การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ธีรภัทร ชื่นใจ รายงานการวิจัยฉบับนี้เปaนสbวนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร4ทั่วไปและเคมี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก หัวข%อวิจัย การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ผู%วิจัย นายธีรภัทร ชื่นใจ รหัสนักศึกษา 63040112132 สาขาวิชาวิทยาศาสตร4ทั่วไปและเคมี ครูพี่เลี้ยง นางสาวพรสุดา วิบูลย4กุล อาจารย6นิเทศ รศ.ดร.พัดตาวัน นาใจแกFว ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ป<การศึกษา 2566 บทคัดยBอ การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยการ จัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบสมี วัตถุประสงค4 1. เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ตัวอยoางที่ใชFในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 จำนวน 39 คน 1 หFองเรียน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา เครื่องมือในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรูFโดยใชFการ จัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 2. แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียนวิทยาศาสตร4 วิชาเคมีสถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ขFอมูลไดFแกoคoารFอยละ คoาเฉลี่ย สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และ สถิติ (t-test for Dependent Sample) ผลการวิเคราะห4ขFอมูลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 เรื่อง กรด-เบส ที่ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) พบวoานักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยกoอนเรียน เทoากับ 10.51 คิดเปyนรFอยละ 52.56 และคะแนนเฉลี่ย หลังเรียน เทoากับ 14.30 คิดเปyนรFอยละ 71.53 ซึ่งไมoนFอยกวoาเกณฑ4รFอยละ 70 เปyนไปตามสมมติฐาน ของการวิจัย เมื่อนำมาทดสอบดFวย t-test for Dependent Sample พบวoานักเรียนไดFรับการจัดการ เรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวoา กoอนเรียน อยoางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (7.30)
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุถoวงไดFเปyนอยoางดี เพราะไดFรับความกรุณาอยoางยิ่งจาก รอง ศาสตราจารย4ดอกเตอร4พัดตาวัน นาใจแกFว อาจารย4ที่ปรึกษา ที่ใหFคำแนะนำและ ชี้แนะขFอคิดเห็น ตoาง ๆ ที่เปyนประโยชน4อยoางยิ่งมาโดยตลอด อีกทั้งไดFใหFความชoวยเหลือในกระบวนการดำเนินการวิจัยตลอดจนตรวจสอบและแกFไข ขFอบกพรoองของงานวิทยานิพนธ4ใหFงานมีคุณภาพและสมบูรณ4มากยิ่งขึ้น จนทำใหFรายงานการวิจัย ฉบับนี้มีคุณคoา ผูFวิจัยขอขอบพระคุณดFวยความเคารพ ขอบพระคุณทoานเจFาของเอกสารและงานวิจัยทุกทoานที่ผูFวิจัยไดFนำมาศึกษา อFางอิงในการทำ วิจัยครั้งนี้ รวมถึงคณะครูโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา ที่ใหFความรoวมมือตลอดจน อำนวยความสะดวก ทั้งนี้ผูFวิจัยขอขอบคุณนักเรียนที่เปyนผูFใหFขFอมูลและมีสoวนรoวมในการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อจะ นำไปใชFประโยชน4ภาคการศึกษาตoอไปขอกราบขอบพระคุณคุณพoอคุณแมoและครอบครัวที่เปyนกำลังใจ ใหFการสนับสนุนมาโดยตลอดตั้งแตoตFนจนสำเร็จ ธีรภัทร ชื่นใจ ผูFวิจัย
ค สารบัญ เนื้อหา หน%า บทคัดยoอ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทนำ 1 ความเปyนมาและความสำคัญของปญหา 1 วัตถุประสงค4ของการวิจัย 3 สมมติฐานการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 ประชากรและกลุoมตัวอยoาง 3 ตัวแปรที่ศึกษา 3 เนื้อหาในการวิจัย 3 ระยะเวลาในการวิจัย 3 นิยามศัพท4เฉพาะ 4 ประโยชน4ที่จะไดFรับ 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข%อง 9 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ความนำ วิสัยทัศน4 หลักการ สมรรถนะสำคัญของผูFเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค4 การจัดการเรียนรูF 9 9 10 11 11 12 13 กลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี ความสำคัญของวิทยาศาสตร4 บทบาทและความสำคัญของวิทยาศาสตร4 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 เปÄาหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร4 15 15 16 17 19
ง สารบัญ (ตbอ) สาระและมาตรฐานการเรียนรูFวิทยาศาสตร4 วิทยาศาสตร4เพิ่มเติม 19 20 การจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) ความหมายของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) ขั้นตอนของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) บทบาทของผูFสอนการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) ขFอดีของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 21 21 22 24 25 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 การวัดและประเมินผลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 25 25 28 งานวิจัยที่เกี่ยวขFอง งานวิจัยในประเทศ งานวิจัยตoางประเทศ 31 31 34 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุoมตัวอยoาง แบบแผนในการวิจัย เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย การสรFางและหาคุณภาพเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขFอมูล การวิเคราะห4ขFอมูล สถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ขFอมูล บทที่ 4 ผลการวิเคราะห6ข%อมูล ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 36 36 36 37 37 40 40 40 41 41 43 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข%อเสนอแนะ วัตถุประสงค4ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย 44 44 44 44 45
จ สารบัญ (ตbอ) การเก็บรวบรวมขFอมูล การวิเคราะห4ขFอมูล สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล ขFอเสนอแนะ 45 46 46 47 47 บรรณานุกรม 48 ภาคผนวก ภาคผนวก ก: รายชื่อผูFเชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย ภาคผนวก ข: แผนการจัดการเรียนรูFและแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4 ภาคผนวก ค:การวิเคราะห4คoาดัชนีความสอดคลFอง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรูF และแบบทดวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4 ภาคผนวก ง: ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน 50 51 53 78 85 ประวัติผูFวิจัย 89
ฉ สารบัญตาราง เนื้อหา หน%า ตารางที่ 1 ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 เรื่อง กรด-เบส ที่ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) กoอนเรียนและหลังเรียน 41 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห4ขFอมูลเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) กoอนเรียนและหลังเรียน 43
ช สารบัญภาพ เนื้อหา หน%า ภาพที่ 1 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน ภาพที่ 2 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน ภาพที่ 3 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน ภาพที่ 4 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน ภาพที่ 5 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน ภาพที่ 6 ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน 86 86 87 87 88 88
บทนำ ความเปaนมาและความสำคัญของวิจัย วิทยาศาสตร4มีบทบาทสำคัญในสังคมโลกปจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร4เกี่ยวขFองกับ ทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพตoาง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือ เครื่องใชFและ ผลผลิตตoาง ๆ ที่มนุษย4ไดFใชFเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหลoานี้ลFวนเปyนผลของ ความรูFวิทยาศาสตร4 ผสมผสานกับความคิดสรFางสรรค4และศาสตร4อื่น ๆ วิทยาศาสตร4ชoวยใหFมนุษย4ไดF พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเปyนเหตุเปyนผล คิดสรFางสรรค4 คิดวิเคราะห4มีทักษะสำคัญในการคFนควFาหา ความรูFมีความสามารถในการแกFปญหาอยoางเปyนระบบสามารถตัดสินใจ โดยใชFขFอมูลที่หลากหลาย และมีประจักษ4พยานที่ตรวจสอบไดF วิทยาศาสตร4เปyนวัฒนธรรมของโลกสมัยใหมoซึ่งเปyนสังคมแหoงการ เรียนรูF (knowiedge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเปyนตFองไดFรับการพัฒนาใหFมีความรูFเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร4 เพื่อที่จะมีความเขFาใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย4สรFางสรรค4ขึ้น สามารถนำ ความรูFไปใชFอยoางมีเหตุผล สรFางสรรค4 และมีคุณธรรม (สำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551) กระทรวงศึกษาธิการจึงไดFพัฒนาหลักสูตรกลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4เพื่อเตรียมคน ใน สังคมแหoงความรูFและสอดคลFองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแหoงชาติ พ.ศ. 2542 โดยมุoงหวังใหF นักเรียนไดFเรียนรูFวิทยาศาสตร4ที่เนFนการเชื่อมโยงเนื้อหา แนวคิดหลัก และกระบวนการที่เปyนสากล แตoมีความสอดคลFองกับชีวิตจริง มีความยืดหยุนที่หลากหลายตอบสนองนักเรียนที่มีความถนัดและ ความสนใจแตกตoางกัน และนักเรียนทุกคนจะไดFรับการสoงเสริมใหFพัฒนากระบวนการคิด ความสามารถในการเรียนรูF กระบวนการสืบเสาะหาความรูF ใชFยุทธศาสตร4การเรียนการสอนที่ หลากหลายเพื่อตอบสนองความตFองการความสนใจและวิธีเรียนที่แตกตoางกันของนักเรียน และตFอง สoงเสริมและพัฒนานักเรียนใหFมีเจตคติ คุณธรรม จริยธรรม คoานิยมที่เหมาะสมตoอวิทยาศาสตร4 เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดลFอม (สสวท. 2546, 1-3) อยoางไรก็ตามปจจุบันการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร4ในระดับมัธยมศึกษาใน ประเทศไทยยังมีการจัดกิจกรรมโดยเนFนองค4ความรูFเปyนสoวนใหญo ทำใหFขาดเรื่องทักษะกระบวนการ การแสวงหาความรูF ซึ่งการจัดการเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร4จะดำเนินไปดFวยดีนั้น ตFองใหFผูFเรียน ไดFรับการฝãกฝนใหFเกิดทักษะที่จำเปyน 13 ทักษะ ซึ่งแบoงเปyน 2 ระดับคือ ระดับที่ 1 เปyนทักษะ กระบวนการขั้นพื้นฐาน แบoงออกเปyน 8 ทักษะคือ การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การหา ความสัมพันธ4 การคำนวณ การจัดกระทำและสื่อความหมายของขFอมูล การลงความคิดเห็นจากขFอมูล การพยากรณ4 ระดับที่ 2 เปyนทักษะกระบวนการขั้นผสมหรือบูรณาการ แบoงออกเปyน 5 ทักษะ คือ การตั้งสมมติฐาน การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกำหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การ ตีความหมายของขFอมูลและลงขFอสรุป (ภพ เลาหไพบูลย4, 2542, หนFา 14) ทักษะกระบวนการทาง
2 วิทยาศาสตร4ขั้นพื้นฐาน เปyนสิ่งจำเปyนที่จะตFองฝãกฝนใหFเกิดขึ้นกับทุกคน เพราะไมoเพียงแตoจะเปyน แนวทางในการคFนควFาหาความรูF หรือหาคำตอบสำหรับแกFปญหาตoาง ๆ ในกลุoมสาระการเรียนรูF วิทยาศาสตร4เทoานั้น แตoยังเปyนทักษะพื้นฐานในการเรียนรูFทุก ๆ สาระ ดังนั้น ครูผูFสอนควรจัดกิจกรรม การเรียนรูFที่สoงเสริมใหFนักเรียนทุกคนไดFฝãกปฏิบัติจนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 เพื่อใหF เปyนคนชoางสังเกต รูFจักคิดอยoางมีเหตุผล รูFจักแกFปญหาตoาง ๆ อยoางมีระบบ และรูFจักคFนควFานำความรูF ไดFดFวยตนเอง ซึ่งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ทั้ง 13 ทักษะเปyนทักษะพื้นฐานสำหรับทุกคนใน การดำรงชีวิตไดFอยoางมีคุณคoาตoอตนเองและสังคม การจัดการเรียนรูFวิทยาศาสตร4ผูFเรียนจะตFองเรียนรูFและสรFางความรูFดFวยตนเองจาก ประสบการณ4ที่ไดFรับ ซึ่งมีหลักการสำคัญเกี่ยวกับการเชื่อมโยงความรูFเดิมเขFากับความรูFใหมoดFวยตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เปyน เทคนิคหนึ่งที่มีประสิทธิภาพที่จะสoงเสริมใหFนักเรียนไดFแสดงความคิดเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิด ทางวิทยาศาสตร4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ประกอบดFวย 3 ขั้นตอน คือ การทำนาย (Predict) การสังเกต (Obscrve) และการอธิบาย (Explain) ซึ่งสามารถกระตุFนใหF นักเรียนสนใจ มุoงมั่นในการทดลองโดยใหFนักเรียนทำนายผลที่ไดFจากการสังเกตมาอธิบายและ เปรียบเทียบกับสิ่งที่ทำนายไวF โดยนักเรียนจะเกิดความสนใจในการคFนหาความรูFเพื่อตรวจสอบผลการ ทำนายของตนเอง (พีริยา พงษ4ภักดิ์,2556. หนFา 18) นอกจากนี้ งานวิจัยของ เมชิน อินทรประสิทธิ์ (2558, หนFา 80) ยังชี้ใหFเห็นวoาการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (Predict Observe Explain POE) ทำใหFผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร4หลังเรียนสูงกวoากoอนเรียน จาการศึกษาขFอมูลตoาง ๆ พบวoานักเรียนโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา ขาดเรื่องทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4หลายดFาน เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนที่เนFนครูผูFสอนเปyนหลัก จึงทำใหFนักเรียนไมoสามารถมีความคิดเปyนของตนเองและขาดการคิดวิเคราะห4และลงมือทำ แสดงใหF เห็นการจัดการเรียนรูFยังไมoสอดคลFองกับนักเรียนทำใหFเห็นวoานักเรียนยังขาดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4และประสบการณ4เกี่ยวกับการนำวิทยาศาสตร4เทคโนโลยีไปใชFในชีวิตประจำวันอยoาง ถูกตFอง ซึ่งเปyนปญหาสำคัญที่เกี่ยวขFองกับนักเรียนโดยตรงจำเปyนที่จะตFองรีบแกFไขใหFนักเรียนมีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4 โดยใหFนักเรียนไดFกระทำ ไดFสัมผัสดFวยตนเอง ไดFคิดแกFปญหาจากขFอมูล พื้นฐานที่ปรากฏซึ่งทำใหFสามารถแกFปญหาเฉพาะหนFาไดF จากการศึกษาเอกสารและเทคนิควิธีการตoาง ๆ ที่ใชFสอนวิทยาศาสตร4ผูFวิจัยจึงมีความสนใจที่จะ ศึกษาผลการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 เรื่อง กรด-เบส
3 วัตถุประสงค4การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่เรียนดFวยการจัดการเรียนรูFแบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนที่เรียนดFวยกระบวนการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4หลังเรียนสูงรFอยละ 70 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุBมตัวอยBาง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใชFในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 หFอง 6 จำนวน 39 คน ทั้งหมด 1 หFองเรียน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 1.2 กลุBมตัวอยBาง กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 หFอง 6 จำนวน 39 คน ทั้งหมด 1 หFองเรียน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ใชFการสุoมแบบ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรตFน ไดFแกoการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) 2.2 ตัวแปรตาม ไดFแกo ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 3.เนื้อหาที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผูFวิจัยใชFเนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง 2560 ) กลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี รายวิชา เคมี ชั้น มัธยมศึกษาป?ที่ 5 เรื่อง กรด-เบส ประกอบดFวยเนื้อหายoอย ดังนี้ 3.1 ทฤษฎีกรด-เบส 3.2 คูoกรด-เบส 3.3 pHของสารละลาย 3.4 การไทเทรตกรด-เบส
