The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

SAR กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ปี 65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by unconcious, 2024-05-22 04:05:32

SAR กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ปี 2565

SAR กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ปี 65

๙๔ วิเคราะห์ อัตราการติดเชื้อปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยการพัฒนา รูปแบบการป้องกันการเกิดปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยใช้ “2 Close ลด VAP พบว่า การมอบหมายงานให้หัวหน้าเวรได้มีการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบ การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของ VAP Bundle care ใน 4 ข้อที่ปฏิบัติได้ต่ำกว่าร้อยละ 85 ประกอบด้วย 1) การวัด Cuff pressure 2) ไม่มีน้ำค้าง สาย Circuit เครื่องช่วยหายใจ 3) ตำแหน่ง Water tab เหมาะสม และ4) การใช้ Daily screen weaning โดยการเสริมทักษะ สังเกต และติดตามอย่างใกล้ชิด ทุกเวรดึก-เช้า และเวรบ่าย รวมถึงมีการพัฒนาการหย่า เครื่องช่วยหายใจได้เร็วขึ้น ทำให้จำนวนวันเครื่องหยใจลดลง ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง ๒๒.ตัวชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วย UGIH 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ผู้ป่วย TB และญาติที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับ การดูแลตนเองและการป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อ 0 0 0 Le<10 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการเกิดท่อช่วยหายใจหลุด ในผู้ป่วย TB C<7.3** 2.1 1.6 0 Le<5 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการเกิด VAP ในผู้ป่วย TB C<5*** 96 100 100 94 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ตัวชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วย Pneumonia ร้อยละการจัดการอาการรบกวนอาการไข้ ร้อยละของการประเมิน Weaning Protocol 65.71 85.71 84.2 Le>50 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยท า EGD 100 100 100 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ตัวชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วย UGIH ร้อยละผู้ป่วยได้รับการประเมิน Hypovolemic shock


๙๕ วิเคราะห์ UGIH จากการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนของบทบาทการดูแลของพยาบาลผู้ป่วยงวิกฤตในการประเมิน และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน Hypovolemic shock และร่วมเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนขณะทำหัตถการ ด้วย การตรวจวินิจฉัย EGD (Esophagogastroduodenoscopy) เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดอัตราตาย และการ ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ โดยการวางแผนจำหน่ายให้ความรู้กับผู้ป่วย ๒๓.ตัวชี้วัดคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดแดงช่องท้องโป่งพอง (AAA) วิเคราะห์ จากข้อมูลคุณภาพการพยาบาลผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดแดงช่องท้องโป่งพองพบว่ามีอัตราการเข้าถึงที่ มีทิศทางและแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจากในปี 2564 ได้มีการจัดทำแนวทางการดูแลที่ชัดเจนขึ้นโดยสหสาขา วิชาชีพและพบว่าแนวโน้มการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลดูแลผู้ป่วย AAA มีอัตราการปฏิบัติที่ครบถ้วน ขึ้นเนื่องจากมีการนิเทศและติดตามกำกับการดูแล โดย Chief Nurse และหัวหน้าหอผู้ป่วยร่วมกันนิเทศ ติดตามทีมการพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาล ในเรื่องการจัดการปวดมีแนวปฏิบัติการดูแลลดปวดในกลุ่ม ผู้ป่วยหลังผ่าตัดร่วมกับทีมแพทย์ทำให้ได้รับการจัดการอาการปวดที่มีประสิทธิภาพ ๒๔.ตัวชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วยทารกที่มีภาวะ HIE 97.22 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการรับเข้า ICU ภายใน 60 นาที C=100** 83.33 98.89 90 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล AAA C=100** 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการได้รับการจัดการอาการปวด C=100** 0 0 0 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด C<1*** 100 100 100 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการลดอุณหภูมิกายในระยะ Induction ให้อยู่ในช่วง 33.5-34.5˚C ภายใน 1ชม. 100 100 100 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการแก้ไขอุณหภูมิกายในระยะ maintenance ให้อยู่ในช่วง 33.5-34.5˚C ภายใน 30 นาที


๙๖ วิเคราะห์ พบว่า ทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอดที่มีภาวะ HIE และได้รับการรักษาโดยการทำ Systemic hypothermiaซึ่งการรักษาในกลุ่ม HIE โดยการทำ Systemic Hypothermia การดูแลประกอบด้วย ๓ ระยะ คือ ระยะ Induction, Maintenanceและ Rewarm ซึ่งระยะ inductionเพื่อให้สมองของผู้ป่วยบาดเจ็บและ เกิดการตายลดลง ภายในเวลาไม่เกิน ๖ ชม.หลังเกิด ผู้ป่วยจึงควรได้รับการลดอุณหภูมิ โดยทีม ต้องประเมิน อุณหภูมิแรกรับและควบคุมเครื่องลดอุณหภูมิเพื่อให้อยู่ในช่วง ๓๓.๕-๓๔.๕ องศาเซลเซียสภายใน ๑ ชม., ระยะ Maintenance หลักการคือการควบคุมอุณหภูมิกาย ให้อยู่ในช่วง ๓๓.๕-๓๔.๕ องศาเซลเซียส จนครบ 72 ชม. และถ้าเปลี่ยนแปลงควรแก้ไขภายใน ๓๐ นาทีและระยะ Rewarm จะทำหลังครบ ๗๒ ชม. จะมีการ เพิ ่มอุณหภูมิช้าๆเพื ่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยอุณหภูมิที ่เพิ ่มขึ้นต้องไม่เกิน ๐.๕ °C / hrs. จนกว ่าค่า อุณหภูมิทารกจะเข้าสู่ภาวะปกติจำเป็นที่ทีมในการดูแลต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน มีการพัฒนาศักยภาพ ของทีมในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามผลลัพธ์ในระยะยาว เพื่อนำมาพัฒนาระบบการดูแลให้ บรรลุเป้าหมาย ๒๕.ตัวชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ ARDS 100 100 100 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการควบคุมอุณหภูมิกายในระยะ rewarm ให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 0.5˚C/hrs. 0 0 0 Le=0 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการการเกิดภาวะแทรกซ้อน C=0* 66.7 66.7 50 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการมีพัฒนาการสมวัย 0 0 0 Le<5 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการเกิด VAP ในผู้ป่วยที่มีภาวะ ARDS C<5.7** 0 0 0 Le=0 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อุบัติการณ์การเกิด Pneumothorax C=0*


