หนา้ | 0
สารบัญ
หนา้
สารบัญ....................................................................................................................... ...................... 1
สารบัญตาราง................................................................................................................................... 3
สารบญั ภาพ...................................................................................................................................... 3
จดุ มุ่งหมายและวตั ถุประสงค์ของรายวิชา......................................................................................... 4
บทนา แนวทางการศึกษาเพื่อสรา้ งความเปน็ พลเมือง............................................................... 7
บทท่ี 1 พลเมืองและความเปน็ พลเมอื ง...................................................................................... 13
บทท่ี 2 ความหมายของพลเมืองและความเปน็ พลเมือง.............................................................. 14
ประวตั ศิ าสตร์ของความเป็นพลเมอื ง............................................................................. 16
บทที่ 3 จริยธรรมแบบพลเมือง (civic virtues)…....................................................................... 17
ประเภทของความเปน็ พลเมือง...................................................................................... 17
บทท่ี 4 ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย.................................................................... 21
การปกครองแบบประชาธิปไตย..................................................................................... 21
ความหมายของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย.............................................. 24
ลกั ษณะของพลเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย................................................................ 25
พลเมืองตามเจตนารมณ์รฐั ธรรมนญู .............................................................................. 27
ความสาคญั ของการปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมืองดีตามวถิ ปี ระชาธิปไตย................................. 30
หน้าทขี่ องพลเมืองดีตามหลักธรรม................................................................................ 31
ความเป็นพลเมืองโลก และพลเมืองในศตวรรษที่ 21..................................................... 34
ความหมายของความเปน็ พลเมืองโลก........................................................................... 34
องค์ประกอบหลักของความเป็นพลเมอื งโลก................................................................. 34
คณุ ลกั ษณะความเป็นพลเมืองโลกของไทย.................................................................... 35
การเป็นพลเมืองในศตวรรษท่ี 21................................................................................... 36
สมรรถนะการอยใู่ นสังคมโลก (Global Competence)............................................... 39
คุณค่าและความสาคญั ของเอกลกั ษณไ์ ทย..................................................................... 47
ความหมายของเอกลักษณ์ไทย....................................................................................... 47
ประเภทของเอกลกั ษณ์ไทย............................................................................................ 47
ลักษณะเอกลกั ษณ์ไทยทสี่ าคัญ...................................................................................... 49
ความสาคัญของเอกลักษณไ์ ทย...................................................................................... 51
ภูมิปญ๎ ญาไทย................................................................................................................ 52
หน้า | 1
สารบญั (ตอ่ )
หนา้
การเปน็ พลเมืองดีในสงั คมไทย....................................................................................... 58
บทที่ 5 ปญ๎ หาสงั คมและผลกระทบ............................................................................................ 60
กรอบความคดิ เก่ยี วกับปญ๎ หาสังคม: ความสัมพนั ธเ์ ชงิ เหตุ-ผลลัพธข์ องปญ๎ หาสงั คม..... 60
ป๎ญหาสังคมไทยทีเ่ ป็นผลของการพฒั นา........................................................................ 63
การเปล่ียนแปลงในประเทศไทยท่จี ะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในระยะต่อไป............. 65
ความมงุ่ หมายในการศึกษาป๎ญหาสังคม......................................................................... 66
ความร่วมมอื ของนกั ศึกษาในการแก้ไขปญ๎ หาสังคม....................................................... 66
การอยู่รว่ มกันในสังคมแห่งความหลากหลาย................................................................. 67
สนั ตวิ ธิ ีและการจดั การความขัดแย้ง............................................................................... 71
บทท่ี 6 จิตอาสาและสานึกสาธารณะ......................................................................................... 72
ความหมายของจิตสานึก จิตอาสา และจิตสาธารณะ..................................................... 76
ความสาคญั ของจติ อาสา................................................................................................ 77
ลกั ษณะและองค์ประกอบของจิตสาธารณะ................................................................... 77
ความสมั พนั ธ์ระหว่างจิตอาสากบั จติ สาธารณะ.............................................................. 78
ประโยชนแ์ ละต้นทนุ ของการมจี ิตสาธารณะ.................................................................. 79
ผลจากการขาดจิตสาธารณะ.......................................................................................... 80
คณุ ค่าอืน่ ท่ีสาคญั ใกล้เคยี งหรือขดั แย้งกับจติ สาธารณะ................................................. 80
การพัฒนาจิตสาธารณะ................................................................................................. 81
โครงการในบทบาทหน้าท่ีของพลเมอื ง........................................................................... 83
บรรณานกุ รม................................................................................................................... ................. 84
หน้า | 2
สารบัญตาราง
ตาราง หน้า
1 ประเภทของการเป็นพลเมือง............................................................................................ 18
2 องค์ประกอบทีเ่ ป็นรากฐานรว่ มกนั ของจติ อาสากับจติ สาธารณะ...................................... 79
สารบญั ภาพ
ภาพ หน้า
1 การสร้างสานกึ พลเมือง..................................................................................................... 20
2 องค์ประกอบหลักของความเป็นพลเมืองโลก.................................................................... 35
3 สมรรถนะการอยใู่ นสังคมโลก........................................................................................... 40
4 ความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องรู้และใชใ้ นการเขา้ ถงึ ป๎ญหาของโลก........................................ 42
5 แสดงการคิดวิพากษ์ วิจารณ์ และวจิ ารณญาณ................................................................ 44
6 ลกั ษณะความสัมพนั ธ์ของภมู ิปญ๎ ญาไทย.......................................................................... 55
7 แผนภาพแสดงความสัมพนั ธ์เชิงเหตุ-ผลลพั ธข์ องป๎ญหาสงั คม.......................................... 62
หนา้ | 3
จุดมุ่งหมายและวตั ถปุ ระสงคข์ องรายวิชา
ชอื่ วิชา: ศท 0203 พลเมืองกบั ความรับผิดชอบตอ่ สงั คม
GE 0203 Civic Education
หน่วยกติ : 3 (2-2-5)
คาอธบิ ายรายวชิ า:
ความเป็นพลเมือง สิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรม หน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
คุณค่าและเอกลักษณ์ที่ดีงามอย่างไทย การมีจิตอาสา และสานึกสาธารณะ การมีส่วนร่วมในระบบ
ประชาธิปไตย วิเคราะห์ป๎ญหา ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนกับสังคม และเสนอแนวทางแก้ป๎ญหาในสังคมอย่างมี
คุณธรรมและจริยธรรม การจัดทาโครงการในบทบาทหน้าทขี่ องพลเมือง
จดุ มงุ่ หมายของรายวิชา:
1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ความเป็น
พลเมืองในศตวรรษที่ 21 หน้าท่ีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม และคุณค่าและเอกลักษณ์ที่ดีงาม
อยา่ งไทย
2. เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในการคิดเชิงวิจารณญาณ การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิด
วิเคราะหป์ ญ๎ หาและผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้นกบั สงั คม สามารถเสนอแนวทางแก้ป๎ญหาสังคมได้อย่างมีคุณธรรม
และจรยิ ธรรม
3. เพ่อื พฒั นาให้ผ้เู รยี นมคี วามเป็นพลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย ความเป็นพลเมืองในศตวรรษ
ท่ี 21 มีความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและสังคม เป็นผู้ท่ีเห็นคุณค่าและเอกลักษณ์ที่ดีงามอย่างไทย มีจิตอาสา
และสานึกสาธารณะ
4. เพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะการจัดทาโครงการในบทบาทหน้าที่ของพลเมือง และพัฒนาการ
เป็นผูม้ ีจติ อาสาและมสี านึกสาธารณะผา่ นการเรยี นรูจ้ ากโครงการ
การพฒั นาผลการเรยี นรขู้ องนกั ศกึ ษา:
การเรียนรูด้ า้ น ผลการเรยี นรู้ สดั ส่วนการประเมนิ ผล
1. คุณธรรมจรยิ ธรรม 10%
1) มีระเบยี บวนิ ยั ประพฤตติ นตาม
2. ความรู้ ระเบยี บของสงั คม 50%
2) ซ่อื สตั ยส์ จุ ริตต่อตนเองและผู้อ่นื
3) มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกีย่ วกับสงั คม
เศรษฐกจิ การเมือง และการเปลี่ยนแปลงที่
สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
หน้า | 4
การเรยี นรดู้ า้ น ผลการเรียนรู้ สัดส่วนการประเมนิ ผล
10%
3. ทกั ษะทางปญ๎ ญา 4) มีความรู้ ความเขา้ ใจ เกย่ี วกบั หลกั การ 10%
และวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และ 20%
4. ทกั ษะความสมั พันธ์ เทคโนโลยี
ระหวา่ งบุคคลและความ
รบั ผิดชอบ 1) รู้จกั คดิ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ประเมนิ
5. ทกั ษะการวเิ คราะห์เชงิ ค่า เชือ่ มโยงความคิดอยา่ งองค์รวม
ตัวเลข การสื่อสาร และการ 2) สามารถระบปุ ระเด็นปญ๎ หา วางแผน
ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ เสนอแนะแนวทางการแก้ป๎ญหาอย่างมีคณุ ค่า
และสร้างสรรค์
2) มีจติ สาธารณะ เสียสละ เหน็ คุณค่า
แหง่ การแบ่งปน๎
3) มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อตนเอง ชมุ ชน
สังคม และส่วนรวม สามารถพ่ึงตนเองได้
2) มีทกั ษะในการสอื่ สารและใช้ภาษา
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
3) ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้
และพฒั นาคุณภาพชีวติ
หน้า | 5
โครงสรา้ งเน้อื หาการเรียนรูข้ องรายวิชา
หน้า | 6
บทนา
แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างความเปน็ พลเมือง
แนวคิดการสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดกับประชาชนในประเทศ เป็นส่ิงที่แทบทุกประเทศใน
โลกพยายามผลักดันให้เกิดข้ึนและให้ความสาคัญมาโดยตลอด เพราะตระหนักถึงความจาเป็นและคุณค่า
ของความเป็นพลเมืองท่ีจะเป็นเครื่องมือนาพาประเทศให้อยู่รอดและก้าวพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้เป็น
อย่างดี เมื่อประชาชนเป็นพลเมืองท่ีมีคุณภาพแล้ว ย่อมส่งผลต่อการสร้างสรรค์สังคมท่ีมีคุณภาพ และ
นาไปสู่การพัฒนาให้เกิดรากฐานของสังคมท่ีเข้มแข็ง หลายประเทศท่ีพัฒนาแล้วต่างมีความตระหนักดีใน
เร่ืองดังกล่าว จึงได้ขับเคล่ือนการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (civic or citizen education) เข้าสู่
ระบบการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ (compulsory education) ซึ่งหลายประเทศท้ังในยุโรป
และเอเชียสามารถจัดการศกึ ษาจนประสบความสาเรจ็ และเปน็ ท่ยี อมรับ
แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (civic or citizenship education) ของ
สหประชาชาติ ประเทศอ่ืนๆ และประเทศไทย
องคก์ ารการศึกษาวทิ ยาศาสตร์และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ (UNESCO)
UNESCO ได้กาหนดแนวทางวิชาหน้าทีพ่ ลเมอื งไวต้ ั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 (อา้ งถึงใน กลมุ่ การศึกษา
เพ่อื ความเป็นไทย, ออนไลน,์ 2561) วา่ ดว้ ยการศกึ ษาเพื่อความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21
(Citizenship Education for 21st Century) โดยมีแนวคดิ สาคัญคือ
1. เขา้ ใจวา่ การเมอื งทางานอย่างไร
2. คดิ เชิงวิพากษ์
3. มสี านึกตอ่ ส่วนรวม
4. ไมย่ อมรับการ Discrimination
5. ชีวติ ในระบอบประชาธปิ ไตยและในชุมชนระหวา่ งประเทศ
ทั้งนม้ี จี ุดประสงค์ของการศึกษา 3 ขอ้ ได้แก่
1. ใหก้ ารศึกษากบั คนในเรื่องความเป็นพลเมืองและสทิ ธิมนุษยชนผ่านการทาความ
เขา้ ใจในหลกั การและองค์กรต่างๆ ซ่งึ ปกครองรัฐอยู่
2. เรียนร้ทู ่ีจะใชว้ จิ ารณญาณของตนและความคิดเชงิ วพิ ากษ์
3. ใหไ้ ดร้ ับสานึกความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสว่ นรวม
เน้อื หาหลักสาหรับการศึกษาเพอื่ ความเป็นพลเมอื ง
1. ความสัมพันธ์ระหวา่ งปจ๎ เจกและสงั คม: เสรีภาพของป๎จเจกและส่วนรวม และการไม่
ยอมรบั การเหยยี ด/การแบง่ แยกกนั (Discrimination) ในทุกรปู แบบ
หนา้ | 7
2. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งพลเมืองและรฐั บาล: อะไรทีเ่ กี่ยวข้องในระบอบประชาธปิ ไตย
และองคก์ รของรฐั
3. ความสัมพนั ธ์ระหว่างพลเมืองและชวี ติ ในแบบประชาธปิ ไตย
4. ความรบั ผิดชอบของป๎จเจกและประชาชนในชุมชนระหว่างประเทศ
สาธารณรฐั ฝร่งั เศส
ฝร่ังเศสเป็นประเทศท่ีคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนตนเองมาก และเป็นต้นแบบให้กับ
หลายๆ ประเทศ ดูได้จากคาขวัญประจาชาติคือ “liberty, equality, fraternity” หรือ “เสรีภาพ ความ
เท่าเทียม ภราดรภาพ (ความเป็นพี่น้องกัน)” เม่ือปี ค.ศ. 2015 (2558, เร่ืองเดียวกัน) รัฐบาลได้ประกาศ
ให้มกี ารเรียนการสอนวิชา “Civic and Moral Education” แปลได้ว่าวิชาพลเมืองและศีลธรรม โดยเน้น
สาระสาคญั ของรายวิชาคอื
1. เข้าใจถึงกฎหมาย ความหลากหลายของชุมชนพลเมือง
2. เคารพเสรภี าพ ความเท่าเทียม
3. การมีส่วนร่วม ช่วยเหลอื ผ้อู ่นื
4. เข้าใจถึงป๎ญหาตา่ งๆ เชน่ การเหยียดหยาม
5. เขา้ ใจถึงหลักการรัฐโลกวิสยั /ความเปน็ กลางทางศาสนา
สาเหตทุ ี่ฝร่ังเศสกาหนดให้มีรายวิชาน้ีและกาหนดสาระสาคัญดังกล่าวสืบเน่ืองจากเหตุการณ์การ
ก่อการร้าย (terrorist) ในปารีสเมื่อปี ค.ศ. 2015 อดีตประธานาธิบดี ฟร็องซัว ออล็องด์ เลยต้ังใจจะ
ส่งเสรมิ คุณคา่ ความเป็นสาธารณรัฐ (republic) ท่ีฝร่ังเศสให้ความสาคัญแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นเนื้อหาจึงเน้น
ไปท่ีความเท่าเทียม เสรีภาพ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รัฐโลกวิสัย (secularism) เป็นส่วนใหญ่ ทั้งน้ี
เอกสารของกระทรวงศกึ ษาธิการของฝรั่งเศสไดก้ าหนดวตั ถุประสงคแ์ ละเน้ือหาการเรียนการสอนไวด้ งั น้ี
1. นักเรยี นต้องเข้าใจหลักการที่ควบคุมพฤตกิ รรมของปจ๎ เจกและส่วนรวม (ระเบียบ)
รับรู้ถงึ ความหลากหลายของความคิดเห็น ความเชื่อ และแนวทางการใช้ชวี ติ (เสรภี าพ) และสร้าง
ความสัมพนั ธท์ างสังคมและการเมือง (ชุมชนของพลเมือง)
2. สนบั สนุนการเคารพในสทิ ธิและกฎหมาย การเคารพทุกๆ คนอย่างเท่าเทยี ม ความ
