The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การคิดเชิงนวัตกรรม สู่นวัตกรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nath_pon999, 2022-07-30 03:57:13

คู่มือนวัตกรรม สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร

การคิดเชิงนวัตกรรม สู่นวัตกรรม

Keywords: การคิดเชิงนวัตกรรม

46

4. จำนวนข>อของวัตถุประสงค+ของการวิจัยมากน>อยเพียงไรขึ้นอยูRกับขอบเขต โดยหลักการ
แล>วไมRควรตั้งวัตถุประสงค+ยRอยมากเกินไป เพราะอาจจะมีป[ญหาเรื่อง ระยะเวลาในการวิจัย การเก็บ
รวบรวมข>อมูล ฯลฯ ควรตั้งวัตถุประสงค+ของการวิจัยประมาณ 2–5 หัวข>อใหญR เพื่อให>ดำเนินการได>
ทั้งหมด

3. สมมติฐานการวิจยั

สมมติฐาน เปVนการตั้งคำตอบลRวงหน>า คาดการณ+ลRวงหน>าอยRางมีเหตุผล โดยแสดงถึง
ความสัมพันธ+ที่คาดวRาจะเปVนไปได>ระหวRางตัวแปร 2 ตัวหรือมากกวRา ซึ่งการตั้งสมมติฐานต>องมาจาก
การศึกษาทฤษฎีหลักการ เหตุผล งานวิจัยที่เกี่ยวข>องอยRางครบถ>วน และสามารถตรวจสอบได>และต>อง
นำมาตอบคำถามในบทท่ี 4 และบทที่ 5 วRาผลการวิจยั เปVนไปตามสมมตฐิ านหรือไมR

หลักเกณฑก: ารเขยี นสมมตฐิ านการวจิ ัย

1. ตรวจสอบสมมติฐานของการวิจัยแตRละข>อกRอน วRาเปVนวัตถุประสงค+ที่แสดงถึง
ความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปร 2 ตัวขึ้นไปหรือไมR ถ>าแสดงถึงความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปรจะเขียนใน
ลักษณะเพื่อเปรียบเทียบ หรือ เพื่อหาความสัมพันธ+ ซึ่งวัตถุประสงค+ในลักษณะนี้สามารถเขียน สมมติฐาน
และทดสอบด>วยวิธีการทางสถติ ิ

2. ควรเขียนสมมติฐานแบบมีทิศทางวRา นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ใช>คำวRา “สูงกวRา” ถ>าเปVน
สิง่ ทพ่ี ึงประสงค+ และ คำวาR “ตำ่ กวาR ” ถ>าเปVนสิง่ ทไี่ มพR งึ ประสงค+

3. เขียนสมมติฐาน ไมRให>มีคำที่แสดงความคาดหวังวRา “นRาจะ” หรือ “อาจจะ” เนื่องจาก
การ ตั้งสมมติฐานต>องมีเหตุผลมารองรับจากการศึกษาทฤษฎีหลักการ เหตุผล งานวิจัยที่เกี่ยวข>องอยRาง
ครบถ>วนแล>ว

4. สมมติฐานอาจเรียงไว>ในบทที่ 1 หรือ บทที่ 2 ก็ได> ซึ่งขึ้นอยูRกับความต>องการของผู>วิจัย
หรือรูปแบบของหนRวยงานที่กำหนด ลักษณะที่อยูRในบทที่ 1 ผู>วิจัยต>องการให>ผู>อRานทราบถึงทิศทางท่ี ต>องการ
พิสูจน+ในงานวิจัยนั้นด>วยข>อมูลเชิงประจักษ+ สRวนลักษณะที่อยูRในตอนท>ายของบทที่ 2 ซึ่งเปVนการทบทวน
เกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข>อง วัตถุประสงค+ของการเขียนแบบนี้ ผู>วิจัยต>องการแสดงให> เห็นถึงผลการค>นคว>า
เอกสารจนสามารถคาดคะเนคำตอบของการวจิ ยั

5. เขียนสมมติฐานให>สอดคลอ> งกับวัตถปุ ระสงค+

4. ขอบเขตของการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัย เปVนการกำหนดกรอบของการวิจัยที่จะทำเพื่อจำกัด และเพื่อให>เข>า
ใจความ ชัดเจนในการทำวิจัย ซึ่งประกอบด>วย ประชากรและตัวอยRางที่ใช>ในการวิจัย เนื้อหา (ระบุ
รายละเอียดยRอยของเนื้อหาสาระที่ต>องการพัฒนาตามหลักสูตรที่กำหนด มิใชRเลือกเนื้อหามาพัฒนาทั้ง
รายวิชา) ตัวแปรต>น (นวัตกรรม) ตัวแปรตาม (ผลสัมฤทธิ์จากการใช>นวัตกรรม) และ ระยะเวลา ทดลองใช>
นวัตกรรม ดงั แสดงในภาพที่ 3.2

47

ประชากร
/ตวั อยา่ ง

ตวั แปรใน ขอบเขตของ ระยะเวลา
การวจิ ยั การวจิ ยั การ
ทดลอง

เนOือหาใน
การวจิ ยั

ภาพที่ 3.2 สRวนประกอบของขอบเขตการวิจยั

ประชากรและตัวอย"าง
ประชากร (Population) หมายถึง กลุRมของสิ่งตRาง ๆ ทั้งหมดที่ผู>วิจัยสนใจ ซึ่งอาจเปVนกลุRม
ของสิ่งของ คน หรือเหตุการณ+ตRาง ๆ ซึ่งสมาชิกในกลุRมแตRละหนRวยมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติ บางอยRาง
รวR มกัน ตามท่ผี >ูวจิ ัยกำหนดจะศึกษา
ตัวอย"าง (Sample) หมายถึง สRวนหนึ่งของประชากรที่ผู>วิจัยสนใจ ตัวอยRางที่ดี หมายถึง
ตัวอยRางที่มีลักษณะตRาง ๆ ที่สำคัญครบถ>วนเหมือนกับประชากร เปVนตัวแทนที่ดี ของประชากรได>
การเขียนประชากรและตวั อยRาง มแี นวทางการเขียน ดังน้ี

1. การเลือกตัวอยRางแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผู>วิจัยควรบอกเหตุผลในการเลือก
เชRน ผู>วิจัยเปVนครูที่ปรึกษา หรือ ผู>วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนและต>องการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ให>สูงข้ึน
เฉพาะผู>เรียนที่อRานไมRออก อRานไมRคลRอง พูด หรือสนทนาภาษาอังกฤษไมRได> อRานตะกุกตะกัก หรือ ผู>เรียนได>
คะแนนสอบ การอRาน การฟง[ การพูด หรอื การเขยี น ท่ีเปVนปญ[ หา ต่ำกวาR เปาX หมาย หรอื ไมถR ึงรอ> ยละ 50

2. ใช>ประชากรเปVนตวั อยาR ง ใชค> ำวาR “ประชากรและตวั อยาR ง”
นอกจากนี้ การกำหนดขนาดของตัวอยRางเกี่ยวข>องกับคRาความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการวิจัยใน
ชั้นเรียน มักพบวRา ผู>วิจัยตั้งคRาความเชื่อมั่น 99% กับตัวอยRางไมRเกิน 50 คน ซึ่ง เครจซี่และมอร+แกน

48

(Krejecie & Morgan, 1970: 608) ยามาเน (Yamana, 1960: 1088-1089) โคเฮน และ มอร+ ริสสนั (Cohen, Marion
& Morrission. 2000: 95) นำเสนอสรุปได>วRา ขนาดตัวอยRางต่ำกวRา 50 คน ผลการวิจัยต>องเลือกใช>ความ
เชือ่ มั่น 95%

5. นยิ ามศพั ท:เฉพาะ
การนิยามศัพท+เฉพาะเปVนการอธิบายความหมายของคำ กลุRมคำ ข>อความหรือตัวแปรที่ศึกษา

ที่ต>องการสื่อความหมายให>ผู>อRานเข>าใจตรงกันกับผู>วิจัย ผู>วิจัยควรนิยามเชิงปฏิบัติการที่สามารถวัด หรือ
สังเกตได> โดยพิจารณาตั้งแตRชื่อเรื่องของการวิจัย นิยามทั้งตัวแปรต>น ตัวแปรตาม รวมทั้งมี คำศัพท+อื่น ๆ
ที่เกี่ยวข>องในงานวิจัย เชRน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน พฤติกรรม
การเรียนรู> ประสิทธิภาพของนวัตกรรม เปVนต>น หลักการนิยามศัพท+เฉพาะ ผู>วิจัยควรเขียนขึ้นเองโดย
ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข>อง เฉพาะคำที่ต>องการสื่อความหมายให>เข>าใจตรงกันเทRานั้น
ไมRยาวเกินไป ไมRจำเปVนต>องนิยาม คำศัพท+ทุกคำโดยเฉพาะคำทั่วไปที่เปVนที่เข>าใจกันอยูRแล>ว เชRน เพศ เปVนต>น
ในการนิยามศัพท+เฉพาะถ>าเปVนตัวแปรตาม ต>องนิยามให>สามารถวัดได> หรือเชื่อมโยงกับเรื่องที่ทำ เพื่อให>เข>าใจ
ตรงกนั และสรา> งขอ> คำถามไดค> รอบคลุมข้ึน สRวนตวั แปรต>นก็ตอ> งละเอียดเฉพาะ งานวิจยั ทจี่ ดั ทำ

6. ประโยชน:ท่ไี ดรc บั
ประโยชน+ที่ได>รับหรือความสำคัญของการวิจัย เปVนการอธิบายถึงความสำคัญ หรือประโยชน+

ท่ี ได>รับหลังจากดำเนินวิจัยเสร็จเรียบร>อยแล>ว ผู>วิจัยควรเขียนเปVนข>อ ๆ โดยเรียงจากประโยชน+ที่สำคัญ
มากและมีประโยชน+โดยตรงจากการค>นพบหรือคำตอบที่คาดวRาจะได>รับจากการวิจัยตามวัตถุประสงค+
ของการวิจัยกRอน แล>วจึงเรียงลำดบั ความสำคญั รองโดยกลาR วถงึ ประโยชนโ+ ดยออ> ม หรือประโยชน+ สืบเน่ือง
ที่จะเกิดตามมาเมื่อมีการนำผลการวิจัยไปใช>และควรระบุด>วยวRาใครหรือหนRวยงานใดจะนำ ผลงานวิจัยนี้
ไปใช>ประโยชน+ได>อยRางไร ในการเขียนประโยชน+ที่ได>รับหรือความสำคัญของการวิจัย ผู>วิจัยต>องเลือกใช>
แบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2 อยRางใดอยRางหนึ่ง ซึ่งหัวข>อ “ความสำคัญของการวิจัย” และ “ประโยชน+ที่ได>รับ”
เปVนหัวข>อ เดียวกัน ถ>าเลือกใช> “ความสำคัญของการวิจัย” จะเรียงลำดับไว>หลังหัวข>อ “วัตถุประสงค+ของ
การ วิจัย” ถ>าเลือกใช> “ประโยชน+ที่ได>รับ” จะเรียงลำดับสุดท>ายของบทที่ 1 และมีข>อสังเกตเพิ่มเติมจาก
กรรมการตรวจผลงานวRาควรเลอื กใช> “ประโยชนท+ ่ไี ด>รบั ” ดงั ภาพท่ี 3.3

