The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยความรู้สึกแปลกแยก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan28, 2022-09-18 23:54:50

วิจัยความรู้สึกแปลกแยก

รายงานวิจัยความรู้สึกแปลกแยก

40

ความรู้สึกไร้ความหมายทางการเมือง และความรู้สึกไม่เชื่อถือไว้วางใจทางการเมืองในระดับ
คอ่ นข้างสงู คดิ เป็นรอ้ ยละ 80 และ ร้อยละ 82 ตามลำดับ

ภมู อิ ินทร์ สงิ ห์ชวาลา (2548) ได้ศกึ ษาความแปลกแยกทางการเมืองของชนช้ันกลางใน
จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากศึกษาหลายๆ แนวคิด ผู้วิจัยได้ให้นิยามความแปลกแยกทาง
การเมืองไว้ว่า ความรู้สึกห่างเหิน หรือแยกตัวอันเนื่องมาจากความรู้สึกไร้อำนาจทางการเมือง
ความรู้สึกไร้ความหมายทางการเมือง ความรู้สึกถึงการเมืองที่ไร้บรรทัดฐานและความรู้สึก
ทางการเมืองที่โดดเดี่ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความสนใจ รวมถึงรับรู้และมีส่วนร่วม
ต่างๆ ทางการเมือง โดยผู้วิจัยได้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย
อาจารย์มหาวิทยาลัย ผูป้ ระกอบการสว่ นตวั พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ ขา้ ราชการ นักการเมืองระดับ
ท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่ และจากการศึกษาผู้วิจัยให้ข้อสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างมีความแปลก
แยกทางการเมืองในมิติที่รู้สึกความไร้อำนาจและรู้สึกถึงกฎระเบียบและความน่าจะเป็นของรัฐ
เป็นไปอย่างไร้บรรทัดฐาน ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างไม่ได้มีความแปลกแยกทางการเมืองในมิติท่ี
รู้สกึ ถึงความไร้ความหมายและโดดเดย่ี วทางการเมอื งแตอ่ ย่างใด

กิตติศักดิ์ สุรินโต (2561) ศึกษาสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลาออกของ
บุคลากร โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศกึ ษาสาเหตทุ ่ีส่งผลกระทบต่อการตัดสนิ ใจลาออกของบุคลากร
โดยกำหนดขอบเขตของการวิจัยเฉพาะกรณีลูกจ้างตามสัญญาจ้างของสำนักงานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้วิธี วิจัยเอกสารและวิจัยสำรวจ เก็บ
รวบรวมข้อมูลจากเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องและใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือส ำหรับเก็บ
รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์จากกลุ่มตัวอย่าง ลูกจ้างตามสัญญาจ้างของสำนักงาน ป.ป.ช.
จำนวน 210 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบ บังเอิญ ผลการวิจัยพบว่า ลูกจ้างตามสัญญาจ้างส่วน
ใหญ่ (ร้อยละ 70 ) เคยมีความคิดที่จะลาออก และสาเหตุที่ลูกจ้างฯคิดจะลาออกมีหลายสาเหตุ
เชน่ ความก้าวหนา้ ในอาชีพ อยากประกอบอาชพี อ่นื ที่มีค่าตอบแทนสูงกวา่ เบื่องานประจำ การ
ไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่
(ร้อย ละ 63.8 ) เห็นด้วยกับประเด็นที่ว่าถ้าได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานในทุกๆ ด้านจน
ก่อใหเ้ กิดความพึงพอใจแลว้ ก็มีความประสงคท์ จ่ี ะคงอยู่กบั หน่วยงานอย่างยัง่ ยนื หรือตลอดไป

41

สาคร สมเสริฐ (2561) ได้ศึกษา ความแปลกแยกของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับความหมายและประเภทของความแปลกแยกของมนุษย์ใน
บรบิ ทสงั คมสมัยใหม่ ด้วยวิธีการวเิ คราะหเ์ อกสาร พบวา่ ความแปลกแยกหมายถงึ ภาวะที่มนุษย์
แยกออกห่างจากความเป็นธรรมชาติของสิ่งทั้งปวงที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ โดยความ
แปลกแยกนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ความแปลกแยกจากตัวเอง ความแปลกแยกจากการ
งาน ความแปลกแยกจากสังคมวัฒนธรรม และความแปลกแยกจากธรรมชาติแวดล้อม ความ
แปลกแยกของมนุษย์ในสังคมเป็นภาวะที่มนุษย์แยกออกห่างจากความเป็นธรรมชาติของสิ่งท้ัง
ปวงที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ซึ่งมีผลให้มนุษย์ถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ลง ในสังคม
สมัยใหม่ มนุษย์ต้องเผชิญกับความแปลกแยกในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความแปลกแยกจาก
ตัวเองความแปลกแยกจากการงาน ความแปลกแยกจากสังคมวัฒนธรรมและความแปลกแยก
จากธรรมชาติแวดล้อม และเป็นที่น่าสังเกตว่าความแปลกแยกในด้านตา่ งๆ นั้นมักจะมีเรื่องของ
“มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ในระบบทนุ นยิ มมาเกย่ี วข้องดว้ ยเสมอ

สิทธิพันธ์ พุทธหุนและคณะ (2561) ได้ศึกษา ความผูกพันต่อองค์การของพนักงาน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษาเฉพาะกรณีสำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร โดยมี
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา
ประเภทตำแหนง่ และระยะเวลาในการปฏิบตั ิงานกบั ความผกู พันต่อองคก์ รของพนกั งาน โดยใช้
ปัจจัย 10 ด้านในการวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กร คือ ความมั่นคงในงานที่ปฏิบัติ
ลักษณะงาน ความรับผิดชอบในงาน ความสำเร็จในงาน การยอมรับนับถือ ความก้าวหน้าใน
ตำแหน่งงาน การบังคับบัญชา ค่าตอบแทน สภาพการทำงาน และนโยบายและการบริหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ในสังกัดสำนักงาน
เขต 50 สำนักงานเขต จำนวน 381 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น
แบบสอบถาม (questionnaire) โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ ใน
การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการอธิบายเกี่ยวกับ
ประเด็นทศ่ี ึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ข้อ 1 คอื ระดบั ความผกู พันต่อองค์กรของพนกั งาน

42

กรุงเทพมหานคร และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square tests ในการทดสอบสมมุติฐาน
ทต่ี ัง้ ไว้

ผลการวจิ ยั พบวา่ ความผกู พันตอ่ องค์กรของพนักงานกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมมี
ระดับความผกู พันต่อองค์กรของพนกั งานกรงุ เทพมหานครอยู่ในระดับสูง ( X = 3.94) เพศ
อายุ ตำแหนง่ และระยะเวลาในการปฏิบตั ิงานไมม่ คี วามสัมพันธก์ ับความผกู พนั ตอ่ องค์กรของ
พนกั งานกรงุ เทพมหานคร ส่วนสถานภาพสมรสและระดบั การศึกษามคี วามสมั พันธ์กับความ
ผูกพนั ตอ่ องคก์ รของพนักงานกรงุ เทพมหานครอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ

กรอบแนวคิดของการวิจยั

ตามทีไ่ ดต้ ้งั สมมตฐิ านการวจิ ยั ไว้ 6 ขอ้ น้นั คณะผูว้ ิจยั ได้นำตัวแปรตา่ งๆที่เกี่ยวข้องมา
กำหนดเป็นตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตาม ดังน้ี

ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม

เพศ ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์กร
อายุ
สถานภาพการสมรส -ความรูส้ กึ วา่ ตนเองไมม่ ีอำนาจ
ระดับการศกึ ษา -ความรู้สกึ ว่าตนเองไร้ความหมาย
ตำแหน่ง -ความรูส้ กึ ว่าองคก์ รหรอื หัวหน้า
ระยะเวลาในการปฏิบัตงิ าน ไม่มีบรรทดั ฐาน
-ความรสู้ กึ ว่ามีค่านิยมท่ีแตกต่าง
ไปจากเพ่ือนร่วมงาน
-ความรู้สกึ โดดเดีย่ วถูกทอดท้งิ
-ความรสู้ กึ แยกตนเองออกจาก
งานท่ีทำ

บทท่ี 3

วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั

วิธกี ารวจิ ยั

คณะผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยสำรวจ (survey research) โดยจะใช้แบบสอบถามที่เป็น
มาตรฐานเดียวกันเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ท้ังน้ีจะใช้เวลาในการ
เก็บข้อมูลเพียงครง้ั เดยี ว ณ เวลาหนงึ่ (cross-sectional study) (Babbie, 1998, chap. 4)

ประชากรท่ีใช้ในการวิจยั

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยน้ี ได้แก่ พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ(งบรายได้) สังกัด
สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 158 คน (บัญชีรายงานแสดง
บุคลากร แยกตามประเภทและสายงาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กองการเจ้าหน้าท่ี มหาวิทยาลัย
รามคำแหง. ข้อมูล ณ 18 กนั ยายน 2561)

เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัยและการตรวจสอบคุณภาพของเครอื่ งมือ

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามที่เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยใช้คำถามแบบ
ปลายปิดแบบสำรวจรายการ (check list) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) คำถาม
ทุกข้อเป็นคำถามท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและตัวแปรต่างๆท่ีเก่ียวข้องตามที่ระบุไว้
ในสมมตุ ิฐานการวิจยั

การประเมินความแมน่ ตรงดา้ นเนอื้ หา (content validity) ของคำถามในแบบสอบถามที่
จะใช้เปน็ เคร่ืองมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของการวิจยั น้ี คณะผูว้ ิจัยไดน้ ำร่างแบบสอบถามไปให้
ผ้ทู รงคุณวฒุ ิประกอบดว้ ยที่ปรกึ ษาโครงการวจิ ยั และผูเ้ ช่ียวชาญซงึ่ เป็นอาจารย์ผู้สอนวชิ าระเบยี บ

45

วธิ ีวจิ ยั จำนวนรวมทัง้ หมด 3 ทา่ น เปน็ ผ้ปู ระเมนิ โดยการให้คะแนนความสอดคล้องระหว่างคำถาม
แต่ละขอ้ ของชุดคำถามทจี่ ะใชว้ ดั “ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การ” และเลือกเฉพาะคำถามข้อที่
ไดค้ ่าเฉล่ียความสอดคล้องเกนิ กว่า 0.60 ขึ้นไป เพื่อเก็บไว้ใช้งานจริงในแบบสอบถามต่อไป

การประเมินความเชื่อมั่น (reliability) ของแบบสอบถามที่ใช้เป็นเคร่ืองมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลของการวิจัยน้ี คณะผู้วิจัยได้นำร่างแบบสอบถามจำนวน 30 ชุด ไปทดลองใช้กบั กลุ่ม
ผู้ท่ีมีคุณสมบัติคล้ายกับกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยนี้จำนวน 30 คน หลังจากนั้นจึงนำคะแนนคำตอบ
จากแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนทั้ง 30 ชุด มาคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความเช่ือม่ัน คือ ค่า
Cronbach’s alpha โดยใช้โปรแกรมการคำนวณค่าสถิติด้วยคอมพิวเตอร์ พบว่าค่า Cronbach’s
alpha ที่คำนวณได้เท่ากับ 0.87 แสดงว่าชุดคำถามท่ีใช้ในแบบสอบถามน้ีมีระดับความเช่ือม่ันสูง
เปน็ ทีย่ อมรบั ได้

วิธีเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถาม คณะผู้วิจัยได้ติดต่อประสานกับ
สำนักงานสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 23 แห่งเพ่ือขอความ
ร่วมมือในการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 158 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ
เจาะจง ในชว่ งเวลาระหวา่ งเดอื นตุลาคม – พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วธิ ีวิเคราะหข์ อ้ มลู

คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยการนำคำตอบท่ีได้รับจากแบบสอบถามแต่ละ
ชุดมาแปลงเป็นตัวเลขในรูปของรหัสข้อมูล ต่อจากนั้นจึงบันทึกรหัสข้อมูลดังกล่าวและประมวลผล
คา่ สถติ ทิ ี่ตอ้ งการ โดยใชโ้ ปรแกรมการคำนวณค่าสถิติด้วยคอมพวิ เตอร์

46

สถติ ิทใ่ี ช้ในการวจิ ัย

คณะผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถ่ี และค่าร้อยละ ในการวิเคราะห์ข้อมูลส่วน
บุคคล ใช้ค่าเฉล่ีย () ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) ในการอธิบายเกี่ยวกับประเด็นท่ีศึกษาตาม
วัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อ 1 คือระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน และใช้สถิติ
เชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square tests ในการทดสอบสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ในข้อ 2 – 7 ตาม
รายละเอยี ดต่อไปน้ี

1. ข้อมลู เกีย่ วกับปัจจัยส่วนบุคคล วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถ่ี (frequency) และค่า
รอ้ ยละ (percentage)

2. ข้อมูลเก่ียวกับ การประเมินความคิดเห็นของผู้ตอบแบบประเมินในด้านต่างๆ ทำการ
วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถ่ี (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉล่ีย () และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

3. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างเพศกับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ าร วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้สถิติ Pearson Chi-Square

4. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ
วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถติ ิ Pearson Chi-Square

5. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพสมรสกับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ าร วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถิติ Pearson Chi-Square

6. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระดับการศึกษาระหว่างความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การ วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใชส้ ถิติ Pearson Chi-Square

47

7. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างประเภทตำแหน่งกับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การ วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้สถิติ Pearson Chi-Square

8. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการปฏิบัติงานกับความรู้สึกแปลก
แยกจากองคก์ าร ข้อมูลโดยใชส้ ถติ ิ Pearson Chi-Square

บทท่ี 4

ผลการวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง “ความรูส้ ึกแปลกแยกจากองค์การ : กรณีศึกษาพนกั งานมหาวิทยาลยั (งบ
รายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคาแหง” นี้ ผู้วิจัยได้ส่ง
แบบสอบถามไปยังพนักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 158 คน ได้รับแบบประเมินกลับคืนมา 150 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ
94.94 ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) โดยใช้สถิติ
เพื่ออธิบายข้อมูลและนำเสนอในรูปตารางค่าเฉลี่ย (mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) และใช้สถิติ Pearson Chi-Square ท่ีระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ทดสอบสมมติฐาน
โดยนำเสนอผลการวิจยั ใน 3 ตอน คือ

ตอนที่ 1. การวิเคราะหข์ อ้ มลู เก่ียวกบั ปัจจยั สว่ นบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2. การวิเคราะหร์ ะดบั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
ตอนที 3. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพ่ือทดสอบสมมตฐิ าน

ผูว้ จิ ัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลตามลำดับดงั ต่อไปน้ี

49

ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ข้อมลู สว่ นบคุ คลของผูต้ อบแบบสอบถาม

ตาราง 1

แสดงค่าความถี่ และรอ้ ยละของขอ้ มลู ส่วนบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม (n = 150)
รอ้ ยละ
ขอ้ มูลส่วนบคุ คล จำนวน
46.00
1. เพศ 69 54.00
ชาย 81
หญงิ 5.33
8 44.00
2. อายุ 66 44.00
20 – 30 ปี 66 6.67
31 – 40 ปี 10
41 – 50 ปี 40.00
51 – 60 ปี 55.33
4.67
3. สถานภาพการสมรส 60
โสด 83 15.33
สมรส 7 19.33
หม้าย/หยา่ 65.33

4. ระดับการศกึ ษา 23 17.33
ต่ำกว่าปรญิ ญาตรี 29 30.67
ปริญญาตรี 98 20.67
ปรญิ ญาโทหรอื สงู กวา่ 6.67

5. ประเภทตำแหน่ง 26 24.67
นักวิชาการศึกษา 46
เจา้ หน้าทบ่ี ริหารงานท่วั ไป 31 7.33
นักวิชาการเงินและบัญชี/พสั ดุ 10 23.33
นักวชิ าการโสตฯ/บรรณารักษ์ 40.67
ชา่ งเทคนิค/อเิ ลก็ ทรอนกิ ส/์ 37 28.67
คอมพวิ เตอร์
11
6. ระยะเวลาในการปฏิบตั งิ าน 35
นอ้ ยกวา่ 5 ปี 61
6 – 10 ปี 43
11 – 15 ปี
16 ปขี ึ้นไป

50

จากตาราง 1 จากการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
ในการศกึ ษาครัง้ น้ี จำนวน 381 คน จำแนกตามตัวแปร ไดด้ งั น้ี

เพศ พบวา่ พนักงานมหาวิทยาลัย สังกดั สาขาวิทยบรกิ ารฯ ผูต้ อบแบบสอบถามสว่ นมากเป็น
เพศหญิง มีจำนวน 81 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 54.00 รองลงมา คือ เพศชาย มีจำนวน 69 คน คดิ เปน็ รอ้ ย
ละ 46.00 และ

อายุ พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบแบบสอบถามส่วนมากมี
อายุ 31 - 40 ปี และอายุ 41 – 50 ปี มจี ำนวน 66 คน คิดเปน็ ร้อยละ 44.00 รองลงมา คือ อายุ 51 -
60 ปี มีจำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ลำดับสาม คือ อายุ 20 - 30 ปี มีจำนวน 8 คน คิดเป็น
ร้อยละ 5.33

สถานภาพการสมรส พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ที่ตอบ
แบบสอบถามส่วนมากมสี ถานภาพสมรส มีจำนวน 83 คน คดิ เป็นร้อยละ 55.33 รองลงมา คือ โสด มี
จำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 และสำดบั สาม คือ หม้าย/หย่า มีจำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ
4.67

ระดับการศึกษา พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบแบบสอบถาม
ส่วนมากมีระดับการศึกษาปริญญาโทหรือสูงกว่า มีจำนวน 98 คน คิดเป็นร้อยละ 65.33 รองลงมามี
ระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 19.33 และลำดับสาม คือ มีระดับ
การศึกษาตำ่ กว่าปริญญาตรี มจี ำนวน 23 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 15.33

ประเภทตำแหน่ง พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบ
แบบสอบถามส่วนมากอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป มีจำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ
30.67 รองลงมาอยู่ในตำแหน่งช่างเทคนิค/อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์ จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อย
ละ 24.67 ลำดับสาม คือ ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี/พัสดุ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ
20.67 ลำดับสี่ คือ ตำแหน่งนักวิชาการศกึ ษา จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 17.33 และลำดับห้า คือ
ตำแหน่งนกั วชิ าการโสตฯ/บรรณารกั ษ์ จำนวน 10 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 6.67

ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบ
แบบสอบ ถามส่วนมากมีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 6 – 10 ปี มีจำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ
40.67 รองลงมา คือ มีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 16 ปีขึ้นไป มีจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ
28.67 ลำดบั สาม คอื มรี ะยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ าน 6 – 10 ปี มีจำนวน 35 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 23.33
และลำดบั ส่ี คือ มีระยะเวลาในการปฏิบัตงิ านนอ้ ยกว่า 5 ปี มีจำนวน 11 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 7.33

51

ตอนที่ 2 การวเิ คราะหร์ ะดบั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน

ตาราง 2
แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวิทยาลัย สงั กดั สาขาวทิ ยบริการฯ ดา้ นความรูส้ กึ ว่าตนเองไมม่ อี ำนาจ

(n = 150) ระดับ

ประเดน็ ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน คา่ เฉลยี่ S.D. ความรู้สึก ลำดับ
แปลกแยกจาก
1. รสู้ กึ อย่ใู นกบั ดกั ของงาน จะทำอะไรๆ กต็ ดิ ขดั วุ่นวาย 2.62
ไปหมด 2.18 องคก์ าร
3.00
2. ไม่ไดค้ าดหวงั อะไรจากการทำงานในองคก์ ารน้ตี ่อไป 2.83 1.10 ปานกลาง 
3. ไม่อาจกำหนดอะไรในสิง่ ท่ีหวังได้เลยไม่วา่ จะเปน็ เรือ่ ง 2.99 1.02 นอ้ ย 
2.72
การเล่อื นขนั้ เงนิ เดือนหรอื อ่ืนๆ 1.15 ปานกลาง 
4. มแี ต่หัวหน้าเท่าน้ันท่ีสามารถกำหนดทกุ สิ่งทุกอยา่ งได้ 1.11 ปานกลาง 
5. ไม่วา่ จะพยายามอย่างหนักขนาดไหน แตก่ ็ไมอ่ าจ
1.14 ปานกลาง 
เปล่ยี นแปลงอะไรได้เลย
ภาพรวมความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การ ดา้ นความรสู้ กึ 0.84 ปานกลาง
ว่าตนเองไมม่ ีอำนาจ

จากตาราง 2 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ ารอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.72 เม่ือพจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยก
จากองค์การของพนกั งานมหาวทิ ยาลัย สังกดั สาขาวทิ ยบรกิ ารฯ มคี า่ เฉล่ียสูงสุดลำดบั แรก คอื ไม่อาจ
กำหนดอะไรในส่ิงที่หวังได้เลยไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการเล่ือนข้ันเงินเดือนหรืออ่ืนๆ อยู่ในระดับปานกลาง
มีค่าเฉล่ีย 3.00 รองลงมา คือ ไม่ว่าจะพยายามอย่างหนักขนาดไหน แตก่ ็ไม่อาจเปล่ียนแปลงอะไรได้
เลย อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.99 ลำดับท่ีสาม คือ มีแต่หัวหน้าเท่านั้นที่สามารถกำหนดทุก
สิ่งทุกอย่างได้ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.83 ลำดับที่สี่ คือ รู้สึกอยู่ในกับดักของงาน จะทำ
อะไรๆ ก็ติดขัด วุ่นวายไปหมด อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.62 และลำดับท่ีห้า คือ ไม่ได้
คาดหวงั อะไรจากการทำงานในองค์การนี้ตอ่ ไป อยู่ในระดับน้อย มีคา่ เฉล่ยี 2.18

52

ตาราง 3

แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลัย สงั กัดสาขาวิทยบรกิ ารฯ ดา้ นความรู้สกึ ว่าตนเองไร้ความหมาย (n = 150)

ระดับ

ประเดน็ ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงาน ค่าเฉลี่ย S.D. ความรสู้ ึก ลำดับ
แปลกแยกจาก

องค์การ

1. เชอื่ วา่ วาสนาของคนแตกต่างกนั ไป 3.47 1.14 มาก 

2. การตัดสินใจในเรื่องใดๆ ขึ้นอย่กู บั หวั หนา้ /

ผู้บังคบั บัญชา 3.37 1.14 ปานกลาง 

3. พนกั งานเหมือนกับข้าราชการทีจ่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ิตาม

คำสัง่ ของผูบ้ งั คบั บัญชาอยา่ งเครง่ ครัด 4.02 0.86 มาก 

4. พนักงานทกุ คนตา่ งมีส่วนรว่ มแสดงความคดิ เห็นในการ

ปฏิบตั ภิ ารกิจของสาขาฯ 1.87 0.77 นอ้ ย 

5. เปน็ ผู้นอ้ ยตอ้ งคอยกม้ พนมกร 3.25 1.18 ปานกลาง 

ภาพรวมความรูส้ กึ แปลกแยกจากองค์การ ด้านความรูส้ กึ

วา่ ตนเองไรค้ วามหมาย 3.20 0.64 ปานกลาง

จากตาราง 3 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ ารอยู่ในระดับปานกลาง มคี ่าเฉล่ีย 3.20 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยก
จากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรก คือ
พนักงานเหมือนกับข้าราชการท่ีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด อยู่ในระดับ
มาก มีค่าเฉล่ีย 4.02 รองลงมา คือ เช่ือว่าวาสนาของคนแตกต่างกันไป อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
3.47 ลำดับท่สี าม คือ การตดั สินใจในเรื่องใดๆ ขึ้นอยู่กับหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา อยใู่ นระดับปานกลาง
มีค่าเฉล่ีย 3.37 ลำดับที่ส่ี คือ เป็นผู้น้อยต้องคอยก้มพนมกร อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 3.25
และลำดับท่ีห้า คือ พนักงานทุกคนต่างมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการปฏิบัติภารกิจของสาขาฯ
อยู่ในระดบั นอ้ ย มีคา่ เฉลี่ย 1.87

53

ตาราง 4

แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลัย สังกดั สาขาวทิ ยบริการฯ ด้านความรสู้ ึกว่าองค์การ/หวั หน้าไม่มีบรรทดั ฐาน (n = 150)

ระดับ

ประเด็นความรูส้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน คา่ เฉลยี่ S.D. ความรสู้ ึก ลำดับ
แปลกแยกจาก

องค์การ

1. เชือ่ วา่ ค่าของคนอยูท่ ีว่ ่าเป็นคนของใคร 3.09 1.17 ปานกลาง 

2. การประเมนิ ความรู้ ความสามารถ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง

ต่างๆ อยู่บนพนื้ ฐานความถูกต้อง เหมาะสม มคี วาม

ยตุ ธิ รรม และสามารถเชือ่ มั่นในเกณฑ์การประเมินได้ 2.27 0.86 นอ้ ย 

3. การประเมนิ ประสิทธภิ าพ ผลงาน ความสามารถ อยู่

บนพ้นื ฐานความถกู ต้อง เหมาะสม มคี วามยุตธิ รรม

และสามารถเชอื่ ม่นั ในเกณฑก์ ารประเมินได้ 2.30 0.87 นอ้ ย 

4. เชอ่ื ว่ามหาวิทยาลัยปฏบิ ัตติ อ่ พนักงานทุกคนบนพน้ื ฐาน

ของความเทา่ เทียมกนั ไม่เลอื กปฏิบตั ิ 2.42 0.93 นอ้ ย 

5. สามารถเชื่อในคำพูดของผู้บงั คับบญั ชาไดใ้ นทกุ ระดบั 2.69 0.73 ปานกลาง 

ภาพรวมความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การ ดา้ นความรูส้ กึ

ว่าองคก์ าร/หวั หน้าไมม่ บี รรทดั ฐาน 2.55 0.63 น้อย

จากตาราง 4 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านความรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลก
แยกจากองค์การอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.55 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลก
แยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ
เช่ือว่าค่าของคนอยทู่ ีว่ ่าเปน็ คนของใคร อยใู่ นระดบั ปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.09 รองลงมา คอื สามารถ
เชื่อในคำพูดของผู้บังคับบัญชาได้ในทุกระดับ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.69 ลำดับที่สาม คือ
เช่ือว่ามหาวิทยาลัยปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ อยู่ใน
ระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.42 ลำดับท่ีส่ี คือ การประเมินประสิทธิภาพ ผลงาน ความสามารถ อยู่บน
พื้นฐานความถูกต้อง เหมาะสม มีความยุติธรรม และสามารถเชื่อมั่นในเกณฑ์การประเมินได้ อยู่ใน
ระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.30 และลำดับที่ห้า คือ การประเมินความรู้ ความสามารถ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง
ต่างๆ อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง เหมาะสม มีความยุติธรรม และสามารถเช่ือม่ันในเกณฑ์การ
ประเมินได้ อย่ใู นระดับน้อย มคี ่าเฉล่ีย 2.27