4 4. ระยะเวลาวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผูFวิจัยไดFทำการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ป?การศึกษา 2566 โดยใชFเวลาในการ ทดลอง 12 ชั่วโมง สัปดาห4ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห4 นิยามศัพท4เฉพาะ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู%แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรูFที่เนFนผูFเรียนเปyนสำคัญ เปyน การฝãกใหFนักเรียนคิด ทำนาย สิ่งที่จะเกิดขึ้น หรือเหตุการณ4ที่จะเกิดขึ้นโดยใชFเหตุผล จากนั้นทำการสังเกต ทดลอง หรือหาขFอ พิสูจน4สถานการณ4ดังกลoาว นักเรียนตFองบอกสิ่งที่สังเกตไดF และอธิบายถึงความแตกตoาง ระหวoางสิ่งที่ ไดFจากการทำนายและการสังเกต มี 8 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การแนะนำและสรFางแรงกระตุFน (orientation and motivation) ในขั้นตอนนี้เรา มักเริ่มตFนดFวยประสบการณ4ของผูFเรียนที่เกี่ยวขFองกับ การทดลองที่เรากำลังจะไดFทำตoอไป ขั้นตอนนี้ จะชoวยใหFผูFเรียนไดFแสดงความเขFาใจหรือประสบการณ4เดิมที่ เกี่ยวขFองกับแนวคิดของการทดลอง ขั้นที่ 2 แนะนำการทดลอง (Introducing the experiment) แนะนำการทดลองที่จะทำ โดย ยังไมoตFองลงมือทำ พยายามเชื่อมโยงการทดลอง (หรือการสาธิต) กับความรูFที่ไดFเกริ่นแลFวเกิดใหFเกิด ความหมายที่สมบูรณ4 ขั้นที่ 3 การทำนาย (ลFวงเอาแนวคิดของผูFเรียน) [Prediction: the elicitation of students' ideas] ใหFผูFเรียนแลกเปลี่ยนหรือนำเสนอแนวคิดของตนกoอนเริ่มการทดลองลงในใบ บันทึก (worksheet) โดยทำนายวoาผลที่เกิดขึ้นจะเปyนอยoางไรในขั้นตอนนี้มีความสำคัญตoอทั้งผูF สอนและ ผูFเรียน โดยผูFเรียนจะไดFรวบรวมความคิดและเกิดความตระหนักในการคิด ขั้นที่ 4 อภิปรายผลการทำนาย (discussing their prediction) ในขั้นนี้จะขอใหFผูFเรียน แลกเปลี่ยนผลการทำนายเพื่อทำการอภิปรายทั้งหFอง โดยใชFกระดาน หรือ SMART board เพื่อ นำเสนอผลการทำนายและเหตุผลที่ใชFการทำนายดังกลoาว ในขั้นตอนนี้ผูFสอนตFองกระตุFนใหFเกิด แรงผลักดันในการสoงเสริมการใหFขFอมูล และไมoใหFผูFเรียนเกิดความวิตก หรือรูFสึกวoาคำทำนายของตน นั้น "ดFอยคoา" ขั้นที่ 5 สังเกตการณ4 (observation) การทดลองสoวนมากที่นำเสนอนั้นจะเปyนการสาธิต หรือ เปyนการทดลองใหFผูFเรียนลงมือเองไดF แตoหากเปyนการสาธิตก็ควรเปõดโอกาสใหFผูFเรียนเขFามามีสoวนรoวม จากนั้นใหFผูFเรียนเขียนบันทึกการสังเกต ขั้นที่ 6 อธิบาย (Explanation) ผูFเรียนมักปรับแตoงแนวคิดของตนผoานการพูดคุยและเขียน และมักพบบoอยๆวoาผูFเรียนจะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับสิ่งที่สังเกตไดF กoอนที่ จะลงมือเขียนอธิบาย เมื่อผูFเรียนเขียนอธิบายเสร็จแลFว ควรทำการอภิปรายทั้งหFองอีกครั้งหนึ่ง
5 ขั้นที่ 7 เสนอการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร4 (Providing the scientific explanation) แนะนำการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร4 โดยขึ้นตFนวoา "นักวิทยาศาสตร4ในปจจุบันไดFคิดวoา..." ซึ่งจะดีกวoา การใชFประโยคขึ้นตFนที่วoา "การอธิบายที่ถูกตFองคือ..... " แลFวใหFผูFเรียนตรวจสอบความเหมือนและ ความแตกตoางของการอธิบายโดยนักเรียนและ การอธิบายเชิงวิทยาศาสตร4 ขั้นที่ 8 ติดตามผล (Follow-up) นักวิจัยพบวoาแนวคิดของผูFเรียนมักจะตoอตFานการ เปลี่ยนแปลง และแมFแตoวิธี POE ก็ไมoสามารถทำไดFนอกเสียจากวoาจะจัดขั้นตอนการเริ่มตFนใหFมีคุณคoา มาก และรูปแบบการสอนนี้ก็ยังอยูoในขั้นตอนการศึกษาและทดสอบ และใน POE บางครั้งจะติดตาม ดFวยขั้นติดตามผล เพื่อใหFผูFเรียนสามารถประยุกต4ความรูFที่ไดFไปใชFอธิบายเหตุการณ4ที่พบใน ชีวิตประจำวัน 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร6 หมายถึง ความสามารถ และความชำนาญในการคิด เพื่อคFนหาความรูF และการแกFไขปญหา โดยใชFกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 อาทิ การสังเกต การวัด การคำนวณ การจำแนก การหา ความสัมพันธ4ระหวoางสเปสกับเวลา การจัดกระทำ และสื่อความหมายขFอมูล การลงความคิดเห็น การ พยากรณ4 การตั้งสมมติฐาน การกำหนดนิยาม การกำหนดตัวแปร การทดลอง การวิเคราะห4 และแปร ผลขFอมูล การสรุปผลขFอมูลไดFอยoางรวดเร็ว ถูกตFอง และแมoนย ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ไดF แบoงออกเปyน 14 ทักษะ ดังนี้ 1. การสังเกต (observation) หมายถึง ความสามารถในการใชFประสาทสัมผัสอยoางใดอยoาง ไดFแกo ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เขFาไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ4 เพื่อหาขFอมูล หรือ รายละเอียดของสิ่งตoางๆ โดยไมoใสoความเห็นของผูFสังเกตลงไป 2. การวัด (measurement) หมายถึง ความสามารถในการเลือกและการใชFเครื่องมือทำการ วัดหาปริมาณของสิ่งตoางๆ ออกมาเปyนตัวเลขที่แนoนอนไดFอยoางเหมาะสมและถูกตFอง โดยมีหนoวย กำกับเสมอ 3. การจำแนกประเภท (classification) หมายถึง การแบoงพวก หรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่ อยูoในปรากฏการณ4 โดยใชFเกณฑ4ความเหมือน ความแตกตoาง หรือความสัมพันธ4อยoางใดอยoางหนึ่ง 4. การหาความสัมพันธ4ระหวoางสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (space/space relationships and space/time relationships) สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่วoางที่วัตถุนั้นครองที่ ซึ่ง จะมีรูปรoางลักษณะเชoนเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแลFวสเปสของวัตถุจะมี 3 มิติ คือ ความกวFาง ความ ยาว และความสูง (หรือหนา) ความสัมพันธ4ระหวoางสเปสกับเวลา ไดFแกo ความสัมพันธ4ระหวoางการ เปลี่ยนตำแหนoงที่อยูoของวัตถุกับเวลาหรือความสัมพันธ4ระหวoางสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา 5. การคำนวณ (using numbers) หมายถึง การนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลข แสดง จำนวนที่นับไดF มาคิดคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาคoาเฉลี่ย
6 6. การจัดกระทำและการสื่อความหมายขFอมูล (organizing data and communication) หมายถึง การนำผลการสังเกต การวัด การทดลองจากแหลoงตoางๆ มาจัดกระทำเสียใหมo โดยอาศัยวิธีการตoาง ๆ เชoน การหาความถี่ การเรียนลำดับ การจัดแยกประเภท การคำนวณหาคoาใหมo เปyนตFน เพื่อใหFบุคคล อื่นเขFาใจความหมายของขFอมูลดียิ่งขึ้น โดยอาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ หรือเขียนบรรยาย 7. การลงความเห็นจากขFอมูล (inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นใหFกับขFอมูลที่ไดF จากการสังเกตอยoางมีเหตุผล โดยอาศัยความรูFหรือประสบการณ4เดิมมาชoวย 8. การพยากรณ4 (prediction) หมายถึง การสรุปคำตอบลoวงหนFากoอนการทดลอง โดยอาศัย ขFอมูลที่ไดFจากการสังเกตหรือขFอมูลจากประสบการณ4ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรื่อง นั้นมาชoวยในการสรุป การพยากรณ4มีสองทางคือ การพยากรณ4ภายในขอบเขตของขFอมูลที่มีอยูo ( interpolating ) และการพยากรณ4ภายนอกขอบเขตขFอมูลที่มีอยูo ( extrapolating ) 9. การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses) หมายถึง การคิดหาคำตอบลoวงหนFา กoอนจะ กระทำการทดลองโดยอาศัยการสังเกต ความรูF ประสบการณ4เดิมเปyนพื้นฐาน คำตอบที่คิดลoวงหนFาซึ่ง ยังไมoทราบหรือยังไมoเปyนหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมากoอน สมมติฐานหรือคำตอบที่คิดไวFลoวงหนFามัก กลoาวไวFเปyนขFอความที่บอกความสัมพันธ4ระหวoางตัวแปรตFน (ตัวแปรอิสระ) กับตัวแปรตาม สมมติฐาน ที่ตั้งไวF อาจถูกหรือผิดก็ไดFซึ่งจะทราบภายหลังการทดลองเพื่อหาคำตอบสนับสนุนหรือคัดคFาน สมมติฐานที่ตั้งไวF 10. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally) หมายถึง การกำหนด ความหมายและขอบเขตของตัวแปรที่อยูoในสมติฐานที่ตFองการทดสอบใหFเขFาใจตรงกัน และสามารถ สังเกตหรือวัดไดF 11. การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables) หมายถึง การบoงชี้ตัวแปรตFน ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ตFองควบคุมในสมมติฐานหนึ่ง ๆ การควบคุมตัวแปรเปyน การควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรตFน ถFาหากไมoควบคุมใหFเหมือน ๆ กัน จะทำใหFผลการ ทดลองคลาดเคลื่อน 12. การทดลอง (experimenting) หมายถึง การลงลงมือปฏิบัติการทดลองจริง โดยมี 3 ประเภท คือ การทดลองแบบแบoงกลุoมเปรียบเทียบ ไมoมีกลุoมเปรียบเทียบและลองผิดลองถูก การ ทดลองเปyนกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือการเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไวF ประกอบดFวย 3 ขั้นตอน คือ การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลอง การบันทึกผลการทดลอง 13. การตีความหมายขFอมูลและการลงขFอสรุป (interpreting data conclusion) การ ตีความหมายขFอมูล คือ การแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของขFอมูลที่มีอยูo การ
7 ลงขFอสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ4ของขFอมูลทั้งหมด การแปลความหมายและการอธิบายผล ขFอมูลที่เราเก็บไดFจากการทดลอง ในบางครั้งอาจตFองใชFทักษะอื่น เชoน การสังเกตและการคำนวณรoวมดFวย 14. การสรFางแบบจำลอง (Modeling Construction) หมายถึง การนำเสนอขFอมูล แนวคิด ความคิดรวบยอด เพื่อใหFผูFอื่นเขFาใจในรูปของแบบจำลองตoางๆ เชoน กราฟ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว วัสดุ สิ่งของ สิ่งประดิษฐ4 หุoน เปyนตFน ประโยชน4ที่ไดFรับจากการวิจัย 1. ไดFรับความรูFเกี่ยวกับเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่เรียนดFวยการจัดการเรียนรูFแบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส 2. เพื่อเปyนแนวทางสำหรับครูผูFสอนวิทยาศาสตร4 ในการนำแนวทางการพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4โดยใชFการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) ไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรูFวิทยาศาสตร4ในสาระและระดับชั้นอื่นๆตoอไป
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขFอง ในการวิจัยครั้งนี้ ผูFวิจัยไดFศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขFองกับการศึกษาคFนควFา ดังตoอไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 ความนำ 1.2 วิสัยทัศน4 1.3 หลักการ 1.4 สมรรถนะสำคัญของผูFเรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค4 1.6 การจัดการเรียนรูF 2. กลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี 2.1 ความสำคัญของวิทยาศาสตร4 2.2 บทบาทและความสำคัญของวิทยาศาสตร4 2.3 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 2.4 เปÄาหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร4 2.5 สาระและมาตรฐานการเรียนรูFวิทยาศาสตร4 2.6 วิทยาศาสตร4เพิ่มเติม 3. การจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 3.2 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 3.3 บทบาทของผูFสอนการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 3.4 ขFอดีของการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 4.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 4.2 การวัดและประเมินผลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 5. งานวิจัยที่เกี่ยวขFอง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยตoางประเทศ
9 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สาระการเรียนรู%วิทยาศาสตร6(ฉบับ ปรับปรุง 2560) 1.1 ความนำ กระทรวงศึกษาธิการไดFประกาศใชFหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ใหFเปyนหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 เริ่มใชFในโรงเรียนตันแบบการใชF หลักสูตรและโรงเรียนที่มีความพรFอม ในป?การศึกษา 2552 และเริ่มใชFในโรงเรียนทั่วไปในป?การศึกษา 2553 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ไดF ดำเนินการติดตามผล การนำหลักสูตรไปสูoการปฏิบัติอยoางตoอเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมรับ ฟงความคิดเห็น การนิเทศติดตาม ผลการใชFหลักสูตรของโรงเรียน การรับฟงความคิดเห็นผoานเว็บไซต4 ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษารายงานผลการวิจัยของหนoวยงานและองค4กรที่เกี่ยวขFองกับ หลักสูตรและการใชFหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ผลจากการศึกษา พบวoาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีขFอดีในหลายประการ เชoน กำหนด เปÄาหมายการพัฒนาไวFชัดเจน มีความยืดหยุoนเพียงพอใหFสถานศึกษาบริหารจัดการหลักสูตร สถานศึกษาไดF สำหรับปญหาที่พบสoวนใหญoเกิดจากการนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สูoการปฏิบัติในสถานศึกษาและในหFองเรียน การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ ยังคงหลักการและโครงสรFางเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ชั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 คือ ประกอบดFวย 8 กลุoมสาระการเรียนรูF ไดFแกo กลุoมสาระการเรียนรูF ภาษาไทย คณิตศาสตร4วิทยาศาสตร4 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยีและภาษาตoางประเทศ แตoมุoงเนFนการปรับปรุงเนื้อหาใหFมีความ ทันสมัย ทันตoอการเปลี่ยนแปลงและความเจริญกFาวหนFาทางวิทยาการตoาง ๆ คำนึงถึงการสoงเสริมใหF ผูFเรียนมีทักษะที่จำเปyนสำหรับการเรียนรูFในศตวรรษที่ 21 สำคัญ เตรียมผูFเรียนใหFมีความพรFอมที่จะ เรียนรูFสิ่งตoาง ๆ พรFอมที่จะประกอบอาชีพ เมื่อจบการ หรือ สามารถศึกษาตoอในระดับที่สูงขึ้น สามารถแขoงขันและอยูoรoวมกับประชาคมโลกไดF กรอบในการปรับปรุง คือ ใหFมีองค4ความรูFที่เปyนสากลเทียบเทoานานาชาติ ปรับมาตรฐานการ เรียนรูFและตัวชี้วัดใหFมีความชัดจน ลดความซ้ำซFอน สอดคลFองและเชื่อมโยงกันภายในกลุoมสาระการ เรียนรูF และระหวoาง กลุoมสาระการเรียนรูF ตลอดจนเชื่อมโยงองค4ความรูFทางวิทยาศาสตร4 คณิตศาสตร4 และเทคโนโลยี จัดเรียงลำดับความยากงoายของเนื้อหาในแตoละระดับชั้นตามพัฒนาการแตoละชoวงวัย ใหFมีความเชื่อมโยงความรูFและกระบวนการเรียนรูF โดยใหFเรียนรูFผoานการปฏิบัติที่สoงเสริมใหFผูFเรียน พัฒนาความคิด สาระสำคัญของการปรับปรุงหลักสูตร มีดังนี้ 1. กลุoมสาระการเรียนรูFคณิตศาสตร4 และวิทยาศาสตร4
