The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arina Yamacharern, 2023-10-16 22:51:17

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

สารบัญ หน้า MACRO ECONOMICS 1 กระแสหมุนเวียนของเงินในระบบและการแลกเปลี่ยนสินค้าในระบบ 3 แบบจ�ำลองภาคเศรษฐกิจแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจ (Closed Economy) 4 แบบจ�ำลองภาคเศรษฐกิจแบบ 4 ภาคเศรษฐกิจ (Open Economy) 5 บัญชีรายได้ประชาชาติ 7 การค�ำนวณจากผลผลิต (Product Approach) 7 QR CODE เพื่อให้เข้าใจเรื่องการค�ำนวณจากวิธีผลผลิต 8 การค�ำนวณจากรายจ่าย (Expenditure Approach) 9 การค�ำนวณจากรายได้ (Income Approach) 10 8 ความหมายของรายได้ประชาชาติ 12 การค�ำนวณ GDP แบบราคาประจ�ำปีและราคาคงที่ 13 GDP Deflator ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 15 GDP Per Capita 16 การก�ำหนดรายได้ประชาชาติดุลยภาพของส�ำนักเคนส์ 17 รายจ่ายเพื่อการบริโภคและการออม (Consumption : C และ Saving : S) 18 QR CODE แสดงความสัมพันธ์ของการบริโภคและการออม 19 การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (Investment : I) 21 การใช้จ่ายของรัฐบาล 22 การใช้จ่ายเพื่อการน�ำเข้าและส่งออก 23 การก�ำหนดรายได้ประชาชาติดุลยภาพแบบ 26 1.) การหาดุลยภาพจากวิธี Y = DAE 26 2.) การหาดุลยภาพจากส่วนอัดฉีดเท่ากับส่วนรั่วไหล (Injection = Withdrawal) 31 ตัวทวีคูณ (Multiplier) 34 หลักการหาตัวทวีคูณ 36 สรุปสูตรตัวทวีคูณ 42


สารบัญ หน้า นโยบายการคลัง 43 ประเภทของนโยบายการคลัง 46 การเงินธนาคาร ตลาดเงิน และนโยบายการเงิน 49 ธนาคารพาณิชย์ กับการสร้างเงินฝาก 50 ธนาคารกลาง (พ่อทุกสถาบัน) 53 นโยบายการเงิน 55 เครื่องมือในการออกนโยบาย 55 อุปสงค์ต่อการถือเงิน (Money Demand) 58 อุปทานของเงิน (Money Supply) 60 แบบจ�ำลอง IS-LM 64 ที่มาที่ไปของเส้น IS & LM 65 ดุลยภาพในแบบจ�ำลอง IS-LM 67 การใช้แบบจ�ำลอง IS-LM วิเคราะห์นโยบายการคลัง 68 การใช้แบบจ�ำลอง IS-LM วิเคราะห์นโยบายการเงิน 72 ตารางสรุปรูปแบบการเคลื่อนที่ของเส้น IS-LM จากผลกระทบทางด้านนโยบาย 75 AD – AS MODEL 76 Inflation เงินเฟ้อ 82 สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อแบ่งเป็น 2 สาเหตุหลัก 84 การค้าและการเงินระหว่างประเทศ 90 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ 90 การเงินระหว่างประเทศ 92 ตลาดเงินตราต่างประเทศ 95 ค่าเงินอ่อนค่าและค่าเงินแข็งค่า 95 อุปสงค์เงินตราต่างประเทศ (Demand for USD) 96 อุปทานเงินตราต่างประเทศ (Supply for USD) 97


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 1 MACRO ECONOMICS ประวัติความเป็นมาเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์คลาสสิค (Classical Economics) Adam Smith บิดาเศรษฐศาสตร์ ได้เขียนหนังสือเรื่อง An Inquiry into the nature and Causes of the Wealth of Nations ค.ศ. 1776 ไว้โดยเนื้อหาจะอธิบายการเจริญเติบโตของประเทศ มูลค่า ค่าจ้าง ค่าเช่า ก�ำไร การค้าต่างประเทศ การคลังของรัฐและการจัดระบบเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่ง Adam Smith เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ด้วย กลไกราคา (price mechanism) ซึ่งท�ำหน้าที่เป็น มือที่มองไม่เห็น (invisible hands) ที่ท�ำให้ระบบเศรษฐกิจ อยู่ในระดับการจ้างงาน เต็มที่ (Full-employment: Yf )เสมอ หมายถึงภาวะที่ไม่มีการว่างงานที่ไม่สมัครใจ หรือภาวะ ที่ทุกคนที่ต้องการจะท�ำงาน มีงานท�ำ แสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงของภาครัฐด้วยนโยบาย การเงินหรือนโยบายการคลัง ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1930 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต�่ำ ทั่วโลก และเกิดการว่างงานเป็นระยะ เวลานาน (ไม่เหมือนที่เศรษฐศาสตร์คลาสสิคเคยกล่าวไว้) จอห์น เมนาร์ด เคนส์ จึงเขียนหนังสือเรื่อง The General Theory of Employment, Interest and Money อธิบายถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจตกต�่ำเป็นเพราะ อุปสงค์ไม่เพียงพอ ที่จะซื้อ สินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นในระบบ เมื่อสินค้าเหลือมาก จึงท�ำให้การผลิตและการจ้างปัจจัยการผลิต ลดลง และเกิดการว่างงานขึ้น เคนส์จึงเสนอว่า ต้องแก้ไขด้วยการให้รัฐบาลเข้าแทรกแซง เพิ่มอุปสงค์ ต่อสินค้าในระบบเศรษฐกิจ (เพิ่มรายจ่าย หรือ/และ ลดภาษี) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น (เป็นที่มาของ IS-LM และ AD-AS model)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 2 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นการศึกษาเศรษฐกิจทั้งระบบหรือส่วนหนึ่งของระบบ เศรษฐกิจ เช่น การบริโภคของทั้งประเทศ การออมและการลงทุนของประเทศ ระดับราคาของสินค้า โดยทั่วไป การว่างงาน และรายได้ประชาชาติ เป็นต้น เนื่องจากเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นภาพใหญ่ของทั้งระบบเศรษฐกิจ ก่อนอื่นมาดูเป้าหมาย ของเศรษฐศาสตร์มหภาคกันก่อนว่ามีเป้าหมายอะไรบ้าง และนักเศรษฐศาสตร์ใช้อะไรมาเป็นตัวชี้วัด ความส�ำเร็จของแต่ละเป้าหมาย เป้าหมาย ดัชนีชี้วัด การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รายได้ประชาชาติ (NI) การมีเสถียรภาพของราคา ดัชนีราคา เช่น GDP Deflator ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (สองตัวนี้ใช้ส�ำหรับวัดอัตราเงินเฟ้อได้) การจ้างงานเต็มที่ อัตราการว่างงาน การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ให้ช่องว่างระหว่างรายได้น้อยที่สุด, Gini coefficient ซึ่งทั้ง 4 เป้าหมายไม่สามารถท�ำให้ส�ำเร็จพร้อมกัน รัฐบาลต้องแลกได้แลกเสีย (Trade Off) ว่าจะท�ำเป้าหมายไหนก่อน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลบอกว่าอยากจะท�ำให้ประเทศไทย มีการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็ต้องยอมให้ไม่มีเสถียรภาพของราคาหรือยอมให้มีเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เพราะว่าเมื่อท�ำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตและเฟื่องฟู คนก็มีเงินจับจ่ายใช้สอยกันเยอะ คนใช้จ่ายมาก ๆ ก็จะท�ำให้ราคาสินค้าค่อยๆเพิ่มขึ้นๆ …นี่แหละเงินเฟ้อ แต่บางเป้าหมายก็ท�ำไปพร้อมกันได้บ้าง เช่น เป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับการ จ้างงานเต็มที่ เพราะเมื่อรัฐบาลอยากให้มีการจ้างงานเต็มที่ รัฐบาลอาจจะเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ เช่น มีโครงการสร้างถนนท�ำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ คนมีงานท�ำ คนมีรายได้ รายได้ ประชาชาติก็สูงขึ้น นี่แหละท�ำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการจ้างงานเต็มที่


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 3 กระแสหมุนเวียนของเงินในระบบและการแลกเปลี่ยนสินค้าในระบบ เป็นการศึกษาเรื่องกระแสหมุนเวียนของกระแสเงินโดยการใช้จ่ายของแต่ละภาคส่วนและสินค้า หรือบริการที่ถูกผลิตขึ้นมา อย่างเช่น นายป้อมซื้อนาฬิกาจากผู้ประกอบการ A นายป้อมได้รับเป็น สินค้าขณะที่ผู้ประกอบการ A ได้รับเงินมาจากการใช้จ่ายของนายป้อม และจากนั้นนาย A ก็จะน�ำ รายได้ส่วนนี้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าบริการอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จะเห็นได้ว่าเงินที่นายป้อมได้จ่ายค่านาฬิกา นั้นมีการหมุนเวียนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งเรื่อย ๆ ท�ำให้รายได้รวมของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หลายเท่า ซึ่งการวิเคราะห์กระแสหมุนเวียนของเงินและสินค้าในระบบประกอบไปด้วย 4 ผู้เล่นหลัก ผู้ประกอบการ โดยมีหน้าที่ขายปัจจัยในการผลิต ข้างต้นไปสู่ภาคธุรกิจ แต่เพื่อให้การศึกษาข้างต้น เข้าใจง่ายขึ้นให้สมมติว่าภาคครัวเรือนขายเพียง แรงงานสู่ภาคธุรกิจ 1. ภาคครัวเรือน (Household) เป็นผู้เล่นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กล่าวคือ แรงงาน ที่ดิน ทุนและ 3. ภาครัฐบาล (Government) ท�ำหน้าที่เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพื่อ 2. ภาคธุรกิจ (Investment) ท�ำหน้าที่ในการซื้อปัจจัยการผลิต จากภาคครัวเรือน (แรงงาน) เพื่อน�ำ แรงงานไปผลิตสินค้าและบริการมาขายให้แก่ ผู้เล่นรายอื่น ๆ ใช้จ่ายในส่วนของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการออก นโยบายต่าง ๆ หรือ เงินโอนให้ภาคครัวเรือน เช่น เงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4. ภาคต่างประเทศ (Foreign Sector) เป็นการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศผู้น�ำเข้ามักน�ำเข้าสินค้าที่ ประเทศตนเองไม่มีความได้เปรียบในการผลิต ทรัพยากรไม่เอื้ออ�ำนวย รวมไปถึงสินค้าที่ต้อง ใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งในปี 2019 ประเทศไทยมีมูลค่าการน�ำเข้าน�ำมันดิบเป็น อันดับหนึ่ง และมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ และส่วนประกอบรถยนต์เป็นอับดับหนึ่ง (ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกข้าวติด 10 อันดับ มูลค่าสินค้าส่งออกมากที่สุดตั้งแต่ 2011) ทั้งนี้กิจกรรมระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงการซื้อ ขายแต่ยังมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานซึ่ง จะได้ศึกษาในบทเศรษฐกิจแบบเปิด รู้ไหมว่า… การจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค (Consumption) ของภาคครัวเรือน (Household) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ดังนั้นการบริโภคของภาคครัวเรือนจึงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอยู่มาก เราจึงมักเห็นนโยบายที่ออกมา กระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือนอยู่บ่อยครั้ง