54

ตาราง 5

แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลยั สงั กัดสาขาวทิ ยบรกิ ารฯ ดา้ นการมีคา่ นิยมทแ่ี ตกต่างจากคนอนื่ ๆ (n = 150)

ระดับ

ประเดน็ ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของ ค่าเฉลยี่ S.D. ความรสู้ ึก ลำดบั
พนักงาน แปลกแยกจาก

องคก์ าร

1. เช่อื ว่ามหาวทิ ยาลัยจะอยู่ไดข้ ้ึนอยู่กบั ทกุ คนที่

เปน็ สมาชกิ 1.96 0.82 นอ้ ย 

2. ความอดกลัน้ กค็ ือการยอมจำนนน่ันเอง 3.05 0.98 ปานกลาง 

3. มที ศั นคติเป็นทย่ี อมรับจากผ้บู ังคับบญั ชา เพ่อื น

ร่วมงานและบุคคลท่เี กี่ยวข้องเปน็ อยา่ งดี 2.23 0.66 น้อย 

4. ความสุจรติ ไม่ช่วยใหเ้ ราบรรลุสูเ่ ปา้ หมายหลัก

ขององค์การได้ 2.24 1.17 นอ้ ย 

5. ความไมซ่ อื่ สตั ย์ต่อเวลาและหนา้ ที่ราชการเปน็

เรื่องปกตทิ ่ีมใี ห้เหน็ โดยท่วั ไป 2.79 1.22 ปานกลาง 

ภาพรวมความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ าร ดา้ นการ

มคี า่ นยิ มท่แี ตกตา่ งจากคนอ่ืนๆ 2.45 0.58 ปานกลาง

จากตาราง 5 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านการมีค่านิยมท่ีแตกต่างจากคนอ่ืนๆ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.45 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรก คือ ความอด
กล้ันก็คือการยอมจำนนน่ันเอง อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 3.05 รองลงมา คือ ความไม่ซ่ือสัตย์
ต่อเวลาและหน้าท่ีราชการเป็นเรื่องปกติที่มีให้เห็นโดยท่ัวไป อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.79
ลำดับท่ีสาม คือ ความสุจริตไม่ช่วยให้เราบรรลุสู่เป้าหมายหลักขององค์การได้ อยู่ในระดับน้อย มี
ค่าเฉล่ีย 2.24 ลำดับท่ีส่ี คือ มีทัศนคติเป็นท่ียอมรับจากผู้บังคับบัญชา เพ่ือนร่วมงานและบุคคลที่
เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.23 และลำดับที่ห้า คือ เช่ือว่ามหาวทิ ยาลัยจะอยู่
ไดข้ น้ึ อยู่กับทุกคนท่ีเป็นสมาชิก อยู่ในระดบั นอ้ ย มีคา่ เฉลย่ี 1.96

55

ตาราง 6

แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลัย สงั กัดสาขาวิทยบรกิ ารฯ ด้านความรูส้ ึกโดดเด่ยี วถกู สงั คมทอดทิ้ง (n = 150)

ระดบั

ประเดน็ ความร้สู ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน คา่ เฉลย่ี S.D. ความรู้สึก ลำดบั
แปลกแยกจาก

องคก์ าร

1. รสู้ ึกว่ามหาวิทยาลัยลดบทบาทของสาขาฯ ลง 3.37 1.04 ปานกลาง 

2. ยังมนั่ ใจในสถานภาพของพนักงานวา่ จะมคี วามมั่นคง

ไปจนกระทั่งเกษียณอายุ 2.63 0.82 ปานกลาง 

3. รสู้ ึกวา่ มหาวิทยาลัยไมด่ แู ลพนกั งานสาขาฯ เมอ่ื

เปรียบเทยี บกับพนักงานส่วนกลาง 3.21 1.06 ปานกลาง 

4. ได้รับข้อมลู ข่าวสารเก่ยี วกบั การบริหารงานบุคคลจาก

มหาวิทยาลัยเป็นประจำ 2.91 0.91 ปานกลาง 

5. คิดวา่ ปจั จุบนั ผ้บู ริหารมหาวทิ ยาลยั ใหค้ วามสำคญั กับ

สาขาฯ น้อยมาก 3.13 1.05 ปานกลาง 

ภาพรวมความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ าร ดา้ นความรู้สกึ

โดดเดย่ี วถกู สงั คมทอดทิง้ 3.05 0.66 ปานกลาง

จากตาราง 6 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านความรู้สึกโดดเด่ียวถูกสังคมทอดทิ้ง โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ ารอยใู่ นระดับปานกลาง มคี ่าเฉลี่ย 3.05 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สกึ แปลกแยก
จากองคก์ ารของพนักงานมหาวทิ ยาลัย สังกัดสาขาวทิ ยบริการฯ มคี ่าเฉลี่ยสงู สดุ ลำดบั แรก คือ รู้สกึ วา่
มหาวิทยาลัยลดบทบาทของสาขาฯ ลง อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.37 รองลงมา คือ รู้สึกว่า
มหาวิทยาลัยไม่ดูแลพนักงานสังกัดสาขาฯ เม่ือเปรียบเทียบกับพนักงานส่วนกลาง อยู่ในระดับปาน
กลาง มีค่าเฉลี่ย 3.21 ลำดับที่สาม คือ คิดวา่ ปัจจุบันผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับสาขาฯ
น้อยมาก อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.13 ลำดับที่ส่ี คือ ได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับการ
บริหารงานบุคคลจากมหาวิทยาลัยเป็นประจำ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.91 และลำดับท่ีห้า
คือ ยังมั่นใจในสถานภาพของพนักงานว่าจะมีความมั่นคงไปจนกระทั่งเกษียณอายุ อยู่ในระดับปาน
กลาง มีค่าเฉลย่ี 2.63

56

ตาราง 7

แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลัย สงั กัดสาขาวทิ ยบริการฯ ดา้ นรูส้ ึกแยกตนเองออกจากงานทที่ ำ

(n = 150)

ระดบั

ประเดน็ ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน ค่าเฉลย่ี S.D. ความรูส้ กึ ลำดับ
แปลกแยก

จากองคก์ าร

1. ร้สู ึกเบอ่ื หนา่ ยกบั ภาระงานที่ทำอยู่ในปจั จบุ ัน 2.19 0.88 นอ้ ย 

2. งานท่ที ำอยไู่ ม่มคี วามทา้ ทาย 2.28 0.94 นอ้ ย 

3. งานทไี่ ดร้ ับมอบหมายไมต่ รงกับที่เราถนัด 2.24 0.98 นอ้ ย 

4. ถา้ มงี านอน่ื ที่ทำแลว้ สนกุ กวา่ กจ็ ะเปล่ียนงานไปทำที่ใหม่ 2.45 1.08 น้อย 

ภาพรวมความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การ ด้านรสู้ กึ แยก

ตนเองออกจากงานท่ที ำ 2.29 0.75 น้อย

จากตาราง 7 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ ด้านรู้สึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.29 เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ ความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรก คือ ถ้ามีงาน
อน่ื ทท่ี ำแลว้ สนกุ กวา่ ก็จะเปลยี่ นงานไปทำที่ใหม่ อยใู่ นระดับน้อย มีค่าเฉลยี่ 2.45 รองลงมา คอื งานท่ี
ทำอยู่ไม่มีความท้าทาย อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.28 ลำดับท่ีสาม คือ งานท่ีได้รับมอบหมายไม่
ตรงกบั ทีเ่ ราถนัด อยใู่ นระดบั นอ้ ย มคี ่าเฉล่ีย 2.24 และลำดบั ที่ส่ี คอื รสู้ ึกเบื่อหนา่ ยกับภาระงานที่ทำ
อยใู่ นปัจจบุ นั อยใู่ นระดบั น้อย มีคา่ เฉลย่ี 2.19

57

ตาราง 8

แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

มหาวิทยาลยั สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ภาพรวม

(n = 150)

ระดบั

ประเดน็ ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน ค่าเฉลยี่ S.D. ความรู้สกึ ลำดับ
แปลกแยกจาก

องคก์ าร

ด้านความรู้สึกวา่ ตนเองไม่มีอำนาจ 2.72 0.84 ปานกลาง 

ด้านความรู้สึกว่าตนเองไรค้ วามหมาย 3.20 0.64 ปานกลาง 

ดา้ นความรู้สกึ วา่ องค์การ/หัวหนา้ ไมม่ บี รรทดั ฐาน 2.55 0.63 นอ้ ย 

ดา้ นการมคี ่านยิ มท่ีแตกตา่ งจากคนอ่ืนๆ 2.45 0.58 น้อย 

ดา้ นความรสู้ กึ โดดเดยี่ วถูกสงั คมทอดทง้ิ 3.05 0.65 ปานกลาง 

ดา้ นรสู้ ึกแยกตนเองออกจากงานทที่ ำ 2.29 0.75 น้อย 

ภาพรวมความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ

พนักงานมหาวิทยาลัย สงั กัดสาขาวิทยบรกิ ารฯ 2.73 0.47 ปานกลาง

จากตาราง 8 พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย
2.73 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย
สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย อยู่ใน
ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.20 รองลงมา คือ ด้านความรู้สึกโดดเด่ียวถูกสังคมทอดท้ิง อยู่ในระดับ
ปานกลาง มคี ่าเฉล่ีย 3.05 ลำดับที่สาม คอื ดา้ นความรู้สกึ ว่าตนเองไม่มีอำนาจ อยใู่ นระดับปานกลาง
มีค่าเฉล่ีย 2.72 ลำดับท่ีส่ี คือ ด้านความรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน อยู่ในระดับน้อย มี
ค่าเฉล่ีย 2.55 ลำดับท่ีห้า คือ ด้านการมีค่านิยมท่ีแตกต่างจากคนอ่ืนๆ อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย
2.45 และลำดับที่หก คือ ด้านรสู้ กึ แยกตนเองออกจากงานทท่ี ำ อยใู่ นระดบั ปานกลาง มคี ่าเฉล่ีย 2.29

58

ตอนที่ 3 การวิเคราะหข์ อ้ มูลเพ่อื ทดสอบสมมติฐาน
สมมติฐานท่ี 1 เพศมคี วามร้สู กึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

ตาราง 9
แสดงการวเิ คราะห์ความสัมพันธร์ ะหวา่ งเพศกบั ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน

ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
เพศ น้อยทีส่ ุด นอ้ ย ปานกลาง มาก มากท่ีสดุ รวม 2=2.305
จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ Pearson
Chi-Square
ชาย 0 0.0 28 18.7 35 23.3 6 4.0 0 0.0 69 46.0 P=0.512
หญงิ 2 1.3 28 18.7 45 30.0 6 4.0 0 0.0 81 54.0

ระดับนัยสำคัญ 0.05

จากตาราง 9 ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสัมพนั ธ์อย่างง่ายของเพียร์

สัน (Pearson Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.512 ซ่ึงมากกว่า

ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ

พนกั งาน จึงปฏเิ สธสมมติฐาน

สมมตฐิ านท่ี 2 อายมุ ีความสัมพนั ธ์กบั ความร้สู กึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน
ตาราง 10
แสดงการวิเคราะหค์ วามสมั พันธ์ระหว่างอายกุ บั ความร้สู กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน

อายุ นอ้ ยทีส่ ดุ ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน มากทีส่ ดุ รวม
(ป)ี น้อย ปานกลาง มาก
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ 2=5.271
Pearson
20-30 0 0 4 2.7 4 2.7 0 0.0 0 0 8 5.3 Chi-Square
31-40 0 0 25 16.7 35 23.3 6 4.0 0 0 66 44.0 P=0.810
41-50 2 1.3 24 16.0 34 22.7 6 4.0 0 0 66 44.0

51-60 0 0.0 3 2.0 7 4.7 0 0.0 0 0.0 10 6.7

ระดับนยั สำคัญ 0.05

จากตาราง 10 ผลการทดสอบสมมติฐาน ดว้ ยการวเิ คราะห์สถิติสหสมั พันธ์อย่างง่ายของเพียร์

สัน (Pearson Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.810 ซ่ึงมากกว่า

ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ

พนักงาน จึงปฏเิ สธสมมติฐาน

59

สมมติฐานที่ 3 สถานะภาพการสมรสมคี วามสัมพนั ธก์ บั ความรูส้ ึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนกั งาน

ตาราง 11
แสดงการวเิ คราะหค์ วามสมั พันธร์ ะหว่างสถานะภาพการสมรสกับความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ าร
ของพนกั งาน

สถานะภาพ นอ้ ยท่สี ุด ความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน มากทสี่ ดุ รวม 2=4.342
การสมรส น้อย ปานกลาง มาก Pearson

จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ Chi-

โสด 0 0.0 24 16.0 30 20.0 6 4.0 0 0.0 60 40.0 Square

สมรส 2 1.3 31 20.7 45 30.0 5 3.3 0 0.0 83 55.3 P=0.63

หม้าย/หยา่ 0 0.0 1 0.7 5 3.3 1 0.7 0 0.0 7 4.7 0

ระดบั นัยสำคญั 0.05

จากตาราง 11 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวเิ คราะห์สถติ สิ หสมั พันธอ์ ยา่ งงา่ ยของเพยี ร์
สัน (Pearson Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.630 ซึ่งมากกว่า
ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า สถานะภาพการสมรส มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องคก์ ารของพนกั งาน จงึ ปฏิเสธสมมติฐาน