49

บททีX a รปู แบบทีX a บททXี a รปู แบบทXี b

ความเป็นมาและความสาํ คญั ของ ความเป็นมาและความสาํ คญั ของ
ปัญหา ปัญหา

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั

สมมตฐิ านการวจิ ยั ความสําคญั ของการวจิ ยั

ขอบเขตการวจิ ยั สมมตฐิ านการวจิ ยั

นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ขอบเขตการวจิ ยั

ประโยชน์ทไ\ี ดร้ บั นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

ภาพท่ี 3.3 ลำดบั หวั ข>อประโยชน+ทีไ่ ด>รับ/ความสำคัญของการวจิ ัย

7. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

กรอบแนวคิดในการวิจัยเปVนการประมวลความคิดรวบยอดของงานวิจัยที่แสดงความ
เกี่ยวข>องระหวRางตัวแปรที่ศึกษา เปVนผลรวมความคิดของนักวิจัยเข>ากับเรื่องราวทางทฤษฎีตRาง ๆ ใน
ขณะเดียวกันก็เปVนแนวความคิดของผู>วิจัยที่ต>องการหลักฐานเชิงประจักษ+มาพิสูจน+ความถูกต>อง ผู>วิจัยควร
เขียนเปVนภาพแสดงความสัมพันธ+ของตัวแปรต>นและตัวแปรตาม และอาจมีสRวนที่ เกี่ยวข>องเพิ่มเติมด>วยก็
ได> เพื่อให>ผู>อRานพิจารณาได>วRา ถูกต>อง ครบถ>วน และสอดคล>องกับหัวข>ออื่น ๆ หรือไมRเพียงใด นอกจากน้ี
การเขยี นกรอบแนวคิดไมเR ขยี นเปนV ภาพขัน้ ตอนการวิจัย

สรปุ
การเขียนบทที่ 1 บทนำ เปVนการนำเสนอเนื้อหาที่นำเข>าสูRเรื่องที่จะทำวิจัยเพื่อให>ผู>อRานเข>าใจ
และเห็นความสำคัญของเรื่องที่ทำวิจัย บทนำประกอบด>วยหัวข>อสำคัญ คือ ความเปVนมาและความสำคัญ
ของป[ญหา วัตถุประสงค+ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท+เฉพาะ
ประโยชนท+ ่คี าดวRาจะไดร> ับ และกรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ความเป1นมาและความสำคัญของป…ญหา การเขียนความสำคัญของป[ญหาต>องระบุให> ชัดเจนวRา
ทำไมต>องทำวิจัยเรื่องนี้ มีเหตุผลหรือหลักการตRาง ๆ สนับสนุนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง เพ่ือ

50

กลRาวถึงความจำเปVนที่จะต>องทำวิจัยเรื่องนี้ โดยเขียนบรรยายความเรียงให>ตRอเนื่อง เชื่อมโยงสัมพันธ+กัน
มีลักษณะเปVนรูปกรวยจากใหญRไปหาเล็ก กลRาวถึงสภาพที่คาดหวัง สภาพป[ญหา ผลที่ตามมา แนวทางใน
การแก>ป[ญหา และประโยชน+ที่คาดวRาจะได>รับหลังจากได>แนวทางแก>ป[ญหา การเขียนความเปVนมาและ
ความสำคัญของป[ญหาพบข>อบกพรRอง คือ เขียนเนื้อหาน>อยหรือมากเกินไป ปรับปรุงได>โดยเพิ่มกรณี
เนื้อหาน>อย หรือตัดออกในกรณีเนื้อหามาก เขียนไมRเปVนกรวยจากใหญRไปสRู เล็ก ปรับปรุงได>โดยดูความ
กว>างของสาระและจัดเรียงตามลำดับ การอ>างอิงเอกสารเกRาเกิน 10 ป› ปรับปรุงโดยค>นคว>าเอกสารท่ี
ทันสมัย ในยRอหน>าสุดท>ายสรุปเหตุผลที่จะวิจัยไมRหนักแนRน ปรับปรุง ได>โดยนำสาระในสRวนต>นมาสรุปย้ำ
อีกคร้ัง

วัตถุประสงค:ของการวิจัย เปVนการเขียนถึงเปXาหมายที่ผู>วิจัยต>องการศึกษาหาคำตอบโดยใช>
กระบวนการวิจัย ผู>วิจัยต>องเขียนให>สอดคล>องกับป[ญหาการวิจัย ใช>ภาษาที่กะทัดรัด เขียนในรูป ประโยค
บอกเลRา และขึ้นต>นด>วยคำวRา “เพื่อ” ข>อบกพรRองที่พบ คือ เขียนวัตถุประสงค+ของการวิจัย กว>างเกินไป
ข>อความยาว เยิ่นเย>อ ปรับปรุงโดยเขียนให>มีความเฉพาะเจาะจง และตัดคำที่ไมRจำเปVน เขียนแยกข>อใน
ประเดน็ ผลการใช>นวตั กรรม ปรบั ปรุงได>โดยเขียนเปนV ข>อยRอยในวตั ถุประสงคห+ ลัก

สมมติฐานของการวิจัย เปVนข>อความที่คาดคะเนคำตอบของป[ญหาการวิจัยไว>ลRวงหน>าอยRาง
มีเหตุผล โดยศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง เพื่อใช>เปVนฐานความคิดในการตั้งสมมติฐาน
การวิจัย และต>องเขียนให>สอดคล>องกับวัตถุประสงค+ของการวิจัย นอกจากนี้การเขียนสมมติฐานได> ต>อง
เปVนการแสดงความสัมพันธ+ระหวRางตัวแปร 2 ตัว หัวข>อสมมติฐานที่พบวRาบกพรRองบRอย ได>แกR การเขียน
สมมติฐานที่ทดสอบไมRได> ตั้งเปVนประโยคคำถาม สามารถปรับปรุงได>งRาย ๆ โดยตัดออกและเขียน ให>เปVน
ประโยคบอกเลRา

ขอบเขตของการวิจัย เปVนการกำหนดกรอบของการวิจัยครอบคลุมเรื่องประชากรและ ตัวอยRาง
เนื้อหาในการวิจัย ตัวแปรในการวิจัย ระยะเวลาทดลอง ในหัวข>อประชากรและกลุRม ตัวอยRางนั้นมักไมRระบุ
คุณลักษณะ/จำนวน/วิธีได>ตัวอยRาง ซึ่งต>องระบุให>ครบ ไมRมีหัวข>อเนื้อหา ของการวิจัย เขียนเนื้อหา คือ
นวัตกรรม ปรับปรุงโดยเพิ่มเนื้อหาสาระที่นำมาใช>เปVนกรอบของ การศึกษาให>ชัดเจน เกี่ยวกับตัวแปร
จะระบุประสทิ ธผิ ลของนวัตกรรมเปVนตวั แปรตาม ปรบั ปรุงโดย ตัดประสทิ ธผิ ลของนวตั กรรม

นิยามศัพท:เฉพาะ เปVนการให>ความหมายของคำหรือตัวแปรของการวิจัย เพื่อสื่อความหมาย
ให>เกิดความเข>าใจตรงกันระหวRางผู>วิจัยกับผู>อRาน ซึ่งจะต>องเขียนให>มีความหมายตามหลักวิชา มีความ
เฉพาะเจาะจง มีความชัดเจน และวัดหรือสังเกตได> การเขียนนิยามศัพท+เฉพาะมีข>อบกพรRองท่ีพบ
คือ นิยาม ชื่อเรื่อง ปรับปรุงโดยเลือกนิยามตัวแปรต>น นิยามตัวแปรตามไมRชัดเจน เยิ่นเย>อ ปรับปรุงโดย
นิยามใหล> ะเอยี ด ลกั ษณะนยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ าร เพอื่ ใชเ> ปนV แนวทางในการนำไปสรา> งเคร่ืองมือวัดได>

ประโยชน:ท่ีไดcรับ เปVนการเขียนอธิบายถึงความสำคัญหรือประโยชน+ที่ได>รับหลังจากเสร็จส้ิน
การวิจัย โดยเขียนเปVนข>อ ๆ เรียงลำดับความสำคัญจากประโยชน+โดยตรงมากที่สุดลงไปหาประโยชน+ น>อย
ที่สุดและเขียนให>สอดคล>องกับวัตถุประสงค+ของการวิจัย การเขียนประโยชน+ที่ได>รับ ข>อบกพรRอง ท่ีพบ คือ

51

ไมRเรียงประโยชน+ที่สำคัญมากไปหาประโยชน+ที่สำคัญน>อย แยกเขียนเปVนด>าน ๆ เยิ่นเย>อ และ เกินจาก
วัตถุประสงค+ที่กำหนดไว> ปรับปรุงโดยเรียงตามลำดับความสำคัญซึ่งต>องสอดคล>องกับ วัตถุประสงค+ของ
การวจิ ยั

กรอบแนวคิดในการวิจัย เปVนแบบจำลอง หรือแผนภาพแสดงโครงสร>างความสัมพันธ+ ระหวRาง
ตัวแปรทั้งหมดที่ใช>ในการวิจัย ซึ่งผู>วิจัยสร>างขึ้นโดยอาศัยทฤษฎีและผลการวิจัย กรอบแนวคิด ในการวิจัย
มีข>อบกพรRองโดยมักไมRเขียนเปVนภาพ หรือเขียนเปVนภาพแตRขาดตัวแปร ปรับปรุงได>โดย เขียนภาพที่แสดง
ความสัมพันธ+ระหวRางตวั แปรตน> และตัวแปรตาม

52

องค:ประกอบการเขยี นบทที่ 1

1. ความเปน1 มาและความสำคญั ของปญ… หา
- สภาพทีค่ าดหวงั
- สภาพป[ญหา
- แนวทางจะแกป> ญ[ หาดว> ยนวตั กรรม
- ส่ิงท่เี ปนV ประโยชนท+ ่คี าดวRาจะไดร> บั หลงั จากไดแ> นวทางในการแก>ไขปญ[ หา

2. วตั ถุประสงคข: องการวิจยั
1. เพ่ือ……………………………………………………………………………...........................…………….........
2. เพอื่ ……………………………………………………………………………...........................……………………

3. สมมติฐานการวิจยั (มี หรือ ไมม" อี ยูท" ่งี านวจิ ัย เช"น เปน1 การวิจัยเชิงทดลอง)
4. ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและตัวอย"าง

- ประชากร เปVน
...........................................................................................................................................