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 4 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน แบบจ�ำลองภาคเศรษฐกิจแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจ (Closed Economy) *เป็นแบบจ�ำลองที่ยังไม่ได้มีการติดต่อกับภาคต่างประเทศ ภาคครัวเรือน : ขายแรงงานให้แก่ภาคธุรกิจได้รับค่าตอบแทนกลับมาเป็นค่าจ้าง ขณะเดียวกันก็ต้อง ซื้อสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจ : ผลิตสินค้าและบริการออกสู่ระบบเศรษฐกิจโดยจ้างแรงงานจากภาคครัวเรือนและจ่าย เป็นค่าจ้าง ภาครัฐบาล : เก็บภาษีจากภาคต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจเพื่อน�ำเงินภาษีเหล่านั้นไปใช้ในการออก นโยบายต่าง ๆ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 5 แบบจ�ำลองภาคเศรษฐกิจแบบ 4 ภาคเศรษฐกิจ (Closed Economy) *เป็นแบบจ�ำลองที่มีการติดต่อกับภาคต่างประเทศ ลักษณะเหมือนแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจแต่เพิ่ม กิจกรรมระหว่างประเทศเข้ามา นอกจากนี้เพื่อให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้นมีการเพิ่มผู้เล่น ขึ้นมาอีกผู้เล่นหนึ่งคือ “สถาบันการเงิน”มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับฝากเงินออมจากภาคครัวเรือน แล้วน�ำเงินเหล่านั้นไปปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจลงทุน


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 6 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ภาคครัวเรือน : ขายแรงงานให้แก่ภาคธุรกิจได้รับค่าตอบแทนกลับมาเป็นค่าจ้าง ขณะเดียวกัน ก็ต้องซื้อสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจ มีการเพิ่มกิจกรรมการน�ำเข้าและส่งออกกับภาค ต่างประเทศ ภาคธุรกิจ: ผลิตสินค้าและบริการออกสู่ระบบเศรษฐกิจโดยจ้างแรงงานจากภาคครัวเรือนและจ่าย เป็นค่าจ้าง มีการเพิ่มกิจกรรมการน�ำเข้าและส่งออกกับภาคต่างประเทศ ภาครัฐบาล : เก็บภาษีจากภาคต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจเพื่อน�ำเงินภาษีเหล่านั้นไปใช้ในการออก นโยบายต่าง ๆ ภาคต่างประเทศ : มีการน�ำเข้าและส่งออกของสินค้าและปัจจัยการผลิตจากทั้งภาคธุรกิจและ ภาคครัวเรือน ตัวอย่างการน�ำเข้าส่งออกสินค้าคือ การ Pre-order นาฬิกา Rolex รุ่น I wear but friend bought. ตัวอย่างการน�ำเข้าส่งออกปัจจัยการผลิตคือ การน�ำเข้าชาวต่างชาติจ�ำนวนมากเพื่อมาท�ำงานในธุรกิจร้านอาหาร QR CODE เพื่อให้เข้าใจการวาดแบบจ�ำลอง


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 7 บัญชีรายได้ประชาชาติ คือ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นได้ในประเทศทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง (ปกติจะคิด 1 ปี) เป็นบัญชีที่สามารถคิดได้ 3 วิธี 1). วิธีทางด้านผลผลิต (Product Approach) 2.) วิธีทางด้านรายได้ (Income Approach) 3.) วิธีทางด้านรายจ่าย (Expenditure Approach) โดยไม่ว่าจะคิดจากวิธีใดก็ได้ผลลัพธ์เท่ากันเสมอ ในบางครั้งเรามักเรียกบัญชีรายได้ประชาชาติ ว่า Gross Domestic Product หรือ GDP การค�ำนวณจากผลผลิต (Product Approach) การค�ำนวณจากมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายถูกค�ำนวณได้จากการน�ำราคาของสินค้า คูณด้วยปริมาณที่ถูกผลิตขึ้นได้ในปีนั้น ๆ ของแต่ละสินค้ามารวมกัน (ปริมาณ x ราคา) n i GDP PixQi =∑ การค�ำนวณสินค้าจากผลผลิตอาจเกิดปัญหาการนับซ�้ำ (Double Counting) ซึ่งเกิดจาก สินค้าหนึ่งมีหลายขั้นตอนการผลิตแล้วมีการค�ำนวณมูลค่าของสินค้าขั้นกลางลงไปด้วยเพื่อให้ เห็นภาพมากขึ้นจะขอยกตัวอย่างเป็นการผลิตข้าวสาร โดยสมมติให้ข้าวสารมีกระบวนการผลิตคือ 1.) ชาวนาปลูกแล้วได้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือก 2.) ข้าวเปลือกถูกน�ำไปสีกลายเป็นข้าวสาร 3.) ผู้ขายน�ำข้าวสารไปบรรจุแล้วจ�ำหน่าย ซึ่งในการค�ำนวณมูลค่าจากผลผลิตควรจะค�ำนวณเพียงมูลค่าของข้าวสารที่ถูกบรรจุแล้ว เพราะในมูลค่าของข้าวสารที่บรรจุแล้วมีต้นทุนของกระบวนการทั้งหมดแล้ว แต่ปัญหาการนับซ�้ำคือ มีการนับมูลค่าของสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 หรือ 2 ลงไปในการค�ำนวณด้วย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 8 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตาราง 1 แสดงขั้นตอนการผลิตข้าวสาร ขั้นตอนการผลิต มูลค่าของสินค้าที่ซื้อมาจาก หน่วยผลิตก่อนหน้า มูลค่ารวม ของสินค้า มูลค่าเพิ่ม ของการผลิต 1.) ต้นข้าวที่ปลูกโดยชาวนา 0 1,040 1,040 2.) ข้าวเปลือกที่ถูกสีในโรงสี 1,040 2,800 (2-1) 1,760 3.) ข้าวสารที่พร้อมจ�ำหน่าย ที่ร้านสะดวกซื้อ 2,800 6,000 (3-2) 3,200 รวม 9,840 6,000 จากตาราง คือมูลค่าของขั้นตอนการผลิตข้าวสาร จะเห็นได้ว่าช่องที่รวมมูลค่าของสินค้า เกิดการนับซ�้ำให้ค่าเท่ากับ 9,840 บาท ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมูลค่าข้าวสารที่เป็นสินค้าขั้นสุดท้ายมี มูลค่าเพียง 6,000 บาท แต่ขณะเดียวกัน หากค�ำนวณมูลค่าสินค้าจากวิธีการค�ำนวณมูลค่าเพิ่มของ การผลิตจะได้เท่ากับ 6,000 บาท ซึ่งเท่ากับมูลค่าขั้นสุดท้ายหรือมูลค่าข้าวสาร ดังนั้นวิธีการค�ำนวณ มูลค่าเพิ่มของการผลิตจะให้ค่าเท่ากับมูลค่าขั้นสุดท้าย (Final Product) เสมอ QR CODE เพื่อให้เข้าใจเรื่องการค�ำนวณจากวิธีผลผลิต


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 9 การค�ำนวณจากรายจ่าย (Expenditure Approach) เป็นการค�ำนวณรายจ่ายของแต่ละภาคในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจากการศึกษากระแสหมุนเวียน ของระบบเศรษฐกิจจะทราบได้ว่า มี 4 ผู้เล่นหลักคือ 1. ภาคครัวเรือน 2. ภาคธุรกิจ 3. ภาครัฐบาล 4. ภาคต่างประเทศ โดยการค�ำนวณจากทางด้านรายจ่ายได้คิดรายจ่ายจากทั้ง 4 ภาคข้างต้น GDP = C + I + G + (X – M) C : Consumption= รายจ่ายเพื่อการบริโภค เน้นย�้ำว่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเท่านั้น หากการใช้จ่าย นั้นท�ำให้ได้รับผลตอบแทนอื่น ๆ จะไม่นับอยู่ใน Consumption แต่จะไปอยู่ในส่วนของ Investment เช่น การซื้อรถยนต์ หากซื้อเพื่อขับใช้ในชีวิตประจ�ำวันนับว่าเป็น Consumption แต่ถ้าหากซื้อรถยนต์ มาเพื่อขนสินค้าเพื่อน�ำไปจ�ำหน่าย นับว่าเป็น Investment I : Investment= รายจ่ายเพื่อการลงทุนของเอกชนในการซื้อสินค้าและบริการเพื่อ “การลงทุน” ซึ่งประกอบไปด้วย 1.) รายจ่ายเพื่อการลงทุนส�ำหรับการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ตรงนี้นับรวมการสร้างบ้าน เพื่อพักอาศัยของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปด้วย 2.) รายจ่ายในการซื้อเครื่องมือถาวรที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ รายจ่ายในการซื้อพวกปัจจัยทุน เช่น ซื้อเครื่องจักร 3.) ส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือหรือสินค้าคงคลัง ส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือ = มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายปี – มูลค่าสินค้าคงเหลือต้นปี


