวิเคราะห+ข>อมูลและผลการวิเคราะห+ข>อมูล เปVนการนำเสนอผลการวิเคราะห+ ข>อมูล
โดยนำเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรอื บรรยาย ตามวัตถุประสงค+ของการทดลองทก่ี ำหนด ในบทท่ี 1
บทที่ 5 การสรุปผล อภิปรายผล และข>อเสนอแนะ บทน้ีนำเสนอผลการดำเนินการวิจัยโดยมRุง
นำเสนอสาระสำคญั 3 ประเด็นคอื
5.1 สรุปผลการวิจัย นำเสนอวัตถุประสงค+ ขั้นตอนการดำเนินงาน และผลการวิจัย
โดยสรุป ใหเ> หน็ ภาพของการดำเนินการสรา> งและพฒั นานวตั กรรมการเรยี นการสอนตลอดแนว
5.2 อภิปรายผลการวิจัย เปVนการนำผลที่เกิดข้ึนจากการวิจัยมานำเสนอให>เห็น ภาพรวม
ที่เปVนผลนRาพอใจ สิ่งที่เปVนข>อสังเกต โดยอ>างอิงหลักการ ทฤษฎีและผลการวิจัยที่สอดคล>อง ประกอบ
การอภปิ รายอยาR งเหมาะสม
5.3 ข>อเสนอแนะ เปVนการนำเสนอสิ่งที่ควรดำเนินการตRอเนื่อง หรือพัฒนา ผลการวิจัย
อยRางตRอเนื่อง ที่จะทำให>เกิดคุณภาพในการพัฒนาอยRางเดRนชัดและเกิดประโยชน+ตRอการ พัฒนาการเรียน
การสอนมากย่งิ ขึน้
ฉะนั้นผู>วิจัยควรทำความเข>าใจในรูปแบบของรายงาน การวิจัย โดยทั่วไปการเขียนสRวน เนื้อหานี้
จะแบงR เนื้อหาออกเปนV 5 บท ดงั แสดงในภาพที่ 1 ซง่ึ มีแนวทางในการเขียน แตลR ะบทใน ลำดับถัดไป

ส่วนเนื'อหา บทที่ 1 บทนำ
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข>อง
บทท่ี 3 วิธีดำเนนิ การวิจยั
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห+ขอ> มูล
บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และข>อเสนอแนะ

ภาพท่ี 3.1 สวR นประกอบของรายงาน

42

การเขยี นบทท่ี 1 บทนำ

การเขียน “บทที่ 1 บทนำ” เปVนการนำเสนอเนื้อหาที่นำเข>าสูRเรื่องที่จะทำวิจัยเพื่อให>ผู>อRาน เข>าใจ
และเห็นความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัย ในบทนำนี้ประกอบด>วยหัวข>อ คือ ความเปVนมาและความสำคัญ
ของป[ญหา วัตถุประสงค+ของการวิจัย สมมติฐานในการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท+เฉพาะ
ประโยชนท+ ีไ่ ดค> าดวาR จะได>รับ และกรอบแนวคิดในการวจิ ยั

1. ความเป1นมาและความสำคัญของป…ญหา
ความเปVนมาและความสำคัญของป[ญหา (ภูมิหลัง) เปVนข>อความที่กลRาวถึงความเปVนมาของ

ป[ญหาที่จะดำเนินการวิจัย สาเหตุหรือความจำเปVนที่จะต>องศึกษาวิจัยป[ญหานั้น และการระบุถึง ป[ญหา
การวิจัย ในการเรียบเรียงความเปVนมาและความสำคัญของป[ญหา ควรเขียนให>กระชับ สั้น ๆ และ
ตรงประเดน็

หลกั เกณฑ:การเขยี นความเป1นมาและความสำคญั ของป…ญหา

1. เขียนเปVนความเรียงให>ได>หน>าละประมาณ 3 ยRอหน>า หรือไมRควรเกิน 5 ยRอหน>า ยRอหน>า
ละ 1 ประเด็น โดยขึ้นยRอหน>าใหมR ซึ่งอาจใช>ค าเชื่อมจากข>อความด>านบน ได>แกR “นอกจากนี้” “สำหรับ”
“เก่ยี วกบั ” และ “ในการ” เปVนต>น เพื่อแยกประเดน็ ใหช> ัดเจน

