The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arina Yamacharern, 2023-10-16 22:51:17

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

MACRO ECONOMICS (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 48 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน 2. ช่วงห่างการฝืด (Deflationary Gap) DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE DAE DAE Ye Yf Deflationary gap DAE ( 0 (interest : r) (M) Md 0 \ Money Demand = M + M + M r0 r1 M0 M1 (interest : r) Ms 6 9 June, 2019 11:08 AM ช่วงห่างการฝืด แสดงว่า ทรัพยากรการผลิตบางส่วนเกิดการว่างงานท�ำให้ประชาชน มีรายได้ต�่ำ เกิดขึ้นเมื่อรายได้ประชาชาติที่เกิดขึ้นจริง (Ye )น้อยกว่ารายได้ประชาชาติที่มีการจ้างงาน เต็มที่ (Full employment : Yf )หากต้องการปิดช่วงห่างการฝืดนี้ต้องออกนโยบายแบบขยายตัว อย่างเช่น การใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล G ,เพิ่มเงินโอน R และลดภาษี T) จะช่วยกระตุ้นให้รายได้ประชาชาติดุลยภาพเพิ่มมากขึ้นและปิดช่องว่างในที่สุด


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 49 การเงินธนาคาร ตลาดเงิน และนโยบายการเงิน หน้าที่ของเงิน 1. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ในอดีตย้อนไปประมาณสองสามพันปี มวลมนุษย์ใช้สิ่งของ ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน เช่น น�ำไข่มาแลกกับไก่ แต่ทุกคน ๆ ลองจินตนาการ…หาก มวลมนุษย์ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” เราต้องพกน้องหมูสามโลไปมหาวิทยาลัยเพื่อไปจ่ายค่าเทอม หรือลากน้องวัว 5 ตัวเพื่อไปซื้อกระเป๋าหลุยส์ แค่คิดก็น่าจะหรรษาและล�ำบากน่าดู… ดังนั้นเงินจึงเกิดมาเพื่อท�ำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น จากที่เราต้องลากจูงน้องวัวขึ้นรถเมล์ ต่อรถสาย 8 ลงบีทีเอส ขึ้นเอ็มอาร์ทีไปซื้อกระเป๋าหลุยส์ที่สยาม พวกเราก็เพียงก�ำเศษกระดาษ กับโลหะจ�ำนวนหนึ่งไปแทน สะดวกสบายกว่าเยอะ 2. เป็นมาตรฐานการวัดมูลค่า จากข้อ 1 หากมวลมนุษย์มีการแลกเปลี่ยนข้ามสินค้า เช่น ไก่แลกกับหมู คงจะเจรจาหาข้อลงตัวยาก เพราะ ต้องใช้ไก่จ�ำนวนกี่ตัวเพื่อแลกกับหมู 1 ตัว แล้วถ้าสมมติว่า อัตราการแลกไก่ต่อหมูคือ ไก่ 5.6 ตัวมาแลกกับหมู 1 ตัว คราวนี้หรรษาใหญ่กว่าเดิม เพราะ 0.6 ตัวที่เกินมาเนี่ย จะเอาฝั่งหัว ปีก หรือก้น แล้วถ้าเอาปีกจะเอาปีกซ้ายหรือปีกขวา เอาเป็นว่า มีตัวแทนอย่างเงินที่มีมูลค่าตายตัวคงจะสะดวกกว่าเยอะ 3. ใช้ช�ำระหนี้ อันนี้เป็นหน้าที่ส�ำคัญมาก ๆ เพราะถ้าเงินช�ำระหนี้ไม่ได้ แล้วจะมีไปท�ำพรื้ออออ 4. เครื่องรักษามูลค่า เงินถือว่าเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ไม่ว่าจะฝังใส่โอ่ง แอบใส่ไห ยังไง เงินก็คือเงิน มีมูลค่าในตัวเองเสมอ ถ้าไม่ขาดไม่ย่อยสลายไปเสียก่อน ดังนั้นเงินจึงเป็นเครื่องรักษามูลค่า ในตัวเองอยู่แล้ว


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 50 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ธนาคารพาณิชย์ กับการสร้างเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารที่ทุก ๆ คนน่าจะรู้จักดีกันอยู่แล้ว มีหน้าที่รับฝากเงินแล้วน�ำเงินที่รับฝากไปสร้าง ผลประโยชน์ต่อในทางอื่น ๆ เช่น การปล่อยกู้ เป็นต้น โดยธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารจะถูกก�ำกับ ดูแลโดยธนาคารกลางแห่งประเทศไทย การสร้างเงินฝาก การสร้างเงินฝากเกิดขึ้นภายใต้ข้อสมมติว่าหากมีประชาชนน�ำเงินมาฝากในธนาคาร ธนาคารจะน�ำเงินฝากข้างต้นไปปล่อยกู้ให้ธนาคารอื่น ๆ “เต็มจ�ำนวน” แต่ก่อนปล่อยกู้ทุกครั้ง ธนาคารต้องส�ำรองเงินตามกฎหมาย (ธนาคารกลางเป็นผู้ก�ำหนดจ�ำนวนเงินสดส�ำรอง ตามกฎหมาย) กระท�ำแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จะเห็นได้ว่า เงินที่ประชาชนฝากในครั้งแรกได้หมุนเวียน ในระบบผ่านการสร้างเงินฝากไปเรื่อย ๆ ท�ำให้เงินที่เกิดจากการสร้างเงินฝากสูงกว่าเงินฝากขั้นต้น อย่างแน่นอน ศัพท์ที่ต้องรู้ก่อน อัตราเงินสดส�ำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve)คือ เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันไว้ ส่วนหนึ่งก่อนไปปล่อยกู้ต่อ เป็นส่วนที่ธนาคารกลางก�ำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร ต้องส�ำรองไว้ เงินสดส�ำรองส่วนเกิน (Excess Reserve) คือเงินฝากของประชาชนหักลบเงินส�ำรองตาม กฎหมายแล้ว ส่วนเกินของเงินฝากหลังหักลบจะเรียกว่า “เงินสดส�ำรองส่วนเกิน”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 51 ตัวอย่างการสร้างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ธนาคาร เงินฝาก ทั้งหมด เงินส�ำรอง ตามกฏหมาย 20% เงินส�ำรอง ส่วนเกิน เงินที่ปล่อยให้ ธนาคารอื่นกู้ต่อ อังกฤษพาณิชย์ 100 (มาจากนายตู่) 20 80 80 กสิกรรม 80 16 64 64 ทหารใคร 64 12.8 51.2 51.2 กรุงเมพ 51.2 10.24 40.96 40.96 เริ่มจากธนาคารอังกฤษพาณิชย์ได้รับเงินฝาก 100 บาทจากนายตู่ ธนาคารก็ต้องเก็บ ส�ำรองตามกฎหมายเท่ากับ 20 บาท ดังนั้นจะเหลือเงินไปปล่อยกู้ได้เพียง 80 บาท ซึ่งปล่อยกู้ ให้ธนาคารกสิกรรม จากนั้นธนาคารกสิกรรมได้รับเงินมา 80 บาท ต้องส�ำรองตามกฎหมาย 20% เท่ากับ 16 บาท จึงสามารถน�ำไปปล่อยกู้ต่อได้เพียง 64 บาท โดยปล่อยกู้ให้ธนาคารทหารใครได้เพียง 64 บาท จากนั้นธนาคารทหารใครได้รับเงินมา 64 บาท ต้องส�ำรองตามกฎหมาย 20% เท่ากับ 12.8 บาท จึงสามารถน�ำไปปล่อยกู้ได้เพียง 51.2 บาท โดยปล่อยกู้ให้ธนาคารกรุงเมพได้เพียง 51.2 บาท จะเห็นได้ว่าเพียงแค่การสร้างเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ 4 ธนาคารก็ท�ำให้เงินต้น 100 บาท ถูกสร้างขึ้น 100 + 80 + 64 +51.2 = 295.2 บาท แต่ทั้งนี้การสร้างเงินฝากไม่ได้หยุดไว้เพียง 4 ธนาคารนี้ ยังคงสร้างต่อไปเรื่อย ๆ ค�ำถามคือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าเงินที่เกิดขึ้นจากการสร้าง เงินฝากทั้งหมดเท่าไหร่ ?