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 10 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน G : Government Spending= การใช้จ่ายของรัฐบาลในการออกนโยบายต่าง ๆ ซึ่งรายได้หลัก ของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีในรูปแบบต่าง ๆ จากภาคอื่น ๆ NX : Net Export = มูลค่าส่งออกสุทธิเกิดจากการน�ำมูลค่าการส่งออกหักลบด้วยมูลค่า การน�ำเข้า (X-M) X : Export = รายได้จากการส่งออก M : Import = รายจ่ายจากการน�ำเข้า การค�ำนวณจากรายได้ (Income Approach) เป็นการค�ำนวณผลตอบแทนจากการเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตที่ประกอบไปด้วย ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ ในระบบเศรษฐกิจซึ่งก็คือ ค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย และก�ำไร ตามล�ำดับ จ�ำแนกได้ดังนี้ 1) ค่าตอบแทนแรงงานที่ทั้งเป็นตัวเงินและรูปสิ่งของ เช่น ค่าจ้างที่ได้เป็นเงิน 2) รายได้ของบุคคลในรูปค่าเช่า คือ ค่าเช่าที่บุคคลทั่ว ๆ ไปให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่า ในการเช่าโรงงาน ค่าเช่าบ้าน 3) รายการดอกเบี้ยสุทธิ คือ ดอกเบี้ยที่คนทั่วไปหรือองค์กรได้รับจากการฝากเงิน ต่าง ๆ แล้วน�ำมาหักด้วยดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะ และหักด้วยดอกเบี้ยหนี้ของผู้บริโภค 4) ก�ำไรของบริษัท คือ ก�ำไรก่อนหักภาษีที่ก่อนจัดสรรจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 5) รายได้ขององค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่นิติบุคคล คือ รายได้ของบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่บริษัท เช่นยายมอยขายหมีอยู่ที่ตลาด หรือยายมีขายหอยที่ตลาดเป็นรายได้ที่ไม่ใช่นิติบุคคล 6) รายได้ของรัฐบาล เป็นรายได้จากการประกอบการของรัฐ เช่น พวกก�ำไรจาก การด�ำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 11 รายได้ที่ไม่รวมในรายได้ประชาชาติ 1.) เงินโอนทั่วไป ที่เป็นการโอนจากประชาชน องค์กรธุรกิจ หรือรัฐบาล เนื่องจาก เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้มีอ�ำนาจซื้อ ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิต แต่หากเป็นการโอนเงินเพื่อจ่าย ค่าสินค้าและบริการถึงจะนับรวมในรายได้ประชาชาติ 2.) เงินที่ผิดกฎหมาย ข้อนี้ชัดเจน…ถ้าผิดกฎหมายคงโดนจับก่อนเอามานับรวมเป็น รายได้ประชาชาติแน่นอน ตาราง 2 ตัวอย่างการค�ำนวณรายได้ประชาชาติจากทางด้านรายได้ปี 2562 รายการ มูลค่า (ล้านบาท) ค่าตอบแทนแรงงานของลูกจ้าง 2,662,311 รายได้จากการประกอบการที่มิใช่นิติบุคคล 2,409,062 รายได้จากทรัพย์สินของครัวเรือนและสถาบันที่มิได้แสวงหาก�ำไร 494,859 เงินออมของนิติบุคคลและรัฐวิสาหกิจ 623,000 ภาษีเงินได้นิติบุคคล 457,219 เงินโอนนิติบุคคล 20,856 รายได้จากทรัพย์สินและการประกอบการของรัฐ 90,674 หัก ดอกเบี้ยหนี้บริโภคของครัวเรือน 127,672 หัก ดอกเบี้ยสาธารณะ 117,244 รายได้ประชาชาติ 6,513,065 ตาราง 2 ข้อมูลจากส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ QR CODE แสดงรายได้ประชาชาติฉบับเต็ม


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 12 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน 8 ความหมายของรายได้ประชาชาติ ในความเป็นจริง รายได้ประชาชาติเป็นชื่อกลาง ๆ ที่ถูกเรียกแทนบัญชีต่าง ๆ แต่เรานิยมใช้ บัญชีประชาชาติประเภท GDP กัน เราเลยมักเรียกบัญชีรายได้ประชาชาติแทนด้วย GDP แต่ ในความเป็นจริงบัญชีรายได้ประชาชาติสามารถแบ่งได้ดังนี้ a. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติในประเทศเบื่องต้น (Gross Domestic Product : GDP) คือมูลค่าของสินค้าและบริการที่เกิดภายในประเทศ b. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ (Net Domestic Product : NDP) คือ GDP หักด้วย ค่าเสื่อม แต่ไม่นิยมใช้ เนื่องจากเป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎี (ค่าเสื่อมคือ เมื่อบริษัทซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท ทางบัญชีจะไม่ลงค่าใช้จ่าย ทั้งหมด 1 ล้านบาทในปีแรก เพราะอาจท�ำให้งบขาดทุน จึงมีการแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น หลาย ๆ ปี เช่น แบ่ง 5 ปี ปีละ 2 แสนบาท เพื่อให้ผลก�ำไรในปีแรกไม่ขาดทุน) c. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (Gross National Product : GNP) คือ GDP ที่รวมรายได้จากต่างประเทศที่คนไทยไปลงทุนไว้หักลบด้วยรายได้คนต่างชาติ ที่มาท�ำงานในไทยแล้วหอบเงินกลับประเทศตนเองไป GNP = GDP + รายได้สุทธิจากต่างประเทศ d. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ (Net National Product : NNP) คือ GNP หักด้วย ค่าเสื่อม NNP = GNP – ค่าเสื่อม e. รายได้ประชาชาติ (National Income : NI) คือการน�ำ NNP หักด้วยภาษี ทางอ้อมของธุรกิจ NI = NNP – ภาษีทางอ้อมของธุรกิจ f. รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income : PI) คือการน�ำรายได้ประชาชาติไปหักลบ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อนถึงมือประชาชน เช่น หักลบด้วยภาษีประกันสังคม ภาษี ของบริษัท เป็นต้น PI = NI – (ภาษีประกันสังคม + ภาษีของบริษัท + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) g. รายได้พึงใช้จ่าย (Disposable Income : DI) คือเงินที่ประชาชนจะน�ำไปใช้ จริงๆ ซักที DI = NI – ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 13 การค�ำนวณ GDP แบบราคาประจ�ำปีและราคาคงที่ จากการค�ำนวณ GDP วิธีทางด้านผลผลิตเป็นการค�ำนวณมูลค่าสินค้าและบริการจากสินค้า ขั้นสุดท้ายของแต่ละสินค้า ซึ่งมูลค่าสินค้าและบริการสามารถค�ำนวณได้จากการน�ำราคาสินค้าในปีนั้น ๆ คูณด้วยปริมาณสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นในปีนั้น ๆ ได้ผลลัพธ์เป็นมูลค่าของสินค้า ณ ปีนั้น ๆ ออกมา ตัวอย่าง ในปี 2549 ประเทศไชโยมีผลผลิตและบริการอย่างเดียวคือ นาฬิกายี่ห้อยืมเพื่อน ใส่เป็นปริมาณทั้งหมด 10 ล้านเรือน โดยราคา ณ ปี 2549 เรือนละ 1,000 บาท ดังนั้นประเทศไชโย จะมี GDP เท่ากับ 10,000 บาท เกิดจากการน�ำ ราคาสินค้าxปริมาณสินค้าที่ถูกผลิต Nominal / n i GDP GDP PixQi =∑ ก�ำหนดให้ i คือ ปีที่สนใจศึกษา ปี พ.ศ. นาฬิกายี่ห้อยืมเพื่อนใส่ Nominal GDP ราคา (หน่วย:บาท) ปริมาณ (หน่วย: ล้านเรือน) 2559 1,000 10 10,000 2560 1,200 10 12,000 2561 1,400 9 12,600 จากตารางแสดงให้เห็นว่า GDP ของประเทศไชโยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจ จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่หยุดก่อน หากพิจารณาลึกลงไปจะเห็นได้ว่า GDP ที่เพิ่ม มาจาก ระดับราคาที่สูงขึ้น ไม่ใช่ผลทางด้านปริมาณแต่อย่างใด ถ้าหากยังจ�ำกันได้…เป้าหมายของเศรษฐกิจมีทั้งหมด 4 เป้าหมาย หนึ่งในเป้าหมายนั้น ได้พูดถึงเรื่องความมีเสถียรภาพทางด้านราคาหรือราคาไม่ควรปรับตัวขึ้นลงเกินไป แต่จากปี พ.ศ.2559 ถึง 2561 ระดับราคาของนาฬิกายี่ห้อยืมเพื่อนใส่มีการปรับตัวขึ้นมาถึง 40% (ปกติระดับราคา ไม่ควรปรับขึ้นเกิน 2-3%) ดังนั้นประเทศไชโยไม่ได้มีเศรษฐกิจที่เติบโตแต่อย่างไร แต่ที่เห็นตัวเลข ของ GDP ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจาก “เงินเฟ้อ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 14 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน จากปัญหาข้างต้นการวิเคราะห์เพียง Nominal GDP คงดูไม่เหมาะสมนัก นักเศรษฐศาสตร์ จึงมีการปรับปรุงเรื่องการค�ำนวณหาค่า GDP เพื่อให้สะท้อนการเจริญเติบโตทางด้านผลผลิตให้ ชัดเจน โดยหลักการคือการก�ำหนดราคาสินค้าคงที่ไว้ปีใดปีหนึ่งเพื่อตัดผลทางด้านราคาออก เหลือ ไว้เพียงผลทางด้านปริมาณไว้เท่านั้นซึ่งตัวชี้วัดนี้มีชื่อเรียกว่า “Real GDP” Real GDP (GDP at ราคาคงที่) การค�ำนวณ Real GDP คือการคิด GDP โดยการก�ำหนดราคาปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐานแล้ว คูณกับปริมาณในแต่ละปีที่แตกต่างกัน ตัวอย่าง : ก�ำหนดให้ปี 2559 คือราคาที่ใช้เป็นปีฐาน (การค�ำนวณจะใช้ราคาของปี 2559 หรือ 1,000 ในการคูณกับปริมาณของปีอื่น ๆ ทั้งหมด) ปี พ.ศ. นาฬิกายี่ห้อยืมเพื่อนใส่ Nominal GDP ( GDP ที่เป็นตัวเงิน) Real GDP โดยใช้ปี 2559 ราคา ปริมาณ เป็นราคาปีฐาน 2559 1,000 10 1,000 x 10 = 10,000 1,000 x 10 = 10,000 2560 1,200 10 1,200 x 10 = 12,000 1,000 x 10 = 10,000 2561 1,400 9 1,400 x 9 = 12,600 1,000 x 9 = 9,000 จากตารางจะเห็นได้ว่ามีการใช้ราคาของปี 2559 ก�ำหนดไว้เป็นปีฐานซึ่งท�ำให้ตัดผลทางด้าน ราคาทิ้ง จากการค�ำนวณ GDP แบบราคาคงท�ำให้ทราบว่าประเทศไชโยแทบไม่ได้มีการเจริญเติบโต ของระบบเศรษฐกิจเลย ซึ่งแตกต่างจากผลของ Nominal GDP โดยสิ้นเชิง “แต่...Nominal GDP และ Real GDP ไม่มีตัวชี้วัดไหนดีกว่ากัน แต่ต่างกันที่บริบทการใช้งาน”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 15 GDP Deflator ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เป็นตัวชี้วัดที่ไว้ค�ำนวณหาปริมาณเงินเฟ้อในแต่ละปี ซึ่งตัวชี้วัดที่นิยมไว้ค�ำนวณหาปริมาณ เงินเฟ้อมีทั้งหมด 3 ดัชนีดังนี้ 1.) GDP Deflator 2.) Consumer Price Index หรือ CPI 3.) Producer Price Index หรือ PPI แต่ในบทนี้จะพูดถึงเพียงการค�ำนวณโดยใช้ GDP Deflator โดยวิธีค�ำนวณคือน�ำค่า Nominal GDP ของแต่ละปีหารด้วย Real GDP Nominal Deflator 100 Real GDP GDP GDP = × ปี พ.ศ. Nominal GDP (GDP ที่เป็นตัวเงิน) Real GDP โดยใช้ปี 2559 เป็นราคาปีฐาน GDP Deflator 2559 1,000 x 10 = 10,000 1,000 x 10 = 10,000 100 2560 1,200 x 10 = 12,000 1,000 x 10 = 10,000 120 (เพิ่มจากปีก่อน 20%) 2561 1,400 x 9 = 12,600 1,000 x 9 = 9,000 140 (เพิ่มจากปีก่อน 16.7%) ดังนั้นในปีพ.ศ. 2560 ประเทศไชโยมีเงินเฟ้อเท่ากับ 20% และในปีพ.ศ. 2561 ประเทศไชโยมีเงินเฟ้อเท่ากับ 16.67%


