48
กาหนดการจัดประสบการณ์ – หนว่ ยการเรยี นรปู้ ฐมวัย
อนบุ าล 1 - ๓
สาระการเรียนรู้ สัปดาห์ท่ี หนว่ ยการเรียนรู้
เรอ่ื งราวเก่ยี วกับตัวเด็ก
1–2 แรกรับประทับใจ (ปฐมนิเทศ)
เรอื่ งราวเกี่ยวกบั บุคคลและสถานที่ 3 เดก็ ดีมวี นิ ัย
แวดล้อม 4 อวัยวะและการดูแลรกั ษา
5 กนิ ดี อยู่ดี มสี ขุ
ธรรมชาตริ อบตวั 6 ขยบั กายสบายชีวี
7 ปลอดภัยไว้ก่อน
8 หนูนอ้ ยนกั สมั ผัส
9 หนนู ้อยน่ารัก
1๐ หนทู าได้
11 บา้ นแสนสขุ
12 ครอบครวั สุขสนั ต์
13 บ้านเรือนเคียงกัน
14 โรงเรยี นของฉนั
15 ชุมชนนา่ อยู่
16 จงั หวดั ของเรา
17 อาชีพในฝัน
18 สมาชิกประเทศอาเซียน
19 บา้ นเราและเพือ่ นบ้านอาเซยี น
20 หนูนอ้ ยชา่ งสงสยั
21 สิง่ มีชีวติ และสง่ิ ไม่มชี วี ิต
22 ฤดูหรรษา
23 กลางวัน กลางคืน
24 สัตวโ์ ลกน่ารัก
25 ตน้ ไมแ้ สนรัก
26 โลกของแมลง
27 ผกั ผลไม้
28 ข้าวมหัศจรรย์
29 โลกสวยด้วยมอื เรา
49
สาระการเรียนรู้ สปั ดาห์ท่ี หนว่ ยการเรียนรู้
เรือ่ งราวเกย่ี วกับสง่ิ ต่างๆ รอบตัว ๓๐ เรารักประเทศไทย
เด็ก 3๑ ปลอดภัยในยานพาหนะ
๓๒ สาระแหง่ สีสัน
๓๓ สร้างฝนั นกั คดิ
๓๔ วิทยาศาสตร์สรา้ งสรรค์
๓๕ การส่ือสารไร้พรมแดน
๓๖ ทอ่ งแดนอาเซียน
๓๗ เรียนรู้วฒั นธรรม
๓๘ ผ้นู าพอเพียง
๓๙ หนูนอ้ ยตาวิเศษ
๔๐ หนูนอ้ ยชา่ งสงสยั
50
การจัดกิจกรรมเตรียมประสบการณ์การเรียนรู้หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย(อนุบาล)
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองท้องถ่ิน จัดการเรียนการสอนให้เด็กอนุบาลโดยการจัดการ
เรียนรู้แบบบูรณาการผ่านการเล่น เป็นการบูรณาการท้ังทางด้านเนื้อหาสาระและทักษะกระบวนการ
ผ่านการจัดกิจกรรม 6 กิจกรรม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากการลงมือ
กระทา เกดิ ความรู้มีทักษะ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเกิดการพัฒนาทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ – จติ ใจ
สงั คม สติปญั ญา มที กั ษะกระบวนการคิด มคี วามเป็นไทย รกั สิง่ แวดลอ้ มและภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน
การจดั กจิ กรรม 6 กจิ กรรม หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย ขอเสนอกิจกรรมดงั ต่อไปน้ี
1. กจิ กรรมเคลือ่ นไหวและจังหวะ
2. กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ (กิจกรรมในวงกลม)
3. กจิ กรรมสรา้ งสรรค์
4. กิจกรรมเสรี
5. กจิ กรรมกลางแจง้
6. เกมการศึกษา
กิจกรรมเคล่อื นไหวและจังหวะ
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ตามจังหวะอย่างอิสระ โดยเสียงเพลง คาคล้องจอง เครอ่ื งเคาะจังหวะและอุปกรณ์อ่ืนๆ ประกอบการ
เคล่ือนไหว เพ่ือส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ รจู้ ังหวะและควบคมุ การเคล่ือนไหวของ
ตนเองได้ กจิ กรรมเคล่ือนไหวและจังหวะประกอบไปด้วย
1. การเคลอื่ นไหวข้นั พน้ื ฐาน
2. การเคล่ือนไหวอสิ ระ
3. การเคล่ือนไหวตามคาบรรยาย
4. การเคลื่อนไหวตามจินตนา
5. การเคล่ือนไหวตามขอ้ ตกลง
6. การเคล่ือนไหวเชงิ สร้างสรรค์
7. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่
8. การเคลื่อนไหวเปน็ คู่
9. การทาท่าทางประกอบเพลง
10. การทาท่าทางตามความหมายของเพลง
11. การเลยี นแบบทา่ ทางสตั ว์
12. การเปน็ ผูน้ าและผูต้ าม
13. การรอ้ งเพลง ฯลฯ
51
การจัดกิจกรรมเคล่ือนไหวและจังหวะ ครูสามารถจัดให้สัมพันธ์กับเน้ือหาหรือประสบการณ์ที่
ครูต้องการใหเ้ ด็กเรยี นรู้และควรจดั กิจกรรมนอี้ ย่างนอ้ ยวันละประมาณ 15 – 20 นาที กอ่ นสิ้นสดุ สุด
กิจกรรมทกุ คร้ัง ควรใหเ้ ด็กได้พกั เชน่ นอน นัง่ ฟงั เพลงเบาๆ ฯลฯ
จดุ ประสงค์
1. ได้เคล่อื นไหวสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย
2. กลา้ แสดงออกและวิธคี ิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์
3. เกิดความซาบซง้ึ และมสี ุนทรีภาพในการเคลอ่ื นไหวตามจงั หวะ
4. รูจ้ ักปรับตวั เมอื่ ทากจิ กรรมร่วมกบั เพื่อน
5. เกดิ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
วสั ดุอุปกรณ์
1. เครื่องประกอบจังหวะ เชน่ รามะนา กลอง กรับ ฉงิ่ ฯลฯ
2. แถบบันทึกเสียงเพลง เคร่ืองเล่นเทป
3. อปุ กรณป์ ระกอบการเคลื่อนไหว เชน่ ห่วงยาง แถบผ้า ถุงทราย ฯลฯ
กจิ กรรม
1. ร้องเพลง ท่องคากลอน คาคล้องจองและเคล่ือนไหวตามบทเพลง คากลอน คาคล้องจอง
2. เคลอื่ นไหวพ้ืนฐาน เชน่ เดนิ วง่ิ กระโดด ฯลฯ ตามสญั ญาณนัดหมายหรอื ตามจังหวะเพลง
3. เคลื่อนไหวอิสระตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ส่วนต่างๆ ของ
ร่างกายให้มากท่ีสุด ขณะเด่ียวกันให้คานึงถึงการใช้พื้นที่ ระดับและจังหวะในขณะท่ี
เคลอื่ นไหวรา่ งกายประกอบ
4. เล่นเครื่องเล่นดนตรีง่ายๆ ประเภทเคาะ เช่น กรับ รามะนา กลอง ฯลฯ และเคล่ือนไหว
ร่างกายประกอบ
5. ให้เด็กเคลื่อนไหวตามความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้อุปกรณ์ประกอบในการเคล่ือนไหว เช่น
ห่วงยาง แถบผ้า ถุงทราย ฯลฯ
ข้อเสนอแนะ
1. สร้างบรรยากาศให้เด็กเกิดความร้สู ึกเพลดิ เพลนิ สนุกสนาน และมีความเปน็ กันเอง
2. ไม่บังคับถ้าเด็กไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรม ควรให้เวลาและให้โอกาสจนกว่าเด็กสนใจเข้าร่วม
กิจกรรม
3. ควรให้เดก็ ไดแ้ สดงออกอย่างทั่วถึง
52
กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ (กจิ กรรมในวงกลม)
จดุ มงุ่ หมายของการจัดกิจกรรมในชุมชน
1. เพอ่ื ใหเ้ ดก็ เขา้ ใจเน้ือหาและเรอ่ื งราวแผนการจัดประสบการณ์
2. เพื่อใหเ้ ด็กมคี วามสมั พนั ธ์ใกล้ชิดกับครแู ละครจู ะได้ดูแลพฤติกรรมของเด็กอยา่ งใกล้ชิด
3. เพ่ือใหเ้ ด็กได้ฝึกความมีระเบียบวนิ ัย
ลกั ษณะการจดั เนอื้ หา
เป็นการเตรียมสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตแบบบูรณาการ โดยจัดเป็นหน่วยการสอนประจา
สัปดาห์แบบบูรณาการตลอดปีการศึกษา โดยให้ครอบคลุมกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระและ
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน หากแยกกล่มุ สาระการเรยี นรู้ มดี ังนี้
1. กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
2. กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์
3. กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
4. กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
5. กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ุขศึกษาและพละศกึ ษา
6. กลุ่มสาระการเรียนรศู้ ิลปะ
7. กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น ศิลปะ เกมการเล่นและเคร่ืองเล่นพัฒนา เพลง ดนตรี จังหวะ
เคลือ่ นไหวและนทิ าน
ในแผนการจัดประสบการณ์เล่นน้ี จะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แต่ละวิชานั้นมีความสัมพันธ์
ต่อเน่ืองเป็นเรื่องเดี่ยวกันตลอดสัปดาห์ หากวิชาใด วิชาหนึ่ง ไม่สัมพันธ์เป็นเร่ืองเดียวกันแล้ว จะ
เรียกว่าหนว่ ยแตกหรอื ไมบ่ รู ณาการ
บทบาทและหนา้ ทข่ี องครู
ก่อนทาการสอน ครูจะต้องศึกษาการจัดทาแนวทางในการจัดประสบการณ์นี้อย่าง
ละเอียดเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดเตรียมประสบการณ์ให้กับเด็กและจัดเตรียมสื่อการเรียนการ
สอนที่ได้เสนอแนะไว้อย่างครบถ้วน เพ่ือท่ีจะทาให้การสอนบรรลุจุดมุ่งหมายท่ีได้ตั้งใจไว้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรกต็ าม ครูอาจปรบั ปรงุ เปล่ยี นแปลงได้ตามความเหมาะสมของท้องถนิ่
การสอนเน้ือหาให้เด็กตอ้ งจัดกจิ กรรมใหเ้ ด็กสนใจ เชน่
1. ทศั นศึกษาตามแหล่งการเรียนรู้
2. การเลา่ เรื่องใหผ้ ู้อ่ืนเขา้ ใจ
3. การเลา่ ประสบการณ์ตามเน้ือหาต่างๆ
53
4. การอภปิ ราย ตอบคาถาม
5. การสนทนา ตอบคาถาม
6. ทกั ษะกระบวนการกลมุ่
7. การทดลอง
8. การอธิบายสงิ่ ต่างๆ
9. ทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน
10. การแก้ปญั หาสถานการณจ์ าลอง
11. การแสดงบทบาทสมมุติ
12. การลงมอื ปฏิบตั ิจริง
13. การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทัง้ 5
14. การทากจิ กรรมร่วมรว่ มกบั ผ้อู ืน่
15. การนับจานวน เพิ่ม ลด
16. การเปรยี บเทยี บเวลา
17. การจาแนกเปรยี บเทยี บ
18. การเล่านทิ าน
19. การร้องเพลง ฯลฯ
กจิ กรรมสร้างสรรคแ์ ละกจิ กรรมเสรี
จุดมุ่งหมายของการจดั ศูนย์การเรยี นกจิ กรรมเสรี
ศนู ย์การเรยี นกิจกรรมเสรมี คี วามม่งุ หมายท่ีสาคัญโดยเฉพาะ ดังนี้
1. ให้เด็กได้รับประสบการณ์โดยตรง ด้วยการประกอบกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
และสนองความต้องการของเด็กทางการเล่นท่ีแฝงไว้เพ่ือการศึกษา
2. เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลอง คิดค้นคว้าและสร้างสรรค์ด้วยความสนุกและเพลิดเพลิน
แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเองโดยไมต่ ้องกงั วล
3. ฝึกทักษะการเตรียมความพร้อมด้านประสาทสัมพันธ์ทางตาและมือเกิดพัฒนาการ
ทางการตดั สินใจ การมเี หตผุ ล รู้ขนาด จานวนสีและรูปลกั ษณะ ทัง้ ช่วยฝกึ เชาว์ปัญญา อนั เป็นทางนา
หรอื เตรียมเดก็ ไปสู่การอ่านและการเขยี นในโอกาสตอ่ ไป
4. ฝึกเด็กให้ทางานเป็นกลุ่ม เรียนรู้สิทธิและหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนและเพื่อน
ภายในสังคมเล็กๆ และรับฟงั ความคิดเหน็ ของผ้อู ่ืน
5. ฝึกเด็กให้รู้จักประหยัดวัสดุการศึกษา ฝึกเด็กให้รู้จักการเล่นเคร่ืองเล่น การเก็บรักษา
อปุ กรณเ์ ครอื่ งเลน่ ใหอ้ ย่ใู นสภาพทีเ่ รียบร้อยและครบถว้ น
54
6. ให้เป็นวิธีการที่เด็กๆได้รับความรัก ความอบอุ่น การอบรมเล้ียงดู และการป้องกัน
ให้เกิดความปลอดภัยที่จะอย่รู ่วมกันในสถานศึกษาได้อยา่ งมีความสุข
7. ให้เป็นวิธีการช่วยส่งเสริมเด็กๆได้รับพัฒนาการทางอารมณ์จิตใจ ร่างกาย สติปัญญาและ
สงั คมครบถว้ น พรอ้ มในโอกาสเดียว
8. ให้เป็นวิธีการช่วยให้ครูทราบปัญหา ความคับข้องใจเด็กทาให้ครูสามารถหาวิธีช่วย
คล่ีคลายปัญหาแก่เด็กได้
9. เป็นวิธีการปูพื้นฐานประสบการณ์และความรู้ให้เด็กพร้อมท่ีจะศึกษาต่อในระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ ๑ ได้อย่างมีความสุข
10. ให้เป็นวิธีการช่วยให้ครูทราบความสนใจเป็นพิเศษของเด็ก และสามารถประเมินผล
พฒั นาการและพฤติกรรมของเด็กแตล่ ะคนได้ พร้อมที่จะรายงานผลลงในสมดุ ประจาตวั เดก็ และแต่ละคน
ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
11. ให้เป็นวิธีการชว่ ยให้ครูต่ืนตัวอยู่เสมอในการที่จะค้นควา้ หาความรูเ้ พ่ิมเติม สารวจแหล่ง
วัสดุอุปกรณ์ และคิดค้นสร้างสรรค์อุปกรณ์ใหม่ๆขึ้นเพื่อส่งเสริมความพร้อมให้แก่เด็กอย่างมี
ประสิทธิภาพมากยงิ่ ขึน้
12. ให้เป็นวิธีการช่วยลดการสูญเปล่าทางการศึกษา ให้ปัญหาเด็กเรียนซ้าช้ันประถมศึกษาปีท่ี
๑ ลดลง ซ่ึงในแผนการจัดประสบการณ์ได้เสนอแนะกิจกรรมไว้ทุกวันๆละ ๑๓ ศูนย์ โรงเรียนควรจัดอย่าง
น้อย ๖ ศนู ย์ และให้เดก็ ได้เรยี นร้ใู นแต่ละวันอย่างน้อยวนั ละ ๒ ศูนย์
กจิ กรรมกลางแจ้ง
จดุ มงุ่ หมายของการจดั กิจกรรมการเลน่ กลางแจ้ง
1. เพือ่ ให้เดก็ ได้แกกาลงั กายกลางแจง้ ซึง่ จะชว่ ยใหเ้ ด็กมสี ุขภาพดขี ึน้
2. เพอื่ พัฒนากลา้ มเนื้อใหญ่ กลา้ มเนือ้ เล็กและฝึกประสาทสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมือกบั ตา มือกับเท้า
3. เพื่อเป็นการพัฒนาทางรา่ งกาย อารมณ์ สังคม สติปญั ญาละจิตนาการของเดก็
ลกั ษณะการจัดกจิ กรรมกลางแจ้ง
1. การละเล่นพืน้ เมือง
2. เกมสต์ ่างๆ
3. การเลน่ บา้ นจาลอง
4. การเลน่ ทราย
5. การเล่นนา้
6. การเลน่ เครอ่ื งเล่นสนาม
7. การเดินทรงตัวบนกระดาน
8. การเดินตามแถว
9. การเดินถอยหลงั
55
10. การรบั - ส่งบอล
11. การขวา้ งบอลไกล
12. การเตะบอลเข้าประตู
13. การกลงิ้ บอลกระทบเป้า
14. การปาเปา้
15. การโหนตัว
บทบาทและหนา้ ที่ครูในการจัดกิจกรรม การเล่นกลางแจ้ง
การเล่นออกกาลังกายของเด็กๆ นั้นได้แก่ การว่ิง การกระโดด การม้วนหน้าม้วนหลัง การ
กลิ้ง การปีนป่าย การวิ่งแข่ง การลาก การเข็น เป็นต้น ในการเล่นน้ัน บางอย่างจาเป็นต้องมีส่ือ
ประกอบด้วย แต่บางอย่างไม่จาเป็นต้องมีส่ือก็ได้ แต่ครูจะต้องเตรียมตัวเพื่อขจัดกิจกรรมให้เด็ก
บทบาทหนา้ ทข่ี องครูทค่ี วรปฏบิ ัติในการจัดกจิ กรรมกลางแจง้ คือ
1. หากจะให้เดก็ เล่นเครื่องเลน่ สนาม ครูจะต้องทาการตรวจสอบเคร่ืองเล่นน้นั วา่ อยู่ในสภาพ
เรยี บรอ้ ยหรอื ไม่ หรือจะเป็นอันตรายต่อเดก็ หรือไม่
2. ครจู ะต้องแนะนาการเลน่ ทถ่ี ูกวิธี ปลอดภยั ให้เด็กทุกคร้ังจึงใหเ้ ลน่
3. ครูจะตอ้ งฝกึ ระเบียบวินัยให้เดก็ ทุกครงั้ ท่ีมีการเล่นกลางแจ้ง
4. ปล่อยใหเ้ ด็กเลน่ อยา่ งอสิ ระ โดยครคู อยดแู ลอยา่ งใกลช้ ิด
5. เม่อื เลกิ เล่นแล้ว เกบ็ สิ่งของเข้าท่ี และทาความสะอาดบรเิ วณทเี่ ล่นให้เรียนรอ้ ยทุกคร้ัง
6. ให้เดก็ ทาความสะอาดรา่ งกายพรอ้ มทั้งแตง่ กายใหเ้ รยี บรอ้ ยทกุ ครง้ั หลังจากเลิกเล่นกลางแจง้
เกมสก์ ารศึกษา
เกมส์การศกึ ษาเป็นเกมการเลน่ ท่ีฝึกการสังเกต พัฒนากระบวนการคิดและเกิดความคิดรวบยอด
เกมส์การศึกษามีกฎกติกาต่างๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ เกมส์การศึกษาที่
เหมาะสมสาหรับเดก็ ปฐมวยั เชน่ เกมส์การจับคสู่ ง่ิ ท่เี หมอื นกนั เกมการแยกประเภทจัดหมวดหมู่ เกมสก์ าร
เรียงลาดับ เกมสก์ ารสังเกตรายละเอียดของภาพ เกมส์การหาความสัมพันธ์ ฯลฯ เกมส์การศึกษาท่ีจัด
ให้เด็กเล่นควรเร่ิมจากง่ายไปหายากจากภาพไปสู่รูปทรงและสัญลักษณ์ซับซ้อนข้ึน เม่ือครูให้เด็กเล่น
เกมส์ใหม่ควรแนะนาวิธีการเล่นและเมื่อเล่นเสร็จครูควรตรวจสอบความถูกต้อง บางเกมส์เด็กอาจ
ตรวจสอบคาถามได้ดว้ ยตนเอง
เกมส์การศึกษาน้ีครูสามารถผลิตได้ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาหรือ
ประสบการณ์ที่ต้องการให้เด็กเรียนรู้ ควรเปิดโอกาสให้เด็กเล่นเกมส์การศึกษาเป็นรายบุคคลหรือ
กลุ่มย่อยทุกวัน โดยอาจจัดวางไว้ให้เด็กเลือกเล่นทบทวนตามความต้องการนอกเหนือจากเวลาที่
กาหนด
1. รู้จกั สงั เกต เปรยี บเทยี บและจาแนก
2. ส่งเสรมิ การคดิ หาเหตุผลและการตัดสินใจแก้ปัญหา
3. สง่ เสรมิ พัฒนากลา้ มเน้ือเลก็ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมอื กับตา
4. ส่งเสรมิ การเลน่ ร่วมกัน
56
ตวั อย่างเกมการศึกษา
เกมส์จับคู่ภาพหรือส่งิ ของสามารถแบ่งไดห้ ลายแบบ เช่น
- จบั คู่ที่เหมอื นกันทุกประการ
- จบั คภู่ าพกบั เงาของสงิ่ เดียวกนั
เกมสก์ ารแยกประเภท จัดหมดหมู่ (แฟนภาพเกมส์การแยกประเภท จดั หมวดหมู่)
เกมส์การเรียงลาดับ (แผ่นภาพเกมการเรยี งลาดับ)
เกมส์การสังเกตรายละเอียดของภาพ เช่น เกมส์การตัดต่อ (จานวนช้ิน ตามความ
เหมาะสมของวยั ผเู้ ล่น)
ตารางกจิ กรรมประจาวัน
• ช่วงเช้า 7.30 – 8.15 น. รับเดก็ เป็นรายบคุ คล
8.15 – 8.30 น. เคารพธงชาติ สวดมนต์
เวลา 8.30 – 8.40 น. สนทนาข่าว เหตกุ ารณ์
8.40 – 9.00 น. การเคล่อื นไหวและจงั หวะ
• ชว่ งบ่าย 9.00 – 10.00 น. กจิ กรรมสร้างสรรค์และกจิ กรรมเสรี
10.00 – 10.10 น. กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ (ในวงกลม)
เวลา 10.30 – 11.00 น. เล่นกลางแจง้