สมมติฐานท่ี 4 ระดับการศึกษามคี วามสมั พนั ธก์ ับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน
ตาราง 12
แสดงการวเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งระดบั การศกึ ษากบั ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของ
พนักงาน

ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน รวม
ระดับการศึกษา นอ้ ยทส่ี ุด นอ้ ย ปานกลาง มาก มากที่สดุ
2=4.228
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ Pearson

ต่ำกว่าปรญิ ญาตรี 0 0.0 8 5.3 15 10.0 0 0.0 0 0.0 23 15.3 Chi-

ปริญญาตรี 0 0.0 12 8.0 14 9.3 3 2.0 0 0.0 29 19.3 Square
ปรญิ ญาโทหรือ 2 1.3 36 24.0 51 34.0 9 6.0 0 0.0 98 65.3 P=0.646

สงู กว่า

ระดบั นยั สำคญั 0.05

60

จากตาราง 12 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสมั พันธอ์ ย่างงา่ ยของเพียร์
สัน (Pearson Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.646 ซึ่งมากกว่า
ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนักงาน จงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน

สมมติฐานที่ 5 ประเภทตำแหน่งมีความสมั พันธก์ ับความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งาน

ตาราง 13

แสดงการวเิ คราะห์ความสมั พันธร์ ะหว่างประเภทตำแหนง่ กบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของ

พนกั งาน

ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน รวม
ประเภทตำแหนง่ นอ้ ยทสี่ ุด นอ้ ย ปานกลาง มาก มากท่ีสุด

จำนวนร้อยละจำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวนร้อยละจำนวนรอ้ ยละ

นกั วชิ าการศึกษา 0 0.0 10 6.7 14 9.3 2 1.3 0 0.0 26 17.3

เจา้ หนา้ ทีบ่ ริหารงาน 1 0.7 24 16.0 17 11.3 4 2.7 0 0.0 46 30.7
ท่ัวไป
2=13.434

นกั วิชาการเงินและ 1 0.7 7 4.7 21 14.0 2 1.3 Pearson
บญั ชี/พสั ดุ
0 0.0 31 20.7 Chi-Square

P=0.338

นกั วิชาการโสตฯ/ 0 0.0 5 3.3 5 3.3 0 0.0 0 0.0 10 6.7
บรรณารกั ษ์

ชา่ งเทคนคิ /

อิเลก็ ทรอนกิ ส/์ 0 0.0 10 6.7 23 15.3 4 2.7 0 0.0 37 24.7

คอมพิวเตอร์

ระดับนยั สำคัญ 0.05

จากตาราง 13 ผลการทดสอบสมมติฐาน ดว้ ยการวเิ คราะหส์ ถิตสิ หสัมพนั ธ์อยา่ งง่ายของเพียร์
สัน (Pearson Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.338 ซ่ึงมากกว่า
ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า ประเภทตำแหน่ง ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนกั งาน จึงปฏิเสธสมมตฐิ าน

61

สมมติฐานท่ี 6 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนักงาน

ตาราง 14

แสดงการวิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ านกับความรสู้ ึกแปลกแยกจาก

องค์การของพนกั งาน

ระยะเวลาใน ความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน รวม

การ นอ้ ยท่สี ุด น้อย ปานกลาง มาก มากทส่ี ุด

ปฏิบตั ิงาน จำนวนรอ้ ยละจำนวน รอ้ ยละจำนวน รอ้ ยละ จำนวนรอ้ ยละจำนวนรอ้ ยละจำนวนร้อยละ 2=6.732

ตำ่ กว่า 5 ปี 0 0.0 7 4.7 4 2.7 0 0.0 0 0.0 11 7.3 Pearson
Chi-Square
6-10 ปี 0 0.0 13 8.7 18 12.0 4 2.7 0 0.0 35 23.3 P=0.665

11-15 ปี 1 0.7 19 12.7 37 24.7 4 2.7 0 0.0 61 40.7

16 ปีขึ้นไป 1 0.7 17 11.3 21 14.0 4 2.7 0 0.0 43 28.7

ระดบั นัยสำคัญ 0.05

จากตาราง 14 ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ดว้ ยการวิเคราะหส์ ถติ สิ หสมั พนั ธ์อย่างง่ายของเพยี ร์
สัน (Pearson Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.665 ซ่ึงมากกว่า
ระดับนัยสำคัญ 0.05 แสดงวา่ ระยะเวลาในการปฏิบัตงิ าน ไม่มีความสัมพันธก์ ับความรู้สึกแปลกแยก
จากองค์การของพนกั งาน จึงปฏเิ สธสมมติฐาน

บทที่ 5

สรุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การศึกษาวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
ศึกษาระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานในภาพรวม และรายด้าน รวม 6 ด้าน คือ
ด้านความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย ด้านความรู้สึกว่าองค์การ/
หวั หน้าไม่มีบรรทัดฐาน ดา้ นการมีค่านิยมที่แตกต่างจากผูอ้ ื่น ด้านความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกสังคมทอดทิ้ง
และด้านความรู้สึกแยกตนเองออกจากงานที่ทำ และหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้สึกแปลก
แยกจากองค์การของพนักงานกับปัจจัย 6 ด้าน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา
ประเภทตำแหนง่ และระยะเวลาในการปฏิบัตงิ าน

ประชากรของการวจิ ยั น้ี ไดแ้ ก่ พนกั งานมหาวิทยาลยั สายปฏิบัตกิ าร(งบรายได)้ สงั กดั สาขา
วิทยบรกิ ารเฉลิมพระเกยี รติ มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง จำนวน 158 คน (บญั ชรี ายงานแสดงบุคลากร
แยกตามประเภทและสายงาน มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, ข้อมูล ณ 18 กนั ยายน 2561)

เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามท่ีเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยใช้คำถามท้ังแบบ
ปลายปดิ และแบบปลายเปดิ คำถามทุกข้อเป็นคำถามท่ีสอดคลอ้ งกับวัตถุประสงคข์ องการวิจัยและตัว
แปรต่างๆที่เก่ยี วขอ้ งตามทร่ี ะบุไว้ในสมมุตฐิ านการวิจยั ตามรายละเอียดดังนี้

ส่วนที่ 1 ส่วนคำถามขอ้ มลู สว่ นบุคคล ซง่ึ รวบรวมข้อมูลเกยี่ วกบั เพศ อายุ สถานภาพสมรส
ระดับการศึกษา ประเภทตำแหนง่ และระยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ าน

ส่วนที่ 2 ส่วนคำถามเพื่อวิเคราะห์ระดับความแปลกแยกจากองค์การของพนักงานฯราย
ด้าน ประกอบด้วยคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิดกำหนดคำตอบเป็น
ข้อความ 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ซ่ึง คำถามประกอบการประเมินความคิดเห็นของผู้ตอบแบบ
ประเมนิ ตอ่ ความรสู้ ึกแปลกแยกด้านตา่ งๆ ทงั้ 6 ดา้ น คือ

1. ความรู้สึกวา่ ตนเองไมม่ อี ำนาจ ประกอบดว้ ยข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ
2. ดา้ นความรูส้ กึ วา่ ตนเองไร้ความหมาย ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ

64

3. ดา้ นความรูส้ ึกว่าองค์การ/หวั หนา้ ไม่มีบรรทัดฐาน ประกอบดว้ ยขอ้ คำถามจำนวน 5 ข้อ
4. ดา้ นการมคี า่ นิยมท่ีแตกตา่ งจากผอู้ ืน่ ประกอบดว้ ยข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ
5. ดา้ นความรสู้ ึกโดดเดี่ยวถกู สังคมทอดทง้ิ ประกอบดว้ ยข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ
6. ดา้ นความรู้สกึ แยกตนเองออกจากงานท่ีทำ ประกอบด้วยขอ้ คำถามจำนวน 5 ข้อ

นำคะแนนท่ีได้ในแต่ละด้านมาหาค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และแปลผลโดยใช้เกณฑ์
ดงั นี้

ค่าเฉล่ยี 4.50 – 5.00 แสดงวา่ ความเห็นดว้ ยอย่างยงิ่
คา่ เฉลย่ี 3.50 – 4.49 แสดงวา่ ความเห็นดว้ ย
คา่ เฉลีย่ 2.50 – 3.49 แสดงว่า ไมแ่ นใ่ จ
ค่าเฉล่ยี 1.50 – 2.49 แสดงวา่ ไมเ่ หน็ ด้วย
ค่าเฉล่ยี 1.00 – 1.49 แสดงวา่ ไม่เหน็ ด้วยอย่างยิ่ง

สว่ นท่ี 3 แบบประเมนิ ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ เปน็ แบบสอบถามทน่ี ำมาจากแบบ
ประเมินความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ ประกอบด้วยคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating
Scale) ชนิดกำหนดคำตอบเป็นข้อความ 5 ระดับ จำนวน 30 ขอ้

การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถามและเก็บข้อมูล
คณะผู้วิจัยได้ติดต่อประสานกับหัวหน้าสำนักงานสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัย
รามคำแหงทั้ง 23 จังหวัด ในช่วงเวลาระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 แล้วนำข้อมูลที่
ได้มาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for windows (statistical
package for the social science) มีรายละเอยี ด ดังน้ี

1. ข้อมูลเก่ียวกับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา
ประเภทตำแหน่ง และระยะเวลาที่ปฏิบัติงานเดือน โดยการหาค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ
(percentage ) คา่ เฉลี่ย (Means) และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

2. ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบประเมิน จากคำถามเพ่ือวิเคราะห์ระดับ
ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานฯรายด้าน ประกอบด้วยคำถามแบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ (Rating Scale) ชนิดกำหนดคำตอบเปน็ ขอ้ ความ 5 ระดับ จำนวน 30 ขอ้ ซึ่งสว่ นคำถาม

65

ประกอบการประเมินความคิดเห็นของผู้ตอบแบบประเมินต่อความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การด้าน
ตา่ งๆทง้ั 6 ด้านมาวเิ คราะห์โดยการหา คา่ เฉลยี่ ()

3. การทดสอบหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานฯ
กับปัจจัย 6 ด้าน ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง และ
ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานเดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square)

สรปุ ผลการวจิ ัย

จากการวิจัย “ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย : กรณีศึกษา
พนักงาน (งบรายได้) สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง” สรุป
ผลการวจิ ัยไดด้ งั น้ี

จากการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นกลุ่มประชากรในการศึกษา
ครงั้ นี้ จำนวน 150 คน จำแนกตามตวั แปร ได้ดงั น้ี

เพศ พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมาก
เปน็ เพศหญงิ มีจำนวน 81 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 54.00 รองลงมา คอื เพศชาย มีจำนวน 69 คน คดิ เป็น
ร้อยละ 46.00 และ

อายุ พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบแบบสอบถามส่วนมากมี
อายุ 31 - 40 ปี และอายุ 41 – 50 ปี มีจำนวน 66 คน คิดเป็นร้อยละ 44.00 รองลงมา คือ อายุ 51
- 60 ปี มีจำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ลำดับสาม คือ อายุ 20 - 30 ปี มีจำนวน 8 คน คิด
เปน็ ร้อยละ 5.33

สถานภาพการสมรส พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯที่ตอบแบบ
สอบถาม ส่วนมากมีสถานภาพสมรส มีจำนวน 83 คน คิดเป็นร้อยละ 55.33 รองลงมา คือ โสด มี
จำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 และสำดบั สาม คือ หม้าย/หย่า มีจำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ
4.67

ระดับการศึกษา พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบแบบ
สอบถามส่วนมากมีระดับการศึกษาปริญญาโทหรือสูงกว่า มีจำนวน 98 คน คิดเป็นร้อยละ 65.33
รองลงมามีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 19.33 และลำดับสาม คือ มี
ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มจี ำนวน 23 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 15.33

66

ประเภทตำแหน่ง พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบแบบ
สอบถามส่วนมากอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าท่ีบริหารงานทั่วไป มีจำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 30.67
รองลงมาอยู่ในตำแหน่งช่างเทคนิค/อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์ จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ
24.67 ลำดับสาม คือ ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี/พัสดุ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 20.67
ลำดับสี่ คือ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 17.33 และลำดับห้า คือ
ตำแหน่งนกั วิชาการโสตฯ/บรรณารักษ์ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 6.67

ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ท่ีตอบ
แบบสอบถามส่วนมากมีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 6 – 10 ปี มีจำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ
40.67 รองลงมา คือ มีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 16 ปีข้ึนไป มีจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ
28.67 ลำดับสาม คือ มีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 6 – 10 ปี มีจำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ
23.33 และลำดับสี่ คือ มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานน้อยกว่า 5 ปี มีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ
7.33

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ใน
ภาพรวมอยูใ่ นระดบั ปานกลาง ( X = 2.75)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรูส้ ึกว่าตนเองไมม่ อี ำนาจ อยู่ในระดบั ปานกลาง ( X = 2.72)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรสู้ ึกว่าตนเองไรค้ วามหมาย อยูใ่ นระดับปานกลาง ( X = 3.20)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรู้สกึ วา่ องคก์ าร/หัวหนา้ ไม่มีบรรทัดฐาน อยู่ในระดับนอ้ ย ( X = 2.55)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรูส้ กึ ว่าตนเองมคี ่านยิ มแตกต่างจากคนอ่ืนๆ อยใู่ นระดับน้อย( X = 2.45)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรู้สกึ วา่ ตนเองโดดเดี่ยว ถูกสังคมทอดท้งิ อยใู่ นระดับปานกลาง ( X = 3.05)

ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัยฯ สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้าน
ความรู้สึกแยกตนเองจากงานทที่ ำ อยู่ในระดับน้อย ( X = 2.29)

67

การวิเคราะหข์ ้อมูลเพอื่ ทดสอบสมมตฐิ าน
สมมติฐานที่ 1 เพศมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวทิ ยาลัยฯ
ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวเิ คราะห์สถิตสิ หสัมพันธอ์ ย่างงา่ ยของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.512 ซ่ึงมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึงปฏิเสธ
สมมตฐิ าน
สมมติฐานที่ 2 อายุมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวทิ ยาลยั ฯ
ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวเิ คราะห์สถิตสิ หสัมพันธอ์ ย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.810 ซ่ึงมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึงปฏิเสธ
สมมตฐิ าน
สมมตฐิ านที่ 3 สถานะภาพการสมรสมคี วามสัมพันธก์ บั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งานมหาวทิ ยาลัยฯ
ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์สถิตสิ หสัมพันธอ์ ย่างงา่ ยของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.630 ซ่ึงมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงวา่ สถานะภาพการสมรส มคี วามสมั พนั ธ์กบั ความรูส้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
จงึ ปฏิเสธสมมติฐาน
สมมติฐานที่ 4 ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงานมหาวิทยาลัยฯ
ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.646 ซ่ึงมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึง
ปฏิเสธสมมติฐาน
สมมติฐานท่ี 5 ประเภทตำแหน่งมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งานมหาวิทยาลยั ฯ

68

ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวเิ คราะห์สถิติสหสัมพนั ธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.338 ซึ่งมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า ประเภทตำแหน่ง ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
จึงปฏเิ สธสมมตฐิ าน

สมมติฐานที่ 6 ระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนกั งานมหาวิทยาลัยฯ

ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์สถิตสิ หสัมพันธอ์ ย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.665 ซ่ึงมากกว่า ระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงวา่ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไมม่ ีความสัมพันธก์ ับความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งาน จงึ ปฏิเสธสมมติฐาน

การอภิปรายผล

การวิจัย “ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ : กรณีศึกษาพนักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้)
สังกัดสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ได้กำหนดวัตถุประสงค์และ
สมมตฐิ านไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี

วัตถุประสงคก์ ารวิจยั

1. เพ่ือศกึ ษาระดบั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
2. เพอ่ื ศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเพศกบั ความรู้สึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน
3. เพอื่ ศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอายกุ บั ความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน
4. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพการสมรสกับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ
ตอ่ องค์การของพนักงาน
5. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน
6. เพ่ือศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างประเภทตำแหน่งกับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน

69

7. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในการปฏิบัติงานกับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การของพนักงาน

สมมตฐิ านการวิจยั

1. เพศมคี วามสมั พันธ์กบั ความร้สู กึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน
2. อายมุ คี วามสมั พนั ธ์ กบั ความรู้สกึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน
3. สถานภาพการสมรสมคี วามสัมพนั ธก์ บั ความรูส้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
4. ระดับการศกึ ษามีความสัมพันธก์ บั ความรูส้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งาน
5. ประเภทตำแหน่งมคี วามสัมพันธก์ บั ความรสู้ กึ แปลกแยกจากองค์การของพนกั งาน
6. ระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนกั งาน

ผวู้ ิจัยนำข้อมลู ท่ีได้จากการวิเคราะหเ์ พ่อื ตอบวัตถปุ ระสงคข์ ้อแรก ดงั ต่อไปนี้
1. เพื่อศกึ ษาระดบั ความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ ารของพนักงาน
พบว่าความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ
โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.73 เมื่อ
พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดับแรก คือ ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย อยู่ในระดับปาน
กลาง มีค่าเฉล่ีย 3.20 รองลงมา คือ ด้านความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกสังคมทอดท้ิง อยู่ในระดับปานกลาง
มคี ่าเฉล่ีย 3.05 ลำดับทสี่ าม คือ ดา้ นความรู้สึกว่าตนเองไมม่ ีอำนาจ อยู่ในระดบั ปานกลาง มีคา่ เฉลี่ย
2.72 ลำดับท่ีส่ี คือ ด้านความรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย
2.55 ลำดับที่ห้า คือ ด้านการมีค่านิยมท่ีแตกต่างจากคนอ่ืนๆ อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.45 และ
ลำดับที่หก คอื ดา้ นรูส้ ึกแยกตนเองออกจากงานที่ทำ อย่ใู นระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ยี 2.29

1.1 เหตุผลในรายละเอียด ด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมาย และส่งผลให้
ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯด้านนี้ มีค่าเฉล่ีย
สูงสุดลำดับแรก คือ 3.20 จากการวิเคราะห์ เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ความรู้สึกแปลกแยก

70

จากองคก์ ารของพนักงานมหาวทิ ยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสดุ ลำดับแรก คือข้อที่วา่
“ พนักงานเหมือนกับข้าราชการท่ีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด” อยู่ใน
ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.02 รองลงมา คือข้อท่ีว่า “เชื่อว่าวาสนาของคนแตกต่างกันไป” อยู่ในระดับ
มาก มีค่าเฉลี่ย 3.47 ลำดับท่ีสาม คือข้อที่ว่า “การตัดสินใจในเร่ืองใดๆ ขึ้นอยู่กับหัวหน้า/
ผู้บังคับบัญชา” อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.37 ลำดับท่ีสี่ คือข้อท่ีว่า “เป็นผู้น้อยต้องคอยก้ม
พนมกร” อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.25 และลำดับท่ีห้า คือข้อท่ีว่า “พนักงานทุกคนต่างมี
สว่ นร่วมแสดงความคิดเหน็ ในการปฏิบตั ภิ ารกจิ ของสาขาฯ” อย่ใู นระดับน้อย มคี า่ เฉลี่ย 1.87

ข้อค้นพบจากการวิจัยสอดคล้องกับ ธนัน อนุมานราชธน และภุทชงค์ กุณฑลบุตร. (2543).
ใหท้ ศั นะว่า ความรูส้ ึกแปลกแยกเปน็ ภาวะทางความรสู้ ึกหรือเปน็ ภาวะทางจิตของบุคคล โดยหมายถึง
ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อตัวเขาเองต่อค่านิยม ต่อกฎเกณฑ์ทางสังคม และต่อกิจกรรมท่ีตัวเขา
กระทำ ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะแปลกแยกในแนวคิดน้ีจึงเป็นผู้ท่ีมีความรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ภายใต้อำนาจ
หรืออิทธิพลของผู้อื่นหรือสิ่งอ่ืน เช่น รู้สึกว่าชีวิตของตนเองขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือผู้ท่ีมีอำนาจเหนือ
ตน และในเชิงนเิ สธ แนวคิดเรอื่ งความแปลกแยกตอ่ องคก์ ารน้ันเปน็ แนวคดิ ทต่ี รงขา้ มกับแนวคดิ เร่อื ง
ความผกู พันตอ่ องค์การ กล่าวคอื มองวา่ ในสถานการณท์ ่ีเกดิ ความรู้สกึ แปลกแยก สมาชกิ ขององคก์ าร
นั้นจะเกิดความรู้สึกต่อต้านองค์การ การบังคับบัญชา ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ทำงานแบบ
ไร้เป้าหมาย และมักจะคิดที่จะลาออกจากงานที่ทำ ตรงกับ ราชบัณฑิตยสถาน (2549) ท่ีได้ให้นิยาม
ความรู้สึกแปลกแยกว่า เป็นการเปลี่ยนจากความรู้สึกผูกพันไปเป็นความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตร เป็น
ปฏิปกั ษ์ หรือไม่ยนิ ดยี ินรา้ ยตอ่ ผ้อู ืน่ ตอ่ กลุม่ ต่อสงั คม แม้แตต่ ่อตนเอง เป็นตน้

จึงอาจกล่าวไดว้ ่า ข้อคน้ พบจากการวจิ ัยน้ียงั สอดคลอ้ งในเชงิ นเิ สธกบั สทิ ธพิ ันธ์ พุทธหนุ และ
คณะ (2560) ท่ีได้ศึกษา ความผูกพันต่อองค์การของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : ศึกษา
เฉพาะกรณีสำนกั งานเขต กรงุ เทพมหานคร โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื ศกึ ษาระดบั ความผูกพันตอ่ องคก์ ร
ของพนักงาน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ประเภท
ตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงานกับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน และใช้ปัจจัย 10
ด้านในการวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กร คือ ความม่ันคงในงานท่ีปฏิบัติ ลักษณะงาน ความ
รับผิดชอบในงาน ความสำเร็จในงาน การยอมรับนับถือ ความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน การบังคับ
บัญชา ค่าตอบแทน สภาพการทำงาน และนโยบายและการบริหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา
ครั้งนี้ เป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ในสังกัดสำนักงานเขต 50 สำนักงานเขต จำนวน 381

71

คน ท่ีพบว่าพนักงานกรุงเทพมหานครมีระดับความผูกพันต่อองค์การด้านการบังคับบัญชาสูงเป็น
ลำดับที่ห้า จากการวิเคราะห์พบว่าข้อท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือความสามารถในการติดต่อ
ประสานงานและความสนิทสนมเป็นกันเองระหว่างผู้บังคับบัญชาและเพ่ือนร่วมงาน อยู่ในระดับสูง
( X = 4.06) รองลงมา คือ ผู้บังคับบัญชาสร้างบรรยากาศท่ีเป็นกันเองกับผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อ
ประสบปัญหาในการปฏบิ ตั งิ านสามารถขอคำปรกึ ษาได้ อยู่ในระดบั สูง ( X = 4.02) ลำดบั ทส่ี าม คือ
ผู้บังคับบัญชามีการชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจนโยบายและแนวท างการปฏิบัติงาน
ต่างๆ อย่างชัดเจน และมีการแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชา อยู่ใน
ระดับสูง ( X = 3.97) ลำดับที่สี่ คือ ผู้บังคับบัญชาให้คำแนะนำ และสอนงานให้บรรลุเป้าหมายใน
การทำงาน อยู่ในระดับสูง ( X = 3.96) ลำดับท่ีห้า คือ ผู้บังคับบัญชาเป็นแบบอย่างที่ดีในการ
ถ่ายทอด แบ่งปันความรู้อย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับสูง ( X = 3.95) ลำดับที่หก คือ ผู้บังคับบัญชา
ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาวางแผนพัฒนาตนเองเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง อยู่ใน
ระดับสูง ( X = 3.91) ลำดับที่เจ็ด คือ ผู้บังคับบัญชาให้ความเสมอภาคต่อผู้ใต้บังคับบัญชาภายใน
องค์การ ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ใต้บังคับบัญชา อยู่ในระดับสูง ( X = 3.88)
ลำดับท่ีแปด คือ ผู้บังคับบัญชามีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ส่งผลให้การ
ปฏบิ ตั ิงานของท่านมีความสะดวกรวดเร็วยง่ิ ขน้ึ อยู่ในระดับสูง ( X = 3.80)

น่ันคือ ความรู้สึกแปลกแยกด้านความรู้สึกว่าตนเองไร้ความหมายของพนักงานเกิดขึ้นเมื่อ
ผู้บังคับบัญชาบงั คบั ใชก้ ฎระเบียบอยา่ งเคร่งครดั ขาดความสมั พันธ์อนั ดกี ับพนักงาน ไม่สามารถเปน็ ท่ี
พ่ึงให้กับพนักงาน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากพนักงาน ประกอบกับความเชื่อท่ี
ปลูกฝังกันมาในสังคมไทยว่า “เป็นผู้น้อยต้องควรก้มพนมกร” ต้องให้ความเคารพเช่ือฟังผู้ใหญ่ ไม่
สามารถท่ีจะแย้งความเหน็ ของผู้ใหญไ่ ด้ นนั่ เอง

แตอ่ ย่างไรก็ตาม ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การดา้ นความรู้สึกวา่ ตนเองไร้ความหมายของ
พนักงานอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 1.87 คือข้อท่ีว่า “พนักงานทุกคนต่างมีส่วนร่วมแสดงความ
คิดเห็นในการปฏิบัติภารกิจของสาขาฯ” ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าการบริหารงานของสาขาวิทยบริการฯแต่
ละแห่งส่งเสริมการทำงานเป็นทีม สามารถสร้างความสามัคคีในกลุ่ม พนักงานต่างมีส่วนร่วมในการ
บรหิ ารจดั การเพอื่ ภารกิจของสาขาฯลลุ ว่ งไปไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ

72

1.2 เหตุผลในรายละเอียดด้านความรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง อยู่ในระดับปาน
กลาง มีระดบั ความความรู้สึกแปลกแยกรายด้านสงู เป็นลำดับท่สี อง มีค่าเฉล่ีย 3.05 เม่ือพจิ ารณาเป็น
รายข้อ พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯมี
ค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยลดบทบาทของสาขาฯ ลง อยู่ในระดับปานกลาง มี
ค่าเฉลี่ย 3.37 รองลงมา คือ รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไม่ดูแลพนักงานสังกัดสาขาฯ เม่ือเปรียบเทียบกับ
พนักงานส่วนกลาง อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.21 ลำดับท่ีสาม คือ คิดว่าปัจจุบันผู้บริหาร
มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับสาขาฯ น้อยมาก อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.13 ลำดับที่ส่ี คือ
ได้รบั ขอ้ มูลข่าวสารเก่ยี วกบั การบริหารงานบคุ คลจากมหาวิทยาลยั เป็นประจำ อยูใ่ นระดับปานกลาง มี
ค่าเฉลี่ย 2.91 และลำดับที่ห้า คือ ยังม่ันใจในสถานภาพของพนักงานว่าจะมีความมั่นคงไปจนกระท่ัง
เกษยี ณอายุ อยู่ในระดับปานกลาง มคี า่ เฉลยี่ 2.63

