The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddha_eyes, 2022-02-18 01:45:36

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Mahachulalongkornrajavidyalaya University ,Thailand

รายงาน

เรอ่ื ง การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

จดั ทำโดย
พระอานน ขนตฺ ิธมฺโม
รหสั นิสติ ๖๔๒๙๖๐๔๐๐๙
พระวิทยา ปญญฺ าวโร
รหสั นสิ ติ ๖๔๒๙๖๐๔๐๑๑

เสนอ
พระชนินสทิ ธิ์ สทุ ธิจติ ฺโต

รายงานเล่มนเี้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของวิชา สมั มนาการบริหารกจิ การคณะสงฆ์
ตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ คณะสังคมศาสตร์

ภาคเรียนท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

คำนำ

รายงานเรื่อง “การเผยแพร่พระพุทธศาสนา” ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา สัมมนาการ
บริหารกิจการคณะสงฆ์ รหัสวิชา บส.008 มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับการเผยแพร่
พระพทุ ธศาสนา ความหมาย ประวตั คิ วามเปน็ มา และการเผยแผ่ในประเทศต่างๆ

การศึกษาค้นคว้าเรื่อง “การเผยแพร่พระพุทธศาสนา” เล่มนี้ ข้าพเจ้าได้วางแผนการ
ดำเนินงานการศกึ ษาค้นคว้าเป็นระยะเวลา ๑ เดือน ซึ่งได้ศึกษาจากแหล่งความรูต้ ่างๆ อาทิ ตำรา
หนงั สือ หนงั สือพมิ พ์ วารสาร นิตยสาร และแหล่งความรู้จากเวบ็ ไซตต์ ่างๆ

การจัดทำรายงานฉบบั น้ีสำเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค์ไปดว้ ยดี ขา้ พเจา้ ขอขอบพระคุณ พระชนนิ สิทธิ์
สุทธฺ ิจติ ฺโต ทท่ี า่ นได้ให้คำแนะนำการเขยี นรายงานจนทำให้รายงานฉบบั นสี้ มบูรณใ์ นด้านแผนปฏบิ ัตศิ กึ ษา
การทำรายงาน การเรียบเรียงเนื้อหา การเขียนบรรณานกุ รมได้สำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี ข้าพเจ้าหวังเปน็
อย่างยิง่ ว่าเนอ้ื หาในรายงานฉบบั นท้ี ่ีได้เรยี บเรียงมาจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผสู้ นใจเปน็ อย่างดี หากมสี ิ่งใดใน
รายงานฉบับนี้จะต้องปรับปรุงข้าพเจ้าขอน้อมรับในข้อชี้แนะและจะนำไปแก้ไขหรือพัฒนาให้ถูกต้อง
สมบรู ณ์ต่อไป

คณะผจู้ ัดทำ
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

ม.ค. ๒๕๖๕

สำรบัญ

เรอื่ ง หน้า

บทคัดยอ่ ...............................................................................................................................................1
ประวตั แิ ละความเปน็ มาของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา........................................................................3
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประเทศต่างๆ............................................................................................4
หลักการและวธิ ีการเผยแผ่

๑. หลักการเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนา..........................................................................57
๒. หลักการวเิ คราะห์ผรู้ บั สารตามแนวพุทธศาสนา..................................................................57
๓. วธิ ีการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา.............................................................................................58
๔. หลักการเกยี่ วกบั เนือ้ หาท่ีเผยแผ.่ ........................................................................................59
๕. คณุ สมบตั ภิ ายนอก (ทางกายภาพ) ของผ้เู ผยแผ่.................................................................59
เทคโนโลยสี ารสนเทศ............................................................................................................................60
นวตั รกรรมการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา..................................................................................................63
บรรณานุกรม............................................................................................................................. ...........67

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 1

ความหมายการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

Buddhism propagation

บทคัดยอ่

คำวา่ "เผยแผ่" และเผยแพร่ ดูผวิ เผนิ อาจมคี วามหมายคล้ายเคยี งกัน แตใ่ นทางพระพุทธศาสนา การใช้
คำทั้งสองมหี ลกั ในการใช้...เปน็ ตน้ วา่

พทุ ธศาสนกิ ชนทกุ คนมีหน้าทเี่ ผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนาให้กว้างไกลออกไป เพือ่ ประโยชนส์ ุขของ
ชาวโลก ความวัฒนาสถาพรของพระพทุ ธศาสนา และความม่นั คงของชาติไทย ผ้ทู จ่ี ะทำหนา้ ทีเ่ ผยแพรศ่ าสนา
ไดด้ ตี ้องเปน็ ผรู้ ศู้ าสนา และปฏบิ ัติตนตามหลกั ธรรมในศาสนาไดโ้ ดยสมบรู ณเ์ ป็นนจิ การเผยแพร่ศาสนามคี ำท่ี
ใชอ้ ยู่ ๒ คำ คือ คำวา่ "เผยแพร"่ และ"เผยแผ่" มผี ้อู ธิบายคำว่า "เผยแพร่"เปน็ ลกั ษณะของมิชชนั นารี่ คือ มงุ่ ม่นั
จะใหผ้ ูอ้ ่นื ยอมรบั ในศาสนาของตน ซง่ึ เป็นลักษณะแหง่ การจงใจให้อีกฝ่ายหนงึ่ หันมานบั ถือคำสอนนน้ั ๆ ส่วน
คำวา่ เผยแผ่ หมายถึง การประกาศให้ทราบ หากทราบแล้วสนใจจะเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชน ก็ไม่เปน็ ทร่ี ังเกียจการ
เผยแผเ่ ปน็ ศพั ท์ทม่ี ลี ักษณะอะลมุ่ อล่วย และแสดงถงึ การมีใจกวา้ ง ไม่ผกู มดั ผูอ้ ืน่ ด้วยความคิดของตนเอง หรือ
ศาสนาของตน ในการเผยแพร่หรอื เผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ถ้ากระทำโดยคฤหสั ถ์ นิยมใชค้ ำวา่ เผยแพร่ แต่ถา้
เปน็ หน้าทขี่ องพระภิกษสุ ามเณรหรอื พระสงฆ์ จะใชค้ ำวา่ เผยแผ.่ ..เชน่ "พระพทุ ธศาสนาแพรห่ ลายมาจนถงึ ทกุ
วนั นี้ กเ็ พราะพระสาวกได้ชว่ ยกันเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ถา้ ขาดการเผยแผแ่ ล้ว พระพทุ ธศาสนาจะไม่
แพรห่ ลายมาจนถึงทกุ วันน้ี"

การเทศนาสงั่ สอนประชาชนเปน็ การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาท่ีพระสงฆ์ และคณะสงฆถ์ ือเป็นกจิ การ
พระศาสนาท่สี ำคัญทส่ี ุด จดุ หมายของการศกึ ษาเล่าเรียนปรยิ ตั ธิ รรมประการหนึง่ คอื ความรูค้ วามสามารถ ใน
การทจ่ี ะนำพระธรรมคำสง่ั สอนของพระพุทธเจ้าไปส่ปู ระชาชน หรอื เรียกวา่ การเผยแผ่น้ี พระภกิ ษุทเี่ ทศน์เก่ง
เทศน์ดจี ะไดร้ บั ยกย่องมาก ปจั จบุ ันมบี างวัด จดั การสอนวาทศิลปใ์ นหลกั สตู รการศึกษาของพระภิกษสุ ามเณร
กเ็ ปน็ การสง่ เสรมิ พระภกิ ษสุ ามเณรใหม้ คี วามสามารถในการเผยแผ่

มผี สู้ นั ทัดกรณอี ธบิ ายวา่ แนวทางการเผยแผใ่ ห้ถงึ จุดหมายของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ผเู้ ผยแผ่
จะตอ้ งเทศนา หรือบรรยายไปตามลำดบั ชน้ั คือ ยกหัวขอ้ ธรรมะทเ่ี หมาะสมกบั ผฟู้ งั ในสงั คมนนั้ ๆ ข้ึนเป็นหลัก
ในการบรรยาย บรรยายขยายความของหวั ขอ้ น้ันใหก้ ว้างขวางแจ่มแจง้ ใหเ้ ปน็ ทเ่ี ข้าใจของผ้ฟู งั รวบรวมความที่
บรรยายแลว้ มายอ่ เอาเฉพาะความท่ีสำคญั เพอื่ ทบทวนความทรงจำของผูฟ้ งั คือการสรปุ ขอ้ ความท่ีบรรยาย

การบรรยายความของหวั ขอ้ ต้องบรรยายตามลำดับข้นั ทงั้ ๓ คอื ให้ผฟู้ ังไดเ้ รยี นรใู้ ห้เขา้ ใจ ใหผ้ ู้ฟงั ถือ
ปฏิบัตคิ ือ ทำตามได้ ผลทผ่ี รู้ ับจะไดร้ บั คอื ทำตาม เปรียบเทยี บเหมือนการบอกยารกั ษาโรค การเผยแผ่หรอื การ
แสดงธรรมดังกล่าวน้ี เป็นการดำเนินการตาม "หลกั ในการแสดงธรรมของพระพทุ ธเจา้ ๓ ประการ"

๑. ทรงแสดงธรรม เพอื่ ใหผ้ ูฟ้ งั รู้ยิ่ง เห็นจริงในสิ่งทบ่ี คุ คลนนั้ ๆ ควรรคู้ วรเหน็
๒. ทรงแสดงธรรมมเี หตมุ ีผล ท่ผี ฟู้ ังแตล่ ะคนอาจไตรต่ รองพจิ ารณาเห็นแลว้ เห็นจรงิ ได้
๓. ทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์ คอื ผูป้ ฏบิ ตั ิตามธรรมแลว้ จะไดร้ บั ผลตามควรแกก่ ารปฏบิ ัตขิ องเขา
มากบา้ ง น้อยบ้าง
การใช้คำวา่ "เผยแผ"่ และ "เผยแพร"่ ในทางพระพทุ ธศาสนาเป็นเร่อื งสำคัญไม่นอ้ ย หากใชไ้ ด้ถูกหลกั ก็
นับว่าเปน็ ประโยชน์ ไม่เสยี หายอะไรทท่ี ำความเข้าใจกบั คำเหลา่ นี้

คำสำคญั : การเผยแผ่ ,พระพทุ ธศาสนา ,พระสงฆ์

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 2

Abstract

but in BTuhdedtheirsmmsT"hperompaaginatues"eaonfdbpoutbhliwsho,rdosnisthteo suusrefa..c.ef,omr eaxyahmapvlee.similar meanings.
cmbtlBaptiItttfaehhhobueeyyoreoemaldcrmmoensusaodpomukgsuatthean,hohnskiioitnEettsen,wmcpshpmvro.toehelerhtepewamovhorwenacywareoaptitrcnlofwittBnltracghyrodoutdoennedhetmidroalsuiaecdidrdcpcstrirosimocwnherrpspmeoeeipol:sritapplenpoortrti“gestlaetglpdpihiereagnoroearamrathdgTonogesestephda.sipoluoliyatteenptanaeinjhocogiendtdentdenaibdidluvstrtiiasonshtteiossyouc'ssl”aefubrhcpdstpetmoetaeopraotrilednrocwieyreigdnaood.sn.afii."anpdoeap.mcfno“grtrnhaorieipcfn.BgnirenagerwaBgugdeeodgtuhdw,,nxiapondidBawibecratBgdmuhhhruhgpuohrdiatispiedlrtsitsdmesohililedtfmiehapegyt”hihiiac.sotI"ipafsegmhD"BntnriaPaousiwtdtInurmtfhdioatn'cabnsehndcriurglopdreathnisesaetltBitoemhsinrduotmibsibidsnuidnssiuteongtadiswncyhf"dialahodiaoridsoinsesesrefolefemalscmadtsi.ilcghaurpiefgkimaeerIoorlifmbiaioertnbrisonsyliautoeestfsTdshobirniothtasefypkopotneto,Terdearbpatonrhelorhnetyrspyoanhoeonnaamiveiptilnreosrgaireca.faaaunbiedgokatittndtyaiwanwio:cnootydAnoaneeagrf.
aeawothnbdfilediulslticpbttuayehedtoetiPyhooprcinagellpehneacrldcroooyghrpuysrikntareausngggerdoaaeatwyronedcfnidoesmnadtkses.noiaCtdonhcuewkhirsrslrieenepaddgnnrogttdtehlphyeneaa, ogtnmpahvdeteiociooraseeptbnsliiaAemliisrteimypsa.ostopiohrnntrmeaokonepmrwtdrthooreeeotpmriloaiitgspnogialgoembotusiroosoitndnnoagkfoatfsttfeahapaiBerncrusehdBdOaudrcnnhdhheoediivsntohmiogcfare'atitscshnoatetdeltohaaopcehrbrtheajsmeivanicecnogthnisttvihhknetsoeegs.
cttthsehhulieexaemarttarmgdsrooceathaTcosrlciiihcezreaeobtibyrlfeweeomhdpraudararnoteiendprils,weayirigeemsia,nltltpor-iaitnoonhigsdrfeitonaBrlgbnmuetytcd.ehtdtudetohhrteipresoeemTpvoahiicpeueTwlodehnfieteaehDnrxemhrcpaaemitlrs.aimvseinieGmoaianneottgaxhhrpryaetiaehtronsaifsdwtmtsahhtpuhoaepsetnltriosmthpthpaeerersnetiahaettobcroephedisf.ieconaoortfrsotudhplbmeeeroescmacptubruaaidbrrgroiieynaeadtgnodincfigaaentnnhtidndoea
tTdThhhisereeealreisesetsPTeurTnhilnhteecertinhptpaaolrertorsltapehtoaaievfrgnearTeteoticooafinpctuhihoenienrndgtmteowtrahspintleilacifnrBemedusct.udeafsditovtihoerbantie'shsoetdDfoehlsisfusacotcrrelmhilbnoadeew"hrd. atciornommpoarrpadiascertareincoleifakicetsthittoreoenlelbiansecgtceaaopbrdsdl,eriuntthggoatttfooois"tl,lrToefhowaert.
the truth in wh1a.t Htheapt rpeearcshoendshthoeulDdhkanrmowa,ssohothualdt tsheee listeners would know better. see
contemplated2a.ndHeseperneached the Dharma with reason. that each listener may have
will be affecte3d. aHcecohradsintagutgohht itshperaDchtaicrem, amaosrea morirlaecslse, who has practiced the Dharma.
uimnpdoerrtsatannt.dItfhTeithseecawunsoerdbosef. tuhseedwocrdosrr"epcrtolyp,aigtaties" caonndsi"dperroepdaguasteef"uinl. BItudddoheissmn'tishnuortletsos

Keywords: propagation, Buddhism, monks

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่

พระพุทธศาสนา 3

ประวตั แิ ละความเป็นมาของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

บรรดาศาสนาสำคัญทีม่ ีผนู้ ับถือเป็นจำนวนมากในปัจจบุ ัน พระพุทธศาสนานบั ว่าเป็นศาสนาที่มีอายุ
เก่าแกเ่ ปน็ อันดับสอง รองจากศาสนาพราหมณท์ ีด่ ำรงอยู่ในรูปของศาสนาฮินดู พระพุทธศาสนาอุบัติข้นึ ในโลก
เม่ือ ๔๕ ปกี ่อนพุทธศักราช (พุทธศกั ราชเร่มิ นับ ๑ ถดั จากปที พ่ี ระพทุ ธเจ้าเสด็จดับขันธปรนิ พิ พาน) ในดนิ แดน
ชมพทู วีปซง่ึ ในปจั จบุ ันได้แก่ ประเทศอนิ เดยี และเนปาล โดยเริ่มข้ึนในวันทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา
แก่พวกปัญจวัคคีย์ ซ่งึ ตรงกบั วนั เพ็ญ เดือนอาสาฬะ (ขึน้ ๑๕ คำ่ เดือน ๘) จากวนั น้นั เปน็ ต้นมา พระพุทธเจ้า
ได้เสด็จจาริกออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทัว่ ชมพูทวปี โดยในระยะแรกพระองค์เสด็จออกเผยแผ่พระองค์
เดียว เมื่อมีสาวกมากขึ้น ก็ให้พุทธสาวกออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย ทำให้พระพุทธศาสนามีความ
เจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายไปในชมพูทวีปอย่างรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิมแล้วหันมานับถือ
เล่อื มใสศรัทธาในพระพทุ ธศาสนามากขึน้ เป็นลำดบั

เมอ่ื พระสมั มาสมั พุทธเจา้ เสด็จดบั ขันธปรนิ พิ พานแลว้ ต่อมาประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๓ พระเจา้ อโศก
มหาราชผปู้ กครองประเทศอนิ เดียในสมยั นนั้ มีความศรัทธาเล่อื มใสในพระพุทธศาสนามาก พระองคไ์ ดท้ รงให้
ความอุปถัมภ์โดยทรงจดั ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครงั้ ที่ ๓ ขึน้ ในปี พ.ศ.๒๓๖ ณ วดั อโศการาม นครปาฏ
ลบี ุตร แคว้นมคธ (ปจั จุบนั คอื เมืองปัตนะ เมืองหลวงของรฐั พิหาร) ทรงอาราธนาพระโมคคลั ลีบุตรติสสเถระ
เป็นประธาน หลังจากสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยเสร็จสิ้นแล้ว พระโมคคลั ลบี ุตรติสสเถระ ได้จัดคณะ
พระธรรมทูตออกเปน็ ๙ คณะแล้วส่งไปประกาศพระพทุ ธศาสนาในดินแดนตา่ งๆ ดังน้ี

สายที่ ๑ มีพระมัชฌันติกเถระเปน็ หัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัษมิระ คือ รัฐ
แคชเมียร์ ประเทศอินเดยี ปัจจุบัน และแคว้นคันธาระ ในปัจจุบัน คือ รัฐปัญจาป ทั้งของประเทศอินเดยี และ
ประเทศปากีสถาน

สายที่ 2 พระมหาเทวเถระ เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมหิสมณฑ,ปัจจุบนั
ได้แก่ รัฐไมเซอรแ์ ละดนิ แดนแถบลุ่มแม่น้ำโคธาวารี ซึง่ อยู่ในตอนใตป้ ระเทศอินเดีย

สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เป็นหัวหนา้ คณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวาสีประเทศ ในปัจจบุ ัน
ได้แก่ ดนิ แดนทางตะวนั ตกเฉยี งใต้ของประเทศอนิ เดยี

สายที่ 4 พระธรรมรกั ขติ เถระ หรอื พระโยนกธรรมรกั ขติ เถระ (ซง่ึ เข้าใจกันวา่ เป็นฝรั่งคนแรกในชาติ
กรีกที่ได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนา)เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบทปัจจุบัน
สันนษิ ฐานว่าคอื ดินแดนแถบชายทะเลเหลอื เมอื งบอมเบย์

สายท่ี 5 พระมหาธรรมรกั ขติ เถระ เปน็ หัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ณ แคว้นมหาราษฎร์
ปจั จบุ ัน ได้แก่ รัฐมหาราษฎรข์ องประเทศอนิ เดีย

สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในเอเซ๊ยกลาง ปัจจุบัน
ได้แก่ ดินแดนที่เปน็ ประเทศอหิ ร่านและตรุ กี

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 4

สายที่ 7 พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือพระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิส
สระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ณ ดนิ แดนแถบภูเขาหมิ าลัย สันนิษฐานว่า คอื ประเทศ
เนปาล

สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ณ ดินแดน
สุวรรณภมู ิ ซงึ่ ปจั จบุ นั คือ ประเทศในคาบสมุทรอินโดจนี เชน่ พม่า ไทย ลาว เขมร เป็นต้น

สายที่ 9 พระมหินทเถระ (โอรสพระเจา้ อโศกมหาราช) พร้อมด้วยคณะ คอื พระอรฏิ ฐเถระ พระอุทรยิ
เถระ พระสมั พลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ณ ลังกาทวปี ในรชั สมัยของพระเจา้
เทวานมั ปิยตสิ สะ กษตั ริย์แหง่ ลงั กาทวีป ปจั จบุ นั คอื ประเทศศรลี ังกา

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสปู่ ระเทศต่างๆ

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ ส่สู หรฐั อเมริกา

พระพทุ ธศาสนา เริม่ เผยแผเ่ ข้าสสู่ หรัฐอเมรกิ า ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๔ โดย พนั เอก เอช. เอส.
ออลคอตต์ ไดแ้ ต่งหนังสอื ช่อื ปจุ ฉาวสิ ชั ชนาทางพระพทุ ธศาสนา (Buddhist Catechism ) ข้นึ เผยแผแ่ ต่คนยงั
ไมไ่ ดใ้ หค้ วามสนใจเท่าใดนกั จนกระท่งั ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ อนาคารกิ ะ ธมั มปาละ พทุ ธศาสนกิ ชนชาวลงั ไดเ้ ดิน
ทางเขา้ ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเปน็ ครง้ั แรกในสหรัฐอเมรกิ า จึงเรม่ิ มผี นู้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาเพมิ่ ขึน้ ซ่งึ ส่วน
ใหญ่จะเปน็ ชาวจนี และชาวญี่ปุ่นเทา่ น้นั

ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้สร้างวดั ทางพระพทุ ธศาสนานกิ ายสุขาวดี ขึน้ ที่นครซานฟรานซสิ โก โดยชาวญปี่ นุ่ เพอ่ื ใช้
ประโยชนใ์ นการบำเพ็ญศาสนกิจ และเป็นศนู ยก์ ลางในการปฏิบัติธรรม ซึง่ ทำใหช้ าวอเมรกิ นั เร่มิ หันมาใหค้ วาม
สนใจกบั พระพุทธศาสนามากขึ้น

ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ ไดม้ กี ารจัดต้ังสมาคมพระพทุ ธศาสนาแหง่ สหรฐั อเมรกิ าข้นึ ซ่งึ สมาคมน้ีในปจั จุบันก็ยงั ดำรงอยู่
และขยายสาขาไปยังรัฐต่างๆ เพมิ่ ข้นึ เรือ่ ยๆ โดยมีสำนกั งานใหญอ่ ยทู่ ่ี เมืองซานฟรานซิสโก รฐั แคลฟิ อรเ์ นยี

ใน พ.ศ. ๒๕๐๔ มหาวิทยาลัยวิสคอนซินได้เปิดการสอนหลักสูตรพุทธศาสตร์ ข้นึ ในระดบั ปริญญาเอก และ
ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงได้ตงั้ มหาวทิ ยาลัยพทุ ธธรรม ขึน้ ในรฐั แคลฟิ อรเ์ นยี โดยเปดิ สอน สาขาวิชา
พระพุทธศาสนา ตั้งแต่ระดับปริญญาตรจี นถงึ ปรญิ ญาเอก ซึ่งการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในสหรฐั อเมรกิ านน้ั
จัดว่ามคี วามสมบรู ณ์ทกุ ประการ เช่น การจดั ปาฐกถา การอภปิ ราย สนทนาธรรม สมั มนาทางวิชาการ การจดั
อบรมทางพระพทุ ธศาสนาภาคฤดูร้อน เปิดโรงเรยี นพระพุทธศาสนาวันอาทติ ย์ การแสดงพระธรรมเทศนา การ
บำเพ็ญกุศลในวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา นอกจากนี้ยงั มีวารสาร นวสูร ท่มี ีบทบาทสำคญั ในการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาขององคก์ ารพระพทุ ธศาสนานานชาตอิ กี ด้วย

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 5

พระพุทธศาสนาในสหรฐั อเมริกาในปัจจบุ นั

สหรัฐอเมริกานับว่ามีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
พระพุทธศาสนาแพร่หลายและกว้างขวางที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีชาว
ไทยและชาวเอเชยี ทีน่ บั ถือพระพุทธศาสนาอยู่กระจดั กระจายตามรัฐต่าง
ๆ ในสหรฐั อเมรกิ าเป็นจำนวนมากไม่ต่ำกวา่ ๖๐๐,๐๐๐ คน

ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา
โดยเฉพาะคนไทยทอ่ี ยกู่ ันหนาแน่ในบางเมอื ง เชน่ ลอสแอนเจลสิ ซานฟรานซสิ โก ชคิ าโก เป็นตน้ ก็ไดร้ ่วมกัน
จดั ตงั้ วัดไทยข้นึ ในชุมชนของตน เพือ่ ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนาและเป็นแหลง่ ท่ีใชพ้ บปะสังสรรค์กนั ระหวา่ ง
ชาวพทุ ธ วัดไทยในสหรฐั อเมรกิ าจึงมกี ระจัดกระจายอยูต่ ามรัฐต่างๆ เปน็ อันมาก ซึ่งมบี ทบาทนอกเหนือจาก
ศาสนากิจแล้ว ยังเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของไทยไปด้วย ได้แก่ การเปิดโรงเรียนพระพุทธศาสนาวัน
อาทิตย์และภาคฤดรู ้อนให้เด็กๆ ลูกหลานไทยทเ่ี กดิ เติบโตในสหรฐั อเมรกิ าไดเ้ รยี นรู้พระพุทธศาสนา ภาษาไทย
ที่มคี วามสนใจในพระพุทธศาสนาเขา้ มาศึกษาพระพทุ ธศาสนา และวัฒนธรรมไทยดว้ ย

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศอังกฤษ

พระพุทธศาสนาเร่ิมเผยแผ่เข้าสู่ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณ พ.ศ.
๒๓๙๓ โดยนายสเปนเซอร์ อาร์คี ไดพ้ ิมพ์หนงั สือศาสนจักรแหง่ บูรพาทศิ ออก
เผยแพร่ แต่ไม่มีผู้สนใจมากนัก จนกระทั่ง เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ได้เขียน
หนังสือ ประทีปแห่งเอเชียขึ้น และได้พิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. ๒๔๒๒ ก็ได้รับ
ความสนใจจากชาวองั กฤษอย่างกว้างขวาง ทำให้ชาวอังกฤษเริ่มหันมาเลื่อม
ใส่ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนามากขึ้น พ.ศ. ๒๔๒๔ ศาสตราจารย์ ที ดับเบลิ ยู
ริส เดวิดส์ ไดจ้ ัดต้ัง สมาคมบาลปกรณ์ ขนึ้ โดยมีวัตถปุ ระสงฆ์เพอื่ จดั พิมพ์พระไตรปิฎกเปน็ ภาษาอังกฤษออก
เผยแพร่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ มีการจดั ตงั้ พทุ ธสมาคมแหง่ เกรตบรเิ ตนและไอรแ์ ลนดข์ ้นึ ในกรุงลอนดอน พร้อมกับ
พมิ พว์ ารสาร พุทธศาสตร์ปริทัศน์ ออกเผยแพร่นอกจากนไ้ี ด้มกี ารจดั ต้งั วหิ ารทางพระพทุ ธศาสนาข้นึ หลายแหง่
ในประเทศอังกฤษ เช่น พุทธวิหารลอนดอน ของประเทศศรีลังกา วัดไทย ของมูลนิธิสงฆ์อังกฤษที่ถนนอัม
สตรีท กรุงลอนดอน และวัดพุทธประทีปของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน เป็นต้น