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 52 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน เงินที่ถูกสร้างทั้งหมด = 1 LR P w × + LR (Legal reserve) คือ อัตราเงินส�ำรองตามกฎหมาย W (Withdraw) คือ อัตราการถอนเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ P (Primary Deposit) คือ เงินฝากครั้งแรกที่ฝาก จากตัวอย่างข้างต้น จะได้ Legal Reserve = 0.2 (20%) ,Withdraw = 0 (ไม่มีการถอน เงินออกจากระบบ), Primary Deposit = 100 บาท จะได้เท่ากับ 1 100 0.2 0 × + ซึ่งมีค่าเท่ากับ 500 บาท ดังนั้น เงินที่นายตู่ฝากจ�ำนวน 100 บาท สามารถท�ำให้เงินฝากในระบบเพิ่มขึ้น 500 บาท การท�ำลายเงินฝาก 1.) มีอัตราการถอนเงินออกจากระบบเท่ากับ 10 % จะได้ LR = 0.2 , W = 0.1, P = 100 จะได้เท่ากับ 1 100 0.2 0.1 × + ซึ่งมีค่าเท่ากับ 333 บาท 2.) ธนาคารกลางเพิ่มอัตราเงินส�ำรองตามกฎหมายเป็น 30 % จะได้ LR = 0.3, W = 0.1, P = 100 จะได้เท่ากับ 1 100 0.3 0.1 × + ซึ่งค่าเท่ากับ 250 บาท จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการท�ำลายเงินฝากเกิดขึ้นจากประชาชนถอนเงินออกจาก ระบบและการเพิ่มอัตราเงินส�ำรองตามกฎหมาย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 53 ธนาคารกลาง (พ่อทุกสถาบัน) ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าธนาคารกลางมีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็น ผู้ควบคุม ก�ำกับดูแลสถาบันการเงินต่าง ๆ หรือเรียกได้ว่า พ่อทุกสถาบัน(การเงิน) ของจริง บทบาทและหน้าที่ของธนาคารกลาง 1.) เป็นนายของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลางมีหน้าที่ในการรับฝากเงินส�ำรองตามกฎหมายจากธนาคารพาณิชย์รวมไปถึง เงินสดส�ำรองส่วนเกินด้วยและที่ส�ำคัญคือหากธนาคารพาณิชย์เกิดวิกฤตก็สามารถกู้เงิน จากธนาคารกลางได้ 2.) เป็นธนาคารส�ำหรับรัฐบาล หลายคนเห็นชื่อว่า “ธนาคาร” ก็น่าจะรับฝากเงินได้เช่นกับธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป เป็นความคิดที่ทั้งถูกต้องและผิดพร้อม ๆ กัน เนื่องจากธนาคารกลางรับฝากเงินจริง แต่รับฝากเพียงเงินฝากของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้รับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ หน้าที่ของธนาคารกลางที่ส�ำคัญอื่น ๆ คือให้เป็นแหล่งกู้ยืมเงินของรัฐบาล, เป็นที่ปรึกษา ทางการเงินของรัฐบาล, เป็นตัวแทนจัดการทางการเงินให้รัฐบาล เป็นต้น 3.) ออกธนบัตร ธนาคารกลางสามารถควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการออกธนบัตร แต่ทั้งนี้ การพิมพ์ธนบัตรเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากธนบัตรที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เกิดการช�ำรุดขึ้นทุก ๆ วัน ดังนั้นจึงต้องมีการพิมพ์ธนบัตรมาทดแทนการช�ำรุด 4.) เป็นผู้รักษาเงินส�ำรองระหว่างประเทศ ทุกประเทศต้องมีเงินส�ำรองระหว่างประเทศ รวมไปถึงสินทรัพย์บางอย่างเช่น ทองค�ำ เพื่อท�ำให้ประเทศ มีความน่าเชื่อถือและถูกตามหลักสากล 5.) เป็นแหล่งกู้ยืมแหล่งสุดท้ายให้กับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลางเป็นแหล่งกู้ยืมแหล่งสุดท้ายให้กับธนาคารพาณิชย์ แต่หากถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง จริง ๆ ธนาคารพาณิชย์จะกู้ยืมกันเองก่อน เพราะการกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเป็น สัญญาณที่ไม่ดีส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวแล้วยิ่งถอนเงินออกจากธนาคาร


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 54 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่อยู่ในต�ำแหน่งนานที่สุด (12 ปี) เป็นผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญในการวางรากฐานทางด้านการเงินของประเทศ และเป็นผู้ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้การยอมรับ อาจารย์ป๋วยคือใคร ? ท�ำไมคนเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนควรรู้จัก https://www.youtube.com/watch?v=ISX6RqtAb_8 ที่มา : Bank of Thailand ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (คนปัจจุบัน)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 55 นโยบายการเงิน จ�ำไว้เสมอ นโยบายการเงินถูกก�ำกับโดยธนาคารกลาง ส่วนนโยบายการคลังถูกก�ำกับ โดยรัฐบาล สองส่วนนี้มีความรับผิดชอบแยกกันชัดเจน ห้ามจ�ำสับสนเด็ดขาด ! นโยบายการเงินขยายตัว หรือ แบบผ่อนคลาย ใช้เมื่อธนาคารกลางเห็นว่าระบบเศรษฐกิจ ก�ำลังอยู่ในช่วงซบเซา เกิดช่องว่างเงินฝืด จะใช้นโยบายการเงินขยายตัว นโยบายการเงินหดตัว หรือ แบบเข้มงวด ใช้เมื่อธนาคารกลางเห็นว่าระบบเศรษฐกิจ ก�ำลังอยู่ในช่วงที่มีการใช้จ่ายเกินตัว มากเกินไป ซึ่งถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อาจเกิดสภาวะฟองสบู่ได้ กรณีแบบนี้ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว เครื่องมือในการออกนโยบาย 1.) การควบคุมทางปริมาณ โดยมีจุดมุ่งหมายในการท�ำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลงโดยตรง ผ่านวิธีการต่าง ๆ ดังนี้ การซื้อขายหลักทรัพย์ (Open Market Operation : OMO)หลักการคือ ธนาคารกลาง ออกหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งมาแล้วจ�ำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารกลาง ขายหลักทรัพย์แล้วมีประชาชนน�ำเงินมาซื้อ เปรียบเสมือนการใช้นโยบายการเงิน แบบหดตัว เนื่องจากธนาคารกลางได้รับเงินจากประชาชนเข้ามาเก็บในระบบ แต่ ในทางตรงกันข้าม หากธนาคารกลางตัดสินใจซื้อหลักทรัพย์คืนจากประชาชน เปรียบเสมือนการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว เนื่องจากรัฐบาลซื้อหลักทรัพย์ กลับมาท�ำให้เงินกลับไปสู่ในมือประชาชนอีกครั้ง ออกพันธบัตร ประชาชนซื้อ เงินในมือประชาชนลดลง นโยบายการเงินหดตัว ซื้อพันธบัตรคืน ประชาชนน�ำมาขายคืน เงินในมือประชาชนเพิ่มขึ้น นโยบายการเงินขยายตัว


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 56 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ก�ำหนดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank rate) คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลาง คิดกับธนาคารพาณิชย์ ในบางครั้งธนาคารพาณิชย์ต้องการเงินสดก็สามารถกู้ยืม ได้ที่ธนาคารกลาง ดังนั้นหากธนาคารกลางต้องการใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว ก็สามารถเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานนี้ ท�ำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ สูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์จะกู้น้อยลง ท้ายที่สุดส่งผลให้เงินในระบบลดลง ในทางกลับกัน หากต้องการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว ธนาคารกลางสามารถลดอัตราดอกเบี้ย มาตรฐานเพื่อให้ต้นทุนในการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ต�่ำลง ธนาคารพาณิชย์จะกู้ มากขึ้น ท้ายที่สุดส่งผลให้เงินในระบบเพิ่มขึ้น Bank rate สูงขึ้น ต้นทุนในการกู้ยืมของธ.พาณิชย์สูงขึ้น ธ.พาณิชย์กู้ธนคารกลางลดลง เงินหมุนในเศรษฐกิจลดลง นโยบายการเงินหดตัว Bank rate ต�่ำลง ต้นทุนในการกู้ยืมของธ.พาณิชย์ต�่ำลง ธ.พาณิชย์กู้ธนคารกลางมากขึ้น เงินหมุนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น นโยบายการเงินขยายตัว อัตราเงินส�ำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve) จากการสร้างเงินฝากของ ธนาคารพาณิชย์ หากธนาคารกลางต้องการลดเงินในระบบเศรษฐกิจจะท�ำการเพิ่ม อัตราส�ำรองตามกฎหมาย แต่หากต้องการเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจจะท�ำการลด อัตราส�ำรองตามกฎหมาย (สามารถกลับไปทบทวนในหัวข้อ “ธนาคารพาณิชย์และ การสร้างเงินฝาก”) 2.) การควบคุมทางคุณภาพ เป็นการควบคุมปริมาณเงินผ่านทางด้านคุณภาพของผู้ที่กู้ยืมเงิน โดยหากในช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว ธนาคารกลางสามารถก�ำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มากู้เงินให้สูง ๆ เพื่อลดปริมาณการให้กู้เงิน อย่างเช่น ผู้ที่มากู้เงินต้องมีสินทรัพย์ที่มาค�้ำประกันสูงกว่าปริมาณเงินที่จะกู้ 1.5 เท่า เป็นต้น 3.) การชักชวนธนาคารพาณิชย์ให้ปฎิบัติตาม ในบางครั้งธนาคารกลางแทบไม่ต้องใช้เครื่องมือ ที่กล่าวมาในข้อ 1.) และ 2.) เลย เพราะเพียงแค่ออกปากให้ธนาคารพาณิชย์ท�ำ ธนาคารพาณิชย์ ก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 57 QR CODE บทบาทหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มา : BOTScholarship https://www.youtube.com/watch?v=tiCfKbNWO24