11.00 – 12.30 น. พกั รับประทานอาหาร แปรงฟนั
12.30 – 14.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
14.00 – 14.20 น. เกบ็ ทนี่ อน ล้างหน้า
14.30 – 14.45 น. เกมการศึกษา
14.45 – 15.00 น. สรปุ กจิ กรรมประจาวัน เตรียมงานในวนั รุ่งข้นึ
หมายเหตุ สามารถปรบั ได้ตามความเหมาะสม
57
การสร้างบรรยากาศการเรยี นรู้
การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา มีความสาคัญต่อเด็กเน่ืองจากธรรมชาติของเด็กในวัยน้ี
สนใจที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับส่ิงแวดล้อมรอบๆ ตัว ดังน้ัน การจัดเตรียม
ส่ิงแวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จึงมีความสาคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและ
การเรียนรู้ของเด็ก เด็กสามารถเรียนรู้จากการเล่นท่ีเป็น ประสบการณ์ตรงท่ีเกิดจากการรับรู้ด้วย
ประสาทสัมผัสท้ังห้าจึงจาเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพ และความ
ต้องการของหลักสตู ร เพ่อื สง่ ผลให้บรรลจุ ดุ หมายในการพฒั นาเด็ก
การจดั สภาพแวดลอ้ มคานงึ ถงึ สงิ่ ต่อไปน้ี
๑. ความสะอาด ความปลอดภัย
๒. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น
๓. ความสะดวกในการทากิจกรรม
๔. ความพร้อมของอาคารสถานท่ี เชน่ ห้องเรยี น หอ้ งนา้ หอ้ งส้วม สนามเดก็ เลน่ ฯลฯ
๕. ความเพียงพอเหมาะสมในเร่ืองขนาด นา้ หนกั จานวน สีของส่อื และเคร่อื งเล่น
๖. บรรยากาศในการเรยี นรู้ การจดั ทีเ่ ล่นและมุมประสบการณต์ า่ ง ๆ
สภาพแวดล้อมภายในห้องเรยี น
หลักสาคัญในการจัดต้องคานึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก
ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น ม่ันใจ และมีความสุข ซ่ึงอาจ
จดั แบ่งพื้นที่ให้เหมาะสมกับการประกอบกจิ กรรมตามหลักสตู ร ดังน้ี
๑. พืน้ ทอี่ านวยความสะดวกเพือ่ เด็กและผ้สู อน
๑.๑ ที่แสดงผลงานของเดก็ อาจจัดเปน็ แผ่นปา้ ย หรอื ท่ีแขวนผลงาน
๑.๒ ท่เี ก็บแฟ้มผลงานของเดก็ อาจจดั ทาเป็นกล่องหรือจดั ใสแ่ ฟ้มรายบุคคล
๑.๓ ท่ีเกบ็ เคร่ืองใช้สว่ นตัวของเดก็ อาจทาเป็นชอ่ งตามจานวนเดก็
๑.๔ ทเ่ี ก็บเครอื่ งใชข้ องผูส้ อน เช่น อุปกรณก์ ารสอน ของสว่ นตวั ผสู้ อน ฯลฯ
๑.๕ ปา้ ยนเิ ทศตามหนว่ ยการสอนหรือสิ่งทีเ่ ดก็ สนใจ
๒. พน้ื ท่ีปฏิบัติกิจกรรมและการเคล่ือนไหว ต้องกาหนดใหช้ ัดเจน ควรมีพ้ืนที่ท่ีเด็กสามารถ
จะทางานได้ด้วยตนเอง และทากิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคล่ือนไหวได้
อย่างอสิ ระจากกจิ กรรมหนึ่งไปยงั กิจกรรมหนึ่งโดยไมร่ บกวนผู้อ่นื
๓. พ้ืนที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมข้ึนอยู่กับสภาพ
ของห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบล็อกอยู่ห่างจากมุมหนังสือ มุม
บทบาทสมมติอยู่ติดกับมุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มุมศิลปะฯ ลฯ ท่ีสาคัญจะต้องมีของเล่น วัสดุ
อปุ กรณ์ในมุมอยา่ งเพียงพอต่อการเรียนรู้ของเดก็ การเล่นในมุมเล่นอยา่ งเสรี มักถูกกาหนดไวใ้ นตาราง
กิจกรรมประจาวัน เพ่ือให้โอกาสเด็กได้เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ ๖๐ นาทีการจัดมุมเล่นต่างๆ
ผู้สอนควรคานงึ ถงึ ส่งิ ต่อไปน้ี
58
๓.๑ ในหอ้ งเรียนควรมีมุมเล่นอยา่ งนอ้ ย ๓-๕ มมุ ทง้ั น้ีข้นึ อยู่กับพนื้ ทีข่ องหอ้ ง
๓.๒ ควรไดม้ ีการผลัดเปลี่ยนส่ือของเล่นตามมมุ บ้าง ตามความสนใจของเด็ก
๓.๓ ควรจดั ใหม้ ีประสบการณ์ท่เี ด็กได้เรยี นรู้ไปแล้วปรากฏอย่ใู นมมุ เล่น เชน่ เด็กเรียนรู้
เรื่องผีเส้ือ ผู้สอนอาจจัดให้มีการจาลองการเกิดผีเสื้อล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุม
วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
๓.๔ ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น ท้ังนี้เพ่ือจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็น
เจ้าของ อยากเรยี นรู้ อยากเขา้ เล่น
๓.๕ ควรเสริมสร้างวินัยให้กับเด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเม่ือเล่นเสร็จแล้วจะต้อง
จัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าทใี่ หเ้ รียบร้อย
สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน
คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในอาณาบริเวณรอบๆ สถานศึกษา รวมทั้งจัดสนามเด็กเล่น
พร้อมเครื่องเล่นสนาม จัดระวังรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณสถานศึกษาและบริเวณรอบนอก
สถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ความร่มร่ืนรอบๆ บริเวณสถานศึกษา สิ่งต่างๆ
เหล่านเ้ี ปน็ ส่วนหน่ึงที่สง่ ผลต่อการเรียนรู้และพฒั นาการของเด็ก
บรเิ วณสนามเด็กเล่น ตอ้ งจัดใหส้ อดคลอ้ งกบั หลักสตู ร ดังน้ี
สนามเด็กเลน่ มพี ืน้ ผวิ หลายประเภท เชน่ ดนิ ทราย หญ้า พื้นทส่ี าหรับเลน่ ของเล่น
ที่มีล้อ รวมท้ังท่ีร่ม ที่โล่งแจ้ง พื้นดินสาหรับขุด ที่เล่นน้า บ่อทราย พร้อมอุปกรณ์ประกอบการเล่น
เครอ่ื งเล่นสนามสาหรับปนี ป่าย ทรงตัว ฯลฯ ทั้งนต้ี อ้ งไม่ติดกับบริเวณท่มี ีอันตราย ต้องหมน่ั ตรวจตรา
เครอ่ื งเล่นใหอ้ ย่ใู นสภาพแขง็ แรง ปลอดภยั อยเู่ สมอ และหมั่นดูแลเรอ่ื งความสะอาด
ที่น่งั เล่นพกั ผ่อน จัดทีน่ ั่งไว้ใต้ต้นไม้มรี ่มเงา อาจใชก้ ิจกรรมกลุ่มย่อยๆ หรอื กิจกรรม
ทต่ี อ้ งการความสงบ หรอื อาจจัดเป็นลานนทิ รรศการให้ความรูแ้ กเ่ ด็กและผู้ปกครอง
บริเวณธรรมชาติ ปลกู ไมด้ อก ไมป้ ระดับ พชื ผกั สวนครัว หากบรเิ วณสถานศึกษา มไี ม่มากนัก
อาจปลูกพชื ในกระบะหรอื กระถาง
59
สื่อและแหล่งเรยี นรู้
ส่ือประกอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญา ควรมีสื่อท้ังท่ีเป็นประเภท ๒ มิติ และ/หรือ ๓ มิติ ท่ีเป็นส่ือของจริง ส่ือธรรมชาติ
ส่ือที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้อนวัฒนธรรม สื่อท่ีปลอดภัยต่อตัวเด็ก สื่อเพื่อพัฒนาเด็กในด้านต่างๆให้
ครบทุกด้านสื่อท่ีเอ้ือให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสท้ังห้า โดยการจัดการใช้ส่ือเร่ิมต้นจาก ส่ือของ
จริง ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง และ สัญลักษณ์ ท้ังน้ีการใช้สื่อต้องเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและความต้องการของเด็กท่ีหลากหลาย ตัวอย่างส่ือประกอบการ
จดั กจิ กรรม มีดังน้ี
กิจกรรมเสรี /การเลน่ ตามมุม
๑. มุมบทบาทสมมติ อาจจัดเปน็ มมุ เล่น ดงั น้ี
๑.๑ มุมบา้ น
ของเล่นเคร่ืองใชใ้ นครวั ขนาดเลก็ หรือของจาลอง เช่น เตา กระทะ ครก กาน้า
เขยี ง มีดพลาสติก หม้อ จาน ช้อน ถว้ ยชาม กะละมงั ฯลฯ
เครือ่ งเลน่ ตุ๊กตา เสอื้ ผ้าต๊กุ ตา เตยี ง เปลเด็ก ตุ๊กตา
เครื่องแต่งบา้ นจาลอง เชน่ ชุดรบั แขก โตะ๊ เคร่ืองแป้ง หมอนองิ กระจกขนาดเห็นเต็มตวั
หวี ตลับแป้ง ฯลฯ
เคร่ืองแต่งกายบุคคลอาชพี ต่าง ๆ ทใ่ี ชแ้ ล้ว เช่น ชุดเครอื่ งแบบทหาร ตารวจ
ชุดเส้ือผา้ ผู้ใหญช่ ายและหญงิ รองเท้า กระเป๋าถือที่ไมใ่ ชแ้ ลว้ ฯลฯ
โทรศัพท์ เตารดี จาลอง ทรี่ ีดผา้ จาลอง
ภาพถา่ ยและรายการอาหาร
๑.๒ มุมหมอ
เครอ่ื งเล่นจาลองแบบเครอ่ื งมือแพทย์และอุปกรณก์ ารรักษาผปู้ ่วย เช่น หฟู งั
เสือ้ คลุมหมอ ฯลฯ
อุปกรณส์ าหรบั เลียนแบบการบันทกึ ข้อมูลผ้ปู ว่ ย เช่น กระดาษ ดนิ สอ ฯลฯ
๑.๓ มุมร้านคา้
กล่องและขวดผลิตภัณฑต์ ่างๆ ที่ใชแ้ ลว้
อุปกรณ์ประกอบการเล่น เชน่ เคร่อื งคดิ เลข ลูกคิด ธนบัตรจาลอง ฯลฯ
๒. มุมบล็อก
ไม้บล็อกหรือแทง่ ไม้ที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน จานวนตงั้ แต่ ๕๐ ชิน้ ข้นึ ไป
ของเลน่ จาลอง เช่น รถยนต์ เครอ่ื งบิน รถไฟ คน สัตว์ ตน้ ไม้ ฯลฯ
ภาพถ่ายต่างๆ
ท่จี ดั เก็บไม้บล็อกหรือแทง่ ไม้อาจเป็นชนั้ ลังไม้หรือพลาสติก แยกตามรปู ทรง
ขนาด
60
๓. มุมหนังสอื
หนังสือภาพนทิ าน สมดุ ภาพ หนังสือภาพท่ีมีคาและประโยคสัน้ ๆ พรอ้ มภาพ
ชั้นหรอื ทวี่ างหนังสอื
อปุ กรณ์ตา่ งๆ ทใี่ ชใ้ นการสรา้ งบรรยากาศการอ่าน เชน่ เสอื่ พรม หมอน ฯลฯ
สมุดเซน็ ยืมหนังสือกลับบ้าน
อปุ กรณส์ าหรับการเขยี น
อปุ กรณ์เสริม เชน่ เครื่องเล่นเทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนงั สอื นทิ าน หฟู งั ฯลฯ
๔. มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติศึกษา
วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติ เชน่ เมลด็ พชื ตา่ งๆ เปลอื กหอย ดนิ หนิ แร่ ฯลฯ
เคร่อื งมือเคร่อื งใช้ในการสารวจ สงั เกต ทดลอง เช่น แว่นขยาย แม่เหลก็ เขม็ ทศิ
เครื่องชง่ั ฯลฯ
๕. มมุ อาเซียน
ธงของแตล่ ะประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน
คากล่าวทักทายของแตล่ ะประเทศ
ภาพการแต่งกายประจาชาตใิ นกลุ่มประเทศอาเซยี น
กจิ กรรมสรา้ งสรรค์
ควรมีวัสดุ อปุ กรณ์ ดังน้ี
๑. การวาดภาพและระบายสี
สเี ทยี นแทง่ ใหญ่ สไี ม้ สีชอลก์ สนี ้า
พูก่ นั ขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒ )
กระดาษ
เสือ้ คลุม หรอื ผา้ กนั เปื้อน
๒. การเลน่ กับสี
การเปา่ สี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สนี ้า
การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สนี า้
การพบั สี มี กระดาษ สีน้า พู่กนั
การเทสี มี กระดาษ สีนา้
การละเลงสี มี กระดาษ สีน้า แป้งเปยี ก
๓. การพิมพ์ภาพ
แม่พิมพต์ า่ ง ๆ จากของจรงิ เชน่ นิ้วมือ ใบไม้ ก้านกล้วย ฯลฯ
แมพ่ ิมพ์จากวัสดอุ น่ื ๆ เชน่ เชอื ก เส้นดา้ ย ตรายาง ฯลฯ
กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์ (สีนา้ สฝี นุ่ ฯลฯ)
61
๔. การปั้น เชน่ ดนิ นา้ มัน ดนิ เหนยี ว แปง้ โดว์ แผน่ รองปนั้ แม่พิมพร์ ปู ตา่ ง ๆ ไม้นวดแป้ง ฯลฯ
๕. การพบั ฉีก ตดั ปะ เชน่ กระดาษ หรอื วสั ดุอ่ืนๆที่จะใชพ้ บั ฉกี ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก
ปลายมน กาวน้าหรอื แป้งเปยี ก ผา้ เชด็ มอื ฯลฯ
๖. การประดษิ ฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่าง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม
กาว กรรไกร สี ผา้ เช็ดมือ ฯลฯ
๗. การรอ้ ย เชน่ ลกู ปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ
๘. การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว ฯลฯ
๙. การเลน่ พลาสตกิ สรา้ งสรรค์ พลาสตกิ ชิ้นเลก็ ๆ รปู ทรงตา่ งๆ ผเู้ ลน่ สามารถนามาต่อเป็น
รปู แบบตา่ ง ๆ ตามความต้องการ
๑๐. การสรา้ งรูป เช่น จากกระดานปกั หมุด จากแป้นตะปูท่ีใชห้ นังยางหรือเชือกผูกดึงให้เป็น
รปู ร่างต่างๆ
เกมการศึกษา
ตัวอยา่ งสอ่ื ประเภทเกมการศึกษา มีดังนี้
๑. เกมจับคู่
จับครู่ ปู ร่างท่ีเหมือนกนั
จบั คภู่ าพเงา
จับคู่ภาพที่ซ่อนอยใู่ นภาพหลัก
จับคู่สิ่งทม่ี คี วามสัมพนั ธ์กนั สงิ่ ท่ใี ช้คกู่ ัน
จับคู่ภาพสว่ นเตม็ กับสว่ นยอ่ ย
จบั คภู่ าพกับโครงร่าง
จับคภู่ าพช้นิ ส่วนที่หายไป
จับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดยี วกัน
จบั คู่ภาพทีซ่ ่อนกัน
จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกนั ข้าม
จับคู่ภาพทีส่ มมาตรกัน
จับคแู่ บบอปุ มาอปุ ไมย
จบั คู่แบบอนุกรม
๒. เกมภาพตดั ตอ่
ภาพตดั ต่อที่สมั พนั ธ์กบั หน่วยการเรยี นตา่ งๆ เช่น ผลไม้ ผัก ฯลฯ
๓. เกมจดั หมวดหมู่
ภาพสิง่ ตา่ งๆ ท่ีนามาจัดเป็นพวกๆ
ภาพเกี่ยวกบั ประเภทของใช้ในชวี ิตประจาวนั
ภาพจัดหมวดหม่ตู ามรูปร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต
๔. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน)
62
โดมโิ นภาพเหมอื น
โดมิโนภาพสมั พนั ธ์
๕. เกมเรียงลาดับ
เรียงลาดบั ภาพเหตกุ ารณต์ ่อเนอ่ื ง
เรยี งลาดบั ขนาด
๖. เกมศกึ ษารายละเอียดของภาพ (ล็อตโต)้
๗. เกมจับคแู่ บบตารางสัมพันธ์ (เมตรกิ เกม)
๘. เกมพืน้ ฐานการบวก
กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ /กิจกรรมในวงกลม
ตวั อย่างสอื่ มดี ังนี้
๑. สื่อของจรงิ ท่ีอย่ใู กล้ตัวและส่อื จากธรรมชาตหิ รือวัสดุท้องถน่ิ เช่น ตน้ ไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสื้อผ้า
ฯลฯ
๒. ส่อื ท่จี าลองขนึ้ เชน่ ลกู โลก ตุ๊กตาสตั ว์ ฯลฯ
๓. ส่อื ประเภทภาพ เชน่ ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนังสอื ภาพ ฯลฯ
๔. สือ่ เทคโนโลยี เชน่ วิทยุ เครือ่ งบนั ทึกเสยี ง เคร่ืองขยายเสียง โทรศพั ท์
กจิ กรรมกลางแจง้
ตัวอย่างสอื่ มีดังน้ี
๑. เคร่ืองเลน่ สนาม เชน่ เครื่องเลน่ สาหรบั ปีนป่าย เคร่ืองเล่นประเภทล้อเลอื่ น ฯลฯ
๒. ทเี่ ล่นทราย มที รายละเอียด เครือ่ งเล่นทราย เคร่ืองตวง ฯลฯ
๓. ท่เี ลน่ นา้ มภี าชนะใสน่ า้ หรอื อ่างนา้ วางบนขาต้ังที่มัน่ คง ความสูงพอทเ่ี ด็กจะยนื ได้พอดี
เสอ้ื คลมุ หรอื ผ้ากันเปื้อนพลาสติก อปุ กรณเ์ ลน่ น้า เชน่ ถ้วยตวง ขวดตา่ งๆ สายยาง กรวยกรอกน้า
ตุ๊กตายาง ฯลฯ
กจิ กรรมเคลอื่ นไหวและจงั หวะ ตัวอยา่ งส่อื มดี ังนี้
๑. เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉิง่ เหลก็ สามเหลย่ี ม กรับ รามะนา กลอง ฯลฯ อุปกรณ์
ประกอบการเคล่อื นไหว เช่น หนังสอื พมิ พ์ รบิ บนิ้ แถบผ้า หว่ ง
๒. หวาย ถุงทราย ฯลฯ
การเลอื กส่อื
๑. เลือกใหต้ รงกบั จดุ ม่งุ หมายและเรื่องท่สี อน
๒. เลอื กใหเ้ หมาะสมกบั วัยและความสามารถของเด็ก
๓. เลือกใหเ้ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มของท้องถ่นิ ท่ีเด็กอยหู่ รอื สถานภาพของสถานศึกษา
๔. มวี ิธกี ารใชง้ า่ ย และนาไปใชไ้ ด้หลายกิจกรรม
๕. มีความถูกต้องตามเนอื้ หาและทนั สมยั
๖. มคี ุณภาพดี เช่น ภาพชดั เจน ขนาดเหมาะสม ไม่ใช้สีสะทอ้ นแสง
63
๗. เลือกสอื่ ทเ่ี ด็กเข้าใจง่ายในเวลาส้ันๆ ไม่ซบั ซอ้ น
๘. เลือกสอ่ื ทส่ี ามารถสัมผสั ได้
๙. เลือกส่ือเพื่อใช้ฝึก และสง่ เสริมการคดิ เปน็ ทาเป็น และกล้าแสดงความคิดเหน็ ด้วยความม่ันใจ
การจัดหาส่ือ
๑. จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ เชน่ ศนู ย์สอ่ื ของสถานศกึ ษาของรฐั บาล หรือ
สถานศึกษาเอกชน ฯลฯ
๒. จัดซ้อื สอ่ื และเครอื่ งเลน่ โดยวางแผนการจัดซื้อตามลาดับความจาเปน็ เพื่อให้สอดคลอ้ งกับ
งบประมาณทีท่ างสถานศกึ ษาสามารถจดั สรรให้และสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์
๓. ผลติ สอื่ และเครื่องเลน่ ข้ึนใชเ้ องโดยใช้วสั ดุท่ีปลอดภัยและหาง่ายเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ท่มี อี ยู่ใน
ทอ้ งถ่ินน้ันๆ เชน่ กระดาษแขง็ จากลงั กระดาษ รูปภาพจากแผน่ ปา้ ยโฆษณา รปู ภาพจากหนงั สอื นิตยสาร
ตา่ งๆ เป็นต้น
ขน้ั ตอนการดาเนินการผลิตส่อื สาหรบั เดก็ มีดังนี้
๑. สารวจความต้องการของการใชส้ ่ือให้ตรงกับจุดประสงค์ สาระการเรยี นรู้และกจิ กรรมที่จดั
๒. วางแผนการผลิต โดยกาหนดจดุ มุง่ หมายและรปู แบบของสื่อให้เหมาะสมกบั วัยและ
ความสามารถของเด็ก
สอ่ื นนั้ จะต้องมีความคงทนแขง็ แรง ประณตี และสะดวกต่อการใช้
๓. ผลิตสอื่ ตามรูปแบบที่เตรยี มไว้
๔. นาส่ือไปทดลองใช้หลายๆ ครัง้ เพ่ือหาข้อดี ข้อเสยี จะไดป้ รับปรงุ แก้ไขใหด้ ยี ิง่ ข้ึน
๕. นาส่ือทปี่ รบั ปรุงแก้ไขแล้วไปใชจ้ ริง
การใช้สอื่