เปน็ อนั หนึ่งอนั เดียวกนั การช่วยเหลือเพอ่ื นมนุษย์ การร่วมมือกนั ความเข้าใจในประโยชนข์ องสว่ นรวม
และการมีสว่ นรว่ มของการใช้ชวี ิตในระบอบประชาธปิ ไตย
3. ปญ๎ หาต่างๆ เช่น การต่อสู้ตอ่ การเหยียดเชือ้ ชาตแิ ละการต่อตา้ นชาวยิว การต่อต้าน
อคติและการแบง่ แยก สิทธแิ ละหนา้ ท่ี หลักการของรฐั โลกวสิ ัย (ศาสนาออกจากตัวรัฐ) และความเปน็
กลางทางศาสนา
หน้า | 8
สาธารณรัฐสงิ คโปร์
ในหลักสูตรของสิงคโปร์มีวิชาที่ช่ือว่า “Character and Citizenship Education” ซึ่งปรับปรุง
ลา่ สดุ ในปี ค.ศ. 2014 (2557, เรือ่ งเดียวกัน) กรอบแนวคดิ ของวิชาคือ “ตนเอง สังคม สงิ คโปร์” ดงั นี้
1. ตนเองอยูอ่ ย่างไร? ใช้ทกั ษะต่างๆ เป็น
2. เคารพผู้อน่ื ความแตกตา่ ง และสามคั คีปรองดอง
3. ภาคภมู ใิ จในสงิ คโปร์
4. รับรู้และรว่ มกนั แกไ้ ขปญ๎ หาในชมุ ชน ชาติ และโลก
ตามช่ือวิชาที่เน้นเรื่องของการสร้างตัวตน หรือลักษณะของตนเอง รวมถึงความเป็นพลเมืองด้วย
วิชาน้ใี นสงิ คโปรจ์ ึงเนน้ ทกั ษะของผเู้ รยี นทง้ั สาหรบั ตนเอง และสังคมดว้ ย และจากการเป็นประเทศเล็กๆ ท่ี
เพ่ิงเกิด จงึ มคี วามพยายามสร้างความเป็นชาติ ความรักชาติ ความเป็นปึกแผ่นแก่พลเมืองของสิงคโปร์ท่ีมี
ความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ โดยหลกั สูตรได้เขียนผลการเรียนรู้ หรอื สิง่ ทีผ่ ูเ้ รยี นจะได้รับหลังจาก
เรียนแล้ว ดังนี้
1. ได้รับ Self-awareness และปรบั ใชท้ กั ษะต่างๆ ในการจดั การตนเองเพื่อให้ได้รับ
ความเปน็ อยู่ทด่ี แี ละประสิทธิผลท่ีดีของตน
2. ปฏบิ ัติตนดว้ ยความซ่ือสัตย์ และตัดสินใจอยา่ งมีความรับผดิ ชอบ ซึง่ ส่งเสริมหลกั การ
ทางจริยธรรม
3. มีความตระหนกั ถึงสงั คม และปรบั ใชท้ กั ษะในดา้ นมนษุ ยสัมพันธเ์ พื่อสรา้ งและรักษา
ความสมั พันธ์เชิงบวก บนฐานของความเคารพซึง่ กันและกนั
4. มคี วามยดื หยุ่นและมีความสามารถทีจ่ ะเปลี่ยนความท้าทายเปน็ โอกาส
5. มคี วามภาคภูมิใจในอตั ลักษณ์ความเปน็ ชาติ สานึกความเป็นเจ้าของต่อสงิ คโปร์ และ
มงุ่ มั่นทจี่ ะสร้างชาติต่อไป
6. ใหค้ ุณค่ากับความแตกต่างหลากหลายทางสงั คมและวฒั นธรรมของสิงคโปร์ และ
สนับสนุนความสามัคคีและปรองดองกนั ในสงั คม
7. สนใจดแู ลผอู้ ่นื และมีสว่ นรว่ มอยา่ งขยันขันแข็งต่อการพฒั นาของชมุ ชนและชาติของ
เรา
8. สะทอ้ นถึงและตอบสนองต่อป๎ญหาระดบั ชุมชน ชาติ และโลก ในฐานะพลเมืองทีม่ ี
ข้อมูลและความรบั ผิดชอบ
สหราชอาณาจกั ร (อังกฤษ)
อังกฤษเป็นต้นแบบของระบอบการเมืองการปกครองของไทย และต้นแบบด้านการศึกษา โดยมี
การสอนวชิ า Citizenship Education มีจุดมุ่งหมายของรายวชิ าคือ
หนา้ | 9
1. ไดร้ บั ความรู้อยา่ งถอ่ งแท้และเขา้ ใจในการปกครองของสหราชอาณาจักร ระบบการ
ปกครอง และวิธีการท่ีพลเมืองจะมีสว่ นรว่ มอยา่ งต่อเน่ืองในระบบประชาธปิ ไตยของรฐั บาล
2. พฒั นาความรู้ความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนเก่ยี วกบั บทบาทของกฎหมายและระบบยุติธรรม
ในสังคม และวธิ ที ่ีกฎหมายน้ันถูกสร้างและนาไปใช้
3. พัฒนาความสนใจ ความตงั้ ใจ และการมีส่วนรว่ มในอาสาสมคั ร รวมถึงรูปแบบอ่ืนๆ
ของกิจกรรมเพ่ือสว่ นรวม ซง่ึ ผเู้ รยี นจะมตี ดิ ตัวไปจนเปน็ ผู้ใหญ่
4. พร้อมไปดว้ ยทักษะทีจ่ ะคิดเชิงวิพากษ์ และดเี บตประเดน็ ทางการเมือง
5. ทาใหผ้ ู้เรียนสามารถจะบริหารทรัพย์ของพวกเขาในความต้องการของแตล่ ะวัน และ
วางแผนสาหรบั ความต้องการทางการเงินในอนาคต
โดยเน้อื หาคร่าวๆ ทจี่ ะสอนมีต้ังแต่การเมืองในอังกฤษ รฐั บาลองั กฤษ กระบวนการยุติธรรม
กฎหมายของอังกฤษ วธิ ีการที่ผูเ้ รยี นจะสามารถมสี ่วนรว่ มกับสังคม วิธีการคิดเชงิ วิพากษ์ ไปจนถึงสทิ ธิ
มนุษยชน และการปกครองของยโุ รป (EU) ไปจนถงึ ระดับนานาชาติ
สาธารณรฐั อนิ โดนเี ซีย
อินโดนีเซียเป็นประเทศท่ีใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีวิชาที่เรียกว่า “Pancasila and Citizenship
Education” หรือวิชาพลเมืองและป๎ญจศีล โดยป๎ญจศีลเป็นปรัชญาแห่งรัฐของอินโดนีเซีย 5 ประการ
สาหรับวชิ าน้ใี นอินโดนเี ซียเนน้ ความเปน็ พลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย มจี ุดเนน้ คือ
1. ตระหนักความเป็นพลเมือง
2. สามารถสื่อสารเชงิ สงั คมได้
3. มีสว่ นรว่ มอยา่ งแข็งขัน
4. รวู้ า่ ตนเองมสี ่วนร่วมไปทาไม
5. คดิ เชงิ วพิ ากษ์
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. ความตระหนักในฐานะพลเมือง ในเรอ่ื งสิทธแิ ละข้อบังคบั ของพลเมืองของการใช้ชีวิต
ในแบบประชาธปิ ไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเพื่อปรบั พฤติกรรมตนเองใหเ้ ข้าใจและตระหนักถึงสิ่งน้ี
2. การสอ่ื สารเชงิ สงั คม-วัฒนธรรมของความเปน็ พลเมือง (การมสี ว่ นร่วมของพลเมือง) :
ความตอ้ งการและความสามารถของผเู้ รียนในฐานะพลเมืองท่จี ะมสี ่วนรว่ มในการสอื่ สารน้ีตามสทิ ธิและ
ข้อบงั คบั
3. ความสามารถทจี่ ะเขา้ ร่วมในฐานะพลเมอื ง (ทักษะพลเมืองและการมสี ว่ นร่วม) :
ความต้องการ ความสามารถ และทกั ษะของผเู้ รยี นในฐานะพลเมอื งท่ีจะเรม่ิ ต้น และ/หรือเข้ารว่ มในการ
แกไ้ ขปญ๎ หาทางสงั คม-วฒั นธรรมในสภาพสังคมของพวกเขา
หนา้ | 10
4. การใหเ้ หตผุ ลของความเป็นพลเมือง (ความรูใ้ นดา้ นความเป็นพลเมอื ง) ความสามารถ
ของผ้เู รยี นในฐานะพลเมอื งที่คดิ เชงิ วิพากษ์อย่างรบั ผิดชอบเกยี่ วกับแนวความคดิ เครื่องมอื และการ
ปฏบิ ตั ขิ องระบอบประชาธิปไตยในอนิ โดนีเซีย
5. การมีสว่ นรว่ มอย่างมีความรับผิดชอบในการเป็นพลเมือง ความตระหนักและการ
เตรยี มตัวให้พร้อมของผู้เรียนในฐานะพลเมืองท่ีจะมีสว่ นรว่ มอย่างแขง็ ขันและอยา่ งมคี วามรบั ผดิ ชอบใน
ระบอบประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรปุ คือ ผูเ้ รียนต้องตระหนกั ในความเปน็ พลเมอื ง สามารถส่ือสาร เขา้ ร่วม รู้ว่าตวั เอง
เป็นพลเมืองแบบนเี้ พ่อื อะไร สามารถคดิ วิพากษ์ได้ และมคี วามรบั ผดิ ชอบในความเป็นพลเมือง หลงั จาก
การปกครองอยา่ งยาวนานของระบอบเผด็จการทหารของอินโดนีเซีย อาจจะทาให้ผู้วางหลักสูตรตะหนัก
และให้ความสาคญั กับการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธปิ ไตยเปน็ อยา่ งมาก
ราชอาณาจกั รไทย
สาหรบั ประเทศไทยเรยี กวา่ หน้าทพี่ ลเมือง มีจดุ เน้นคือ ความเปน็ ไทย สถาบันหลกั และความ
ปรองดอง ตามจุดเน้นดังกล่าวมีส่งิ ทต่ี ้องสอนในวิชานีค้ ือ
จุดเน้นที่ 1 ความเปน็ ไทย
- ลักษณะท่ดี ีของคนไทย (มารยาทไทย กตญั ํูกตเวที เอื้อเฟื้อเผอ่ื แผ่ เสยี สละ)
- ศิลปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม และประเพณไี ทย (การแต่งกาย ภาษา ภมู ปิ ญ๎ ญา
ประเพณ)ี
จดุ เนน้ ที่ 2 รกั ชาติ ยึดมน่ั ในศาสนา และเทิดทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
การเหน็ คณุ คา่ และการแสดงออกถงึ ความรักชาติ ยึดม่นั ในศาสนา และเทิดทูนสถาบนั
พระมหากษัตรยิ ์
จุดเนน้ ที่ 3 ความเปน็ พลเมืองดใี นระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นพระประมุข
- การดาเนนิ ชีวิตตามวถิ ีประชาธปิ ไตย
- การมสี ่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์
ทรงเป็นพระประมขุ
จุดเนน้ ที่ 4 ความปรองดอง สมานฉนั ท์
- การอย่รู ่วมกนั ในสงั คมแหง่ ความหลากหลาย
- การจดั การความขัดแยง้ และสันตวิ ธิ ี
จุดเน้นที่ 5 ความมีวินยั ในตนเอง
ซ่ือสตั ย์สจุ รติ ขยนั หมั่นเพยี ร อดทน ใฝหุ าความรู้ ตง้ั ใจปฏิบัตหิ นา้ ที่ ยอมรบั ผลท่ีเกดิ จาก
การกระทาของตนเอง
หน้า | 11
การศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมืองของประเทศไทยเองก็มิได้เพิ่งมีในหลักสูตรการศึกษา
อย่างเช่นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551 หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าหลัง
เปล่ียนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นาคณะราษฎรฝุายพลเรือน ได้พยายาม
จะดาเนินการเร่ืองการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง โดยการก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง”
เพื่อที่จะประศาสน์ความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้แก่พลเมืองมากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ แต่
ขณะนั้นมิได้ดาเนินการในระดับโรงเรียน ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดให้มี
หลักสูตรวิชาหน้าท่ีพลเมือง สาหรับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในโรงเรียน ซ่ึงใช้จนถึงปี พ.ศ. 2521 จึงยุบวิชา
หน้าท่ีพลเมืองให้ไปรวมอยู่ในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และกลุ่มสังคมศึกษา ส่วนในหลักสูตรฯ
พ.ศ. 2551 การศึกษาเรื่องหน้าที่พลเมืองมุ่งเน้นไปที่ความรู้มากกว่าการสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ
ตอ่ สงั คมได้อยา่ งทีค่ วรจะเปน็
ซึ่ ง ห า ก พิ จ า ร ณ า ก า ร พั ฒ น า ก า ร ศึ ก ษ า เ พ่ื อ ส ร้ า ง ค ว า ม เ ป็ น พ ล เ มื อ ง ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย แ ล ะ
ต่างประเทศจะพบว่า การศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมืองของประเทศไทยนั้น แม้จะมีการกาหนด
หลักสูตรชัดเจนในแต่ละระดับการศึกษา แต่ก็ยังไม่สามารถทาให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงเท่าที่ควร
โดยเฉพาะความตระหนักในหน้าท่ี ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย การเคารพสิทธิและหน้าที่ของ
ผู้อื่น และการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะป๎ญหาการเผชิญหน้าของกลุ่ม
สนับสนุนทางการเมืองท่ีแตกต่างกัน ขณะที่การพัฒนาการศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นพลเมืองของ
ต่างประเทศน้ัน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ท้ังในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ผ่านกิจกรรมประชาธิปไตยและการฝึกปฏิบัติเป็นไปตามบริบทและสถานการณ์ของแต่ละประเทศ มี
หลักสูตรดา้ นความเปน็ พลเมืองเปน็ การเฉพาะ ท่ตี ่างมุง่ ให้พลเมืองของตนมีความรอบรู้และตื่นรู้ในระบอบ
ประชาธิปไตย เคารพกฎหมายและนิติรัฐ สันติวิธี รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบ มีความเป็นชาติและ
คานึงถึงอัตลักษณ์ของประเทศของตน เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีจิตอาสา และค่านิยมร่วม มี
ความสามารถในการจัดการการเงินและวางแผนชีวิตในการดารงตนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ หลกั สตู รจึงมงุ่ ใหพ้ ลเมืองเปน็ พลเมืองภายใต้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ รวมทั้งการมีส่วนร่วม
ในวถิ ีการสร้างความเป็นพลเมืองโดยมีวิธีการที่สาคัญคือการฝึกโต้แย้งท้ังประเด็นสังคมและการเมืองอย่าง
มีเหตุผล รวมทั้งการฝึกปฏิบัติให้เกิดการเรียนรู้จนนาไปสู่การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของความเป็น
พลเมืองท่ีดีในวถิ ีประชาธิปไตย
หนา้ | 12
บทท่ี 1
พลเมอื งและความเปน็ พลเมือง
“พลเมือง คอื อะไร?”
“พลเมอื ง ตา่ งจากประชาชน อย่างไร?”
“พลเมอื ง มคี วามสาคญั อยา่ งไร?”
“พลเมอื ง เกย่ี วข้องกบั พวกเรา อยา่ งไร?”
“พวกเราตอ้ งเป็น พลเมอื ง ดว้ ยหรอื ?”
หลากหลายคาถามของคาว่าพลเมือง ซ่ึงแท้จริงแล้วพลเมืองไม่ใช่เร่ืองใหม่ แต่ไม่ค่อยได้รับความ
สนใจจากผู้คนในสังคมไทย ขณะที่การให้ความสาคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองให้เกิดข้ึนสาหรับ
เยาวชนไทยน้ันมีมาอย่างต่อเน่ืองเช่นกัน หลักฐานที่ประจักษ์สะท้อนได้จากพระราชดารัสของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัว รชั กาลที่ 9 ที่พระราชทานในโอกาสสาคญั หลายครั้ง อาทิ
“...อนาคตของชาตทิ กุ ชาติยอ่ มข้นึ อยู่แกเ่ ด็ก เพราะเด็กก็คอื ผ้ใู หญ่ในเวลาข้างหน้า ถ้าบุคคลได้รับ
การอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นพลเมืองดีอยู่ในศีลธรรม เคารพต่อบทกฎหมายของบ้านเมืองเสียต้ังแต่ยังเยาว์
เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พลเมืองของประเทศก็จะมีแต่คนดี และประเทศจะเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ก็โดยต้องมี
พลเมอื งดีด่ังว่านี้...”
พระราชดารัส ในพิธีเปิดศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางและสถานพินิจคุ้มครองเด็กกลาง วันที่ 28
มกราคม 2495
“...การศึกษาเป็นเคร่ืองมืออันสาคัญในการพัฒนา ความรู้ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ
ค่านิยม และคณุ ธรรมของบุคคล เพ่ือให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เมื่อบ้านเมืองประกอบ
ไปด้วยพลเมืองทม่ี ีคุณภาพและประสทิ ธิภาพ การพฒั นาประเทศชาตกิ ย็ ่อมทาได้โดยสะดวกราบร่ืนได้ผลที่
แนน่ อนและรวดเรว็ ...”
พระราชดารัส พระราชทานแก่ครูใหญ่และนักเรียน ณ ศาลาดุสิตาลัย พระราชวังดุสิต วันท่ี 22
กรกฎาคม 2520
พระราชดารัสข้างต้นแสดงถึงพระอัจฉริยะภาพของพระองค์ท่ีทรงตระหนักและทรงมีวิสัยทัศน์
ด้านการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ซึ่งเนื้อความยังคงเป็นสาระที่มีความทันสมัย และเป็นเรื่อง
สาคัญท่ีต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผลของการขัดเกลาและพัฒนาความเป็นพลเมืองต้อง
อาศัยระยะเวลานาน โดยเฉพาะการท่ีประเทศจะยืนหยัดอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแส
แหง่ โลกาภิวัตนอ์ นั เชีย่ วกราด
อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยยังมีความเข้าใจความหมายของคาว่า “พลเมือง” แตกต่างกัน หลาย
คร้ังท่ีมักจะใช้คาว่า “พลเมือง” “ประชาชน” และ “ราษฎร” ควบคู่กันไปโดยไม่เข้าใจว่า 3 คานี้มี
หน้า | 13
ความหมายเหมือนกันหรือไม่ และสามารถใช้แทนกันได้หรือไม่ ดังน้ันในการสร้างความเป็นพลเมือง จึง
ตอ้ งทาความเขา้ ใจกบั ความหมายของคาแตล่ ะคาให้เขา้ ใจเสยี ก่อน เพื่อให้เห็นว่าเพราะเหตุใดพลเมืองจึงมี
ความสาคัญ รวมไปถึงคุณสมบัติที่สาคัญและบทบาทหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุขควรเป็นเช่นใด
ความหมายของพลเมอื งและความเปน็ พลเมอื ง
ราษฎร (Subject) สานักงานราชบัณฑิตยสภาให้ความหมายราษฎร ว่า ผู้ที่เป็นคนของประเทศ
ถือสัญชาติเดียวกัน อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน มีสิทธิตามกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
บ้านเมอื งเหมือนกนั ทุกคน
ราษฎร หมายถึง คนของรัฐ ความหมายเดิมหมายถึงสามัญชน คือคนท่ีไม่ใช่ขุนนาง โดยใน
สังคมไทยโบราณนั้น ประชาชนเป็นไพร่หรือทาสเกือบท้ังหมด พอมาถึงช่วงรัชกาลที่ 5 ได้มีการ
เปลยี่ นแปลงการบริหารราชการแผน่ ดิน มกี ารเลกิ ทาส ทาให้ประชาชนกลายเป็นราษฎรท่ีไม่ต้องรับใช้เจ้า
ขุนมูลนาย และมีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่ากันในความหมายคือ ผู้ท่ีต้องเสียภาษีให้กับรัฐและต้อง
ปฏิบัตติ ามกฎหมายของบ้านเมืองเช่นเดียวเหมือนกันหมด “ราษฎร” จึงหมายถึงคนธรรมดา หมู่คนท่ีมิใช่
ขา้ ราชการ หรอื ทหารตารวจ มีความหมายคล้ายกับคาว่า “ประชาชน” แต่มีความหมายเป็นทางการน้อย
กว่าประชาชน
สถาบันพระปกเกล้าให้ความหมาย ราษฎร หมายถึง ผู้ท่ีเป็นภาระให้แก่สังคมไม่สามารถพ่ึงพา
ตัวเองได้ รอการช่วยเหลือจากคนอื่นอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม สังคมจะต้องเปิดโอกาสให้พวกเขามีการ
พฒั นาเพอ่ื พง่ึ พาตนเองได้มากข้นึ ผู้ที่อยภู่ ายใต้การดูแลและมบี ทบาทเพียงการรับคาสัง่ และทาตามคาสัง่
ประชาชน (People) ตามความหมายของสานักงานราชบัณฑิตยสภา คาว่าประชาชน
ประกอบด้วย “ประชา” หมายถึง หมู่คน และ “ชน” หมายถึง คน “ประชาชน” หมายถึง คนท่ีเกิดและ
อาศัยอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือว่าเป็นเจ้าของหรือสมาชิกของประเทศ คาว่า ประชาชน มักใช้ใน
ความหมายพหพู จน์ คือ หมายถงึ หมู่คน หรือ คนจานวนมาก
ประชาชน หมายถึง คนทั่วไป คนของประเทศ ประชาชนทุกคนมีหน้าท่ีต้องรู้กฎหมายใครจะ
ปฏเิ สธว่าไมร่ ไู้ มไ่ ด้
ตามความหมายของสถาบันพระปกเกล้า ประชาชน หมายถึง คนท่ีอยู่ใต้อานาจ เป็นผู้รับคาสั่ง
และทาตามคาส่ัง เป็นผู้ดูและไม่ใช่ผู้เล่น ในอีกนัยยะคือ ในสังคมมีผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง
ประชาชนในท่ีนี้ถูกผู้ปกครองบอกให้ทาสิ่งใดก็จะทาตาม แต่ถ้ามีโอกาสก็จะไม่ทา เพราะจะมองที่
ผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก หากต้องเสียผลประโยชน์จะไม่ยอมเสียสละหรือมีส่วนช่วยกันแก้ป๎ญหา
