The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by buddha_eyes, 2022-02-18 01:45:36

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

รายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขาวแก้ไขเตรียมปริ้น

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 47

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สสู่ ิงคโปร์

พระพทุ ธศาสนาในประเทศสงิ คโปร์ ชาวจนี ทีม่ าตั้งรกรากอยู่ท่ีสิงคโปร์
ได้นำพระพทุ ธศาสนาแบบมหายานมาเผยแผ่ด้วย และเป็นศาสนาท่แี พร่หลาย
มากในประเทศนี้ มีวัดมหายานอยู่หลายแหง่ รวมทั้งสมาคมทางศาสนา ซึ่งทำ
หน้าท่ีเผยแผ่ศาสนา ตง้ั โรงเรยี นสอนหนังสอื และดำเนินงานสถานรับเล้ียงเด็ก
กำพร้า นอกจากวัดพระพุทธศาสนาแบบมหายานแล้ว ในสิงคโปร์มีวัด
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซ่งึ ได้แก่ วดั ไทย และวดั ลังกา รวมอยดู่ ้วย วดั ไทย
ที่สำคัญมี ๒ วัดคือ วัดอนันทเมตยาราม สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ และทำการ
ปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ อีกวัดหนึ่ง ชื่อ วัดป่าเลไลยก์ สร้างเมื่อง พ.ศ.
๒๕๐๖

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ ส่อู นิ โดนเี ซยี

พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซยี ถงึ แมว้ ่าในปจั จบุ ันประเทศอนิ โดนีเซียจะเปน็ ประเทศนับถือ
ศาสนาอิสลาม แต่อดีตเคยมพี ระพทุ ธศาสนาแบบมหายานเข้ามาประดษิ ฐานอยู่ พระพทุ ธศาสนาได้รุง่ เรืองมาก
ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ มีโบราณสถานที่สำคัญ ๒ แห่งอยู่ในอินโดนีเซียคือ โบโรบุดูร์ หรือ บรมพุทโธ
ตั้งอยู่ที่ราบเกตุ (kedu) ในภาคกลางของชวา ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตา (Jogjagata) ในปัจจุบันทางเหนือ
ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร และพระวิหารเมนดุต (Mendut) ซึ่งอยู่ห่างจาก โบโรบุดูร์ไปทางทิศตะออก ๓
กิโลเมตร

ต่อมาเมื่ออสิ ลามได้ขยายอำนาจครอบงำอนิ โดนนีเซีย
ในปีพุทธศักราช ๒๐๑๒ ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่จึงเปลีย่ นมา
นับถือศาสนาอิสลามนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะท่ี
พระพุทธศาสนาตกอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมตลอดระยะเวลาอนั
ยาวนาน พทุ ธศาสนิกชนชาวอนิ โดนเี ซียไดใ้ ชค้ วามเสียสละอยา่ ง
สูงพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาไว้มิให้สูญสิน้ ไป โดยปราศจาก
การสนับสนุนจากภายนอกเทา่ ทีค่ วร

ประเทศอนิ โดนเี ซยี ปัจจุบันมีวัดพระพุทธศาสนาอยู่ประมาณ ๑๕๐ วดั ในจำนวนน้ี ๑๐๐ วัด เป็นวัด
ฝ่ายมหายาน อีก ๕๐ วัดเป็นวัดฝ่ายหีนยาน(เถรวาท) วัดเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของฝ่ายฆราวาส
เพราะพระภิกษุมีจำนวนน้อย การปกครองดูแลพทุ ธศาสนกิ ชนขึน้ อยกู่ ับพทุ ธสมาคม ซึง่ มีสำนกั งานใหญ่ต้ังอยู่
ในเมืองจากาตาร์ นครหลวงของอินโดนีเซีย และมีสมาชิก ๖ แห่ง ตั้งอยู่ตามเมอื งต่างๆ รวมมี สมาชิกทั้งสน้ิ
ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ คน

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 48

การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งเม่ือ
ประมาณ ๑๐ กว่าปมี านี้ เปน็ การริเรมิ่ โดยพระสงฆช์ าวลังกาและ
พระสงฆ์ชาวพื้นเมืองที่ได้รับการอุปสมบทไปจากวัดบวรนิเวศ
วิหารและวัดเบญจมบพิตรในประเทศไทย ในปีพุทธศักราช
๒๕๑๒ คณะสงฆ์ไทยไดส้ ่งพระธรรมทูตจากประเทศไทย ไปเผย
แผ่พระพทุ ธศาสนาในประเทศอินโดนเี ซียทั้งชวาภาคกลาง ภาค
ตะวันออก และตะวันตก ขณะนี้ยังมิได้สร้างวัดไทยขึ้นแต่ก็ได้เตรียมการที่จะสร้างวัดไทยขึ้นในสถานที่ไม่
ห่างไกลจากมหาสถปู โบโรบดุ รู ์ไว้แล้ว ปจั จบุ นั พระธรรมทตู จากประเทศไทยมสี ำนกั งานเผยแผเ่ ป็นศูนย์กลาง
อยู่ทีส่ ำนักงานพุทธเมตตา ต้งั อยู่เลขท่ี ๕๙ ถนนเตอรูซานเลมบงั ดี กรงุ จาการ์ตา

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ ส่เู วยี ดนาม

พระพุทธศาสนาในประเทศเวยี ดนาม ดินแดนประเทศเวียดนามในปัจจุบัน
แบง่ ออกเปน็ ๓ อาณาเขต คอื ตงั เกี๋ย (Tong king) ได้แก่ แถบลุ่มแม่น้ำแดง อานัม
(Annam) ได้แก่ แผ่นดินแคบยาวตามทอดชายฝั่งทะเล ที่อยู่ตอนกลางระหว่าง
ตังเกี๋ยกับโคชินจีน และโคชินจีน (Cochin China) ได้แก่แผ่นดินส่วนล่างทั้งหมด
ปัจจุบันนี้ อานัมภาคใต้ เป็นอาณาจักรจัมปา ส่วนโคชินจีนเป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจักรฟูนัน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน อาณาจักรอานัม มี
อารยธรรมสบื สายมาจากจนี ส่วนจัมปากบั ฟนู ันมีอารยธรรมท่ีสบื สายมาจากอินเดีย

อาณาจักรอานมั มอี ายุเกือบ ๓ พันปี แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน จนถึงราวพุทธศตวรรษท่ี ๓๐๐ ได้จัดตั้ง
เป็นอาณาจักรเวียดนาม (เวียดนาม แปลว่า อาณาจักรฝ่ายทักษิณ) ต่อมาอาณาจักรเวียดนาม ได้ตกเป็น
เมืองขึ้นของจีน ใน พ.ศ. ๔๓๓ เป็นเวลานานกว่า ๑,๐๐๐ ปี ในระยะนี้ เรียกประเทศเวียดนามว่า อานัม
แปลว่า ปักษ์ใตท้ ่ีสงบ จากการตกเปน็ เมอื งข้นึ ของจีน จงึ ได้รบั อทิ ธพิ ลทางวัฒนธรรมจากจนี แทบทั้งสิน้ ต่อมา
เมื่อปี พ.ศ. ๑๔๘๒ เวียดนามได้ทำการกอบกู้เอกราชจากจีนได้สำเร็จ ได้ประกาศอิสรภาพจากจีน ต่อมา
อาณาจกั รเวียดนามได้แผ่อำนาจมาทางใตส้ ามารถเข้ายดึ ครองนครจมั ปาได้ในทสี่ ุด

พระพทุ ธศาสนาเขา้ มาเผยแผ่ในประเทศเวียดนาม เมอื่ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๗ ในขณะน้นั เวยี ดนามตก
อยู่ในอำนาจของจีน พระพุทธศาสนาที่เข้ามาสู่เวียดนามในยุคแรกนั้น เป็นพุทธศาสนาแบบมหายาน โดย
สนั นิษฐานว่าท่านเมียวโป (Meou-Po) ได้เดนิ ทางมาจากประเทศจีนเข้ามาเผยแผ่ เวยี ดนามจงึ ไดร้ ับเอาศาสนา
จากจนี รวมทัง้ คมั ภรี ์ทางศาสนา ก็เปน็ ภาษาจีนเหมอื นกัน สันนษิ ฐานกันวา่ ได้มีพระภกิ ษุชาวอินเดีย คอื พระ
มหาชวี ก พระกลั ยาณรุจิ และ พระถงั เซงโฮย ได้เดนิ ทางมาเผยแผ่พทุ ธศาสนา

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 49

ในยุคเดียวกับท่านเมียวโป แต่การเผยแผ่พุทธศาสนาก็ไม่เจริญนัก
เพราะกษัตรยิ จ์ ีนในขณะนน้ั นบั ถอื ศาสนาขงจ้อื ไม่ส่งเสรมิ พระพุทธศาสนา และ
ยังไม่พอพระทัยท่ีมีคนนบั ถือพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อชาวเวียดนามกอบก้เู อกราช
ได้สำเรจ็ พระพทุ ธศาสนาได้รับการฟ้นื ฟูอยา่ งจรงิ จัง ในคร้งั นั้นไดม้ ีพระภิกษุชาว
อินเดีย ชื่อ วินีตรุจิ ท่านได้ศึกษาพุทธศาสนาในอินเดียแล้วยัง ได้เดินทางมา
ศึกษาพุทธศาสนานิกายเซน หรือ เธียร (Thien) ในประเทศจีน แล้วเดินทางมา
เผยแผ่ พทุ ธศาสนานิกายเธยี ร หรือ เซน ในเวียดนามจนพุทธศาสนาเจริญร่งุ เรอื ง
มาตามลำดับ คราวที่เวียดนามกู้อิสระภาพ ได้ตั้งอาณาจักรไคโคเวียด ใน พ.ศ.
๑๔๘๒ หลงั จากได้อิสระภาพแลว้ กเ็ กิดการแยง่ ชงิ อำนาจกันเอง ประมาณ ๓๐ ปี
ระยะนี้พุทธศาสนาซบเซาขาดการทำนุบำรุง ต่อมาเม่ือราชวงศ์ดินห์ ขึ้นครองอำนาจในปี พ.ศ. ๑๒๑๒ แล้ว
พระพุทธศาสนากลับมาเจรญิ รุ่งเรืองอีกคร้ัง พระพุทธศาสนาได้มีอิทธิพลตอ่ วิถชี ีวิตของประชาชนเปน็ อย่าง
มาก

ใน พ.ศ. ๑๕๑๑-๑๕๒๒ รัฐบาลไดจ้ ดั ตง้ั องคก์ ารปกครองคณะสงฆ์ขนึ้ โดยรวมเอาคณะนักบวชเตา๋ กับ
พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เข้าในระบบฐานันดรศักดิ์เดียวกัน พระเจ้าจักรพรรดิเวียดนาม ทรงสถาปนา
พระภกิ ษุงอ่ ฉัน่ หลู เป็นประมขุ สงฆข์ องเวยี ดนาม และแต่งตงั้ เปน็ ท่ปี รกึ ษาของพระองค์ด้วย

ในสมยั กษัตริย์องคท์ ่ี ๒ แหง่ ราชวงศ์เล (๑๕๔๘-๑๕๕๑) ได้ส่งพระสงฆ์ไปขอพระไตรปิฎกจากประเทศ
จีน ๑ ชดุ และทรงแนะนำใหป้ ระชาชนเลกิ นับถอื ผสี าง เทวดา มานับถือพระพทุ ธศาสนา แต่ประชาชนยังนับ
ถือผีสาง เทวดา พรอ้ มกบั พทุ ธศาสนาดว้ ย

