The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารวิชา ศท0203 วิทยาลัยชุมชนตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmbase_tak, 2022-04-28 01:25:15

ศท 0203 พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม

เอกสารวิชา ศท0203 วิทยาลัยชุมชนตาก

Keywords: citizen

ทัง้ น้ีเพ่ือให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชน โดยศาสนาท่ีมีคนนับถือมากท่ีสุดในประเทศไทยคือ
ศาสนาพทุ ธ รองลงมาคือศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

3. พระมหากษัตริย์ คือ ศูนย์รวมความสามัคคีของคนในชาติ พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็น
ธรรมกิ ราชโดยทรงมที ศพธิ ราชธรรม 10 และจกั รวรรดิวตั ร 12 เปน็ ธรรมในการปกครอง และทรงเป็นอัคร
ศาสนปู ถมั ภกศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้นาและองค์อุปถัมภ์ในศาสตร์เกือบ
ทุกแขนง

4. ภาษาไทย เปน็ ภาษาทางการของประเทศ ปี พ.ศ. 1826 พอ่ ขุนรามคาแหงประดิษฐ์อักษรไทย
ทาให้คนไทยมีภาษาไทยทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน ภาษาไทยยังเป็นภาษาที่งดงามท้ังร้อยแก้ว ร้อย
กรอง สุภาษิต คาคม คติเตือนใจซึ่งเป็นเอกลักษณ์ท่ีคนไทยทุกคนต้องภาคภูมิใจ ภาษาไทยเป็นภาษาท่ีมี
ระดับเสียงของคาแนน่ อนหรอื วรรณยกุ ต์เชน่ เดียวกบั ภาษาจีน และออกเสยี งแยกคาต่อคา จึงเป็นที่ลาบาก
ของชาวต่างชาติเน่ืองจากการออกเสียงวรรณยุกต์ท่ีเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคา และการสะกดคาที่
ซับซ้อน นอกจากภาษากลางแล้วในประเทศไทยมีการใช้ภาษาไทยถิ่นอื่นด้วย เช่น ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถ่ิน
เหนือ ภาษาอสี าน และยังมภี าษาพื้นเมอื งอกี เปน็ จานวนมาก

คาว่า “ไทย” หมายถึง อสิ รภาพ เสรภี าพ หรอื อกี ความหมายหน่ึงคือ ใหญ่ ยิ่งใหญ่ เพราะการจะ
เป็นอิสระได้จะต้องมีกาลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า เพื่อปูองกันการรุกรานจากข้าศึก คานี้แม้จะมีรูป
เหมือนคายืมจากภาษาบาลีสันสกฤต แต่แท้จริงแล้วคานี้เป็นคาไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคาท่ี
เรียกว่า “การลากคาเขา้ วัด” ซึ่งเปน็ การลากความวธิ ีหนึ่ง ตามหลักคตชิ นวิทยาคนไทยเป็นชนชาติท่ีนับถือ
กันว่าภาษาบาลีซ่ึงเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักด์ิสิทธิ์และเป็น
มงคล เม่อื คนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า “ไท” ซึ่งเป็นคาไทยแท้ จึงเติมตัว “ย” เข้าไปข้างท้าย เพ่ือให้
มลี กั ษณะคลา้ ยคาในภาษาบาลีสันสกฤตเพือ่ ความเปน็ มงคลตามความเช่ือ ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของ
ชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง ความตอนหนึ่งในพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
“เรามีโชคดีท่ีมีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งท่ีจะรักษาไว้ ป๎ญหาเฉพาะในด้านรักษา
ภาษาน้ีกม็ หี ลายประการ อยา่ งหนึง่ ต้องรกั ษาให้บริสุทธ์ิในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
อีกอย่างหน่ึงต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คามาประกอบประโยค นับเป็นป๎ญหาท่ี
สาคัญ ป๎ญหาท่ีสาม คือ ความร่ารวยในคาของภาษาไทย ซ่ึงพวกเรานึกว่าไม่ร่ารวยพอ จึงต้องมีการ
บัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สาหรับคาใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจาเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคาท่ีง่ายๆ ก็
ควรจะมี ควรจะใช้คาเกา่ ๆ ทเ่ี รามีอย่แู ล้ว ไมค่ วรจะมาตั้งศพั ท์ใหม่ให้ยุ่งยาก”

5. ศิลปกรรม เป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากความเช่ือพื้นฐานทางศาสนา ซ่ึงมีทั้งสถาป๎ตยกรรม
ประติมากรรม นาฏศิลป์ การดนตรี ท่ีคนไทยได้สร้างสรรค์ได้อย่างวิจิตรบรรจง จนเป็นเอกลักษณ์ที่น่า
ภาคภมู ใิ จ ศลิ ปกรรมทป่ี รากฏในประเทศไทยเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างสรรค์ที่บ่งบอกถึงความ
เป็นไทยได้อย่างชัดเจน คือ มีความประณีตงดงาม โดยเฉพาะผลงานด้านศิลปกรรมของช่างสิบหมู่ ซ่ึง

หนา้ | 50

ไดแ้ ก่ ชา่ งเชียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างป้๎น ช่างหุ่น ช่างปูน ฯลฯ เพราะบุคคลที่มีความรู้ในงานช่างเหล่าน้ี
จะสรา้ งผลงานศิลปะตา่ งๆ ดว้ ยใจรกั และความถนัด ตอ้ งอาศยั ความอดทน และความคดิ ในการสร้างสรรค์

6. การแต่งกาย ชาติไทยเป็นชาติที่มีชุดประจาชาติ เนื่องจากคนไทยส่วนมากประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ดังน้นั เมอื่ เก็บเก่ียวขา้ วเสร็จ ผหู้ ญงิ ไทยจะมีเวลาวา่ ง จงึ ถักทอผา้ ไวส้ าหรับใช้ แต่ละภาคจึงได้
มีการทอผ้าจากลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ จึงส่งผลให้การแต่งกายแต่ละภาคแตกต่างกัน แต่ก็เป็น
เอกลักษณ์ประจาภาคและเอกลักษณ์ของชาติด้วย ถึงแม้ว่าในป๎จจุบันการแต่งกายของชาวไทยจะเป็ น
สากลมากขึน้ แต่ก็ยังคงเครื่องแต่งกายของไทยไว้ในโอกาสสาคัญต่างๆ เช่น ในงานพระราชพิธี งานท่ีเป็น
พิธีการ หรือในโอกาสพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้นา พิธีแต่งงาน เทศกาลและงานประเพณีที่จัดขึ้น หรือใน
กิจกรรมต่างๆ ท่ีต้องการ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน ในบางหน่วยงานราชการหรือบาง
สถานศึกษามีการรณรงค์ให้แต่งกายในรูปแบบไทยๆ ด้วย การแต่งกายของไทยโดยเฉพาะในยุค
รัตนโกสินทร์ซ่ึงมีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปีน้ัน ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลาดับ ต้ังแต่ยุครัตนโกสินทร์
ตอนต้น ตอนกลาง ยคุ เรมิ่ การตดิ ต่อสัมพันธ์กบั ต่างประเทศ ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือยุค “มาลา
นาไทย” และจนป๎จจุบัน ยุคแห่งเทคโนโลยีข่าวสาร แต่ละยุคสมัยล้วนมีรูปแบบการแต่งกายท่ีเป็นของ
ตนเองซึ่งไม่อาจสรุปได้ว่าแบบใดยุคใดจะดีกว่าหรือดีที่สุด เพราะวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมล้วนต้องมีการ
ปรับเปลี่ยนบูรณาการไปตามสิ่งแวดล้อมของสังคม แล้วแต่สมาชิกของสังคมจะคัดสรรสิ่งท่ีพอเหมาะ
พอควรสาหรับตน พอควรแกโ่ อกาส สถานท่แี ละกาลเทศะ

7. มวยไทย เป็นเอกลักษณ์ท่ีเป็นการละเล่นพ้ืนบ้าน ท่ีเป็นศิลปะปูองกันตัวด้วยการใช้อวัยวะ
ของรา่ งกายทสี่ ามารถใช้ทาอนั ตรายคูต่ อ่ สูไ้ ด้ เช่น หมดั ศอก แข้ง เข่า มวยไทยเป็นศิลปะช้ันสูง เกิดขึ้นใน
สมัยกรุงศรอี ยุธยา ผู้มีชอื่ เสียงสามารถใชเ้ ชงิ มวยเอาชนะคตู่ อ่ สไู้ ด้เปน็ จานวนมากท่ีเปน็ ท่ีรจู้ กั ในวงการมวย
ไทยคือนายขนมตม้

8. จิตสานึกความเป็นไทย คือ ความตระหนักในความมั่นคงของสถาบันหลักท่ีสาคัญ ได้แก่
สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง
เปน็ ประมุข

ความสาคญั ของเอกลักษณ์ไทย

1. แสดงออกถึงความเป็นไทยเด่นชัด เช่น สยามเมืองยิ้ม มวยไทย ลิเก ต้มยากุ้ง ช้างไทย บ้าน
ทรงไทย เป็นตน้

2. เป็นศนู ย์รวมจติ ใจของคนไทย เชน่ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
3. ทาให้มีความภาคภูมิใจในความเปน็ เอกราช และไดร้ บั การยอมรบั จากชาวต่างชาติ

หน้า | 51

ภูมปิ ัญญาไทย

ภูมิป๎ญญา (wisdom) มาจากคาว่า “ภูมิ” ที่แปลว่าแผ่นดิน ส่วนคาว่า “ป๎ญญา” มีทั้ง
ความหมายในทางโลกและทางธรรม สาหรับท่ีนี้ป๎ญญามีความหมายในทางโลก หมายถึง ความรู้ ดังนั้น
หากแปลความหมายตามตัว “ภูมิป๎ญญา” จึงหมายถึง ความรู้ที่ติดแผ่นดิน หรือความรู้ของแผ่นดิน
ภูมปิ ญ๎ ญาไทยจงึ หมายถึงความรทู้ ต่ี ดิ แผ่นดนิ ไทย หรอื ความรขู้ องแผ่นดนิ ไทย

ภูมิป๎ญญา หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเช่ือ ท่ีนาไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขป๎ญหาของ
มนุษย์ หรือ ภูมิป๎ญญา คือ พ้ืนความรู้ของปวงชนในสังคมนั้นๆ และปวงชนในสังคมยอมรับรู้ เชื่อถือ
เข้าใจรว่ มกนั

ภูมิป๎ญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการส่ังสม
ประสบการณ์ท่ีผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพ่ือใช้
แก้ป๎ญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิป๎ญญา
ไทยนี้มีลักษณะเป็นองค์รวม มีคุณค่าทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทย ซึ่งภูมิป๎ญญาท้องถ่ินอาจเป็น
ที่มาขององค์ความรู้ที่งอกงามข้ึนใหม่ท่ีจะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ป๎ญหา การจัดการและการปรับตัวใน
การดาเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองค์รวมของภูมิป๎ญญามีความเด่นชัดในหลายด้าน เช่น ด้าน
เกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรและ
สิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา
และประเพณี และดา้ นโภชนาการ วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภูมปิ ๎ญญา

ภูมิป๎ญญาชาวบ้าน หรือภูมิป๎ญญาท้องถิ่น (Folk Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ความสามารถ
ของชุมชนที่สั่งสมสืบทอดกันมานาน เป็นความจริงแท้ของชุมชน เป็นศักยภาพท่ีจะใช้แก้ป๎ญหา จัดการ
ปรับตน เรียนรู้ และถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ดารงชีวิตอยู่ได้อย่างผาสุก เป็นแก่นของชุมชนที่จรรโลง
ความเป็นชาตใิ หอ้ ยรู่ อดจากทุกขภ์ ัยพิบัตทิ ง้ั ปวง

ลักษณะของภูมปิ ัญญาไทย

1. ภมู ปิ ๎ญญาไทยมลี กั ษณะเปน็ ทัง้ ความรู้ ทกั ษะ ความเชอ่ื และพฤตกิ รรม
2. ภูมิป๎ญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม และคน
กบั สิ่งเหนอื ธรรมชาติ
3. ภูมิป๎ญญาไทยเปน็ องคร์ วมหรอื กิจกรรมทุกอย่างในวิถชี วี ติ ของคน
4. ภูมิป๎ญญาไทยเป็นเร่ืองของการแก้ป๎ญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้ เพ่ือความ
อย่รู อดของบุคคล ชมุ ชน และสงั คม
5. ภมู ปิ ญ๎ ญาไทยเปน็ พ้นื ฐานสาคัญในการมองชวี ติ เป็นพ้ืนฐานความรู้ในเรือ่ งต่างๆ
6. ภูมิป๎ญญาไทยมลี ักษณะเฉพาะ หรอื มเี อกลักษณ์ในตวั เอง
7. ภูมปิ ๎ญญาไทยมีการเปลย่ี นแปลงเพ่ือการปรับสมดลุ ในพัฒนาการทางสงั คม

หน้า | 52

คุณสมบตั ขิ องภมู ิปัญญาไทย

ผ้ทู รงภมู ปิ ๎ญญาไทยเปน็ ผู้มคี ณุ สมบัตติ ามท่กี าหนดไว้ อยา่ งนอ้ ยดงั ตอ่ ไปนี้
1. เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆ มีผลงานด้านการพัฒนาท้องถิ่น
ของตน และไดร้ บั การยอมรับจากบุคคลทัว่ ไปอย่างกว้างขวาง ทงั้ ยงั เป็นผ้ทู ีใ่ ชห้ ลกั ธรรมคาสอนทางศาสนา
ของตนเปน็ เครอ่ื งยึดเหนย่ี วในการดารงวิถีชีวิตโดยตลอด
2. เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ผู้ทรงภูมิป๎ญญาจะเป็นผู้ที่หมั่นศึกษา
แสวงหาความรเู้ พ่ิมเติมอย่เู สมอไม่หยุดนิ่ง เรียนรทู้ ง้ั ในระบบและนอกระบบ เป็นผู้ลงมือทา โดยทดลองทา
ตามที่เรียนมา อีกท้ังลองผิดลองถูก หรือสอบถามจากผู้รู้อ่ืนๆ จนประสบความสาเร็จ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ซ่ึง
โดดเดน่ เปน็ เอกลักษณ์ในแต่ละด้านอย่างชัดเจน เป็นผ้ทู ี่ยอมรับการเปล่ียนแปลงความรู้ใหม่ๆ ท่ีเหมาะสม
นามาปรับปรุงรับใช้ชุมชนและสังคมอยเู่ สมอ
3. เป็นผู้นาของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิป๎ญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สังคมในแต่ละท้องถิ่นยอมรับให้เป็น
ผู้นา ท้ังผู้นาที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการ และผู้นาตามธรรมชาติ ซ่ึงสามารถเป็นผู้นาของท้องถ่ิน
และช่วยเหลือผู้อนื่ ได้เปน็ อยา่ งดี
4. เป็นผทู้ สี่ นใจป๎ญหาของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิป๎ญญาล้วนเป็นผู้ท่ีสนใจป๎ญหาของท้องถิ่น เอาใจใส่
ศึกษาป๎ญหา หาทางแก้ไข และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อ จน
ประสบความสาเร็จเปน็ ทยี่ อมรับของสมาชกิ และบคุ คลทว่ั ไป
5. เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ผู้ทรงภูมิป๎ญญาเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ลงมือทางานและผลิตผลงานอยู่
เสมอ ปรบั ปรงุ และพัฒนาผลงานให้มคี ณุ ภาพมากขนึ้ อีกทั้งมงุ่ ทางานของตนอย่างต่อเน่ือง
6. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถ่ิน ผู้ทรงภูมิป๎ญญานอกจากเป็นผู้ท่ีประพฤติ
ตนเป็นคนดี จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไป ผลงานท่ีทาถือว่ามีคุณค่า จึงเป็นผู้ท่ีมีทั้ง “ครองตน
ครองคน และครองงาน” เป็นผู้ประสานประโยชน์ให้บุคคลเกิดความรัก ความเข้าใจ ความเห็นใจ และมี
ความสามคั คกี นั ซงึ่ จะทาให้ทอ้ งถ่นิ หรอื สังคม มีความเจริญ มคี ุณภาพชีวิตสูงขึน้ กวา่ เดิม
7. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นเลิศ เมื่อผู้ทรงภูมิป๎ญญามีความรู้ ความสามารถ
และประสบการณ์เป็นเลิศ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและบุคคลท่ัวไป ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ
นกั เรยี น/นกั ศกึ ษา โดยอาจเขา้ ไปศกึ ษาหาความรู้ หรอื เชิญทา่ นเหลา่ นัน้ ไปเป็นผถู้ ่ายทอดความรไู้ ด้
8. เป็นผู้มีคู่ครองหรือบริวารดี ผู้ทรงภูมิป๎ญญา ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะพบว่า ล้วนมีคู่ครองท่ีดีที่คอย
สนับสนุน ช่วยเหลือ ให้กาลังใจ ให้ความร่วมมือในงานที่ทา ช่วยให้ผลิตผลงานที่มีคุณค่า ถ้าเป็นนักบวช
ไมว่ า่ จะศาสนาใด ตอ้ งมบี รวิ ารทด่ี ี จงึ จะสามารถผลติ ผลงานท่ีมคี ุณค่าทางศาสนาได้
9. เปน็ ผู้มปี ญ๎ ญารอบรู้และเชีย่ วชาญจนไดร้ ับการยกย่องวา่ เป็นปราชญ์ ผทู้ รงภูมปิ ญ๎ ญา ต้องเป็น
ผู้มีป๎ญญารอบรู้และเชี่ยวชาญ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานพิเศษใหม่ๆ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมและ
มนุษยชาตอิ ยา่ งตอ่ เนอ่ื งอยู่เสมอ

หน้า | 53

การจัดแบ่งสาขาภูมปิ ญั ญาไทย

จากการศกึ ษาพบว่า มกี ารกาหนดสาขาภูมิป๎ญญาไทยไว้อย่างหลากหลาย ข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์
และหลักเกณฑ์ต่างๆ ท่ีหน่วยงาน องค์กร และนักวิชาการแต่ละท่านนามากาหนด ในภาพรวมภูมิป๎ญญา
ไทย สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 10 สาขา ดงั นี้

1. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิค
ด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพ้ืนฐานคุณค่าดั้งเดิม ซ่ึงคนสามารถพ่ึงพาตนเองใน
ภาวการณต์ ่างๆ ได้ เชน่ การทาการเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไร่นาสวนผสม และ
สวนผสมผสาน การแก้ป๎ญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ป๎ญหาด้านการผลิต การแก้ไขป๎ญหาโรค
และแมลง และการร้จู กั ปรบั ใช้เทคโนโลยีท่เี หมาะสมกับการเกษตร เปน็ ต้น

2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการ
แปรรูปผลติ ผล เพือ่ ชะลอการนาเขา้ ตลาด เพอ่ื แกป้ ๎ญหาด้านการบริโภคอยา่ งปลอดภัย ประหยัด และเป็น
ธรรม อันเป็นกระบวนการท่ีทาให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพ่ึงพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ ตลอดทั้งการผลิต
และการจาหน่ายผลิตผลทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี กลุ่ม
หตั ถกรรม เป็นต้น

3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถงึ ความสามารถในการจัดการปอู งกัน และรักษาสุขภาพของ
คนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ เช่น การนวดแผน
โบราณ การดูแลและรกั ษาสขุ ภาพแบบพนื้ บา้ น การดแู ลและรักษาสุขภาพแผนโบราณไทย เป็นต้น

4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเก่ียวกับการ
จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม ท้งั การอนุรักษ์ การพัฒนา และการใชป้ ระโยชน์จากคุณค่าของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยังยืน เช่น การทาแนวปะการังเทียม การอนุรักษ์
ปาุ ชายเลน การจดั การปาุ ตน้ นา้ และปุาชมุ ชน เปน็ ต้น

5. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการสะสม
บริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งท่ีเป็นเงินตรา และโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของ
สมาชกิ ในชมุ ชน เชน่ การจัดการเรอื่ งกองทุนของชมุ ชน ในรปู ของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคารหมู่บ้าน
เป็นตน้

6. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจดั สวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน
ให้เกดิ ความม่ันคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เช่น การจัดต้ังกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของ
ชมุ ชน การจัดระบบสวสั ดการบรกิ ารในชุมชน การจดั ระบบส่ิงแวดลอ้ มในชมุ ชน เป็นตน้

7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่างๆ เช่น
จิตรกรรม ประตมิ ากรรม วรรณกรรม ทศั นศิลป์ คตี ะศลิ ป์ ศลิ ปะมวยไทย เปน็ ต้น

หนา้ | 54

8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดาเนินงานขององค์กร
ชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และการบริหารองค์กรของตนเองได้ ตามบทบาท และหน้าท่ีขององค์กร
เชน่ การจดั การองค์กรของกลมุ่ แมบ่ ้าน กลมุ่ ออมทรพั ย์ กลุม่ ประมงพืน้ บา้ น เปน็ ตน้

9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเก่ียวกับด้านภาษา ท้ังภาษา
ถ่ิน ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดท้ังด้านวรรณกรรมทุกประเภท เช่น การจัดทา
สารานุกรมภาษาถ่ิน การปริวรรตหนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถ่ินของท้องถิ่นต่างๆ
เปน็ ต้น

10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์ และปรับใช้หลักธรรมคาสอน
ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีต่อบุคลล และ
ส่ิงแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชปุา การประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าว
เปน็ ต้น

ลกั ษณะความสัมพนั ธข์ องภูมปิ ัญญาไทย

ภูมิปญ๎ ญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลกั ษณะท่ีสมั พันธ์ใกล้ชดิ กัน คือ
1. ความสัมพันธ์อยา่ งใกลช้ ดิ ระหวา่ งคนกับโลก สง่ิ แวดลอ้ ม สตั ว์ พืช และธรรมชาติ
2. ความสัมพนั ธ์ของคนกบั คนอนื่ ๆ ท่ีอย่รู ว่ มกันในสังคม หรือในชมุ ชน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดท้ังสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้
ทั้งหลาย
ทง้ั 3 ลกั ษณะนี้ คือ สามมติ ิของเร่อื งเดยี วกนั หมายถึง ชีวิตชมุ ชน สะทอ้ นออกมาถึงภูมิป๎ญญาใน
การดาเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลี่ยม ภูมิป๎ญญาจึงเป็นรากฐานในการดาเนิน
ชีวิตของคนไทย ซงึ่ สามารถแสดงใหเ้ ห็นได้อยา่ งชดั เจนโดยแผนภาพ 6

ภาพ 6 ลักษณะความสัมพันธข์ องภมู ิป๎ญญาไทย

ที่มา: สารานกุ รมไทยฯ เล่ม 23.

หนา้ | 55

ลักษณะภมู ปิ ๎ญญาท่เี กิดจากความสัมพนั ธร์ ะหว่างคนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จะแสดงออกมาใน
ลักษณะภมู ิปญ๎ ญาในการดาเนนิ วิถชี ีวิตขั้นพ้ืนฐาน ด้านป๎จจยั สี่ ซ่งึ ประกอบดว้ ย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่
อาศัย และยารักษาโรค ตลอดทัง้ การประกอบอาชีพต่างๆ เป็นต้น

ภูมิป๎ญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอ่ืนในสังคม จะแสดงออกมาในลักษณะจารีต
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศลิ ปะ นันทนาการ ภาษา และวรรณกรรม ตลอดทัง้ การสื่อสารต่างๆ เป็นตน้

ภูมิป๎ญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ ส่ิงเหนือธรรมชาติ จะแสดงออกมา
ในลกั ษณะของส่ิงศกั ดิ์สทิ ธ์ิ ศาสนา ความเช่ือตา่ งๆ เป็นต้น

คุณคา่ และความสาคญั ของภมู ิปัญญาไทย

คุณค่าของภูมิป๎ญญาไทย ได้แก่ ประโยชน์ และความสาคัญของภูมิป๎ญญาท่ีบรรพบุรุษได้
สร้างสรรค์และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง จากอดีตสู่ป๎จจุบัน ทาให้คนในชาติเกิดความรักและความ
ภาคภูมิใจ ท่ีจะร่วมแรงร่วมใจสืบสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาป๎ตยกรรม
ประเพณีไทย การมีน้าใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็นต้น ภูมิป๎ญญาไทยจึงมีคุณค่าและ
ความสาคัญ ดังนี้

1. ภมู ิปญั ญาไทยชว่ ยสรา้ งชาติให้เป็นปึกแผ่น พระมหากษัตริย์ไทยได้ใช้ภูมิป๎ญญาในการสร้าง
ชาติ สรา้ งความเป็นปกึ แผ่นให้แก่ประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราช พระองค์
ทรงปกครองประชาชนด้วยพระเมตตาแบบพ่อปกครองลูก ผู้ใดประสบความเดือดร้อนก็สามารถตีระฆัง
แสดงความเดอื ดร้อน เพือ่ ขอรับพระราชทางความช่วยเหลือ ทาให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์
ต่อประเทศชาติ ร่วมกันสร้างบ้านเมืองจนเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์
ทรงใช้ภูมิป๎ญญากระทายุทธหัตถีจนชนะข้าศึกศัตรู และทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยคืนมาได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9 พระองค์ทรงใช้ภูมิป๎ญญาสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ
และเหล่าพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช้พระปรีชาสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง
ภายในประเทศจนรอดพ้นภัยพิบัติหลายครั้ง พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน แม้แต่ด้าน
การเกษตร พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ให้แก่พสกนิกร ท้ังด้านการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน
ฟนื้ ฟสู ภาพแวดล้อม นาความสงบร่มเย็นของประชาชนใหก้ ลับคนื มา แนวพระราชดาริ “ทฤษฎีใหม่” แบ่ง
ออกเป็น 3 ข้ัน โดยเริ่มจากข้ันตอนแรก ให้เกษตรกรรายย่อย “มีพออยู่พอกิน” เป็นข้ันพ้ืนฐาน โดยการ
พัฒนาแหล่งน้าในไร่นา ซึ่งเกษตรกรจาเป็นท่ีจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยราชการ มูลนิธิ และ
หน่วยงานเอกชน ร่วมกันพัฒนาสังคมไทย ขั้นที่ 2 เกษตรกรต้องมีความเข้าใจในการจัดการในไร่นาของ
ตน และมีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ เพื่อสร้างประสิทธิภาพทางการผลิต และการตลาด การลดรายจ่าย
ด้านความเป็นอยู่ โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค์กรเอกชน เม่ือกลุ่มเกษตรกรวิวัฒน์มาขั้นที่ 2 แล้ว
กจ็ ะมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ ขั้นที่ 3 ซึ่งจะมีอานาจในการต่อรองผลประโยชน์กับสถาบันการเงิน คือ
ธนาคาร และองค์กรท่ีเป็นเจ้าของแหล่งพลังงาน ซ่ึงเป็นป๎จจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลผลิต

หนา้ | 56

เช่น โรงสี เพื่อเพ่ิมมูลค่าผลิต ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจาวัน
อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นได้ว่ามิได้ทรงทอดท้ิงหลักของความสามัคคีใน
สังคมและการจัดตัง้ สหกรณ์ ซง่ึ ทรงสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสร้างอานาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ จึงจะ
มีคุณภาพชีวิตท่ีดี จึงจัดได้ว่าเป็นสังคมเกษตรที่พัฒนาแล้ว สมดังพระราชประสงค์ท่ีทรงอุทิศพระวรกาย
และพระสตปิ ญ๎ ญา ในการพฒั นาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาของรัชสมยั

2. สร้างความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิแก่คนไทย คนไทยในอดีตที่มีความสามารถ
ปรากฏในประวัติศาสตร์นนั้ มีมาก เป็นท่ียอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทย
ท่ีมีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วนทุกท่าของแม่ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทยจนชนะพม่า (เมียนมาร์)
ได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราเดียวกัน แม้ในป๎จจุบัน มวยไทยก็ยังถือว่าเป็นศิลปะช้ันเย่ียม เป็นที่นิยมฝึกและ
แข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ป๎จจุบันมีค่ายมวยไทยท่ัวโลกมากกว่า 30,000 แห่ง ชาว
ต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครู
มวยไทย การออกคาสงั่ ในการชกเป็นภาษาไทย เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิป๎ญญาไทย นอกจากนี้ภูมิป๎ญญา
ไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิป๎ญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยท่ีมีอักษรไทยเป็นของ
ตนเองมาต้ังแตส่ มยั กรงุ สโุ ขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงป๎จจุบัน วรรณกรรมไทยเป็นวรรณกรรมที่มีความ
ไพเราะได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรมหลายเร่ืองได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา
ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชท่ีใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ง่าย
ในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังปูองกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วน
ใหญเ่ ปน็ พชื สมนุ ไพร เชน่ ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เปน็ ตน้

3. สามารถประยุกต์หลักธรรมคาสอนทางศาสนาใช้กับวิถีชีวิตได้อย่างเหมาะสม คนไทยส่วน
ใหญน่ บั ถอื ศาสนาพุทธ โดยนาหลกั ธรรมคาสอนของศาสนามาปรบั ใชใ้ นวถิ ีชีวติ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ทาให้คน
ไทยเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น มีความอดทน ให้อภัยแก่ผู้
สานึกผิด ดารงวิถีชีวติ อย่างเรยี บง่าย ปกตสิ ุข ทาใหค้ นในชุมชนพ่ึงพากันได้ แม้จะอดอยากเพราะแห้งแล้ง
แต่ไม่มีใครอดตาย เพราะพึ่งพาอาศัยกันแบ่งป๎นกันแบบ “พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้” ทั้งหมดน้ีสืบ
เน่ืองมาจากหลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา เป็นการใช้ภูมิป๎ญญาในการนาเอาหลักของ
พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจาวัน และดาเนินกุศโลบายด้านต่างประเทศจนทาให้ชาวพุทธ
ท่ัวโลกยกย่องให้ประเทศไทยเป็นผู้นาทางพุทธศาสนา และเป็นที่ต้ังสานักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิก
สัมพนั ธแ์ หง่ โลก (พสล.)

4. สร้างความสมดุลระหว่างคนในสังคม และธรรมชาติได้อย่างย่ังยืน ภูมิป๎ญญาไทยมีความ
เด่นชัดในเรื่องของการยอมรับนับถือ และให้ความสาคัญแก่คน สังคม และธรรมชาติอย่างยิ่ง มีเครื่องช้ีที่
แสดงให้เห็นได้อย่างมากมาย เช่น ประเพณีไทย 12 เดือนตลอดท้ังปี ล้วนเคารพคุณค่าของธรรมชาติ
ไดแ้ ก่ ประเพณสี งกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เป็นต้น ประเพณีสงกรานต์เป็นประเพณีท่ีทาในฤดูร้อนซ่ึง
มีอากาศร้อนทาให้ต้องการความเย็น จึงมีการรดน้าดาหัว ทาความสะอาดบ้านเรือน และธรรมชาติ

หนา้ | 57

สิ่งแวดล้อม มีการแห่นางสงกรานต์ การทานายฝนว่าจะตกมากหรือน้อยในแต่ละปี ส่วนประเพณีลอย
กระทง คุณคา่ อยู่ทก่ี ารบชู าระลกึ ถึงคุณของน้าทีห่ ลอ่ เล้ียงชวี ติ ของคน พืช และสัตว์ ให้ได้ใช้ท้ังบริโภคและ
อุปโภค ในวันลอยกระทงคนจึงทาความสะอาดแม่น้าลาธาร บูชาแม่น้า ซึ่งล้วนเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง
คนกบั ธรรมชาติทง้ั สิน้ ในการรกั ษาปุาไม้ต้นนา้ ลาธารมกี ารประยกุ ต์ให้มีการบวชปุา สืบชะตาแม่น้า ให้คน
เคารพส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ยังความอุดมสมบูรณ์แก่ต้นน้าลาธารให้ฟื้นสภาพ
กลับคืนมาได้มาก ส่วนด้านอาชีพการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย ที่คานึงถึงความสมดุล เช่น ทา
แบบ “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” ของพ่อทองดี นันทะ เม่ือเหลือกินก็แจกญาติพี่น้อง เพ่ือนบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง
นาไปแลกเปล่ียนกับส่ิงของอย่างอ่ืนที่ตนไม่มี เม่ือเหลือใช้จริงๆ จึงจะนาไปขาย อาจกล่าวได้ว่าเป็น
การเกษตรแบบ “กิน แจก แลก ขาย” ทาให้คนในสังคมได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งป๎นกัน เคารพรัก นับถือ
เป็นญาติกันท้ังหมู่บ้าน จึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ธรรมชาติไม่ถูก
ทาลายไปมากนักเน่ืองจากทาพออยพู่ อกนิ ไม่โลภมากและไม่ทาลายทกุ อยา่ งทผ่ี ิดกับในป๎จจุบัน ถือเป็นภูมิ
ปญ๎ ญาที่สร้างความสมดุลระหวา่ งคน สังคม และธรรมชาติ

5. เปล่ียนแปลงปรับปรุงได้ตามยุคสมัย แม้กาลเวลาจะเปล่ียนไป ความรู้สมัยใหม่จะหลั่งไหล
เข้ามามาก แต่ภูมิป๎ญญาไทยก็สามารถปรับเปล่ียนให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น การรู้จักนาเคร่ืองยนต์มา
ตดิ ตัง้ กับเรอื ใส่ใบพดั เปน็ หางเสือ แล่นไดเ้ ร็วขึ้นเรียกว่าเรอื หางยาว การรู้จักทาการเกษตรแบบผสมผสาน
สามารถพลิกฟ้ืนคืนธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์แทนสภาพเดิมที่ถูกทาลายไป การรู้จักออมเงิม สะสมทุนให้
สมาชิกกู้ยืม ปลดเปลื้องหน้ีสิน และจัดสวัสดิการแก่สมาชิก จนชุมชนมีความมั่นคง เข้มแข็ง สามารถช่วย
ตนเองไดห้ ลายรอ้ ยหม่บู า้ นท่ัวประเทศ เช่น ชุมชนไม้เรียง ต.คีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เม่ือปุา
ถูกทาลายเพราะถูกตัดโค่นเพ่ือปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามภูมิป๎ญญาสมัยใหม่ท่ีหวังร่ารวย แต่ในที่สุดก็ขาดทุน
และมหี นี้สนิ สภาพแวดล้อมสูญเสียเกิดความแห้งแล้ง คนไทยจึงคิดปลูกปุาที่กินได้ มีพืชสวน พืชปุาไม้ผล
พืชสมุนไพร ซึ่งสามารถมีกินตลอดชีวิต เรียกว่า “วนเกษตร” บางพ้ืนท่ีเม่ือปุาชุมชนถูกทาลาย คนใน
ชุมชนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มรักษาปุา ร่วมกันสร้างกฎระเบียบกันเอง ให้ทุกคนถือปฏิบัติได้ สามารถรักษา
ปุาได้อย่างสมบูรณ์ดังเดิม เมื่อปะการังธรรมชาติถูกทาลาย ปลาไม่มีท่ีอยู่อาศัย ประชาชนสามารถสร้าง
“อูหยัม” ขน้ึ เปน็ ปะการังเทียมใหป้ ลาอาศัยวางไข่ และแพร่พันธุ์ให้เจริญเติบโตมีจานวนมากดังเดิมได้ ถือ
เปน็ การใช้ภมู ปิ ญ๎ ญาปรับปรุงประยุกตใ์ ช้ไดต้ ามยุคสมัย

การปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมอื งดีในสังคมไทย

1. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมเป็นสิ่งท่ีมนุษย์สร้างข้ึน และเป็น
ลกั ษณะเฉพาะของแต่ละสงั คมในการดาเนินชีวติ ของคนกลมุ่ ใดกลุ่มหน่ึงท่ีแสดงออกถึงความเจริญงอกงาม
ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย ความกลมเกลียว ความกา้ วหน้า คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นส่ิงดีงาม โดยสร้าง
เป็นกฎเกณฑ์แบบแผน เพ่ือนาไปปฏิบัติให้เป็นไปตามรูปแบบเดียวกันถือเป็น “มรดกแห่งสังคม” เพราะ

หน้า | 58

วัฒนธรรมเป็นสิ่งท่ีมนุษย์ได้รับมาจากบรรพบุรุษ หรือถ่ายทอดให้แก่อนุชนรุ่นหลังจนเป็นวิถีของสังคม
เปน็ วัฒนธรรมท่เี กิดจากการเรยี น เช่น กิริยาท่าทาง การพดู การเขียน การแตง่ กาย มารยาทต่างๆ เป็นต้น

2. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามประเพณีไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี คือ ส่ิงท่ีปฏิบัติสืบ
ทอดกนั มาและถือว่าเป็นสิ่งท่ีดงี าม ส่ิงทดี่ งี ามของแต่ละสังคมอาจเหมือนกันคล้ายกัน หรือแตกต่างกันก็ได้
และส่ิงที่ดีงามของสังคมหนึ่งเมอ่ื เวลาผา่ นไปสังคมนั้นอาจเห็นเป็นสิ่งไม่ดีงามก็ได้ วัฒนธรรมและประเพณี
ไทยเป็นกิจกรรมที่สืบทอดมายาวนานและสังคมยอมรับว่าเป็นส่ิงดีควรอนุรักษ์ไว้ เช่น ประเพณีการบวช
การแต่งงาน การเผาศพ การทอดกฐิน การเข้าพรรษา รวมถึงประเพณีท้องถ่ินท่ีนิยมปฏิบัติกันในแต่ละ
ท้องถิ่น เช่น ภาคกลางมีประเพณีว่ิงควาย อุ้มพระดาน้า ทาขวัญข้าว ภาคใต้มีประเพณีชักพระ แห่ผ้าข้ึน
พระธาตุ ภาคเหนือมีประเพณีรดน้าดาหัว ยี่เป็ง ตานก๋วยสลาก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประเพณี
ไหลเรือไฟ บุญบัง้ ไฟ แห่เทยี นเข้าพรรษา แห่ผีตาโขน เปน็ ตน้

3. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในครอบครัว ครอบครัวประกอบด้วยบุคคลหลักๆ คือ บิดา
มารดา และบตุ ร ธิดา การที่ครอบครัวจะมีความสุขนั้น สมาชิกในครอบครัวต้องปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ทา
ดีต่อกัน คือ บิดามารดาควรปฏิบัติต่อบุตรโดยเล้ียงดูอบรมสั่งสอนให้ทาส่ิงที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม
ไม่ให้ประพฤติช่ัว ส่งเสียให้เล่าเรียน สอนมารยาทที่ดีงามในสังคม ไม่ลงโทษโดยใช้ความรุนแรง เป็นต้น
นอกจากนี้สามีและภรรยาก็ควรปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อกัน มีเหตุผลและเข้าใจกัน โดยยกย่องให้เกียรติ
ซง่ึ กนั และกนั เคารพและซอื่ สตั ย์ต่อกัน ขยันทามาหากนิ และใช้จ่ายอย่างประหยดั

4. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในสถานศึกษา สมาชิกในสถานศึกษาประกอบด้วย ครูอาจารย์
ลกู ศิษย์ เพื่อนๆ เป็นต้น ซึ่งสมาชิกที่ดีต้องปฏิบัติตนต่อกัน โดยครูอาจารย์มีหน้าอบรมสั่งสอนวิชาความรู้
กิริยามารยาทต่างๆ ให้แก่ศิษย์ให้เป็นคนเก่ง เป็นคนดี นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี มี
เมตตา มีความยุติธรรม ปฏิบัติตนต่อลูกศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนลูกศิษย์เองควรปฏิบัติต่อครู
อาจารย์ โดยประพฤติตนเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ขยันต้ังใจเรียน มีความกตัญํู
กตเวที ไม่ลบหลู่ดูหมิ่น นอกจากน้ีนักเรียน นักศึกษาทุกคนควรปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนโดยมีน้าใจเผื่อ
แผช่ ่วยเหลอื กนั มีความรักใคร่สามคั คี และซอ่ื สตั ยต์ ่อกนั

5. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในท้องถ่ิน การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในท้องถิ่น เช่น ให้ความ
ร่วมมือในการรักษาความสะอาด และพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ เสียภาษีให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ติดตามดูแลและตรวจสอบการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ช่วยกันอนุรักษ์หรือ
ฟนื้ ฟจู ารตี ประเพณี ภูมิปญ๎ ญาทอ้ งถิ่น และร่วมกันปูองกนั อาชญากรรม ภัยจากสารเสพตดิ เป็นตน้

6. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศ การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศ เช่น ไม่
ปฏิบัติตนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลอื่น ไม่รวมตัวกันในทางที่ขัดต่อความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ธารงรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตย ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง เสียภาษีอากร และมีส่วนร่วมในหน่วยราชการหรือการ
ปอู งกนั ประเทศ เป็นต้น

หนา้ | 59

บทที่ 5
ปัญหาสังคมและผลกระทบ

การพัฒนาแบบสมัยใหม่หรือแบบตะวันตก อาจมีผลดีหลายอย่าง เช่น ความสะดวกสบายจาก
เครื่องทุ่นแรง การคมนาคม การขนส่ง บริการทางการแพทย์ แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงถึงความถูกต้องและ
ประโยชน์ของการค้าเสรี การเงินเสรี การใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2504
นบั เปน็ จดุ เริ่มตน้ ของการใช้ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาประเทศแบบไม่สมดุล (Unbalanced Growth) ท่ีทาให้
แนวทางการพัฒนาประเทศมุ่งยึดถือภาคอุตสาหกรรมและเขตเมืองเป็นภาคเศรษฐกิจนา และให้ภาค
เกษตรกรรมและชนบทมฐี านะอยู่ในอนั ดบั รอง โดยมหี น้าทแ่ี บกภาระไม่วา่ จะเปน็ ด้านต้นทนุ แรงงาน และ
อาหาร เพ่ือพัฒนาการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและเขตเมือง ส่งผลให้เกิดป๎ญหาสังคมท่ีเป็น
วกิ ฤติจากการพฒั นามาจนถึงป๎จจุบัน

กรอบความคิดเก่ยี วกบั ปญั หาสงั คม: ความสัมพนั ธ์เชงิ เหตุ-ผลลัพธข์ องปญั หาสังคม

การจะบอกว่าส่ิงใดเป็นป๎ญหาสังคมนั้น จะต้องเป็นสิ่งท่ีสังคมน้ันๆ ยอมรับและลงความเห็น
ร่วมกนั ว่าสงิ่ นน้ั หรือปรากฏการณเ์ ช่นนน้ั เปน็ ปญ๎ หาสงั คม (Social Problems) ปญ๎ หาสงั คม คือเง่ือนไขซึ่ง
ถูกกาหนดโดยคนกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มคนที่มีความสาคัญในสังคม ในชุมชนว่าเป็นรูปแบบของการเบ่ียงเบน
ไปจากมาตรฐานของสังคม หรือทาให้องค์กร/สถาบันทางสังคมล่มสลาย (Denlter, 1971 : 14 อ้างถึงใน
สรุ พล ราชภัณฑารักษ์ และคณะ, 2546 หนา้ 1-5)

ธรี ภทั ร เสรรี ังสรรค์ (อ้างถึงใน ประยงค์ ออ่ นตา, ม.ป.ป., ออนไลน์ ) ให้ความหมาย ป๎ญหาสังคม
เปน็ สภาวการณ์ทเ่ี กิดข้ึนแล้วสง่ ผลกระทบกระเทอื นต่อคนกล่มุ ใหญใ่ นสังคม หรอื สภาวการณ์ที่คนในสังคม
สว่ นใหญเ่ หน็ ว่าเปน็ ปญ๎ หา และสมาชิกเหล่าน้ันของสังคมเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะมีการดาเนินการแก้ไข
สภาวการณ์นนั้ ในรปู ของการกระทารว่ มกนั เพ่อื แก้ไขป๎ญหานั้นให้หมดไปหรือบรรเทาลง และป๎ญหาสังคม
จะเปลยี่ นแปลงไปตามความเหน็ ของกลมุ่ คนในแตล่ ะชว่ งเวลา

องคป์ ระกอบของปัญหาสังคม

ฮอร์ตัน และ เลสลี (Horton and Leslie อ้างถึงใน เร่ืองเดียวกัน, ออนไลน์) จาแนก
องคป์ ระกอบของป๎ญหาสงั คมไว้ 4 ประการ

1. สถานการณน์ ้นั จะตอ้ งกระทบกระเทือนบุคคลจานวนมาก
2. สถานการณ์นน้ั ไมเ่ ปน็ ทพี่ งึ ปรารถนาของคนหมู่มาก
3. บคุ คลจานวนหน่ึงมีความเหน็ ร่วมกนั ว่าควรมีการแก้ไขหรือเปลีย่ นแปลง
4. จะต้องมกี ารกระทาร่วมกันจากหลายฝาุ ยเพื่อแก้ไขสถานการณ์

หนา้ | 60

ลกั ษณะพื้นฐานของปัญหาสงั คม

1. ปญ๎ หาสงั คมมีสาเหตุมาจากปจ๎ จัยหลายๆ อย่าง
2. ปญ๎ หาสงั คมมผี ลกระทบตอ่ สมาชิกในสังคมแตกต่างกัน
3. ป๎ญหาสงั คมมคี วามเกี่ยวเนื่องแกก่ นั และกนั
4. การแก้ไขป๎ญหาสงั คมอาจมีผลกระทบหลายทาง
5. ป๎ญหาสงั คมเก่ยี วข้องกบั การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมอยา่ งใกลช้ ิด
6. ปจ๎ เจกชนไมส่ ามารถทจี่ ะหลีกเลย่ี งผลกระทบได้
7. ปญ๎ หาสังคมอาจเกดิ ขนึ้ จากการบงั คบั ใชก้ ฎเกณฑ์
8. ปญ๎ หาสงั คมขนึ้ อยกู่ ับการทีค่ นในสงั คมรู้สกึ วา่ เปน็ ปญ๎ หา

ประเภทของปญั หาสงั คม

การแบ่งป๎ญหาสังคมตามโครงสร้างของสังคมจะแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล ระดับกลุ่มคนหรือสังคมท่ีเล็กกว่ารัฐชาติ และระดับชาติและระดับโลก สภาพัฒนา
เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาตจิ งึ นาปญ๎ หาสังคมมาแบง่ กลุ่มตามระดบั โครงสร้างสงั คม ดังน้ี

1. ป๎ญหาระดับชาติถึงระดับโลก เช่น ป๎ญหายาเสพติด เอดส์ โรคติดต่อร้ายแรง ความยากจน
อาชญากรรม ความเสอ่ื มโทรมของสภาวะแวดลอ้ ม การฉ้อราษฎร์บังหลวง ภยั สงคราม เปน็ ต้น

2. ปญ๎ หาสังคมระดบั ชมุ ชนหรือระดับสังคม เช่น ชุมชนแออัด มลภาวะสิ่งแวดล้อม ธุรกิจบริการ
ทางเพศ ความคับค่ังของจราจร การว่างงาน เป็นตน้

3. ป๎ญหาสังคมระดับป๎จเจกบุคคลและครอบครัว เช่น ป๎ญหาพฤติกรรมเบ่ียงเบนของเด็กและ
เยาวชน ภาวะสขุ ภาพจิตเสอ่ื ม การทอดทงิ้ ผู้สูงอายุ การห่างเหินระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ครอบครัวแตกแยก
การหย่ารา้ ง เป็นต้น

แต่หากพิจารณาจะพบว่าป๎ญหาสังคมบางเรื่องมีความทับซ้อนอยู่ในทุกโครงสร้างสังคม เช่น
ป๎ญหาการค้ามนุษย์ ซ่ึงเป็นป๎ญหาสังคมท้ังในระดับป๎จเจกบุคคลและครอบครัว ระดับชุมชนหรือสังคม
และระดับชาติจนถึงระดับโลก นั่นเป็นเพราะป๎ญหาสังคมมีความเก่ียวเนื่องแก่กันและกันซ่ึงเป็นลักษณะ
พน้ื ฐานของป๎ญหาสังคม ดงั นน้ั จึงมีแนวความคิดในการจาแนกป๎ญหาสังคมโดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์
เชิงเหตุและผล เพื่อให้การแก้ไขปญ๎ หาสงั คมสามารถแก้ท่ีต้นเหตไุ ด้

แนวความคดิ ในการจาแนกปัญหาสงั คม

การจาแนกป๎ญหาสังคมออกเป็นประเภทตา่ งๆ โดยคานึงถึงสาเหตุและผลลพั ธข์ องป๎ญหาสังคมจะ
จาแนกให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (cause-effect) ของปรากฏการณ์ทางสังคม โดยอยู่บน
เกณฑพ์ ื้นฐาน ดงั น้ี

หน้า | 61

1. ป๎ญหาเบอ้ื งตน้ ของสงั คมเปน็ เง่ือนไขทางสังคม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่ตามมาหลายประการ เช่น
สภาพของความแตกต่างทางเช้ือชาติเผ่าพันธุ์จะนาไปสู่ความแตกแยก ความขัดแย้ง และการแยกตัวออก
จากสังคม

2. ป๎ญหาสงั คมเป็นเกณฑ์เบ้อื งตน้ ทนี่ าไปสู่ผลลพั ธ์ทีอ่ าจมตี วั แปรแทรกซ้อนอื่นๆ เกิดขึ้นควบคู่ไป
ด้วย ฉะน้ันจึงอาจจาแนกป๎ญหาสังคมออกเป็น 3 ระดับ คือ ป๎ญหาพ้ืนฐาน ป๎ญหาที่ตามมา และป๎ญหาท่ี
เป็นผลลัพธ์ของป๎ญหาพื้นฐาน ซึ่งในท่ีนี้ระบุให้เป็นป๎ญหาปฐมภูมิ ป๎ญหาทุติยภูมิ และป๎ญหาตติยภูมิ ดัง
แผนภาพประกอบ

ภาพ 7 แผนภาพแสดงความสมั พันธ์เชิงเหตุ-ผลลัพธ์ของป๎ญหาสังคม

ทีม่ า : สุรพล ราชภัณฑารักษ์ และคณะ, 2546, หนา้ 4.

หน้า | 62

จากแผนภาพความสมั พันธด์ ังกล่าว จะเห็นได้ว่าประเภทของป๎ญหาสังคมจากกรอบความคิดที่ให้
ความสาคัญกับระดับของป๎ญหา เป็นป๎ญหาระดับต้น (พื้นฐาน) ป๎ญหาระดับสองและป๎ญหาระดับสาม
ตามลาดับน้นั เปน็ การมองท่คี วามสัมพันธ์ในเชงิ ของเหตุ-ผลลพั ธ์และผลกระทบ (cause-results-impact)
ทาให้มองเหน็ ปญ๎ หาในเชงิ ลกึ ทีท่ บั ซอ้ น และความเปน็ เหตุเปน็ ผลตลอดจนผลของการสะสมของปญ๎ หา

ทศั นคตทิ ม่ี ตี ่อปัญหาสงั คม

การท่ีมีป๎ญหาสังคมเกิดข้ึน บุคคลมักมีทัศนคติท่ีแตกต่างกันออกไป ฮอร์ตัน และ เลสส่ี (เรื่อง
เดียวกัน, ออนไลน)์ ได้จาแนกไว้ดงั นี้

1. วางเฉยไม่สนใจ (indifference)
2. เป็นเรือ่ งของกรรมเกา่ (fatalistic resignation)
3. เยาะเย้ย (cynicism)
4. พระเจ้าลงโทษ (religious retribution)
5. ความรู้สกึ อ่อนไหว (sentimental)
6. มีทัศนคติทเ่ี ปน็ วิทยาศาสตรส์ ังคม (social scientific attitude)

ปัญหาสังคมไทยทีเ่ ปน็ ผลของการพัฒนา (พ.ศ. 2504 – ปจั จุบัน)

1. ความยากจนและช่องว่างในการกระจายรายได้
สาเหตุที่ส่งผลต่อสภาวะความยากจนสามารถอธิบายได้จากอัตราส่วนระหว่างราคาสินค้าเกษตร
กับราคาสินค้าอื่นๆ เนื่องจากอัตราส่วนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเสียเปรียบของภาคเกษตร ซ่ึงส่วน
หน่ึงเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกตกต่า แต่อีกส่วนหน่ึงมาจากนโยบายของรัฐบาลท่ีกด
ราคาสินค้าเกษตรไว้ต่ากว่าท่ีควรจะเป็นเพ่ือให้ภาคอุตสาหกรรมมีสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบได้ในราคาต่า
และเกิดแรงจูงใจทจี่ ะขยายการลงทนุ เพ่มิ ขน้ึ ต่อไป ขณะเดียวกนั การท่สี ินค้าเกษตรมีราคาต่ายังทาให้ราคา
อาหารของแรงงานไม่สูงมากจนไม่จาเป็นต้องเกิดการผลักดันต่อการเรียกร้องค่าจ้างแรงงานให้สูงข้ึนจน
เป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต้องสูงขึ้นด้วย แต่ขณะท่ีรัฐให้การอุดหนุนอุตสาหกรรมโดย
การส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าทดแทนการนาเข้า ทาให้สินค้าอุตสาหกรรมมีราคาแพง ภาคเกษตรจึงต้อง
ซอ้ื สินค้าอุตสาหกรรมสาหรบั ใชเ้ ปน็ ป๎จจัยการผลิตหรือการอปุ โภคบริโภคในราคาทส่ี ูงข้ึน
แนวทางการพัฒนาท่ีมุ่งแต่สนับสนุนทรัพยากรเพ่ือพัฒนาเขตเมืองและภาคอุตสาหกรรม โดยมี
คนในภาคเกษตรกรรมและชนบทเป็นแค่เพียงแรงงานหรือป๎จจัยการผลิตที่จะต้องเคล่ือนย้ายตัวเองเข้า
รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นการดูดซับส่วนเกินจากภาคเกษตรและหมู่บ้านในชนบท
ออกมาโดยไม่ให้โอกาสประชาชนสามารถเลือกใช้ชีวิตในสังคมชนบทได้ และได้เกิดป๎ญหาความยากจน
ตามมา