แตก่ ย็ ังมีการส่อื ถึงความเป็นเจา้ ของประเทศ และอานาจอธิปไตยมากกวา่ ราษฎร
พลเมือง (Citizen) มีรากศัพท์มาจาก 2 คา คือ “พละ” ท่ีแปลว่าพละกาลัง + เมือง หมายถึง
บา้ นเมือง เมือ่ รวมกันแลว้ แปลตามรากศัพท์จึงหมายถึงพละกาลังของบ้านเมือง ซ่ึงสานักงานราชบัณฑิตย
หน้า | 14
สภาให้ความหมายว่า พลเมือง หมายถึง คนที่มีสิทธิและหน้าที่ในฐานะประชาชนของประเทศใดประเทศ
หนึง่ หรือประชาชนที่อยู่ภายใต้ผูป้ กครองเดยี วกนั มกั มวี ัฒนธรรมเดียวกัน พลเมือง มีความหมายต่างจาก
ประชาชน ในแง่ทเี่ น้นสิทธิและหน้าท่ีมากกวา่ คาว่า ประชาชน
ในขณะที่สถาบันพระปกเกล้ากล่าวว่า พลเมืองมีความหมายมากไปกว่าผู้ท่ีมีบทบาทหน้าท่ีเพียง
แคร่ ับคาส่งั จากรัฐและทาตามกฎหมายเท่าน้ัน แต่ยังหมายถึง ผู้ที่เป็นกาลังหรือพลังของบ้านเมือง รวมตัว
กันทาเร่ืองดีๆ รวมถึงมีจิตสานึกความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ซื่อสัตย์ เสียสละและมีเหตุผล เห็น
กับประโยชน์ส่วนรวมและเป็นส่วนช่วยให้สังคมและประเทศชาติมีความเจริญ พลเมืองจึงหมายถึงคนท่ี
เป็น “พละกาลังของบา้ นเมอื ง” ไมเ่ ปน็ ภาระใหก้ บั คนอนื่ แต่สามารถพ่ึงตนเองและชว่ ยเหลือสงั คมได้
กล่าวโดยสรุป พลเมืองมีความแตกต่างจากประชาชน และราษฎร ในแง่ของจิตสานึกความ
รับผิดชอบและพฤติกรรมการแสดงออกต่อสาธารณะ ตลอดจนการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการ
รกั ษาสทิ ธิตา่ งๆ ของตน รวมถึงการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งโดยการแสดงออกซึ่งสิทธิ เสรีภาพในการแสดง
ความคดิ เหน็
ดังนั้นการพัฒนาสังคมหน่ึงๆ ให้มีคุณภาพ จึงจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องยกระดับความรู้
ความสามารถ (knowledge & capacity) ทักษะ (skill) และเจตคติ (disposition) ของผู้คนในสังคมจาก
“ราษฎร” ท่ียังเป็นภาระให้คนอ่ืนและสังคมไปสู่ “ประชาชน” ที่เป็นเพียงผู้เฝูามองดูอยู่เฉยๆ ให้
กลายเป็น “พลเมือง” ที่มีความรู้ความสามารถ ตระหนักในศักยภาพของตน มีความกระตือรือร้นท่ีจะใช้
สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายนั้นอย่างเหมาะสม เห็นกับประโยชน์ของส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ และทาให้ชาติ
บ้านเมอื งมคี วามเจรญิ กา้ วหน้า มีความเป็นอยูท่ ด่ี แี ละมีความสุขกันทว่ั หน้า
ความเปน็ พลเมอื ง
ความเป็นพลเมือง (Citizenship) หมายถึง ประชาชนหรือพลเมืองของรัฐ หรือสังคม หรือ
ชุมชนท่ีอาศัยอยู่ที่มีความกระตือรือร้น รับผิดชอบท้ังต่อตนเองและต่อสาธารณะหรือส่วนรวม ไม่ใช่เป็น
บคุ คลท่ีเห็นเรื่องสาธารณะหรือเรอ่ื งสว่ นรวมท่ีไม่ใช่เร่ืองของตัวเอง แต่เป็นเร่ืองของคนอ่ืน หรือหน่วยงาน
อื่นท่ีต้องทาแทนตน ตนเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการกระทาเหล่านั้น ประชาชนในชุมชน หรือสังคม
หรือในรัฐ ต้องมีความกระตือรือร้น ลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อกิจการสาธารณะท่ีเก่ียวข้องกับตน ทั้งการคิด
พัฒนา และเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นที่รัฐจัดทาข้ึน เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เป็นธรรม โปร่งใส
ตรวจสอบได้ (อเนก เหลา่ ธรรมทัศน์, 2545 อ้างถงึ ใน สยามรฐั , 2561, ออนไลน์)
ความเป็นพลเมือง คือ สถานภาพของบุคคลท่ีจารีตประเพณีหรือกฎหมายของรัฐรับรองซ่ึงให้แก่
สิทธิและหนา้ ทแ่ี ห่งความเป็นพลเมอื งแก่บุคคล ซ่ึงอาจรวมถึงสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง การทางานและอาศัย
อยู่ในประเทศ สิทธกิ ลบั ประเทศ สทิ ธิครอบครองอสังหารมิ ทรพั ย์ การคมุ้ ครองทางกฎหมายต่อรัฐบาลของ
ประเทศ และการคุ้มครองผ่านกองทัพหรือการทูต พลเมืองยังมีหน้าที่บางอย่าง เช่น ปฏิบัติหน้าที่ตาม
หน้า | 15
กฎหมายของรฐั จ่ายภาษี หรือรับราชการทหาร บุคคลอาจมคี วามเป็นพลเมืองมาก และบุคคลที่ไม่มีความ
เปน็ พลเมอื ง เรยี กผูไ้ รส้ ญั ชาติ (stateless)
สถาบันพระปกเกล้า (2559, หน้า 5) ให้ความหมาย ความเป็นพลเมือง หมายถึง การท่ีบุคคล
แสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเองและส่วนรวม แสดงความ
สนใจท่จี ะมีสว่ นรว่ มทางการเมือง โดยการแสดงออกซึ่งสทิ ธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ความเป็นพลเมือง หมายถึง การมีสิทธิ เสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในชีวิตของชุมชน
ในทางกฎหมายยังเป็นเรื่องท่ีเช่ือมระหว่างป๎จเจกชนกับรัฐ (ถวิลวดี บุรีกุล, รัชวดี แสงมหะหมัด, 2555,
หนา้ 4) ซึง่ การท่ีจะเปน็ พลเมืองได้นัน้ จะต้องมีองคป์ ระกอบดังตอ่ ไปนี้
(1) มเี อกลักษณ์ที่มาจากความเป็นสมาชิกของชมุ ชนทางการเมือง
(2) ยึดถือคา่ นยิ มเฉพาะและอุดมคติ
(3) มสี ิทธิและหนา้ ท่ี
(4) มีสว่ นร่วมทางการเมอื ง
(5) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ประวตั ิศาสตรข์ องความเป็นพลเมือง
ยุคสมัยโบราณกาล ความเป็นพลเมืองเป็นเอกสิทธ์ิของชนช้ันสูงซึ่งมีอิสระท้ังด้านเศรษฐกิจ
ความคิด และเวลา เพื่อปฏิบัติหน้าที่พลเมือง เช่น การสมัครรับการเลือกตั้ง การเป็นทหาร เป็นต้น ใน
สมัยนั้นความเป็นพลเมืองเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นฐานันดรศักด์ิ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ
ในความเป็นพลเมือง โดยเฉพาะสตรี ทาส หรอื คนปุาเถือ่ น
ยุคสมัยกลาง เป็นยุคของสมบูรณาญาสทิ ธิราชย์ในยโุ รป แนวคดิ แบบพลเมืองก็ได้สูญหายไป เน้น
เพียงแค่ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เท่าน้ัน พลเมืองไม่มีสิทธิเข้ามามีบทบาททางการเมืองจึงไม่
ต้องมีจริยธรรมแบบพลเมือง ไม่มีสัญญาประชาคมระหว่างประชาชนและรัฐ มีแต่ความสัมพันธ์แบบ
จงรักภักดีระหวา่ งกษตั รยิ ์และประชาชน ดังคาพูดของพระเจา้ หลุยส์ที่ 14 แห่งฝร่ังเศส ว่า “รัฐคือผมเอง”
(1674, เรื่องเดียวกนั , 2555)
ต้ังแต่การปฏิวัติฝร่ังเศสและสหรัฐอเมริกาเป็นต้นมา กระแสเสรีนิยมก่อให้เกิดแนวคิดที่ว่า
ประมุขและรัฐไม่ได้รวมเป็นอันเดียวกัน และหลักการท่ีว่าประชาชนต้องนับถือรัฐมากกว่าตัวบุคคลที่
ปกครองรัฐ จึงทาให้เกิดความเป็นพลเมืองท่ีเน้นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและรัฐแทน ดังน้ันความ
จงรักภักดีต่ออุดมคติทางการเมืองจึงมาแทนความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ท้ังน้ีการปฏิวัติของ
สหรัฐอเมริกา และฝร่ังเศส ได้ประกาศใช้หลักการเหล่าน้ีในรัฐธรรมนูญของท้ังสองประเทศ คือ
Declaration of Independence (1776) and Declaration of the Rights of Man and the Citizen
(1789) ซ่ึงจากการปฏิวัติฝร่ังเศสเป็นเหตุเร่ิมต้นของการผสานความเป็นพลเมืองกับชาติ (Keith Faulks,
2000 อ้างถึงใน เรอื่ งเดยี วกนั , 2555, หนา้ 7) ไวด้ ว้ ยกนั
หนา้ | 16
ระหว่างศตวรรษท่ี 19 และ 20 อุดมการณ์แบบเสรีนิยมทาให้นิยามของความเป็นพลเมือง
กลายเป็นเรือ่ งของสิทธิและเสรภี าพ ซ่ึงเปน็ อุดมคติของความเสมอภาคและเสรีภาพ คานิยามดังกล่าวมีข้อ
สมมุติฐานว่าพลเมืองทุกคนมีเหตุผล และมีทางเลือกท่ีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของชนชั้นหรือเพศ
แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม ในสมยั นี้ความเสมอภาคกย็ งั เป็นไดแ้ คค่ วามเสมอภาคในประเดน็ ของกฎหมายเท่านนั้
หลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 2 สิทธิของพลเมือง สิทธิทางการเมือง และสิทธิทางสังคม ได้พิสูจน์
ว่าความเสมอภาคด้านกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทาให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง ดังน้ันรัฐมี
หน้าท่ีคุ้มครองพลเมืองทางด้านสังคมด้วย ด้วยเหตุนี้รัฐสวัสดิการจึงเกิดข้ึน และส่งผลกระทบต่อทัศนคติ
ของประชาชน อาจจะทาให้ประชาชนเห็นว่าไม่จาเป็นต้องตอบแทนอะไรแก่รัฐ จากเหตุวิกฤตนี้จะเห็นได้
ว่าประชาชนในยุโรปและอเมริกาไม่ค่อยได้ไปเลือกตั้ง หรือเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนเท่าท่ีควร เพราะอาจ
คดิ ว่าการเมอื งในระดับชาตินนั้ ไม่ได้เกิดประโยชน์ท่ีแท้จริงในสมัยโลกาภิวัตน์แล้ว ดังน้ันอนาคตของความ
เปน็ พลเมืองอาจจะกลายเป็น “พลเมืองโลก” ซ่ึงในยุโรปมีสภาวการณ์ของการเป็นพลเมืองของยุโรปแล้ว
(European Citizenship)
จริยธรรมแบบพลเมอื ง (Civic virtues)
ความเป็นพลเมืองเป็นเร่ืองของความกระตือรือร้นมากกว่าจะเป็นสภาวะของการอยู่เฉยๆ ไม่
ดิ้นรน อาจเป็นเรื่องของการไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครอง หรือเป็นเร่ืองตั้งแต่
พน้ื ฐานของสทิ ธขิ องบคุ คล เราต้องเตม็ ใจที่จะยอมรับการมีความรับผิดชอบท่ีมากขึ้นและเข้ามามีส่วนร่วม
ดังน้ันจริยธรรมของการมีส่วนร่วม (Ethic of Participation) ซ่ึงได้รวมสิทธิและความรับผิดชอบไว้ด้วยน้ี
เป็นจริยธรรมแบบพลเมืองที่จาเป็นเพ่ือความย่ังยืนของประชาธิปไตย นอกจากน้ียังมีจริยธรรมแบบ
พลเมืองอีกมากมายที่ขึ้นกับบริบทของพื้นที่ เช่น ตามที่อริสโตเติลกล่าวว่า “พลเมืองท่ีดีควรรู้และมี
ความสามารถท้ังเร่ืองกฎระเบียบและการถูกควบคุมโดยกฎระเบียบด้วย และส่ิงเหล่าน้ีคือจริยธรรมแบบ
พลเมือง” (Aristotle อ้างถึงใน เร่ืองเดียวกัน, 2555, หน้า 9) จริยธรรมของพลเมืองประกอบด้วย
จรยิ ธรรม 4 ประการ คือ
(1) การควบคุมตนเอง และการเลีย่ งการกระทาท่ีใช้ความรนุ แรง หรอื สดุ ขว้ั
(2) ความเป็นธรรม
(3) ความกล้าหาญ และความรกั ชาติ
(4) การมปี ๎ญญาและรอบคอบ มัธยัสถ์ ซ่งึ รวมถงึ ความสามารถในการตดั สินใจได้ดว้ ย
ประเภทของความเปน็ พลเมอื ง
Joel Westheimer และ Joseph Kahne (2004, อ้างถึงใน เร่ืองเดียวกัน, 2555, หน้า 10) ได้
พัฒนาประเภทของการเป็นพลเมือง 3 กลุ่ม ซ่ึงข้ึนอยู่กับการให้คุณค่าและการกระทาที่เก่ียวเน่ืองกับการ
หนา้ | 17
เปน็ พลเมืองที่ดี ประกอบด้วย 1) ความรับผิดชอบส่วนตัว 2) การมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง และ 3)
จติ สานกึ เกี่ยวกบั ความยุตธิ รรมทางสงั คม ดงั ตาราง 1
ตาราง 1 ประเภทของการเป็นพลเมือง
ความรบั ผดิ ชอบส่วนตัว การมีส่วนร่วม จิตสานึกเกี่ยวกับความ
- มหี น้าท่รี ับผิดชอบใน ในความเป็นพลเมอื ง ยุตธิ รรมทางสังคม
ชุมชนของตน
ลกั ษณะ - ทางานอย่างสจุ ริตและ - เข้าร่วมเปน็ สมาชกิ ของ - ประเมนิ โครงสรา้ งทาง
จ่ายภาษี
ตวั อยา่ งของ - เคารพกฎหมาย ชุมชน และพยายามท่ีจะ สังคม การเมือง และ
การกระทา - การแยกขยะ การบรจิ าค
สมมตฐิ าน โลหติ ร่วมพฒั นาชมุ ชน เศรษฐกิจ อย่าง
หลัก - เป็นอาสาสมคั รใน
ช่วงเวลาท่วี ิกฤติ - ดแู ลชมุ ชนโดยพยายามที่ วิพากษว์ ิจารณเ์ พื่อเขา้ ใจ
สนับสนนุ ดา้ นอาหารแก่คน จะดแู ลความต้องการ ป๎ญหาอยา่ งลึกซงึ้
ยากจน
สนบั สนนุ การพฒั นา - ค้นหาและบอกถึงสงิ่ ท่ี
เพอื่ เปน็ การพัฒนาสังคม
พลเมอื งทีด่ ีต้องมีความ เศรษฐกิจ หรอื รักษา ไมไ่ ด้รบั ความยตุ ธิ รรม
ซอ่ื สัตย์ ความรับผิดชอบ
และปฏิบัติตามกฎหมาย ส่ิงแวดลอ้ ม - รู้เรอื่ งความเคลอ่ื นไหว
ของชุมชน
ทางสงั คมและวิธกี ารท่จี ะ
ก่อให้เกดิ การ
เปลย่ี นแปลง
ช่วยในการจัดระบบการ ทาการสารวจว่าทาไม
จดั การอาหารสาหรบั คน ประชาชนถงึ ยงั ขาดแคลน
ยากจน ดา้ นอาหารอยู่ และมี
แนวทางอะไรในการแก้ไข
ปญ๎ หานนั้
เพอ่ื เปน็ การพฒั นาสงั คม เพือ่ เปน็ การพฒั นาสงั คม
พลเมืองทีด่ ตี ้องมสี ว่ นร่วม พลเมืองทีด่ ีต้องต้งั คาถาม
และมีตาแหนง่ หนา้ ท่ีผู้นา โต้แยง้ เปล่ียนระบบและ
ภายในระบบและโครงสร้าง โครงสร้างที่ตั้งขน้ึ เมอื่ เกดิ
ที่มไี ว้ ความไม่ยุติธรรมข้ึนใน
สังคม
ทมี่ า: Joel Westheimer and Joseph Kahne (2004 อา้ งถงึ ใน เรื่องเดียวกัน, หนา้ 10)
หนา้ | 18
คณุ สมบตั ขิ องความเป็นพลเมือง
คุมสมบัตขิ องความเปน็ พลเมอื ง สามารถแบ่งไดเ้ ป็น
1. มีค่านิยมตามประเพณีนิยม (Traditional Values) ประกอบด้วย การเคารพผู้อาวุโสกว่า
เสียสละเวลาทางานเพือ่ ส่วนรวม ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติตามหลักศาสนา มีความภูมิใจในการเป็นคน
ไทย ทางานแบบสุจรติ บรจิ าคโลหิต/เงนิ /ส่ิงของ/แรงงาน และรกั ษาส่ิงแวดลอ้ มโดยการนากลับไปใช้ใหม่/
ช่วยปลูกต้นไม้ แยกขยะ
2. มีความรเู้ กีย่ วกบั การเป็นพลเมอื ง (Civic Knowledge) ประกอบด้วย สามารถเปรียบเทียบ
นโยบายของพรรคและผู้สมัครรับการเลือกต้ัง มีความรู้เก่ียวกับการเมืองการปกครอง สามารถคุยเร่ือง
การเมอื งของประเทศตา่ งๆ และเต็มใจท่ีจะเสยี ภาษี
3. การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) ประกอบด้วย ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง
เสมอ สามารถวเิ คราะห์และแสดงความคิดเหน็ ทางการเมือง เป็นสมาชกิ กลุ่ม/สมาคม/สหภาพ/ชมรม เป็น
ต้น สามารถไปร่วมชุมนุม ประท้วงหรือเดินขบวน รวมท้ังนัดหยุดงานเม่ือเห็นว่าจาเป็น และติดตามการ
ทางานของนักการเมืองและข้าราชการ
การสรา้ งสานกึ พลเมือง
การสร้างสานึกพลเมืองต้องให้ความสาคัญกับแนวคิดของความรู้ ทักษะ และเจตคติ ซึ่งมี
ความสาคัญเชื่อมโยงกันและเป็นองค์ประกอบที่สาคัญของพลเมือง ดังน้ันการสร้างสานึกพลเมืองคือมุ่ง
สร้างให้บุคคลมีความรู้ความเข้าใจ (knowledge) มีทักษะ (skill) ในการแสดงออก และมีเจตคติ
(disposition) เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีเหมาะสม
ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยทาให้เป็นรูปธรรม เน่ืองจากมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกัน หากปราศจากส่วนใด
ส่วนหน่ึงจะไม่สามารถสร้างสานกึ พลเมอื งใหเ้ กิดขนึ้ ได้
1. ความรู้ (knowledge) ในท่ีนี้หมายถึง ความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความเป็นพลเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองใน
รปู แบบตา่ งๆ เชน่ การลงประชามติ หรือความรู้ในเร่ืองใดเรื่องหนึ่งทีก่ ลุ่มสนใจ
2. ทกั ษะ (skill) หมายถึง ความชานิชานาญ การทางานได้อย่างคล่องแคล่ว ทักษะเป็นสิ่งที่ต้อง
ฝึกฝนปฏิบัติให้เกิดความชานาญในการปฏิบัติและในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทักษะท่ี
พลเมืองพึงมี อาทิ ทักษะในการคิด การเขียนเชิงวิเคราะห์ การพูดในที่สาธารณะ การประยุกต์ใช้ การ
จัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเป็นผู้นาและผู้ตามท่ีดี การฟ๎งและการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง
เปน็ ตน้
3. เจตคติ (disposition) หมายถึง ภาษาท่าทาง ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งหน่ึงส่ิงใด
อาจจะส่งผลต่อแนวโน้มการแสดงออกของผู้นั้นทางกาย วาจา ใจ เจตคติมีท้ังด้านบวกและด้านลบ อาทิ
การแสดงออกถึงความชอบ ความพอใจ ความสนใจ เห็นด้วย ในทางกลับกันเจตคติด้านลบ อาทิ การ
หนา้ | 19
แสดงออกถึงความเกลียดชัง ไม่พอใจ ไม่สนใจ ไม่เห็นด้วย ไม่ให้ความร่วมมือ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
เจตคติอาจเปล่ียนแปลงไปได้ตามข้อมูลท่ีได้รับหรือความเช่ือท่ีเปลี่ยนไป เจตคติท่ีพลเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยพึงมี เช่น การยอมรับความหลากหลาย การยึดหลักสันติวิธีในการแก้ไขป๎ญหา เชื่อม่ันใน
ระบอบประชาธปิ ไตยและอานาจของประชาชน เป็นต้น
ด้วยเหตนุ ้ี การสร้างสานึกพลเมืองจึงจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องพัฒนาความรู้ (knowledge) ทักษะ
(skill) และเจตคติ (disposition) ไปพร้อมกันดังแผนภาพ
ภาพ 1 การสร้างสานึกพลเมือง
หน้า | 20
บทท่ี 2
ความเปน็ พลเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย
การศึกษาเพ่ือสร้างพลเมืองในสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเห็นคุณค่าในการพัฒนาคน
ของรฐั ให้มีคุณภาพ ตระหนักในสิทธิหน้าท่ีความรับผิดชอบ มีคุณลักษณะในฐานะเจ้าของอานาจอธิปไตย
เป็นพลเมืองท่ีมีความกระตือรือร้น (active citizen) แต่ท่ีผ่านมาสังคมไทยมีฐานความคิดในการจัด
การศกึ ษาเพอื่ สร้างพลเมอื งท่ีต้ังอยูบ่ นหลักจารีตประเพณีและอนุรักษ์นิยม ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักการ
ประชาธิปไตย ใหค้ วามสาคัญกับวฒุ กิ ารศกึ ษามากกว่าความรู้ที่นามาปฏิบัติจริง เน้นท่องจามากกว่าเข้าใจ
และนาไปใช้ รวมทั้งไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในสังคม การมีส่วนร่วมและความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา
ประเทศและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยจึงทาได้ค่อนข้างยาก (โกวิทย์ พวงงาม, 2555 อ้างถึงใน วิวัฒชัย