สมัยราชวงศ์ไล (๒๑๕ ปี) เป็นช่วงที่พุทธศาสนามีความเจรญิ รุ่งเรืองสูงสุด เพราะเป็นศาสนาเดียวท่ี
ไดร้ ับการอปุ ถัมภ์ และศรทั ธาอย่างแรงกล้าจากราชวงศน์ ้ี เชน่ สมัยของพระเจา้ ไลไทต๋อง (๑๕๗๑-๑๕๘๘) ทรง
ทำนุบำรงุ พุทธศาสนาอยา่ งกวางขวาง เช่น โปรดให้สรา้ งวหิ าร ๙๕ แห่ง

สมัยพระเจ้าไลทันต๋อง (๑๕๙๗-๑๖๑๕) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเอาใจใส่บ้านเมือง และ
ประชาชนมาก ดำเนินรอยตามพระเจา้ อโศกมหาราช เช่น สงเคราะหป์ ระชาชนผทู้ ุกข์ยาก เปน็ ตน้

พ.ศ. ๑๙๕๗ เวยี ดนามได้ตกเปน็ เมืองขนึ้ ของจีนอกี ตง้ั แต่ พ.ศ. ๑๙๕๗-๑๙๗๔เป็นเวลา ๑๗ ปี ก็ทำ
ให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมไปมาก เพราะกษัตริย์ราชวงศ์หมิงของจีน ได้ส่งเสริมแต่ลัทธิขงจื้อ และเต๋า
ในขณะนั้นพุทธศาสนานิกายตันตระ ของทิเบตก็เข้ามา จีนได้ทำลายวัด เก็บเอาทรัพย์สิน และคัมภีร์พุทธ
ศาสนาไปหมด พอเวยี ดนามไดเ้ อกราชอีก เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๔ พทุ ธศาสนากไ็ ม่ดีข้ึน เพราะกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่
ไม่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา กลับเข้าแทรกแซงกิจการทางศาสนา ในช่วงนี้เองได้เกิดนิกายตินห์โดขึ้นใน
เวยี ดนาม ซ่ึงเผยแผ่มาจากจนี ถึงเวยี ดนาม ตอ่ มานกิ ายนี้ไดผ้ สมผสานกบั นกิ ายเดมิ คอื นกิ ายเธยี ร จนเกดิ เป็น
พุทธศาสนาแบบหนง่ึ ขน้ึ มา ท่ียังปฏิบัติกนั อย่ตู ามโรงเจดีย์ (Chua) ในปัจจุบัน

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 50

พ.ศ. ๒๐๑๔ พระเจา้ เลทันต๋องได้รวบรวมอาณาจักรจมั ปาเข้าเปน็ ดินแดน
ส่วนหนึง่ ของเวยี ดนามได้สำเรจ็ จนถงึ พ.ศ. ๒๐๗๖ เวียดนามกไ็ ด้แตกแยกเป็น ๒
อาณาจักร ไดแ้ ก่อาณาจกั รฝา่ ยเหนือท่พี วกตระกลู ตรนิ ห์ (Trinh) ครองอำนาจ คือ
แควน้ ตงั เกย๋ี กับอาณาจกั รฝ่ายใต้ของราชวงศเ์ หงียน (Nguyen) คอื แคว้นอานมั ท้ัง
๒ อาณาจกั ร ต่างทำสงครามกันมาตลอดระยะเวลา ๒๗๐ ปี จนรวมเป็นอาณาจักร
เดียวกนั อีก เมื่อพ.ศ. ๒๓๔๕ ในช่วงเวลาที่แตกแยกกันเปน็ เวลา ๒๗๐ ปีนั้น พุทธ
ศาสนาต่างฝ่ายต่างทำนุบำรุงพุทธศาสนา มีการสร้าง และปฏิสังขรวัดวาอาราม
มากมาย

ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ชาวตะวันตกได้เริ่มเดินทางมาติดต่อกับ
เวียดนามทางการค้าขาย และการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิค มีพวก
โปรตเุ กส ฮอลนั ดา ฝร่งั เศส สเปน และองั กฤษ เมื่อปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒ นกั สอน
ศาสนาชาวโปรตุเกส และชาวฝรง่ั เศส ได้คิดค้นวธิ ีการเขยี นภาษาเวียดนามด้วยอักษร
โรมนั จนชาวเวียดนามเลกิ ใช้ภาษาจนี ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๓๗๐-๒๔๐๑ เวยี ดนามได้ทำการ
ปราบปรามพวกครสิ ต์อยา่ งเด็ดขาดโดยการจบั ฆ่าตาย ทำให้พวกนักสอนศาสนาถกู ฆา่
ตายจำนวนมาก และพวกชาวครสิ ตญ์ วนอีก จำนวนนบั แสนคน จนเกดิ การขดั แยง้ กัน
ระหวา่ งเวยี ดนาม กับ อังกฤษ จนที่สุด องั กฤษสามารถเข้ายึดครองเวยี ดนามได้ตั้งแต่
พ.ศ. ๒๔๐๒ ยึดครองเมืองไซงอ่ นได้ พ.ศ. ๒๔๒๖ เวียดนามกต็ กเปน็ เมอื งข้นึ ของฝรัง่ เศส

สมยั ทฝ่ี รั่งเศสปกครองเวยี ดนามพทุ ธศาสนา เส่ือมโทรมลงมาก เพราะถูกเบยี ดเบยี นจากพวกฝรั่งเศส
ซง่ึ นับถอื ศาสนาคริสต์ เชน่ การหา้ มสรา้ งวัด เวน้ แต่ได้รบั อนญุ าต จำกัดสทิ ธิพระสงฆ์ที่จะรบั ถวายสงิ่ ของ จำกดั
จำนวนพระภิกษุ เป็นตน้ แมช้ าวพทุ ธจะถกู จำกดั สิทธิ โดยไม่ไดเ้ ป็นผบู้ ริหารระดับสงู เลย หากจะเปน็ ไดต้ ้องนบั
ถือศาสนาคริสต์เสียกอ่ น และตอ้ งโอนสญั ชาตเิ ปน็ ฝร่งั เศสดว้ ย จึงทำให้ชาวพุทธไมไ่ ด้มีสว่ นร่วมในการบริหาร
และไม่มสี ทิ ธิ ไมม่ เี สียงอะไรในแผน่ ดนิ ชาวเวยี ดนามไดพ้ ยายามรวมตัวกนั เพอื่ ลุกขึ้นสกู้ อบกเู้ อกราช แต่ก็ถูก
ปราบปรามอย่างรนุ แรงไปเปน็ ระยะ ๆ ในระยะนีเ้ องพระพทุ ธศาสนา ซึง่ มที ่าทีวา่ จะสูญสน้ิ ก็มีการต่ืนตัว ฟืน้ ฟู
กันอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ไดม้ ีการจัดตัง้ สมาคมพทุ ธศาสนาศกึ ษาแห่งโคชินจีน (Cochinchina Buddhist
study society) ข้นึ ทเ่ี มอื งไซง่อน และไดม้ ีการต้งั สมาคมทางพุทธศาสนาขึ้นอีกทีเ่ มืองเว้ (อานัม) และท่ีเมือง
ฮานอย โดยสมาคม ฯ มุ่งเน้นด้านการศึกษา และสังคมสงเคราะห์ ปฏิรูปพระวินัยของสงฆ์ และส่งเสริมให้
พระภิกษุสงฆ์ไดศ้ ึกษาพุทธศาสนาแบบใหม่ ได้มีการจดั พมิ พว์ ารสารของพระพทุ ธศาสนาและแปลคัมภรี ต์ ่าง ๆ
ทัง้ ฝ่ายมหายานและเถรวาท

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 51

การฟนื้ ฟพู ทุ ธศาสนาในคร้งั น้ัน นับว่าประสบความสำเร็จ เนื่องจากสามารถเปลีย่ นแปลงความคิดเห็น
ของคนระดับปัญญาชน ที่เคยประสบความผิดหวังมาจากวัตถุนิยม ทางตะวันตก โดยมาสนับ สนุนการฟื้นฟู
พุทธศาสนาในครั้งนั้นอย่างมากมาย แต่การเผยแผ่ฟื้นฟูพุทธศาสนาก็เป็นอันหยุดชะงัก ลงอีกครั้งหน่ึง
เนื่องจากเกิดสงครามโลกครงั้ ท่ี ๒

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังสงครามโลกสงบลง การฟื้นฟพู ุทธศาสนาใน
เวียดนามกไ็ ด้ดำเนินการต่อไปอีก ที่เมืองฮานอยได้มกี ารต้ังบรหิ ารคณะสงฆ์
ขน้ึ ใหม่ และจดั ตงั้ พทุ ธสมาคมสำหรบั ฆราวาสขน้ึ ด้วย

ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ที่เมืองไซง่อนได้จัดตั้งพุทธสมาคมขึ้น เพื่อฟื้นฟู
การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา แทนพุทธสมาคมเก่า ซ่ึงได้ลม้ เลิกกจิ การไปต้งั แต่
ก่อนสงครามโลก

ในปัจจบุ ันนี้ ประเทศเวยี ดนามนับถอื พระพุทธศาสนา ลัทธิเต๋า และขงจื้อ เป็นการนบั ถอื ผสมผสาน
โดยเฉพาะทางด้านหลักธรรมคำสอน จะปฏิบัติตามคำสอนของทั้ง ๓ ศาสนา ทางด้านการศึกษา
พระพุทธศาสนาได้มีการเปิดสอนพระพุทธศาสนาขึ้น โดยมหาวิทยาลัยวันฮันห์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง
พระพุทธศาสนา โดยการจัดตั้งขึ้นของสหพุทธจักรเวียดนาม และได้รับการรับรองจากรัฐบาลเวียดนาม เมอื่
วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๐๗ ในปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลยั ฮนั ห์ ทำการเปิดสอน ๔ คณะคือ คณะพุทธศาสตร์ และ
บูรพาวทิ ยา คณะอักษรศาสตร์ และมนษุ ยศ์ าสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะภาษาศาสตร์ เฉพาะคณะพุทธ
ศาสตรแ์ ละบูรพาวทิ ยา แบ่งออกเป็น ๙ ภาควิชา คือ ภาควิชาพุทธปรชั ญา วรรณคดีพุทธศาสนา พุทธศาสน
ประวตั ิ พทุ ธศาสนาทั่วไป พุทธศาสนาในเวียดนาม ปรัชญาตะวันออก ปรชั ญาอินเดีย ปรัชญาจีน และปรัชญา
ตะวันตก

อิทธพิ ลพระพทุ ธศาสนาตอ่ ประเทศเวียดนาม

๑. อทิ ธพิ ลทางสงั คม

๑.๑ วดั เปน็ ศนู ยก์ ลางของชมุ ชน เปน็ ที่พงึ่ ของชมุ ชน เช่น

ศาลเจดีย์ หรือโรงเจดีย์ หรือหอเจดีย์ ที่เรียกว่า จัว [Chua=Pagoda] เป็นที่บูชาเทพเจ้า
และส่งิ ศักด์ิสทิ ธ์ิในพระพทุ ธศาสนา และเปน็ ที่ประกอบพิธบี ูชา หรืองานเทศกาลทางพระพทุ ธศาสนา เช่น พิธี
๑ คำ่ ๑๕ คำ่ และงานศราทธ์กลางเดอื น ๗ เป็นต้น พระพุทธศาสนาอยา่ งทีน่ บั ถอื ปฏบิ ัติตามศาลเจดยี ์เหลา่ นนั้
เป็นการผสมระหว่างนกิ ายเธียร (เซน) กบั ตนิ ห์โด (ชนิ ) หรอื เปน็ ศาสนาแบบชาวบ้าน ไม่สมู้ ีเนือ้ หาหลักธรรม
ลึกซึ้งอะไร คือเป็นลัทธบิ ชู าเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์หรือปูชณียบุคคลของจีน เช่น พระกวานอาม
(กวนอิม ) เปน็ ต้น