๑. การเตรยี มพรอ้ มก่อนใชส้ ่ือ มีขน้ั ตอน คอื
๑.๑ เตรียมตัวผสู้ อน
ผ้สู อนจะตอ้ งศึกษาจุดมุง่ หมายและวางแผนว่าจะจัดกจิ กรรมอะไรบ้าง
เตรียมจัดหาสอื่ และศึกษาวธิ ีการใชส้ ื่อ
จดั เตรียมส่อื และวสั ดอุ ื่นๆ ท่ีจะตอ้ งใชร้ ่วมกัน
ทดลองใชส้ อ่ื กอ่ นนาไปใชจ้ รงิ
๑.๒ เตรียมตวั เด็ก
ศึกษาความรู้พน้ื ฐานเดมิ ของเด็กใหส้ ัมพันธก์ ับเรือ่ งทีจ่ ะสอน
เร้าความสนใจเด็กโดยใช้สอ่ื ประกอบการเรยี นการสอน
ใหเ้ ดก็ มีความรบั ผิดชอบ ร้จู ักใชส้ อื่ อยา่ งสร้างสรรค์ ไมใ่ ช่ทาลาย
เลน่ แล้วเกบ็ ให้ถกู ที่
64
๑.๓ เตรยี มสือ่ ใหพ้ ร้อมกอ่ นนาไปใช้
จดั ลาดบั การใชส้ อ่ื วา่ จะใชอ้ ะไรกอ่ นหรอื หลัง เพือ่ ความสะดวกในการสอน
ตรวจสอบและเตรียมเครือ่ งมือให้พร้อมท่ีจะใช้ไดท้ ันที
เตรียมวสั ดุอปุ กรณท์ ใี่ ช้ร่วมกับสอ่ื
๒. การนาเสนอส่ือ เพ่ือให้บรรลุผลโดยเฉพาะใน กิจกรรมเสริมประสบการณ์ /
กิจกรรมวงกลม / กิจกรรมกลุ่มย่อย ควรปฏิบัติ ดงั น้ี
๒.๑ สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เดก็ ก่อนจัดกิจกรรมทุกครง้ั
๒.๒ ใชส้ ่ือตามลาดบั ขัน้ ของแผนการจดั กิจกรรมทก่ี าหนดไว้
๒.๓ ไมค่ วรใหเ้ ด็กเห็นสอื่ หลายๆ ชนดิ พร้อมๆ กัน เพราะจะทาให้เดก็ ไมส่ นใจกิจกรรมทสี่ อน
๒.๔ ผู้สอนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อที่ใช้กับเด็ก ผู้สอนไม่ควรยืน
หนั หลังใหเ้ ด็ก จะต้องพูดคุยกบั เด็กและสังเกตความสนใจของเดก็ พรอ้ มทง้ั สารวจข้อบกพรอ่ งของส่ือ
ทใี่ ช้ เพอ่ื นาไปปรับปรุงแกไ้ ขให้ดีขนึ้
๒.๕ เปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้ร่วมใช้ส่อื
ข้อควรระวังในการใชส้ อ่ื การเรียนการสอน
การใช้สอ่ื ในระดับปฐมวัยควรระวงั ในเรอ่ื ง ตอ่ ไปน้ี
๑. วสั ดทุ ่ใี ช้ ต้องไม่มพี ษิ ไม่หัก และแตกง่าย มีพน้ื ผวิ เรียบ ไม่เป็นเสย้ี น
๒. ขนาด ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกนิ ไป เพราะยากต่อการหยิบยก อาจจะตกลงมาเสียหาย
แตก เป็นอันตรายต่อเด็กหรือใช้ไม่สะดวก เช่น กรรไกรขนาดใหญ่ โต๊ะ เก้าอี้ท่ีใหญ่และสูงเกินไป
และไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป เด็กอาจจะนาไปอมหรือกลืนทาให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้ เช่น ลูกปัดเล็ก
ลูกแก้วเล็ก ฯลฯ
๓. รปู ทรง ไมเ่ ป็นรูปทรงแหลม รปู ทรงเหล่ยี ม เป็นสนั
๔. น้าหนัก ไม่ควรมีน้าหนักมาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหว อาจจะตกลงมาเป็นอันตราย
ต่อตวั เด็ก
๕. สอ่ื หลีกเลี่ยงสอื่ ท่เี ปน็ อันตรายต่อตัวเดก็ เชน่ สารเคมี วตั ถไุ วไฟ ฯลฯ
๖. สี หลีกเล่ยี งสีท่เี ปน็ อนั ตรายต่อสายตา เชน่ สสี ะท้อนแสง ฯลฯ
การประเมินการใช้สือ่
ควรพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ผู้สอน เด็ก และสื่อ เพ่ือจะได้ทราบว่าส่ือน้ัน
ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด จะได้นามาปรับปรุงการผลิตและการใช้ส่ือให้ดีย่ิงข้ึน โดยใช้วิธี
สงั เกต ดังนี้
๑. ส่อื นัน้ ชว่ ยให้เดก็ เกิดการเรยี นรู้เพยี งใด
๒. เดก็ ชอบส่อื นน้ั เพยี งใด
๓. ส่ือนั้นช่วยให้การสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ถูกต้องตามสาระการเรียนรู้และทันสมัย
หรือไม่
๔. สอ่ื นน้ั ช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพียงใด เพราะเหตใุ ด
65
การเกบ็ รกั ษา และซอ่ มแซมสือ่
การจัดเก็บสื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม ส่งเสริม
ความรับผิดชอบ ความมีน้าใจ ช่วยเหลือ ผู้สอนไม่ควรใช้การเก็บสื่อเป็นการลงโทษเด็ก โดย
ดาเนินการดงั น้ี
๑. เก็บส่ือใหเ้ ป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลกั ษณะประเภทของส่ือ สอื่ ทเี่ หมือนกนั จัดเก็บ
หรอื จัดวางไวด้ ว้ ยกัน
๒. วางสอื่ ในระดบั สายตาของเด็ก เพื่อให้เดก็ หยิบใช้ จัดเก็บได้ด้วยตนเอง
๓. ภาชนะทีจ่ ัดเกบ็ ส่ือควรโปร่งใส เพื่อให้เด็กมองเห็นส่ิงที่อย่ภู ายในได้ง่ายและควรมีมอื จับ
เพื่อใหส้ ะดวกในการขนยา้ ย
๔. ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีท่ีเป็นสัญลกั ษณ์แทนหมวดหมู่ ประเภทสื่อ เพื่อ
เด็กจะได้เก็บเข้าที่ได้ถูกต้อง การใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรขู้ องเด็ก สญั ลักษณ์ควร
ใช้สื่อของจริง ภาพถ่ายหรือสาเนา ภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบัตรคาติดคู่กับ
สญั ลักษณ์อยา่ งใดอย่างหนงึ่
๕. ตรวจสอบสอื่ หลงั จากทีใ่ ช้แล้วทกุ คร้งั ว่ามีสภาพสมบูรณ์ จานวนครบถว้ นหรือไม่
๖. ซอ่ มแซมสื่อชารดุ และทาเติมส่วนทขี่ าดหายไปใหค้ รบชุด
การพัฒนาสอ่ื
การพัฒนาส่ือเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยนั้น ก่อนอื่นควรได้สารวจข้อมูล
สภาพปัญหาตา่ งๆ ของส่อื ทุกประเภทท่ใี ช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปรับปรงุ แกไ้ ข เพ่ือจะได้ปรบั เปล่ยี น
ใหเ้ หมาะสมกับความตอ้ งการ
แนวทางการพัฒนาส่ือ ควรมลี กั ษณะเฉพาะ ดังน้ี
๑. ปรับปรุงส่ือให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัย
ของเด็ก
๒. รักษาความสะอาดของสือ่ ถ้าเป็นวัสดุท่ีลา้ งนา้ ได้ เมื่อใช้แล้วควรได้ล้างเช็ด หรือ ปัดฝุ่น
ให้สะอาด เก็บไว้เป็นหมวดหมู่ วางเป็นระเบยี บหยิบใช้งา่ ย
๓. ถ้าเป็นส่ือที่ผู้สอนผลิตข้ึนมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้ว ควรเขียนคู่มือประกอบการ
ใชส้ ่ือนั้น โดยบอกชื่อส่อื ประโยชน์และวธิ ีใช้ส่อื รวมทง้ั จานวนชิน้ ส่วนของส่ือในชุดน้ันและเกบ็ คู่มือไว้
ในซองหรือถงุ พร้อมสือ่ ทผ่ี ลติ
๔. พัฒนาสื่อท่ีสร้างสรรค์ ใชไ้ ด้เอนกประสงค์ คือ เป็นได้ทั้งสื่อเสริมพัฒนาการและเป็นของ
เลน่ สนุกสนานเพลดิ เพลนิ
66
แหล่งการเรียนรู้
โรงเรยี นเทศบาล ๔ (บา้ นทรายทอง) ได้แบง่ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ไดด้ งั น้ี
๑. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล ได้แก่ วิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่จัดหามาเพื่อให้
ความรู้ ความเขา้ ใจอยา่ งกระจา่ งแก่เดก็ โดยสอดคลอ้ งกับเนื้อหาสาระการเรียนร้ตู ่างๆ ได้แก่
- กานัน ผใู้ หญบ่ ้าน
- คณะกรรมการสถานศึกษา
- เจ้าหนา้ ทีส่ าธารณสุข
- พระสงฆ,์ อหิ ม่าม
- พอ่ คา้ – แมค่ า้
- เจ้าหน้าที่ตารวจ
- ผู้ปกครอง
- ช่างตดั ผม / ช่างเสรมิ สวย
- ครู
- ภารโรง
- ฯลฯ
๒. แหล่งเรียนร้ภู ายในชมุ ชน ได้แก่ แหลง่ ขอ้ มูลหรอื แหล่งวิทยาการต่างๆ ทีอ่ ยู่ในชุมชน
มคี วามสมั พนั ธก์ ับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีชว่ ยใหเ้ ดก็ สามารถเช่ือมโยงโลกภายใน และ
โลกภายนอก (inner world & outer world) ได้ และสอดคลอ้ งกบั วถิ ีการดาเนินชีวิตของเด็กปฐมวัย
ไดแ้ ก่
- หอ้ งสมุดโรงเรยี นเทศบาล ๔ (บ้านทรายทอง)
- หอ้ งสมุดประชาชนอาเภอสไุ หงโก-ลก
- หอ้ งสือ่ การจัดประสบการณ์ของโรงเรียนเทศบาล ๔
- วดั
- มสั ยดิ
- สถานตี ารวจ
- สานักงานเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
- โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก
ฯลฯ
๓. สถานท่ีสาคญั ต่างๆ ไดแ้ ก่ แหล่งความรสู้ าคัญต่างๆ ทีเ่ ด็กให้ความสนใจ ได้แก่
- สวนรนื่ อรณุ
- สนามกฬี ามหาราช
- สวนสิรินธร
- ปา่ พรุโต๊ะแดง
- วาเลนไทมพ์ ันธไุ์ ม้
- ฯลฯ
67
การประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเดก็ โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเป็นส่วนหน่งึ ของ
กิจกรรมปกติท่ีจัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนามาจัดทาสารนิทัศน์
หรือจัดทาข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการวบรวมผลงานสาหรับเด็กเป็น
รายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้แ ละมี
ความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งน้ี ให้นาข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาพิจารณา ปรับปรุงวางแผล
การจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจดุ หมายของหลักสูตรอย่างต่อเน่ือง
การประเมนิ พัฒนาการควรยดึ หลกั ดงั นี้
๑. วางแผนการประเมนิ พฒั นาการอยา่ งเป็นระบบ
๒. ประเมนิ พัฒนาการเดก็ ครบทุกดา้ น
๓. ประเมนิ พัฒนาการเด็กเปน็ รายบุคคลอย่างสม่าเสมอต่อเนื่องตลอดปี
๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวันด้วยเคร่ืองมือและวิธีการท่ี
หลากหลาย ไมค่ วรใช้แบบทดสอบ
๕. สรุปผลการประเมิน จดั ทาข้อมลู และนาผลการประเมนิ ไปใช้พัฒนาเดก็
สาหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การ
บันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมี
ระบบ
ประเภทของการประเมินพัฒนาการ
การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก ประกอบด้วย
๑) วัตถุประสงค์ (Obejetive) ซ่ึงตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
หมายถึง จดุ หมายซึ่งเปน็ มาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ ตวั บง่ ช้แี ละสภาพที่พึงประสงค์
๒) การจัดประสบการณการเรียนรู้ (Leanning) ซ่ึงเป็นกระบวนการได้มาของความรู้หรือ
ทักษะผ่านการกระทาสิ่งต่างๆ ท่ีสาคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกาหนดให้หรือท่ีเรียกว่า
ประสบการณ์สาคัญ ในการช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยต้องทาเพื่อเรียนรู้ส่ิง
ต่างๆ รอบตัว และชว่ ยแนะผูส้ อนในการสังเกต สนับสนุน และวางแผนการจดั กจิ กรรมใหเ้ ดก็ และ
๓) การประเมินผล (Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่
คาดหวงั ใหเ้ ดก็ เกดิ ขึ้นบนพ้ืนฐานพฒั นาการตามวยั หรอื ความสามารถตามธรรมชาตใิ นแต่ละระดับอายุ
เรียกว่า สภาพที่พึงประสงค์ ที่ใช้เป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นเป้าหมาย
และกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพเด็กท้ังน้ีประเภทของการประเมินพัฒนาการ อาจแบ่งได้เป็น
๒ ลักษณะ คอื
68
๑) แบ่งตามวตั ถุประสงคข์ องการประเมิน
การแบ่งตามวัตถปุ ระสงค์ของการประเมิน แบง่ ได้ ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑.๑) การประเมินความก้าวหน้าของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อ
พัฒนา (Formative Assessment) หรือการประเมินเพื่อเรียน (Assessment for Learning) เป็น
การประเมินระหว่างการจัดระสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรียนรู้
ของเด็กในระหว่างทากิจกรรมประจาวัน/กิจวัตรประจาวันปกติอย่างต่อเน่ือง บันทึก วิเคราะห์ แปล
ความหมายข้อมูลแล้วนามาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของเด็ก และการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอน การประเมินพัฒนาการกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของ
ผู้สอนจึงเป็นเรื่องท่ีสัมพันธ์กัน หากขาดส่ิงหน่ึงสิ่งใดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ก็ขาด
ประสิทธิภาพ เป็นการประเมินผลเพ่ือให้รู้จุดเด่น จดุ ท่ีควรส่งเสริม ผู้สอนต้องใช้วิธีการและเคร่ืองมือ
ประเมินพัฒนาการท่ีหลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึง
ความก้าวหน้าแตล่ ะดา้ นของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟ้มสะสมงาน เพ่ือให้ไดข้ ้อสรุปของประเด็นที่
กาหยด ส่ิงท่ีสาคัญที่สุดในการประเมินความก้าวหน้าคือ การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กในลักษณะ
การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ทาให้การเรียนรู้ของเด็กเพ่ิมพูน ปรับเปล่ียน
ความคดิ ความเขา้ ใจเดมิ ที่ไมถ่ ูกต้อง ตลอดจนการใหเ้ ด็กสามารถพฒั นาการเรยี นรูข้ องตนเองได้
๑.๒) การประเมินผลสรุป (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพ่ือตัดสินผล
พัฒนาการ (Summatie Assessment) หรือการประเมินสรุปผลของการเรียนรู้ (Assessment of
Learning) เป็นการประเมินสรุปพัฒนาการ เพ่ือตัดสินพัฒนาการของเด็กว่ามีความพร้อมตาม
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยหรือไม่ เพ่ือเป็นการเชื่อมต่อของ
การศกึ ษาระดับปฐมวัยกับช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑
ดังน้ัน ผู้สอนจึงควรให้ความสาคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียน
มากกวา่ การประเมนิ เพือ่ ตดั สนิ ผลพัฒนาการของเด็กเมื่อสิ้นภาคเรยี นหรอื ส้ินปกี ารศึกษา
๒) แบ่งตามระดับของการประเมนิ
การแบง่ ตามระดบั ของการประเมิน แบ่งได้เปน็ ๒ ประเภท
๒.๑) การประเมนิ พฒั นาการระดับช้นั เรียน เปน็ การประเมนิ พัฒนาการท่ีอยใู่ นกระบวนการ
จดั ประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนดาเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จากกิจกรรมหลัก/หน่วยการเรียนรู้( Unit) ที่ผู้สอนจัด
ประสบการณ์ให้กับเดก็ ผู้สอนประเมนิ ผลพัฒนาการตามสภาพท่ีพงึ ประสงค์และตัวบ่งช้ีทีก่ าหนดเป็น
เป้าหมายในแต่ละแผนการจัดประสบการณ์ของหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสังเกต การ
สนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานท่ีแสดงออกถึงความก้าวหน้า แต่ละด้านของเด็กเป็น
รายบุคคล การแสดงกริยาอาการต่างๆ ของเด็กตลอดเวลาท่ีจัดประสบการณ์เรียนรู้ เพื่อตรวจสอบ
และประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพท่ีพึงประสงค์ละตัวบ่งช้ี หรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพท่ีพึง
ประสงค์และตัวบ่งช้ีเพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ี ผู้สอนควรสรุปผล
การประเมินพัฒนาการว่า เด็กมีผลอันเกิดจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้หรือไม่ และมากน้อย
เพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือรวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการในกิจกรรมประจาวัน/
69
กิจวัตรประจาวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรือผลตามรูปแบบการประเมินพัฒนาการที่สถานศึกษากาหนด
เพ่ือนามาเป็นข้อมูลใช้ปรังปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นข้อมูลในการสรุปผลการ
ประเมินพฒั นาในระดบั สถานศกึ ษาตอ่ ไปอีกดว้ ย
๒.๒) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมิน
พัฒนาการของเดก็ เป็นรายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพือ่ ให้ได้ข้อมลู เก่ียวกับการจัดการศึกษาของเด็ก
ในระดบั ปฐมวัยของสถานศึกษาวา่ สง่ ผลตาการเรียนรขู้ องเด็กตามเป้าหมายหรอื ไม่ เดก็ มสี ิ่งท่ีต้องการ
ได้รับการพัฒนาในดา้ นใด รวมทั้งสามารถนาผลการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ในระดับสถานศึกษาไป
เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัดแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตาม
แผนการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพเด็กต่อผู้ปกครอง นาเสนอ
คณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพร่ต่อสาธรณชน ชุมชน หรือหน่วยงาน