หล่มศรี และภาณุวัฒน์ ภักดีวงศ์, ม.ป.ป., ออนไลน์) ดังท่ีปริญญา เทวานฤมิตรกุล (อ้างถึงแล้ว, 2556)
กล่าวไว้ว่า ถ้าประชาชนเป็น “พลเมือง” จะเกิด “สังคมพลเมือง” (Civil Society) และประชาธิปไตยจะ
เป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง น่ันหมายความว่า ถ้าประชาชนเป็น “พลเมือง”
ประชาธิปไตยถึงแม้จะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (Representative Democracy) คือ
ประชาชนมิได้ใช้อานาจอธิปไตยโดยตรง แต่ใช้โดยผ่านการเลือกผู้แทน แต่ก็ยังคงเป็นการปกครองโดย
ประชาชน มิใชก่ ารปกครองโดยผู้แทน หรือปกครองโดยนักการเมืองหรือพรรคการเมือง เพราะประชาชน
ทเ่ี ปน็ “พลเมือง” จะเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงาหรือการกะเกณฑ์ของนักการเมืองหรือผู้มีอานาจ
คนใด ประชาธิปไตยของประเทศที่มีพลเมือง จึงยังเป็นประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประช าชน
มใิ ชป่ กครองโดยนักการเมือง เม่ือประชาชนในสังคมเป็น “พลเมือง” มากถึงจานวนหน่ึง (Critical Mass)
สังคมนั้นก็จะกลายเป็น Civil Society หรือสังคมที่ประกอบด้วยพลเมืองท่ีเอาใจใส่ในความเป็นไปและมี
ส่วนรว่ มในการแกป้ ญ๎ หาของชุมชน ป๎ญหาของสังคม และป๎ญหาของบ้านเมือง ซ่ึง Civil Society นี้มักจะ
แปลกันว่า “ประชาสงั คม” แท้ท่ีจริงแล้ว Civil Society ก็คือ “สังคมพลเมือง” หรือสังคมที่ประกอบด้วย
“พลเมอื ง” น่ันเอง
ท้งั นี้ การสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย จาเป็นต้องทาความเข้าใจหลักของการ
ปกครองในระบอบน้ีเสียก่อน เพ่ือให้ทราบว่าคุณสมบัติท่ีดีของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็น
เช่นใด
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ระบอบประชาธิปไตย (Democracy) หมายถึง ระบบการปกครองท่ีประชาชนเป็นใหญ่ ดังน้ัน
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นรูปแบบการปกครองที่ยึดถืออานาจอธิปไตยเป็นของ
ปวงชน นน่ั คือ ระบอบการปกครองทเ่ี ปน็ ของประชาชน โดยประชาชน และเพอ่ื ประชาชน
หนา้ | 21
ซง่ึ การดาเนินชีวติ ของผคู้ นในสังคม เพ่ือก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมได้น้ัน ต้องอยู่บนรากฐาน
หลักการของประชาธิปไตยทีส่ าคญั 5 ประการคือ
1. หลักการอานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน คือ ประชาชนเป็นผู้มีอานาจในการปกครองหรือ
กาหนดผู้ปกครองของตนเอง โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธ์ิยุติธรรม หรือวิธีการอื่นโดยชอบ
รวมทั้งประชาชนมีอานาจในการคัดค้านและถอดถอนผู้ปกครองและผู้แทนที่ประชาชนเห็นว่ามิได้บริหาร
ประเทศในทางทเี่ ป็นประโยชนต์ อ่ สงั คมสว่ นรวม
2. หลักสิทธิและเสรีภาพ สิทธิ คือ อานาจอันชอบธรรมท่ีสามารถกระทาได้ และได้รับการ
ยอมรับจากกฎหมาย ส่วนเสรีภาพ คือ อิสระในการกระทาใดๆ ตามความต้องการ แต่จะต้องไม่ละเมิด
กฎหมายหรือสิทธิของบุคคลอ่ืน หมายความว่าประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทาหรืองดเว้น
การกระทาอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บุคคลต้องการ ตราบเท่าท่ีการกระทาน้ันไม่ไปละเมิดลิดรอนสิทธิ
เสรีภาพของบุคคลอื่น หรือละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความม่ันคงของประเทศชาติ สิทธิ
และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพใน
การสมาคมหรือรวมกลุ่ม สิทธิในทรัพยส์ ิน สิทธิทจ่ี ะไดร้ ับการคุม้ ครองตามกฎหมาย และสิทธิส่วนบุคคล
3. หลักความเสมอภาค ในสังคมประชาธิปไตยแม้คนจะแตกต่างกันเรื่องเพศ ชาติพันธุ์ ถิ่นท่ีอยู่
อาศัย ชนช้ัน ศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่ทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันโดยได้รับความ
คุ้มครองการบริการจากรัฐ การเข้าถึงทรัพยากร และสิ่งอ่ืนๆ ของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งความเสมอ
ภาคจาแนกได้เปน็ 5 ประการ คือ
(1) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายถึง การท่ีบุคคลทุกคนมีสิทธิท่ีจะเข้าร่วมกิจกรรม
การเมือง เชน่ สทิ ธเิ ลอื กตงั้ เมื่ออายุถึงเกณฑ์ สิทธิสมัครรบั เลอื กตง้ั เมอ่ื มคี ณุ สมบัติครบถว้ น เป็นตน้
(2) ความเสมอภาคต่อการปฏิบัติของกฎหมาย หมายถึง บุคคลจะได้รับการคุ้มครองจาก
กฎหมายโดยเท่าเทียมกัน เม่ือกระทาความผิด การลงโทษและการได้รับเหตุอันควรปรานีจะต้องใช้
กฎหมายเดยี วกนั
(3) ความเสมอภาคในโอกาส หมายถึง คนทุกคนจะต้องได้รับโอกาสที่จะใช้ความสามารถ
ของเขาในการศึกษา การประกอบธุรกิจการงาน และการแสวงหาความเจริญก้าวหน้าหรือเล่ือนสถานะ
ทางเศรษฐกิจและสงั คมโดยทดั เทยี มกนั
(4) ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ หมายถึง สภาพความใกล้เคียงกันในฐานะทางเศรษฐกิจ
แต่มิได้หมายถึงการท่ีทุกคนจะต้องมีรายได้เท่าเทียมกัน โดยจะต้องมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมเพื่อ
ไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นมากนัก เช่น การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และบุคคลควรมีความมั่นคง
ทางเศรษฐกิจพอสมควร คือมีรายได้เพียงพอในการดารงชีพ เช่น การกาหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่า การใช้
สทิ ธใิ นการรกั ษาพยาบาลหรอื หลกั ประกนั สุขภาพแห่งชาติ และสวสั ดิการตา่ งๆ เปน็ ต้น
(5) ความเสมอภาคทางสงั คม หมายถึง คนทุกคนจะต้องได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีของความ
เป็นมนษุ ยอ์ ย่างเท่าเทียมกัน
หนา้ | 22
4. หลักการปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) กล่าวคือสังคม
ประชาธิปไตยเปน็ สังคมท่มี ีความหลากหลายและมคี วามแตกต่างกัน ดงั น้ัน เพือ่ ให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่าง
สงบสขุ จึงจาเป็นตอ้ งมกี ติการว่ มกัน โดยทุกคนตอ้ งอยภู่ ายใต้กติกาหรือกฎหมายอยา่ งเสมอภาคกนั
5. หลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย
(Minority Rights) หมายถึง การท่ีบุคคลซึ่งประกอบกันข้ึนเป็นรัฐบาลน้ัน ถ้าหากไม่ได้รับเลือกต้ังจาก
ประชาชนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นคณะบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากเสียงข้างมากของผู้แทนที่ได้รับการ
เลอื กตัง้ เขา้ มาโดยการออกกฎหมาย การวินิจฉัยป๎ญหาหรือการตัดสินใจในนโยบายต่างๆ ต้องเป็นไปตาม
ความเห็นชอบของเสยี งข้างมากของผูแ้ ทนในสภา ในระบอบประชาธิปไตยนั้นมิได้หมายความเพียงการยึด
หลักเสียงข้างมากเท่าน้ัน แต่จะต้องมีหลักประกันสาหรับเสียงข้างน้อยด้วย (Majority Rules but
Minority Rights) น่นั คอื สทิ ธิขน้ั พ้ืนฐานของเสยี งขา้ งน้อยจะตอ้ งได้รับการเคารพ หากเสยี งข้างมากละเมิด
หรอื กา้ วกา่ ยสิทธิของเสียงขา้ งนอ้ ยถอื ว่าเปน็ การใช้ “กฎหมู่” นอกจากน้ีความเห็นหรือทัศนะของเสียงข้าง
น้อยจะต้องได้รับการรับฟ๎ง เพราะในระบอบประชาธิปไตยน้ันต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝุายหรือผู้ที่มีความ
คิดเห็นแตกต่างได้เผยแพร่ทัศนะหรือแนวความคิดของเขา และทัศนะหรือความคิดเห็นท่ีตกเป็นเสียงข้าง
น้อยนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องสูญหายไปโดยส้ินเชิง แต่อาจจะกลับมาเป็นทัศนะท่ีได้รับการยอมรับ
หรอื เปน็ เสยี งข้างมากในโอกาสตอ่ ไปได้
นอกจากน้ีในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีวิถีประชาธิปไตย ซ่ึงลักษณะสาคัญของวิถีชีวิตแบบ
ประชาธิปไตย จาแนกไดด้ งั นี้
1. เคารพเหตุผลมากกว่าบุคคล ประชาธิปไตยเช่ือว่ามนุษย์มีเหตุผล จึงไม่เคร่งครัดเร่ืองระบบ
อาวุโสแต่ให้ความเคารพ ประชาธิปไตยจะดาเนินไปได้ด้วยดีเมื่อมีการรับฟ๎งความคิดเห็นของทุกฝุาย เพื่อ
คน้ หาเหตุผลและความถูกต้องท่ีแท้จรงิ เพราะเหตผุ ลจะจรรโลงให้ประชาธปิ ไตยดาเนนิ ไปได้
2. รู้จักการประนปี ระนอม คอื การยอมรับการแก้ไขป๎ญหาและความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ไม่นิยม
ความรุนแรง ต้องรู้จักยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ยึดมั่นหรือดึงดันแต่ความคิดเห็นของตนเองโดยไม่
ยอมผ่อนปรนแกไ้ ข และตอ้ งยอมเปล่ยี นแปลงแก้ไขความคิดเห็นของตนเองเมื่อผู้อื่นมีความคิดเห็นท่ีดีกว่า
ปรัชญาประชาธิปไตยโดยพื้นฐานไม่ปรารถนาให้มีการใช้กาลังและการล้มล้างด้วยวิธีการรุนแรงเพราะ
แสดงถงึ ความไมม่ ีเหตผุ ลของมนุษย์
3. มีระเบียบวนิ ยั ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างสม่าเสมอ และช่วยทาให้กฎหมาย
ของบ้านเมอื งมีความศักด์ิสิทธิ์โดยไม่ยอมให้ผู้ใดมาละเมิดตามอาเภอใจ แต่ถ้ามีความรู้สึกว่ากฎหมายที่ใช้
อยู่ไม่เป็นธรรม ก็ต้องหาทางเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายนั้นมิใช่ฝุาฝืนหรือไม่ยอมรับ การใช้เสรีภาพเกิน
ขอบเขตจนละเมดิ หรือกา้ วกา่ ยในสิทธิเสรภี าพของผู้อื่นยอ่ มทาใหเ้ กิดความไมส่ งบข้นึ ในสังคม เพราะสังคม
ที่ไม่มีการจากัดในเร่ืองสิทธิเสรีภาพเลยนั้นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยแต่เป็นสังคมอนาธิปไตยที่
เปรียบเสมอื นไมม่ รี ฐั บาล ไม่มกี ฎหมาย ไร้ระเบยี บวินยั ทางสังคมโดยสิน้ เชงิ
หนา้ | 23
4. มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซ่ึงเกิดข้ึนจากความรู้สึกของคนในสังคมว่าตนเป็นเจ้าของ
ประเทศ และประเทศเป็นของคนทุกคน โดยสานึกว่าการที่ตนได้รับการศึกษา สามารถทามาหาเล้ียงชีพ
และดารงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะสังคมอันเป็นส่วนรวมของทุกคน ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่ทาประโยชน์ให้เป็นการ
ตอบแทน
ความหมายของความเปน็ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Citizenship) หมายถึง คุณลักษณะ
ของบุคคลท่ีเป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติที่ตนอาศัยอยู่ มีความรู้เก่ียวกับ
การเมืองโดยรวมและเข้าใจหลักการประชาธิปไตยท้ังในเชิงรูปแบบการปกครองและวิถีชีวิต รู้จักตนเอง
ชุมชน สังคมและประเทศชาติท่ีตนอาศัยอยู่ มีทักษะในการคิดและแสดงออกอย่างมีวิจารณญาณ รู้จักใช้
สิทธเิ สรภี าพด้วยความรับผิดชอบ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น และมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันได้
รวมท้ังเป็นผู้ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวม เชื่อในความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความ
ยตุ ธิ รรมในสังคม นอกจากนน้ั แลว้ ยงั เป็นผูย้ ึดถือหลกั สันติวิธี ศรัทธาในอิสระและปกครองตนเองได้
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการ
ปกครองประเทศ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะสาเร็จได้นั้นจะต้องสร้างความเป็นพลเมืองให้
ประชาชนสามารถปกครองตนเองได้ ซึ่งการสร้างพลเมืองให้มีความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
นั้น มหี ลักพื้นฐานอยู่ 3 ประการดงั นี้
การสรา้ งพลเมืองให้มคี วามเปน็ พลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย
1. เคารพศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ท่ีทุกคนเกิดมามีคุณค่าเท่ากันมิอาจล่วงละเมิดได้ การมี
อิสรภาพ และความเสมอภาค การยอมรับในเกียรติภูมิของแต่ละบุคคล โดยไม่คานึงถึงสถานภาพทาง
สงั คม ยอมรบั ความแตกตา่ งของทกุ คน
2. เคารพสิทธิ เสรภี าพ และกฎกติกาของสังคมทีเ่ ปน็ ธรรม โดยให้ความสาคัญต่อสิทธิ เสรีภาพ
การมีกฎกติกาท่ีวางอยู่บนความยุติธรรมและชอบธรรม มีหลักนิติรัฐในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมิให้ถูก
ละเมิด
3. รบั ผิดชอบต่อตนเอง ผอู้ ื่น และสงั คม โดยตระหนกั ถงึ บทบาทหนา้ ท่ีของความเป็นพลเมืองใน
ระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นเน้ือหาท่ีมีคุณลักษณะสาคัญในหน้าท่ีและความรับผิดชอบของตนเอง ต่อ
สังคม การดารงตนเป็นประโยชนต์ อ่ สงั คมชว่ ยเหลอื เก้ือกลู กัน ใช้สติปญ๎ ญาในการแกไ้ ขป๎ญหาด้วยเหตุและ
ผล
ดังน้ันหากประชาชนได้เข้าใจในหลักพ้ืนฐานของความเป็นพลเมืองทั้ง 3 หลักการข้างต้นอย่าง
ถกู ตอ้ งแล้ว และสามารถนาไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ก็จะทาให้สังคมไทยพัฒนาเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่าง
แท้จริง
หนา้ | 24
ลักษณะของพลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (2555, อ้างถึงใน สมชาย แสวงการ, 2558, หน้า 5-7) ได้อธิบายว่า
พลเมืองในระบอบประชาธปิ ไตยตอ้ งประกอบดว้ ยลักษณะ 6 ประการ คือ
1. รบั ผิดชอบตนเองและพึ่งตนเองได้ ระบอบประชาธปิ ไตยคือ ระบอบการปกครองที่ประชาชน
เป็นเจ้าของอานาจสูงสุดในประเทศ ประชาชนในประเทศจึงมีฐานะเป็นเจ้าของประเทศ เม่ือประชาชน
เป็นเจ้าของประเทศประชาชนจึงเป็นเจ้าของชีวิต และมีสิทธิเสรีภาพในประเทศของตนเอง ทานอง
เดียวกับเจ้าของบ้านมีสิทธิเสรีภาพในบ้านของตน ระบอบประชาธิปไตยจึงทาให้เกิดหลักสิทธิเสรีภาพ
และทาให้ประชาชนมีอิสรภาพคือเป็นเจ้าของตนเอง “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นไทย คือ
เป็นอิสระชนที่พ่ึงตนเองและสามารถรับผิดชอบได้ และไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอานาจหรือภายใต้
ระบบอุปถัมภ์ของผู้ใด เด็กจะเป็นผู้ใหญ่และเป็นพลเมืองหรือสมาชิกคนหนึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริงเมื่อ
สามารถรับผดิ ชอบตนเองได้
2. เคารพหลักความเสมอภาค ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อานาจสูงสุดในประเทศ
เปน็ ของประชาชน ดังนัน้ ในระบอบประชาธปิ ไตยไมว่ ่าประชาชนจะแตกต่างหรือสูงต่ากันอย่างไร ไม่ว่าจะ
รา่ รวยหรือยากจน จะจบการศึกษาระดับใด จะเป็นเจ้านายหรือเป็นลูกน้อง ทุกคนล้วนแต่เท่าเทียมกันใน
ฐานะที่เป็นเจา้ ของประเทศ พลเมืองจงึ ต้องเคารพหลกั ความเสมอภาค และจะต้องเห็นคนเท่าเทียมกัน คือ
เหน็ คนในแนวระนาบ (horizontal) เหน็ ตนเทา่ เทยี มกับคนอ่นื และเหน็ คนอนื่ เท่าเทยี มกับตน ไม่ว่าจะยาก
ดีมีจน ทุกคนล้วนมีศักด์ิศรีของความเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอกัน ถึงแม้จะมีการพ่ึงพาอาศัยกันแต่
จะเป็นไปอย่างเท่าเทียม ซ่ึงจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสังคมแบบอานาจนิยมในระบอบเผด็จการ หรือ
สังคมระบบอุปถัมภ์ซ่ึงโครงสร้างสังคมจะเป็นแนวด่ิง (vertical) ท่ีประชาชนไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียม
ไม่ใช่อิสระชน และมองเห็นคนเปน็ แนวดิ่ง มคี นทีอ่ ยสู่ ูงกว่าและมคี นที่อยตู่ ่ากว่า โดยจะยอมคนที่อยู่สูงกว่า
แต่จะเหยยี ดคนทีอ่ ยู่ตา่ กวา่ ซ่ึงมิใชล่ กั ษณะของพลเมอื งในระบอบประชาธิปไตย
3. เคารพความแตกต่าง เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนจึงมีเสรีภาพในประเทศ
ของตนเอง ระบอบประชาธิปไตยจึงให้เสรีภาพ และยอมรับความหลากหลายของประชาชน ประชาชนจึง
แตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการเลือกอาชีพ วิถีชีวิต ความเช่ือทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการ
เมือง ดังนั้น เพื่อมิให้ความแตกต่างนามาซึ่งความแตกแยกในสังคม พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจึง
ต้องยอมรับและเคารพความแตกต่างของกนั และกนั เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ถึงแม้จะแตกต่างกัน และ
จะตอ้ งไม่มกี ารใชค้ วามรุนแรงตอ่ ผทู้ ่ีเห็นแตกตา่ งไปจากตนเอง ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยแต่จะต้องยอมรับว่าคน
อื่นมีสิทธิท่ีจะแตกต่างหรือมีความคิดเห็นท่ีแตกต่างไปจากเรา พลเมืองจึงคุยเร่ืองการเมืองกันในบ้านได้
ถงึ แม้จะเลอื กพรรคการเมอื งคนละพรรค หรอื มคี วามคิดเหน็ ทางการเมอื งคนละขา้ งกัน
4. เคารพสิทธิผู้อ่ืน ในระบอบประชาธิปไตยทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ
แต่ถ้าทุกคนใช้สิทธิโดยคานึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง หรือเอาแต่ความคิดของตนเองเป็นท่ีตั้ง โดยไม่
คานึงถึงสิทธิของผู้อื่น หรือไม่สนใจว่าจะเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใด ย่อมจะทาให้เกิดการใช้สิทธิท่ี
หน้า | 25
กระทบกระท่ังกันจนไม่อาจจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกต่อไปได้ ประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นอนาธิปไตย
