The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยความรู้สึกแปลกแยก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan28, 2022-09-18 23:54:50

วิจัยความรู้สึกแปลกแยก

รายงานวิจัยความรู้สึกแปลกแยก

รายงานวิจยั เรื่อง
ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวิทยาลยั : ศกึ ษากรณี พนกั งานมหาวิทยาลัย(งบรายได้)
สงั กดั สาขาวทิ ยบรกิ ารเฉลิมพระเกียรติ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

Organizational Alienation of the University Staffs:
A case study of the staffs hired from the

University’s income working at Ramkhamhaeng
University’s Regional Campuses

รองศาสตราจารยส์ ทิ ธพิ ันธ์ พทุ ธหนุ หัวหนา้ โครงการวจิ ัย
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยพ์ รนชั ชา พทุ ธหนุ ผู้รว่ มวจิ ัย
อาจารย์จกั รภพ ศรมณี ผรู้ ว่ มวจิ ัย

รายงานวิจยั เร่อื ง

ความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานมหาวทิ ยาลยั :

ศกึ ษากรณี พนกั งาน(งบรายได)้ สังกดั สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รติ
มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง

Organizational Alienation of the University Staffs:

A case study of the Staffs hired from the University’s income working at
Ramkhamhaeng University Regional Campuses

โดย

รองศาสตราจารย์สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน หวั หนา้ โครงการวจิ ยั
ผู้ช่วยศาสตราจารยพ์ รนชั ชา พุทธหนุ ผู้รว่ มวจิ ยั
อาจารยจ์ กั รภพ ศรมณี ผรู้ ่วมวิจยั

รายงานวจิ ัยเรอ่ื ง ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานมหาวิทยาลยั : ศกึ ษากรณี
พนกั งาน(งบรายได้) สงั กัดสาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รติ
มหาวิทยาลยั รามคำแหง
Organizational Alienation of the University Staffs:
A case study of the Staffs hired from the University’s income
working at Ramkhamhaeng University Regional Campuses

คณะผู้วิจัย รองศาสตราจารยส์ ทิ ธิพนั ธ์ พุทธหุน หวั หนา้ โครงการ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยพ์ รนชั ชา พทุ ธหุน ผรู้ ่วมวจิ ยั
อาจารยจ์ กั รภพ ศรมณี ผ้รู ว่ มวจิ ยั

พิมพ์ท่ี มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปีท่พี มิ พ์ 2562
ขอ้ มลู การติดต่อ โครงการหลักสตู รรัฐประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ
สำนกั งานอธกิ ารบดี ชนั้ 5 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
หวั หมาก บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240
โทร. 0 2310 8030, 08 1400 8816
E-mail : [email protected]

สารบญั หนา้
(ก)
บทคัดยอ่ (ข)
Abstract (ค)
สารบัญ (ฉ)
สารบัญตาราง
บทที่ 1
1 บทนำ 3
4
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา 4
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย 5
สมมติฐานการวิจัย 6
ขอบเขตของการวจิ ยั 7
นิยามศัพท์เฉพาะ 7
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 31
2 แนวคดิ ทฤษฎแี ละวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง 36
แนวคดิ เกยี่ วกบั ความร้สู ึกแปลกแยก 42
ข้อมูลสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกยี รติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
งานวจิ ยั ที่เกยี่ วข้อง
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

(ค)

3 วธิ ดี ำเนินการวิจัย 43
43
วธิ ีการวจิ ยั 44
ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ยั 44
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั และการตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมือ 45
วธิ ีเก็บรวบรวมขอ้ มูล 45
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 46
สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวิจัย 48
4 ผลการวิจยั 49
การวิเคราะหข์ อ้ มลู ส่วนบคุ คลของผูต้ อบแบบสอบถาม
การวิเคราะหร์ ะดับความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวทิ ยาลัย 51

สงั กัดสาขาวทิ ยบริการฯ ดา้ นความร้สู กึ ว่าตนเองไม่มอี ำนาจ 52
การวิเคราะห์ระดบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวทิ ยาลัย
53
สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้านความรู้สกึ ว่าตนเองไรค้ วามหมาย
การวเิ คราะห์ระดับความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานมหาวทิ ยาลัย 54

สังกดั สาขาวิทยบรกิ ารฯ ด้านความรสู้ กึ ว่าองคก์ าร/หัวหน้าไม่มบี รรทัดฐาน 55
การวเิ คราะหร์ ะดับความรูส้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนกั งานมหาวิทยาลยั

สังกัดสาขาวทิ ยบรกิ ารฯ ด้านการมีค่านยิ มทแี่ ตกต่างจากคนอืน่ ๆ
การวิเคราะหร์ ะดบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งานมหาวทิ ยาลัย

สังกัดสาขาวทิ ยบรกิ ารฯ ด้านความรู้สกึ โดดเดี่ยวถูกทอดทงิ้

(ง)

การวิเคราะห์ระดบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงานมหาวทิ ยาลยั 56
สังกดั สาขาวทิ ยบรกิ ารฯ ดา้ นรสู้ กึ แยกตนเองออกจากงานที่ทำ
57
การวิเคราะห์ระดบั ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนกั งานมหาวทิ ยาลยั 58
สงั กดั สาขาวิทยบริการฯ โดยภาพรวม 59
59
ความสมั พันธ์ระหวา่ งเพศกบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การ 60
ความสัมพนั ธ์ระหว่างอายกุ ับความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ าร 61
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสถานภาพการสมรสกบั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ าร 62
ความสัมพนั ธ์ระหว่างระดับการศกึ ษากบั ความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ าร 63
ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเภทตำแหนง่ กบั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ าร 65
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างระยะเวลาการปฏิบตั ิงานกับความร้สู กึ แปลกแยกจากองค์การ 68
5 สรปุ ผลการวิจยั การอภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ 79
สรุปผลการวิจัย
การอภิปรายผล 81
ขอ้ เสนอแนะ 85
ภาคผนวก
แบบสอบถาม
บรรณานกุ รม

(จ)

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้
1 แสดงค่าความถแ่ี ละร้อยละของขอ้ มลู สว่ นบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม 49
2 แสดงคา่ เฉล่ยี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และระดบั ความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ าร 51
52
ของพนักงานมหาวทิ ยาลยั สังกดั สาขาวิทยบริการฯ ดา้ นความรู้สึกว่าตนเองไม่มอี ำนาจ
3 แสดงคา่ เฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั ความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ ารของ 53
54
พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวทิ ยบริการฯ ดา้ นความร้สู กึ วา่ ตนเองไรค้ วามหมาย 55
4 แสดงค่าเฉลี่ย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของ 56
57
พนกั งานมหาวิทยาลัย สงั กดั สาขาวิทยบรกิ ารฯ ดา้ นความร้สู กึ วา่ องคก์ าร/หัวหนา้ ไมม่ ี 58
บรรทดั ฐาน 58
5 แสดงคา่ เฉลี่ย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ าร 59
ของพนักงานสังกดั สาขาวิทยบริการฯ ด้านการมีค่านยิ มทแ่ี ตกตา่ งจากคนอ่ืนๆ 59
6 แสดงค่าเฉลย่ี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั ความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ าร
ของพนักงานมหาวทิ ยาลยั สงั กดั สาขาวิทยบริการฯ ด้านความรสู้ ึกโดดเดย่ี วถกู ทอดทิง้
7. แสดงคา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองคก์ าร
ของพนกั งานมหาวิทยาลยั สงั กดั สาขาวิทยบริการฯ ด้านรสู้ ึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ
8. ความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวทิ ยาลยั สังกดั สาขาวิทยบริการฯ
โดยภาพรวม
9. แสดงการวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเพศกับความรูส้ ึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนักงาน
10. แสดงการวิเคราะห์ความสมั พันธ์ระหวา่ งอายกุ บั ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนกั งาน
11. แสดงการวิเคราะห์ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสถานะภาพการสมรสกับความรู้สกึ
แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
12. แสดงการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างระดับการศกึ ษากบั ความรูส้ ึกแปลกแยก
จากองค์การของพนกั งาน

(ฉ)

13. แสดงการวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหวา่ งประเภทตำแหนง่ กับความรู้สึกแปลกแยก 60
จากองค์การของพนักงาน 61

14. แสดงการวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธร์ ะหว่างระยะเวลาในการปฏบิ ตั ิงานกบั ความร้สู ึก
แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน

(ช)

ช่ือโครงการวิจัย ความร้สู กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงานมหาวิทยาลยั : ศึกษากรณพี นกั งาน
(งบรายได)้ สังกัดสาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รติ มหาวิทยาลยั รามคำแหง
Organizational Alienation of the University Staffs: A case study of the Staffs
hired from the University’s income working at Ramkhamhaeng University
Regional Campuses

ระยะเวลาทำวจิ ัย 6 เดอื น ( ตุลาคม 2561 – มนี าคม 2562)

บทคดั ยอ่

การศึกษาวิจัยเร่ือง ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย : ศึกษากรณีพนักงาน
(งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นการวจิ ัยเชิงสำรวจ (Survey
research) โดยมีวัตถปุ ระสงค์ ศึกษาระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานในภาพรวม และราย
ด้าน รวม 6 ดา้ น คือ ดา้ นความรู้สึกวา่ ตนเองไม่มีอำนาจ ด้านความรสู้ ึกว่าตนเองไร้ความหมาย ด้านความรู้สึก
ว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน ด้านการมีค่านิยมท่ีแตกต่างจากผู้อื่น ด้านความรู้สึกโดดเด่ียวถูกทอดทิ้ง
และด้านความรู้สึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ และหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนักงานกับปัจจัย 6 ด้าน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง
และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ พนักงาน(งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการ
เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 158 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น
แบบสอบถาม

ผลการวจิ ัยพบวา่ พบวา่ ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานมหาวทิ ยาลัย สังกัดสาขาวิทย
บริการฯ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.73 เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทย
บริการฯ มีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ ดา้ นความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย
3.20 รองลงมา คือ ด้านความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกสังคมทอดท้ิง อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 3.05 ลำดับท่ี
สาม คือ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.72 ลำดับท่ีสี่ คือ ด้าน
ความรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.55 ลำดับที่ห้า คือ ด้านการมี

(ก)

ค่านิยมท่ีแตกต่างจากคนอ่ืนๆ อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.45 และลำดับท่ีหก คือ ด้านรู้สึกแยกตนเองออก
จากงานที่ทำ อย่ใู นระดบั ปานกลาง มคี ่าเฉลี่ย 2.29 ในขณะที่ปจั จัยสว่ นบคุ คล คอื เพศ อายุ สถานภาพสมรส
ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ กิ ับความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานแตอ่ ยา่ งใด

คำสำคญั : ความแปลกแยกจากองคก์ าร; พนกั งานมหาวทิ ยาลัย (งบรายได)้ ; สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ
พระเกียรติ มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง

Abstract

This research aimed to study organizational alienation of the university staffs: A case
study of the staffs hired from the University’s income, working at Ramkhamhaeng University
Regional Campuses. It is a survey research with the objectives of studying the level of
organizational alienation of the university staffs in the overall and individual aspects, in total
6 aspects, namely, the feeling that they have no power, meaningless, the organization /
chief has no norms , owned values that are different from others and feeling of being alone,
being abandoned and the feeling of self-separation from the work. Also it tried to find the
relationship between the level of the organizational alienation of the university staffs and
the six factors, namely gender, age, marital status, education level, position type and
duration of work. The population used in the study is the staffs hired from the University’s
income, working at Ramkhamhaeng University Regional Campuses 158 persons. Tools used
for data collection were questionnaires.

The results of the research found that the feeling of alienation from the organization
of the university staff was at a moderate level with a mean of 2 .7 3 . When considered
individually, it was found that the feeling of alienation from the organization of the
university staffs at the highest mean was the sense of meaninglessness which was at the
middle level with the average of 3.20, followed by the feeling of isolation, being abandoned

(ข)

by society In the middle level, with a mean of 3.05 which was at the medium level, with an
average of 2.72. The fourth is the feeling that the organization / chiefs had no norm was at a
low level, with an average of 2.55. The fifth is the difference in values from others which
was at a low level, with an average of 2.45 . The sixth is the feeling of separation from the
work was at the middle level, the average value was 2.29. Moreover, the research found
that personal factors, i.e. gender, age, marital status, education level, position type and
duration of work had no statistically significant relationship with the alienation of the
University staffs.
Keywords: Organizational alienation; University staffs (hired from the University income);

Ramkhamhaeng University Regional Campuses

(ค)

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา

ความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) เป็นแนวความคิดหลักของ Karl Marx (1818-1883) นัก
ปรัชญาการเมืองสำนักความคิดสังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์ หรือ Marxism ใช้สำหรับอธิบายสภาพ
ชวี ิตและความรู้สึกของกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม ภายใตร้ ะบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม โดยอา้ งวา่
ชนช้ันกรรมกรในระบบอุตสาหกรรมทุนนิยมจะตกอยู่ภายใต้สภาวะความรู้สึกแปลกแยกหรือความ
เหนิ ห่าง เพราะพวกนี้จะรสู้ ึกวา่ “ถูกแยกออกจาก” กระบวนการผลิต ตลอดจนการครอบครองปัจจัย
แห่งการผลิต ทำให้แรงงาน เวลา และชีวิตของชนช้ันกรรมกร เป็นส่วนหน่ึงของนายทุน โดยกรรมกร
จะตกอยใู่ นสภาพเหมอื นเป็น “สว่ นประกอบ”ของเคร่ืองจักรกล ลกั ษณะเช่นน้ี Marx เรยี กว่า “การ
ลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์” (Dehumanization) เริ่มต้นจากความรู้สึกว่า ตัวตนถูกแยกออกจาก
กระบวนการผลิตในตัวของมันเอง ไปสู่การแยกออกจากผลผลิต ท่ีได้จากกระบวนการผลิตนั้น แล้ว
ไปสู่การแยกออกจากข้อผูกพันทางสังคม แยกออกจากบุคคลอ่ืนๆ และแยกออกจากความเป็นมนุษย์
ของตนเองในท่ีสุด

แนวคิดเร่ืองความแปลกแยก ได้รับการนำไปให้ความหมายและนำมาเป็น ตัวแบบใน
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ใน 2 แนว ได้แก่ แนวคิดที่มองว่าความแปลกแยกเป็นภาวะทางสังคม
นักวิชาการที่กล่าวถึงการศึกษาความแปลกแยกในแนวนี้ ได้แก่ ซี ไรท์ มิลส์ (C. Wright Mills) ใน
หนังสือเร่ือง “White Collar” ในปี ค.ศ.1951 และเอริค ฟรอมม์ (Eric Fromm) เร่ือง “The Sane
Society” ในปี ค.ศ.1955 ในทัศนะของกลุ่มนักวชิ าการทีเ่ หน็ วา่ ความแปลกแยกเป็นภาวะทางสังคม
ซึ่งมีแนวคิดทางเดียวกับมาร์กซ์ โดยเห็นว่า ความแปลกแยกเป็นการครอบงำของสภาพสังคมท่ีมีต่อ
บคุ คล เช่น สภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานของกรรมกรทีถ่ ูกครอบงำโดยระบบการผลิตแบบ
อุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกแนวหน่ึงมองว่า ความแปลกแยกเป็นภาวะทาง
ความรู้สึกหรือเป็นภาวะทางจิตของบุคคล โดยหมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อตัวเขาเองต่อ
คา่ นิยม ตอ่ กฎเกณฑท์ างสังคม และต่อกจิ กรรมทีต่ ัวเขากระทำ ผทู้ ีต่ กอยู่ในภาวะแปลกแยกในแนวคิด
นี้จึงเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของผู้อื่นหรือสิ่งอ่ืน เช่น รู้สึกวา่ ชีวิต

2

ของตนเองข้ึนอยกู่ บั โชคชะตาหรือผทู้ ี่มีอำนาจเหนือตน เปน็ คนที่รสู้ ึกว่า กฎเกณฑ์ทสี่ งั คมยึดถอื ปฏบิ ตั ิ
เป็นส่ิงท่ีไร้ความหมายสำหรับเขา หรือผู้ที่กล่าวว่างานท่ีเขาทำนั้นเป็นสิ่งท่ีไร้คุณค่า รู้สึกเบ่ือหน่าย
ชวี ิตและการทำงาน เป็นต้น นักวชิ าการทีศ่ ึกษาความแปลกแยกในแนวน้ีที่ไดร้ ับความนิยมนำมากลา่ ว
อ้าง หรือเป็นแบบของการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้แก่ Leo Srole , McClosky and Schaar ,
Robert Travis และ Melvin Seeman (ธนัน อนุมานราชธน และภุทชงค์ กุณฑลบุตร, 2543, หน้า
55)

จากแนวคิดดังกล่าว อธิบายถึงความแปลกแยกทางสังคม รวมท้ังส่ิงใดๆที่ประกอบสร้างเป็น
สังคมไดว้ ่า สาเหตุท่ีบุคคลมีความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือไม่มีความผูกพันตอ่ สังคม ซ่ึงอาจ
รวมไปถึงการนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้าย กระท่ังต่อต้านสังคม เนื่องจากบุคคลมีความรู้สึกว่า ความเป็นไป
ในสังคมในรูปแบบหรือกิจกรรมต่างๆ นั้น ตนเองไม่มีอำนาจที่จะควบคุมให้เกิดผลตามท่ีต้องการได้
ตรงกันข้ามกลับถูกควบคุมในรูปแบบหรือวิธีการต่างๆ ไม่สามารถท่ีจะทำนายหรือคาดการณ์ได้ว่า
รูปแบบความสัมพันธ์ของตนท่ีมีต่อสังคมดังกล่าว จะส่งผลในทางดี หรือร้าย หรือตามที่ตนต้องการ
หรือไม่เพียงใด ไม่สามารถหาปทัสถานหรือกฎเกณฑ์ที่จะเป็นแบบฉบบั ของรูปแบบความสัมพนั ธ์ทาง
สังคมได้อย่างถกู ต้อง มีความรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องการทจ่ี ะเข้าไปสกู่ ารปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คม ดังน้นั จึง
เกิดความรู้สึกว่า ตนเองเป็นส่ิงแปลกปลอม เป็นความแปลกแยก แตกต่างจากสังคม และไม่อยากให้
ความสนใจในรปู แบบ กิจกรรมความสมั พันธใ์ นทางสังคมอกี ตอ่ ไป