10 1.1 จัดกลุoมความรูFใหมoและนำทักษะกระบวนการไปบูรณาการกับตัวชี้วัด เนFนใหFผูFเรียนเกิด การคิดวิเคราะห4 คิดแกFป?ญหา และมีทักษะในสตวรรษที่ 21 1.2 กำหนดมาตรฐานการเรียนรูFและตัวชี้วัดสำหรับผูFเรียนทุกคน ที่เปyนพื้นฐานที่เกี่ยวขFอง กับชีวิตประจำวันและเปyนพื้นฐานสำคัญในการศึกษาตoอระดับที่สูงขึ้น 1.3 ระดับชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 4 - 6 กำหนดตัวชี้วัดเปyนชั้นป? เพื่อเปyนแนวทางใหFสถานศึกษา จัดตามลำดับการเรียนรูF อยoางไรก็ตามสถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับเลื่อนไหลระหวoางชั้นป?ไดFตาม ความเหมาะสม 2. กลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4ไดFเพิ่มสาระเทคโนโลยี ซึ่งประกอบดFวยการออกแบบและ เทคโนโลยีและวิทยาการคำนวณ ทั้งนี้ เพื่อเอื้อตoอการจัดการเรียนรูFบูรณาการ4สาระทางคณิตศาสตร4 วิทยาศาสตร4 และเทคโนโลยี กับกระบวนการเชิงวิศวกรรม ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา 3. สาระภูมิศาสตร4 ซึ่งเปyนสาระหนึ่งในกลุoมสาระการเรียนรูFสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไดFปรับมาตรฐานการเรียนรูFและตัวชี้วัดใหFมีความชัดจนสอดคลFองกับพัฒนาการตามชoวงวัย มีองค4 ความรูFที่เปyนสากล เพิ่มความสามารถ ทักษะ และกระบวนการทางภูมิศาสตร4 ที่ชัดเจนขึ้น เอกสารมาตรฐานการเรียนรูFและตัวชี้วัด กลุoมสาระการเรียนรูFคณิตศาสตร4 วิทยาศาสตร4 และ สาระภูมิศาสตร4 ในกลุoมสาระการเรียนรูFสั่งคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ จัดทำขึ้นสำหรับสถานศึกษา ไดFนำไปใชFเปyนกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอน เพื่อ พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใหFมีคุณภาพดFานความรูFและทักษะที่ จำเปyนสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้มาตรฐานการเรียนรูFและตัวชี้วัดที่ กำหนดไวFในเอกสารนี้ จะชoวยใหFผูFที่เกี่ยวขFองแนวทางในการสoงเสริม สนับสนุนใหFเกิดการพัฒนา ผูFเรียนใหFมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูFอยoางแทFจริง 1.2 วิสัยทัศน6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุoงพัฒนาผูFเรียนทุกคน ซึ่งเปyนกำลังของชาติใหFเปyน มนุษย4ที่มีความสมดุลทั้งดFานรoางกาย ความรูF คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเปyนพลเมืองไทยและเปyน พลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย4ทรงเปyนประมุข มีความรูF และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเปyนตoอการศึกษาตoอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุoงเนFนผูFเรียนเปyนสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อวoา ทุกคนสามารถเรียนรูFและพัฒนาตนเองไดF เต็มตามศักยภาพ
11 1.3 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เปyนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปyนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การ เรียนรูFเปyนเปÄาหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหFมีความรูF ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน พื้นฐานของความเปyนไทยควบคูoกับความเปyนสากล 2. เปyนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดFรับการศึกษา อยoาง เสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เปyนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหFสังคมมีสoวนรoวม ในการจัด การศึกษาใหFสอดคลFองกับสภาพและความตFองการของทFองถิ่น 4. เปyนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรFางยืดหยุoนทั้งดFานสาระการเรียนรูFเวลาและการ จัดการเรียนรูF 5. เปyนหลักสูตรการศึกษาที่เนFนผูFเรียนเปyนสำคัญ 6. เปyนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุoมเปÄาหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรูF และประสบการณ44 จุดมุoงหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุBงพัฒนาผู%เรียนให%เป`นคนดี มีปaญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาตBอและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป`นจุดหมายเพื่อให%เกิดกับ ผู%เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคoานิยมที่พึงประสงค4 เห็นคุณคoาของตนเอง มีวินัย และ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรูF ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกFปญหา การใชFเทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเปyนพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมันในวิถีชีวิต และ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย4ทรงเปyนประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ4วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรักษ4และพัฒนา สิ่งแวดลFอม มีจิตสาธารณะที่มุoงทำประโยชน4และสรFางสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยูoรoวมกันในสังคมอยoาง มีความสุข 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู%เรียน ในการพัฒนาผูFเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุoงเนFนพัฒนาผูFเรียน ใหFมี คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะชoวยใหFผูFเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ มุoงใหFผูFเรียนเกิดสมรรถนะ สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
12 1. ความสามารถในการสื่อสารเปyนความสามารถในการรับและสoงสาร มีวัฒนธรรมใน การใชFภาษาถoายทอดความคิด ความรูFความเขFาใจ ความรูFสึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ขFอมูลขoาวสารและประสบการณ4อันจะเปyนประโยชน4ตoอการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจา ตoอรองเพื่อขจัดและลดปญหาความขัดแยFงตoาง ๆ การเลือกรับหรือไมoรับขFอมูล ขoาวสารดFวยหลัก เหตุผลและความถูกตFอง ตลอดจนการเลือกใชFวิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่มีตoอตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิดเปyนความสามารถในการคิดวิเคราะห4 การคิด สังเคราะห4 การ คิด อยoางสรFางสรรค4 การคิดอยoางมีวิจารณญาณ และการคิดเปyนระบบ เพื่อนำไปสูoการสรFางองค4 ความรูFหรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดFอยoางเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกFปญหาเปyนความสามารถในการแกFปญหาและ อุปสรรคตoาง ๆ ที่เผชิญไดFอยางถูกตFองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขFอมูล สารสนเทศ เขFาใจ ความสัมพันธ4และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ4ตoาง ๆ ในสังคม แสวงหาความรูFประยุกต4ความรูFมา ใชFในการปÄองกันและแกFไขปญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้น ตoอตนเอง สังคมและสิ่งแวดลFอม 4. ความสามารถในการใชFทักษะชีวิตเปyนความสามารถในการนำกระบวนการตoาง ๆ ไป ใชFในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูFดFวยตนเอง การเรียนรูFอยางตoอเนื่อง การทำงาน และการอยูo รoวมกันในสังคมดFวยการสรFางเสริมความสัมพันธ4อันดีระหวางบุคคล การจัดการ ปญหาและความ ขัดแยFงตoาง ๆ อยoางเหมาะสม การปรับตัวใหFทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดลFอม และการรูFจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมoพึ่งประสงค4ที่สoงผลกระทบตoอตนเองและผูFอื่น 5. ความสามารถในการใชFเทคโนโลยีเปyนความสามารถในการเลือกและใชFเทคโนโลยี ดFานตoาง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดFาน การ เรียนรูF การสื่อสาร การทำงาน การแกFปญหาอยoางสรFางสรรค4 ถูกตFอง เหมาะสม และมีคุณธรรม 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุoงพัฒนาผูFเรียนใหFมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค4 เพื่อใหFสามารถอยูoรoวมกับผูFอื่นในสังคมไดFอยoางมีความสุข ในฐานะเปyนพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน4 กษัตริย4 2. ซื่อสัตย4สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ†เรียนรูF 5. อยูoอยoางพอเพียง 6. มุoงมันในการทำงาน
13 7. รักความเปyนไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค4เพิ่มเติมใหFสอดคลFองตาม บริบทและจุดเนFนของตนเอง 1.6 การจัดการเรียนรู% การจัดการเรียนรูFเปyนกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสูoการปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เปyนหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรูF สมรรถนะสำคัญชองผูFเรียน และ คุณลักษณะอันพึงประสงค4 เปyนเปÄาหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผูFสอนพยายามคัดสรร กระบวนการเรียนรูF จัดการเรียนรูF เพื่อพัฒนาผูFเรียนใหFมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูFทั้ง 8 กลุoม สาระการเรียนรูF รวมทั้งปลูกฝงเสริมสรFางคุณลักษณะอันพึงประสงค4 พัฒนาทักษะตoาง ๆ อันเปyน สมรรถนะสำคัญที่ตFองการใหFเกิดแกoผูFเรียน 1.6.1 หลักการจัดการเรียนรู% การจัดการเรียนรูFเพื่อใหFผูFเรียนมีความรูFความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรูF สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค4ตามที่กำหนดไวFในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน โดยยึดหลักวoา ผูFเรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อวoาทุกคนมีความสามารถเรียนรูFและพัฒนาตนเอง ไดF ยึดประโยชน4ที่เกิดกับผูFเรียน กระบวนการจัดการเรียนรูFตFองสoงเสริมใหFผูFเรียน สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกตoางระหวoางบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เนFนใหF ความสำคัญทั้งความรูF และคุณธรรม 1.6.2 กระบวนการเรียนรู% การจัดการเรียนรูFที่เนFนผูFเรียนเปyนสำคัญผูFเรียนจะตFองอาศัยกระบวนการเรียนรูFที่ หลากหลายเปyนเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสูoเปÄาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรูFที่จำเปyน สำหรับผูFเรียน อาทิ กระบวนการเรียนรูFแบบบูรณาการ กระบวนการสรFางความรูF กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวเผชิญสถานการณ4และแกFปญหา กระบวนการเรียนรูFจากประสบการณ4 จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรูFการ เรียนรูFของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหลoานี้เปyนแนวทางในการจัดการ เรียนรูFที่ผูFเรียนควรไดFรับการฝãกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถชoวยใหFผูFเวียนเกิดการเรียนรูFไดFดีบรรลุ เปÄาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผูFสอนจึงจำเปyนตFองศึกษาทำความเขFาใจในกระบวนการเรียนรูFตoาง ๆ เพื่อใหFสามารถเลือกใชFในการจัดกระบวนการเรียนรูFไดFอยoางมีประสิทธิภาพ 1.6.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู% ผูFสอนตFองศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาใหFเขFาใจถึงมาตรฐานการเรียนรูF ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผูFเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค4 และสาระการเรียนรูFที่เหมาะสมกับผูFเรียน
14 แลFวจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรูFโดยเลือกใวิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหลoงเรียนรูF การวัดและประเมินผล เพื่อใหFผูFเรียนไดFพัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเปÄาหมายที่กำหนด 1.6.4 บทบาทของผู%สอนและผู%เรียน การจัดการเรียนรูFเพื่อใหFผูFเรียนมีคุณภาพตามเปÄาหมายของหลักสูตร ทั้งผูFสอนและผูFเรียนควรมี บทบาท ดังนี้ 1.6.4.1 บทบาทของผูFสอน 1 ศึกษาวิเคราะห4ผูFเรียนเปyนรายบุคคล แลFวนำขFอมูลมาใชFในการวาง แผนการจัดการเรียนรูFที่ทFาทายความสามารถของผูFเรียน 2. กำหนดเปÄาหมายที่ตFองการใหFเกิดขึ้นกับผูFเรียน ดFานความรูFและทักษะ กระบวนการที่เปyนความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ4 รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค4 3. ออกแบบการเรียนรูFและจัดการเรียนรูFที่ตอบสนองความแตกตoางระหวoาง บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผูFเรียนไปสูoเปÄาหมาย 4. จัดบรรยากาศที่เอื้อตoอการเรียนรูF และดูแลชoวยเหลือผูFเรียนใหFเกิดการเรียนรูF 5. จัดเตรียมและเลือกใชFสื่อใหFเหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปญญาทFองถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต4ใชFในการจัดการเรียนการสอน 6. ประเมินความกFาวหนFาของผูFเรียนดFวยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผูFเรียน 7. วิเคราะห4ผลการประเมินมาใชFในการซoอมเสริมและพัฒนาผูFเรียน รวมทั้ง ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 1.6.4.2 บทบาทของผูFเรียน 1. กำหนดเปÄาหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรูFของตนเอง 2. เสาะแสวงหาความรูF เขFาถึงแหลoงการเรียนรูF วิเคราะห4 สังเคราะห4 ขFอความรูF ตั้งคำถามคิดหาคำตอบ หรือหาแนวทางแกFปญหาดFวยวิธีการตoาง ๆ 3. ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ไดFเรียนรูFดFวยตนเอง และนำความรูF ไปประยุกต4ใชFในสถานการณ4 4. มีปฏิสัมพันธ4 ทำงาน ทำกิจกรรมรoวมกับกลุoมและครู 5. ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรูFของตนเองอยoางตoอเนื่อง
15 2. กลุBมสาระการเรียนรู%วิทยาศาสตร6และเทคโนโลยี 2.1 ความหมายของวิทยาศาสตร6 สำหรับความหมายของวิทยาศาสตร4นั้นไดFมีนักการศึกษาใหFความหมายไวFหลายทoาน ดังนี้ วิทยาศาสตร4 (Science) มาจากรากศัพท4เดิมในภาษาลาตินวoา Scientia ซึ่งมีความหมายตรงกับ ภาษาอังกฤษวoา Knowledge หรือตรงกับคำวoา “ความรูF” ในภาษาไทย แตoการที่จะนิยามความหมาย “วิทยาศาสตร4” ตามความหมายที่แปลมาจากภาษาลาติน ดูเหมือนวoาจะมีความหมายที่สั้นและแคบ จนเกินไปเพราะธรรมชาติหรือแกoนสารที่แทFจริงของวิทยาศาสตร4นั้นไมoไดFหมายถึงความรูFเนื้อหา วิทยาศาสตร4แตoเพียงอยoางเดียวแตoหมายถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร4และเจตคติทางวิทยาศาสตร4ดFวย ซึ่งหมายความวoาในการเรียนวิทยาศาสตร4นั้นผูFเรียนจะตFองไดFทั้งตัวความรูFวิทยาศาสตร4วิธีการและเจต คติวิทยาศาสตร4ไปพรFอม ๆ กัน (ผดุงยศ ดวงมาลา,2531 : 1) สุวัฒก4 นิยมคFา (2531 : 110) นิยามความหมายของวิทยาศาสตร4ไวFวoา วิทยาศาสตร4 คือ องค4ความรูFของธรรมชาติซึ่งจัดรวบรวมไวFอยoางเปyนระเบียบแบบแผน และวิธีการทางวิทยาศาสตร4ที่ ใชFในการสืบเสาะหาความรูFนั้นตั้งอยูoบนพื้นฐานของการสังเกต พรFอมกันนี้ยังไดFรวบรวมทัศนะ ตoาง ๆ ที่เกี่ยวกับความหมายของวิทยาศาสตร4จากนักวิทยาศาสตร4และนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร4ดังนี้ วิทยาศาสตร4คือ ความรูFของโลกธรรมชาติซึ่งไดFมาโดยผoานการปะทะสังสรรค4กับ ประสาท สัมผัส ซึ่งถือเปyนการมองวิทยาศาสตร4ในฐานะตัวความรูFกับกระบวนการ โดยเนFนวoา การสังเกต วิทยาศาสตร4คือ องค4ของความรูF ซึ่งไดFมาโดยวิธีการวิทยาศาสตร4โดยอาศัยการสังเกต เปyนพื้นฐานวิทยาศาสตร4เกี่ยวขFองกับการมีประสบการณ4ตรงกับปรากฏการณ4ของธรรมชาติ(วัตถุและ เหตุการณ4ที่แวดลFอมเราอยูo) แลFวมีการรวบรวมรายละเอียดปลีกยoอยเกี่ยวกับวัตถุและเหตุการณ4นั้น ๆ วิทยาศาสตร4เกี่ยวขFองกับการจัดกระทำขFอมูลและการตีความหมายขFอมูลที่ไดF วิทยาศาสตร4เกี่ยวขFองกับความพยายาม ที่จะอธิบายปรากฏการณ4ที่เกิดขึ้น หรืออธิบาย กฎเกณฑ4ที่ไดFจากปรากฏการณ4นั้น รวมทั้งการขยายความรูFใหFกวFางออกไปเลยจากประสบการณ4ที่ไดFรับ นอกจากนี้ จีระพรรณ สุขศรีงาม (2533 : 1-4) กลoาววoา การใหFความหมายของ วิทยาศาสตร4ขึ้นกับความรูFจักคุFนเคยของแตoละคน แตoละกลุoมอาชีพ และไดFแบoงการใหFความหมาย วิทยาศาสตร4แบoงตามระดับผูFเกี่ยวขFองแลFว อาจแบoงความหมายออกเปyน 2 กลุoม ดังนี้ 1. ความหมายตามกลุoมแนวความคิดของนักปรัชญาวิทยาศาสตร4 และนักวิทยาศาสตร4 กลุoมนี้ไดFกำหนดความหมายของวิทยาศาสตร4ตามลักษณะโครงสรFาง และกิจกรรมทางวิทยาศาสตร4 เปyน สoวนสำคัญ เชoน วิทยาศาสตร4เปyนปรากฏการณ4ทางสังคม อันเนื่องมาจากเปyนเรื่องราวเฉพาะของชุมชน วิทยาศาสตร4 ความรูFทางวิทยาศาสตร4เปyนความรูFของสาธารณชนหรือสากล ซึ่งความรูFดังกลoาวจะ เปyน ขFอความที่ชัดเจนและยอมรับวoาเปyนจริง