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 58 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน อุปสงค์ต่อการถือเงิน (Money Demand) อุปสงค์การถือเงิน (Money Demand : Md) คือความต้องการถือเงินไว้กับตัว ไม่ว่า จะเป็นการฝังไหแอบไว้หลังบ้าน หรือพกติดตัว นับว่าเป็นความต้องการถือเงินหมด ซึ่งความต้องการ ถือเงินของมนุษย์สามารถจ�ำแนกได้สามประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1.) ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวัน ให้มองในมุมที่โลกเรายังไม่มี บัตรเครดิตและการจ่ายเงินผ่าน i-banking แบบในปัจจุบัน (ทฤษฎีถูกเขียนไว้ตั้งแต่ยังไม่มีบัตรเครดิต และเดบิตอย่างในปัจจุบัน) ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวันนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางด้าน “รายได้” หากรายได้มากก็มีแนวโน้มที่จะถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวันมาก แต่หาก รายได้น้อย ก็มีแนวโน้มจะถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวันน้อยดังนั้นจึงสามารถเขียนเป็นสมการ ทางคณิตศาสตร์ให้ดูเท่ห์ได้ว่า.. Mประจ�ำวัน = f(Y) 2.) ความต้องการถือเงินเพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ในปกติแล้วประชาชนจะไม่พกเงินไว้ เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวันเท่านั้น แต่จะมีเผื่อเงินอีกส่วนหนึ่งไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ให้ลองนึกถึงตนเอง ว่า หากจะเดินทางไปทานอาหารที่มีราคาจานละ 50 บาท จะเตรียมไปพอดี 50 บาท หรือเตรียมไป มากกว่า 50 บาท ส่วนเกินจาก 50 นี่แหละที่เรียกว่า “ความต้องการถือเงินเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน” โดยความต้องการถือเงินประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้าน “รายได้” หากรายได้สูง ๆ มีแนวโน้ม ที่จะถือเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินมาก เช่น ฉุกเฉินอยากได้กระเป๋าอีกสักใบ ฉุกเฉินอยากกินชานมไข่มุก อีกสักแก้ว ก็เป็นได้.. M ฉุกเฉิน = f(Y)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 59 3.) ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งก�ำไร มีลักษณะแตกต่างจากข้อ 1.) และ 2.) เพราะ ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งก�ำไรขึ้นอยู่กับปัจจัยอัตราดอกเบี้ยในตลาด กล่าวคือ หากอัตรา ดอกเบี้ยสูง ๆ ประชาชนมักน�ำเงินในฝากธนาคารเพื่อได้รับอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แต่ถ้าเมื่อใด ก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยลดต�่ำลง ประชาชนจะมีแนวโน้มถอนเงินมาถือไว้กับตัวเพื่อน�ำเงินเหล่านี้ ไปลงทุนในที่อื่น ๆ แทน ความต้องการถือเงินประเภทนี้จึงเรียกว่า “ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งก�ำไร” Mเก็งก�ำไร = f(R) จาก 3 ส่วนประกอบข้างต้นผนวกรวมกันเกิดมาเป็น อุปสงค์การถือเงิน (Money Demand : Md) DAE ( ) 0 (Y) Y=DAE DAE DAE Ye Yf Deflationary gap DAE ( ) 0Yf (interest : r) (M) Md 0 \ Money Demand = M + M + M r0 r1 M0 M1 (interest : r) 0 (M) Ms 6 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 9ความต้องการถือเงิน (Md) กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่สูง (r0 ) ประชาชน จะมีความต้องการถือเงินน้อย (M0 ) เนื่องจากประชาชนอยากน�ำเงินไปฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย ที่สูงกว่า ขณะเดียวกันหากอัตราดอกเบี้ยต�่ำ (r1 ) ประชาชนจะมีความต้องการถือเงินของมาก เนื่องจากประชาชนมองว่าการฝากธนาคารนั้นดอกเบี้ยต�่ำเกินไป ถือเงินไว้กับตัวดีกว่า


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 60 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน อุปทานของเงิน (Money Supply) อุปทานของเงิน (Money Supply : Ms) ปริมาณเงินในระบบมีทั้งหมด ซึ่งธนาคารกลางแห่งประเทศไทยได้ให้ความหมายของปริมาณ เงินไว้ทั้งหมด 3 ความหมาย ธนาคารการแห่งประเทศไทยได้นิยามความหมายของปริมาณเงินไว้ดังนี้ ปริมาณเงินความหมายแคบ (M1 ) คือ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในมือประชาชน จ�ำง่าย ๆ เป็นเงินที่สามารถน�ำมาใช้จ่าย ได้ทันที M1 = ธนบัตร + เหรียญกษาปณ์ + เงินฝากกระแสรายวัน ปริมาณเงินความหมายกว้าง (M2 ) คือ M1 + เงินฝากต่าง ๆ ในธนาคารเช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินรับฝากของสหกรณ์ M2 = M1 + เงินฝากออมทรัพย์ + เงินฝากประจ�ำของประชาชน ปริมาณเงินความหมายกว้างมวากกก (M3 ) คือ M2 + สินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน M3 = M2 + เงินฝากประจ�ำในสถาบันการเงินทุกประเภท + เงินฝากที่เป็นเงินตราต่าง ประเทศ + ตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุน และ บริษัทหลักทรัพย์ แต่โดยทั่วไปในการวิเคราะห์มักใช้ปริมาณเงินในความหมาย M2 เพราะไม่กว้างเกินไปและ ไม่แคบเกินไป


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 61 อย่างที่ทราบว่า ธนาคารกลาง คือผู้ควบคุมปริมาณเงินในระบบซึ่งการตัดสินใจเพิ่มหรือลด ปริมาณเงินภายในระบบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านอัตราดอกเบี้ย แต่ต้องค�ำนึงถึงเป้าหมายหลัก ของระบบเศรษฐกิจจึงท�ำให้เส้นอุปทานของเงินมีลักษณะตั้งตรง เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารกลาง ใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวจะท�ำให้เส้น Ms เคลื่อนที่ไปทางขวา แต่หากเป็นนโยบายการเงิน แบบหดตัวจะท�ำให้เส้น Ms เคลื่อนที่ไปทางซ้าย (M) Md 0 \ r0 r1 M0 M1 (interest : r) 0 (M) Ms New Section 5 Page 9ดุลยภาพของตลาดการเงิน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ดุลยภาพการเงินเกิดจาก “ความต้องการถือเงินเท่ากับปริมาณเงิน ในระบบพอดี ซึ่งก�ำหนดอัตราดอกเบี้ยตลาด (Interest rate : r) และปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ : r) (M) Ms M0 Md d1 (interest : r) 0 Ms r0 r2 M0 Md Md2 Excess Money Supply Excess Money (interest : r) 0 (M) Ms r0 M0 Md ค�ำถามคือ แล้วถ้าหากว่าความต้องการถือเงินไม่เท่ากับปริมาณเงินที่มีในระบบ จะเกิดอะไรขึ้น ? อย่างเช่น 2 กรณีต่อไปนี้ที่จะยกตัวอย่าง


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 62 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน กรณี 1) หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r1 (interest : r) 0 (M) Ms r0 r1 M0 Md Md1 Excess Money Supply (interest : r) 0Ms r0 M0 7 9 June, 2019 11:08 AM หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r1 จะเกิด Excess Money Supply เนื่องจากความต้องการถือเงิน มีถึงเพียง Md1 แต่ปริมาณเงินมีถึง M0 จึงกล่าวได้ว่าความต้องการถือเงินมีน้อยกว่าเงินในระบบ จึงเกิด ปริมาณเงินส่วนเกินท�ำให้ประชาชนน�ำปริมาณเงินส่วนที่เกินไปซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ (ตัวอย่าง สินทรัพย์ เช่น ทอง หุ้น รวมไปถึง พันธบัตรรัฐบาล) เมื่อประชาชนแห่กันไปซื้อสินทรัพย์ท�ำให้ราคา สินทรัพย์เพิ่มขึ้น (ตามกฎ Demand & Supply) เมื่อราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นท�ำให้ผลตอบแทน ของสินทรัพย์นั้นน้อยลงหรืออัตราดอกเบี้ยลดลงนั่นเอง อัตราดอกเบี้ยลดลงจนกระทั่งอยู่ที่ระดับ r0 ท�ำให้ความต้องการถือเงินและปริมาณเงินเท่ากัน “หากราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ผลตอบแทนของสินทรัพย์จะลดลง”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 63 กรณี 2) หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r2 (M) (interest : r) 0 (M) Ms r0 r2 M0 Md Md2 ply Excess Money Demand est : r) (M) Ms M0 Md หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r2 : จะเกิด Excess Money Demand เนื่องจากความต้องการ ถือเงินมีถึง Md2 แต่ปริมาณเงินมีเพียง M0 จึงกล่าวได้ว่าความต้องการถือเงินมีมากกว่าเงิน ในระบบจึงเกิดปริมาณเงินขาดแคลนท�ำให้ประชาชนน�ำสินทรัพย์ที่มีไปขายเพื่อถือเงินแทน เมื่อประชาชนแห่กันขายสินทรัพย์ท�ำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง (ตามกฎ Demand & Supply) เมื่อราคาสินทรัพย์ลดลงท�ำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้นรืออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนั่นเอง อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจนกระทั่งอยู่ที่ระดับ r0 ท�ำให้ความต้องการถือเงินและปริมาณเงินเท่ากัน “หากราคาสินทรัพย์ลดลง ผลตอบแทนของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 64 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน แบบจ�ำลอง IS-LM เกริ่นก่อน…ก่อนหน้านี้ที่ทุกคนได้ศึกษากันไปเป็นการมุ่งหาดุลยภาพทีละตลาด แต่แบบจ�ำลอง IS-LM คือแบบจ�ำลองที่น�ำสองตลาดที่เราได้ศึกษากันไปคือ ตลาดผลผลิต (Y = DAE) และตลาดการเงิน (Md = Ms) ผนวกรวมกันในแบบจ�ำลองนี้ ภายใต้ความสัมพันธ์ ของอัตราดอกเบี้ย (r) และรายได้ประชาชาติ (Y) ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ทุกคนนึกถึงความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยและรายได้ประชาชาติ ให้นึกถึงแบบจ�ำลองนี้เลย โดยในแบบจ�ำลองนี้มีข้อสมมติหลัก ๆ คือ ก�ำหนดให้ราคาสินค้าและค่าจ้าง ไม่เปลี่ยนแปลง John Hicks นักเศรษฐศาสตร์ ผู้พัฒนาโมเดล IS-LM Alvin Hansen นักเศรษฐศาสตร์ ผู้พัฒนาโมเดล IS-LM John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ต้นต�ำหรับ Keynesian Macroeconomic