หากบรรยากาศในการทำงานน้ัน ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกแปลกแยก หรือแตกต่างจาก
องค์การ จากงานและจากเพื่อนร่วมงาน ย่อมส่งผลทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในการทำงาน ย่ิงมีมาก
เท่าไหร่ ยิ่งส่งผลให้รู้สึกไม่พอใจมากย่ิงขึ้นเท่าน้ันจนอาจทำให้ถึงข้ันไม่อยากทำงานต่อไป สุดท้าย
คือ การตัดสนิ ใจลาออก

จึงอาจกล่าวได้ว่า ความรู้สึกแปลกแยก เป็นปัจจัยที่สำคัญในเชิงจิตวิทยาที่จะเป็นเคร่ืองมือ
ให้กับผู้บริหารใช้ในการประเมินประสิทธิภาพ รวมท้ังความคงอยู่ของพนักงานในองค์การได้เป็นอย่าง
ดี และเป็นเหตุให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษา “ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ : กรณีศึกษา
พนักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัย
รามคำแหง” โดยสาเหตทุ ่เี ลอื กศึกษาพนักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้) ท่ีปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสาขาวทิ ย
บริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผลมาจากการท่ีสำนักงานคณะกรรมการการ

3

อุดมศึกษาแห่งชาติ ( สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามากำกับควบคุมการเรียนการสอน กำหนด
มาตรฐานหลักสูตรท่ีเคร่งครัด ส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงเอง
ได้รับผลกระทบ จำต้องปรับการเรียนการสอนในหลายสาขาวิทยบริการฯ เนื่องจากหลักสูตรต่างๆ
จำนวนมากไม่สามารถหาอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตรท่ีมีคุณสมบัติ
ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ สกอ. ได้จึงต้องปิดการเรียนการสอนลง ดังน้ัน สาขาวิทยบริการเฉลิมพระ
เกยี รตซิ ึ่งจัดต้ังขึ้นตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยท่ีตอ้ งการจะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชน
ทุกถิ่นที่ ย่อมต้องได้รบั ผลกระทบจากการท่ีมนี ักศึกษาลดลง พนักงานมหาวิทยาลยั ย่อมต้องเสยี ขวัญ
และกำลังใจ เกิดความรู้สึกไม่ม่ันคงในหน้าท่ีการงาน ประกอบกับในหลายสาขาวิทยบริการฯท่ีไม่มี
รองอธิการบดีไปดูแลโดยตรง หรือดูแลแต่ไม่ทั่วถึง การแบ่งงานให้พนักงานมหาวิทยาลัยรับผิดชอบ
รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีข้ึนอยู่กับความพึงพอใจของหัวหน้าฯเป็นสำคัญ ถ้า
หัวหน้ามีความยุติธรรม ปัญหาก็จะไม่เกิด แต่ถ้าพนักงานมองว่าหัวหน้าขาดความยุติธรรม เอาแต่
พรรคพวกที่ประจบสอพลอ ความรู้สึกแปลกแยกก็จะตามมา ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ
พนักงานฯกจ็ ะด้อยลง ซง่ึ จะส่งผลในเชิงลบต่อองค์การโดยรวมได้

วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ัย

1. เพื่อศกึ ษาระดบั ของความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
2. เพ่ือศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างเพศกบั ระดับของความร้สู กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของ
พนักงาน
3. เพอ่ื ศกึ ษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างอายุกบั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งาน
4. เพอ่ื ศกึ ษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งสถานภาพสมรสกบั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจาก
องค์การของพนกั งาน
5. เพ่ือศกึ ษาความสมั พนั ธ์ระหว่างระดบั การศกึ ษากับระดบั ของความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ ารของพนกั งาน
6. เพ่อื ศกึ ษาความสมั พันธ์ระหว่างตำแหน่งกบั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การ
ของพนกั งาน

4

7. เพอื่ ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งระยะเวลาในการปฏิบตั ิงานกับระดับของความรูส้ กึ แปลก
แยกจากองค์การของพนักงาน

สมมติฐานการวิจยั

1. เพศมคี วามสัมพันธก์ บั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน
2. อายมุ คี วามสมั พันธ์กบั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
3. สถานภาพการสมรสมคี วามสัมพันธ์กับระดับของความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของ
พนักงาน
4. ระดับการศกึ ษามคี วามสัมพนั ธ์กบั ระดับของความร้สู กึ แปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน
5. ประเภทตำแหนง่ มคี วามสมั พันธก์ บั ระดบั ของความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ ารของ
พนกั งาน
6. ระยะเวลาในการปฏบิ ตั ิงานมีความสัมพนั ธก์ บั ระดับของความรูส้ ึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนักงาน

ขอบเขตการวจิ ัย

ขอบเขตด้านเนอื้ หา
ศึกษาความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน 6 ด้าน คือ ความรู้สึกว่าตนเองไม่มี

อำนาจ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย ด้านความรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน
ดา้ นการมีค่านยิ มที่แตกต่างจากผู้อืน่ ด้านความรู้สึกโดดเดย่ี วถกู สังคมทอดท้ิง และดา้ นความรูส้ ึกแยก
ตนเองออกจากงานทท่ี ำ

ขอบเขตด้านประชากร
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษา เป็นพนกั งานมหาวทิ ยาลัย(งบรายได)้ ที่ปฏิบตั ิหน้าท่ใี นสำนกั งาน

สาขาวทิ ยบริการเฉลิมพระเกยี รติ มหาวิทยาลยั รามคำแหง 23 แหง่ จำนวน 158 คน

ขอบเขตด้านเวลา

ระยะเวลาทำวิจัย 6 เดอื น ( ตุลาคม 2561 – มนี าคม 2562)

5

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

พนักงาน หมายถึง พนกั งานมหาวิทยาลยั (งบรายได)้ สังกัดสาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกยี รติ
มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ หมายถึง ความรู้สึกท่ีแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
ความรู้สึกที่เกิดข้ึนภายในจิตใจกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต้องการ หรือไม่เห็นดว้ ยองค์ประกอบหลัก ท่ีส่งผล
ให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ ไร้ความหมาย รู้สึกว่าองค์การหรือหัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน มี
ค่านิยมที่แตกต่างไปจากคนอื่น ถูกสังคมทอดทิ้ง และความรู้สึกแยกตนเองออกจากงานที่ทำ

ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ หมายถึง การท่ีพนักงานเกิดความรู้สึกว่า ตนเองไม่มีสิทธิใน
การควบคุมผลลัพธ์จากการทำงานของตนเองได้ ผลการทำงานข้ึนอยู่กับการกำกับควบคุมจาก
ภายนอก หรือในทำนองท่วี ่า จะใช้ความพยายามให้ดเี ทา่ ใดกต็ ามก็ไมอ่ าจจะหวงั ได้ว่าจะได้รับผลลัพธ์
ที่ดี หรอื ไม่ก็ขึ้นอย่กู บั การกำกับควบคมุ ผลงานของคนอนื่ ท้ังส้ิน ก็จะทำให้รู้สกึ หมดหวังกับการเติบโต
ในหน้าท่กี ารงานของตนเอง

ความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย หมายถึงการท่ีพนักงานเกิดความรู้สึกว่า ตนเองไม่อาจจะ
ควบคุมเหตกุ ารณ์ท่ีอาจจะเกิดขึ้นกับตนเองได้ ไม่มีสิทธ์ใิ นการตัดสินใจส่วนท่ีเก่ียวกับเหตกุ ารณ์ที่เกิด
ข้ึนกับของตนเอง ถ้าเป็นเร่ืองการทำงานก็หมายถึง คนทำงานไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมาย
เพียงแต่ทำไปตามวิธีท่ีถูกสั่งมาให้ทำเท่าน้ัน คล้ายกับเป็นเครื่องจักรอย่างหนึ่งเท่าน้ัน

ความรู้สึกว่าองค์การหรือหวั หน้าไม่มีบรรทัดฐาน หมายถึง ความรู้สึกท่ีวา่ องค์การหรือทีมที่
อยู่นี้ ถ้าหากได้ส่ิงใดท่ีเป็นท่ียอมรับของคนในองค์การหรือทีมนั้น จะต้องใช้วิธีที่ตนเองยอมรับไม่ได้
และไม่เป็นท่ียอมรับของสังคมคนท่ัวไป เชน่ การเลื่อนข้ัน ผู้ท่ีได้จะต้องใช้การเมือง เส้นสาย หรือเล่น
พรรค เล่นพวก ซึ่งพนักงานท่ีไม่ยอมรับวิธีดังกล่าวน้ี จะเกิดความรู้สึกว่า หัวหน้าหรือองค์การน้ี ไร้
กฎเกณฑ์ ไรบ้ รรทดั ฐานทีค่ วรจะต้องมาทำงานอย่ใู นองคก์ ารหรืออยใู่ นทมี หัวหน้าคนนี้

การมีค่านิยมท่ีแตกต่างไปจากคนอ่ืน หมายถึง การที่พนักงานมีความคิดความอ่าน และ
ค่านิยมท่ีตนเองใชเ้ ป็นแนวทางดำเนนิ ชีวิตท่ไี ม่เหมือนกับคนอน่ื ในสำนกั งาน หรือองค์การ มคี วามรู้สึก
ว่าทำไมตอ้ งเช่ือฟังปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ์ที่เราไม่เห็นด้วย ทำไมตอ้ งยอมรับขนบธรรมเนียม ค่านิยมทาง
สังคมทไี่ ร้เหตผุ ลในทศั นะของตน

6

ความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกทอดท้ิง หมายถึงการที่พนักงานมีความรู้สึกว่าตนเองถูกตัดออกจาก
ความสัมพันธ์หรือการเป็นสมาชิกในสำนักงานหรือองค์การ ไม่ได้รับการยอมรับจากองค์การ
ผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสนใจ ไม่ดูแลหรือให้ความสำคัญ มีความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงานที่ทำ

ความรู้สึกแยกตนเองออกจากงานที่ทำ หมายถึง การที่พนักงานรู้สึกว่า งานท่ีตนเองทำอยู่
เป็นงานที่ทำแล้วไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง ทำแล้วไม่สนุก ไม่มีความหมายอะไรกับ
ตนเอง สง่ ผลให้การทำงานนน้ั นา่ เบือ่ หนา่ ย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ

1. ทำใหท้ ราบระดบั ของความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
2. ทำใหท้ ราบความสัมพันธร์ ะหวา่ งเพศกบั ระดับของความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน
3. ทำใหท้ ราบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งอายุกบั ระดบั ของความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน
4. ทำใหท้ ราบความสัมพนั ธ์ระหว่างสถานภาพสมรสกบั ระดับของความรู้สกึ แปลกแยกจาก
องค์การของพนกั งาน
5. ทำใหท้ ราบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งระดบั การศกึ ษากับระดบั ของความรสู้ กึ แปลกแยกจาก
องค์การของพนักงาน
6. ทำใหท้ ราบความสมั พันธ์ระหวา่ งตำแหน่งกับระดับของความร้สู กึ แปลกแยกจากองค์การ
ของพนกั งาน
7. ทำใหท้ ราบความสมั พันธร์ ะหวา่ งระยะเวลาในการปฏบิ ตั งิ านกบั ระดบั ของความรสู้ ึกแปลก
แยกจากองคก์ ารของพนักงาน

บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎแี ละวรรณกรรมท่เี ก่ียวขอ้ ง

แนวคดิ เก่ียวกบั ความร้สู กึ แปลกแยก

ความรู้สึกแปลกแยกมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Alienation ซึ่ง Crossman, A.
(2018) ได้ให้ความหมายว่า เป็นแนวคิดที่นักสังคมวิทยาใช้เพื่ออธิบายประสบการณ์ของบุคคล
หรือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกว่าขาดการเชื่อมต่อจากค่านิยม ปทัสถาน แนวปฏิบัติและความสัมพันธ์
ทางสังคมของชุมชนหรือสังคมของพวกเขาด้วยเหตุผลทางโครงสร้างทางสังคมที่หลากหลาย
รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ ผู้ที่ประสบกับความแปลกแยกทางสังคมไม่ได้มีส่วนร่วมในค่านิยมที่เป็น
กระแสหลักของสังคม ไม่ได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม กลุ่มและสถาบันของตน และ
แยกตัวออกจากสังคม ส่วน Lichtheim (อ้างถึงใน ฉัตรทิพย์นาถสุภา, 2551) ระบุไว้ว่าคำว่า
Alienation คือ การเสียสภาพที่ดำรงอยู่ หรือการ “ตก” ลงมาจากสภาพดีเลิศ ในภาษาไทยมี
การแปล Alienation เป็นคำต่างๆ เช่น การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความแปลกแยก ภาวะ
แปลกแยก ภาวะความห่างเหนิ ภาวะความออกห่าง เปน็ ตน้

ราชบัณฑิตยสถาน (2549) ได้อธิบาย Alienation ใน ความหมายกว้างโดยหมายถึง
การเปลี่ยนจากการรู้สึกผูกพัน ไปเป็นการรสู้ ึกไม่เปน็ มิตรเปน็ ปรปกั ษ์หรอื ไม่ยินดียินร้ายต่อผู้อ่ืน
ตอ่ กลุ่ม ต่อสังคม หรือแม้แต่ต่อตนเอง เป็นต้น

พระพรหมคุณาภรณ์ (2554) ได้อธิบายเกี่ยวกับ ธรรมชาติของมนุษย์และความรู้สึก
แปลกแยกไว้ว่าชีวิตของมนุษย์ เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ต้อง อยู่
กับเพื่อนมนุษย์ต้องมีความสุขในการอยู่ร่วมกับเพื่อน มนุษย์ตั้งแต่ในครอบครัว บุตรหลาน พ่อ
แม่ เป็นต้นไป ชีวิต มนุษย์ต้องอยู่กับกิจกรรมที่ทำตลอดเวลาเราต้องไม่รู้สึกแปลกแยก จาก
กจิ กรรมแหง่ ชีวติ ของเรา กจิ กรรมของเราตอ้ งสอดคล้อง กับความมงุ่ หมายของชวี ติ ของเรา หรือ
ปรับความต้องการของ เราให้ตรงกับผลที่แท้จริงตามธรรมชาติของการงานที่ทำ ความ สุขของ

8

มนุษย์นั้นเดิมทีเดียว มีฐานมาจาก 3 อย่าง เป็นธรรมชาติ 3 ด้าน แต่มนุษย์ปัจจุบันเป็นพวกที่
แปลกแยกจากธรรมชาติดังกล่าว อย่างแรกแปลกแยกจากธรรมชาติแวดล้อม เห็นได้จากคนทุก
วันนี้ทำงานจนลืมความชื่นชมธรรมชาติรอบ ตัว ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อย่างที่สอง
แปลกแยกกับเพื่อนมนุษย์เพราะความที่ต้องแข่งขัน แก่งแย่งกัน อย่างท่ีสาม แปลกแยกออกไป
จากกิจกรรมของตัวเองซึ่งความแปลกแยก ดังกล่าว ทำให้มนุษย์แสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวใหม่ๆ ซึ่ง
ไม่มีสิ่งใด ให้สุขได้อย่างจีรัง กล่าวโดยสรุป ความแปลกแยก หมายถึง ภาวะที่มนุษย์ แยกออก
หา่ งจากความเป็นธรรมชาติของสิ่งท้ังปวงที่มีความ สมั พันธ์กบั ชวี ติ มนุษย์ซ่ึงมผี ลให้มนุษย์ถูกลด
คุณค่าความเป็น มนุษย์ลง โดยสิ่งทั้งปวงนี้ประกอบด้วยตัวมนุษย์เอง การงาน สังคม วัฒนธรรม
และธรรมชาตแิ วดลอ้ ม

ในยุคแรกที่สังคมมนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนานั้น ความรู้สึกแปลกแยก
(alienation) ถูกใชอ้ ธบิ ายในขอบขา่ ยทางศาสนา ซ่ึงหมายความถึง “สภาวการณ์” ของบคุ คลที่
ถูกแยกออกจากพระเจ้า (Gods) ตอ่ มารุสโซ ไดน้ ำมาใชใ้ นความหมายทางสงั คมการเมือง รสุ โซ
มองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี แต่มนุษย์ทำลายธรรมชาติกันเอง และกลโกง ทำให้มนุษย์
ทำตัวผิดแปลกจากธรรมชาติ เหมือนพระเจ้าสร้างให้คนเป็นคนดี แต่คนกลับทำลายกันเอง การ
ที่มนุษย์มีชนชั้นทำให้เกิดการดูถูกกัน ซึ่งก็ผิดธรรมชาติ เพราะมนุษย์เรามีความเสมอภาค
กนั การสรา้ งอารยธรรมผิดๆ เทา่ กับหลอกมนุษย์ใหเ้ ราหลงเชอื่ ในทางผดิ ๆ และทำให้มนุษย์ทำ
ตัวผิดธรรมชาติ เช่นกฎหมายที่ชนชั้นหนึ่งเขียนขึ้นมาทำลายอีกชนชั้นหนึ่ง ทำลายความเสมอ
ภาคและโอกาสของมนษุ ย์ เป็นการดถู ูกเหยยี ดหยามเพอื่ นมนุษย์ นน่ั กค็ ือมนษุ ย์ปฏบิ ัติตวั ไม่เป็น
ธรรมชาติ ดังนั้น มิใช่เขาเป็นคนผิด แต่เขาหลงผิดจากความจริงของมนุษย์ หรือสัจธรรม
มนุษย์ ทำให้มนุษย์ทำลายกันเอง การเอาเปรียบกดขี่เพื่อนมนุษย์ การลิดรอนเสรีภาพมนุษย์
ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ทำตัวไม่ดี และไม่เป็นธรรมชาติท่ีแท้จริง เขาหลอกตัวเองว่ายิ่งใหญ่ มี
คุณธรรมเหนือกว่าคนอื่น ทำให้มนุษย์มีการแบ่งชั้นและเหยียดหยามกัน ทำให้สังคมถูกทำลาย
และขาดความกรุณาปรานีต่อกัน เป็นการอำพรางและการใส่หน้ากาก หรือเป็นมายาคติที่หนี
ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง นั่นคือ ความดีของมนุษย์จะหมดไป แต่จะมีสภาวะของ
ความสัมพนั ธแ์ บบความรสู้ กึ แปลกแยกเข้ามาแทนท่ี