- ตัวอยาR ง เปนV .....................................................................................................................
- เนือ้ หาท่ีใช>ในการวิจัย มรี ายละเอยี ดเนอ้ื หา

ดังนี้……………………………………………..................................................................……………
- ตัวแปรในการวิจัย

ตัวแปรตน> ได>แกR
…………………………………………............................................................................................

ตวั แปรตาม ได>แกR
…………………………………………............................................................................................
- ระยะเวลาในการทำวิจยั
…………………………………………............................................................................................
5. นิยามศัพท:เฉพาะ
6. ประโยชนท: ไ่ี ดcรับ
1. ……………………………………………………………………...………………………………...................
2. …………………………………………………………………………………….……………….....................
7. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

ตวั แปรตcน ตัวแปรตาม

........................................................ ........................................................

........................................................ ........................................................

53

การเขียนบทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขcอง

ความสำคัญของรายงานการวิจัยบทนี้คือ ทฤษฎีหรือแนวคิด องค+ความรู>อะไรบ>างที่เกี่ยวข>อง
กับงานวิจัยที่กำลังทำ ในสRวนนี้ คำถามแรกที่เกิดขึ้นมักจะถามวRา ต>องทบทวนเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ>าง และ
คำถามตอR มากจ็ ะถามวาR วรรณกรรมหรอื เอกสารงานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ> ง อยาR งไรจึงเรียกวRาเกีย่ วข>อง

คำตอบคำถามแรก คือ ทบทวนเอกสารเกี่ยวกับตัวแปรต>น ตัวแปรตามจากหัวข>อวิจัยที่ กำหนด
ไว> รวมทั้งรายงานการวิจัย บทคัดยRอ วิทยานิพนธ+ ดุษฎีนิพนธ+ ที่ศึกษาตัวแปรเหมือนกัน หรือ โจทย+วิจัย
คล>ายกนั อ>างทฤษฎีและทดสอบทฤษฎีท่ีใชส> นบั สนนุ เชนR เดียวกนั

คำตอบที่ 2 คือ เกี่ยวข>องเพื่อเปVนแนวทางในการทRาวิจัยทั้งกRอนทำและระหวRางทำวิจัยตั้งแตR
การกำหนดขอบเขตการวิจัย สร>างกรอบแนวคิดการวิจัย เลือกวิธีศึกษาและวัดตัวแปร รู>วิธีการและแนว
การวิเคราะห+ข>อมูล ชRวยแปลผลการวิจัยและเปVนแนวทางการเขียนรายงานการวิจัย ชRวยชี้นำแนวทาง
การเสนอแนะสำหรบั การทำวจิ ัยครั้งตอR ไป

โดยท่ัวไปบททีว่ าR ดว> ยเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข>อง นยิ มแบงR หัวขอ> เปนV 3 สวR น ดงั น้ี
1. สRวนที่เปVนแนวคิด ทฤษฎีหรือแนวคิดที่เกี่ยวข>องกับเรื่อง และตัวแปรที่ศึกษา ได>แกR ตัวแปรต>น

ตัวแปรตาม
2. สวR นทเี่ ปVนรายงานการวิจยั ในประเทศ
3. สวR นท่เี ปVนรายงานการวจิ ัยในตาR งประเทศ

1. เอกสารที่เก่ยี วขcอง
หลักเกณฑ+การเขียนเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ> ง

1. เกริ่นนำหัวข>อตัวแปรต>น ตัวแปรตามให>ครบเพื่อความเข>าใจและเอื้อตRอการวิจัยใน ขั้นตอน
อืน่ ๆ รวมทั้งมีหัวข>อหลัก หัวขอ> รองเพื่อใหเ> หน็ สาระท้งั หมดท่เี มอ่ื เขียนและอRานแลว> เกิดความราบร่นื

2. เพิ่มหัวข>อ “แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์” “ความพึงพอใจ” ในกรณีที่ศึกษาผลการใช>
นวตั กรรมดา> นวัดผลสมั ฤทธ์แิ ละวัดเจตคติ นน่ั กค็ ือ ตัวแปรตาม

3. ตรวจสอบความสอดคล>องของหัวข>อในหน>าบทที่ 2 และเนื้อหา บางหัวข>อมีหน>าบทที่ 2
แตไR มมR ใี นเนอ้ื หา บางหัวขอ> ไมRมใี นหนา> บทที่ 2 แตมR ใี นเนือ้ หา

2. งานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอc ง
การเขยี นงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข>อง มีแนวทางการเขียน ดงั นี้

1. การอ>างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข>องทั้งในประเทศและตRางประเทศจะต>องเกี่ยวข>องโดยตรงกับ
งานวิจยั ทต่ี นเองจัดทำ

2. งานวิจยั ที่เกี่ยวข>องควรนำมาเฉพาะทีส่ อดคลอ> งกับบทท่ี 5 เพอื่ การอภปิ รายผล
3. กรณไี มมR อี า> งองิ งานวิจยั ตRางประเทศ ไมตR >องมีหัวข>องานวจิ ยั ในประเทศ

54

4. การสรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข>องทุกเรื่องต>องสรุปให>เปVนแนวทางเดียวกัน ใช>สำนวนภาษา
แบบ เดียวกัน เพื่อความเปVนเอกภาพของผู>วิจัย (ชื่อเรื่อง ตัวอยRาง เครื่องมือในการวิจัย ผลการวิจัย) รวมทั้ง
ควรแสดงให>เห็นระบบการเรียง เชRน เรียงตามป› พ.ศ. เรียงตามระดับชั้น หรือเรียงตามเนื้อหา และภายใน
เนื้อหาเดียวกัน ตRางกันแตRเพียงสถานที่ในการวิจัย อาจจะเขียนรวมกันได>เปVนความเรียง ไมRต>องแยกเปVนเลRม ๆ
ทำให>เกิดความซ้ำซ>อน

5. ตอนสุดท>ายของการเขียนงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง ผู>วิจัยควรสรุปประเด็นตRาง ๆ จากผลงานวิจัย
เหลRานั้นวRามีความสัมพันธ+เกี่ยวข>องกับงานวิจัยที่กำลังจะทำอยRางไร มีประเด็นใดบ>างที่เห็นด>วย และ ไมRเห็น
ด>วย และมีเหตุผลอยRางไร หากมีงานวิจัยตRางประเทศด>วย ก็ต>องสรุปงานวิจัยในประเทศกRอน ตRอมาจึงสรุป
งานวจิ ัยตRางประเทศ

สรุป

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง เปVนการนำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่ เกี่ยวข>อง
กับเรื่องที่ทำวิจัย โดยเขียนในลักษณะสังเคราะห+เนื้อหาให>มีความสัมพันธ+เชื่อมโยงตRอเนื่อง ระหวRางตอน
หรือระหวRางหัวข>อ พร>อมทั้งสรุปแตRละประเด็นที่นำเสนอตามแนวคิดของผู>วิจัย การ ทบทวนเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวข>องจะทำให>ผู>วิจัยสามารถกำหนดประเด็นป[ญหาในการวิจัย กำหนด สมมติฐานและ
ตวั แปรในการวจิ ัย และการเลอื กใชเ> ครอื่ งมอื ท่ีเหมาะสม

การเขียนเอกสารที่เกี่ยวขcอง มีข>อบกพรRองที่พบหลายประการ เชRน ขาดการเกริ่นนำ ซึ่งต>องนำหัวข>อ
หลัก และหัวข>อรองมาเกริ่นนำกRอนจะเข>าสูRเนื้อหา กรณีการเขียนที่ขาดหัวข>อตัวแปรก็ต>อง ค>นคว>ามาเขียน
เพิ่ม ถ>าแตRละหัวข>อมีปริมาณเนื้อหาตRางกันมากเกินเทRาตัวก็ต>องลดหรือเพิ่มเนื้อหาให>มี ความสมดุลกัน เม่ือ
เขียนแล>วหัวข>อหลักบางหัวข>อมีหัวข>อรองบางหัวข>อไมRมี ก็ปรับปรุงได>โดยเพิ่ม หัวข>อรองให>แกRหัวข>อหลักที่
ไมRมีหัวข>อรองหรือนำไปเปVนหัวข>อรองของหัวข>อหลักที่มีเนื้อหาสอดคล>องกัน การเขียนขาดเนื้อหาที่จะสร>าง
หรือพัฒนานวัตกรรมก็ต>องค>นคว>าเพิ่ม การใช>ชื่อหัวข>อรองเหมือนหัวข>อ หลักต>องปรับชื่อหัวข>อรองหรือตัด
ออก การใช>คำฟุžมเฟ½อยก็ต>องตัดออกการยกหลักสูตรมาทั้งหมด ปรับปรุงโดยพิจารณาความสอดคล>องกับ
ตัวแปรต>น ตัวแปรตาม

การสรุปในระดับต"าง ๆ ทั้งหัวข>อหลัก และสรุปทั้งบท ที่บกพรRองมากที่สุด คือ สรุป ไมRครบทุกหัวข>อ
สรุปไมRครอบคลุมเนื้อหา สรุปเกินเนื้อหาที่นำมากลRาวไว> ซึ่งต>องปรับปรุงโดยมีการ สรุปให>ครบทุกหัวข>อ
ครอบคลุมเนื้อหา โดยต>องพิจารณาความเหมือน ความตRางของเอกสารที่ค>นคว>ามา เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องที่กำลังทำ
วจิ ัย

การเขียนงานวิจัยที่เกี่ยวขcอง ข>อบกพรRองที่พบในการเขียนงานวิจัยที่เกี่ยวข>อง คือ คัดลอก จาก
บทคัดยRอ เขียนหลายยRอหน>า ปรับปรุงโดยเรียบเรียงจากงานวิจัยฉบับสมบูรณ+ และเขียนเพียง 1 ยRอหน>า
การสรุปตอนท>ายไมRครอบคลุม ปรับปรุงโดยสรุปประเด็นตRาง ๆ จากผลงานวิจัยให>สัมพันธ+ เกี่ยวข>องกับ
งานวจิ ยั ทีก่ ำลงั จะทำ

55

องค:ประกอบการเขียนบทที่ 2

สิ่งสำคัญอีกอยRางหนึ่ง ในการเขียนบทที่ 2 คือ การจัดเรียงหัวข>อ จะต>องจัดเรียงหัวข>อให>เปVน
ระบบ และใช>ระบบน้นั ตลอดไปทง้ั เลมR สRวนมากจะจัดระบบหวั ข>อ เปนV ระบบทศนิยม ดงั น้ี

1. ขอ> ความ
..................................................................................................................................................
1.1 ขอ> ความ...........................................................................................................................
1.1.1 ข>อความ..................................................................................................................
1) ข>อความ.............................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
2) ขอ> ความ.............................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
1.1.2 ข>อความ..................................................................................................................
1) ข>อความ..............................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
2) ขอ> ความ..............................................................................................................

.......................................................................................................................................................................