2. ควรใช>สรรพนามแทนตัวเองวRา “ผวู> จิ ยั ” หรอื “ผ>ูศึกษา” เลือกใช>ตลอดเลมR
3. อ>างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข>องไมRเกิน 5 ป› และอ>างอิงเอกสารที่เกี่ยวข>องไมRเกิน 10 ป› ถ>ายก
บทความ งานวิจยั จากสRวนใดมาประกอบตอ> งมกี ารอา> งอิงของแตลR ะยอR หนา> ซ่งึ ในการอ>างอิงมีข>อควรคำนึง ดังน้ี

3.1 กรณีจำเปVนและยังไมRมีของใหมRหรือของใหมRไมRมีคุณภาพเทRาของเดิมก็ควรระบุไว>
ควรอ>างอิงบุคคลที่มีชื่อเสียง เชRน ผู>ดำรงตำแหนRงทางวิชาการระดับศาสตราจารย+ หรือผู>มีผลงานในเรื่องนั้น ๆ
อยาR งตอR เน่ืองเพือ่ ให>มคี วามนาR เชอื่ ถอื มากขึ้น

3.2 ไมRอ>างองิ นกั วชิ าการคนเดียวหลายแหงR ใน 1 หนา>
3.3 ไมRควรอา> งองิ โดยใช>คำวRา “อา> งถึง” หรือ “อา> งใน” หลายแหงR ใน 1 หน>า
3.4 ควรมีแหลRงอ>างอิงตRางประเทศด>วย เนื่องจากศาสตร+ตRาง ๆ เกือบทั้งหมดมี
แหลRงกำเนิด จากตRางประเทศ ยกเว>นเรื่องเกี่ยวกับภูมิป[ญญาท>องถิ่นหรือเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นบ>าน พื้นเมือง
ถ>ามีป[ญหา ในการแปลก็อาจใช>เนื้อหาสั้น ๆ จากฐานข>อมูล ERIC หรือฐานข>อมูลอื่น ๆ หรือให>ผู>ที่มีความร>ู
ภาษาตRางประเทศชRวยเหลือ หรืออยRางน>อยที่สุดก็อาจใช>วิธีอ>างอิงเอกสารชั้นรองตRอจากผู>อื่นที่แปลไว>แล>ว
เพ่ือใหเ> นือ้ หามคี วามครอบคลมุ และสมบูรณ+มากขน้ึ
3.5 ควรอ>างอิงตามที่ค>นคว>ามาจริง หากเปVนการอ>างอิงจากแหลRงทุติยภูมิ ให>ใช>คำวRา
“อา> งถึง” หรอื “อ>างใน” เพอ่ื เปนV การให>เกยี รตทิ างด>านวิชาการแกRแหลงR ทตุ ิยภูมทิ น่ี ำมาอ>างองิ
3.6 ควรอ>างอิงโดยมี ป› พ.ศ. เลขหน>า ทุกแหRง ยกเว>น กรณีอ>างอิงตRอจากเอกสารชั้นรอง
ซึ่งหาแหลRงเดิมไมไR ดแ> ละแหลงR ทีค่ >นคว>าไมไR ดใ> สเR ลขหนา> ของแหลงR เดิมไว>

43

3.7 ควรเลือกอ>างอิงกRอนข>อความหรือท>ายข>อความอยRางใดอยRางหนึ่งให>เปVนรูปแบบ
เดยี วกันตลอดเลมR

3.8 ควรระวังการใช>เครื่องหมายวรรคตอน และระยะการเว>นวรรคให>เหมือนกันตลอด
เลมR ซ่งึ เกิดขึน้ เมือ่ จดั ริมขวาเสมอกนั ทำใหก> ารเว>นวรรคผิดหลักการ

3.9 อ>างอิงแบบคัดลอกข>อความไมRเกิน 3 บรรทัด ให>พิมพ+ตRอไปในเนื้อความ โดยไมRต>อง
ขึ้นบรรทัดใหมRแตRให>ใสRข>อความนั้นไว>ในเครื่องหมายอัญประกาศ (“...”) สRวนข>อความที่คัดลอกเกินกวRา
3 บรรทัด ไมRต>องใสRเครื่องหมายอัญประกาศกำกับ ให>ขึ้นบรรทัดใหมR พิมพ+ยRอหน>าเข>ามาโดยเว>น 1 tab
(อัตโนมัติ) และถ>ามียRอหน>าในข>อความที่คัดลอกมา ก็ให>เพิ่มยRอหนา> เข>ามาอีก 3 ตัวอักษร จาก ยRอหน>าเดิม
ของข>อความ (บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร+, 2549: 36-38)

ถ>าต>องการเว>นข>อความที่คัดลอกมาบางสRวน ให>พิมพ+เครื่องหมายจุดสามคร้ัง
โดยพิมพ+ เว>นระยะหาR งกนั 1 ตวั อักษร (. . .)