9

การศึกษาเรื่องภาวะความรู้สึกแปลกแยก นั้น เป็นสิ่งที่กระทำกันมานานแล้วในทาง
สังคมศาสตร์ โดยมีฐานะเป็นองค์ความรู้ทางทฤษฎีที่มีประเด็นหรือจุดมุ่งหมายสำคัญของ
การศึกษาเน้นหนักไปในความพยามยามที่จะค้นหาสาเหตุ และอธิบายพฤติกรรมเบี่ยงเบนของ
มนุษย์ของนักสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ซึ่งมักนิยมใช้องค์ความรู้ตามทฤษฎีความไร้สภาพ
(Anomie Theory) เปน็ แนวคดิ ด้านหลกั

ธนนั อนมุ านราชธน และภุทชงค์ กณุ ฑลบตุ ร (2543) ให้ทศั นะวา่ แนวคิดเร่อื งความรู้สึก
แปลกแยกถูกนำไปให้ความหมายและนำมาเป็นตัวแบบในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ใน 2
แนว ได้แก่ แนวคิดที่มองว่าความรู้สึกแปลกแยกเป็นภาวะทางสังคม นักวิชาการที่กล่าวถึง
การศึกษาความรู้สึกแปลกแยกในแนวนี้ ได้แก่ ซี ไรท์ มิลส์ (C. Wright Mills) ในหนังสือเรื่อง
“White Collar” ในปี ค.ศ.1951 และเอริค ฟรอมม์ (Eric Fromm) เรื่อง “The Sane
Society” ในปี ค.ศ.1955 ในทัศนะของกลุ่มนักวชิ าการที่เห็นวา่ ความร้สู ึกแปลกแยกเปน็ ภาวะ
ทางสงั คม ซ่งึ มีแนวคดิ ทางเดยี วกับมาร์กซ์ โดยเหน็ วา่ ความรู้สึกแปลกแยกเป็นการครอบงำของ
สภาพสังคมที่มีต่อบุคคล เช่น สภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานของกรรมกรที่ถูก
ครอบงำโดยระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกแนวหน่ึง
มองว่า ความรู้สึกแปลกแยกเป็นภาวะทางความรู้สึกหรือเป็นภาวะทางจิตของบุคคล โดย
หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อตัวเขาเองต่อค่านิยม ต่อกฎเกณฑ์ทางสังคม และต่อ
กิจกรรมที่ตัวเขากระทำ ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะแปลกแยกในแนวคิดนี้จึงเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตัวเอง
ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เช่น รู้สึกว่าชีวิตของตนเองขึ้นอยู่กับ
โชคชะตาหรือผู้ที่มีอำนาจเหนือตน เป็นคนที่รู้สึกว่า กฎเกณฑ์ที่สังคมยึดถือปฏิบัติเป็นสิ่งที่ไร้
ความหมายสำหรับเขา หรอื ผทู้ ีก่ ล่าววา่ งานท่ีเขาทำน้ันเปน็ ส่ิงทีไ่ ร้คณุ ค่า รู้สึกเบ่อื หน่ายชีวิตและ
การทำงาน เป็นต้น นักวิชาการที่ศึกษาความรู้สึกแปลกแยกในแนวนี้ที่ได้รับความนิยมนำมา
กล่าวอ้าง หรือเป็นแบบของการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้แก่ ลีโอ โซล (Leo Srole) เอริค
ฮอฟเฟอร์ (Eric Hoffer) และเมลวิน ซแี มน (Melvin Seeman)

ศิริรัตน์ แอดสกุล (2541, หน้า 428-429) ได้อธิบายว่า พฤติกรรมการเบี่ยงเบนของ
มนุษย์เกิดจากการที่บุคคลมีภาวะความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมที่เขาเป็นสมาชิก ทั้งที่โดยปกติ

10

คนเราย่อมรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้รับและเรียกร้องหาการยอมรับจากสังคม
และบุคคลอื่นในสังคมนั้น บุคคลที่เกิดภาวะความออกจากสังคม จะเป็นผู้ที่ขาดเป้าหมายและ
ค่านิยมในชีวิต มีความรู้สึกโดดเดี่ยว อันเนื่องมาจากการที่เขาต่อต้านบรรทัดฐานและค่านิยม
ของสังคม ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นผลให้คนเกิดความหมดหวังในชีวิต และวิตกกังวลต่อสังคม
ในบางกรณีภาวะความรู้สึกแปลกแยกที่เกิดขึ้น อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ต่อต้านบรรทัดฐานของ
สงั คม เชน่ ติดสรุ า ติดยาเสพติด เพยี งเพราะตอ้ งการแยกตนเองออกจากสังคม

สนธิ เตชานันท์ (2543, หน้า 265-267) กล่าวว่า แนวคิดเรื่องความรู้สึกแปลกแยกหรอื
ที่เรียกว่าการลดคุณค่าในความเป็นมนุษย์นี้ มีต้นกำเนิดมาจากหลายด้าน นักประวัติศาสตร์
ปรัชญาอ้างว่า โปรตินัส (Protinus) ปรัชญาเมธีสำนัก Neo-Platonism เป็นผู้ใช้คำน้ีเป็นคน
แรกในความหมาย ถึงการถูกดึงมาจากสภาพอันดีเลิศ ส่วนความรู้สึกแปลกแยกในทัศนะของ
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ปรากฏในหนังสือที่เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งชื่อ “Economic
and Philosophical Manuscripts” เขียนขึน้ ในปี ค.ศ.1844 โดยเปน็ แนวคดิ ทอ่ี ยู่ในความนิยม
เป็นอย่างมากในสมัยนั้น ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากผลงานเชิงแนวคิดของนักจิตวิทยาสังคม
(Social Psychologist) และนักปรัชญาสำนักอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซึ่งได้รับอิทธิพล
เชิงแนวความคิดเรื่องความรู้สึกแปลกแยกจากนักคิดกลุ่ม Romantic ซึ่งเป็นกลุ่มนักคิดที่
ต่อตา้ นการแผข่ ยายอารยะธรรมทางอุตสาหกรรม โดยมีความเชอ่ื ว่า การอุตสาหกรรมได้ทำลาย
ล้างธรรมชาติ และความผูกพันทางชีวิตตามธรรมชาติของมนุษย์อันเป็นคุณลักษณะของยุคก่อน
อุตสาหกรรม (Pre-industrialized Era) ซึ่งก็คือ ยุโรปในสมัยกลาง สังคมอุตสาหกรรมนี่เองท่ี
ทำให้มนุษย์ต้องห่างเหินจากธรรมชาติ จากเพื่อนมนุษย์ จากครอบครัว และที่สำคัญที่สุด คือ
ห่างเหินจากตัวของเขาเอง และหนทางเดียวที่มนุษย์จะกลับตัวหลุดพ้นจากความเลวร้ายของ
สังคมอุตสาหกรรมได้ก็คือการหันกลับไปมีชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อันเป็นข้อเสนอหนึ่งของ
มาร์กซ์ที่ยากยิง่ ต่อการนำไปปฏิบัติ แตก่ ระน้ันก็ดี มารก์ ซ์กย็ ังพจิ ารณาเร่อื งความรู้สึกแปลกแยก
ของมนุษย์ในทัศนะที่แตกต่างไปจากความคิดของพวก Romantic บ้าง เนื่องจากเล็งเห็นความ
เป็นจริงว่า การเป็นอุตสาหกรรมจะยังคงอยู่ต่อไป และควรที่จะให้การสนับสนุนเพราะเป็น
หนทางเดียวที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ แต่สิ่งที่เลวร้ายในสายตาของ

11

มาร์กซ์กลับเป็นลัทธิอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม (Capitalist Industrialism) ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่ง
ความรู้สึกแปลกแยกของมนุษย์ที่แท้จริง กล่าวให้ละเอียดคือ ความรู้สึกแปลกแยกเป็นผลสืบ
เนื่องมาจากงานที่มนุษย์ทำ สิ่งของที่มนุษย์ผลิต นายจ้าง และเพื่อนร่วมงานของเขาเอง
กล่าวคือ การทำงานมิได้ตอบสนองต่อความต้องการของเขาเอง แต่เป็นวิถีทางที่จะตอบสนอง
ต่อความต้องการของผู้อื่น ซึ่งได้แก่ นายจ้างในระบบทุนนิยมที่ใช้คนงานเป็นเครื่องมือในการ
แสวงหากำไร โดยไมค่ ำนงึ ถงึ คนงาน

Seeman (อ้างใน พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์, 2524, หน้า 12-14) จึงได้รวบรวมและ
ให้ความหมายความรู้สึกแปลกแยกจากแนวคิดที่สำคัญ ๆ ทำให้มีความแจ่มชัดมากขึ้นเพื่อ
ประโยชน์ในการวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งความหมายของความรู้สึกแปลกแยกตามที่ Seeman ได้
รวบรวมและใหค้ วามหมายไวม้ ี 5 ประการ ได้แก่

1. ความไร้อำนาจ (Powerlessness) หมายถึง ความคาดหมายของบุคคลที่ว่า
พฤติกรรมของเขาไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์หรือสิ่งพึงพอใจที่เขาใฝ่หาได้ โดยที่ Seeman ได้
สืบสาวความหมายของความรสู้ ึกแปลกแยกในมิตนิ ้ีไปยังแนวคิดของ Marx และ Weber แต่เขา
เน้นว่า “ความไร้อำนาจ” ในที่นี้มิได้เป็นสภาวะสังคมในเชิงวัตถุวิสัย แต่เป็นการรับรู้ของตัว
บคุ คลเอง แมว้ ่าภาวะในเชงิ วตั ถวุ สิ ยั อาจจะมีสว่ นเกีย่ วขอ้ งดว้ ยก็ตาม

2. ความไร้ความหมาย (Meaninglessness) หมายถึง ความคาดหมายของ
บุคคลที่ว่าการทำนายที่ใกล้เคียงความจริงถึงผลลัพธ์ในอนาคตของพฤติกรรมของเขาไม่สามารถ
จะกระทำได้มันเป็นความรู้สึกงุนงงไม่มีความเข้าใจในเรื่องของสังคม ความเปลี่ยนแปลงของ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่เข้าใจ และเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งเขาไม่อาจทำนายได้ Seeman ได้
เชื่อมโยงความรู้สึกแปลกแยกในมิตินี้กับแนวคิดของ Mannheim ซึ่งเห็นว่าเป็นผลมาจากการ
ใช้หลักเหตุผลในเชิงการหน้าที่ (functional rationalization) ในการจัดระเบียบหรือองค์การ
สมัยใหม่

3. ความไร้บรรทัดฐาน (Normlessness) หมายถึง ความคาดหมายที่ว่า
“วิถีทาง” หรือ “เครื่องมือ” อันไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมมีความจำเป็นเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่ง
เป้าประสงค์หนึ่งๆ อันเป็นทัศนะที่ว่าบุคคลไม่ได้ผูกมัดกับมาตรฐานของสังคมในการกระทำอัน

12

นำไปสู่สิ่งซึ่งถือว่าเป็นเป้าประสงค์ของคนในสังคมนั้นๆ ความรู้สึกแปลกแยกในมิตินี้ Seeman
ไดม้ าจากแนวคดิ ของ Durkhiem และ Merton

4. ความโดดเดี่ยว (Isolation) ความหมายของความรู้สึกแปลกแยกในมิติน้ี
แบ่งยอ่ ยออกเปน็ 2 ประการ คือ

4.1 ความโดดเด่ียวทางคา่ นิยม (Value Isolation) หมายถงึ การให้คุณค่า
ต่อเป้าประสงค์หรือพฤติกรรมซึ่งถือว่ามีคุณค่าสูงสำหรับคนในสังคมอันเป็นการปฏิเสธ
“คา่ นิยมรว่ ม” ของสังคม Seeman ไดย้ กตัวอย่าง จติ รกร หรอื ปัญญาชน ผูซ้ ่ึงปฏิเสธมาตรฐาน
เกีย่ วกับความสำเร็จหรือ “ความตอ้ งใจ” (attractiveness) ซ่งึ สะท้อนใหเ้ ห็นมิติดงั กลา่ ว

4.2 ความโดดเดี่ยวทางสังคม (Social Isolation) หมายถึง ความ
คาดหมายในอันที่จะถูกปฏิเสธ หรือไม่เป็นท่ียอมรับของสังคมซึ่งมักจะแสดงออกในความรู้สึก
เปล่าเปลี่ยวหรือรู้สึกว่าถูกปฏิเสธจากคนอื่น Seeman กล่าวว่า ความโดยเดี่ยวทางสังคม
ดังกล่าว มักจะปรากฏในหมู่สมาชิกของคนกลุ่มน้อย คนชรา คนพิการ หรือคนแปลกหน้า
ประเภทอ่นื ๆ

5. ความรู้สึกแปลกแยกจากตนเอง (Self-Estrangement) หมายถึง ความขึ้น
ต่อ “รางวัล” ซึ่งคาดได้ในอนาคตของพฤติกรรมนั้น ๆ กล่าวคือเป็นการยึดถือ “รางวัล” ซึ่งอยู่
นอกเหนือไปจากกิจกรรมหรือพฤติกรรมโดยตัวของมันเอง Seeman ได้ยกกรณีกรรมกรซ่ึง
ประกอบกิจการงาน ที่ไม่มีลักษณะสร้างสรรค์ และไม่ได้รับความพึงพอใจจากการทำงาน
ดังกล่าววา่ เปน็ ตัวอย่างของความแปลกในมติ ิน้ี

ความรู้สึกแปลกแยกของบุคคลตามความหมายที่ Seeman ได้ให้ไว้ทั้ง 5 ประการน้ี
Seeman เน้นความคาดหวังที่เป็นอัตวิสัยของบุคคลและวัดสภาพอัตวิสัยของบุคคล เนื่องจาก
เขายืนยันว่าความรู้สึกแปลกแยกเป็นการรับรู้เชิงอัตวิสัยส่วนบุคคล เพื่อแยกให้เห็นความ
แตกต่างอยา่ งชัดเจนจากโครงสรา้ งสังคมทเี่ ป็นตัวทำให้เกิดความรู้สกึ แปลกแยก

จากการทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกแยกดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ส่วน
ใหญ่ใช้แนวคิดในเรื่องนี้ไปในแนวของการรับรู้เชิงปฏิเสธของบุคคลที่มีต่อสังคมส่วนรวม คือ
มักจะพิจารณาว่าความรู้สึกแปลกแยกมีสาเหตุมาจากภาวะของสังคมโดยส่วนรวม โดยมิได้มี

13

การบ่งชี้อย่างจำเพาะเจาะจงถึงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดภาวะทางจิตดังกล่าว ทั้งๆ ที่บุคคล
สามารถมีสภาวะแวดล้อมที่เจาะจงแตกต่างกันเป็นหลายลักษณะ ดังนั้น บุคคลที่เกิดความรู้สึก
แปลกแยกในสภาพแวดล้อมหนึ่ง อาจไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยกในอีกสภาพแวดล้อมหนึ่งก็ได้
ในทำนองเดียวกัน การที่บุคคลเกิดความรู้สึกแปลกแยกในภาวะแวดล้อมหน่ึงกไ็ ม่ได้หมายความ
ว่า เขาจะเกิดความรสู้ ึกแปลกแยกตอ่ สังคมโดยส่วนรวมด้วย

Gant & Luttbege ( อ้างใน สวัสดิ์ มณีรัตน์, 2547, หน้า 31-33) ได้อธิบายว่า
ความรู้สึกแปลกแยกเป็นคำที่นักสังคมวิทยาได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยนักวิชาการส่วน
ใหญ่ยอมรับว่า ความรู้สึกแปลกแยก เป็นคำที่มีแนวคิดในการเมืองหลายมิติ
(Multidimensional Concept) ซึ่งเกิดจากการให้ความหมายตามธรรมชาติของการแยกตัว
ของสิ่งที่นำมาอธิบายที่เกี่ยวพันกับมนุษย์ เช่น สังคม หรือ รัฐบาล ดังนั้น การที่จะทำความ
เข้าใจเรื่องความรู้สึกแปลกแยกอย่างกระจ่างชัด จึงจำต้องศึกษาองค์ประกอบ รูปแบบและ
ประเภทมาพิจารณาเสียก่อน Gant & Luttbege ได้จำแนกมิติของความรู้สึกแปลกแยกทาง
การเมอื งที่นกั รฐั ศาสตร์และนกั สังคมวทิ ยานิยมนำมาใช้ในการศึกษาออกเปน็ 4 ดา้ น ดังนี้

1. ความร้สู ึกไร้อำนาจทางการเมือง (Powerlessness)
Gant & Luttbege Gant & Luttbege ( อ้างใน สวัสดิ์ มณีรัตน์, 2547, หน้า 37)