๙๗ วิเคราะห์ ผลการดำเนินงาน พบว่า ผ่านเกณฑ์เป้าหมาย ซึ่งมีคู่มือมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย ARDS ผู้ป่วย ได้รับการประเมินที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้ป่วยที่ใช้SettingVentilator สูง บุคลากรพยาบาลได้รับการอบรม พัฒนาการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่อง HFOV ครบทุกคน และฝึกทักษะในการดูเครื่อง HFOV ผ่านการประเมินว่า สามารถดูแลผู้ป่วยใส่เครื่อง HFOV ได้ตามเกณฑ์สมรรถนะที่กำหนด (Specific competency) เพื่อป้องกัน การเกิด Pneumothorax รวมทั้งมี CQI การป้องกันการเกิด VAP และมีการนิเทศกำกับให้ปฏิบัติการตาม แนวทางโดย Chief Nurse และ ICWN ทำให้ผลการดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย 7.2 ผลลัพธ์ด้านผู้ใช้บริการ ผลลัพธ์ด้านผู้ใช้บริการ ประเมินผลการดำเนินการจากตัวชี้วัดทั้งหมด ๕ ตัว ดังนี้ ๑. อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยใน IP Voice (ร้อยละ) วิเคราะห์ ผลการดำเนินงาน พบว่าระดับคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อบริการพยาบาล (IP Voice) ผ่านเกณฑ์เป้าหมาย มีแนวโน้มสูงขึ้นรวมทั้งระดับคะแนนความไม่พึงพอใจมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมีการปรับ 0 0 0 Le=0 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่เครื่อง HFOV C=0* 88.53 94.06 93.63 88.7990.58 92.3791.71 89.6694.23 85.44 100 99.43 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร C=85* 0.03 0 0.08 0.01 0 0.04 0.01 0 0.02 0 0 0 Le<2 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความไม่พึงพอใจ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร C <2*


๙๘ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเป็นการดูแลผู้ป่วยแบบ CCB (Case Classify, Complete care & Buddy) ซึ่งเป็น รูปแบบการพยาบาลที่เน้นการตอบสนองความต้องการผู้ป่วย แบบรายผู้ป่วยร่วมกับเพื่อนช่วยเรียนรู้ จึงทำให้ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทั้งด้านการดูแลรักษาพยาบาล และด้านการให้ข้อมูลได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ๒. อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยเฉพาะโรค (ร้อยละ) วิเคราะห์ ผลการดำเนินงานพบว่า ความพึงพอใจของผู้ป่วยเฉพาะโรคมีแนวโน้มสูงขึ้น ทุกโรค เนื่องจากทุกกลุ่ม โรคมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา หัวใจ ทารกแรกเกิด และNurse coordinator trauma และผู้จัดการ รายกรณี (Case Manager) Stroke, KT ทำหน้าที่ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับบริการทางการพยาบาลตามแนวปฏิบัติที่ กำหนดตั้งแต่แรกรับ ต่อเนื่อง จนจำหน่ายกลับสู่ชุมชน ทั้งนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็น ระยะๆอย่างต่อเนื่อง และในส่วนของ STEMI มีพัฒนาการสอนให้ความรู้โดย การใช้โมเดลหัวใจทำให้ผู้ป่วย 94 98 NA Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วยปลูกถ่ายไต C=85* 89.9 95.2 96.85 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วย STEMI C=85* 90.25 92.11 95.64 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วย Stroke C=85* 96 98 99 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ C=85* 90.1 90.14 93.1 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วย Trauma C=85* 99.66 100 100 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจผู้ป่วยปอดอักเสบที่มี ภาวะ ARDS C=85* 96.5 99.2 99.5 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจครอบครัวผู้ป่วยคลอด ก่อนก าหนดน ้าหนักตัวน้อย C=85*


๙๙ เข้าใจง่ายขึ้นและแจกเอกสารคู่มือการดูแลตนเองเมื่อจำหน่ายพร้อมกับมี QR code การให้ความรู้เรื่อง โรคหัวใจแก่ผู้ป่วยและญาติ ๓. อัตราความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ร้อยละ) วิเคราะห์ ผลการดำเนินงาน พบว่าระดับคะแนนความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจาก บุคลากรทางการพยาบาลเห็นถึงความสำคัญในข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเพิ่ม ช่องทางแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการสะท้อนกลับข้อคิดเห็น ซึ่งหน่วยงานได้นำมา ปรับปรุงระบบบริการพยาบาล ในด้านการให้ข้อมูลและการติดต่อประสานงาน เพื่อตอบสนองความต้องการ ส่งผลทำให้บรรยากาศของการปฏิบัติงานร่วมกันมีความราบรื่น และพึงพอใจมากขึ้น ๔. จำนวนข้อร้องเรียน วิเคราะห์ ผลการดำเนินงานรับข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรม ไม่พบข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรมที่มีความรุนแรง ระดับมาก ส่วนข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรมที่มีความรุนแรงระดับน้อยยังพบอยู่บ้าง เนื่องจากในสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร การให้ข้อมูลกับญาติ มีการปฏิบัติตามนโยบายงดเยี่ยมไข้ของ โรงพยาบาล ส่งผลให้ประสิทธิภาพทั้งการให้ข้อมูลลดลง จึงได้มีการแก้ปัญหาโดยการให้ญาติสามารถโทรศัพท์ มาสอบถามได้ตลอดเวลา และถ้าผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงจะให้พยาบาลและแพทย์เจ้าของไข้โทรคุยกับญาติ ทันทีเพื่อลดความวิตกกังวลของญาติ ๕. อัตราข้อร้องเรียนที่ได้รับการแก้ไข 90.35 91.28 93.49 95.89 90.85 93.71 Le>85 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความพึงพอใจมีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใน ภายนอก C=85* 0.07 0.02 0 0 0 0.16 Le<2 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราความไม่พึงพอใจมีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใน ภายนอก C<2* 0 0 0 Le=0 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรมระดับมาก C=0* 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราข้อร้องเรียนที่ได้รับการแก้ไข C=100*