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 65 ที่มาที่ไปของเส้น IS & LM เส้น IS (ดุลยภาพในตลาดผลผลิต) (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) (r) 0 (Y) DAE = C+I(r1)+G r0 r1 r0 r1 -> Y r Y Y1 Y0 62 9 June, 2019 11:08 AM Page 1ที่มาเส้น IS ในการสร้างเส้น IS จ�ำเป็นต้องสมมติให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน อัตราดอกเบี้ยเพื่อดูผลของรายได้ประชาชาติที่เปลี่ยนไป สมมติให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r0 รายได้ประชาชาติอยู่ที่ Y0 (เส้นสีฟ้า) ต่อมาสมมติให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นเป็น r1 เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ท�ำให้การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (I) มีค่าลดลง เนื่องจากต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น เมื่อการลงทุนลดลงส่งผลให้รายได้ประชาชาติ (Y0 ) ลดลงเหลือเพียง Y1 ตามไปด้วย ดังนั้นส�ำหรับตลาดผลผลิตนั้น อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับรายได้ ประชาชาติในตลาดผลผลิต ท�ำให้เส้น IS “มีความชันเป็นลบ”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 66 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน เส้น LM (ดุลยภาพในตลาดการเงิน) (interest : r) 0 (M) Ms M0 Md1 (r) 0 (Y) r0 r1 Y0 Y1 Md0 LM Y0 Y1 -> r Y r 63 9 June, 2019 11:08 AM Page 3 ที่มาเส้น LM ในการสร้างเส้น LM จ�ำเป็นต้องสมมติให้มีการเปลี่ยนแปลงรายได้ เพื่อดูผลของอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป สมมติให้รายได้ประชาชาติอยู่ที่ Y0 และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ r0 ต่อมาสมมติให้รายได้ ประชาชาติปรับตัวสูงขึ้นเป็น Y1 เมื่อรายได้ประชาชาติสูงขึ้น ท�ำให้ความต้องการถือเงินสูงขึ้นด้วย (จากความต้องการถือเงินในชีวิตประจ�ำวันและยามฉุกเฉิน) จาก Md0 เป็น Md1 ส่งผลให้ อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นเป็น r1 ดังนั้นมีรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นท�ำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น หรือสรุปได้ว่าอัตราดอกเบี้ย มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายได้ประชาชาติในตลาดการเงินท�ำให้เส้น LM “มีความชันเป็นบวก”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 67 ดุลยภาพในแบบจ�ำลอง IS-LM (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E0 IS-LM ( IS LM ) E0 IS-LM 10 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 13 ณ จุด E0 คือจุดที่เป็นดุลภาพของแบบจ�ำลอง IS-LM ซึ่งเป็นดุลยภาพของตลาดการเงิน และตลาดผลผลิต เนื่องจากทุกจนบนเส้น IS มีที่มาจากดุลยภาพของตลาดผลผลิต ในขณะที่มา ของเส้น LM มีที่มาจากดุลยภาพในตลาดการเงิน ดังนั้น ณ จุดที่ IS = LM คือจุดที่เป็น “ดุลภาพของทั้งสองตลาด”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 68 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การใช้แบบจ�ำลอง IS-LM วิเคราะห์นโยบายการเงินและการคลัง นโยบายการคลัง ในปี พ.ศ.2558 รัฐบาลได้ออกนโยบายรถคันแรกโดยการคืนภาษีส่วนหนึ่งให้กับประชาชน ที่ซื้อรถยนต์คันแรกในรุ่นที่ก�ำหนด นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายการคลังแบบขยายตัวเนื่องจาก กระตุ้นการบริโภครถยนต์ภายในประเทศหรือกล่าวได้ว่าเป็นการกระตุ้นตัวการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ขณะเดียวกันก็มีการใช้จ่ายของรัฐบาล (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E0 IS-LM ( IS LM ) E0 IS-LM 10 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 13 เดิม ดุลยภาพของตลาดผลผลิตและตลาดการเงินอยู่ที่จุด E0 ที่อัตราดอกเบี้ย r0 และ รายได้ประชาชาติ Y0


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 69 จากนโยบายการคลังแบบขยายตัวที่ส่งผลให้เส้น DAE Shift ขึ้นท�ำให้รายได้ประชาชาติ เพิ่มจาก Y0 เป็น Y1 จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติแต่ขณะเดียวกันในตลาดการเงิน ยังไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อัตราดอกเบี้ยจึงยังอยู่ที่ระดับ r0 เส้น IS จึงเคลื่อนที่ไปทางขวา เป็น IS’ (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E0 IS-LM .. (G) (C) Y1 r0 IS IS' DAE' = C'+I(r0)+G' Y1 11 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 14


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 70 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน จากรายได้ประชาชาติที่เพิ่มจาก Y0 เป็น Y1 จึงส่งผลต่อตลาดการเงิน โดยความต้องการ ถือเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจ�ำวันและยามฉุกเฉินมีมากขึ้นเนื่องจากรายได้ประชาชาติสูงขึ้นส่งผลให้ ความต้องการถือเงินมวลรวม(Md) เคลื่อนที่ไปทางขวา ก�ำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E0 IS-LM (Md) Md r1 Y1 Y2 IS' DAE' = C'+I(r0)+G' DAE'' = C'+I(r1)+G' Md' r1 Y2 Y1 E1 12 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 15 จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจาก r0 เป็น r1 ส่งผลกลับไปที่ตลาดผลผลิต เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ท�ำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของเอกชนสูงขึ้น ท้ายที่สุดการลงทุนจึงน้อยลง ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่มากขึ้นท�ำให้การลงทุนลดลงดังนั้นรายได้ประชาชาติเพิ่มไม่ถึง Y1 แต่ถึงเพียง Y2 เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “การเบียดขับจากรัฐบาล” หรือ Crowding-out effect กล่าวคือ เมื่อ รัฐบาลใช้นโยบายการคลังขยายตัวไปกระทบการลงทุนของภาคเอกชน อธิบายเป็นภาษาคนง่าย ๆ ว่า “รัฐบาลแย่งทรัพยากรภาคเอกชนไปลงทุนแทน”


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 71 ตัวอย่างการเบียดขับ หรือ Crowding-out effect หากรัฐบาลลงทุนสร้างรถไฟฟ้าเอง รัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาลในการลงทุน ซึ่งเงินเหล่านี้ ก็มาจากการเก็บภาษีจากภาคครัวเรือนและภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งในกรณีรัฐบาลไม่มีเงินใน การลงทุนพอ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากภาคการเงินอาจจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นส่ง ผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชนเนื่องจากต้นทุนในการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการลงทุนของรัฐบาลในบางครั้งอาจจะไม่ได้ท�ำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตและจะเกิด ผลกระทบเชิงลบมากกว่าผลกระทบเชิงบวก หากเป็นนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ “ทุก ๆ การลงทุนของรัฐบาลมีต้นทุนทางสังคมที่ภาคอื่น ๆ ต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” สรุป : จากการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวท�ำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ย ก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกันแต่เกิดเหตุการณ์ Crowding-out effect รัฐบาลใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมากขึ้น DAE มากขึ้น รายได้ประชาชาติมากขึ้น เส้น IS เคลื่อนที่ไปทางขวา รายได้ควรเพิ่มถึง Y1 จากรายได้ประชาชาติมากขึ้น ความต้องการถือเงินสูงขึ้น ดอกเบี้ยมากขึ้น การลงทุนลดลง ท้ายที่สุดรายได้เพิ่มไม่ถึง Y1 ถึงเพียง Y0 [เกิด Crowding-out Effect] What is Crowding out effect ? https://www.youtube.com/watch?v=7da2Yy0zXPY


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 72 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การใช้แบบจ�ำลอง IS-LM วิเคราะห์นโยบายการเงิน นโยบายการเงินสามารถใช้ผ่านเครื่องมือทางนโยบายการเงินได้หลายเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น วิธีการเข้าไปซื้อขายหลักทรัพย์, เพิ่มหรือลด Bank rate รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนอัตราส�ำรอง ตามกฎหมาย (ที่ได้อธิบายไปแล้ว) ล้วนเป็นเครื่องมือทางนโยบายการเงินทั้งสิ้น ซึ่งการวิเคราะห์ จะยกตัวอย่างกรณีที่ธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว ตัวอย่าง : ผลกระทบของนโยบายการเงินผ่านแบบจ�ำลอง IS-LM (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E0 IS-LM ( IS LM ) E0 IS-LM 10 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 13


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 73 จากนโยบายการเงินแบบขยายตัวส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบมีมากขึ้น เส้น Ms เคลื่อนที่ ไปทางขวา ก�ำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต�่ำลง ณ r1 แต่ผลของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงนี้ยังไม่ได้ส่งผล ต่อตลาดผลผลิต ดังนั้นรายได้ประชาชาติยังคงเท่าเดิม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยลดลงส่งผลให้เส้น LM เคลื่อนที่ไปทางขวา (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) E1 Y0 LM Shift ( : Y0) IS-LM M1 Ms' r1 LM' E2 13 9 June, 2019 11:08 AM New Section 5 Page 16