ได้ยกทัศนะของ Seeman มากล่าวอธิบายว่า ความไร้อำนาจเป็นความคาดหวังหรือความ
เป็นไปได้ที่บุคคลเห็นว่าพฤติกรรมของตน ไม่สามารถที่จะกำหนดผลที่ตนประสงค์ได้ คำที่มี
ความหมายตรงข้ามกับความไร้อำนาจ คอื การเกิดผล (Efficacy) ซงึ่ เปน็ การทป่ี ระชาชนมีความ
เชอื่ ถือในการเกิดผลจากการแสดงออกในรูปของส่ิงท่ีรฐั บาลกระทำจากพฤติกรรมของเขา ความ
ไร้อำนาจสามารถพิจารณาได้ในหลายมิติ ในลักษณะหนึ่งความไร้อำนาจอาจหมายถึงการที่
บุคคลเชื่อว่า การตัดสินใจของเขาไม่สามารถส่งผลกระทบต่อรัฐบาลได้ และรู้สึกว่าถึงอย่างไร
รัฐบาลก็มิได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนสักเท่าใด โดยนัยนี้ การขาดความเชื่อใน
การเกิดผล (Absence of Efficacy) จะเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคล รู้สึกแปลกแยกออกจากรัฐบาล
และในทำนองตรงขา้ ม ความรสู้ กึ แปลกแยกทางการเมืองอาจจัดไดว้ ่าเป็นภาวะหน่ึงท่ีมีนัยแสดง

14

ถึงความรู้สึกมีสมรรถนะทางการเมือง โดยการวัดความรู้สึกมีสมรรถนะทางการเมืองของบุคคล
อาจสามารถพิจารณาได้จากการวัดความรู้สึกของประชาชน ในมิติความเฉื่อยชาทางการเมือง
(Political apathy) และความรู้สึกไร้ทิศทาง (Anomie) ไดเ้ ช่นเดยี วกนั

2. ความรู้สึกไร้ความหมาย (Meaninglessness)
เป็นความรู้สึกที่บุคคลเชื่อว่า ตนเองไม่สามารถที่จะจำแนกแยกแยะความหมายของ

ทางเลือกการเมืองได้ ไม่สามารถคาดการณ์ต่อผลลัพธ์ใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจทาง
การเมืองหรือกระทั่งไม่สามารถใช้ทางเลือกการเมืองสำหรับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางสังคม
ได้ เป็นผลใหก้ ารเมืองไมไ่ ดม้ คี วามสำคญั หรืออย่ใู นสายตาของบุคคลเลย

3. ความไร้สภาพ (Anomie) หรอื ความผิดปกติ ไรก้ ฏไรเ้ กณฑ์
ความไร้สภาพ หรือมักนำมาใช้ในความหมายของความไร้บรรทัดฐาน

(Normlessness) ความไม่เชื่อถือไว้วางใจ (Distrust) หรือความเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิด
จากความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความไร้สภาพเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเห็นว่าประสิทธิภาพของ
รัฐบาล และบรรดาผนู้ ำทางการเมืองมแี นวโน้มที่จะไม่เหมาะสมหรอื เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐาน
ที่ยอมรับกัน สภาวะไร้สภาพ (State of Anomie) เกิดขึ้นจากการที่บุคคลมีความคาดหวังต่อ
ประสิทธิภาพ และการปฏิบัติงานของรัฐบาลและผู้นำทางการเมือง แต่การปฏิบัติงานของ
รัฐบาลและผู้นำทางการเมืองเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ (relative deprivation ใน
ทัศนะของ T. R. Gurr) ความคาดหวังที่ผิดพลาดเช่นนี้ เป็นผลให้บุคคลขาดความเชื่อในการ
เกดิ ผลทางการเมอื งหรอื มีสมรรถนะทางการเมอื ง (Political Efficacy)

4. ความร้สู กึ โดดเด่ยี ว (Isolation)
แนวคิดของความรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองประการนี้ เกิดขึ้นจากความเชื่อของ

บุคคลที่เห็นว่าบรรทัดฐาน และจุดมุ่งหมายของรัฐบาล และบรรดาผู้นำทางการเมืองทั้งหลายมี
ความไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ความหมายประการนี้ แตกต่างไปจากความรู้สึกไร้สภาพใน
ประเด็นที่ ความไร้สภาพ อธิบายว่า รัฐบาล และบรรดาผู้นำเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานที่พวก
เขายอมรับ แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวทางการเมือง เป็นความรู้สึกที่บุคคลปฏิเสธบรรทัดฐานที่
ตนเองยอมรับ และไม่เหน็ วา่ บรรดาผู้นำทั้งหลายจะมีความยดึ ม่นั ตอ่ พวกเขา

15

เมื่อพิจารณาจากบริบทของความรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองดังที่กล่าวไปแล้ว จะเห็น
ได้ว่า ผู้ที่อยู่ในข่ายแปลกแยกทางการเมือง จะขาดความเชื่อถือต่อผู้นำทางการเมืองหรือผู้มี
อำนาจในการตัดสินใจทั้งหลาย และมีความรู้สึกว่า สถาบันทางสังคมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่าง
ยง่ิ รฐั บาล ตา่ งกระทำเพ่ือผลประโยชนข์ องกลมุ่ เฉพาะบางกลมุ่ ดงั นัน้ ในความคดิ ของคนเหล่าน้ี
จึงมองวา่ การเมืองเปน็ สง่ิ ทีไ่ ร้ความหมายหรือไมม่ ีความหมายอะไรกบั เขาเสยี เลย

Ollman (1977) ได้สรุปสาระของทฤษฎีความรูส้ ึกแปลกแยกท้ังสองนัยไว้ในหนังสือ
ชื่อ Alienation: Marx’s Conception of Men in Capitalist Society โดยสรุปจากหนงั สอื
ของมาร์กซ์ ชื่อ Economic and Philosophical Manuscripts (1844) ว่าความรู้สึกแปลก
แยกมี 4 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่หนึ่ง มนุษย์ในระบบทุนนิยมแปลกแยกจากกิจกรรมการผลิต
ของเขา ไมม่ บี ทบาทหรือสามารถตดั สนิ การกระทำของเขา จนกลายเปน็ ปรากฏการณ์อย่างหน่ึง
ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกร้าวระหว่างมนุษย์กับการดำเนินชีวิตของเขา ลักษณะที่สอง มนุษย์
ในระบบทุนนิยม แปลกแยกจากผลผลิตของตนเอง คือไม่สามารถควบคุมสิ่งที่มนุษย์ผลิตข้ึน
กลับมคี ุณค่ามาแทน ลักษณะทสี่ าม คอื มนษุ ย์ถกู แยกออกจากเพือ่ นมนษุ ย์ดว้ ยกัน เนือ่ งจากการ
แข่งขันความขัดแย้งระหว่างชนชั้นซึ่งเป็นเหตุทำให้ความร่วมมือระหว่างมนุษย์ด้วยกันไม่อาจมี
ข้นึ ได้ และลกั ษณะทส่ี ่ี คือมนุษยใ์ นระบบทนุ นิยมแปลกแยกจากเผ่าพันธ์ุมนุษย์เพราะเมื่อมนุษย์
แปลกแยกจากธรรมชาติทแ่ี ท้จรงิ ของเขา เขากแ็ ปลกแยกจากเผ่าพนั ธมุ์ นุษยด์ ้วย

จากแนวคิดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ อาจสรุปได้ว่าความรู้สึกแปลกแยกมี 4 ประเภท
คือ 1) ความรู้สึกแปลกแยกจากตนเอง 2) ความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น 3) ความรู้สึกแปลก
แยกจากงานหรืออาชีพ 4) ความรู้สึกแปลกแยกจากค่านิยมทางสังคม ซึ่งมีลักษณะและสาเหตุ
ต่างๆ กนั ออกไป ดงั นี้

1. ความรู้สกึ แปลกแยกจากตนเอง
ความรู้สึกแปลกแยกจากตนเองนี้ ตามแนวความคิดเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกแยก
จากชีวิต และจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ของมาร์กซ์ เกิดจากกิจกรรมการผลิตของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วย
อิสระมีสัมปชัญญะ มีเป้าหมายและมีความสอดคล้องกับกฎของความงามถูกลดระดับลงไปเป็น
เพียงกิจกรรมที่สนองความต้องการของร่างกายของปัจเจกชนคนหนึง่ ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถ

16

ยังชีพอยู่ได้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ชีวิตมนุษย์ไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลย เพราะแท้จริงแล้ว
มนุษย์มีหน้าที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งได้รับการพัฒนาพลังการผลิต ซึ่งมนุษย์ต้องหาแนวทางและ
ความสัมพันธ์ทางการผลิต เพื่อสนองลักษณะเฉพาะอันจะนำมนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ี
สมบูรณ์ ขณะที่มนุษย์สามารถสนองความต้องการอย่างหนึ่งได้สำเร็จ ความสำเร็จก็จะนำไปสู่
ความต้องการใหม่นั้น ซึ่งมนุษย์ก็จะต้องหาวิธีทำให้เป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นหน้าที่ของมนุษย์จึง
ไม่ได้อยู่ที่การกินนอนและสืบพันธุ์ ที่มนุษย์มีเช่นเดียวกับสัตว์เท่านั้น หากแต่ยังต้องมีหน้าท่ี
พัฒนา ชาติพันธุ์ของมนุษย์ให้สมบูรณ์ด้วย แต่ทว่าความรู้สึกแปลกแยกจากชีวิตแห่งเผ่าพันธุ์
มนุษย์ได้ทำให้ชีวิตของมนุษย์กลายมาเป็นเพียงเครื่องมือของคนอื่นหรือสิ่งอื่น และกิจกรรมการ
ผลิตก็เป็นไปเพื่อการรกั ษาร่างกายใหส้ ามารถอยู่รอดไดเ้ ท่าน้นั เอง

ชีวิตแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์คือ ชีวิตแห่งกิจกรรมการผลิต และจากกิจกรรมการผลิตนี้
เอง ที่มนุษย์ได้พิสูจน์ตัวเขาว่าเป็นการดำรงเผ่าพันธุ์อย่างแท้จริง ธรรมชาติเป็นเครื่องมือให้
กิจกรรมการผลิตแห่งชีวิตมนุษย์ดำเนินไปได้ เพราะถ้าไม่มีธรรมชาติ แรงงานก็ขาดวัตถุดิบที่จะ
ทำให้แรงงานกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา และกิจกรรรมการผลิตซึ่งแสดงออกถึงชีวิตแห่งเผ่าพันธุ์
มนุษย์ไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นเพียงการสนองความจำเป็นในการรักษาร่างกายให้อยู่รอดเท่านั้น แต่
เป็นการผลิตที่นำมาซึ่งชีวิตใหม่ที่แสดงลักษณะทั้งหมดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพราะเมื่อใดที่มนุษย์
สามารถใช้แรงงานเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมไปสู่เป้าหมายของตนได้
มนุษย์ก็สามารถคิดสรุปบทเรียนจากการทำงานที่มีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว แล้วนำไป
ปรับปรุงการทำงานครั้งต่อไป เพื่อนำมาซึ่งศักยภาพใหม่และเป็นการสนองความต้องการของ
ร่างกายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าชีวิตแห่งกิจกรรมการผลิตของมนุษย์ไม่ได้แสดงความเป็นตัว
มนุษย์ แต่เป็นเพียงวิถีไปสู่จุดหมายภายนอกแทนที่จะไปสู่จุดหมายในตัวเอง มนุษย์ก็แปลก
แยกจากตนเอง เพราะตัวมนุษย์มีฐานะเป็นเพียงทาสหรือเสมือนวัตถุหรือเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง
เท่านั้น และก็ไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึก ความคิดและความต้องการของตนได้ เพราะท้ัง
ความคิดความรู้สึกและความต้องการเหล่านั้นไมไ่ ด้เปน็ ไปตามที่ตนเองคิดหรือต้องการจะให้เปน็
เลย ดังนั้น ความรู้สึกแปลกแยกจากตนเองจึงหมายถึงสภาพที่บุคคลไม่อาจเข้าใจความรู้สึก
ความคิดตลอดจนพฤติกรรมของตนเองว่า มีเหตุและผล มีความเป็นมา และความเป็นไปเช่นไร

17

หรือไม่สามารถยกระดับจิตใจและเหตุผลของตนให้มีอำนาจเหนือแรงขับจากสัญชาตญาณ เพ่ือ
พัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งความรู้สึกแปลกแยกจากตนเอง สามารถแบ่งออกได้
เป็น 2 ลกั ษณะ คือ

1.1 การไม่เข้าใจความคิดและความรู้สึกของตนเอง การไม่เข้าใจความคิดและ
ความรู้สึกของตนเองนี้ เป็นลักษณะหนึ่งของความรู้สึกแปลกแยกจากตนเองมักจะเป็นอาการ
วิกลจริตว่าเป็นสาเหตุจากความรู้สึกแปลกแยก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของฟรอยด์
(Freud) ที่เห็นว่า คนเมื่อตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ซึ่งได้แก่ อำนาจ เงิน ผู้หญิง ฯลฯ แล้วจะ
ทำให้เขากลายเป็นทาสของความต้องการของตัวเอง แล้วเกิดความขัดแย้งภายในตัว ทำให้เกิด
อาการทางประสาท ความหิว ความกระหาย ความรัก การสร้างสรรค์ การทำลายและความ
ปรารถนาตา่ งๆ ลว้ นแตเ่ ป็นแรงขับที่ทำใหม้ นษุ ยก์ ระทำการตา่ งๆ ข้ึน โดยมีพนื้ ฐานมาจากความ
เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ เม่ือมนษุ ยก์ ระทำแล้วย่อมเข้าใจตัวเองว่า กำลังคดิ หรอื รู้สึกอย่างไร แต่ถ้าไม่
เขา้ ใจแล้วกจ็ ะเกดิ ความร้สู ึกแปลกแยกข้ึน ดงั นัน้ การเข้าใจในความคดิ และความรู้สึกของตนเอง
จงึ เป็นเกณฑห์ นึง่ ของความร้สู กึ แปลกแยกจากตนเอง

1.2 การไม่เข้าใจในพฤติกรรมของตนเอง เมื่อมนุษย์ลดระดับกิจกรรมการผลิต
ของชีวิตมาเป็นเพียงวิถีทางสนองตอบต่อความต้องการทางร่างกาย ทำให้กิจกรรมกลับ
กลายเป็นเพียงเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดได้แทนที่จะเป็นกิจกรรมอิสระ และผู้สร้างสามารถกำหนด
ทิศทางได้ เมื่อกิจกรรมที่บุคคลกระทำลงไปไม่ได้เป็นกิจกรรม ที่นำรางวัลหรือผลตอบแทนทาง
จิตใจมาสู่บุคคล หรือเมื่อบุคคลต้องผูกมัดตนเองอยู่กับกิจกรรมซึ่งไม่มีรางวัลหรือความน่าพึง
พอใจ แตต่ ้องทำเพือ่ ผลตอบแทนอันเปน็ สง่ิ ภายนอก มนุษยจ์ ึงไม่อาจเขา้ ใจพฤตกิ รรมของตนเอง
ได้ จงึ นบั เปน็ ความร้สู กึ แปลกแยกจากตนเอง

2. ความรสู้ กึ แปลกแยกจากผู้อ่นื
Marcuse (อ้างถึงใน สุรพงษ์ ชัยนาม, 2517, หน้า 65 - 66 ) ได้วิเคราะห์ว่า
ความรูส้ กึ แปลกแยกจากผูอ้ ่นื เป็นผลมาจากความรสู้ กึ แปลกแยกของมนุษยจ์ ากผลผลติ และจาก
ชวี ติ เผ่าพันธ์ุมนษุ ย์ซึ่งเป็นชวี ิตแห่งกิจกรรมการผลิตที่มสี ัมปชัญญะ มีเป้าหมาย เป็นอิสระ และ
สอดคล้องกับกฎของความงาม และเป็นกิจกรรมทีแ่ สดงถึงการพฒั นาความสามารถของมนษุ ยท์ ่ี