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 6

พระพุทธศาสนาในประเทศอังกฤษในปจั จุบัน

ในปัจจุบัน มีชาวอังกฤษหันมานับถือพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น
เรื่อย ๆ จากรายงานในวารสารทางสายกลางของพุทธสมาคมลอนดอน
ระบวุ ่า มสี มมาคมองคก์ รต่างๆ ทเี่ กีย่ วข้องกับพระพุทธศาสนาจัดตง้ั อยใู่ น
ประเทศอังกฤษประมาณ ๓๐ แห่ง เพื่อเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในหมู่ชน
ชาวองั กฤษ จงึ กล่าวไดว้ า่ พระพุทธศาสนาในประเทศองั กฤษค่อยๆ เป็น
ปกึ แผ่นมั่นคงและก้าวหนา้ ไปโดยลำดับนอกจากน้ีประเทศองั กฤษยังมคี วามสัมพันธ์กบั ชาวพทุ ธในประเทศไทย
โดยประธานสงั ฆสมาคม แห่งประเทศองั กฤษ ไดท้ ำหนงั สือผ่านสถานเอกอคั รราชทูตไทย ประจำกรงุ ลอนดอน
ขอเชิญผู้แทนสงฆ์ไทยพร้อมด้วยอธิบดีกรมการศาสนา เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อทำการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาและจัดหลักสูตรการศึกษาธรรม ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจาก ฯพณฯ
นายกรฐั มนตรี เมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมการศาสนาจงึ ได้สง่ คณะธรรมทตู ออกเดนิ ทางไปยงั ประเทศอังกฤษ และ
ต่อมาได้มีการสร้างวัดไทย และตั้งมูลนิธิพุทธศาสนาขึ้น ณ กรุงลอนดอน วัดไทยวัดแรกคือ วัดพุทธปทีป มี
พระสงฆ์ไทยอยู่จำพรรษา และประกอบศาสนกิจ มีชาวพุทธที่เป็นท้ังชาวไทย และชาติอ่ืนๆ ที่อยู่ในประเทศ
องั กฤษ มาประกอบกจิ กรรมที่วดั ไทยอยูเ่ สมอ เป็นจำนวนมาก ตอ่ มากม็ ีวัดไทยตง้ั ขน้ึ อีกหลายวดั เชน่ วดั พุทธ
ปทีป, วัดสงั ฆทาน, วดั ปา่ จติ ตวเิ วก, วัดป่าสันติธรรม, วัดพทุ ธวิหาร

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สูป่ ระเทศเยอรมนั

ชาวเยอรมนั ความสนใจในพระพุทธศาสนามาตั้งแตส่ มยั ก่อนสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ แตม่ ีจำนวนไม่มาก
นัก โดยชาวพุทธกลุ่มแรกในเยอรมนี นำโดย ดร.คารล์ ไซเดนสตือเกอร์ (Dr.Karl Seidenstuecker) ได้ก่อตัง้
สมาคมเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเยอรมนี ขึ้นที่เมืองเลปซิก เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ เพื่อเผยแผ่
พระพุทธศาสนาในประเทศเยอรมนีและส่งเสรมิ การศกึ ษาทางวิชาพระพุทธศาสนา

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในเยอรมันตะวันตกดำเนินการโดยเอกชน มีการจัดพิมพ์วารสารและจลุ
สารออกเผยแพร่ นอกจากนี้ก็มีการจัดปาฐกถาธรรมและสนทนาธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นประจำ
หนังสอื เก่ยี วกบั พระพทุ ธศาสนาท่ีมีช่ือเสยี งมากทีส่ ดุ ไดร้ บั การตพี มิ พเ์ ผยแผถ่ งึ ๖ ช่ัวอายคุ น คอื หนงั สือพุทธ
วจนะ ซึ่งเปน็ หนังสือที่แปลและเรียบเรียงจากภาษาบาลเี ป็นภาษาเยอรมัน โดยพระภิกษุชาวเยอรมันรูปแรก
ฉายาวา่ ทา่ นญาณดิลก หนังสือเล่มนี้ได้รับไดร้ บั การตีพิมพ์ซำ้ อย่างมากมาย และถา่ ยทอดเป็นภาษาอ่นื ๆ กว่า
๑๐ ภาษารวมทั้งภาษาไทยด้วย ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระพุทธศาสนาในเยอรมันก็หยุดการ
เคลื่อนไหว การดำเนินชีวิตแบบชาวพทุ ธซบเซามาก เพราะพรรคสังคมนิยมแห่งชาติ ไมต่ ้องการใหม้ ีการ

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 7

ดำเนินการของศาสนาใดๆ ทั้งนั้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง โดยเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
สภาวการณอ์ ันเสือ่ มทรามทางจติ ใจทำให้ชาวเยอรมนั หนั มาพ่ึงหลักธรรมทางศาสนา วดั วาอาราม ต่าง ๆ เร่ิม
บรู ณะซ่อมแซม ชาวพุทธกลุ่มย่อยๆเร่ิมกิจการทางศาสนา เรมิ่ มีการตพี ิมพห์ นงั สอื ชุดทางพระพทุ ธศาสนาซ่ึงมี
ผู้อ่านอยา่ งแพร่หลาย ความสนใจพระพุทธศาสนามีมากขึ้น เมื่อมีพระสงฆ์จากพม่าเดินทางเขา้ ไปในเยอรมนี
ชาวเยอรมนั ต่นื เตน้ สนใจมาฟังปาฐกถาของท่านเปน็ อนั มาก

ใน พ.ศ.๒๔๙๑ สมาคมมหาโพธิในศรีลงั กา ได้ประกาศเอาพุทธสมาคมในมิวนิกเปน็ สาขาทำให้พุทธ
สมาคมอื่นๆ ในเยอรมนีมีการประสานงานกับศรีลังกามากขึ้น และต่างก็สมัครเข้าเป็นสาขาของสมาคมมหา
โพธิ ใน พ.ศ.๒๔๙๒ เยอรมนถี ูกแบ่งเปน็ ๒ ส่วน คอื เยอรมนตี ะวนั ตก และเยอรมนตี ะวันออก รฐั บาลเยอรมนี
ตะวันออกมีท่าทีเป็นศัตรูต่อศาสนาต่างๆ เพราะลัทธิการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาใน
เยอรมนีตะวันออกจึงต้องเสื่อมลง มีเพียงองค์การเดียวที่ให้ความสนใจในการศึกษาพระพุทธศาสนาคือ
มหาวทิ ยาลยั เฮล ในเยอรมนตี ะวันตกนั้นกฎหมายกไ็ ม่ได้รับรองพระพทุ ธศาสนาในฐานะทเ่ี ป็นศาสนาหนง่ึ ทม่ี ีผู้
นับถอื ในเยอรมนี แต่การติดตอ่ ระหวา่ งกลมุ่ ชาวพทุ ธในเยอรมนตี ะวันตกและสมาคมมหาโพธใิ นศรลี ังกา ทำให้
ชาวพุทธรวมตัวกันได้ มีสมาคมของชาวพุทธที่ดำเนินการเผยแพร่เอกสารต่างๆ และมีการบรรยายธรรม
บนั ทกึ เสียงออกเผยแพร่อีกดว้ ย

พระพทุ ธศาสนาในเยอรมนีในปัจจุบัน

ในปัจจุบันประเทศเยอรมนตี ะวนั ตกและเยอรมนตี ะวันออกได้รวมกัน
เป็นประเทศเดียวแล้ว เรียกว่า ประเทศเยอรมนี ทำให้มีผู้นับถือ
พระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเรือ่ ยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในเมือง ฮัมบูรก์
เบอร์ลิน สตุตการ์ต มิวนิก โคโลญจ์ และ แฟรงเฟิร์ต เป็นต้น นอกจากน้ี
พระไตรปิฎก ก็ได้รบั การแปลและพิมพ์เป็นภาษษเยอรมันเรียบร้อยแลว้ ส่วน
สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ จะกระทำกันที่ศาสนาสภาแห่งกรุงเบอร์ลิน วัดใน
ประเทศเยอรมนี ได้แก่ วัดพทุ ธวหิ าร, วัดไทยมวิ นคิ , วดั พทุ ธาราม เบอรล์ นิ

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เขา้ สปู่ ระเทศเนเธอรแ์ ลนดโ์ ดยผา่ นทางพอ่ คา้ ชาวดตั ช์ และชาวพืน้ เมอื งจาก
ประเทศศรีลงั กา ทเี่ ดนิ ทางไปศกึ ษาเลา่ เรยี นในประเทศเนเธอร์แลนด์ แตก่ ม็ ผี ้นู ับถือพระพทุ ธศาสนาไมม่ ากนกั
หลงั จากสงครามโ,กครั้งที่ ๒ แลว้ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ไดม้ ชี าวพทุ ธในกรุงเฮกไดฟ้ นื้ ฟูพระพทุ ธศาสนาขึ้นมาอีก
ครง้ั หนง่ึ โดยการจดั ตง้ั ชมรมชาวพทุ ธดัตช์ขึ้น มีจดุ ประสงค์เพ่อื เป็นศนู ย์กลางในการพบปะสังสรรค์ของ

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 8

พุทธศาสนกิ ชนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ชมรมน้จี ะมกี ารพบปะกนั ทกุ วนั องั คาร สปั ดาห์ท่ี ๓ ของทุกเดอื น ซ่ึง
ในการพบปะกันแต่ละครั้งนั้นจะมีการบรรยายหลักธรรมของพระพุทธศาสนา แล้วอ่านพระสูตรพร้อมกั น
อธบิ ายความ และก่อนทจ่ี ะเลกิ ชุมนุมจะมีการฝึกนั่งสมาธพิ ร้อมกันด้วย ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ ชาวพทุ ธจำนวน ๑๕
คน ไดร้ ่วมกนั กอ่ ตั้งกลุ่มพทุ ธศาสตร์ศกึ ษา ขึ้นที่กรุงเฮก เพื่อดำเนินการเผยแผ่และกระทำกจิ กรรมตา่ งๆ ตาม
หลกั ของพระพุทธศาสนา

ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ สถานทูตไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ให้ความอนุเคราะห์ให้มีการจัดตั้งพุทธ
สมาคมขึ้น เพื่อจะส่งเสริมให้มีการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และสนับสนุนให้นำเอาหลักธรรม
ดงั กลา่ วไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน

พระพทุ ธศาสนาในประเทศเนเธอรแ์ ลนดใ์ นปจั จุบนั

ปจั จุบันการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในประเทศเนเธอรแ์ ลนดด์ ำเนินงานโดยพระภิกษสุ งฆจ์ ากประเทศ
ไทย เพราะในประเทศเนเธอรแ์ ลนดไ์ ดม้ กี ารสร้างวัดไทยขน้ึ เมอ่ื วนั ท่ี ๒๔ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๑๖ โดยส่งพระสงฆ์
จากเมืองไทยไปเปน็ เจา้ อาวาสเพ่ือเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนามผี ลทำให้จำนวนผ้นู บั ถอื พระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเปน็
ลำดับ วัดในประเทศเนเธอรแ์ ลนด์ คือ ๑. วดั พุทธาราม ๒. วัดพุทธวิหาร อมั สเตอร์ดมั

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเข้าส่ทู วปี ออสเตรเลีย

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในทวีปออสเตรเลียตั้งแต่ พ.ศ.
๒๔๕๓ โดยพระภิกษุชาวอังกฤษ ชื่อ ศาสนชะ (มร.อี.สตีเวนสัน) ท่านผู้นี้ได้
อุปสมบทท่ปี ระเทศพม่า ท่านได้เดนิ ทางเข้าสูป่ ระเทศออสเตรเลยี และเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาแก่ชาวออสเตรเลียโดยแนะนำแต่เพยี งวา่ พระพุทธศาสนาเน้น
การพัฒนาจิตใจ

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา พระพุทธศาสนาในประเทศ
ออสเตรเลยี กม็ กี ารเคลน่ื ไหวอย่างคกึ คัก ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ รัฐควนี ส์แลนด์ นิว
เซาท์เวลส์ และวกิ ตอเรีย ไดจ้ ดั ต้ังพุทธสมาคมขึ้น โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อเผย
แผ่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ พุทธสมาคมแห่งรัฐนิว
เซาท์เวลส์ก็ได้จัดพิมพ์วารสารเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาออกเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ และในปี ๒๔๙๘ ก็มีการ
จัดตงั้ พุทธสมาคมแหง่ รัฐแทสเมเนียขน้ึ

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 9

ในขณะเดียวกนั คือ ในปี ๒๔๙๗ - ๒๔๙๙ อนั เป็นระยะเวลาท่ีประเทศพม่ากำลงั มีการสังคายนาครั้ง
ที่ ๖ พระเถระชาวพม่าช่อื อู ฐิตลิ ะ ไดไ้ ปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาทป่ี ระเทศออสเตรเลยี มผี ้สู นใจฟังการบรรยาย
ธรรมเป็นอัมมาก ท่านอูฐิติละได้จัดอบรมกรรมฐานแก่ชาวออสเตรียด้วย มีผู้บริจาคเงินซื้อที่ดินจะสร้างวดั
เพอ่ื ใหม้ วี ัดและพระสงฆอ์ ยปู่ ระจำ แต่ทา่ นอู ฐิตลิ ะ ไมไ่ ดก้ ลับไปออสเตรเลียอีก การสร้างวัดจึงไมเ่ ป็นผลสำเรจ็
ในเวลาต่อมาพุทธสมาคมต่างๆ ทั่วประเทศออสเตรเลีย ได้ร่วมกันจัดตั้งสหพันธ์พระพุทธศาสนาแห่ ง
ออสเตรเลียขึ้นโดยมีสำนักงานใหญ่อยูท่ ่ีกรงุ แคนเบอร์รา ทั้งนี้กเ็ พือ่ จะทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมี
ระบบโดยสหพันธ์แห่งนีจ้ ัดให้เป็นสถานที่จัดแสดงปาฐกถาธรรม สัมมนาทางวิชาการ อภิปรายธรรม และใช้
เป็นศนู ย์รวมในการประกอบศาสนกิจตามประเพณีของพระพทุ ธศาสนาทำให้มีผู้หนั มานบั ถอื พระพุทธศาสนา
มากขึ้นเป็นลำดับสำหรับประเทศนิวซีแลนด์นั้น การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็คล้ายคลึงกับของประเทศ
ออสเตรเลีย แต่พระพุทธศาสนาในประเทศนิวซแี ลนด์ยงั ไมร่ ่งุ เรืองเปน็ ที่ยอมรบั เหมอื นในประเทศออสเตรเลีย
ส่วนใหญก่ ารเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะดำเนินการโดยพระภิกษสุ งฆช์ าวญ่ปี ุน่ ซ่งึ ได้รบั การสนับสนุนจากพุทธ
สมาคมแหง่ เมอื งโอคแลนด์

พระพุทธศาสนาในทวปี ออสเตรเลียในปจั จบุ ัน

พุทธศาสนกิ ชนท้งั ชาวไทยและชาติอน่ื ๆ ได้ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในทวีป
ออสเตรเลยี มากข้นึ ชาวออสเตรเลียไดม้ าอปุ สมบทในประเทศไทยและประเทศอ่ืนท่ี
นับถือพระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีการสร้างวัดไทยขึ้นท้ังในประเทศออสเตรเลยี
และประเทศนิวซแี ลนด์ เพ่อื เป็นศูนยก์ ลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น วัดธรรมรังษี,
วัดรัตนประทปี , วัดปา่ พทุ ธรงั ษี, วดั ปา่ สญุ ญตาราม บนั ดานนู , วัดธรรมธารา

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สอู่ นิ เดีย

รูป 1ธัเมกขสถปู - สารนาถ อนิ เดยี

อิทธิพลของพุทธศาสนาในอนิ เดยี พระพุทธศาสนาได้อุบัตขิ ึ้น
ท่ามกลางสังคมอินเดียทีมีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา
ลัทธิต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา และที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน
ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึน้ มาภายหลงั อีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนา
จะเกิดขึ้นมาในดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดียเหมือนกับลัทธิศาสนา
ต่าง ๆ เหลา่ น้ัน แตพ่ ทุ ธศาสนามลี กั ษณะพิเศษทีแ่ ตกตา่ งจากลทั ธิศาสนาตา่ ง ๆ ได้แกก่ ารอบุ ัติขน้ึ มาพรอ้ มกับ
การปฏริ ปู สงั คมอินเดียเสยี ใหม่ คือพุทธศาสนาได้เสนอหลักทฤษฎใี หม่ ซงึ่ หกั ล้างกับความเช่ือด้ังเดิมของชาว
อ ิ น เ ด ี ยไปมา ก โ ด ย เ ฉ พา ะอ ย่ าง ยิ ่งหลั กกา รที ่แ ต กต่ า งจา กศาสน าพ ราหม ณ์ โด ยสิ้นเชิง
เมอ่ื เปน็ เชน่ นน้ั เมื่อพุทธศาสนาเคยไดเ้ จรญิ ร่งุ เรอื งในอนิ เดยี มากอ่ น ยอ่ มจะทำใหส้ ังคมอินเดียไดร้ ับอิทธพิ ล

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 10

ดา้ นความคิด ความเชอื่ จากพระพุทธศาสนาอยา่ งแน่นอน เมื่อความคิด ความเชือ่ หรือทศั นคติของคนอินเดีย
เปน็ อยา่ งไร กย็ อ่ มสง่ ผลให้สงั คมเปน็ ไปอย่างน้ันดว้ ย แมว้ ่าปัจจุบันนีจ้ ะเหลอื แต่ภาพเกา่ ๆ ของพุทธศาสนาใน
ความทรงจำของผู้คน หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ตามสำหรับคนอินเดีย แต่อิทธิพลของของพุทธศาสนาท่ีเคยมี
บทบาทต่อสังคมอินเดียนั้น ยังปรากฏอยู่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้
อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาลหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแลว้
ภารกิจอันย่ิงใหญข่ องพระพุทธองค์คือ การชี้นำแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่มวลประชากร เพื่อความสุข
สงบแก่ชวี ิตและสงั คม แมว้ า่ จะยากลำบากเพยี งใดกต็ าม พระองคใ์ ช้เวลาท่ีมอี ยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา
เผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนจนพุทธศาสนาแพรห่ ลายในแคว้นต่าง ๆ มีประชาชนศรัทธาเลื่อมใสและอุทิศตน
เป็นพทุ ธสาวก นับถือพระพุทธศาสนาจำนวนมากมายพระพุทธองค์มไิ ด้จำกัดบคุ คลในการเทศน์สอน ว่าเป็น
ชนช้ันวรรณะใด เพศใด อาชพี ใด หรืออายุวยั ใด ทรงแสดงธรรมแก่บคุ คลทกุ ระดบั ไม่จำกัดขอบเขต หากเขามี
ความสามารถท่จี ะรับรู้ธรรมได้ กท็ รงใหโ้ อกาสเสมอ จนมพี ทุ ธศาสนกิ ชนทกุ ระดับ ตัง้ แตพ่ ระราชามหากษตั ริย์
จนถงึ คนอนาถา ทงั้ วรรณะพราหมณ์ กษัตรยิ ์ แพศย์ ศทู ร และจณั ฑาล พุทธธรรมได้แทรกซมึ อยู่ในบุคคลทุก
กล่มุ ทกุ วยั ทุกสาขาอาชพี สิทธิเสรภี าพของบคุ คลได้ถูกเปิดออกโดยหลักการของพุทธศาสนา เพราะเม่ือก่อน
ไดถ้ ูกครอบงำ ปิดกนั้ สิทธเิ สรีภาพโดยความเชอื่ ทางศาสนาพราหมณ์ ประชาชนสว่ นมากได้รับอิทธิพลจากพุทธ
ศาสนาในการดำเนนิ ชวี ิต เชน่ การมีความเช่อื เรอ่ื งกรรม แทนความเชือ่ เรือ่ งพระพรหมลิขติ การถวายทาน การ
ปฏบิ ตั ิตามศีล ๕ ศลี ๘ เปน็ ต้น แม้พระราชาผปู้ กครองแว่นแควน้ ก็ทรงปกครองโดยทศพธิ ราชธรรม

ดังปรากฏว่ามพี ระราชาหลายพระองค์ทีท่ รงเปน็ พุทธสาวก เชน่ พระเจ้าพิมพสิ าร แห่งแคว้นมคธ พระ
เจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่งแคว้นโกศล เป็นต้น ทรงเป็นพุทธมามกะ และได้ปกครองบ้านเมืองด้วย
หลกั ธรรมทางพทุ ธศาสนา ทรงอปุ ถมั ภ์พทุ ธศาสนา ดว้ ยการทะนบุ ำรงุ พระภิกษสุ งฆ์มีพระพุทธเจ้าเปน็ ประธาน
และไดส้ รา้ งวัดวาอารามต่าง ๆ ถวายแก่พระภิกษุสงฆด์ ้วย

อทิ ธิพลของพระพทุ ธศาสนายุคหลงั พุทธปรนิ ิพพาน

เมอ่ื ภายหลงั พทุ ธปรนิ พิ พาน พระพทุ ธศาสนาไดม้ คี วามเจริญรุ่งเรืองไปในแควน้ ต่าง ๆ ได้มีนกิ ายต่าง
ๆ เกิดข้นึ ทัง้ นิกายดง้ั เดิมและนิกายใหม่ ทำใหพ้ ทุ ธศาสนาแพร่หลายไปพรอ้ มกับความเสื่อมท่ีตามมากับความ
แพร่หลายน่นั เอง ดว้ ยเหตผุ ลหลายประการทีท่ ำใหพ้ ระพุทธศาสนาเสอื่ มจากอนิ เดยี จะไดก้ ล่าวไวต้ อนหลงั ซ่งึ
นบั วา่ พระพทุ ธศาสนาได้เจริญรุง่ เรอื งมาตั้งแตค่ รั้งพทุ ธกาล จนถงึ ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ ตงั้ แต่บัดนั้นมา
พ ร ะ พ ุ ท ธศา ส น า ก ็ ได ้ เ ส ื ่ อ ม จ า ก อ ิ น เ ด ี ย โ ด ย ถู ก คร อ บ ง ำ จ า ก อ ิ ท ธิ พ ล ขอ ง ศา ส น า ฮ ิ น ดู
ระยะกาลอันยาวนานของพุทธศาสนาทีม่ ีต่อวิถีชวี ิตคนอินเดยี กว่า ๑ พนั ปี จะเหน็ ว่าพทุ ธศาสนามีบทบาทต่อ
สังคมอนิ เดยี ในสมัยตา่ ง ๆ ดังนี้ เม่อื พุทธศตวรรษที่ ๒ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงศรัทธาเลื่อมใส
ในพุทธศาสนาเถรวาทมาก ทรงทำนบุ ำรุงพระพุทธศาสนาและปกครองบ้านเมอื งให้สงบรม่ เย็น ประชาชนอยู่
กันอยา่ งสงบสขุ บทบาทสำคญั ของพระเจา้ อโศกมหาราชทมี่ ตี อ่ พระพทุ ธศาสนาคือทรงอุปถัมภก์ ารสังคายนา

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 11

พระธรรมวนิ ัยครงั้ ท่ี ๓ ขจดั ภัยรา้ ยของพระพทุ ธศาสนาด้วยการขจดั พวกเดียรถียป์ ลอมบวช และส่งพระสมณ
ทตู ไปเผยแผพ่ ุทธศาสนา ในดินแดนประเทศต่าง ๆ รวมถงึ ๙ สายด้วยกัน

เมอื่ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๑ ราชวงศค์ ุปตะทางอินเดียตอนเหนอื เจรญิ รงุ่ เรอื ง ในสมยั ราชวงศ์
นี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองทางศาสนา วรรณคดี ศิลปกรรม และปรชั ญา แม้ว่าพระเจ้าแผน่ ดินในราชวงศน์ ้จี ะเป็น
ฮินดูส่วนมาก แต่ก็ทรงอปุ ถมั ภค์ มุ้ ครองพระพทุ ธศาสนาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะฝ่ายมหายาน จนเจริญรุ่งเรือง
ไปสู่ประเทศใกล้เคียง กษัตริย์ทีม่ บี ทบาทสำคัญไดแ้ ก่ พระเจ้าจันทรคปุ ต์ พระเจ้าสมทุ รคุปต์ พระเจ้าวษิ ณคุ ุปต์
และพระเจา้ สกันธคุปต์

ในยุคนี้ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้รจนาคัมภีร์ขึ้นมากมาย ด้านศิลปกรรมทางพุทธศาสนามี
ความเจรญิ รุ่งเรอื งอย่างมาก เช่นศาสนสถาน และศาสนวัตถุ ได้สร้างข้นึ อย่างงดงาม พระพทุ ธรปู ศลิ ปะสมยั คปุ
ตะมีหลายขนาด หลายปาง แม้พระพุทธรูปสมัยทวาราวดีก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยคุปตะ ส่วนด้าน
ปรัชญา ได้มีนักปรัชญาทางพุทธศาสนาหลายท่าน เช่นท่านนาคารชุน ท่านอสังคะ และท่านวสุพันธ์ ท่าน
เหล่าน้ีประกาศ พุทธปรัชญาให้เป็นท่ีสนในแก่ประชาชน โดยเฉพาะนกั คิดนักปรัชญาทั้งหลาย แม้ว่าจะเปน็
ปรชั ญาฝ่ายมหายาน แต่กไ็ ด้มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชอื่ ของชาวอนิ เดยี ไม่นอ้ ย

ในด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา ราว พ.ศ. ๑๐๐๐ การศึกษาทางพุทธศาสนาได้ก้าวหน้าไปมาก
ถึงกับขยายการจัดการศึกษาไปเป็นรูปแบบมหาวิทยาลัย จึงได้เกิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกในโลกขึ้น คือ
มหาวทิ ยาลยั นาลนั ทา และมหาวทิ ยาลยั อ่ืน ๆ ขยายตามมาอกี คือ มหาวทิ ยาลยั วลั ภี มหาวทิ ยาลัยวกิ รมศิลา
มหาวิทยาลัยโสมบุรี และมหาวิทยาลัยชคัททละ มหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้กระจายอยู่ในอินเดียตอนเหนือ
มหาวิทยาลยั นาลนั ทาได้มคี ณาจารยส์ ง่ั สอนธรรมมถี งึ ๑๕๐๐ ทา่ น นกั ศกึ ษาจำนวนนบั หมน่ื มีท้ังชาวอินเดีย
และชาวตา่ งชาติ เชน่ จนี ทเิ บต อนิ โดนีเซีย เตอรกี ทัง้ บรรพชิตและคฤหสั ถ์ ท้งั ฝ่ายมหายานและเถรวาท และ
ศาสนาอ่ืน ๆ การศกึ ษาพระพุทธศาสนาจงึ เปน็ ไปอยา่ งกว้างขวาง