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 16 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน GDP Per Capita คือ รายได้ประชาชาติต่อหัว เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความมั่งคั่งของแต่ละประเทศที่นิยมตัวหนึ่ง เนื่องจากประชากรของแต่ละประเทศมีไม่เท่ากัน ดังนั้นการเปรียบเทียบรายได้ประชาชาติแบบตรง ๆ โดยไม่ค�ำนึงถึงจ�ำนวนประชากรในแต่ละประเทศจะท�ำให้การวิเคราะห์ผิดพลาด อย่างเช่น ประเทศ A มีมูลค่าของ GDP เท่ากับ 100 ล้านบาท มีประชากร 100 ล้านคน ขณะที่ประเทศ B มีมูลค่าของ GDP เท่ากับ 50 ล้านบาท มีประชากร 1 ล้านคน จากข้อมูลข้างต้นดูเหมือนว่าประเทศ A น่าจะมีฐานะ ที่ดีกว่าประเทศ B แต่หากวิเคราะห์โดยใช้ GDP per Capita จะเห็นได้ว่าประเทศ A มีรายได้ประชาชาติ ต่อหัวเพียง 1 บาท/คน ขณะที่ประเทศ B มีรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่ากับ 50 บาท/คน Per Capita = GDP GDP จำนวนประชากรในประเทศ GDP per Capita 157,062 169,926 181,326 190,846 184,151 180,691 184,978 203,529 225,044 295,196 324,212 327,802 333,246 338,295 316,329 317,328 333,460 350,007 - 50,000 100,000 150,000 200,000 250,000 300,000 350,000 400,000 2010 2011 2012 2013 2014 2015 2016 2017 2018 Thailand World จากตาราง “Thailand GDP per Capita” จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในปี 2018 มีรายได้ ประชาชาติต่อหัวมูลค่า 225,044 บาท หมายความว่า เฉลี่ยแล้วประชาชนในประเทศไทยมีรายได้ 225,044 บาทต่อปี หรือ 18,753 บาท ที่มา World Bank Group


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 17 การก�ำหนดรายได้ประชาชาติ ดุลยภาพของส�ำนักเคนส์ การก�ำหนดรายได้ประชาชาติสามารถวิเคราะห์ได้จาก 2 วิธีคือ 1.) การวิเคราะห์แบบรายได้ประชาชาติเท่ากับรายจ่ายประชาชาติ ( Y = DAE ) 2.) การวิเคราะห์แบบส่วนรั่วไหลเท่ากับส่วนอัดฉีด ( Withdrawal = Injection) แต่ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องการก�ำหนดรายได้ประชาชาติดุลยภาพ เราจ�ำเป็นที่ต้องเข้าใจที่มาที่ไป ของผู้เล่นในแต่ละผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจเสียก่อน ความต้องการใช้จ่ายโดยรวม (Desired Aggregate Expenditure : DAE) สมการเทพที่ต้องจ�ำให้ขึ้นใจ DAE = C + I + G + (X – M) จากบทที่แล้วจ�ำได้ไหมว่า… ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจมี 4 ผู้เล่นหลักประกอบด้วย C : ความต้องการใช้จ่ายของครัวเรือน I : ความต้องการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาคธุรกิจ G : ความต้องการใช้จ่ายของรัฐบาล (X-M) : ความต้องการส่งออกสุทธิ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 18 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน รายจ่ายเพื่อการบริโภคและการออม (Consumption : C และ Saving : S) เป็นการบริโภคของภาคครัวเรือน เช่น การซื้อข้าวเพื่อรับประทานในแต่ละมื้อ การซื้อรถยนต์ เพื่อใช้ในชีวิตประจ�ำวัน หรือแม้กระทั่งการเปย์ผู้ ล้วนเป็นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคทั้งสิ้น ซึ่งปัจจัย ที่เป็นตัวก�ำหนดการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคคือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposal Income : Yd) เป็นรายได้ (Income : Y) หักลบด้วยภาษี ดังนั้นสมการรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงคือ Yd = Y - Tax สมการรายจ่ายเพื่อการบริโภค Consumption = Ca + b(Yd) โดย Ca : คือรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่ไม่ขึ้นอยู่กับรายได้ กล่าวคือ เป็นความต้องการบริโภค ขั้นต�่ำสุดที่ถึงแม้ไม่มีรายได้สักบาท แต่ก็ยังต้องการที่จะบริโภค b : คือ ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการบริโภค (MPC : Marginal propensity to consume) คือสัดส่วนที่เราจะน�ำเงินไปใช้ในการบริโภค เช่น นายจินมีค่า MPC = 0.6 ความหมายคือ เมื่อนายจินมีเงินเพิ่มขึ้น 100 บาท จะแบ่งส่วนใน การบริโภค 60% หรือ 60 บาท Yd : คือรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposal Income : Yd) เป็นรายได้ (Income : Y) หักลบด้วยภาษี ดังนั้นสมการรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงคือ Yd = Y – Tax แต่หาก กรณีที่ไม่มีการเก็บภาษีรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงจะเท่ากับรายได้ (Yd = Y) เสมอ C MPC Yd ∆ = ∆ จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคไป 60 บาท แต่ยังเหลืออีก 40 บาท ซึ่งเงินที่เหลือส่วนนี้ทางทฤษฎีได้ตั้งข้อสมมติขึ้นมาว่าให้เป็นเงินออมทั้งหมด ดังนั้นสมการการออม จึงมีความสัมพันธ์กับสมการการบริโภค หากเราทราบสมการการบริโภคก็สามารถหาสมการการ ออมได้ ขณะเดียวกันหากทราบสมการการออมก็หาสมการการบริโภคได้เช่นกัน


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 19 สมการรายจ่ายเพื่อการออม Saving = Sa + sYd หรือ Saving = −Ca + (1 − b)Yd โดย Sa : คือการออมที่ไม่ขึ้นอยู่กับรายได้ซึ่งมีค่าเท่ากับ −Ca เนื่องจาก Ca เป็นการบริโภค ขั้นต�่ำที่แม้ไม่มีรายได้ก็ต้องบริโภค ดังนั้นการบริโภคที่ไม่มีรายได้ก็เปรียบเสมือน การกู้ยืมนั่นเอง ซึ่งการกู้ยืมมีความหมายอีกนัยยะว่า “การออมติดลบ” s : คือ ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการออม (MPS : Marginal propensity to Saving) คือสัดส่วนที่ในการออมหรือรายได้ที่หักลบด้วยการบริโภคไปแล้วนั่นเอง เช่น หากผู้บริโภคมี MPS = 0.4 หมายความว่า เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 100 บาท จะแบ่ง 40% หรือ 40 บาทไว้ใช้ส�ำหรับการออมนั่นเอง ดังนั้นหาก MPS มีค่าเท่ากับ 0.4 แสดงว่า MPC ต้องมีค่าเท่ากับ 0.6 เนื่องจาก MPC + MPS = 1 เสมอ QR CODE แสดงความสัมพันธ์ของการบริโภคและการออม


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 20 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน กราฟแสดงความสัมพันธ์การบริโภคและการออม [กราฟบนคือการบริโภค กราฟล่างการออม] (C) (Y) (Y) (S) Y1 Y2 Y3 Dissaving ( ) Saving ( ) (45 ) S = Sa+(s)(Yd) 0 0 (I) (Y) I = Ia+(i)(Y) 0 Ia MPI C = Ca+(b)(Yd) 1 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 2 1) ช่วงสีแดง หรือ ช่วงกู้ยืม (Dissaving) คือช่วงที่เส้นรายได้น้อยกว่าเส้นรายจ่ายเพื่อการบริโภค ดังนั้นรายจ่ายที่เกินมาคือการออมติดลบ หรือช่วงแห่งการกู้ยืม ดังนั้น ณ ระดับรายได้ Y1 ภาคครัวเรือนเป็นหนี้ 2) ช่วงคุ้มทุน (Break-Even Point) เส้น 45 องศา เปรียบเสมือนเส้นรายได้ ดังนั้น ณ ระดับ รายได้ Y2 คือจุดที่รายได้ = รายจ่ายพอดี เป็นช่วงที่ไม่มีเงินออมเลย ดังนั้นเมื่อดูกราฟการออม จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่การออมเท่ากับ 0 พอดี ดังนั้น ณ ช่วงนี้ ภาคครัวเรือนไม่มีทั้งเงินออมและ ไม่มีหนี้ 3) ช่วงสีเขียว หรือ ช่วงการออม (Saving) คือช่วงที่เส้นรายได้มากกว่าเส้นรายจ่ายเพื่อการบริโภค ดังนั้นรายได้ที่เกินมาคือการออมเป็นบวก หรือช่วงแห่งการออม ดังนั้น ณ ระดับรายได้ Y3 ภาคครัวเรือนมีเงินออม การบริโภคและการออมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร ? การบริโภคของภาคครัวเรือนช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจท�ำการผลิตมากขึ้น เมื่อการผลิตมากขึ้น ย่อมมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ท�ำให้คนในประเทศมีรายได้มากขึ้นนั่นคือ ท�ำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต การออม จะไม่ได้ท�ำให้เศรษฐกิจในปัจจุบันขยายตัว แต่ช่วยให้เศรษฐกิจในอนาคตเจริญเติบโต เพราะการออมท�ำให้มีเงินเหลือเพื่อไปใช้ลงทุนในอนาคตมากขึ้น เมื่อลงทุนในอนาคตจึงท�ำให้เศรษฐกิจ ในนาคตขยายตัว