๑๐๐ วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ตอบสนองวิสัยทัศน์ ด้านคุณธรรม โดยมีการกำหนดแนวทางการ จัดการข้อร้องเรียนที่ชัดเจน ทั้งช่องทางเชิงรุก และเชิงรับมีการประสานงานที่รวดเร็ว ทั้งระดับกลุ่มภารกิจด้าน การพยาบาล และระดับโรงพยาบาล โดยมีคณะกรรมการด้านการจัดการข้อร้องเรียนทางการพยาบาล ติดตาม การแก้ไขปัญหา และร่วมไกล่เกลี่ยประเด็นร้องเรียนทุกระดับความรุนแรง ซึ่งมีเป้าหมายทุกข้อร้องเรียนที่ ได้รับการแก้ไข ผลการดำเนินงานพบว่าข้อร้องเรียนได้รับการแก้ไข ร้อยละ 100 ทำให้ไม่พบข้อเรียนที่ส่งผล ต่อภาพลักษณ์ขององค์กรพยาบาล 7.๓ ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ ประเมินผลการดำเนินการจากตัวชี้วัดทั้งหมด ๗ ตัว ดังนี้ ๑. ร้อยละของการจัดอัตรากำลังเหมาะสมตาม CAP Program วิเคราะห์ การจัดอัตรากำลังเหมาะสมตาม CAP Program มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งการจัดอัตรากำลังเหมาะสมตาม CAP Program ได้เริ่มดำเนินการปี 2563 โดยได้นำชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามการจำแนกประเภท ผู้ป่วยมาคำนวณอัตรากำลังที่เหมาะในแต่ละเวร เพื่อจัดสรรพยาบาลให้เหมาะสมกับเวลาที่ผู้ป่วยต้องการ พยาบาลในการดูแล ซึ่งจะทำให้เกิดคุณภาพทางการพยาบาล มีการนำสู่การปฏิบัติโดยหัวหน้าหอกำกับนิเทศ Chief Nurse ให้จัดอัตรากำลังพยาบาลที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย และนโยบายของกุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาล ๒. การลดขั้นตอน การลดระยะเวลารอคอย ๒.๑ ระยะเวลาการย้ายเข้า RRS 89.7891.85 92.34 92.96 94.64 96.6 90.17 89.92 91.78 84.86 91.42 86.22 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละการจัดอัตราก าลังเหมาะสมตาม CAP Program ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร 13 10 5 Le..... ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนผู้ป่วยทรุดลงนอก ICU โดยไม่ได้ คาดหมาย C........* 13 10 5 Le..... ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวน CPR outside ICU C........*


๑๐๑ วิเคราะห์ ๒.๒ ระยะเวลารับ sepsis Refer ICU ภาย ใน ๓ ชม วิเคราะห์ ระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดของโรงพยาบาลใช้ model 4R2P ซึ่ง R3 คือ refer to ICU มีการกำหนดให้ ER สามารถประสานเตียง ICU และย้ายผู้ป่วยรับใหม่ที่ ICU ได้เลยโดยไม่ต้องผ่าน IPD ซึ่งในปี๒๕๖๓ ยังไม่บรรลุเป้าหมายจึงมีการปรับกระบวนการร่วมกับ PCT ให้มีระบบ MAC (medical admission center) ในการจัดการและประสานเตียง ICU ให้สามารถหมุนเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นจน เป็นไปตามเป้าหมายในปี ๒๕๖๔ แต่ปี 2565 ร้อยละระยะเวลารับ sepsis Refer ICU ภาย ใน ๓ ชม ลดลง เนื่องจากการครองเตียงใน ICU เต็ม ทำให้มีการพัฒนาระบบการจองเตียง MR. ICU เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ในการบริหารจัดการเตียง ICU ให้มีประสิทธิภาพต่อไป ๒.๓ การลดระยะเวลารอคอยการเตรียมความพร้อมในการทำ PPCI 13 10 5 Le..... ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนผู้ป่วยที่มี Initial NEW score>6 C........* 13 10 5 Le..... ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนผู้ป่วยเสียชีวิต C........* 40 91 71.5 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละระยะเวลารับ sepsis Refer ICU ภาย ใน 3 ชม C=5*** 78.29 77.44 79.07 Le>50 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมในการท า PPCI ภายใน 90 นาที C>50**