พ.ศ. ๑๑๐๐ พระเจ้าหรรษวรรธนะ (พระเจ้าศลี าทิตย)์ ราชวงศ์วรรธนะ แห่งวรรณะแพศย์ ได้กำจัด
อำนาจราชวงศ์คุปตะแหง่ วรรณะพราหมณ์ลงได้ และขึ้นครองราชเปน็ มหาราชที่ยิง่ ใหญ่ ทรงเลื่อมใสในพุทธ
ศาสนามหายาน ได้ทำนุบำรงุ พระพุทธศาสนา และอุปถมั ภ์บำรงุ มหาวทิ ยาลยั นาลันทาด้วย จนทำให้ชาวฮินดู
ขัดเคืองว่าบำรุงพุทธศาสนามากกว่าฮินดู จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้าหรรษะจนสำเร็จ ในยุคนี้ได้มี
พระภกิ ษชุ าวจีนทา่ นหน่งึ ชอื่ หลวงจีนเหย้ี นจงั หรอื ยวนฉาง (พระถังซมั จัง๋ ) ไดจ้ ารกิ สชู่ มพทู วีป นอกจากท่านมา
ศึกษาพระพทุ ธศาสนาและแปลพระไตรปิฎกเปน็ ภาษาจนี เพอื่ นำไปยงั ประเทศจนี แลว้ ทา่ นยงั ได้เขยี นจดหมาย
เหตุไว้เพื่อบันทึกเรื่องราวและสภาพของสังคมด้านพุทธศาสนาไว้มากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
พระพุทธศาสนาในภายหลงั

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 12

หลังจากพระเจา้ ศลี าทิตย์สวรรคตแลว้ อินเดยี ได้เขา้ สคู่ วามระส่ำระสายเปน็ เวลาประมาณ ๑ ศตวรรษ
พระพุทธศาสนาได้เสื่อมถอยจากอินเดียตามลำดับนับตั้งแต่หลังราชวงศ์วรรธนะ (พระเจ้าศีลาทิตย์ ) ด้วย
สาเหตมุ าจากปจั จัยทงั้ ภายในและภายนอกคือ

๑) ปัจจัยภายใน ได้แกค่ วามออ่ นแอ ความแตกแยก ขาดความเปน็ ปึกแผน่ ของคณะสงฆ์ ประกอบกบั
การรบั เอาลทั ธิตนั ตระของพราหมณ์มาปฏบิ ัติ เกิดเป็นนกิ ายใหม่เรียกว่านิกายพุทธตันตระ ซ่ึงขดั กับหลักการ
เดมิ ของพุทธศาสนาอย่างรนุ แรง

๒) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ความระส่ำระสายของบ้านเมือง อันเนื่องมาจากการคุกคามจากชนชาติอื่น
จนแตกแยกเป็นรฐั น้อยใหญ่ และการคุกคามจากศาสนาอ่ืน เชน่ ศาสนาฮินดูและศาสนาอิสลาม ขาดผูอ้ ุปถัมภ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอื กษตั รยิ ์ผู้ปกครองบ้านเมอื ง เมื่อกษตั รยิ ์ทีน่ บั ถือศาสนาอ่ืนแล้วไม่ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา
แล้ว กจ็ ะทำให้พทุ ธศาสนาไมอ่ าจมนั่ คงถาวรได้

เมอื่ ประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ สงั คมอินเดยี กำลงั อยู่ในความออ่ นแอ กองทพั เตอร์กมสุ ลิมได้เข้ามารุกราน
อนิ เดยี ทำลายล้างพทุ ธศาสนาท่มี ีอยู่ในอินเดียอยา่ งราบคาบ ไดฆ้ า่ พระสงฆ์ เผาคัมภรี ์ ทำลายศาสนสถานเช่น
วัดวาอาราม มหาวิทยาลยั นาลันทา เผาตำราท้งิ จนไมม่ เี หลือ พระสงฆบ์ างสว่ นทีห่ นีทัน ได้ลภี้ ยั ไปอยู่ที่เนปาล
และทิเบต พระพุทธศาสนาได้สูญสิ้นไปจากอินเดียตั้งแต่บัดนั้นมา ระยะกาลยาวนานกว่า ๑ พันปี ที่พุทธ
ศาสนาได้เจริญรุ่งเรอื งในอินเดีย และได้สูญสิน้ ไปจากอินเดียโดยสิ้นเชิง ที่ยังเหลืออยู่ก็มีเพียงประชากรเพยี ง
น้อยนิด ไม่ถงึ ๑% ของประชากรท้งั หมดของอนิ เดยี และคนท่ยี ังนบั ถอื พทุ ธศาสนาอย่ใู นปจั จบุ นั น้ี สว่ นมากก็
จะอยู่ในวรรณะต่ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลอินเดียได้จัดงานฉลองพุทธยันตี ๒๕๐๐ปีพระพุทธศาสนา
รฐั บาลอินเดยี ไดฟ้ ้ืนฟสู ่งเสรมิ พระพทุ ธศาสนาขนึ้ อกี ครงั้ หนง่ึ โดยได้จัดต้งั สถาบนั การศกึ ษาขน้ึ ที่นาลนั ทา

ได้จัดให้มกี ารศกึ ษาพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยตา่ ง ๆ และปรบั ปรงุ บำรุงสถานท่สี ำคัญทางพทุ ธศาสนา แต่
ก็ยงั จำกดั อยูใ่ นขอบเขต เพราะประชากรส่วนใหญข่ องอินเดยี ยงั คงเป็นฮนิ ดอู ยู่

ในปีเดียวกันนัน้ ไดม้ ีประชาชนวรรณะศทู รจำนวนนบั ล้านปฏญิ าณตนนบั ถือพระพทุ ธศาสนา เม่ือวันที่
๑๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ทเ่ี มอื งนาคปรุ ะ แคว้นบอมเบย์ โดยการนำของ ดร. เอมเบดการ์ อดตี กรรมการร่าง
รัฐธรรมนูญ และรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงยตุ ิธรรมคนแรกของอินเดยี ซ่ึงเป็นคนวรรณะศูทร ดร. เอมเบดการ์
ไดม้ บี ทบาทตอ่ สงั คมอนิ เดยี อยา่ งมาก พยายามปฏริ ูปสงั คมอนิ เดียให้มีความเสมอภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ
และสันตภิ าพ เพราะมองว่าความเช่ือทางศาสนาฮนิ ดเู ป็นความเชอ่ื ทีท่ ำใหส้ ังคมอนิ เดยี ขาดความเป็นปกึ แผน่
เพราะการถอื เรอ่ื งชาตวิ รรณะของฮินดู ท่านได้รบั อทิ ธิพลทางความคิดจากพทุ ธศาสนาในการดำเนินการต่าง ๆ
ทางสงั คมได้ตั้งวิทยาลยั และสถาบนั การศกึ ษาพระพุทธศาสนาเพือ่ สอนวิชาการตา่ ง ๆ มากมายหลายแหง่ เช่น
สทิ ธารถวิทยาลัยทางนติ ิศาสตร์ เปน็ ตน้ นับวา่ เปน็ ความพยายามทจี่ ะปฏิรูปสังคมอนิ เดยี ของ ดร. เอมเบดการ์

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 13

โดยใชห้ ลกั ธรรมทางพทุ ธศาสนา แตค่ วามพยายามในการเปน็ ผูน้ ำของทา่ นก็ไปไดไ้ ม่เทา่ ไร ก็ต้องหยุดชะงกั ลง
เพราะท่านได้ถงึ แกก่ รรมหลงั จากการประกาศตนเป็นชาวพทุ ธได้ไม่นาน

พระพทุ ธศาสนามีอทิ ธพิ ลตอ่ สังคมอินเดียในด้านตา่ ง ๆ มาเปน็ ระยะเวลายาวนาน พระพทุ ธเจ้าเป็น
ชาวอนิ เดียทีป่ ฏิรูปสงั คมอินเดยี ขึน้ มาในรปู แบบหนง่ึ กลมุ่ ชนทยี่ อมรบั การปฏริ ูปตามแนวทางของพระองค์
เรยี กวา่ "พุทธศาสนกิ ชน" หรอื พุทธศาสนา ดว้ ยอิทธพิ ลของพทุ ธศาสนาทยี่ ืนหยดั ในหลกั การของตนนเี้ อง ทำ
ให้หลกั ธรรมคำสง่ั สอนทางพทุ ธศาสนาแทรกซมึ อยูใ่ นสงั คมอินเดียในด้านต่าง ๆ ได้แก่

๑. ดา้ นสังคม

๑.๑ ความเชอื่ เรอ่ื งระบบวรรณะได้ถูกปฏเิ สธ และเสนอหลกั การท่ีหกั ล้างระบบวรรณะโดยสนิ้ เชิง
พทุ ธศาสนายกเลิกระบบวรรณะในหมสู่ งฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนท่ัวไป ทำให้แนวคดิ นแี้ พร่หลายไปในบคุ คลกลมุ่

ต่าง ๆ จนถึงมีการจารกึ ลงในรฐั ธรรมนญู แห่งอินเดียไว้ โดยให้ยกเลกิ ระบบวรรณะในอนิ เดีย แนวคิดเร่อื งความ
เสมอภาพของมนุษย์ ที่เชื่อวา่ มนุษยม์ คี ณุ คา่ หรอื ไร้คา่ อยทู่ ก่ี ารกระทำมใิ ช่มาจากชาตติ ระกลู โดยมที ศั นะและ
วธิ ีปฏบิ ัติตอ่ เร่ืองวรรณะดงั นี้

ก. ในทางทฤษฎี คดั คา้ นความเชือ่ เรื่องวรรณะโดยเสนอทฤษฎวี ิวฒั นาการของโลกและสังคม
โดยการกระทำของมนษุ ย์ แทนทฤษฎีการสรา้ งโลกและบนั ดาลโดยพระเจา้ ถอื วา่ ทกุ คนมีสทิ ธิในการ
ทำดีและทำช่ัวเท่ากัน คนจะดีจะช่ัวอย่ทู ก่ี ารกระทำ มใิ ช่ชาติกำเนดิ

ข. ในทางปฏบิ ตั ิ ตัง้ สถาบันสงฆโ์ ดยปราศจากวรรณะ ไม่มแี บง่ แยก ปฏิบัตกิ บั ทกุ คนเสมอเท่า
เทียมกนั

๑.๒ ด้านการศึกษา ไดม้ กี ารจัดการศึกษาขึน้ ในวดั เชน่ มหาวิทยาลัยนาลันทา ซงึ่ เปน็ การใหก้ ารศกึ ษา
แก่กลุ บุตร กลุ ธดิ า ท้ังบรรพชติ และคฤหสั ถท์ วั่ ไป ไมจ่ ำกดั ศาสนา เชือ้ ชาติใด ๆ เป็นการจัดการศึกษาแบบให้
เปลา่ จากการบนั ทึกของพระภกิ ษเุ ห้ยี นจงั ว่า เมอ่ื ประมาณปี พ.ศ. ๑๐๐๐ การศกึ ษามคี วามเจรญิ มาก มี
นักศึกษาจำนวนนับหมน่ื ท่าน

๑.๓ ด้านศลิ ปกรรม ไดม้ กี ารสร้างวัดวาอารามและพระพุทธรูปมากมาย ลว้ นเปน็ ศิลปะยคุ ราชวงศ์คุป
ตะ ท่ีจัดวา่ เป็นยคุ ทเ่ี กดิ ศิลปกรรมทางพทุ ธศาสนามากมาย

๑.๔ ด้านวฒั นธรรม อินเดยี เปน็ เมืองท่ีมีวฒั นธรรมอารยธรรมเกา่ แก่ พุทธศาสนามีอิทธพิ ลต่ออินเดยี
ทง้ั ทเี่ ปน็ วฒั นธรรมทางวัตถุและทางจิตใจ ไดม้ สี ถาปตั ยกรรม และปตมิ ากรรมทางพุทธศาสนาเกิดข้นึ มากมาย

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 14

ล้วนมคี ณุ คา่ ทางประวัติศาสตร์ เชน่ สงั เวชณียสถานอนั เปน็ สถานทส่ี ำคญั ท่ีชาวพุทธท่ัวโลกไปกราบนมัสการ
สว่ นวฒั นธรรมทางจิตใจนน้ั มอี ทิ ธพิ ลต่อชาวอินเดยี อยูไ่ มน่ ้อย เชน่ ความเช่อื เรอ่ื งอหงิ สา เป็นตน้

๑.๕ ด้านสาธารณปู การและสงั คมสงเคราะห์ คำสอนทางพทุ ธศาสนาได้สอนถงึ หลกั การสงเคราะห์
ชว่ ยเหลือกนั และกันตามสงั คหวตั ถุ ๔ พระเจา้ อโศกมหาราชทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ท์ เี่ ป็นนักสังคมสงเคราะห์
หลงั จากท่พี ระองคห์ ันมานับถอื พระพทุ ธศาสนาทรงทำการปฏวิ ัตกิ ารปกครองบ้านเมอื ง และจดั สาธารณูปโภค
ใหแ้ กป่ ระชาชนอย่างท่ัวถึง เช่นขุดบ่อน้ำ สระนำ้ สร้างถนน คคู ลอง สร้างโรงพยาบาลคนและโรงพยาบาลสตั ว์
ปลกู สมุนไพร เพือ่ ความผาสกุ แก่ประชาชน ในคร้ังพุทธกาลกไ็ ด้มอี บุ าสกอบุ าสิกาผเู้ ลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา
ได้สงเคราะหป์ ระชาชนคนยากไร้อยหู่ ลายท่าน เช่นเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ หรอื สทุ ตั ตเศรษฐี เป็นต้น

๒. ดา้ นการเมอื งการปกครอง

การปกครองจะเป็นแบบราชาธิปไตย หรอื ประชาธปิ ไตยก็ตาม ผ้นู ำที่ดีจะตอ้ งมคี วามสามารถในการ
ปกครองบ้านเมอื งใหส้ งบร่มเย็น ประชาชนมีความเป็นอยโู่ ดยผาสกุ ได้ พุทธศาสนามีความสัมพันธ์กบั ชนชัน้
ปกครองมาโดยตลอด ต้ังแต่สมยั พทุ ธกาล พระราชาทรงเปน็ พุทธมามกะ และปกครองแผ่นดินโดยธรรม ใช้หลกั
ธรรมาธิปไตยในการปกครอง ปฏิบัติตนตามคุณธรรมของนกั ปกครอง ไดแ้ กท่ ศพธิ ราชธรรม เชน่ พระเจ้าพิม
พิสาร และพระเจ้าอโศกมหาราช เปน็ ตน้ รัฐธรรมนญู ของอินเดียปจั จบุ นั ไดใ้ ห้สทิ ธมิ นษุ ยชนเท่าเทยี มกนั ไมม่ ี
การจำกดั หรอื เลือกปฏบิ ัติ ให้ยกเลกิ ระบบวรรณะในอินเดยี บคุ คลสำคัญในการยกรา่ งรฐั ธรรมนญู คอื ดร. เอม
เบดการ์ ซึง่ เปน็ กรรมการรา่ งรฐั ธรรมนูญ

๓. ดา้ นเศรษฐกจิ

อิทธพิ ลของพระพทุ ธศาสนาตอ่ สถาบนั เศรษฐกจิ น้ัน ไม่ปรากฏชดั เจนนกั เนื่องจากพทุ ธศาสนามงุ่ สอน
ให้เกดิ สนั ตสิ ุขแกช่ ีวติ และสงั คม กระบวนการทางเศรษฐกจิ เปน็ กจิ กรรมทางโลก มิใชห่ นา้ ทข่ี องศาสนา แต่
หน้าที่และบทบาทของศาสนาท่ีมตี อ่ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ นน้ั คือ การชี้แนะแนวทางความถกู ตอ้ งในกจิ กรรม
ทางเศรษฐกจิ ว่า ควรจะทำอยา่ งไร เป้าหมายทแ่ี ทจ้ ริงคืออะไร และเสนอแนะแนวทางแก้ไขทางจริยธรรมให้
เช่นหลกั ธรรมเกีย่ วกบั การเลีย้ งชีพ ได้แก่สมั มาอาชีวะ เล้ียงชพี โดยชอบ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของอริยมรรคมอี งค์ ๘
และหลักธรรมข้ออน่ื ๆ อีก เช่น หลักหัวใจเศรษฐี ๔ คอื

๑. อุฏฐานสัมปทา มีความขยันหม่ันเพยี ร
๒. อารกั ขสมั ปทา รจู้ ักรักษาเกบ็ ออมทรพั ย์
๓. กลั ยาณมิตตตา การรู้จักเลอื กคบคนดี ไมค่ บคนพาลอนั จะนำพาใหท้ รพั ยส์ นิ ฉบิ หาย
๔. สมชวี ิตา การรจู้ กั ประมาณในการใช้จ่าย รฐู้ านะทางการเงนิ ของตนเองใช้จา่ ยแต่พอดี

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 15

สว่ นข้อหา้ มปฏิบตั ิในการค้าขายไดแ้ ก่ มจิ ฉาวณชิ ชา การค้าขายท่ผี ดิ ศลี ธรรม ได้แก่

๑. การคา้ ขายอาวุธ
๒. การค้าขายมนุษย์
๓. การคา้ ขายเนอ้ื สัตว์ (พระอรรถกถาจารยแ์ ก้ว่า การค้าขายสัตว์มชี วี ิต)
๔. การค้าขายนำ้ เมา ยาเสพติด
๕. การค้าขายยาพษิ

หลักธรรมทต่ี รสั สอนเรือ่ งกิจกรรมทางเศรษฐกจิ อันมอี ิทธพิ ลทางด้านจริยธรรม นอกจากนัน้ ยังมี
ข้อบัญญตั ทิ างกฎหมาย บางข้อทเี่ ก่ียวกบั หลกั ศลี ธรรมทางศาสนา เช่นห้ามฆ่าสัตว์ ขายเนื้อในวันพระ เป็นตน้

๒. อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนาดง้ั เดมิ มอี ิทธิพลตอ่ สงั คมอินเดยี ในสมัยท่พี ทุ ธศาสนารงุ่ เรอื งอยู่ ตงั้ แต่ครงั้
พทุ ธกาลจนถึงหลงั พทุ ธปรินิพพาน กระทงั่ จนพุทธศาสนาสญู สน้ิ ไปจากอนิ เดยี ราว ศตวรรษท่ี ๑๑ – ๑๗ นับว่า
ประวตั ิศาสตรอ์ ันยาวนานของพทุ ธศาสนาที่เคยเจรญิ รงุ่ เรืองอยู่ในอินเดยี แต่ปจั จบุ นั กลับไปเจริญในดินแดน
อน่ื สว่ นในอนิ เดียก็มเี พียงชาวพทุ ธกลมุ่ หน่ึงเปน็ กลุ่มน้อยของประชากรอินเดียทีน่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาอยู่

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ ส่เู นปาล

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเนปาลโดยผ่านทางประเทศอินเดีย แต่เดิม
นัน้ ประเทศเนปาลเปน็ สว่ นหนึง่ ของประเทศอินเดยี สถานท่ปี ระสตู ิของพระพทุ ธเจา้
คือ สวนลุมพินีอยู่ในเขตประเทศเนปาลปัจจุบัน ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าเคย
เสดจ็ ไปโปรดพระญาตทิ ่ีกรุงกบลิ พสั ด์ุ และทรงหา้ มพระญาติฝ่ายศากยะกบั ฝ่ายโกลิ
ยะววิ าทกัน เรอื่ งการผนั นำ้ เข้านา ซึ่งหมายความวา่ เคยเสดจ็ ในเขตประเทศเนปาล
ปัจจุบัน หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานพระอานนท์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาใน
บริเวณนั้น แสดงว่าชาวเนปาลส่วนหนึ่งนับถือพระพุทธศาสนามานานแต่คร้ัง
พทุ ธกาลแล้ว

ในสมยั พระเจ้าอโศกมหาราชไดพ้ ระราชทานพระราชธิดาพระนามวา่ จารุมตี ให้แกข่ ุนนางใหญช่ าว
เนปาล พระเจา้ อโศกและเจา้ หญิงจารมุ ตีไดท้ รงสร้างวดั และเจดียห์ ลายแหง่ ซงึ่ ยงั คงปรากฏอยู่ท่ี

นครกาฐมาณฑใุ นปัจจบุ ัน ในสมัยที่ชาวมสุ ลิมเข้ารุกรานแคว้นพิหาร และเบงกอล ในประเทศอินเดยี พระภิกษุ
จากอินเดยี ต้องหลบหนีภยั เข้าไปอาศัยในเนปาล ซงึ่ ภิกษุเหล่าน้ันกไ็ ด้นำคัมภรี อ์ ันมีคา่ มากมายไปด้วย และมี
การเก็บรกั ษาไวเ้ ปน็ อยา่ งดีจนถงึ ทกุ วันนนี้ และเมอื่ มหาวทิ ยาลยั นาลันทา (ในประเทศอนิ เดยี ) ถูกทำลายซึ่งทำ
ใหพ้ ระพทุ ธศาสนาเสอ่ื มสูญไปจากประเทศอนิ เดยี แล้ว ก็สง่ ผลใหพ้ ระพุทธศาสนาในประเทศเนปาลพลอย

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 16

เสือ่ มลงดว้ ย คุณลกั ษณะพเิ ศษท่ีเปน็ เครอ่ื งหมายประจำพระพทุ ธศาสนา เช่น ชวี ติ พระสงฆใ์ นวดั วาอาราม การ
ต่อต้านการถอื วรรณะ การปลดเปล้อื งความเชือ่ ไสยศาสตร์ตา่ งๆ เปน็ ตน้ กเ็ ลอื นหายไป

พร ะ พ ุท ธศาส นาในป ร ะ เ ท ศเ นป าล ในยุ คแร ก เ ป็น
พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมหรือแบบเถรวาทต่อมาเถรวาทเสื่อมสูญไป
เนปาลไดก้ ลายเป็นศูนยก์ ลางของพระพุทธศาสนามหายานนกิ ายตันตระ
ซึ่งใช้คาถาอาคมและพิธีกรรมแบบไสยศาสตร์ นอกจากนี้ได้มีนิกายพทุ ธ
ปรชั ญาสำนักใหญๆ่ เกิดข้ึนอกี ๔ นกิ าย คือ สวาภาวิภะ ไอศวริกะ การมิ
กะ และยาตริกะ ซึ่งแต่ละนิกายก็ยังแยกเป็นอีกหลายสาขา แต่นิกาย
ตา่ งๆเหล่านี้ แสดงใหเ้ หน็ ถึงการผสมผสานเขา้ ด้วยกันของความคดิ ทางปรชั ญาหลายๆอยา่ ง เท่าทเ่ี กิดขึ้นตาม
อทิ ธิพลของพระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนาในประเทศเนปาลในปัจจบุ นั ไดม้ กี ารฟืน้ ฟพู ระพุทธศาสนาฝ่าย
เถระวาทขึ้นในประเทศเนปาล โดยส่งภิกษุสามเณรไปศึกษาในประเทศที่นับถือพระพทุ ธศาสนาฝ่ายเถรวาท
เช่น ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศศรลี งั กา โดยเฉพาะประเทศไทยนัน้ พระภกิ ษุสามเณรชาวเนปาล ซ่ึง
ได้บรรพชาและอุปสมบทแบบเถรวาทได้มาศึกษาพระปริยตั ิธรรม และศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง คือ
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั และมหามกุฎราชวิทยาลัย

นอกจากนัน้ คณะสงฆ์เนปาลยงั ไดก้ ราบทูลเชญิ สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศไทยไปให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาว
เนปาล ณ กรงุ กาฐมาณฑุ พรอ้ มทงั้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวเนปาล
นอกจากนีส้ มาคมธัมโมทยั สภา ได้อปุ ถัมภ์ใหพ้ ระภิกษุจากประเทศศรลี งั กาและ
พระภิกษสุ งฆ์ในประเทศเนปาลท่ีได้รับการอบรมมาจากประเทศศรีลังกา ออก
เผยแผพ่ ระพุทธศาสนาอยา่ งจรงิ จงั พร้อมทั้งมกี ารแปลพระสตู รจากภาษาบาลี
เป็นภาษาถน่ิ พิมพ์ออกเผยแพร่เป็นจำนวนมากดว้ ย

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ ส่ศู รลี งั กา

- The Tooth Temple - Candy - Sri Lanka 1

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สูป่ ระเทศศรีลงั กา

พระพทุ ธศาสนา ไดเ้ ผยแพรจ่ ากอนิ เดียสลู่ ังกา เมอื่ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖
ในคราวทีพ่ ระเจา้ อโศกมหาราชทรงอุปถัมภก์ ารสงั คายนาพระธรรมวนิ ัย

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 17

ครั้งที่ ๓ ในอินเดยี และได้ส่งพระเถระผู้รอบรูแ้ ตกฉานในพระธรรมวินัยไปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาในดินแดน
ตา่ ง ๆรวม ๙ สายด้วยกัน ใน ๙ สายน้ัน สายหนง่ึ ได้มายงั เกาะของชาวสิงหล ไดแ้ กป่ ระเทศศรลี ังกาในปจั จบุ นั
โดยการนำของพระมหินทเถระ ในรชั สมัยของพระเจ้าเทวานัมปยิ ตสิ สะ ซึ่งเป็นกษัตริย์ของลังกาและเป็นพระ
สหายของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ทั้งสองพระองค์ยังไม่เคยพบกัน พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงศรัทธา
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้อทุ ศิ มหาเมฆวนั อทุ ยานเป็นวัด เรียกวา่ " วดั มหาวหิ าร " ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์
พระพุทธศาสนาเข้าสูล่ ังกาในยคุ นี้ เป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท พระมหินทเถระได้นำเอาพระไตรปิฎกและ
อรรถกถาไปสู่ลังกาดว้ ย การเดนิ ทางไปสลู่ งั กาของพระมหินทเถระในคร้ัง
นนั้ นอกจากเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังถอื ว่าเปน็ การปลกู ฝัง
วัฒนธรรมของชาวลังกา เพราะท่านมิเพียงแต่นำเอาพระพุทธศาสนาไป
เท่าน้นั ทา่ นยังได้นำเอาอารยธรรม ศลิ ปกรรม สถาปัตยกรรม เขา้ ไปด้วย
ลำดับต่อมา พระนางอนุฬาเทวีมเหสีและสตรีบริวารจำนวนมาก
ปรารถนาจะอุปสมบทบ้าง พระเจา้ เทวานัมปยิ ติสสะจงึ ทรงส่งคณะทตู ไปสู่ราชสำนกั ของพระเจ้าอโศก ทูลขอ
พระสังฆมิตตาเถรี และกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ด้านทักษณิ มาสูล่ งั กาทวีป และพระนางสังฆมิตตาเถรเี ปน็ อุปัชฌาย์
บรรพชาอสุ มบทแก่สตรีชาวลังกาได้ต้ังคณะภกิ ษณุ ขี ้นึ ในลงั กา