สรุปได้จากผลการวิจยั ว่า พนักงานมีความรู้สกึ แปลกแยกจากองคก์ ารดา้ นความรสู้ ึกโดดเด่ียว
ถูกทอดท้ิงในระดับกลาง จากประการแรกคือ พนักงานมองว่ามหาวิทยาลัยลดบทบาทของสาขาวิทย
บริการฯลง ทั้งน้ี สืบเนื่องมาจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง
เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 และ เร่ือง แนวทางการบริหารเกณฑ์
มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2558 กำหนดจำนวน คุณวุฒิและคุณสมบัติของอาจารย์
ผู้สอน อาจารย์ประจำหลักสูตรและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรในแต่ละระดับ โดยเฉพาะระดับ
ปริญญาโทและปริญญาเอก ที่เคร่งครัด เช่นกำหนดว่าในการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรใดๆ
จะต้องเสนอหลักสูตรผ่านสภามหาวิทยาลัยและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อ
ทราบ และกำหนดให้แต่ละหลักสูตร โดยเฉพาะในระดับปริญญาโทจะต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบ
หลักสูตรอย่างน้อย 3 คน มีวุฒิปริญญาเอก หรือขั้นต่ำปริญญาโทที่มีตำแหน่งรองรองศาสตราจารย์
และมีผลงานทางวิชาการท่ีได้รับการเผยแพร่ตามเกณฑ์ที่กำหนดฯอย่างน้อย 3 รายการในรอบ 5 ปี
และอย่างนอ้ ย 1 รายการต้องเป็นผลงานวจิ ัย และอาจารยป์ ระจำหลกั สูตรซงึ่ มีวฒุ ขิ ้ันตำ่ ปรญิ ญาโทที่
มีผลงานทางวิชาการในลักษณะเดียวกัน ที่สำคัญได้มีข้อกำหนดให้อาจารย์ประจำหลักสูตรเป็น
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ อาจารย์ผู้สอนอ่ืนๆไม่สามารถเป็นท่ีปรึกษาได้
พร้อมทั้งกำหนดว่าอาจารย์ประจำหลักสูตร 1 คนสามารถเป็นที่ปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์ให้กับ
นักศึกษาไดไ้ ม่เกิน 5 คน หรือเป็นที่ปรึกษาการค้นควา้ อสิ ระได้ไม่เกิน 15 คนตอ่ ภาคการศึกษา ส่งผล
ให้มหาวิทยาลัยต้องลดจำนวนการรับนักศึกษาในระดับปริญญาโทลง โดยคำนวณจากจำนวนอาจารย์

73

ประจำหลักสูตรท่ีได้รับการแต่งตั้ง จากที่เคยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับบรรดาข้าราชการและ
ประชาชนท่ีทำงานอยู่ในจังหวัดต่างๆปีละกว่าห้าพันคน มหาวิทยาลัยต้องจำกัดจำนวนเหลือแค่ปีละ
ไม่เกนิ สามพนั คน ซ่ึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อสาขาวิทยบริการฯ เพราะหลายหลักสูตรไม่เปดิ รับสมัคร
นักศึกษา พนักงานจึงเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่รู้จะพ่ึงพาใครได้ เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในสถานภาพ
ของงาน เกรงว่ามหาวิทยาลยั จะปิดสาขาวิทยบรกิ ารฯ และเลกิ จา้ งพวกเขา

ประการต่อมา คือ รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไม่ดูแลพนักงานสังกัดสาขาฯ เมื่อเปรียบเทียบกับ
พนักงานส่วนกลาง(หัวหมากและบางนา) อยู่ในระดบั ปานกลาง พนักงานสังกัดสาขาฯมองว่าพวกเขา
อยู่ไกลปืนเที่ยง ผลประโยชน์และสวัสดิการต่างๆที่ได้รับน้อยกว่าอย่างไม่สามารถเทียบกันได้กับ
พนักงานส่วนกลาง เช่น ค่าตอบแทนการคุมสอบ ความก้าวหน้าในอาชีพ โอกาสในการเล่ือนระดับ
ปรับตำแหน่ง ฯลฯ ทำให้พนักงานสังกัดสาขาฯเกิดความรู้สึกแปลกแยกข้ึน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด
ของ James Davies, Ted Robert Gurr และ Mark Hapopian (อ้างถึงใน สิทธิพันธ์ พุทธหุน,
2555, หน้า 145 – 148) ซึ่งอ้างว่า สาเหตุที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกไม่พอใจเป็นผลมาจากความรู้สึก
เชิงเปรียบเทียบระหว่างส่ิงที่คาดหวงั กับสิ่งทไี่ ดร้ ับจรงิ

1.3 เหตุผลในรายละเอียดด้านความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ จากการวจิ ัยพบว่า
ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้านความรู้สึก
ว่าตนเองไม่มีอำนาจ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยู่ในระดับปานกลาง มี
คา่ เฉลีย่ 2.72 สงู เป็นลำดบั ท่ีสาม เม่อื พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การ
ของพนกั งานมหาวิทยาลยั สังกดั สาขาวทิ ยบรกิ ารฯ มคี ่าเฉล่ียสงู สดุ ลำดบั แรก คอื ไม่อาจกำหนดอะไร
ในสิ่งที่หวังได้เลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลื่อนข้ันเงินเดือนหรืออ่ืนๆ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย
3.00 รองลงมา คือ ไม่วา่ จะพยายามอย่างหนักขนาดไหน แต่ก็ไม่อาจเปล่ียนแปลงอะไรได้เลย อยู่ใน
ระดบั ปานกลาง มีค่าเฉลย่ี 2.99 ลำดบั ท่สี าม คอื มแี ตห่ ัวหนา้ เทา่ น้นั ทส่ี ามารถกำหนดทกุ ส่งิ ทกุ อย่าง
ได้ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.83 ลำดับท่ีสี่ คือ รู้สึกอยู่ในกับดักของงาน จะทำอะไรๆ ก็
ติดขัด วุ่นวายไปหมด อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.62 และลำดับที่ห้า คือ ไม่ได้คาดหวังอะไร
จากการทำงานในองค์การนตี้ ่อไป อยใู่ นระดบั นอ้ ย มคี า่ เฉล่ยี 2.18

สรุปได้ว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานด้านความรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจ
คอื มองวา่ ตนเองไม่อาจกำหนดอะไรในส่ิงท่ีหวังไดเ้ ลยไม่วา่ จะเปน็ เร่ืองการเล่ือนข้ันเงินเดือนหรืออน่ื ๆ

74

ไม่ว่าตนเองจะพยายามอย่างหนักขนาดไหน ทุ่มเทให้กับการทำงานมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถที่จะ
เปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย จะคิดทำอะไรก็รู้สึกติดขัดไปหมด ซ่ึงตรงกับแนวคิดของ Seeman (อ้างถึง
ใน พงษ์สวัสด์ิ สวัสดิพงษ์, 2524, หน้า 12 – 14) ที่ว่า ความไร้อำนาจ (Powerlessness) หมายถึง
ความคาดหมายของบุคคลที่ว่าพฤติกรรมของเขาไม่สามารถกำหนดผลลัพท์หรือสิ่งท่ีพึงพอใจที่เขา
ใฝ่หาได้

ข้อค้นพบจากการวิจัยสอดคล้องกันกับงานวิจัยของกิตติศักดิ์ สุรินโต (2561) ที่ได้
ทำการศึกษาเรื่องสาเหตุท่ีส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลาออกของบุคลากร : ศึกษาเฉพาะกรณี
ลูกจ้างตามสัญญาจ้างของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พบว่า
ลูกจ้างตามสัญญาจ้างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) เคยมีความคิดที่จะลาออก และสาเหตุท่ีคิดจะลาออกมา
จากหลายสาเหตุ เช่น ความกา้ วหนา้ ในอาชีพ การไมไ่ ด้รบั การยอมรับจากหน่วยงาน ฯลฯ

1.4 เหตผุ ลในรายละเอียดในด้านความรสู้ ึกวา่ องคก์ าร/หัวหนา้ ไมม่ บี รรทดั ฐาน
จากการวิจัยพบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขา
วทิ ยบริการฯ ด้านความรู้สึกวา่ องค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลก
แยกจากองค์การอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.55 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ ความรู้สึกแปลก
แยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ
เชอื่ ว่าค่าของคนอย่ทู ี่ว่าเป็นคนของใคร อย่ใู นระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 3.09 รองลงมา คอื สามารถ
เชื่อในคำพูดของผู้บังคับบัญชาได้ในทุกระดับ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.69 ลำดับท่ีสาม คือ
เชื่อว่ามหาวิทยาลัยปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนบนพ้ืนฐานของความเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ อยู่ใน
ระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.42 ลำดับท่ีส่ี คือ การประเมินประสิทธิภาพ ผลงาน ความสามารถ อยู่บน
พื้นฐานความถูกต้อง เหมาะสม มีความยุติธรรม และสามารถเชื่อม่ันในเกณฑ์การประเมินได้ อยู่ใน
ระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.30 และลำดับท่ีห้า คือ การประเมินความรู้ ความสามารถ เพ่ือเข้าสู่ตำแหน่ง
ต่างๆ อยู่บนพ้ืนฐานความถูกต้อง เหมาะสม มีความยุติธรรม และสามารถเชื่อมั่นในเกณฑ์การ
ประเมินได้ อยู่ในระดับนอ้ ย มคี ่าเฉลี่ย 2.27
สรุปได้ว่า พนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯมีความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การ
โดยรู้สึกว่าองค์การ/หัวหน้าไม่มีบรรทัดฐาน กล่าวคือเชื่อว่ายังมีการเล่นพรรคเล่นพวกในการบริหาร
กิจการของสาขาฯ ไม่เช่ือว่ามหาวิทยาลัย/หัวหน้าปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนบนพื้นฐานของความเท่า

75

เทียมกัน มีการเลือกปฏิบัติ มองการประเมินการปฏบิ ัติงานว่าไม่ได้ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของความถูกต้อง
เหมาะสมและความยตุ ธิ รรม ขณะเดยี วกนั กไ็ ม่มคี วามเชือ่ มัน่ ในเกณฑท์ ใ่ี ช้ในการประเมินดว้ ย

สอดคล้องกับแนวคิดของทวิพันธ์ พัวสรรเสริญ (2556) ที่ว่า ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวก
นำไปสู่ความเสื่อมเสียของประเทศชาติ 10 ประการ คือ 1. เกิดปัญหาการเลือกปฏิบัติหรือ สอง
มาตรฐาน จนนำไปสู่ความไม่มมี าตรฐาน 2. ทำให้เกิดการแพร่เช้อื ของโรคระบาดในการเล่นพรรคเล่น
พวกเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น 3. นำไปสู่ผลการทำงานที่ลดลง 4. ทำให้เกิดกลไกการเล่นพรรคเล่นพวก
อาจก่อให้เกดิ การกล่ันแกล้งกัน 5. ทำให้ไม่สามรถจำแนกความเก่ง/ไม่เก่ง เพราะไม่มีการยึดผลงานท่ี
ถกู ต้อง 6. ทำให้คนทำงานด้วยปากมากกวา่ ที่จะทำงานดว้ ยฝีมือ เกดิ ลัทธปิ ระจบประแจง 7. มีการใส่
ร้ายป้ายสี โจมตีคู่แข่ง 8. ก่อให้เกิดลักทธิเออออห่อหมก (Group Think) คือคนจะไม่มีความเป็นตัว
ของตัวเอง ต้องคอยคล้องตามความคิดเห็นของผู้มีอำนาจเพื่อความอยู่รอด 9. ทำให้ไม่สนับสนุนคน
รุ่นใหมใ่ ห้เติบโตในทิศทางที่เหมาะสม เกิดการผูกขาดอำนาจ และ 10. ก่อให้เกิดปัญหาของสังคมที่ไร้
ความสงบอนั เน่อื งมาจากการขาดความยตุ ธิ รรม ไร้มาตรฐาน ทำงานแบบลูบหน้าปะจมกู

1.5 เหตุผลในรายละเอียดในด้านการมีค่านิยมที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ความรู้สึก
แปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯ ด้านการมีค่านิยมที่
แตกต่างจากคนอืน่ ๆ โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยใู่ นระดบั น้อย มคี ่าเฉลี่ย
2.45 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย
สังกัดสาขาวิทยบริการฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดลำดบั แรก คือ ความอดกล้ันก็คือการยอมจำนนนั่นเอง อยู่ใน
ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.05 รองลงมา คือ ความไม่ซ่ือสัตย์ต่อเวลาและหน้าท่ีราชการเป็นเรื่อง
ปกติท่ีมีให้เห็นโดยทั่วไป อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย 2.79 ลำดับท่ีสาม คือ ความสุจริตไม่ช่วย
ให้เราบรรลุสู่เป้าหมายหลักขององค์การได้ อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 2.24 ลำดับที่สี่ คือ มีทัศนคติ
เป็นที่ยอมรับจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและบุคคลท่ีเก่ียวข้องเป็นอย่างดี อยู่ในระดับน้อย มี
ค่าเฉลี่ย 2.23 และลำดับที่ห้า คือ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่ได้ขึ้นอยู่กับทุกคนที่เป็นสมาชิก อยู่ใน
ระดับน้อย มคี า่ เฉลย่ี 1.96