หนา้ | 63

2. มลภาวะของสิ่งแวดล้อม
การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมท่ีเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
ของอุตสาหกรรมท่ีมีอุตสาหกรรมที่ผลิตกากสารพิษเพิ่มขึ้น ทาให้เกิดมลภาวะจากอุตสาหกรรมเหล่านั้น
ได้แก่ น้าเสีย อากาศเสีย นอกจากน้ียังมีความเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะปุาไม้ซ่ึงเป็น
ปญ๎ หาวิกฤตขิ องสงั คมไทย เพราะการพัฒนาที่ไม่สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรท่ีส่งผลทา
ให้การสูญเสียทรัพยากรปุาไม้ ซึ่งเคยเป็นทรัพย์สินส่วนรวมที่ชุมชนในชนบทหรือพ้ืนท่ีห่างไกลสามารถ
พ่ึงพาเพ่ือการยังชีพได้เปล่ียนแปลงไปจากการสร้างถนนผ่านพื้นท่ีปุา การสร้างเข่ือนและอ่างเก็บน้า
รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสาปะหลัง ประกอบกับการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจทาให้การท่องเที่ยวขยายกิจการอย่างรวดเร็ว เพ่ือรองรับนักท่องเท่ียวท้ังจากภายในและ
ภายนอกประเทศ ได้นาไปสู่การใช้พ้ืนที่ปุามากข้ึนในการสร้างรีสอร์ท สนามกอล์ฟ เป็นต้น และการ
ลักลอบตัดไม้ทาลายปุากย็ งั มีแนวโน้มเพิ่มขน้ึ
3. การโยกยา้ ยถิ่นของคนในท้องถน่ิ ตา่ งๆ
ป๎ญหาการขาดแคลนที่ดินทากินอันเนื่องมาจากการกว้านซื้อท่ีดินของนายทุน เพ่ือทาการเกษตร
อุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรม รวมท้ังการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนหนทาง เขื่อนและการ
ชลประทาน ทาให้คนในชนบทเกือบทุกภูมิภาคต้องทิ้งถิ่นฐานเดิมไปทางานและอยู่อาศัยในที่ต่างๆ การ
ย้ายถ่ินฐานนี้ก่อให้เกิดการล่มสลายของสถาบันครอบครัวทาให้เกิดป๎ญหาสังคมตามมา การโยกย้ายถ่ิน
ไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะกับคนชนบทซึ่งเป็นแรงงานเท่านั้น ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องย้ายถ่ินฐาน
กระจายอยู่ตามเขตเมืองและชนบทที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมจนคนใน
ท้องถ่ินอาจจะปรับตัวไม่ทัน ทาให้ขนบประเพณีและความสัมพันธ์ของผู้คนในท้องถ่ินหมดส้ินไป และเกิด
การเลยี นแบบการบริโภคตามมา
4. การแย่งชิงทรัพยากร
การเก็งกาไรท่ีเพ่ิมมากขึ้น ส่งผลให้ระบบทุนนิยมก้าวเข้าไปสู่การแสวงหาประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนคือการเก็งกาไรซื้อขายที่ดินท่ีทาให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจน
เกษตรกรต้องขายทดี่ ินเพราะได้ราคาดี เพราะขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่าการขายที่ดินจึงเป็นทางเลือก
ของเกษตรกร ซึ่งเป็นการสร้างความกดดันให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง การกว้านซ้ือที่ดินเพื่อทาธุรกิจต่างๆ
อย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นพลังของทุนนิยมและภาคธุรกิจที่แย่งชิงทรัพยากรท้ังท่ีดิน ปุาไม้ และน้า
จากเกษตรกร โดยมีรฐั บาลให้ความร่วมมือท้ังทางตรงและทางอ้อม ในทานองเดียวกันการยึดคืนที่ดินจาก
ชาวบ้านรัฐมักจะใช้วิธบี งั คับให้ชาวบ้านย้ายถิน่ ฐานด้วยการใชโ้ ครงการตา่ งๆ หรือใช้เหตุผลเพื่อการพัฒนา
เช่น การสร้างเข่ือน ผลกระทบสาคัญของการแย่งชิงทรัพยากรคือ ทรัพยากรของส่วนรวมถูกนาไปใช้เพ่ือ
ประโยชน์ของคนส่วนนอ้ ย โดยอ้างเหตุผลของการอนรุ กั ษแ์ ละพัฒนาซ่งึ มเี บือ้ งหลังคือการใช้อานาจรัฐและ
พลังของระบบตลาดเปล่ียนแปลงทรัพยากรของส่วนรวมให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลมากข้ึน ชุมชน
และชาวบ้านทเ่ี คยมอี านาจควบคุมและจดั การทรพั ยากรส่วนรวมกค็ ่อยๆ สูญเสยี อานาจนน้ั ไป

หน้า | 64

5. การเปลย่ี นแปลงความสมั พันธท์ างสังคม
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่เกิดข้ึนในระหว่างการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เปล่ียน
โครงสรา้ งสังคมเดมิ ท่ีมีความสัมพันธ์แบบพี่น้อง เครือญาติ เพื่อนฝูง และมิตรสหาย ที่มีการเคารพในเร่ือง
อาวุโส และความเป็นกันเองอย่างเสมอภาคมาเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมท่ีแสดงความแตกต่างทาง
ชนชั้นในลักษณะชนช้ันสูง ชนช้ันกลาง และชนชั้นต่า โดยมีเกณฑ์ในการแบ่งจากความมั่งค่ังและอานาจ
กบั ผทู้ ไ่ี มม่ ีทรพั ย์สนิ และอานาจจึงจาเป็นตอ้ งพง่ึ พาอาศัยกนั จงึ เกิดเปน็ กลุ่มผลประโยชนม์ ากมาย
6. วิกฤติทางวัฒนธรรม
การเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นท่ีต้ัง โดยการวัดความเจริญเติบโตก็จะมองเฉพาะวัตถุหรือ
ทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้วัฒนธรรมมีการแปรเปล่ียนไปในทิศทางท่ีทาให้ทุกคนในสังคม
เปล่ยี นวิธีคดิ จากเดิมที่มีอิทธิพลของพุทธธรรมเข้ามาเก่ียวข้องในชีวิตประจาวัน วิถีการทามาหากิน ความ
เชอ่ื ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนปรับตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติจนมีการส่ังสมเป็นภูมิป๎ญญาของ
สงั คม มาเปน็ วิธีคิดแบบใหม่จนเกิดเป็นวิกฤติวัฒนธรรม ซึ่งมีวิธีคิดอยู่บนผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง
โดยขาดความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคมและวัฒนธรรม และใช้วิธีการทุกอย่างรวมทั้งอานาจและความ
รนุ แรงเพอ่ื ให้ไดม้ าและรกั ษาไวซ้ ึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เช่น การโกง คอรัปชั่น การขายลูก
สาวให้ค้าประเวณี การใช้สารเคมีเพ่ือรักษาสินค้าโดยไม่คานึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึง
วัฒนธรรมบรโิ ภคนิยมทส่ี ง่ เสริมใหเ้ กดิ การไมร่ ู้จกั รเิ รม่ิ สร้างสรรค์ของคนในสงั คม

การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในระยะต่อไป

สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2553, หน้า 11-13) ได้
ดาเนินการศึกษาถึงความเปล่ียนแปลงในประเทศท่ีจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป
โดยระบไุ วแ้ ผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ไว้ ดงั น้ี

1. ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้น แต่จะมีภาระหน้ีสาธารณะ
สูงจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนวทางการสร้างรายได้เบนเข็มไปที่ภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ใช้
ความคิดริเร่ิมในการผลิต เพราะภาคอุตสาหกรรมเร่ิมมีข้อจากัดจากกฎระเบียบด้านส่ิงแวดล้อม และการ
ยอมรับจากชุมชน รวมทั้งการพึ่งวัตถุดิบ ทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จึงผันผวนไป
ตามการเปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้ ภายนอกประเทศ ขณะทภี่ าคเกษตรได้รับผลกระทบจากทรัพยากรธรรมชาติ
ทเี่ สือ่ มโทรม ตอ้ งพึง่ ป๎จจยั การผลติ จากตา่ งประเทศทาให้มตี ้นทนุ การผลติ สงู พ้นื ที่มีจากัดและถูกใช้ไปเพื่อ
กิจการอืน่ แรงงานภาคเกษตรมีแนวโนม้ ลดลง

2. ดา้ นสังคม ประเทศไทยจะมผี สู้ งู วัยเพ่ิมขน้ึ จนกลายเปน็ สงั คมผู้สูงอายุในอีก 15 ปีข้างหน้า ทา
ให้เกิดการขาดแคลนกาลังแรงงานในอนาคต ขณะท่ีคุณภาพการศึกษามีป๎ญหา ทาให้การเพ่ิม
ความสามารถของแรงงานทาได้ยาก สังคมเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ และรับวัฒนธรรมต่างประเทศโดยไม่มี
การกลน่ั กรอง ทาใหค้ ณุ ธรรมจรยิ ธรรมเส่ือมถอย และครอบครวั ขาดความอบอุ่น รายได้ของคนรวยกับคน

หนา้ | 65

จนต่างกันมาก นาไปสู่ความขัดแย้งในสังคม แต่สานึกรับผิดชอบต่อสังคมที่นาไปสู่การบริหารจัดการท่ีดี
ของธรุ กจิ ต่างๆ จะมมี ากขึน้

3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลก
ร้อน ส่งผลให้ป๎ญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง มีผลกระทบต่อความสามารถใน
การผลติ ของภาคเกษตร อาหารและพลังงาน

4. การพัฒนาภาค พื้นท่ี และชุมชน มีป๎ญหาความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ระหว่างภาค
กรงุ เทพมหานครและภาคกลางยังคงเป็นแหล่งจ้างงานหลัก และมีบทบาทสาคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะท่ีคนจนกระจุกตัวอยูใ่ นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ คนชนบทในทุกภาคเปลี่ยนไปใช้ชีวิต
ท่คี ล้ายคลงึ กับคนเมืองอย่างรวดเรว็ แต่การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากเมืองใหญ่สู่กลุ่มเมืองขนาด
กลางมนี ้อย การกระจายอานาจให้องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินมีความล่าช้า เนื่องจากขาดการเตรียมความ
พร้อมที่ดี ขณะที่ชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศในรูปแบบต่างๆ เพ่ิมขึ้น เกิดเครือข่ายการพ่ึงตนเองใน
หลายพ้นื ที่ แตเ่ ศรษฐกจิ ชมุ ชนไมเ่ ขม้ แขง็ และมกี ารยา้ ยถน่ิ ของแรงงานจากชนบทสูเ่ มืองอย่างต่อเนื่อง

5. ความม่ันคงของประเทศ มีความขัดแย้งในบางพ้ืนที่ที่สั่งสมมานาน อาทิ ความไม่สงบใน 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนกลุ่มน้อยตามพื้นที่ชายแดน รวมท้ังประเด็นเรื่องเช้ือชาติและชาตินิยม ใน
อนาคตที่จะเกิดประชาคมอาเซียนจึงต้องสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันการบริหาร
จดั การประเทศมีป๎ญหา โดยเฉพาะการทจุ ริตประพฤติมชิ อบทข่ี ยายวงกว้าง แทรกซึมทุกระดับ จนกระทบ
ต่อความมั่นคงของประเทศ

ความม่งุ หมายในการศกึ ษาปัญหาสงั คม

1. ให้ตระหนักถงึ ปญ๎ หาสงั คมที่มอี ยใู่ นสงั คมป๎จจบุ นั
2. ศึกษาข้อเท็จจริงเก่ียวกับป๎ญหาให้เข้าใจเพ่ือที่จะวิเคราะห์หรือให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง
ใดๆ อย่างมเี หตมุ ผี ลและตรงกบั ความเป็นจรงิ
3. ศึกษาสภาพสังคมทเี่ ปน็ ปญ๎ หาทั่วไปเพอื่ ใหเ้ กิดความเข้าใจเก่ียวกบั ป๎ญหานัน้ ๆ
4. ใหเ้ ขา้ ใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกบั การปฏิบัติ
5. ศกึ ษาป๎ญหาอย่างละเอียด ให้พิจารณาสิ่งต่างๆ ด้วยความถี่ถ้วน รอบคอบ ไม่มองเฉพาะตอน
ใดตอนหนงึ่ ของปญ๎ หาสงั คม

ความรว่ มมือของนกั ศึกษาในการแกไ้ ขปัญหาสงั คม

1. ประพฤตติ นเปน็ พลเมืองดี มีประโยชน์ตอ่ ครอบครัว สถานศกึ ษา สงั คม และประเทศชาติ
2. เคารพกฎหมาย ระเบียบวนิ ยั กฎเกณฑ์ ปทัสถานของสังคม
3. ประพฤตดิ ี ปฏิบตั ชิ อบ อยใู่ นกรอบศีลธรรม มีคุณธรรม มีจรรยามารยาทงาม
4. เขา้ รว่ มกจิ กรรมในสงั คม

หนา้ | 66

5. จัดโครงการทากจิ กรรมเพ่อื ช่วยเหลือสงั คม

การอยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมแหง่ ความหลากหลาย

สังคมป๎จจุบันประกอบด้วยความหลากหลายในหลายๆ ด้าน มีความสัมพันธ์กัน กลายเป็นสังคม
พหุวัฒนธรรม เราจึงจาเป็นต้องรู้จักวิธีปฏิบัติตนเพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคม และพ่ึงพาอาศัยกันได้
อยา่ งมคี วามสขุ

อัตลกั ษณแ์ ละความหลากหลายในสงั คมพหุวัฒนธรรม

สังคมพหุวัฒนธรรม (Plural Society) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย
ทางเชื้อชาติ ศาสนา และประเพณีที่มีความแตกต่างกัน ก่อให้เกิดประเพณีและวิถีชีวิตที่มีความแตกต่าง
กันในสงั คม ทงั้ ดา้ นความคดิ ความเชอื่ และวถิ ชี วี ติ

อัตลกั ษณ์ในสังคมพหวุ ฒั นธรรม
อัตลักษณ์ คือ ความเป็นตัวตนท่ีเป็นความรู้สึกนึกคิดท่ีเรามีต่อตนเองว่ามีลักษณะเช่นใด และ
ความรู้สกึ ทคี่ นอนื่ มองเราในโลกที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม สิ่งที่เรามองตนเองกับส่ิง
ท่ีคนอ่ืนมองเราอาจไม่จาเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป ลักษณะของอัตลักษณ์ของคนในสังคมจะขึ้นอยู่กับ
อทิ ธพิ ลต่างๆ ดังน้ี
1. อิทธิพลของส่ิงแวดล้อม ส่ิงแวดล้อมท่ีแตกต่างกันจะทาให้คนมีอัตลักษณ์ท่ีแตกต่างกัน เช่น
คนท่ีอาศัยในเขตเมืองจะมีความเร่งรีบในการใช้ชีวิตประจาวัน ส่วนคนท่ีอยู่เขตชนบทจะอยู่กันอย่าง
ช่วยเหลอื พึ่งพาอาศยั กัน
2. อิทธิพลของถิ่นที่อยู่อาศัย คนมีเช้ือชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน แต่มีถิ่นท่ีอยู่อาศัย
แตกต่างกัน ก็จะมีอัตลักษณ์ท่ีแตกต่างกันอีกด้วย เช่น คนไทยที่ต้ังรากฐานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็
จะมคี วามร้สู กึ นึกคดิ วิถีการดาเนนิ ชีวติ ตามแบบอยา่ งของคนในถ่ินที่ตนอาศัยอยู่
3. อิทธิพลของความเช่ือและศาสนา ศาสนาในโลกของเรามีหลายศาสนา แม้ทุกศาสนาจะมุ่ง
สอนให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี แต่ศาสนาแต่ละศาสนาก็มีความเช่ือ หลักธรรมคาส่ังสอนสาหรับการ
ประพฤติปฏบิ ัติ ตลอดจนพธิ ีกรรมที่แตกต่างกัน
4. อิทธิพลของภาษา ภาษาถือเป็นสิ่งท่ีแสดงอัตลักษณ์ของคนในสังคมได้อย่างชัดเจนประการ
หน่ึง เช่น คนไทยใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร หากเราได้ยินการพูดคุยสนทนากันด้วยภาษาไทย น่ันย่อม
แสดงให้เห็นว่า คู่สนทนาน้ันๆ เป็นคนไทย ขณะเดียวกัน คนในประเทศอ่ืนๆ ก็ใช้ภาษาของตนในการ
ตดิ ตอ่ สื่อสาร เปน็ อัตลกั ษณ์ของตนเอง
ความหลากหลายในสังคมพหุวฒั นธรรม
สังคมป๎จจบุ นั มปี ระชากรอาศัยอยู่ในภูมิภาคต่างๆ มากกว่า 7,000 ล้านคน ในแต่ละพื้นที่มีความ
หนาแน่นของประชากรต่างกัน ข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และในแต่ละภูมิภาคยัง

หนา้ | 67

ประกอบด้วยหลากหลายชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งต้องอยู่อาศัยและร่วมกันพัฒนาพ้ืนที่
ให้เจรญิ กา้ วหนา้ ไปอย่างต่อเนอ่ื ง

1. ชาติพันธุ์ของประชากร ประชากรโลกในป๎จจุบัน สามารถแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ได้ออกเป็น 3
กล่มุ ไดแ้ ก่

(1) กลุ่มคอเคซอยด์ เป็นกลุ่มประชากรท่ีลักษณะผิวพรรณมีสีขาว รูปร่างสูงโปร่งจนถึงสูง
ใหญ่ หน้าผากแคบถึงกว้างปานกลาง คางไม่ยื่น รูปศรีษะยาวถึงกว้างและสั้น จมูกโด่ง ตาสีฟูาหรือสีเทา
ผมสที องถงึ นา้ ตาลแก่ เสน้ ผมละเอียดและหยกั ศก

(2) กลุ่มมองโกลอยด์ ผิวพรรณมีสีเหลืองน้าตาล และน้าตาลแดง รูปร่างค่อนข้างเต้ียถึงสูง
ปานกลาง รูปศรีษะค่อนข้างกว้าง หน้าผากกว้างปานกลางถึงกว้างมาก จมูกกว้างปานกลาง สันจมูกต่า
ไม่โด่ง ตาสนี ้าตาลถงึ น้าตาลเข้ม เปลอื กตาอมู ผมสนี ้าตาลถึงดา เสน้ ผมหยาบและเหยียดตรง

(3) กลุ่มนิกรอยด์ ลักษณะผิวพรรณสีน้าตาลถึงน้าตาลเข้ม รูปร่างเตี้ยจนถึงสูงมาก สันจมูก
ตา่ ถึงปานกลาง ปากหนา ตาโต ตาสนี า้ ตาลถึงนา้ ตาลเข้ม หน้าผากกวา้ งปานกลางถึงแคบ ผมสีน้าตาลเข้ม
ถงึ สีดา เสน้ ผมหยาบและหยิกเป็นก้นหอยหรือหยกิ หยอ็ ง