เม่ือ พ.ศ. ๔๐๐ เศษ รัชสมัยของพระเจา้ วัฏฏคามนอี ภัย ไดม้ ีพวกทมิฬเข้า
มาตแี ละเข้าครองอนรุ าธปุระเปน็ เวลา ๑๔ ปี จนพระองคต์ อ้ งเสยี ราชบัลลงั ก์ เสด็จล้ี
ภัยไปซ่องสุมกำลัง ระหว่างนั้นทรงได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหาติสสะ ต่อมา
กลับมาครองราชอีกครั้ง ได้ทรงให้ทำการสังคายนา และได้ทำการจารึกพระพุทธ
พจน์ลงในใบลานเป็นครัง้ แรก ได้อุปถัมภ์พระมหาติสสะ พร้อมได้สรา้ งวัดถวาย คือ
วัด อภัยคีรีวิหาร จนทำใหพ้ ระภิกษุชาวมหาวิหารไม่พอใจ จนเป็นเหตุใหค้ ณะสงฆ์
แตกออกเปน็ ๒ คณะ คือ คณะมหาวิหาร กบั คณะอภยั ครี ีวิหาร

ตั้งแต่นั้นมาคณะสงฆ์ลังกาได้แตกออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ แต่ยังเป็นนิกายเถรวาท
มีลักษณะต่างกันคือ คณะมหาวหิ าร ฝ่ายอนรุ ักษน์ ยิ ม ไม่มีการเปล่ยี นแปลงแก้ไขพระธรรมวนิ ัยใด ๆ และยัง
ตำหนริ ังเกยี จภิกษตุ า่ งนกิ ายวา่ เป็นอลชั ชี คณะอภัยคีรวี ิหาร เปน็ คณะที่เปดิ กว้าง

ยอมรับเอาความคิดเหน็ ตา่ งนกิ าย ไมร่ ังเกยี จภกิ ษตุ ่างนกิ าย ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ถึง ๑๗ เป็นยุคทล่ี งั กา
เดอื ดรอ้ นวนุ่ วายเพราะการรุกรานจากอินเดียบา้ ง ความไม่สงบภายในบา้ ง ในระหว่างยุคนเี้ องทีภ่ กิ ษณุ สี งฆ์สญู
สิน้ และพระภิกษุสงฆเ์ สื่อม จนกระทง่ั เม่ือพระเจา้ วชิ ยั พาหุที่ ๑ ทรงมีพระราชประสงค์จะฟนื้ ฟศู าสนาในปี

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 18

พ.ศ. ๑๖๐๙ ทรงหาพระภิกษุท่ีอุปสมบทถูกต้องแทบไม่ครบ ๕ รูป และต้องทรงอาราธนาพระสงฆ์จากพม่า
ตอนใต้มากระทำอุปสมบทกรรมในลังกา

เมื่อ พ.ศ. ๑๖๙๗ - ๑๗๓๐ พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ (เป็นพระโอรส
ของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ) ทรงเป็นมหาราชท่ีสำคัญท่ีสดุ องคห์ นึ่งของลงั กา ทรง
ปกครองบ้านเมืองได้สงบเรียบร้อย ในด้านการพระศาสนาทรงชำระการพระ
ศาสนาให้บริสทุ ธิ์ ยังคณะสงฆ์ให้รวมเขา้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้งหน่ึง
พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ปกครองสงฆ์ทั้งประเทศเป็น
ครั้งแรก ทรงสร้างวัดวาอาราม เป็นยุคที่มีศิลปกรรมงดงาม และลังการได้
กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ปรากฏเกียรติคุณแพร่ไปทั่ว มี
พระสงฆ์และนักปราชญ์เดินทางจากประเทศใกล้เคียง เพื่ อมาศึกษา
พระพุทธศาสนาในลังกา แล้วนำไปเผยแพร่ในประเทศของตนเป็นอันมาก
พระพุทธศาสนาไดเ้ จริญรุง่ เรืองอยรู่ ะยะหนง่ึ แต่ภายหลังรชั กาลน้แี ลว้ พวกทมิฬจากอินเดียกม็ ารุกรานอีกและ
ได้เขา้ ตั้งถ่นิ ฐานมั่นคงขยายอาณาเขตออกไปเร่ือย ๆ อาณาจักรสิงหลต้องถอยรน่ ทางใต้ ตอ้ งยา้ ยเมืองหลวงอยู่
บ่อย ๆ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญไดย้ าก นอกจากจะเพียงธำรงรักษาความมั่นคงเขม้ แข็งไว้เท่านนั้ เหตุการณ์
สำคัญครั้งหนึ่ง คือ ใน พ.ศ. ๒๐๑๙ พระภิกษุคณะหนึ่งจากพม่า ได้มารับการอุปสมบทกรรมทีล่ ังกาและนำ
คัมภีร์ภาษาบาลีเท่าที่มีอยู่ไปยังพม่าโดยครบถ้วน
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๐ ชนชาติโปรตเุ กสไดเ้ ขา้ มาคา้ ขาย และถอื โอกาสรกุ รานชาวสงิ หลขณะทกี่ ำลังอยู่ใน
ความวุ่นวาย พวกโปรตุเกสก็ได้ดินแดนบางส่วนไว้ครอบครอง และพยายามบีบบังคับประชาชนที่อยู่ใต้
ปกครองใหน้ บั ถอื ศาสนาคริสตน์ กิ ายคาทอลกิ คราวหนงึ่ ถงึ กบั ยดึ อำนาจกษัตรยิ ไ์ ด้ ทำให้พุทธศาสนากลับเสอ่ื ม
ถอยลง จนถงึ กับนมิ นต์พระสงฆ์จากประเทศพมา่ มาใหก้ ารอปุ สมบทแกก่ ลุ บุตรชาวลงั กา ต่อมาชาวฮอลนั ดาได้
เขา้ มาค้าขายในลังกาและได้ช่วยชาวลงั กาขับไล่พวกโปรตุเกสไดใ้ นปี พ.ศ. ๒๒๐๐ แล้วฮอลนั ดากเ็ ข้ายึดครอง
พน้ื ทีท่ ย่ี ดึ ได้ และนำเอาคริสต์ศาสนามาเผยแพร่ พยายามกีดกนั พระพทุ ธศาสนา แต่ไมส่ ำเร็จสถานการณ์พุทธ
ศาสนาในขณะน้ันย่ำแยล่ งมาก เนอื่ งจากเกดิ การแก่งแย่งกนั แล้ว พทุ ธศาสนากถ็ กู กดขจ่ี ากพวกโปรตุเกสและ
ฮอลนั ดา ประชาชนไมน่ อ้ ยกไ็ ปเขา้ รีตกับศาสนาคริสต์ พวกชาวพทุ ธในใจกลางเกาะมวั แตร่ บราฆา่ ฟนั กัน พุทธ
ศาสนาก็ขาดผู้อุปถัมภ์และยังเกิดวิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง จนพระภิกษุสงฆ์ต้องทิ้งวัดวา
อาราม จนไมม่ พี ระภิกษหุ ลงเหลืออยูเ่ ลย คงมีสามเณรเหลืออยูบ่ า้ ง โดยมสี ามเณรสรณังกรเปน็ หัวหนา้

เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๔ ( พ.ศ. ๒๒๙๓ ตามการนับแบบไทย ) สามเณรผู้ใหญ่ชื่อสามเณรสรณังกรได้ทลู
ขอใหพ้ ระเจา้ กิตตริ าชสงิ หะ กษตั รยิ ์ลังกาในขณะนน้ั ให้สง่ ทตู มาขอนมิ นตพ์ ระสงฆจ์ ากเมอื งไทย (อยุธยา) ไป
ฟ้ืนฟพู ระพุทธศาสนา ณ ลงั กาทวีป สมัยน้ันตรงกบั รชั สมยั ของพระเจ้าบรมโกศ แห่งกรงุ ศรอี ยธุ ยา

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 19

พระเจ้าบรมโกศจงึ ไดส้ ่งพระสมณทตู ไทยจำนวน ๑๐ รูป มพี ระอุ
บาลีเปน็ หวั หน้า เดินทางมาประเทศลังกา มาทำการบรรพชาอุปสมบทแก่
กุลบุตรชาวลังกาถึงสามพันคน ณ เมืองแคนดี สามเณรสรณังกรซึ่งได้รับ
การอุปสมบทในครั้งนี้ ได้รับการสถาปนาจากกษัตริย์ลังกาให้เปน็ สมเด็จ
พระสงั ฆราช จงึ ได้เกิดคณะสงฆน์ กิ ายสยามวงศ์ หรอื อบุ าลวี งศข์ ึ้นในลงั กา
ตอ่ มาพระอบุ าลเี ถระเกิดอาพาธและไดม้ รณภาพในลังกาในเวลาต่อมา

ในสมัยเดียวกันนั้นได้มีสามเณรคณะหนึ่งเดินทางไปขอรับการอุปสมบทในประเทศพม่า แล้วกลบั มา
ตั้งนกิ าย "อมรปุรนกิ าย" ขนึ้ อกี คณะหนึ่งได้เดินทางไปขออปุ สมบทจากคณะสงฆเ์ มอื งมอญ กลับมาตั้งนิกาย
"รามัญนิกาย" ข้นึ ในสมยั น้ีไดม้ นี กิ ายเกดิ ขึน้ ในลังกา ๓ นิกาย คือ ๑. นกิ ายสยามวงศ์ หรือลงั กาวงศ์ ๒. นิกาย
อมรปรุ นิกาย ๓. นิกายรามัญ นิกายทั้ง ๓ นี้ ยังคงสืบทอดมาจนถงึ ปัจจุบันต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๐ และอกี
๑๙ ปีต่อมา อังกฤษไดค้ รองอำนาจแทนฮอลนั ดา ขยายอำนาจไปทั่วประเทศลังกา โดยรบชนะกษัตริย์แคนดี
ได้ตกลงทำสนธสิ ญั ญารบั ประกนั สทิ ธิของฝ่ายลังกาและการคมุ้ ครองพระศาสนา ครั้นตอ่ มาได้เกดิ กบฏขน้ึ เมอ่ื
ปราบกบฏได้สำเร็จ องั กฤษไดด้ ดั แปลงสนธสิ ัญญาเสียใหม่ ระบบกษัตรยิ ล์ งั กาจึงได้สญู ส้ินต้งั แตบ่ ดั นั้น

ตั้งแต่อังกฤษเข้ามาปกครองลังกาตอนต้น พระพุทธศาสนาได้รับความเป็นอิสระมากขึ้น ด้วย
สนธิสัญญาดงั กลา่ ว คร้นั ต่อมาภายหลงั จากการปกครองของอังกฤษประมาณ ๕๐ ปี พระพุทธศาสนาก็ถูกกีด
กนั และตอ่ ต้านจากศาสนาคริสต์ รัฐถกู บีบจากศาสนาครสิ ตใ์ หย้ กเลกิ สญั ญาท่คี ุม้ ครองพทุ ธศาสนา บาทหลวง
ของคริสต์ไดเ้ ผยแผค่ ริสต์ศาสนาของตน และโจมตีพทุ ธศาสนาอย่างรนุ แรง โดยไดร้ ับการสนับสนุนจากตา่ งชาติ
นับตั้งแตอ่ งั กฤษเขา้ ปกครองลงั กามาเปน็ เวลากว่า ๓๐๐ ปี จนไดร้ ับอสิ ระภาพเมือ่ พ.ศ. ๒๔๙๑จากการท่ีพทุ ธ
ศาสนาถูกรุกรานเป็นเวลาช้านานจากศาสนาคริสต์ ทำให้ชาวลังกามีความมุ่งมานะทีจ่ ะฟื้นฟูพุทธศาสนาใน
ลงั กาอย่างจรงิ จงั จนปจั จุบันประเทศศรลี ังกา ไดเ้ ปน็ ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ความสำคัญและอทิ ธิพลของพทุ ธศาสนาต่อสังคมลงั กา

๑. ความสำคญั ของพทุ ธศาสนาที่รองรับโดยกฎหมายของรฐั

ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาได้รับรองโดยกฎหมายของรัฐมีอยู่สูงมาก ดัง
ปรากฏในกฎหมายสงิ หลโบราณว่า "ผทู้ ำลายเจดยี ์และตน้ โพธิ์ กบั ผู้ท่ีปลน้ สะดมทรัพย์
ของศาสนามีโทษถึงตาย" กฎหมายนี้ใช้บังคับชาวศรีลังกาทุกระดับชั้น รวมทั้งคน
ตา่ งชาตดิ ้วย และคงมกี ารบงั คับใชม้ านานแลว้ ตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าเอลระ ซ่งึ เป็นชาว
ทมิฬ ในพุทธศตวรรษที่ ๕

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 20

๒. ความสำคญั ตอ่ สงั คมและวฒั นธรรม

วิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ระบบวรรณะในสังคมลังกาได้ถูกลดความสำคัญลง แม้ว่าวิถีชีวิตของชาว
ลังกาในช่วงเริ่มต้นสมยั ประวัตศิ าสตร์ จนถงึ ช่วงก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเขา้ มาประดิษฐาน ระบบวรรณะได้
ลดความเข้มข้นลงด้วยอิทธิพลคำสอนทางพทุ ธศาสนา นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลด้านอื่น ๆ อีก เช่น ชื่อของ
บุคคลต่าง ๆ ได้มีการนำเอาชื่อทางพุทธศาสนามาตั้งเป็นชื่อของบุคคล นับตั้งแต่กษัตริย์ ราชวงศ์ จนถึง
ประชาชนท่วั ไป เช่น พระเจ้าพทุ ธทาสะ พระเจ้าสงั ฆติสสะ พระเจา้ โมคคัลลานะ พระเจ้ากัสปะ พระเจา้ มหิน
ทะ เปน็ ต้น จะปรากฏเห็นวา่ มชี อ่ื ของบุคคลสำคญั ทางพทุ ธศาสนา ปรากฏเปน็ พระนามของกษตั ริยล์ งั กาหลาย
พระองค์

การกำหนดเอาวันธรรมสวนะเป็นวนั หยุดราชการ งานทกุ ชนดิ ตอ้ งหยดุ ในวนั พระ เมอื่ ถึงวันพระชาว
สงิ หลจะถอื อโุ บสถศลี และประกอบศาสนกจิ ต่าง ๆ พระเจา้ แผน่ ดนิ ไดอ้ อกกฎหมาย "มาฆาตะ" คือห้ามฆ่าสัตว์
และเบียดเบียนชีวติ สัตว์ จนอาชีพนายพรานไดห้ ายไป นอกจากนั้นรัฐบาลศรีลังกาได้ถือเอาพุทธศาสนาเปน็
ศาสนาประจำชาติ

๒. อิทธพิ ลทางดา้ นการเมืองการปกครอง

ในด้านการเมืองนั้น พระภิกษุมีบทบาทอย่างมาก พระภิกษุมีความผูกพันกับประชาชนและชนช้ัน
ปกครองอยา่ งใกลช้ ดิ จงึ มบี ทบาทหลายประการ ไดแ้ ก่

๑) บทบาททางการเมือง พระภิกษุมีความใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อประชาชนส่วนใหญ่มี
บทบาทในการไกล่เกลย่ี กรณีพพิ าทระหว่างผนู้ ำทางการเมอื ง ดงั กรณีพระโคธกัฑตะ ติส
สะเถระ สามารถเจรจายตุ ิสงครามการเมอื งยืดเย้อื ระหว่างพระเจ้าวฎั ฎคามนอี ภยั กับแม่
ทพั ของพระองค์ใหส้ งบลงได้

๒) บทบาทในการเป็นท่ปี รึกษาของกษัตริย์ เน่อื งจากพระภกิ ษไุ ด้มโี อกาสถวายการอบรมสั่ง
สอนแก่บรรดาเจ้าชายต่าง ๆ เมื่อเจ้าชายเหล่านี้ขึ้นครองราชย์ พระภิกษุก็จะกลายเป็นราชครู มี
บทบาทต่อการกถวายคำแนะนำแก่กษัตริย์ ดังกรณีพระสังฆมิตตเถระเป็นราชครูของพระเจ้ามหา
เสนะ มีอิทธิพลต่อพระเจ้ามหาเสนะอย่างมาก พระองคจ์ ะทรงปฏบิ ัติตามคำแนะนำของพระสังฆมติ
ตะเกอื บทกุ เร่ือง โดยเฉพาะการรบั สงั่ ใหท้ ำลายคณะสงฆฝ์ า่ ยมหาวหิ าร

๓) บทบาทในการเลือกแต่งต้ังพระมหากษตั ริย์ เมื่อปลายพุทธศตวรรษท่ี ๕ พระเจา้ สทั ธาติส
สะสวรรคต คณะเสนาบดแี ละคณะสงฆ์ประชุมกัน ณ ถปู าราม ไดเ้ ลอื กเจา้ ชายถุลถนะ ขึน้ ครองราช
ตามหลักการแลว้ ก็นา่ จะเป็นเจ้าชายลนั ชตสิ สะ พระเชษฐา แต่คณะสงฆไ์ ม่สนบั สนุน

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 21

๔) บทบาททางการศกึ ษา ตั้งแต่พุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในลังกา พระภิกษุสงฆไ์ ดเ้ ขา้
มามีบทบาทต่อการทำหน้าที่เป็นครูอบรมสัง่ สอนประชาชน แทนพวกพราหมณ์ ที่เคยคำหน้าทีน่ ้มี า
กอ่ น มีวัดเป็นศูนย์กลางในการการศึกษาอบรมศีลธรรมจรรยาแกก่ ลุ บุตรกุลธิดา

๕) บทบาททางวรรณกรรม
พระสงฆ์มบี ทบาทตอ่ ดา้ นวรรณกรรม พระสงฆม์ บี ทบาทต่อการร้อยกรองวรรณกรรม ได้ผลิต
วรรณกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะคมั ภีรม์ หาวงศ์ และทปี วงศ์ ซง่ึ เป็นพงศาวดารทางประวัตศิ าสตร์
ของลงั กา

๖) บทบาททางศลิ ปกรรม
ศาสนสถาน และศาสนวตั ถุ เป็นบอ่ เกดิ แหง่ ศลิ ปะอนั ทรงคณุ คา่ ของลงั กา ศิลปะอนั งดงามเกดิ จาก
ความศรัทธาเลื่อมใสในพทุ ธศาสนา แลว่ บรรจงสรา้ งอยา่ งประณีต พทุ ธศาสนกิ ชนลาวลงั กาถือวา่ การ
ก่อสร้างวัตถุสถานทางพทุ ธศาสนาได้บุญอานิสงสม์ ากจงึ ได้สรา้ งศาสนวัตถมุ ากมาย นอกจากเปน็ งาน
ของฆราวาสแลว้ พระภิกษุสงฆเ์ องกม็ สี ่วนสำคญั ทที่ ำให้ศิลปกรรมแพร่หลาย ดว้ ยพระสงฆก์ เ็ ป็นผทู้ ม่ี ี
ฝีมือในการสรา้ งสรรคง์ านศลิ ปะ

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ สญู่ ีป่ ่นุ

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านเกาหลี ในหนังสือ
ประวัตศิ าสตร์ญ่ีปุ่นชื่อ นิฮอนโกชิ ได้บันทึกไวว้ ่า วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.
๑๐๙๕ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชกาลพระเจ้ากมิ เมจิ จักรพรรดิองค์ที่ ๑๙ ของ
ญี่ปุ่น พระพุทธศาสนาได้เข้าสู่ญี่ปุ่น โดยพระเจ้าเซมาโว แห่งเกาหลี สง่
ราชทูตไปยังราชสำนักพระเจ้ากิมเมจิ พร้อมด้วยพระพุทธรปู ธง คัมภีร์
พุทธธรรมและพระราชสาสน์แสดงพระราชประสงค์ท่ีจะขอใหพ้ ระเจ้ากิม
เมจริ บั นบั ถือพระพทุ ธศาสนา พระเจ้ากิมเมจทิ รงรับด้วยความพอพระทัย
นีเ้ ป็นการเร่ิมต้นของพระพุทธศาสนาในญ่ปี ่นุ

พระพุทธศาสนาไดเ้ จรญิ ข้ึนในประเทศญีป่ ุน่ ในสมยั พระจกั รพรรดกิ มิ เมจิเปน็ อยา่ งมาก แต่ภายหลังท่ีพระองค์
สนิ้ พระชนมแ์ ล้ว พระจักรพรรดอิ งคต์ อ่ ๆ มาก็มิไดใ้ ส่พระทยั ในพระพทุ ธศาสนาปลอ่ ยใหพ้ ระพทุ ธศาสนาเสื่อม
โทรมลง จนถึงสมยั จกั รพรรดินีซยุ โก ได้สถาปนาเจา้ ชายโชโตกุ เป็นผู้สำเรจ็ ราชการแผน่ ดิน เมอื่ พ.ศ. ๑๑๓๕
เจ้าชายพระองค์นี้เองที่ได้วางรากฐานการปกครองประเทศญีป่ ุ่น และสรา้ งสรรค์วัฒนะธรรมพร้อมทรงเชิดชู
พระพุทธศาสนา

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 22

และในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๑๑๓๗ พระองค์ไดป้ ระกาศพระราชโองการเชิดชูพระรตั นตรยั อนั เปน็ พระราช
โองการพระจักรพรรดทิ ยี่ กยอ่ งพระพทุ ธศาสนา

พระพทุ ธศาสนาได้เจริญรุง่ เรอื งอย่างม่นั คงในญีป่ ุ่น ต่างแข่งขันกัน
สร้างวัดในพระพุทธศาสนา และสำนักปฏิบัติธรรมเปน็ อันมาก ยุคสมัยนี้ได้
ชื่อว่า ยุคโฮโก คือ ยุคที่สัทธรรมไพโรจน์ เจ้าชายโชโตกุได้ทรงได้ทรง
ประกาศธรรมนูญ ๑๗ มาตรา ซึ่งเป็นธรรมนญู ที่ประกาศหลกั สามัคคธี รรม
ของสังคม องคป์ ระดษิ ฐานไวเ้ ปน็ อนุสรณ์ที่วัดโฮริวจิ ด้วยการเคารพเช่ือถือ
พระรัตนตรยั นอกจากน้ียงั ทรงแสดงพระธรรมเทศนาซง่ึ ถอื ว่าเปน็ การเริ่มตน้ การแสดงเทศนาเก่ยี วกบั พระสตู ร
ในประเทศญี่ปุ่น และอรรถกถาต่างๆ เข้าสู่ประเทศญ่ีปุ่น แม้ตัวเจ้าชายเองก็ได้ทรงแต่งคัมภรี อ์ รรถกถาของ
พระองค์ด้วย เจ้าชายโชโตกสุ ้ินพระชนม์เมือ่ พ.ศ.๑๑๖๕ บรรดาประชาชนทง้ั ปวงมคี วามเศร้าโศกเป็นอันมาก
จึงได้รว่ มกนั สรา้ งพระพทุ ธรูปขนาดเทา่ องค์เจ้าชายโชโตกขุ ึ้น ๑ องค์

หลังจากนั้นมาพระพุทธศาสนาก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายนิกาย พระพุทธศาสนาหยุดชะงักความ
เจรญิ ก้าวหนา้ มาตลอด เพราะนโยบายการปกครองประเทศบีบบังคบั ทางอ้อมจนถึงยุคเมอจิ ิ พระพทุ ธศาสนา
กย็ ิ่งเส่อื มลงไปอกี ลัทธิชนิ โตไดร้ บั ความนิยมนบั ถือแทนพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาถกู ยกเลิกไปจากราชสำนกั ของพระจักรพรรดิ มี
นโยบายล้มล้างพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นศาสนาคริสต์ก็เริ่มเผยแผ่
พร้อมกับวัฒนะธรรมตะวันตกหลงั่ ไหลเขา้ มาในญปี่ นุ่ เมอื่ การศกึ ษาเจรญิ
มากขึ้นพระพุทธศาสนาถูกยกขึ้นมาในแง่ของวิชาการ พระสงฆ์เริ่มงาน
การศึกษาและวิจัยอย่างจริงจังกวา้ งขวางตามวิธีสมยั ใหม่ ส่วนหน้าที่ใน
การประกอบพธิ กี รรมอันศักด์สิ ิทธิน์ น้ั พระสงฆ์แต่ละนิกายกย็ งั คงจดั พิธีกรรมเปน็ ประเพณีตามนิกายของตน

พระพุทธศาสนาในญ่ีป่นุ ในปัจจุบัน

ในปจั จบุ นั ชาวญี่ปุน่ นบั ถอื พระพทุ ธศาสนาควบคู่ไปกับศาสนาชินโตพระพุทธศาสนาแบง่ ออกเป็นหลายนิกาย
นิกายที่สำคญั มี ๕ นกิ าย ดังนี้

๑.นิกายเทนได (เทยี นไท้)
พระไชโจ (เดง็ กะโยไดช)ิ เป็นผู้ตงั้ มหี ลักคำสอนเป็นหลักธรรมชนั้ สูงส่งเสริมใหบ้ ชู า
พระพุทธเจา้ องค์ปจั จบุ ันและพระโพธิสัตว์

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 23

๒.นิกายชนิ งอน
พระกไุ กเป็นผตู้ ั้งในเวลาใกลเ้ คยี งกบั นิกายเทนได มหี ลกั คำสอนตามนกิ ายตนั ตระ สอนใหค้ น
บรรลโุ พธญิ าณดว้ ยการสวดมนต์ออ้ นวอนถอื คัมภรี ์มหาไวโรจนสตู รเปน็ สำคญั

๓. นกิ ายโจโด (สขุ าวดี)
โฮเนนเป็นผู้ตงั้ เม่อื พ.ศ.๑๗๑๘ นิกายนส้ี อนว่าสขุ วดเี ป็นแดนอมตสขุ ผจู้ ะไปถงึ ได้ดว้ ยออก
พระนามพระอมติ าภพทุ ธะนกิ ายนมี้ ีนกิ ายย่อยอกี มาก เชน่ โจโดชนิ (สขุ าวดีแท)้ ตงั้ โดยชิน
แรน มีคติว่า ฮิโชฮิโชกุ ไม่มพี ระไม่มีฆราวาส ทำให้พระในนกิ ายนีม้ ีภรรยาได้ ฉันเน้อื ได้ มี
ความเป็นอยู่คลา้ ยฆราวาส
๔. นิกายเซน (ชยาน หรอื ฌาน)

นกิ ายน้ีถือว่า ทกุ คนมีธาตพุ ุทธะอยใู่ นตัว ทำอย่างไรจงึ จะให้ธาตพุ ทุ ธะน้ีปรากฏออกมา
ได้ โดยความสามารถของตวั เอง สอนใหด้ ำเนนิ ชวี ติ อย่างง่าย ให้เข้าถึงโพธญิ าณอยา่ งฉบั พลัน
นิกายน้คี นช้ันสงู และพวกนกั รบนยิ มมาก เปน็ ต้นกำเนดิ ของลทั ธิบชู โิ ด นบั ถอื พระโพธิธรรมผู้
เผยแพรใ่ นประเทศจนี

๕.นกิ ายนิชิเรน
นิชเิ รนเปน็ ผู้ตง้ั นับถอื สทั ธรรมปุณฑริกสูตรอยา่ งเดยี ว โดยภาวนาว่า นะมึ เมยี ว โพเรงเง
เกยี ว (นโม สทฺธมมฺ ปณุ ฑฺ ริก สตุ ตฺ สสฺ ขอนอบน้อมแด่ สัมธรรม ปุณฑรกิ สูตร) เมือ่ เปล่งคำนี้
ออกมาด้วยความรสู้ กึ วา่ มีตัวธาตพุ ุทธะอยใู่ นใจก็บรรลโุ พธิได้