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 21 การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (Investment : I) การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนคือการที่เอกชนใช้จ่ายไปเพื่อสิ่งที่คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน กลับมาในอนาคต ซึ่งลักษณะสมการการลงทุนประกอบไปด้วย 2 ตัวแปรดังนี้ 1.) การลงทุนแบบอิสระ (Autonomous Investment) เป็นการลงทุนที่ไม่ขึ้นอยู่กับ รายได้อย่างเช่นการซ่อมแซมอาคารส�ำนักงาน เป็นการลงทุนที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ 2.) การลงทุนแบบชักจูง (Induce Investment) เป็นการลงทุนที่ขึ้นอยู่กับรายได้ รายได้มากก็อยากลงทุนมาก รายได้น้อยก็อยากลงทุนน้อย สมการการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนแบบมีการชักจูง Investment = Ia + i(Y) โดย I : คือ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน I a: คือ การลงทุนแบบอิสระ (Autonomous Investment) i : คือ ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการลงทุน (MPI : Marginal propensity to Investment) เช่น MPI = 0.6 หมายความว่าเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น 100 บาท บริษัทจะน�ำเงิน 60% ไปลงทุน หรือเท่ากับ 60 บาท Y : คือ รายได้ประชาชาติ ไม่ใช่ Yd อย่าสับสนเนื่องจากไม่ใช่ภาคครัวเรือนที่ขึ้นอยู่กับ ตัวแปร Disposal Income (C) (Y) (Y) (S) Y1 Y2 Y3 Dissaving ( ) Saving ( ) (45 ) S = Sa+(s)(Yd) 0 0 (I) (Y) I = Ia+(i)(Y) 0 Ia MPI C = Ca+(b)(Yd) New Section 5 Page 2


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 22 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจที่ลงทุน ภาคครัวเรือนก็ลงทุนได้ การลงทุนในภาคครัวเรือน ได้แก่ การซื้อบ้าน เพราะหากเจ้าของอยู่บ้านเองก็ท�ำให้ประหยัด ค่าเช่าบ้านไปได้ รวมไปถึงการซื้อรถยนต์ หากซื้อรถยนต์มาเพื่อขนส่งสินค้านับว่าเป็นการลงทุน แต่หากซื้อรถยนต์ไปแล้วไม่ได้สร้างผลตอบแทนกลับมาจะนับว่าเป็นการบริโภค ทั้งนี้การลงทุนทางการเงิน (Financial Investment) เช่นการซื้อหุ้น ซื้อที่ดินเพื่อเกร็งก�ำไร ไม่นับว่าเป็นการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ไม่ได้สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจขึ้นมา การใช้จ่ายของรัฐบาล รัฐบาล คือองค์การที่มีอ�ำนาจในการออกและบังคับใช้กฎหมาย ส�ำหรับดินแดนหนึ่งๆ กล่าวคือมีอ�ำนาจในการบริหารจัดการเหนือพื้นที่ใดๆ หรือเหนือกลุ่มคน รัฐบาลซึ่งมีความหมายสอง นัยยะ นัยยะแรกหมายถึงกิจกรรมการปกครอง และอีกความหมายหนึ่งคือคณะบุคคลที่มีอ�ำนาจใน การปกครอง โดยการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการเพื่อการออกนโยบาย สร้างสาธารณูปโภค จ่ายเงินเดือน ของข้าราชการ รวมไปถึงเงินโอนเพื่อช่วยภาคต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ เช่น เบี้ยคนชรา (เงินโอน คือการที่รัฐบาลโอนเงินให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยตรงและไม่ได้สร้างผลผลิตใด ๆ) การใช้จ่ายของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ เนื่องจากการก�ำหนดรายจ่ายของรัฐบาลมักถูก ก�ำหนดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว สมการการใช้จ่ายของรัฐบาล G = Ga (G) (Y) G = Ga 0 Ga 2 9 June, 2019 11:08 AM


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 23 การใช้จ่ายเพื่อการน�ำเข้าและส่งออก การส่งออกสินค้า (Export : X) คือประเทศมีความได้เปรียบในการผลิตสินค้านั้น ๆ จึงเกิดการผลิตเพื่อส่งออกไปในประเทศ ที่ไม่ได้มีความถนัดในการผลิตสินค้านั้น ๆ ซึ่งการใช้จ่ายเพื่อการส่งออกไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยรายได้ ภายในประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับรายได้ของประชาชนในประเทศที่ส่งออกไป ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา จึงสมมติให้ มูลค่าการส่งออกเท่ากับ Xa ไปเลย สมการการส่งออก X = Xa ความต้องการน�ำเข้า (Import : M) คือการน�ำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่น การ Pre-order กระเป๋าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าการน�ำเข้าต้องขึ้นอยู่กับรายได้ประเทศผู้น�ำเข้า หากรายได้ของประเทศผู้น�ำเข้ามาก ก็มีแนวโน้มที่มูลค่าการน�ำเข้าสูง แต่ไม่เสมอไป เช่นประเทศเกาหลีเหนือ ไม่ว่ารายได้ภายในประเทศ เกาหลีเหนือจะสูงมากเพียงใด ปริมาณการน�ำเข้าก็อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญ สมการการน�ำเข้า M = Ma + mY M = รายจ่ายเพื่อใช้ในการน�ำเข้า Ma= รายจ่ายเพื่อการน�ำเข้าสินค้าที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวแปรรายได้ เช่น การน�ำเข้ายาจาก ต่างประเทศที่ภายในประเทศไม่สามารถผลิตได้ m = ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการน�ำเข้า (MPM : Marginal propensity to Import) เช่นหาก MPM = 0.2 คือ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 100 บาท แบ่งไปใช้จ่าย เพื่อการน�ำเข้า 20% หรือ 20 บาท


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 24 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การส่งออกสุทธิ (Net Export : NX) = (Export – Import) (NX) (Y) NX = (X-M) 0 New Section 5 Page 3Tip ท�ำไมต้องมีการค้าระหว่างประเทศ ? การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นได้จาก 2 อย่าง คือ “ความได้เปรียบ” และ “การแลกเปลี่ยน” ความได้เปรียบ คือความได้เปรียบในการผลิต เช่น เทคโนโลยีในการผลิตสินค้าที่ดีกว่า ต้นทุนถูกกว่า หรือความช�ำนาญในการผลิตที่ถูกส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น อย่างเช่น ประเทศจีนมีความได้เปรียบเรื่อง การผลิตเสื้อผ้าที่มีต้นทุนต�่ำมาก ในขณะเดียวกันหากประเทศไทยผลิตเสื้อผ้าเองอาจจะมีต้นทุน ที่สูงกว่าเสื้อผ้าจากประเทศจีน ดังนั้นประเทศไทยอาจจะเลือกการน�ำเข้าเสื้อผ้าจากประเทศจีนแทนที่ จะผลิตเอง การแลกเปลี่ยน คือ แต่ละประเทศมีทรัพยาการที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบ เรื่องความพร้อมของการเพาะปลูกทุเรียน ในขณะเดียวกันประเทศเวเนซุเอลามีการผลิตน�้ำมัน เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จากความได้เปรียบทางด้านทรัพยากรที่แตกต่างกันจึงท�ำให้เกิดการค้า