สรุปได้ว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน ด้านการมีค่านิยมท่ีแตกต่างจาก
คนอ่ืนๆน้ัน หมายถึง การท่ีพนักงานมีความคิด และค่านิยมที่ตนเองใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตท่ีไม่
เหมือนกับคนอื่นในสำนักงาน หรือองค์การ มีความรู้สึกว่าทำไมต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ท่ีเรา

76

ไม่เห็นด้วย ทำไมตอ้ งยอมรบั ขนบธรรมเนียม ค่านิยมทางสงั คมท่ีไร้เหตุผลในทัศนะของตน มองวา่ การ
อดกลั้น ยอมเช่ือฟังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ค่านิยมที่เขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ต่างอะไรไปจากการท่ีเขาต้อง
ยอมจำนนต่อส่ิงที่เขาไม่ยอมรับ ทำให้เขาต้องสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นคนไป สอดคล้องกับ
แนวคิดของ ศิริรัตน์ แอดสกุล (2541) ท่ีกล่าวว่า พฤติกรรมการเบี่ยงเบนของมนุษย์เกิดจากการที่
บุคคลมีภาวะความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมที่เขาเป็นสมาชิก ทั้งท่ีโดยปกติคนเราย่อมรู้สึกว่าตนเอง
เป็นส่วนหน่ึงของสังคม ได้รบั และเรียกรอ้ งหาการยอมรับจากสังคมและบคุ คลอืน่ ในสังคมนั้น บุคคลที่
เกิดภาวะความออกจากสังคม จะเป็นผู้ที่ขาดเป้าหมายและค่านิยมในชีวิต มีความรู้สึกโดดเด่ียว อัน
เน่ืองมาจากการที่เขาต่อต้านบรรทัดฐานและค่านิยมของสังคม ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นผลให้คนเกิด
ความหมดหวงั ในชวี ิต

1.6 เหตุผลในรายละเอยี ดในด้านรู้สึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ ความรูส้ ึกแปลกแยก
จากองค์การของพนกั งานมหาวิทยาลยั สังกดั สาขาวทิ ยบริการฯ ด้านรู้สึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ
โดยภาพรวมมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.29 เมื่อพิจารณา
เป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทย
บริการฯ มีค่าเฉล่ียสูงสุดลำดับแรก คือ ถ้ามีงานอ่ืนที่ทำแล้วสนุกกว่าก็จะเปล่ียนงานไปทำที่ใหม่ อยู่
ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.45 รองลงมา คือ งานที่ทำอยู่ไม่มีความท้าทาย อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย
2.28 ลำดับท่ีสาม คือ งานที่ได้รับมอบหมายไม่ตรงกับท่ีเราถนัด อยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉล่ีย 2.24
และลำดับทีส่ ี่ คอื ร้สู ึกเบอื่ หน่ายกับภาระงานทีท่ ำอยู่ในปจั จุบัน อยูใ่ นระดบั น้อย มีค่าเฉลยี่ 2.19

สรุปได้ว่าพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดสาขาวิทยบริการฯมีระดับความรู้สึกแปลกแยกจาก
องค์การ ดา้ นรู้สึกแยกตนเองออกจากงานท่ีทำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย กล่าวคือยังมองว่าภาระ
งานท่ีได้รับมอบหมายตรงกับที่ถนัด ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย ยังนับว่าเป็นงานที่ยังมีความท้าทายอยู่
และมแี นวโน้มไม่อยากที่จะเปล่ียนงานไปทำท่ีใหม่ ส่งผลใหพ้ นักงานยังคงมีความผูกพันต่อองค์การคือ
มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง สาขาวทิ ยบรกิ ารฯอยู่

ข้อค้นพบจากการวิจัยสอดคล้องกันกับงานวิจัยของซันวานา ฮะซานี (2550) ได้
ทำการศกึ ษาเรื่อง ความผกู พันของพนกั งาน กรณศี ึกษา พนกั งานโรงแยกกา๊ ซธรรมชาติ จงั หวัดระยอง
บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยความผูกพันต่อองค์การมีระดับความคิดเห็น
โดยรวมอยู่ในระดับสูง ได้แก่ นโยบายขององค์การ โครงสร้างองค์การ การบังคับบัญชา สัมพันธภาพ

77

กับผู้บังคับบัญชา สัมพันธภาพกับเพ่ือนร่วมงาน สภาพการทำงาน ความท้าทายและมีอิสระในการ
ทำงาน เงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ความมั่นคงในการทำงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะ
งานท่ีปฏิบัติ โอกาสความก้าวหน้าและการเจริญเติบโตในการทำงาน เอกลักษณ์ขององค์การ และ
ทศั นคติต่อองค์การ ซง่ึ ปจั จยั ดงั กล่าวมีความสมั พนั ธก์ ับความผูกพนั ตอ่ องค์การ

ท้ังยังสอดคล้องกับข้อค้นพบสอดคล้องกับงานวิจัยของนราวิชญ์ เรืองกุล (2561) ท่ีได้
สรุปวา่ ข้าราชการและลูกจา้ งทีเ่ กดิ ความแปลกแยก ไม่มีความผูกพันและจงรกั ภักดตี ่อองค์กร อาจทำ
ให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงกับองค์กร เนื่องจากเจ้าหน้าท่ีจะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหน่ึงขององค์กร
จึงทำให้เกดิ การโยกยา้ ย โอนยา้ ย หรือลาออกจากราชการบอ่ ย ๆ

ผูว้ ิจัยนำขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการวิเคราะหเ์ พื่อพิสจู น์สมมตฐิ านแต่ละข้อ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. เพศมคี วามสัมพันธ์กับความรสู้ ึกแปลกแยกจากองคก์ ารของพนกั งานมหาวทิ ยาลัยฯ
ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน

(Pearson Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.512 ซึ่งมากกว่าระดับ
นัยสำคัญ 0.05 แสดงว่า เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึง
ปฏเิ สธสมมตฐิ าน

ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของใจดี นิ่มมณี (2537) ที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์
ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล บุคลิกภาพ และความรู้สึกต่อลักษณะงานท่ีทำกับความรู้สึกแปลกแยก
ผลการวิจัยพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ความแปลกแยกในระดับปานกลาง และพบว่าตัวแปรลักษณะ
ส่วนบุคคลทุกตัว ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอายุงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับความ
แปลกแยกอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิ

2. อายุมคี วามสมั พันธก์ บั ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนกั งานมหาวิทยาลัยฯ
ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์อย่างงา่ ยของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.810 ซ่ึงมากกว่าระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึงปฏิเสธ
สมมตฐิ าน

ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของใจดี นิ่มมณี (2537) ท่ีได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์
ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล บุคลิกภาพ และความรู้สึกต่อลักษณะงานท่ีทำกับความรู้สึกแปลกแยก

78

ผลการวิจัยพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ความแปลกแยกในระดับปานกลาง และพบว่าตัวแปรลักษณะ
ส่วนบุคคลทุกตัว ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอายุงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับความ
แปลกแยกอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. สถานภาพการสมรสมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวทิ ยาลัยฯ

ผลการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์อย่างงา่ ยของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.630 ซึ่งมากกว่าระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า สถานะภาพการสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน จึงปฏเิ สธสมมตฐิ าน

4. ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวทิ ยาลัยฯ

ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวเิ คราะห์สถิตสิ หสัมพนั ธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.646 ซ่ึงมากกว่าระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า ระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธก์ บั ความรสู้ ึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน จึง
ปฏเิ สธสมมติฐาน

ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของใจดี น่ิมมณี (2537) ท่ีได้ทำการศึกษาเร่ือง ความสัมพันธ์
ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล บุคลิกภาพ และความรู้สึกต่อลักษณะงานท่ีทำ กับความรู้สึกแปลกแยก
ผลการวิจัยพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ความแปลกแยกในระดับปานกลาง และพบว่าตัวแปรลักษณะ
ส่วนบุคคลทุกตัว ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอายุงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับความ
แปลกแยกอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ

5. ประเภทตำแหน่งมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
มหาวิทยาลยั ฯ

ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวิเคราะห์สถิตสิ หสัมพนั ธอ์ ย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.338 ซึ่งมากกว่าระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงว่า ประเภทตำแหน่งไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกแปลกแยกจากองค์การของพนักงาน
จงึ ปฏิเสธสมมติฐาน

79

6. ระยะเวลาในการปฏิบัตงิ านมคี วามสัมพนั ธ์กับระดบั ของความรสู้ กึ แปลกแยกจาก
องค์การของพนักงาน

ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ด้วยการวิเคราะห์สถิตสิ หสัมพันธอ์ ย่างงา่ ยของเพียร์สัน (Pearson
Chi-Square) ท่ีระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ค่า Sig. มีค่าเท่ากับ 0.665 ซึ่งมากกว่าระดับนัยสำคัญ
0.05 แสดงวา่ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไมม่ ีความสมั พันธก์ ับความร้สู ึกแปลกแยกจากองค์การของ
พนักงาน จงึ ปฏเิ สธสมมตฐิ าน

ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของใจดี นิ่มมณี (2537) ท่ีได้ทำการศึกษาเร่ือง ความสัมพันธ์
ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล บุคลิกภาพ และความรู้สึกต่อลักษณะงานที่ทำกับความรู้สึกแปลกแยก
ผลการวิจัยพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ความแปลกแยกในระดับปานกลาง และพบว่าตัวแปรลักษณะ
ส่วนบุคคลทุกตัว ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และอายุงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับความ
แปลกแยกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ยั ในครัง้ น้ี

มหาวิทยาลัยรามคำแหงควรเสริมสรา้ งความรสู้ ึกท่ีดที พ่ี นักงานมหาวิทยาลัย(งบรายได้) สงั กดั
สาขาวิทยบริการฯ โดยนำผลของการวิเคราะห์ข้อมูลในบทท่ี 4 มาเป็นแนวทางในการส่งเสริม ลด
ระดับของความรูส้ กึ แปลกแยกจากองค์การลง โดยนำขอ้ ท่ีไดค้ ะแนนเฉล่ียน้อยสุดมาพัฒนาองคก์ ารดงั
ตอ่ น้ี

1. เสรมิ สร้างอำนาจใหก้ บั พนกั งาน ด้วยการสนับสนุน ส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาสเขา้ มี
ส่วนร่วมในการตดั สินใจมากขึ้น ท้ังในแงข่ องการสร้างกฎเกณฑ์และการบงั คับใชก้ ฎเกณฑ์ท่ีเป็นธรรม
ไม่มีการเล่นเส้นเล่นสาย สร้างความรู้สึกให้กับพนักงานมีความมั่นใจว่าผู้ท่ีมุ่งม่ันทำงานย่อมได้รับ
ผลตอบแทนทย่ี ุติธรรม

2. เสริมสร้างความสำนึกในความสำคัญท่ีพนักงานมีต่อมหาวิทยาลัย ด้วยการสร้าง
จิตสำนึกว่าทุกคนเป็นสมาชิกขององค์การเดียวกัน ความอยู่รอดขององค์การก็คือความอยู่รอดของ

80

สมาชิกแตล่ ะคนดว้ ย เพราะฉะนั้น พนักงานแต่ละคน ซ่ึงแบบได้เสมือนอวัยวะของรา่ งกายของมนษุ ย์
ท่ีต่างทำหน้าท่ีของตนเอง ถ้าอวัยวะแต่ละส่วนต่างทำหน้าท่ีที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างกายโดยองค์รวมก็จะแข็งแรงเติบโต พนักงานทุกคนจึงมีความสำคัญกับมหาวิทยาลัย เฉก
เช่นเดียวกนั

3. สร้างความเชื่อม่ันในความยุติธรรมของกระบวนการปฏิบัติราชการ ด้วยการปฏิบัติต่อ
พนักงานบนฐานของความเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สนับสนุนให้มีการเล่นพรรคเล่นพวก ให้มี
ระบบตรวจสอบและประเมินการปฏบิ ัตงิ านเป็นระยะๆและจริงจัง

4. สร้างวัฒนธรรมองค์การท่ีพนักงานทุกคนได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมในการสร้างค่านิยม
ร่วมกันขององคก์ าร

5. ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ความกลัวว่าสาขาวิทยบริการฯจะถูกยุบและส่งผลให้พนักงาน
ต้องถูกเลิกจ้าง โดยการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร มีการติดต่อประสานงานอย่างต่อเน่ือง สร้าง
เสริมกิจกรรมการเรียนการสอนในสาขาวิทยบริการฯแต่ละแห่ง และควรสนับสนุนให้รองอธิการบดี
ฝ่ายวิทยบริการเข้าร่วมกิจกรรมกับหน่วยงานในทุกระดับในแต่ละจังหวัดในฐานะตัวแทนของ
มหาวทิ ยาลยั เพ่ือเปน็ ศกั ดศิ์ รแี ละสร้างความเชื่อมั่นของพนักงานและเจ้าหน้าท่ที ุกคน

ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครัง้ ต่อไป

1. ควรมกี ารศึกษาซ้ำ โดยศึกษาเปรียบเทียบระดบั ความแปลกแยกก่อนและหลังการพัฒนา
องคก์ ารตามข้อเสนอแนะขา้ งต้น

2. ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพร่วมดว้ ยจะทำใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีละเอียดยง่ิ ขึ้น

79

บรรณานกุ รม

กติ ตศิ ักด์ิ สุรินโต. (2561). สาเหตุทีส่ ง่ ผลกระทบตอ่ การตัดสินใจลาออกของบุคลากร. วารสารรามคำแหง ฉบับ
รฐั ประศาสนศาสตร,์ 1(1), 84-108.