ข>อความที่ควรคัดลอก ได>แกR กฎ ระเบียบ คำอธิบาย คำจำกัดความ สุภาษิต คำคม
คำกลRาวของบุคคลสำคัญ เรื่องสำคัญที่หากไมRคัดลอกข>อความเดิมอาจมีความผิดพลาด ข>อความที่เขียน
อยRางดีกะทัดรดั ถ>าสรุปความอาจไมRดเี ทRาของเดิมหรอื ทำให>ความหมายเปลย่ี นไป

3.10 อ>างอิงโดยการสรุปเปVนสำนวนภาษาของตนเองที่มีเค>ามูลของข>อความเดิมไมRต>อง
ใสRเคร่ืองหมายคำพดู ใชค> ำวRา “สรปุ ไดว> Rา”

4. การเว>นวรรคเล็ก ใช>วรรคระหวRางคำ ใช>วรรคกRอนและหลังคำบางคำ เชRน คือ ได>แกR
อาทิ และวรรคกRอน หลัง เครื่องหมายวรรคตอน วงเล็บ ( ) ไม>ยมก ๆ ไปยาลใหญR ฯลฯ เทRากับ =
อัญประกาศ “......”

5. การเขียนความเปVนมาและความสำคัญของป[ญหา มีแนวทางในการเขียนเพื่อให>ผู>อRาน
เหน็ ความสำคญั ของเร่อื งที่จะทำวิจยั ดังนี้

5.1 กลRาวถงึ สภาพทีพ่ ึงปรารถนาหรือสภาพทค่ี าดหวงั เชRน งานวิจัยเรอ่ื ง การพฒั นา เอกสาร
ประกอบการเรียน หนRวยการเรียนรู>ที่ 1 เรื่อง การดำรงพันธ+ุของสิ่งมีชีวิต สำหรับผู>เรียนชั้นประถมศึกษาป›ที่ 5
ในสRวนที่ 1 นี้ ผู>วิจัยต>องเรียบเรียงความรู>เกี่ยวกับความสำคัญของ วิทยาศาสตร+ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลRาวถึงการเรียน วิทยาศาสตร+เปVนอยRางไร พร>อมอ>างอิงหลักการ ทฤษฎีที่เกี่ยวข>อง
ไมเR กิน 10 ป›

5.2 กลRาวถึงสภาพป[ญหาที่ประสบอยูR เขียนจากกว>างไปหาแคบหรือเปVนรูปพีระมิดหัวกลับ
เพื่อให>เห็นภาพจุดที่จะทำวิจัยได>ชัดเจนขึ้น เชRน ป[ญหาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร+ (ป[ญหา
ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับเขต ระดับโรงเรียน และชั้นเรียน) และถ>ามีข>อมูลเปVนตัวเลข ประกอบให>นำมา
ระบไุ วด> ว> ย

6. ยRอหน>าสุดท>ายสรุปเหตุผลที่จะทำโดยนำสาระในสRวนต>นมาสรุปให>กระชับอีกครั้งเพื่อ
เพิ่มความเชอ่ื มั่นและเห็นความสำคญั รวมทั้งความเปนV ไปได>

44

ขcอบกพรอ" งและแนวทางปรับปรงุ การเขียนความเป1นมาและความสำคัญของปญ… หา

การเขยี นความสำคญั และความเปนV มาของปญ[ หา พบขอ> บกพรRองหลายประการ ตั้งแตRมีเนื้อหา
น>อยเกินหรือมากเกินไป บางยRอหน>ามีเนื้อหามากเกินไป ไมRกลRาวหรือไมRเน>นจุดที่จะทำวิจัยหรือ ใช>ความรู>สึก
แทนการอ>างอิงในจุดที่จะทำวิจัย ไมRแสดงเหตุผลที่จะทำวิจัยในยRอหน>าสุดท>าย และ บางครั้งพบวRาใช>
สรรพนามอื่น ๆ แทนที่จะใช>คำวRา “ผู>วิจัย” ซึ่งข>อบกพรRองดังกลRาว ได>เสนอแนวทาง ปรับปรุงแตRละหัวข>อ
ดังนี้