๑๐๒ วิเคราะห์ จากผลการดำเนินงานการพยาบาลผู้ป่วย STEMI พบว่า ตัวชี้วัดบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จาก การวิเคราะห์พบว่า มีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วย STEMI โดยจัดทำแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อ หัวใจตายเฉียบพลัน (CPG STEMI) แนวทางการส่งต่อผู้ป่วย STEMI แบบช่องทางด่วน (Fast Track STEMI) มีระบบการปรึกษาทาง Social Network ทำให้พยาบาลในห้องผู้ป่วยหนักโรคหัวใจมีการประสานงานตาม ระบบที่วางไว้ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็ว ร่วมกับทีมพยาบาลห้องสวนหัวใจ ได้พัฒนาการเตรียม ความพร้อมเปิดหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Primary PCI) ในส่วนโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดและ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในเขตสุขภาพที่ 2 และ 3 ได้จัดประชุมและอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพใน การดูแลผู้ป่วย STEMI พัฒนาการเตรียมความพร้อมขณะส่งตัวและเตรียมผู้ป่วยในการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ด้วยบอลลูน ในปี ๒๕๖๒ ได้พัฒนาศักยภาพพยาบาลในการคัดกรองและสามารถอ่านผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจใน ผู้ป่วย STEMI ได้เพื่อการรายงานแพทย์อย่างทันท่วงทีและผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วย ได้รับการเปิดหลอดเลือดที่รวดเร็วขึ้น ในส่วนของร้อยละของผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมในการทำ PPCI ภายใน 9๐ นาที ในปี 256๔ ลดลงเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของ Covid-19 ต้องมีการคัดกรอง PCR-RT ในผู้ป่วย STEMI ทุกรายก่อนทำหัตถการ PPCI ทำให้ต้องรอผลออกก่อนทำหัตถการ ๓. ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงาน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ วิเคราะห์ จากข้อมูลชั่วโมงการขึ้นปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป้าหมายร้อยละ 100 ซึ่งกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหักยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากมีอัตรากำลังไม่เพียงพอ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อ Covid-19 ระบาด ได้ การจัดอัตรากำลังเกื้อกูลไปปฏิบัติงานทั้งภายใน และภายนอกโรงพยาบาล รวมถึงภาระงานขยายตัวมากขึ้น แต่โดยภาพรวมการจัดเวรปฏิบัติงานยังไม่เป็นไป ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 81.65 86.75 81.77 91.11 94.86 77.82 73.49 83.83 86.96 70.42 76.4 87.96 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงาน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร


๑๐๓ ๔. ร้อยละของพยาบาลที่ปฏิบัติงานตามแนวทางหรือมาตรฐานวิธีปฏิบัติของหน่วยงาน วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลห้องผู้ป่วยหนัก ได้จัดทำมาตรฐานการพยาบาลโรคสำคัญ ที่เป็นความเชียวชาญ ของแต่ละสาขา และนำลงสู่การปฏิบัติตั้งแต่การพยาบาลผู้ป่วยแรกรับ การดูแลต่อเนื่อง จนถึงการจำหน่าย และได้มีการติดตามประเมินการปฏิบัติการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยหัวหน้าหอ และนอกเวลากำหนดให้ 100 100 100 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย Stroke C=90* 92.2 94.8 98.5 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย STEMI C=90* 100 100 100 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย COVID-19 C=90* 84.6 92.2 95 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย CABG C=90* 85.71 92.86 86.66 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย Multiple injury C=90* 90.6 93.2 93.7 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย ทารกคลอดก่อนก าหนดมีน ้าหนักตัวน้อย C=90* 90.1 93.2 95.9 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย HIE C=90* 100 100 100 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปฏิบัติตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วย Pneumonia with ARDS C=90*


๑๐๔ Chief Nurse นิเทศกำกับติดตามอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้การปฏิบัติการพยาบาลครบถ้วนมากขึ้น และเมื่อมี พยาบาลจบใหม่มาปฏิบัติงานได้มอบหมายให้มีพยาบาลพี่เลี้ยงดูแล นิเทศกับ เพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรฐานให้ ครอบคลุมมากขึ้น ๕. ร้อยละของพยาบาลที่ใช้กระบวนการพยาบาลในการให้บริการ วิเคราะห์ เนื่องจากมีการประกาศนโยบายเพิ่มคะแนนคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาลในปี 2563 จากการ มีมาตรฐานรายโรค และมีกระบวนการพยาบาลตามมาตรฐานรายโรค มีการนิเทศการปฏิบัติการพยาบาล และ มีการติดตามการบันทึกทางการพยาบาลโดยหัวหน้าหอ และกรรมการเวชระเบียนของหน่วยงาน ในส่วนการ บันทึกประเมินแรกรับ การวินิจฉัยการพยาบาล การวางแผน ปฏิบัติการพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล ทำให้หน่วยงานมีการใช้กระบวนการพยาบาลได้ตามเป้าหมาย 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละพยาบาลที่ใช้กระบวนการพยาบาล C=100 65.85 73.9 76.36 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 คะแนนเวชระเบียนในส่วนของบันทึก ทางการพยาบาล C>70* 66.95 75.5 85.09 74.05 84.08 84.68 72.68 81.52 81.26 59.22 75.22 75.18 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ใช้กระบวนการพยาบาลในการให้บริการ คะแนนการบันทึกการประเมินแรกรับ คะแนนการบันทึกการวินิจฉัยการพยาบาล


๑๐๕ ๖. ค่าใช้จ่ายในกลุ่มโรคเฉพาะ วิเคราะห์ ใช้ระบบการดูแลโดยพยาบาลผู้จัดการรายกรณี (Nurse case manager) ให้การพยาบาลผู้ป่วยตาม แผนที่กำหนดไว้ในแต่ละวันตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงจำหน่าย มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยชัดเจน ประสานทีมสห วิชาชีพ ส่งผลให้ผลลัพธ์การดูแลบรรลุตามเป้าหมายไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน จึงสามารถควบคุมจำนวนวันนอน ได้ตามแผน ค่าใช้จ่ายจึงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ๗. จำนวนวันนอน วิเคราะห์ ใช้ระบบการดูแลโดยพยาบาลผู้จัดการรายกรณี (Nurse case manager) ให้การพยาบาลผู้ป่วยตาม แผนที่กำหนดไว้ในแต่ละวันตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงจำหน่าย มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยชัดเจน ประสานทีมสห วิชาชีพ ส่งผลให้ผลลัพธ์การดูแลบรรลุตามเป้าหมายไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน จึงสามารถควบคุมจำนวนวันนอน ได้ ตามแผนกำหนดไว้ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดระยะวันนอนเฉลี ่ยยังไม ่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากมีผู้ป่วยทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยมากมีระยะเวลานอนในโรงพยาบาลนาน จึงมีแนว 1.2 1.2 NA Le=2 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยปลูกถ่ายไต (แสนบาท) C=2*** 4 4.2 5 Le=5 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยผ่าตัดหลอดเลือดทางเบี่ยง หัวใจ C=5*** 12 12 NA Le=12 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนวันนอนผู้ป่วยปลูกถ่ายไต C=14*** 15.6 14.35 12.71 Le<14 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนวันนอนเฉลี่ยผู้ป่วยหนักทารกแรก เกิด 17 12.5 10 Le=14 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวนวันนอนเฉลี่ยผู้ป่วยผ่าตัดหลอดเลือดทางเบี่ยง หัวใจ C=12*