ต้นสงั กดั หรือหน่วยงานตน้ สังกดั หน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้องต่อไป
อน่งึ สาหรบั การประเมนิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวัยในระดบั เขตพ้ืนที่การศกึ ษาหรือระดับประเทศ
นั้นหากเขตพื้นที่การศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการดาเนินงานในลักษณะของการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง
เด็กปฐมวัยเข้ารับการประเมินก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตาม
หลักการการประเมนิ พัฒนาการตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐
70
บทบาทหน้าท่ีของผูเ้ ก่ียวขอ้ งในการดาเนินงานประเมินพฒั นาการ
การดาเนนิ งานประเมินพัฒนาการของสถานศึกษานั้น ตอ้ งเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ กยี่ วข้องเขา้ มามี
ส่วนร่วมในการประเมินพัฒนาการและร่วมรับผดิ ชอบอย่างเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาแต่ละ
ขนาด ดังน้ี
ผปู้ ฏิบัติ บทบาทหน้าท่ีในการประเมนิ พัฒนาการ
ผูส้ อน
๑. ศกึ ษาหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย และแนวการปฏบิ ตั ิการประเมนิ
ผู้บริหาร พฒั นาการตามหลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั
สถานศึกษา ๒. วเิ คราะห์และวางแผนการประเมนิ พฒั นาการที่สอดคล้องกับหนว่ ยการ
เรียนรู้/กิจกรรมประจาวัน/กิจวตั รประจาวัน
พ่อ แม่ ผปู้ กครอง ๓. จัดประสบการณต์ ามหน่วยการเรยี นรู้ ประเมินพัฒนาการ และบนั ทึกผล
การประจาวนั /กิจวัตรประจาวัน
คณะกรรมการ ๔. รวบรวมผลการประเมนิ พัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมินเมื่อ
สถานศกึ ษาขัน้ สนิ้ ภาคเรียนและส้นิ ปีการศึกษา
พน้ื ฐาน ๕. สรุปผลการประเมนิ พฒั นาการระดบั ชั้นเรยี นลงในสมุดบันทึกผลการ
ประเมนิ พัฒนาการประจาชั้น
๖. จดั ทาสมุดรายงานประจาตวั นักเรียน
๗. เสนอผลการประเมินพฒั นาการต่อผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาลงนามอนุมัติ
๑.กาหนดผรู้ บั ผิดชอบงานประเมนิ พัฒนาการตามหลกั สตู ร และวางแนวทาง
ปฏบิ ตั ิการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั ตามหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย
๒. นิเทศ กากบั ตดิ ตามให้การดาเนินการประเมนิ พัฒนาการใหบ้ รรลุ
เป้าหมาย
๓. นาผลการประเมนิ พฒั นาการไปจดั ทารายงานผลการดาเนนิ งานกาหนด
นโยบายและวางแผนพัฒนาการจดั การศึกษาปฐมวัย
๑. ใหค้ วามรว่ มมอื กับผสู้ อนในการประเมินพฤติกรรมของเดก็ ท่สี ังเกตได้
จากท่บี า้ นเพื่อเป็นข้อมลู ประกอบการแปลผลทีเ่ ทย่ี งตรงของผู้สอน
๒. รบั ทราบผลการประเมินของเดก็ และสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับท่เี ป็น
ประโยชน์ในการส่งเสรมิ และพฒั นาเดก็ ในปกครองของตนเอง
๓. ร่วมกบั ผู้สอนในการจดั ประสบการณ์หรือเป็นวิทยากรท้องถน่ิ
๑. ใหค้ วามเห็นชอบและประกาศใช้หลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนว
ปฏิบตั ิในการประเมนิ พฒั นาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั
๒. รบั ทราบผลการประเมินพัฒนาการของเดก็ เพ่ือการประกันคณุ ภาพ
ภายใน
71
ผูป้ ฏบิ ัติ บทบาทหน้าที่ในการประเมนิ พัฒนาการ
สานกั การศึกษา ๑. ส่งเสริมการจดั ทาเอกสารหลักฐานวา่ ดว้ ยการประเมนิ พัฒนาการของเดก็
เทศบาล ปฐมวยั ของสถานศึกษา
๒. ส่งเสรมิ ให้ผู้สอนในสถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในแนวปฏบิ ตั ิการ
ประเมนิ พัฒนาการตามมาตรฐานคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ตามหลกั สตู ร
สถานศกึ ษาปฐมวยั ตลอดจนความเขา้ ใจในเทคนิควธิ ีการประเมินพัฒนาการ
ในรปู แบบต่างๆ โดยเนน้ การประเมนิ ตามสภาพจริง
๓. ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศกึ ษาพฒั นาเครอื่ งมือพฒั นาการตาม
มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัยและการ
จดั เกบ็ เอกสารหลักฐานการศึกษาอย่างเป็นระบบ
๔. ใหค้ าปรกึ ษา แนะนาเกี่ยวกับการประเมนิ พัฒนาการและการจัดทา
เอกสารหลกั ฐาน
๕. จัดให้มีการประเมนิ พฒั นาการเดก็ ที่ดาเนินการโดยเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
หรอื หนว่ ยงานต้นสงั กัดและใหค้ วามร่วมมือในการประเมนิ พฒั นาการ
ระดบั ประเทศ
72
แนวปฏิบตั กิ ารประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณ์ทุก
ข้นั ตอนโดยเริ่มตง้ั แต่การประเมินพฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤตกิ รรม
เด็กขณะปฏิบัติกิจรรม และการประเมินพฤติกรรมเด็กเม่ือส้ินสุดการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งน้ี พฤติกรรม
การเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กท่ีได้รับการประเมินนั้น ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่
ผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การประเมินพัฒนาการจึงเป็นเคร่ืองมือสาคัญท่ีจะช่วยให้การเรียนรู้
ของเดก็ บรรลุตามเปา้ หมายเพ่อื นาผลการประเมินไปปรับปรงุ พัฒนา การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้
และใช้เป็นข้อมูลสาหรับการพัฒนาเด็กต่อไป สถานศึกษาควรมีกระบวนการประเมินพัฒนาการและ
การจัดการอย่างเป็นระบบ สรุปผลการประเมินพัฒนาการท่ีตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะ
และพฤติกรรมท่ีแท้จริงของเด็ก สอดคล้องตามหลักการประเมินพัฒนาการ รวมทั้งสะท้อนการ
ดาเนินงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องแนวปฏิบัติการ
ประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ของสถานศกึ ษา มีดงั นี้
๑. หลักการสาคัญของการดาเนินการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรคานึงถึงหลักสาคัญของการดาเนินงานการประเมิน
พฒั นาการตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย สาหรับเดก็ ปฐมวัยอายุ ๓-๖ ปี ดังนี้
๑.๑ ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ท่ีเกี่ยวข้องมี
ส่วนร่วม
๑.๒ การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมนิ เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็ก
และสรปุ ผลการประเมินพฒั นาการของเด็ก
๑.๓ การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ ตวั บง่ ชี้ สภาพท่พี ึงประสงคแ์ ต่ละวยั ซึ่งกาหนดไวใ้ นหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวยั
๑.๔ การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้อง
ดาเนินการด้วยเทคนิควิธีการท่ีหลากหลาย เพ่ือให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้าน
สมดุลท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยต้ังอยู่บน
พืน้ ฐานของความเท่ียงตรง ยุตธิ รรมและเชือ่ ถอื ได้
๑.๕ การประเมนิ พฒั นาการพิจารณาจากพฒั นาการตามวยั ของเด็ก การสงั เกตพฤติกรรมการ
เรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสม
ของแต่ละระดบั อายุ และรูปแบบการจัดการศึกษา และตอ้ งดาเนินการประเมินอย่างต่อเนอ่ื ง
๑.๖ การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและ
ตรวจสอบผลการประเมนิ พฒั นาการ
73
๑.๗ สถานศึกษาควรจัดทาเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยใน
ระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัด
ประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมนพัฒนาการประจาช้ัน เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและ
รายงานผลพัฒนาการและสมดุ รายงานประจาตวั นกั เรียน เพอื่ เปน็ การสอ่ื สารข้อมูลการพัฒนาการเด็ก
ระหว่างสถานศึกษากบั บ้าน
๒. ขอบเขตของการประเมนิ พฒั นาการ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ได้กาหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัย
เป็นมาตรฐานคุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ ซึ่งถอื เปน็ คณุ ภาพลกั ษณะท่ีพึงประสงคท์ ตี่ ้องการให้เกิดขึ้นตัว
เด็กเม่ือจบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ถือ
เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับเด็กทุกคน ดังน้ัน สถานศึกษาและหน่วยงานที่เก่ียวข้องมีหน้าที่และความ
รับผิดชอบในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมาตรฐานที่พึงประสงค์กาหนด ถือเป็น
เคร่ืองมือสาคัญในการขับเคล่ือนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย แนวคิดดังกล่าวอยู่บนฐาน
ความเช่ือท่ีว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมได้ ขอบเขตของการประเมิน
พฒั นาการประกอบดว้ ย
๒.๑ สง่ิ ทจ่ี ะประเมนิ
๒.๒ วธิ ีและเคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการประเมิน
๒.๓ เกณฑ์การประเมนิ พฒั นาการ
๒.๑ ส่ิงท่ีจะประเมิน
การประเมินพัฒนาการสาหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี มีเป้าหมายสาคัญคือ มาตรฐานคุณลักษณะที่
พึงประสงค์จานวน ๑๒ ข้อ ดงั นี้
๑. พัฒนาการดา้ นร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๑ รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวัยและมสี ขุ นสิ ัยทีด่ ี
มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ
ประสานสมั พนั ธก์ ัน
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๓ มีสขุ ภาพจติ ดแี ละมีความสขุ
มาตรฐานท่ี ๔ ช่ืนชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอ่ื นไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจท่ีดงี าม
๓. พฒั นาการดา้ นสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๖ มีทกั ษะชวี ติ และปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเปน็ ไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของ
สงั คมในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
74
๔. พัฒนาการด้านสตปิ ญั ญา ประกอบดว้ ย ๔ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาส่ือสารได้เหมาะสมกบั วัย
มาตรฐานท่ี ๑๐ มคี วามสามารถในการคดิ ทเี่ ป็นพืน้ ฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรยี นรู้และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้
ได้เหมาะสมกบั วยั
ส่งิ ท่จี ะประเมนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวัยแต่ละด้าน มดี งั น้ี
ด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินการมีน้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามัย สุข
นิสัยที่ดี การรู้จักรักษาความปลอดภัย การเคล่ือนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกาลังกาย
และการใชม้ ืออย่างคลอ่ งแคลว่ ประสานสัมพันธ์กัน
ด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์
อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกท่ีดีตอ่ ตนเองและผู้อนื่ มคี วามรู้สกึ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ความสนใจ/ความสามารถ/และมีความสุขในการทางานศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว ความ
รับผิดชอบในการทางาน ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด ความเมตตากรุณา มีน้าใจและช่วยเหลือ
แบ่งปัน ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพยี ง
ด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลือตนเองในการ
ปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ท่ีเสี่ยงอันตราย การดูแล
รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย รักษาความเป็น
ไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ท่ีดีกับผู้อื่น การปฏิบัติ
ตนเบ้ืองต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมขุ
ด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่อง
ให้ผู้อื่นเข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
คิดเชิงเหตุผล คิดรวบยอด การเล่น/การทางานศิลปะ/การแสดงท่าทาง/เคล่ือนไหวตามจินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง การมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหา
ความรู้
๒.๒ วิธีการและเคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการประเมินพฒั นาการ
การประเมินพฒั นาการเด็กแต่ละครั้งควรใช้วธิ ีการประเมนิ อย่างหลากหลายเพื่อให้ได้ขอ้ มูลท่ี
สมบรู ณ์ทส่ี ุด วธิ กี ารทีเ่ หมาะสมและนิยมใชใ้ นการประเมนิ เดก็ ปฐมวยั มีด้วยกนั หลายวิธี ดังตอ่ ไปนี้
๑. การสังเกตและการบนั ทกึ การสังเกตมอี ยู่ ๒ แบบคือ การสังเกตอยา่ งมีระบบ ไดแ้ ก่ การ
สังเกตอย่างมจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และอีกแบบหน่ึงคือ การสังเกตแบบไม่เป็น
ทางการ เป็นการสังเกตในขณะท่ีเด็กทากิจกรรมประจาวนั และเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดวา่ จะเกิดข้ึน
และผู้สอนจดบันทึกไว้การสังเกตเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการ
สงั เกตก็ต้องมีการบนั ทึก ผู้สอนควรทราบว่าจะบันทึกอะไรการบนั ทึกพฤติกรรมมคี วามสาคญั อย่างยิ่ง
75
ที่ต้องทาอย่างสม่าเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องนามาบันทึก
เปน็ หลักฐานไว้อยา่ งชัดเจน การสังเกตและการบนั ทกึ พัฒนาการเด็กสามารถใชแ้ บบง่ายๆคือ
๑.๑ แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บนั ทึกเหตกุ ารณ์เฉพาะอยา่ งโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้
บนั ทึกตอ้ งบนั ทกึ วนั เดอื น ปเี กิดของเด็ก และวนั เดอื น ปี ทท่ี าการบนั ทึกแต่ละครงั้
๑.๒ การบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์หรือประสบการณ์ท่ี
เกดิ ขนึ้ ในช้ันเรียนทกุ วัน ถา้ หากบนั ทึกในรปู แบบของการบรรยายก็มกั จะเนน้ เฉพาะเด็กรายท่ีตอ้ งการ
ศึกษา ข้อดีของการบันทึกรายวนั คือ การช้ีให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเดก็ จะช่วยกระต้นุ ให้
ผสู้ อนได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคลช่วยให้ผู้เชียวชาญมีข้อมูลมากขน้ึ สาหรับวินจิ ฉยั เด็กว่า
สมควรจะไดร้ ับคาปรกึ ษาเพือ่ ลดปัญหาและส่งเสริมพัฒนาการของเดก็ ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนนั้ ยัง
ช่วยชใ้ี หเ้ หน็ ข้อเสยี ของการจัดกจิ กรรมและประสบการณ์ไดเ้ ป็นอย่างดี
๑.๓ แบบสารวจรายการ ชว่ ยให้สามารถวิเคราะหเ์ ดก็ แตล่ ะคนไดค้ ่อนขา้ งละเอยี ด
๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ท้ังเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมิน
ความสามารถในการแสดงความคิดเห็น และพัฒนาการดา้ นภาษาของเดก็ และบันทึกผลการสนทนาลง
ในแบบบันทึกพฤตกิ รรมหรอื บนั ทกึ รายวนั
๓. การสมั ภาษณ์ ด้วยวิธีพูดคุยกบั เด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสม
เพ่ือไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คาถามท่ีเหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและ
ตอบอย่างอิสระจะทาให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและ