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 74 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลต่อตลาดผลผลิตผ่านการลงทุน เนื่องจากท�ำให้ต้นทุน ในการลงทุนลดลง การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจึงมากขึ้นส่งผลให้ DAE เคลื่อนขึ้น ท้ายที่สุดรายได้ ประชาชาติสูงขึ้นจาก Y0 เป็น Y1 และจากรายได้ประชาชาติที่มากขึ้น ท�ำให้ประชาชนมีความต้องการ ถือเงินมากขึ้นตามเป็นผลมาจากความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจ�ำวันและยามฉุกเฉิน เพิ่มขึ้น ท�ำให้เส้น Md เคลื่อนที่ไปทางขวาเป็น Md’ท้ายที่สุดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มไม่ถึง r0 เพิ่มถึง เพียง r2 เป็นอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ (r) 0 (Y) LM IS Y0 0 (M) Ms r0 M0 Md (DAE) C, I, G 0 (Y) DAE = C+I(r0)+G Y=DAE ( 45 ) Y0 (r) Y1 DAE DAE'( ) Md' ( ) r0 r2 IS-LM M1 Ms' r1 LM' DAE' = C+I(r1)+G Md' r2 Y1 E0 E2 74 9 June, 2019 11:08 AM Page 1 สรุป : จากการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัวท�ำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ย และปริมาณเงินในระบบก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 75 ธ.กลางใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว Ms เคลื่อนที่ไปทางขวา อัตราดอกเบี้ยลดลง เส้น LM เคลื่อนที่ไปทางขวา อัตราดอกเบี้ยควรลดลงไปถึง r1 จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง การลงทุนมากขึ้น รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น DAE เคลื่อนที่ไปทางขวา ความต้องการถือเงินสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลงไม่ถึง r 1 ลดเพียง r 2 ตารางสรุปรูปแบบการเคลื่อนที่ของเส้น IS-LM จากผลกระทบทางด้านนโยบาย นโยบาย เส้น IS เส้น LM นโยบายการคลังขยายตัว ขยับขวา เส้นเดิม นโยบายการคลังหดตัว ขยับซ้าย เส้นเดิม นโยบายการเงินขยายตัว หรือ ผ่อนคลาย เส้นเดิม ขยับขวา นโยบายการเงินหดตัว หรือ เข้มงวด เส้นเดิม ขยับซ้าย หากต้องการศึกษาถึงผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยต่อรายได้ประชาชาติจะนิยมใช้ ทฤษฎี IS-LM หากต้องการศึกษาถึงผลกระทบต่อระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงต่อรายได้ประชาชาติจะนิยมใช้ ทฤษฎี AD-AS


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 76 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน AD – AS MODEL แบบจ�ำลอง AD (Aggregate Demand) – AS (Aggregate Supply) คือแบบจ�ำลองที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของราคาสินค้าโดยทั่วไปกับปริมาณผลผลิตที่ถูก ผลิตได้ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเมื่อใดก็ตามที่ต้องการศึกษาของการเปลี่ยนแปลงของ ระดับราคา (เงินเฟ้อและเงินฝืด) ต่อระดับรายได้ประชาชาติมักใช้โมเดล AD-AS ในการอธิบาย ผลกระทบดังกล่าว อุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand : AD) คือระดับความต้องการสินค้ารวมของทั้ง สังคม ณ ระดับราคาสินค้าต่างกัน กล่าวคือ ณ ระดับราคาสินค้า P1 บาท ประชาชนในประเทศมี ความต้องการซื้อสินค้าโดยรวมของทั้งสังคมที่ระดับผลผลิต Y1 แต่หากราคาสินค้ากลับมีการปรับตัว เพิ่มขึ้นเป็น P0 บาท ระบบเศรษฐกิจจะมีการปรับตัวดังนี้ 1.)ประชาชนต้องใช้เงินมากขึ้นในการบริโภคสินค้าเท่าเดิมภาคครัวเรือนจึงลด การออมเงินหรือมีความต้องการถือเงินสดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณเงินที่ธนาคารปล่อยกู้ได้ลดลง ท้ายที่สุดภาคธุรกิจกู้เงินมาลงทุนลดลง (I ลดลง) 2.)ภาคครัวเรือนบางส่วนลดการบริโภคเมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปปรับตัว สูงขึ้น ภาคครัวเรือนบางส่วนปรับตัวลดการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคน้อยลง (C ลดลง) 3.)ส่งออกได้น้อยลง จากราคาสินค้าในประเทศปรับตัวสูงขึ้นท�ำให้ความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดโลกลดลงท้ายที่สุดการส่งออกลดลง (X ลดลง)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 77 ทั้ง 3 ผลกระทบรวมกันท�ำให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมลดลงซึ่งเป็นผลมาจากระดับ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากระดับราคาสินค้าปรับตัวลดลง ก็ท�ำให้ความต้องการ ใช้จ่ายมวลรวมปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันซึ่งแสดงให้เห็นในกราฟข้างล่าง ความสัมพันธ์ดังกล่าวท�ำให้เกิด เป็นเส้นอุปสงค์มวลรวม (AD) ดังกราฟด้านล่าง (DAE) C, I, G 0 (Y) Y=DAE ( 45 ) Price 0 (Y) DAE0 = C0+I+G P0 DAE1 = C1+I+G P1 AD P1 P0 Y0 Y1 P0 P1 (C) DAE Shift DAE1 74 ดังนั้น หากราคาสินค้าโดยรวมสูงหรือเกิดเงินเฟ้อ ท�ำให้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม (AD) ลดลงท้ายที่สุดส่งผลให้รายได้ประชาชาติลดลงไปด้วย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 78 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การเคลื่อนที่ของเส้นอุปสงค์มวลรวม จากที่มาของเส้นอุปสงค์มวลรวมจะเห็นได้ว่าอุปสงค์มวลรวมขึ้นอยู่กับตัวแปรรายได้ ประชาชาติซึ่งประกอบด้วย C + I + G + (X − M) ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่กระทบ ปัจจัย C, I, G, X, M จะท�ำให้เส้นอุปสงค์มวลรวมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่มีเนื้อหาสาระส�ำคัญคือการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนในกลุ่ม ที่มีรายได้น้อย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 79 วิเคราะห์นโยบายข้างต้นผ่านแบบจ�ำลอง AD จะเห็นได้ว่าจากการกระท�ำดังกล่าว เป็นนโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยเป็นการใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Spending) โดยการโอนเงินโดยตรงให้กับภาคครัวเรือน การโอนเงินให้กับภาคครัวเรือนท�ำให้ภาคครัวเรือน น�ำเงินส่วนนี้ไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งในปกติภาคครัวเรือนที่มีรายได้ต�่ำมักน�ำรายได้ทั้งหมดไปใช้จ่าย มากกว่าครัวเรือนที่มีรายได้สูง (ภาคครัวเรือนที่มีรายได้ต�่ำมักมีค่า MPC สูง) ส่งผลให้ตัวแปร C ปรับตัวสูงขึ้นท้ายที่สุดความต้องการใช้จ่ายมวลรวมปรับเคลื่อนที่ไปทางขวาดังกราฟ (DAE) C, I, G 0 (Y) Y=DAE ( 45 ) Price 0 (Y) DAE0 = C+I+G0+(X-M) DAE1 = C+I+G1+(X-M) AD0 P0 Y0 Y1 G Y0 Y1 AD Shift AD1 16 9 June, 2019 11:08 AM


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 80 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตาราง 4 ตัวอย่างปัจจัยที่กระทบต่ออุปสงค์มวลรวม ปัจจัย ตัวแปร IS-LM Y AD หนี้ภาคครัวเรือนมากขึ้น C (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย ภาครัฐบาลเพิ่มภาษี C (ลดลง) T (มากขึ้น) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย ภาครัฐบาลลดเงินโอน C (ลดลง) G (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย ความมั่นใจของผู้บริโภค ลดลง C (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย ความเชื่อมั่น ของนักลงทุนลดลง I (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย เงินบาทแข็งค่า X (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย เศรษฐกิจต่างประเทศ แย่ลง X (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย เกิดรัฐประหาร C (ลดลง) I (ลดลง) X (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย สินค้าต่างประเทศ ราคาลดลง M (มากขึ้น) หรือ (X − M) ลด ลง IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย เกิดสงครามการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐ ฯ X (ลดลง) IS เคลื่อนไปทางซ้าย ลดลง เคลื่อนไปทางซ้าย


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 81 อุปทานมวลรวม (Aggregate Supply : AS) คือปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่ภาคการผลิตได้ผลิตขึ้นมา ณ ระดับราคาต่าง ๆ กัน ซึ่งสามารถ แบ่งเส้นอุปทานมวลรวมได้ 2 ลักษณะคือ ระยะสั้น และระยะยาว เส้นอุปทานมวลรวมระยะสั้น (Short-Run Aggregate Supply : SRAS) การผลิตในระยะสั้นคือ การผลิตในช่วงที่ต้นทุนในการผลิต เช่น ค่าจ้าง ยังไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนได้ ให้นึกถึงภาพเมื่อระดับราคาของสินค้า (P) โดยรวมของทั้งสังคมปรับตัวสูงขึ้นแล้ว แต่ค่าจ้างไม่ได้ปรับตัวขึ้นทันทีทันใด จึงท�ำให้หน่วยผลิตมีแรงจูงใจในการผลิตมากขึ้นเมื่อระดับราคา สินค้าปรับตัวสูงขึ้นดังนั้นลักษณะเส้น SRAS จึงมีลักษณะทอดขึ้นหรือความชันเป็นบวก เส้นอุปทานมวลรวมระยะยาว (Long-Run Aggregate Supply : LRAS) การผลิตในระยะยาวคือ การผลิตในช่วงที่การจ้างงานเต็มที่ (National Income at Full Employment : Yf ) กล่าวได้ว่าการจ้างงานของทั้งสังคมเต็มที่แล้ว ดังนั้นหากหน่วยผลิตต้องการ เพิ่มผลผลิตก็ต้องจ่ายค่าจ้างในราคาที่สูงกว่าค่าจ้างตลาดเพื่อจูงใจแรงงาน ดังนั้นหน่วยผลิต จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อระดับราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เส้น LRAS จึงมีลักษณะตั้งฉาก (ในระยะยาว ราคาสินค้าเพิ่มเพียงใด หน่วยผลิตก็ไม่ต้องการผลิตเพิ่มแล้ว) Price 0 (Y) AS Yf Short Run AS Long Run AS Price 0P1 P2 P3 17 9 June, 2019 11:08 AM