๑๐๖ ทางการพัฒนาเพิ่มพูนทักษะของพยาบาลในด้านการประเมิน การวินิจฉัยปัญหา เพื่อค้นหาปัญหาสำคัญที่จะ คุกคามชีวิต และลดภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งส่งเสริมให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการดูแล 7.4 ผลลัพธ์ด้านบุคลากร ผลลัพธ์ด้านบุคลากร ประเมินผลการดำเนินการจากตัวชี้วัดทั้งหมด 6 ตัว ดังนี้ ๑. ร้อยละของบุคลากรทางการพยาบาลมีสมรรถนะตามเกณฑ์ที่กำหนด วิเคราะห์ จาการวิเคราะห์สมรรถนะทั้ง 3 ด้าน พบว่า พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่มีประสบการทำงานในระดับ Expert ประสบการณ์ทำงาน > 5 ปี มีCore competencyผ่านเกณฑ์ แต่ Functional competency ไม่ ผ่านเกณฑ์ในปี 2563 และ ปี 2564 ส่วน Specific competency ไม่ผ่านเกณฑ์ในปี 2563 ได้มีการ วิเคราะห์ GAP analysis และพัฒนาสมรรถนะ เช่น สมรรถนะที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมเพื่อพัฒนาขีดความสามารถ ให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญพิเศษของหน่วยงาน คือการดูแล CRRT ได้ส่งอบรมร่วมกับทำ workshop ใน กลุ่มงานผู้ป่วยหนัก และระบบพี่เลี้ยงการทำ CRRT ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และพัฒนาในเรื่องวิจัยทางการพยาบาล R2R CQI นวัตกรรม ได้ส่งพัฒนาร่วมกับกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล เพื่อเสริมสร้างด้านความแข็งแรงของ สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ และนำความรู้กับมาพัฒนาการดูแลผู้ป่วยต่อไป 75.57 83.96 90.08 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 คะแนนสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 92.29 92.36 95.39 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 Core competency 63.21 75.24 82.09 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 Functional competency 70.54 83.83 90.09 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 Specific competency


๑๐๗ ๒. ร้อยละความพึงพอใจในงาน คุณภาพชีวิตในงาน ความผูกพันต่อองค์กร วิเคราะห์ ความผูกพัน และความพึงพอใจของบุคลากรพยาบาลแต่ละกลุ่ม พบว่าในภาพรวมทั้งผ่านหมดทุก หัวข้อ แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายข้อจะพบว่า ปัจจัยด้านขวัญ และกำลังใจ การสร้างแรงจูงใจ การจัดอัตรากำลัง และภาระงานในหน่วยงานอยู่ในระดับต่ำ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วย และใช้ ระบบบริการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยแบบ CCB ที่ประกอบด้วยการบริหารอัตรากำลังโดยใช้ CAP Program ใน การมอบหมายงานที่เหมาะสม ตามความสามารถของแต่ละคน และการมี Buddy ที่มีพยาบาลพี่เลี้ยง ให้ คำปรึกษาตามนโยบายของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และให้บริหารจัดการอัตรากำลังไม่เกิน ๖๐ ชม./ สัปดาห์ ให้บุคลากรได้มีช่วงเวลาได้หยุดพัก และจัดสิ่งแวดล้อมห้องทำงานพยาบาล และห้องเวรที่เหมาะสม เพื่อสร้างความผูกพันและพึงพอใจ 74.48 76.63 76.62 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ความพึงพอใจในงานของพยาบาล วิชาชีพ C>70* 62.5 74.41 78.43 77.93 77.91 75.13 74.45 71.08 63.67 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ความพึงพอใจในงานตาม Generation Gen Baby Boomer Gen X Gen Y Gen Z 75.14 77.52 76.07 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 คุณภาพชีวิตในงานพยาบาล C>70* 58.2 78.03 79.38 75.92 78.28 75.07 74.65 80.76 77.28 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 คุณภาพชีวิตในงานตาม Generation Gen Baby Boomer Gen X Gen Y Gen Z 67.17 64.7 76.54 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ความผูกพันต่อองค์การพยาบาล C>70* 69.45 77.22 22.89 81.02 73.41 70.63 73.21 65.43 73.64 Le>70 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ความผูกพันต่อองค์ตาม Generation Gen Baby Boomer Gen X Gen Y Gen Z


๑๐๘ ๓. สุขภาพบุคลากรพยาบาล วิเคราะห์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี พบว่าพยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่ เริ่มเข้าสู่กลุ่ม เสี่ยงเพิ่มขึ้น ได้ดำเนินการสนับสนุนให้มีการรับประทานอาหารสุขภาพที่เหมาะสมโดยลดมัน ลดเค็ม ให้มี กิจกรรมออกกำลัง ส่วนกลุ่มเสี่ยงส่งเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรกลุ่มเสี่ยง มีการปรับพฤติกรรม การรับประทานอาหารและส่งเสริมการออกกำลังกายตามความชอบของแต่ละคน และติดตามผลลัพธ์ด้าน สุขภาพของบุคลากรโดยพี่เลี้ยงสุขภาพ และหัวหน้าหอกระตุ้นเตือนติดตาม สำหรับกลุ่มป่วยได้เข้าระบบการ รักษาอย่างต่อเนื่อง ๔. อัตราการคงอยู่ ลาออก ของพยาบาลวิชาชีพ 78.89 81.22 79.23 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละสุขภาพของ RN กลุ่มปกติ 11.23 8.92 11.29 Le<2 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละสุขภาพของ RN กลุ่มเสี่ยง 100 100 100 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละสุขภาพพยาบาลกลุ่มป่วยด้วย DM,HTได้รับการรักษา อย่างต่อเนื่อง 97.3 96.63 96.66 95.25 93.78 94.29 97.31 98.68 100 98.03 97.92 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการคงอยู่ของพยาบาลวิชาชีพ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร


๑๐๙ วิเคราะห์ จากการวิเคราะห์อัตราการคงอยู่ของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าใกล้เคียงเดิม ซึ่งกลุ่มที่มีอัตราการลาออก สูงสุด ได้แก่ GEN Y เนื่องจากต้องการค่าตอบแทนสูง และ Gen Z ที่เป็นกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว รวมกับต้องการ ค่าตอบแทนสูง และมีพยาบาลวิชาชีพบางส่วนขอย้ายไปอยู่แผนกอื่น แต่ละหน่วยงานในกลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนักได้วางแผนขออัตรากำลังทดแทน ส่วนการเพิ่มอัตราการคงอยู่นอกจากการสร้างบรรยากาศองค์กร แล้วยังเน้นการชี้แจงให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบการลาออก สิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามคู่มือบริหารกลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาลทำให้ผ่านเกณฑ์ในปี ๒๕๖5 ๕. ร้อยละของบุคลากรทางการพยาบาลได้รับการฟื้นฟูทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างน้อย ๑ ครั้ง/ คน/ปี วิเคราะห์ เนื่องจากงานมีลักษณะให้การดูแลผู้ป่วยหนักที่มีภาวะคุกคามชีวิต จึงได้พัฒนาขีดความสามารถของ บุคลากรด้านการฟื้นฟูทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักได้มีการ เตรียมความพร้อมของบุคลากรพยาบาลในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง โดยการฝึกซ้อมฟื้นฟูทักษะ CPR ทั้ง BLS และ ACLS และเพิ่มทักษะในการเป็น BLS และ ACLS Provider เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร ทางการพยาบาลในหน่วยงานให้ครอบคลุมทุกปี 1.49 2 1.41 2.37 3.62 2.34 1.74 1.31 1.97 Le<2 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 อัตราการคงอยู่ของพยาบาลวิชาชีพ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 การฟื้นฟูทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงของพยาบาล วิชาชีพ C=100*


๑๑๐ ๖. ร้อยละของพยาบาลได้รับการอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบ วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก มีการพัฒนาความรู้เฉพาะงานของแต่ละหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจัดอบรมวิชาการต่างๆ ในหน่วยงาน และส่งอบรมนอกหน่วยงานในงานที่เกี่ยวข้องให้กับพยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรทุกคนได้รับการพัฒนาความรู้ และทักษะในงานการพยาบาลอย่างน้อย 10 วัน/คน/ปี โดย หัวหน้าหน่วยงานดำเนินการติดตามตัวชี้วัดนี้อย่างสม่ำเสมอ 7.๕ ผลลัพธ์ด้านระบบงาน และกระบวนการสำคัญ ผลลัพธ์ด้านระบบงาน และกระบวนการสำคัญ ประเมินผลการดำเนินการจากตัวชี้วัดทั้งหมด ๔ ตัว ดังนี้ ๑. ร้อยละของ Rapid response team ได้รับการเตรียมความพร้อม ๒. ร้อยละบุคลากรได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับภัยพิบัติหรือภาวะฉุกเฉิน วิเคราะห์ มีการกำหนดแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมซ้อมแผนของโรงพยาบาลเป็น ประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภัยพิบัติ ทำให้ค่าตัวชี้วัดบรรลุเป้าหมาย 100 100 92.77 Le>90 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 การฟื้นฟูทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงของพยาบาลวิชาชีพ 90.7 91.2 92.77 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 RRT ได้รับการพัฒนาและเตรียมความ พร้อม 90.7 91.2 92.77 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 RRTมีแผนปฏิบัติการกรณีเร่งด่วน /ภาวะ ฉุกเฉิน 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 บุคลากรได้รับการเตรียมพร้อมส าหรับภัยพิบัติหรือภาวะ ฉุกเฉิน C=100*


๑๑๑ ๓. ร้อยละบุคลากรได้รับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อัคคีภัย วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ส่งบุคลากรเข้าร่วมอบรมและซ้อมแผนอัคคีภัยทุกปี และทุก หน่วยงานของกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักมีแผนอัคคีภัย และมีการประเมินระบบ 5 ส. มีระบบการ ตรวจสอบความพร้อมใช้ของถังดับเพลิงทุก 6 เดือนร่วมกับทีมรักษาความปลอดภัยและศูนย์คุณภาพทำให้ค่า ตัวชี้วัดบรรลุเป้าหมาย แนวโน้มดีและเปรียบเทียบกับค่ากลางอยู่ในระดับดี ๔. ร้อยละบุคลากรได้รับการเตรียมพร้อมการรับสถานการณ์ COVID -19 วิเคราะห์ ตั้งแต่เริ่มสถานการณ์แพร่ระบาด กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักได้ร่วมปฏิบัติตามนโยบายของกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล รวมทั้งมีการเตรียมบุคลากรทางด้านพยาบาลให้พร้อมรับ สถานการณ์ ได้แก่การ จัดเตรียม PPE ให้เพียงพอ การฝึกทักษะบุคคลากรในการใส่ PPE การปรับบริการพยาบาล การปรับสถานที่ รองรับผู้ป่วยโควิด ห้องแยกโรค การปรับบริการพยาบาลที่ ARI clinic ทำให้ค่าตัวชี้วัดบรรลุเป้าหมาย แนวโน้มดี ๕. ร้อยละการจัดระบบนิเวศในการทำงาน (Ecosystem) ของหน่วยงาน 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 บุคลากรได้รับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อัคคีภัย C=100* 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 หน่วยงานมีแผนรองรับสถานการณ์ COVID -19 C=100* 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 บุคลากรในหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วย COVID -19 ได้รับการซ้อมการใส่ PPE C=100* 68.1 71 82 66.1 70 72 64 68.5 68 72 70 90 Le=60 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของห้องผู้ป่ วยที่มีการจัดระบบนิเวศในการท างาน (Ecosystem) ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร C=60*