หลงั สงครามโลกครัง้ ที่ ๒ มีนกั การศึกษามากมายพยายามเช่ือมประสานพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ
เข้าดว้ ยกนั โดยจดั ต้ังเป็นองคก์ ารข้ึน องคก์ ารส่ือสารสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธท่ี
ใหญ่ที่สุด คือพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งญี่ปุ่น ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม
๒๕๐๐มีสำนักงานอยทู่ ่ีวดั ชกุ ิจิ ฮองวนั จิ

กิจการทางพทุ ธศาสนาทส่ี ำคัญและมจี ดุ เดน่ ก้าวหน้าท่ีสดุ ของญ่ีปุน่ คอื
การจัดการศึกษา ซึ่งพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ จะมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย
โรงเรียนระดบั มัธยมและในด้านความเป็นอย่ขู องพระสงฆ์ในปัจจบุ ันน้ี พระสว่ น
ใหญ่จะมีครอบครัวได้ ยกเว้นพระระดับเจ้าอาวาสจะมีครอบครัวไม่ได้และ
ตำแหน่งพระยังสบื ทอดเป็นมรดกแก่บตุ รคนโตไดด้ ว้ ย

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 24

ประเทศญี่ปนุ่ ในปจั จุบนั เปน็ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ประชาชนดำเนินชวี ติ ดว้ ยความเร่งรีบ
เพราะมกี ารแขง่ ขนั กันมาก ทำให้มีความเครยี ดและมปี ญั หาดา้ นสุขภาพจิต เป็นโรคประสาท โรคจติ และสถิติ
การฆ่าตัวตายสูงมาก สิ่งที่จะช่วยบรรเทาความเครียดได้ ก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
เน่อื งจากญี่ปุน่ ชอบความเรว็ ใหไ้ ด้ผลทนั ใจ พระพุทธศาสนานกิ ายเซนจึงเป็นทน่ี ยิ ม และมีการสร้างนกิ ายใหมๆ่
หรือลัทธใิ หม่ๆ ที่ปฏิบัติไดผ้ ลรวดเร็วอกี มาก คนญี่ปุ่นส่วนหน่ึงไม่นับถอื ศาสนาใดเลยแต่ยดึ ถอื ลัทธิการเมอื ง
ตามความชอบใจของตน

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ ส่เู กาหลี

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ ส่ปู ระเทศเกาหลี พระพทุ ธศาสนาเริ่มเข้า
สู่ประเทศเกาหลีเมื่อ พ.ศ. ๙๑๕ โดยสมณทูตซุนเตา เดินทางจากประเทศจีน
แผ่นดินใหญ่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรโกคุริโอ คือ ประเทศ
เกาหลีในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาในเกาหลีอย่างรวดเร็วเพียง
ระยะเวลา ๒๐ ปี กม็ กี ารสรา้ งวดั ขึ้นมากมาย เฉพาะเมืองหลวงแห่งเดียว ๙ วัด

ประเทศเกาหลีในสมัยก่อนนั้นประกอบด้วย ๓ อาณาจักรคือ โกคุริ
โอ ปีกเช และซิลลา แตผ่ ู้นำทงั้ ๓ อาณาจักรก็นับถอื พระพทุ ธศาสนาและให้การสนับสนนุ กจิ การต่างๆ อันที่
เกีย่ วกับพระพทุ ธศาสนาเสมอ และทส่ี ำคญั ได้ทรงถือว่าพระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาประจำชาติเพราะคำสอน
ของพระพุทธศาสนาเปน็ ส่ิงทีส่ ่งเสริม และให้การศกึ ษาแก่ประชาชนและเป็นที่ยึดเหน่ียวจิตใจของประชาชน
พร้อมท้ังสรา้ งความสามัคคใี หเ้ กิดขน้ึ ในชาตพิ ระพทุ ธศาสนาจงึ มีความเจริญรงุ่ เรืองตลอดมา

ครั้นถึง พ.ศ. ๑๙๓๕ พระพุทธศาสนาในเกาหลีก็เริ่มเสื่อมลง เม่ือ
ราชวงศ์โซซอนขึน้ มามีอำนาจราชวงศ์นีไ้ ด้เชิดชูลัทธิขงจ้ือให้เป็นศาสนาประจำ

ชาติ จึงทำการกดขี่ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จนทำให้
พระสงฆ์ตอ้ งหนีออกไปอยู่อยา่ งสงบตามชนบทและป่า
เขาพ.ศ.๒๔๕๓ ประเทศเกาหลีได้ตกอยู่ภายใต้การ
ปกครองของญี่ปุน่ ราชวงศ์เกาหลสี ิ้นสุดลง เมื่อญี่ปุ่นเขา้ ปกครองเกาหลีกไ็ ดอ้ อกกฎ
ข้อบังคับควบคมุ วัดวาอารามตา่ งๆ และพยายามกอ่ ความเสียหายให้เกดิ ขึ้นแก่คณะ
สงฆ์ เช่น สง่ เสริมให้พระสงฆ์มคี รอบครัวได้และดำรงชีวิตเหมือนฆราวาส จดุ ประสงค์
ก็เพื่อทำลายพระพุทธศาสนา ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพสหภาพโซ
เวยี ต และสหรฐั อเมริกาได้เขา้ ยดึ เกาหลจี ากญปี่ นุ่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ เกาหลีจงึ ถูกแบ่งออกเปน็ ๒ ประเทศทีเ่ สน้
ขนานท่ี ๓๘ องศาเหนือกล่าวคือ ทางตอนเหนอื อยภู่ ายใต้การ

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 25

คุ้มครองดูแลของสหภาพโซเวียต มีชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลี
เหนือ) ทางตอนใต้อย่ภู ายใตก้ ารดูแลของสหรฐั อเมริกา มชี ื่อประเทศว่า สาธารณรฐั เกาหลี (เกาหลีใต้)

เม่อื เกาหลีพ้นจากการปกครองของญ่ปี นุ่ แลว้ ชาวพุทธท้ังหลายในเกาหลี โดยเฉพาะพระสงฆไ์ ด้มีการ
เคล่ือนไหว โดยการประชมุ ใหญ่แล้วลงมตใิ หร้ ฐั บาลยกเลิกข้อบงั คับต่างๆ ท่ีขัดแยง้ กับหลักพระพทุ ธศาสนาซ่ึง
ตราขนึ้ ในสมยั ท่ีญี่ปนุ่ ยึดครอง พรอ้ มท้งั ให้คณะสงฆ์มกี ารปกครองตนเอง โดยมีสำนักงานอยู่ในนครหลวงและ
จังหวัดตา่ งๆ ให้มีสภาบริหารตนเองซงึ่ อย่ภู ายใต้การควบคุมของสำนกั งานใหญแ่ ละไดม้ กี ารจัดประชุมเพ่ือตรา
ธรรมนูญปกครองคณะสงฆ์ขนึ้ ท่ีสำนกั งานใหญ่ เมือ่ พ.ศ.๒๔๘๙

พระพทุ ธศาสนาในประเทศเกาหลใี นปจั จบุ ัน

พระพุทธศาสนาในเกาหลเี หนือน้ันไม่สามารถท่ีจะรู้สถานการณ์ได้เพราะเกาหลีเหนือ
ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนพระพทุ ธศาสนาดงั นั้นพระพุทธศาสนา
จึงเจรญิ รุ่งเรอื งในเกาหลีใต้มากกว่า ในปัจจุบันคณะสงฆ์ในประเทศเกาหลีถือว่าเปน็
คณะสงฆ์ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ต่างๆ อยู่เสมอเพื่อ
ความม่ันคงของพระพุทธศาสนานนั่ เองกจิ การทพ่ี ระสงฆเ์ กาหลีใต้สนใจ และทำกันอยา่ งเขม้ แข็งจรงิ จงั ทสี่ ุดคอื
การศกึ ษาซ่ึงเร่ืองนเ้ี ปน็ การสอดคลอ้ งกบั นโยบายของรฐั บาลในดา้ นการศกึ ษา นอกจากจะมโี รงเรียนพระปรยิ ตั ิ
ธรรมสำหรับสอนพระภิกษุ ภิกษณุ ี สามเณรและสามเณรี (สตรที ่ีจะบวชเป็นภกิ ษณุ ี)แล้ว คณะสง์เกาหลีใต้ยัง
มีสถานศกึ ษาฝ่ายสามัญระดบั ตา่ งๆทเ่ี ปิดรบั นกั เรยี นชายหญิงโดยทว่ั ไปด้วย ซึ่งสถาบันเหลา่ นมี้ คี ฤหัสถ(์ บุคคล
ทัว่ ไป) เป็นผ้บู ริหารแต่อยูใ่ นความควบคุมดแู ลของคณะกรรมาธิการฝา่ ยการศกึ ษาของคณะสงฆ์ สถานศึกษา
เหลา่ ย้ีแยกประเภทได้ดงั นี้

มหาวิทยาลยั และวทิ ยาลัย ๓ แหง่

โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ๑๑ แหง่

โรงเรียนมธั ยมศึกษาตอนตน้ ๑๖ แหง่

โรงเรียนประถมศึกษา ๓ แหง่

โรงเรียนอนบุ าล ๗ แหง่

มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาทเี่ กา่ แกท่ ส่ี ุดของเกาหลคี ือ มหาวทิ ยาลยั ดงกกุ ตัง้ ขึ้นเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๙ ปจั จบุ ัน
มีนักศึกษาชายทง้ั หมด ๖๐๐๐ คน มีภกิ ษสุ ามเณรศึกษาอยดู่ ้วยประมาณ ๖๐ รูป

ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ คณะสงฆเ์ กาหลใี ต้ต้งั โครงการแปลและจดั พมิ พพ์ ระไตรปิฎกฉบบั เกาหลขี ึน้ เรยี กวา่ ศูนยแ์ ปล
พระไตรปิฎกเกาหลี ตั้งอยใู่ นมหาวทิ ยาลยั ดงกุก

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 26

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สู่ประเทศจีน

พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศจีนดังได้ปรากฎใน
หลักฐาน เมื่อประมาณพุทธศักราช ๖๐๘ ในสมัยของพระ
จักรพรรดิเม่งเต้แห่งราชวงค์ฮั่น ได้จัดส่งคณะทูต ๑๘ คน ไปสบื
พระพทุ ธศาสนาในอนิ เดยี คณะทตู ชุดนไี้ ดเ้ ดินทางกลับประเทศจีน
พร้อมด้วยพระภิกษุ ๒ รูป คอื พระกาศยปมาตงั คะ และพระธรรม
รักษ์รวมทั้งคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อพระ
เถระ ๒ รูป พร้อมด้วยคณะทูตมาถึงนครโลยาง พระเจ้าฮั่นเม่งเต้
ได้ทรงสัง่ ใหส้ ร้างวัดเพือ่ เป็นทอี่ ย่ขู องพระทง้ั ๒ รปู นน้ั ซงึ่ มชี อื่ ว่า วัดแป๊ะเบย๊ ี่ แปลเปน็ ไทยวา่ วดั ม้าขาว

เพ่ือเปน็ อนุสรณแ์ ก่มา้ ตวั ท่ีบรรทุกพระคำภีร์ทางพระพุทธศาสนากบั พระเถระทง้ั สอง หลังจากนนั้ พระกาศยมา
ตังตะ กับพระธรรมรักษไ์ ด้แปลคำภรี ์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีนเลน่ แรก

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเป็นที่เลื่อมใสแต่ก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบคือ ในหมู่
ข้าราชการและชนชั้นสูงแห่งราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวเมือง เพราะชาวจีน
ส่วนใหญย่ งั คงนับถือลัทธิขงจอ้ื และลทั ธิเต๋า จนกระท่ังโมง่ จื๊อ นกั ปราชญ์ผมู้ ีความสามารถยง่ิ ไดแ้ สดง

หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ใหช้ าวเมอื งไดเ้ ห็นถึงความจริงแทอ้ ันลกึ ซ้ึงของพระพุทธศาสนาเหนือกว่าลัทธิ
เดิม กับอาศัยความประพฤติอันบริสุทธิ์ของพระสงฆ์เป็นเครื่องจูงใจให้ชาวจีนเกิดศรัทธาเลื่อมใส จนทำให้
ชาวเมืองหันมานับถือพระพุทธศาสนามากกว่าลัทธิศาสนาอื่นๆ พระพุทธศาสนาก็เจรญิ รุ่งเรืองมาเป็นลำดบั
จนกระท่งั ราชวงศถ์ ัง (พ.ศ. ๑๑๖๑ - ๑๔๕๐) พระพทุ ธศาสนาก็เจรญิ สูงสดุ เพราะได้รบั การสนบั สนนุ จากพระ
เจ้าจักรพรรดิ ตลอดจนนักปราชญ์ราชบัณฑิตตา่ งๆ โดยมีการสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง และมีการแปลพระสูตร
จากภาษาบาลเี ปน็ ภาษาจนี มากมาย

พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมลงเม่ือพระเจ้าบู๊จงข้ึนปกครองประเทศ เพราะพระเจา้ บู๊จงทรงเลื่อมใสใน
ลทั ธิเต๋า พระองคไ์ ด้ทำลายพระพทุ ธศาสนา เช่น ให้ภิกษุ ภิกษุณี ลาสกิ ขาบท ยึดวัด ทำลายพระพทุ ธรูป เผา
คมั ภีร์ เป็นตน้ พระพทุ ธศาสนาไม่ไดร้ บั การอุปถมั ภ์จากราชสำนกั ก็เร่มิ เสอ่ื มลงตง้ั แตบ่ ัดน้ัน

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 27

พระพทุ ธศาสนาในประเทศจีนปจั จุบัน

ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ประเทศจีนได้เปลี่ยน ชื่อ ประเทศเป็นสาธารณรัฐจีนรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนใน
พระพทุ ธศาสนา แตส่ นับสนนุ แนวความคดิ ของลัทธิมารก์ ซิสต์ซ่ึงลัทธดิ งั กล่าว ไดโ้ จมตีพระพุทธศาสนาตลอด
มาและมีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยเอาวัดไปใช้เป็นสถานที่ราชการอื่นๆ
สถานการณข์ องพระพทุ ธศาสนาจึงยังไม่ดขี น้ึ

ในพ.ศ. ๒๔๖๕ พระสงฆ์ชาวจีนรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระอาจารย์ไท้สู ได้ช่วยกู้
ฐานะของพระพุทธศาสนาไว้บางส่วนคือ ท่านได้ทำการปฏิรปู พระพุทธศาสนาอย่าง
จริงจงั แม้จะมกี ำลงั นอ้ ย เรมิ่ ดว้ ยการต้ังวิทยาลัยสงฆ์ข้นึ ที่ วูซนั เอ้หมงิ เสฉวน และ
หลิ่งนาน เพื่อฝึกผู้นำทางพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ทางพระธรรมวินยั และวชิ าการ
ทางโลกสมยั ใหม่ และนำมาเผยแผเ่ พือ่ ให้เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คม จนผ้คู นเลอื่ มใสมาก
ขึ้น จึงตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศจีนขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ความพยายามของพระ
อาจารย์ไท้สู ทำใหป้ ระชาชนและรัฐบาลเขา้ ใจในพระพุทธศาสนาดีข้ึน ทางราชการได้
อ อ ก ค ำ ส ั ่ ง พ ิ ท ั ก ษ ์ ท ร ั พ ย ์ ส ิ น ข อ ง ว ั ด ห ้ า ม น ำ ไ ป ใ ช ้ ใ น ก ิ จ ก า ร อ่ื น
ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ สาธารณรัฐจีนมพี ระภิกษแุ ละภิกษุณรี วม ๗๓๘,๐๐๐ รูป มวี ัดทั้งสิ้น
๒๖๗,๐๐๐ วัด ซ่ึงนบั วา่ พระพุทธศาสนาเจริญในประเทศจนี พอสมควร พ.ศ. ๒๔๙๒ สาธารณรัฐจีนไดเ้ ปล่ยี น
ชอื่ ประเทศอกี ครั้งหนง่ึ เป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ปกครองด้วยลทั ธิคอมมิวนสิ ต์

ลัทธิคอมมิวนิสตน์ ้ีมคี ำสอนทข่ี ัดแย้งกับพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งมาก พระพทุ ธศาสนาจงึ ไม่อาจอยู่ได้
ในสาธารณรฐั ประชาชนจีน ในระยะแรกพรรคคอมมิวนิสต์เป็นวา่ พระพทุ ธศาสนายังมีอิทธพิ ลอย่ใู นจิตใจของ
ประชาชนจึงไม่ใช้ความรุนแรง จนใน พ.ศ. ๒๔๙๔ รัฐบาลได้ออกกฎหมาย เพิกถอนสิทธิวัดในการยึดครอง
ท่ดี ิน ซง่ึ เป็นการบีบใหพ้ ระสงฆต์ อ้ งลาสิกขาบทโดยทางอ้อม พระภิกษุท่ียังไม่ลาสิกขากต็ ้องไปประกอบอาชีพ
เอง เชน่ ทำไร่ ทำนา เปน็ ต้น ทง้ั ทยี่ งั ครองเพศเปน็ ภกิ ษุอยู่ และในช่วงปฏวิ ัตวิ ฒั นธรรมครง้ั ใหญ่ของสาธารรัฐ
ประชาชนจนี เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ - ๒๕๑๒ ไดม้ ีเหตกุ ารณ์ที่กระทบกระเทือนต่อพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งมากคอื

รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ ห้ามประกอบศาสนกิจต่างๆ การเผยแผ่
พระพุทธศาสนาถือเป็นความผิดกฎหมาย พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสิกขา
พระคัมภีรต์ ่างๆ ถูกเผา พระพุทธรูปและวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก จาก
เหตกุ ารณน์ ้ีทำให้พระพุทธศาสนา เกือบสูญสิ้นไปจากประเทศจนี เลยทเี ดียว

เมื่อประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมา เจ๋อ ตุง ได้ถึงแก่
อสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๕๑๙ รัฐบาลชุดใหม่ของจีนก็คลายความเข้มงวดลง
บ้างและให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของประชาชนมากขึ้น ในปัจจบุ ัน
ได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานขึ้นใหม่ในประเทศสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน นอกจากน้ีรัฐบาลจนี ยังให้การสนบั สนุนจัดต้ังพทุ ธสมาคม

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 28

แหง่ ประเทศจนี และสภาการศึกษาพระพทุ ธศาสนาแหง่ ประเทศจนี ขน้ึ ในกรงุ ปกั กิง่ อกี ดว้ ย เพ่ือเปน็ ศูนย์กลาง
การตดิ ต่อเผยแผ่พระพุทธศาสนากับประเทศตา่ งๆ ทวั่ โลก ปัจจุบันนชี้ าวจีนส่วนใหญ่นบั ถือพระพุทธศาสนาคู่
ไปกับลัทธิขงจอ้ื และเตา๋

พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา

ดนิ แดนประเทศกัมพชู า หรอื เขมรน้ัน ในอดตี หลายพันปีมาแล้ว เป็น
ถน่ิ ฐานของชนชาติมอญ-เขมร อาศยั อยู่ สันนิษฐานวา่ อพยพมากจากอินเดีย
ผา่ นเข้ามาทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของคาบสมุทรอนิ โดจีน แลว้ กระจาย
กันอยู่ กระจัดกระจาย มีอำนาจครอบครองดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน
ทั้งหมด ไดผ้ สมผสานกบั คนในท้องถิ่นเดิม และกบั คนท่อี พยพมาทหี ลงั ทั้งใน
ชาติพันธุ์ และทางวัฒนธรรมมีความเจริญเพิ่มขึ้นตามลำดับ ต่อมาได้มีชนอนิ เดียเข้ามาติดต่อค้าขาย และได้
นำเอาวฒั นธรรมอนิ เดยี มาเผยแผ่ด้วย ทำใหก้ ัมพชู ารับเอาวัฒนธรรมอนิ เดยี มาด้วย

เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาสู่สวุ รรณภูมิ ดินแดนแถบประเทศกัมพูชา เป็นดินแดนแหง่ แรกที่ได้
เอาพุทธศาสนาจากอินเดีย และได้รับอิทธิพลในด้านความเจริญทางด้านจติ ใจมาจากประเทศอินเดีย ศาสนา
แรกที่เป็นศาสนาสำคัญของชาวกัมพูชา คือ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาที่รองลงมา คือ พระพุทธศาสนา
ศาสนาทง้ั สองน้ี ไดว้ างรากฐานลงในประเทศนเ้ี ปน็ คร้งั แรก

และในปจั จบุ ันน้ี ก็ยงั แผอ่ ิทธพิ ลออกไปอยา่ งกว้างขวาง ประชากรส่วนใหญ่ยงั คงนับถือศาสนาทั้งสองนอี้ ยู่ ตาม
ประวัตศิ าสตร์ของกัมพูชา จัดไดเ้ ป็น ๔ ยคุ จะได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในยคุ ต่าง ๆ ดงั นี้

ยุคฟูนนั (Funan, Founan)หรืออาณาจกั รพนมหรือยคุ กอ่ นเขมร (พ.ศ.๖๐๐-๑๑๐๐) "ฟนู นั " เป็น
ภาษาจีน สันนิษฐานว่า เพีย้ นมาจากคำเขมรวา่ พนม ซึ่งแปลว่า ภเู ขา ในสมัยนช้ี าวเขมรส่วนใหญ่ นบั ถือตาม
ความเชื่อดั้งเดิม คือ นับถือตามบรรพบรุ ุษ ได้แก่ ถือลัทธโิ ลกธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และผีสางนางไม้ จดหมาย
เหตุของจีน เรยี ก ฟูนัน เขมรนบั ถือท้งั ศาสนาพราหมณ์ และพทุ ธศาสนา แตใ่ นราชสำนกั และชนช้นั สงู นบั ถือ
ศาสนาฮนิ ดู นิกายไศวะ เป็นหลัก ลกั ษณะของฟนู นั มีความคลา้ ยคลึงกบั อนิ เดียมาก เพราะได้รับแบบแผนการ
ปกครอง ศิลปะ การช่าง และวิทยาการตา่ ง ๆ จากชาวอินเดียในยคุ ฟูนันตอนปลายพระมหากษัตริย์ไดห้ ันมา
นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ดงั เอกสารฝ่ายจีนในราชวงศช์ ีท้ างภาคใตว้ า่ กษตั ริย์ฟูนันพระนามว่า เกาณฑินยะชยั วร
มนั ทรงนับถือศาสนาพราหมณม์ าก่อน ภายหลงั ทรงนับถอื พุทธศาสนา ในรชั สมัยนี้ ได้มีพระภิกษุชาวอินเดีย
รูปหนงึ่ ชื่อ พระนาคาหรอื พระนาคเสน ได้เดินทางไปยังประเทศจีน ได้แวะทฟ่ี ูนนั ก่อน และไดท้ ูลพระเจา้ กรงุ
จนี วา่ ประเทศฟนู ันนบั ถือศาสนาฮนิ ดูนิกายไศวะ แต่พุทธศาสนาเจรญิ รุ่งเรือง มภี ิกษุสามเณรมาก และสมัยน้ี
ไดม้ ีพระภิกษุชาวฟูนัน ชอื่ สงั ฆปาละ ( พ.ศ. ๑๐๐๒ - ๑๐๖๕) เปน็ ผู้เชีย่ วชาญในพระอภธิ รรม ได้เดนิ ทางไปสู่
ประเทศจีน และไดศ้ กึ ษาเพิ่มเตมิ จากพระภิกษุอนิ เดยี ช่ือ คุณภทั ร มีความแตกฉานในพุทธศาสนา เปน็ ที่

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 29

เคารพศรัทธาของพระเจา้ จกั รพรรดิบตู่ ี่ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๐๔๖-๑๐๙๒) ทรงอาราธนาให้ทา่ นแปลคัมภีรพ์ ทุ ธ
ศาสนาเป็นภาษาจนี เช่นคัมภีร์ "วมิ ตุ ติมรรค" ซงึ่ แต่งโดยพระอุปตสิ สะเถระ และยงั ได้รับนมิ นต์จากพระเจา้ บตู่ ี่
ให้เป็นผสู้ อนธรรมในราชสำนัก นับวา่ เปน็ ชาวฟนู นั ทีม่ ชี อ่ื เสยี งรปู หนง่ึ เป็นทร่ี ู้จกั ในบรรดาประเทศต่าง ๆใน
ปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๑ พระเจ้าเกาณฑนิ ยะวรมนั ไดส้ ง่ พระมหาเถระเขมร ๒ องค์ ไปช่วยแปลพระไตรปิฎก
จีน พระมหาเถระ ๒ องค์นเ้ี ป็นนักปราชญร์ ูห้ ลายภาษา โดยเฉพาะภาษาสนั สกฤต องค์ทเ่ี ลศิ มเี กียรติติดช่ืออยู่
ในพระไตรปิฎกจีนน่นั คอื พระมหาเถระเสงโปโลสงั ฆปาละ เกดิ เม่ือ พ.ศ. ๑๐๖๗ ในประเทศจีน พระมหาเถระ
สังฆปาละได้แปลคัมภรี ว์ ิมุตติมรรค อันเป็นคัมภีร์ของพระธัมมรุจิเถระ ในเกาะลังกา เป็นคัมภรี ์คู่กบั คัมภีร์วิ
สทุ ธมิ รรค ของพระพุทธโฆสาจารย์ ซึง่ ประเทศที่นบั ถอื ลทั ธิมหายานต่างร้จู กั ชอ่ื ทา่ นทั้งสองนด้ี ีมาก พระเถระ
เขมรทั้งสองรูปได้ช่วยแปลพระไตรปิฎก ข้อความแห่งคำแปลนั้นมีผลงานเป็นภาษาจีนแท้ ใน พ.ศ. ๑๐๕๗
พระเจา้ อนุรุทธวรมนั ข้นึ ครองราชย์ ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยา่ งแรงกล้า และไดท้ รงประกาศ
ถวายพระองค์เป็นอุบาสก ทรงมีพระเกศธาตุเส้นหนึง่ ไว้เป็นที่สกั การะบชู า พระเจ้าอนุรุทธวรมนั เป็นกษัตริย์
องค์สุดท้ายที่ปรากฎนามในยคุ ฟูนัน ในระยะเวลาน้ีอาณาจักรเจนละซง่ึ เป็นเมืองขึ้นของฟูนันได้มีอำนาจมาก
ขึ้น ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ และต่อมาใน พ.ศ. ๑๑๗๐ ก็ได้ยกกองทัพมาโจมตีรวมฟูนันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจักรเจนละ

สมัยเจนละ ( พ.ศ. ๑๑๐๐ - ๑๓๔๔)
อาณาจกั รเจนละตั้งอย่ทู างทศิ เหนือของฟนู ัน ถือว่าเป็นยคุ ของเขมรหรือกมั พชู าทแ่ี ทจ้ รงิ ซ่ึงถือว่าได้
เรม่ิ ต้นในสมัยเจนละนี้ พระเจ้าวรมันเสด็จขึน้ ครองราชยเ์ ป็นกษัตริยอ์ งคแ์ รกของสมัยเจนละ ราว พ.ศ. ๑๐๙๓