16 วิทยาศาสตร4เปyนการทำงานของจิตใจมนุษย4ที่เปyนระบบ เพื่อใหFไดFมาซึ่งความรูFที่เชื่อถือ ไดFโดยความรูFที่เปyนพื้นฐานประกอบดFวยประพจน4ที่เปyนจริง เชoน ขFอมูลความจริงหรือขFอเท็จจริง ขFอความ (Statement) และวินิจฉัย (Judgement) 2. ความหมายตามกลุoมวิทยาศาสตร4ศึกษา กลุoมนี้กำหนดความหมายของวิทยาศาสตร4 ตาม ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4ที่สามารถนำมาใชFประโยชน4ในการจัดการเรียนการสอน เชoน วิทยาศาสตร4เปyนมโนมติหลักที่ผสมผสานเชื่อมโยงกันและมีกำเนิดมาจากการทดลองหรือการ สังเกตอยoางรอบคอบวิทยาศาสตร4เปyนองค4ความรูFที่เก็บรวบรวมไวFอยoางเปyนระบบ ซึ่งไดFมาจากการใชF กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร4 จากความหมายของวิทยาศาสตร4ที่นักการศึกษากลoาวไวFขFางตFน สามารถสรุปไดFวoา วิทยาศาสตร4 เปyนทั้งองค4ความรูFที่รวบรวมไวFอยoางเปyนระบบและเปyนกระบวนการที่ใชFในการคFนพบความรูF 2.2 บทบาทและความสำคัญของวิทยาศาสตร6 นักวิทยาศาสตร4ในทุกยุคทุกสมัยพยายามคFนควFาหาความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ4 ธรรมชาติอยูoตลอดเวลา ซึ่งสoงผลใหFเกิดความเจริญกFาวหนFาในทางวิทยาศาสตร4และพรFอมกับนำไปสูo ความกFาวหนFาทางเทคโนโลยีอยูoเสมอ มนุษย4นำผลการคFนควFาทางวิทยาศาสตร4ไปสรFางสรรค4ใหFเกิด ประโยชน4แกoกิจกรรมทุกอยoาง ไมoวoาจะเปyนดFานการแพทย4 การเกษตร อุตสาหกรรม การสื่อสาร คมนาคม การศึกษา การทหาร การเมืองเศรษฐกิจ หรือแมFกระทั่งการบันเทิง ดFวยเหตุนี้สภาพการ ดำรงชีวิตของมนุษย4ทุกวันนี้จึงแตกตoางจากการด ารงชีวิตในอดีตอยoางมากมาย อำนาจ เจริญศิลป• (2525 : 97-99) กลoาวถึงประโยชน4ตoางๆ ที่พึงไดFจากการเรียน วิทยาศาสตร4ไวFดังนี้ 1. วิทยาศาสตร4เปyนวิชาที่ชoวยฝãกจิตใจอันมีคoาใหFเด็ก 1.1 มีความสังเกตดFวยความรอบคอบ 1.2 รายงานผลที่สังเกตไดFอยoางเที่ยงตรง 1.3 เขFาใจ ซาบซึ้งในความสำคัญของการถาม และการพิจารณาเหตุการณ4กoอนสรุปผล 1.4 ซาบซึ้งในคุณคoาของความพยายามในการปฏิบัติ เชoน การทดลอง การทดสอบ ความจริงของขFอความที่พบเห็น 2. วิทยาศาสตร4มีคุณคoาในทางปฏิบัติ วิทยาศาสตร4เปyนเครื่องชoวยใหFเกิดการปรับปรุง ในทาง เกษตรกรรม สุขวิทยา บFานเรือนและสุขาภิบาล บุคคลที่ไดFเรียนวิทยาศาสตร4มาบFางแลFวจะ เปyนผูFรอบ รูFในการประกอบการงาน 3. วิทยาศาสตร4ตั้งตFนจากความสนใจและกิจกรรมโดยปกติของเด็ก ชoวยใหFเด็กไดFรับ ความรูFเกี่ยวกับสิ่งแวดลFอมและเรFาใจใหFเด็กรูFจักการทดลองและคFนพบดFวยตนเอง 4. วิทยาศาสตร4จะชoวยฝãกคนใหFเปyนพลเมืองที่ดี
17 5. วิทยาศาสตร4ชoวยขจัดการเชื่อโชคลาง และความกลัวในสิ่งที่ไมoทราบ 6. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFมีความสามารถในสังคม บุคคลที่มีความรูFทางวิทยาศาสตร4ยoอม ดีกวoา บุคคลที่ไมoมีความรูFทางวิทยาศาสตร4 7. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเกิดความเจริญทางรoางกายและจิตใจ 8. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเปyนผูFบริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการเลือกใชF สินคFาโดย อาศัยหลักวิชาความรูF 9. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเปyนผูFผลิตที่สามารถ จะเห็นไดFจากประเทศตoาง ๆ ที่มีความเจริญ ทาง วิทยาศาสตร4ผลิตสินคFาไดFจำนวนและคุณภาพ 10. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเรารูFจักใชFเวลาวoางเพื่อทำการศึกษาหรือคFนควFาในงานดFาน วิทยาศาสตร4หรือคิดประดิษฐ4สิ่งของเครื่องใชFตoาง ๆ 11. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเกิดปรัชญาแหoงการดำรงชีวิต 12. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFรูFจักใชFทรัพยากรธรรมชาติใหFเปyนประโยชน4 13. วิทยาศาสตร4ชoวยใหFเกิดความพอใจซึ่งความพอใจเปyนบoอเกิดแหoงแรงจูงใจใหFศึกษาและคFนควFา 14. วิทยาศาสตร4ชoวยแกFปญหาตoาง ๆ ดังนั้น วิทยาศาสตร4จึงมีบทบาทและความสำคัญ ตoอการพัฒนาประเทศเปyนอยoางมาก ความ มุoงหวังที่จะมีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง มีความมั่นคงทางสังคม เปyน ผูFนำในดFานตoาง ๆ สิ่งสำคัญที่จะทำใหFบรรลุไดFนั้น จะตFองสนับสนุนใหFมีการวิจัยคFนควFาทาง วิทยาศาสตร4 ตลอดจนสoงเสริมการนำ วิทยาศาสตร4มาประยุกต4ใชFใหFเหมาะสมในการผลิตตoาง ๆ และ จำเปyนอยoางยิ่งที่ควรจะจัดการศึกษา ใหFประชาชนมีความรูFทางดFานวิทยาศาสตร4อยoางกวFางขวาง 2.3 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร6 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยีเปyนสาระหนึ่งของกลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีมาตรฐานการเรียนรูFที่เนFนใหFผูFเรียนไดFพัฒนาทักษะ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร4และจิตวิทยาศาสตร4ในการสืบเสาะหาความรูFและการแกFปญหา และมีความเขFาใจที่ ถูกตFองตoอธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 1. คำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 จากการศึกษาคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 มีดังนี้ สมาคมอเมริกันเพื่อความกFาวหนFาทางวิทยาศาสตร4 (American Association for the Advancement of Science, AAAS) (1993 : 3) กลoาวถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร4ไวFวoา การเกิด ความรูFทางวิทยาศาสตร4เกี่ยวกับธรรมชาติของโลก โดยใชFการเรียนการสอนซึ่งเนFนความรูFความจำ เพียงอยoางเดียวนั้น ไมoทำใหFเกิดความเขFาใจในธรรมชาติของวิทยาศาสตร4แตoประการใด และความรูF เกี่ยวกับปรัชญาวิทยาศาสตร4และสังคมวิทยาเพียงอยoางเดียวก็ไมoไดFชoวยใหFเกิดความเขFาใจธรรมชาติ ของโลกในเชิงวิทยาศาสตร4
18 McComas (2000 : 4-5) กลoาววoา ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4เปyนการผสมผสาน การศึกษาทาง สังคมของวิทยาศาสตร4ในหลายดFานทั้งทางดFานประวัติการคFนพบความรูFทาง วิทยาศาสตร4 สังคม วิทยา และปรัชญาทางวิทยาศาสตร4ประกอบกับการวิจัยทาง Cognitive science เพื่ออธิบายวoา วิทยาศาสตร4คืออะไร นักวิทยาศาสตร4ทำงานแบบเปyนกลุoมสังคมไดFอยoางไร ธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร4ไมoไดFมุoงศึกษา ปรากฏการณ4ธรรมชาติเหมือนวิทยาศาสตร4โดยตรง สังคมวิทยาศาสตร4 ประกอบดFวยบุคคลที่อุทิศตน ในหนFาที่การงานเพื่อการทำความเขFาใจธรรมชาติใหFลึกซึ้งขึ้น แตoผูFที่ ศึกษาธรรมชาติของ วิทยาศาสตร4มาจากหลายสาขาวิชาและมุoงศึกษาวิทยาศาสตร4และ นักวิทยาศาสตร4 สำหรับนัก การศึกษาวิทยาศาสตร4แลFว คำวoา ธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 ใชFในการ อธิบายประเด็นที่เกี่ยวขFองกับ ปรัชญา ประวัติการคFนพบความรูFทางวิทยาศาสตร4 สังคมวิทยาและ จิตวิทยาในวิทยาศาสตร4จึงเปyน พื้นฐานในการกำหนดวoานักเรียนควรจะเรียนสิ่งใดในวิชาวิทยาศาสตร4 2. ขอบขoายของธรรมชาติของวิทยาศาสตร4เมื่อกลoาวถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร4 สถาบัน ทางการศึกษาวิทยาศาสตร4และ นักวิทยาศาสตร4ศึกษาหลายทoานมักใหFคำอธิบายตามขอบเขตของ ปรัชญา สังคมวิทยา และ วิทยาศาสตร4ในฐานะวิถีแหoงความรูF หรือคoานิยมและความเชื่อที่มีอยูoในองค4 ความรูF ซึ่ง American Association for the Advancement of Science (1989) ไดFอธิบายขอบขoาย ของธรรมชาติของ วิทยาศาสตร4ไวF 3 ดFาน ดังนี้ 2.1 โลกทัศน4ทางวิทยาศาสตร4 (Scientific World View) กลoาวคือ นักวิทยาศาสตร4ไดF แบoงปน องค4ความรูFที่ตนคFนพบ ความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับสิ่งที่ไดFศึกษาคFนควFา ซึ่งเกี่ยวขFองกับ โลก ธรรมชาติ เชoน เราสามารถทำความเขFาใจธรรมชาติไดF ความรูFทางวิทยาศาสตร4มีความคงทนเปyน ชoวงเวลาและสามารถเปลี่ยนแปลงไดF และวิทยาศาสตร4ไมoสามารถใหFคำตอบกับทุกคำถาม 2.2 การสืบเสาะหาความรูFทางวิทยาศาสตร4 (Scientific Inquiry) กลoาวคือ นักวิทยาศาสตร4ไดFพัฒนาองค4ความรูFวิทยาศาสตร4โดยใชFวิธีการคFนควFาและกระบวนการสืบเสาะหา ความรูFทาง วิทยาศาสตร4 และพยายามหาหลักฐานโดยใชFตรรกะและจินตนาการ ทำการทดลอง อธิบาย และ ทำนายปรากฏการณ4ตoาง ๆ โดยพยายามหลีกเลี่ยงความลำเอียง 2.3 กิจการทางวิทยาศาสตร4 (Scientific Enterprise) กลoาวคือ วิทยาศาสตร4เปyนกิจการ หนึ่ง ทางสังคมที่มีความซับซFอน การสรFางความรoวมมือระหวoางนักวิทยาศาสตร4ดFวยกัน หรือเชื่อมโยง เครือขoายระหวoางบุคคล องค4กร และสถาบันตoาง ๆ ที่เกี่ยวขFอง จึงเปyนสิ่งสำคัญที่จะสoงเสริมการ พัฒนาและเผยแพรoความรูFทางวิทยาศาสตร4ใหFกFาวหนFาและเปyนที่ยอมรับตoอไป วิทยาศาสตร4จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร4 เกี่ยวขFองกับชีวิตของทุกคน ทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพตoาง ๆ เครื่องมือเครื่องใชF ตลอดจนผลผลิตตoาง ๆ ที่คนไดFใชFเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงาน ลFวนเปyนผล ของ ความรูFวิทยาศาสตร4 ผสมผสานกับความคิดสรFางสรรค4และศาสตร4อื่น ๆ ความรูFวิทยาศาสตร4ชoวย ใหF
19 เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอยoางมาก ในทางกลับกันเทคโนโลยีก็มีสoวนสำคัญมากที่จะใหFมีการศึกษา คFนควFาความรูFทางวิทยาศาสตร4เพิ่มขึ้นอยoางไมoหยุดยั้ง (สถาบันสoงเสริมการสอน วิทยาศาสตร4และ เทคโนโลยี, 2546 : 1) 2.4 เปeาหมายสำคัญของการจัดการเรียนรู%วิทยาศาสตร6 ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร4มุoงเนFนใหFผูFเรียนไดFคFนพบความรูFดFวยตนเองมากที่สุดเพื่อใหFไดF ทั้งกระบวนการและความรูFจากวิธีการสังเกต การสํารวจตรวจสอบ การทดลอง แลFวนําผลที่ไดFมา จัดระบบเปyนหลักการ แนวคิด และองค4ความรูFการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร4จึงมีเปÄาหมายที่ สำคัญ ดังนี้ 1. เพื่อใหFเขFาใจหลักการ ทฤษฎีและกฎที่เปyนพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร4 2. เพื่อใหFเขFาใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร4และขFอจำกัดในการศึกษาวิชา วิทยาศาสตร4 3. เพื่อใหFมีทักษะที่สำคัญในการศึกษาคFนควFาและคิดคFนทางเทคโนโลยี 4. เพื่อใหFตระหนักถึงความสัมพันธ4ระหวoางวิชาวิทยาศาสตร4 เทคโนโลยีมวลมนุษย4และ สภาพแวดลFอมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 5. เพื่อนําความรูFความเขFาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยีไปใชFใหFเกิดประโยชน4ตoอ สังคมและการดำรงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกFปญหา และการ จัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อใหFเปyนผูFที่มีจิตวิทยาศาสตร4 มีคุณธรรม จริยธรรม และคoานิยมในการใชFวิทยาศาสตร4 และเทคโนโลยีอยoางสรFางสรรค4 2.5 สาระและมาตรฐานการเรียนรู%วิทยาศาสตร6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร6ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เขFาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ4ระหวoางสิ่งไมoมีชีวิต กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ4ระหวoางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตตoาง ๆ ในระบบนิเวศการถoายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบที่มีตoอ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลFอมแนวทางในการอนุรักษ4ทรัพยากรธรรมชาติและการแกFไขปญหา สิ่งแวดลFอมรวมทั้งนําความรูFไปใชFประโยชน4 มาตรฐาน ว 1.2 เขFาใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หนoวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเขFา และออกจากเซลล4ความสัมพันธ4ของโครงสรFางและหนFาที่ของระบบตoาง ๆของสัตว4และมนุษย4ที่ทำงาน สัมพันธ4กัน ความสัมพันธ4ของโครงสรFางและหนFาที่ของอวัยวะตoาง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ4กัน รวมทั้งนําความรูFไปใชFประโยชน4
20 มาตรฐาน ว 1.3 เขFาใจกระบวนการและความสำคัญของการถoายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลตoอสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนําความรูFไปใชFประโยชน4 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร6กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เขFาใจสมบัติของสสาร องค4ประกอบของสสาร ความสัมพันธ4ระหวoางสมบัติ ของสสารกับโครงสรFางและแรงยึดเหนี่ยวระหวoางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เขFาใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจําวัน ผลของแรงที่กระทําตoอวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบตoาง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนําความรูFไปใชFประโยชน4 มาตรฐาน ว 2.3 เขFาใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถoายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ4ระหวoางสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ4ที่ เกี่ยวขFองกับเสียง แสง และคลื่นแมoเหล็กไฟฟÄา รวมทั้งนําความรูFไปใชFประโยชน4 สาระที่ 3 วิทยาศาสตร6โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เขFาใจองค4ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ4และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ4ภายในระบบสุริยะที่สoงผลตoอสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต4ใชFเทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เขFาใจองค4ประกอบและความสัมพันธ4ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟÄาอากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลตoอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลFอม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เขFาใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดํารงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยoางรวดเร็ว ใชFความรูFและทักษะทางดFานวิทยาศาสตร4คณิตศาสตร4และศาสตร4อื่น ๆ เพื่อแกFปญหาหรือพัฒนางานอยoางมีความคิดสรFางสรรค4ดFวยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชFเทคโนโลยีอยoางเหมาะสมโดยคํานึงถึงผลกระทบตoอชีวิต สังคม และสิ่งแวดลFอม มาตรฐาน ว 4.2 เขFาใจและใชFแนวคิดเชิงคํานวณในการแกFปญหาที่พบในชีวิตจริงอยoางเปyน ขั้นตอนและเปyนระบบ ใชFเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรูFการทํางาน และการ แกFปญหาไดFอยoางมีประสิทธิภาพ รูFเทoาทัน และมีจริยธรรม 2.6 วิทยาศาสตร6เพิ่มเติม วิทยาศาสตร4เพิ่มเติมจัดทำขึ้นสำหรับผูFเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแผนการ เรียนวิทยาศาสตร4 ที่จำเปyนตFองเรียนเนื้อหาในสาระชีววิทยา เคมีฟõสิกส4 และโลกดาราศาสตร4และ อวกาศ ซึ่งเปyนพื้นฐานสำคัญและเพียงพอสำหรับการศึกษาตoอในระดับอุดมศึกษาในดFานวิทยาศาสตร4