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 25 จากที่เราศึกษามาทั้งหมด 4 ตัวแปรเหล่านี้ เราก็น�ำพวกนั้นมารวมกันทั้งหมด จนเกิดเป็นเส้น DAE = C + I + G + (X – M) C, I, G, X, M (Y) NX 0 G I C C, I, G, X, M 0(DAE) C, I, G, X, M 0 (Y) DAE = C+I+G+X+NX Y=DAE ( 45 ) Ye Y = DAE 3 9 June, 2019 11:08 AM (Y) C, I, G, X, M 0 (Y) DAE (Desired Aggregate Expenditure) C+I+G+NX AE ( 45 ) 45 45 YXTip : จะรู้ได้ไงว่าแกน X กับแกน Y เป็นอะไร จ�ำไว้เสมอว่าตอนนี้เราก�ำลังดูความสัมพันธ์ของ ความ ต้องการใช้จ่ายมวลรวมหรือเรียกง่าย ๆ ว่ารายจ่ายของคนในประเทศนั่นแหละ (DAE) กับ รายได้ประชาชาติ (Y) หรือรายได้ของคนในประเทศ ซึ่งในสากลมักใช้แกนนอนเป็น Y (รายได้ ประชาชาติ) และ DAE (รายจ่ายมวลรวม) เป็นแกนตั้งเสมอ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 26 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การก�ำหนดรายได้ประชาชาติดุลยภาพแบบ ดุลยภาพ (Equilibrium) คือ ภาวะที่เกิดความสมดุลของตลาด ณ ช่วงเวลาหนึ่งแต่ถ้าหากมีปัจจัยภายนอกมากระทบ อาจจะท�ำให้ดุลยภาพเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจท�ำให้เกิดจุดดุลภาพใหม่ ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเกิด ผลกระทบใดตลาดจะเกิดการปรับตัวเข้าหาจุดดุลยภาพเสมอ รายได้ประชาชาติ ณ ดุลยภาพ (Equilibrium National Income : YE ) คือ จุดที่ระดับ รายได้ประชาชาติ (National Income) มีค่าเท่ากับความต้องการใช้จ่ายโดยรวม (Desired Aggregate Expenditure : DAE) ซึ่งการหาดุลยภาพของรายได้ประชาชาติมีทั้งหมด 2 วิธีด้วยกัน 1.) การหาดุลยภาพจากวิธีY = DAE C, I, G, X, M (Y) NX 0 G I C C, I, G, X, M 0 (Y) DAE (Desired Aggregate Expenditure C+I+G+NX (DAE) C, I, G, X, M 0 (Y) DAE = C+I+G+X+NX Y=DAE ( 45 ) 45 45 Y X 45 Y=DAE Ye Y = DAE 3 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 4ณ ระดับรายได้ Ye เป็นจุดที่ท�ำให้เส้นรายได้ประชาชาติ (Y) เท่ากับเส้นความต้องการใช้จ่าย โดยรวม (DAE) ซึ่งเป็นจุดดุลยภาพ หรือรายได้ประชาชาติดุลยภาพ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 27 การวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบปิดแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจ ประกอบด้วย DAE = C + I + G [ถ้าหากเป็น 2 ภาคเศรษฐกิจ จะเป็น DAE = C + I การวิเคราะห์ไม่ต่างกัน] (DAE) C, I, G, X, M 0 (Y) DAE = C+I+G+X Y=DAE ( 45 ) Y1 Ye Y2 Y = DAE 1:02 PM Page 1 หลักการ : หากจุดที่เราก�ำลังวิเคราะห์ไม่อยู่ ณ จุดดุลยภาพ (Ye) อย่างเช่นที่ระดับรายได้ Y1 และ Y2 จะต้องมีการปรับตัวเข้าหาดุลยภาพเสมอ ณ ระดับรายได้ Y1 : จะเห็นได้ว่าเส้น DAE อยู่สูงกว่าเส้น Y (เส้น 45 องศา) ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ รายได้ประชาชาติน้อยกว่ารายจ่ายมวลรวม (Y < DAE) เศรษฐกิจจะปรับตัวโดยการเพิ่ม การผลิตมากขึ้น ท�ำให้รายได้ประชาชาติ (Y) เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งรายได้อยู่ที่รายได้ ณ จุด ดุลยภาพที่ Ye ณ ระดับรายได้ Y2 : จะเห็นได้ว่าเส้น DAE อยู่ต�่ำกว่าเส้น Y (เส้น 45 องศา) ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ รายได้ประชาชาติมากกว่ารายจ่ายมวลรวม (Y > DAE) เศรษฐกิจจะปรับตัวโดยการลดการผลิตลง ท�ำให้รายได้ประชาชาติ (Y) ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งรายได้อยู่ที่รายได้ ณ จุดดุลยภาพที่ Ye


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 28 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การหาดุลยภาพ Y=DAE แบบสมการ (ถ้าไม่สนใจเรื่องคณิตศาสตร์ส�ำหรับเศรษฐศาสตร์ข้ามได้เลย) 1.) ตีโจทย์ให้แตกว่าเศรษฐกิจเป็นรูปแบบใดแล้วแจกแจงเป็นตัวแปรให้ถูกต้อง ประเภทของระบบเศรษฐกิจ ตัวแปร เศรษฐกิจแบบ 2 ภาค (ระบบเศรษฐกิจแบบปิดไม่มีรัฐบาล) DAE = C + I เศรษฐกิจแบบ 3 ภาค (ระบบเศรษฐกิจแบบปิดมีรัฐบาล) DAE = C + I + G เศรษฐกิจแบบ 4 ภาค (ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดมีรัฐบาล) DAE = C + I + G + ( X − M) แจกแจงสมการให้ถูกต้องตามที่โจทย์ก�ำหนด รูปแบบของค�ำพูดค�ำจาในศัพท์เศรษฐศาสตร์ การแปลความหมายเป็นตัวแปร การบริโภค C = Ca + (b)(Yd) ; หากไม่มีภาษี Yd = Y เสมอ การบริโภคกรณีมีภาษีแบบเป็นก้อน (Lump-sum) C = Ca + (b)(Y – Ta) การบริโภคกรณีมีภาษีที่ขึ้นอยู่กับรายได้ (อัตราคงที่) C = Ca + (b)(Y – Ta – tY) ; t = marginal propensity to tax (สัดส่วนภาษี) การลงทุนแบบชักจูง I = Ia + (i)(Y) การลงทุนแบบอิสระ I = Ia การใช้จ่ายของภาครัฐบาล G = Ga การส่งออกสุทธิ NX = (X – M)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 29 2.) แก้สมการ Y โดยการจัดรูปตัวแปร Y ให้อยู่ฝั่งเดียวกัน จากนั้นจัดรูปเพื่อหาค�ำตอบของสมการ ตัวอย่าง ระบบเศรษฐกิจปิดแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจ มีการเก็บภาษีแบบอัตราคงที่และมีการลงทุน แบบชักจูง วิธีการท�ำ ตีโจทย์ให้แตกว่าเศรษฐกิจเป็นรูปแบบใดแล้วแจกแจงเป็นตัวแปรให้ถูกต้อง จากข้อมูลที่โจทย์ให้มาเป็นแบบ Y = C + I + G แจกแจงสมการให้ถูกต้องตามที่โจทย์ก�ำหนด การบริโภค : C = Ca + (b)(Yd) การลงทุนแบบชักจูง : I = Ia + (b)(Y) การใช้จ่ายของรัฐบาล : G = Ga ภาษีแบบอัตราคงที่ : T = Ta + (t)(Y) แก้สมการ Y โดยการจัดรูปตัวแปร Y ให้อยู่ฝั่งเดียวกัน จากนั้นจัดรูปเพื่อหาค�ำตอบของสมการ Y = Ca + (b(Y – (Ta + tY)) + Ia + (b)(Y) + Ga (ตัวแปรภาษีอยู่ใน Y – T ) Y = Ca + bY – bTa – btY + Ia + bY + Ga (กระจาย b เข้าไปในสมการ) Y – bY + btY – bY = Ca + bTa + Ia + Ga (ย้ายข้าง Y อยู่ฝั่งเดียวกัน) Y( 1 – b + bt – b) = Ca + bTa + Ia + Ga (ดึง Y ออกมา) (1 ) Ca bTa Ia Ga Y b bt b + ++ = −− − QR CODE แสดงการแก้สมการและหาดุลยภาพจากวิธี Y=DAE


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 30 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตัวอย่าง จงหาระดับรายได้ ณ ดุลยภาพพร้อมวาดกราฟประกอบ (หน่วย : ล้านบาท) ก�ำหนดให้ สมการการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค : C = 100 + 0.6 Yd สมการการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน : I = 70 + 0.2Y สมการการใช้จ่ายของรัฐบาล : G = 5000 วิธีท�ำ (ข้อนี้ไม่มีภาษี ดังนั้นรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงมีค่าเท่ากับรายได้ หรือ Yd = Y) แก้สมการ Y โดยการจัดรูปตัวแปร Y ให้อยู่ฝั่งเดียวกัน จากนั้นจัดรูปเพื่อหาค�ำตอบ ของสมการ จาก Y = C + I + G Y = 100 + 0.6Y + 70 + 0.2Y + 5000 Y − 0.6Y − 0.2Y = 100 + 70 + 5000 0.2Y = 5,170 Y = 25,850 พันล้านบาท C, I, G, X, M 0 (Y) DAE = C+I+G+X+NX Y=DAE ( 45 ) Y1 Ye Y2 Y = DAE (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I+G Y=DAE ( 45 ) 25,850


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 31 2.)การหาดุลยภาพจากส่วนอัดฉีดเท่ากับส่วนรั่วไหล (Injection = Withdrawal) ส่วนรั่วไหล (Withdrawal) คือกิจกรรมที่ท�ำให้เงินส่วนรั่วไหลออกไปจากระบบเศรษฐกิจ การออม (Saving) ถ้าหากประเทศที่มีแต่คนออมเงิน ไม่น�ำเงินมาใช้จ่ายในระบบ จะท�ำให้ เงินที่หมุนเวียนในระบบน้อย ดังนั้นการออมจึงเปรียบเสมือนเงินที่รั่วไหลออกไปจากระบบ การเก็บภาษี (Tax) การที่รัฐเก็บภาษีคือการดึงเงินออกจากระบบ ดังนั้นจึงท�ำให้เงิน ที่หมุนเวียนในระบบน้อยลง การน�ำเข้าสินค้า (Import) การน�ำเข้าสินค้าเป็นกิจกรรมที่ท�ำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ดังนั้นท�ำให้เงินที่หมุนเวียนในระบบน้อยลง จึงเปรียบเสมือนการดึงเงินออกจากระบบ ส่วนอัดฉีด (Injection) คือกิจกรรมที่ท�ำให้เงินในระบบหมุนเศรษฐกิจมากขึ้น การลงทุน (Investment) เพราะการลงทุนเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ท�ำให้ เงินหมุนเวียนในระบบมาก ดังนั้นการลงทุนจึงเปรียบเสมือนส่วนที่คอยอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ การใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Spending) เป็นการอัดเงินคืนสู่ระบบทางด้าน นโยบายท�ำให้เงินในระบบมีมากขึ้น เช่น การสร้างถนน รัฐจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา ผู้รับเหมา ก็น�ำเงินที่ได้รับมาไปจ้างงาน ซื้ออุปกรณ์ก่อสร้าง ลงทุนเครื่องจักร ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเงิน ในระบบ การส่งออก (Export) เป็นกิจกรรมที่ท�ำให้ประเทศได้เงินจากประเทศอื่น ๆ จึงท�ำให้การส่งออก เป็นกิจกรรมที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 32 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน เงื่อนไขการหาดุลยภาพ ส่วนรั่วไหล = ส่วนอัดฉีด ประเภทของระบบเศรษฐกิจ ส่วนรั่วไหล ส่วนอัดฉีด เศรษฐกิจแบบ 2 ภาค S I เศรษฐกิจแบบ 3 ภาค (มีภาครัฐบาล) S + T I + G เศรษฐกิจแบบ 4 ภาค (มีภาครัฐบาลและเปิดประเทศ) S + T+ M I + G + X ตัวอย่างการหาดุลยภาพ ตารางข้างล่างแสดงการถึง รายได้ประชาชาติของประเทศไชโยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบปิด ไม่มีภาครัฐบาล รายได้ประชาชาติ การบริโภค การออม การลงทุน 80 80 0 40 120 110 10 40 180 155 25 40 240 200 40 40 300 245 55 40 360 290 70 40 หน่วย : ล้านบาท