กษตั ริยใ์ นยคุ ตน้ ยังคงนับถือศาสนาฮนิ ดนู กิ ายไศวะเปน็ หลัก ตอ่ มาพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๓ ได้มีกษัตริย์ที่นับถือพระพุทธศาสนา คือสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๑
(ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๑๙๓ - ๑๒๕๖) มีหลักฐานแสดงว่าพระพุทธศาสนา
เจรญิ รงุ่ เรืองอยู่ มีศลิ าจารกึ ทว่ี ัดไพรเวียร ใกลเ้ มืองวยาธปุระ เม่อื พ.ศ. ๑๒๐๗
กลา่ วถึงกษตั รยิ ์สองพน่ี ้องทบี่ วชในพทุ ธศาสนา พระเจ้าชยั วรมนั ที่ ๑ ไดโ้ ปรดให้
สรา้ งวัดถวาย หลักฐานจากข้อบันทึกของหลวงจีนอี้จิง ทเ่ี ดินทางไปอนิ เดียและ
ผ่านทะเลใตว้ า่ สมยั น้ันพทุ ธศาสนาเจรญิ รุ่งเรอื งมาก มีวัดท่ัวไปทกุ แหง่ มี

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 30

ศาสนาพราหมณ์และพุทธอยู่ร่วมกนั อย่างสงบสุข ประชาชนทัว่ ไปนิยมบวชในพุทธศาสนา แม้พวกเจ้านายก็
นยิ มบวชเช่นเดียวกนั

ในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๔ พุทธศาสนาแบบมหายาน ได้เขา้ มาเผยแพรใ่ นเอเชยี อาคเนย์แลว้ และเขมรก็
ยังได้รับเอาพุทธศาสนามหายานเช่นกัน แต่ก็ไม่มอี ิทธพิ ลมากนัก เหมือนเถรวาท ดังบันทกึ ของหลวงจนี อี้จงิ
กล่าวว่า ภาคพื้นนี้มีนิกายพุทธศาสนามาก มีทั้งนิกายมูลสรรวาสติวาทิน เป็นนิกายในเถรวาท ในภาษา
สนั สกฤต หลังรชั กาลพระเจ้าชัยวรมนั ไม่นาน อาณาจักรเจนละกแ็ ตกเปน็ ๒ ส่วน กลายเปน็ เจนละบก หรือ
เจนละเหนือ กบั เจนละนำ้ หรือเจนละใต้ ในตอนปลายยคุ เจนละน้ำตกอยูใ่ นอทิ ธิพลของชวา หลังจากแยกกัน
ประมาณ ๑ ศตวรรษ ยุคเจนละก็สิ้นลงด้วยสาเหตุ ขัดแย้งกับอาณาจักรชวา กล่าวคือ ในตอนกลางพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๔ กษัตรยิ ์ราชวงศ์ไศเลนทร แหง่ ชวา ไดย้ กทพั เรือมาตีเจนละ จับพระเจ้ามหิปตวิ รมนั แหง่ เจนละ
ตดั พระเศียร ส่วนพระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๒ ซง่ึ ขน้ึ ครองราชย์สืบมา กไ็ ดย้ ้ายเมอื งหลวงไปตงั้ อาณาจกั รใหมท่ ่อี ืน่ ยุค
เจนละจงึ สน้ิ สุดลง

สมัยมหานคร (พ.ศ. ๑๓๔๕ - ๑๙๗๕)

ยุคมหานคร ไดแ้ กย่ คุ ทน่ี ครวัต นครธม ซึง่ ตัง้ อยู่ใกล้ทะเลสาป และอยู่ทาง
เหนือของเมืองเสียมราฐ เป็นเมืองหลวงของกัมพูชา เป็นยุคที่อารยธรรม
ของขอมเจริญรุ่งเรืองมาก มีศิลปะและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทางดา้ น
ศาสนา ปรากฏ ว่าพทุ ธ-ศาสนาฝ่ายมหายานเจรญิ รงุ่ เรืองพร้อมกับศาสนา
พราหมณ์ ส่วนพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทคงเป็นที่นับถืออยู่ในหมู่ประชาชนทั่วไป ส่วนทางชั้นสูง หรือในราช
สำนักนับถอื พุทธศาสนาแบบมหายาน และถอื ลัทธพิ ราหมณ์

ในยุคนี้ได้มีธรรมเนียมถือศาสนาคนละอย่างระหว่างพระราชา กับ ปุโรหิต ถ้าพระราชาเป็นพุทธ
ปโุ รหิตเปน็ พราหมณ์ หรอื ถา้ พระราชาถอื พราหมณ์ ปุโรหติ ถอื พทุ ธ ถือเปน็ ประเพณที ีย่ ึดถือต่อกนั มาหลายรอ้ ย
ปี

ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๑๗๒๔ ทรงมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์
เขมร ทรงทำนุบำรงุ พระพุทธศาสนาจนเจริญรุง่ เรืองที่สุด ทรงย้ายราชธานีไปที่ใดก็จะสร้างวัดวาอารามดว้ ย
พระองคท์ รงเอาใจใส่ในกิจการพระพุทธศาสนามาก ทรงสรา้ งปราสาท และพระพทุ ธรปู
จำนวนมากมาย ทรงสถาปนาปราสาทตาพรม เป็นมหาวิทยาลยั สงฆ์ มีพระมหาเถระเป็น
ศาตราจารยใ์ หญ่อยู่ถึง ๑๘ องค์ และอาจารย์รองลงมาถึง ๒,๗๔๐ องค์ เป็นผู้สอน พระ
เจ้าชัยวรมนั ที่ ๗ ยังทรงใหร้ าชกมุ ารไปศกึ ษาพทุ ธศาสนาทล่ี งั กา แลว้ ทรงผนวชท่ีวัดมหา
วิหารในปลายยคุ มหานคร ศาสนาพราหมณ์ และมหายานเสอ่ื มถอยลง คงเหลอื แต่เถรวาท
ท่ีเจรญิ รุง่ เรอื ง และไดร้ บั การนับถอื จากคนทุกระดบั ตัง้ แตก่ ษัตรยิ ์ลงไป

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 31

ยคุ หลังพระนคร (พ.ศ. ๑๙๗๕-ปัจจบุ นั )

ประเทศกมั พูชาในตอนต้นของยุคหลังพระนครไดส้ ิ้นอำนาจลง เพราะได้เป็นเมืองขึ้นของไทย ตั้งแต่
พ.ศ. ๒๑๓๗ ถึง พ.ศ.๒๑๖๑ พอได้รับเอกราชจากไทย ก็เกิดปัญหาสงครามกับเวียดนามบ้าง กับไทยบ้าง
สงครามภายในบ้าง เป็นเมืองขึ้นของไทย และ เวียดนามดว้ ย จนกระท่ังใกล้ขึน้ ศตวรรษที่ ๒๔ ฝรั่งเศสเริม่ เข้า
มามบี ทบาทในอนิ โดจีน และใน พ.ศ. ๒๔๑๐ กมั พชู าก็ตกเปน็ เมืองขน้ึ ของฝรั่งเศส จนถงึ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จงึ ได้
อิสรภาพคืนมา และเรียกชื่อประเทศว่า พระราชอาณาจักรกัมพูชา มีเมืองหลวงชื่อ พนมเปญ มีกษัตริย์
ครองราชย์มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๓ พระนามว่า พระเจา้ นโรดมสีหนุ

ในยุคหลังพระนครนี้ พุทธศาสนาแบบมหายานและศาสนา
พราหมณ์ได้เสื่อมถอยลงไป คงเหลือแต่พุทธศาสนาเถรวาท และ
กษัตริย์ในยุคนี้จึงได้นับถือพระพุทธศาสนาเรื่อยมา กษัตริย์กัมพูชาได้
ละทิ้งราชธานีมหานคร ไปสร้างราชธานีใหม่ที่เมือง สรีสันธอร์ ต่อมา
พ.ศ. ๑๙๗๕ ได้ย้ายไปสร้างราชธานีใหมท่ ี่พนมเปญ จนถึงในปัจจบุ นั
ต้งั แตก่ ารสร้างราชธานีใหม่ เปน็ ตน้ มา เป็นเวลา ๔๐๐ ปี ประเทศกัมพชู าตกอยู่ในภาวะวกิ ฤต ทางสังคมอยา่ ง
รุนแรง ประชาชนทกุ ขย์ ากมาก บา้ นเมืองยับเยิน พระศาสนาเส่ือมโทรมมาก เนอื่ งจากเกิดเรือ่ งภายใน มีการ
แยง่ ชงิ ราชสมบัตกิ ัน ผู้คนล้มตายกันมากนครวัต นครธม ถูกปล่อยรกร้างอยู่ในป่า จนมี ชาวฝรงั่ เศสไปพบเข้า

ในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ จงึ ได้ทำนุบำรุงรักษาอนุรักษ์ไว้ปี พ.ศ. ๒๓๘๔ พระเจ้าหริรกั ษร์ ามาธิบดี ทรงเสวย
ราชย์ในกรุงอุดรเมียรชัย พระพุทธศาสนา กลับเจริญรุ่งเรืองอีก มีพระสงฆ์ชาวกมั พูชา เดินทางมาศึกษายัง
กรุงเทพฯ กลับไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเขมร พระมหาวิมลธรรม (ทอง) ได้จัดการศึกษาของสงฆ์ไทยตั้ง
"ศาลาบาลชี นั้ สูง" ในกรุงพนมเปญ ไดแ้ กพ่ ทุ ธิกวทิ ยาลัยในปจั จุบัน จากนั้นเขมรก็ตกเปน็ เมืองขึ้นของฝร่ังเศส
เกือบ ๑๐๐ ปี การศาสนาก็ไม่เจริญรุ่งเรือง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้เอกราชคืนมา และเรียกชื่อประเทศวา่
อาณาจักรกัมพูชา

พ.ศ. ๒๔๙๘ พระเจ้านโรดมสหี นุสละราชสมบัติให้พระเจ้านโรดมสรุ ามฤตพระบิดาข้ึนครองราชแทน
พระองค์มาตง้ั พรรคการเมอื งชอื่ สังคมราษฎรน์ ยิ ม และได้รบั เลอื กเป็นนายกรฐั มนตรี ต่อมาเมอ่ื พระบิดา

สวรรคต จงึ ทรงเป็นประมขุ รฐั โดยไม่ได้ครองราชย์ พระเจา้ นโรดมสีหนุทรง
คิดต้ังทฤษฎี พทุ ธสงั คมนยิ ม โดยการปกครองท่ยี ดึ หลกั พุทธธรรมเป็นหลัก
ในการบริหารประเทศ ในช่วงนี้ประเทศแถบเอเชียอาคเนย์กำลังอยู่ใน
ภาวะการต่อสู้ ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์ กับลัทธิประชาธิปไตย พระเจ้า
นโรดมสหี นุ จงึ ถูกปฏวิ ตั ิโดย นายพลลอนนอล

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ ได้เปลี่ยนราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นสาธารณรัฐเขมร นายพลลอนนอลได้เป็น
ประธานาธิบดคี นแรก ทางด้านศาสนากไ็ ดส้ ง่ เสรมิ ทำนบุ ำรุงจากรัฐเป็นอย่างดี พระสงฆ์เขมรหลายรูปไดม้ า

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 32

ศกึ ษาทีก่ รุงเทพ ฯ ไดน้ ำแบบแผนการปกครองคณะสงฆ์ไทยไปใชใ้ นกมั พูชา ดังสมเด็จพระสคุ ันธาธบิ ดี (ปาน)
ได้ไปศึกษาท่ีกรุงเทพ ฯ แล้ว ได้นำแบบแผนของคณะธรรมยุติไปใช้ในกัมพูชา ทำให้พระสงฆ์ในกัมพูชา มี ๒
นกิ าย เชน่ ไทย คอื นกิ ายธรรมยุต และมหานกิ าย ทางดา้ นการศึกษาของสงฆก์ ็ได้นำแบบแผนไปจากประเทศ
ไทย เช่น มีมหาวิทยาลยั สงฆ์ ท่ีตัง้ ขึ้นโดย เจ้านโรดมสีหนุ เรยี กว่า "มหาวทิ ยาลัยพทุ ธศาสนาพระสีหนุราช" มี
การเรยี นการสอนในระดบั ปริญญาตรี และโท ตามลำดับ

พ.ศ. ๒๕๑๘ กัมพูชาได้ถูกกลุ่มเขมรแดงโดยการนำของนายพล
พอล พต ได้เขา้ ยึดครองกมั พูชา ปกครองโดยระบอบคอมมวิ นิสต์อย่างสุด
โด่ง ไดบ้ ังคบั ข่เู ข็ญประชาชนอย่างทารณุ ไร้ความเมตตาปราณี ประชาชน
ถูกสังหารประมาณ ๒ ล้านคน ในนี้รวมทั้งพระภิกษุสามเณรด้วย
พระพทุ ธศาสนาถูกล้มล้างโดยลัทธิคอมมิวนสิ ต์

พ.ศ. ๒๕๒๒ เวียดนามกบั เขมรบางกล่มุ บุกเขา้ ยดึ กัมพชู า และขบั
ไล่เขมรแดงโดยการนำของพอล พต ออกไปสู่ปา่ ชายแดนไทย-กมั พูชา เวยี ดนามตง้ั รัฐบาลหุ่นโดยนายเฮง สัม
ริน เปน็ ผูน้ ำประเทศ

พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๖ กลุ่มเขมรแดงและกลมุ่ เขมรอีกหลายฝา่ ยจบั มอื กันตอ่ สู้กับกองทพั เวียดนาม ไล่
ทหารเวียดนามออกนอกประเทศได้สำเรจ็
พ.ศ. ๒๕๓๖ สหประชาชาติส่งกองกำลงั รกั ษาสันตภิ าพนานาชาติ พร้อมกบั การชว่ ยเหลอื ทางดา้ นการเงินอกี
๓ พนั ล้านเหรยี ญสหรฐั เพอ่ื ใหม้ กี ารเลือกตัง้ เพอ่ื จดั ต้ังรัฐบาลข้นึ ปกครองประเทศกมั พูชาอย่างถูกกฎหมาย
ผลการเลือกต้งั พรรคฟนุ ซินเปคของเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ได้คะแนนมาเปน็ อนั ดับหนง่ึ พรรคประชาชนกัมพชู า
ของ ฮุน เซนไดค้ ะแนนเป็นอันดบั สอง เป็นผลใหร้ ัฐบาลกมั พชู า เปน็ รฐั บาลผสมโดยมนี ายกรัฐมนตรี ๒ คน คือ
รณฤทธ์ิเป็นนายกรฐั มนตรคี นท่ี ๑ ฮุน เซน เปน็ นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๒ สว่ นกลุม่ เขมรแดงปฏิเสธทจี่ ะเข้ารว่ มใน
การเลือกตง้ั และยงั ตงั้ กำลงั หนว่ ยรบอย่ใู นป่าเชน่ เดมิ

พ.ศ. ๒๕๓๙ กลมุ่ เขมรแดงเร่ิมแตกแยก ผนู้ ำหมายเลข ๒ นายเอียง ซารี อดีตคเู่ ขยของพอล พต รอง
นายกรัฐมนตรี และรฐั มนตรีตา่ งประเทศของเขมรแดง ไดน้ ำพรรคเขมรกลุ่มหนึ่งและทหาร ๑๐,๐๐๐ คน แปร

พักตร์มาเข้าร่วมสวามิภักดิ์กับรัฐบาลนายฮุน เซน ตามกระแสข่าวนาย ฮุน เซน ยอมมอบผลประโยชน์จาก
เหมืองพลอยทเ่ี มอื งไพลิน อันมีมลู ค่ามหาศาลนบั อนนั ต์ให้ครอบครอง

พ.ศ. ๒๕๔๐ ความขดั แยง้ ระหว่างเจา้ รณฤทธ์ิ กับฮนุ เซน เริ่มทวคี วามรนุ แรงมากข้ึน เพราะตา่ งฝ่าย
พยายามท่ีจะดึงเขมรแดงฝา่ ยตา่ ง ๆ เข้ามาเปน็ พรรคพวก เพอื่ เป็นฐาน
คะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป ในเดือนกรกฎาคม
๒๕๔๐ กองกำลัง ฮุน เซน นายกรัฐมนตรคี นท่ี ๒ ของกัมพูชาไดท้ ำการ
ปฏวิ ตั ิยดึ ครองอำนาจ ฮุนเซนอ้างวา่ ฝา่ ยเจ้ารณฤทธ์แิ ละกลมุ่ เขมรแดง

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 33

ได้มีการเซน็ สญั ญาความร่วมมอื กันทางทหาร เพื่อการเลือกตั้งทีจ่ ะมีข้ึน หลังนายฮุน เซน ยึดอำนาจ เจ้ารณ
ฤทธิ์ต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ในประเทศไทย ด้วยข้อกลา่ วหาของนายฮุน เซน ว่าเจ้ารณฤทธิส์ ะสมอาวุธ และ
คบค้ากบั เขมรแดงเพอ่ื เตรียมการยึดอำนาจ

ต่อมานายฮุน เซน ได้แต่งตั้งนายอึง ฮวด รัฐมนตรีตา่ งประเทศกมั พชู าข้ึนเป็นนายกรัฐมนตรคี นที่ ๑
แทนเจ้ารณฤทธิ์ เหตุการณ์ครั้งนีเ้ ป็นผลให้อาเซียนตอบปฏิเสธรับกมั พูชาเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน
และในช่วงระยะเวลาไลเ่ ลี่ยกันกล่มุ เขมรแดงได้นำตัวนายพอลพต ขึน้ ศาลประชาชนในขอ้ หาฆ่านายซอน เซน
อดีตรัฐมนตรกี ลาโหมของเขมรแดงพรอ้ มครอบครวั ตายอย่างโหดเห้ียมรวม ๑๑ ศพ พอล พต ถกู ตัดสินกักขัง
บริเวณตลอดชวี ิต เขมรแดงอนุญาตให้ผูส้ ่ือข่าว ฟาร์อีสเทริ น์ อโี คโนมคิ รีวิว เข้าไปสมั ภาษณ์เพ่ือเผยแพร่ภาพ
เพื่อประจักษ์แก่สายตาชาวโลก และเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๑ นายพอล พต ก็ได้เสียชีวิตลง ภายใน
กระทอ่ มกลางปา่ ทีถ่ กู กักบรเิ วณตลอดชวี ิต

พ.ศ. ๒๕๔๑ นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒ พยายามทุกหนทางที่จะหาความชอบธรรม และชนะใจ
ตา่ งประเทศ เพราะตอ้ งการเงินทุน และความชว่ ยเหลอื ท่ถี กู ตดั ขาดออกไป ฮุน เซน ยอมรบั ขอ้ เสนอของญ่ปี ุ่น
ทจี่ ะตัดสินคดีความของเจ้า รณฤทธโ์ิ ดยไมต่ ้องปรากฎตวั แล้วตามด้วยการอภยั โทษแก่เจา้ รณฤทธ์ิจากกษัตริย์
เพ่อื ให้เจ้ารณฤทธิ์กลับเขา้ มาสูป่ ระเทศกมั พชู ามาเล่นการเมืองต่อไปตามแรงกดดันจากนานาประเทศ เม่อื วันท่ี
๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ รัฐบาลกัมพูชาได้จัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุด คือ
พรรคประชาชนกัมพชู า (CPP) ของนายฮุน เซน รองลงมาคอื พรรคฟนุ ซินเปค ของเจา้ รณฤทธ์ิ และพรรคซัม
รังสี ของนาย ซัมรังสี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านโดยการนำของนาย ซัมรังสี และเจ้ารณฤทธิ์ ไม่
พอใจในการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าพรรคประชาชนกัมพูชาโกงการเลอื กตัง้ จึงเกิดการประท้วง ไม่ยอมเข้าร่วม
การจัดต้ังรัฐบาล เกดิ การชุมนมุ ประทว้ งของประชาชนผสู้ นับสนนุ จำนวนนับหมืน่ คน เมือ่ เหตกุ ารณบ์ านปลาย
ประเทศกล่มุ อาเซียนจงึ ได้ให้ไทยเปน็ กลางในการไกล่เกล่ียเพื่อการเจรจาระหว่าง ๓ พรรค การเจรจาไดส้ ำเรจ็
ผล โดย มรว. สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรชี ่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ได้เจรจากับนายฮุนเซน
ต่อมาไดม้ กี ารเจรจากนั ระหว่างผู้นำพรรคตา่ งๆ และ…………………………ฯลฯ

สถานการณ์ทางพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง หรือเสื่อมถอยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทาง
บ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ คาดว่าพุทธศาสนาในกัมพูชา ในยุคการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้ จะมีความ
เจริญร่งุ เรืองตอ่ ไปได้

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 34

อทิ ธพิ ลของพุทธศาสนาตอ่ ประเทศกัมพชู า

๑. ดา้ นสงั คม

พระพทุ ธศาสนามอี ิทธิพลต่อประชาชาชนกัมพชู า ถึงแม้วา่ บา้ นเมืองจะ
ตกอยู่ในภยั สงครามการแกง่ แยง่ ระหวา่ งผู้มีอำนาจไมเ่ คยขาดสาย ประดจุ ดัง
ว่าดินแดนเขมรเป็นดินแดนที่ถกู สาปให้ตกอยู่ในความตกระกำลำบากด้วย
ภัยสงคราม ต้องมีชีวิตอยู่กับ ดินแดนที่ถูกสาปให้ตกอยู่ในความตกระกำ
ลำบากด้วยภยั สงคราม ต้องมีชีวิตอยู่กบั การเสีย่ งตายจากสงคราม บางครัง้
ต้องแยกพ่อแยกแม่ แยกพี่แยกน้องกัน หรือเสียชีวิตจากกันก่อนเวลาอันควร เนื่องจากความโหดร้ายของ
สงคราม อันเกิดจากกองกำลังหลายกลุม่ ที่คอยประหัตประการกนั ถึงแม้ว่าในช่วงที่เขมรแดงเรืองอำ นาจใน
กัมพูชา ได้ล้มล้างพระพุทธศาสนา โดยหวังว่าให้สิ้นซาก แต่ก็ทำลายได้เพียงแค่รูปแบบและส่วนประกอบ
ภายนอกเท่าน้ัน ไมส่ ามารถทำลายพุทธศาสนาท่ีมีอยู่ในใจคนเขมรได้ เพราะไดฝ้ ังลกึ อยู่ในใจเป็นเวลาช้านาน
มรดกอนั ลำ้ คา่ ท่ีพุทธศาสนามอบให้กับกมั พูชานนั้ มคี ่าเกินกวา่ จะนับได้ เพราะไดแ้ ทรกซมึ อยใู่ นวถิ ีชีวิตของคน
เขมรไปแลว้ มอี ิทธิพลต่อแนวคิด วิถีชวี ิตของชาวเขมร วัดวาอารามต่าง ๆ ไดเ้ ป็นที่พ่งึ เป็นศูนยก์ ลางของชุมชน
ทางด้านศิลปวฒั นธรรม ได้มสี ถาปัตยกรรมอนั ทรงคุณคา่ มากมาย เช่นนครวตั นครธม เขาพระวหิ าร เป็นต้น
ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา ที่เป็นมรดกสำคัญกัมพูชา

๒. ดา้ นการเมอื ง

การเมืองกัมพูชามีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในอดีตกาล พระมหากษัตรยิ ์ทรงปกครองบา้ นเมอื ง
โดยอาศัยหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นแนวทาง แม้ว่าในอดีตจะมีการนับถือพุทธศาสนาปนกับศาสนา
พราหมณ์ แต่ก็ไม่ได้เกดิ ความขดั แย้งใด ๆ เลย แต่กลบั เอือ้ ตอ่ กัน เป็นประโยชน์ต่อการปกครอง หลกั ธรรมคำ
สอนทางพุทธศาสนาเป็นอปุ กรณ์สำคัญในการปกครองใหป้ ระชาชนอยู่กนั อย่างสงบสุข ปกครองใหเ้ ป็นปึกแผน่
ไดโ้ ดยง่าย แมใ้ นปจั จบุ ัน รัฐบาลก็ได้เอาใจใส่กจิ การพระศาสนาพอสมควร พระสงฆ์ได้มีอทิ ธพิ ลทางการเมือง
อยู่มาก เมื่อมีเหตุการณ์วิกฤตทางบ้านเมือง พระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในการเดินประท้วงรัฐบาล ทางด้าน
การศกึ ษา ได้มกี ารจัดตงั้ มหาวทิ ยาลัยสงฆ์ข้ึน ได้แก่ มหาวิทยาลัยพระพทุ ธศาสนาพระสหี นุราช

อนั เป็นสถาบนั การศึกษาระดบั อุดมศึกษาแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ชาวเขมร

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 35

๓. ดา้ นเศรษฐกิจ
ประชาชนชาวเขมรสว่ นใหญม่ อี าชีพเกษตรกรรม ได้แก่การทำไร่ทำนา

ปลกู ผกั ปลกู พืช และเลย้ี งสตั ว์ แต่ก็มีความเป็นอยอู่ ยา่ งแร้นแค้น ขัดสน เพราะ
ความยากจน ขาดการดแู ลเอาใจใสจ่ ากรฐั แม้ความเปน็ อยู่ของประชาชนจะขัดสน
แต่ส่งิ หนง่ึ ทเี่ ขาเรยี กร้อง คอื สนั ติภาพ ประชาชนกมั พชู าบางคนไดใ้ ห้สัมภาษณ์แก่
ส่อื มวลชนของไทยวา่ "สิง่ ทเี่ ขาเรยี กรอ้ งคอื สันตภิ าพ

อยากจะให้บา้ นเมืองมีความสงบสุขเหมือนเมอื งไทย โดยปราศจากการแก่งแยง่ กันของผูป้ กครอง" แต่ส่วนหน่ึง
ทีป่ ระชาชนชาวเขมรมีอย่ไู ม่ไดข้ ดั สน คือพระพทุ ธศาสนาทมี่ ีอยูใ่ นใจ เขาต้องอดทน ตอ่ สูต้ ่อการทำงาน ต่อภัย
สงครามตา่ ง ๆ คิดว่าในอนาคตข้างหนา้ ประชาชนเขมรจะมชี วี ิตความเป็นอยู่ท่ีดีข้นึ กวา่ นี้

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สู่เมยี นมา(พม่า)