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 52

๑.๒ วัดเป็นศนู ยก์ ลางของการศกึ ษา

วัดเป็นสถานที่รวมแหลง่ ทางการศึกษาแห่งชนช้ันทุกระดับ และยังเป็นสถานที่ชุมนุมของ
ชาวพุทธในการพบปะปรึกษาหารือกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทั้งในด้านศาสนาและทั้งในดา้ นการเมือง โดยมีพระภิกษุ
สงฆ์เปน็ ผนู้ ำประชาชน และมสี ่วนร่วมในการกอบกู้เอกราช อกี ทง้ั การฟ้นื ฟพู ระศาสนา

๑.๓ พระสงฆ์เป็นศนู ย์รวมจิตใจของประชาชน

พระสงฆถ์ ือวา่ มีบทบาทต่อสังคมและความเปน็ อยู่ เพราะการทปี่ ระเทศเกิดความไมส่ งบ และ
ถูกรุกรานจากขา้ ศึก ประชาชนขาดที่พึ่ง และยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงต้องอาศัยวัด และมีพระสงฆ์ ซึ่งสามารถให้
ความอบอนุ่ ใจ และกำลงั ใจ และยังเปน็ ผู้นำประชาชนในการตอ่ สู้กอบก้เู อกราช อย่เู คยี งขา้ งกบั ประชาชน

๒. อิทธพิ ลทางด้านเศรษฐกจิ

๒.๑ เศรษฐกิจของเวยี ดนาม

มีลักษณะใกล้เคียงกับเศรษฐกิจของไทย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวนา ดังนั้นจึงได้รับ
อิทธิพลจากพทุ ธศาสนาในด้านเศรษฐกจิ การปฏบิ ัตติ ามคำสอนทางศาสนาจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น คำ
สอนเกยี่ วกบั การเลย้ี งชวี ิตโดยธรรม ปราศจากการทุจรติ โกง ปลน้ จ้ี เปน็ ต้น ล้วนมีอิทธิพลอยใู่ นจติ ใจของผู้คน

๒.๒ พระพทุ ธศาสนาเป็นศนู ย์รวมแห่งเศรษฐกิจ

จะสังเกตเห็นได้ว่า บรรดาองค์กรต่าง ๆ ของคฤหัสถ์เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาเกือบท้ังสิ้น เช่น องค์กรการกรรมกรชาวพุทธ องค์การพ่อค้าย่อยชาวพุทธ สหพันธ์ลูกจ้าง
และข้าราชการชาวพุทธ สมาคมครูชาวพุทธ สมาคมผู้ขับรถรับจ้างโดยสารชาวพุทธ พุทธิกสตรีชา วพุทธ
สมาคมเภสชั กรชาวพทุ ธ สมาคมนกั เขียนและจติ รกรชาวพทุ ธ เปน็ ตน้ องค์การเหลา่ นถ้ี ือวา่ เป็นแหล่งสำคัญ
ของเศรษฐกิจภายในประเทศเปน็ อย่างมาก

๓. อิทธิพลทางดา้ นการเมือง

๓.๑ ในระบบการปกครองประเทศชาติ

มีการเอาศาสนธรรมมาเป็นหลัก ในการออกกฎหมายต่าง ๆ ของบ้านเมือง และในการน้ี
พระสงฆ์ก็มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดไม่วา่ จะเป็นทางด้านศาสนา การศึกษา การเมอื ง และสงั คม ผู้นำที่
เข้าถึงพุทธศาสนาทุกระดับ จะไดร้ ับการยอมรบั เล่ือมใส ศรทั ธา จากสังคมเปน็ อยา่ งมากกว่าศาสนาอ่นื ๆ

๓.๒ พระสงฆม์ ีส่วนรว่ ม ในการต่อสู้กับการเมอื ง

ในสมัยรัฐบาลของโงดนิ เดียม พระพุทธศาสนาถูกกดขี่ ย่ำยี จากฝ่ายรัฐบาลที่นับถือคริสต์
ศาสนา เป็นการทำลายความรูส้ กึ ของพุทธศาสนิกชนอยา่ งมาก ทำให้มีการเดนิ ขบวนประทว้ งขับไล่รัฐบาล

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 53

โดยมีพระสงฆ์เป็นผูน้ ำมวลชน พระภกิ ษถุ ชิ กวางดก๊ึ ได้เผาตนเองเพอ่ื ประท้วงรัฐบาลซึ่งก่อความสะเทือนใจ
แกช่ าวพทุ ธเวยี ดนามไปท่วั ประเทศ

๓.๓ พระสงฆก์ บั ผลกระทบทางการเมอื ง

ในยุคของนายพลเหงียนเกากี ขึ้นเปน็ ผู้นำประเทศ ได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธหวั รุนแรง
อยตู่ ลอด มีพระสงฆเ์ ปน็ ผ้นู ำในการตอ่ สู้ ระดมมวลชนเดินขบวนไปตามท้องถนนเปน็ ยุค ที่เรยี กวา่ ยุคหลวงพี่
ระดมพลกลางท้องถนน [Monk and Mobs in The Street] แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่ายังเป็นพลงั
อำนาจอนั สำคัญยิง่ ใหญ่ท่ีฝ่ายชาวบ้านเมืองยังตอ้ งใสใ่ จ หรือต้องพึ่งพาอาศยั เช่นกัน

๓.๔ เหตแุ หง่ ความพา่ ยแพ้ทางการเมอื งของพระสงฆ์

พระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้นำของชาวพุทธมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ความไม่พร้อมที่เข้าสวมบทบาทรบั
ภาระหน้าท่ีที่มาถงึ ได้ เพราะขาดพื้นฐานการศึกษา และ เพราะตลอดเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี ที่ฝรั่งเศสยึดครอง
อำนาจในเวยี ดนาม ประชาชนทวั่ ไปถูกปลอ่ ยปละละเลย ไมไ่ ดร้ บั การศกึ ษา พระสงฆท์ เี่ ป็นผู้นำชาวพุทธล้วน
มาจากตระกลู ชาวไรช่ าวนา แมจ้ ะไดร้ บั การศึกษาเล่าเรียนอยบู่ า้ ง แตเ่ ป็นเพียงความรู้แบบเกา่ ๆ ท่สี ืบสานมา
ตามประเพณี นอ้ ยองค์นกั ทจี่ ะพดู ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษหรือภาษาอนื่ ๆ ได้ในวงการเมืองถือวา่ พระสงฆ์เป็น
กลมุ่ ชนผดู้ อ้ ย หรือไร้การศกึ ษา มีลกั ษณะเด่นคือ กลวั และ ดูถูกวฒั นธรรมจากภายนอก แตม่ กี ำลงั อิทธพิ ลอยู่
ในหมปู่ ระชาชนทวั่ ไป

๓.๕ การมสี ่วนร่วมทางการเมืองของพระสงฆ์

ในสมัยนายพลเหงียน คานห์ ขึ้นครองอำนาจแทนนายพล
เดือง วัน มินห์ พระสงฆ์ ทเ่ี ป็นผนู้ ำชาวพุทธกร็ ว่ มกันสนับสนนุ ขบวนการต่าง ๆ
เช่นองค์การเยาวชนที่เป็นฐานกำลัง พร้อมที่จะปฏิบัติการตามคำสั่งก็มีมาก
ผู้นำในวงการภายนอกก็หันมาสนใจ รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ต้องเอาใจ พระ
สามารถพูดเสียงดังเข้าไปถึงกลางเวทีการเมือง คือต้องการให้คณะสงฆ์ มีเสยี ง
ในรัฐบาล หรือว่ารัฐบาลต้องรับฟังคณะสงฆ์ ต้องการให้คนที่คณะสงฆ์เลือก หรือเห็นเหมาะสมเข้าไปดำรง
ตำแหนง่ ในรัฐบาล ตอ้ งการใหร้ ัฐอุปถมั ภพ์ ระพุทธศาสนามากข้ึน และตอ้ งการให้เยาวชนชาวพุทธมีสทิ ธิ มสี ่วน
ในชะตากรรมของสงั คมเวยี ดนามมากขน้ึ

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 54

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเขา้ สู่ประเทศไทย

การศึกษาเร่ืองราวเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และทาง
โบราณคดี ลำดบั เร่อื งราวการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ตามลำดับดงั นี้

1. นกิ ายในพระพุทธศาสนา

การศกึ ษานกิ ายในพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื ตอ้ งการใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ข้าใจในเบอ้ื งต้น เพราะในการศึกษา
ประวัติการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทยได้กล่าวถงึ นกิ ายในพระพทุ ธศาสนาอยู่ด้วย โดยได้
ศกึ ษาถงึ มูลเหตุของการทำสังคายนาครง้ั ท่ี 2 ซงึ่ เก่ยี วข้องกบั การเกิดนกิ ายในพระพทุ ธศาสนาโดยตรง
ดงั น้ี

เม่อื ประมาณ 100 ปหี ลงั จากพระพทุ ธเจา้ ปรินิพพาน วงการพระสงฆเ์ กิดความคดิ เห็นทแ่ี ตกต่างกนั
ในการตีความหมายพระธรรมวินัย เชน่ พระสงฆฝ์ ่ายหนึ่งเหน็ วา่ เวลาบา่ ยแล้วพระภกิ ษุฉันอาหารได้ นำ้ ดองผล
ไมท่ ่ีมีรสออ่ น ๆ ด่มื แต่น้อยไมท่ ำใหผ้ ู้ดม่ื เมา เวน้ แตด่ ืม่ มาก พระภกิ ษฉุ ันได้ อีกฝา่ ยหนง่ึ เหน็ ตรงตาม พระวินยั
ว่าหลังเทย่ี งแลว้ พระภิกษฉุ ันอาหารไม่ได้ รวมทงั้ นำ้ ดองผลไม้อยา่ งนน้ั ด้วย เพราะถือเป็นสรุ า เมลยั เปน็ ต้น
พระสงฆฝ์ ่ายยดึ ถอื พระธรรมวินยั เป็นหลักมี พระยศกากณั ฑกบุตร เปน็ ประธาน ได้รวบรวมพระสงฆอ์ รหันต์ได้
700 องค์ ประชมุ ทำสังคายนาพระธรรมวินยั ทเ่ี มอื งไพศาลี เปน็ เวลา 8 เดอื นจงึ แลว้ เสรจ็
ในการทำสงั คายนาในครั้งนีก้ อ่ ใหเ้ กดิ นกิ ายในพระพทุ ธศาสนาขึน้ ดังนี้

1) นิกายมหายาน ดว้ ยพระสงฆฝ์ า่ ยแรกท่ีเสนอวา่ เวลาบา่ ยแล้วพระภกิ ษุฉันอาหารได้น้นั ไม่
ยอมรบั มติทปี่ ระชุมสังคายนา ไดแ้ ยกตวั ออกไปเป็นกลุ่มตา่ งหาก เรยี กตัวเองวา่ “มหาสงั ฆิกะ” คอื “ฝ่าย
มหายาน” คำว่า มหายานนน้ั เรยี กเป็น “พระโพธิสัตว์” และถอื ว่าพระพุทธเจ้าปรินพิ พานแลว้ เปน็ อมตนิรันดร
เปน็ ต้น