๑๑๒ วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ได้เสริมสร้างบรรยากาศการทำงาน โดยมีการจัดโซนพักผ่อน (Relax zone) ให้เจ้าหน้าที่ ในระหว่างปฏิบัติงาน ได้แก่ จัดให้มีห้อง/โซนรับประทานอาหาร มุมนั่งเล่น (มุมหย่อนใจ) และห้องนอนเวร การประเมินดัชนีความสุขของคนทำงาน (Happinometer) รวมทั้งทุกหน่วยงานมี คณะกรรมการ 5 ส. และผู้รับผิดชอบงาน ๕ ส.ในหน่วยงาน มีการมอบหมายบุคลากรทุกคนร่วมรับผิดชอบ แบ่งแต่ละ Zone กำหนด Big Cleaning Day ทุกไตรมาส มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม และสร้าง บรรยากาศให้สถานที่ทำงานให้น่าอยู่ มีแผนปฏิบัติการในการดำเนินงาน และรับการตรวจเยี่ยมของทีม IC ทุก ไตรมาส และกรรมการ ๕ ส. ของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ได้นำผลจากการตรวจเยี่ยมมาปรับปรุง สภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เอื้อต่อการทำงาน ทำให้หน่วยงานผ่านเกณฑ์ 5 ส. ระดับโบว์ทอง 7.๖ ผลลัพธ์ด้านการนำองค์กร ผลลัพธ์ด้านระบบงานและกระบวนการสำคัญ ประเมินผลการดำเนินการจากตัวชี้วัดทั้งหมด ๔ ตัว ดังนี้ ๑. จัดทำแผนปฏิบัติการสอดคล้องกับกลยุทธ์กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก มีการศึกษาแผนกลยุทธ์ของโรงพยาบาล และกลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล มีการจัดทำ SWOT analysis ของหน่วยงาน เพื่อทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับ กลยุทธ์ขององค์กร และถ่ายทอดแผนปฏิบัติการสู่ผู้ปฏิบัติในหน่วยงาน เพื่อคุณภาพของบริการพยาบาลและ ความเป็นเลิศในการพยาบาล จึงส่งผลให้การจัดทำแผนปฏิบัติการสอดคล้องกับกลยุทธ์กลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล 75 100 100 80 100 100 75 100 100 66.66 100 100 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของห้องผู้ป่วยที่คะแนน 5 ส. มากกว่า 90 % (โบว์ทอง) ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของแผนปฏิบัติการสอดคล้องกับกลยุทธ์กลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล C=100*


๑๑๓ ๒. ร้อยละบุคลากรปฏิบัติตาม MOPH (ค่านิยม) ของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักได้ดำเนินงานตามนโยบายของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลที่ได้ กำหนดแนวทางตามค่านิยม MOPH โดยมีคู่มือบริหารกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ซึ่งได้กำหนดระเบียบเวลา ขึ้นปฏิบัติงานนำลงใช้ทุกหน่วยงานกำกับติดตามการ Scan เวลาปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพโดยหัวหน้า หน่วยงาน ทำให้พยาบาลวิชาชีพมีร้อยละการขึ้นปฏิบัติงานตรงตามเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้มุ่งเน้นพัฒนา บุคลากรทางด้านคุณธรรมตามวิสัยทัศน์ โดยการจัดอบรมพฤติกรรมบริการ และจริยธรรมชองพยาบาลวิชาชีพ ทำให้พยาบาลวิชาชีพมีพฤติกรรมการบริการที่ดีภายใต้การนำขององค์กร ๓. องค์ความรู้และหรือนวตกรรมทางการพยาบาล วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรตามนโยบายของกลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล โดยแต่ละหน่วยงานมีการกำหนดแผลกลยุทธ์ที่ ๔ พัฒนาบุคลากร วิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาล จัดทำโครงการอบรมวิจัย / R๒R/ CQI /นวัตกรรมทางการพยาบาลกำหนดตัวชี้วัดอย่างน้อย ๑ เรื่อง/ปีโดย การส่งบุคลากรทางการพยาบาลเข้าร่วมโครงการอบรมวิจัย/R2R /CQI/นวัตกรรมทางการพยาบาล และจัดให้ มีผลงานวิชาการ โดยมีคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาการพยาบาลเป็นพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาการทำวิจัยต่อเนื่อง 86.7186.5387.6 85.7 87.5386.0887.5 89.5 87.8286.6488.5588.74 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 คะแนนจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพ ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร C>80* 89.2292.53 90.4392.36 92.69 85.1691.32 87.4691.82 86.6488.5688.74 Le>80 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของพยาบาลวิชาชีพที่ขึ้นปฏิบัติงานตรงเวลา ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร C>80 19 25 30 8 10 12 8 11 12 3 4 6 Le=1 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 จ านวน วิจัย/CQI/นวตกรรมทางการพยาบาล ภาพรวม ICU อายุรกรรม ICU ศัลยกรรม ICU กุมาร