เมืองพกุ าม : พม่า 1

ประวัติพระพุทธศาสนาในพม่า พระพุทธศาสนา
เขา้ มาสปู่ ระเทศพมา่ ในยุคใดนนั้ ประวัตศิ าสตร์ยงั เลือนลาง
อยู่ แตเ่ ชื่อกันว่า พทุ ธศาสนาเขา้ มาสูป่ ระเทศพมา่ เมอื่ คราว
ที่พระเจา้ อโศกมหาราช แห่งอินเดีย ได้อุปถัมภ์การสังคยา
นา คร้ังท่ี ๓ เม่อื พ.ศ. ๒๓๖ ไดม้ ีการสง่ พระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบ ประเทศตา่ ง ๆ รวม ๙
สายด้วยกัน พม่าก็อยู่ในส่วนของสุวรรณภูมิด้วย และชาวพม่ายังเชื่อว่า สุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางอยู่ที่ เมือง
สะเทิม ทางตอนใต้ของพม่า จากประวัติศาสตร์ ได้ทราบว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรอื งในพมา่ ในราว พุทธ
ศตวรรษที่ ๖ เพราะ ไดพ้ บหลกั ฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี นักประวัตศิ าสตร์ทา่ นหน่ึง ชื่อวา่ ตารนาถ เห็นว่า
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทไดเ้ ขา้ มาสูเ่ มือง พม่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาได้มีพระสงฆ์ฝ่าย
มหายานซ่ึงเปน็ ศษิ ย์ของพระวสพุ ันธุ ได้นำเอาพระพทุ ธศาสนาแบบมหายานลัทธติ ันตระ เขา้ ไปเผยแผ่ ในคร้ัง
นั้น พม่ามีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง มีชื่อเรียกชาวพม่าว่า "มรัมมะ" ส่วนพวกมอญ หรือ ตะเลง ซึ่งมีเมือง
หลวงชื่อ "สะเทิม" (สุธรรมวดี) และถิ่นใกล้เคียงรวมๆ เรียกว่า รามัญประกาศ จนพระพุทธศาส นาทั้งแบบ
ม ห า ย า น แ ล ะ แ บ บ เ ถ ร ว า ท เ จ ร ิ ญ ร ุ ่ ง เ ร ื อ ง ใ น พ ม ่ า เ ป ็ น เ ว ล า ห ล า ย ร ้ อ ย ปี
ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในประเทศพม่าเป็นอย่างมากทั้งแบบเถรวาท
และมหายาน กอ่ นหน้าทพี่ มา่ จะมานบั ถอื ศาสนาพุทธ พม่าก็นบั ถอื ผีสางนางไม้ เหมอื นชนชาติอ่นื ๆ ในแหลม
อินโดจนี ลงจนถงึ อินโดนีเซยี ซึ่งชาวพม่านบั ถอื ผี สาง นางไม้ บชู ากราบไหว้วญิ ญาณ หรอื ภูติผี ปีศาจ ซ่ึงเรียก

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 36

กันวา่ นัต นตั น้เี ป็นทง้ั พระภมู เิ จา้ ท่ี เทพยดาธรรมชาติ ผดี ิน ผีฝน ผีลม ตลอดจนเจ้าเขา เจ้าปา่ เจา้ แม่น้ำ เจ้า
ตน้ ไม้ รวมท้งั เจ้าประจำหมู่บ้าน เจา้ ประจำเรอื น จากสงครามในครัง้ นัน้ สามารถรวมเอาเมอื งสะเทมิ ของพวก
มอญ กับเมืองพุกามของพม่า รวมเป็นอาณาจักรเดียวกันได้ พวกมรัมมะหรือ พม่า เป็นผู้ชนะได้รับเอา
วัฒนธรรมของพวกมอญมาเป็นของตนเกือบทัง้ หมด ต้งั แต่ตวั อักษร ภาควรรณคดแี ละศาสนา เปน็ ตน้

ตั้งแตบ่ ดั นน้ั มาพมา่ จึงได้เปลยี่ นการนบั ถือพระพุทธศาสนามหายาน
มาเป็นแบบเถรวาท แต่ก็ยังหลงเหลืออิทธิพลของความเช่ือฝ่ายมหายานอยู่
บ้างไม่น้อย พระเง้า อนุรุทธทรงแลกเปลี่ยนศาสนทูตกับลังกา ทรงนำเอา
พระไตรปิฎกฉบับสมบรู ณ์มาจากลงั การ ๓ จบ และนำมาชำระสอบทานกับ
ฉบับที่ได้จากเมืองสะเทิม ทรงอุปถัมภ์ศีลกรรมตา่ ง ๆ การบำเพ็ญพระราช
กรณียกจิ ของพระองค์ ทำใหพ้ ระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาของชนชาติพม่าทั่ว
ทงั้ ประเทศ กษตั รยิ พ์ ระองค์ต่อ ๆ มา กไ็ ด้เจริญรอยพระปฏปิ ทาในการทำนุ
บำรงุ พระศาสนาเช่นเดยี วกบั พระองค์ ส่วนศาสนาพราหมณ์ หรือฮนิ ดกู ็เสอื่ ม
ไปหมด และในระหวา่ งสมยั ท่พี ุกามร่งุ เรืองนี้ พระภกิ ษุจำนวนมาก ไดเ้ ดินทางไปศึกษาในลงั กาทวปี บางท่าน
ไปศึกษาแล้วรับอุปสมบทใหม่ กลับมาตั้งคณะสงฆ์เถรวาทคณะใหม่ ๆ สายลังกา แยกออกไปก็มี เช่น
พระจปฏะ ใน พ.ศ. ๑๗๒๕ ซึ่งทำให้มีการแข่งขันกันระหวา่ งสงฆ์ต่างคณะ มาเป็นเวลาประมาณ ๓ ศตวรรษ
พระเจ้าอโนรธามังช่อ ครองราชสมบัติได้ ๓๓ ปี เสดจ็ สวรรคตเพราะถูกกระบือเผือกขวดิ

เม่ือ พ.ศ. ๑๖๒๐ พระโอรสพระนามวา่ จอลู ขนึ้ ครองราชย์แทน ได้เพยี ง ๒ ปี กถ็ กู ปรงพระชนม์จาก
การกบฏ แม่ทัพกนั ชิตขน้ึ ครองราชย์แทน พระเจ้ากันชิต ได้แผ่อาณาเขตลงมาถึงตะนาวศรี ในสมยั นั้นชาวพทุ ธ
อินเดยี ได้อพยพลภ้ี ัยจากพวกมสุ ลิม และไดน้ ำแบบแผนพุทธเจดียจ์ ำนวนมากเขา้ มาดว้ ย พระเจา้ กันชิต จึงได้
โปรดให้สร้างพระธาตุชะเวดากอง ซึ่งพระเจ้าอโนรธามังช่อ สร้างค้างไว้จนเสร็จสมบูรณ์
พ.ศ. ๑๖๓๔ ทรงโปรดให้สร้างอานันทเจดีย์ขึ้น จัดเป็นปูชนียสถานที่สวยงามแหงหนึ่งในพม่า นอกจากนั้น
พระองค์ยังได้ส่งคณะทูตไปปฏิสังขรณ์พุทธวิหารที่อินเดีย นับเป็นครั้งแรกที่กษัตริย์พม่าจัดการปฏิสังขรณ์
วิหารพุทธคยานี้ พระเจ้ากันชิตสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. ๑๖๕๕
ในสมัยของพระเจ้านรปฏิสิทธุ (ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๗๑๖) ได้ส่งสมณทูตไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา
เมื่อพ.ศ. ๑๗๓๓ โดยมีพระอุตราชีวะเป็นประธาน ครั้งนั้น ได้มีเด็กชาวมอญคนหนึ่งชื่อ ฉะบัฏ บวชเป็น
สามเณรตดิ ตามไปยังลงั กา ไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นอยู่ในลังกา และไดอ้ ุปสมบทในลทั ธลิ ังกาวงศ์ ต่อมาภายหลัง ได้
เดินทางกลับพม่าพรอ้ มกับพระภกิ ษุอีก ๔ รูป คอื พระสวิ ลี พระราหลุ พระตามวินทะ และพระอานนท์ ได้ต้ัง
นิกายใหมใ่ นพม่าคือ นิกายสิงหล (ลทั ธิสาวกยานแบบลังกาวงศ์)

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 37

การเกิดขน้ึ ของนกิ ายสิงหล (ลังกาวงศ)์ ในประเทศพมา่ โดยพระภกิ ษุคปุ ตะ ผ้ไู ด้รบั การอปุ สมบทจาก
ลงั กา แลว้ มาเผยแผใ่ นพมา่ กอ่ ให้เกดิ ความขดั แย้ง กล่าวคอื พระภิกษนุ กิ ายสิงหลไมย่ อมรับวา่ พระพมา่ ได้รับ
การอุปสมบทอย่างถูกตอ้ ง จงึ เกิดการขดั แยง้ กนั ระหว่าง

พระนิกายสิงหล กบั พระนิกายมะระแหมง่ ของพมา่ เปน็ เวลานานถงึ ๓ ศตวรรษและในท่สี ดุ พระสงฆ์
นกิ ายสิงหลกเ็ ป็นฝา่ ยชนะ พ.ศ. ๑๗๕๓ พระเจา้ ชยั สงั ข์ขึน้ ครองราช ทรงใหช้ ่างไปถ่ายแบบปรางค์ พุทธคยา
จากอนิ เดีย กลับมาสร้างวิหารมหาโพธทิ ีเ่ มอื งพกุ ามขึ้น พมา่ ยังไดน้ ำเอา
แบบปรางคพ์ ทุ ธคยามาสร้างท่ีเมืองเชยี งใหม่ ณ ท่ีวัดมหาโพธาราม (วัด
เจ็ดยอด) พ.ศ. ๑๘๓๑ อาณาจกั รพกุ ามไดล้ ม่ สลายลง เพราะถกู พวก
กุบไลขา่ น ยกทัพมาตจี นี ก่อน และตพี กุ ามจนแตก จนพระเจ้านรสหี ปติ
เสร็จหนี ท้ิงเมอื งพุกามไป กองทัพมองโกล ตีพุกามไดแ้ ลว้ กย็ กทพั
กลบั ไป ทางดา้ นพระศาสนาก็ยงั คงรงุ่ เรอื งสืบมา

อาณาจักรพุกามเปน็ เมอื งหลวงของพม่าอยู่ ๒๔๐ ปี ก็เสื่อมลง เมอ่ื พ.ศ. ๑๘๒๐ ต่อมามเี ชอื้ พระวงศ์
พุกามองคห์ นง่ึ ไดส้ ถาปนากรุงรัตนบุรอังวะขึ้นเป็นราชธานี เม่อื อทิ ธพิ ลของพุกามเสอื่ มลง พวกไทยใหญ่ไดร้ วม
พวกกันรุกรานพม่าตอนเหนือ และได้สร้างเมืองใหญ่เมืองน้อยอยู่กระจายทั่วไป ในขณะนั้นก็ได้มีการสร้าง
อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสโุ ขทัยด้วย ทางด้านเมืองมอญ ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์ศรีปิฎกธร
ทรงครองราชสมบตั ิเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๓ในขณะนั้นพระสงฆ์ในเมืองมอญได้แตกแยกเป็น ๖ คณะใหญ่ มีความ
หยอ่ นยานทางขอ้ ปฏบิ ัติ และขาดความเปน็ เอกภาพในคณะสงฆ์ จึงทรงฟ้ืนฟูใหมด่ ้วยการใหค้ ณาจารย์จาก ๖
สำนักใหญ่มาประชุมกัน ขอร้องให้ไปอุปสมบทใหม่ในลงั กา เพื่อให้เกิดความเสมอภาพและเป็นปึกแผ่นของ
คณะสงฆ์ คณะสงฆจ์ าก ๖ สำนกั กเ็ ห็นชอบดว้ ย จึงไดเ้ ดินทางไปลังกาเพือ่ อปุ สมบทใหม่ โดยมีพระคณาจารย์
๒๒ รูป พระอนุจรอีก ๒๒ รูป รวมเป็น ๔๔ รูป เดินทางไปลังกา กษัตริย์ลังกาทรงอุปถัมภ์ด้วยดี ทรงนิมนต์
พระมหาเถระชาวลังกา ๓ รูป คือ พระธรรมกิตติ พระวันรัต และพระมังคละ และสงฆ์อีก ๒๕ รูป ทำการ
อุปสมบทแก่สงฆ์มอญใหม่ เมื่อกลับมาสู่เมืองหงสาวดีแล้ว พระเจ้าธรรมเจดีย์ก็ได้ประกาศราชโองการให้
พระสงฆ์ท่ัวแผ่นดนิ สกึ กนั หมด แล้วบวชใหม่ กับคณะสงฆ์ที่บวชจากลังกา โดยเรียกคณะใหม่ว่าคณะกัลยาณี
ในครั้งน้นั ได้มีพระบวชในคณะกลั ยาณถี ึง ๑๕,๖๖๖ รูป คณะสงฆ์เมืองหงสาวดีกก็ ลบั มาเปน็ ปกึ แผ่นอีกครงั้ แต่
ก็เพียงชัว่ พระชนมายุของพระเจา้ ธรรมเจดีย์เท่านน้ั เมอ่ื หลังการสวรรคตของระเจ้าธรรมเจดยี ์แล้ว ก็เกิดการ
แตกแยกกันอีก

ในรัชสมัยของพระเจ้าเมงกะยินโย ครองเมืองตองอู ขณะนั้นพระพม่าแบ่งออกเป็น ๓ เมืองใหญ่ ๆ
ได้แก่ องั วะ ของไทยใหญ่ เมืองแปรของมอญ และตองอู ของพมา่ ท้งั ๓ เมอื งม่งุ แต่จะทำสงครามกนั ไมม่ ีเวลา
สนใจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเลยในสมัยพระเจา้ บุเรงนองได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และห้ามฆ่าสตั ว์
ใหญ่ เมอ่ื มีคนตาย พระเจา้ บุเรงนองเรืองอำนาจมากจนชอื่ วา่ ผู้ชนะสิบทศิ มีประเทศราชทวั่ สุวรรณภมู ิ คอื

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 38

อังวะ แปร เชยี งใหม่ อยุธยา ยะใข่ ล้านชา้ ง และหัวเมืองไทยใหญท่ ้งั ปวง ทรงครองราชอย่ไู ด้ ๓๐ ปี สวรรคต
เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๔

เมอื่ พระเจ้าบเุ รงนองสวรรคตแลว้ พระโอรสข้นึ เสวยราชแทน แต่ไม่มี
อำนาจเหมือนพระเจ้าบุเรงนอง เมืองขึน้ ตา่ ง ๆ ได้ประกาศตัวเป็นอสิ รภาพ รวมทงั้
ไทยดว้ ย พม่าตอ้ งทำศกึ กบั ไทย ๔ ครงั้ ใหญ่ ๆ ไทยเป็นผูช้ นะทกุ ครงั้ พวกมอญได้
รวบรวมพรรคพวก โดยได้เชญิ พระภิกษชุ าวกะเหรี่ยงรปู หนง่ึ ช่อื ว่า พระสะล่า เป็น
ผู้มีความเชย่ี วชาญทางเวทย์มนต์คาถา เชิญใหส้ ึกออกมา คดิ แผนการณไ์ ลพ่ มา่ ออก
จากเมืองได้สำเรจ็ และไดท้ ำพิธรี าชาภิเษกเปน็ กษัตรยิ ผ์ คู้ รองนครหงสาวดี เม่อื
พ.ศ. ๒๒๘๓ มีพระนามว่า พระเจ้าสทงิ ทอพทุ ธเกติ ได้แผ่อทิ ธิพลตีเมอื งตองอู และ
เมืองแปรไดส้ ำเร็จ นับว่าเปน็ ยุคท่ีมอญเรืองอำนาจ

ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชนชาติโปรตุเกสไดเ้ ข้ามาตดิ ตอ่ กับประเทศพมา่ มีโปรตุเกสคนหน่ึงไดม้ า
แต่งงานกับพระธิดาของเจ้าเมืองเมาะตะมะ และได้ช่วยพระเจา้ ยะไข่ปราบกบฏ จนมีความดคี วามชอบได้รับ
แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสีเรียม จึงถือโอกาสเผยแผ่ลัทธิโรมันคาทอลิค ด้วยการเบียดเบียนพุทธศาสนา เช่นริบ
ทรัพย์สมบัติของวัด เที่ยวยื้อแย่งเจดียส์ ถาน ห้ามประชาชนใส่บาตรทำบุญ จนพระสงฆ์ต้องลี้ภยั ไปกรุงอังวะ
เพื่อรอ้ งทกุ ข์กับกษัตรยิ พ์ มา่ ในท่สี ุดพม่ากับมอญได้รว่ มมือกันกำจัดพวกโปรตุเกสทเ่ี บยี ดเบียนพระพทุ ธศาสนา
โดยจบั ขึงไมก้ างเขนตายหลายคน

พวกมอญได้ยึดครองพมา่ เพียง ๗ ปีเทา่ น้ัน กไ็ ด้สิ้นอำนาจลงจากการทำสงครามกบั อลองพญา ซ่งึ
ประกาศแต่งตง้ั ราชธานขี นึ้ เอง ชือ่ วา่ กรงุ รัตนสงิ ห์ ได้มาตกี รงุ หงสาวดี เม่อื พ.ศ. ๒๒๙๙ ในที่สุดกรงุ หงสาวดีก็
แตกเม่ือ พ.ศ. ๒๓๐๐ มอญจงึ ไดส้ ูญสน้ิ อำนาจ
พมา่ กลบั มีอำนาจอีกคร้งั และพม่าหลังจากได้ปราบมอญไดแ้ ลว้ จึงได้ยกทัพมาตีไทย ตคี รัง้ แรก พ.ศ. ๒๓๐๓
นำโดยอลองพญา แตไ่ มส่ ำเรจ็ โดย อลองพญาไดส้ วรรคต เพราะปืนใหญ่แตก แตก่ ส็ ามารถตกี รุงศรีอยธุ ยาได้
สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรงุ ศรอี ยุธยาจงึ ถกู พม่าเผาผลาญเสยี วอดวาย ได้มีเหตุการณส์ ำคัญทางพุทธศาสนาที่
เกิดขน้ึ ในพม่า คือ การสงั คายนาพระไตรปฎิ ก ครั้งท่ี ๕ (ของฝ่ายเถรวาท) ณ เมอื งมัณฑะเลย์ เมือ่ พ.ศ.
๒๔๑๔ ได้มีการจารกึ พระไตรปิฎกลงในหนิ อ่อน ๗๒๙ แผ่น โดยการอปุ ถมั ภ์ของพระเจ้ามินดง และได้รบั การ
สนับสนุนจากคณะสงฆ์ทงั้ ของศรีลงั กา ไทย กัมพชู า และลาว อังกฤษไดเ้ ขา้ มาแสวงอาณานิคม และมอี ำนาจ
ในพมา่ เรมิ่ ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๓๖๘ กษัตริย์องคส์ ุดทา้ ยของพม่า คือ พระเจ้าธีบอ แหง่ ราชวงศ์อลองพญา ไดส้ ิน้ ลง

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 39

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ เมื่อคราวพม่าทำสงครามกับอังกฤษ ครั้งที่ ๓ อังกฤษเอาชนะพม่าโดยปราศจาก
สัญญาใด ๆ พระราชา คือ พระเจ้าธีบอ และพระมเหสี ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองรตั นคีรีในประเทศอนิ เดยี พระ
เจ้าธีบอสิ้นพระชนม์เม่อื พ.ศ. ๒๔๕๘ สว่ นพระนางศภุ ยะลัต กลบั มาสวรรคตท่เี มอื งยา่ งกงุ้ เม่อื พ.ศ. ๒๔๖๘
ในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่านั้น ประชาชนไม่พอใจ และต่อต้านอังกฤษหลายเรื่อง เช่น การประกาศยุบ
ประเทศพม่าให้เปน็ มณฑลอันหน่ึงของอินเดีย จงึ มีการกอ่ กบฏข้นึ แตก่ ถ็ กู องั กฤษปราบปราม ประชาชนก็ยัง
ตอ่ ตา้ นองั กฤษในทางศาสนาและวถิ กี ารเมือง ได้มกี ารก่อตงั้ สมาคมศาสนธรขน้ึ เพอ่ื รกั ษาพระพุทธศาสนา จาก
การมุ่งทำลายจากศาสนาคริสต์ และมสี มาคมยุวพทุ ธิกะซึง่ มเี ยาวชนจำนวนมากเปน็ สมาชิก

มีอิทธิพลตามมหาวิทยาลัย และโรงเรียนตา่ ง ๆ โดยการร่วมมือระหว่างพระกับ ฆราวาส พระภิกษุ
สงฆ์ได้แสดงธรรมต่อต้านอังกฤษ และเดินขบวนอย่างเปิดเผย บางรูปถูกจับไปขังคุกก็มี ในขณะที่อังกฤษ
ปกครองอยู่น้นั คณะสงฆแ์ ตกแยกกัน เป็นพวกเปน็ กลุ่มตา่ ง ๆ บางกลุ่มปฏิบัติหย่อนยานมาก คลา้ ยฆราวาสก็
มี ตำแหน่งสังฆราชก็ว่างลง ประชาชนจึงรวมตัวกันขอรอ้ งใหร้ ัฐบาลอังกฤษแต่งตงั้ พระสงั ฆราชในนามเจ้ากรุง
อังกฤษ จงึ ไดเ้ กิดพระสงั ฆราชขน้ึ ใหม่ แต่กไ็ มม่ อี ำนาจสทิ ธ์ขิ าดในการปกครอง คณะสงฆ์เลย

เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๒ พม่าได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ได้สถาปนาเป็นสหภาพพม่า เมือ่
ได้รับเอกราชแล้ว รัฐบาลได้สถาปนาคณะมนตรีพระพุทธศาสนาขึ้นทันที ซึ่งได้ขยายศูนย์การศึกษา
พระพทุ ธศาสนาไปยงั แหล่งตา่ ง ๆ เพอ่ื เตรียมงานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ ซึ่งตรงกับวันวสิ าขบูชา พ.ศ. ๒๔๙๙
ได้มกี ารสงั คายนาครงั้ ที่ ๖ ขึ้นท่ีกรุงย่างกงุ้ เริม่ ตน้ เมอื่ วนั ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๗

โดยมีพระสงฆ์ทรงความรู้จากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งศรีลังกา ไทย กัมพูชา ลาว อินเดีย และปากีสถาน
พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีฉบับที่เป็นหลักฐานเชื่อถือได้ ถูกรวบรวมแล้วเสร็จบริบูรณ์ทันงานฉลองพุทธ
ศตวรรษที่ ๒๕

พอจะสรปุ เหตุการทสี่ ำคญั ๆ อันเกีย่ วกบั พระพุทธศาสนาในประเทศพมา่ ตงั้ แตต่ น้ จนถึงรชั สมัย พระ
เจ้าธรรมเจดีย์นน้ั แบง่ เป็นยุค ๆ ได้ ๕ ยุค ดังน้ี

ยุคแรก คือในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ หรอื อาจกอ่ นหน้านน้ั หลายรอ้ ยปกี ็ได้ เป็นทรี่ ูจ้ ักกนั ดีในพม่าใต้
จารกึ ต่าง ๆ ทค่ี ้นพบ เขยี นเปน็ ภาษาบาลดี ้วยอักษรแบบอนิ เดยี ตอนใต้

ยคุ ที่ ๒ เป็นสมยั ท่ีพระเจา้ อโนรธามงั ชอ่ (พ.ศ. ๑๕๘๗-๑๖๒๐) ได้ชำระพระพทุ ธศาสนาในพมา่
เหนอื ใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ โดยอาศัยคัมภีรต์ ่าง ๆ ที่ไดจ้ ากเมอื งมอญเปน็ หลัก โดยเอาไปเทียบกบั คมั ภีร์ทีไ่ ด้มาจากลงั กา

ยุคที่ ๓ (ประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๓) ท่านอตุ ตราชวี ะกบั ทา่ นฉปทั ผเู้ ปน็ ศษิ ย์ ซึง่ การศึกษาทป่ี ระเทศ
ลังกา โดยท่านฉปัทได้รบั การอุปสมบททีน่ ั่น ไมย่ อมรบั พระมอญวา่ เปน็ พระท่สี มบรู ณ์ จึงกอ่ ใหเ้ กิดเป็น ๒
นกิ ายขน้ึ ในพม่าเหนอื น่นั ก่อน แล้วตอ่ มากข็ ยายตัวจนมาถึงพมา่ ใต้

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 40

ยคุ ที่ ๔ (ประมาณ พ.ศ. ๑๗๙๓) ลัทธลิ ังกาวงศ์ โดยการนำของพระสารบี ตุ รและคณะ ไดเ้ รม่ิ มี
อำนาจมาจนถงึ พมา่ ใต้และพวกรามัญนกิ ายกเ็ รมิ่ เสื่อมลง

ยุคที่ ๕ (ประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๓) พระเจ้าธรรมเจดยี ์แหง่ กรงุ หงสาวดี ไดท้ รงประกาศวา่ พระองค์ได้
ทรงชำระพระพุทธศาสนาใหบ้ รสิ ุทธผิ์ ดุ ผ่องแลว้ ตามแบบของคณะมหาวหิ ารในลงั กา ซ่งึ เปน็ นกิ ายเดยี วท่ี
เก่าแกท่ ส่ี ดุ

อทิ ธิพลของพระพุทธศาสนาต่อประเทศพมา่

๑. ด้านสังคม
-ประชาชนส่วนใหญ่นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ปจั จบุ นั ประชากรของประเทศ
พม่า ประมาณ ๑๘ ล้านคน นับถอื พุทธศาสนา ประมาณ ๑๕ ล้านคน คอื ผู้
นบั ถอื ประมาณรอ้ ยละ ๘๐
- ดา้ นวฒั นธรรมประเพณี
พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของวฒั นธรรมประเพณที ่ีสำคญั ของชาวพมา่
เช่น
* ชาวพม่านิยมใหล้ ูกบวชเปน็ สามเณรมาก ตั้งแต่อายนุ ้อย ๆ เพื่อสบื ทอดอายุ
พระพทุ ธศาสนาใหย้ นื นาน ดงั ปรากฏในอดตี วา่ มีพระเถระนักปราชญช์ าวพม่าหลายรูปทม่ี ี
บทบาทในการเผยแผพ่ ุทธศาสนาไปสปู่ ระเทศเพ่อื นบ้าน และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลอื
ประเทศเพื่อบ้าน เชน่ ใหก้ ารชว่ ยเหลอื แกป่ ระเทศลงั กาในการฟน้ื ฟูพระพทุ ธศาสนาในลงั กา
* ชาวพมา่ มคี วามศรัทธาเล่ือมใสในพระศาสนามากจงึ นยิ มสร้างเจดยี ม์ าก พระมหากษัตริยใ์ น
อดีตไดท้ ่มุ เทสรา้ งวัดวาอารามมากมาย
* วดั เปน็ ศูนย์กลางการศึกษาโดยแตล่ ะวดั จะมีโรงเรยี น เพราะวัดเปน็ ศนู ย์กลางการศกึ ษา
เช่นเดียวกับประเทศไทยในอดีต
* ประเพณแี ละวนั สำคญั ของพม่า เช่นงานประเพณี และเทศกาลประจำปสี ว่ นใหญ่เกย่ี วขอ้ งกับ
พระพทุ ธศาสนา
* สถาปตั ยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม สงิ่ ก่อสร้าง เชน่ วหิ าร เจดยี ์ หรอื ปูชณยี สถานอน่ื ๆ
ล้วนได้รบั อทิ ธพิ ลมาจากพทุ ธศาสนา * เปน็ ศูนย์รวมของจติ ใจของพมา่ และยึดพระพุทธศาสนา
เป็นแบบแผนการดำเนนิ ชีวิต