21 เพื่อประกอบวิชาชีพในสาขาที่ใชFวิทยาศาสตร4เปyนฐาน เชoน แพทย4 ทันตแพทย4สัตวแพทย4 เทคโนโลยีชีวภาพ เทคนิคการแพทย4วิศวกรรม สถาปตยกรรม ฯลฯ โดยมีผลการเรียนรูFที่ครอบคลุม ดFานเนื้อหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 และทักษะแหoงศตวรรษที่ 21 รวมทั้งจิตวิทยาศาสตร4 ที่ผูFเรียนจำเปyนตFองมีวิทยาศาสตร4เพิ่มเติมนี้ไดFมีการปรับปรุงเพื่อใหFมีเนื้อหาที่ทัดเทียมกับนานาชาติ เนFนกระบวนการคิดวิเคราะห4และการแกFปญหา รวมทั้งเชื่อมโยงความรูFสูoการนําไปใชFในชีวิตจริง 2.6.1 เรียนรู%อะไรในวิทยาศาสตร6เพิ่มเติม เคมีเรียนรูFเกี่ยวกับ ทฤษฎีเกี่ยวกับกรด–เบส คูoกรด–เบส pH ของสารละลาย การ ไทเทรตกรด–เบส โดยใชFอินดิเคเตอร4 สำหรับงานวิจัยนี้ไดFศึกษามาตรฐานการเรียนรูF กลุoมสาระวิทยาศาสตร4เพิ่มเติม ซึ่ง เกี่ยวขFองกับ เรื่อง กรด-เบส โดยมี 4 ผลการเรียนรูF ดังนี้ 1. ระบุและอธิบายวoาสารเปyนกรดหรือเบส โดยใชFทฤษฎีกรด-เบสของอาร4เรเนียส เบรินสเตดลาวรีและลิวอิส 2. ระบุคูoกรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี 3. คำนวณคoา pH ความเขFมขFนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด4ไอออน ของสารละลายกรด-เบส 4. ทดลองและอธิบายหลักการการไทเทรตและใชFอินดิเคเตอร4ที่เหมาะสมสำหรับ การไทเทรต กรด-เบส 3. การจัดการเรียนรู%แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) การจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย เปyนวิธีการสอนที่มีแนวคิดพื้นฐานจาก กลุoม นักการศึกษาคอนตรัคติวิซึม โดยผูFวิจัยไดFศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) ไวFโดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู%แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) มีนักวิชาการและหนoวยงานกลoาวถึงความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ไวFดังนี้ ไวท4 และกันโตน (White & Gunstonc, 1992) ( สุภาพร แหลมแกFว, 2556,หนFา 16 ไดF กลoาววoา เทคนิคการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย หมายถึง เทคนิคที่มีประสิทธิภาพที่จะสoงเสริมใหF นักเรียนไดFแสดงความคิดเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร4เปyนขั้นตอน การนำเสนอ สถานการณ4และใหFนักเรียนทำนายวoาจะเกิดอะไรขึ้นถFามีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนักเรียนทำนายแลFว ใหFนักเรียนสังเกตสถานการณ4ดังกลoาว โดยใหFนักเรียนลงมือทดลองสังเกต หรือหาวิธีพิสูจน4เพื่อใหF
22 นักเรียนหาคำตอบจากสถานการณ4ที่ครุงรFางขึ้นหลังจากนั้นใหFนักเรียนบอกสิ่งที่นักเรียนสังเกตไดFจาก การสืบเสาะหาความรูFดFวยตัวนักเรียนเอง และขั้นสุดทFายนักเรียนจะตFองอธิบายถึงความแตกตoาง ระหวoางสิ่งที่ไดFจากการทำนาย และการสังเกต หรือ ผลการทดลองที่ไดF สถาบันสoงเสริมการสอนวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี (2552, หนFา 15) ใหFความหมายไวFวoา วิธีการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย หมายถึง วิธีการสอนที่ทำใหFนักเรียนเรียนรูFจากการทำนาย (Predic) การสังเกต (Observe) แลoะการอธิบาย (Explain) เพื่อกระตุFนใหFนักเรียนสนใจมุoงมั่นในการ ทดลอง โดยใหFนักเรียนทำนายผลที่จะเกิดขึ้นถoวงหนFากoอนลงมือทำกิจกรรม เพื่อใหFนักเรียนสังเกต อยoางจดจoอ ละเอียด รอบคอบ นำผลที่ ไดFจากการสังเกตมาอธิบาย และเปรียบเทียบกับสิ่งที่ทำนายไวF นักเรียนจะรูFสึกสนุกสนานและในชoวงที่ทำกิจกรรมหรือทำการทคลองแลFวทFาทายในการคFนหาความรูF เพื่อตรวงสอบผลการทำนายของตนเอง สรุปไดFวoา การจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย หมายถึง วิธีการสอนและ การเรียนทำใหFนักเรียนเรียนรูFจากการทำนาย (Predic) การสังเกต (Observe) และการอธิบาย (Explain) เปyนวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพที่สoงเสริมใหFผูFเรียนไดFแสดงความคิดเห็นและอภิปรายมโน มติทางวิทยาศาสตร4 3.2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู%แบบทำนาย สังเกต อธิบาย มีนักวิชาการไดFใหFแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ไวFดังนี้ พิริยา พงย4ภักดิ์ (2556, หนFา 18) กลoาววoา วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ POE เปyนวิธี จัดการเรียนการสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต4 เกี่ยวกับการนำความรูFเดิมมาเปyนฐานในการ สรFาง ความรูFใหมoดFวยตัวผูFเรียนเอง โดยใชFวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ POE จะชoวยสoงเสริมใหF ผูFเรียนไดFแสดงความคิดเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดวิทยาศาสตร4 เพื่อใหFนักเรียนเกิดการพัฒนา มโนมติที่มีมากoอนใหFตรงตามมโนมติที่เปyนที่ยอมรับของสังคมวิทยาศาสตร4 ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นทำนายผล (Predict : P) เปyนขั้นตอนการทำนายผลจากสถานการณ4ปญหา 2. ขั้นการหาคำตอบจากสถานการณ4ปญหา (Observe : o) เปyนขั้นตอนการหาคำตอบ โดยการทำการทดลอง การสังเกต การทำกิจกรรมสืบคันขFอมูล และวิธีการตoาง ๆ เพื่อใหFไดFมาซึ่ง คำตอบของสถานการณ4ปญหา 3. ขั้นการอธิบาย (Explain : E) เปyนขั้นตนการอธิบายผลจากขั้นตอนการทำนายและ การหาคำตอบวoาเหมือนหรือตoางกันอยoางไร สุดารัตน4 หอมไกรลาศ (2556, หนFา 21) กลoาววoา วิธีการทำนาย -สังเกต -การอธิบาย(POE) เปyนวิธีการจัดการเรียนการสอน ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัติวิสต4 ซึ่งชoวยสoงเสริมใหFนักเรียนไดFแสดง ความคิดเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร4 เพื่อใหFนักเรียนเกิดการพัฒนามโนoมติที่มี
23 มากoอนใหFตรงตามมโนมติที่เปyนที่ยอมรับของสังคมวิทยาศาสตร4ในขณะนั้น รูปแบบสอนแบบทำนาย - สังเกต - การอธิบาย (POE) ประกอบดFวย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ขั้นการทำนายผล (Predicr : P) เปyนขั้นตอนการทำนายผลจากสถานการณ4ปญหาหรือ ทำนายผลกoอนที่จะทำการโดยลองถามวoาจะเกิดอะไรขึ้น 2. ขั้นการหาคำตอบจากสถานการณ4ปญหา (Obscrve : o) เปyนขั้นตอนการหาคำตอบโดย ทำการทดลอง การสังเกต การทำกิจกรรม การสืบคFนขFอบมูลและวิธีการตoางๆศึกษาวoาผลที่เกิดขึ้นเปyน อยoางไร และเปyนไปตามที่ทำนายไวFหรือไมo 3. ขั้นอธิบาย (Explain : E) เปyนขั้นตอนการอธิบายผลจากขั้นตอนการทำนายชุติมา หัน ตุลา (2558, หนFา 35) กลoาววoา วิธีการจัดการเรียนรูFโดยใชFวิธีทำนาย - สังเกตการอธิบาย (POE) เปyน การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการนำความรูFเดิมมาเปyนฐานในการสรFางความรูFใหมoดFวยตัวผูFเรียน เองซึ่งจะชoวยสoงเริมใหFผูFเรียนไดFแสดงความคิดเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับมโนมติทางวิทยาศาสตร4 เพื่อใหFนักเรียนเกิดการพัฒนามโนมติทางเลือกใหFตรงตามมโนมติ สรุปไดFวoา ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ประกอบดFวย 8 ขั้นตอน คือ 1. การนำเขFาสูoบทเรียนและสรFางแรงจูงใจ เปyนขั้นตอนที่นำสูoบทเรียน โดยใชFคำถามที่ทำ ทายรoวมกับรoวมกันอภิปรายเพื่อสะทFอนประสบการณ4หรือความรูFกoอนหนFาในเรื่องที่เกี่ยวขFองกับบทเรียน 2. การนำเขFาสูoกิจกรรมหรือการทดลอง เปyนขั้นที่แนะนำการทดลองหรือกิจกรรมโดขมีการ เชื่อมโขงกิจกรรมกับเรื่องที่อธิบาย 3. การทำนาย เปyนขั้นที่ลFวงประสบการณ4หรือความรูFเดิมระตุผลการทำนายที่จะเกิดขึ้น พรFอมทั้งแสดงเหตุผลประกอบการทำนาย ครูจัดเตรียมสถานการณ4เชoน การทดลองเกี่ยวกับการ สังเคราะห4ดFวยแสง มากระตุFนใหFนักเรียนเกิดความสนใจถามคำถามจากนั้นครูจึงขอใหFนักเรียนลอง ทำนายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตoอไป พรFอมอธิบายเหตุผลประกอบ 4. การอภิปรายสิ่งที่ทำนาย เปyนขั้นที่รoวมกันอภิปราชภายในกลุoมยoอยและทั้งชั้นเรียนถึง การทำนายผลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และรoวมกันเลือกคำทำนายที่มีนoาจะเปyนไปไดFมากที่สุด พรFอมทั้งแสดงเหตุผลมารองรับ 5. การสังเกต เปyนขั้นที่รoวมกันสังเกตปรากฏการณ4ตoาง ๆ และบันทึกสิ่งที่สังเกตจากการท คลองหรือกิจกรรมพยายามรวบรวมขFอมูลที่ ไดFจากกิจกรรมใหFมากที่สุด โดยแสดง หลักฐานและ เหตุผลประกอบ ครูเปyนผูFสาธิตสถานการณ4นั้นใหFนักเรียนดู หรือนักเรียนทำ การทดลอง จากนั้นใหF นักเรียนบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็น ในกรณี ที่นักเรียนสามารถจัดเตรียมสถานการณ4ไดFดFวยตนเอง ครูอาจ ใหFเด็กเปyนผูFเตรียมสถานการณ4นั้นเองก็ไดF
24 6. การอธิบาย เปyนขั้นที่จัดระบบความคิดของตนเองผoานการพูดคุย และการเขียนอภิปราย สิ่งที่ไดFจากการสังเกตซึ่งอาจเปyนกลุoมพรFอมทั้งระบุเหตุผลที่สนับสนุนคำตอบที่อภิปรายรoวมกัน นักเรียนและครูรoวมกันอภิปรายสิ่งที่สังเกตไดFโดยพยายามเชื่อมโยงถึงคำอธิบายที่นักเรียนไดFกลoาวไวF ตั้งแตoเริ่มการสาธิต อยoางไรก็ตามครูตFองพยายามทำใหFนักเรียนทุกคนรูFสึกวoาทุก ๆ คำอธิบายมี ประโยชน4 สามารถชoวยใหFครูและนักเรียนหาคำอธิบายที่ถูกตFองไดF 7. การใหFคำอธิบายทางวิทยาศาสตร4 เปyนขั้นที่รoวมกันสรFางคำอธิบาขทางวิทยาศาสตร4จาก หลักฐานที่ ไดFจากการสำรวงตรวงสอบเปรียบเทียนและตรวจสอบความสอดดลFองของคำอธิบายทาง วิทยาศาสตร4 ที่สรFางกันกับเพื่อนรoวมชั้นและคำอธิบายทางวิทยาศาสตร4ของนักวิทยาศาสตร4 8. การติดตามผล เปyนขั้นที่แสดงขFอมูลปÄอนกลับในเรื่องการเขียนคำอธิบายทาง วิทยาศาสตร4และประยุกต4ความรูFเพื่อนำไปใชFในการอธิบายปรากฏการณ4ตoาง ๆ 3.3 บทบาทของผู%สอนและผู%เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู%แบบทำนาย สังเกต อธิบาย มีนักวิชาการ และหนoวยงานไดFใหFแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผูFสอนและผูFเรียนในการจัด กิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ไวFดังนี้ สถาบันสoงเสริมการสอนวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี (2546, หนFา 20 - 21) ไดFอธิบายเทคนิค การสอน POE (prediction - observation - explanation) ดังนี้ 1. บทบาทของผูFสอนที่สอนดFวยการสอนดFวยวิธี ทำนาย-สังเกต-อธิบาย (PredictObserve-Explain: POE) 1.1 รูFจักการใชFคำถามเพื่อใหFเกิดการทำนาย 1.2 กระตุFนและเสริมพลังใหFนักเรียนมีความพยายามดันควFาหาคำตอบเอง 1.3 เขFาใจและรูFความหมายของพฤติกรรมที่ผูFเรียนแสดงออก 1.4 อดทนฟงคำถามและคำตอบของผูFเรียนและมีเทคนิคในการใหFผูFเรียนแกFปญหา 1.5 รูFวิธีบริหารจัดการชั้นเรียน ใหFผูFเรียนมีอิสระในการคิด 1.6 รูFจักสรFางสรรค4แนวคิดในการคFนควFาทดลองใหมo 2. บทบาทของผูFเรียนที่เรียนดFวยการสอนดFวยวิธี ทำนาย-สังเกต-อธิบาย (PredictObserve-Explain: POE) 2.1 รูFจักทำนายเหตุการณ4หรือผลลัพธ4 2.2 สืบเสาะหาหลักการทั่วไปจากขFอมูลและตั้งสมมุติฐานรูFจักใชFคำถามเพื่อใหFเกิดการทำนาย 2.3 สังเกตปรากฏการณ4ที่สังเกตไดF 2.4 บันทึกขFอมูลการสังเกต
25 2.5 อธิบายผลการสืบเสาะหรือผลการสังเกต เสนอแนะการทดลองและการทดสอบ สรุปไดF วoา การจัดกิจกรรมการเรีขนรูFแบบทำนาข สังเกต อธิบาข ตFองอาศัยบทบาทของผูFสอน และผูFเรียน ใน การอภิปรายผลรoวมกัน 3.4 ข%อดีของการจัดกิจกรรมการเรียนรู%แบบทำนาย สังเกต อธิบาย มีนักวิชาการไดFใหFแนวคิดเกี่ยวกับขFอดีของการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย ไวFดังนี้ วู และไทส4 (W & Hsich, 2006, p.3) กลoาววoา การสอนแบบ วิธีทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict-Observe-Explain: POE) เปyนยุทธศาสตร4ที่เกี่ยวกับการทำนายผล การสาธิตและอภิปราย ผล ที่นักเรียนทำนาย สังเกต และการอธิบายผลที่สอดคลFองตรงกัน ระหวoางการทำนายผล การสังเกต อาจแสดงใหFความรูFเดิม และแปลความหมายใหมoกับสิ่งที่นักเรียน ไดFสังเกต เปyนการเปõดโอกาส ใหF นักเรียน มีการเปลี่ยนแปลงและการเจรจาตoอรอง (Negotiate) ในการแปลความหมายใหมoของ นักเรียนชoวยใหFเกิดความรูF ความเขFาใจในเรื่องที่เรียน โดยผูFเรียนนั้นเปyนผูFลงมือปฏิบัติและประโยชน4 ของแตoละขั้นตอนของ เทคนิคการสอนทำนาย สังเกต อธิบาย สรุปดังนี้ 1. การที่ผูFเรียนทำนายสิ่งพี่เกิดขึ้นประกอบกับการใหFเหตุผล จะทำใหFผูFสอนเขFาใจความคิด เดิมกoอนเรียนของผูFเรียน เปyนการสำรวจความรูFเกิดไดFอีกทางหนึ่ง 2. การสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นและจดบันทึก เปyนการฝãกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 3. การอธิบาขสิ่งที่เกิดขึ้นวoาแตกตoางจากสิ่งที่ทำนายไวFอยoางไร ทำใหFผูFเรียนตระหนักวoา ตนเองมีความรูFเดิมอยoางไร และเรียนรูFอะไรเพิ่มจากการทำกิจกรรมบFาง สรุปไดFวoา ขFอดีของการจัดกิจกรรมการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต อธิบาย คือ ทำใหFผูFเรียน ทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นประกอบกับการใหFเหตุผล จะทำใหFผูFสอนเขFาใจความคิดเดิมกoอนเรียน ซึ่งเปyนการ ฝãกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 และชoวยใหFเกิดความรูF ความเขFาใจในเรื่องที่เรียนวoาตนเองมี ความรูFเดิมอยoางไร และเรียนรูFอะไรเพิ่มจากการทำกิจกรรมบFาง 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร6 4.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร6 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4เปyนทักษะกระบวนการที่มีความสำคัญและจำเปyนในการเรียนรูFทั้ง วิชาที่มีเนื้อหาเปyนวิทยาศาสตร4และวิชาอื่นๆที่ไมoใชoวิทยาศาสตร4 ตลอดจนการนำไปใชFในการแสวงหา ความรูFและนำไปใชFในการแกFปญหาในชีวิตประจำวันดั่งนั้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4จึงเปyน ทักษะสำคัญที่นักเรียนจะตFองมีและเกิดความชำนาญ ครูผูFสอนจำเปyนตFองหาวิธีการเพื่อฝãกทักษะ เหลoานี้ใหFเกิดกับผูFเรียนนักศึกษาหลายทoานไดFใหFความหมายเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4ไวFดังนี้