2) นิกายหนี ยาน สำหรับฝา่ ยพระยศกากัณฑบตุ รไดร้ บั การเรียกว่า หรือ“เถรวาท” หมายถงึ
ผูย้ ึดถอื พระธรรมวินัย คือ “ฝ่ายหีนยาน” คำวา่ หนี ยานนน้ั เรยี กตามภมู ปิ ระเทศทแี่ ผ่ไปถงึ วา่ ทักษณิ นิกาย
แปลว่า ฝ่ายใต้ ซึ่งมอี ุดมคติการปฏบิ ัตธิ รรม คอื การบรรลเุ ปน็ “พระอรหันต์” และถอื วา่ พระพทุ ธเจ้า
ปรินิพพานแลว้ ถึงจดุ ส้นิ สุด เปน็ ตน้

๓. บทบาทของพระเจา้ อโศกมหาราชในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

พระเจา้ อโศกราชมบี ทบาทสำคญั ในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา โดยได้จดั การทำสงั คายนาครง้ั ท่ี 3 ขึ้น
ดังนี้ล่วงมาถึง พ.ศ. 217 ได้เกิดความสับสนขึ้นในวงการสงฆ์ เนื่องจากมีคนในลัทธิอื่นปลอมตนเข้ามาบวช
เพราะเห็นวา่ พระพุทธศาสนาและพระ สงฆไ์ ด้รับพระราชทานการบำรงุ จากพระเจ้าอโศกมหาราชมาก เปน็ เหตุ
ให้พระสงฆไ์ มล่ งอโุ บสถสงั ฆกรรมร่วมกันเป็นเวลา 12 ปี พระเจา้ อโศกมหาราชจงึ อาราธนาพระโมคคลั ลบี ุตร

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 55

เปน็ องค์ประธานสงฆ์ทำสงั คายนาพระธรรมวินัย ท่ีอโศกการาม เมืองปาตลบิ ุตร เมืองหลวงใหม่ของแคว้นมคธ
การสงั คายนาครง้ั นเ้ี ปน็ เหตุใหพ้ ระสงฆป์ ลอมบวชถกู จบั สกึ เป็นจำนวนมาก

หลงั จากการทำสังคายนา พระเจา้ อโศกมหาราชได้โปรดใหม้ กี ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา หลกั ฐานจาก
ศลิ าจารกึ หนง่ึ ของพระองค์ได้กล่าวถึงการสง่ สมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาในดนิ แดนตะวันตก เช่น อาณา
จกั ตริโปลี อียิปต์ กรซี นอกจากน้ี หนังสอื มหาวงศ์พงศาวดารลงั กาไดก้ ล่าวถงึ การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา โดย
มีการส่งพระเถระไปยงั ดนิ แดนตา่ ง ๆ รวม 9 สายดังน้ี

สายที่ 1-7 เผยแผ่ในบรเิ วณชมพูทวีป เช่น สง่ พระมชั ฌิมเถระไปหมิ วนั ประเทศ คือประเทศเนปาลใน
ปจั จุบนั

สายท่ี 8 มพี ระโสณเถระและพระอุตตระเถระ ไปเผยแผใ่ นบรเิ วณสวุ รรณภมู ิ คือ ทางเอเชียตะวันออก
เฉยี งใต้ ซึ่งมปี ระเทศไทยรวมอยดู่ ้วย

สายที่ 9 มพี ระมหนิ ทเถระ ซงึ่ เปน็ พระราชโอรสของพระเจา้ อโศกมหาราชได้ไปเผยแผใ่ นลงั กาทวีป คือ
ประเทศศรลี งั กาในปจั จุบนั

3. การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทย

พระพุทธศาสนาท่เี ผยแผเ่ ขา้ สปู่ ระเทศไทยในแต่ละอาณาจกั รมกี ารนบั ถือทแี่ ตกต่างกันออกไป เช่น
อาณาจกั รตามพรลงิ ค์และอาณาจกั รศรวี ิชัย นบั ถือนกิ ายมหายาน สว่ นอาณาจกั รทวาราวดี อาณาจกั รพกุ าม
และอาณาจกั รหรภิ ญุ ไชย นับถอื นิกายเถรวาท
สำหรบั การนับถอื พระพทุ ธศาสนาของคนไทย ไม่สามารถระบุให้ชัดเจน แตย่ ึดถอื เอาอาณาจกั รสโุ ขทยั เปน็
จดุ เรม่ิ ต้นในการศึกษา ดงั นี้

1) อาณาจกั รสโุ ขทยั ในราว พ.ศ. 1800 พระสงฆ์ไทยท่ีไปศึกษาในลงั กาได้กลบั มาประเทศไทยพร้อม
ด้วยพระสงฆ์ชาวลงั กา ไดม้ าตั้งสำนกั เผยแผศ่ าสนาข้ึนทีเ่ มอื งนครศรธี รรมราช พอถงึ พ.ศ. 1820 พ่อขนุ
รามคำแหงมหาราชขึ้นครองราช และทรงทราบกิตติศพั ท์วา่ พระสงฆท์ เี่ มืองนครศรธี รรมราช ซึง่ เปน็ พระสงฆ์
ในพระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทอย่างลงั กาวงศ์ มีวัตรปฏบิ ตั ินา่ เคารพเล่อื มใส จงึ โปรดเกล้าฯ ใหน้ มิ นต์พระ
มหาเถรสงั ฆราชจากนครศรธี รรมราช มายงั วดั อรัญญกิ ในกรงุ สโุ ขทยั ตอ่ มา พ.ศ. 1897 พระเจ้าลไิ ทขนึ้
ครองราชย์ ไดน้ มิ นต์พระมหาสามสี งั ฆราช เมอื งลงั กา ชื่อสมนะ เข้ามาสสู่ โุ ขทยั พระองคท์ รงเลอื่ มใสไดเ้ สดจ็
ออกผนวชชั่วคราว ณ วัดอรญั ญิก และไดท้ รงพระราชนพิ นธ์หนงั สือเรอ่ื ง ไตภูมกิ ถา หรอื ไตรภูมิพระร่วง
พระพุทธศาสนาแบบลงั กาวงศ์ได้เป็นทเี่ คารพนบั ถอื ของประชาชนไทยในสมัยสุโขทยั เปน็ อยา่ งย่ิง และแผข่ ยาย
ไปท่วั อาณาจักรสโุ ขทยั

2) สมัยอาณาจกั รล้านนา เม่ือ พ.ศ. 1913 พระเจา้ กือนาแห่งอาณาจกั รล้านนา ไดส้ ่งพระราชทูตมา
อาราธนาพระสังฆราชสุมนเถร จากพญาลิไทยแห่งกรงุ สโุ ขทยั ข้ึนไปยังลา้ นนา ซ่งึ เปน็ การเริ่มต้น
พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ในล้านนา ต่อมาในรชั กาลพระเจา้ ติโลกราช ไดอ้ ุปถัมภใ์ หม้ กี ารทำสังคายนา

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 56

ครัง้ ท่ี 8 ทีว่ ดั โพธารามหรือวัดเจด็ ยอด และในรชั กาลพระเมอื งแก้ว (พ.ศ.2038-2068) เปน็ ยคุ รงุ่ เรืองของ
วรรณคดพี ระพทุ ธศาสนา มีพระสงฆเ์ ป็นนกั ปราชญ์คมั ภีรภ์ าษาบาลจี ำนวนมาก เชน่ พระสริ ิมงั คลาจารย์ แตง่
หนงั สือเร่ือง มงั คลตั ถทปี นี เวสสันตรทปี นี จกั รวาฬทปี นี และสงั ขยาปกาสฎกี า พระรัตนปญั ญาแตง่ หนังสอื
เรอ่ื ง วชิรสารัตถสงั คห และชนิ กาลมาลีปกรณ์ เปน็ ต้น

3) สมยั อาณาจกั รอยธุ ยา ในสมยั อยุธยาได้รบั อทิ ธพิ ลการนบั ถือพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาทอยา่ ง
ลังกาวงศ์ จากอาณาจกั รสโุ ขทยั ในสมยั นไ้ี ด้มกี ารแต่งหนังสอื เกยี่ วกับพระพุทธศาสนา เชน่ มหาชาตคิ ำหลวง
กาพย์มหาชาติ นนั โทปนันทสูตร พระมาลยั คำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์ เปน็ ตน้ ใน พ.ศ. 2296
พระพทุ ธศาสนาในประเทศลังกาขาดพระภิกษทุ จ่ี ะสบื ศาสนา กษัตริยล์ งั กาจงึ สง่ คณะทตู มาขอพระสงฆ์ไทยไป
ทำการอปุ สมบทให้แก่ชาวลังกา พระเจ้าบรมโกศ ไดส้ ่งพระอุบาลแี ละพระอริยมนุ ี พร้อมด้วยคณะสงฆอ์ กี 15
รปู เดินทางไปยงั ลังกา

4) สมัยอาณาจักรธนบุรี หลังจากท่ีพระเจ้าตากสนิ มหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรแี ล้ว ก็ได้ฟ้นื ฟู
พระพุทธศาสนาซึ่งเสื่อมโทรมไปหลังจากได้รับผลกระทบจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่า จึงได้
อาราธนาพระสงฆท์ ี่กระจัดกระจายจากภัยสงครามมาประจำอยู่ในพระอารามต่าง ๆ และได้โปรดเกล้าฯ ให้
สืบหาพระสงฆท์ ่ีทรงคุณธรรมจากทั่วประเทศใหไ้ ปประชุมที่วดั บางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตารามในปัจจุบัน)
เพ่ือทำการคัดเลอื กพระสงฆท์ ี่ทรงคุณสมบัติข้ึนเป็นสมเดจ็ พระสงั ฆราช ซึ่งท่ีประชุมได้ลงมติเลือกพระอาจารย์
ศรี วดั ประดู่ กรุงศรอี ยุธยา เปน็ สมเด็จพระสงั ฆราชองค์แรกของกรงุ ธนบุรี เพื่อใหท้ รงเป็นผู้รับผิดชอบในการ
ฟ้ืนฟูบูรณะพระพทุ ธศาสนา ใหก้ ลบั คนื สคู่ วามรงุ่ เรอื งดังเดมิ

5) สมัยอาณาจกั รรัตนโกสนิ ทร์ กษัตรยิ ์ราชวงศ์จกั รีทกุ พระองคท์ รงเป็นผอู้ ปุ ถมั ภ์พระพุทธศาสนา เช่น
รัชกาลท่ี 1 ทรงสรา้ งวดั พระศรรี ัตนศาสดาราม วดั สุทศั นเ์ ทพวราราม
รัชกาลที่ 2 ทรงเปลย่ี นแปลงการศกึ ษาภาษาบาลขี องพระภกิ ษสุ งฆ์ใหม้ คี ุณภาพมากขนึ้
รัชกาลที่ 4 ทรงก่อตงั้ คณะสงฆธ์ รรมยตุ นกิ าย สมยั ทพี่ ระองคท์ รงผนวชอยู่
รชั กาลท่ี 5 ไดท้ รงกอ่ ตงั้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แหง่ คือ มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ทว่ี ดั

มหาธาตยุ ุวราชรังคสฤกติ และมหามกุฎราชวิทยาลัย ทีว่ ัดบวรนเิ วศน์วิหาร
รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์หนงั สอื เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนา เชน่ เทศนาเสือป่า พระพทุ ธเจ้า