ขอ> บกพรRองที่ 1 : เกรน่ิ นำกว>าง และเยิ่นเยอ> ทำใหไ> มRจงู ใจใหผ> >อู าR นเหน็ ความสำคัญของวิจยั
แนวทางปรับปรุง : นำเข>าสูRประเด็นของการวิจัย โดยกลRาวถึงสภาพที่พึงปรารถนาหรือสิ่งที่
พึงประสงค+ที่มุRงหวังจะให>เกิดขึ้น พร>อมกับอ>างอิงข>อมูลจากหนRวยงาน ทางการศึกษาหรือนักวิชาการ
ทนี่ ำเสนอในหนงั สือ ตำรา ฯลฯ ไมRเกนิ 10 ป›
ขอ> บกพรRองท่ี 2 : อ>างอิงจากเอกสารท่ลี >าสมัย เชRน กรมวชิ าการ ซ่ึงปจ[ จบุ ันไมRมหี นRวยงานนแ้ี ล>ว
แนวทางปรับปรุง : ควรค>นคว>าจากเอกสารที่ทันสมัย เชRน สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน
ข>อบกพรRองท่ี 3 : อ>างองิ ป› พ.ศ. ทีจ่ ัดพิมพไ+ มทR นั สมัย
แนวทางปรบั ปรงุ : อ>างอิงป› พ.ศ. ที่จัดพิมพ+ไมเR กนิ 10 ป› ดังตัวอยาR ง
ข>อบกพรRองที่ 4 : เขียนสภาพป[ญหาที่เกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป ไมRได>เจาะประเด็นยRอย เชRน ผู>เรียน
จดจำคำศัพท+ที่เรียนไปแล>วไมRได> คือ เขียนและสะกดไมRได> ทำให>ดูเลื่อนลอย ไมRเร>าใจให>เห็นความสำคัญ
ของการทำวจิ ยั
แนวทางปรับปรุง : เขียนเจาะประเด็นยRอยให>ชัดเจน เชRน เรื่องที่ 1 Alphabets คำศัพท+
จำนวน 26 คำ ผู>เรียนจำคำศัพท+อะไรไมRได> และคำใดท่ีผู>เรียน ร>อยละ 50 จำไมRได> เปVนต>น ทำให>เห็น
การสร>างนวัตกรรมท่มี ีคณุ คาR แกป> ญ[ หาไดต> รงประเดน็
ขอ> บกพรอR งท่ี 5 : ยRอหนา> ยาวเกนิ ไป ทำใหแ> ยกประเด็นได>ยาก และอRานแล>วร>ูสกึ เหนื่อย
แนวทางปรับปรุง : เขียนให>ไดห> นา> ละประมาณ 3 ยอR หน>า หรือไมคR วรเกนิ 5 ยอR หน>า โดยขึน้
ยRอหน>าใหมR ซึ่งอาจใช>คำขึ้นต>นวRา “นอกจากนี้ ยิ่งไปกวRาน้ี สำหรับ ในสRวนของ เกี่ยวกับ และ ในการนี้”
เพื่อแยกประเดน็ ใหช> ัดเจน ดงั ตวั อยาR ง
ข>อบกพรRองที่ 8 : ใช>สรรพนามแทนตัวเองวRา ผู>รายงาน ในยRอหน>าสุดท>าย ทำให>ไมRเปVนไป
ตามหลกั เกณฑ+
แนวทางปรับปรงุ : ใช>สรรพนามแทนตัวเองวาR ผว>ู จิ ยั ตามหลักเกณฑส+ ากล
ข>อบกพรRองท่ี 9 : เขยี นยRอหนา> สดุ ทา> ยวกวน ทำให>ผ>อู Rานสบั สน
แนวทางปรับปรุง : ยRอหน>าสุดท>ายกลRาวถึงเหตุผลในการทำวิจัยอีกครั้ง เพื่อให>ผู>อRาน
เกิดความเชื่อมนั่ และเห็นความสำคญั รวมทงั้ ความเปนV ไปไดท> ่จี ะทำวิจัย โดยไมRต>องมีการอ>างอิง