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 33 Saving, Investment 0 (Y) Saving ( ) Investment ( ) Y = 240 = DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE DAE 1 DAE 2 DAE 5 9 June, 2019 11:08 AM การหาดุลยภาพจากวิธีส่วนรั่วไหลเท่ากับส่วนอัดฉีด ต้องหารายได้ที่ท�ำให้ ส่วนรั่วไหล = ส่วนอัดฉีด ซึ่งจากตัวอย่าง ส่วนรั่วไหลมีเพียงการออมและส่วนอัดฉีดมีเพียง การลงทุน ดังนั้น ณ รายได้ประชาชาติที่ 240 ล้านบาทท�ำให้การออมเท่ากับการลงทุนเป็นรายได้ ประชาชาติดุลภาพเนื่องจากระดับการออมและการลงทุนเท่ากันที่ 40 ล้านบาท QR CODEแสดงการแก้สมการและหาดุลยภาพจากวิธีส่วนรั่วไหลเท่ากับส่วนอัดฉีด


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 34 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตัวทวีคูณ (Multiplier) ตัวทวีคูณ คือ ตัวเลขที่อยู่หน้าตัวแปรการใช้จ่ายที่เมื่อคูณกับการเปลี่ยนแปลงของ รายจ่ายจะได้ผลลัพธ์เท่ากับรายได้ประชาชาติ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่าย (DAE) 1 หน่วยจะท�ำให้รายได้ประชาชาติ (Y) เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 หน่วยนั่นก็เพราะว่าการใช้จ่าย ของแต่ละภาคเศรษฐกิจไม่ได้จบที่ครั้งเดียว อย่างเช่น นายป้อมซื้อนาฬิกายี่ห้อยืมเพื่อนใส่มาจาก นายตู่ในราคา 10,000 บาท (เป็นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค) นายตู่ที่ได้ขายนาฬิกาจะได้รายรับเท่ากับ 10,000 บาท หากภาคครัวเรือนมีค่า MPC = 0.8 แสดงว่านายตู่จะน�ำเงิน 80% ไปใช้จ่าย เพื่อการบริโภคต่อเช่นกัน ซึ่งนายตู่จะน�ำเงินจ�ำนวน 8,000 บาทไปซื้อสินค้าและบริการต่อ สมตติให้นายตู่น�ำเงินไปซื้อ โมเดลเรือด�ำน�้ำ ผู้ขายเรือด�ำน�้ำก็จะได้รายรับเข้ามา 8,000 บาท ผู้ขายเรือด�ำน�้ำก็จะน�ำเงิน 80% ไปใช้จ่ายต่อคือ 6,400 บาท วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ (อย่างน้อยตอนนี้เงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมา จ�ำนวน 10,000 + 8,000 + 6,400 บาท) จะเห็นได้ว่าเงิน 10,000 บาทในตอนแรกได้ทวีคูณหมุนเวียนในระบบมากกว่า 10,000 บาท นี่แหละคือผลของตัวทวีคูณ.. ตัวทวีคูณใช้ค�ำย่อเป็นตัว “k” แล้วตามด้วยตัวแปรการใช้จ่ายที่เราสนใจ เช่น ตัวทวีคูณ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค = KC ตัวทวีคูณการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน = KI เป็นต้น ∆ =∆ Y k DAE


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 35 DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE DAE 1 DAE 2 DAE New Section 5 Page 6จากกราฟ หากมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรการใช้จ่ายโดยรวม (DAE) เช่น มีการลงทุนจาก ภาคธุรกิจมากขึ้น ท�ำให้ DAE เพิ่มขึ้นจาก DAE เส้นที่ 1 เป็น DAE เส้นที่ 2 ส่งผลกระทบให้การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ (Y) เพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของ DAE (ดูได้จาก “การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ” ที่มีขนาดมากกว่า “การเปลี่ยนแปลงของ DAE”) นี่แหละเป็นผลของตัวทวีคูณที่ได้อธิบายไปข้างต้น


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 36 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน หลักการหาตัวทวีคูณ ตัวอย่าง : ก�ำหนดให้ ระบบเศรษฐกิจแบบปิดมีภาครัฐบาล การลงทุนเป็นแบบการลงทุนอิสระเท่านั้น และไม่มีการเก็บภาษี จงหาตัวคูณของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุน 1.) ตีโจทย์ให้แตกว่าเป็นเศรษฐกิจแบบใด จากนั้นแตกสมการออกมา จากโจทย์ตีความได้ว่า Y = C + I + G ไม่มีการเก็บภาษี ดังนั้น Yd = Y Y = Ca + b(Yd) + Ia + Ga Y – b(Y) = Ca + Ia + Ga Y(1 − b) = Ca + Ia + Ga (1 ) Ca Ia Ga Y b + + = − 2.) หาตัวคูณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค : ให้หาอนุพันธ์ (ดริฟ) เทียบตัวแปร “C” ( ) (1 ) Y Ca Ia Ga C b ∆ ∆ ++ = ∆ ∆− ( ) 1 1 Y C b ∆ = ∆ − ดังนั้นตัวทวีคูณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค KC เท่ากับ ( ) 1 1− b


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 37 3.) หาตัวคูณการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน : ให้หาอนุพันธ์ (ดริฟ) เทียบตัวแปร “I” ( ) (1 ) Y Ca Ia Ga I b ∆ ∆ ++ = ∆ ∆− ( ) 1 1 Y I b ∆ = ∆ − ดังนั้นตัวทวีคูณการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน KI เท่ากับ ( ) 1 1− b DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE Y1 Y2 DAE 1 DAE 2 DAE C DAE Y (Kc) DAE Y 36 9 June, 2019 11:08 AM


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 38 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตัวอย่าง : ก�ำหนดให้ระบบเศรษฐกิจแบบปิดมีภาครัฐบาล การลงทุนเป็นแบบการลงทุนอิสระและ ชักจูงและมีการเก็บภาษีแบบ Lump-Sum จงหาตัวคูณของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค และตัวคูณของภาษี 1.) ตีโจทย์ให้แตกว่าเป็นเศรษฐกิจแบบใด จากนั้นแตกสมการออกมา จากโจทย์ตีความได้ว่า Y = C + I + G มีการเก็บภาษี ดังนั้น Yd = Y – T Y = Ca + b[(Y – T)] + Ia + iY + Ga Y = Ca + bY – bT + Ia + iY + Ga Y – bY – iY = Ca + Ia + Ga Y(1 – b – i) = Ca + Ia + Ga (1 ) Ca Ia Ga Y b i + + = − − 2.) หาตัวคูณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค : ให้หาอนุพันธ์ (ดริฟ) เทียบตัวแปร “C” ( ) (1 ) Y Ca Ia Ga C bi ∆ ∆ ++ = ∆ ∆ −− ( ) 1 1 Y C bi ∆ = ∆ −− ดังนั้นตัวทวีคูณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค KC เท่ากับ ( ) 1 1− − b i


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 39 3.) หาตัวคูณภาษี : ให้หาอนุพันธ์ (ดริฟ) เทียบตัวแปร “T” ( ) (1 ) Y Ca Ia Ga T bi ∆ ∆ ++ = ∆ ∆ −− ( ) 1 1 Y T bi ∆ = ∆ −− ดังนั้นตัวทวีคูณของภาษีKT เท่ากับ ( ) 1 1− − b i


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 40 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตัวอย่าง ก�ำหนดระบบเศรษฐกิจหนึ่งมีแบบจ�ำลองดังนี้ C = 50 + 0.6 Yd, I = 50 + 0.2Y, G = 40 จงหาตัวคูณ (Multiplier) ของตัวแปรการบริโภค และถ้าหากการบริโภคเพิ่ม 200 ล้านบาท รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าเท่าไหร่ วิธีท�ำ : หาตัวคูณ (Multiplier) ของตัวแปรการบริโภค 1.) ตีโจทย์ให้แตกว่าเป็นเศรษฐกิจแบบใด จากนั้นแตกสมการออกมา Y = C + I + G (เป็นแบบ 3 ภาคเศรษฐกิจ ไม่มีการเก็บภาษี ดังนั้น Y = Yd) Y = [Ca + b(Yd)] + [Ia + i(Y)] + Ga (ย้าย Y ไปฝั่งซ้ายทั้งหมด) Y – b(Yd) – i(Y) = Ca + Ia + Ga Y(1 – b – i) = Ca + Ia + Ga Y = (1 ) Ca Ia Ga b i + + − − 2.) หาตัวคูณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค : ให้หาอนุพันธ์ (ดริฟ) เทียบตัวแปร “C” ( ) (1 ) Y Ca Ia Ga C bi ∆ ∆ ++ = ∆ ∆ −− ( ) 1 1 Y C bi ∆ = ∆ −−


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 41 ดังนั้นตัวทวีคูณการบริโภคเท่ากับ (KC) คือ ( ) 1 1− − b i แทนค่าตัวแปรเข้าไปจะได้ ( ) 1 1 0.6 0.2 − − หรือเท่ากับ 5 เท่า ดังนั้นหากเพิ่มการบริโภคเท่ากับ 200 ล้านบาท จะท�ำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น 1000 ล้านบาท หรือ 5 เท่า DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE Y1 Y2 DAE 1 DAE 2 C 200 Y 1,000 9 June, 2019 11:08 AM


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 42 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน สรุปสูตรตัวทวีคูณ ตัวทวีคูณ การลงทุน แบบอิสระ ภาษีเงินได้ เหมาจ่าย การลงทุน แบบอิสระ ภาษีเงินได้ อัตราคงที่ การลงทุน แบบชักจูง ภาษีเงินได้ แบบเหมาจ่าย การลงทุน แบบชักจูง ภาษีเงินได้ อัตราคงที่ การบริโภค (C) ( ) 1 1− b ( ) 1 1 1 − − b t ( ) 1 1− −b i ( ) 1 1 1 − −− b ti การลงทุน (I) ( ) 1 1− b ( ) 1 1 1 − − b t ( ) 1 1− −b i ( ) 1 1 1 − −− b ti การใช้จ่าย ของรัฐบาล (G) ( ) 1 1− b ( ) 1 1 1 − − b t ( ) 1 1− −b i ( ) 1 1 1 − −− b ti ภาษีเงินได้ (T) (1 ) b b − − 1 1( ) b b t − − − (1 ) b b i − − − 1 1( ) b b ti − − −− การส่งออก (X) ( ) 1 1− +b m ( ) 1 1 1 − −+ b tm 1 1− −+ bim ( ) 1 1 1 − − −+ b t im การน�ำเข้า (M) ( ) 1 1 b m − − + ( ) 1 1 1 b tm − − −+ 1 1 bim − − −+ ( ) 1 1 1 b t im − − − −+