ตรสั รู้อะไร และทรงยกเลกิ การใช้รตั นโกสนิ ทรศ์ ก (ร.ศ.) เปลยี่ นมาใชพ้ ุทธศกั ราช (พ.ศ.) แทน
รัชกาลท่ี 7 โปรดเกลา้ ใหจ้ ดั พมิ พ์ “พระไตรปฎิ กสยามรฐั ”
รัชกาลท่ี 8 มีการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆฉ์ บบั ใหม่ (ฉบับ พ.ศ. 2484) และ
รชั กาลท่ี 9 ไดท้ รงทำนบุ ำรุงพระพทุ ธศาสนาไว้มากมาย เชน่ จัดตั้งโรงเรยี นพทุ ธศาสนาวัน

อาทิตย์ ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 สง่ คณะสงฆ์ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาท่วั โลก เปน็
ต้น

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 57

หลกั การและวิธกี ารในการเผยแผ่

๑. หลักการเผยแผ่ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา
การเผยแผ่ คอื การทำให้ขยายออกไป การทำใหข้ ยายวงกว้างออกไป ทำใหแ้ พร่หลาย ออกไป การเผย

แผ่พระพทุ ธศาสนาจึงไดแ้ ก่ การดำเนินงานเพือ่ ใหห้ ลกั ธรรมคำสัง่ สอนใน พระพุทธศาสนาแพรห่ ลายออกไปใน
ทุกสารทิศ มีผู้ศรัทธาเลื่อมใส เคารพ ยำเกรง ในพระรัตนตรัย น้อมนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไป
ประพฤตปิ ฏิบัติ มีหลกั การใหญ่ ๆ ดังนี้

๑. หลกั ประโยชน์ ๓ การประกาศพระพุทธศาสนาโดยยดึ หลกั ประโยชน์ และความสุข ของมหาชนเป็น
ทต่ี ้งั ถือเป็นวัตถุประสงคห์ ลักในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ดงั ที่พระพทุ ธเจ้า ทรงประทานโอวาทให้แก่เหล่า
พระสาวกชุดแรกทท่ี รงสง่ ใหไ้ ปประกาศพรหมจรรย์ว่า“พวกเธอ จงเที่ยวจาริก เพ่อื ประโยชนแ์ ละความสุขแก่
ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและ ความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไป
ร่วมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงาม ในเบื้องตน้ งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์
พร้อมท้ังอรรถทง้ั พยญั ชนะ ครบบริบูรณ์ บริสทุ ธิ์..”

๒. หลักไตรสกิ ขา หลกั การท่ีสำคัญอีกประการคือ ไตรสิกขา คอื ส่งิ ทเี่ รียกวา่ ความงาม ในเบ้ืองต้น ไดแ้ ก่
ศีล งามในท่ามกลางได้แก่ สมาธิ งามในที่สุด ได้แก่ ปัญญา ปรากฏใน พระดำรัสที่ส่งสาวกไปเผยแผ่
พระพุทธศาสนารุ่นแรก ซึ่งถือเป็นหลกั การสำคัญในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา การดำเนินงานเพ่ือให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ฟังได้นั้น หลักนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่ ครอบคลุมการปฏิบัติให้บรรลุประโยชน์ที่ตนพึง
ปรารถนา ดังปรากฏในเมตตาสตู ร ขุททกนิกาย ว่า“ผู้ฉลาด ในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบท ควรบำเพ็ญ
กรณยี กิจ ควรเป็นผอู้ าจหาญ ซ่อื ตรง เคร่งครดั วา่ งา่ ย ออ่ นโยน และไม่เย่อหยงิ่ ควรเปน็ ผสู้ ันโดษ เล้ยี งง่าย มี
กิจนอ้ ย มีความประพฤติ เบา มอี นิ ทรียส์ งบ มีปญั ญารกั ษาตน ไมค่ ะนอง ไม่ติดในตระกลู ทัง้ หลายอนึง่ ไม่ควร
ประพฤติความเสยี หายใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุให้วญิ ญชู นเหล่าอนื่ ตำหนิเอาได้…”

๓. ศกั ยภาพของมนษุ ย์ พระพทุ ธเจา้ ถือหลกั ว่า มนษุ ยเ์ ป็นผูฝ้ ึกได้ มนษุ ย์สามารถท่จี ะรู้ ตามได้ ถา้ เขาได้
ฝกึ ฝนตนตามหลักการทแี่ สดง การมองเชน่ น้ี เปน็ การมองทศ่ี ักยภาพทางปัญญา ของมนษุ ย์มากกว่ามองในแง่
ความแตกตา่ งในด้านทางร่างกาย ซ่งึ ถอื เปน็ หลกั ใหญ่หลักหน่ึง ที่นำไปสู่การรบั สมาชกิ การพยายามทจี่ ะทำให้
เห็นอุดมการณ์ท่ีเป็นเหมือนการมองมนุษย์ทกุ คน ที่จติ ใจ มากกว่ามองรูปลกั ษณท์ ี่แสดงออกมาภายนอก อัน
จะนำไปสู่การรับฟังคำสอนและนำไปปฏบิ ัติ ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ โดยใช้วิธี
วเิ คราะหผ์ ูฟ้ ัง ดงั นี้

๒. หลักการวเิ คราะหผ์ รู้ บั สารตามแนวพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงแยกวิเคราะห์ผู้รับสารตามระดับปัญญา ซึ่งแตกต่างไปจากหลักการสื่อสาร ของ

นกั วิชาการตะวันตกทวี่ เิ คราะหผ์ ู้รับสารตามหลกั พ้ืนฐานง่ายๆ เชน่ ลักษณะทางกายภาพ จิตใจ เช่น หลกั

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 58

ทฤษฎคี วามแตกต่างระหวา่ งบุคคล ท่ใี ห้ข้อคิดว่าบุคคลมีความแตกต่างกนั ในดา้ น บคุ ลกิ ภาพ สภาพจิตวิทยา
ทศั นคติ ค่านยิ ม ความเชอื่ แตกต่างกนั เนื่องจากมกี ารเรยี นรู้จาก สภาพแวดล้อมท่ีแตกตา่ งกนั แต่สำหรับพระ
พทุ ธองค์ทรงแบง่ บคุ คลท่ีจะสัง่ สอน ตามระดบั ปัญญา ซงึ่ ลกึ ซงึ้ กว่านักวชิ าการตะวนั ตก พระองค์จะทรงแสดง
ธรรม (หรือสอ่ื สาร) ตามความเหมาะสม ของบุคคล

๑. ความแตกต่างของบุคคล ๔ ประเภท ทรงมองเห็นว่าบุคคลมคี วามสามารถทางปญั ญา แตกต่างกนั
เปน็ ๔ ระดับ คอื

๑) อุคฆติตัญญู ได้แก่ ผู้มีภูมิปัญญาที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจพระธรรมคำสอนได้ทันที เมื่อได้ฟัง
เปรยี บเสมอื นดอกบวั เจรญิ เตม็ ที่ ผลิโผล่เหนือระดับน้ำ เตรียมทจี่ ะบานได้ทนั ทีเมือ่ ไดร้ ับ แสงจากดวงอาทิตย์

๒) วปิ จิตัญญู ไดแ้ ก่ ผ้สู ามารถเรยี นรูไ้ ดเ้ มอ่ื มกี ารอธบิ ายขยายความเพิม่ เตมิ เปรียบเสมือน ดอกบัวท่ีชู
กา้ นมาถึงระดับพ้นื นำ้ รอทจี่ ะโผล่พน้ นำ้ ในวันรงุ่ ขน้ึ และเตรยี มบานเม่อื ไดร้ ับแสงตะวนั

๓) เนยยะ คือ ผู้ที่อาจเรียนรู้ธรรมดว้ ยอาศัยความเพียรอย่างยิ่งยวดท้ังด้วยการฟัง การคิด การถาม
การทอ่ งบน่ เปรียบเสมือนดอกบวั ที่อยู่ใต้นำ้ ต้องการเวลาในการโผลข่ นึ้ สู่พน้ ผวิ น้ำ เพอ่ื เบง่ บานในโอกาสต่อไป

๔) ปทปรมะ ได้แก่ ผูซ้ ่งึ ไมอ่ าจเรยี นรูแ้ ละเขา้ ใจในพระธรรมวิเศษ แมจ้ ะฟัง คิดและทอ่ งบ่น อย่างไรก็
ตาม เปรยี บเสมอื นบัวทีจ่ มตดิ อยู่ใต้ตม

๒. ความแตกต่างของบุคคลโดยจริตนิสัย บุคคลย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เนื่องจาก สาเหตุ
ภายใน คือ จริตนิสัย ๖ ประการ ได้แก่ บางคนชอบสวยงาม (ราคจริต) บางคนชอบใช้อารมณ์ หุนหนั พลัน
แล่น มกั โกรธ (โทสจริต) บางคนก็ปกตลิ มุ่ หลงเร็ว (โมหจรติ ) บางคนก็มีความเช่อื ความศรทั ธาโดยขาดปัญญา
(ศรัทธาจรติ ) บางคนก็มปี กติใชว้ ิจารณญาณ ก่อนรับฟัง (พุทธิจรติ ) บางคนกจ็ ัดอยู่ในพวกคิดมาก กังวลมาก
หาขอ้ ยุตไิ ด้ยาก (วติ กจริต)

๓. วิธีการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
๑. วธิ ีการท่ี ๑ อนูปวาโท ไม่วา่ ร้ายใคร ไมโ่ จมตีใคร ไม่โจมตศี าสนาอื่น แตใ่ ช้ปัญญาบอกว่า

พระพุทธศาสนาดีอย่างไร
๒. วิธีการท่ี ๒ อนปู ฆาโต ไมท่ ำรา้ ยใคร ไมใ่ ชก้ ำลงั เพอ่ื ไปบงั คบั ใหใ้ ครเชอ่ื ไมท่ ำรา้ ย ยึดหลกั

อหงิ สาธรรม คือ ไม่เบียดเบยี น ใช้ปญั ญาในการอ้างเหตผุ ล จนกระทั่งผูฟ้ งั อยากลงมอื ปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง
๓. วิธกี ารท่ี ๓ ปาฏโิ มกฺเข จ สวํ โร มคี วามสำรวมในศีลและมารยาทให้ดี
๔. วธิ ีการท่ี ๔ มตฺตญญฺ ุตา จ ภตฺตสฺมึ รูจ้ กั ประมาณในการรบั ประทาน รวมไปถึงการใช้สอย

ปัจจยั ส่ี จะไดเ้ ป็นทางมาแหง่ ความเคารพเลื่อมใสของผู้ไดพ้ บเหน็
๕. วิธกี ารที่ ๕ ปนตฺ ญจฺ สยนาสนํ นั่งนอนใน ทีส่ งบ นักปฏบิ ัติธรรมต้องรกั ความสงบ และรัก

ในการอยใู่ นทีส่ งบ

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 59

๖. วิธีการท่ี ๖ อธิจิตฺเต จ อาโยโค ประกอบความเพียรในอธจิ ิต ต้องหมั่นฝึกสมาธเิ พราะ สมาธิ คือ
แก่นของการไดบ้ รรลุมรรคผลนพิ พาน

๔. หลักการเกี่ยวกบั เนื้อหาท่ีเผยแผ่
๑. สอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม สอนจากสิ่งท่ีร้เู ห็นได้ง่าย