26 พัชรินทร4 จันทร4หัวโทน (2544, น. 53) กลoาววoาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 เปyน พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและฝãกฝนความนึกคิด ศึกษาคั่นควFา ทดลองอยoางมีระบบเพื่อแสวงหา ความรูFทางวิทยาศาสตร4หรือใชFในการแกFปญหาโดยตFองอาศัยความคิดและความชำนาญในระดับตoาง ๆ มาใชFในการแกFปญหาตามขั้นตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร4 วนิดา สุขสมโสด (2552, น. 37) กลoาววoาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4หมายถึง แนวทางที่นักวิทยาศาสตร4ใชFในการศึกมาคFนควFาหาความรูFใหมoหรือกันควFาหาสิ่งที่ยังไมoรูFหรือใชFในการ แกFปญหากระบวนการนี้ไมoมีรูปธรรมที่กำหนดไวFแนoนอนวoาในการแกFปญหาหนึ่ง ๆ นั้นจะ เริ่มตFนจาก กระบวนการขั้นใดตoอไปยังขั้นใดและสิ้นสุดในขั้นใดแตoเปyนกระบวนการทางปญญาที่ตFองอาศัย ความคิดในระดับตoางๆทำการแกFปญหา วารุณีสีเทียวไทย (2553, น. 30) กลoาววoาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4หมายถึง ทักษะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติและฝãกฝนอยoางเปyนระบบกoอใหFเกิดทักษะทางสดิปญญาทำใหFเกิด ความรูFสึกนึกคิดและสามารถแกFใขปญหาไดFอยoางถูกตFองและนoาเชื่อถือ สรุปไดFวoา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและ ฝãกฝนความคิดอยoางเปyนระบบในการแสวงหาความรูFทางวิทยาศาสตร4จนเกิดความชำนาญและความ คลoองแคลoวเปyนองค4ประกอบที่สำคัญในการแสวงหาความรูFและแกFปญหาทางวิทยาศาสตร4เปyน กระบวนการทางปญญามีความคิดในระดับตoาง ๆ ซึ่งสามารถกoอใหFเกิดความรูFใหมoเพิ่มขึ้น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4เปyนทักษะการคิดของนักวิทยาศาสตร4ที่ นำมาใชFใน การศึกษาคFนควFา สืบเสาะหาความรูF และแกFปญหาตoางๆ ซึ่งสมาคมความกFาวหนFาทางวิทยาศาสตร4 ของอเมริกา ไดFกำหนดจุดมุoงหมายของการใชFกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 เปyนเครื่องมือในการ แสวงหาความรูFทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบoงออกเปyน 2 หมวด คือ ทักษะพื้นฐาน ตั้งแตoทักษะที่ 1-8 และทักษะขั้นบูรณาการ ตั้งแตoทักษะที่ 8-13 (เทพพร โลมารักษ4, 2556, น. 49 - 53) ดังนี้ 1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใชFประสาทสัมผัสอยoาง ใดอยoางหนึ่ง หรือ หลายอยoางรวมกัน ไดFแกo ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกายเขFาไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุ หรือปรากฏการณ4ตoาง ๆ โดยไมoลงความเห็นของผูFสังเกต 2. ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึง ความสามารถใน การใชFเครื่องมือวัดหา ปริมาณของสิ่งตoางๆ ไดFอยoางถูกตFอง ความสามารถในการเลือกใชFเครื่องมือ อยoางเหมาะสม และ ความสามารถในการอoานคoาที่ไดFจากการวัดไดFถูกตFองและใกลFเคียงกับความจริง 3. ทักษะการคำนวณ (Using Number) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัด กระท ากับตัวเลขที่แสดงคoาปริ มาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งไดFจากการสังเกต การวัด การทดลอง โดยตรง หรือจากแหลoงอื่น
27 4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถใน การจัดจำแนก หรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่อยูoในปรากฏการณ4ตoาง ๆ ออกเปyนหมวดหมูoโดยสีเกณฑ4ในการจัดจำแนก เกณฑ4ดังกลoาวอาจใชFความเหมือน ความแตกตoาง หรือความสัมพันธ4อยoางใดอยoาง หนึ่งก็ไดF โดยจัดสิ่ง ที่มีสมบัติบางประการรoวมกันใหFอยูoในกลุoมเดียวกัน 5. ทักษะการหาความสัมพันธ4ระหวoาง Space/Space Relationship and Space/Time Relationship หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ4ระหวoางสิ่งตoอไปนี้คือ 5.1 ความสัมพันธ4ระหวoาง 2 มิติ กับ 3 มิติ 5.2 สิ่งที่อยูoหนFากระจกเงากับภาพที่ปรากฏจะเปyนซFายขวาของกันและกันอยoางไร 5.3 ตำแหนoงที่อยูoของวัตถุหนึ่ง กับอีกวัตถุหนึ่ง 5.4 การเปลี่ยนแปลงตำแหนoงที่อยูoของวัตถุกับเวลาหรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายขFอมูล (Organizing Data and Communication) หมายถึง ความสามารถในการนำขFอมูลที่ไดFจากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหลoงอื่นมาจัดกระทำใหมoโดยวิธีการตoาง ๆ เชoน การจัดเรียงล าดับ การแยกประเภท หรือ คำนวณหาคoาใหมo เพื่อใหFผูFอื่นเขFาใจมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ สมการ เปyนตFน 7. ทักษะการลงความเห็นจากขFอมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการ อธิบาย ขFอมูลที่มีอยูoอยoางมีเหตุผล โดยอาศัยความรูFหรือประสบการณ4เดิมมาชoวย ขFอมูลที่มีอยูoอาจ ไดFมาจาก การสังเกต การวัด การทดลอง คำอธิบายนั้นไดFมาจากความรูFหรือประสบการณ4เดิมของผูFสังเกตที่ พยายามโยงบางสoวนที่เปyนความรูFหรือประสบการณ4เดิม ใหFมาสัมพันธ4กับขFอมูลที่ตนเองมีอยูo 8. ทักษะการพยากรณ4 (Prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเน สิ่งที่จะ เกิดขึ้นลoวงหนFา โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ4ที่เกิดขึ้นชFาๆ หรือความรูFที่เปyนหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีในเรื่องนั้นมาชoวยในการทำนาย การทำนายอาจทำไดFภายในของเขตขFอมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตขFอมูล (Extrapolating) 9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating Hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการใหF คำอธิบายซึ่งเปyน คำตอบลoวงหนFากoอนที่จะดำเนินการทดลองเพื่อ ตรวจสอบความถูกตFองเปyนจริงใน เรื่องนั้น ๆ ตoอไป สมมุติฐานเปyนขFอความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเปyนขFอความที่แสดง ความสัมพันธ4ที่คาดคะเนวoาจะเกิดขึ้นระหวoางตัวแปรตFนกับตัวแปรตาม ขFอความของสมมุติฐานตFอง สามารถท าการตรวจสอบโดยการทดลองและแกFไขไดFเมื่อมีความรูFใหมo เพิ่มเติม 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) หมายถึง ความสามารถใน การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรตoาง ๆ ใหFเขFาใจตรงกัน และ
28 สามารถสังเกต และวัดไดF คำนิยามเชิงปฏิบัติการเปyนความหมายของคำศัพท4เฉพาะ เปyนภาษางoาย ๆ ชัดเจน ไมoกำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตไดF และระบุการกระทำซึ่งอาจเปyน การวัด การทดสอบ การทดลองไวFดFวย 11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การชี้บงตัว แปรตFน ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ตFองควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัว แปรนั้นเปyน การควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรตFนที่จะท าใหFผลการทดลองคลาดเคลื่อนถFา หากวoาไมoควบคุมใหFเหมือนกัน 12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการ เพื่อหาคำตอบ หรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไวF ในการทดลองจะประกอบดFวยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ 12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองกoอนลงมือทอลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการ กำหนดและควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ4ที่ตFองการใชFในการทดลอง 12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริง 12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกขFอมูลที่ไดFจากการทดลองซึ่งอาจ เปyนผลของการสังเกต การวัด และอื่น ๆ 13. ทักษะการตีความหมายขFอมูล และลงขFอสรุป (Interpreting Data and Conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมาย ของขFอมูลที่ไดFจัดกระทำ และอยูoในรูปแบบที่ใชFในการ สื่อความหมายแลFว ซึ่งอาจอยูoในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพวาดตoาง ๆ รวมทั้งความสามารถ ในการบอกความหมายขFอมูลในเชิงสถิติดFวย และสามารถลงขFอสรุปโดยการเอาความหมายของขFอมูล ที่ไดFทั้งหมด สรุปใหFเห็นความสัมพันธ4ของขFอมูลที่เกี่ยวขFองกับตัวแปรที่ตFองการศึกษาภายในขอบเขต ของการทดลองนั้น ๆ จากประเภทของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4จะเห็นไดFวoาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4จำแนกออกเปyน 2 ประเภทคือทักษะขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะและทักษะขั้นบูรณาการ 5 ทักษะซึ่งทักษะขั้นพื้นฐานเปyนความสามารถของนักเรียนที่แสดงถึงความเขFาใจเกี่ยวกับ กระบวนการ พื้นฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร4และเปyนพื้นฐานของทักษะขั้นบูรณาการสoวน ทักษะบูรณาการเปyน ความสามารถในการคิดซึ่งจำเปyนสำหรับการแกFปญหาและการดำเนินการทดลองตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร4ซึ่งเปyนหนFาที่ของครูผูFสอนที่จะตFองนำไปใชFฝãกใหFกับนักเรียน เพื่อใหFนักเรียนสามารถใชF ทักษะทางวิทยาศาสตร4เหลoานี้ในการคFนหาความรูFตoอไปไดF 4.2 การวัดและประเมินผลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร6 เหตุใดจึงตFองมีการประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ในการที่จะตอบ คำถามนี้ เรา ตFองยFอนกลับไปถึงความสำคัญของ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ซึ่งเปyน เปÄาประสงค4หลักที่ ตFองเกิดในตัวผูFเรียน ทักษะเหลoานี้เปyนสoวนสำคัญของทักษะการคิดซึ่งแสดงถึง ผลลัพธ4 (Outcome)
29 ของการศึกษา ชoวยพัฒนา ความเขFาใจของผูFเรียน และพัฒนาความสามารถใน การระบุหลักฐานทาง วิทยาศาสตร4ในการแกFปญหา และการตัดสินใจ ครูตFองสoงเสริมใหFผูFเรียนเกิด ทักษะเหลoานี้ ซึ่งการ ประเมินผลความกFาวหนFา (Formative assessment) ถือเปyนเครื่องมือ สำคัญที่จะชoวยใหFครูสามารถ สoงเสริมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ใหFกับผูFเรียนไดF (The Exploratorium and Institute for Inquiry, 2006) ซึ่งแนวทางในการประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4มีหลากหลาย ผูFเขียน ขอนำเสนอดังนี้ 1. การใชFกระบวนการสังเกต (Observation) ถือวoาเปyนวิธีที่ครูใชFในการประเมิน พฤติกรรม การเรียนรูFของผูFเรียนอยูoแลFว ซึ่งวิธีการที่ใชFในการประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4โดย การสังเกตนั้น จะเกิดขึ้นในระหวoางที่ผูFเรียน ทำการทดลองหรือทำกิจกรรมการเรียน โดยมีเครื่องมือที่ หลากหลาย และแบoง ออกไดFหลายแบบ ไดFแกo การสังเกตอยoาง ไมoเปyนทางการ (Informal observation) การสังเกตที่มีโครงสรFาง (Structured observation) และการสังเกตแบบการ เลoา เรื่อง (Narratives) การสังเกตอยoางไมoเปyนทางการ (Informal observation form) ครูเปyนผูFสังเกตโดยไมoมี ประเด็นชี้เฉพาะ ในการสังเกต และไมoไดFกำหนดบุคคลใน การสังเกตที่ชัดเจน เปyนการสังเกตโดย ภาพรวมเพื่อการปรับปรุงการเรียนการ สอน ผลจากการสังเกต อาจไดFขFอมูล อยoางครoาว ๆ วoาผูFเรียน มีพฤติกรรม อยoางไร เชoน ชอบทำงานคนเดียว ชอบที่จะใหFมีผูFชี้แนะแนวทางเปyนตFน การสังเกตที่มีโครงสรFาง (Structured observation) ครูเปyนผูFสังเกตโดยมีประเด็นทักษะที่ ตFองการสังเกตที่ชัดเจนและเปyนระบบ มีการกำหนดกลุoมผูFเรียน หรือผูFเรียนในการ สังเกตชัดเจนใน กรณีงานกลุoมหรืองาน เดี่ยว และหากผูFเรียนมีจำนวนมาก มีการ จัดระบบการสังเกต จัดเวลาและ หัวขFอใน การสังเกตที่ชัดเจน มีแบบสังเกต ผลจาก การสังเกต ทำใหFไดFขFอมูลทักษะที่ แสดงออก ความกFาวหนFาของทักษะที่ เปลี่ยนแปลงในทางบวกและลบ ของผูFเรียนทั้งรายกลุoมและรายบุคคล และ ครูสามารถใหFผลสะทFอนกลับ (Feedback) ไปสูoผูFเรียนไดF การสังเกตแบบการเลoาเรื่อง (Narratives) ใชFสังเกตพฤติกรรมหรือทักษะที่คoอนขFาง ซับซFอน เชoน การทำงานกลุoม ปฏิสัมพันธ4ระหวoางกลุoม ซึ่งอาจจะไมoสามารถตอบไดFดFวยการ checklist เชoน ทักษะการตีความ หมายและลงขFอสรุปรoวมกันทั้งกลุoม การ บันทึกการสังเกตจะใชFการเขียนบรรยาย แบบเลoาเรื่องราวดูการทำงานของแตoละ บุคคลในกลุoม ซึ่งทำใหFทราบปญหาของกลุoม ที่ลึกซึ้งจะไดF แกFปญหาการจัดการเรียนรูFไดFถูกจุดในบทเรียนตoอไป 2. การใชFคำถาม (Question) สามารถใชFประเมินทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4ไดFใน รูปแบบที่หลากหลาย เชoน การสัมภาษณ4 (Interview) แบบสอบถาม เพื่อประเมินตนเอง (Selfassessment questionnaire) การทดสอบ (Testing) เปyนตFน
30 การสัมภาษณ4 (Interview) เปyนวิธีการประเมินที่ตFองใชFเวลาและสoงผล ตoอการจัดการชั้นเรียน แตoก็ยังเปyนวิธีที่มีคุณคoา โดยเฉพาะสำหรับผูFเรียนที่มีลักษณะ เฉพาะตัว มีปญหาในการเรียนรูF หรือมี ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ที่ควรพัฒนา อยoางเรoงดoวน ประเด็นที่ใชFในการสัมภาษณ4เพื่อใหF ไดFคำตอบที่ทำใหFครูสามารถหา แนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผูFเรียน และวิธีการนี้ยังทำใหF ผูFเรียนรูFสึกไดFวoา ครูใหFความเปyนหoวงและความสนใจ ซึ่งมีสoวน ชoวยในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและ สoงเสริม การเรียนรูF อีกทั้งยังเหมาะกับนักเรียนที่มีปญหาการถoายทอดขFอความผoานการเขียน ตอบ และเหมาะสำหรับการติดตาม พฤติกรรมการเรียนรูFของผูFเรียน ซึ่งวิธีการนี้สามารถจัดเปyนการ สัมภาษณ4รายกลุoมหรือ รายบุคคลก็ไดF สามารถกระทำไดFทั้งการ สัมภาษณ4แบบไมoมีโครงสรFาง (Unstructured interview) การสัมภาษณ4แบบกึ่ง โครงสรFาง (Semi-structured interview) และ การสัมภาษณ4แบบมีโครงสรFาง (Structured interview) แบบสอบถามเพื่อประเมินตนเอง (Self-assessment questionnaire) เปyนอีกเครื่องมือที่มี ประโยชน4สำหรับ ผูFเรียนในการวิเคราะห4ตนเองวoามีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4เปyน อยoางไร และสามารถใชFไดFในดFานอื่น เชoน ความรูF ผลงานที่ตนเองทำ เจตคติ ฯลฯ เปyนการสะทFอนความคิด ของผูFเรียนที่มีตoอตนเองใหFครูไดFรับรูF สามารถประเมิน ตนเองวoามีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4ในแตoละทักษะเปyนอยoางไร และตนเองยังควรตFองพัฒนาปรับปรุง สoวนไหน อยoางไร ครู สามารถใชFผลจาก การประเมินตนเองของผูFเรียนประกอบ กับเครื่องมืออื่น ๆ ที่ครูใชFประเมิน อาจทำ เปyนแบบสอบถามในรูปแบบคำถาม ปลายเปõด (Open-ended questions) มาตราสoวนประมาณคoา (Rating scale) และอีกหลากหลายรูปแบบ การทดสอบ (Testing) ในการประเมินทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4สามารถประเมินไดF จากการ ใชFแบบทดสอบ การประเมินทักษะเปõด โอกาสใหFผูFเรียนไดFแสดงออกถึงสิ่งที่ตนเองรูFมากกวoา การจดจำความรูF ครูสามารถประเมินนักเรียนในขณะที่ลงมือ ทำกิจกรรม ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบ ขFอสอบที่เปyนขFอคำถามความรูFและ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4จะมีความแตกตoางอยูoทั้งขFอ คำถามและรูป แบบการตอบขFอคำถามสำหรับการประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ไมo จำเปyนตFองเปyน แบบทดสอบแบบเขียนตอบหรือปฏิบัติการเทoานั้น แตoสามารถทำไดFในรูปแบบของขFอสอบแบบ เลือก ตอบ (Multiple-choice) ไดFเชoนกัน แตoผูFประเมิน ตFองมั่นใจวoาเรื่องที่ถามเกี่ยวขFองกับทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ตFองใชFทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ในการตอบ ไมoใชoแคo เพื่อ วัดความรูFความจำเทoานั้น ตัวอยoางคำถามเพื่อ ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 3. การประเมินจากผลงานของนักเรียน (Looking at students’ work) สามารถใชFประเมิน ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร4 โดยพิจารณาไดFจาก การตอบคำถามในใบงาน (Worksheet) การเขียนอนุทิน (Journal) ผลงาน โครงงาน ชิ้นงาน และการสาธิต (Project, product and