18

แตกต่างจากสัตว์ เพราะมีการจัดการและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อมนุษย์
พบวา่ ตนเองเป็นคนแปลกแยก เขากจ็ ะเห็นวา่ คนอ่ืนย่อมแปลกแยกไปด้วย ความรู้สกึ แปลกแยก
จากผลผลิตปรากฏอยู่ในลักษณะของกิจกรรมของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับผู้อื่น ความรู้สึกแปลกแยก
จากผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งของการแปลกแยกจากผลผลิต เพราะผลผลิตที่ได้ไม่ใช่เป็นของผู้ผลิต แต่
กลับกลายเป็นของอีกคนหนึ่ง ซึ่งแปลกแยกต่อผู้ผลิต ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึง
กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ผลิตทใี่ ชพ้ ลงั แรงงาน คือกรรมกรกับผู้ท่ีได้รับผลจากการผลิต
ของกรรมกร ซึ่งก็คือนายทุนนั่นเอง ผลผลิตจึงไม่ใช่ผลผลิตเพื่อสังคม และไม่ใช่ผลผลิตแห่ง
เผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เป็นผลผลิตเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายทุน จากความสัมพันธ์ระหว่าง
นายทุนกับกรรมกร ดังกล่าวมาแล้วนั้น ทำให้ผู้ขายแรงงานมีฐานะยากจนลงเรื่อยๆ
ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นการปฏิเสธมนุษย์ มิให้ได้รับสิ่งต่างๆ ทำให้มนุษย์ขาดความสำนึก และ
ความเป็นตัวของตัวเอง และรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุ ผลิตผลของมนุษย์จะ เป็นส่ิง
กำหนดความต้องการของมนุษย์ และสิ่งของเหล่านี้รับใช้นายทุนผู้ที่ไม่ต้องออกแรงทำงาน
ผลผลิตจึงไม่ได้สนองความต้องการของผู้ขายแรงงานเลย แรงงานที่กรรมกรใช้ไป จึงอยู่ใน
ลักษณะของแรงงานบังคับ ตัวมนุษย์เองก็กลายเป็นตัวสินค้าชนิดหนึ่ง และถูกโยงเข้ากับสินค้า
แทนที่จะอยู่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เสรีภาพตลอดจนอิทธิพล และความต้องการของมนุษย์ก็จะ
ถกู กำหนดโดยปจั จยั ของสินค้า ท้งั หมดนีเ้ ปน็ เพราะความบา้ คลั่งหลงใหลอย่างงมงายในวัตถุของ
มนุษย์ มาร์กซ์ได้วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ต่างก็ห่างเหินจากกันและมองเห็นกัน
และกนั เป็นวตั ถุและสนิ คา้ ความสัมพนั ธ์ระหว่างบคุ คลกลายเป็นความสัมพันธ์กนั โดยมีวัตถุเป็น
ตัวกำหนด มนุษย์จึงไม่ได้ขายแต่เพียงสินค้าแต่ยังได้ขายตนเองอีกด้วย เช่น กรรมกรขาย
แรงงานทางกาย นักธุรกิจ แพทย์ เสมียนก็ขายแรงงานของตนที่ปรากฏออกมาในรูปสินค้าและ
บริการ ความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างเต็มที่ เพื่อวิธีทางไปสู่
เป้าหมายของตนเองในลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบมนุษย์ จึงเห็นได้ว่าความรู้สึกแปลก
แยกจากผู้อื่นก็คือการที่บุคคลมีความสัมพันธ์ในทางลบกับคนอื่นๆ มองเห็นผู้อื่นเป็นเครื่องมือ
หรือวิธีทางทีจ่ ะใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้บรรลจุ ุดประสงค์ของตน ทำให้มนุษย์เกิดความ
เหงา เปล่าเปลี่ยว และขาดความสัมพันธ์ทางความคิดกับผู้อื่น ความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่นมี

19

องค์ประกอบยอ่ ย ดังน้ี
2.1 Feuerlicht (อ้างถึงใน จารุณี มณีกุล, 2531, หน้า 78) สรุปว่า ความ

เหงาเปล่าเปลี่ยวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนยุคใหม่ เพราะความสัมพันธ์ของคนไม่ใช่เป็น
ความสัมพันธ์แบบมนุษย์ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีกฎของตลาดเป็นตัวกำหนด โดยต่างมีผู้
แข่งขันที่ต่างฝ่ายต่างต้องต่อสู้กันทางเศรษฐกิจ เมื่อมนุษย์รู้สึกเป็นอิสระจากข้อผูกมัด เขาจะมี
ความสำนึกในความมั่นคงปลอดภัยและรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่เมื่อเขาไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งท่ี
เป็นของเขาแล้ว เขาก็ไม่รู้สึกถึงค่าและความหมายในชีวิต เขาถูกข่มขู่ด้วยอำนาจที่อยู่เหนือเขา
ได้แก่ เงิน และตลาด ความสัมพันธ์ของเขากับผู้อื่น ได้แก่ นายทุนเป็นรูปของการกดขี่ข่มเหง
และห่างเหินกัน ทำให้เขารู้สึกเหงาและโดยเดี่ยว ความเหงาเปล่าเปลี่ยวเป็นลักษณะของ
ความร้สู ึกเดียวดาย และตอ้ งการทีจ่ ะมีความสัมพันธ์กบั ผูอ้ ื่น แตผ่ ทู้ ่มี ีความรู้สึกแปลกแยกน้ันจะ
มีความรู้สึกว่า เขาขาดความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และขาดความสัมพันธ์อันดีต่อผู้อื่น ทำให้เขา
ไร้ความสุขไม่สามารถมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ คนจะเกิดความเหงาเมื่อเขาขาดความสัมพันธ์
กับผู้อื่น และขาดการได้รับยกย่องจากผู้อื่น ตลอดจนเมื่อเขาถูกกดขี่ ขูดรีด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
เขาลม้ เหลวในการสร้างความสัมพนั ธ์กับผอู้ ่นื เขาก็จะปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังเพยี งผู้เดียว เขาจึง
เกิดความเหงาเปล่าเปลี่ยวในท่ีสุด โดยสรปุ แล้วความเหงาเปล่าเปล่ยี วกค็ อื การท่บี ุคคลท่ีรู้สึกว่า
ตนเองอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม แต่กลับมีความรู้สึกเหมือนกับตนเองนั้น อยู่ตามลำพังเพียงผู้
เดียว ทั้งนี้เนื่องจากเขาขาดการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด กับผู้อื่นรวมทั้งขาดการยอมรับนับ
ถือจากผอู้ น่ื นน้ั เอง

2.2 เพ็ญแข ประจนปัจจนึก และคนอื่น ๆ (ม.ป.ป., หน้า 23) สรุปไว้ว่าการขาด
ความสัมพันธ์ทางความคิด บุคคลจะมีความรู้สึกต่อตนเอง โดยอาศัยการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
หรือการที่บุคคลรู้ว่าตนเองเป็นใครหรืออย่างไรนั้น เพราะมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งสิ้น เจมส์
(James) และ คูลีย์ (Cooley) มีความคิดเห็นตรงกันเกี่ยวกับความคิดเรื่องตน (Self) ว่าบุคคล
จะรู้จักตนเองว่าเป็นอย่างไรนั้น เพราะการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยในขณะที่บุคคลมีการ
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น บุคคลจะประเมินพฤติกรรมของตนเองจากท่าทีที่ผู้อื่นแสดงออกต่อตน
ด้วยเหตุนี้ผู้อื่นจึงทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ให้แก่บุคคลในการที่จะส่องให้เห็นว่าพฤติกรรมของ

20

เขาเป็นเชน่ ไร กระบวนการเกดิ ความรู้สึกต่อตนโดยผ่านทางบุคคลอื่นโดยอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์
กันนี้ เรียกว่า “กระบวนการกระจกส่องหน้า” (looking-glass Self) ขบวนการนี้จะเกิดและ
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยครอบครัวเป็นแกนสำคัญ ในการที่จะสร้างความรู้สึก
เกี่ยวกับตนให้แก่บุคคลขึ้นมาได้ ส่วนมี๊ด (Meed) สนับสนุนความคิดเรื่องตนเองของเจมส์ กับ
คูลี่ย์ พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า จากการที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กันนี้ ทำให้บุคคลสามารถสวม
บทบาทของผู้อื่น และเข้าใจบทบาทของบุคคลในสังคม รวมถึงบทบาทของตนเองด้วย การ
เข้าใจเกี่ยวกับตนเอง (self conception) ของบุคคลจะกว้างขึ้น จากสังคมกลุ่มเล็กตั้งแต่
ครอบครัว กลุ่มเพื่อนไปจนถึงกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม จนในที่สุดบุคคลจะเข้าใจบทบาททางสังคม
ของคนทุกประเภทในสังคม รวมทั้งบทบาทของตนเองด้วย สรุปได้ว่าความรู้สึกแปลกแยกจาก
ผู้อื่นด้านการขาดความสัมพันธ์ทางความคิดนั้น เป็นการแยกขาดจากกลุ่มที่เขามีส่วนร่วมอยู่
และประสบความลม้ เหลวในการมีปฏิสมั พันธก์ ับผู้อ่ืนอกี ดว้ ย

3. ความรูส้ ึกแปลกแยกจากงาน
มาร์กซ์ให้แนวคิดเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกแยกจากงานว่า ในระบบการทำงานซ่ึง
งานเป็นสิ่งนอกตัวของคนงาน งานไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของเขาในระบบการทำงาน
ซึ่งงานเป็นสิ่งนอกตัวของคนงาน งานไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของเขา และไม่ได้ยืนยัน
ต่อเขา แต่งานเป็นสิ่งที่ปฏิเสธตัวเขา เขาจึงรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่มีความสุขและไม่พัฒนาทางด้าน
ร่างกายและจิตใจอย่างเสรี งานทำให้จิตใจของเขาเสื่อมลง เขาจึงรู้สึกสบายใจเมื่อไม่ได้ทำงาน
ทั้งนี้เพราะงานเป็นสิ่งที่เขามิได้กระทำด้วยความสมัครใจ แต่เป็นการบังคับ เขาจึงมักหลีกเลี่ยง
การทำงาน เพราะมันไม่ได้สนองความต้องการของเขา แต่มันเป็นมรรคหรือวิธีสนองความ
ตอ้ งการดา้ นอืน่ ๆ และจากการที่งานมีลักษณะอยู่ภายนอกตัวคนงานนัน้ คนงานจงึ รสู้ กึ วา่ งานที่
ทำนั้นไมไ่ ด้ทำเพื่อตนเอง แตเ่ พอื่ ผอู้ ่นื ดงั น้นั ในการทำงานเขากไ็ มไ่ ด้เปน็ ตัวของตวั เอง แต่ต้องอยู่
ภายใต้คนอื่น การที่บุคคลไม่สามารถคาดหมายการกระทำของตนเองได้ มองไม่เห็นเป้าหมายท่ี
แท้จริงของกิจกรรม เนื่องจากขาดความเข้าใจในกิจกรรม และกิจกรรมนั้นก็ไม่ได้นำมาซึ่ง
ความสุข ความพึงพอใจ และความภูมิใจมาให้แก่เขา แต่กลับทำลายเขา ทำให้เขาไม่สามารถ
พัฒนาความสามารถของตัวเองได้เลย แต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดนี้ ทำให้บุคคลมีความรู้สึก

21

แปลกแยกจากงาน ซ่ึงอาจแบ่งเปน็ องค์ประกอบย่อย ได้ดงั น้ี
3.1 Kalleberg ( อ้างถึงใน จารุณี มณีกุล, 2531, หน้า 60 ) อ้างว่าความไม่พึง

พอใจต่องาน ซึ่งเป็นทัศนคติของคนต่อบทบาทและสถานภาพของงาน ซึ่งแสดงออกมาในรูป
ของค่านิยมต่องาน (work values) ซึ่งได้แก่การที่งานเปิดโอกาสให้คนงานสามารถพัฒนา
ความสามารถได้ คนงานสามารถกำหนดทิศทางของงานได้ด้วยตนเอง และยังสามารถมองเห็น
ผลลัพธ์ของงานได้ ส่วนความสะดวกสบายในการทำงานนั้น ได้แก่ การเดินทางที่สะดวกสบาย
ทั้งไปและกลับจากที่ทำงาน การมีชั่วโมงหรือช่วงการทำงานที่ดี มีอิสระจากข้อขัดแย้งภายใน
การทำงาน เป็นต้น ผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำงาน ได้แก่ เงินรายได้ ผลประโยชน์และ
สวัสดิการ ในการทำงาน ที่คนงานต้องการ งานจึงเปิดโอกาสให้คนงานได้สร้างความสัมพันธ์ต่อ
เพื่อนร่วมงานอีกด้วย เมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเช่นที่ปรากฏในปัจจุบัน คนจึงเกิด
ความรู้สึกแปลกแยกจากงาน ซึ่งได้แกภ่ าวะที่คนงานไม่รู้สึกยินดียินร้าย ไม่มีความผูกพันกับงาน
ที่ทำ จนถึงที่สุดก็ไม่พอใจต่อสภาพที่เขาเป็นอยู่ แต่เขายังฝืนทนทำอยู่ด้วยความรังเกียจต่อสิ่ง
ต่างๆ ที่บีบบังคับเขา เขาดูถูกตนเองที่ยอมจำนนต่อสิ่งต่าง ๆ และเขาได้ให้คุณค่าสูงต่อการ
กระทำในสิ่งที่เขาไม่สามารถกระทำได้ หรือในสิ่งที่เขาคิดว่าตนไม่มีความสามารถเพียงพอ จาก
สภาพดังกล่าวแสดงว่าเขาเกิดความขัดแย้งระหว่าง สภาพที่เขาต้องการรับสภาพที่เป็นจริง
ความไม่พึงพอใจต่องาน ต่อนายจ้าง ต่อเพื่อนร่วมงานจึง เกิดขึ้นกับเขา และความไม่พึงพอใจ
ตอ่ ขอ้ จำกดั ต่างๆ ของงานท่ีตนทำอยมู่ กั จะพบมากในสภาพของการทำงานในปัจจบุ นั

3.2 การไม่มีโอกาสแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้ สังคมเป็นตัวกำหนด
สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวตามลำพังคนเดียวได้ แต่ต้องอยู่
ร่วมกัน ความสามารถทางการผลิตปัจจัยในการดำรงชีพ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถ
ของมนุษย์ ในตอนแรกมนุษย์เป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ จนกระท้ัง
มนุษย์สามารถควบคุมและเอาชนะธรรมชาติได้ เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันก็จำเป็นต้องแบ่ง
แรงงานกัน เช่น ในสมัยดั้งเดิม ผู้ชายมีหน้าที่หาอาหาร ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านเรือน
กระบวนการแบ่งงานนี้พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ จากการแบ่งงานทำใน
ครอบครัวในสังคมด้ังเดิม วิวัฒนาการมาสู่ความเป็นสงั คมทาส โดยเริ่มจากการทำสงครามทำให้

22

ผู้แพ้ตกเป็นทาส ผู้ชนะเป็นเจ้าของผลผลิตและเจ้าของทาส ในสังคมศักดินาผู้เป็นเจ้าของ
ผลผลิตคือเจ้าของที่ดิน ส่วนผู้ผลิตเป็นชาวนา ในสังคมทุนนิยม ตามความคิดของมาร์กซ์นั้น
นายทนุ เปน็ เจ้าของผลผลิต และกรรมกรเปน็ ผผู้ ลติ การแบง่ งานเปน็ การแยกปัจจัยการผลิตออก
จากผู้ผลิต จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันด้านผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม
เนื่องจากมีการกระจายของแรงงาน และผลผลิตของแรงงานไม่เท่าเทียมกัน และการแบ่งงานก็
เกิดจากต้องการแลกเปลี่ยนผลผลิตซึ่งกันและกัน ที่กระตุ้นให้คนแลกเปลี่ยนผลผลิตมีความเหน็
แก่ตัวมากขึ้น การแบ่งงานกันทำมีผลทำให้เกิดผู้ชำนาญเฉพาะอย่างขึ้น ดังนั้นบุคคลจึงไม่มี
โอกาสพัฒนาศักยภาพด้านอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตัวเองได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมทุนนิยมที่มี
การแบ่งงานซับซ้อน ยิ่งทำให้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร คนไม่มีโอกาสพัฒนา
ศกั ยภาพทแ่ี ฝงอยู่ให้กลายเปน็ จริงขึ้นมาได้ แมว้ า่ การแบ่งงานทำให้ได้ผลผลติ เพ่ิมข้ึน แต่ก็ทำให้
สมรรถภาพของคนลดลง เพราะเขาถูกบีบบังคับให้ทำงานด้านเดียวเหมือนเครื่องจักร การ
ทำงานที่ซ้ำซาก จำเจ ทำให้เขาไม่มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในทุกทาง ดังนั้นความสามารถของ
บุคคลก็ถูกจำกัดให้แคบลง ต้องทำงานหน้าที่อย่างเดียวที่ซ้ำซากจำเจ บุคคลก็ไม่มีความคิดใน
เชิงสร้างสรรค์ ไม่มีอิสระในการตัดสินใจโดยลำพัง หรือกำหนดกระบวนการผลิตได้ด้วยตัวเอง
กิจกรรมที่บุคคลกระทำนั้นจึงไม่ได้แสดงความเป็นตัวของเขา และแสดงความสามารถที่แท้จริง
ของเขาออกมาอย่างเตม็ ที่ จึงกลายเป็นคนทม่ี ีความรสู้ ึกแปลกแยกไปในทีส่ ดุ

3.3 Fromm ( อ้างถึงใน จารุณี มณีกุล, 2531, หน้า 64-65 ) อ้างว่าการกระทำ
ตามบทบาททางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด ในสังคมทุนนิยมนั้น ความสำเร็จทางด้านวัตถุ
กลายเป็น เป้าหมายสำคัญ ดังนั้น ความหายนะของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับการเติบโตของระบบ
เศรษฐกิจ มนุษย์จึงกลายเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ เพียงชิ้นหนึ่งของเครื่องจักร และการทำงาน
เพื่อสนองความต้องการภายนอกเท่านั้น ในการที่มนุษย์ได้ขายแรงงานของตนไปในตลาด เขา
รู้สึกว่าการทำงานไม่ได้มาจากความรักและความคิด แต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของเศรษฐกิจ สังคม
เพื่อสนองความต้องการและปฏิบัติตามหน้าที่ตามระบบสังคม และเพื่อความสำเร็จ เขาจึงต้อง
ขายตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิดให้แก่นายทุน เมื่อมนุษย์มีลักษณะดังเช่นสิ่งของที่
สามารถซื้อขายได้ในตลาด ความรู้สึกต่องานจึงไม่ได้เต็มไปด้วยความรักและความคิดสร้างสรรค์

23

แต่ต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับและความคิดเห็นของผู้อื่น ทำตามความคิดเห็นของผู้อื่นตลอดมา
เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับตน มนุษย์จึงกลายเป็นเสมือนมนุษย์กลหรือหุ่นยนต์ก็ไม่ปาน การที่ไม่ได้
ทำงานหรือกิจกรรมเพื่อตนเอง แต่ทำเพื่อคนอื่นเพียงเพื่อความอยู่รอดนั้น ทำให้เขาเกิด
ความรสู้ กึ แปลกแยก