2. ภาษา ในพื้นท่ีใดพ้ืนท่ีหนึ่งอาจจะมีภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอยู่มากกว่า 1 ตระกูลภาษา
ภาษาท่ีใช้ในสังคมต่างๆ มีความหลากหลายอยู่มากมาย นอกจากชาติพันธุ์ท่ีหลากหลายทาให้ภาษาเกิด
ความหลากหลายแล้ว การอพยพย้ายถ่ินก็เป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้ภาษาในพื้นที่ใดพ้ืนที่หน่ึงมีความ
หลากหลายเพิม่ มากข้ึน

3. ศาสนา ชาติพนั ธุ์ทหี่ ลากหลายของประชากรในพื้นทตี่ า่ งๆ ของโลก นามาซึ่งการนับถือศาสนา
ที่แตกต่างกันในพ้ืนท่ีเดียวกัน ศาสนาท่ีสาคัญของโลกมีหลายศาสนา แต่ละศาสนามีการกระจายตัวและ
ขอบเขตกวา้ งขวาง ไดแ้ ก่

- พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแบบอเทวนยิ ม ใหค้ วามสาคญั ในตัวของมนุษย์เป็นหลักในการ
ดาเนนิ ชีวติ มีสมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ เปน็ พระศาสดา นบั ถอื กนั มากในภูมภิ าคเอเชีย เอเชียตะวันออก
และเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้

- คริตส์ศาสนา เป็นศาสนาแบบเทวนิยม เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว คือ พระเยโฮวาห์ มี
พระเยซูคริสต์เป็นศาสดา แบ่งเป็น 3 นิกายหลัก ได้แก่ นิกายโรมันคาทอลิก นิกายโปรเตสแตนต์ และ
นกิ ายออร์ทอดอกซ์

- ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาแบบเทวนิยม เช่ือในพระเจ้าองค์เดียว คือ พระอัลลอฮ์ มีพระ
นบี มฮุ มั หมดั เป็นศาสดา แบ่งออกเปน็ 2 นกิ ายหลกั ไดแ้ ก่ นกิ ายซนุ นี และนิกายชอี ะห์

4. วฒั นธรรม ในแต่ละพื้นท่ีของโลกย่อมมีลักษณะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากการที่
สงั คมมคี นอยู่รวมกันมากขึ้น จึงมีการจัดระบบ ระเบียบ วิธีการประพฤติปฏิบัติตน แนวทางการดารงชีวิต
รวมถึงการสนองตอบความต้องการของคนในสังคม ทาใหว้ ฒั นธรรมกาเนดิ ข้นึ

หน้า | 68

ปัญหาของการคดิ แบบถอื พวกทางสังคม (Sociocentrism)

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าความคิดฝ๎งในท่ีขาดวิจารณญาณที่ตนเองมีอยู่เป็นตัวสร้างอคติและความ
เดียดฉันท์ขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมของตนเอง นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาได้ช้ีให้เห็นว่านี่คือ
สภาวะท่กี าลังเกิดการก้นั เขตทางวฒั นธรรม ปรากฏการณ์ดังกล่าวน้ีเกิดจากการคิดแบบถือพวกทางสังคม
ซ่ึงรวมถงึ

1. แนวโน้มที่ขาดวิจารณญาณในการยึดถือพวก ถือสังคม วัฒนธรรม ชาติ ศาสนา และถือ
เผ่าพันธ์ขุ องตนว่ามคี วามเหนือกวา่

2. แนวโน้มที่ขาดวิจารณญาณในการเลือกที่จะยอมรับคากล่าวถึงพวกตนแต่ในทางท่ีดี และ
ยอมรับแต่คากลา่ วในทางท่ีไม่ดถี ึงพวกอื่นที่คดิ แตกต่างจากเรา

3. แนวโน้มที่ขาดวิจารณญาณในการรับบรรทัดฐาน (norm) และความเช่ือของกลุ่ม ยอมรับ
เอกลักษณ์ของกลุ่ม และยอมประพฤติปฏิบัติตนตามกลุ่มโดยปราศจากความนึกคิดว่าถูกต้องเหมาะสม
หรือไม่

4. แนวโน้มในการทาตามข้อห้ามของกลุ่มอย่างมืดบอด (บ่อยครั้งที่ข้อห้ามเป็นไปโดยปราศจาก
กฎเกณฑห์ รอื โดยการถูกข่เู ข็ญ)

5. ล้มเหลวในการเรียนรู้และนาความนึกคิดของวัฒนธรรมอ่ืนมาใส่ใจตน (เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เพอ่ื ช่วยให้การคดิ ของตนกวา้ งขึ้นและลกึ ขึ้น)

6. ล้มเหลวในการตระหนักว่าส่ือสารมวลชนในทุกวัฒนธรรมเขียนข่าวด้วยมุมมองเดียวของ
วฒั นธรรมนนั้ ๆ

7. ล้มเหลวในการท่ีจะมองเห็นว่าการคิดแบบถือพวกทางสังคมของตนเป็นสิ่งขัดขวางหน่วง
เหนยี่ วการพัฒนาทางป๎ญญา

การคดิ แบบถือพวกทางสงั คมนี้ เป็นเคร่อื งหมายของสังคมท่ขี าดวจิ ารณญาณ การคิดลักษณะน้ีจะ
ลดลงได้ก็ด้วยการแทนที่ความคิดตนด้วยความคิดแบบข้ามวัฒนธรรมและความคิดท่ีมีใจเปิดกว้างและ
ยุติธรรม ดังน้ันการคิดเชิงวิจารณญาณจึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมท่ีมีความ
หลากหลาย

การอยูร่ ่วมกันในสังคมพหวุ ฒั นธรรม และการพึ่งพาอาศยั ซง่ึ กนั และกัน

การทจ่ี ะอยู่รว่ มกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้น้ัน จาเป็นที่จะต้องมีการพึ่งพาซ่ึงกันและกัน ยอมรับ
เรียนรู้ และทาความเข้าใจในความแตกต่างทางสังคมพหุวัฒนธรรมท่ีมีอยู่ในสังคม ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติตน
ดงั นี้

1. เคารพซ่ึงกันและกัน การให้ความเคารพซึ่งกันและกันถือเป็นส่ิงสาคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกัน
อย่างสันติ เน่ืองจากสังคมพหุวัฒนธรรมมีความหลากหลายในด้านต่างๆ เราจึงจาเป็นต้องยอมรับและ

หน้า | 69

เคารพในวิถีการดารงชีวิตของคนในสังคมที่แตกต่างจากเรา วิธีที่ดีท่ีสุด คือ การศึกษาทาความเข้าใจ
รปู แบบทางสังคมท่ีแตกตา่ งจากเรา และปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับวฒั นธรรมเหล่านัน้

2. ไม่แสดงกิริยาและวาจาดูหมิ่นผู้อ่ืน เมื่อต้องสนทนากับคนในสังคมท่ีมีวัฒนธรรมต่างจากเรา
เราตอ้ งไมแ่ สดงกริ ิยาหรือวาจาทแ่ี สดงความรงั เกียจ ดูถูก ดูหมิ่น และล้อเลียน ควรแสดงกิริยาและวาจาที่
สภุ าพ ออ่ นโยน และใหเ้ กียรตกิ ันและกันเสมอ ควรศึกษาและทาความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันให้
ดี

3. แบง่ ปน๎ และชว่ ยเหลอื ซง่ึ กันและกัน การช่วยเหลือซ่ึงกันและกันเป็นส่ิงสาคัญในสังคม เราควร
แบง่ ปน๎ และให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบหรือบรจิ าคส่งิ ทเ่ี รามใี ห้แก่ผู้ที่ยังไม่มีหรือผู้ท่ีขาดแคลนโดยท่ีไม่
ต้องการสิง่ ใดๆ ตอบแทน รวมถึงการให้ความดูแลท้ังทางร่างกายและจิตใจ การปูองกันจากอันตรายต่างๆ
และการใหท้ พี่ กั พงิ

ประเทศไทยมีความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม การสร้างความเป็นพลเมืองในสังคมไทยท่ี
ส่งเสรมิ ความเป็นประชาธิปไตย ย่อมต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของสังคมไทย หากไม่สอดคล้องกันแล้ว
ความเป็นพลเมืองก็ไม่มีความหมาย หรือไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ดังน้ันการเสริมสร้างความเป็น
พลเมืองในสังคมท่ีมีความหลากหลายภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องกระทาควบคู่กันไปกับการสร้าง
วัฒนธรรมของสังคมไทยโดยสอดคล้องกับความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วย (สานักงาน
เลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, 2559, หนา้ 34-35)

การสรา้ งวฒั นธรรมให้กับพลเมืองเพ่ือการอยู่รว่ มกันในสังคมทหี่ ลากหลายทสี่ าคัญคือ
1. การสร้างวัฒนธรรมทางจติ ใจ ซ่ึงเปน็ การสร้างพลเมืองให้มีคณุ ลกั ษณะดงั น้ี

(1) สร้างพลเมืองให้มีจิตสาธารณะ สานึกในพันธะหน้าท่ีต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ และมี
ความรู้มากพอทจ่ี ะประเมนิ วา่ การกระทาจะมผี ลกระทบต่อส่วนรวมอย่างไร โดยเลือกส่ิงที่ดีท่ีสุดว่าควรจะ
ทาอะไร เพ่อื ท่จี ะสรา้ งประโยชนใ์ หก้ ับสงั คมหรือส่วนรวม

(2) สรา้ งพลเมอื งใหม้ คี วามกลา้ หาญทางจริยธรรม คือ กล้าพูด กล้าเขียน หรือกล้ากระทาใน
สงิ่ ทเี่ ชอื่ วา่ ถูกตอ้ งดีงามแมว้ ่าตนเองจะต้องไดร้ บั ผลรา้ ยจากการพดู การเขยี น

(3) สร้างพลเมืองให้เป็นผู้ท่ีมีความใจกว้าง รับฟ๎งความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยพร้อมที่จะ
พิจารณาความเห็นท่ีแตกต่างด้วยใจท่ีเป็นธรรมและใจกว้างท่ีจะเปลี่ยนความคิดเม่ือได้รับรู้เหตุผลและ
ข้อเทจ็ จริงทดี่ ีกวา่ และเปดิ โอกาสใหผ้ ู้อื่นไดม้ สี ว่ นรว่ มในความสาเรจ็ ต่างๆ

วฒั นธรรมทางจติ ใจจะเกดิ ขนึ้ ได้ตอ่ เมอื่ พลเมืองไทยเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์บนพ้ืนฐาน
ของความรู้ความเข้าใจ คือ มีความรู้ความเข้าใจมนุษย์ในบริบททางสังคมหรือในเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่
ต่างกัน ไม่ใช้มาตรฐานของตนเองในการตัดสินคนอ่ืน ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และมีความเห็น
อกเห็นใจผอู้ ่นื ที่อยู่ในบรบิ ทหรอื เง่ือนไขสภาพแวดล้อมทแ่ี ตกต่าง

2. สร้างให้พลเมืองมีวัฒนธรรมทางความรู้ เป็นการเสริมสร้างให้มีความรู้ ให้รู้จักใช้วิจารณญาณ
สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างฉลาดสร้างสรรค์ ก็จะทาให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้ความรู้ และใช้

หนา้ | 70

สติป๎ญญาในการแก้ป๎ญหา แทนการใช้อานาจหลักเป็นการเปลี่ยนวิถีไทยจากอานาจนิยมเป็นความรู้นิยม
หรือป๎ญญานิยม

สนั ตวิ ิธีและการจดั การความขดั แย้ง

ราชบัณฑิตยสถาน (2542, อ้างถึงใน สถาบันดารงราชานุภาพ, 2551, หน้า 3) ให้ความหมาย
สนั ติวิธี หมายถงึ วธิ ที จ่ี ะก่อให้เกิดความสงบ เชน่ เจรจาสงบศึกโดยสันตวิ ธิ ี

พระไพศาล วิสาโล (เรอ่ื งเดียวกัน, 2551) ให้ความหมายของสนั ตวิ ิธีว่า สันติวิธีมิใช่การยอมจานน
หรืออยู่น่ิงเฉย ปล่อยให้อีกฝุายมากระทาโดยไม่ตอบโต้ แท้ที่จริงสันติวิธีคือการตอบโต้อีกแบบหน่ึงโดยไม่
ใช้ความรุนแรง ท้ังน้ี เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมอันไม่ถูกต้องหรือเพ่ือปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นไปในทาง
สนั ติ

คณะอนุกรรมการจัดการความขดั แยง้ ดว้ ยสันติวธิ ี (เรื่องเดยี วกัน, 2551, หนา้ 5-6) ให้ความหมาย
ของสันติวิธีวา่ น่าจะประกอบดว้ ย 3 แงม่ มุ ดังน้ี

1) การแก้ปญ๎ หาโดยไมใ่ ชว้ ธิ รี ุนแรง รวมไปถงึ การไมต่ อบโตค้ วามรุนแรงดว้ ยความรุนแรง
2) การขจัดเง่ือนไขแห่งความรุนแรง และสร้างเง่ือนไขแห่งสันติวิธี เช่น การดูแลมิให้มีการละเมิด
สิทธิมนุษยชน การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกปูองชุมชน มีเสรีภาพในการแสดงความ
คิดเห็น สามารถเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ปลอดพ้นจากความยากไร้ ได้รับ
การปฏิเสธอย่างเสมอภาค และศักด์ิศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ได้รับความเคารพ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการ
ขจัดความรนุ แรงเชิงโครงสรา้ ง
3) ทัศนคติที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เช่น ความเอ้ืออาทร ความห่วงใย ความใจกว้าง
ยอมรับความหลากหลายและเคารพความแตกต่าง การรู้จักให้อภัย ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา รวมถึงทัศนะท่ีว่า
ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก จะแก้ป๎ญหาอย่างยงั่ ยืนและได้ผลต้องสันตวิ ธิ ี
มูลนธิ สิ ่งเสริมสันตวิ ิธี ให้ความหมายของสนั ติวิธีว่า คอื วิถีแห่งการดาเนินชีวิต ซึ่งมีรากฐานมาจาก
การจัดการป๎ญหาความขัดแย้งในสัมพันธภาพของมนุษย์ ไม่ว่าในระดับป๎จเจกหรือกลุ่มบุคคล เปูาหมาย
ของสันติวิธีคือ การใช้ประโยชน์จากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และค่านิยมของชุมชน เพื่อเปลี่ยนความ
ขัดแย้งน้นั มาส่สู มั พนั ธภาพทเ่ี ออ้ื ประโยชนต์ ่อมวลมนุษย์ ด้วยเหตุน้ี สันติวิธีจึงมีความสาคัญกับการเคารพ
ในศกั ดศิ์ รขี องเพือ่ นมนุษย์โดยไม่คานงึ ถึงเชอื้ ชาติ ศาสนา เพศ หรือ วัย

รูปแบบของความขดั แยง้

ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของสังคม มักมีพลวัตในตัวเอง และสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดี
หรือรา้ ยได้ ข้ึนอยกู่ ับคขู่ ดั แย้งจะผลกั ดันใหไ้ ปในทศิ ทางใด อาจสรุปเป็นด้านๆ ดงั น้ี

1. ความขัดแยง้ ด้านความสมั พนั ธ์ เป็นป๎ญหาเก่ยี วกับบุคลิกภาพส่วนตวั
2. ความขัดแย้งดา้ นผลประโยชน์ เปน็ ป๎ญหาเกีย่ วกบั ความจากัดของทรพั ยากร หรือกระบวนการ
เช่น บทบาทของทอ้ งถิ่นในการตัดสนิ ใจ

หน้า | 71

3. ความขัดแยง้ ดา้ นข้อมูล เปน็ เรื่องเกย่ี วกบั ความถูกตอ้ ง และความเชอ่ื ถอื ได้ของข้อมูลท่ีมีอยู่
4. ความขดั แย้งดา้ นคา่ นิยม เป็นป๎ญหาท่มี าจากการมโี ลกทศั น์ ความเชื่อหรือปรชั ญาตา่ งกนั
5. ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง เป็นป๎ญหาท่ีมาจากระดับในสังคม หรือป๎ญหาการกระจายของ
ความมงั่ คงั่ และอานาจ ซ่งึ กรณีพิพาทส่วนใหญจ่ ะซบั ซอ้ น เก่ยี วข้องกับทุกชนิดของปญ๎ หา

รูปแบบของสนั ติวธิ ี

1. สันติวิธีในการต่อสู้เรียกร้อง (Peacful Demonstrate / Protest) แนวทางในการต่อสู้นี้
เป็นแนวทางที่ถูกนามาใช้เม่ือเกิดความไม่พอใจ หรือมีความเห็นไม่สอดคล้องกับผู้ท่ีมีอานาจ มีการ
ดาเนินการในลักษณะของการประท้วง หรือการเรียกร้อง หรือการต่อสู้โดยการยื่นหนังสือขอเข้าพบ หรือ
การชุมนุมกันเพ่ือแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย หรือแสดงออกถึงความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอานาจ
โดยสงบ สันติ ไม่มีอาวุธ การต่อสู้ในแนวทางนี้อาจจะเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า กระบวนการเรียกร้องหรือไม่
เชื่อฟ๎งท่ีไม่ใช้ความรุนแรงหรือท่ีเรียกกันว่า “การด้ือแพ่ง” หรือ “อารยะขัดขืน” (Civil Disobedience)
ที่กาลังเปน็ ที่นิยม

คาท่ีว่าไม่ใช้ความรุนแรงน้ีก็ยังมีข้อถกเถียงว่าอย่างไรคือ “ไม่รุนแรง” หากจะพิจารณาจากผู้ท่ี
เป็นตน้ แบบของการตอ่ สูอ้ ย่างไม่ใชค้ วามรนุ แรง หรือ “อหิงสา” อย่างเช่น มหาตมคานธี ซ่ึงต่อสู้เรียกร้อง
เอกราชให้ประเทศอินเดียพ้นจากการปกครองของอังกฤษ กระบวนการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการอดข้าว หรือ
การประท้วงโดยรูปแบบใดๆ ของมหาตมคานธี กระทาโดยไม่ใช้ความรุนแรงทางกาย วาจา และแม้แต่ใจ
การประท้วงของมหาตมคานธี จึงต่างจากการประท้วงท่ีเราเห็นๆ ในประเทศไทย นอกจากน้ันท่านเองยัง
กาหนดไวใ้ นกระบวนการเรยี กร้องวา่ จะตอ้ งยอมปฏิบัตติ ามตัวบทกฎหมายท่ีอาจจะยงั ไม่เปลี่ยนแปลง คือ
รู้ว่าทาผิดกฎหมายและพร้อมท่ีจะยอมให้จับไปขัง ไม่ได้ประกาศในการเรียกร้องใดๆ ว่า “ต้องไม่เอาผิด
ข้าพเจา้ และบรรดากลุ่มผชู้ ุมนมุ ประท้วง” แตอ่ ยา่ งใด