31 demonstration) และ แฟÄมสะสมผลงาน (Portfolio) เปyนตFน เครื่องมือตoาง ๆ เหลoานี้ เปyนสิ่งสำคัญ ที่ครูจะใชFในการวิเคราะห4ถึงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ของ นักเรียนไดFลงลึกในรายบุคคล และมีประโยชน4เปyนอยoางยิ่งในการจัดการชั้นเรียน แตoครูผูFสอนตFองมีความทุoมเทเพราะวิธีการตoาง ๆ เหลoานี้ มักจะใชFเวลา ในการตรวจ ประเมิน ใหFคะแนน คoอน ขFางมากและหากผูFเรียนมีจำนวนมากจะ เปyนการเพิ่มภาระงานของครูยิ่งขึ้นไปอีก สรุปโดยสรุปแลFวในการประเมินทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4 สามารถทำการการ ประเมินผลสรุป (Summative assessment) หรือ ประเมินผลยoอย (Formative assessment) ก็ไดF โดยวิธีการหรือเครื่องมือที่ใชF สามารถใชFไดFหลาก หลาย ซึ่งแตoละเครื่องมือมีขFอดีและขFอจำกัด เครื่องมือประเมินบางอยoางสามารถแกFไขขFอจำกัด ของอีกเครื่องมือหนึ่งไดF ดังที่ไดFกลoาวมาแลFวทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4เปyนสoวนสำคัญใน การสoงเสริมการเรียนรูFวิทยาศาสตร4ของผูFเรียน และ ยังสามารถใชFทักษะเหลoานี้ในชีวิตประจำวันซึ่งถือ เปyนประโยชน4แกoผูFเรียนเปyนอยoางมาก ดังนั้นใน ฐานะครูผูFสอนเปyนสoวนสำคัญในความเจริญ กFาวหนFาของผูFเรียนจึงควรตระหนักและใหFคุณคoา ตoอการ สoงเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4ใหFแกoผูFเรียนควบคูoไปกับการใหFความรูF ใหFผูFเรียนเติบโต ขึ้นเปyนพลเมืองที่เป?µยมไป ดFวยความรูFและทักษะเพื่อนำประโยชน4แกoประเทศ ชาติตoอไป 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข%อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ ทิพวรรณ อื่นแกFว (2560, หนFา 119) ไดFศึกษาการจัดการเรียนรูFแบบสืบเสาะหาความรูFรoวมกับ เทคนิคการใชFคำถามเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดวิเคราะห4 กลุoมสาระ การเรีขนรูF สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกบาป? ที่ 5 ผลการวิจัยพบวoา 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป?ที่ โรงเรียนบFานแมoดา (ประชานุเคราะห4) ที่ ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบสืบสาะหาความรูFรoวมกับเทคนิคการใชFคำถาม หลังเรียนสูงกวoากoอน เรียน อยoางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การคิดวิเคราะห4 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป?ที่ 5 โรงเรียน บFานแมoคำ (ประชานุเคราะห4) ที่ไดFรับกรจัดการเรียนรูFแบบสืบเสาะหาความรูFรoวมกับ เทคนิคการใชF คำถาม หลังเรียนสูงกวoากoอบุรียนอยoางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระคับ 01 และ 3) การศึกพาเจตคติตoอ การเรียนรูFแบบสีบสาะหาความรูFรoวมกับเทดนิดการใชFคำถามของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป? ที่ 5 โดยรวมมีคำเฉลี่ย มีคoาเทoากับ 4.6 และสoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีคoาเทoากับ 0.48 ซึ่งอยูoในระดับเห็น ดFวยอยoางยิ่ง พัณนิดา มีลาและรoมเกลFา อาจเดช (2561) ไดFทำการศึกษาวิจัยการสืบเสาะหาความรูFโดยใชF แบบจำลองเปyนฐานและการอธิบายทางวิทยาศาสตร4 เพื่อศึกษาและปรียบเทียบความสามารถในการ อธิบายทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียน เรื่อง สมบัติของแก¶ส กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยเปyนนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาป? ที่ 1 จำนวนทั้งหมด 34 คน เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถใน
32 การสรFางคำอธิบายทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ขFอมูล ไดFแกo รFอยละ คoาเฉลี่ย สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Pair Samples T-test จากการวิจัยพบวoา 1) กoอน เรียน นักเรียนมีความสามารถในการอธิบายทางวิทยาศาสตร4สูงสุดในระดับ 1 แตoหลังนักเรียนไดFรับ การ จัดการเรียนรูFดFวยการสืบเสาะหาความรูFโดยใชFแบบจำลองเปyนฐาน พบวoา นักเรียนมีการพัฒนา ระดับความสามารถในการอธิบายทางวิทยาศาสตร4เพิ่มขึ้นอยูoในระดับ 2 และ 2) ความสามารถใน การอธิบายทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียน เรื่อง สมบัติของแก¶ส มีความแตกตoางกันอยoางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังเรียนมากกวoากoอนเรียน แสดงใหFเห็นวoาการจัดการเรียนรูFดFวยการ สืบเสาะหาความรูFโดยใชFแบบจำลองเปyนฐานชoวยสนับสนุนความสามารถในการอธิบายทาง วิทยาศาสตร4ของนักเรียน เรื่อง สมบัติแก¶ส นราภรณ4 นาคพันธ4 (2660) ไดFทำการวิจัยโดยใชFวิธีการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย โดยมี วัตถุประสงค4 ไดFแกo1) เพื่อศึกษาความกFาวหนFาทางการเรียนระหวoางกoอนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษา ทักษะการคิดวิเคราะห4ของนักเรียน และ 3) ศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรูFที่มีประสิทธิภาพ กลุoม ตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยครั้งนี้เปyนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป? ที่ 6 ที่กำลังเรียนใน ภาคเรียนที่ 1 ป? การศึกษา 2560 จำนวนทั้งหมด 39 คน เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย คือ แผนการจัดการ เรียนรูF เรื่อง เซลล4อิเล็กโทรไลติก จำนวน 8 แผน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบ บันทึก ภาคสนาม ใบกิจกรรม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ผลจากการวิจัยพบวoา นักเรียนมี คะแนนความกFาวหนFาทางการเรียนเฉลี่ยรายชั้นเรียนอยูoในระดับกลาง (รFอยละ 48.72) และระดับสูง (รFอยละ 41.03) การจัดการเรียนรูFดFวยวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย เปyนวิธีที่ทำใหFนักเรียน เกิด ความกFาวหนFาทางการเรียน อีกทั้งนักเรียนยังมีการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห4เพิ่มขึ้นเปyน ลำดับ โดยเริ่มตFนในแผนการจัดการเรียนรูFที่ 1 พบวoานักเรียนสoวนใหญo (รFอยละ 94.9) มีทักษะการ คิด วิเคราะห4ระดับปรับปรุง หลังจากนั้นทักษะการคิดวิเคราะห4เพิ่มขึ้นเปyนระดับพอใชF ดี และดีเยี่ยม เปyน ลำดับ โดยในแผนการจัดการเรียนรูFสุดทFายพบวoานักเรียนที่ไดFระดับดีเยี่ยมคิดเปyนรFอยละ 10.3 จะ เห็นไดFวoาการจัดการเรียนรูFดFวยวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย สามารถสoงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห4ของ นักเรียนไดF อยoางไรก็ตาม การจัดการเรียนรูFดFวยวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย ใหFมีประสิทธิภาพนั้น จะ ควรเลือกใชFสื่อการสอนที่เหมาะสมกับบทเรียน ควรจัดกิจกรรมใหFมีความหลากหลาย และควรที่ จะ เนFนใหFนักเรียนมีสoวนรoวมในการทำกิจกรรมและลงมือปฏิบัติดFวยตัวนักเรียนเอง และควร กำหนดเวลา ใหFมีความเหมาะสมกับกิจกรรม เพื่อใหFการจัดการเรียนรูFเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด อนุชา ตูFแกFว (2561) ไดFทำการศึกษาวิจัยโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรูFดFวยวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร4และทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4ระหวoางกoอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน และเพื่อศึกษาความสามารถดFานทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียน การวิจัยนี้เปyนการวิจัยเชิงทดลองแบบแผนการวิจัยเปyน
33 แบบกลุoมเดียวทดสอบกoอนเรียนและหลังเรียน กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยเปyนนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาป? ที่ 2 โรงเรียนอุทัยวิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี จำนวน 40 คน ไดFมาจากกการสุoมอยoาง งoาย ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัยจำนวน 5 สัปดาห4 เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย ไดFแกo1) แผนการจัด กิจกรรมการเรียนรูFดFวยวิธีทำนาย สังเกต อธิบาย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร4 3) แบบทดสอบวัดกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 4) แบบประเมินทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร4 ทำการเก็บขFอมูลโดยการทดสอบกoอนเรียนและหลังเรียน และทำการประเมิน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ขณะจัดกิจกรรมการเรียนรูF สถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ขFอมูลไดFแกo คoาเฉลี่ย คoารFอยละ สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไมoเปyนอิสระตoอกัน ผลจากการ ทำวิจัย พบวoา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป? ที่ 2 ที่ไดFรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูFดFวยวิธีการทำนาย สังเกต อธิบาย มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร4และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4หลัง เรียนสูง กวoากoอนเรียนอยoางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีผลการประเมินความสามารถ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4ทุกทักษะอยูoในระดับดี จีรนันท4 หัดคาหมื่น, หนูกร ปฐมพรรษ, และพัตตาวัน นาใจแกFว (2562) ไดFทำการศึกษา วิจัย โดยใชFการเรียนรูFตามแนวคิดคอนสตรัตคิวิสต4เสริมดFวยเทคนิค การทำนาย สังเกต อธิบาย เพื่อ ศึกษา และเปรียบเทียบความเขFาใจมโนมติอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและความสามารถในการคิด อยoางมี วิจารณญาณ กoอนเรียนและหลังเรียน กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยเปyนนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาป? ที่ 5 โรงเรียนนาหนังพัฒนศึกษา จังหวัดหนองคาย ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 1 ป?การศึกษา 2560 จำนวน นักเรียนทั้งหมด 17 คน ไดFมาโดยการสุoมแบบกลุoม เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย ประกอบดFวย 1) แผนการ จัดการเรียนรูFตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต4เสริมดFวยเทคนิค การท านาย สังเกต อธิบาย จำนวน 8 แผน มีคoาดัชนีความสอดคลFอง (IOC) เทoากับ 1.00 2) แบบวัดความเขFาใจ มโนมติอัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี และ 3) แบบวัดความสามารถการคิดอยoางมีวิจารณญาณ ในการ วิเคราะห4ขFอมูล การศึกษาสถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ใชFคoาเฉลี่ย สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คoารFอยละ ทดสอบเปรียบเทียบ ความเขFาใจมโนมติอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และการคิดอยoางมีวิจารณญาณ กoอนเรียนและหลังเรียน โดยใชF T-test for Dependent Samples ผลจากการวิจัยพบวoา 1) ความเขFาใจ มโนมติอัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป? ที่ 5 ที่เรียนดFวยการจัดการเรียนรูFตามแนวคิดคอนสต ริคติวิสต4เสริมดFวยเทคนิค การทำนาย สังเกต อธิบาย กoอนเรียนมีคะแนนมโนมติอัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีเทoากับ 3.88 คิดเปyนรFอยละ 16.18 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเทoากับ 14.47 คิด เปyนรFอยละ 60.29 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนระหวoางกoอนเรียนและหลังเรียน พบวoา นักเรียน มีคะแนน ความเขFาใจมโนมติอัตราการเกิดปฏิกิริยา หลังเรียนสูงกวoากoอนเรียน อยoางมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ ระดับ .01 และ 2) ความสามารถในการคิดอยoางมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป? ที่ 5 ที่ เรียนรูFตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต4เสริมดFวยเทคนิค การทำนาย สังเกต อธิบาย มีคะแนนเฉลี่ย กoอน
34 เรียนเทoากับ 10.25 คิดเปyนรFอยละ 25.88 และหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 26.71 คิดเปyน รFอย ละ 66.76 เมื่อเปรี ยบเทียบ คะแนนระหวoางกoอนเรียนและหลังเรียน พบวoา นักเรียนมีความสามารถ ในการคิดอยoางมีวิจารณญาณ หลังเรียนสูงกวoากoอนเรียน อยoางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 5.2 งานวิจัยตoางประเทศ Vadapally (2014) ไดFทำการศึกษาวิจัยโดยใชFการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต และ อธิบายเพื่อศึกษาความแตกตoางทางเพศตoอความสามารถในการใหFเหตุผลของนักเรียน ในรายวิชา ปฏิบัติการเคมี ของโรงเรียนมัธยม ผลจากการศึกษาวิจัยพบวoาจากการจัดการเรียนรูFแบบ ทำนาย สังเกต และอธิบาย ผลวิจัยเชิงปริมาณจากคoาทางสถิติ พบวoาเพศมีผลตoอความสามารถในการ ใหF เหตุผลและความเขFาใจในรายวิชาปฏิบัติการเคมี ผลการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ4แบบกึ่ง โครงสรFาง พบวoาผูFเรียนใหFความสนใจตoอการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต และอธิบาย ในรายวิชา ปฏิบัติการเคมี และนอกจากนี้ผูFเรียนยังมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร4ในการเชื่อมโยงความรูFซึ่งในการ จัดการเรียนรูFครูผูFสอนควรสรFางสิ่งแวดลFอมใหFเอื้อตoอการเรียนรูFของผูFเรียน เปõดโอกาสใหFผูFเรียน แสดงออกทางความคิด การเรียนรูFแบบทำนาย สังเกต และอธิบาย ในรายวิชาปฏิบัติการเคมีชoวย เสริมสรFางประสบการณ4และสรFางความเขFาใจเชิงประจักษ4ในวิทยาศาสตร4ใหFผูFเรียน Adebayo and Olufunke (2015) ไดFทำการศึกษาวิจัยโดยใชFการสอนแบบทำนาย สังเกต และอธิบาย เพื่อเสริมสรFางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตอนตFน มีการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนและหลังไดFรับการสอนแบบ ทำนาย สังเกต และอธิบาย เปyนงานวิจัยกึ่งทดลอง ทำการศึกษาวิจัยในโรงเรียนประถมศึกษา 3 แหoง ใน ไนจีเรีย ใชFวิธีการสุoมตัวอยoางอยoางงoาย กลุoมตัวอยoางแตoละโรงเรียนมีจำนวนนักเรียน 25-35คน เครื่องมือที่ใชFในการวิจัยคือแบบทดสอบ PBSPST ใชFทดสอบความรูFของผูFเรียนเกี่ยวกับทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ผลจากการวิจัยพบวoาหลังจากไดFรับการเรียนแบบทำนาย สังเกต และ อธิบาย มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4มากกวoากoอนเรียนพบวoา การสอนแบบทำนาย สังเกต และอธิบาย เปyนวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ ชoวยสoงเสริมผูFเรียนในดFานทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4 ACAR (2016) ไดFทำการศึกษาวิจัยผลการจัดการเรียนรูFโดยใชFการทำนาย สังเกต และ อธิบาย ในรายวิชาปฏิบัติการเคมี เพื่อศึกษาความเขFาใจและทัศนคติของครูประถมศึกษา ในเรื่อง สารผสม การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมี และกรดเบส กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการทำวิจัย เปyนครู ประถมศึกษา มีกลุoมทดลอง 26 คน และกลุoมควบคุม 30 คน กลุoมทดลองไดFรับการจัดการ เรียนรูFโดย ใชFการ สังเกต และอธิบาย กลุoมควบคุมใชFการเรียนการสอนแบบปกติ ทำการศึกษากoอน และหลัง ไดFรับการจัดการเรียนรูF ผลจากการศึกษาวิจัยพบวoาหลังไดFรับการจัดการเรียนรูFโดยใชFการ ทำนาย