2. ข>อความ....................................................................................................................................
2.1 ขอ> ความ.............................................................................................................................
2.1.1 ขอ> ความ..................................................................................................................
1) ข>อความ................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
2) ขอ> ความ.................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
2.2 ขอ> ความ...........................................................................................................................
2.2.1 ข>อความ..................................................................................................................
1) ข>อความ................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................

56

การเขยี นบทที่ 3 วธิ ีดำเนินการวจิ ยั
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในบทนี้จะกลRาวถึง รายละเอียดในการดำเนินการวิจัย ประกอบด>วย

ประชากรและตัวอยRาง เครื่องมือที่ใช>ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข>อมูล การวิเคราะห+ข>อมูล และสถิติที่ใช>ใน
การวจิ ยั ดงั แสดงในภาพที่ 3.4

^.ประชากรและตวั อยา่ ง

d.สถติ ทิ ใ\ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ บททีX c `.เครอ\ื งมอื ทใ\ี ชใ้ นการวจิ ยั
ขอ้ มลู วิธีดาํ เนินการ a.การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

c.การวเิ คราะหข์ อ้ มลู วิจยั

ภาพที่ 3.4 สRวนประกอบของวิธดี ำเนนิ การวิจยั

3.1 ประชากรและตวั อย"าง
ประชากรและตวั อยาR ง มีขอ> ควรคำนงึ ในการเขยี น ดังนี้
1. คำสากลที่ใช> คอื “ประชากร” “ประชากรและตวั อยRาง”
2. การเขียนประชากรและตัวอยRาง เปVนใคร ที่ไหน อยRางไร จำนวนเทRาใด ในบทที่ 1 ต>องตรง

กบั บทที่ 3 ทุกประการ เพอ่ื บงR บอกถงึ ความคงเสน> คงวาและความเปนV ระบบในการเขยี นรายงาน การวจิ ัย
3. การเขยี นประชากรและตวั อยาR งในบทที่ 3 จะเขียนแสดงรายละเอยี ดมากกวาR บทที่ 1

3.2 เคร่อื งมือที่ใชcในการวจิ ัย
เปVนการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช>ในการเก็บรวบรวมข>อมูล โดยระบุให>ทราบวRาใช>

เครื่องมืออะไรบ>าง มีลักษณะอยRางไร ผู>วิจัยจะสร>างเครื่องมือเอง หรือใช>เครื่องมือของบุคคลอื่น หรือ
ปรับปรุงจากเครื่องมือของบุคคลอื่น และจะต>องกลRาวถึงวิธีการสร>าง และการตรวจสอบคุณภาพ ดังน้ัน

57

การเขียนในสRวนนี้จะต>องกลRาวตั้งแตRชื่อเครื่องมือ ลักษณะของเครื่องมือ ระบุขั้นตอนในการสร>างเครื่องมือ
อยRางละเอยี ด พรอ> มทง้ั วิธีการให>คะแนนและวิธกี ารตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื

3.3 การเกบ็ รวบรวมขอc มูล

เปVนการอธิบายถึงวิธีการที่ใช>ในการเก็บรวบรวมข>อมูลวRา ดำเนินการอยRางไร ในชRวงเวลาใด เชRน
สRงทางไปรษณีย+ หรือนำไปให>ตัวอยRางเอง การเก็บรวบรวมข>อมูลอาจจะใช>วิธีการสอบถาม การทดสอบ
การสัมภาษณ+ หรือการสังเกต เปVนต>น ในกรณีที่เปVนการวิจัยเชิงทดลอง จะต>องกลRาวถึง ขั้นตอนในการ
ดำเนินการทดลอง พร>อมทั้งระบุการเก็บรวบรวมข>อมูลให>สอดคล>องตลอดการทดลอง (จันทรา ดRานคงรักษ+
2546)

3.4 การวเิ คราะหข: อc มลู

การวิเคราะห+ข>อมูลเปVนขั้นตอนที่ผู>วิจัยอธิบายวิธีการวิเคราะห+ข>อมูล สถิติที่ใช>ในการ
วิเคราะห+ข>อมูล ซึ่งผู>วิจัยต>องพิจารณาวัตถุประสงค+ของการวิจัยเพื่อวิเคราะห+ข>อมูลให>สอดคล>องกับ
วัตถปุ ระสงค+ของการวิจัยทกี่ ำหนดไว>

หลักเกณฑก: ารเขียนสถติ ทิ ใ่ี ชใc นการวเิ คราะหข: อc มูล
1. ระบุช่อื สถิตทิ ีใ่ ชท> งั้ หมดโดยเรยี งเปนV ข>อ ๆ
2. เขยี นอธิบายวาR ใชว> เิ คราะหข+ อ> มลู อะไร
3. ถา> ใชโ> ปรแกรมสำเร็จรปู ไมตR >องเสนอรายละเอยี ดสูตร
4. ถ>าใช>สถติ ิหลายชนดิ อาจจัดแบRงเปนV 4 กลมRุ คอื

4.1 สถิติพ้นื ฐาน เชRน คาR เฉลี่ย สวR นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร>อยละ
4.2 สถติ ทิ ดสอบสมมติฐาน เชRน คRาทดสอบนัยสำคัญ t-test
4.3 สถิติหาคุณภาพเครื่องมือ เชRน คRา IOC คRาความเชื่อมั่นแบบทดสอบ สูตร KR20/
สมั ประสทิ ธอ์ิ ลั ฟา คRาความยาก คาR อำนาจจำแนก
4.4 สถิตหิ าคุณภาพนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ+สูตร E1/E2
สรุป

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย เปVนการเขียนสาระสำคัญเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย
ซ่ึงประกอบด>วยหัวข>อ ประชากรและตัวอยRาง เครื่องมือที่ใช>ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข>อมูล
การวิเคราะหข+ อ> มูล และสถติ ิทใ่ี ช>ในการวจิ ัย

ประชากรและตัวอย"าง ข>อบกพรRองที่พบในการเขียนหัวข>อประชากรและตัวอยRางมักจะไมRมี
รายละเอียดเพียงพอ รูปแบบการพิมพ+ไมRถูกต>อง ใช>คำไมRถูกหลักวิชา เชRน สุRมแบบเจาะจง ปรับปรุงโดยเติมให>
ครบ และตรวจสอบอยRางรอบคอบ

เครื่องมือที่ใชcในการวิจัย การสร>างและพัฒนานวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ+ สRวนใหญRจะมี
ข>อบกพรRองเพราะเขียนแตRละขั้นตอนไมRละเอียดพอ ต>องเพิ่มรายละเอียดของทุกขั้นตอนให>เห็นภาพ

58

ชัดเจนได> ในกรณีเครื่องมือมีหลายฉบับ ถ>าแยกรายละเอียดของแตRละฉบับไว>เปVนสRวน ๆ ทำให>อRาน เข>าใจ
ยาก ควรใช>เครอื่ งมือแตลR ะฉบับเปนV หลักโดยเสนอรายละเอยี ดใหเ> สร็จในตวั

การเก็บรวบรวมขcอมูล พบข>อบกพรRองเล็กน>อย คือ ไมRมีรายละเอียดชัดเจนในการเก็บ รวบรวม
ข>อมูล เขียนเนื้อความซ้ำกัน ปรับปรุงโดยเพิ่มวันเวลาเก็บรวบรวมข>อมูล จำนวนกลุRม ตัวอยRางให>ชัดเจน
และเขียนขน้ั ตอนการเกบ็ รวบรวมข>อมูลรวบใหเ> ปนV ขอ> ๆ อยาR งเปVนระบบ

การวิเคราะห:ขcอมูลและสถิติที่ใชcในการวิจัย พบข>อบกพรRองที่เปVนประเด็นสำคัญ คือ ใช> สถิติ
ไมRถูกต>อง ไมRอ>างอิงแหลRงที่มาของสูตรที่นำมาใช> เขียนสถิติตามลำดับข>อของวัตถุประสงค+ ปรับปรุงโดย
เลือกใช>สูตรให>เหมาะสมกับประชากรและตัวอยRาง อ>างอิงแหลRงที่มาของสูตรที่ใช> และจัดกลุRมเปVนสถิติ
พื้นฐาน สถติ ทิ ีใ่ ช>ในการหาประสิทธิภาพเครอ่ื งมือ สถติ ติ รวจสอบผลการวจิ ยั

การเขยี นบทท่ี 4 ผลการวิเคราะห:ขอc มลู

บทนี้ เขียนชื่อบทวRา “บทที่ 4 ผลการวิเคราะห+ข>อมูล” เปVนบทที่กลRาวถึงผลที่ได>จากการวิจัย
ในสRวนนี้ผู>วิจัยควรรายงานผลการวิเคราะห+ตามลำดับ ให>สอดคล>องกับวัตถุประสงค+ และสมมติฐานของ
การวิจัยที่กำหนดไว>ในบทที่ 1 การเสนอผลการวิเคราะห+ข>อมูล สRวนใหญRพบมากใน รูปแบบตาราง
นอกจากนี้ก็มีการนำเสนอด>วยกราฟ แผนภูมิแตกตRางกันไป ซึ่งผู>วิจัยต>องพิจารณาให> เหมาะสมกับผล
การวิเคราะหเ+ พื่อใหผ> ูอ> Rานเข>าใจไดง> Rายขึน้

1. หลกั เกณฑก: ารนำเสนอผลการวเิ คราะหข: อc มลู
1. ควรเสนอเรียงลำดับตามวตั ถปุ ระสงคข+ องการวิจยั หรือ ตามสมมตฐิ านของการวจิ ยั ทีละขอ>
2. ถ>าสามารถเสนอผลการวิเคราะห+ข>อมูลรวมเปVนตารางเดียวกันได>ก็ควรจะรวมกันไว>และ

การแปล ผลข>อมูลก็ควรแปลเฉพาะประเด็นที่สำคัญหรือข>อค>นพบที่เดRน ๆ เชRน แปลคRาจากกลุRมที่มีคRาสถิติมาก
ที่สุด แล>วตามด>วยกลุRมที่มีคRาสถิติน>อยที่สุด เพียง 2-3 ตัวตามความเหมาะสม โดยเรียงลำดับคRาสถิติ จาก
มากไปน>อย และเพื่อสื่อความหมายให>ผู>อRานมีความเชื่อมั่น ควรเขียนคRาสถิติก ากับข>อความไว>ใน วงเล็บ
และมีค าวRา “ตามล าดับ” ตRอท>าย เพื่อให>เห็นความเชื่อมโยงของคRาสถติ ิ หากบางเรื่อง มีตัวแปร 15–20
ตัว อาจเพิ่มกลุRมที่คRาสถิติตามลำดับ เชRน กลุRมที่คRาสถิติมากที่สุด กลุRมที่คRาสถิติรองลงมา กลุRม ที่คRาสถิติ
น>อย และกลุRมที่คRาสถิติน>อยที่สุด หรือกลุRมที่มีความสัมพันธ+หรือไมRแตกตRางกัน เชRน การแปล ความข>อมูล
เกี่ยวกับจำนวนผู>ตอบแบบสอบถามจากตารางอาจแปลวRา ผู>ให>ข>อมูลประกอบด>วย ผู>เรียนจำนวนทั้งสิ้น
5,278 คน จำแนกเปVนผู>เรียนในสังกัด กทม. มากที่สุด (ร>อยละ 36.87) รองลงมา คือ สังกัด สพฐ. สช.
และ สกอ. (ร>อยละ 31.26, 30.49 และ 1.38 ตามลำดับ) นอกจากนี้ นักวิจัยอาจนำเสนอคRาสถิติเปVน
จุดเดRนโดยไมRต>องเขียนในวงเล็บ แตRควรเปVนตัวแปรที่มีชื่อ สั้น กะทัดรัด ไมRควรนำเสนอมากกวRา 3 ตัว
และควรเรียงคRาสถิติจากมากไปหาน>อย เชRน การเข>ารRวม กิจกรรมชุมชนของเยาวชนมีความสัมพันธ+