คน้ พบศักยภาพในตัวเดก็ ได้โดยบันทกึ ข้อมลู ลงในแบบสมั ภาษณ์
การเตรียมการกอ่ นการสมั ภาษณ์ ผู้สอนควรปฏิบตั ิ ดงั นี้
- กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการสมั ภาษณ์
- กาหนดคาพูด/คาถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเป็นคาถามที่เด็กสามารถตอบโต้หลากหลาย
ไม่ผิด/ถูก
การปฏิบตั ขิ ณะสัมภาษณ์
- ผสู้ อนควรสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง
- ผู้สอนควรสร้างสภาพแวดลอ้ มทอ่ี บอุน่ ไม่เครง่ เครียด
- ผู้สอนควรเปิดโอกาสเวลาให้เด็กมีโอกาสคิดและตอบคาถามอย่างอสิ ระ
- ระยะเวลาสัมภาษณไ์ มค่ วรเกนิ ๑๐-๒๐ นาที
๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความกา้ วหน้าแต่ละด้านของเด็กเปน็ รายบุคคล โดย
จดั เก็บรวบรวมไวใ้ นแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเปน็ วิธรี วบรวมและจดั ระบบข้อมูลตา่ งๆ ทเี่ กี่ยวกบั ตัว
เด็กโดยใช้เคร่ืองมือต่างๆ รวบรวมเอาไว้อย่างมีจุดมุ่งหมายท่ีชัดเจน แสดงการเปล่ียนแปลงของ
พัฒนาการแต่ละด้าน นอกจากนี้ยังรวมเครื่องมืออื่นๆ เช่น แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกต
พฤตกิ รรม แบบบันทึกสุขภาพอนามัย ฯลฯ เอาไวใ้ นแฟ้มผลงาน เพ่ือผสู้ อนจะไดข้ ้อมูลเกย่ี วกับตัวเด็ก
อย่างชัดเจนและถูกต้อง การเก็บผลงานของเด็กจะไม่ถือว่าเป็นการประเมินผลถ้างานแต่ละช้ินถูก
รวบรวมไว้โดยไม่ได้รับการประเมินจากผู้สอนและไม่มีการนาผลมาปรับปรุงพัฒนาเด็กหรือปรับปรุง
การสอนของผู้สอน ดังนั้นจึงเป็นแต่การสะสมผลงานเท่าน้ัน เช่นแฟ้มผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะ
เป็นเพียงแค่แฟ้มผลงานทไ่ี มม่ ีการประเมิน แฟ้มผลงานนี้จะเปน็ เครือ่ งมือการประเมนิ ตอ่ เนื่องเมื่องาน
76
ท่ีสะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้า ความต้องการของเด็ก และเป็นการเก็บสะสม
อยา่ งตอ่ เน่ืองที่สร้างสรรคโ์ ดยผ้สู อนและเด็ก
ผู้สอนสามารถใช้แฟ้มผลงานอย่างมีคุณค่าส่ือสารกับผู้ปกครองเพราะการเก็บผลงานเด็ก
อยา่ งต่อเนือ่ งและสม่าเสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมลู ใหผ้ ู้ปกครองสามารถเปรียบเทยี บความก้าวหนา้ ที่
ลูกของตนมีเพ่ิมข้ึน จากผลงานชิ้นแรกกับชิ้นต่อๆ มาข้อมูลในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอย่าง
ผลงานการเขียดเขียน การอ่าน และข้อมูลบางประการของเด็กที่ผู้สอนเป็นผู้บันทึก เช่นจานวนเล่ม
ของหนังสือท่ีเด็กอ่าน ความถ่ีของการเลือกอ่านท่ีมุมหนังสือในช่วงเวลาเลือกเสรี การเปลี่ยนแปลง
อารมณ์ ทัศนคติ เป็นต้น ข้อมูลเหล่าน้ีจะสะท้อนภาพของความงอกงามในเด็กแตล่ ะคนได้ชัดเจนกว่า
การประเมินโดยการให้เกรด ผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบถึงท่ีมาของการเลือกชิ้นงานแต่ละ
ช้ินงานทสี่ ะสมในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นช้ินงานที่ดีที่สดุ ในช่วงระยะเวลาทีเ่ ลอื กช้ินงานน้ัน เป็นช้ินงาน
ที่แสดงความต่อเนื่องของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชิญผู้ปกครองมามีส่วนร่วมในการคัดสรร
ชนิ้ งานท่ีบรรจุลงในแฟ้มผลงานของเด็ก
๕. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวช้ีของการเจริญเติบโตในเด็กท่ีใช้ทั่วๆ ไป ได้แก่
นา้ หนัก ส่วนสูง เส้นรอบศรี ษะ ฟนั และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางประเมินการเจรญิ เตบิ โต
มีดังน้ี
๕.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งน้าหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วนาไป
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ปกติในกราฟแสดงน้าหนักตามเกณฑ์อายุกระทรวงสาธารณสุข ซ่ึงใช้สาหรับ
ติดตามการเจรญิ เติบโตโดยรวม วิธกี ารใช้กราฟมีขั้นตอน ดงั น้ี
เมื่อชั่งน้าหนักเด็กแล้ว นาน้าหนักมาจุดเคร่ืองหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการ
เจริญเติบโตของเด็ก โดยดูเคร่ืองหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสีใด อ่านข้อความบนแถบสีนั้น ซึ่งแบ่ง
ภาวะโภชนาการเป็น ๓ กลุ่มคือ น้าหนักท่ีอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้าหนักมากเกนเกณฑ์ น้าหนักน้อยกว่า
เกณฑ์ ข้อควรระวังสาหรับผู้ปกครองและผู้สอนคือ ควรดูแลน้าหนักเด็กอย่างให้แบ่งเบนออกจาก
เสน้ ประเมินมิเช่นนัน้ เด็กมีโอกาสน้าหนักมากเกินเกณฑ์หรือนา้ หนักนอ้ ยกวา่ เกณฑ์ได้
ขอ้ ควรคานึงในการประเมินการเจรญิ เติบโตของเด็ก
- เดก็ แตล่ ะคนมีความแตกต่างกนั ในด้านการเจริญเตบิ โต บางคนรูปร่างอ้วน บางคน
ช่วงครึ่งหลังของขวบปีแรก น้าหนักเด็กจะขึ้นช้า เน่ืองจากห่วงเล่นมากข้ึนและความอยากอาหาร
ลดลงรา่ งใหญ่ บางคนร่างเลก็
- ภาวะโภชนาการเป็นตัวสาคัญทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับขนาดของรูปร่าง แต่ไมใ่ ชส่ าเหตุเดียว
- กรรมพันธุ์ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ถ้าพ่อหรือแม่เต้ีย ลูกอาจ
เตย้ี และพวกนอ้ี าจมนี า้ หนักตา่ กวา่ เกณฑเ์ ฉล่ียได้และมกั จะเป็นเด็กทีท่ านอาหารได้นอ้ ย
๕.๒ การตรวจสุขภาพอนามัย เป็นตัวช้ีวัดคุณภาพของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาดส่ิง
ปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดาเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ซ่ึงจะประเมินสุขภาพ
อนามัย ๙ รายการคือ ผมและศรี ษะ หแู ละใบหู มอื และเล็บมือ เทา้ และเล็บเทา้ ปาก ลิ้นและฟัน จมูก
ตา ผวิ หนงั และใบหน้า และเส้อื ผา้
77
๒.๓ เกณฑก์ ารประเมินพัฒนาการ
การสร้างเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑ์หรือกาหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
ผสู้ อนควรให้ความสนใจในสว่ นท่เี กี่ยวข้อ ดงั น้ี
๑. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ เช่น จะสังเกตเด็กคนใดบ้างใน
แต่ละวัน กาหนดพฤติกรรมที่สังเกตให้ชัดเจน จัดทาตารางกาหนดการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล ราย
กลุ่ม ผู้สอนตอ้ งเลือกสรรพฤตกิ รรมทต่ี รงกับระดับพัฒนาการของเด็กคนนัน้ จรงิ ๆ
๒. ในกรณีท่ีห้องเรียนมีนักเรียนจานวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กท่ีทาได้ดีแล้ว
และเด็กที่ยังทาไมไ่ ด้ ส่วนเดก็ ปานกลางใหถ้ ือวา่ ทาไดไ้ ปตามกจิ กรรม
๓. ผ้สู อนตอ้ งสังเกตจากพฤติกรรม คาพูด การปฏบิ ัตติ ามขัน้ ตอนในระหว่างทางาน/กิจกรรม
และคุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่นามาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทางานหรือการปฏิบัติ
ตัวอยา่ งเช่น
๑) เวลาท่ีใช้ในการทากิจกรรม/ทางาน ถ้าเด็กไม่ชอบ ไม่ชานาญจะใช้เวลามาก มี
ทา่ ทางอิดออด ไม่กล้า ไม่เต็มใจทางาน
๒) ความต่อเนื่อง ถ้าเด็กยังมีการหยุดชะงัก ลังเล ทางานไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าเด็กยัง
ไม่ชานาญหรือยังไม่พรอ้ ม
๓) ความสัมพันธ์ ถ้าการทางาน/ปฏิบัติน้ันๆ มีความสัมพันธ์ต่อเน่ือง ไม่ราบร่ืน
ทา่ ทางมือและเทา้ ไม่สัมพนั ธก์ นั แสดงว่าเดก็ ยังไม่ชานาญหรือยังไม่พร้อม ทา่ ทแี่ สดงออกจงึ ไม่สง่างาม
๔) ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไม่ชื่นชม ก็จะทางานเพียงให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มี
ความภมู ใิ จในการทางาน ผลงานจงึ ไมป่ ระณีต
๒.๓.๑ ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการเดก็
การให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กท้ังในระดับชั้นเรียนและระดับ
สถานศึกษาควรกาหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการ
ประเมินพัฒนาการของเด็กที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์
หรือพฤติกรรมท่ีจะประเมิน เป็นระบบตัวเลข เช่น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือเป็นระบบที่ใช้คาสาคัญ
เชน่ ดี พอดี หรอื ควรสง่ เสริม ตามทีส่ ถานศกึ ษากาหนด ตัวอยา่ งเช่น
ระบบตวั เลข ระบบทีใ่ ช้คาสาคญั
๓ ดี
๒
๑ พอใช้
ควรส่งเสรมิ
78
สถานศกึ ษาอาจกาหนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน็ ๓ ระดบั ดงั นี้
ระดับคุณภาพ ระบบท่ีใช้คาสาคัญ
๑ หรือ ควรสง่ เสริม
เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ท้ังน้ี เนื่องจากเด็กยัง
๒ หรือ พอใช้ ไม่พร้อม ยังมนั่ ใจ และกลวั ไม่ปลอดภยั ผสู้ อนตอ้ งยัว่ ยุหรือแสดงใหเ้ ห็น
๓ หรือ ดี เป็นตัวอย่างหรอื ต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆ ให้เด็กทาทีละข้ันตอน พร้อม
ตอ้ งให้กาลงั ใจ
เด็กแสดงได้เอง แต่ยังไม่คล่อง เด็กกล้าทามากข้ึนผู้สอนกระตุ้นน้อยลง
ผู้สอนต้องคอยแก้ไขในบางคร้ัง หรือคอยให้กาลังใจให้เด็กฝึกปฏิบัติ
มากขึ้น
เด็กแสดงได้อยา่ งชานาญ คล่องแคล่ว และภมู ใิ จ เด็กจะแสดงได้เองโดย
ไม่ต้องกระตนุ้ มีความสัมพันธท์ ี่ดี
ตัวอย่างคาอธบิ ายคุณภาพ
พัฒนาการด้านร่างกาย : สขุ ภาพอนามัย พัฒนาการด้านร่างกาย : กระโดดเทา้ เดียว
ระดบั คุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ ระดบั คุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ
๑ หรอื ควรส่งเสริม สง่ เสริมความสะอาด ๑ หรอื ควร ทาได้แตไ่ ม่ถกู ต้อง
สง่ เสริม
๒ หรอื พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรือ พอใช้ ทาได้ถูกต้อง แต่ไม่
คลอ่ งแคล่ว
๓ หรือ ดี สะอาด ๓ หรือ ดี ทาได้ถูกต้อง และ
คล่องแคล่ว
พฒั นาการดา้ นอารมณ์ : ประหยดั
ระดับคุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรือ ควรส่งเสรมิ ใชส้ ่ิงของเครือ่ งใชเ้ กนิ ความจาเปน็
๒ หรอื พอใช้ ใช้สิ่งของเครอ่ื งใชอ้ ยา่ งประหยดั เปน็ บางคร้งั
๓ หรือ ดี ใช้สิง่ ของเคร่อื งใชอ้ ยา่ งประหยดั ตามความจาเป็นทุกครั้ง
พฒั นาการด้านสงั คม : ปฏิบตั ติ ามข้อตกลง
ระดับคุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรอื ควรสง่ เสรมิ ไมป่ ฏิบตั ิตามข้อตกลง
๒ หรอื พอใช้ ปฏบิ ัติตามขอ้ ตกลง โดยมผี ชู้ ้ีนาหรือกระตุน้
๓ หรือ ดี ปฏิบัติตามข้อตกลงไดด้ ้วยตนเอง
79
พัฒนาการด้านสตปิ ญั ญา : เขียนชอ่ื ตนเองตามแบบ
ระดบั คุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรือ ควรส่งเสรมิ เขยี นชื่อตนเองไมไ่ ด้ หรอื เขียนเป็นสัญลักษณท์ ีไ่ มเ่ ป็นตัวอกั ษร
๒ หรือ พอใช้ เขยี นชอื่ ตนเองได้ มอี กั ษรบางตวั กลับหวั กลบั ด้านหรอื สลับท่ี
๓ หรอื ดี เขยี นชื่อเองได้ ตัวอักษรไมก่ ลับหัว ไมก่ ลบั ด้านไม่สลบั ท่ี
๒.๓.๒ การสรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการเดก็
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กาหนดเวลาเรียนสาหรับเด็กปฐมวัยต่อปี
การศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศกึ ษาจึงควรบริหารจัดการเวลาท่ีได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ต่อการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและสมดุล ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเต็มศักยภาพ
ของแด็ก เพ่อื ใหก้ ารจัดประสบการณ์การเรยี นรมู้ ีประสิทธภิ าพ ผู้สอนตอ้ งตรวจสอบพฤตกิ รรมที่แสดง
พัฒนาการของเด็กต่อเนอื่ งมกี ารประเมนิ ซ้าพฤติกรรมน้นั ๆ อย่างนอ้ ย ๑ ครั้งต่อภาคเรียน เพื่อยนื ยัน
ความเช่ือมั่นของผลการประเมินพฤตกิ รรมน้ันๆ และนาผลไปเป็นข้อมูลในการสรุปการประเมินสภาพ
ที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละสภาพท่ีพึงประสงค์ นาไปสรุปการประเมินตัวบ่งชี้และมาตรฐาน
คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงคต์ ามลาดบั
อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมและ
สะดวกไม่ยุ่งยากสาหรับผู้สอน คือการใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพท่ีพึง
ประสงค์หรือตัวบ่งช้ีนิยมมากว่า ๑ ฐานนิยม ให้อยูใ่ นดุลยพินิจของสถานศึกษา กล่าวคือ เม่ือมีระดับ
คุณภาพซ้ามากกว่า ๑ ระดับ สถานศึกษาอาจตัดสินสรุปผลการประเมินพัฒนาการบนพ้ืนฐาน หลัก
พัฒนาการและการเตรียมความพร้อม หากเป็นภาคเรียนท่ี ๑ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐาน
นิยมที่มีระดับคุณภาพต่ากว่าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาเด็กให้พร้อมมากขึ้น หากเป็นภาคเรียนท่ี
๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมท่ีมีระดับคุณภาพสูงกว่าเพ่ือตัดสินและการส่งต่อเด็กใน
ระดับชนั้ ทสี่ งู ขึน้
๒.๓.๓ การเลอ่ื นชัน้ อนุบาลและเกณฑก์ ารจบการศกึ ษาระดบั ปฐมวยั
เมื่อสิ้นปีการศึกษา เด็กจะได้รับการเล่ือนชั้นโดยเด็กต้องได้รับการประเมินมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งต่อยอด
การพัฒนาให้กับเด็กในระดับสูงขึ้นต่อไป และเนื่องจากการศึกษาระดับอนุบาลเป็นการจัดการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐานท่ีไม่นับเป็นการศึกษาภาคบังคับ จึงไม่มีการกาหนดเกณฑ์การจบช้ันอนุบาล การเทียบโน
การเรียน และเกณฑ์การเรียนซ้าช้ัน และหากเด็กมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาต่อการเรียนรู้ในระดับที่
สงู ข้ึน สถานศึกษาอาจต้ังคณะกรรมการเพ่ือพิจารณาปัญหา และประสานกับหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องใน
การให้ความช่วยเหลือ เช่น เจา้ หนา้ ท่ีโรงพยาบาล นกั จติ วิทยา ฯลฯ เขา้ รว่ มดาเนินงานแก้ปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม ทักษะที่นาไปสู่ความพร้อมในการเรียนรู้ท่ีสามารถใช้เป็นรอยเชื่อมต่อระหว่าง
ช้นั อนบุ าลกับชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ ทีค่ วรพจิ ารณามีทักษะดงั นี้
80
๑. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้า ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บ
ของเข้าที่เม่ือเลน่ เสร็จและช่วยทาความสะอาด รูจ้ กั รอ้ งขอใหช้ ่วยเมอื่ จาเปน็
๒. ทักษะการใช้กล้ามเนอื้ ใหญ่ ได้แก่ ว่งิ ไดอ้ ยา่ งราบรื่น ว่ิงกา้ วกระโดดได้ กระด้วยสองขาพ้น
จากพืน้ ถือจบั ขว้าง กระดอนลูกบอลได้
๓. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ ใช้มือหยิบจับอุปกรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมี
แขน ขา และส่วนตา่ งๆของรา่ งกาย ตดั ตามรอยเสน้ และรปู ต่างๆ เขียนตามแบบอย่างได้
๔. ทักษะภาษาการรู้หนังสือ ไดแ้ ก่ พูดให้ผู้อืน่ เข้าใจได้ ฟังและปฏบิ ัติตามคาชี้แจงงง่ายๆ ฟัง
เร่ืองราวและคาคล้องจองต่างๆ อย่างสนใจ เข้าร่วมฟังสนทนาอภิปรายในเร่ืองต่างๆ รู้จักผลัดกันพูด
โต้ตอบ เล่าเรื่องและทบทวนเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่างๆ ตามลาดับเหตุการณ์เล่าเรื่องจาก
หนังสอื ภาพอย่างเปน็ เหตุเป็นผล อ่านหรือจดจาคาบางคาที่มีความหมายต่อตนเอง เขียนชื่อตนเองได้
เขยี นคาที่มคี วามหมายต่อตนเอง
๕. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปลี่ยนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจาภาพและวัสดุที่เหมือน