เพราะทุกคนเอาแต่สิทธิของตนเองเป็นใหญ่ สุดท้ายประเทศชาติย่อมไปไม่รอด สิทธิในระบอบ
ประชาธิปไตยจึงจาเป็นต้องมีขอบเขต คือมีสิทธิและใช้สิทธิได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น พลเมืองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยจึงตอ้ งเคารพสิทธผิ ู้อ่ืนและจะตอ้ งไม่ใช้สิทธเิ สรีภาพของตนไปละเมิดสทิ ธิของผู้อื่น
5. เคารพกติกา ประชาธิปไตยต้องใช้กติกาหรือกฎหมายในการปกครอง ไม่ใช่ปกครองโดย
อาเภอใจหรือใช้กาลัง โดยทุกคนต้องเสมอภาคกันภายใต้กติกาน้ัน แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายหรือมีกติกา แต่
หากว่าประชาชนไม่เคารพหรือไม่ปฏิบัติตาม กติกาก็หามีประโยชน์อันใดไม่ ระบอบประชาธิปไตยจึงจะ
ประสบความสาเร็จไดต้ อ่ เม่ือมีพลเมืองที่เคารพกติกา และยอมรับผลของการละเมิดกติกา พลเมืองจึงต้อง
เคารพกติกา ถ้ามีป๎ญหารือความขัดแย้งเกิดข้ึนก็ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยและใช้กติกาในการแก้ไขไม่
เลน่ นอกกติกา และไมใ่ ชก้ าลังหรอื ความรนุ แรง
6. รับผดิ ชอบตอ่ สงั คมและส่วนรวม ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครองตามอาเภอใจ หรือ
ใครอยากจะทาอะไรกท็ าโดยไม่คานึงถึงส่วนรวม ดังนั้น นอกจากจะต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อ่ืน และ
รับผดิ ชอบตอ่ ผอู้ ื่นแลว้ พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยยังจะตอ้ งใชส้ ิทธิเสรีภาพของตนโดยรับผิดชอบต่อ
สังคมด้วย โดยเหตุท่ีสังคมหรือประเทศชาติมิได้ดีขึ้นหรือแย่ลงโดยตัวเอง หากสังคมจะดีขึ้นได้ก็ด้วยการ
กระทาของคนในสังคมและท่ีสังคมแย่ลงไปก็เป็นเพราะการกระทาของคนในสังคม พลเมืองจึงต้อง
ตระหนักว่าตนเองเปน็ สมาชิกคนหนึง่ ของสังคม และรบั ผดิ ชอบต่อการกระทาของตน พลเมืองจึงไม่ใช่คนที่
ใช้สิทธิเสรีภาพตามอาเภอใจท่ีทาให้สังคมเส่ือมลงหรือเลวร้ายลงไป หากเป็นผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพโดยต้อง
ตระหนักอยู่เสมอว่าการกระทาใดๆ ของตนเองย่อมมีผลต่อสังคมและส่วนรวม พลเมืองต้องรับผิดชอบต่อ
สังคมและมองตนเองเช่ือมโยงกับสังคม เห็นตนเองเป็นส่วนหน่ึงของป๎ญหาและมีส่วนร่วมในการแก้ไข
ปญ๎ หาน้ัน โดยเริ่มตน้ ที่ตนเอง หรอื ร่วมแก้ปญ๎ หาดว้ ยการไม่ก่อป๎ญหา และลงมือทาด้วยตนเองไม่ใช่เอาแต่
เรียกร้องคนอนื่ หรอื เรยี กรอ้ งแต่รัฐบาลใหแ้ ก้ปญ๎ หาแลว้ ตนเองก็ก่อป๎ญหานัน้ ตอ่ ไป
องคป์ ระกอบของคุณลักษณะของความเปน็ พลเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย
1. องค์ประกอบด้านความรู้ มี 2 คุณลักษณะคือ 1) รู้จักการเมืองโดยรวมและเข้าใจหลักการ
ประชาธิปไตยทั้งในฐานะรูปแบบการปกครองและวิถีชีวิตในสังคม และ 2) รู้จักตนเอง ชุมชนและสังคมที่
ตนอยู่อาศัย
2. องค์ประกอบด้านทักษะ มี 4 คุณลักษณะคือ 1) คิดอย่างมีวิจารณญาณและแสดงออกอย่าง
รู้เท่าทัน 2) การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ 3) การทางานร่วมกับผู้อื่น และ 4) มีส่วนร่วม
ทางการเมอื ง
3. องค์ประกอบด้านเจตคติ มี 4 คุณลกั ษณะคือ 1) ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวม 2) เชื่อในความ
เสมอภาค ศกั ดิศ์ รคี วามเปน็ มนุษย์ และความยุติธรรมในสังคม 3) ยึดหลักสันติวิธี และ 4) ศรัทธาในอิสระ
และปกครองตนเองได้
หนา้ | 26
พลเมอื งตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เพ่ือใช้ในการจัดระเบียบ
การปกครองของประเทศ ซ่ึงต้ังแต่ประเทศไทยเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เรามี
รัฐธรรมนูญแล้วท้ังสิ้น 20 ฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ซึ่งมีเนื้อหาด้านสิทธิ
เสรภี าพ และกลไกสาคัญด้านพลเมืองอยมู่ ากพอสมควร และถือวา่ เป็นการเริ่มต้นที่สาคัญของพัฒนาการนี้
ป๎จจุบันใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ท่ีได้บัญญัติให้ทิศทางด้านการมีส่วน
ร่วมของพลเมืองชัดเจนมากข้ึน ให้ความสาคัญกับการยกระดับประชาชนคนไทยให้เป็นพลเมืองเพราะ
พลเมืองมีความสาคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะประสบความสาเร็จได้ไม่ใช่เพียงแต่มี
รฐั ธรรมนญู ที่ดเี ทา่ นน้ั หากแต่ประชาชนจะตอ้ งมคี วามเป็นพลเมืองด้วย ดังน้ันรัฐธรรมนูญฉบับป๎จจุบันจึง
ได้กาหนดให้ “การสร้างพลเมอื งเปน็ ใหญ่” เป็นหนึ่งในส่เี จตนารมณ์สาคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ควบคู่ไป
กับการทาให้ “การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมท่ีเป็นธรรม และนาชาติสู่สันติสุข” ซึ่งเป็น
เปาู หมายสูงสุดของรฐั ธรรมนูญฉบับปจ๎ จบุ นั
การสร้างพลเมอื งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ในรัฐธรรมนูญฉบับน้ี มเี จตนารมณ์ท่จี ะทาใหป้ ระชาชนพ้นจากความ
เป็นราษฎรไปเป็นพลเมือง ให้ตระหนักรู้ถึงสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ต่อบ้านเมือง ไม่ให้ผู้ปกครองหรือ
นักการเมืองมาส่ังการอีกต่อไป โดยได้ขยายและยกระดับสิทธิและเสรีภาพหลายประการ เริ่มตั้งแต่
คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนหลังคลอด ดูแลการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงมัธยมปลาย
หรืออาชีวะ ให้ได้รับบริการสาธารณะอย่างท่ัวถึงและเป็นธรรม มีเสรีภาพในการจัดต้ังกลุ่มการเมือง และ
ให้มีกลไกใหม่สาหรับภาคพลเมือง เช่น ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา มีการตรวจสอบจากภาคพลเมืองใน
ระดบั ท้องถิน่ และระดับชาติ อีกทั้งมีกระบวนการคืนความเป็นใหญ่ขยายพื้นท่ีทางการเมืองให้พลเมือง ใช้
อานาจอธิปไตยทางตรงมากข้ึนในการออกเสียงประชามติ การเสนอกฎหมายภาคพลเมือง รวมท้ังการให้
ประชาชนมสี ่วนร่วมทางการเมืองมากข้ึน มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบายสาธารณะ มีสิทธิร้องขอข้อมูล
ตรวจสอบผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื ง หน่วยงานรัฐและเจา้ หน้าที่รฐั เป็นตน้
สาระสาคัญของรฐั ธรรมนูญที่มุ่งสรา้ งพลเมืองใหเ้ ข้มแข็ง
1. การประกนั และปกป้องสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนพลเมอื ง
จุดเด่นสาคัญคือ การเพิ่มและขยายสิทธิเสรีภาพของพลเมืองมากข้ึน การให้พลเมืองมีสิทธิ
เสรีภาพในด้านต่างๆ อย่างชัดเจน ทาให้เกิดการคุ้มครองและโอกาสท่ีจะเข้าถึงการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน
ของพลเมอื ง โดยสรุปเนือ้ หาเปน็ ประเดน็ สาคัญ ดงั นี้
บุคคลย่อมมีศกั ดิศ์ รีความเปน็ มนุษย์ มีสิทธิ เสรีภาพที่จะกระทาการใดและย่อมใช้เสรีภาพ
ของตนได้ การจากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทามิได้ อีกท้ังความเสมอภาค
หน้า | 27
ของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน
(มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 26)
บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเสรีภาพเท่า
เทยี มกนั ไม่เลือกปฏิบัติตามความแตกต่างของถิ่นกาเนิด เช้ือชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อายุ ความพิการ
สภาพการ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม
ความคดิ เหน็ ทางการเมือง (มาตรา 27)
สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ลงโทษอย่างโหดร้าย การจับและคุมขัง การ
คน้ ตวั กระทาไม่ได้ เวน้ ทาตามกฎหมาย (มาตรา 28 มาตรา 29)
สิทธิในครอบครวั และของบคุ คลในการสมรส การคุ้มครองสิทธิในเกียรติยศช่ือเสียง ข้อมูล
ส่วนบุคคล (มาตรา 32) ครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือจากรัฐให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็น
ปึกแผ่นและเป็นสุข มีมาตรฐานการดารงชีวิต มีป๎จจัยสี่ ทั้งมารดาและเด็กในครรภ์ เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ
ผู้พิการทุพพลภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองท่ีดี (มาตรา 48) (มาตรา 32 มาตรา 48
มาตรา 71)
เสรีภาพในเคหสถาน การคุ้มครองในการอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
สทิ ธใิ นทรัพยส์ ิน การสบื มรดก การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ต้องระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และมีการชดเชย
ทเ่ี ป็นธรรมเหมาะสม (มาตรา 33 มาตรา 37)
เสรีภาพในการสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น และการเผยแพร่ความคิดเห็น คุ้มครอง
เสรีภาพของสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน สิทธิของ
พลเมืองในการเขา้ ถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ เสนอเร่ืองราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐ ฟูองหน่วยงานของ
รฐั ใหร้ ับผดิ จากการกระทาหรือการละเว้นการกระทาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา
36 มาตรา 41 มาตรา 58 มาตรา 59)
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การเข้าถึงโดยง่าย สะดวก การได้รับพิจารณาอย่างถูกต้อง
เปน็ ธรรม ได้รบั การปฏิบัตทิ ี่เหมาสม (มาตรา 51 มาตรา 68)
พลเมืองมีเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถ่ินที่อยู่ (มาตรา 38) การคุ้มครองมิให้มีการ
เนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร การห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในอาณาจักร การ
ถอนสัญชาติบคุ คลซึ่งมสี ัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ (มาตรา 39)
เสรีภาพการประกอบกิจการ อาชีพหรือวิชาชีพ ไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด การคุ้มครอง
ผู้บริโภค สิทธทิ ่ีจะไดค้ า่ จ้างทเี่ ปน็ ธรรม มหี ลกั ประกนั ความปลอดภัย สวัสดิภาพการดารงชีวิต (มาตรา 40
มาตรา 46 มาตรา 61 มาตรา 74)
สทิ ธเิ ท่าเทียมของพลเมืองได้รับการศึกษาทมี่ คี ุณภาพและหลากหลาย (มาตรา 54)
หน้า | 28
สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นองค์กร สมาคม สหภาพสหพันธ์ สหกรณ์ องค์กรเอกชน
ฯลฯ พลเมืองมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง
(มาตรา 42 มาตรา 44 มาตรา 45)
สิทธิพลเมืองด้านสาธารณสุข ได้รับบริการที่เหมาะสมท่ัวถึง อยู่ในส่ิงแวดล้อมท่ีดี มีข้อมูล
(มาตรา 47 มาตรา 55)
พลเมืองมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (มาตรา
56)
พลเมืองมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาอันมีผลต่อ
สิทธิเสรีภาพของตน มีสิทธิได้รับข้อมูล คาชี้แจงก่อนการดาเนินโครงการท่ีอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ
คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้ส่วนเสียอื่นใด และมีสิทธิแสดงความคิดเห็น รัฐต้องฟ๎งความคิดเห็นของ
ประชาชนในการวางแผนพัฒนา การกาหนดยุทธศาสตร์ชาติที่อาจมีผลกระทบ พลเมืองมีสิทธิรับรู้ และ
แสดงความคิดเห็นเพ่ือประกอบการทานโยบายสาธารณะ กฎหมาย และโครงการที่จะมีผลกระทบ
(มาตรา 58)
พลเมืองมีสิทธิร่วมกับชุมชนในการปกปูอง ฟ้ืนฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา
ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภูมิป๎ญญาอันดีงาม ร่ วมบารุงรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนและท้องถ่ิน โครงการที่เกิดผลต่อส่ิงแวดล้อมและชุมชนต้องมีการ
ประเมนิ ผลกระทบ (มาตรา 43)
2. การสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเป็นพ้ืนท่ีเช่ือมโยง
ป๎จเจกชนพลเมืองเข้าด้วยกัน สร้างจุดหมายแนวทางและการจัดการสิ่งต่างๆ ร่วมกัน เป็นพ้ืนท่ีปกปูอง
หล่อหลอม ส่งเสริมแก้ป๎ญหา การพัฒนาและการจัดการร่วมกันของพลเมือง เกิดแนวทาง แนวคิด และ
วัฒนธรรมของกลุ่มท่ีช่วยให้พลเมืองได้เรียนรู้ เข้าถึงสิทธิต่างๆ เป็นเกราะปูองกันพลเมืองและระบบ
ครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง ชุมชนเป็นระบบสวัสดิการพื้นฐานในการช่วยเหลือดูแลสมาชิกและผู้คนใน
ชุมชน เป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเมืองในการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย การส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งมี
บทบาทการพัฒนาต่างๆ เท่ากับเป็นการสร้างโอกาสให้พลเมืองมีความเข้มแข็ง สามารถร่วมกันแก้ไข
ปญ๎ หาท่มี อี ยู่ของปจ๎ เจกบคุ คลและสว่ นรวมตา่ งๆ มีพลังรว่ ม พลังทีส่ ามารถต่อรอง สามารถเข้าถึงสิทธิและ
การมีส่วนร่วม รวมทั้งการเช่ือมโยงระบบต่างๆ รัฐธรรมนูญฉบับน้ีได้มีเนื้อหาท่ีเกี่ยวกับสิทธิ รวมถึงการ
สรา้ งคณุ ภาพความเขม้ แขง็ และการมสี ว่ นร่วมของชุมชนทสี่ าคัญไว้ เช่น
รัฐต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมภูมิป๎ญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและ
จารีตประเพณีอันดีงามของท้องถ่ินและของชาติ ให้มีพ้ืนท่ีสาธารณะสาหรับกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้อง ส่งเสริม
สนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ใชส้ ทิ ธแิ ละมีสว่ นร่วมในการดาเนินการ จัดให้มี
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์
หนา้ | 29
อย่างสมดุลโดยให้ประชาชนและชุมชนในท้องถ่ินที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดาเนินการและได้รับประโยชน์
(มาตรา 57)
ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ให้มีสิทธิดารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม
ประเพณี และวิถชี วี ิตดงั้ เดิมได้อย่างสงบสขุ (มาตรา 70)
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และเอกชนมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดและบริการให้
ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข พัฒนาสุขภาวะท่ีย่ังยืนและเท่าเทียม เช่นเดียวกับการศึกษา (มาตรา
250)
ความสาคัญของการปฏิบตั ติ นเปน็ พลเมอื งดีตามวถิ ปี ระชาธิปไตย
หากสมาชิกในสงั คมประชาธิปไตยร้จู ักปฏบิ ตั ติ นเปน็ พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยแล้ว ย่อมเกิด
ผลดีต่อสังคมและประเทศ ดงั นี้
1. ทาให้สังคมและประเทศชาติมีการพัฒนาไปอย่างมั่นคง เพราะการท่ีทุกคนมีส่วนร่วมในการ
แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย และมีเหตุผลในงานหรือโครงการต่างๆ ท้ังในระดับชุมชนถึง
ระดับประเทศ ตลอดจนเปดิ โอกาสใหค้ นท่ีมคี วามรูค้ วามสามารถไดร้ ว่ มกันทางาน ย่องส่งผลให้การทางาน
และผลงานนัน้ มีประสิทธภิ าพ
2. เกิดความรักและความสามัคคีในหมู่คณะ เพราะเม่ือมีการทากิจกรรมร่วมกันย่อมมีความ
ผูกพัน รว่ มแรงรว่ มใจในการทางานทั้งปวงให้บรรลุเปูาหมายได้
3. สงั คมมีความเปน็ ระเบียบ สงบเรียบร้อย เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตามระเบียบกติกาของสังคม
ซ่ึงเป็นกฎเกณฑท์ ท่ี กุ คนยอมรบั
4. สังคมมีความเป็นธรรม สมาชิกทุกคนได้รับสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ตาม
กฎหมาย ทาให้สมาชิกทกุ คนได้รับการปฏิบตั ิอยา่ งยุตธิ รรมก่อใหเ้ กิดความเป็นธรรมในสงั คม
5. สมาชกิ ในสังคมมคี วามเอ้ือเฟอื้ เผือ่ แผแ่ ละมีนา้ ใจต่อกันโดยยึดหลักศีลธรรมเป็นพ้ืนฐานในการ
ปฏิบตั ิต่อกนั ตามวถิ ีประชาธปิ ไตย
พฤติกรรมของพลเมืองดใี นวิถีประชาธิปไตย
บคุ คลท่เี ป็นพลเมืองดีตามวิถปี ระชาธปิ ไตย จะมีพฤตกิ รรมทส่ี าคญั 3 ด้าน ดังนี้
ด้านคารวธรรม เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพซ่ึงกันและกัน เคารพในระเบียบ
กฎเกณฑห์ รือระเบียบขอ้ บงั คบั ของสังคมสว่ นรวม การประพฤติตนเปน็ ผู้มคี ารวธรรมปฏิบัตไิ ด้ ดังน้ี
1. เคารพบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ให้กาเนิด เคารพญาติผู้ใหญ่ เช่น ปูุย่า
ตายาย และผู้สูงอายุ เคารพครูอาจารย์ และเพื่อนๆ โดยแสดงความเคารพและกล่าวคาทักทายด้วยคา
สภุ าพ
2. เคารพกฎระเบียบทางสังคม เช่น ยึดม่ันในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม ปฏิบัติ
ตามกฎหมายของประเทศ
หน้า | 30
3. เคารพสิทธิของผู้อ่ืน เช่น ไม่ทาร้ายผู้อื่นโดยเจตนา ไม่เอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดย
ไม่ไดร้ ับอนญุ าต ไม่ทาใหผ้ ้อู ่นื เสื่อมเสยี ชอื่ เสยี ง เป็นต้น
4. เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น เช่น ควรฟ๎งความคิดเห็นของผู้อ่ืนด้วยความต้ังใจและไตร่ตรอง
กอ่ นตัดสินใจว่าจะเชอ่ื หรือไม่เช่ือ และไมค่ วรยดึ ถือความคิดเหน็ ของตนว่าถกู เสมอไป
5. เคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันท่ีสาคัญสูงสุดของ