3.4 จารุณี มณีกุล (2531, หน้า 65 - 66) อ้างว่าความไร้อำนาจในการควบคุม
ปัจจัยต่าง ๆ ในการทำงาน ในสถานการณ์การทำงานของคนงานในระบบทุนนิยม สิทธิและ
กระบวนการตัดสินใจของเขาถูกเจ้าของกิจการหรือนายทุนยื้อแย่งไป กระบวนการผลิตคนงานจึง
อยู่ในสภาพไร้อำนาจเพราะกระบวนการผลิตอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเขา เขาไร้
ความสามารถควบคุมกระบวนการผลิต เพราะเหตุว่าผลผลิตจากแรงงานและกิจกรรมการผลิต
นั้นไม่ได้เป็นของคนงาน แต่เป็นของนายทุน ซึ่งคนงานได้ขายให้แก่นายทุน ทั้งนี้เพราะในการ
ผลติ นายทนุ เป็นผูก้ ำหนด และควบคุมทุกอย่าง คนงานมหี น้าท่ปี ฏบิ ัตติ ามเท่าน้ัน ขณะเดียวกนั
มนุษย์ก็พยายามจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลก โดยการยอมจำนนต่อผู้อื่น ต่อสถาบัน ต่อ
พระเจ้า เขาหลอมตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ผู้อื่น สิ่งอื่นนอกตัวเขาและตัวเขาเองทำให้
ตนต้องประสบความไร้อำนาจ ที่ไม่พึ่งพาตัวเองได้ และยอมจำนนต่อสิ่งต่างๆ อย่างไม่รู้ตัว
แทนที่มนุษย์จะมีอิสระพัฒนาศักยภาพของตนเองในฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ทว่าเขากลับ
มีชีวิตขึ้นอยูก่ ับสิ่งที่เขายอมจำนน เมื่อมนุษย์รู้สึกไร้อำนาจตกอยูใ่ ต้อิทธิพลของสิ่งภายนอก เขา
ก็ไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ เขารู้สึกไม่สามารถแก้ไขหรือทำอะไรได้
เลยกับสภาพชีวิตและสังคมที่เป็นอยู่ ฉะนั้น ความไร้อำนาจจึงเป็นความรู้สึกไม่สามารถควบคุม
เหตกุ ารณ์ และโครงสรา้ งทางเศรษฐกิจสังคมและการเมอื งได้ ดงั น้ัน เมือ่ มนุษย์ถูกบังคับให้เลือก
กระทำสง่ิ ทต่ี นไมส่ ามารถเลือกได้ ไมส่ ามารถกำหนดและควบคมุ กระบวนการทำงาน ต้องตกอยู่
ภายใตก้ ารควบคมุ ของสงิ่ อ่นื หรือผู้อนื่ จงึ ทำให้เขาเกิดความร้สู ึกแปลกแยกจากการทำงาน

4. ความรู้สึกแปลกแยกจากค่านยิ ม และมาตรฐานการประพฤตขิ องสังคม
นักสังคมวิทยาเห็นว่าความรู้สึกแปลกแยกจากค่านิยม และมาตรฐานการประพฤติ
ปฏิบัติของสังคม หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างตนเองกับ
วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยมของสังคม ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปของสังคม แบ่งเป็น

24

องคป์ ระกอบยอ่ ยได้ ดงั นี้
4.1 การปฏเิ สธคา่ นยิ มของสงั คม
Schacht ( อ้างถึงใน จารุณี มณีกุล, 2531, หน้า 71 ) เห็นว่าการปฏิเสธ

ค่านิยมของสังคมเป็นการไม่ยอมรับเป้าหมายที่สังคมกำหนดขึ้นเป็นค่านิยมพื้นฐานอันเป็นสิ่ง
สำคัญและจำเป็นต่อชีวิต ค่านิยมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แสดงลักษณะของมนุษย์ เป็นผลมา
จากความคิด การสร้างสรรค์ของมนุษย์และจากสิ่งแวดล้อม ในสมัยเริ่มแรกมนุษย์เพียงต้องการ
สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้น โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพื่อสนองตอบต่อความต้องการ
ทางด้านชีววิทยาเท่านั้น แต่เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันกลายเป็นสังคม ในสังคมมนุษย์มีความรู้
ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมายและวัฒนธรรม ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อต้องการรักษาชีวิตไว้
เพื่อการสื่อสาร และเพื่อให้มีความคิดในแนวเดียวกันในกลุ่ม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง
วิวัฒนาการของมนุษย์ในชั้นที่สูงกว่าการสร้างสิ่งต่าง ๆ เพียงเพื่อสนองความต้องการทาง
ชีววิทยา ซึ่งวิวฒั นาการขั้นนี้เรียกวา่ ความต้องการทางสงั คม ความต้องการทางสังคมของมนุษย์
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถบำบัดความต้องการอันจำเป็นของตน และช่วยให้สังคม
เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สังคมจึงได้จัดให้มีวิธีการในอันที่บุคคลจะได้รับการสนองตอบ
ความต้องการทางชีววิทยา โดยกำหนดกฎเกณฑ์และวิธีการที่สังคมยอมรับ และมีการบังคับให้
บุคคลแต่ละคนยอมรับและปฏิบัติตามด้วย สำหรับประโยชน์ที่มนุษย์จะได้รับโดยการใช้สิทธิ
และอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางสถาบันด้วยความเต็มใจนั้น มนุษย์จะได้รับโดยผ่าน
ทางสถาบันที่จะใช้อำนาจกำหนด และควบคุมรักษาความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต ซึ่งเป็นผลใน
ทางบวก ดังนั้น ชีวิตในสังคม จึงเป็นสิ่งน่าพึงพอใจมากกว่าชีวิตตามสภาพธรรมชาติที่มนุษย์มี
ชีวิตไม่ยืนยาว แต่เป็นชีวิตท่ีโหดเห้ียมและอ้างว้าง ดังน้ัน บคุ คลทตี่ อ่ ต้านเป้าหมายที่กำหนดให้
โดยสังคม ที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงเป็นคนที่มีความรู้สึกแปลกแยก เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็น
สมาชิกคนหนงึ่ ของสงั คม ท่ตี ้องปฏิบตั ิตามกฎของสังคม เขามีความคดิ ว่ากฎเกณฑเ์ หล่าน้นั เป็น
สิ่งที่แปลกแยกต่อเขา ซึ่งความคิดดังกล่าวมาจากความเข้าใจของเขาเอง เขามีความสุขใน
ความคิด ความเข้าใจของตัวเขาเอง ตลอดจนยึดมั่นและยืนยันในความคิดดังกล่าว ฉะนั้นคนท่ี
ใหค้ ณุ ค่าตำ่ ต่อเป้าหมายท่ผี ้อู ่ืนให้คุณคา่ อยา่ งสงู ในสังคม จงึ กลายเปน็ คนแปลกแยกไปในที่สุด

25

4.2 การปฏเิ สธมาตรฐานการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องสังคม
อุบล เสถียรปกิรณกรณ์ (2528, หน้า 13) อ้างว่าเมื่อมนุษย์มาอยู่ร่วมกัน

เป็นสังคม ก็เกิดการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อควบคุมแบบแผนแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งนี้
เพอื่ สงั คมจะสามารถแก้ปญั หาและทำหน้าที่ ต่าง ๆ ทจี่ ำเปน็ แกก่ ารดำรงอยขู่ องสงั คมได้ เพราะ
มนุษย์แตล่ ะคนน้ันมีความต้องการ ต่างๆ ของตนเอง ซึ่งถ้าปล่อยให้ทุกคนหาความพอใจ โดยไม่
มีการควบคุมแล้วก็ย่อมเป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ดังนั้นสังคมจึงต้องหาวิธีการมา
คอยควบคุมบังคับให้บุคคลรักษาระเบียบให้ได้ วิธีการนั้น ได้แก่ กฎหมาย กฎศีลธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี บุคคลในสังคมจะสามารถปฏิบัติตนต่อผู้อื่นได้อย่างถู กต้องตาม
ระเบียบที่สังคมวางไว้ เพื่อให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกัน
อย่างสงบสุขได้นั้นบุคคลต้องได้รับการอบรมสั่งสอน เพราะระเบียบของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ใน
ธรรมชาติท่ีทุกคนสามารถร้ไู ดด้ ว้ ยสญั ชาตญิ าณ แตท่ วา่ เพราะระเบยี บเป็นสิ่งท่ีคนกำหนดกันข้ึน
เอง และแม้ว่าระเบียบสังคมที่มีนั้นได้มีการถ่ายทอดให้กับสมาชิกใหม่ เพื่อให้ปฏิบัติตามได้
ถูกต้อง บุคคลก็อาจไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามก็ได้ เพราะระเบียบสังคมที่มนุษย์ด้วยกันสร้าง
ขนึ้ มานนั้ เปน็ สงิ่ ทีน่ อกเหนอื สภาพธรรมชาติ และมักจะฝนื ความพอใจในธรรมชาตขิ องตวั บุคคล
ตามปกติ ดังนั้น บุคคลจึงอาจเกิดข้ึนไม่เต็มใจท่ีจะปฏิบตั ิตามก็ได้ ความรู้สึกไมพ่ อใจหรือไม่เห็น
ด้วยกับระเบียบกฎเกณฑ์ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับและ
ประพฤติปฏิบัติตาม และได้แสดงออกให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ต่อต้านระเบียบของสังคมนั้น การที่
เขากระทำในสิ่งที่ฝ่าฝืนต่อกฎและระเบียบของสังคม เพื่อต้องการให้ตนเองบรรลุเป้าหมายที่
ต้องการได้นั้น แสดงวา่ เขามคี วามรสู้ กึ แปลกแยกจากมาตรฐานการประพฤตปิ ฏิบัติของสงั คม

สิทธิพันธ์ พุทธหุน. (2551, หน้า 139 - 142) ได้สรุปว่า มาร์กซ์ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่าง
หนักว่าสังคมนายทุนนั้นทำให้ความปรารถนาที่จะมีหรือเป็นเจ้าของและความปรารถนาที่จะใช้
กลายเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งมาร์กซ์เรียกคนเหล่านี้ว่า “คนพิการ” และเรียก
สงั คมนายทนุ ว่าเป็นสังคมที่ป่วยน่นั เอง โดยทีค่ วามพิการท่ีมาร์กซ์อ้างนี้ เปน็ ความพิการทางจิต
ของคนในสังคมนายทุน ซึ่งสิ่งที่สามารถจะมาเยียวยารักษาให้หายได้ก็โดยอาศัยลัทธิ

26

คอมมิวนสิ ตเ์ ทา่ นน้ั โดยท่ีลักษณะความพิการทางจิตนี้ มารก์ ซ์เรยี กว่า “ความร้สู ึกแปลกแยก”
(Alienation)

ความจริงแล้ว คำว่าความรู้สึกแปลกแยกนี้ มาร์กซ์ไม่ใช่เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ เฮเกล
(Hegel) เป็นคนคิดค้นและใช้คำนี้มาก่อน โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกแยกไว้ใน
หนังสือ “The Phenomenology of Mind” วา่ ความร้สู ึกแปลกแยก มีความหมายอยู่ 2
ประการ กล่าวคือ ประการแรก ความรู้สึกแปลกแยกเป็นสภาวะที่บุคคลแยกตัวออกจากความ
เป็นจริงทางการเมืองในระดับที่แตกต่างกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นสภาวะที่บุคคลหน่ึง
ตัดสินใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด ประการที่สอง หมายความถึง
สภาวะที่บุคคลยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งแวดล้อมทางการเมืองและมอบสิทธิของตนให้กับผู้อื่น โดยมี
ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับส่วนต่าง ๆ ของสังคมการเมืองเนื้อหาของคำว่าความรู้สึกแปลกแยกนี้
เฮเกล บอกว่าก็คือเมื่อธรรมชาติสิ่งต่าง ๆ ในโลกรวมทั้งมนุษย์เองกลับกลายมาเป็นสิ่งที่แปลก
สำหรับมนุษย์เสมือนเป็นส่งิ ทอี่ ยหู่ า่ งไกลไม่ใช่เปน็ ของเขาทัง้ ๆท่ีเป็นของเขาเอง

มาร์กซ์ได้วิเคราะห์ความรู้สึกแปลกแยกนี้ไว้ในหนังสือเรื่อง The Economic and
Philosophical Manuscripts ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1844 โดยเริ่มวิเคราะห์จากปรากฏการณ์
ความรู้สึกแปลกแยกทางศาสนาก่อนแล้วหันมาวิเคราะห์ความรู้สึกแปลกแ ยกของแรงงาน
มาร์กซ์ได้เขียนไว้ว่า “กรรมกรจะยิ่งจนลงเมื่อเขาย่ิงผลิตความมั่นคั่ง และยิ่งเพิ่มพลังและขยาย
ขอบเขตการผลิตขึ้นอีก” และเนื่องจากกรรมกรและถ่ายเทชีวิตจิตใจให้กับผลผลิตท่ีตนผลิต
ขึ้นมา แต่ผลผลิตออกมานั้นหาใช่ของตนไม่ แต่กลับเป็นของนายทุนไป ฉะนั้นเมื่อกรรมกร
เพิ่มผลผลิตมากขึ้นชีวิตจิตใจของกรรมกรก็จะเหลืออยู่ในร่างมนุษย์น้อยลง เช่นเดียวกับการท่ี
มนุษย์อุทิศชีวิตจิตใจให้กับพระเจ้า ชีวิตจิตใจทีเหลือในตัวมนุษย์คนนั้นก็จะน้อยลง ด้วยเหตุน้ี
ในสังคมนายทุนนนั้ ชีวติ จติ ใจของมนษุ ย์จะถูกโอนไปสผู่ ลผลติ ซ่ึงเขาไมไ่ ด้เป็นเจา้ ของ แรงงาน
ของเขาเองท่ีใช้ไปเพื่อการผลิตก็หาได้เป็นไปเพื่อสนองความต้องการหรือด้วยความพึงพอใจของ
กรรมกรไม่ แต่กลับไปตอบสนองความต้องการของนายทุนไป

27

Ollman (1975, pp.131 - 153) ได้สรุปว่า จากสภาพของกรรมกรในสงั คมนายทุน
มารก์ ซ์จึงได้วางแนววิเคราะหค์ วามรสู้ ึกแปลกแยกน้ีออกเป็น 4 ประการ ซึง่ ครอบคลมุ สภาพที่
เป็นอยู่ของมนุษย์ท้งั หมด

ประการแรก วา่ ด้วยการสมั พนั ธ์ของกรรมกรกับกจิ กรรมทางการผลิตซ่ึง มารก์ ซ์บอกว่า
ในสงั คมนายทุนน้นั กรรมกรจะรู้สึกแปลกแยกจากกจิ กรรมทางการผลิตของเขาเอง แล้วส่งิ ท่ี
ก่อใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ แปลกแยกคอื อะไร ซึ่ง Bottomore (1961, p. 72) อา้ งว่า มารก์ ซ์ได้ตอบไว้
ดงั นี้

“จากข้อเท็จจริงในประการแรกที่ว่าแรงงานเป็นสิ่งนอกกายของกรรมกรกล่าวคือ ไม่ได้
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในการทำงานของเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ยึดมั่นแต่กลับปฏิเสธตนเอง ไม่
รู้สึกพึงพอใจไม่สบายใจ ไม่ได้พัฒนากำลังร่างกายและสมองอย่างเสรีแต่กลับทำลายร่างกาย
และจิตใจของเขาเอง ดังนั้นกรรมกรจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ภายนอกผลงาน และในการทำงานจะ
รู้สึกว่าอยู่ภายนอกตัวเขาเอง เขาอยู่ที่บ้านเมื่อเขาไม่ทำงาน และเมื่อเขาทำงานเขาไม่ได้อยู่
บ้าน ดังนั้นแรงงานของเขาจึงไม่ใช่แรงงานที่สมัครใจ แต่เป็นแรงงานที่ถูกบังคับแรงงานจึงไม่ได้
สนองตอบต่อความจำเป็นใด ๆ แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะสนองความจำเป็นที่อยู่ภายนอกตัว
มันเอง”

จากคำตอบอันนี้ เราจึงเห็นได้ว่าทั้งร่างกายและจิตใจของกรรมกรในสังคมนายทุนนั้น
ถูกกระทำทารุณกรรมอย่างหนกั ในทางร่างกายน้ัน กรรมกรถูกบีบบังคับให้ทำงานในท่ีแคบ ๆ
กับเครื่องจักรสภาพของโรงงานก็อยู่ในสภาพที่ทำลายสุขภาพ ไม่ปลอดภัย กรรมกรที่ ทำงาน
บางอย่างก็จะมีกล้ามเนื้อโตเกินไป ในงานบางอย่าง กรรมกรที่กล้ามเนื้อลีบเพราะไม่ได้ใช้บ้าง
ก็มือหยาบกระด้าง นิ้วขาด ปอดเสีย เหลืองซีด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสำหรับเชื้อโรคร้ายที่จะ
เข้าไปคุกคามชีวิตกรรมกรอย่างยิ่ง กรรมกรต้องทำงานรับใช้เครื่องจักร จนในที่สุดกรรมกรก็
เป็นเพยี งส่วนหน่งึ ของเครื่องจักรและต้องตกเป็นทาสของเคร่อื งจักรไป

ส่วนในทางจิตใจนั้น ภาวะจิตใจของกรรมกรถูกทำลายลงอันเป็นผลมาจากสภาพและ
ภาวะของงานที่เขากระทำ เช่นเกิดความเบื่อหน่ายง่าย ความตั้งใจที่จะทำงานใด ๆ ก็ถดถอย
ลงและมีสภาพจิตใจที่แข็งกระด้าง ซึ่ง Bottomore (1961, p. 71) ได้สรุปมุมมองของมาร์กซ์