และต่างกันได้ ใช้คาใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคาถามเกี่ยวกับเร่ืองที่ฟัง
เปรียบเทียบจานวนของวตั ถุ ๒ กลุ่ม โดยใช้คา “มากกว่า” “นอ้ ยกว่า” “เทา่ กนั ” อธิบายเหตุการณ์/
เวลา ตามลาดับอย่างถูกตอ้ ง รจู้ ักเช่อื มโยงเวลากับกจิ วัตรประจาวัน
๖. ทักษะทางสงั คมและอารมณ์ ได้แก่ ปรับตัวตามสภาพการณ์ ใช้คาพูดเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง
น่ังได้นาน ๕-๑๐ นาที เพ่ือฟังเรื่องราวหรือทากิจกรรม ทางานจนสาเร็จ ร่วมมือกับคนอ่ืนและรู้จัก
ผลดั กันเล่น ควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อกงั วลหรอื ตืน่ เต้น หยุดเล่นและทาในสิง่ ที่ผ้ใู หญ่ตอ้ งการให้ทา
ได้ ภูมิใจในความสาเร็จของตนเอง
๓. การายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับทราบ
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็ก ซ่ึงสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดทา
เอกสารรายงานใหผ้ ู้ปกครองทราบเป็นระยะๆ หรอื อย่างน้อยภาคเรยี นละ ๑ คร้งั
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพที่แตกต่างไปตาม
พฤติกรรมที่แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ท้ัง ๑๒
ข้อ ตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย
๓.๑ จุดมุง่ หมายการรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
๑) เพื่อให้ผู้เก่ียวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข
สง่ เสริม และพัฒนาการเรยี นรูข้ องเดก็
๒) เพื่อให้ผู้สอนใช้เปน็ ข้อมูลในการวางแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้
๓) เพ่ือเป็นข้อมูลสาหรับสถานศึกษา เขตพนื้ ท่ีการศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้
ประกอบในการกาหนดนโยบายวางแผนในการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
81
๓.๒ ขอ้ มูลในการรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
๓.๒.๑ ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมิน
พัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาช้ัน และสมุด
รายงานประจาตัวนักเรียน และสารนิทัศน์ท่ีสะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสาหรับรายงานให้ผู้
มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน และผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า
ความสาเรจ็ ในการเรียนรู้ของเด็กเพื่อนาไปในการวางแผนกาหนดเป้าหมายและวธิ ีการในการพัฒนาเด็ก
๓.๒.๒ ขอ้ มูลระดบั สถานศึกษา ประกอบดว้ ย ผลการประเมนิ มาตรฐานคุณลักษณะ
ท่ีพึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อตามหลักสูตร เพ่ือใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัด
ประสบการณ์การเรียนการสอนและคุณภาพของเด็ก ใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์
และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูล โดยผู้มีหน้าท่ีรับผิดชอบแต่ละฝ่ายนาไป
ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กให้เกิดพัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม รวมทั้งนาไปจัดทาเอกสาร
หลกั ฐานแสดงพฒั นาการของผู้เรียน
๓.๒.๓ ข้อมูลระดับเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา ได้แก่ ผลการประเมนิ มาตรฐานคณุ ลักษณะ
ท่ีพึงประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพ่ือเป็นข้อมูลที่ศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้อง
ใช้วางแผนและดาเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
เพ่ือให้เกิดการยกระดบั คณุ ภาพเด็กและมาตรฐานการศกึ ษา
๓.๓ ลกั ษณะขอ้ มูลสาหรบั การรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลสาหรับการ
รายงานได้หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมิน
พฒั นาการโดยคานึงถึงประสิทธิภาพของการรายงานและการนาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของผู้รายงานแต่
ละฝ่ายลักษณะขอ้ มลู มรี ปู แบบ ดังน้ี
๓.๓.๑ รายงานเป็นตัวเลข หรือคาที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กท่ี
เกิดจากการประมวลผล สรุปตัดสินขอ้ มลู ผลการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ได้แก่
- ระดับผลการประเมนิ พัฒนาการมี ๓ ระดับ คือ ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมินคุณภาพ “ด”ี “พอใช้” และ “ควรสง่ เสริม”
๓.๓.๒ รายงานโดยใช้สถิติ เป็นรายงานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข หรือข้อความให้เป็น
ภาพแผนภูมิหรือเส้นพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีข้ึน หรือควร
ไดร้ ับการพฒั นาอยา่ งไร เมือ่ เวลาเปล่ียนแปลงไป
๓.๓.๓ รายงานเป็นข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกต
เพ่ือรายงานให้ทราบว่าผู้เก่ียวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤติกรรม
ตามคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ตามหลักสตู รอย่างไร เช่น
- เด็กรับลูกบอลที่กระดอนจากพื้นด้วยมือทั้ง ๒ ข้างได้โดยไม่ใช้ลาตัวช่วยและลูกบอล
ไมต่ กพ้นื
- เด็กแสดงสีหนา้ ทา่ ทางสนใจ และมคี วามสุขขณะทางานทกุ ชว่ งกจิ กรรม
- เด็กเลน่ และทางานคนเดยี วเปน็ สว่ นใหญ่
- เด็กจบั หนงั สือไมก่ ลบั หวั เปิด และทาท่าทางอา่ นหนงั สอื และเลา่ เร่ืองได้
82
๓.๔ เป้าหมายของการรายงาน
การดาเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมือ
ประสานงานกันพัฒนาเด็กทางตรงและทางอ้อม ให้มีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์โดยผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องควรได้รับการายงานผลการ
ประเมินพัฒนาการของเดก็ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลในการดาเนินงาน ดังนี้
กลุ่มเป้าหมาย การใชข้ อ้ มูล
ผสู้ อน -วางแผนและดาเนนิ การปรบั ปรุงแกไ้ ขและพฒั นาเดก็
-ปรบั ปรงุ แก้ไขและพฒั นาการจัดการเรียนรู้
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา -สง่ เสรมิ พัฒนากระบวนการจดั การเรียนรรู้ ะดบั ปฐมวยั ของสถานศึกษา
พอ่ แม่ และผปู้ กครอง -รบั ทราบผลการประเมินพฒั นาการของเด็ก
-ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก รวมท้ังการดูแลสุขภาพ
อนามัยร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และพฤตกิ รรมต่างๆ ของเดก็
คณะกรรมการ -พฒั นาแนวทางการจัดการศกึ ษาปฐมวัยสถานศกึ ษา
สถานศึกษาข้นั พนื้ ฐาน
สานักการศกึ ษาเทศบาล -ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขต
พน้ื ท่กี ารศกึ ษา นเิ ทศ กากบั ติดตาม ประเมนิ ผลและให้ความช่วยเหลือ
การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวัยของสถานศกึ ษาในสงั กดั
๓.๕ วิธกี ารรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการให้ผเู้ ก่ียวข้องรับทราบ สามารถดาเนนิ การ ได้ดังนี้
๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา
ข้อมลู จากแบบรายงาน สามารถใชอ้ า้ งองิ ตรวจสอบ และรับรองผลพฒั นาการของเดก็ เช่น
- แบบบนั ทกึ ผลการประเมินพัฒนาการประจาช้ัน
- แฟ้มสะสมงานของเด็กรายบุคคล
- สมดุ รายงานประจาตวั นักเรียน
- สมดุ บนั ทกึ สขุ ภาพเด็ก
ฯลฯ
๓.๕.๒ การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ สามารถ
รายงานไดห้ ลายวธิ ี เช่น
- รายงานคณุ ภาพการศึกษาปฐมวยั ประจาปี
- วารสาร/จลุ สารของสถานศกึ ษา
- จดหมายส่วนตัว
- การใหค้ าปรึกษา
- การใหพ้ บครูท่ปี รึกษาหรือการประชุมเครือขา่ ยผูป้ กครอง
- การใหข้ ้อมลู ทางอนิ เตอรเ์ น็ตผ่านเว็ปไซตข์ องสถานศึกษา
83
ภารกิจของผ้สู อนในการประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพน้ัน
เกดิ ข้ึนในห้องเรียนและระหว่างการจัดกิจกรรมประจาวนั และกิจวตั รประจาวนั ผู้สอนตอ้ งไมแ่ ยกการ
ประเมินพัฒนาการออกจากการจัดประสบการณ์ตามตารางประจาวัน ควรมีลักษณะการประเมิน
พัฒนาการในช้ันเรียน (Classroom Assessment) ซึ่งหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การ
บันทึกและรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน/กิจกรรมประจาวันตามสภาพจริง
(Authentic Assessment) ผู้สอนควรจัดทาข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็น
หลักฐานแสดงใหเ้ ห็นร่องรอยของการเจรญิ เติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวัย แลว้ นามา
วิเคราะห์ ตีความ บันทึกข้อมูลท่ีได้จากการประเมินพัฒนาการว่าเด็กรู้อะไร สามารถทาอะไรได้ และ
จะทาต่อไปอย่างไร ด้วยวิธีการและเครื่องมือท่ีหลากหลายทัง้ ที่เป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ ทัง้ นั้น
การดาเนินการดังกล่าวเกิดข้ึนตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน/กิจกรรมประจาวัน
และการจดั ประสบการณเ์ รียนรู้
ดงั นนั้ ข้อมูลที่เกิดจากการประเมนิ ท่ีมคี ุณภาพเท่านั้น จึงสามารถนาไปใช้ประโยชน์ ตรงตาม
เปา้ หมาย ผสู้ อนจาเป็นตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจอย่างถอ่ งแท้ในหลักการ แนวคดิ วธิ ดี าเนนิ งานในส่วน
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการจัดประสบการเรียนรู้ เพื่อสามารถนาไปใช้ในการวางแผนและ
ออกแบบการประเมินพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียน
ท่ีมีความถูกต้อง ยุติธรรม เช่ือถือได้ มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมตามจุดหมายของหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสาเร็จเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการดาเนินการจัด
การศึกษาปฐมวยั ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบตั กิ าร และผู้มสี ว่ นเกี่ยวข้องตอ่ ไป
๑. ขั้นตอนการประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั
การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนสาคัญๆคล้ายคลึงกับการ
ประเมินการศึกษาทั่วไป ขั้นตอนต่างๆ อาจปรับลด หรือเพ่ิมได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของ
สถานศึกษาและสอดคล้องกับการจัดประสบการณ์ หรืออาจสลับลาดับก่อนหลังได้บ้าง ข้ันการ
ประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั โดยสรปุ ควรมี ๖ ขน้ั ตอน ดังน้ี
ขั้นตอนท่ี ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพท่ีพึง
ประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค์ท่ีสัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็น
ประโยชน์ในการดาเนินงานการประเมินพัฒนาการอยา่ งเปน็ ระบบและครอบคลมุ ทัว่ ถึง
ข้ันตอนที่ ๒ การกาหนดสิ่งท่ีจะประเมินและวิธีการประเมิน ในข้ันตอนนี้สิ่งท่ีผู้สอนต้องทา
คือ การกาหนดการประเดน็ การประเมิน ไดแ้ ก่ สภาพท่ีพงึ ประสงคใ์ นแต่ละวยั ของเดก็ ท่เี กิดจากกาจัด
ประสบการณใ์ นแต่ละการจดั ประสบการณ์ มากาหนดเปน็ จดุ ประสงค์การเรียนรูข้ องหน่วยการเรยี นรู้
จุดประสงค์ย่อยของกิจกรรมตามตารางประจาวัน ๖ กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัด
ประสบการณ์ที่กาหนด ผู้สอนต้องวางแผนและออกแบบวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม
บางคร้ังอาจใชก้ ารสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิน้ งาน การพูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก เปน็ ต้น
ทงั้ นว้ี ธิ กี ารทีผ่ สู้ อนเลอื กใช้ต้องมีความหมายหลากหลาย หรอื มากวา่ ๒ วธิ กี าร
84
ขั้นตอนท่ี ๓ การสร้างเคร่ืองมือและเกณฑ์การประเมิน ในข้ันตอนน้ี ผู้สอนจะต้องกาหนด
เกณฑ์การ ประเมินพัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีจะประเมินในขั้นตอนท่ี ๒ อาจใช้แนว
ทางการกาหนดเกณฑ์ที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนท่ี ๒ เป็นเกณฑ์การประเมินแยกส่วนของแต่ละ
พฤติกรรมและเกณฑ์สรุปผลการ ประเมิน พร้อมกับจัดทาแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตาม
สภาพทพ่ี ึงประสงคข์ องแตล่ ะหน่วยการจดั ประสบการณน์ ั้นๆ
ขั้นตอนที่ ๔ การดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนออกแบบ/วางแผนและ
ทาการสังเกต พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการ
ประเมินผลงาน/ชิ้นงานของเด็ก อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ทั่วถึงครบ
ทุกคน สอดคล้องและตรงประเด็นการประเมินที่วางแผนไว้ในขั้นตอนที่ ๔ บันทึกลงในเครื่องมือท่ี
ผสู้ อนพัฒนาหรือจัดเตรียมไว้
การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัด
ประสบการณ์น้ัน ผ้สู อนเป็นผปู้ ระเมินเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม อาจให้ระดับคุณภาพ ๓ หรือ
๒ หรือ ๑ หรือให้คาสาคัญ ที่เป็นคณุ ภาพ เช่น ดี พอใช้ ควรสง่ เสรมิ ก็ได้ ทงั้ นีค้ วรเป็นระบบเดียวกัน
เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการ
ประเมินเพื่อความกา้ วหน้าไมค่ วรเปน็ การประเมินเพอ่ื ตัดสิ้นพฒั นาการเด็ก หากผลการประเมินพบว่า
เด็กอยู่ในระดับ ๑ พฤติกรรมหน่ึงพฤติกรรมใดผู้สอนต้องทาความเข้าใจว่าเด็กคนน้ันมีพัฒนาการเร็ว
หรือช้า ผู้สอนจะต้องจัดประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วยการจัดประสบการณ์ต่อไปอย่างไร ดังนั้น การ
เก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์ของผู้สอน จึงเป็น
การสะสมหรือรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก รายบุคคล หรือรายกลุ่มนั่นเอง
เมื่อผู้สอนจัดประสบการณ์ครบทุกหน่วยการจัดประสบการณ์ตามที่วิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปี
ของแต่ละภาคเรียน
ขั้นตอนที่ ๕ การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผล ในขั้นตอนน้ี ผู้สอนที่เป็นผู้ประเมิน ควร
ดาเนินการ ดงั นี้
๑) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเมื่อสิ้นสุดหน่วยการจัด
ประสบการณ์ ผู้สอนจะบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกต
พฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของหน่วยการจัดประสบการณ์หน่วยที ๑ จนถึงหน่วยสุดท้ายของ
ภาคเรียน
๒) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจาภาคเรียนหรือภาคเรียนท่ี ๒ เมื่อสิ้น
ปีการศึกษา ผู้สอนจะนาผลการประเมินพัฒนาการสะสมท่ีรวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรุปลง
ในสมดุ บนั ทกึ ผลประเมินพฒั นาการประจาชั้น และสรปุ ผลพฒั นาการรายด้านท้ังชน้ั เรียน
ขน้ั ตอนท่ี ๖ การสรุปรายงานผลและการนาข้อมูลไปใช้ เป็นขน้ั ตอนที่ผู้สอนซ่งึ เป็นครูประจา
ชั้นจะสรุปผลเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งช้ีรายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔
ด้าน เพ่ือนาเสนอผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติการตัดสิน และแจ้งคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
พร้อมกับครูประจาช้ันจะจัดทารายงานผลการประเมินประจาตัวนักเรียน นาข้อมูลไปใช้สรุปผลการ