35 สังเกต และอธิบายมีคะแนนสูงกวoากoอนไดFรับการจัดการเรียนรูFอยoางมีนัยสำคัญทางสถิติและยังมี ทัศนคติที่ดีตoอการจัดการเรียนรูFโดยการใชFการทำนาย สังเกต และอธิบาย จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวขFอง พบวoา การจัดการเรียนรูFโดยใชFรูปแบบการสอนแบบ ทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) สามารถพัฒนาทักษะความสามารถทางวิทยาศาสตร4ทางการเรียนไดF นอกจากนี้ผูFเรียนยังมีความพึงพอใจตoอการจัดการเรียนรูFโดยใชFรูปแบบการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) ในระดับมาก ดังนั้นผูFวิจัยจึงมีความ สนใจที่จะนำรูปแบบการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) มาใชF ในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรูFตoอไป
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปyนการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค4เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่เรียนดFวยการจัดการเรียนรูF แบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ผูFวิจัยไดFดำเนินการ ดังขั้นตอนตoอไปนี้ 1. ประชากรและกลุoมตัวอยoาง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย 4. การสรFางและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมขFอมูล 6. การวิเคราะห4ขFอมูล 7. สถิติที่ใชFในการวิเคราะห4ขFอมูล 1. ประชากรและกลุbมตัวอยbาง 1. ประชากร ประชากรที่ใชFในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 หFอง 6 จำนวน 39 คน ทั้งหมด 1 หFองเรียน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. กลุoมตัวอยoาง กลุoมตัวอยoางที่ใชFในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 หFอง 6 จำนวน 39 คน ทั้งหมด 1 หFองเรียน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4พิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ใชFการสุoมแบบแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) 2. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุoมเดียว ทดสอบกoอนและ หลังทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน4 ทวีรัตน4, 2540: 60-61) แบบแผนที่ใชFในการทดลอง สอบกoอน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 T1 หมายถึง การทดสอบกoอนเรียน (Pretest) X หมายถึง การจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส
37 T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใชFในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรูFวิทยาศาสตร4 วิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยใชFการ จัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส 2. แบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4วิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยใชFการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่องกรด-เบส 4. การสรFางและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู% 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขFองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4และเทคโนโลยี หนังสือ เรียนวิทยาศาสตร4ชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 เรื่อง กรด-เบส คูoมือการสอนวิทยาศาสตร4 รวมทั้งเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวขFองกับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) 1.2 วิเคราะห4ความสอดคลFองของมาตรฐานการเรียนรูFและกำหนดจุดประสงค4การเรียนรูF และเวลาที่ใชFในการจัดกิจกรรม 1.3 ศึกษาทฤษฎี หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวขFองกับการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) เพื่อนำไปจัดทำโครงสรFางของแผนการจัดการเรียนรูF ซึ่งประกอบดFวยจุดประสงค4การเรียนรูF สาระสำคัญ การจัดกิจกรรมการเรียนรูF สื่อการเรียนรูF การวัดประเมินผล และแบบฝãกหัด 1.4 สรFางแผนการจัดการเรียนรูFวิชา เคมีชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 จำนวน 4 แผน รวมเวลา 12 ชั่วโมง ในแตoละแผนประกอบดFวย 1) ขั้นนำเขFาสูoบทเรียน 2) ขั้นสอน ในแตoละ ขั้นสอน มีขั้นทำนายหรือตั้งสมมติฐาน (Predict or Hypothesis) ขั้นสังเกตหรือทดลอง (Obseryc orExperimentation) และขั้นอธิบาย หรือสรุป (Explain or Summerize) 3) ขั้นสรุปบทเรียน แผนการจัดการเรียนรูFที่ 1 เรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูFที่ 2 เรื่อง คูoกรด-เบส 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูFที่ 3 เรื่อง pH ของสารละลาย 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูFที่ 4 เรื่อง การไทเทรตกรด-เบส 4 ชั่วโมง 1.5 นำชุดแผนการจัดการเรียนรูFที่สรFางขึ้นเสนอตoออาจารย4ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแกFไข ตรวจสอบความถูกตFองเหมาะสม ความสอดคลFองและความเปyนไปไดFระหวoางจุดประสงค4การเรียนรูF เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรูF การวัดผลประเมินผลและพิจารณาใหFขFอเสนอแนะ 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรูFที่สรFางขึ้นไปปรับปรุงแกFไขตามขFอเสนอแนะของอาจารย4ที่ ปรึกษา เสนอตoอผูFเชี่ยวชาญจำนวน 3 ทoาน ซึ่งเปyนผูFเชี่ยวชาญดFานการสอนวิทยาศาสตร4 และการ
38 วัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการ จัดการเรียนรูFโดยพิจารณาจากคoาดัชนีความสอดคลFอง (Index of item objective congruence : IOC) ระหวoางจุดประสงค4การเรียนรูF เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรูFและการวัดประเมินผล โดยใหF ผูFเชี่ยวชาญแตoละทoานพิจารณาตรวจสอบใหFคะแนนดังนี้ ใหFคะแนนเปyน +1 เมื่อแนoใจวoาองค4ประกอบของแผนการจัดการเรียนรูFมีความเหมาะสมและ สอดคลFองกัน ใหFคะแนนเปyน 0 เมื่อไมoแนoใจวoาองค4ประกอบของแผนการจัดการเรียนรูFมีความเหมาะสมและ สอดคลFองกัน ใหFคะแนนเปyน –1 เมื่อแนoใจวoาองค4ประกอบของแผนการจัดการเรียนรูFมีความไมoเหมาะสมและไมo สอดคลFองกัน แลFวนำคะแนนที่ไดFมาหาคoาดัชนีความสอดคลFองของแผนการจัดการเรียนรูF โดยพิจารณาคoาดัชนีความ สอดคลFองขององค4ประกอบตั้งแตo 0.67 ขึ้นไป 1.6 ปรับปรุงแกFไขแผนการจัดการเรียนรูFตามขFอเสนอแนะของผูFเชี่ยวชาญ แลFวนำเสนอ อาจารย4ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกตFองอีกครั้ง นำแผนการจัดการเรียนรูFที่ผoานการปรับปรุงแกFไข แลFว ไปทดลองใชFกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่ไมoใชoกลุoมตัวอยoางจำนวน 40 คน ที่มีระดับ ความสามารถเกoง ปานกลาง และอoอน เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรูF เวลาที่ใชF และปญหาที่เกิดขึ้น แลFวนำมาปรับปรุงแกFไข 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรูFแบบ(Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ไป ใชFกับนักเรียนกลุoมตัวอยoางตoอไป 2. แบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร6 2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวขFองกับวิธีสรFางแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4และการ เขียนขFอสอบตามกลุoมสาระการเรียนรูFวิทยาศาสตร4 2.2 วิเคราะห4จุดประสงค4การเรียนรูF เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรูF เรื่อง กรด-เบส จากนั้น สรFางตารางวิเคราะห4ขFอสอบใหFสอดคลFองกับจุดประสงค4การเรียนรูF 2.3 สรFางแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4วิชาเคมี เปyนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรูF 6 ทักษะ ประกอบดFวย 1. การตั้งสมมติฐาน 2. การกำหนกนิยามเชิง ปฏิบัติการ 3. การกำหนดและควบคุมตัวแปร 4. การทดลอง 5. การตีความหมายและลงขFอสรุป 6. การสรFางแบบจำลอง 2.4 นำแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4ทางการเรียนวิทยาศาสตร4วิชาเคมี ที่สรFางขึ้น เสนอตoออาจารย4ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแกFไข ตรวจสอบความถูกตFองเหมาะสม ความสอดคลFองและ
39 ความเปyนไปไดFระหวoางจุดประสงค4การเรียนรูFเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรูF การวัดผลประเมินผล และพิจารณาใหFขFอเสนอแนะ 2.5 นำแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4ปรับปรุงแกFไขตามขFอเสนอแนะของอาจารย4 ที่ปรึกษา เสนอตoอผูFเชี่ยวชาญจำนวน 3 ทoาน ซึ่งเปyนผูFเชี่ยวชาญดFานการสอนวิทยาศาสตร4 และการ วัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาจาก คoาดัชนีความสอดคลFอง (Index of item objective congruence : IOC) โดยใหFผูFเชี่ยวชาญแตoละ ทoานพิจารณาตรวจสอบใหFคะแนนดังนี้ ใหFคะแนนเปyน +1 เมื่อแนoใจวoาองค4ประกอบของแบบทดสอบมีความเหมาะสมและสอดคลFองกัน ใหFคะแนนเปyน 0 เมื่อไมoแนoใจวoาองค4ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคลFองกัน ใหFคะแนนเปyน –1 เมื่อแนoใจวoาองค4ประกอบของแบบทดสอบมีความไมoเหมาะสมและไมoสอดคลFองกัน แลFวนำคะแนนที่ไดFมาหาคoาดัชนีความสอดคลFองของแบบทดสอบ โดยพิจารณาคoาดัชนี ความสอดคลFองขององค4ประกอบตั้งแตo 0.67 ขึ้นไป 2.6 ปรับปรุงแกFไขแบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร4การเรียนตามขFอเสนอแนะของ ผูFเชี่ยวชาญ แลFวนำเสนออาจารย4ที่ปรึกษา แลFวนำไปทดสอบกับนักเรียนมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่ไมoใชoกลุoม ตัวอยoาง จำนวน 40 คน แลFวนำคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห4หาความยากงoาย (p) และอำนาจ จำแนก ( r) เปyนรายขFอ คัดเลือกขFอสอบโดยพิจารณาความยากงoายระหวoาง 0.20 – 0.80 และอำนาจ จำแนกตั้งแตo 0.20 ขึ้นไป 2.7 นำแบบทดสอบที่คัดเลือกไวF มาวิเคราะห4หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร K-R20 โดยพิจารณาคoาความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแตo 0.80 ขึ้นไป 2.8 นำแบบทดสอบทักษะทางวิทยาศาสตร4ที่หาคุณภาพเรียบรFอยแลFว ไปทดลองใชFกับ นักเรียนกลุoมตัวอยoางตoอไป 5. การเก็บรวบรวมข%อมูล ผูFวิจัยไดFดำเนินการวิจัย โดยทดลองใชFการเรียนรูFแบบ Predict-Observe-Explain (POE) พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ4 พิทยา ภาคเรียนที่ 2 ป?การศึกษา 2566 โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ชี้แจงวัตถุประสงค4ในการวิจัยการจัดกิจกรรมการเรียนรูFการวัดและประเมินผลการเรียนรูFใหF กลุoมตัวอยoางทราบ 2. ใหFนักเรียนกลุoมตัวอยoางทำแบบทดสอบกoอนเรียน (Pretest) โดยใชFแบบทดสอบทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร4เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห4เปyนคะแนนกoอนเรียน 3. ผูFวิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุoมตัวอยoาง โดยใชFการจัดการเรียนรูFแบบ (Predict Observe Explain POE) จำนาน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 สัปดาห4
40 4. ใหFนักเรียนกลุoมตัวอยoางทำแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใชFแบบทดสอบวัดทักษะ ทางการเรียนวิทยาศาสตร4 เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห4เปyนคะแนนกoอนเรียน 6. การวิเคราะห6ข%อมูล ผูFวิจัยทำการวิเคราะห4ขFอมูลที่ไหFจาการเก็บรวบรวมขFอมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห4ผลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 กoอนและ หลังใชFการเรียนรูFแบบ Predict-Observe-Explain (POE) โดยใชFการทดสอบสมมติฐาน (PairedSample T-test) 7. สถิติที่ใช%ในการวิเคราะห6ข%อมูล 1. สถิติที่ใช%ในการวิเคราะห6คุณภาพเครื่องมือ 1.1 วิเคราะห4หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา แผนการจัดการเรียนรูFแบบ Predict-ObserveExplain (POE) โดยการคำนวณคoาดัชนีความสอดคลFอง (IOC) 1.2วิเคราะห4หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา แบบทดสอบวัดทักษะทางการเรียนวิทยาศาสตร4วิชา เคมีโดยการคำนวณคoาดัชนีความสอดคลFอง (IOC) 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 คoารFอยละ 2.2 คoาเฉลี่ย 2.3 สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. สถิติที่ใช%ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนผลทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียน โดยใชF สถิติt-test Dependent
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห4ขFอมูล การวิจัยในครั้งนี้ผูFวิจัยมีวัตถุประสงค4เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) ซึ่งผลการวิเคราะห4ขFอมูล มีรายละเอียดดังตoอไปนี้ ผลการศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4 ผูFวิจัยไดFใชFแผนการจัดการเรียนรูFโดยใชFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (Predict Observe Explain POE) เรื่อง กรด-เบส ทดสอบกับกลุoมตัวอยoางกoอนเรียนและหลังเรียน จากนั้นนำคะแนน การจากการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร4กoอนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห4หารFอย ละ คoาเฉลี่ย สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังตารางที่ 1 ตารางที่1 ผลการศึกษาผลการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาป?ที่ 5 ที่ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE)กoอนเรียนและหลังเรียน เลขที่ กoอนเรียน หลังเรียน คะแนน รFอยละ คะแนน รFอยละ 1 10 50 15 75 2 9 45 14 70 3 13 65 15 75 4 8 40 14 70 5 15 75 16 80 6 6 30 17 85 7 14 70 13 65 8 15 75 16 80 9 13 65 14 70 10 15 75 15 75 11 13 65 14 70 12 9 45 14 70 13 10 50 17 85 14 7 35 16 80 15 14 70 13 65
42 ตารางที่ 1 ผลการศึกษาผลการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาป?ที่ 5ที่ไดFรับการจัดการเรียนรูFแบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE)กoอนเรียนและหลังเรียน(ตoอ) เลขที่ กoอนเรียน หลังเรียน คะแนน รFอยละ คะแนน รFอยละ 16 8 40 14 70 17 4 20 14 70 18 2 10 13 65 19 11 55 15 75 20 10 50 16 80 21 14 70 13 65 22 12 60 14 70 23 9 45 13 65 24 8 40 12 60 25 9 45 13 65 26 14 70 16 80 27 12 60 15 75 28 7 35 12 60 29 8 40 13 65 30 10 50 14 70 31 9 45 13 65 32 14 70 13 65 33 8 40 15 75 34 13 65 14 70 35 11 55 15 75 36 12 60 16 80 37 12 60 14 70 38 8 40 12 60 39 14 70 16 80 คะแนนเฉลี่ย 10.51 52.56 14.30 71.53 S.D 3.15 1.36