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 82 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ระยะสั้น (Short Run) และ ระยะยาว (Long Run) ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาแต่อย่างใด แต่ระยะสั้นคือระยะที่หน่วยผลิต ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนปัจจัยการผลิตได้ทุกปัจจัยการผลิต เช่น โรงงานไม่สามารถซื้อเครื่องจักร เพิ่มได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ โรงงานสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตโดยซื้อเครื่องจักร เพิ่มขึ้นได้แล้วจะถูกเรียกว่า ระยะยาว Inflation เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่จ�ำเป็นว่าราคาสินค้า ทุกชนิดต้องสูงขึ้นในเวลาที่เกิดเงินเฟ้อ อาจมีสินค้าบางชนิดที่ราคาลดลงได้และบางชนิดราคาสูงขึ้น แต่สิ่งส�ำคัญคือ เมื่อพิจารณาราคาทั้งหมดแล้วโดยเฉลี่ยมีราคาสูงขึ้น ในอีกนัยยะเงินเฟ้อท�ำให้ อ�ำนาจซื้อลดลง หากนึกไม่ออกให้จินตนาการว่าเงิน 100 บาทเมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจสามารถซื้อ ก๋วยเตี๋ยวได้ 10 ชาม แต่เงิน 100 บาทในปัจจุบันอาจจะซื้อได้เพียง 2-3 ชาม โดยตัวชี้วัดเงินเฟ้อ ที่นิยมคือดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI), ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index : PPI) และ GDP Deflator ที่ได้ลงรายละเอียดไปแล้วในบท “บัญชีรายได้ ประชาชาติ” ดัชนีราคาและอัตราเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) คือ ตัวชี้วัดระดับราคาสินค้า (ขายปลีก)และบริการขั้นสุดท้ายที่ใช้ส�ำหรับการบริโภค หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวชี้วัดที่ไว้ดู การเปลี่ยนแปลงราคาของกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมักบริโภคเป็นส่วนมาก เช่น อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มี แอลกอฮอล์ เครื่องนุ่งห่ม ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น โดยปีฐานจะมีดัชนีราคาเป็น 100 เสมอ หากดัชนีราคาปีถัดไปมากกว่า 100 หมายความว่า “ภาวะเงินเฟ้อ” ในทางตรงข้าม หากดัชนี ราคาปีถัดไปน้อยกว่า 100 หมายความว่า “ภาวะเงินฝืด” โดยจะถูกจัดท�ำโดย “กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์” ในทุกไตรมาส


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 83 Thailand Consumer Price Index (CPI) จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2016 มีค่า CPI ประมาณ 99.25 ขณะที่ในปี 2018 มีค่า CPI ประมาณ 101.3 ดังนั้นจากปี 2016 จนถึงปี 2018 ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2.1 %


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 84 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อแบ่งเป็น 2 สาเหตุหลัก: 1. เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปสงค์รวมเพิ่มขึ้น (Demand-Pull Inflation) คือการเปลี่ยนแปลงมาจากอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand : AD) โดยอุปสงค์มวลรวม Shift ขวา ราคาจึงสูงขึ้น ปัจจัยที่ท�ำให้อุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้นมีดังนี้ (1) ภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายมากขึ้น ตัวแปร Consumption เพิ่มขึ้นและภาคธุรกิจลงทุน มากขึ้น (ตัวแปร Investment เพิ่มขึ้น) (2) รัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุล หรือนโยบายแบบขยายตัวมากเกินไปและ ต่อเนื่อง (3) มีการใช้จ่ายในด้านที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากเกินไปและต่อเนื่อง เช่น รายจ่ายด้านกลาโหม (Y) un AS Price 0 (Y) AS Yf P1 P2 P3 AD1 AD2 AD3 Price AS1 P2 P3 Y1 Short Run AS Shift Long Run AS Cost-Push Inflation P1 P3 Inflation Demand-Pull Inflation AS2 AS3


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 85 2. เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปทานรวมลดลง (Cost-Push Inflation) คือการเปลี่ยนแปลงมาจากอุปทานมวลรวม โดนอุปทานมวลรวม Shift ซ้าย ปัจจัยที่ท�ำให้ อุปทานมวลรวมเพิ่มขึ้นมีดังนี้ (1) ปัจจัยในการผลิตถูกใช้เต็มที่แล้ว ที่ดิน,แรงงาน,ผู้ประกอบการและทุน ถูกใช้ท�ำงาน เต็มขีดความสามารถอยู่แล้วแต่มีการเร่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในอัตรา ที่สูง ท้ายที่สุดท�ำให้ต้นทุนในการผลิตขึ้นสูงอย่างมาก (2) เกิดวิบัติภัยทางธรรมชาติอย่างรุนแรง ท�ำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ปัจจัยการผลิต ที่หาได้ยากในช่วงวิกฤติท�ำให้หน่วยผลิตหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้ (3)ต้นทุนในการผลิตราคาสูงขึ้น ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยรวมของทั้งประเทศ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าจ้าง ค่าเชื้อเพลิง AS Price 0 (Y) AS Yf P1 P2 P3 AD1 AD2 AD3 Price 0 (Y) AS1 P1 P2 P3 AD1 Y1 Y1 Short Run AS Shift Long Run AS Cost-Push Inflation Y3 Y2 P1 P3 Inflation Demand-Pull Inflation AS2 AS3 New Section 5 Page 20


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 86 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน ตาราง 5ตัวอย่างปัจจัยที่กระทบต่ออุปทานมวลรวม ปัจจัย ผลกระทบต่อต้นทุนหรือ ปริมาณการผลิตถาวร Short-Run AS Long-Run AS ปริมาณหรือคุณภาพของ ปัจจัยการผลิต (ที่ดิน, แรงงาน,ผู้ประกอบการ, ทุน) เพิ่มขึ้น กระทบปริมาณ การผลิตถาวร เคลื่อนที่ไปทางขวา เคลื่อนที่ไปทางขวา แรงงานมีการศึกษา ที่สูงขึ้น กระทบปริมาณการผลิต ถาวร เคลื่อนที่ไปทางขวา เคลื่อนที่ไปทางขวา การก�ำกับดูแลของ ภาครัฐผ่อนคลาย กระทบปริมาณ การผลิตถาวร เคลื่อนที่ไปทางขวา เคลื่อนที่ไปทางขวา ค่าจ้าง/ราคาปัจจัย การผลิตต่าง ๆ ลดลง กระทบต่อต้นทุน ในระยะสั้น เคลื่อนที่ไปทางขวา - เกิดภัยพิบัติ กระทบต่อต้นทุน ในระยะสั้น เคลื่อนที่ไปทางขวา - ราคาน�้ำมันลดต�่ำลง กระทบต่อต้นทุน ในระยะสั้น เคลื่อนที่ไปทางขวา - เทคโนโลยีในการผลิตดีขึ้น กระทบปริมาณ การผลิตถาวร เคลื่อนที่ไปทางขวา เคลื่อนที่ไปทางขวา การเคลื่อนที่ของ SRAS การเคลื่อนที่ของ LRAS Price 0 (Y) AS1 P1 P2 P3 AD1 Y3 Y2 Y1 AS2 AS3 Price 0 (Y) LRAS3 AD1 Y1 Y2 Y3 LRAS1 LRAS2 83 9 June, 2019 11:08 AM Page 6Price 0 (Y) AS1 P1 P2 P3 AD1 Y3 Y2 Y1 AS2 AS3 Price 0 (Y) LRAS3 AD1 Y1 Y2 Y3 LRAS1 LRAS2 83 9 June, 2019 11:08 AM Page 6