ประเมินคณุ ภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเมื่อส้ินภาคเรียนที่ ๒ หรือเมื่อ
ส้ินปกี ารศึกษา
85
การบรหิ ารจัดการหลกั สูตร
การนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพตามจุดหมายของ หลักสูตร
ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหลักสูตรในระบบสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้สอน พ่อแม่ หรือ
ผปู้ กครอง และชุมชน มีบทบาทสาคญั ยิ่งตอ่ การพฒั นาคุณภาพของเด็ก
๑. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาปฐมวยั
การจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยในระบบสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
ผบู้ ริหารสถานศึกษาควรมบี ทบาท ดังน้ี
๑.๑ ศึกษาทาความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและมีวิสัยทัศน์ด้านการจัด
การศึกษาปฐมวัย
๑.๒ คัดเลือกบุคลากรที่ทางานกับเด็ก เช่น ผู้สอน พ่ีเลี้ยง อย่างเหมาะสม โดย
คานึงถึงคุณสมบตั หิ ลักของบคุ ลากร ดงั นี้
๑.๒.๑ มีวุฒิทางการศึกษาด้านการอนุบาลศึกษา การศึกษาปฐมวัย หรือผ่าน
การอบรมเกี่ยวกบั การจัดการศึกษาปฐมวยั
๑.๒.๒ มคี วามรกั เด็ก จิตใจดี มอี ารมณ์ขนั และใจเย็น ให้ ความเป็นกันเองกับ
เด็กอยา่ งเสมอภาค
๑.๒.๓ มีบคุ ลกิ ของความเป็นผู้สอน เขา้ ใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กตามวัย
๑.๒.๔ พูดจาสภุ าพเรียบรอ้ ย ชัดเจนเป็นแบบอยา่ งได้
๑.๒.๕ มีความเปน็ ระเบียบ สะอาด และร้จู กั ประหยัด
๑.๒.๖ มคี วามอดทน ขยนั ซ่อื สตั ยใ์ นการปฏบิ ัติงานในหน้าทแ่ี ละ ก า ร ป ฏิ บั ติ
ต่อเดก็
๑.๒.๗ มีอารมณ์ร่วมกับเด็ก รู้จักรับฟัง พิจารณาเรื่องราวปัญหาต่างๆ ของเด็ก
และตดั สินปญั หาตา่ งๆอยา่ งมีเหตุผลดว้ ยความ เปน็ ธรรม
๑.๒.๘ มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ สมบรู ณ์
๑.๓ ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กได้เข้าเรียนอย่างท่ัวถึง และเสมอ
ภาค และปฏบิ ัติการรับเดก็ ตามเกณฑ์ที่กาหนด
๑.๔ ส่งเสริมให้ผสู้ อนและผู้ทปี่ ฏิบตั ิงานกับเดก็ พฒั นาตนเองมคี วามรู้ก้าวหนา้ อยเู่ สมอ
๑.๕ เป็นผู้นาในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาโดยร่วมให้ความเห็นชอบ กาหนด
วสิ ัยทศั น์ และคุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ของเด็กทุกช่วงอายุ
๑.๖ สร้างความร่วมมือและประสานกับบุคลากรทุกฝ่ายในการจัดทาหลักสูตร
สถานศกึ ษา
๑.๗ จัดใหม้ ีขอ้ มลู สารสนเทศเกย่ี วกับตัวเด็ก งานวชิ าการหลักสตู ร อย่างเป็นระบบ
และมีการประชาสมั พนั ธห์ ลกั สตู รสถานศกึ ษา
๑.๘ สนบั สนนุ การจัดสภาพแวดล้อมตลอดจนส่ือ วัสดุ อปุ กรณท์ ่เี อ้ืออานวยต่อ
การเรยี นรู้
86
๑.๙ นิเทศ กากับ ติดตามการใช้หลักสูตร โดยจัดให้มีระบบนิเทศภายในอย่างมี
ระบบ
๑.๑๐ กากับติดตามให้มีการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาและนาผลจากการ
ประเมนิ ไปใชใ้ นการพัฒนาคณุ ภาพเด็ก
๑.๑๑ กากับ ติดตาม ให้มีการประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ เพื่อนาผลจากการ
ประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาสาระของหลักสูตรของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ
เด็ก บริบทสงั คมและให้มีความทนั สมัย
๒. บทบาทผู้สอนปฐมวัย
การพัฒนาคุณภาพเด็กโดยถือว่าเด็กมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา
ต้องส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ สอดคล้องกับพัฒนาการและเต็มตามศักยภาพ
ดังน้ัน ผู้สอนจึงมีบทบาทสาคัญย่ิงที่จะทาให้กระบวนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวบรรลุผลอย่างมี
ประสิทธิภาพ ผู้สอนจึงควรมบี ทบาท / หนา้ ท่ี ดงั น้ี
๒.๑ บทบาทในฐานะผูเ้ สริมสรา้ งการเรยี นรู้
๒.๑.๑ จัดประสบการณ์การเรียนรู้สาหรับเด็กท่ีเด็กกาหนดข้ึนด้วยตัวเด็ก
เองและผ้สู อนกับเดก็ รว่ มกนั กาหนด โดยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กใหค้ รอบคลมุ ทกุ ดา้ น
๒.๑.๒ ส่งเสริมให้เด็กใช้ข้อมูลแวดล้อม ศักยภาพของตัวเด็ก และหลักทาง
วชิ าการในการผลิตกระทา หรอื หาคาตอบในส่งิ ทเ่ี ดก็ เรยี นรอู้ ยา่ งมเี หตผุ ล
๒.๑.๓ กระตุน้ ให้เด็กร่วมคิด แกป้ ัญหา ค้นคว้าหาคาตอบดว้ ยตนเองด้วย
วธิ กี ารศกึ ษาที่นาไปสู่การใฝร่ ู้ และพัฒนาตนเอง
๒.๑.๔ จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศการเรียนที่สร้างเสริมให้เด็ก
ทากิจกรรมได้เตม็ ศักยภาพและความแตกตา่ งของเดก็ แต่ละบุคคล
๒.๑.๕ สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ในการ
จดั การเรียนรู้ และกิจกรรมตา่ งๆอย่างสมา่ เสมอ
๒.๑.๖ ใช้กิจกรรมการเล่นเป็นสื่อการเรียนรู้สาหรับเด็กให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
๒.๑.๗ ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและเด็กในการดาเนินกิจกรรมการ
เรียนการสอนอยา่ งสมา่ เสมอ
๒.๑.๘ จัดการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริงและนาผล
การประเมินมาปรบั ปรงุ พัฒนาคุณภาพเด็กเต็มศักยภาพ
๒.๒ บทบาทในฐานะผดู้ แู ลเด็ก
๒.๒.๑ สังเกตและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สงั คม และ สติปัญญา
๒.๒.๒ ฝึกใหเ้ ด็กชว่ ยเหลือตนเองในชีวติ ประจาวนั
๒.๒.๓ ฝึกให้เดก็ มคี วามเชื่อมน่ั มีความภูมใิ จในตนเองและกลา้ แสดงออก
๒.๒.๔ ฝึกการเรยี นรู้หนา้ ท่ี ความมวี นิ ัย และการมนี สิ ัยทีด่ ี
87
๒.๒.๕ จาแนกพฤติกรรมเด็กและสร้างเสริมลักษณะนิสัยและแก้ปัญหา
เฉพาะบุคคล
๒.๒.๖ ประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา บ้าน และชุมชน เพ่ือให้
เด็กได้พฒั นาเตม็ ตามศักยภาพและมีมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์
๒.๓ บทบาทในฐานะนักพฒั นาเทคโนโลยีการสอน
๒.๓.๑ นานวัตกรรม เทคโนโลยีทางการสอนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ
สภาพบรบิ ทสังคม ชมุ ชน และท้องถิ่น
๒.๓.๒ ใช้เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ในชุมชนในการเสริมสร้างการเรียนรู้
ให้แกเ่ ดก็
๒.๓.๓ จัดทาวิจัยในชั้นเรียน เพ่ือนาไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร /
กระบวนการเรียนรู้ และพฒั นาสอื่ การเรียนรู้
๒.๓.๔ พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีคุณลักษณะของผู้ใฝ่รู้มี
วสิ ยั ทศั นแ์ ละทันสมัยทันเหตุการณใ์ นยุคของข้อมูลขา่ วสาร
๒.๔ บทบาทในฐานะผ้บู ริหารหลักสูตร
๒.๔.๑ ทาหนา้ ท่ีวางแผนกาหนดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ การจัดกจิ กรรม
การเรียนรู้ การประเมินผลการเรยี นรู้
๒.๔.๒ จัดทาแผนการจัดประสบการณท์ ่ีเนน้ เด็กเป็นสาคัญ ให้เดก็ มอี ิสระ
ในการเรียนรูท้ งั้ กายและใจ เปิดโอกาสให้เดก็ เล่น/ทางาน และเรยี นรู้ท้ังรายบคุ คลและเป็นกลุ่ม
๒.๔.๓ ประเมินผลการใช้หลักสูตร เพื่อนาผลการประเมินมาปรับปรุง
พัฒนาหลกั สูตรใหท้ นั สมยั สอดคล้องกบั ความต้องการของ ผูเ้ รียน ชมุ ชน และท้องถิ่น
๓. บทบาทของพอ่ แม่หรอื ผปู้ กครองเด็กปฐมวยั
การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาที่จัดให้แก่เด็กท่ีผู้สอนและพ่อแม่หรือ
ผปู้ กครองต้องสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อความเขา้ ใจตรงกันและพร้อมร่วมมือกันในการจัดการศึกษา
ใหก้ ับเดก็ ดงั นัน้ พอ่ แมห่ รือผูป้ กครองควรมีบทบาทหนา้ ที่ ดงั นี้
๓.๑ มีส่วนรว่ มในการกาหนดแผนพัฒนาสถานศกึ ษาและให้ความเหน็ ชอบ กาหนด
แผนการเรยี นร้ขู องเด็กร่วมกับผู้สอนและเดก็
๓.๒ ส่งเสริมสนบั สนุนกิจกรรมของสถานศึกษา และกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
เดก็ ตามศกั ยภาพ
๓.๓ เป็นเครือขา่ ยการเรียนรู้ จดั บรรยากาศภายในบ้านให้เอื้อตอ่ การเรยี นรู้
๓.๔ สนบั สนนุ ทรพั ยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและจาเปน็
๓.๕ อบรมเล้ียงดู เอาใจใส่ให้ความรัก ความอบอุ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และ
พฒั นาการดา้ นต่าง ๆ ของเด็ก
๓.๖ ป้องกนั และแก้ไขปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ตลอดจนส่งเสริมคุณลกั ษณะ
ทพี่ งึ ประสงค์ โดยประสานความร่วมมอื กับผู้สอน ผ้เู ก่ียวขอ้ ง
88
๓.๗ เป็นแบบอย่างท่ีดีท้ังในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และมี
คณุ ธรรมนาไปสกู่ ารพัฒนาให้เปน็ สถาบันแหง่ การเรียนรู้
๓.๘ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กและในการประเมินการจัด
การศกึ ษาของสถานศกึ ษา
๔. บทบาทของชมุ ชน
การปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กาหนดให้
ชุมชนมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อ ร่วมกัน
พัฒนาผู้เรียนตามศกั ยภาพ ดงั นนั้ ชุมชนจงึ มีบทบาทในการจดั การศึกษาปฐมวัย ดงั น้ี
๔.๑ มีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา
สมาคม / ชมรมผู้ปกครอง
๔.๒ มีส่วนร่วมในการจัดทาแผนพัฒนาสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการ
ดาเนินการของสถานศึกษา
๔.๓ เป็นศูนย์การเรยี นรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ ให้เด็กได้เรยี นร้แู ละมีประสบการณ์
จากสถานการณ์จรงิ
๔.๔ ใหก้ ารสนบั สนนุ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ของสถานศกึ ษา
๔.๕ ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอก
และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพ่ือเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทุกด้าน รวมทั้งสืบสานจารีตประเพณี
ศลิ ปวฒั นธรรมของทอ้ งถิน่ และของชาติ
๔.๖ ประสานงานกับองค์กรท้ังภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่ง
วทิ ยาการของชมุ ชน และมสี ว่ นในการพฒั นาชมุ ชนและทอ้ งถ่ิน
๔.๗ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ทาหนา้ ท่ีเสนอแนะในการพฒั นาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
89
การจัดการศกึ ษาระดบั ปฐมวยั ( เดก็ อายุ ๓ – ๖ ปี ) สาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
การจัดการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสามารถนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปปรับ
ใช้ได้ท้ังในส่วนของโคตรสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ และการประเมิน
พฒั นาการให้เหมาะสมกบั สภาพบรบิ ท ความต้องการ และศกั ยภาพของเด็กแต่ละประเภทเพื่อพัฒนา
ให้เด็กมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกาหนดโดย
ดาเนนิ การดังน้ี
๑. เป้าหมายคุณภาพเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้กาหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ และสาระการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ในการ
พัฒนาเด็ก สถานศึกษาหรือผู้จัดการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ สามารถเลือกหรือปรับใช้ ตัว
บ่งช้ีและสภาพท่ีพึงประสงค์ในการพัฒนาเด็ก เพ่ือนาไปทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแต่ยัง
คงไวซ้ งึ่ คุณภาพพฒั นาการของเด็กท้งั ด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญั ญา
๒. การประเมินพัฒนาการ จะต้องคานึงถึงปัจจัยความแตกต่างของเด็ก อาทิ เด็กที่พิการอาจ
ต้องมีการปรับการประเมินพัฒนาการที่เอื้อต่อสภาพเด็ก ทั้งวิธีการเคร่ืองมือที่ใช้ หรือกลุ่มเด็กที่มี
จดุ เน้นเฉพาะด้าน
การเชือ่ มตอ่ ของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กับระดับประถมศึกษาปีที่ ๑
การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีท่ี ๑ มีความสาคัญอย่างย่ิง
บุคลากรทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจต่อการช่วยลดช่องว่างของความไม่เข้าใจในการจัดการศึกษาทั้ง
สองระดับ ซ่ึงจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน ตัวเด็ก ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคลากรทาง
การศึกษาอื่นๆทั้งระบบ การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ ๑ จะ
ประสบผลสาเร็จไดต้ ้องดาเนนิ การดังตอ่ ไปนี้
๑. ผู้บริหารสถานศกึ ษา
ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสาคัญท่ีมีบทบาทเป็นผู้นาในการเชื่อมต่อโดยเฉพาะระหว่าง
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในช่วงอายุ ๓ – ๖ ปี กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยต้องศึกษาหลักสูตรท้ังสองระดบั เพ่ือทาความเข้าใจ จัดระบบการบริหารงาน
ดา้ นวิชาการที่จะเอื้อต่อการเชอื่ มโยงการศึกษาโดยการจัดกจิ กรรมเพ่ือเช่ือมตอ่ การศึกษา ดังตวั อย่าง
กจิ กรรมตอ่ ไปน้ี
๑.๑ จัดประชุมครูระดบั ปฐมวยั และครูระดับประถมศึกษารว่ มกันสร้างรอยเชื่อมต่อของ
หลักสูตรทั้งสองระดับให้เป็นแนวปฏิบัติของสถานศึกษาเพ่ือครูทั้งสองระดับจะได้เตรียมการสอนให้
สอดคลอ้ งกบั เด็ก
๑.๒ จัดหาเอกสารด้านหลักสูตรและเอกสารทางวิชาการของทั้งสองระดับมาไว้ให้ครู
และบุคลากรอ่นื ๆ ได้ศึกษาทาความเข้าใจ อยา่ งสะดวกและเพยี งพอ
๑.๓ จัดกจิ กรรมให้ครูทัง้ สองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยนเผยแพร่ความร้ใู หมๆ่ ท่ีได้รบั จาก
การอบรม ดงู าน ซึง่ ไม่ควรจัดใหเ้ ฉพาะครใู นระดบั เดียวกนั เท่านั้น
90
๑.๔ จัดเอกสารเผยแพร่ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสถานศึกษา
พอ่ แม่ ผ้ปู กครองและบุคลากรทางการศกึ ษาอยา่ งสม่าเสมอ
๑.๕ จัดให้มีการพบปะ หรือการทากิจกรรมร่วมกับพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างสม่าเสมอ
ต่อเน่ือง ในระหว่างที่เด็กอยู่ในระดับปฐมวัย เพ่ือพ่อแม่ ผู้ปกครอง จะได้สร้างความเข้าใจและ
สนับสนุนการเรียน การสอนของบุตรหลานตนไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
๑.๖ จัดกิจกรรมให้ครูทั้งสองระดับได้ทากจิ กรรมร่วมกันกับพ่อแม่ ผู้ปกครองและเด็กใน
บางโอกาส
๑.๗ จัดกิจกรรมปฐมนิเทศพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างน้อย ๒ คร้ัง คือ ก่อนเด็กเข้าเรียน
ระดับปฐมวัยศึกษาและก่อนเด็กจะเล่ือนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพ่ือให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ
การศึกษาทั้งสองระดับและให้ความร่วมมือในการช่วยเด็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
ใหม่ได้ดี
๒. ครูระดับปฐมวัย
ครูระดับปฐมวัย นอกจากจะต้องศึกษาทาความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และจัด
กิจกรรมพัฒนาเด็กของตนแล้ว ควรศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการเรียนการสอนในช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๑ และสร้างความเข้าใจให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองและบุคลากรอื่นๆ รวมทั้งช่วยเหลือ
เดก็ ในการปรับตัวก่อนเลื่อนขึน้ ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๑ โดยครอู าจจดั กิจกรรมดงั ตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้