จารณุ ี มณกี ลุ . (2531). ความแปลกแยกในบทละครของอาเธอร์ มลิ เลอร.์ กรงุ เทพฯ: ปรญิ ญานิพนธ์
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ , บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร.

ใจดี น่ิมมณ.ี (2537). ภาวะแปลกแยกของพนกั งานโรงงานยาสูบ. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาโท
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า. (2551). ลทั ธิเศรษฐกิจการเมอื ง. กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ซนั วานา ฮะซานี. (2550). ความผูกพันของพนักงาน กรณีศึกษา พนกั งานโรงแยกกา๊ ซธรรมชาติ จังหวดั ระยอง

บรษิ ัท ปตท.จำกดั (มหาชน). สารนิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต, สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร.์
นราวิชญ์ เรอื งกลุ . (2561). ปัญหาของการบรหิ ารทรัพยากรมนุษยข์ องสำนักงานเขตวังทองหลาง. วารสาร

รามคำแหง ฉบบั รัฐประศาสนศาสตร์, 1(2), 95-113.
ทวพิ ันธ์ พัวสรรเสรญิ . (2556). ปญั หาการเล่นพรรคเล่นพวกนำไปสู่ความเสอ่ื มเสยี ของประเทศชาติ 10

ประการ. สบื คน้ เม่ือวันท่ี 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2562, จาก
http://boonpengsaepua999.blogspot.com/2013/10/10.html
ธนนั อนุมานราชธน และภทุ ชงค์ กุณฑลบตุ ร. (2543). ความสัมพนั ธ์ระหว่างความไรอ้ ำนาจทางการเมืองกบั
ความหมายของการเลือกตงั้ : กรณศี กึ ษา เขตเทศบาลนครเชยี งใหม่. เชยี งใหม่ :
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.
ปวีณา เอกฉัตร. (2546). อทิ ธพิ ลของทัศนคตติ อ่ การทำงานในระบบราชการทม่ี ีผลตอ่ ความแปลกแยกในการ
ทำงานของพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8. วิทยานพิ นธป์ ริญญาโท มหาวิทยาลยั
ราชภัฏธนบุร.ี
พงษส์ วัสด์ิ สวสั ดพิ งษ์. (2524). จิตวิทยาสงั คมของจอร์จ เฮอรเ์ บริ ์ต มดี้ . กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
พระพรหมคณุ าภรณ์. (2554). ธรรมะกับการทำงาน. สบื ค้นเมอ่ื วันท่ี 26 กนั ยายน 2561, จาก
http://www.thaijobjob.com/index.php?act=news_detail&NewsID=1
เพ็ญแข ประจนปจั จนกึ และคนอ่นื ๆ. ( ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการเรียนวิชาสังคมวทิ ยา. กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ภมู ิอนิ ทร์ สิงหช์ วาลา. (2548). ความแปลกแยกทางการเมืองของชนช้นั กลางในจงั หวดั เชยี งใหม่.
วิทยานพิ นธร์ ัฐศาสตรมหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2549). พจนานุกรมศัพทส์ ังคมวิทยาองั กฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
กรุงเทพมหานคร: ผู้แต่ง.
ศิริรตั น์ แอดสกุล. (2541). ความร้เู บือ้ งตน้ ทางสังคมวทิ ยา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

80

ศักดิ์สิทธ์ิ มสี วสั ด์.ิ (2543). ปจั จัยที่มีอทิ ธิพลตอ่ ความแปลกแยกในการทำงานของพนักงานสอบสวนใน
สถานีตำรวจ สงั กัดตำรวจภูธร จังหวดั สมุทรปราการ. วทิ ยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ ,
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.

สวัสดิ์ มณีรตั น.์ (2547). ความร้สู กึ แปลกแยกทางการเมอื ง: ศึกษาเฉพาะกรณปี ระชากรเขตบงึ กมุ่
กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง.

สาคร สมเสรฐิ . (2561). ความแปลกแยกของมนุษยใ์ นสงั คมสมัยใหม่. วารสารนกั บริหาร, 33(3), 66-74.
สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน. (2551). ทฤษฎีการเมืองและจรยิ ธรรม 3. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
สิทธพิ นั ธ์ พุทธหุน. (2555). สงั คมวิทยาการเมืองกบั การเปล่ียนแปลงทางสังคม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั

รามคำแหง.
สิทธิพนั ธ์ พทุ ธหุนและคณะ. (2561). ความผูกพันต่อองค์การของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ : ศึกษา

เฉพาะกรณสี ำนกั งานเขต กรงุ เทพมหานคร. วารสารสันตศิ กึ ษาปริทรรศน,์ 6(3), 873 – 895.
สนธิ เตชานันท์. (2543). พน้ื ฐานรฐั ศาสตร.์ กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์
สุรพงษ์ ชัยนาม. (2517). มาร์กซ์และสงั คมนิยม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เคลด็ ไทย.
อุบล เสถียรปกริ ณกรณ.์ (2528). สังคมวทิ ยา. นครปฐม : ภาควิชาสงั คมวทิ ยา คณะมนษุ ย์ศาสตร์และ

สังคมศาสตร์ วทิ ยาลยั ครูนครปฐม.
Bottomore, T. (1961). E. Fromm’s Concept of Man, N.Y. : Frederik Ungar Publishing Co.
Ollman, Bertell. (1977). Alienation: Marx’s Conception of Man in Capitalist Society, N.Y.:

Cambridge University Press.
Marx, K. & Engels, F. (1969). The Communist Manifesto. Moscow: Progress Publishers.

81

ภาคผนวก

แบบสอบถาม

82

แบบสอบถาม

ตอนท่ี 1 : ขอ้ มูลสว่ นบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม โปรดทำเคร่อื งหมาย ✓ ใน  หน้า
คำตอบทเี่ ปน็ จริง

1. เพศ  หญงิ สำหรบั ผูว้ ิจัย
 ชาย v1

2. อายุ v2
v3
 20 – 30 ปี  31 – 40 ปี v4
v5
 41 – 50 ปี  51 – 60 ปี
v6
3. สถานภาพการสมรส

 โสด  สมรส  หมา้ ย/หย่ารา้ ง

4. ระดบั การศกึ ษา

 ตำ่ กว่าปริญญาตรี  ปรญิ ญาตรี  ปรญิ ญาโทหรือสูงกวา่

5.ประเภทตำแหนง่

 นักวชิ าการศกึ ษา  เจา้ หนา้ ที่บริหารงานทวั่ ไป

 นกั วชิ าการเงนิ และบญั ชี/พัสดุ  นักวิชาการโสตฯ/บรรณารกั ษ์

 ชา่ งเทคนิค/อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์/คอมพวิ เตอร์

6. ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน

 น้อยกวา่ 5 ปี  6 – 10 ปี

 11 – 15 ปี  16 ปีขน้ึ ไป

ตอนที่ 2 : โปรดทำเคร่อื งหมาย ✓ ในช่องทตี่ รงตามความคิดเหน็ ของทา่ นมากท่ีสุด

ระดับความคิดเห็น

ข้อความ เห็นด้วยเหน็ ไม่ ไม่ ไม่เห็น สำหรบั
อย่างยงิ่ ด้วย แนใ่ จ เหน็ ดว้ ย ผู้วิจัย
ด้วย อยา่ งยงิ่

7 ชวี ติ ของข้าพเจา้ เหมือนแล่นพล่านอยใู่ นกบั ดักของงาน จะ 5  V7
ทำอะไรๆก็ตดิ ขดั วุ่นวายไปหมด  V8

8 ไมไ่ ด้คาดหวงั อะไรจากการทำงานในมหาวทิ ยาลัยอีกต่อไป 5

9 เราไมอ่ าจกำหนดอะไรในสงิ่ ท่ีหวังได้เลยไม่ว่าจะเป็นเรอ่ื ง 5  V9
การเลือ่ นขั้นเงินเดอื นหรอื อื่นๆ

83

ระดับความคิดเห็น

ขอ้ ความ เห็นดว้ ยเห็น ไม่ ไม่ ไมเ่ ห็น สำหรบั
อย่างย่งิ ดว้ ย แน่ใจ เหน็ ด้วย ผู้วจิ ัย
ดว้ ย อย่างยง่ิ

10 มีแต่หัวหน้า/ผู้บังคบั บญั ชาเทา่ นนั้ ทีส่ ามารถกำหนดทุกส่ิง 5 
ทุกอย่างได้ 5 V10
5
11 ไม่ว่าเราจะพยายามอยา่ งหนักขนาดไหน แต่ก็ไม่อาจ 
เปล่ียนแปลงอะไรไดเ้ ลย V11

12 เชอ่ื ว่าวาสนาของคนแตกต่างกนั ไป 
V12
13 การตัดสินใจในเร่อื งใดๆขึน้ อยูก่ ับหวั หนา้ /ผบู้ ังคบั บญั ชา 5

14 พนักงานก็เหมอื นกบั ขา้ ราชการทจ่ี ะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามคำส่งั 5 V13
ของผ้บู งั คับบัญชาอย่างเคร่งครัด

V14

15 พนกั งานทกุ คนตา่ งมสี ่วนรว่ มแสดงความคดิ เหน็ ในการ 1 
ปฏิบัติภารกจิ ของสาขาฯ V15

16 เราเปน็ ผนู้ อ้ ยต้องคอยก้มพนมกร 5 
V16
17 เชอ่ื วา่ คา่ ของคนอยูท่ ว่ี า่ เปน็ คนของใคร 5 
V17
18 การประเมินความรู้ ความสามารถ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ 1 
อยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้อง เหมาะสม มีความยุติธรรม V18
และสามารถเช่ือมนั่ ในเกณฑก์ ารประเมินได้

19 การประเมินประสิทธิภาพ ผลงาน ความสามารถ และ 1 V19
ความดคี วามชอบของบคุ ลากรในหน่วยงาน อยูบ่ นพืน้ ฐาน
แหง่ ความถูกตอ้ ง เหมาะสม มีความยตุ ธิ รรม และสามารถ
เชื่อม่ันในเกณฑ์การประเมินได้

20 เชอื่ วา่ มหาวิทยาลยั ปฏิบัตติ ่อพนักงานทกุ คนบนพน้ื ฐาน 1 
ของความเท่าเทียมกัน ไม่เลอื กปฏบิ ัติ V20

21 เราสามารถเช่อื ในคำพูดของผู้บงั คับบญั ชาได้ในทุกระดบั 1 
V21

84

ข้อความ ระดับความคิดเหน็

เห็นดว้ ยเหน็ ไม่ ไม่ ไมเ่ หน็ สำหรบั
อยา่ งยิง่ ด้วย แนใ่ จ เห็น ด้วย ผ้วู จิ ัย

ด้วย อย่างยง่ิ

22 เชื่อวา่ มหาวิทยาลยั จะอย่ไู ด้ข้ึนอยูก่ บั ทกุ คนที่เปน็ สมาชิก 1 
V22
23 ความอดกล้ันกค็ อื การยอมจำนนน่นั เอง 5

V23

24 ท่านมที ัศนคตเิ ป็นท่ยี อมรับจากผูบ้ ังคับบัญชา เพอื่ น 1 
รว่ มงาน และบุคคลทีเ่ กยี่ วขอ้ งเป็นอยา่ งดี V24

25 ความสุจริตไมช่ ่วยใหเ้ ราบรรลสุ ่เู ป้าหมายหลักขององค์กร 5 
ได้ V25

26 ความไม่ซอ่ื สตั ย์ต่อเวลาและหน้าทร่ี าชการเป็นเรื่องปกติทม่ี ี 5 
ใหเ้ ห็นโดยทวั่ ไป V26

27 ท่านรูส้ ึกวา่ มหาวทิ ยาลัยกำลังลดบทบาทของสาขาฯลง 5 
V27

28 ท่านยังม่ันใจในสถานภาพของพนักงานวา่ จะมีความม่ันคง 1 
ไปจนกระทง่ั เกษียณอายุ V28

29 ท่านรสู้ ึกว่ามหาวทิ ยาลัยไม่ดูแลพนักงานสาขาฯเม่ือ 5 
เปรยี บเทยี บกับพนักงานส่วนกลาง V29

30 ท่านไดร้ ับข้อมูลขา่ วสารเกี่ยวกับการบริหารงานบคุ คลจาก 1 
V30
มหาวทิ ยาลัยเป็นประจำ
31 ทา่ นคดิ วา่ ปัจจุบันผบู้ รหิ ารมหาวทิ ยาลยั ใหค้ วามสำคญั กบั 5 
V31
สาขาฯนอ้ ยมาก

32 รู้สกึ เบือ่ หนา่ ยกับภาระงานทที่ ำอยใู่ นปจั จุบัน 5 
V32

33 งานท่ีทำอยไู่ มม่ ีความท้าทายสำหรับทา่ นอกี ต่อไป 5 
V33

34 งานทไ่ี ด้รบั มอบหมายไม่ตรงกับที่ท่านถนัด 5 
V34

35 ถ้ามงี านท่ีอืน่ ทท่ี ำแลว้ สนกุ กว่ากจ็ ะเปลีย่ นงานไปทำทใ่ี หม่ 5 
V35

36 ร้สู ึกคุ้นชนิ กบั งานที่ทำอยู่ ไม่รสู้ กึ เครยี ดอีกตอ่ ไป 1 
V36


Click to View FlipBook Version