ประเทศ
ด้านสามัคคีธรรม เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคลซ่ึงอยู่รวมกันในสังคมและมีการทางาน
ร่วมกัน มีการประสานประโยชน์ของหน่วยงานและองค์กรร่วมกัน มีลักษณะการร่วมคิด ร่วมทา หรือ
ทางานเป็นทีมด้วยความเต็มใจเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกัน และตั้งใจปฏิบัติงานนั้นให้สาเร็จลุล่วงตาม
วัตถปุ ระสงคห์ รือเปูาหมายท่กี าหนดการประพฤติตนเป็นผ้สู ามัคคีธรรม ปฏิบัตไิ ด้ดงั น้ี
1. ร่วมกนั คิด ช่วยกนั วางแผน และร่วมกันทางานด้วยความเตม็ ใจ
2. รว่ มกันรบั ผิดชอบ ทางานที่ไดร้ ับมอบหมายใหส้ าเร็จ
3. ร่วมกันตดิ ตาม ประเมินผลการดาเนนิ งานอยา่ งต่อเนอื่ ง
4. รว่ มกนั ปรับปรงุ มกี ารแกไ้ ขพัฒนางานให้มปี ระสทิ ธิภาพ
5. ร่วมกนั ทางาน โดยคานงึ ถึงประโยชนข์ องสว่ นรวมเปน็ หลกั
ด้านปัญญาธรรม เป็นพฤติกรรมของบุคคลท่ีแสดงออกในด้านของผู้ใช้สติป๎ญญา ใช้เหตุผลและ
ความถูกตอ้ งในการพัฒนาหรอื แกป้ ๎ญหาในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั เช่น การใช้ความรู้และสติป๎ญญาจาก
การศึกษาเลา่ เรยี นมาประกอบอาชพี หรือพัฒนาครอบครวั ชมุ ชน และสังคมของเราให้น่าอยู่ เป็นต้น การ
ประพฤตติ นเปน็ ผ้มู ปี ๎ญญาธรรม ปฏบิ ัตไิ ด้ดังนี้
1. มีความคิดกว้างไกล โดยรับฟง๎ ข่าวสารและความคิดเหน็ ของผู้อืน่
2. ใชเ้ หตุผลในการแกไ้ ขปญ๎ หาตา่ งๆ ไม่นาอารมณห์ รอื ความรูส้ ึกสว่ นตวั มาใช้ตัดสินปญ๎ หา
3. แสดงความคิดเหน็ โดยปราศจากอคติ
4. รู้จกั การคดิ มกี ารวเิ คราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล
5. รู้จักโต้แย้งด้วยเหตุผล ถ้ามีการโต้แย้งในหมู่คณะให้ใช้เหตุผล และสติป๎ญญาเพื่อให้อีกฝุาย
หน่ึงยอมรับฟง๎ ไม่ใช้อารมณม์ าเป็นตวั ตัดสนิ ปญ๎ หา
หนา้ ทีข่ องพลเมอื งดีตามหลักธรรม
การเป็นพลเมืองดีตามหลกั ธรรม ประกอบด้วยจริยธรรม คณุ ธรรม และศีลธรรม
จริยธรรม หมายถึง หลักในการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ทาให้ผู้อ่ืนเดือดร้อนเสียหาย หลักการของ
กิริยาที่ควรประพฤติทาให้สงั คมอย่รู ่วมกันโดยสงบ
คุณธรรม หมายถึง หลักในการประพฤติปฏิบัติท่ีสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อ่ืน หลักการที่ดีมี
ประโยชน์ทีส่ ังคมเห็นว่าเปน็ ความดีความงาม
หน้า | 31
ศีลธรรม หมายถึง หลักในการประพฤติปฏิบัติท่ีไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย พร้อมกันนั้นก็
สรา้ งประโยชนใ์ ห้แก่ผ้อู ่นื ด้วยการรกั ษากาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ ไมท่ าชว่ั เบยี ดเบียนผู้อ่ืน
การเป็นพลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย หมายถึง การท่ีพลเมืองมีหลักการดาเนินชีวิตที่มี
คุณธรรม จริยธรรม และมีบทบาทในการกระทาท่ีมีคุณลักษณะทางประชาธิปไตยเป็นองค์ประกอบที่
สาคญั ในการดาเนนิ ชีวติ โดยคณุ ธรรมของการเปน็ พลเมืองดีในสงั คมประชาธิปไตยมดี ังน้ี
1. ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หมายถึง การท่ีบุคคลมีความสานึกถึง
ความสาคัญของความเป็นคนไทย มีจิตใจฝ๎กใฝุศาสนา และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิ คุณของ
พระมหากษัตริย์ ปฏบิ ตั ติ นในการผดุงรักษาสถาบนั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยใ์ ห้คงอยคู่ ู่สังคมไทย
2. การยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนเองนับถือ ทุกศาสนามีหลักศีลธรรมท่ีช่วยสร้างจิตใจ
ของคนให้กระทาดีไม่เบียดเบียนกัน มีใจเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่แก่กัน สมาชิกในสังคมสมควรศรัทธาในศาสนาที่
ตนนับถอื แลว้ ปฏบิ ัติตามหลกั ศลี ธรรมของศาสนาท่ตี นนับถอื อย่างสมา่ เสมอ
3. ความซอ่ื สัตย์ หมายถงึ การกระทาที่ถูกตอ้ ง ตรงไปตรงมา ไม่ยึดเอาส่ิงของผู้อ่ืนมาเป็นของตน
บุคคลควรซื่อสัตย์ต่อตนเอง คือ กระทาตนให้เป็นคนดี และบุคคลควรซื่อสัตย์ต่อบุคคลอื่นๆ หมายถึง
กระทาดแี ละถูกต้องตามหน้าทีต่ ่อผู้อ่ืน
4. ความเสียสละ หมายถึง การคานึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
และยอมเสียสละประโยชนส์ ่วนตนเพ่อื ประโยชนแ์ กผ่ อู้ ่นื และสว่ นรวม
5. ความรบั ผดิ ชอบ หมายถงึ การยอมรับการกระทาของตนเอง หรอื การทางานตามหน้าที่ท่ีได้รับ
มอบหมายให้สาเร็จลลุ ่วง
6. การมีระเบียบวนิ ยั หมายถงึ การกระทาทถี่ ูกต้องตามกฎเกณฑ์ทีส่ ังคมกาหนดไว้
7. การตรงต่อเวลา หมายถึง การทางานหรือทาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สาเร็จลุล่วงทันตรง
ตามเวลาท่ีกาหนดโดยใชเ้ วลาอย่างคุม้ คา่
8. ความกล้าหาญทางจริยธรรม หมายถึง การกระทาที่แสดงออกในทางท่ีถูกท่ีควรโดยไม่เกรง
กลวั อทิ ธพิ ลใดๆ ความกลา้ นไี้ ม่ใช่การอวดดี แตเ่ ป็นการแสดงออกอย่างมเี หตผุ ล เพือ่ ความถกู ตอ้ ง
ในระบอบประชาธิปไตยเม่ือเกิด “สังคมพลเมือง” ขึ้นมาแล้ว สังคมก็จะเข้มแข็งในการถ่วงดุล
อานาจ ท้งั อานาจทางการเมอื งและอานาจทางเศรษฐกิจ การเมืองภาคประชาชนจะเข้มแข็ง การปกครอง
ทอ้ งถิน่ จะเข้มแข็ง ชุมชนจะเข้มแข็ง ผู้บริโภคจะเข้มแข็ง ประชาชนจะมีบทบาทในการแก้ป๎ญหาต่างๆ ไม่
วา่ จะเป็นปญ๎ หาสงั คม ป๎ญหาเศรษฐกิจ ป๎ญหาสิ่งแวดล้อม ป๎ญหาศีลธรรม ป๎ญหาจราจร หรือป๎ญหาอ่ืนๆ
ทั้งหลาย ก็จะคลี่คลายแก้ไขไปได้แทบทั้งหมด เพราะสังคมจะไม่รอคอยหรือเรียกร้องให้รัฐบาล หรือให้
ส.ส. มาแก้ไขใหแ้ ต่อยา่ งเดยี วอีกตอ่ ไป แตจ่ ะช่วยกนั แกไ้ ขทัง้ สงั คม ใครอยู่ชุมชนใด ใครอยู่ภาคส่วนไหน ก็
จะช่วยกันแก้ไขในส่วนของตนเอง แม้กระท่ังป๎ญหาเศรษฐกิจและป๎ญหาความยากจน (ปริญญา เทวา
นฤมิตรกุล, 2556, ออนไลน์)
หน้า | 32
ความลม้ เหลวของประชาธิปไตยหากไรพ้ ลเมอื ง
ในทางกลับกัน ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มิได้ทาให้ประชาชนเป็นพลเมือง
หรือไม่มี “การศึกษาเพ่ือความเป็นพลเมือง” ประชาธิปไตยก็จะล้มเหลว และเต็มไปด้วยอุปสรรคป๎ญหา
โดยมีรปู แบบหรือลกั ษณะของป๎ญหาอยา่ งน้อยสามประการดังต่อไปนี้
ประการทีห่ น่ึง เกดิ ชนช้นั ปกครองใหม่ทมี่ าจากการเลือกตงั้ โดยประชาชนมิใช่ผู้ปกครองที่แท้จริง
หากเป็นแต่เพียงความชอบธรรมให้กับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง และประชาชนมิได้มีอิสรภาพหรือจิตสานึก
ของความเป็นพลเมือง หากเป็นแต่ผู้อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของชนชั้นปกครองใหม่ที่มาจากการเลือกต้ัง
เทา่ น้นั
ประการท่ีสอง เกิดการแตกแยกกันในสังคม เพราะประชาชนไม่ยอมรับความแตกต่าง และไม่
เคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ความเห็นท่ีต่างกันจึงนาไปสู่ความแตกแยก ขัดแย้ง และแบ่งเป็นฝ๎ก
เป็นฝุาย พรรคการเมือง และการเลือกตั้ง กลายเป็นสิ่งท่ีทาให้สังคม หรือชุมชน หรือครอบครัวแตกแยก
กัน ประชาธิปไตยกลายเป็นเร่ืองของพวกและการแบ่งข้าง ไม่ฟ๎งซึ่งกันและกัน และถ้าขัดแย้งกันมากแล้ว
มิได้ตัดสินกันด้วยความจริง กติกา และกระบวนการยุติธรรม ในท่ีสุดก็จะนาไปสู่ความรุนแรงและ
เหตกุ ารณ์นองเลือด หรอื อยา่ งเลวรา้ ยทสี่ ุดคือเกดิ สงครามกลางเมือง
ประการท่ีสาม หรือถ้าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงนองเลือด ประชาธิปไตยท่ีไร้พลเมือง ก็จะเป็น
ประชาธิปไตยที่ใช้สิทธิเสรีภาพกันตามอาเภอใจ ทุกคนอ้างแต่สิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่ไม่มีใครพูดถึง
ความรับผิดชอบต่อสังคม ใครอยากทาอะไรก็ทา ไม่เห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งท่ีจะทาให้สังคมดีข้ึนหรือ
เลวลง สทิ ธิเสรภี าพก็จะนาไปสคู่ วามเสอื่ มทรามของสังคมในทส่ี ดุ
หน้า | 33
บทที่ 3
ความเป็นพลเมอื งโลก และพลเมืองในศตวรรษท่ี 21
การพูดถึงความเป็นพลเมืองมีท้ังมิติของความเป็นพลเมืองของชาติและรัฐนั้นๆ และความเป็น
พลเมืองในในระดับสากลท่ีพ้นไปจากชาติท่ีเรียกว่าพลเมืองโลก หรือพลโลก (Global Citizenship) การ
สร้างความเป็นพลเมืองโลก (Foster Global Citizenship) มีจุดเริ่มต้นจากการที่อดีตเลขาธิการ
สหประชาชาติ นายบัน คี มูน (Ban Ki-moon, 2555, อ้างถึงใน สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,
2561, หน้า ก) ได้แถลงการณ์ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General
Assembly) ครั้งที่ 67 ประจาปี 2555 (2012) ที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเล็งเห็นว่า
การศึกษาเปน็ ประตสู ูค่ วามเทา่ เทียมในสังคม และการให้การศึกษาและทักษะท่ีจาเป็นจะช่วยเสริมพลังให้
บุคคลนาไปสู่การสร้างโลกยุคใหม่ท่ีดีขึ้น โดยหยิบยกประเด็นการศึกษาต้องมาก่อน (Education first)
โดยมีเปูาหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ ส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้เข้าเรียน ปรับปรุงคณภาพการเรียนรู้ และ
สร้างความเป็นพลเมืองโลก ซ่ึงถูกผนวกเข้าไปในเปูาหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ท่ีสิ้นสุดเม่ือปี พ.ศ.
2558 และเปาู หมายของการพฒั นาอย่างย่ังยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ซึ่งเริ่มต้นใช้
ในปี พ.ศ. 2559 – 2573
ความหมายของความเป็นพลเมอื งโลก
พลเมืองโลก หรือพลโลก (Global Citizenship) หมายถึง ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิด
หลักการ และสถาบนั การมีบทบาททเ่ี กยี่ วขอ้ งในฐานะสมาชิกของสังคมทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ
ระดับโลก ตลอดจนการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมท่ีคานึงถึงสิทธิมนุษยชน และ
อุดมการณ์ประชาธปิ ไตย
Hodder & Stoughton (1988, อา้ งถึงใน นภาพร แสงนิล, 2561,หน้า 16) ให้ความหมายความ
เปน็ พลเมืองโลก หมายถงึ บคุ คลซึ่งสามารถเรียนรู้วิธีการมองโลกให้ต่างจากท่ีเคยมอง มีความเข้าใจความ
เชื่อมโยงระหว่างโลกและประชากรโลก มีความเข้าใจเร่ืองความไม่ยุติธรรม สิทธิมนุษยชนและความ
รับผิดชอบต่อมนุษยชน สนับสนุนและทางานเพื่อปรับปรุงชีวิตของคนยากจนในประเทศกาลังพัฒนา
ตัวอยา่ งบุคคลทีไ่ ดร้ ับยกย่องว่าเปน็ พลเมอื งโลก ได้แก่ เนลสัน แมนดาลา (Nelson Mandala)
พลเมอื งโลก หมายถงึ บุคคลผซู้ ง่ึ สามารถเช่ือมโยงการศึกษา เศรษฐกิจ ธุรกิจ หน้าที่พลเมืองและ
วัฒนธรรมสงิ่ แวดล้อมเข้าด้วยกนั ไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์และทรงประสทิ ธภิ าพ
องค์ประกอบหลกั ของความเป็นพลเมืองโลก
อ็อกแฟม (Oxfam, 1997 อ้างถึงใน เรื่องเดียวกัน, 2561, หน้า 27-28) ได้กาหนดรายละเอียด
องค์ประกอบหลักของความเป็นพลเมอื งโลกไว้ดังภาพ
หนา้ | 34
ภาพ 2 องค์ประกอบหลักของความเปน็ พลเมืองโลก
คุณลกั ษณะความเป็นพลเมอื งโลกของไทย
การศึกษาแนวทางการส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกท่ีเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา (2561, หน้า 51) ได้ให้ความเห็นเก่ียวกับคุณลักษณะพลเมืองโลกท่ีคน
ไทยควรมี ไดแ้ ก่
1. คุณลักษณะด้านความรู้ความเข้าใจ (knowledge) ประกอบด้วยเร่ืองการพัฒนาท่ีย่ังยืน ด้าน
กฎหมายและกระบวนการยุตธิ รรม ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในสงั คม
2. คุณลักษณะด้านการรู้เท่าทัน (literacy) ประกอบด้วย การรู้เร่ืองกฎหมาย การรู้เท่าทัน
ส่งิ แวดลอ้ มและระบบนิเวศ และการรูเ้ ทา่ ทันทางการเมือง
3. คณุ ลกั ษณะดา้ นทักษะ (skill) ควรใหค้ วามสาคัญกบั เรอ่ื ง การมีความรับผิดชอบต่อตนเองและ
ต่อสังคม ความสามารถด้านภาษา การรู้ภาษาอ่ืนนอกจากภาษาไทย มีทักษะด้านข้อมูลข่าวสาร ส่ือสาร
และเทคโนโลยี วเิ คราะห์ วิจารณ์ เลอื กรับขอ้ มลู อย่างมวี ิจารณญาณ
หนา้ | 35
4. คุณลักษณะด้านค่านิยมและทัศนคติ (value and attitude) เน้นเรื่อง การตระหนักถึง
สงิ่ แวดล้อมและยึดมัน่ ในการพฒั นาอย่างย่ังยืน เห็นคุณค่าและเคารพในความแตกต่าง และมีความรู้สึกถึง
การเป็นพหุพลเมอื งทัง้ ระดับทอ้ งถิ่น ชาติ และโลก
การเปน็ พลเมอื งในศตวรรษที่ 21
การเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 นั้น แตกต่างจากการเป็นพลเมืองในศตวรรษก่อนหน้า การ
ใชช้ วี ิตในสงั คมโลกและในสงั คมออนไลน์ได้ขยับขยายแนวคิดความเป็นพลเมืองออกไป ความเป็นพลเมือง
ทกุ วนั นจี้ ึงไม่ไดถ้ กู ตีกรอบแคบๆ วา่ หมายถงึ การไปเลอื กต้ังหรือการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลชาติเท่านั้น แต่ยัง
หมายถึงการทาความเข้าใจปรากฏการณ์ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับโลกไปพร้อมๆ กัน ไป
จนถึงการใชช้ วี ติ ในโลกออนไลนอ์ ย่างมีความรับผิดชอบ มจี รยิ ธรรม และปลอดภยั
ทกั ษะแหง่ ศตรวรรษที่ 21
1. ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awsreness) ความรู้เก่ียวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ
และการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ด้าน
สิ่งแวดลอ้ ม
2. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกาหนดความพร้อมของนักศึกษาให้เข้าสู่
โลกการทางานท่มี คี วามซบั ซอ้ นมากขนึ้ ในป๎จจบุ ัน ไดแ้ ก่ ความรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่าง
มีวิจารณญาณและการแกป้ ๎ญหา การสอ่ื สารและการร่วมมอื
3. ทักษะด้านสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี เน่ืองด้วยป๎จจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
ผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมากมาย จึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
และปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน อาทิ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรู้เก่ียวกับ
ส่ือ ความร้ดู า้ นเทคโนโลยี
4. ทักษะดา้ นชีวิตและอาชพี ในการดารงชีวติ และทางานในยุคปจ๎ จุบันให้ประสบความสาเร็จ
นั้น จะตอ้ งพฒั นาทกั ษะชวี ิตท่ีสาคัญดงั ต่อไปน้ี ความยืดหยุน่ และการปรับตัว การริเร่ิมสร้างสรรค์และเป็น
ตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (productivity) และความ
รบั ผิดชอบเช่อื ถือได้ ภาวะผู้นาและความรับผดิ ชอบ
คณุ ลักษณะของการเปน็ พลเมืองโลกในศตวรรษท่ี 21
Cogan and Derricott (1998 อ้างถึงแล้ว, 2561, หน้า 19) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของการเป็น
พลโลกในศตวรรษท่ี 21 ไวด้ ังน้ี
1. สามารถทจ่ี ะเหน็ และเข้าแก้ปญ๎ หาในฐานะสมาชิกของสงั คมโลก
2. สามารถทางานร่วมกบั ผูอ้ นื่
3. สามารถคิดอย่างมวี ิจารณญาณ สรา้ งสรรค์และเป็นระบบ
หนา้ | 36
4. เต็มใจท่จี ะแกไ้ ขข้อขดั แยง้ โดยสนั ตวิ ิธี
5. เตม็ ใจท่ีจะเปลย่ี นวิถีชีวิตและบรโิ ภคพิสยั เพื่อพิทกั ษส์ ิง่ แวดลอ้ ม
6. มีจริยธรรมคุณธรรม
7. มคี วามร้ทู ่วั ไปเพ่ือดารงชวี ิตและมคี วามรู้เฉพาะในการประกอบอาชพี
8. มที ักษะการเรยี นรูแ้ ละนวตั กรรม
9. มีทักษะทางเทคโนโลยี สื่อ และสารสนเทศ
10. มีทกั ษะอาชีพ และทกั ษะชวี ิต
พลเมืองดิจิทัล: พลเมอื งแหง่ ศตวรรษที่ 21
ในฐานะพลเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม การเรียนรู้และเข้าใจถึงสิทธิและความรับผิดชอบออนไลน์
ย่อมเป็นพื้นฐานสาคัญสาหรับการเป็นพลเมืองดิจิทัลท่ีดี ในโลกดิจิทัลเราเวียนว่ายอยู่ในข้อมูลท่ีท่วมท้น
ทกั ษะกบั ความรู้ดิจิทัลท่ีจาเป็นสาหรับการเข้าถึง ประเมิน ใช้ และสร้างสรรค์ข้อมูล มีความสาคัญต่อการ
เป็นพลเมืองท่ีประสบความสาเร็จ นอกจากน้ัน การพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเร่ืองความ
เปน็ ส่วนตัวและความปลอดภัยจะชว่ ยให้เราใชช้ ีวติ ในสงั คมเศรษฐกจิ ยคุ ใหมโ่ ดยห่างไกลจากภัยออนไลน์
เราอาจแบ่งแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองออกเป็น 3 แนวคิดหลัก ซึ่งความเป็นพลเมืองทั้ง
สามแบบน้ที างานรว่ มกันมากกว่าแยกขาดจากกัน นั่นคอื
1. ความเป็นพลเมืองชาติตามขนบ (traditional citizenship) แนวคิดความเป็นพลเมืองแบบ
ดัง้ เดิมนน้ั ใหค้ วามสาคัญกับ “การเป็นสมาชกิ ภายใต้กฎหมายของรัฐชาติที่ตนสังกัด” หรือที่เรียกว่า ความ
เป็นพลเมืองภายใต้กฎหมาย (legal citizenship) สิ่งสาคัญสาหรับการเป็นพลเมืองท่ีดีตามแนวคิดน้ีคือ
การมคี วามร้เู กย่ี วกับรฐั บาลและหน้าท่พี ลเมืองตามกฎหมาย เช่น การไปเลือกตัง้ และจ่ายภาษี
2. ความเป็นพลเมืองโลก (global citizenship) แนวคิดความเป็นพลเมืองโลกวิพากษ์ความเชื่อ
ที่ว่าพลเมืองจะต้องผูกติดกับกับความเป็นชาติและวัฒนธรรมชาติท่ีตนสังกัดเพียงหน่ึงเดียว ซึ่งตีกรอบ