59

อยRางสูงกับการศึกษา อายุ และเพศ โดยมีคRา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ+ 0.085, 0.083 และ 0.080
ตามลำดับ (ตามตารางที่.... ) จากตัวอยRางนี้ จะเห็นวRาต>องระบุ ตาราง.... หรือแหลRงข>อมูลและมีคำวRา
ตามลำดับ ตRอท>าย เพื่อให>เห็นความ เชื่อมโยงของคRาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ+ของตัวแปรแตRละตัวอยRาง
ชัดเจน และสามารถตรวจสอบ ทบทวนได>

3. แปลคRาสถิติจากผลการวิเคราะห+ข>อมูลต>องอยูRในขอบเขตของกรอบข>อมูลที่นำเสนอ ไมR
ตีความหรือขยายความเพิ่มเติมในบทนี้เพราะไมRใชRการอภิปรายผลหรือการอธิบายผลวRาเพราะเหตุ ใดจึง
เปVนเชRนน้ัน

4. การเขียนหัวตาราง ในการเขียนหัวตารางจะต>องเขียนให>ชัดเจน ไมRคลุมเครือบอกลำดับ
ตาราง เพ่อื ความสอดคลอ> งของสารบัญตาราง ซงึ่ มีรายละเอยี ดการเขยี น/พมิ พต+ าราง ดงั น้ี

4.1 พิมพ+คำวRา “ตารางที่” โดยใช>อักษรเข>ม เว>นวรรค 1 ชRวงตัวอักษร ตามด>วย หมายเลข
ลำดับตาราง เว>น 2 ชRวงตัวอักษร แล>วจึงเปVนชื่อตาราง ถ>าชื่อตารางยาวกวRา 1 บรรทัด ขึ้น บรรทัดใหมRให>
พมิ พต+ รงกบั อกั ษรตวั แรกของชอ่ื ตาราง

4.2 ตารางที่ไมRจบในหน>าเดียว ไมRต>องขีดเส>นป±ดตาราง โดยในหน>าตRอไปให>พิมพ+คำวRา
“ตารางที่” และหมายเลขตารางพรอ> มกับมคี ำวRา “ตRอ” ไวใ> นวงเลบ็

4.3 ตารางที่มีความกว>างจนไมRสามารถบรรจุในหน>ากระดาษเดียวได> ให>พิมพ+ตามขวาง
ของหน>ากระดาษ โดยหันหัวตารางเข>าสันปก หรืออาจยRอสRวนให>เล็กลงได>ตามความจำเปVน แตRไมRควรเล็ก
เกินกวRา 14 พอยต+ หากไมRสามารถทำได>ให>แบRงตารางออกเปVนสRวน ๆ ทั้งนี้ คำวRา ตารางท่ี และชื่อตาราง
ตลอดจนที่มา และหมายเหตุใต>ตารางให>ใช>ขนาด 16 พอยต+ 4.3 ชื่อตารางและชื่อรายการในแตRละชRองไมR
ควรใชค> ำยอR

4.4 ตารางอยูRหRางจากข>อความข>างบนและข>างลาR ง 1 ชRวงบรรทัดการพิมพ+

2. ขอc ควรคำนงึ ในการเขยี นผลการวเิ คราะหข: cอมูล
1. บทท่ี 4 ไมมR เี ลขหนา> กำกบั
2. เกรน่ิ นำควรระวงั ความคงเสน> คงวาของช่ือเรือ่ ง ต>องสอดคลอ> งกับปกหน>า และทีอ่ ื่น ๆ
3. ควรมีหัวข>อสัญลักษณ+ที่ใช>ในการวิเคราะห+ข>อมูลเปVนหัวข>อแรก พร>อมทั้งตรวจสอบ

สัญลกั ษณ+ ในการวเิ คราะห+ขอ> มูลให>ครบถ>วน และสอดคล>องกับสถิติทีใ่ ช>ในการวิเคราะหข+ >อมูล ในบทท่ี 3
สรุป

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห+ข>อมูล เปVนการรายงานผลการวิเคราะห+ตามลำดับวัตถุประสงค+และ
สมมติฐานของการวิจัยที่กำหนดไว>ในบทที่ 1 และมักนำเสนอเปVนตารางพร>อมคำอธิบายใต>ตาราง
ตามข>อมูลเดRน ๆ ที่ปรากฏ เชRน มากที่สุด รองลงมา และน>อยที่สุด หรือความแตกตRางหรือไมRแตกตRาง
ในการอธิบายตารางนี้ผู>วิจัยจะต>องไมRแสดงความคิดเห็น ข>อบกพรRองที่พบในการเขียนผลการวิเคราะห+

60

ข>อมูลที่สำคัญ คือ ไมRเขียนตามวัตถุประสงค+ที่กำหนดไว> หรือเขียนเกินวัตถุประสงค+ ซึ่งปรับปรุงโดยนำ
วัตถปุ ระสงค+ที่กำหนดไวเ> ปนV หลกั และรายงานผลการวเิ คราะห+ข>อมูลไปตามนัน้

นอกจากนี้ยังมีข>อบกพรRองอื่น ๆ อีกบ>าง เชRน อธิบายคRาตRาง ๆ ใต>ตารางละเอียดเกินไป ซ่ึง
ปรับปรุงได>โดยอธิบายเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ สRวนประเด็นที่คล>ายคลึงกันควรอธิบายด>วยการสรุปใน
ภาพรวม มีการแสดงความเห็นตRอการวิเคราะห+ ซึ่งต>องนำไปไว>ในหัวข>อการอภิปรายในบทที่ 5 ของ
รายงาน นำสาระของการตรวจคุณภาพเครื่องมือมาเสนอไว>ในผลการวิเคราะห+ข>อมูล ปรับปรุงโดย
นำเสนอในบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย เพราะผลการวิเคราะห+ข>อมูลบทที่ 4 ของรายงานการวิจัยหรือ
วิทยานิพนธ+นัน้ จะเน>นเสนอผลการวเิ คราะห+ข>อมลู ตามวัตถปุ ระสงค+ของการวิจยั เทRาน้นั

การเขียนบทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผลและขcอเสนอแนะ

บทนี้เปVนบทสุดท>ายของการรายงาน เปVนการสรุปผลการวิจัยตั้งแตRต>นจนจบให>ผู>อRานได>ทราบ
อยาR งน>อย 2 ประการ คอื

1. การดำเนินการวิจัย โดยกลRาวสรุปความเปVนมา ความสำคัญของป[ญหา วัตถุประสงค+ของ
การศกึ ษา (จากบทที่ 1) และวธิ ีการดำเนนิ การวจิ ัย (จากบทท่ี 3)

2. สรุปผลการวิจัย กลRาวถึงผลที่การดำเนินการวิจัย ซึ่งเปVนข>อค>นพบที่สำคัญตาม
วัตถุประสงค+ของการศึกษา (สรุปจากบทที่ 4) มีข>อสรุปแล>วนำมาอภิปราย หรือวิจารณ+ผล วRาทำไมถึง
ไดผ> ลเชนR น้ัน โดยอ>างอิงไปยงั สมมตฐิ าน (ถ>าม)ี ทฤษฎี หลกั การแนวคิด หรอื ผลงานวจิ ัยของคนอ่นื

1. การสรปุ การดำเนินการวจิ ัย
การเกริ่นนำไมRต>องมีรายละเอียดเปVนหัวข>อ สรุปเฉพาะสาระสำคัญประกอบด>วย

วัตถุประสงค+ ตัวอยRาง วิธีดำเนินการ และผลการวิเคราะห+ข>อมูลโดยยRอ ดังตัวอยRาง (จันทรา ดRาน คงรักษ+,
2556)

2. การสรปุ ผลการวิจัย
การสรุปผลการวิจัยต>องสรุปให>ครบถ>วนตามวัตถุประสงค+ของการวิจัยที่ตั้งไว> รวมทั้งมี

ความคงท่ีในการใช>เกณฑป+ ระสทิ ธิภาพตาR ง ๆ ใหส> อดคล>องกับบทที่ 1

3. การอภิปราย
การอภิปรายผลการวิจัย เปVนการแปลผลข>อค>นพบจากการวิจัยในลักษณะตีความและ

ประเมนิ ผล เพอ่ื อธบิ าย ยนื ยนั ความสอดคลอ> งและความแตกตาR ง ระหวาR งขอ> คน> พบกบั สมมตฐิ านการ วิจัย
และอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงระหวRางผลการวิจัยที่ได>กับผลการวิจัยที่ผRานมา ตลอดจนอ>างอิง แนวคิดทฤษฎีท่ี
ใช>เปVนกรอบความคดิ ในการวจิ ยั วRามคี วามสอดคล>องหรือขัดแยง> กนั อยาR งไร เพราะเหตใุ ด

3.1 หลกั เกณฑ:การเขยี นอภิปรายผลการวจิ ัย
ใช>หลักการเขียน 4 ประการ ในแตลR ะขอ> ของวตั ถปุ ระสงค+ของการวิจยั

61

1. ศึกษาอะไร ในขั้นตอนนี้ให>ผู>วิจัยระบุให>ผู>อRานทราบวRา งานวิจัยชิ้นนี้มีสมมติฐานหรือ
วัตถุประสงค+ของการวิจัยอยRางไร ผู>วิจัยมักจะใช>ข>อความวRา “จากสมมติฐานข>อที่ 1 ที่วRา
“.............................................................”