เขา้ ใจกันอยแู่ ลว้ ไปยงั สงิ่ ท่ีรู้ เหน็ ได้ยากหรอื ยังไม่เขา้ ใจ เช่น สอนหลัก
อริยสัจ ๔ ทรงนำเอาทุกข์ เป็นตัวปัญหาขึ้นแสดงก่อน เพราะเห็นได้
ง่าย เข้าใจง่าย จากนั้นกส็ าวไปหาเหตุของทกุ ข์ แล้วโยงเข้าถึงการดับ
ทกุ ข์ พร้อมบอกหนทางวา่ จะดบั ทุกขไ์ ดอ้ ย่างไร

๒. สอนลมุ่ ลึกลงตามลำดบั การสอนเรอื่ งจริงทเี่ คยรู้ ไปสู่เรื่อง
จริงที่ผู้ฟังไม่เคยรู้มาก่อน ได้แก่ สอนแบบอนุปุพพิกถา ไตรสิกขา ๓ เป็นต้น โดยท่านเปรียบเหมือนการ
เดนิ ทางลงส่ทู ะเล

๓. สอนด้วยอุปกรณ์เสริม ยกเรื่องที่มาแสดงใหด้ ู เพื่อผู้ฟงั เหน็ ด้วยตา ด้วยหู เช่น สอนพระนันทะ
โดยทรงนำไปชมนางฟ้า นางอัปสรทส่ี วยงาม เนื่องจากท่านเป็นคนรักสวยรกั งาม เปน็ ต้น

๔. สอนตรงจดุ ตรงประเด็น ไมว่ กไปวนมาหรือสอนออกนอกเร่ือง
๕. สอนแตพ่ อดเี ท่าทจ่ี ำเปน็ ส่ิงท่ีเขาอยากรู้ ไม่ไดส้ อนทุกเร่ือง
๖. สอนมเี หตมุ ีผล ผูฟ้ ังตรองเหน็ จรงิ ตามได้
๗. สอนสิ่งทม่ี ีความหมาย เปน็ ประโยชน์ มีสาระแก่ผฟู้ ัง

๕. คณุ สมบัติภายนอก (ทางกายภาพ) ของผูเ้ ผยแผ่
คณุ สมบตั ขิ องผูเ้ ผยแผห่ รอื ผูส้ อน เป็นสงิ่ ทีท่ ำใหผ้ ูฟ้ งั เกดิ ศรทั ธาและยอมปฏบิ ัตติ ามใน คำสอนอย่าง

นา่ อศั จรรย์ โดยผู้สอนพึงมคี ุณสมบัตทิ ่ีปรากฏภายนอกและคุณสมบัติภายใน ได้แก่ ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ หมายถึง
รูปร่าง หน้าตา น้ำเสียง อากัปกิริยา คือ การแสดงออก เคลื่อนไหว เป็นมารยาทที่งดงาม สังคมยอมรับ เป็น
เสน่ห์ ผกู มดั ใจคนผ้ไู ด้เห็น มีทา่ ทสี งา่ ผ่าเผย องอาจ สงบเยือกเย็น
๖. คณุ สมบัติภายในของผ้เู ผยแผ่

คุณธรรมทีผ่ ูเ้ ผยแผ่พึงปฏบิ ัติและเพือ่ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจหลักพทุ ธธรรม เพื่อจะได้สอน ให้ถกู
ประเดน็ ท้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมจี ดุ มงุ่ หมาย ใหไ้ ดร้ บั ความสุขความเจรญิ แก่ผู้ฟัง เป็นท่ีตั้งและมี
จิตประกอบดว้ ยเมตตาธรรมเปน็ หลัก ดังนี้

๑. ปณธิ าน ในการแสดงธรรมต่อผู้ฟัง นกั เผยแผ่พึงต้งั จิตไว้ในใจของตนก่อน แสดงวา่ จกั กล่าวชี้แจงไป
ตามลำดบั เหตกุ ารณ์ พรอ้ มยกเหตุผลใหส้ มจรงิ มาประกอบ แสดงด้วยเมตตาจติ หวงั อนเุ คราะห์ ไมใ่ ชเ่ พอ่ื หวัง
ลาภสกั การะและไมแ่ สดงธรรมกระทบใครใหเ้ สียหาย หรอื ตำหนิตรงๆ ทำให้ผฟู้ ังเกิดความไม่พอใจ

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 60

๒. ปฏสิ มั ภิทา ความเขา้ ใจปญั ญา แตกฉานในอรรถะ (เน้อื หาสาระ) เขา้ ใจในธรรม (อธบิ าย ยอ่ หรอื
พสิ ดารได้) เขา้ ใจในหลักนิรุกติ (การชำ่ ชองในภาษา) และเขา้ ใจในหลักปฏิภาณ คอื ไหวพรบิ ในการแก้ปัญหา
เฉพาะหนา้

๓. พหูสตู การคงแกเ่ รยี น การได้ฟังมาก จำได้ คล่องปาก เพง่ พนิ จิ ใหข้ นึ้ ในใจของตนและ สามารถขบคดิ
ไดด้ ว้ ยทฤษฎี คือ เหน็ ตามได้ดว้ ยเหตุผลที่เปน็ จริง

๔.การร้จู ักแสดงธรรมไปตามขน้ั ตอน การแสดงธรรมไปโดยคำนึงถึงภาวะของผฟู้ ังเปน็ หลัก โดยเรม่ิ
จากสง่ิ ท่มี องเหน็ ไดด้ ้วยตา ไปจนถงึ พจิ ารณาเหน็ ด้วยปญั ญาภายในของตน ไดแ้ ก่ เลา่ เรือ่ งทานกถาให้ฟังก่อน
(การให้ทาน) ชี้แจงผลดีของการเป็นคนมศี ีล มีความประพฤติเรียบร้อย ดีงาม จากนั้นก็เล่าเรื่องสวรรค์ คือ
ความสขุ ใจใหฟ้ งั ถัดมา และโยงไปเรอ่ื งโทษของกามท่ที ำให้มนษุ ย์ ตอ้ งทุกขก์ ายทุกขใ์ จอย่นู ้ี ข้อสดุ ท้าย ชี้แจง
ทางออกจากกามหรือทางออกจากทกุ ข์ โดยวธิ กี าร สลดั ทงิ้ กาม

เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงที่อยูใ่ นรูปของตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่มคี วามหมายเฉพาะตัว ไม่ได้แสดง

ความสัมพนั ธ์ใด ๆ และไม่สามารถนำไปใชป้ ระกอบการตัดสนิ ใจไดโ้ ดยตรง
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ขอ้ มลู ท่ไี ด้ผา่ นการประมวลผลแล้ว สามารถนำมาใช้ ประโยชน์ เพื่อ

ประกอบการตัดสินใจได้
เทคโนโลยี (Technology) คือ การประยกุ ต์เอาความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ มาทำใหเ้ กิดประโยชน์ ตอ่ มนษุ ย์

เป็นเครือ่ งมอื ทชี่ ว่ ยประมวลผลขอ้ มลู สารสนเทศนั่นเอง
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หมายถึง เทคโนโลยีสำหรับการ ประมวลผล

สารสนเทศ ซ่ึงครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง การแปลง การจัดเก็บ การประมวลผล และการสืบค้น ดังนั้น
เทคโนโลยสี ารสนเทศ จงึ เปน็ การพัฒนาการด้านการจัดการขอ้ มลู ตงั้ แต่การรบั ข้อมลู เพอ่ื นำมาจัดเก็บข้อมูล
อย่างเป็นระบบ ลดความซบั ซอ้ นในการจัดเกบ็ ขอ้ มลู มคี วามสะดวกรวดเร็วในการค้นขอ้ มลู มาใช้งาน กำหนด
สทิ ธิผู้เกย่ี วข้องกบั การใช้ขอ้ มูลในระบบ และจะปรบั เปลยี่ นการใหบ้ รกิ ารขอ้ มลู ไปตามกระแสการพัฒนาของ
เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การเผยแผพ่ ทุ ธศาสนา

ในปัจจุบัน การสื่อสารมีการพัฒนาไปถึงระดับเครือข่ายทั่วโลก (Internet) การส่งข้อมูลไป ทั่วโลก
อย่างไร้พรมแดน แตก่ ารเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาต้องอาศัยส่ือทางสารสนเทศโดยเฉพาะทาง เอกสาร หนังสือ
ตา่ งๆ ยงั จำเป็น ต้องใช้เปน็ หลัก เพราะให้ประโยชน์ แบบประโยชน์สูง ประหยดั สุด ทั้งยงั เป็นหลกั ฐานเก็บ
รกั ษาไว้ไดใ้ นระยะเวลานาน เหมาะแก่ผศู้ ึกษา (ผ้รู บั ขอ้ มลู สารสนเทศ ) และสะดวกในการผลิต การเผยแผ่ได้
อย่างกวา้ งไกลมากยิง่ ขึ้น

การบรหิ ารกิจการคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 61

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางอินเทอรเ์ น็ตเข้าถงึ คนไดเ้ ป็นจำนวนมาก และในวงกว้าง แต่ประชาชน
บางคนยังมองพระสงฆ์ที่มีหน้าที่เก่ียวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่น่าสงสัยว่า อาจจะ ไม่ใช้ในการจัดทำ
เนื้อหาทางศาสนาอยา่ งเดยี ว พระสงฆ์บางกลุ่มหากไม่มีกฎระเบียบในการใช้ อินเทอร์เนต็ อาจจะก่อให้เกิด
ความเสยี หายได้งา่ ย ดงั นัน้ คณะสงฆค์ วรมอี งค์กรสนับสนุน ควบคุมดแู ลการใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ เพราะมีแนวโน้ม
ว่าวัดต่างๆ จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะจำนวนเว็บไซต์ของวัดเพิ่มขึ้นอย่าง
ชดั เจนโดยในปีพ.ศ. ๒๕๔๙ มี ๗๐๙ เวบ็ ไซต์ แตป่ พี .ศ. ๒๕๕๒ พบว่ามถี งึ ๑,๐๒๖ เวบ็ ไซต์

โลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตจะเป็นปัจจัยสำคัญของ การศึกษาใน
อนาคต มนุษย์ในโลกปัจจบุ นั จงึ หลีกเลยี่ งไม่ได้ตอ้ งการพ่งึ พาเทคโนโลยีในการดำเนนิ ชีวิต ในการทำงานและ
สนองความตอ้ งการเพอื่ ใหไ้ ด้มาซงึ่ ความสุข แม้คำสอนทางศาสนาบางอย่าง ก็พยายามตีความและอธิบายด้วย
เทคโนโลยี มีนักคิดบางท่านพยายามอธิบายหลักคำสอนใน พระพุทธศาสนา เพื่อให้เชื่อมโยงกับโลก แห่ง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการตคี วามใหเ้ ข้า ยุคสมยั ของอนุช อาภาภริ ม เรื่องเทคโนโลยกี ับสวรรค์ ความ
ว่า “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับผู้คนใน
โลกได้แล้ว เช่น อานุภาพของ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้แก่อาวุธสายฟ้าซึ่งเป็นอาวุธประจำตัว มีอานุภาพทำลาย
ล้างสูงและ มีรัศมีทำการไกล อาจเทียบได้กับปืนไฟ เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ สวรรค์อนั
สวยงามทงั้ หลายดูได้จากสตรีที่แต่งกายด้วยพัสตราภรณ์อันหรูหรา ซงึ่ พบไดใ้ นงานสังสรรค์ และสามารถเห็น
ตวั อย่างไดจ้ ากแฟชนั่ โชว์เป็นต้น")