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 41

๒. ดา้ นการเมอื ง

พระพทุ ธศาสนาอยใู่ นฐานะศาสนาประจำชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ รัฐบาลพม่าไดอ้ อกกฎหมายรบั รอง
ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ และกฎหมายอน่ื ๆ อีกมากเกี่ยวกบั พระพุทธศาสนา

ปัจจุบันนี้ประเทศพมา่ โดยการปกครองของรฐั บาลทหารพม่า หรือ SLORC [ State Law and
Order Restoration Council ] ได้ถกู ประณามวา่ เป็นรัฐบาลเผด็จการ โดยการปกครองทใ่ี ช้
อำนาจเป็นใหญไ่ ด้ทำการกดขป่ี ระชาชนและพระสงฆ์อยา่ งไรจ้ ิตสำนึกทางดา้ นมนุษยธรรม ในครงั้
ท่ีรฐั บาลทหารไดย้ ึดอำนาจการปกครองเมอ่ื วนั ท่ี ๑๘ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่ไม่ยอมรับการ
เลอื กตั้งอย่างเปน็ ทางการ โดยครงั้ นนั้ พรรคของนาง อองซาน ซูจี เป็นผู้ชนะการเลอื กต้ัง แต่ก็ถูก
ยึดอำนาจโดยรฐั บาลเผดจ็ การทหารของพมา่ ปจั จบุ ันน้ที างพระภิกษสุ งฆไ์ ด้มีสว่ นรว่ มในทาง
การเมืองโดยการตอ่ สูอ้ ย่างสนั ตเิ พือ่ เรียกร้องประชาธปิ ไตยและสทิ ธมิ นุษยชน โดยได้จดั ตั้ง
สหภาพยวุ สงฆแ์ ห่งพมา่ ( All Burma Young Monks' Union) ในเขตปลดปลอ่ ย โดยมี
พระภกิ ษเุ คมะสาระ ดำรงตำแหน่งเปน็ ประธานของสหภาพยุวสงฆแ์ ห่งพม่า ในเขตปลดปล่อย ได้
พมิ พเ์ อกสารและขอ้ เขียนเพอื่ เรียกรอ้ งสทิ ธิมนษุ ยชนกบั รัฐบาลทหารพมา่

๓. ด้านเศรษฐกจิ
- อทิ ธพิ ลจากหลกั ธรรมคำส่ังสอนทสี่ อนดว้ ยเรือ่ งเศรษฐกจิ การค้าขายได้มอี ิทธพิ ลต่อแนวคดิ ของชาว
พม่า เช่นกบั ความเช่ือของชาวพทุ ธทวั่ ไปในประเทศต่าง ๆ เชน่ การประกอบอาชพี สจุ ริต ไม่
เบียดเบยี นตนและผ้อู นื่ เปน็ ตน้

- การนำพระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั ในการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์
- การนำหลกั ธรรมหลักธรรมมาใชใ้ นการดำเนินชวี ติ ประจำวนั

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สูล่ าว

อิทธิพลของพทุ ธศาสนาในประเทศลาว ประเทศลาวถือเปน็ ประเทศพี่
น้องกับไทย มีวัฒนธรรมที่ไม่แตกต่างกันนัก เนือ่ งจากเคยเป็นพี่น้องกันมาแต่
โบราณ ที่อพยพมาจากจนี เมอ่ื ตอนอยใู่ นอาณาจักรอ้ายลาว เมอ่ื ประมาณ พ.ศ.
๖๑๒ กไ็ ด้นบั ถือพทุ ธศาสนาแบบมหายานมากอ่ น เมือ่ ถูกจนี รกุ ราน จงึ ได้อพยพ
มาอยู่ในเมืองล้านช้างประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๐ ก็กลับมาเป็นนับถือผีสางเทวดา
ดังเดิมอีก ต่อมาเมื่อเจา้ สวุ รรณคำผงขึน้ เสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๘๙๖ ประตชู ยั - เวยี งจันทร์ 1
ทรงมพี ระ โอรส ๖ พระองค์ ใน ๖ พระองคน์ ัน้ เจ้าฟ้างุ้มมีลักษณะผดิ แผกจาก
พระโอรสองค์อื่น คือมฟี นั และล้ินเป็นสดี ำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกินีจึงไดน้ ำไปลอยแพ บังเอิญแพไดม้ าถงึ เมอื ง

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 42

ขอม (กมั พุชา) ได้รับการเล้ยี งดูจากพระมหาปาสมนั ตเถระ ตอ่ มาได้เข้าถวายตัวเปน็ มหาดเลก็ ในราชสำนกั ของ
พระเจ้าอนิ ทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกบั พระธิดาของพระเจ้าอนิ ทปตั ถ์ พระนามว่า พระนางแกว้ ยอดฟ้า (ฟ้า
หญิงคำหยาด) ต่อมาบิดาให้ไปตีเมืองล้านช้าง และสามารถยึดเมืองล้านช้างได้ในปี พ.ศ. ๑๘๙๖ แล้วขึ้น
ครองราชย์ เป็นกษตั รยิ ์องค์ท่ี ๒๓ ของราชวงศล์ ้านช้าง ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้างมุ้ แหล่งหลา้ ธรณี แผอ่ าณา
เขตออกไปอย่างกว้างขวาง

พุทธศาสนาไดเ้ ขา้ มาสูอ่ าณาจักรล้านช้างในยคุ น้ี กล่าวคือพระนางแกว้ ยอดฟ้าพระมเหสีผ้ทู รงเคยนับ
ถือพทุ ธศาสนามากอ่ น เม่อื คร้งั อยใู่ นเมอื งขอมทรงเห็นประชาชนนับถือผสี างเทวดา และฆ่าสัตวบ์ ชู าเซ่นสรวง
จึงได้ทูลขอให้พระเจา้ ฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผใ่ นอาณาจักรล้านช้าง พระเจ้าฟา้ งุ้มทรงเหน็
ดว้ ย จงึ ให้ทตู ไป ทลู ขอนิมนตพ์ ระสงฆเ์ ขมรเขา้ มาเผยแผใ่ นประเทศลาว และพระนางยงั ได้ขอร้องทางเขมรได้
จัดสง่ พระสงฆ์มาประกาศศาสนาแบบเถรวาท ซง่ึ มพี ระมหาปาสามานเจ้าเปน็ ประมขุ เขา้ มาเผยแผใ่ นล้านชา้ ง

พระพทุ ธศาสนาจึงไดเ้ ผยแผ่มาสูป่ ระเทศลาว และได้รบั การอุปถัมภอ์ ยา่ งดจี ากพระเจา้ ฟ้างุ้ม เนอื่ งจากพระเจา้
ฟ้างุ้มเคยได้รับอุปการะจากพระมหาปาสามานเถระเมื่อคร้ังทรงพระเยาว์ด้วย พระมหาปาสามานเถระและ
คณะได้เดินทางออกจากเมืองกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๒ ไปตามลำดับจนถึงเมืองแกพร้อมกับนำเอา
พระพทุ ธรปู ปางหา้ มญาติ ช่ือ พระบาง และพระไตรปฎิ กไปด้วยเพื่อท่จี ะถวายแกพ่ ระเจ้าฟ้างมุ้

เมื่อคณะสงฆ์เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองจันทน์ได้นิมนต์พัก
สมโภชพระบางอยู่ ๓ คืน ๓ วัน แล้วคณะสงฆ์ก็เดินทางต่อไปยังเวียงคำ
อาราธนาพระเถระไปในเมือง ประชาชนได้มาสมโภชนพระบางกัน ๓ คืน ๓
วัน ครั้นจะเดนิ ทางตา่ งปรากฏว่าพระพทุ ธรูปไมส่ ามารถยกไปได้ จึงเส่ียงทาย
ว่าเทวดาอารักษค์ งปรารถนาจะให้พระบางอยูท่ ่เี วียงคำพระเถระและผู้ติดตาม
ได้มเี ดนิ ทางไปยังเมืองเชียงทอง ครง้ั ถึงเชียงทอง ไดเ้ ขา้ เฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและ
พระมเหสี พระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรือง
ประดษิ ฐานมน่ั คงสืบมา

รชั สมยั ของพระเจ้าฟา้ งมุ้ นนั้ เตม็ ไปด้วยศึกสงคราม ทำให้ชาวลาวท่ีมนี สิ ัยรกั สงบเกิดความเบ่ือหน่าย
จนในที่สุดพร้อมใจกันขบั พระเจา้ ฟ้างุ้มออกจากราชสมบัติ และอภิเษกพระราชโอรสทรง
พระนามว่า "พญาสามแสนไท" ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพระองค์ทรงอภิเษกกับเจา้
หญิงแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยธุ ยา ซึง่ ทำใหม้ กี ารจดั ระเบียบบา้ นเมืองตามแบบแผนวิธีการ
ท่ไี ด้รับจากประเทศไทยเปน็ อันมาก

ในด้านการพระพุทธศาสนา พญาสามแสนไททรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้
เจริญรุ่งเรืองเป็นอยา่ งมาก เช่น ทรงสร้างวัดมโนรมย์ วัดอุโบสถ หอสมุด โรงเรียนปริยัติ
ธรรม เป็นต้น และทรงเจริญพระราชไตรกี ับทางกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนถึงกมั พูชา

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 43

เวียดนาม ซึ่งถือได้ว่าในสมัยนี้เป็นสมยั แห่งการจัดสรรบ้านเมือง และการสรา้ งความมั่นคงเป็นปึกแผ่นอย่าง
มาก

สมัยพระเจ้าวิชุลราชาธิปัต (พ.ศ. ๒๐๔๔-๒๐๖๓) บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบ กษัตริย์ทรงเอาใจใส่ทำนุ
บำรุงพุทธศาสนา ได้สรา้ งวัดวาอารามต่าง ๆ เช่น สร้างวัดบรมมหาราชวังเวียงทอง วัดวิชุลราช เพื่ออัญเชญิ
พระบางจากเวียงคำมาประดิษฐานที่วัดนี้ ต่อมาทรงสร้างวัดโพธิ์สบ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชธิดาที่ได้
สวรรคตไป

ในรัชสมัยพระเจ้าโพธิสารราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-๒๐๙๐) พระองค์เป็นผู้เคร่งครัดทางพระพุทธศาสนาเปน็
อย่างย่งิ ไดท้ รงมีพระราชโองการใหพ้ ลเมอื งเลิกนับถอื ผีสางเทวดา เลิกทรงเจา้ เขา้ ผีท่ัวพระราชอาณาจักร ทรง
ให้รื้อศาลหลวง ศาลเจา้ ผีเสือ้ เมืองทรงเมือง และให้หันมานบั ถือพระพุทธศาสนาแทน ทรงสร้างวัดสุวรรณเท
วโลกแตเ่ นอ่ื งจากประเพณีการนับถือผีนน้ั มีมานานมาก และไดฝ้ งั เขา้ ไปในจติ ใจของประชาชนท่ัวไป จึงยากที่
จะเลิกอย่างเด็ดขาดได้

ครั้นต่อมาทางอาณาจักรล้านนาว่างกษัตริย์ปกครอง จึงได้อัญเชิญเจ้าไชยเชษโฐหรือ เชษฐวังโส
พระโอรสของพระเจา้ โพธิสาร ไปครองนครล้านนา เมอื่ ปีพ.ศ. ๒๐๘๙ พระเจ้าโพธิสารเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.
๒๐๙๐ ดว้ ยถกู ชา้ งล้มทบั ขณะประพาสปา่ ทรงกลบั นครได้เพียง ๓ สัปดาห์กส็ วรรคต

เมอื่ สวรรคตแลว้ พระโอรสท้งั หลายตา่ งแยง่ ชงิ ราชสมบตั กิ นั อาณาจักรลาวได้แตกเปน็ ๒ ฝ่าย คอื อาณาจักร
ฝ่ายเหนือ และฝา่ ยใต้ พระเจา้ ไชยเชษโฐแหง่ ล้านนา จึงยกทัพตีกรุงล้านช้าง และได้อัญเชิญพระแกว้ มรกตที่
ประดิษฐานอยู่ทว่ี ดั บปุ ผาราม เชียงใหม่ รวมท้ังพระพทุ ธสิหงิ ค์ (พระสงิ ค์) และพระแก้วขาวไปดว้ ย

เม่ือเสดจ็ ถงึ ล้านชา้ ง ทรงยดึ ราชสมบัติจากเจา้ ครองนครทง้ั สองได้ ด้วยความเกรงกลวั ของเจา้ ครองนครทงั้ สอง
จึงทรงครองนครท้ังสองซงึ่ เรยี กว่า กรุงศรีสัตนาคตหตุ พระองคจ์ งึ ข้ึนครองราชสมบตั ิ นบั เปน็ มหาราชองคท์ ี่ ๒
ของลาว ทที่ รงพระปรชี าสามารถ ทรงพระนามวา่ "พระเจา้ ไชยเชษฐาธิราช"

พระพุทธศาสนาในยุคของพระเจา้ เชษฐาธิราช นบั ว่ามีความเจริญสูงสดุ ทรงไดส้ ร้างวดั สำคัญมากมาย ใน
กำแพงเมืองมวี ดั อย่ปู ระมาณ ๑๒๐ วัด และยังไดส้ ร้างวดั พระแก้ว ซ่งึ เปน็ ทป่ี ระดิษฐานของพระแก้วมรกต ที่
นำมาจากเมืองเชยี งใหม่ ในสมยั น้ีได้มีการแต่งวรรณกรรมหลายเร่ือง เช่น สังสนิ ชัย การเกต พระลักพระราม
เปน็ ตน้

สมัยนี้ราชอาณาจักรไทยไดม้ ีความสัมพันธ์ลาวอย่างแน่นแฟ้น ได้
รว่ มมือกนั เพอ่ื ตอ่ สู้กบั พม่า ไดส้ รา้ งเจดยี ์ "พระธาตศุ รีสองรกั " ในอำเภอ
ด่านซา้ ย จงั หวัดเลย เพ่ือเป็นอนสุ รณ์ แห่งความเป็นพ่ีเป็นน้องกนั ของ
สองอาณาจักร

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 44

พระเจา้ ไชยเชษฐาธริ าชไดท้ รงยา้ ยเมืองหลวงจากเมอื งเชียงคำมาอยู่ที่เวียงจนั ทน์ ได้ประดิษฐานพระ
แก้วมรกต และพระแซกคำ (พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงค์) ไว้ที่เวียงจันทน์ เรียกว่าเวียงจนั ทน์ล้านช้างส่วน
พระบางประดิษฐานไว้ท่ีเมืองเชียงทอง จึงได้ชื่อวา่ หลวงพระบางมาจนถึงบัดน้ี บางครั้งก็เรยี กชื่อว่าล้านช้าง
หลวงพระบาง และได้สรา้ งวดั เปน็ ท่ีประดิษฐานพระแก้วมรกตข้นึ เปน็ พิเศษ พระองคไ์ ดท้ รงสร้างพระธาตหุ ลวง
ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของลาวเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๙ ซึ่งต่อมาได้ถูกพวกปล้นจากยูนานทำลาย
เสียหายไปมาก นอกจากพระองค์จะได้ทรงสร้างพระธาตุ อื่น ๆ และพระพุทธรูปสำคัญ ๆ อีกมากมาย เช่น
พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทน์ พระเจ้าองค์ตื้อ ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย พระเสริม พระสุก พระใส
พระอนิ ทร์แปลง พระองค์แสน ทรงสรา้ งวดั พระธาตุ ทีจ่ งั หวดั หนองคาย และพระธาตุที่จมน้ำโขงอยู่ พระธาตุ
บังพวน อำเภอเมืองหนองคาย สร้างวดั ศรีเมอื ง จงั หวัดหนองคาย และพระประธานในโบสถ์ นามวา่ พระไชย
เชษฐา พระศรีโคตรบูร ที่แขวงคำม่วน พระธาตุอิรัง ที่แขวงสุวรรณเขต (สุวรรณเขต) พระธาตุศรีสองรัก
อำเภอดา่ นซ้าย จงั หวัดเลย และทรงปฏิสงั ขรณพ์ ระธาตุพนม เปน็ ตน้

พระเจา้ ไชยเชษฐาธริ าชทรงประคบั ประคองนำราชอาณาจกั รลา้ นชา้ งผา่ นพ้นภยั การเป็นเมืองขึ้นของ
พม่าไปได้ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าในขณะนั้นอาณาจักรล้านนา (เสียแก่พม่า พ.ศ. ๒๑๐๑) และ
อาณาจกั รศรีอยธุ ยา (เสียแก่พม่า พ.ศ. ๒๑๐๗) ตอ้ งตกเป็นเมอื งขน้ึ ของพม่าแลว้ แตห่ ลงั จากพระองคส์ วรรคต
ในปี พ.ศ. ๒๑๑๔ พอมาถึง พ.ศ. ๒๑๑๗-๒๑๑๘ พระเจ้าหงสาวดบี เุ รงนองไดย้ กทพั มาตลี าวและได้รับชัยชนะ
และทรงนำโอรสองค์เดียวของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งประสูติในปีที่สวรรคต ไว้เป็นประกันที่หงสาวดี
ดว้ ย ต่อจากนน้ั มาหลายปีแผน่ ดินลาวกว็ ่นุ วายด้วยเรอื่ งราชสมบัติ จนพ.ศ. ๒๑๓๔ พระเถระเจา้ อาวาสวดั ตา่ ง
ๆ จึงได้ประชุมกันลงมติให้ส่งทูตไปเชิญเจ้าชายหน่อแก้วโกเมน ซึ่งเป็นตัวประกันอยู่ประเทศพม่ากลับมา
ครองราชย์ และในเวลานั้นพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตลง พม่าเริ่มอ่อนแอลง และเจ้าหน่อแก้วโกเมนขึ้น
ครองราชยส์ มบตั ิ พ.ศ. ๒๑๓๕ และประกาศอิสรภาพไมข่ ้ึนกบั พมา่ ตอ่ ไป

พระเจ้าสุริยวงศาเป็นกษัตริย์ที่มีความปรีชาสามารถ และเข้มแข็ง สามารถปกครองให้ลาวสงบ
เรยี บรอ้ ยได้ ในสมยั น้วี ฒั นธรรมรงุ่ เรอื ง ศลิ ปกรรม ดนตรี ประติมากรรมต่าง ๆ เจรญิ แพร่หลาย

หลังจากส้ินราชกาลพระเจ้าสุริยวงศา ใน พ.ศ. ๒๒๓๕ อาณาจักรลาวได้แตกเป็น ๒ อาณาจักร คือ
เมืองหลวงพระบาง กบั เมืองเวียงจันทน์ ทงั้ ๒ อาณาจักร ตา่ งระแวงกนั และคอยหาโอกาสแยง่ ชิงอำนาจกัน
จนถงึ กับไปผกู มิตรกบั ต่างประเทศเพื่อกำจัดกันและกนั เช่น ฝา่ ยหน่งึ เข้ากับพม่า ฝ่ายหนึ่ง
เข้ากับไทย หรือฝ่ายหนึ่งเข้ากบั ไทย ฝ่ายหนึ่งเข้ากบั ญวน เป็นต้น จนในที่สุดเมื่อไทยสมัย
พระเจ้าตากสินมหาราช ซ่งึ เปน็ มิตรกับหลวงพระบางกเู้ อกราชจากพม่าไดแ้ ล้ว ก็ยกทัพมาตี
เวียงจันทน์ ซึ่งเปน็ พันธมิตรของพม่า เข้ายึดครองได้ใน พ.ศ.๒๓๒๑ และได้นำเอาพระแกว้
มรกตไปยังอาณาจักรไทยดว้ ย อาณาจักรเวียงจันทน์ได้สลายตัวลงเป็นดินแดนของไทยใน
พ.ศ. ๒๓๗๑

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 45

ส่วนอาณาจกั รหลวงพระบางซึ่งเป็นเมืองออกของไทยได้ส่งทูตไปอ่อนน้อม และมอบบรรณาการแก่
เวียดนาม พ.ศ. ๒๓๗๔ กลายเป็นข้ออา้ งของฝรง่ั เศส ผู้เข้ายึดครองเวียดนามในสมัยตอ่ มา ที่จะเขา้ ครอบครอง
ลาวต่อไปด้วย อาณาจกั รลาวไดต้ กเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสโดยลำดับ เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ จนหมดสิ้นใน
พ.ศ. ๒๔๔๗ ลาวถูกฝรงั่ เศสครอบครองอยู่ ๔๕ ปี จึงไดเ้ อกราชกลบั คนื โดยสมบูรณ์ เมือ่ วันท่ี ๑๙ กรกฎาคม
๒๔๙๒ มชี ่อื เป็นทางการว่า "พระราชอาณาจกั รลาว"

อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนาต่อประเทศลาว

๑. ดา้ นสงั คม

พระพุทธศาสนาได้ก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในสังคมชาวลาว พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของ
วฒั นธรรมประเพณี ความคดิ ความเช่ือของประชาชนลาว พิธีกรรมและวนั สำคัญตา่ ง ๆ เช่น ประเพณี
ทำบญุ ธาตุหลวง เป็นประเพณีประจำชาติทเี่ ชิดหน้าชูตาของประเทศลาว

ด้านศิลปวัฒนธรรม ไดเ้ กดิ มีศลิ ปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมทางพทุ ธศาสนามากมาย ลว้ นมี
คุณค่าทางดา้ นประวัติศาสตร์ ศลิ ปกรรมเป็นอย่างมาก

นอกจากน้นั พระพุทธศาสนายังมีบทบาทในการสงเคราะห์ช่วยเหลอื ประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่นใน
ชมุ ชนต่าง ๆ พระสงฆเ์ ป็นท่พี ่ึงของชุมชนในด้านให้คำปรกึ ษา ชว่ ยเหลือดา้ นการสงเคราะหป์ ัจจยั ส่แี ก่
ประชาชน วดั ไดเ้ ปน็ ศูนยก์ ลางการพบปะของชาวบ้านและทางราชการ เป็นตน้

๒. ดา้ นการเมือง

พระพุทธศาสนามีความเก่ียวข้องกบั การเมืองอย่างแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด พุทธศาสนาใน
ประเทศลาวนัน้ เมื่อเสือ่ มโทรมก็เนื่องจากได้รับการบีบคั้น ทำลายจากทางการเมอื ง เช่น ในคราวที่
ลัทธิคอมมิวนสิ ตไ์ ดเ้ ข้ามามีอทิ ธพิ ลต่อการเมืองประเทศลาว ได้
ทำการปฏิวัติใหม่ ได้ทำลายล้างสถาบันสำคัญของประเทศ
ได้แกส่ ถาบันศาสนา และสถาบันกษตั ริย์ มพี ระสงฆ์ถูกฆ่าตาย
จำนวนมากมาย บางส่วนต้องลาสิกขาออกมาเพื่อเป็นสมาชกิ
พรรคคอมมิวนิสต์ และเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็
ได้รับการสนับสนุนจากทางการเมอื งเช่นเดยี วกัน ทั้งทีป่ รากฏในอดีตและปัจจุบัน บทบาทของพุทธ
ศาสนาในยุคคอมมิวนิสต์ครอบครอง ได้แก่การเอาพระสงฆ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เนื่องจาก
พระสงฆเ์ ป็นผู้ที่ประชาชนให้ความเคารพเชอื่ ถือ โดยรัฐบาลคอมมวิ นสิ ตข์ ณะนนั้ ไดใ้ ห้พระสงฆ์เผยแผ่
แนวคดิ ของลทั ธคิ อมมิวนิสต์ไปในขณะเทศบรรยาย ไดัจดั ให้มกี ารปาฐกถาในที่ต่าง ๆ โดยมีพระสงฆ์
ร่วมอยดู่ ว้ ยในการเผยแผแ่ นวคดิ คอมมวิ นสิ ต์นั้น ถูกบงั คบั ให้

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 46

ประยกุ ต์คำสอนทางพทุ ธศาสนาเข้ากับคำสอนของคอมมิวนิสต์ พระสงฆ์หลายรูปจำเป็นต้องทำตาม
บางรูปขดั ขืนก็จะถกู ฆ่าตายอย่างโหดเห้ียม
ในปจั จุบนั นี้ บ้านเมอื งอยใู่ นภาวะสงบ พระพทุ ธศาสนากไ็ ด้รบั การอปุ ถมั ภจ์ ากรัฐเปน็ อย่างดี มีการ
ก่อตง้ั สถาบันการศกึ ษาของสงฆ์ขึน้ เปน็ วทิ ยาลัยสงฆ์ เชน่ วทิ ยาลยั สงฆป์ ระจำกรงุ เวียงจนั ทน์ เป็นต้น
๓. ดา้ นเศรษฐกจิ
อทิ ธพิ ลพทุ ธศาสนาด้านเศรษฐกจิ นั้น ด้านหลกั ธรรมท่ีใช้ในการประกอบกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ได้แก่
ความขยัน ประหยัด อดออมนนั้ ดูจะไม่แตกตา่ งจากประเทศไทยนกั เพราะเปน็ ประเทศทมี่ ีวฒั นธรรม
ประเพณีไมแ่ ตกต่างกันนกั แตล่ กั ษณะของประเทศลาวปจั จบุ นั อยู่ในฐานะประเทศปิด ระบบเศรษฐกิจ
จงึ เป็นการพงึ่ พาตวั เองมากกว่าการพง่ึ พาจากต่างประเทศ เศรษฐกจิ สว่ นใหญเ่ ปน็ ระบบเกษตรกรรม

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเข้าส่มู าเลเซีย

พระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย มาเลเซียเคยได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนามาในสมัย
อาณาจกั รศรีวิชยั แตต่ อ่ มาศาสนาอิสลามได้เขา้ มาแพรห่ ลายอย่างกว้างขวางนับต้งั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ เป็น
ต้นมาทำให้พทุ ธศาสนาหมดความสำคัญไป ในปัจจุบัน การนับถอื พระพทุ ธศาสนาในมาเลเซียมีอยู่เฉพาะใน
บรรดาผู้ทรี่ ับเช้ือสายมาจาก ชาวจีน ลงั กา พม่า และไทย และมีวัดและสำนักสงฆ์ตั้งอยใู่ นบางแหง่ เชน่ ท่เี มือง
กวั ลาลมั เปอร์และเมอื งปีนัง มีวัดไทยต้ังอยูแ่ ละมีพระสงฆไ์ ทยไปจำพรรษาอยู่ท่ีนั่น

วัดไทยที่กัวลาลัมเปอร์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล
มาเลเซีย เรียกชื่อว่า วัดเชตวัน สร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย
สวยงามมาก

วัดไทยทปี่ ีนัง ช่ือ วัดไชยมงั คลาราม เป็นวัดไทยท่ีเก่าแก่ ยังไม่
ทราบปีที่สร้างแน่นอน วัดนนี้มีปูชณียสถานสำคัญ เช่น พระพุทธ
ไสยาสน์ และวิหารพระพุทธเจดีย์ ซึ่งถือว่าใหญ่ทส่ี ดุ ในเกาะปนี งั .


Click to View FlipBook Version