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 87 อัตราการว่างงาน อัตราการว่างงาน เป็นดัชนีที่ชี้วัด เปอร์เซ็นต์ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องการท�ำงาน แต่ไม่สามารถหางานท�ำได้ หากอัตราการว่างงานมีค่าสูง แสดงถึงการใช้ทรัพยากร (แรงงาน เป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิต) อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจจะน�ำมาซึ่งปัญหาอาชาญกรรม และส่ง ผลกระทบด้านเสถียรภาพของรัฐบาลได้ เช่น การประท้วงในประเทศตูนีเซีย ในปี 2005 ที่มีสาเหตุ มาจากอัตราการว่างงานที่สูงถึง13.8% เป็นเวลานาน อัตราการว่างงาน = จ�ำนวนผู้ว่างงาน ก�ำลังแรงงานรวม × 100 ประเภทของการว่างงาน 1. การว่างงานระหว่างการหางานและรอการเปลี่ยนงาน (Frictional Unemployment) บัณฑิตจบใหม่ ก�ำลังอยู่ระหว่างการหางานที่ใช่ หรือตรงสาย หรือผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน แล้วแต่เพิ่งลาออกจากงานเดิมและก�ำลังอยู่ระหว่าหางานท�ำใหม่ ให้เหมาะกับความชอบ ประสบการณ์ และความรู้ จัดเป็นการว่างงานระยะสั้น 2. การว่างงานตามฤดูกาล (Seasonal Unemployment) แรงงานในภาคเกษตรกรรมและการประมงอาจเกิดว่างงานในบางช่วงเวลาได้ เช่น หมดช่วง ฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาที่จะต้องว่างงานจนถึงช่วงการเพาะปลูกใหม่ 3. การว่างงานเชิงโครงสร้าง (Structural Unemployment) เป็นการว่างงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ เช่น มีการใช้เครื่องจักรในการผลิตทดแทนการใช้แรงงาน หรือการที่สินค้าที่แรงงานผลิต ถูกทดแทน ด้วยสินค้าน�ำเข้าที่ราคาถูกกว่า ท�ำให้สินค้าที่แรงงานผลิตมีความต้องการน้อยลง ผู้ผลิต มีความต้องการผลิตน้อยลง การจ้างงานจึงลดลงด้วย จัดเป็นการว่างงานระยะยาว 4. ว่างงานตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Unemployment) การว่างงานแบบนี้จะมีมากขึ้นในช่วงเศรษฐกิจหดตัวหรือเศรษฐกิจซบเซา ที่มีสาเหตุมาจาก การลดลงของ อุปสงค์มวลรวม (Aggregate demand) และการว่างงานจะลดลงในช่วงเศรษฐกิจ ขยายตัวมากขึ้น จากการใช้นโยบายการเงินและการคลังขยายตัว


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 88 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน 5. การว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) และ การจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) การว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Unemployment) คือการที่ทุกๆประเทศ ไม่สามารถ ท�ำให้การว่างงานเป็น 0 ได้ เนื่องจากสาเหตุของการว่างงานระหว่างการหางานและรอการเปลี่ยนงาน (Frictional Unemployment) ที่แรงงานจะมีการลาออก เพื่อหางานใหม่ มีการว่างงานเพื่อรอ ที่ท�ำงานใหม่เรียกไปสัมภาษณ์ อยู่เสมอๆในทุกๆประเทศ การจ้างงานเต็มที่ (Full Employment หมายถึงภาวะที่ไม่มีการว่างงานที่ไม่สมัครใจ หรือภาวะ ที่ทุกคนที่ต้องการจะท�ำงาน มีงานท�ำ แสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างเต็มที่แล้ว การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Income Distribution) ดัชนีที่ใช้วัดคือสัมประสิทธิจีนี (GiNi Coefficient) ซึ่งจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-1 เป็นตัวบ่งชี้ ความเหลื่อมล�้ำของการกระจายรายได้ หรือการกระจายความร�่ำรวยนั่นเอง สาเหตุที่สัมประสิทธิจีนี มีความส�ำคัญอย่างมาก คือ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลต่อความเหลื่อมล�้ำทางด้านรายได้ (บางทีการเร่งพัฒนาทางเศรษฐกิจมากจนเกินไป ก็ต้อง Trade off ด้วยความเหลื่อมล�้ำทางด้าน รายได้ที่สูง)


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 89 ที่มา Max O, Lorenz (1905) and Corrado Gini (1912) เส้นสีฟ้า แสดงถึงความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ (Line of perfect equality) เป็นเส้นแห่ง ความเท่าเทียมสุดๆ ยิ่งเส้น Lorenz curve (เส้นสีแดง) ห่างจากเส้นสีฟ้า (เส้นความเท่าเทียม) มากเท่าไหร่ แสดงถึง ค่า Gini ที่สูง ความเหลื่อมล�้ำทางด้านรายได้ในประเทศนั้นก็จะสูงมากเช่นกัน Gini = 0 แสดงความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ Gini = 1 หรือ 100% แสดงความไม่เท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 90 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การค้าและการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นจาก แต่ละประเทศมีความถนัดในการผลิตที่ต่างกัน รวมไปถึง ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศมีความต่างกัน เช่นประเทศไทยมีความสามารถและความพร้อม ในการปลูกทุเรียน ขณะที่ประเทศจีนไม่สามารถผลิตทุเรียนได้เอง แม้ประเทศจีนลงทุนเพื่อให้มี ความสามารถในการผลิตทุเรียนได้ ก็จะเป็นทุเรียนที่ต้นทุนสูง ขณะที่คุณภาพก็อาจไม่ดีเท่า ดังนั้นแทนที่ ประเทศจีนจะปลูกเอง สู้ให้ไทยปลูกทุเรียนแล้วน�ำเข้ามาจะดีเสียกว่า ดังนั้น“การค้าระหว่างประเทศ” จึงเกิดขึ้น แต่เมื่อพูดถึงการค้าระหว่างประเทศนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “การเงินระหว่างประเทศ” ไปพร้อม ๆ กัน เพราะอย่าลืมว่าการค้าระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงการซื้อขาย แต่ยังมีเรื่องการลงทุน ระหว่างประเทศด้วย ท้ายที่สุดเราจึงต้องศึกษาทั้งสองเรื่องควบคู่กันไป ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ลัทธิการค้านิยม (Merchantilism) เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่าต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการค้าของประเทศโดยต้องการ ที่จะส่งออกมากกว่าน�ำเข้า เพื่อให้เกินดุลทางการค้า (ส่งออกมากกว่าน�ำเข้า) ดังนั้นทฤษฎีนี้ จะสนับสนุนให้แต่ละประเทศมีการส่งออกให้เยอะที่สุด โดยรัฐจะออกนโยบายที่สนับสนุนการส่งออกเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันรัฐจะลดการน�ำเข้าให้มากที่สุด โดยใช้ก�ำแพงภาษี ตั้งอัตราภาษีน�ำเข้าสูงมาก ๆ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานแนวความคิดมาจาก หลักการแบ่งงานกันท�ำตามความถนัดของ Adam Smith หากจะพูดง่าย ๆ คือ แต่ละประเทศมีทรัพยากรต่างกัน มีความถนัดในการผลิตต่างกัน หากประเทศไทยมีความถนัดในการผลิตสินค้า A ก็จะผลิตเพียงสินค้า A แล้วน�ำเข้าสินค้าที่ตน ไม่ถนัดทั้งหมด


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 91 ทฤษฎีได้เปรียบแบบเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) เป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการผลิตเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือ ต้นทุน ค่าเสียโอกาสในการผลิตต�่ำกว่า ก็จะผลิตสินค้านั้น ๆ แล้วน�ำเข้าสินค้าที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงกว่า Table 1 ตารางแสดงจ�ำนวนผลผลิตที่แต่ละประเทศผลิตได้ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง ผลผลิตนาฬิกา (เรือน) ผลผลิตล�ำไย (ตัน) ประเทศ A 10 5 ประเทศ B 2 4 ในเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน… ประเทศ A สามารถผลิตนาฬิกาได้ 10 เรือน มากกว่าประเทศนาย B ที่ผลิตได้เพียง 2 เรือน ดังนั้น ประเทศ A มีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) ในการผลิตนาฬิกา ประเทศ A สามารถผลิตล�ำไยได้ 5 ตัน มากกว่าประเทศนาย B ที่ผลิตได้เพียง 4 ตัน ดังนั้น ประเทศนาย A มีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) ในการผลิตล�ำไย สรุป ประเทศ A ควรผลิตทั้งนาฬิกาและล�ำไย ขณะที่ B ควรน�ำเข้าทั้งสองสินค้าข้างต้นแทน ซึ่งแนวคิดแบบนี้อาจจะดูไม่เสมือนจริงเท่าไหร่ จึงมีการน�ำเสนอทฤษฎีความได้เปรียบแบบ เปรียบเทียบ (Comparative Advantage) QR CODE ความแตกต่าง Absolute & Comparative Advantage


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 92 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน การเงินระหว่างประเทศ บัญชีดุลการช�ำระเงิน คือ บัญชีที่บันทึกการท�ำธุรกรรมต่าง ๆ ของใครก็แล้วแต่ที่มีภูมิล�ำเนาอาศัยในประเทศไทย แล้วท�ำธุรกรรมระหว่างประเทศกับประเทศอื่น ๆ ในช่วง 1 ปี โดยบัญชีดุลการช�ำระเงินประกอบด้วย บัญชีเดินสะพัดและบัญชีเงินทุนการเงิน บัญชีเดินสะพัด คือ บัญชีที่รวมมวลคู่การค้า การบริการ รวมไปถึงเงินรายได้และเงินบริจาคระหว่าง ประเทศ โดยบัญชีเดินสะพัดจะประกอบด้วย 4 บัญชีย่อย 1) ดุลการค้า เป็นดุลที่เกี่ยวกับการน�ำเข้าส่งออก “สินค้า” โดยค�ำนวณจากการน�ำมูลค่า สินค้าส่งออกลบมูลค่าสินค้าน�ำเข้า (X − M) เช่น หากประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะระไปประเทศ สหรัฐฯ ดุลการค้าของประเทศไทยก็จะเป็นบวก แต่หากประเทศไทยน�ำเข้าข้าวหอมมะระจากประเทศ สหรัฐฯ ดุลการค้าของประเทศไทยก็จะมีค่าเป็นลบ 2) ดุลบริการ เป็นดุลที่เกี่ยวกับการบริการระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว การขนส่ง หรือ การประกันภัย เป็นต้น