2. ผลที่ได>เปVนอยRางไร ในขั้นตอนนี้ผู>วิจัยจะกลRาวถึงข>อค>นพบที่ได>หลังจากที่ได>ทดสอบ
สมมติฐานที่ตั้งไว> ผู>วิจัยมักจะใช>ข>อความวRา “ผลการวิจัยพบวRา...........................................อยRางมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ..........(.01 หรือ .05) ..........” (กรณีที่มีนัยสำคัญทางสถิติ) หรือ “ผลการวิจัย
พบวRา.....................................................................” (กรณีทไี่ มมR ีนยั สำคัญทางสถิติ)

3. เหตุใดผลที่ได>จึงเปVนเชRนนั้น ในขั้นตอนนี้ผู>วิจัยต>องให>เหตุผลวRาผลการวิจัยที่ค>นพบ
(ผลตามข>อ 2) เกิดขึ้นได>อยRางไร เหตุใดจึงเปVนเชRนนั้น การอธิบายให>เหตุผลนี้เปVนสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ
เปVนการแสดงให>เห็นวRาผู>วิจัยมีความรู> ความเข>าใจในเรื่องนั้น ๆ มากน>อยเพียงใด มีการประมวลหลักการ
แนวคิด ทฤษฎีที่ผู>วิจัยใช>สร>างกรอบความคิดในการวจิ ัยมาอภิปรายผลการวิจัยหรือ ปรากฏการณ+ที่เกิดข้ึน
เพื่อให>ผู>อRานเข>าใจในสิ่งนั้น ผู>วิจัยมักจะใช>ข>อความวRา “ทั้งนี้เนื่องจาก .................(ให>เหตุผล)...................”
หรือ “ทง้ั น้ีเปนV เพราะ...............(ใหเ> หตผุ ล)..............................”

4. ยืนยันผลที่ได>วRาเปVนอยRางไร ในขั้นตอนนี้เปVนการยืนยันผลการวิจัยด>วยการระบุให>ผู>อRาน
ทราบวRา ข>อค>นพบนี้มีใครท าวิจัยแล>วพบในลักษณะเดียวกันบ>าง ผู>วิจัยมักจะใช>ข>อความวRา “ผลการวิจัย
ครัง้ นีส้ อดคลอ> งกับงานวจิ ยั ของ...........................................ท่ีพบวRา ...............................”

ข>อควรคำนงึ ในการอภิปรายผลการวิจัย สงิ่ ทีผ่ ู>วิจยั จะตอ> งคำนงึ ในการเขียนอภปิ ราย ผลการวิจยั มดี งั น้ี
1. การอภิปรายผล ควรอภิปรายเปVนประเด็นตามสมมติฐานหรือวัตถุประสงค+ของการวิจัย

ทตี่ ้ังไว> ทัง้ นีจ้ ะตอ> งอภิปรายภายในขอบเขตของการวจิ ัย
2. เนื่องจากการอภิปรายผลการวิจัย เปVนการใช>ความคิดวิเคราะห+ของผู>วิจัยในการวิพากษ+

วิจารณ+ผลการวิจัย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะทำให>เกิดความลำเอียงได>มาก ผู>วิจัยจึงต>องยึดหลักเหตุผล
ตลอดจนขอ> เทจ็ จรงิ ตRาง ๆ เปVนแนวทางในการอภิปรายผลการวิจัย

3. กรณีผลการวิจัยเปVนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว> ผู>วิจัยควรอภิปรายผลการวิจัยโดยใช>แนวคิด
ทฤษฎีท่ีไดน> ำมาใชส> รา> งกรอบความคดิ ในการวิจัยมาชวR ยอธิบายขอ> ค>นพบท่เี กิดขน้ึ

4. กรณีผลการวิจัยไมRเปVนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว> ผู>วิจัยต>องหาเหตุผลมาประกอบ
การอธิบาย และอาจพิจารณาจากกระบวนการวิจัยที่ผู>วิจัยได>ดำเนินการวRามีจุดอRอนที่ใดบ>าง ตัวแปรท่ี
นำมา ศึกษาเหมาะสมกบั แนวคิด ทฤษฎนี นั้ ๆ หรือไมR

4. ขอc เสนอแนะ
ข>อเสนอแนะเปVนสRวนที่ให>ความคิดเห็นเสนอแนะ เกี่ยวกับสิ่งที่ได>จากการศึกษาค>นคว>า

เพิ่มเตมิ ขอ> เสนอแนะในการทำวจิ ัย นยิ มเขยี นแยกเปนV 2 สวR น คือ

62

1. ข>อเสนอแนะในการนำไปใช>ประโยชน+จากการทำวิจัยครั้งนี้ โดยเขียนให>สอดคล>องกับ
ประโยชนท+ ค่ี าดวRาจะไดร> ับตามท่รี ะบุไวใ> นบทท่ี 1 โดยไมตR >องแยกเปVนข>อเสนอแนะสำหรบั ครู ข>อเสนอแนะ
สำหรบั ผูเ> รียน แตเR รียงลำดบั จากประเด็นใหญRไปหาประเด็นเล็ก

2. ข>อเสนอแนะในการทำวิจัย เปVนข>อเสนอหัวข>อ หรือประเด็นที่ควรมีการวิจัยตRอเนื่อง
เพ่อื ให>งานวิจยั มคี วามชดั เจนมากข้ึนหรือครบวงจรท่ีทำให>สามารถนำไปใช>ประโยชน+

สรุป
การเขียนสรุป อภิปรายผล และข>อเสนอแนะ เปVนสRวนประกอบของบทที่ 5 ในรายงานการวิจัย
ในชั้นเรียน ผู>วิจัยสรุปการทำวิจัยตั้งแตRต>นจนจบ พร>อมทั้งอภิปรายผล วิจารณ+ผลวิจัยที่ได> และ เขียน
ข>อเสนอแนะ การนำเสนอสRวนนี้ประกอบด>วยสาระ 3 สRวน คือ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และ
ข>อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย ข>อบกพรRองในการเขียนบทที่ 5 ของรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการสรุปผล
อภิปรายผลและข>อเสนอแนะ พบได>คRอนข>างมาก เริ่มด>วยเขียนสรุปผลไมRสอดคล>องกับวัตถุประสงค+
การวิจัย โดยเขียนขาดหรือเกินหรือไมRเรียงตามลำดับวัตถุประสงค+ที่กำหนดไว> ซึ่งต>องปรับปรุงโดยต>อง
เขียนสรุปผลการวิจัยโดยยึดวัตถุประสงค+เปVนหลัก นอกจากนี้อาจพบข>อบกพรRองเล็ก ๆ น>อย ๆ เชRน ยังคง
เขียนสรุปผลการวิจัยโดยเสนอคRาทางสถิติบางคRาอีก แตRปรับปรุงได>งRายโดยการตัดออก เพราะได>นำเสนอ
ไวใ> นการเขียนผลการวเิ คราะหข+ >อมลู แลว>
อภิปรายผล การเขียนอภิปรายผลและข>อเสนอแนะนั้น มักจะพบข>อบกพรRอง คือ อภิปรายผล
โดยไมRยึดตามวัตถุประสงค+ ซึ่งปรับปรุงได>โดยยึดวัตถุประสงค+เปVนหลัก ไมRนำสาระที่ค>นคว>าไว>ใน บทที่ 2
มาใช>อภิปรายหรือนำสาระอื่นที่เพิ่งค>นคว>าเพิ่มเติมได>และนำมาอภิปราย อภิปรายโดยไมRยึด ผลการวิจัย
ซึ่งปรับปรุงได>โดยขึ้นต>นด>วยผลการวิจัยกRอน แล>วจึงคRอยอภิปราย ใช>ความรู>สึกแทนที่จะ ใช>ทฤษฎีงานวิจัย
ถ>าจะให>การอภิปรายนRาเชื่อถือก็ควรใช>ทฤษฎีและงานวิจัยเปVนหลัก เมื่อเห็นวRา จำเปVนก็อาจใช>ความรู>สึก
หรือประสบการณ+เสริมได> ในกรณีที่ผลการวิจัยไมRเปVนไปตามสมมุติฐาน ผู>เขียนรายงานเขียน
โดยขาดเหตุผลที่แสดงวRาทำไมจึงเปVนเชRนนั้น ซึ่งควรแสดงวRามีเหตุหรือป[จจัย ใดบ>างที่เห็นวRาทำให>ได>
ผลวจิ ยั เชนR น้ัน
ขcอเสนอแนะ ข>อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช> มีข>อบกพรRองที่พบอยูRเสมอ คือ เขียน กว>าง
ขาดรายละเอียดที่จำเปVน นำไปปฏิบัติจริงได>ยาก ปรับปรุงโดยเขียนระบุวRาจะให>ใครนำไปใช> ใช>กับใคร เมื่อใด
อยRางไร ให>ชัดเจนเปVนรูปธรรม ถ>ามีข>อบกพรRองระหวRางการทดลองและเสนอแนะวิธี หลีกเลี่ยงได>จะยิ่งดีสRวน
ข>อเสนอแนะให>วิจัยครั้งตRอไปนั้น ข>อบกพรRองที่พบ คือ เสนอแนะไว>กว>าง ๆ เชRนกัน โดยอาจเน>นให>จำนวน
ข>อมาก ซึ่งอาจไมRเปVนประโยชน+ ถ>านำไปใช>ไมRได> ดังนั้นจึงควรเสนอแนะ ให>ละเอียดวRาควรวิจัยครั้งตRอไป
เพื่อจะได>ความรู>อะไร และจะเกิดประโยชน+อยRางไรบ>าง แม>จะได> ข>อเสนอแนะเพียงน>อยข>อก็เปVนผลดี
มากกวRา

63

ส"วนที่ 2 การเขียนรายงานตามแบบฟอรม: การสง" นวตั กรรมระดับเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา
ศรีสะเกษ ยโสธร

ตัวอยา" งแบบฟอรม: รายงานการจดั ทำนวัตกรรม
ชอ่ื เร่อื ง.......................……………………………………………………………………………………………………………………
ผู>จัดทำ………………………………………………………….ตำแหนRง..................วทิ ยฐานะ........................................
โรงเรยี น…………………………………………………………กลRมุ สาระการเรียนรู.> .....................................................
**********************************************************************************************

1. ทีม่ าและความสำคญั
2. วัตถุประสงค+

2.1 เพอื่ .............
2.2 เพอื่ .............
3. ขอบเขตของการวจิ ยั /การจัดทำนวัตกรรม
3.1 เน้อื หา
3.2 ขอบเขตดา> นประชากร/ตัวอยาR ง/กลมุR เปาX หมาย
4. กรอบแนวคดิ
5. เอกสาร/งานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ> ง
6. ขั้นตอน/แนวทางการดำเนนิ การ
7. เคร่อื งมือท่ใี ชใ> นการเกบ็ รวบรวมข>อมลู
8. กระบวนการหาประสทิ ธิภาพนวตั กรรม
9. ผลการดำเนนิ การ
10. สรปุ ผลการดำเนินการ
10.1 สรปุ ผล และอภปิ รายผล
10.2 ขอ> เสนอแนะ
11. นำเสนอภาพกิจกรรม/รปู แบบ (Model) ท่ีสะท>อนการดำเนนิ งาน
12. การเผยแพรRหรอื รบั การยอมรับในระดับชาติ ภาค เขตพ้ืนที่/จงั หวดั
หมายเหตุ: 1. การจัดทำนวตั กรรม/งานวิจัย ผู>จดั ทำอาจจะจดั ทำใหส> อดคลอ> งกับขอ> ตกลงในการพัฒนา
งาน (Performance Agreement: PA) เพื่อนำไปใชป> ระโยชน+ในการประเมินผลงาน และจะมเี กียรตบิ ตั ร
ของผลการดำเนนิ งานในระดับเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา ตามระดับคณุ ภาพนวัตกรรม