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 43 นโยบายการคลัง ในช่วงศตวรรษที่ 19 การใช้นโยบายการคลังไม่ได้ถูกยอมรับนัก เนื่องจากในยุคสมัยนั้น เศรษฐศาสตร์ส�ำนักคลาสสิกได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ซึ่งส�ำนักคลาสสิกเชื่อในกลไกตลาดและ ต้องการให้มีการแทรกแซงจากรัฐบาลน้อยที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ แต่เศรษฐกิจในช่วงศตวรรษที่ 19 ไม่ได้ มีทีท่าจะดีขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า หากปล่อยเศรษฐกิจไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่ จึงเริ่มมีการ สนับสนุนให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างมากในช่วงหลัง ผ่านรูปแบบการ เก็บภาษีและการใช้จ่ายของภาครัฐที่เรารู้จักกันในชื่อ “นโยบายการคลัง” นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) คือนโยบายที่ออกโดย “รัฐบาล” ซึ่งแบ่งเป็นด้านรายจ่ายของรัฐบาล และรายรับของรัฐบาลเพื่อเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมาย ทางเศรษฐกิจของประเทศ รายจ่ายของรัฐบาล (Government Spending : G) การจ�ำแนกรายจ่ายของรัฐบาลมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับจะใช้เกณฑ์อะไรในการจ�ำแนก แต่ ณ ที่นี้จะยกมาเพียงการจ�ำแนกโดยวิเคราะห์บทบาทในการใช้จ่ายของรัฐบาล 1) รายจ่ายในการบริโภคของรัฐ (Consumption expenditure) เป็นการจ่ายเงิน เพื่อให้รัฐยังคงด�ำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างข้าราชการ หรืองบประจ�ำต่าง ๆ 2) รายจ่ายในการลงทุนของรัฐบาล (Investment expenditure) เป็นรายจ่าย เพื่อการลงทุนของรัฐบาล โดยส่วนมากคือพวกนโยบายต่าง ๆ ที่ออกมา เช่น นโยบายรถคันแรก นโยบายจ�ำน�ำข้าว 3) รายจ่ายเงินโอน (Transfer expenditure) เป็นรายจ่ายที่เมื่อรัฐจ่ายไปแล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิต เช่น เงินโอนช่วยผู้พิการ เงินบ�ำเหน็จ เงินชดเชยการว่างงาน ต่าง ๆ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 44 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน รายรับของรัฐบาล (Government Revenue) รายรับของรัฐบาลสามารถจ�ำแนกหลัก ๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) รายรับที่ไม่ใช่ภาษี ได้แก่พวกรายได้จากการด�ำเนินงานของรัฐวิสาหกิจรวมไปถึง รายได้จากการให้สัมปทาน เช่น การประมูลคลื่น 4G 2) รายรับที่เป็นภาษี คือเงินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนเพื่อใช้พัฒนาประเทศ สามารถ จ�ำแนกได้เป็นภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ภาษีทางตรง คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้และทรัพย์สิน ไม่สามารถผลักภาระภาษีให้กับผู้อื่นได้ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีรายได้ ภาษีทางอ้อม คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ โดยเป็นภาษี ที่สามารถผลักภาระภาษีได้เกือบทั้งหมด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โครงสร้างอัตราภาษี มีทั้งหมดสามแบบ.. 1) อัตราภาษีแบบก้าวหน้า คือพวกภาษีรายได้ “เมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็ถูกเก็บในอัตราสูงขึ้น” อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิต่อปี อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 0-150,000 บาท ได้รับการยกเว้น 150,001-300,000 บาท 5% 300,001-500,000 บาท 10% 500,001-750,000 บาท 15% 2) อัตราภาษีแบบคงที่ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นการเก็บภาษีในอัตราคงที่ในทุกสินค้าและเก็บ กับทุกคน เป็นการเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพสูงและทุกคนไม่สามารถเลี่ยงภาษีนี้ได้ โดยเฉพาะ คนที่มีรายได้สูง ที่ปกติแล้วมักจะมีเทคนิคในการลดหย่อนภาษีอย่างมากมายทั้งถูกกฎหมายและ ผิดกฎหมาย แต่ส�ำหรับ VAT แล้วนั้นคนรายได้สูงมักจะจ่ายภาษีมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย เนื่องจาก 7% ของสินค้าที่กลุ่มคนรายได้สูงซื้อมักมีมูลค่ามากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 45 3) ภาษีแบบถดถอย คือมักเป็นลักษณะเพื่อการจูงใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่น หากรัฐบาลต้องการให้นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนที่ประเทศไทยมากขึ้นก็อาจจะออก นโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยหากคนญี่ปุ่นมาลงทุน 100,000 บาทจะเก็บภาษี 15% แต่หาก ลงทุน 500,000 บาทจะเก็บ 10% เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนจากภาคต่างประเทศ เป็นต้น หนี้สาธารณะ ในบางครั้งรายได้ของรัฐบาลอาจจะไม่พอรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ จึงเจอกับ ปัญหา งบประมาณขาดดุล ท�ำให้ต้องมีการกู้ยืมทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยผลกระทบ ของการกู้ยืมจากแหล่งต่างกันมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป ทั้งนี้การก่อหนี้ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย เสมอไป เพราะหากรัฐบาลสามารถน�ำเงินที่กู้ยืมมาไปสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม การกู้เงินก็เป็นทางเลือกที่ดีโดยเฉพาะประเทศก�ำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ที่ต้องการเงินทุนจ�ำนวน มหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หนี้ที่สร้างโดยรัฐบาล (หนี้สาธารณะ) คือหนี้ของคนทั้งประเทศ จริง ๆ แล้วหนี้ที่ถูกก่อขึ้นโดยรัฐบาลก็ไม่ต่างจากหนี้ที่ถูกก่อขึ้นจากประชาชนในระบบ เศรษฐกิจ เพราะในการกู้ยืมเงินนั้นธนาคารมักประเมินความเสี่ยงของการให้กู้ยืมจากรายได้ของผู้กู้ หากรายได้สูง ธนาคารก็มักปล่อยกู้ให้สูง ดังนั้นมูลค่าหนี้สาธารณะนั้นมักดูเทียบกับรายได้ของ ประเทศ (GDP) เสมอ หนี้สาธารณะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด https://www.youtube.com/watch?v=kWUb3IOnJJA ที่มา : รู้จริงเศรษฐกิจไทย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 46 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ประเภทของนโยบายการคลัง นโยบายการจ�ำแนกแบบลักษณะการท�ำงานจะแบ่งได้ดังนี้ 1.) นโยบายการคลังแบบอัตโนมัติ เป็นนโยบายที่ด�ำเนินการเองโดยอัตโนมัติมีหน้าที่ในการชะลอ ความรุนแรงต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ เช่น ภาษีเงินได้นับว่าเป็นเครื่องมือ นโยบายการคลังแบบอัตโนมัติเนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจดี ประชาชนจะมีรายได้สูง ภาษีที่เก็บได้ จะเป็นอัตราที่สูงเช่นกัน ช่วยชะลอไม่ให้ประชาชนใช้จ่ายมากเกินไป ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจแย่ ประชาชนจะมีรายได้ที่ต�่ำ อัตราภาษีที่เก็บก็จะลดลงเอง เป็นเหมือนตัวช่วยชะลอในการเกิดสภาวะ ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ 2.) นโยบายการคลังแบบตั้งใจ เป็นนโยบายที่ต้องใช้ความตั้งใจถึงจะเกิดขึ้นมาได้ เช่น นโยบาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นโยบายรถคันแรก นโยบายจ�ำน�ำข้าว เป็นต้น ซึ่งนโยบายการคลัง แบบตั้งใจ รัฐบาลสามารถตั้งใจในการเลือกออกนโยบายได้ทั้งแบบขยายตัวและหดตัว นโยบายการคลังแบบขยายตัว คือการที่รัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย ของรัฐบาล (G) และเงินโอน (R) ในขณะเดียวกันก็ลดอัตราภาษี (T) เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้เมื่อเศรษฐกิจถดถอยหรือซบเซา (เพิ่ม G, R แต่ลด T) นโยบายการคลังแบบหดตัว คือการที่รัฐบาลมีการลดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ โดยการลดการ ใช้จ่ายของรัฐบาลและเงินโอน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มอัตราภาษี เพื่อเป็นการชะลอความร้อนแรงของ ระบบเศรษฐกิจ โดยใช้เมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป (ลด G, R แต่เพิ่ม T)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 47 การปิดช่องว่างระหว่างรายได้ (Income Gap) 1. ช่วงห่างการเฟ้อ (Inflationary Gap) (Y) flationary gap DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE DAE DAE Yf Ye Inflationary gap (M) Md M + M + M ช่วงห่างการเฟ้อ คือ ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมสูงกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ในระบบเศรษฐกิจ ณ ระดับการจ้างงานเต็มที่หมายความว่า.. ถึงแม้ว่าจ้างงานเต็มที่แล้วผลผลิตก็ยังไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการมวลรวม เกิดขึ้นเมื่อรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นจริง (Ye ) มากกว่ารายได้ประชาชาติที่มีการจ้างงานเต็มที่ (Full employment: Yf ) ผู้ผลิตอาจจะใช้แรงงานท�ำงานเกินชั่วโมงการท�ำงานปกติ หากต้องการ ปิดช่วงห่างการเฟ้อนี้ต้องออกนโยบายแบบหดตัว อย่างเช่น การใช้นโยบายการคลังแบบหดตัว (ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล G ,ลดเงินโอน R และเพิ่มภาษี T ) จะช่วยชะลอเศรษฐกิจท�ำให้รายได้ ประชาชาติดุลยภาพลดลงและปิดช่องว่างในที่สุด


Click to View FlipBook Version