๒.๑ เก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคลเพ่ือส่งต่อครูช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑
ซึ่งจะทาให้ครูระดับประถมศึกษาสามารถใช้ข้อมูลนั้นช่วยเหลือเด็กในการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้
ใหม่ต่อไป
๒.๒ พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ท่ีดีๆ เก่ียวกับการจัดการเรียนรู้ในระดับช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ ๑ เพ่อื ให้เดก็ เกิดเจตคตทิ ีด่ ตี อ่ การเรยี นรู้
๒.๓ จัดให้เด็กได้มีโอกาสทาความรู้จักกับครูตลอดจนสภาพแวดล้อม บรรยากาศของ
หอ้ งเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ ทงั้ ทอ่ี ยู่ในสถานศึกษาเดยี วกันหรือสถานศกึ ษาอน่ื
๓. ครูระดับประถมศึกษา
ครูระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจในพัฒนาการเด็กปฐมวัยและมีเจตคติท่ีดีต่อ
การจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเพ่อื นามาเปน็ ข้อมลู ในการพฒั นาจดั การเรียนรู้ใน
ระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๑ ของตนให้ตอ่ เนอ่ื งกับการพฒั นาเดก็ ในระดับปฐมวัย ดงั ตัวอย่าง ตอ่ ไปนี้
๓.๑ จดั กจิ กรรมให้เด็ก พ่อแม่ และผู้ปกครอง มีโอกาสได้ทาความรู้จักคุน้ เคยกับครแู ละ
หอ้ งเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนเปิดภาคเรยี น
๓.๒ จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย โดยจัดให้มีมุม
ประสบการณ์ภายในห้องเพ่ือให้เด็กได้มีโอกาสทากิจกรรมได้อย่างอิสระเช่น มุมหนังสือ มุมของเล่น
มมุ เกมการศึกษา เพื่อชว่ ยใหเ้ ด็กช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ไดป้ รบั ตวั และเรียนรู้จากการปฏิบัตจิ ริง
๓.๓ จดั กจิ กรรมร่วมกนั กบั เดก็ ในการสร้างขอ้ ตกลงเกี่ยวกบั การปฏิบัตติ น
๓.๔ เผยแพร่ข่าวสารด้านการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีกับเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง
และชุมชน
91
๔. พอ่ แม่ ผปู้ กครองและบุคลากรทางการศกึ ษา
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาต้องทาความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาท้ัง
สองระดับ และเข้าใจว่าถึงแม้เด็กจะอยู่ในระดับประถมศึกษาแล้วแต่เด็กยังต้องการความรักความเอา
ใจใส่ การดูแลและการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากระดับปฐมวัย และควรให้ความร่วมมือกับครู
และสถานศกึ ษาในการช่วยเตรียมตัวเดก็ เพื่อให้เด็กสามารถปรบั ตวั ได้เร็วย่ิงข้ึน
การกากับ ตดิ ตาม ประเมิน และรายงาน
การจัดสถานศึกษาปฐมวัยมีลักการสาคัญในการให้สังคม ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาและกระจายอานาจการศึกษาลงไปยังท้องถ่ินโดยตรง โดยเฉพาะสถานศึกษาหรือสถาน
พัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นผู้จัดการศึกษาในระดับน้ี ดังนั้น เพ่ือให้ผลผลิตทางการศึกษาปฐมวัยมี
คุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และสังคม
จาเป็นต้องมรี ะบบการกากับ ติดตาม ประเมนิ และรายงานทมี่ ีประสิทธิภาพ เพอื่ ให้ทกุ กลุ่มทุกฝ่ายที่มี
ส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา เห็นความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนการให้ความ
ร่วมมือช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน การวางแผน และดาเนินงานการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มี
คณุ ภาพอย่างแท้จรงิ
การกากับ ติดตาม ประเมนิ และรายงานผลการจัดการศกึ ษาปฐมวยั เปน็ สว่ นหน่ึงของกระ
บวนการบริหารการศึกษาและระบบการประกันคุณภาพท่ีต้องดาเนนิ การอย่างต่อเน่ือง เพ่อื นาไปสู่
การพฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวยั สรา้ งความมั่นใจใหผ้ เู้ กย่ี วข้อง โดยต้องมีการ
ดาเนนิ การทเ่ี ปน็ ระบบเครือข่ายครอบคลมุ ท้งั หนว่ ยงานภายในและภายนอกตั้งแตร่ ะดับชาติ เขตพน้ื ที่
ทกุ ระดับละทุกอาชีพ การกากบั ดูแลประเมนิ ผลตอ้ งมีการรายงานผลจากทกุ ระดบั ให้ทุกฝา่ ยรวมท้ัง
ประชาชนทวั่ ไปทราบ เพ่ือนาข้อมูลจากรายงานผลมาจดั ทาแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ
สถานศกึ ษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตอ่ ไป
92
ภาคผนวก
93
นิยามคาศัพทห์ ลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 25๖๐
คาศพั ท์ ความหมาย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั
หลักสูตรที่ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน
เพ่ือพัฒนาเด็กในระดับการศึกษาปฐมวัย โดยมุ่งหวังหวังให้เด็ก
ได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ
สตปิ ัญญาตามที่กาหนดไว้ในมาตรฐานคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยประกอบด้วยมาตรฐานคุณลักษณะ
ท่ีพึงประสงค์ที่เป็นแกนกลางซ่ึงเป็นกรอบทิศทางหรือทิศทาง
หรือแนวปฏิบัติ สาหรับสถานศึกษาปฐมวัยและหน่วยงาน
ที่เกย่ี วข้องใช้ในการจัดการศกึ ษาปฐมวัย
หลักสตู รสถานศึกษา หลักสูตรท่ีเกิดจากการที่สถานศึกษานาสภาพต่างๆ ที่เป็นปัญหา
จุดเด่น/เอกลักษณ์ของชุมชน สังคม ศิลปวัฒนธรรมและ
ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือการเป็น
วิสยั ทศั น์ สมาชกิ ท่ดี ีของครอบครัว ชมุ ชน สงั คมและประเทศชาติ มากาหนด
เป็นรายละเอียดของสาระและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เด็ก
โ ด ย ค ว า ม ร ่ว ม ม ือ ข อ ง ท ุก ค น ใ น ส ถ า น ศึก ษ า แ ล ะ ช ุม ช น
กาหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เพ่ือนาไปสู่การออกแบบหลักสูตร
สถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2557 มีการระดมทรัพยากร
ทั้งของสถานศึกษาและชุมชนมาใช้อย่างคุ้มค่าและใช้ศักยภาพ
ที่มอี ยอู่ ยา่ งเตม็ ที่
เป็นความเชื่อ ความศรัทธาในความคิดทางการศึกษาที่ทาให้
สถานศกึ ษาจัดการศกึ ษาไดส้ อดคล้องกับความคิดนน้ั ๆ
คาอธบิ ายเกี่ยวกับความคาดหวงั ของหนว่ ยงานหรือสถานศึกษา
เพื่อเป็นทิศทางในการวางแผนจัดการศึกษาออกแบบหลักสูตร
การเรียนการสอนและการดาเนินงานในการพัฒนาคุณภาพเด็ก
ทส่ี ามารถนาไปสกู่ ารปฏิบัตไิ ดต้ ามเวลาท่กี าหนด
94
นยิ ามคาศัพท์หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 25๖๐ (ตอ่ )
คาศัพท์ ความหมาย
มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ คุณภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ท่ีต้องการให้เกิดข้ึนในตัวเด็ก
เม่ือจบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะที่ระบุไว้ใน
มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ถือเปน็ สงิ่ จาเป็นสาหรับเดก็ ทกุ คน
ดังนั้นหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องทางการศึกษาทั้งระดับชาติและ
สถานศึกษามีหน้าท่ีและความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา
เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพตามที่มาตรฐานคุณลักษณะ
ท่ีพึงประสงค์กาหนดถือเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการขับเคล่ือน
และพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทาง
ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาท้ังในระบบ นอกระบบตาม
อัธยาศัยและใช้สาหรับเด็กทุกคนในระดับการศึกษาปฐมวัย
แนวคิดดังกล่าวอยู่บนฐานความเชื่อท่ีว่าเด็กทุกคนสามารถ
พัฒนาอยา่ งมคี ุณภาพเท่าเทยี มกนั ได้
ตัวบง่ ชี้ ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กท่ีมีความสัมพันธ์
สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์เป็นเกณฑ์สาคัญ
สาหรบั การประเมินพัฒนาการเพือ่ ตรวจสอบคณุ ภาพผูเ้ รียน
สภาพทพี่ งึ ประสงค์ พฤตกิ รรมหรอื ความสามารถตามวยั ที่คาดหวงั ให้เด็กเกดิ บนพน้ื ฐาน
พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละ
เดก็ ปฐมวยั ระดับอายุ นาไปใช้ในการกาหนดเน้ือหาการจัดประสบการณ์
เด็กปฐมวยั ทกุ คน การเรียนการสอนและเป็นเกณฑ์สาคัญสาหรับการประเมิน
พัฒนาการเด็กเพ่ือตรวจสอบคุณภาพเด็กในแต่ละระดับอายุ
ห ลัก สูต ร ก า ร ศึก ษ า ป ฐ ม วัย ได้กา ห น ด ส ภ า พ ที่พึง ป ร ะ ส ง ค์
ในทุกระดับอายุ 4 – 5 ปี เพ่ือเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทาง
ในการพัฒนาคณุ ภาพเด็ก
เดก็ ตง้ั แต่แรกเกดิ จนถงึ 5 ปี 11 เดอื น 29 วัน
เดก็ ตง้ั แต่แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 ครอบคลมุ เดก็ ท่ัวไป
เดก็ ดอ้ ยโอกาส เด็กพิการ รวมถงึ เดก็ ต่างดา้ วท่ีอยู่ในประเทศไทย
สถานศึกษา สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย
สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่น
ของรัฐหรอื เอกชนท่ีมีอานาจหน้าทห่ี รอื มวี ัตถปุ ระสงค์ในการจัด
การศึกษา
95
นยิ ามคาศพั ทห์ ลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช 25๖๐ (ต่อ)
คาศพั ท์ ความหมาย
สถานพฒั นาเด็กปฐมวยั ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์
ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมของเด็กพิการ
และเด็กซ่ึงมีความต้องการพิเศษหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
ท่ีเรยี กชอื่ อยา่ งอืน่
กล่มุ เป้าหมายเฉพาะ - บุคคลท่มี ีความบกพรอ่ งทางร่างกาย จิตใจ สตปิ ัญญา อารมณ์
สงั คม การสื่อสารและการเรียนรู้ เช่น สายตาส้ัน เอียง สมาธิสั้น
ปญั ญาออ่ น หูหนวก ตาบอด เป็นต้น
- บุคคลที่ไม่มีผู้ดแู ลหรือด้อยโอกาส เช่น เด็กกาพร้า เด็กเร่รอ่ น
เป็นตน้
- บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถเป็นเลิศ
ทางสติปญั ญา กฬี า ดนตรี ศลิ ปะ เป็นตน้
การประเมินผลจากสภาพจรงิ กระบวนการสังเกต การบันทึกและรวบรวมข้อมูลจาก
การปฏิบัตกิ ิจกรรมประจาวนั ตามสภาพจรงิ
พัฒนาการดา้ นร่างกาย ความสามารถของร่างกายในการทรงตัวในอิริยาบถต่างๆ
และการเคลื่อนไหว เคล่ือนท่ีไปโดยการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ เช่น
การน่ัง ยนื เดิน ว่ิง กระโดด เปน็ ตน้ การใชส้ มั ผัสรับร้แู ละการใช้ตา
และมือประสานกันในการทากิจกรรมต่างๆ เช่น การหยิบ จับของ
การขีดเขียน ปั้น ประดิษฐ์ เป็นต้น ขอบข่ายพัฒนาการ
ด้านร่างกายในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยประกอบด้วย
สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี ความปลอดภัย การใช้ประสาท
สมั ผัสทั้งห้า การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ – ตา การเคล่ือนไหว
และการทรงตวั
บรู ณาการ รูปแบบการจัดกิจกรรมหน่ึงกิจกรรม เด็กเรียนรู้ได้หลายทักษะ
ประสบการณ์สาคญั และหลายประสบการณ์สาคัญหรือหนึ่งแนวคิดเด็กเรียนรู้
ได้หลายกิจกรรม
กระบวนการได้มาซ่ึงความรู้หรือทักษะโยผ่านการกระทาส่ิงต่างๆ
ท่ีสา คั ญ ต า ม ที่ ห ลั ก สู ต ร กา ห น ด ใ ห้ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ สา คั ญ
ช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยต้องทา
เพ่ือเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวและช่วยแนะนาครูในการสังเกต
สนบั สนุนและวางแผนการจดั กิจกรรมให้เด็ก
96
นิยามคาศพั ท์หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 25๖๐ (ต่อ)
คาศัพท์ ความหมาย
พฒั นาเด็กโดยองคร์ วม การพัฒนาเด็กอย่างสมดลุ ทุกดา้ นท้ังดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คมและสตปิ ัญญา
พฒั นาการ การเปล่ียนแปลงด้านการทาหน้าท่ีและวุฒิภาวะของอวัยวะ
ระบบต่างๆรวมทั้งตัวบุคคลทาให้สามารถทาหน้าท่ีได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ทาสิ่งที่ยากสลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจน
การเพิ่มทักษะใหม่ๆ และความสามารถในการปรับตัว
ต่อสภาพแวดล้อมหรือสาวะใหม่ในบริบทของครอบครัวและสังคม
พฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ ความสามารถในการเรียนรู้และแสดงความรู้สึก เช่น พอใจ
ไม่พอใจ รัก ชอบ โกรธ เกลียด กลัวและเป็นสุข ความสามารถ
ในการแยกแยะ ความลึกซ้ึง และควบคุมการแสดงออกของอารมณ์
อย่างเหมาะสมเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจน
ความรู้สึกท่ีดีและนับถือต่อตนเองหรืออัตมโนทัศน์ซ่ึงเก่ียวข้อง
กับพัฒนาการด้านสังคมด้วย บางครั้งจึงมีการรวมพัฒนาการ
ด้านอารมณ์และจิตใจกับทางด้านสังคมเป็นกลุ่มเดียวกัน
ขอบข่ายพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ในหลักสูตรการศกึ ษา
ปฐมวัยประกอบด้วย ความรู้สึกท่ีดีต่อตนเองและผู้อ่ืน ความ
เช่ือม่ัน กล้าแสดงออก มีวินัยในตนเอง รับผิดชอบ ซื่อสัตย์
ประหยดั เมตรตากรุณา เออ้ื เฟอ้ื แบง่ ปนั มมี ารยาท และปฏบิ ตั ิตน
ตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาทน่ี ับถือ
พัฒนาการดา้ นสังคม ความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะการปรบั ตัว
ในสังคม คอื สามารถทาหน้าท่ีตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น
มีความรับผิดชอบ ความเป็นตัวของตัวเอง และรู้กาลเทศะ
สาหรับเด็กรวมถึงความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
ในชีวิตประจาวันนอกจากนนั้นพัฒนาการด้านสังคมยังเกี่ยวข้อง
กับพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ คุณธรรมและเกี่ยวข้อง
กับพัฒนาการด้านสติปัญญา ทาให้รู้จักแยกแยะความรู้สึก
ผิดชอบชั่วดีและความสามารถในการเลือกดารงชีวิตในทาง
สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนร่วมอีกด้วย ขอบข่าย
พฒั นาการด้านสังคมในหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั ประกอบดว้ ย
การช่วยเหลือตนเองในการทากิจวัตรประจาวัน การเล่นและ
การทางานร่วมกับผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลง
ของส่วนรวม การแสดงออกและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง
มีความสุข
97
นยิ ามคาศัพทห์ ลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 25๖๐ (ต่อ)
คาศพั ท์ ความหมาย
พฒั นาการดา้ นสติปัญญา ความสามารถในการเรียนรูค้ วามสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเอง
การรับรู้ สังเกต จาแนก เปรียบเทียบ จดจา วิเคราะห์ รู้คิด
รู้เหตุผลและความสามารถในการสืบค้น แก้ปัญหาตลอดจน
การสังเคราะห์ ซ่ึงเป็นความสามารถเชิงสติปัญญาในระดับสูง
โดยแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อความหมายและการกระทา
ดังนั้นพัฒนาการด้านภาษาและสื่อความหมายกับการใช้
ตากับมือทางานประสานกันเพ่ือแก้ปัญหาจึงมีความเก่ียวข้องกับ
พัฒนาการด้านสติปัญญา ขอบข่ายพัฒนาการด้านสติปัญญา
ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยประกอบด้วยทักษะการใช้
ภาษาสื่อสาร ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา จินตนาการ
ความคิดสร้างสรรค์ เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถ
ในการแสวงหาความรู้ซ่ึงเป็นพื้นฐานสาคัญสาหรับการเรียนรู้
ของเดก็ ปฐมวยั