2. รูปแบบการนำเสนอไมไR ดม> ีการจำกดั รูปแบบ สามารถออกแบบได>อยRางสร>างสรรค+ แตสR Rวน
หัวเร่อื งใหย> ึดตามแบบฟอรม+ ท่กี ำหนดให>น้ี

64

สว" นท่ี 4
การประเมนิ นวัตกรรม

ความหมายของการประเมินนวตั กรรม

ความหมายของการประเมินนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา ในการทำความเข>าใจกับ
ความหมายของการประเมินนวัตกรรมการศึกษา มีคำประกอบกันอยูR 2 คำ ได>แกR คำวRา การประเมิน และ
คำวาR นวัตกรรม

ความหมายของการประเมิน
Tyler (2014) ได>กลRาวถึง การประเมินผล หมายถึง การดำเนินการ เปรียบเทียบข>อมูลที่ได>จาก
การกระทำหรือสิง่ ทเี่ กดิ ข้ึนกับเปXาหมายตามท่ีกำหนดไวc
เยาวดี รางชัยกุลวิบูลย+ศรี (2544) ได>กลRาววRา การประเมิน หมายถึง กระบวนการตีความหมาย
(Interpretation) และตัดสินคุณคRา (Value Judgment) จากสิ่งที่ต>องการวัด การประเมินผลต>องอาศัย
กระบวนการทม่ี ีระบบแบบแผนในการรวบรวมขอ> มูล
ศิริชัย กาญจนวาสี (2545) ได>กลRาววRา การประเมิน หมายถึง กระบวนการตัดสินคุณคRาของสิ่ง
ตRาง ๆ โดยมี การเปรียบเทียบกับเกณฑ+หรือมาตรฐาน โดยมีการเก็บรวบรวมข>อมูล ซึ่งจะสRงผลให>ผล
การประเมินมคี วามนาR เชอื่ ถอื มากย่งิ ขึ้น
กฤษมันต+ วัฒนาณรงค+ (2555) ให>ความหมายของการประเมินวRาเปVนการตัดสินคุณคRาของสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง อาจ เปVนทั้งหมด หรือบางสRวน ซึ่งเปVนสRวนหนึ่งของการดำเนินงานตRาง ๆ โดยการประเมินจะต>อง
ประเมนิ ให>ตรงกบั สิ่งที่ ตอ> งการและประเมนิ อยRางถกู ต>อง เทย่ี งตรงและเชื่อถอื ได>
ดังนั้น การประเมิน จึงหมายถึง กระบวนการตัดสินคุณคRาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาศัยข>อมูลตRาง
ๆ ที่ได>จาก การวัดเปVนข>อมูลทั้งข>อมูลที่เปVนข>อมูลเชิงปริมาณหรือข>อมูลเชิงคุณภาพ แล>วนำข>อมูลที่ได>
เหลRานั้นมาเปรียบเทียบกับ เกณฑ+หรือมาตรฐานตRาง ๆที่เปVนที่ยอมรับ หรือผRานการเก็บรวบรวบข>อมูลที่มี
ประโยชน+ตRอการประเมิน แล>วจึงตัดสิน หรือประเมินคุณคRาของสิ่งนั้น ซึ่งจะสRงผลให>ผลการประเมิน
มีความนRาเชื่อถือมากย่งิ ขึน้
ความหมายของนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา นวัตกรรมทางการศึกษา หรือ นวัตกรรม
การเรียนการสอน ซึ่งพจนานุกรมศัพท+ศึกษาศาสตร+ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน
2551:137) ระบุความหมายวRาหมายถึง แนวคิด วิธีการ และสิ่งประดิษฐ+ใหมR ที่เกี่ยวข>องกับศาสตร+ทาง
การศึกษา การจัดการ ศึกษาและการจัดการเรียนรู> ซึ่งอาจเปVนสิ่งใหมRทั้งหมด หรือใหมRเพียงบางสRวน อาจ
เปVนสิ่งใหมRในบริบทหนึ่งหรือ ชRวงเวลาหนึ่ง อาจเปVนสิ่งใหมRที่กำลังอยูRในกระบวนการพิสูจน+ทดสอบ หรือ
ได>รับการยอมรับนำไปใช>แล>ว แตRยังไมR แพรRหลาย และดังที่ ทิศนา แขมมณี (2547, น. 478) ให>
ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาวRาหมายถึง สิ่งใหมRที่ ทำขึ้น ซึ่งอาจอยูRในรูปของความคิดหรือ

65

การกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ+ตRาง ๆ ดังนั้นนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงหมายถึง แนวคิด วิธีการ
หรือสิ่งประดิษฐ+ใหมR ๆ ที่สามารถนำมาใช>ในการบริหาร และจัดการ ซึ่งอาจเปVนสิ่งใหมRทั้งหมด หรือ
ใหมRเพียงบางสRวน หรืออาจเปVนสิ่งใหมRในบริบทหนึ่งหรือในชRวงเวลาหนึ่ง หรืออาจเปVนสิ่งใหมRที่กาลังอยูRใน
กระบวนการ พิสูจน+ทดสอบ หรือได>รับการยอมรับนำไปใช>แล>ว แตRยังไมRแพรRหลายหรือเปVนสRวนหนึ่งของ
ระบบงานปกติ

ดังนั้น การประเมินนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงหมายถึง กระบวนการในการตรวจสอบ
หรือพิจารณา กำหนดคุณคRา คุณภาพ ความถูกต>อง ความเหมาะสม โดยใช>เกณฑ+การประเมินเปVนหลัก
แล>วจึงตัดสินหรือประเมินคุณคRาการปฏิบัติงานด>านการบริหารของผู>บริหารสถานศึกษาที่มีความเปVน
ระบบ มีความนRาเชื่อถือ ที่สRงผลตRอการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา และองค+กรทางการศึกษาท่ี
เกี่ยวข>องอยRางตRอเนื่อง โดยเปVนการปฏิบัติที่มีความคิดริเริ่มสร>างสรรค+ เกิดจากการเรียนรู>ในการปฏิบัติ
จริงจนเกดิ ผลสำเร็จในการพฒั นาคณุ ภาพตามมาตรฐาน

ลักษณะการประเมินนวตั กรรม
ลักษณะการประเมนิ นวัตกรรม แบRงเปVน 2 ลักษณะ ได>แกR
1. การประเมินตนเองเปVนการประเมินระดับโรงเรียนที่ผู>คิดค>นพัฒนานวัตกรรมทั้งที่เปVน

รายบุคคล หรือคณะบุคคล ดำเนินการประเมินโดยการตรวจสอบกระบวนการพัฒนาและความก>าวหน>าใน
การพัฒนานวัตกรรมของตนจากเกณฑ+การประเมินที่กำหนดเพื่อนำผลไปใช>ในการปรับปรังพัฒนาการ
ดำเนนิ งานใหบ> รรลวุ ัตถุประสงค+และเปXาหมายของการพฒั นานวัตกรรม

2. การประเมินโดยคณะบุคคล เปVนการประเมินเพื่อพิจารณาคุรณภาพนวัตกรรม ซึ่งผ>ู
ประเมินควรประกอบด>วย ผู>คิดค>นพัฒนานวัตกรรม ครู ผ>ูบริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก+ หรืออาจมี
ผ>เู ช่ียวชาญ ตามลักษณะ หรือประเภทของนวตั กรรม รวR มประเมินตามเกณฑ+ทก่ี ำหนด

วิธีการประเมิน
ในการประเมินนวตั กรรม ควรเลอื กใชว> ธิ ีการประเมนิ ที่เหมาะสมกบั ส่งิ ท่ีตอ> งประเมนิ ดงั นี้
1. ตรวจสอบเอกสารรายงานผลการพัฒนานวตั กรรม
2. สงั เกต และตรวจสอบข>อมูลจากการนำเสนอผลงานของผค>ู ดิ คน> พัฒนานวตั กรรม
3. ศกึ ษาผลงาน นวตั กรรมชิน้ งานทเ่ี กิดจากการใช> หรือการทำงานของนวัตกรรม
4. สมั ภาษณผ+ พ>ู ฒั นานวัตกรรมและผู>เก่ียวข>อง
5. สอบถามผู>พัฒนานวตั กรรมและผเู> กี่ยวข>อง
6. อนื่ ๆ ตามความเหมาะสม

โดยคณะกรรมการประเมนิ ควรมีความเชย่ี วชาญในเรอ่ื งนนั้ ๆ และควรมีอยาR งน>อยจำนวน 3 หรอื 5 คน

66

ประเภทของการประเมนิ นวตั กรรม

ประเภทของการประเมินนวัตกรรม แบRงตามเกณฑ+ได> 3 เกณฑ+ ได>แกR เกณฑ+ การยึดจุดมุRงหมาย
และลักษณะการใช>ข>อมูล เกณฑ+การยึดวัตถุประสงค+ของการประเมิน และเกณฑ+การยึดลักษณะการ ใช>
เกณฑ+ในการตดั สนิ (สุพกั ตร+ พบิ ูลย+, 2555) ดังรายละเอยี ดตRอไปน้ี

1. เกณฑ+การยึด “จุดมุRงหมายและลักษณะการใช>ข>อมูล” เกณฑ+จุดมุRงหมายและลักษณะการใช>
ข>อมูลเพือ่ นำไปสูกR ารตดั สินใจได>จำแนกออกเปนV 2 ประเภท คือ

1.1 การประเมินเพื่อปรับปรุง หรือเพื่อความก>าวหน>า (formative evaluation) เปVนการ
ประเมินเพื่อ ศึกษาวRา นวัตกรรมเปVนไปตามที่คาดหวังไว>หรือไมR พบเจอป[ญหาหรือไมR ผลการใช>เปVน
อยRางไร ข>อมูลที่ได>จากการประเมินนี้จะนำไปสูRการตัดสินใจปรับปรุงนวัตกรรม ระหวRางการใช>งาน การ
ประเมนิ ในประเภทน้จี ะชRวยลดโอกาสการสูญเสยี เปลRาในการดำเนนิ งานใชน> วตั กรรม

1.2 การประเมินเพื่อสรุปผล หรือเรียกวRา การประเมินรวมสรุป (summative evaluation)
เปVนการ ประเมินที่มุRงเน>นผลลัพธ+ หรือผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการใช>นวัตกรรมวRา เกิดผลดีตามที่คาดหวัง
หรือไมR โดยสรุปแล>วการประเมินในลักษณะนี้จะนำไปสูRการตัดสินใจในการยกเลิก หรือการขยายผล
แพรRกระจายการใชน> วตั กรรม

2. เกณฑ+การยึด “วัตถุประสงค+ของการประเมิน” เกณฑ+การยึดวัตถุประสงค+ของการประเมินได>
จำแนกออกเปนV 2 ประเภท คือ