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 93 3) ดุลรายได้ เป็นดุลที่เกิดจากคนในประเทศไปท�ำงานหรือลุงทุนที่ต่างประเทศแล้วส่งเงิน กลับมา 4) ดุลบัญชีเงินโอนและบริจาค เป็นดุลที่เกิดจากการรวมเงินบริจาคระหว่างประเทศ และรวมมูลค่าของเงินโอนต่าง ๆ เช่น นาย A โอนเงินจากต่างประเทศกลับมาให้กิ๊กที่ประเทศไทย จะท�ำให้ดุลบัญชีเงินโอนและบริจาคจะมีค่าเป็นบวก ดังนั้นหากผู้อ่านคนใดต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยเหลือประเทศไทยให้มีดุลเกินสะพัด ก็จงหาแฟน/กิ๊กเป็นชาวต่างชาติแล้วให้บรรดากิ๊ก/แฟน โอนเงินมาให้ที่ไทย ช่วยกันคนละไม้ละคนละมือ…ประเทศไทยน่าจะยิ่งเกินดุลบัญชี และกลายเป็น ประเทศที่ร�่ำรวยน่าดู บัญชีทุนและการเงินเป็นบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุนข้ามประเทศทั้งลงทุนทางตรงและทางอ้อม เช่น กิ๊ก/แฟนชาวต่างชาติที่น้อง ๆ ได้หาไว้เมื่อข้อที่แล้ว น�ำเงินมหาศาลมาลงทุนโดยตรงในประเทศไทย จะท�ำให้บัญชีทุนและการเงินมีค่าเป็นบวก การลงทุนทางตรง คือ เจ้าของเงินทุนเป็นผู้ด�ำเนินกิจการด้วย เช่น TOYOTA ลงทุน เปิดโรงงานที่ไทย การลงทุนทางอ้อม คือ เจ้าของเงินทุนไม่ได้เป็นผู้ด�ำเนินกิจการ เช่น การเข้ามาซื้อหุ้น ที่ประเทศไทย บัญชีเงินส�ำรองระหว่างประเทศคือสินทรัพย์ส�ำรองระหว่างประเทศท�ำหน้าที่ส�ำคัญ 2 อย่างคือ 1.) เพื่อให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือในการพิมพ์เงิน 2.) ความมั่นใจต่อต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศนั้น ๆ โดยปกติแต่ละประเทศจะมีการส�ำรองเงินระหว่างประเทศเป็นเงินสกุลใหญ่ ๆ ของโลก เช่น สกุลเงินยูโร สกุลเงินหยวน สกุลเงินดอลล่า รวมไปถึงมีการส�ำรองทองค�ำเป็นจ�ำนวนมาก ซึ่งถูก ก�ำกับดูแลโดยธนาคารกลางแห่งประเทศไทย เนื่องจากบัญชีเงินส�ำรองระหว่างประเทศเป็นบัญชีที่ไว้เพื่อปรับงบการเงินในทางบัญชี (เหมือนกับการลงบัญชีของการค้าทั่วไป Debit-Credit) เช่น หากประเทศ A มีการน�ำเข้าสินค้า จะลงตัวเลข (Debit) ในช่องดุลการช�ำระเงิน และลงตัวเลข(Credit) ในช่องบัญชีเงินส�ำรองระหว่าง ประเทศ ดังนั้นดุลช�ำระเงินมีมูลค่าเท่ากับสินทรัพย์ส�ำรองระหว่างประเทศเสมอ


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 94 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน Table 2 ตัวอย่างดุลการช�ำระเงินของไทย พ.ศ. 2562 ไตรมาสที่ 1 รายการ Q1/2562 1.) ดุลบัญชีเดินสะพัด 460,483.56 ก. ดุลการค้าและบริการ 502,056.70 1. ดุลการค้า 215,135.26 สินค้าออก, เอฟ. โอ.บี. 1,903,774.50 สินค้าเข้า, เอฟ. โอ.บี. 1,688,639.25 เฉพาะทองค�ำ 42,429.62 2. ดุลบริการ 286,921.44 2.) ดุลบัญชีเงินทุน -131,764.38 ก. บัญชีทุน 0.00 ข. เงินทุนเคลื่อนย้าย -131,764.38 1. การลงทุนโดยตรง -128,594.43 2. การลงทุนในหลักทรัพย์ -53,995.21 3.) ความคลาดเคลื่อนสุทธิ -156,624.71 ดุลการช�ำระเงิน ( 1+2+3) 172,094.47 สินทรัพย์เงินส�ำรองระหว่างประเทศ 172,094.47


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 95 ตลาดเงินตราต่างประเทศ อย่างที่ทุกคนทราบกันว่าแต่ละประเทศในโลกใช้เงินตราต่างสกุลกัน เช่น ประเทศไทยใช้เงินบาท ประเทศญี่ปุ่นใช้เงินเยน ดังนั้นหากจะไปท�ำการค้ากับประเทศใดก็ตาม ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนเงินตรา เกิดขึ้นจึงเป็นที่มาของ “ตลาดเงินตราต่างประเทศ” ค่าเงินอ่อนค่าและค่าเงินแข็งค่า เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา จะแทนค่าเงินบาทว่าเป็นค่าเงินภายในประเทศ และจะแทนค่าเงิน ดอลล่าเป็นค่าเงินต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่า (Depreciation) คือ เงินบาทมีค่าลดลงหรือต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลก เงินดอลล่าเท่าเดิม เช่น เดิม : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลล่า 30 บาท/ดอลล่า คือต้องใช้เงิน 30 บาท เพื่อแลก 1 ดอลล่า ถัดมา : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลล่า 35 บาท/ดอลล่า คือต้องใช้เงินถึง 35 บาท เพื่อแลก 1 ดอลล่า จะเห็นได้ว่าหากต้องการจะแลกเงินดอลล่า 1 ดอลล่าเท่าเดิมต้องใช้เงินบาทมากขึ้น จาก 30 บาทเป็น 35 บาท นี่แหละที่เรียกว่าเงินบาทอ่อนค่า.. เงินบาทแข็งค่า (Appreciation) คือ เงินบาทมีค่ามากขึ้นหรือใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อแลกเงิน ดอลล่าเท่าเดิม เช่น เดิม : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลล่า 30 บาท/ดอลล่า คือต้องใช้เงิน 30 บาท เพื่อแลก 1 ดอลล่า ถัดมา : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลล่า 25 บาท/ดอลล่า คือใช้เงินเพียง 25 บาท จะแลกได้ 1 ดอลล่า จะเห็นได้ว่าหากต้องการจะแลกเงินดอลล่า 1 ดอลล่าเท่าเดิมไม่จ�ำเป็นต้องใช้เงินบาท ถึง 30 บาทแต่ใช้เพียง 25 บาท นี่แหละที่เรียกว่าเงินบาทแข็งค่า


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 96 | เศรษฐศาสตร์ภาษาคน อุปสงค์เงินตราต่างประเทศ (Demand for USD) คือความต้องการเงินตราต่างประเทศ (ณ ที่นี้จะแทนเงินตราต่างประเทศว่าเป็นค่าเงิน USD) คนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย นักท่องเที่ยว, นักธุรกิจ และ ธนาคารโดยความต้องการเงินตราต่างประเทศ มีความสัมพันธ์ตามกฎของอุปสงค์ (Law of Demand) ซึ่งจริง ๆ แล้วปัจจัยที่ก�ำหนด Demand for USD มีมากมาย แต่ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เราจึง ก�ำหนดให้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นตัวก�ำหนดโดยตรง (THB/USD) 0 USD ( ) 25 THB/USD 20 THB/USD 10 Demand for USD 20 25 THB/USD 25 1 A B (THB/USD) 25 THB/USD 20 THB/USD Supply of USD A B 18 9 June, 2019 11:08 AM (มองในมุม ผู้ซื้อถือเงินบาทแล้วต้องการแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์) เดิม อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 25 THB/USD ท�ำให้มีความต้องการเงิน USD ปริมาณ 10,000 ดอลลาร์ แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าเป็น 20 THB/USD ท�ำให้มีความต้องการเงิน USD มากขึ้น เป็น 20,000 ดอลลาร์ หรืออีกนัยคือ ใช้เงินบาทน้อยลง 5 บาทเพื่อแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ ท�ำให้ ความต้องการเงินดอลลาร์มากขึ้น


2 January, 2019 12:09 AM New Section 5 Page 1 เศรษฐศาสตร์ภาษาคน | 97 อุปทานเงินตราต่างประเทศ (Supply for USD) คือความต้องการขายเงินตราของต่างประเทศ คนกลุ่มนี้คือคนที่มีเงินตราต่างประเทศ อยู่ในมือและต้องการขายเงินเหล่านี้ออกไปเพื่อแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาท โดยอุปทานเงินตรา ต่างประเทศมีความสัมพันธ์ตามกฎของอุปทาน (Law of Supply) 0 USD ( ) 25 THB/USD 20 THB/USD 10 Demand for USD 20 A B (THB/USD) 0 USD ( ) 25 THB/USD 20 THB/USD 10 20 Supply of USD A B New Section 5 Page 21(มองในมุม ผู้ขายถือเงินดอลลาร์แล้วต้องการแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นบาท) เดิม อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 25 THB/USD ท�ำให้มีความต้องการขายเงิน USD ปริมาณ 20,000 ดอลลาร์ แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าเป็น 20 THB/USD ท�ำให้มีความต้องการขายเงิน USD ลดลง เป็น 10,000 ดอลลาร์ หรืออีกนัยคือ หากขายเงินดอลลาร์เท่าเดิมจะได้เงินบาทที่น้อยลง


Click to View FlipBook Version