สังคมเทคโนโลยี ในยุคปัจจุบันเราปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่าง
หลกี เลี่ยงไมไ่ ด้ ทำให้สงั คมต้องสัมพนั ธก์ บั เทคโนโลยี ทำใหโ้ ลกตอ้ งมีสภาวะท่ีแปรเปลีย่ นไป สงั คมโลกเปล่ียน
จากสังคมเกษตรอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งข้อมูลสารสนเทศ ทำให้คนทั่วโลก ติดต่อกันได้สะดวกและ
รวดเร็วขึ้น ยคุ สมยั นเ้ี ราพูดได้ในแง่หนง่ึ ว่าเป็นยคุ ของเทคโนโลยี ความจรงิ นน้ั ยคุ นมี้ ีชือ่ เรียกกันหลายอย่าง จะ
เรียกอย่างไรก็แล้วแต่ จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึง ความเจริญที่สำคัญของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยคุ
อุตสาหกรรมก็ดีเป็นยุคอวกาศก็ดีหรือ จะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคสารสนเทศ คือ ยุคข่าวสาร
ขอ้ มลู

ขณะที่ข้อมูลข่าวสารทางจิตนิยมแทบจะไม่มีสภาพทั่วไปในโลกปัจจุบันน้ี ข่าวสารข้อมูล มีอิทธิพล
อย่างกว้างขวางและมีความเจรญิ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สง่ ผลใหข้ ้อมลู และข่าวสารแพร่ กระจายไปในเวลา
อันรวดเรว็ ครอบคลมุ ไปทัว่ โลก ทำให้โลกแคบลงเหมือนเป็นชุมชนเดียวกันเป็น หมู่บ้าน (global village)
การเช่ือมโยงด้านสารสนเทศเปน็ สง่ิ สำคญั ในการสรา้ งโอกาสทางการ ศกึ ษา และการพัฒนาตนเองทำให้เข้าถงึ
แหล่งความรู้ที่ตอ้ งการได้มากขึ้น เป็นระบบการเรียนรู้ท่ี เปิดกว้าง ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และเข้าถึงผู้คน
ได้มากที่สุด ดังนั้น ควรตระหนักถึงความสำคัญของ การใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการเผยแผ่ข้อมลู
ขา่ วสาร

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆใ์ นด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 62

อินเทอร์เน็ตถูกใชก้ ันอยา่ งแพร่หลายทั่วโลก มีเว็บไซตต์ ่างๆ มากมาย และทางการเผยแพร่ ธรรมะ
ผ่านทางอินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งชาวต่างชาติที่สนใจศึกษาศาสนาพุทธก็มี มากยิ่งขึ้น
ตามมาด้วย และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างย่ิง
เทคโนโลยีอินเทอรเ์ นต็ ซง่ึ เปรยี บเสมือนเปน็ ชุมชนเมืองแหง่ ใหม่ของโลก เป็นชมุ ชนของคนทั่วทุกมุมโลก เป็น
ช่องทางการสอื่ สารทม่ี ีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดพรหมแดน ไมจ่ ำกัดสถานที่และไมจ่ ำกัดเวลา การกระจายขอ้ มูล
ข่าวสารในระบบอินเทอรเ์ นต็ มีค่าใช้จา่ ยต่ำที่สุด เมือ่ เทยี บกบั ช่องทางอ่นื ๆ เช่น ส่ือโทรทศั น์และหนังสือพิมพ์
เป็นต้น นอกจากนัน้ สอ่ื อินเทอร์เนต็ ยงั สามารถนำเสนอได้ทัง้ ขอ้ ความ ภาพ เสียง วดี โี อ
และสามารถสนทนา

โต้ตอบกับผู้ชมได้ด้วย เหตุนี้เององค์กรต่างๆ ทั่วโลกจึงหันมาใช้บรกิ ารอินเทอร์จำนวนมาก จา กข้อมูลของ
Internet World Stats Usage and Population Statistics รายงานว่า จากประชากรทวั่ โลก
จำนวน ๖,๗๑๐,๐๒๙,๐๗๐ คน มีผู้ใช้งานอินเทอรเ์ น็ตมากถึง ๒๐,๗๘๓,๔๑๙ คน มีจำนวนผูใ้ ชเ้ พิ่มมากขนึ้
จากปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๕๑ จำนวน ๓๔๒.๒% และนับวันย่ิงมผี ู้ใชง้ าน อนิ เทอร์เน็ตเพิม่ มากขึ้นเรอ่ื ยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์ในการเผยแผ่ พุทธ
ศาสนา เพราะหากจะใช้วธิ ีการเผยแผพ่ ทุ ธศาสนาแบบเดิมอาจเขา้ ไมถ่ งึ สังคมยคุ ใหม่หรอื คน รุ่นใหม่ก็เป็นได้
เพราะสังคมสมัยปัจจุบัน ประชาชนไม่ค่อยมีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์หรือ ศึกษาพระธรรมคำสอนท่วี ดั
เหมอื นสมยั อดตี ทผ่ี า่ นมา การเผยแผพ่ ระธรรมคำสอนผา่ นสือ่ อินเทอร์เน็ต จึงเป็นอีกทางเลอื กหนึ่งที่สามารถ
ทำใหเ้ ข้าถึงประชาชนไดง้ ่ายและกว้างขวางมากทส่ี ดุ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ ผู้ใชอ้ ยู่ท่ไี หนเวลาใดก็สามารถ
ทีจ่ ะเข้าไปศกึ ษาพระธรรมคำสอนไดต้ ลอดเวลา ไม่ว่าจะเปน็ ท่ีทำงาน ทบี่ า้ น หรืออยูใ่ นตา่ งประเทศกต็ าม

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 63

นวัตกรรมการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวมาได้หลายพันปีแสดงถึงความว่ามีการสืบทอดการสอนเผยแผแ่ ละการ
สอ่ื สารคำสอนของพระพทุ ธศาสนาไปยังพุทธศาสนกิ ชนด้วยวิธีการท่องจำแบบดง้ั เดมิ จนมาถงึ การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศอนิ เทอรเ์ น็ตเครอื ขา่ ยสงั คมออนไลน์ในยุคนี้เพื่อชว่ ยเผยแผ่ พระธรรมของพระพุทธศาสนาในโลกยคุ
ปัจจุบันการสื่อสารมีการพัฒนาไปถึงระดับเครือข่ายทั่วโลกการส่งข้อมูลไปทั่วโลกอย่างไร้พรมแดนแต่การ
เผยแพร่พระพุทธศาสนาต้องอาศัยสื่อทางสารสนเทศโดยเฉพาะทางเอกสารหนังสือต่างๆอย่างจำเป็นต้องใช้
เป็นหลักเพราะให้ประโยชน์แบบประโยชน์สูงประหยดั สุดทั้งยังเป็นหลักฐานเก็บรักษาไว้ไดใ้ นระยะเวลานาน
แก่ผูศ้ กึ ษาและสะดวกในการผลิตการเผยแผไ่ ด้อย่างกว้างไกลมากย่งิ ขึ้น

การนำเทคโนโลยีของสื่อใหม่ มาใช้เป็นเครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
เพราะ หากจะใช้วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบเดิม อาจเข้าไม่ถึงสังคมยุคใหม่ หรือคนรุ่นใหมก่ ็เปน็ ได้
เพราะสังคมสมัยปัจจุบันประชาชนไม่ค่อยมีเวลาไปปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ หรือศึกษาพระธรรมคำสอนที่วัด
เหมือนสมยั อดีตที่ผ่านมา การเผยแผพ่ ระธรรมคำสอน ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตและส่ือออนไลนต์ ่าง ๆ จึงเป็นอีก
ทางเลือกหนงึ่ ที่สามารถทำใหเ้ ข้าถึงประชาชนไดง้ า่ ย และกวา้ งขวางมากทส่ี ดุ ไมจ่ ำกัดเวลา และสถานทผ่ี ไู้ ปอยู่
ที่ไหนเวลาใดก็สามารถที่จะเข้าไปศึกษาพระธรรมคำสอนได้ตลอดเวลาไม่วา่ จะเปน็ ที่ทำงานท่ีบ้านหรืออย่ใู น
ต่างประเทศก็ตามแต่การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศดงั กล่าวต้องเป็นไปอย่างมีคณุ ธรรมจริยธรรมรวมท้งั ไมเ่ ป็น
การบดิ เบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก

การใช้วิธีการแบบสื่อสมัยใหม่ประยุกต์พทุ ธวิธีในการเผยแผ่ให้เป็นการเผยแผ่ แบบเชิงรุก คือ การ
เข้าใจและเข้าถึงด้วยการใช้สื่อออนไลน์ที่ทันสมัยการเผยแผ่ที่ประยุกต์เข้ากับสังคมที่มีความหลากหลาย
แตกต่างกันไดห้ ลักคำสอนกต็ อ้ งสามารถเปลยี่ นไปตามสถานการณ์ โดยไมย่ ึดตดิ กับรูปแบบเดมิ แต่ตอ้ งประยกุ ต์
ใหเ้ หมาะกบั สถานการณ์ที่เกดิ ขึ้น การเผยแผค่ ำสอนผ่านส่ือสังคมออนไลน์ มีระบบเครือขา่ ยของคณะสงฆ์ไทย
และจะกลายเปน็ เครอื ขา่ ยสงั คมพระพุทธศาสนาออนไลน์สามารถศึกษาได้ทกุ คนทุกแห่งและตลอดเวลาเปน็ ลกู
แบบการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในโลกปัจจบุ นั ใหม้ ัน่ คงเจรญิ รุง่ เรือง มี 3 ประเด็น ดังนี้

ประเดน็ ท่ี 1 หลกั การ อุดมการณ์ และวิธีการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
1. หลกั การของการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ประกอบด้วย

(1) ยึดมน่ั ประโยชนใ์ นการนำมหาชนส่กู ารดับอวิชชาหรอื การเกดิ ญาณทัศนะอันสงู สดุ
(2) ยดึ มั่นประโยชนใ์ นการนำ มหาชนสู่การดับกเิ ลสหรอื กำจดั ความช่วั ร้ายภายในจติ ใจ หมดเหตุทจี่ ะ
กอ่ ปญั หาความเดือดร้อนวนุ่ วายตา่ ง ๆ แก่ชีวติ และสงั คม
(3) ยึดม่นั ประโยชน์ในการนำมหาชนสู่การดับทกุ ข์หรือหมดความทกุ ข์ บรรลุประโยชนส์ งู สุด เกดิ เป็น
สุขท่นี ิรันดร

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่

พระพทุ ธศาสนา 64

(4) รบั ผิดชอบต่อการฝกึ ฝนความประพฤตสิ ุจริตทแ่ี สดงออกมาจากกาย วาจาของเวไนยสตั ว์ ตาม
หลักอธิศีลสกิ ขา

(5) รับผิดชอบต่อการฝึกปรือในดา้ นคณุ ภาพทางอารมณ์ เพอ่ื ควบคุมจิตของเวไนยสัตว์ ตามหลกั อธิ
จิตสกิ ขา

2. อุดมการณข์ องการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ประกอบดว้ ย
(1) เพือ่ ความม่นั คงแหง่ บวรพระพุทธศาสนา
(2) เพื่อสืบต่ออายพุ ระพุทธศาสนา
(3) เพอ่ื นำเวไนยสตั วส์ กู่ ารไมท่ ำบาป ทั้งปวง
(4) เพือ่ นำเวไนยสตั วส์ ู่การทำกศุ ลทัง้ ปวง