2.1 การประเมินโดยยึดวัตถุประสงค+เปVนหลัก (goal – based evaluation) เปVนการ
ประเมินนวัตกรรม ที่เน>นผลลัพธ+ตามเปXาประสงค+ของนวัตกรรม โดยดูวRาได>บรรลุตามเปXาหมายที่กำหนดไว>
หรือไมR โดยผู>ประเมินจะต>องวิเคราะห+ให>ชัดเจนกRอนวRา นวัตกรรมมีเปXาหมายที่จะพัฒนาในด>านใด และ
มีระดบั ความคาดหวังมากน>อยแคR ไหน

2.2 การประเมินที่ไมRยึดติดกับวัตถุประสงค+ (goal – free evaluation) เปVนการประเมิน
ทุกสRวนที่อาจ เกิดขึ้นได>ทั้งหมด ไมRได>เน>นวRาจะต>องตรวจสอบที่นวัตกรรม แตRเน>นที่การเก็บ รวบรวมข>อมูล
ในทุกภาคสRวนแล>วนำไปสูRการวิเคราะห+ที่หลากหลาย ผู>ประเมินจะได>รับข>อมูลที่มีความหลากหลาย
กRอให>เกิดการเรียนรู>ประสิทธิภาพของนวัตกรรมซึ่งจะนำไปสูRการปรับปรุงให>มีการพัฒนาครบถ>วนสมบูรณ+
ย่ิงขึ้น

3. เกณฑ+การยึด “ลักษณะการใช>เกณฑ+ในการตัดสิน” เกณฑ+ลักษณะการใช>เกณฑ+ในการตัดสิน
ไดจ> ำแนกออกเปนV 2 ประเภท คอื

3.1 การประเมินแบบอิงเกณฑ+ (criterion – referenced Evaluation) เปVนการประเมิน
นวัตกรรมที่กำหนดขอบเขตของประเด็นของนวัตกรรม ที่ต>องการประเมินและมีเกณฑ+การตัดสินผล

67

การประเมินอยRางชัดเจน ลRวงหน>า ซึ่งในกรณีนี้จะสRงผลให>ผู>ประเมินสามารถอธิบายผลการประเมิน
นวัตกรรม ได>อยRางชัดเจน

3.2 การประเมินแบบอิงกลุRม (norm – referenced Evaluation) เปVนการประเมิน
นวัตกรรม แบบเปรียบเทียบกับนวัตกรรมแตRละชนิด แตRและประเภทด>วยกันเอง โดยเน>นเปรียบเทียบ
ภายในกลุRมนวัตกรรม เพื่อเปVนการจัดกลุRมนวัตกรรม วRานวัตกรรมใดอยูRในระดับดีมาก ดี ปานกลาง หรือ
ยงั ตอ> งปรบั ปรงุ เปนV ตน>

การประเมินตามประเภทของนวัตกรรม สำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ
ยโสธร ไดก> ำหนดประเภทของนวัตกรรมในการจดั ทำนวัตกรรม เปVน 5 ประเภท ดงั น้ี

1. ด>านการบริหารจัดการ เปVนการนำนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ สูRการปฏิบัติ ในด>าน
การบริหารจัดการสถานศึกษาหรือการบริหารจัดการชั้นเรียน โดยใช>เปVนสารสนเทศในการบริหารจัดการ
ซึง่ สงR ผลให>เกดิ การพฒั นาคุณภาพการศึกษาอยRางมีประสิทธภิ าพ

1.1 การบริหารจัดการสถานศึกษา เปVนการที่เพิ่มประสิทธิภาพในสถานศึกษานำมาใช>
ทางด>านการบริหาร อาจเปVนการปรับประยุกต+ แก>ไขป[ญหา ริเริ่มพัฒนา คิดค>นปรับเปลี่ยน สร>างการ
เปลี่ยนแปลง แบRงตามภาระหน>าที่การบริหารงานในโรงเรียน 4 ฝžาย ประกอบด>วย ด>านการบริหารงาน
วิชาการ ด>านการบริหารงานงบประมาณ ด>านการบรหิ ารงานบคุ คล ด>านการบรหิ ารงานท่วั ไป เปVนตน>

1.2 การบริหารจัดการชั้นเรียน เปVนการจัดสภาพแวดล>อมในชั้นเรียน สร>างเสริม
ประสบการณ+ พัฒนาระบบการดูแลชRวยเหลือนักเรียน สRงเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค+ ให>ผู>เรียนเกิด
พัฒนาการทุกด>าน เชRน การจัดระบบดูแลชRวยเหลือผู>เรียน การจัดทำข>อมูลสารสนเทศ และเอกสารธุรการ
ชน้ั เรียนหรอื ประจำวิชา เปVนตน>

2. ด>านหลักสูตร เปVนการใช>วิธีการใหมR ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรให>สอดคล>องกับสภาพแวดล>อม
ในบรบิ ทสถานศึกษาและตอบสนองความต>องการสอนบุคคลใหม> ากขน้ึ

2.1 หลักสูตรบูรณาการ เปVนการบูรณาการสRวนประกอบของหลักสูตรเข>าด>วยกันทางด>าน
วทิ ยาการในสาขาตาR ง ๆ

2.2 หลักสูตรรายบุคคล เปVนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อการศึกษาตามอัตภาพ
เพื่อตอบสนองแนวความคดิ ในการจดั การศกึ ษา รายบุคคล เชนR หลักสตู รเฉพาะกลมุR เดก็ พเิ ศษ

2.3 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ+ เปVนการใช>หลักสูตรที่มุRงเน>นกระบวนการในการ
จัดกิจกรรมและประสบการณ+ให>กับผู>เรียนเพื่อนำไปสูRความสำเร็จ เชRน กิจกรรมที่สRงเสริมให>ผู>เรียนมีสRวน
รRวมในบทเรยี นที่เรียนรจ>ู ากการสบื คน> ดว> ยตนเอง เปVนตน>

3. ด>านการจัดการเรียนการสอน เปVนการใช> แนวคิด แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ เทคนิค
การจัดการเรียนรู> ที่สร>างและพัฒนา ปรับปรุงตRอยอด จากสิ่งที่มีอยูRเดิมโดยมีกระบวนการในการจัดการ
เรยี นรูท> ีพ่ ฒั นาข้นึ อยาR งชัดเจน สRงผลใหผ> >ูเรียนมพี ฒั นาการท่ีดขี น้ึ

68

4. ด>านสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา เปVนการนำเอาวัสดุ และอุปกรณ+ มาใช>
รRวมกับการจัดการเรียนรู>อยRางมีประสิทธิภาพที่หมายรวมถึง “สื่อการเรียนการสอน” (Instructional
media) “สื่อการศึกษา” (Educational media) “อุปกรณ+ชRวยสอน” (Teaching aids) หรือตัวกลางท่ี
ถRายทอดความรู>จากครูไปสูRผู>เรียน หรือตัวกลางที่ให>ความรู>ผู>เรียน ซึ่งทำให>เกิดการเรียนรู>เพิ่มขึ้นอยRางมี
ประสทิ ธิภาพ สามารถจำแนกประเภทได> ดังนี้

4.1 ประเภทสื่อสิ่งพิมพ+ หมายถึง เอกสารประกอบการสอน ชุดเอกสารประกอบการสอน
หนังสือประกอบการเรยี นร>ู เอกสารเสริมประสบการณ+ รวมถงึ เอกสารท่จี ัดทำในรปู แบบออนไลน+

4.2 ประเภทสื่ออุปกรณ+ หมายถึง ชุดทดลอง สิ่งประดิษฐ+ ที่ใช>ประกอบการจัดการเรียนรู>ใน
ชัน้ เรียน

4.3 ประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส+ หมายถึง สื่อโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน หรือสิ่งที่ต>องใช>
คอมพวิ เตอรห+ รอื อุปกรณ+อเิ ล็กทรอนิกสป+ ระกอบหลกั ในการใชจ> ดั การเรียนร>ู

5. ด>านการประเมินผล เปVนการใช>เครื่องมือเพื่อการวัดผลและประเมินผลตามหลักสูตร เชRน
การวัดความรู> ทักษะ คุณลักษณะ สมรรถนะหรือคุณลักษณะอื่น ๆ หรือเครื่องมือวัดและประเมินผล
ทางการศึกษา การบริหารการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การนิเทศการศึกษา ได>อยRางมี
ประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมไปถึงการประยุกต+ใช>โปรแกรมคอมพิวเตอร+มาสนับสนุนการวัดและ
ประเมนิ ผลของสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศกึ ษา

69

แบบประเมนิ คณุ ภาพนวตั กรรม
ระดบั เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาศรีสะเกษ ยโสธร

รายการประเมนิ ผลการพิจารณา
ดีเยยี่ ม (3) ดมี าก (2) ดี (1)

ดcานความมคี ุณภาพ

1. ชือ่ เร่ือง/ช่อื นวัตกรรมมีความชดั เจน สอ่ื ความหมาย

2. วัตถุประสงค+ เปXาหมายของกระบวนการ สอดคล>องกับสภาพ

ป[ญหาความต>องการพัฒนา

3. มแี นวคดิ ทฤษฎีรองรับ เปนV ไปได> มเี หตผุ ล สามารถอ>างอิงได>

4. มีกระบวนการหาประสทิ ธภิ าพถกู ต>องตามหลกั วิชา

5. มีความถกู ตอ> ง ครบถว> น สมบรู ณต+ ามประเภทผลงานท่รี ะบุ

6. ไดร> บั การยอมรับในระดบั ชาติ ภาค เขตพ้นื ท/ี่ จงั หวัด

ดcานความมีประโยชน:

7. สอดคล>องตามวตั ถปุ ระสงค+และเปXาหมายทีร่ ะบุไวไ> ด>ครบถว> น

8. แกป> [ญหาหรอื พัฒนาไดต> รงตามกลRมุ เปาX หมาย

9. นำไปประยุกตใ+ ช>ในสภาพบริบทของสถานศกึ ษาทีม่ ลี ักษณะ
ใกลเ> คียงกนั

10. สงR ผลตRอผเู> รยี น ครผู ส>ู อน สถานศกึ ษา และชุมชน

11. เผยแพรR แลกเปลีย่ นเรยี นรู> และเกดิ ประโยชน+ในวงกวา> ง

ดcานความคิดสรcางสรรค:

12. เกิดจากแนวคิดแปลกใหมR ไมเR คยมีปรากฏมากRอน/เปVนการพฒั นา
ตอR ยอดจากแนวคดิ เดิม

13. มีจดุ เดRน นาR สนใจ สะทอ> นถึงการมีแนวคิดใหมR

14. มีการนำเทคโนโลยมี าประยกุ ต+ใชต> ามบริบท

15. นวัตกรรมสามารถตRอยอดสกูR ารเปลย่ี นแปลงให>เกดิ คุณคRา

ขอc เสนอแนะ
.......................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

INNOVATION

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร


Click to View FlipBook Version