28

ไว้ว่า การอุตสาหกรรมแบบนายทุนนั้นทำให้กรรมกรกลายเป็นพวก “งั่ง” (Idiocy) และ
“ปญั ญาอ่อน” (Cretinism)

Marx เชื่อว่าแรงงานในระบอบนายทุนนั้นเป็นแรงงานที่มีแต่ความปวดร้าว เต็มไปด้วย
การเสียสละและถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทุกข์ทรมาน ในสังคมนายทุนนั้นจึงไม่มีใครอยากจะ
ทำงานเลยถ้าไม่ถูกบงั คบั สิ่งทมี่ าบังคับใหก้ รรมกรตอ้ งเสียสละคร้ังน้ีมใิ ชอ่ ื่นใด ความหวิ น่ันเอง

นอกจากน้ี Marx ยังชี้ให้เห็นอีกว่าแรงงานในสังคมนายทุนนั้นได้กลับกลายมาเป็น
ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของบุคคลที่ไม่ใช่เป็นกรรมกรไป Botttomore (1961, p. 73-78) ได้สรุป
คำกล่าวของมาร์กซ์วา่ “ลักษณะภายนอกของแรงงานสำหรับกรรมกรแล้ว ข้อเท็จจริงไดบ้ ่งให้
เห็นว่าแรงงานไม่ได้เป็นของพวกเขา แต่เป็นของคนอื่น” และกิจกรรมของเขาเองกลายเป็น
กิจกรรมที่ไม่เสรีสำหรับเขา ฉะนั้น เขาจึงกระทำไปเสมือนกิจกรรมที่ทหารทำ คืออยู่ใต้การ
ควบคมุ และการบงั คบั ของผอู้ น่ื ”

ลักษณะน้ี มาร์กซ์ถือว่าเป็นการลดค่าของความเป็นมนุษย์ลงไปเท่าเทียมกับสัตว์ คือ
มนุษย์ไม่มีอิสรภาพที่จะกระทำการใดนอกจากจะทำหน้าที่ที่เหมือนกับสัตว์ทั่วไปทำคือ กิน
นอน และสบื พนั ธุ์เทา่ นัน้ เอง

ประการที่สอง ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับผลผลิตที่กรรมกรผลิตขึ้นมา
มาร์กซ์อ้างว่าผลผลิตเป็นผลรวมของกิจกรรมในการผลิต เป็นแรงงานที่ผนึกอยู่ในวัตถุ เม่ือ
มนุษย์มีความรู้สึกแปลกแยกในกิจกรรมการผลิตแล้วก็จะมีความรู้สึกแปลกแยกในผลผลิตของ
แรงงานของตนเองด้วย น่นั คือกรรมกรในสังคมทุนนิยมไมเ่ พยี งแต่รู้ว่าแรงงานของพวกเขากลับ
กลายเปน็ วตั ถุทีอ่ ยู่นอกเหนือภาวะที่เขาจะร้ไู ด้แล้ว ยงั กลับกลายเป็นอำนาจอยา่ งหน่งึ ท่ีต่อต้าน
เขาเองด้วย

กรรมกรรู้สึกแปลกแยกในผลผลิตจากแรงงานของเขาเอง ในแง่ที่ว่าเขาไม่สามารถ
นำเอาผลผลติ มาใช้เพ่ือการอยู่รอดและเพ่ือการกระทำกิจกรรมในการผลิตอื่น ๆ ได้ ย่ิงกรรมกร
ผลิตได้มากเพ่มิ ขน้ึ เท่าไร เขากย็ งิ่ จะมกี นิ นอ้ ยลง ทัง้ น้ีเพราะผลผลิตท่เี ขาผลติ ได้หาได้เป็นของ
พวกเขาไม่ แตจ่ ะกลับไปตกอยใู่ นมอื ของนายทนุ

29

และในกระบวนการผลิตนั้น มาร์กซ์อ้างว่ามนุษย์ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงในวัตถุด้วย ใน
สังคมนายทุนนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า ชีวิตจิตใจของมนุษย์หาได้มีอยู่ในตัวของพวกเขาเองไม่
แต่จะไปอยู่ในผลผลิตซึ่งถ้าพวกเขายิ่งกระทำการผลิตมากขึ้นเท่าไร เขาก็ย่อมที่จะมีชีวิตจิตใจที่
เป็นของตนเองน้อยลงเทา่ นัน้ ทั้งนี้ มาร์กซ์ (1969, p. 34) ได้กล่าวไว้ว่าเป็นผลมาจากภาพลวง
ตาที่สังคมนายทุนสร้างขึ้นมาโดยการอ้างว่าวัตถุเป็นองค์อินทรีย์หรือเป็นหน่วยชีวิต มีอำนาจ
และมีความต้องการในตัวมันเอง นอกจากนี้ พวกนายทุนมักมองว่า “ทุนเป็นตัวที่มีภาวะอิสระ
และมีลักษณะของปัจเจก (Individuality) ในขณะที่บุคคลที่มีชีวิตจิตใจนั้นต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น
และยงั ขาดลกั ษณะทเี่ ปน็ ปัจเจกดว้ ย”

ประการทีส่ าม ว่าด้วยความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งกรรมกรกบั เพื่อนมนษุ ย์ด้วยกนั คำวา่ เพ่ือน
มนุษย์ด้วยกัน (Fellow men) ในที่นี้ มาร์กซ์หมายถึงนายทุนเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจาก
กรรมกรเกิดความรู้สึกแปลกแยกในกิจกรรมการผลิต ตลอดจนในผลผลิตที่พวกเขาผลิตขึ้นมา
จากแรงงานของเขา ผลผลิตเหล่านี้กับกลายเป็นวัตถุท่ีมีอำนาจ อยู่นอกเหนือจากอิทธิพลของ
เขา และที่สำคัญผลผลิตนี้ไม่ได้เป็นของพวกเขา แต่เป็นของบุคคลอื่นที่มีอำนาจ ไม่มีความ
เป็นมิตรและมีความอิสระไม่เหมือนพวกเขา บุคคลนั้นก็คือนายทุน และจากสายตาของ
กรรมกรแล้ว พวกเขาจะมองนายทุนไปในแง่เดียวกันหมด กล่าวคือมองว่านายทุนเป็นพวกท่ี
เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจและจะพยายามทุกวิถีทางที่เปิดให้ในการฉกประโยชน์จากกรรมกร เรา
จึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับนายทุนจะมีทิศทางที่สวนทางกันอยู่ และจะอยู่ใน
ลกั ษณะทข่ี ดั แยง้ กนั ในรปู ของการเปน็ ปฏิปกั ษ์ต่อกนั อย่างแจม่ ชัด

ประการสุดท้าย ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับชาติพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน
(Human Species) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดแผกไปจากความสัมพันธ์ในสามประการแรกที่ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับกิจกรรมการผลิต ผลผลิตและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอนั หมายถึง
กลุ่มนายทุนนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่สามารถมองเห็นได้ชัด ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกร
กับมนุษย์ดว้ ยกันนี้ จะต้องใชม้ นษุ ยท์ ่ีเปน็ จริง มชี วี ิตจติ ใจมาเปน็ มาตรฐานในการวัดว่าเขาเป็น
มนุษยเ์ หมอื นกันหรือเปน็ สตั ว์กันแน่

30

จากการเปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์เพื่อที่จะหาว่าการที่คนเกิดความรู้สึกแปลกแยกน้ัน
เขาได้สูญเสียอะไรไปบ้าง Bottomore (1961, p. 76) ได้สรุปมุมมองของมาร์กซ์ไว้ว่า “สิ่งท่ี
กรรมกรมีภาษีหรือได้เปรียบกว่าสัตว์ได้กลับกลายเป็นสิ่งเสียเปรียบ คือรูปอินทรีย์ทางกายภาพ
และสภาพธรรมชาตขิ องเขาถกู (นายทุน) ยดึ เอาไป”

ในสภาพธรรมชาตินั้น สัตว์สามารถที่จะหาในสิ่งที่มันต้องการได้จากป่าเขาลำเนาไพร
หรือจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวมัน แต่มนุษย์กลับถูกจำกัดให้ใช้วัตถุหรือสิ่งของเฉพาะที่
เจ้าของเขาอนุญาตเท่านั้น และโดยปกติแล้วจะได้น้อยกว่าที่เขาต้องการเสียอีก ด้วยเหตุน้ี
มาร์กซ์ จงึ ไดส้ รุปว่าในสภาวะที่เกิดความรสู้ ึกแปลกแยกขน้ึ กรรมกรในสงั คมนายทุนเหล่าน้ันจะ
เกิดความสับสนในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเอง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการลดค่าของความเป็น
มนษุ ยข์ องคนลงนน่ั เอง

จากแนวคิดดังกล่าว อธิบายถึงความแปลกแยกทางสังคมได้ว่า สาเหตุที่บุคคลมี
ความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือไม่มีความผูกพันต่อสังคม ซึ่งอาจรวมไปถึงการนิ่งเฉย
ไม่ยินดียินร้าย กระทั่งต่อต้านสังคม เนื่องจากบุคคลมีความรู้สึกว่า ความเป็นไปในสังคมใน
รปู แบบหรอื กิจกรรมต่างๆ น้ัน ตนเองไม่มอี ำนาจที่จะควบคุมให้เกิดผลตามทีต่ ้องการได้ ตรงกัน
ข้ามกลับถูกควบคุมในรูปแบบหรือวิธีการต่างๆ ไม่สามารถที่จะทำนายหรือคาดการณ์ได้ว่า
รูปแบบความสัมพันธ์ของตนที่มีต่อสังคมดังกล่าว จะส่งผลในทางดี หรือร้าย หรือตามที่ตน
ต้องการหรือไม่เพียงใด ไม่สามารถหาปทัสถานหรือกฎเกณฑ์ที่จะเป็นแบบฉบับของรูปแบบ
ความสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างถูกต้อง มีความรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องการที่จะเข้าไปสู่การ
ปฏสิ ัมพนั ธท์ างสังคม ดังนัน้ จึงเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เปน็ ความแปลกแยก
แตกต่างจากสังคม และไม่อยากให้ความสนใจในรูปแบบ กิจกรรมความสัมพันธ์ในทางสังคมอีก
ต่อไป

ในการวิจัยเร่ือง ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ: กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัย
(งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหงนี้ คณะผู้วิจัยได้นำ
แนวคิดของ Gant & Luttbege ที่ได้จำแนกมิติของความรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองที่นัก
รัฐศาสตร์และนักสังคมวิทยานิยมนำมาใช้ในการศึกษาออกเป็น 4 ด้าน และของ Seeman ท่ี

31

ไดใ้ ห้ความหมายของความรสู้ ึกแปลกแยกไว้ 5 ประการ โดยนำมาบูรณาการปรบั ใชใ้ นการศึกษา
กับองค์การ ทั้งนี้ มิติของความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของสมาชิก จะเป็นภาวะจิตใจของ
สมาชิกที่มีความรสู้ ึก 6 ประการ ดงั ต่อไปน้ี

1. ความรูส้ ึกไร้อำนาจ
2. ความรู้สกึ ไรค้ วามหมาย
3. ความรสู้ ึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทดั ฐาน
4. ความรู้สกึ ว่ามคี า่ นยิ มท่ีแตกต่างไปจากเพอ่ื นรว่ มงาน
5. ความรู้สึกโดดเดยี่ วถูกสงั คมทอดทิง้
6. ความร้สู กึ แยกตนเองออกจากงานท่ที ำ

ขอ้ มูลสาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกียรติ มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง

ความเปน็ มา
จากการที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มองเห็นว่าการพัฒนา "คน" เป็นแนวทางที่สำคัญ

ที่สุดของการนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ปีหนึ่ง ๆ จะมีนักเรียน
ที่จบหลักสูตรสายสามัญศึกษา สายอาชีพศึกษา ตลอดจนผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนมีจำนวนมากขึ้น
นักศึกษาจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นตลาดวิชาเปิดรับ
นักศึกษาไม่จำกัดจำนวน มีสาขาวิชาหลากหลายให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนได้ตามความสนใจของ
ตน มีระบบการศึกษาสามารถเลือกวิธีเรียนตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละ
บุคคล มหาวิทยาลัยจัดให้มีการบรรยายในชั้นเรียน สำหรับนักศึกษาที่ต้องการเข้าฟังการ
บรรยายเป็นประจำ ส่วนผู้ที่ไมส่ ามารถเข้าฟังคำบรรยายในชัน้ เรียนได้สม่ำเสมอ มหาวิทยาลัยมี
สื่อการเรียนที่ผู้เรียนการสอนทางไกล อาทิ การบรรยายผ่านวิทยุโทรทัศน์ และสื่อการเรียนใน
รปู ของ E-book และ E-learning และ RU Cyber classroom

แต่ละปีจะมีนักศึกษาใหม่สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นจำนวนมาก
ประมาณกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก
ทำให้สถานที่ของมหาวิทยาลัยค่อนข้างแออัด ส่งผลกระทบต่อการจราจรรอบนอกมหาวิทยาลยั
อีกทั้งความแออัดของที่พักของนักศึกษาที่มาจากต่างจังหวัด รองศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข

32

อธิการบดีสมยั น้ันจงึ มีความคดิ ในการปรับกลยทุ ธ์การบริหารและการจดั การศึกษา จากการรวม
ศูนยก์ ารเรียนการสอน ณ มหาวทิ ยาลยั ในสว่ นกลางแตเ่ พียงท่ีเดยี ว เปน็ การขยายห้องเรียนออก
ไปสู่ภูมิภาค และขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อสนองต่อการเรียกร้องให้มี
มหาวิทยาลัยในท้องถิ่น และเพื่อเป็นการสร้างสรรค์ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทาง
การศึกษาให้แก่ผู้ที่ใฝ่หาความรู้ในส่วนภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการ
ประกอบอาชพี ยกคุณภาพชวี ติ ใหด้ ยี ิ่งขึน้ อีกทง้ั เป็นการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ นวทางหนึ่ง

มหาวิทยาลยั รามคำแหงได้พิจารณาเห็นว่า ปี พ.ศ. 2539 เป็นปมี หามงคลท่ีพระบาทสมเดจ็ พระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มหาวิทยาลัยจึงได้จัดทำ
"โครงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ ส่วนภูมิภาค" เนื่อง
เพราะได้น้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเหนื่อยยาก อุทิศพระวรกาย
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงได้น้อมเกล้าถวาย
"สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ" เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ร่วมเฉลิมฉลองปี
กาญจนาภิเษกพร้อม ๆ กับประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ การก่อตั้ง "มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ" ในภูมิภาค เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ ในปี พ.ศ. 2538 และขยายสาขา
ออกไปตามความต้องการและความพรอ้ มของทอ้ งถน่ิ แต่ละแห่ง ท่ตี อ้ งการใหม้ สี ถาบนั การศึกษา
ระดับอุดมศึกษาในท้องถิ่นเพื่อให้เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นของตนได้มีโอกาสศึกษาหา
ความร้เู พ่ิมเตมิ นำความรทู้ ่ไี ด้รบั ไปใช้ในการดำรงชพี และพฒั นาคุณภาพชวี ติ โดยมหาวิทยาลัย
ได้ดำเนินการเปิดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดต่ างๆ ได้แก่ จังหวัด
นครศรีธรรมราช จงั หวดั อุทัยธานี จังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาได้เปดิ สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระ
เกียรตฯิ เพิ่มขน้ึ อีก จนปจั จบุ ันมหาวทิ ยาลยั ได้จัดตัง้ สาขาวทิ ยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติขึ้นแล้วใน
23 จงั หวัดทั่วประเทศ ดงั น้ี

1. สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกียรตจิ งั หวัดนครศรีธรรมราช
2. สาขาวทิ ยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รตจิ ังหวดั อทุ ยั ธานี
3. สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวดั ปราจนี บุรี
4. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รติจังหวดั อำนาจเจริญ

33

5. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รติจังหวัดนครพนม
6. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รตจิ งั หวดั แพร่
7. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รตจิ ังหวัดนครราชสมี า
8. สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกียรติจังหวดั สุโขทยั
9. สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกียรตจิ ังหวัดขอนแก่น
10. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รติจงั หวัดศรีสะเกษ
11. สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรตจิ ังหวัดตรัง
12. สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกียรติจงั หวัดอุดรธานี
13. สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกยี รตจิ งั หวัดลพบรุ ี
14. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกียรตจิ ังหวดั หนองบวั ลำภู
15. สาขาวทิ ยบริการเฉลมิ พระเกียรติจังหวดั ชัยภมู ิ
16. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรติจังหวดั เพชรบรู ณ์
17. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รตจิ ังหวัดกาญจนบรุ ี
18. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รติจงั หวัดสรุ ินทร์
19. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกยี รติจงั หวัดบรุ รี ัมย์
20. สาขาวทิ ยบรกิ ารเฉลิมพระเกียรตจิ ังหวดั สงขลา
21. สาขาวิทยบรกิ ารเฉลมิ พระเกียรตจิ ังหวดั เชยี งราย
22. สาขาวิทยบริการเฉลมิ พระเกยี รติจังหวดั พงั งา
23. สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวดั เชยี งใหม่

ในการบริหารงานของสาขาวิทยบริการฯนั้น มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งรองอธิการบดีฝ่าย
วิทยบริการไปรับผิดชอบในแต่ละแห่ง และมีการจ้างเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆที่
จำเป็น โดยจ้างจากงบรายจ่ายจากรายได้ของมหาวิทยาลัยเองเป็นลูกจ้างรายปีที่จะต้องมีการ
ต่อสัญญาจ้างทุกปี ซึ่งมหาวิทยาลัยจะให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานและสมรรถนะในการ
ปฏิบัติงานของแต่ละคน โดยกำหนดเกณฑ์ไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2554 ประกาศมหาวิทยาลัย