3. วิธกี ารเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ประกอบดว้ ย
(1) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยวธิ กี ารเทศนาธรรม ปาฐกถาธรรม การอภิปรายธรรม การสนทนา

ธรรม
(2) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยวิธีการสอนหรอื จดั อบรมสมถกรรมฐานและวปิ สั สนากรรมฐาน
(3) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยวธิ ีการใชส้ อ่ื และอปุ กรณป์ ระกอบการสอนธรรม
(4) การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาโดยวิธีการเทศนม์ หาชาติหรอื การเทศนแ์ หล่
(5) การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาโดยวิธกี ารเทศนท์ ่มี กี ารถามตอบกนั หรือการปจุ ฉาวสิ ัชนา

ประเด็นที่ 2 สภาพปจั จบุ ันและความตอ้ งการนวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
1. สภาพปัจจบุ ันของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ด้านผสู้ ่งสาร ประกอบดว้ ย

(1) จดุ แข็ง คอื พระสงฆ์ในแต่ละพนื้ ท่ีมคี วามเชยี่ วชาญในการใช้ภาษาถน่ิ และวัดและพระสงฆ์
กระจายอยู่ในทุกพ้นื ท่ี

(2) จุดออ่ น คือ พระสงฆ์บางส่วนขาดทกั ษะความสามารถในการสอ่ื สารธรรมะ และ พระสงฆ์บางรูป
ขาดแรงจูงใจในการเผยแผ่พทุ ธธรรม และพระสงฆ์ไมท่ ำงานเปน็ เครอื ขา่ ย (ต่างคนต่างทำ)

(3) โอกาส คือ สงั คมต้องการใหพ้ ระสงฆเ์ ปน็ ตน้ แบบทางความประพฤติ และ
(4) อุปสรรค คอื งบประมาณในการ พฒั นาศกั ยภาพพระสงฆ์ไม่เพยี งพอ
ท้ังน้ี สภาพปจั จบุ นั ของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยภาพรวม อยูใ่ นระดับมาก มีคา่ เฉลย่ี เท่ากับ
3.98 เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า อยู่ในระดับ มากทกุ ดา้ น
ด้านจุดแขง็ (Strength) อยใู่ นระดบั มาก มีค่าเฉล่ียเท่ากบั 3.94
ดา้ นจุดอ่อน (Weakness) อยู่ ในระดบั มาก มคี า่ เฉล่ยี เท่ากบั 4.04
ด้านโอกาส (Opportunity) อยูใ่ นระดบั มาก มคี ่าเฉล่ยี เทา่ กบั 4.07
ด้านอุปสรรค (Threat) อยใู่ นระดบั มาก มคี ่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.88

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 65

โดยมีรายละเอียด สำหรับความต้องการ นวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พบว่า โดยภาพรวม
อยูใ่ นระดับมาก มีค่าเฉลยี่ เทา่ กับ 4.15 เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบวา่ นวตั กรรมผลติ ภณั ฑ์ธรรมะในระบบ
สารสนเทศออนไลน์ อยู่ใน 1424 ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 รองลงมาได้แก่ นวัตกรรม
กระบวนการสร้างเครือข่ายการทำงานระดับพื้นที่ ร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมทางสังคม อยู่ในระดับมาก
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 รองลงมาได้แก่ นวัตกรรม กระบวนการการให้ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่ที่เกี่ยวกับการ
ส่ือสารยคุ ดิจทิ ัลแก่พระนักเผยแผ่ อยใู่ นระดับมาก มี ค่าเฉล่ียเทา่ กับ 3.97 และอนั ดับสุดทา้ ยได้แก่ นวัตกรรม
กระบวนการสอบแบบบูรณาการตัวสารเข้ากับการ ประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 3.81 ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน ทางเดียว พบว่า พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา วุฒิ
การศึกษาสามัญ และวุฒิการศึกษานักธรรม ต่างกัน มีความต้องการ นวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ านการวจิ ัย

ประเด็นที่ 3 นวตั กรรมการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ทส่ี อดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการใช้ใน

ปัจจบุ นั

1. นวตั กรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านผสู้ ง่ สาร ได้แก่ Smart Sender นวัตกรรมกระบวนการ
ให้ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่เกี่ยวกับการสื่อสารยุคดิจิทัลแก่พระนักเผยแผ่ ได้แก่ กระบวนการให้ความรู้ทาง
ศาสตรส์ มัยใหม่ท่ีเกี่ยวข้องกับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแก่พระสงฆ์ผู้ ปฏิบัติหน้าท่ีเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
และฝึกฝนทักษะและเทคนิคการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการ เสริมสร้างความรู้และความเข้าใจใน
พระพุทธศาสนาใหม้ ากขึน้ ศึกษาพนื้ ฐานของของผูร้ ับสาร ใช้หลักธรรมท่ี เหมาะกับผรู้ บั สาร เริม่ จากรปู ธรรม
ไปหานามธรรม เร่มิ จากงา่ ยไปหายาก เริ่มจากสิ่งท่ีรู้ไปหาสิ่งทีไ่ ม่รู้ โดยใช้ สอ่ื อุปกรณ์)

2. นวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านสาร ได้แก่ Smart Message นวัตกรรมกระบวนการ
สอนแบบบูรณาการตัวสารเข้ากับการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ กระบวนการบูรณาการตัวสาร
(หลักธรรม) เข้ากับเหตุการณใ์ นปัจจบุ นั เพ่อื ให้ผู้รบั สารสามารถทำความเข้าใจ ในตัวสาร ซ่ึงได้แก่ ธรรมะหรอื
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทีม่ ีความเป็นนามธรรมสูงได้ง่ายยิ่งขึน้ และต้อง เน้นเรือ่ งราวซึ่งเป็นที่สนใจใน
ช่วงเวลานนั้ ๆ

3. นวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านช่องทาง ได้แก่ Smart Channel นวัตกรรมผลิตภณั ฑ์
ธรรมะในระบบสารสนเทศออนไลน์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ธรรมะประเภทสื่อต่าง ๆ เผยแผ่ในช่องทางการสื่อสาร
สาธารณะผ่านระบบสารสนเทศออนไลน์สำหรับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ กว้างขวางไปทั่วโลกโดย
สอดคล้องกับบรบิ ทและแนวโน้มการใชช้ ีวิตในโลกออนไลน์ของประชากรโลกที่จะเพิ่ม มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประการสำคัญคอื การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดงั กลา่ วต้องอยู่บนพ้นื ฐานแห่งจริยธรรม คือ ต้องไม่มีเปน็ การ

บดิ เบอื นหลักธรรมคำสอนของพระพทุ ธศาสนา

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในดา้ นการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา 66

4. นวตั กรรมการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาดา้ นผู้รบั สาร ไดแ้ ก่ Smart Receiver นวตั กรรมกระบวนการ
สร้างเครือข่ายการทำงานระดับพื้นที่ร่วมกบั ชุมชนผ่านกิจกรรมทางสังคม ได้แก่ กระบวนการสร้างเครือข่าย
การทำงานระหว่างพระสงฆ์ผู้ปฏิบตั ิหนา้ ท่เี ผยแผ่พระพทุ ธศาสนา องคก์ ร ภาครฐั และภาคประชาสงั คมระดับ
พนื้ ที่ จากเลก็ ไปหาใหญ่ เพ่ือความมน่ั คงแขง็ แรงของเครอื ข่ายการทำงาน รว่ มกนั โดยอาศัยกิจกรรมทางสังคม
ของชุมชนเปน็ ฐาน

ดงั น้นั กระบวนการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาตามบรบิ ทขององค์ประกอบของกระบวนการสื่อสารท่ี
ประกอบด้วย ผสู้ ่งสาร (Sender) สาร (Media) ชอ่ งทาง การสื่อสาร (Channel) และผรู้ บั สาร (Receiver)
(Berlo, David K., 1960) ดงั นี้

ด้านผู้ส่งสาร: Smart Sender นวัตกรรมกระบวนการให้ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่เกี่ยวกับการสือ่ สาร
ยุคดิจิทัลแก่พระนักเผยแผ่ ได้แก่ กระบวนการให้ความรู้ทางศาสตร์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารที่มี
ประสิทธิภาพแก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และฝึกฝนทักษะและเทคนิคการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาที่เน้นผลลัพธ์ (ศึกษาพื้นฐานของของผู้รับสาร ใช้หลักธรรมที่เหมาะกับผู้รับสาร เริ่มจาก
รูปธรรมไปหานามธรรม เริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้ โดยใช้สื่ออุปกรณ์)

ด้านสาร: Smart Message นวัตกรรมกระบวนการสอนแบบบรู ณาการตัวสารเข้ากบั การ ประยุกต์ใช้
ในชวี ติ ประจำวนั ได้แก่ กระบวนการบรู ณาการตัวสาร (หลักธรรม) เข้ากบั เหตกุ ารณใ์ นปัจจบุ นั เพ่ือให้ผูร้ ับสาร
สามารถทำความเขา้ ใจในตัวสาร ซึง่ ได้แก่ ธรรมะหรอื หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทมี่ ีความ เปน็ นามธรรมสงู
ได้ง่ายยิ่งขึ้น และต้องเน้นเรื่องราวซึ่งเป็นที่สนใจในช่วงเวลานั้น ๆ

ด้านช่องทาง: Smart Channel นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมะในระบบสารสนเทศออนไลน์ ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ธรรมะประเภทสื่อต่าง ๆ เผยแผ่ในช่องทางการสื่อสารสาธารณะผ่านระบบสารสนเทศออนไลน์
สำหรับ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางไปทั่วโลกโดยสอดคล้องกับบริบทและแนวโน้มการใช้ชีวติ ใน
โลก ออนไลนข์ องประชากรโลกท่ีจะเพ่ิมมากข้ึนอยา่ งต่อเน่อื ง ประการสำคญั คือ การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
ดังกลา่ วตอ้ งอยบู่ นพืน้ ฐานแหง่ จริยธรรม คอื ต้องไม่มีเปน็ การบิดเบอื นหลกั ธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา

ด้านผูร้ ับสาร: Smart Receiver นวัตกรรมกระบวนการสรา้ งเครือขา่ ยการทำงานระดับพ้นื ทีร่ ่วมกบั
ชุมชนผา่ นกจิ กรรมทางสังคม ไดแ้ ก่ กระบวนการสรา้ งเครอื ขา่ ยการทำงานระหว่างพระสงฆ์ผปู้ ฏิบตั ิหน้าท่ีเผย
แผ่พระพุทธศาสนา องค์กรภาครัฐ และภาคประชาสังคมระดับพื้นที่ จากเล็กไปหาใหญ่ เพื่อความมั่นคง
แขง็ แรงของเครือขา่ ยการทำงานร่วมกัน โดยอาศยั กิจกรรมทางสังคมของชุมชนเป็นฐาน

การบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา 67

บรรณำนุกรม

http://www.dhammathai.org/thailand/missionary/
https://sites.google.com/site/phrasayyankietsaksy/kar-pheyphae-phraphuthth-sasna-khea-su-
prathesthiy
บทความ เขียนโดย พจนารถ สพุ รรณกูล

สรา้ งเมื่อ วันเสาร,์ 20 กนั ยายน 2557 08:27
อัพเดตลา่ สุดเมือ วันเสาร์, 20 กันยายน 2557 08:43
เผยแพรเ่ มอื่ วันเสาร์, 20 กันยายน 2557 08:27


Click to View FlipBook Version