2. สนั ตวิ ิธีในการแก้ปญั หาความขัดแย้ง (Peacful Conflict Resolution) สาหรับแนวทางน้ี
เป็นแนวทางท่ีใช้ในการแก้ป๎ญหาหลังจากที่ความขัดแย้งหรือข้อพิพาทเกิดข้ึนแล้ว และพยายามที่จะยุติ
ความขัดแย้งโดยการใช้แนวทางที่สันติ ซึ่งแนวทางท่ีเด่นชัดที่สุดได้แก่การเจรจาไกล่เกล่ียกันเองระหว่าง
คู่พิพาท หรือโดยมีคนกลางซึ่งเป็นบุคคลท่ีสาม (เป็นบุคคลเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้) ช่วยใน
กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้ทาหน้าที่ตัดสินช้ีขาด หากมีบทบาทเป็นผู้กากับการเจรจาให้ดาเนิน
ไปได้อันจะนาไปสู่ทางออก คือการยุติความขัดแย้ง หรือเพ่ือให้ได้ “ข้อตกลงร่วมกัน” ซึ่งอาจเรียกอย่าง
หนึง่ วา่ “การสร้างสนั ติ” (Peace Building)

การจดั การความขดั แย้งดว้ ยสนั ติวิธี

บรรทัดฐานของการจดั การความขัดแยง้ ตอ้ งยึดม่นั “สันติวธิ ี” ซงึ่ เปน็ วิธเี ดียวท่ีเป็นธรรมและสร้าง
ความสงบสุขที่ยั่งยืน พื้นฐานทางปรัชญาของสันติวิธีเพ่ือใช้ในการจัดวางระบบการจัดการความขัดแย้ง
แบง่ เป็น 3 ประการ ได้แก่

หนา้ | 72

1. กรอบความคิดของสันตวิ ิธี
- ไมม่ คี วามเกลยี ดชัง
- เปูาหมายในการใช้สนั ตวิ ธิ ีตอ้ งเปน็ ธรรม
- ผใู้ ช้ฝุายรฐั ยอมรบั ทุกข์เพ่ือประโยชน์แห่งความม่ันคงของชาติและความปลอดภัยของผู้คน
ในบา้ นเมอื ง

2. ยทุ ธศาสตรส์ นั ติวธิ ี
- ฟื้นคนื ความไวว้ างใจในสังคมไทย
- ลดอคติและความเกลียดชัง
- สรา้ งความร่วมมอื ระหวา่ งทุกฝุายท่เี กยี่ วข้อง
- ส่งเสริมความเขา้ ใจสันตวิ ธิ ี

3. มาตรการการจัดการความขดั แยง้ ดว้ ยสันตวิ ธิ ี
- ปอู งกนั มใิ หค้ วามขดั แยง้ กลายเปน็ ความรุนแรง
- จัดการความขดั แย้งด้วยการรกั ษาประโยชนร์ ่วมกัน
- แก้ไขสถานการณเ์ ผชญิ หน้าดว้ ยสันตวิ ิธี

สาหรบั การจดั การความขดั แย้งด้วยสันติวธิ มี ี 3 วิธีด้วยกัน คอื
1. การปูองกันไม่ให้ความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรงด้วยความ “โปร่งใส” โดยเน้น
กระบวนการมีส่วนร่วมของฝุายต่างๆ อย่างแท้จริง แนวทางปฏิบัติข้อนี้ประกอบด้วยเกณฑ์เชิงปฏิบัติ 2
ประการ คอื
“ความโปร่งใส” หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไก
การทางานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นเกณฑ์ปฏิบัติเพ่ือฟื้นคืนความไว้วางใจใน
สังคมไทย
“การมีส่วนร่วม” หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นใน
การตัดสนิ ปญ๎ หาสาคัญของประเทศ ไม่วา่ ดว้ ยการแจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์
การแสดงประชามติ หรืออ่ืนๆ
นอกจากน้ียังต้องคานึงถึงการสร้างสันติในใจของทุกคน ได้แก่ การส่งเสริมสันติวัฒนธรรม
ขันติธรรม ความผ่อนปรน การลดอคติ การเคารพในศกั ดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนษุ ยชน เป็นตน้
2. การจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการเคารพสิทธิของประชาชนและให้มีการส่ือสาร
สองทางระหว่างฝุายต่างๆ บนพ้ืนฐานของความเสมอภาค ปราศจากอคติและความเกลียดชัง เพื่อให้การ
จัดการความขัดแย้งมีความคืบหน้าอย่างสร้างสรรค์ แนวทางปฏิบัติข้อน้ีมีความมุ่งหมายเพื่อให้ความ
ขัดแย้งที่เกิดขึ้นพัฒนาไปในทางที่สร้างสรรค์ ด้วยการให้ความสาคัญกับ “การส่ือสารสองทาง” ซ่ึงจะ
ดาเนนิ ไปบนฐานอานาจและความสาคญั ทเี่ สมอกัน เพื่อลดอคตแิ ละความเกลียดชัง และให้ความสาคัญกับ
ผู้คนในสังคมไทยท่ีมีวัฒนธรรมและความเห็นต่างกันบนฐานคิดท่ีว่า ความหลากหลายทางความเห็นและ

หน้า | 73

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นฐานพลังของสังคมไทย “การส่ือสารสองทาง” จึงมีลักษณะที่คู่ขัดแย้ง
สามารถมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งในเร่ืองข้อมูล การแสวงหาข้อตกลงร่วมกันท่ี
เปน็ ธรรม อาทิ การเจรจาเพ่ือหาข้อตกลงร่วม การมีเวทีสื่อสารสร้างความเข้าใจและมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ
กับประชาชน การมีบุคลากรเจรจาไกล่เกลี่ย ท้ังน้ีการส่ือสารสองทางจ ะแตกต่างและไม่ใช่การ
ประชาสมั พนั ธ์ซงึ่ มีลกั ษณะที่ม่งุ ให้ขอ้ มลู ในทางเดยี ว และขาดการมปี ฏิสมั พนั ธใ์ นเชงิ แลกเปล่ียน

เมื่อเกิดความขดั แยง้ ขน้ึ คู่กรณีมักคิดว่าตนถูกและอีกฝุายผิด ในกรณีน้ีความยุติธรรมหมายถึงการ
พิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกโดยพ่ึงศาลยุติธรรมหรือศาลอ่ืนๆ หรือพึ่งการไกล่เกล่ียโดยศาล หรือพึ่ง
อนุญาโตตลุ าการ หรือพง่ึ การไกลเ่ กลย่ี โดยผู้มอี านาจท่ีคูก่ รณยี อมรับ

3. การจัดการความขัดแย้งที่กาลังจะกลายเป็นความรุนแรง โดยอาศัยบุคคลท่ีมีทัศนคติต่อคู่
ขัดแย้งอย่างฉันท์มิตร มีความเข้าใจเร่ืองสันติวิธีอย่างชัดเจนและมีทักษะในการเผชิญความขัดแย้ง
แนวทางปฏิบัติข้อนี้ตระหนักถึงระดับของสถานการณ์ท่ีจะต้องได้รับการแก้ไขโดยมีการกากับที่ดี และมี
รูปแบบการเผชิญเหตุท่ีจะไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงนาคู่ขัดแย้งมาสู่การแสวงหาทางออกร่วมกัน
นอกจากนี้ การเยียวยาหรือติดตามผลความขัดแย้งก็เป็นเร่ืองสาคัญ โดยเยียวยาผู้แพ้ด้วยความใจกว้าง
ของผู้ชนะ หรือการเยียวยาซึ่งกันและกัน เพ่ือให้เกิดการคืนดี หรือคืนสันติสู่จิตใจ ผลเสียที่เกิดจากความ
ขัดแย้งจะได้หมดไปภายหลังการแก้ไขความขัดแย้งแล้ว ตลอดจนปฏิบัติตามข้อตกลงและขจัดเง่ือนไข
ความขัดแยง้ ให้บางเบาหรอื หมดไป

สันติวิธีจะไม่พยายามค้นหาว่าใครผิดใครถูก หรือใครดีใครไม่ดี แต่จะพยายามหาทางออกจาก
ความขัดแย้งสู่ข้อตกลงร่วมกันเป็นหลัก และเมื่อได้จุดประสงค์ร่วมกันแล้ว ขั้นต่อไปก็คือพยายามหา
วิธกี ารสูก่ ารบรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน เมื่อตกลงจุดประสงค์ร่วมกันได้แล้วการค้นหาวิธีการมักจะเป็นไปได้
ในที่สุด สันติวิธีจะได้ผลต้องอาศัยเวลาและความอดทน เพราะมักไม่ให้ผลทันทีทันใด เน่ืองจากไม่ได้มุ่ง
แก้ป๎ญหาเฉพาะหน้า แต่ให้ผลในระยะยาวและย่ังยืนมากกว่าวิธีรุนแรงที่ให้ผลทันใจ แต่ป๎ญหาก็มิได้หมด
ไปและยงั คงความรุนแรงอยู่ต่อไป

หนา้ | 74

บทท่ี 6
จิตอาสาและสานกึ สาธารณะ

“...ใครตอ่ ใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตวั เพือ่ สว่ นรวม อนั นีฟ้ งั จนเบื่อ
อาจราคาญดว้ ยซา้ ว่า ใครต่อใครกม็ าบอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม

อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยเู่ รื่อย... แล้วส่วนตวั จะไดอ้ ะไร
ขอใหค้ ิดว่าคนที่ใหเ้ พ่ือส่วนรวมนนั้ มไิ ด้ใหส้ ่วนร่วมแต่อย่างเดียว
เปน็ การใหเ้ พื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศยั ได.้ ..”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว รชั กาลท่ี 9
ในพิธพี ระราชทานปรญิ ญาบัตร มหาวิทยาลัยขอนแกน่ 2514

แนวคิด “จิตอาสา” และ “จิตสาธารณะ” เปน็ หนงึ่ ใน 5 แนวคิดรากฐานประชาธิปไตย เพ่ือสร้าง
ความเป็นเมืองที่มีเปูาหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย มีวิถีการ
ปฏิบัติของการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยภายใต้บริบทสังคมวัฒนธรรมไทย ท่ีจะนาไปสู่สังคมสันติสุขท่ี
อุดมด้วยสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและ
ประเทศชาติ

จิตอาสาทาให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นสังคมที่มีการให้และแบ่งป๎นซ่ึงกันและกัน
คานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นท่ีตั้ง ซ่ึงต้องขับเคลื่อนท้ังระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเรียน เพราะจิต
อาสาและจติ สาธารณะเป็นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคอ์ ย่างหนง่ึ ทจ่ี ะต้องปลูกฝง๎ อย่างต่อเน่ือง การสร้างจิต
สาธารณะของพลเมือง จะต้องมีการสรา้ งความคดิ ในเชิงสร้างสรรค์เพ่ือสังคม และส่งเสริมให้มีการยึดหลัก
ความดีในการดาเนินชีวิต เกิดพฤติกรรมที่แสดงออกมาต่อสาธารณชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่า
กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ทงั้ ทางตรงและทางอ้อมต่อสังคมส่วนรวม

จิตอาสาเป็นคาใหม่ท่ีถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิท่ีภาคใต้ของไทยปลายปี
2547 โดยมองว่างานอาสาสมัครเป็นหน่ึงช่องทางสาคัญที่นาไปสู่การมีจิตสานึกใหม่หรือจิตวิวัฒน์ (new
consciousness) จึงเลือกผสมคาว่า “จิต” กับคาว่า “อาสา” และเลือกใช้คาภาษาอังกฤษว่า
“volunteer spirit” หรอื “volunteer mind”

หน้า | 75

ความหมายของจิตสานึก จติ อาสา และจติ สาธารณะ

จติ สานกึ (consciousness) เป็นความรสู้ ึกนกึ คิดภายในบุคคลท่ีเม่ือเกิดข้ึนแล้วยากจะหายหรือ
หมดไป คนที่มีจิตสานึกที่ดีจะประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสม และใช้จิตสานึกของตนเพื่อประโยชน์ต่อสิ่ง
ต่างๆ เช่น บุคคลท่ีมีจิตสานึกด้านระเบียบวินัย จะไม่ขับรถผิดกฎจราจร บุคคลท่ีมีจิตสานึกสาธารณะจะ
ไม่ขีดเขียนในสถานท่ีสาธารณะ จิตสานึกจึงเป็นเร่ืองท่ีตระหนักรู้ด้วยตนเอง เป็นพฤติกรรมภายในที่
เกี่ยวกบั ความรสู้ ึก ความคดิ ความปรารถนาตา่ งๆ และสามารถตอบสนองต่อสิ่งตา่ งๆ

จิตสานึก หมายถึง เป็นภาวะท่ีจิตตื่นและรู้ตัว รู้ว่าทาอะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร สามารถ
ตอบสนอง ตอ่ สงิ่ เร้าจากประสาทสัมผสั ท้งั 5 คอื รปู เสียง กลิน่ รส และสิ่งทส่ี ัมผสั ได้ด้วยกาย

จิตอาสา (volunteer mind) มุ่งเน้นถึงการให้ การเป็นผู้ให้หรือผู้บริจาค เสียสละท้ังแรงกาย
แรงใจ หรือกาลงั สมอง กาลังทรัพยต์ ่างๆ เพ่อื ส่วนรวม ทีช่ ่วยทาให้เกิดสานึกท่ีดีและเห็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
มากขนึ้ (สถาบนั พระปกเกลา้ , 2558, หน้า 43)

“อาสาสมคั ร” สาหรับคาวา่ อาสาสมัครนนั้ เปน็ คาทีใ่ ช้เรยี กบุคคลที่มีจติ อาสา เสยี สละทางานเพ่ือ
ส่วนรวมโดยไม่รับผลประโยชน์ใดๆ ผู้ที่เป็นอาสาสมัคร จึงเป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ ทั้งเวลา แรงกาย
แรงใจ ช่วยเหลือผอู้ น่ื หรือสังคม โดยไมห่ วงั ผลตอบแทน

จิตอาสา หมายถึง ความสานึกของบุคคลท่ีมีต่อส่วนรวม เป็นจิตที่เป็นผู้ให้ คิดดี คิดทางบวก มี
ความหวงั ดตี ่อผอู้ นื่ เปน็ ความสมัครใจ เตม็ ใจ ต้ังใจทา อยากช่วยเหลือ โดยไม่หวังผลตอบแทน และส่งผล
ใหเ้ กดิ ความสุขทางจติ ใจ ผูท้ ่ีมจี ิตสาธารณะจะแสดงพฤติกรรมที่อาสาทาประโยชนเ์ พอ่ื ส่วนรวม การงดเว้น
การกระทาท่ีจะส่งผลให้เกิดความชารุดเสียหาย การมีส่วนร่วมดูแลรักษาและเคารพสิทธิของบุคคลอ่ืนใน
การใชท้ รัพยส์ ินสว่ นรวม (วชิ ัย วงษใ์ หญ่, ม.ป.ป., หน้า 1)

จิตสาธารณะ (public mind) หมายถึง การตระหนักรู้ และคานึงถึงการมีส่วนรวมร่วมกัน ที่จะ
ทาสงิ่ ใดสงิ่ หนงึ่ เพือ่ ประโยชน์สว่ นรวม หรือการคานงึ ถึงผู้อ่ืนท่ีมีความสัมพันธ์ท่ีเป็นสังคมเดียวกัน เป็นการ
แสดงออกเพ่ือสังคมส่วนรวม การบริการชุมชน การทาประโยชน์เพื่อสังคม ถ้าเป็นวัตถุหรือสิ่งของทุกคน
สามารถใชป้ ระโยชน์ร่วมกันได้ จิตสาธารณะจงึ เปรยี บไดก้ บั ความรสู้ กึ นึกคดิ ถงึ การเป็นเจ้าของในส่ิงท่ีเป็น
สาธารณะรว่ มกนั การใชส้ ิทธิและหน้าท่ีที่จะดแู ล รวมทั้งการบารุงรกั ษาสิง่ ของทีเ่ ป็นส่วนรวมร่วมกนั

ขอ้ สงั เกต ความแตกต่างระหว่าง “จติ อาสา” กบั “จติ สาธารณะ”
“จิตอาสา” เปน็ การให้ การเสียสละ ทากิจกรรมเพ่ือสาธารณะประโยชน์ หรือส่ิงที่เป็นประโยชน์
แกผ่ ูอ้ ่ืน โดยไมห่ วังผลตอบแทน ดา้ นหน่งึ ก็เพือ่ เป็นการฝึกฝนตนเองเพอื่ ลดอตั ตาตนเอง
ในขณะที่ “จิตสาธารณะ” นอกจากการอุทิศตนเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม ยังรวมถึงการใช้และ
รักษาสิ่งของท่ีเป็นส่วนรวมอีกด้วย ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วมีความเข้าใจว่า “จิตอาสา” กับ “จิตสานึก
สาธารณะ” เปน็ คาเดียวกนั แต่แท้จรงิ แลว้ มีความแตกตา่ งกัน

หนา้ | 76

ความสาคญั ของจิตอาสา

1. ทาใหบ้ คุ คลมีความคดิ ข้ันสูงชว่ ยยกระดบั จติ ใจท่เี ปย่ี มไปด้วยเมตตา เพราะจิตอาสามุ่งเน้นการ
ให้มากกว่าการรับ ทาให้ได้พบความสุขท่ีเกิดจากการให้ ซ่ึงเป็นความสุขที่มีคุณค่ากว่าความสุขที่เกิดจาก
การได้รบั

2. บุคคลที่มีจิตอาสาย่อมเป็นท่ีรักใคร่ของบุคคลรอบข้าง เพราะมองเห็นคุณค่าในความดีท่ีมีอยู่
ในบุคคลนั้น มากกวา่ มูลค่าของทรพั ยส์ ินใดๆ นอกจากน้ยี งั เปน็ การผูกมติ รแทไ้ ด้อย่างย่ังยนื