ความเป็นพลเมืองไว้คับแคบและกีดกันกลุ่มคนท่ีมีเช้ือชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมอันแตกต่าง
หลากหลายออกจากความเป็นพลเมือง แนวคิดความเป็นพลเมืองโลกตระหนักถึงความเชื่อมโยงและการ
พง่ึ พาอาศยั กันในระดับโลก และมจี ิตสานึกรว่ มถึงปญ๎ หาในระดับโลก เช่น ป๎ญหาโลกร้อน พลเมืองท่ีอาศัย
ในสังคมโลกจึงต้องมีความสามารถและความเข้าใจในระดับโลก เช่น ความสามารถในการเชื่อมโยง
ปรากฏการณ์ระหว่างท้องถ่ินกับโลก และทักษะการทางานร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างทั้งในเชิงภาษา
วฒั นธรรม และเช้ือชาติ
3. ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) แนวคิดความเป็นพลเมืองดิจิทัลพูดถึง
ความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ มีความ
รับผิดชอบ และปลอดภัย การปฏิวัติเทคโนโลยีการสื่อสารได้เปิดโอกาสและหยิบยื่นความท้าทายใหม่ๆ
ให้กับพลเมืองดิจิทัล เราสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไร้ข้อจากัดเชิงภูมิศาสตร์ เข้าร่วมชุมชนท่ีมีความสนใจ
หน้า | 37
ร่วมกัน สร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ในการแก้ไขป๎ญหา และทาให้เสียงของพลเมืองดังขึ้นในสังคม แต่เราก็
ต้องเผชญิ กบั ความเส่ยี งใหมๆ่ เชน่ การสอดแนมความเป็นส่วนตัว อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ดังน้ันเราใน
ฐานะพลเมืองดิจิทัลจึงต้องตระหนักถึงโอกาสและความเสี่ยงในโลกดิจิทัล พัฒนาทักษะและความรู้ท่ี
จาเปน็ ในโลกใหม่ และเขา้ ใจถึงสทิ ธิและความรบั ผดิ ชอบในโลกออนไลน์
นิยามของความเปน็ พลเมอื งดจิ ิทัล
เราอาจนิยามความเปน็ พลเมืองดิจทิ ัลออกเปน็ 3 มติ ิคือ
1. มิติด้านความรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ พลเมืองดิจิทัลต้องมีความรู้ความสามารถในการ
เข้าถึง ใช้ สร้างสรรค์ ประเมิน สังเคราะห์ และสอ่ื สารขอ้ มลู ข่าวสารผ่านเคร่ืองมือดิจิทัล ดังน้ันพลเมืองยุค
ใหม่จึงต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการเข้าถึงและใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน
แท็บเล็ต ได้อย่างเชี่ยวชาญ รวมถึงทักษะในการรู้คิดข้ันสูง เช่น ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซ่ึง
จาเป็นตอ่ การเลือก จัดประเภท วิเคราะห์ ตีความ และเข้าใจขอ้ มลู ข่าวสาร
2. มิตดิ า้ นจริยธรรม พลเมอื งดจิ ทิ ลั จะใชอ้ นิ เตอร์เนต็ ได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และมี
จรยิ ธรรมได้อย่างไร พลเมืองที่ดีจะต้องรู้จักคุณค่าและจริยธรรมจากการใช้เทคโนโลยี ต้องตระหนักถึงผล
พวงทางสังคม การเมอื ง เศรษฐกจิ และวัฒนธรรมที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงรู้จักสิทธิและความ
รับผิดชอบออนไลน์ อาทิ เสรีภาพในการพูด การเคารพทรัพย์สินทางป๎ญญาของผู้อื่น และการปกปูอง
ตนเองและชุมชนจากความเสย่ี งออนไลน์ เช่น การกลน่ั แกล้งออนไลน์ ภาพลามกอนาจาร สแปม เปน็ ต้น
3. มิติด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม พลเมืองดิจิทัลต้องรู้จักใช้ศักยภาพของ
อนิ เทอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมทางการเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคม อินเทอร์เน็ตเป็นได้ท้ังเคร่ืองมือเพิ่มการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองในระบบ เช่น รัฐบาลใช้อินเทอร์เน็ตในการรับฟ๎งความเห็นของประชาชนก่อนออก
กฎหมาย การลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voting) หรือการย่ืนคาร้องออนไลน์ (online petition)
นอกจากนั้นอินเทอร์เน็ตยังใช้ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองผ่านวิธีการใหม่ๆ ซ่ึงท้าทายให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงทางการเมืองในระดับโครงสรา้ ง
กล่าวโดยสรุป การจะเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีนั้น เราจะต้องมีชุดทักษะและความรู้ทั้งในเชิง
เทคโนโลยแี ละการคิดข้นั สูง หรือท่ีเรยี กว่า “ความรู้ดิจิทัล” (digital literacy) เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูล
ข่าวสารในโลกไซเบอร์ รู้จักปูองกันตนเองจากความเส่ียงต่างๆ ในโลกออนไลน์ เข้าใจถึงสิทธิ ความ
รับผิดชอบ และจริยธรรมท่ีสาคัญในยุคดิจิทัล และใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คม-วัฒนธรรม ทั้งเพอื่ ตนเอง ชมุ ชน ประเทศ และโลก
การเป็นพลเมืองดใี นระบอบประชาธิปไตยแบบเสรภี าพในยุคศตวรรษท่ี 21
Angela Wentz Faulconer (2004 อ้างถึงใน ถวิลวดี บุรีกุล และรัชวดี แสงมหะหมัด, 2555
หน้า 9) แสดงความเห็นว่าสุดยอดของความเป็นพลเมืองคือ การมีจริยธรรมแบบพลเมืองท่ีต้องมีใน
หนา้ | 38
ประชาธิปไตยเสรี จรยิ ธรรมแบบพลเมืองในชุมชน เน้นท่ีการมีส่วนร่วมของพลเมืองในสภาพแวดล้อมของ
ท้องถิน่ อนั ประกอบดว้ ย
1. การร่วมมอื กัน (cooperation)
2. การมีส่วนรว่ ม (participation)
3. การพงึ ระแวดระวงั (vigilance)
4. ความเป็นเลิศในการไตรต่ รองคิดรอบคอบ (deliberatiive excellence)
5. การเคารพกฎหมาย (obedience of law)
ในสังคมประชาธิปไตยแบบเสรี จริยธรรมแบบพลเมืองเสรี ซ่ึงหมายถึง การจงรักภักดีต่อแนวคิด
เสรีท่ีชัดเจน อันได้แก่ 1) ความจงรักภักดีต่อชุมชนประชาธิปไตยเสรี 2) เคารพต่อความคิดที่แตกต่างกัน
และ 3) เคารพสิทธิ รวมถึงจริยธรรมของการปกครองตนเอง อันประกอบด้วย การปกครองตนเอง ความ
รบั ผดิ ชอบ และการควบคุมตนเอง หักห้ามใจตนเอง จริยธรรมแบบพลเมืองที่เป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลจะ
ช่วยคงความย่ังยืนของชุมชนทางการเมืองจากสิ่งท่ีเข้ามาคุกคาม ท้ังจากภายในและภายนอก จริยธรรม
แบบพลเมอื งเสรีทีพ่ งึ ประสงค์ ได้แก่
1. ทัศนคติ เช่น การเคารพกันและกัน การเคารพผู้อื่นในชุมชน และความเต็มใจท่ีจะ
ประนีประนอม
2. มีสิ่งจูงใจ เช่น การจงรักภักดีต่อชุมชนและสถาบันที่คงอยู่ การผูกพันต่อส่ิงดีร่วมกัน การมี
ความทรงจาในฐานะพลเมอื ง
3. มีทักษะ เช่น ความรู้เร่ืองงานสาธารณะ ทักษะในการตัดสินใจทางการเมือง ความสามารถ/
การเปดิ กวา้ งท่ีจะเสวนา
4. คุณภาพของคณุ สมบัตติ า่ งๆ เช่น ความซ่อื สัตย์ เท่ยี งตรง กล้าหาญ มอี สิ ระ การควบคุมตนเอง
ได้
สมรรถนะการอยู่ในสงั คมโลก (Global Competence)
คุณภาพของการเป็นพลเมืองโลก เป็นเรื่องใหม่และเป็นเร่ืองท่ีท้าทายต่ะระบบการศึกษาว่า
สามารถสร้างผู้เรียนให้มีความสามารถท่ีจะปฏิบัติตนให้มีคุณภาพและประสบความสาเร็จไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
ในโลกกว้างใบนี้ (สสวท., 2561, หนา้ 1-4)
สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะห์ประเด็นของโลกหรือต่าง
วัฒนธรรมอย่างมีวิจารณญาณและจากมุมมองท่ีหลากหลาย เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างท่ีส่งผลต่อการ
รบั รู้ การตดั สินใจ แนวคิดของตนเองและผู้อื่น และการเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเปิดกว้าง ในท่าทีที่เหมาะสม
และสัมพันธ์กับผู้อ่ืนท่ีมีภูมิหลังท่ีแตกต่างอย่างได้ผล บนพ้ืนฐานของความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็น
มนษุ ย์
หนา้ | 39
สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลกจึงสามารถตีความเสมือนเป็นกรอบอ้างอิงด้านสติป๎ญญา ทักษะ
และพฤติกรรม เสมือนเป็นกรอบแนวคิดประนีประนอมและให้ยับย้ังช่ังใจตนเองว่าต้องเคารพในความ
แตกตา่ งในวถิ ชี วี ิตและวฒั นธรรมของผอู้ ่ืน ถา้ ความแตกต่างนัน้ ไมไ่ ดท้ ารา้ ยศักด์ศิ รีความเปน็ มนุษยข์ องตน
องคป์ ระกอบของสมรรรถนะการอยใู่ นสงั คมโลก
1. มิติด้านความรู้และความเข้าใจ (knowledge and understanding) อ้างอิงถึงความรู้
ความเขา้ ใจในประเด็นตา่ งๆ ทีป่ รากฏในโลก และความรูใ้ นวฒั นธรรมอืน่ ๆ ทมี่ อี ยู่ในโลกกว้าง
2. มิติด้านทักษะ (skill) อ้างอิงกับทักษะการคิดหรือทักษะด้านพฤติกรรมที่จะปฏิบัติตนเองให้
ประสบความสาเร็จในโลก
3. มิติด้านเจตคติ (Attitude) ท่ีจะใช้ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการสร้างพฤติกรรมที่
ก่อใหเ้ กิดสมรรถนะการอยูใ่ นสังคมโลก
องคค์ วามรูแ้ ละทักษะท่ีสาคัญ
1. ความรู้และความเข้าใจในประเด็นป๎ญหาของโลก (knowledge and understanding of
global issues) หมายถึง ความคุ้นเคยกับประเด็นสาคัญท่ีอยู่เกินขอบเขตของชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ การอพยพย้ายถิ่น ความยากจน เป็นต้น และความสามารถท่ีจะเข้าใจความสัมพันธ์ท่ี
เกย่ี วข้องกนั ในระหว่างประเดน็ ปญ๎ หา แนวโนม้ และระบบตา่ งๆ ในโลก
2. ความรู้และความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม (intercultural knowledge and
understanding) หมายถึง ความรู้และความเข้าใจในเร่ืองปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม ซ่ึงเก่ียวข้องกับ
วัฒนธรรมของตนเอง วัฒนธรรมของผู้อ่ืน ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม การมีความ
เข้าใจในเร่ืองปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม หมายถึง การรู้ว่าทัศนะหรือมุมมองของคนนั้นมาจาก
หลากหลายอิทธิพลท่ีหล่อหลอมมา เช่น วัฒนธรรม ศาสนา เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม
การศกึ ษา เปน็ ต้น ซงึ่ เป็นวิธีเดียวกบั ทีจ่ ะพัฒนาความเขา้ ใจเกีย่ วกับผ้อู ่ืน
3. การคิดวิเคราะห์และการคิดแบบมีวิจารณญาณ (analytical and critical thinking)
สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลกต้องแสดงว่ามีทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดแบบมีวิจารณญาณด้วย
ทักษะในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึงป๎ญหาโดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผล ความมี
ระบบและมีข้นั ตอน ทกั ษะนี้ยังรวมถงึ ความสามารถในการแปลความหมายของแต่ละส่วนในข้อความ และ
ตรวจสอบแตล่ ะส่วนว่ามีความสัมพนั ธ์กันอย่างไร เพอ่ื จะหาความสอดคล้องหรอื ความแตกต่างท่ีขัดแย้งกัน
ส่วนทักษะในการคิดแบบมีวิจารณญาณต้องใช้เพ่ือประเมินคุณค่า ความถูกต้อง และความน่าเช่ือถือของ
ส่ิงใดๆ บนพ้ืนฐานของความสอดคล้องกันภายในตัวของมันเอง และความสอดคล้องกับประจักษ์พยาน
ความสอดคล้องกับความรู้และประสบการณ์ของตนเอง การใช้ความคิดแบบมีวิจารณญาณในประเด็น
ป๎ญหาของโลกหรอื ตา่ งวฒั นธรรม ต้องรู้ด้วยว่าบางทีข้อสันนิษฐานของตนเองอาจจะมีผลต่อการเบี่ยงเบน
หน้า | 40
กระบวนการตัดสินใจ และยอมรับว่าความเชื่อส่วนตัวและการตัดสินของตนมักจะยึดวัฒนธรรมและ
มมุ มองของตนเองเป็นหลกั เสมอ
ภาพ 3 สมรรถนะการอยใู่ นสงั คมโลก
ที่มา : สสวท., 2561, หนา้ 3.
จากองค์ความรู้และทักษะท่ีสาคัญดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกันของสิ่งที่
ตอ้ งรแู้ ละใช้ในการเข้าถึงปญ๎ หาของโลก ดงั แผนภาพ
หน้า | 41
ภาพ 4 ความสัมพันธข์ องส่ิงท่ตี อ้ งรูแ้ ละใช้ในการเขา้ ถึงปญ๎ หาของโลก
มิติดังกล่าวต่างก็มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างมากที่นักศึกษาจะต้องรู้แล ะใช้ในการเข้าถึง
ป๎ญหาของโลก ในขณะเดียวกันองค์ประกอบทั้งสามก็บอกถึงความสามารถของนักศึกษาในการคิดแบบ
ต่างวฒั นธรรม ส่งิ เหล่านเ้ี ก่ียวขอ้ งกับความสามารถในการรับรู้และจาแนกการมองผู้อ่ืนแบบเหมารวมและ
การลงข้อสรุปทางวัฒนธรรม ความตระหนักรู้ถึงวัฒนธรรมของตนและความลาเอียงในใจของตนเอง
ความสามารถท่จี ะเลอื กวธิ ีแก้ปญ๎ หาสาหรบั เร่ืองหน่ึงๆ ในบริบทของทอ้ งถน่ิ และบรบิ ทของโลก
ทกั ษะการคิดสาหรับสมรรถนะการอยใู่ นสังคมโลก
ความคิดเป็นผลจากการทางานของสมองในการก่อรูป (Formulate) บางส่ิงบางอย่างข้ึนใน
มโนคติ (mind) ผ่านการทางานของระบบการรับรู้ทางจิต (cognitive system) โดยในส่วนของความคิด
จะทาหน้าที่แยกแยะการกระทาและความรู้สึกผ่านกระบวนการทางความคิดอันจะนาไปสู่พฤติกรรมท่ี
ตอบสนองสถานการณ์นั้น การคิดเป็นเร่ีองที่สาคัญ การคิดไม่เหมือนกัน การคิดแบบจินตนาการ การคิด
หวนราลึกถึง การคิดใช้เหตุผล และการคิดแก้ป๎ญหา (เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2547, หน้า 1) ขณะท่ี
สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก จาเป็นต้องมีทักษะการคิดข้ันสูงอย่างน้อย 3 แบบ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์
การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิดแบบมีวจิ ารณญาณ ดังนี้
หนา้ | 42
ทักษะการคดิ วเิ คราะห์ (Analytical Thinking)
การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจาแนกแยกแยะองค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งใด
สิ่งหน่ึงซ่ึงอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่าง
องค์ประกอบเหล่าน้ัน เพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริงหรือส่ิงสาคัญของสิ่งท่ีกาหนดให้ หลักการคิดเชิง
วิเคราะห์ประกอบด้วย
1. หาความสมั พันธเ์ ชิงเหตผุ ลของข้อมูลทไี่ ดร้ ับ
2. ใช้หลักการต้งั คาถาม
3. ใชห้ ลกั การแยกแยะความจริง เช่น
3.1 แยกแยะระหวา่ ง ความจริง (truth) กับความเชื่อ (belief)
3.2 แยกแยะโดยจากฎข้ัวตรงขา้ ม (the principle of contradiction)
3.3 แยกแยะระหว่างข้อเทจ็ จริง (facts) กับข้อคดิ เหน็ (opinions)
คุณสมบตั ิท่ีเอื้อตอ่ การคิดวเิ คราะห์ ไดแ้ ก่
1. ความรู้ความเข้าใจในเร่อื งทีจ่ ะวิเคราะห์
2. มคี วามช่างสังเกต ชา่ งสงสยั ชา่ งซกั ถาม
3. มีความสามารถในการตีความ
4. มคี วามสามารถในการหาความสัมพันธเ์ ชงิ เหตผุ ล
ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ ได้แก่
1. ชว่ ยให้เราร้ขู ้อเท็จจรงิ
2. ชว่ ยใหเ้ ราไม่ด่วนสรปุ สง่ิ ใดง่ายๆ
3. ช่วยในการพิจารณาสาระสาคญั อน่ื
4. ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต
5. ชว่ ยให้เราหาเหตผุ ลที่สมเหตุสมผล
6. ช่วยประมาณการความนา่ จะเปน็
ทกั ษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
การคดิ เชงิ วิพากษ์ หมายถึง กระบวนการคิดที่มีความต้ังใจจะพิจารณาตัดสินเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
โดยไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างที่นาเสนอ แต่ได้ตั้งคาถามท้าทายหรือข้ออ้างโต้แย้งเหล่าน้ันเพ่ือนาไปสู่การ
ค้นหาความจริง และเพ่ือเปิดโอกาสให้แก่ความคิดใหม่ท่ีแตกต่าง อันจะนาไปสู่คาตอบท่ีสมเหตุสมผล
มากกว่าข้ออ้างเดิม เหมาะสมกับบริบทแวดล้อมมากกว่า รวมถึงเกิดผลดีแก่ชีวิตและสังคมส่วนรวม
มากกวา่
การคิดวิพากษ์มักจะถูกนามาใช้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์หรือในสถานการณ์วิกฤต (Critical
Situation) ที่สาคัญหรือมีผลกระทบสูงต่อการตัดสินใจ เช่น การจัดการกับป๎ญหาที่เก่ียวกับเศรษฐกิจ
แรงงาน สังคม เปน็ ตน้ หรือไม่ก็ใช้หลงั จากสถานการณน์ นั้ ผา่ นพ้นไปแลว้ เพ่ือมองหาแนวทางในการพัฒนา
หน้า | 43
หรือปรับปรุงให้การแก้ป๎ญหาหรือการตัดสินใจในคร้ังต่อไปมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในชีวิตประจาวัน
ของเราคาว่า “วพิ ากษ์” “วิจารณ์” และ “วิจารณญาณ” นั้นมักจะถูกนามาใช้อยู่เสมอ ในเวลาที่ต้องการ
แสดงความคิดเห็นบางส่ิงบางอย่างต่อคากล้าวอ้างหรือประเด็นในเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง กระท่ังบ่งบอกถึง
ความคดิ ซ่งึ ในเชิงของการคดิ แล้ว คาเหลา่ นม้ี ีความหมายทแ่ี ตกตา่ งกัน
“การวิพากษ์” เป็นการคิดพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยใช้การตั้งคาถามท้าทายหรือ
โตแ้ ย้งเหตผุ ลท่นี ามากล่าวอา้ ง เนอื่ งจากยงั สงสยั และไมป่ ๎กใจเชอ่ื วา่ ข้อกล่าวอา้ งน้ันเป็นความจริง เพื่อเปิด
ประเด็น ขยายมุมมองให้กว้างกว่าเดิม พิจารณาความเป็นไปได้อ่ืน รวมทั้งสะท้อนความคิดของตนเอง ซึ่ง
จะนาไปสกู่ ารพสิ จู นส์ มมติฐานนัน้ ใหม่ ขณะที่
“การวิจารณ์” เป็นการให้คาตัดสินส่ิงท่ีกาลังพิจารณาว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร
หรือขาดตกบกพรอ่ งอย่างไรบา้ งตามมาตรฐานสงั คมหรอื มาตรฐานส่วนบุคคลท้ังมุมบวกและมุมลบ โดยไม่
จาเป็นตอ้ งเป็นมุมลบเสมอไป ส่วนคาวา่
“วิจารณญาณ” หมายถึง การมีป๎ญญาท่ีสามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้ อันเกิดจากการ
ใคร่ครวญเรื่องน้ันๆ อย่างลึกซึ้งจนเกิดความเข้าใจ (นักวิพากษ์ที่ดีจึงย่อมต้องเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณท่ีดี
ดว้ ย) ดงั ภาพ
ภาพ 5 แสดงการคดิ วิพากษ์ วิจารณ์ และวจิ ารณญาณ
ทม่ี า : สานกั งาน กพร. 2557, หนา้ 6.