๑๑๔ จนสำเร็จ และมีการสนับสนุนให้นำเสนอผลงานในระดับโรงพยาบาล เขตสุขภาพ และระดับประเทศ นอกจากนี้ส่งเสริมการนำมาใช้ในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น มีการยกย่องชมเชยบุคลากร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการนำวิจัยมาใช้พัฒนาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยหนักเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ๔. ร้อยละของการนำองค์ความรู้/วิจัย/เทคโนโลยีทางการพยาบาลมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน วิเคราะห์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก มีการพัฒนาการพยาบาลด้านวิจัย นวัตกรรม และ CQI มาอย่าง ต่อเนื่องทุกปี ได้มีการนำผลงานมาใช้ในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ได้แก่ เรื่องผลของการใช้ หลอดยางรองต่อการเกิดแผลกดทับที่ร่องใบหูของผู้ป่วยที่ได้รับการใช้เชือกผูกยึดท่อช่วยหายใจชนิดใส่ทางปาก เรื่องผลการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาผสมน้ำย่านางสกัดเย็น เรื่องการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย เด ็กมีภาวะหายใจลำบากที่ได้รับการใส่เครื่อง Heated humidified high flow nasal cannula (HHHFNC)หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม และนวัตกรรมป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ โดยมีการรวบรวมผลงานไว้ที่กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล และได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ทุกปีในโครงการ “Sharing Day” ซึ่งจัดโดยกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และในปีนี้จัดเป็นกิจกรรม “Budchin Nurse Originality Knowledge” ซึ่งหน่วยงานในกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ได้เข้าร่วม เผยแพร่ผลงาน รวมทั้งขอนำผลงานของหน่วยงานอื่นมาใช้ในหน่วยงาน หมายเหตุ * คู่เทียบ ได้จากค่ามาตรฐานสากล ** คู่เทียบ ได้จาก THIP *** คู่เทียบ ได้จากการเทียบค่ารพ. ระดับ A 100 100 100 Le=100 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ร้อยละของการน าองค์ความรู้/วิจัย/เทคโนโลยีทางการพยาบาล มาประยุกต์ใช้ภายในหน่วยงาน


๑๑๔ ๓. ส่วนสรุป: ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ หมวด ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ข้อเสนอแนะเพื่อการ ปรับปรุง/ พัฒนาต่อเนื่อง หมวด ๑ การนำองค์กร หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนักชี้แจงทำ ความเข้าใจ และให้และบุคลากรมีส่วนร่วมกัน กำหนดพันธกิจ สอดคล้องกับกลุ่มภารกิจด้าน การพยาบาล และโรงพยาบาล การเพิ่มศักยภาพบทบาทเชิงรุก วิธีการถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติ หมวด ๒ กลยุทธ์ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก มีประชุมทำ แผนปฏิบัติการ ถ่ายทอดแผนปฏิบัติการสู่การ ปฏิบัติกำหนดตัวชี้วัด และการติดตามทุกไตรมาส มีการทบทวน ปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ และนำ แผนที่ปรับเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติ พัฒนาแผนกลยุทธ์ที่ ๕ เชื่อมต่อ กับชุมชนให้ครอบคลุมมาก ยิ่งขึ้น หมวด ๓ ผู้ใช้บริการ วิเคราะห์กลุ่มผู้ใช้บริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มารับบริการในหอผู้ป่วย มีการจำแนกกลุ่ม ผู้ใช้บริการตามพฤติกรรมการใช้บริการ กำหนด ช่องทางการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อร้องเรียนของ กลุ่มผู้ใช้บริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระบวนการบริการพยาบาล เพื่อตอบสนองความต้องการ และทำให้เหนือกว่าความ คาดหวังของผู้ใช้บริการ หมวด ๔ การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก ศึกษา และ รวบรวมตัวชี้วัด คัดเลือก และกำหนดตัวชี้วัด ทั่วไป และเฉพาะโรค โดยครอบครอบคลุมทั้ง ๖ ด้าน ตามบริบทของกลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนัก พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ สมรรถนะ Expert เป็นพี่เลี้ยง ในการทำงานวิจัย และวิชาการ ในกลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนัก ส่งเสริมและ สนับสนุนในนำนวตกรรม ทางการพยาบาลไปเผยแพร่ หมวด ๕ บุคลากรพยาบาล มีการกำหนดสมรรถนะของพยาบาลในกลุ่มงาน การพยาบาลผู้ป่วยหนัก ให้สอดคล้องกับความ เฉพาะของหน่วยงานและสมรรถนะของกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล กำหนด Core / Functional competency / Specific competency / หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายพิเศษ ของบุคลากรพยาบาลในกลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนัก มีการจัดระบบการทำงานและ รับผิดชอบงานตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย โดย การพัฒนาและเรียนรู้สำหรับ บุคลากรพยาบาลตาม generation GAP


๑๑๕ หมวด ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ข้อเสนอแนะเพื่อการ ปรับปรุง/ พัฒนาต่อเนื่อง มุ่งเน้นการให้บริการพยาบาลผู้ป่วยอย่างมี คุณภาพ มีระบบประเมินผลงานบุคลากร พยาบาลที่สนับสนุนให้เกิดการทำงานที่ให้ผลการ ดำเนินการที่ดี โดยหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนักจัดระบบการประเมินผลการ ปฏิบัติงานอย่างมีธรรมาภิบาล หมวด ๖ การปฏิบัติการพยาบาล กำหนดสมรรถนะหลัก และกระบวนการทำงาน สอดคล้องกับกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และมี มาตรฐานรายโรค WI WP เพื่อให้บุคลากรใช้ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยมีหัวหน้าและ Chief Nurse กำกับนิเทศทังในเวลาและนอก เวลาราชการ เพิ่มการนำวิจัยและนวตกรรม มาสนับสนุนการปฏิบัติการ พยาบาล หมวด ๗ ผลลัพธ์ทางการยาบาล เกณฑ์ชี้วัดคุณภาพการพยาบาล ผลลัพธ์ทางการ พยาบาลครบ ทั้ง ๖ ด้าน พัฒนาในตัวชี้วัดที่ยังไม่ผ่าน เกณฑ์เพื่อให้การดำเนินการ บรรลุเป้าหมายหน่วยงานต่อไป


Click to View FlipBook Version