34

รามคำแหง เรื่อง การกำหนดสมรรถนะและระดับท่ีคาดหวังของสมรรถนะ ลงวันที่ 30
พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ประกาศมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง การกำหนดสมรรถนะและ
ระดับที่คาดหวังของสมรรถนะ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558 และ
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้าง
ออกจากราชการ กรณไี ม่สามารถปฏบิ ตั ิราชการใหม้ ีประสิทธภิ าพ เกิดประสิทธิผล พ.ศ. 2561

ในการจ้างเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานในสาขาวิทยบริการฯแต่ละแห่ง กองแผนงานจะ
กำหนดตำแหน่งและกรอบอัตราให้เท่าที่จำเป็น โดยจะกำหนดจำนวนกรอบอัตราให้ไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับปริมาณนักศึกษาที่รับเข้ามาศึกษา โดยจะให้ตำแหน่งที่สำคัญๆ เช่น เจ้าหน้าที่
บริหารงานทั่วไป นักวิชาการศึกษา นักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ บรรณารักษ์
เจ้าหนา้ ท่ีโสตทศั นศกึ ษา ช่างเทคนิค ช่างคอมพวิ เตอร์

ตามโครงสร้างของการบริหารงานของสาขาวิทยบริการฯนั้น จะกำหนดให้มีหัวหน้า
สำนักงาน 1 คน ซึ่งมาจากบุคลากรที่อยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป หัวหน้างาน
บริหารและธุรการ มาจากบุคลากรที่อยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป หัวหน้างาน
บริการการศึกษา บุคลากรที่อยู่ในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา หัวหน้างานสารสนเทศ บุคลากรที่
อยู่ในตำแหน่ง นักวิชาการโสตทัศนศึกษา/บรรณารักษ์ ซึ่งต่อมาวิทยาลัยได้ปรับสถานภาพจาก
เจ้าหน้าที่(งบรายได้) เป็น พนักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้) ให้แก่บุคลากรที่ทำหน้าที่ใน
ตำแหนง่ หวั หน้าสำนกั งาน หัวหนา้ งานบริหารและธุรการ หัวหน้างานบริการการศกึ ษา หัวหน้า
งานโสตทัศนศึกษา นักวิชาการเงินและบัญชี และได้ขยายเพิ่มอีกให้กับนักวิชาการพัสดุ
1 อัตราและช่างเทคนิค 2 อัตรา รวม 8 อัตรา ข้อมูลจากกองแผนงาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
( 18 กนั ยายน 2561) แสดงจำนวนพนกั งานและลูกจา้ ง สงั กัดสาขาวิทยบริการฯ ดังนี้

35

รายการแสดงจำนวนบุคลากร(งบรายได)้ สงั กดั สาขาวิทยบริการฯ มหาวิทยาลยั รามคำแหง

หน่วยงาน พนักงานมหาวทิ ยาลยั ลกู จา้ งรายปี

1. สาขาวิทยบริการฯ จังหวดั นครศรีธรรมราช 8 10
2. สาขาวทิ ยบริการฯ จังหวัดอุทยั ธานี 5 12
3. สาขาวิทยบรกิ ารฯ จังหวดั ปราจนี บุรี 8 10
4. สาขาวิทยบรกิ ารฯ จังหวัดอำนาจเจริญ 6 13
5. สาขาวทิ ยบรกิ ารฯ จงั หวัดนครพนม 7 10
6. สาขาวทิ ยบรกิ ารฯจงั หวดั แพร่ 8 5
7. สาขาวิทยบรกิ ารฯ นครราชสมี า 6 13
8. สาขาวิทยบรกิ ารฯ จงั หวดั สโุ ขทยั 7 25
9. สาขาวทิ ยบริการฯ จงั หวัดขอนแก่น 8 15
10. สาขาวิทยบริการฯ จังหวดั ศรีสะเกษ 8 10
11. สาขาวทิ ยบริการฯ จังหวดั ตรัง 8 13
12. สาขาวิทยบริการฯ จงั หวดั อุดรธานี 8
13. สาขาวิทยบริการฯ จังหวดั ลพบรุ ี 8 6
14. สาขาวทิ ยบริการฯ จงั หวดั หนองบัวลำภู 7 8
15. สาขาวทิ ยบริการฯ จังหวัดชยั ภมู ิ 3 7
16. สาขาวิทยบริการฯ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ 7 4
17. สาขาวทิ ยบริการฯ จงั หวัดกาญจนบุรี 7 5
18. สาขาวทิ ยบริการฯ จังหวดั สรุ ินทร์ 5 7
19. สาขาวทิ ยบริการฯ จงั หวดั บรุ ีรัมย์ 8 7
20. สาขาวิทยบริการฯ จังหวัดสงขลา 6 7
21. สาขาวทิ ยบริการฯ จงั หวัดเชียงราย 8 9
22. สาขาวิทยบริการฯ จงั หวัดพังงา 7 5
23. สาขาวิทยบริการฯ จังหวัดเชียงใหม่ 5 3
158 2
รวม 206

36

งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

อนันต์ อารยานันท์ (2527) ได้ศึกษาความแปลกแยกในการทำงานของข้าราชการครู
โดยศึกษากรณีข้าราชการครูในโรงเรียนมัธยมต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร โดยอนันต์นิยาม
ความรู้สึกแปลกแยกไว้ว่า ความรู้สึกไม่พอใจที่เกิดจากสถานการณ์การทำงานของผู้ปฏิบัติงาน
ซึ่งจะพบลักษณะถึงความรูส้ ึกไรอ้ ำนาจ ความรูส้ กึ ไร้ความหมาย ความรสู้ ึกไร้บรรทัดฐาน และ
ความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม โดยอนันต์ได้ผสมผสานแนวคิดของซีแมน (Seeman) และ
มาร์กซ์ (Marx) ในแง่การทำงานแบบซ้ำซากไว้ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างครูจาก 13 โรงเรียน
ทั้งหมด 373 คน และพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมในการทำงาน ความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบ
แผนการทำงาน ระยะเวลาในการเข้ารับราชการและความจำเจซ้ำซากในการทำงาน ซึ่งพบข้อ
สรุปว่าความจำเจในการทำงาน กฎระเบียบแบบแผนต่าง ๆ และระยะเวลาที่เข้ารับราชการมี
ผลสำคัญต่อความแปลกแยก แต่ในส่วนของการมีส่วนร่วมในการทำงานนั้น ข้าราชการยังไร้
อำนาจในการเข้าไปมสี ่วนร่วมอยูด่ ี

ใจดี นิ่มมณี (2537) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล บุคลิกภาพ และ
ความรู้สึกต่อลักษณะงานที่ทำกับความแปลกแยก และเพื่อหาตัวแปรพยากรณ์ความแปลกแยก
กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานฝ่ายผลิตของโรงงานยาสูบ จำนวน 327 คน ผลการวิจัยพบว่า
พนักงานส่วนใหญ่ความแปลกแยกในระดับปานกลาง และพบว่าตัวแปรลักษณะส่วนบุคคลทุก
ตัว ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอายุงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยก
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนบุคลิกภาพทุกแบบ ยกเว้นแบบมั่นคง เก็บตัว และความรู้สึกต่อ
งานที่ทำที่ 4 ด้านมีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้น
พบว่า ความรู้สึกว่าเป็นงานที่จำเจ ความรู้สึกว่าเป็นงานที่มีความอิสระในการทำงาน ความรู้สึก
วา่ เป็นงานท่มี ีมคี วามเครง่ ครดั ต่อระเบียบแบบแผนในการทำงาน รายได้และบคุ ลิกภาพสามารถ
ร่วมกันพยากรณ์ความแปลกแยกของพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบต่างๆ ทั้ง 3 แบบ คือ แบบ
มั่นคง-แสดงออก หวั่นไหว-แสดงออก และหวั่นไหว-เก็บตัว โดยตัวพยากรณ์ดังกล่าวสามารถ
พยากรณ์ความแปลกแยกของพนักงานที่มีบุคลกิ ภาพแบบมัน่ คง-เก็บตัวได้ คือความรู้สึกว่าเป็น

37

งานที่มีความจำเจ ความรู้สึกว่าเป็นงานที่มีความอิสระในการทำงาน ความรู้สึกว่าเป็นงานที่มีมี
ความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนในการทำงานและรายได้ โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ
25.57

ธนัน อนุมานราชธน (2543) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความไร้อำนาจทาง
การเมืองกับความหมายของการเลือกตั้งในเขตเทศบาลจังหวดั เชียงใหม่ โดยให้ความหมายของ
คำว่าความไร้อำนาจคือความรู้สึกที่บุคคลคนหนึ่งไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ในระบบการเมือง และใช้แบบสอบถาม 700 ชุด ประมาณครึ่งหนึ่งให้เจ้าหน้าที่เทศบาลเป็น
ผู้ตอบ และอีกครึ่งหนึ่งประชาชนผู้มาใช้บริการในเทศบาลเป็นผู้ตอบ ซึ่งลักษณะแบบสอบถาม
เป็นทั้งระบบปลายปิดและปลายเปิด และผลของการวิจัยพบว่าความรู้สึกไร้อำนาจมีอยู่จริงแต่
ไม่สงู มากและประชาชนจะรสู้ กึ ไมด่ ีกบั เหตุการณ์ต่างๆ เช่นการทจุ ริตคอร์รปั ช่ัน และประชาชน
มีทัศนคติค่อนข้างจะดีกับระบบการเลือกตั้ง ยังมีข้อค้นพบที่น่าสนใจต่างๆ เช่น ความไร้
อำนาจทางการเมืองมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับการใช้ความหมายต่อการเลือกตั้ง กล่าวคือ
หากบุคคลมีความรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองสูงเท่าใดก็จะให้ความหมายต่อการเลือกตั้งในทาง
ลบมากยิง่ ขนึ้ เทา่ นน้ั นอกจากน้ีระดบั การศึกษายังเปน็ ตวั แปรท่มี อี ิทธิพลต่อความไรอ้ ำนาจและ
การให้ความหมายต่อการเลือกตั้งพร้อมๆ กันไปด้วย และพบว่าคุณสมบัติของประชาชน
โดยเฉพาะประเด็นระดับเรื่องการศึกษาสามารถอธิบายความแตกต่างได้ดีที่สุด กล่าวคือ ยิ่ง
การศกึ ษาสงู เท่าใด ความรู้สึกไร้อำนาจจะย่ิงลดลงมากเท่าน้ัน

Kohn (อ้างถึงใน ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์, 2543, หน้า 37) ได้ศึกษาปัจจัยด้านลักษณะงานท่ี
ทำที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกแปลกแยกโดยตอ้ งการที่จะศึกษาการสญู เสียการควบคุมผลิตผลที่
เกิดจากการทำงาน และการสูญเสียการควบคุมกระบวนการทำงานว่ามีผลกระทบต่อภาวะ
ความแปลกแยกของพนกั งานหรอื ไม่ และได้เลอื กศึกษาความแปลกแยกใน 4 มิติ คือ ความรู้สกึ
ไร้อำนาจ ความรู้สึกแยกจากตนเอง ความรู้สึกไร้บรรทัดฐาน และความรู้สึกแยกจากวัฒนธรรม
โดยเน้นในสองมิติแรก ผลการวิจัยพบว่า สภาพการทำงานที่มีการควบคุมการทำงานอย่าง
ใกล้ชิด การทำงานที่จำเจ และระดับความซับซ้อนในเนื้อหาของงานต่างมีผลกระทบต่อภาวะ
ความแปลกแยกใน 3 มิติ คือ ความรู้สึกไร้อำนาจ ความรู้สึกแยกจากตนเอง และความรู้สึกไร้

38

บรรทัดฐาน กล่าวคือ ระดับการควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิดและระดับการทำงานที่จำเจมี
ความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาวะความแปลกแยกทั้ง 3 มิติข้างต้น ส่วนระดับความซับซ้อนใน
เนื้อหาของงานมีความสัมพันธ์ในเชิงลบกับภาวะความแปลกแยกทั้ง 3 มิติ และพบว่าความรู้สึก
แปลกแยกที่เกิดจากสภาพชีวิตการทำงานนั้นยังมีผลส่งไป (carryover) ยังสภาพความเป็นอยู่
นอกเวลาการทำงานอกี ดว้ ย

ปวณี า เอกฉตั ร (2546) ได้ศกึ ษา อิทธพิ ลของทัศนคติต่อการทำงานในระบบราชการที่มี
ผลต่อความแปลกแยกในการทำงานของพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8
พบว่า 1) พนักงานสอบสวนรู้สึกว่างานด้านการสอบสวนที่ตนเองทำอยู่นั้นต้องใช้ความ
เคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนในการทำงานอยู่ในระดับสูง โดยที่ผู้บังคับบัญชาเปิดโอกาสให้
ตนเองมีส่วนร่วมในการทำงานค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับรู้สึกว่ามีอิสระในการทำงานในระดับ
ค่อนข้างต่ำเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนรู้สึกว่างานด้านการสอบสวนที่
ตนเองปฏิบัติอยู่นั้นเป็นงานที่ไม่ค่อยซ้ำซากจำเจเท่าใดนัก 2) พนักงานสอบสวนมีความแปลก
แยกในการทำงานในภาวะไร้บรรทัดฐานสูงที่สุด รองลงมาคือ ภาวะไร้อำนาจ ภาวะไร้
ความหมาย ภาวะความแปลกแยกจากตนเอง และภาวะความโดดเด่ียวทางสังคม ตามลำดับ ซึ่ง
สามารถแปลความหมายไว้ว่า พนักงานสอบสวนประสบกบั ปญั หาความแปลกแยกในการทำงาน
สามภาวะ ได้แก่ ภาวะความไร้บรรทัดฐานอยู่ในระดับสูง โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับ
ภาวะความไร้อำนาจซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน ส่วนภาวะความไร้ความหมายพบว่า
ค่าเฉลี่ยที่ได้มีค่าต่ำกว่าภาวะไร้อำนาจเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้พบว่า พนักงานสอบสวนไม่เกิด
ความแปลกแยกในการทำงาน ในภาวะความโดดเดี่ยวทางสังคมและภาวะความแปลกแยกจาก
ตนเอง 3) ระยะเวลาการเป็นพนักงานสอบสวนไม่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกในการ
ทำงานของพนักงานสอบสวนทั้ง 4 ภาวะ 4) วุฒิการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไร้อำนาจ
ภาวะไร้ความหมาย ภาวะไร้บรรทัดฐาน และภาวะโดดเด่ียวทางสังคม แต่มีความสัมพันธ์ใน
ทางบวกกับภาวะความแปลกแยกจากตนเองในระดับต่ำ (r = .205) 5) ความจำเจในการทำงาน
ของพนกั งานสอบสวนมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับภาวะไรค้ วามหมาย (r = .588) และภาวะไร้
อำนาจ (r = .397) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไร้บรรทัดฐาน ภาวะความโดดเดี่ยวทางสังคม

39

และภาวะความแปลกแยกจากตนเอง 6) ความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนในการทำงานมี
ความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะไร้บรรทัดฐาน (r = .328) แต่ไม่มีความสัมพันธ์ภาวะไร้อำนาจ
ภาวะไร้ความหมาย ภาวะความโดดเดี่ยวทางสังคม และภาวะความแปลกแยกจากตนเอง 7)
การมีอิสระในการทำงานมีความสัมพันธ์ในทางลบกับภาวะไร้อำนาจ (r=-.504) ภาวะไร้
ความหมาย (r = -.245) และภาวะไร้บรรทัดฐาน (r = -.200) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโดด
เดี่ยวทางสังคมและภาวะความแปลกแยกจากตนเอง 8) การมีส่วนร่วมในการทำงานมี
ความสัมพันธ์ในทางลบกับภาวะไร้อำนาจ (r = -.389) และภาวะไร้ความหมาย (r = -.340) แต่
ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไร้บรรทัดฐาน ภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม และภาวะความแปลกแยก
จากตนเอง 9) ตัวแปรทำนายที่มีอิทธิพลต่อภาวะความไร้อำนาจได้แก่ ความมีอิสระในการ
ทำงาน (B= -.423) และความจำเจในการทำงาน (B=.270) ส่วนตัวแปรที่เหลือไม่มีอิทธิพลต่อ
ภาวะความไร้อำนาจ โดยที่ตัวแปรทำนายทั้งสองตัวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของ
ภาวะความไร้อำนาจได้ร้อยละ 32 10) ตัวแปรทำนายที่มีอิทธิพลต่อภาวะความไร้ความหมาย
คือ ความจำเจในการทำงาน (B=.588) ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะความไร้
ความหมายได้ร้อยละ 34.60 11) ตัวแปรทำนายที่มีอิทธิพลต่อภาวะไร้บรรทัดฐานคือ ความ
เคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนในการทำงาน (B= .328) ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของ
ภาวะความไร้บรรทัดฐานได้ร้อยละ 10.80 12) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณโดยใช้ภาวะ
ความโดดเดี่ยวทางสังคมและภาวะความแปลกแยกจากตนเองเป็นตัวแปรตาม พบว่า ตัวแปร
ทำนายทั้งหมดไม่มีอิทธิพลต่อภาวะความโดเดี่ยวทางสังคม และภาวะความแปลกแยกจาก
ตนเอง

สวัสดิ์ มณีรัตน์ (2547) ได้ศึกษา ความรู้สึกแปลกแยกทางการเมือง: ศึกษาเฉพาะกรณี
ประชากรเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โดยใช้ประชากรที่มีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้ง ขนาด
กลุ่มตัวอย่าง 200 คน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การเมืองการปกครองไทยในระดับสูง คิดเป็นรอ้ ยละ 86.20 มคี วามรูส้ ึกแปลกแยกทางการเมอื ง
ในระดับปานกลางถึงสูง มีความรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 91 มี


Click to View FlipBook Version