ในการรับมือและจัดการกับป๎ญหาต่างๆ ในสถานการณ์ป๎จจุบันท่ีปริมาณข้อมูลข่าวสารมีเข้า
มามากมาย จึงมีความสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมีการตัดสินใจท่ีเหมาะสม แนวทางการคิดเชิง
หนา้ | 44
วพิ ากษ์ท่ถี ูกตอ้ ง ต้องสะทอ้ นในมุมทบ่ี ง่ ชี้ว่า ข้อมูลยิ่งมีมากก็ย่ิงจาเป็นต้องใช้การคิดเชิงวิพากษ์เข้ามาช่วย
วเิ คราะห์ให้มาก หากเป็นเร่ืองที่มีความยุ่งยากซับซ้อนและสาคัญมากๆ ก็ย่ิงมีความจาเป็นอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ท่ีจะต้องขบคิดด้วยการหยุดฟ๎งและเร่ิมคิดช้าๆ ตามอย่างมีป๎ญญา รวมถึงทาความเข้าใจให้ลึกซึ้ง
กอ่ นทจ่ี ะประเมินหรอื ตัดสนิ ใจ แทนการฟ๎นธงหรอื ด่วนสรปุ ทันทีอย่างที่ค้ยุ เคยและกระทากัน
การคิดเชิงวิพากษ์นั้นมักถูกนาไปใช้สาหรับการแก้ไขป๎ญหาและการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
หลกั การคดิ เชงิ วิพากษ์ ได้แก่
หลกั ท่ี 1 ใหส้ งสัยไวก้ ่อน................อย่าเพงิ่ เชอื่
หลกั ที่ 2 เผือ่ ใจไว้...............อาจจะจรงิ หรืออาจจะไมจ่ ริงก็ได้
หลักท่ี 3 เปน็ พยานฝาุ ยมาร............ต้งั คาถามซักค้าน
ประโยชนข์ องการคิดเชงิ วพิ ากษ์
ในภาวะท่ีต้องรับมือกับข้อมูลอันล้มหลามหลากหลาย แถมต้องการการตัดสินใจที่เร่งรีบ การ
คิดเชิงวิพากษ์นั้นมีประโยชน์อย่างมหาศาลท่ีจะนามาช่วย “ลดจุดอ่อนตามธรรมชาติของการข้ีเกียจคิด”
หรือการคดิ แบบไมท่ ันระมดั ระวงั ซ่งึ สามารถสรปุ ได้ดงั นี้
1. ช่วยสบื ค้นความจริงแทนการคลอ้ ยตามความเชือ่ และอัตตา
2. ช่วยให้เชอ่ื ในสิ่งที่ถูกตอ้ งไม่ถูกหลอก
3. ชว่ ยนาไปสูก่ ารตดั สนิ ใจท่ีมีคุณภาพมากกว่า เพราะตัดสินตามข้อเท็จจริงไม่ใช่ตามอารมณ์
และความรสู้ กึ
4. ช่วยทาใหเ้ กิดการพฒั นาไม่ด่วนสรปุ ตดั สินใจ แต่พิจารณาครบถว้ นทกุ มุม รอบดา้ น
5. ช่วยใหเ้ กิดการเรียนรแู้ ละสะท้อนความคิดว่าในหลายๆ คร้ังเป็นการตัดสินใจท่ีบกพร่องซึ่ง
ไมน่ า่ จะเกดิ ขึน้
6. ช่วยสงั เกตความเสมอื นใหเ้ ห็นแตกต่าง คอื ไมป่ ก๎ ใจเชอ่ื ในสิง่ เดิม
7. ช่วยสง่ เสริมความร่วมมือระหว่างกัน (Collaboration) เพราะทาให้เรามองจากมุมของคน
อ่ืนทีแ่ ตกต่าง
8. เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางความคิด เพราะกล้าคิดแนวใหม่
และนอกกรอบ
ทกั ษะการคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง การคิดท่ีมีเหตุผลโดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่าง
รอบคอบ มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐานที่เช่ือถือได้เพื่อนาไปสู่การสรุปและตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพว่าส่ิงใด
ถกู ต้อง สิง่ ใดควรเชื่อ สงิ่ ใดควรเลือก หรือสงิ่ ใดควรทา
สาเหตุทีต่ อ้ งคิดเชงิ วิจารณญาณกเ็ พราะเปน็ ธรรมชาติที่มนุษย์ต้องคิด แต่การคิดส่วนใหญ่ก็จะ
เป็นอย่างที่มันเป็นคือมีความลาเอียง มีความบิดเบือน เข้าข้าง อวิชชา-ไม่รู้ หรือการเลยลึกไปถึงความมี
อคติและความรังเกียจเดียดฉันท์ท่ีตามมา แต่กระนั้นคุณภาพชีวิตของเรา ทุกส่ิงที่เราทา ทุกสิ่งท่ีเราผลิต
หน้า | 45
หรือสรา้ งขึ้นมากข็ ้นึ อยูโ่ ดยตรงกบั คุณภาพความคิดของเรา แต่ระบบการคิดท่ีดีเลิศนั้นจะเกิดได้ก็ด้วยการ
บ่มเพาะและการฝกึ ฝนอย่างเปน็ ระบบเทา่ น้นั (ริชารด์ พอล และลินดา เอลเดอร,์ ม.ป.ป., หนา้ 4)
จุดประสงคข์ องการคดิ เชิงวจิ ารณญาณ
1. เพอื่ ใหไ้ ด้ความคดิ ที่รอบคอบสมเหตสุ มผลผ่านการพจิ ารณากลนั่ กรองอย่างดีแลว้
2. เพื่อการตัดสินใจอยา่ งถูกต้อง
3. เพื่อการแกป้ ๎ญหาอยา่ งมเี หตุผลและเหมาะสม
4. เพื่อการศกึ ษาวจิ ัยและการเรียนรู้
5. เพื่อการริเริม่ สรา้ งสรรค์
ผลลัพธ์ของการฝึกคดิ เชงิ วจิ ารณญาณ
1. ต้ังคาถามและตั้งป๎ญหาสาคัญอันจาเป็นทเ่ี กดิ จากการเตรียมข้ึนด้วยความกระจ่างและแม่น
ประเด็น
2. รวบรวมขอ้ มูลทีเ่ ขา้ ประเด็นดว้ ยการใช้แนวคดิ เชงิ จติ วิสยั มาตีความอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
3. ได้ข้อสรุปและทางออกที่มีเหตุผลหนักแน่น โดยทาการทดสอบกับเกณฑ์และมาตรฐานท่ี
เหมาะสมตรงและประเดน็
4. คิดอย่างใจกว้างด้วยระบบเผ่ือเลือกหลายๆ ทาง ดูและประเมินตามความจาเป็นในข้อ
สมมุติ การส่อนัย และผลกระทบท่ีจะตามมาในแนวทางทีเ่ ป็นไปได้
5. ติดต่อประสานกับผอู้ ่ืนอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพในการหาทางแกป้ ๎ญหาที่มคี วามซับซอ้ น
“การเป็นพลเมอื งโลกไมใ่ ช่เร่อื งของโลกาภวิ ตั น์
ธุรกจิ หรือเร่อื งการเงนิ แตค่ อื เร่อื งของการ
แบ่งปันความรบั ผดิ ชอบ คุณคา่
และเคารพซ่งึ กนั และกนั ”
- Arnaud Castaignet-
หนา้ | 46
บทที่ 4
คณุ คา่ และความสาคัญของเอกลกั ษณ์ไทย
ชาตไิ ทยมีเอกลกั ษณ์ของความเป็นชาติ ทง้ั ทางดา้ นภาษา การแต่งกาย วัฒนธรรมการแสดงความ
เคารพ อาหารไทย สถาป๎ตยกรรม การละเล่นของเด็กไทยและกีฬา เครื่องดนตรีและการแสดง
ขนบธรรมเนยี มและประเพณวี ฒั นธรรมอนั ดีงาม และภูมิปญ๎ ญา ท่ีบ่งบอกถงึ ความเปน็ ไทย
ตามพจนานุกรม “เอก” แปลว่า เด่น หรือ หน่ึง เอกลักษณ์จึงเป็นลักษณะเด่นของสังคม หรือ
ลักษณะส่วนรวมของสังคมที่เห็นเด่นชัด แตกต่างจากสังคมอื่นๆ เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง เช่น
วัฒนธรรมไทยไม่เหมือนกับวัฒนธรรมสังคมอื่น แม้วัฒนธรรมของเราจะได้รับอิทธิพลของต่างชาติต้ังแต่
อดีตจนถึงป๎จจุบันมาผสมผสานบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการผสมผสานท่ีเราได้เลือกสรรวัฒนธรรมเหล่านั้นให้
เข้ากับความเชื่อและค่านิยมแบบไทยๆ จนกระท่ังกลมกลืนเข้ากันอย่างแนบสนิทจนกลายเป็นวัฒนธรรม
ไทยท่ีมีลกั ษณะเฉพาะของเราแตกต่างไปจากชาตอิ น่ื ๆ
สังคมไทยมีท่ีมาจากสังคมชนบท จากชุมชนแบบที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน รัก
สงบ รักความอสิ ระ ออ่ นน้อมถอ่ มตน ทาให้คนไทยมไี มตรีต่อผู้อ่ืน จนได้รับสมญานามว่าสยามเมืองย้ิม ซึ่ง
ชาวต่างชาติต่างชื่นชมในความมีน้าใจไมตรีของคนไทย แม้สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงไป และได้รับความ
เจริญสมัยใหม่ แต่ลักษณะความเป็นกันเองแบบน้ีก็ยังหลงเหลืออยู่ เป็นเอกลักษณ์ท่ีเราได้รับจากบรรพ
บรุ ุษซ่งึ ตกทอดกันมา ดังนนั้ เอกลักษณ์ของคนไทยเหล่านจ้ี ึงทาให้สังคมไทยแตกต่างจากสงั คมชนชาตอิ นื่
ความหมายของเอกลกั ษณ์ไทย
เอกลักษณ์ มาจากคาว่า เอก หมายถึง หนึ่ง หรือดีเลิศ ส่วนลักษณ์หรือลักษณะ หมายถึง ส่ิงที่
แสดงให้เห็นว่าแตกต่างกับอีกสิ่งหนึ่ง เอกลักษณ์จึงหมายถึง ลักษณะอันเป็นอันหนึ่งเดียวท่ีแสดงว่า
แตกต่างจากส่ิงอน่ื
เอกลักษณ์ไทย หมายถงึ ส่งิ ทบี่ ง่ บอกความเป็นชาติไทยได้อย่างชัดเจน หรือลักษณะเด่น ลักษณะ
ท่ดี งี ามของชนชาติไทย ท่ีแสดงถงึ ความเป็นชาตซิ ่ึงไดป้ ฏบิ ัตอิ ยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน และสั่งสมสืบทอดต่อ
กนั มาจนมีคุณค่าและยอมรับดว้ ยความรสู้ กึ ภาคภูมใิ จในเอกลักษณน์ ้นั
ประเภทของเอกลกั ษณไ์ ทย
1. เอกลักษณ์ทางวตั ถแุ ละศิลปกรรม หมายถงึ ส่ิงทม่ี นษุ ยส์ ร้างข้ึน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ สัมผัส
มีความสวยงาม หรือมีสุนทรยี ภาพ ศลิ ปกรรมแบง่ เป็น 2 ประเภท คือ
(1) วิจิตรศิลป์ หมายถึง ศิลปกรรมท่ีมนุษย์สร้างข้ึนเพื่อความปีติช่ืนชมในช้ินงาน เช่น
จิตรกรรม สถาป๎ตยกรรม ประตมิ ากรรม วรรณกรรม ดุรยิ างคศลิ ป์ นาฏศลิ ป์ เป็นตน้
หนา้ | 47
ตัวอย่างด้านสถาป๎ตยกรรม เช่น พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วัดพระศรี-
รัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์
วดั เบญจมบพิตรดุสติ วนาราม บา้ นทรงไทยหรอื เรือนไทย เปน็ ตน้
ตัวอย่างด้านประติมากรรม เช่น พระพุทธชินราช บานประตูสลักไม้สักปิดทองท่ีวัดสุทัศน์-
เทพวราราม การสลักเทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี การสลักแทงหยวกกล้วยของจังหวัดเพชรบุรี
เครอ่ื งสงั คโลกของจงั หวดั สุโขทยั ตกุ๊ ตาชาวบา้ น
ตัวอยา่ งดา้ นจติ รกรรม เชน่ จิตรกรรมฝาผนงั วดั พระแกว้
ตวั อยา่ งดา้ นนาฏศิลป์ ภาคกลาง เช่น ลิเก รากลองยาว ภาคเหนือ เช่น ละครซอ การตีกลอง
สะบัดชัย การฟูอนเล็บ ฟูอนเงี้ยว ฟูอนนก ภาคอีสาน เช่น ฟูอนภูไท ราแสกเต้นสาก ภาคใต้ เช่น การ
แสดงโนราห์ สลิ ะ
ด้านดุริยางคศิลป์ ได้แก่ เครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน สาหรับเครื่องดนตรีไทย
แบ่งตามลักษณะท่ีทาให้เกิดเสียง แบ่งได้ 4 ประเภทคือ ดีด สี ตี เปุา หากมีเครื่องตีเป็นสาคัญเรียกว่า-
วงปี่พาทย์ ถ้ามีเครื่องสายเป็นประธานเรียกว่าวงเคร่ืองสาย ส่วนวงมโหรีคือวงที่มีเคร่ืองสายและปี่พาทย์
ผสมกัน
(2) หัตถศิลป์ หมายถึง ศิลปกรรมที่มนุษย์สร้างข้ึนเพื่อใช้สอยและเป็นประโยชน์ในการ
ดารงชีวิต แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1) งานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงสร้างโดยช่างหลวง และ 2) งาน
ศิลปหตั ถกรรมพ้นื บ้านสร้างโดยชาวบ้าน
2. เอกลักษณ์ทางพฤติกรรมการกระทา หมายถึง ลักษณะพฤติกรรมโดยรวมของคนในชาติ ที่
ได้รับการยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ลักษณะนิสัย มารยาทไทย ขนบธรรมเนียม และประเพณี
ตา่ งๆ เปน็ ต้น
(1) ลักษณะนิสัย หมายถึง ลักษณะพฤติกรรม ท่าทางการแสดงออกโดยไม่รู้ตัวใน
สถานการณ์ต่างๆ ที่เปน็ ลักษณะนิสัยที่พบเห็นในคนส่วนมากของสังคม เอกลักษณ์ท่ีเก่ียวกับลักษณะนิสัย
ทเ่ี ด่นๆ ของคนไทย เช่น
- มีความเป็นป๎จเจกบุคคลนิยม รักอิสรภาพ หย่ิง รักศักดิ์ศรี ถือความคิดเห็นของตน
เปน็ ใหญ่
- ไมก่ ระตือรอื ร้น ตามยถากรรม ทาอะไรตามใจคือไทยแท้
- เช่อื เร่ืองกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
- ยอมรบั ผูม้ อี านาจ ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน เออ้ื เฟอื้ เผ่อื แผ่ มีความเปน็ มติ ร
(2) มารยาทไทย หมายถึง กิริยา วาจาท่ีสุภาพเรียบร้อย มีแบบแผน และเหมาะสมกับ
กาลเทศะ ผูท้ ่มี ีมารยาทเปรยี บเสมือนมีอาภรณ์งดงามประดับกาย เป็นที่ยอมรับและชื่นชมของผู้ท่ีพบเห็น
มารยาทจึงเป็นใบเบิกทางใบหน่ึงท่ีจะส่งผลให้ประสบความสาเร็จ มารยาทแบ่งเป็น 2 ทาง คือ มารยาท
ทางกาย และมารยาททางวาจา
หนา้ | 48
- มารยาททางกาย เป็นการแสดงออกทางกายท่ีผ้อู ื่นสามารถสังเหตเห็นได้ เช่น การยืน
การเดิน การนั่ง การเคล่อื นไหวกาย เปน็ ต้น ตัวอยา่ งข้อปฏฺบตั ทิ ีเ่ กี่ยวกับมารยาททางกาย เช่น ยืนตรงเมื่อ
ไดย้ นิ เพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี และเมื่อประธานเดินทางเข้าสู่พิธี งานมงคลควรแสดงสีหน้าเบิก
บานแจม่ ใส งานศพควรแสดงกิริยาสงบไมย่ ืนจับกลุ่มสนทนา เคาะประตูก่อนเข้าห้องผู้อื่น และควรน่ังเม่ือ
ไดร้ บั เชิญ เข้าแถวเม่อื มีการซื้อหรอื รอควิ ในที่สาธารณะ ลุกยืนให้คนชรา เด็ก และสตรีมีครรภ์ ไม่ล้วงแคะ
แกะเการ่างกายต่อหน้าสาธารณชน ไม่สูบบุหร่ีในที่สาธารณะ ไม่เคล่ือนไหวกายไปมาขณะชมการแสดง
และไม่รบั -สง่ ของผา่ นหน้าผ้อู น่ื เป็นต้น
- มารยาททางวาจา เป็นการใชถ้ อ้ ยคาต่อบุคคลอื่นด้วยถ้อยคาที่สุภาพ ไม่เหยียดหยาม
ดงั สุภาษิต “สาเนยี งส่อภาษา กริ ยิ าส่อสกลุ ” โดยประเพณีนยิ มถือการลดหลนั่ กันทางชาติวุฒิ คุณวุฒิ และ
วัยวุฒิ การกล่าววาจาไพเราะเป็นคุณสมบัติของการพูด ย่อมเหน่ียวนาผู้ฟ๎งให้เกิดความนิยมรักใคร่ได้
ตัวอย่างข้อปฏบิ ัตทิ ี่เกีย่ วกับมารยาททางวาจา เช่น ไม่กล่าววาจาท่ีไม่เป็นประโยชน์ ไม่กล่าววาจาส่อเสียด
ให้ผอู้ ่ืนแตกรา้ ว ไมก่ ล่าววาจาหยาบคาย ดถู ูก ขัดคอคนอื่น กลา่ วคาว่าขอบคุณ กรุณา และขอโทษ ให้เป็น
นิสัย ไมค่ ุยเสยี งดัง ไมแ่ สดงการโออ้ วดตนเอง ใช้นา้ เสียงท่แี สดงถึงความจริงใจเหมาะสมกับกาลเทศะ การ
แนะนาผูอ้ าวโุ สน้อยใหร้ ้จู กั ผ้อู าวโุ สมาก แนะนาผู้ชายให้ร้จู ักผู้หญิง
3. เอกลักษณ์ทางความรู้สึกนึกคิดและความเชื่อ หมายถึง ลักษณะทางความเช่ือท่ีเป็น
นามธรรม ซ่ึงส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เช่น ความเชื่อเร่ืองกรรม
ความเช่ือเรื่องผี มีความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ ประนีประนอม รับสงบ ใจเย็น อ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัย เป็นต้น
ตวั อยา่ งเอกลักษณ์ความคิดความเช่ือในสังคมไทย เช่น ตักบาตรร่วมขันจะพบกันชาติหน้า น้าขุ่นอยู่ในน้า
ใสอยู่นอก อย่าใฝุสงู เกนิ ศกั ด์ิ เป็นตน้
ลักษณะเอกลกั ษณไ์ ทยทส่ี าคัญ
1. ชาติ หมายถึง ลักษณะชาติที่ปรากฏเป็นเอกลักษณ์ซึ่งประชาชนมีความสานึกในคุณค่า
หวงแหน และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของตน คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้กาหนด
สัญลักษณ์ประจาชาติไทย (ราชกิจจานุเบกษา, 2544, หน้า 1) ไว้ 3 สิ่ง คือ 1) สัตว์ประจาชาติคือ “ช้าง
ไทย” 2) ดอกไม้ประจาชาติ คือ “ดอกราชพฤกษ์” หรือดอกคูน และ 3) สถาป๎ตยกรรมประจาชาติ คือ
“ศาลาไทย” ท้ังนี้เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของชาติ
และเพ่ือใช้เป็นส่ือในการเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นที่
รู้จักแพร่หลายท้ังในประเทศและต่างประเทศให้มีผลในระยะยาวและต่อเน่ืองในด้านต่างๆ เช่น
ศลิ ปวฒั นธรรม การสง่ เสริมการทอ่ งเทย่ี ว เป็นตน้
2. ศาสนา คือ ศูนย์รวมทางจิตใจและแนวทางในการดาเนินชีวิต ซ่ึงเป็นพื้นฐานในทางทัศนคติ
พฤตกิ รรม และศาสนา ยงั เป็นพืน้ ฐานทางการเมือง เศรษฐกิจ วรรณกรรม ศิลปกรรม และขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่างๆ สาหรับประเทศไทยรัฐธรรมนูญไม่ได้กาหนดศาสนาประจาชาติไว้เหมือนในบางประเทศ
หน้า | 49