3. ทาให้สังคมมีการแบ่งป๎น การช่วยเหลือเก้ือกูลซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันดูแลรักษาสิ่งของ
สาธารณะเพ่ือการใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกัน รวมทั้งสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั

4. ทาให้สังคมน่าอยู่และเป็นสังคมคุณภาพท่ีทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ
กัน

ลกั ษณะและองค์ประกอบของจติ สาธารณะ

จิตสาธารณะเป็นสิ่งสาคัญในการปลูกจิตสานึกให้คนร่วมแรงร่วมใจ เสียสละ ร่วมมือในการทา
ประโยชน์เพ่ือส่วนรวม ช่วยลดป๎ญหาที่เกิดข้ึนในสังคม ช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นหลักการใน
การดาเนินชวี ิต ช่วยแก้ป๎ญหาและสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคม ประชาชนจึงจาเป็นต้องพัฒนา
ไปส่กู ารเปน็ บุคคลทม่ี ีจิตสาธารณะ ที่มลี ักษณะสาคญั ดังน้ี

1. รู้จักหน้าที่ของตนเองท้ังมีความรับผิดชอบในส่วนของตน ไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหาย
ใหก้ บั ผูอ้ ่นื เชน่ การไมเ่ อาเปรียบผูอ้ น่ื การไมป่ ระพฤตคิ ดโกงเปน็ จติ สานกึ ในความรับผดิ ชอบต่อตนเอง

2. แสดงออกซ่ึงความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม สรา้ งสรรคส์ ่ิงท่ดี ใี ห้เกดิ ในสังคมและการไม่ทาลายสังคม
ไม่ว่าทางใดก็ตาม เช่น รักษากฎระเบียบที่ดีงาม อยู่ภายใต้และปฏิบัติตามกฎหมาย ช่วยเหลือผู้อ่ืนตาม
กาลังและความสามารถของตนเอง มีส่วนร่วมและส่งเสริมการพัฒนาไปสู่สังคมที่ดีข้ึน หรือการมีส่วนร่วม
ในการออกกฎระเบยี บของสงั คม

3. รกั ษาทรพั ย์สมบัตแิ ละผลประโยชนข์ องชมุ ชนและสังคม หรือการเข้าไปมีบทบาทในการรักษา
ประโยชน์ของส่วนรวม หรือการช่วยเหลือผู้อื่นและร่วมมือกับคนอ่ืนในการแก้ป๎ญหา และสร้างสรรค์
ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม

4. มีสานึกต่อส่วนรวม รู้ถึงผลกระทบต่อส่วนรวมท้ังทางตรงทางอ้อมจากการตัดสินใจหรือการ
กระทาของตน

5. ไม่ทาตนเป็นภาระต่อผู้อื่นและสังคม มุ่งมั่นปรับปรุงการปฏิบัติหน้าท่ีให้ดีย่ิงข้ึน มี
ประสิทธภิ าพอยา่ งเตม็ กาลังความสามารถ

บางครัง้ ผ้คู นมักคดิ ว่าการมจี ิตสาธารณะคือการทาอะไรเพ่อื สว่ นรวมเทา่ น้นั แตก่ ารมีจิตสาธารณะ
ไดต้ ้องเรม่ิ ต้นจากตนเอง คอื การมสี านกึ เรมิ่ ตน้ จากการทาหน้าท่ีที่ตนพึงปฏิบัติต่อส่วนรวมให้สมบูรณ์เป็น
สาคัญ การปราศจากหน้าที่อันพึงกระทาต่อสังคมแล้ว อาจกลายเป็นผู้ที่สร้างป๎ญหาความเดือดร้อนให้

หน้า | 77

สังคม เบียดเบียนส่วนรวม เอาเปรียบผู้อ่ืน บริโภคหรือใช้ส่ิงที่เป็นสาธารณะโดยไม่คานึงถึงส่วนรวม ซ่ึง
กลายเป็นรากฐานของพฤตกิ รรมไม่รับผดิ ชอบตอ่ หน้าที่ เอารดั เอาเปรยี บ กอบโกยผลประโยชน์ของตนเอง
แต่ฝาุ ยเดยี ว ซ่งึ เป็นภาระต่อผ้อู ื่นและสงั คมในท่ีสุด

ความสัมพนั ธร์ ะหว่างจติ อาสากบั จิตสาธารณะ

“จิตอาสา” (volunteer mind) หมายถึง จิตใจท่ีคิดช่วยเหลือผู้อ่ืน จิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้
สงิ่ ของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือด้วยกาลังแรงกาย แรงสมอง ซ่ึงเป็นการเสียสละส่ิงท่ีตนเองมี แม้กระทั่ง
เวลา โดยมปี ๎ญญาเป็นเคร่ืองกากับ เป็นการกระทาที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมหลัก 3
ด้าน ได้แก่ 1) การช่วยเหลือผู้อ่ืนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 2) การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือประโยชน์
สว่ นรวม และ 3) การมุ่งมน่ั พฒั นาสง่ิ รอบตวั ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงที่ดีข้นึ

“จิตสาธารณะ” (public mind) บางครั้งอาจใช้คาว่า “จิตสานึกสาธารณะ” หมายถึง จิตใจท่ี
คานึงถึงส่วนรวมร่วมกัน คานึงถึงบุคคลอ่ืนที่ต่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นหน่ึงเดียวกัน รวมท้ังมีความ
สานึกและยึดม่ันในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประหยัด และมี
ความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่งผลทาให้แสดงพฤติกรรมหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) การงดเว้นการ
กระทาท่ีจะส่งผลทาให้เกิดความชารุดเสียหายของทรัพย์สินส่วนรวม 2) การมีส่วนร่วมดูแลทรัพย์สิน
ส่วนรวม 3) การเคารพสิทธขิ องบคุ คลอื่นในการใชท้ รัพย์สินส่วนรวม บางครง้ั หมายถึงจติ อาสา

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตอาสากับจิตสาธารณะ ถ้าใช้มุมมองของการคิดท่ีเป็นระบบ
ไม่มองแยกส่วน จะพบว่า จิตอาสาและจิตสาธารณะเป็นส่ิงท่ีเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน การมีจิตอาสาทาให้
แสดงพฤติกรรมออกมาซึ่งอาจเป็นประโยชน์ระดับส่วนบุคคลหรือในระดับส่วนรวม ถ้าเป็นประโยชน์ต่อ
ส่วนรวมส่งิ น้ันจะกลายเปน็ จิตสาธารณะ ส่วนการมีจิตสาธารณะบางครั้งต้องอาศัยจิตอาสาเป็นส่ิงกระตุ้น
ให้แสดงพฤติกรรมเชน่ กัน

จากการวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะหพ์ ฤติกรรมสาคญั ของจิตอาสาและจิตสาธารณะ พบว่าท้ังจิตอาสา
และจิตสาธารณะมีองค์ประกอบท่ีเป็นรากฐานร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ 1) การให้ 2) การไม่เบียดเบียน
และ 3) การมุ่งประโยชน์ ดังตาราง

หน้า | 78

ตาราง 2 องค์ประกอบท่เี ปน็ รากฐานร่วมกันของจติ อาสากบั จิตสาธารณะ

องค์ประกอบท่ีเป็นรากฐานรว่ มกัน

ประเดน็ พฤตกิ รรมหลัก การให้ การไม่ การมงุ่

เบียดเบยี น ประโยชน์

จิตอาสา 1) การชว่ ยเหลอื ผูอ้ ่นื โดยไมห่ วังส่ิงตอบแทน  
จติ สาธารณะ 2) การเสยี สละประโยชน์สว่ นตนเพอ่ื ประโยชน์
 
สว่ นรวม
3) การมงุ่ ม่นั พัฒนาสิง่ รอบตัวให้เกิดการ  

เปล่ยี นแปลงที่ดีข้ึน  
1) การงดเว้นการกระทาทจ่ี ะส่งผลทาให้เกดิ
 
ความชารุดเสยี หายของทรัพย์สนิ สว่ นรวม  
2) การมสี ่วนรว่ มดแู ลรักษาทรัพยส์ ินส่วนรวม
3) การเคารพสทิ ธขิ องบคุ คลอ่ืนในการใช้

ทรพั ย์สนิ สว่ นร่วม

ทม่ี า : วิชยั วงษ์ใหญ,่ ม.ป.ป., หน้า 3.

ประโยชน์และต้นทนุ ของการมจี ิตสาธารณะ

ประโยชน์ของการมีจิตสาธารณะตอ่ บุคคลและสังคม
ตอ่ บคุ คล
1. ทาให้บคุ คลเป็นท่ียอมรบั ของสังคม เปน็ การเพ่มิ คุณค่าให้กับตนเอง
2. ให้บุคคลได้ฝกึ ฝนพัฒนาตนเอง ทงั้ ด้านรา่ งกาย จติ ใจและทัศนคติ
3. เปน็ แบบอยา่ งดีท่ใี นสงั คม
ต่อสังคม
ประเทศไทยพัฒนาไปได้อยา่ งรวดเรว็ ชุมชนเข้มแข็ง เกิดพลังสร้างสรรค์สงั คม และปลอดภัยจาก
ท้ังภายในและภายนอกประเทศ
สง่ิ ทตี่ ้องเสยี สละ หรอื เป็นต้นทนุ ของจติ สาธารณะ
การพัฒนาตนให้เป็นผู้มีจิตสาธารณะหรือการสร้างสังคมอุดมจิตสาธารณะ ต้องใช้เวลาในการ
พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองสม่าเสมอ จึงมีสิ่งที่ต้องเสียสละหรือเป็นต้นทุนบางประการท่ี
ต้องเสียไป เช่น การเสียสละเวลาและงบประมาณ อดทนต่อการถูกต่อต้านจากความคิดเดิมหรือวิธีการ
เดิม การต่อสู้กับสง่ิ ที่ไม่เป็นธรรมเนียมปฏบิ ัตใิ นสังคม การเสียทรพั ย์สินหรอื ความรู้สึก

หน้า | 79

ผู้ที่มีจิตสาธารณะต้องเสียสละแรงกาย แรงใจในการทางาน การทางานเพื่อสังคมน้ันไม่ได้
ค่าตอบแทน อีกท้ังบางครั้งยังต้องเสี่ยงต่อความไม่เข้าใจของครอบครัว ต้นทุนบางประการอาจเป็น
รปู ธรรม เชน่ เวลา ทรพั ยส์ ิน เงินทอง สขุ ภาพ หรือความเหน็ดเหนอื่ ย และท่เี ป็นนามธรรม เช่น โอกาสใน
การไปทาสง่ิ อน่ื เพ่อื ประโยชน์ตอ่ ตนเอง หรือการสูญเสียพลังใจ

ผลจากการขาดจติ สาธารณะ

การละเลยไม่ใส่ใจคิดว่าไม่ใช่เร่ืองของตนเอง หรือการคิดว่าสิ่งที่ตนทาเป็นเรื่องของตนเอง ไม่
เกยี่ วกบั ใคร เป็นเรื่องที่ต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าสิ่งที่บุคคลกระทาในฐานะเป็นสมาชิกของ
ชมุ ชน สังคม และเป็นพลเมืองของประเทศนั้น ตา่ งส่งผลกระทบบางประการเสมอ ดังน้ี

1. ผลกระทบต่อบุคคล ได้แก่ การสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่น
ถกู ลงโทษ ถกู จบั ปรบั หรอื ทางานไมป่ ระสบความสาเร็จ

2. ผลกระทบต่อครอบครัว ได้แก่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่สมาชิกในครอบครัว มีผลต่อ
ความสมั พนั ธข์ องสมาชิกในครอบครวั การแกง่ แยง่ ทะเลาะเบาะแว้ง

3. ผลกระทบระดับองค์กร ได้แก่ บรรยากาศของความสัมพันธ์ของสมาชิกในองค์กร การแบ่ง
พรรคแบ่งพวก การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น การเบียดเบียนสมบัติขององค์กรเป็นสมบัติส่วนตน องค์กรไม่
ก้าวหน้า ประสิทธภิ าพและคุณภาพของงานลดลง

4. ผลกระทบระดับชุมชน ได้แก่ ชุมชนอ่อนแอ ขาดการพัฒนา เพราะต่างคนต่างอยู่ นานไปก็
เสอ่ื มลง เกดิ อาชญากรรมในชุมชน ขาดการรวมใจในการแกไ้ ขปญ๎ หา คนในชมุ ชนมองแต่ป๎ญหาของตัวเอง
ขาดผู้อาสานาพาการพัฒนาเพราะกลัวเสียทรัพย์ เสยี เวลา หรอื เป็นทคี่ รหา

5. ผลกระทบระดับชาติ ได้แก่ การขาดการพัฒนาในระดับชาติ เกิดวิกฤตการณ์ไม่มีการ
แกป้ ญ๎ หาอยา่ งจรงิ จัง เกดิ การเบียดเบียนทาลายทรัพยากรธรรมชาติและสมบัติส่วนรวม ประเทศตกอยู่ใน
สภาพล้าหลัง มาตรการใดๆ ก็ใช้ไม่ได้ผล เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ขาดพลังของคนใน
สังคม แบง่ ฝก๎ ฝาุ ย เห็นแกป่ ระโยชนข์ องกลุ่มและพวกพ้อง เกิดการทจุ รติ คอรัปช่นั

คุณคา่ อ่ืนทส่ี าคญั ใกลเ้ คยี งหรือขดั แยง้ กับจติ สาธารณะ

1. ต้นทุน ดังกล่าวมาแล้วว่า การเป็นผู้มีจิตสาธารณะ มีการใช้ต้นทุนบางประการเพื่อได้มาซึ่ง
ประโยชน์ของการเป็นผู้มีจิตสาธารณะน้ัน ท้ังที่เป็นรูปธรรม เช่น เวลา ทรัพย์สิน เงินทอง สุขภาพ หรือ
ความเหน็ดเหนื่อย และที่เป็นนามธรรม เช่น โอกาสในการไปทาส่ิงอื่นเพ่ือประโยชน์ต่อตนเอง หรือการ
สญู เสียพลงั ใจ

2. ความเสี่ยง ความเส่ียงที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้มีจิตสาธารณะ ทั้งด้านร่างกาย ทรัพย์สิน หรือด้าน
อื่นๆ ทาให้ผ้คู นตัดสินใจไม่ทาประโยชน์ต่อส่วนรวมได้

หน้า | 80

3. กฎหมาย ในประเทศที่ยึดหลักกฎหมายเป็นแนวทางการบริหารจัดการ การใช้กฎหมาย
ฟูองร้อง หรือการปูองกันตนเองโดยใช้หลักการทางกฎหมาย ส่งผลให้ผู้คนต่างหลีกเลี่ยงการถูกฟูองร้อง
ซึ่งอาจถูกฟูองแม้กระทาการด้วยความปรารถนาดี อันนามาซึ่งการเสียเวลาและทรัพย์สินเงินทองในการ
ต่อสูท้ างกฎหมาย และสิ่งน้สี ง่ ผลต่อภาวะตัวใครตัวมัน และไร้นา้ ใจในบางสังคม

4. วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ข้อปฏิบัติทางศาสนา และความเชื่อ ส่งผล
การเขา้ เปน็ ผ้ทู ม่ี ีส่วนร่วมทางสงั คมหรือเป็นผู้ท่ีมีจิตสาธารณะได้ทั้งสิ้น ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีสังคมต้องคานึงถึง และ
ใหค้ วามเคารพตอ่ ความเชือ่ และการถือปฏิบัติเหลา่ น้นั เสมอ

ปจั จยั ท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ การมีจิตสาธารณะ

วิถีการดาเนินชีวิตของบุคคลในสังคม และสภาพแวดล้อม ต้ังแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม
ต่างเปน็ ป๎จจยั ที่มีอิทธพิ ลต่อการมจี ติ สาธารณะ

1. ป๎จจัยภายใน เป็นสานึกของแต่ละบุคคลในการพิจารณาตัดสินคุณค่าและความดีงาม เป็นผล
ทางจติ ใจ

2. ป๎จจัยภายนอก เป็นป๎จจัยที่อยู่รอบตัว ทั้งบุคคล ชุมชน และสังคม รวมท้ังวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชอ่ื กฎหมาย ศาสนา รวมทั้งสือ่ สารมวลชนสง่ ผลตอ่ จิตสานึกด้านตา่ งๆ

หลักการในตัดสนิ ใจตอ่ คณุ คา่ ที่สาคัญใกลเ้ คยี งหรอื ขัดแยง้ ต่อการมจี ิตสาธารณะ

1. หลักสิทธิ เสรีภาพ หลักสิทธิส่วนบุคคลต้องไม่ถูกละเมิด ขณะเดียวกันผู้ท่ีรักษาความเป็น
ส่วนตัวต้องตระหนักว่าความเป็นส่วนตัวสูงที่มากเกินไปและขาดการพบปะสังสรรค์ ทาให้จะทาให้บุคคล
ขาดการสรา้ งแรงบันดาลใจ ขาดการกระตนุ้ ใหเ้ กิดการเตบิ โตทางปญ๎ ญา และอารมณ์

2. หลักประโยชน์ส่วนรวม หลักประโยชน์ส่วนรวมต้องได้รับการรักษาให้ดารงไว้ หากผู้คนใน
สังคมเห็นความสาคัญของสิทธิส่วนบุคคลหรือความเป็นส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมแล้ว จะไม่มีใครพิทักษ์
ประโยชน์ส่วนรวมทั้งท่ีเป็นทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุ ส่ิงของ วัฒนธรรม ท้ังสิ่งท่ีเห็นได้และเห็นไม่ได้ ซ่ึง
ท้ังหมดคือส่วนหนึง่ ของชวี ติ ทุกคน ของสาธารณะไมม่ ีคนรักษา สิทธิของชุมชนไม่มีคนปกปูอง ชุมชนเส่ือม
โทรมไมม่ คี นใส่ใจ เพราะหนว่ ยงานรฐั ไมส่ ามารถดแู ลได้ครอบคลุม เป็นตน้

การพฒั นาจิตสาธารณะ

การสร้างจิตสาธารณะ เป็นความรับผิดชอบในตน การสร้างจิตสาธารณะในจิตใจสามารถเรียนรู้
จากการปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี

1. การสร้างวนิ ัยในตนเอง เปน็ การตระหนักถึงการมีส่วนรว่ มในระบบประชาธิปไตย รู้ถึงขอบเขต
ของสทิ ธิ เสรีภาพ หนา้ ท่ี ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