45

ป…ญหาทดี่ ีของหลักการวจิ ยั ตามหลกั การวิจยั มอี ยRู 6 ประการ คอื
1) ป[ญหาวจิ ัยต>องแสดงถึงความสัมพันธ+ (relationship) ระหวาR งตวั แปรตัง้ แตสR องตัวขึ้นไป
2) ขอบเขตของป[ญหาวิจัยมีความเปVนไปได> (feasibility) สำหรับผู>วิจัยที่จะหาคำตอบป[ญหา
ไดโ> ดยวธิ ีการเชงิ ประจักษ+ตามกำลงั ทรัพยากรและความสามารถของผูว> จิ ัย
3) การวิจัยเพื่อตอบป[ญหาวิจัยเปVนไปตามหลักจริยธรรม (ethics) ไมRกระทบกระเทือนหรือ
ทำความเดือนรอ> นใหผ> อ>ู ่นื
4) ป[ญหาวิจัยมีความสำคัญ (Significance) เปVนประโยชน+ตRอสังคมชRวยเสริมสร>าง
(Contribution) องค+ความรูแ> ละทำใหเ> กิดความกา> วหนา> ทางวชิ าการ
5) กรณีป[ญหาวิจัยเคยทำวิจัยไว>แล>วผู>วิจัยต>องแนRใจวRามีความจำเปVนที่ต>องทำวิจัยนั้นอีก
เชนR ยังมคี ำตอบทีเ่ ปนV ขอ> ขัดแย>ง (Conflicts) หรอื ยังไมRมีขอ> สรปุ สดุ ทา> ย (No ultimate conclusion)
6) ป[ญหาวิจัยควรมีความเปVนนวภาพ (Originality) คือผู>วิจัยต>องแสดงได>วRาการตอบป[ญหา
วจิ ัยนั้นมสี วR นทย่ี ังไมเR คยมีใครทำมากอR น

2. วัตถปุ ระสงคก: ารวจิ ัย

วัตถุประสงค+ของการวิจัยเปVนการเขียนบRงชี้วRาผู>วิจัยจะทำอะไร วัดอะไร หาอะไร โดยเขียน
ให> สอดคล>องกับชื่อเรื่องที่จะทำวัตถุประสงค+ของการวิจัยมาจากชื่อเรื่อง มาจากสิ่งที่ต>องการศึกษาเขียน
เปVนประโยคบอกเลRาแยกเปVนข>อ ๆ และวัตถุประสงค+แตRละข>อจะระบุป[ญหาที่ศึกษาเพียง ประเด็นเดียว
หลกั เกณฑ+การเขียนวตั ถปุ ระสงค+ของการวิจัย

1. ใช>คำวาR “วัตถุประสงคข+ องการวิจยั ”
2. การเขียนวัตถุประสงค+ของการวิจัยในแตRละข>อจะขึ้นต>นด>วย “เพื่อ” แล>วตามด>วยลักษณะ
3 ประการ ดงั นี้

2.1 ลักษณะของการศึกษา เปVนการบRงบอกวRาจะศึกษาในลักษณะใด เชRน
การ เปรียบเทยี บ การทดลอง การสำรวจ การหาความสัมพันธ+ การสรา> ง/การพฒั นา (นวัตกรรม)

2.2 ตัวแปรต>น (นวัตกรรม) ผู>วิจัยจะต>องกำหนดวRาจะศึกษาเกี่ยวกับตัวแปรต>น
(นวัตกรรม) อะไร เชRน แบบฝnกชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป เอกสารประกอบการเรียน เอกสาร
ประกอบการสอน บทเรยี นคอมพวิ เตอรช+ Rวยสอน เกม หนงั สอื อRานเพ่ิมเติม ฯลฯ

2.3 ตวั อยRางหรือกลุมR เปXาหมาย ควรระบวุ าR ตวั อยาR งหรอื กลุRมเปาX หมายเปVนใคร
3. เขียนผลผลิต (Output) ที่ได>จริง ๆ วRาจะได>ผลอะไรจากการทำนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ+
ที่คิดขึ้น และผลจากการทดลองใช>นวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ+ที่คิดขึ้น หากเขียนวัตถุประสงค+ 2 ข>อ
ให>เรียงลำดับจากวตั ถปุ ระสงค+หลักไปหาวตั ถปุ ระสงคย+ Rอย หากมขี >อท่ี 3 เปVนการศึกษาความพึงพอใจ หรือ
เจตคติในการใช>ของนวัตกรรม กใ็ หเ> รยี งไว>เปVนลำดับถดั ไป


Click to View FlipBook Version