2. การให้ความสาคัญต่อส่ิงแวดล้อม ตระหนักเสมอว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของสังคม ต้องมีความ
รับผิดชอบในการรกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม ซึ่งเปน็ เรื่องของส่วนรวม ทัง้ ต่อประเทศชาติ และโลกใบน้ี

หน้า | 81

3. การตระหนักถึงป๎ญหาและผลกระทบที่เกิดข้ึนกับสังคม ให้ถือว่าเป็นป๎ญหาของตนเองเช่นกัน
อย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ต้องช่วยกันแก้ไข เช่น ช่วยกันดาเนินการให้โรงงานอุตสาหกรรมสร้างบ่อพักน้าทิ้ง
ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งนา้ สาธารณะ

4. การยึดหลักธรรมในการดาเนินชีวิต เพราะหลักธรรมหรือคาสั่งสอนในทุกศาสนาท่ีนับถือสอน
ให้คนทาความดีท้ังส้ิน ถ้าปฏิบัติได้ก็จะทาให้ตนเองมีความสุข นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ดว้ ย ทาให้เราสามารถอยู่ในสงั คมได้อย่างมคี วามสุข

การคลุกคลีอยู่กับความถูกต้อง การปลูกฝ๎ง การอบรม การฝึกปฏิบัติ การได้เห็นตัวอย่างท่ี
ประทบั ใจ จะช่วยพฒั นาจิตสานึกสาธารณะได้ ดงั นี้

1. ครอบครัวท่ีอบอุ่น มีความรัก ความเข้าใจ มีการสื่อสารท่ีดี ช่วยให้เกิดจิตสานึก เห็น
ความสาคัญของส่วนรวม การดูแลรับผิดชอบสมบัติส่วนรวม การแบ่งป๎นโอกาสในการใช้ของส่วนรวมให้
ผอู้ ื่น โดยเร่ิมจากคนในครอบครวั จะชว่ ยลดการเห็นแก่ประโยชน์สว่ นตน และพัฒนาจิตสาธารณะ

2. สถาบันการศึกษาท่ีพัฒนาสานึกส่วนรวม การไม่เอาเปรียบ ไม่มุ่งหวังกอบโกย ไม่มุ่ง
ความสาเรจ็ ในวชิ าชีพทีป่ ราศจากพื้นฐานทางจรยิ ธรรม จะพฒั นาไปสกู่ ารมจี ติ สาธารณะได้

3. ศาสนา เพ่ือสร้างความอ่อนโยนในจิตใจ ให้เห็นประโยชน์สุขของสังคมส่วนใหญ่ จะพัฒนา
จิตสานึกเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ รู้จักปฏิบัติหน้าท่ีอย่างถูกต้อง ทาให้ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างแก่คนใน
สังคมในด้านการชว่ ยเหลอื ส่วนรวม

4. สอ่ื มวลชน เปน็ สถาบันทม่ี อี ิทธพิ ลต่อความคิดและการรบั รู้ของประชาชน การนาเสนอตัวแบบ
ท่ดี ี และความไมเ่ หมาะสมของตวั แบบท่ีไมด่ ี จะช่วยสร้างความเขา้ ใจและพฒั นาจิตสานกึ ทถี่ ูกต้องได้

ในระดบั บุคคล สามารถมบี ทบาทส่งเสรมิ การมจี ติ สาธารณะได้ ดังน้ี
1. เป็นผู้เริ่มต้นการเป็นผู้มีจิตสาธารณะ และขยายผลไปสู่สังคมจากครอบครัว สถานศึกษา
ชุมชน และสงั คม
2. บุคคลต้องทาหน้าทีแ่ ละพงึ่ พาตนเองในฐานะสมาชิกของสังคมทุกระดับ เช่น ในฐานะพลเมือง
ที่ทาหน้าท่ีของตนอย่างดีอยู่ในระเบียบวินัยและไม่เอาเปรียบ ช่วยเหลือและตักเตือนแนะนาอย่าง
เหมาะสมเมือ่ เพือ่ นทาผดิ
3. เคารพสิทธิบุคคลอ่ืน รักษาของส่วนรวมและทรัพย์สินสาธารณะ ใส่ใจ และเข้ามีส่วนร่วมใน
ประเด็นส่วนรวมระดบั ประเทศ
สังคมพลเมืองเป็นสังคมท่ีประกอบด้วยพลเมือง หรือสังคมท่ีประกอบด้วยประชาชนที่มีสานึก
พลเมือง ซึ่งจิตสาธารณะเป็นส่วนหน่ึงของสานึกพลเมือง เป็นการทางานเพ่ือตอบประโยชน์ตนเองและ
สังคม มกี ารพฒั นาให้จิตอาสาเติบโตจนเป็นสานึกพลเมือง พัฒนาเช่ือมโยงให้อาสาสมัครหรือคนในชุมชน
เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นส่วนตัวและประเด็นส่วนรวม และตระหนักถึงความสาคัญในการทา
กจิ กรรมเพอ่ื สาธารณะ หรอื ส่วนรวม เน้นประโยชน์ส่วนรวมมากกวา่ ประโยชนส์ ว่ นตัว

หนา้ | 82

โครงการในบทบาทหนา้ ทข่ี องพลเมอื ง
แนวทางการทาโครงการในบทบาทหน้าทข่ี องพลเมอื งเพ่ือพฒั นาจิตสาธารณะ

ให้นักศึกษาศึกษาโครงการมีสว่ นร่วมในการแก้ไขป๎ญหาชุมชน (โครงการสร้างสานกึ พลเมือง)
ตามกระบวนการและข้นั ตอน ดังน้ี

ขั้นท่ี 1 การระบปุ ัญหาในชุมชน เปน็ ขน้ั ทมี่ ุ่งกระตุ้นให้นักศึกษาเสนอป๎ญหาที่ตนรับรู้ สนใจและ
ต้องการศึกษา และร่วมกันระบุป๎ญหาท่ีเกิดข้ึนในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความ
คิดเห็น

ขั้นที่ 2 การคัดเลือกปัญหา เป็นขั้นของการคัดเลือกป๎ญหาที่กลุ่มเห็นว่ามีความสาคัญที่สุดเพียง
1 ป๎ญหา เพ่ือกลุ่มจะได้ร่วมกันแก้ไขป๎ญหา โดยกลุ่มจะได้ทบทวนเกณฑ์หรือหลักการท่ีจะนามาใช้ในการ
คัดเลือกป๎ญหาให้เป็นท่ีเข้าใจตรงกัน ทุกข้ันตอนของการคัดเลือกป๎ญหาจะดาเนินการด้วยกระบวนการ
ฉันทามติ เปิดโอกาสให้ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แลกเปล่ียนความคิดเห็นเกี่ยวกับป๎ญหากันได้อย่าง
เสรี

ขั้นที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูล และลงพื้นท่ีภาคสนาม เพื่อนามาพัฒนาเป็นแนวทางแก้ไข
ปญ๎ หา และดาเนนิ การตามปญ๎ หาทค่ี ัดเลือก นกั ศึกษาควรทบทวนแหล่งข้อมูลท่ีเกี่ยวข้อง การค้นหาข้อมูล
เพ่มิ เตมิ เพ่อื ให้เกดิ ความเข้าใจทชี่ ดั เจนยง่ิ ขึ้น และได้ลงพื้นทีภ่ าคสนามเพ่ือดาเนินการแก้ไขป๎ญหาในระดับ
ความสามารถของนกั ศึกษา

ข้ันที่ 4 การพัฒนาและการจัดทารายงาน เป็นข้ันของการพัฒนาข้อมูลท่ีได้จากการลงพื้นท่ี
ภาคสนามมาเขียนเป็นรายงานผลการดาเนินงาน ซึ่งอาจจัดทาในรูปบอร์ดนิทรรศการ แฟูมสะสมผลงาน
หรอื information graphic (infographic)

ข้ันที่ 5 การนาเสนอผลการดาเนินงาน เป็นการนาเสนอผลการดาเนนิ งานต่อสาธารณะในท่ีน้ีคือ
ชัน้ เรยี น สถาบันการศกึ ษา ชมุ ชนท่เี ป็นพ้นื ทเี่ ปาู หมาย หรอื หน่วยงานท่เี กีย่ วข้อง

ข้ันที่ 6 การสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้ เป็นการทบทวนประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจ
จากการเข้าร่วมกระบวนการสร้างสานึกพลเมืองท้ังก่อน ระหว่าง และหลังการดาเนินกิจกรรม รวมไปถึง
ความสาเร็จและข้อท้าทายต่างๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในกระบวนการทผ่ี า่ นมา เพ่ือใช้ปรับปรุงต่อไปในอนาคต อาจทา
ได้ท้ังรูปแบบการสรปุ บทเรียน (Wrap up) หรอื การถอดบทเรยี น (After Action Review: AAR)

จากกิจกรรมดงั กล่าว จะสะทอ้ นใหเ้ ห็นได้ว่าพลเมืองคือผ้ทู จี่ ะเปน็ พละกาลังสาคัญให้แก่บ้านเมือง
โดยพลเมืองสามารถมีส่วนร่วมได้หลายวิธี ท้ังในการคิด การตัดสินใจ รวมท้ังร่วมดาเนินการและร่วม
รับผิดชอบในกิจการของชุมชน ซึ่งกระบวนการสร้างสานึกพลเมืองน้ีจะเป็นการสร้างเสริมความรู้ ทักษะ
เจตคติ และการมีสว่ นรว่ มของภาคพลเมอื ง ทัง้ นีห้ ากนักศกึ ษาได้มีโอกาสร่วมทากิจกรรมที่พัฒนาจิตสานึก
สาธารณะ จะสามารถช่วยให้เกิดการเร่ิมต้นการมีส่วนร่วมในสังคม และสร้างสานึกความเป็นพลเมืองใน
ระบอบประชาธิปไตยไดต้ ่อไป

หน้า | 83

บรรณานุกรม

กนกวรรณ อุปลา. (ม.ป.ป.). เอกลกั ษณ์ไทย. ค้นเม่ือ 22 เมษายน 2563 จาก
https://sites.google.com/site/knkwrrnxupla/bth-thi1khwam-pen-thiy

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2561). รายงานวจิ ยั ข้อเสนอตัวชี้วัดการศึกษา
เพ่อื ความเปน็ พลเมอื งโลก ตามกรอบเปา้ หมายการพฒั นาท่ีย่ังยืน (Sustainable
Development Goal : SDG 4.7): กรณศี กึ ษาแนวทางการส่งเสรมิ ความเปน็ พลเมืองโลก.
กรุงเทพมหานคร: พรกิ หวานกราฟฟิค.

เกรียงศักด์ิ เจรญิ วงศศ์ ักดิ.์ (2547). การคิดแบบนักบรหิ าร, รายงานสรปุ การบรรยายหลักสตู รนายอาเภอ
รุ่นที่ 56 วนั ที่ 13 ธนั วาวคม 2547. โรงเรียนนายอาเภอ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย.

กลุ่มการศึกษาเพ่ือความเปน็ ไทย. (2561). สอ่ งวชิ าหน้าที่พลเมืองของไทยและต่างประเทศ. ค้นเมื่อ 20
เมษายน 2563 จาก https://elsiam.org/citizenship-education/

ถวลิ วดี บรุ ีกลุ และรชั วดี แสงมหะหมัด. (2555). ความเป็นพลเมืองในประเทศไทย. รายงานวิจัย, สถาบัน
พระปกเกล้า.

นภาพร แสงนิล. (2561). กลยทุ ธ์การเสริมสร้างคุณลกั ษณะความเป็นพลโลกใหก้ บั ผเู้ รียนโรงเรยี น
มธั ยมศกึ ษา จังหวดั น่าน. วิทยานพิ นธ์หลกั สูตรปรัชญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าผนู้ าทางการศึกษา
และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย,์ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.่

ปริญญา เทวานฤมติ รกลุ . (2556). การศึกษาเพอื่ สร้างพลเมือง (Civic Education). คน้ เมือ่ 20 เมษายน
2563 จาก https://www.learningcitizen.com/articles/62-782.html

ประยงค์ อ่อนตา. (ม.ป.ป.). ปญั หาสงั คม. คน้ เม่ือ 22 เมษายน 2563 จาก http://human.bsru.ac.th/
e-learning/@PWP%20to%20PDF/57%20Social/57%20Social%20Prayong.pdf

พลเมืองดจิ ทิ ัล. (ม.ป.ป.). ความเปน็ พลเมืองดิจิทัล : พลเมอื งแห่งศตรวรรษท่ี 21. คน้ เมื่อ 21 เมษายน
2563 จาก https://thaidigizen.com/digital-citizenship/ch1-digital-citizenship/

มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บณั ฑติ ย.์ (2559). รายงานการวจิ ัยเพ่ือจัดทาข้อเสนอเชงิ นโยบายการพัฒนาการศึกษา
เพอ่ื สร้างความเปน็ พลเมือง. รายงานวจิ ัย สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. ค้นเมือ่ 20
เมษายน 2563 จาก http://www.thaiedresearch.org/index.php/home/paperview/35

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงราย สานกั วชิ าบริหารรัฐกิจ. (ม.ป.ป.). รายวชิ า GEN1144 การเมอื งการ
ปกครองของไทย. เชียงราย: มหาวิทยาลัย.

ราชกิจจานเุ บกษา. (2544). ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เร่อื ง การกาหนดสญั ลกั ษณป์ ระจาชาตไิ ทย.
เลม่ 118 ตอนท่ี 99 ง วนั ที่ 11 ธันวาคม 2544, หน้า 1.

หนา้ | 84

ราชกจิ จานุเบกษา. (2560). รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย. เลม่ 134 ตอนท่ี 40 ก วันที่ 6 เมษายน
2560, หนา้ 4-75.

รชิ าร์ด พอล และลินดา เอลเดอร์, เดชา บญุ ค้า (แปล). (ม.ป.ป.). สมุดนาทางขนาดจ๋วิ สแู่ นวคดิ และ
เครื่องมือการคิดเชิงวิจารณญาณ. กรงุ เทพมหานคร: มลู นธิ ิเพ่ือการคดิ เชงิ วจิ ารณญาณ.

เลิศพร อดุ มพงษ.์ (ม.ป.ป.). การศกึ ษาเพ่ือสรา้ งความเป็นพลเมือง (Civic/Citizenship Education) ใน
การส่งเสริมบทบาทของภาคพลเมอื งในการเมอื งระบบตวั แทน: แนวทางท่ยี งั ยนื ผา่ น
ประสบการณจ์ ากตา่ งประเทศ. กรุงเทพมหานคร: สถาบนั พระปกเกล้า, สานกั วจิ ัยและพฒั นา.

วิชัย วงษ์ใหญ.่ (ม.ป.ป.) จิตอาสา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, บัณฑิตวิทยาลยั ,
อดั สาเนา.

ววิ ัฒชยั หล่มศรี และภาณุวฒั น์ ภักดวี งศ์. (ม.ป.ป.). ปฏริ ปู การเมือง รปู แบบการจัดการเรียนรู้เพ่อื พัฒนา
ความเปน็ พลเมือง ตามระบอบประชาธปิ ไตยของนักเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย. คน้ เม่ือ
21 เมษายน 2563 จาก http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1482863059.news

สถาบนั พระปกเกลา้ , ศูนยพ์ ัฒนาการเมืองภาคพลเมอื ง. (2559). พลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย,
เอกสารประกอบเวทีแลกเปล่ยี นเรียนรู้ความเป็นพลเมืองและการเมืองภาคพลเมือง. ลาพูน:
ผู้แต่ง.

สถาบันพระปกเกลา้ , สานกั สง่ เสรมิ การเมืองภาคพลพเมอื ง. (2558). รากฐานประชาธิปไตยเพอื่ พลเมือง
ไทยท่ีพงึ ปรารถนา – จติ สาธารณะ. กรงุ เทพมหานคร: ผแู้ ตง่ .

สถาบันสง่ เรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2561). สมรรถนะการอยู่ในสังคมโลก (Global
Competence) ใน PISA 2018, ใน ประเดน็ จาก PISA ฉบบั ที่ 26 (กุมภาพนั ธ์ 2561).

สมชาย แสวงการ. (2558). สรา้ งความเป็นพลเมอื งไทยในระบอบประชาธิปไตย. เอกสารวิชาการส่วน
บุคคล หลกั สูตรหลกั นติ ิธรรมเพ่อื ประชาธปิ ไตย ร่นุ ท่ี 3, วิทยาลัยรฐั ธรรมนูญ, ศาลรัฐธรรมนญู .
อดั สาเนา.

สยามรัฐ. (2561). ความเป็นพลเมอื ง. คน้ เม่ือ 20 เมษายน 2563 จาก
https://siamrath.co.th/n/29845

สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน. ภูมปิ ญั ญาไทย สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ เล่ม 23. คน้ เมอื่ 22
เมษายน 2563 จาก http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=
23&chap=1&page=chap1.htm

สุรพล ราชภัณฑารกั ษ,์ สมิหรา จติ ตลดากร, และวุฒิศกั ดิ์ ลาภเจริญทรพั ย์. (2546). เอกสาร
ประกอบการบรรยาย กระบวนวชิ า PS 706 สัมมนาเศรษฐกจิ และการเมืองไทย.
กรงุ เทพมหานคร: คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง.

สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการพลเรือน. (2557). การคิดเชิงกลยทุ ธแ์ ละการคิดเชงิ วิพากษเ์ พื่อ
ยกระดับการตดั สินใจ. กรุงเทพมหานคร: ผู้แต่ง.

หน้า | 85

สานักงานปลดั กระทรวงมหาดไทย, สถาบนั ดารงราชานภุ าพ. (2551). การจัดการความขัดแยง้ ดว้ ย
สนั ติวิธี. กรุงเทพมหานคร: ผ้แู ต่ง.

สานกั งานราชบัณฑิตยสภา. (2557). ความหมาย ราษฎร ประชาชน พลเมือง. ค้นเมอ่ื 20 เมษายน 2563
จาก http://www.royin.go.th/?knowledges=

สานกั งานเลขาธิการสภาผูแ้ ทนราษฎร. (2559). การเสริมสร้างความเป็นพลเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย.
กรงุ เทพมหานคร: สานกั การพิมพ์, ผแู้ ต่ง.

สานกั นายกรัฐมนตรี, สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ. (2553).
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). กรงุ เทพมหานคร: ผู้แตง่ .

หน้า | 86

หนา้ | 87


Click to View FlipBook Version