สุญญตาธรรมฉบับยอยอจากภาคผนวกวาดวยสุญญตาธรรม ในหนังสือธรรมโฆษณชื่อ สุญญตาปริทรรศนเลม ๒ ของพุทธทาสภิกขุ
พิมพครั้งที่ ๒ : พฤษภาคม ๒๕๕๔จัดพิมพ : สำนักพิมพสุขภาพใจ บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัดคณะที่ปรึกษา : เกียรติปรัชญาศิลปวุฒิ, กิตติปยพสุนทราประธานกรรมการบริหาร : บัญชา เฉลิมชัยกิจกรรมการผูจัดการ : โชนรังสีเฉลิมชัยกิจบรรณาธิการบริหาร : วรุตมทองเชื้อบรรณาธิการ : สนม นิลวรรณแบบปก/รูปเลม : ณัฐพล ธัมมปทีถายภาพ : สมคิด ชัยจิตวนิชฝายโรงพิมพ : ไพบูลยชาคริยานนท, จิรวรรณ พยาฆรินทรังกูรฝายขาย : มนัญชยา ศิริวงษ, อุดร ปญญาชัยฝายการตลาด : อัคคณัฐ ชุมนุม, เกวลีดวงเดนงามจัดจำหนาย : สายสงส ขภาพใจุบริษัท บุค ไทมจำกัด ๒๑๔ ซ. พระรามที่ ๒ ซอย ๓๘ ถนนพระราม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรงเทพฯุ๑๐๑๕๐ โทรศพทั ๐-๒๔๑๕-๒๖๒๑, ๐-๒๔๑๕-๖๕๐๗ โทรสาร ๐-๒๔๑๖-๗๗๔๔ www.booktime.co.thพิมพที่ : ฝายโรงพมพิ บริษัท ตถาตา พับลเคชั่น ิ จำกัด โทรศัพท๐-๒๔๑๖-๓๒๙๔ขอมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแหงชาติพุทธทาสภิกขุสุญญตาธรรม ฉบับยอ. พิมพครั้งที่ 2 --กรุงเทพฯ 246 หนา. 1. ธรรมะกับชีวิตประจำวัน. I.ชื่อเรื่อง. 294.3144 ISBN : 978-616-14-0110-8 สุญญตาธรรม ฉบับยอพุทธทาสภิกขุยอโดย ภิกขุฉ.ช.วิมุตตยานันทะ
สุญญตาธรรม ฉบับยอ เปนหนังสือที่ทางสำนักพิมพสุขภาพใจ จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ ๑๐๕ ปชาตกาลของทานพุทธทาสภิกขุ (๒๔๔๙-๒๕๕๔) โดยมีวัตถุประสงคเพื่อเผยแผหลักคำสอนของทานใหแผขยายกวางไกลมากยิ่งขึ้น และเพื่อแสดงความกตัญูกตเวทิตาถวายเปนอาจริยบูชาในวาระดงกลัาว โดยสำนกพั มพฯ ิ ไดคัดเลอกธรรมะทื สำค ี่ญทางพัทธศาสนาซุึ่งมีเนื้อหาโดดเดนนาสนใจ เหมาะที่จะนำไปประยุกตใชในชีวิตประจำวันหลากหลายแงมุม แลวใหชื่อชุดวา “ลัดสั้นถึงธรรม” ๕ เลม คือ ๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ๒. อริยสัจสำหรับคนสมัยใหม ๓. สุญญตาธรรม ฉบับยอ ๔. อิทัปปจจยตาทฆราวาสตี่องเรยนรี และปฏิบัติ ู ๕. บรมธรรม ฉบบยอ ัสุญญตาธรรม ฉบับยอ เปนธรรมบรรยายของทานพุทธทาสภิกขุ เมื่อวันที่๑๖ - ๒๗ เมษายน ๒๕๑๔ (รวม ๑๒ ครั้ง) เคยจัดพิมพอยูในภาคผนวกวาดวยสุญญตาธรรม ในหนังสือธรรมโฆษณชื่อสุญญตาปริทรรศน เลม ๒ภิกขุฉ.ช.วิมุตตยานันทะ ไดยอเปนเลมเล็กแลวใหสำนักพิมพสุขภาพใจจัดพิมพออกมาเมื่อป๒๕๔๕ บัดนี้ไดจัดพิมพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยจัดรูปเลมใหมีสีสันสวยงามขึ้น เนื้อหาในเลมนี้ ไดมุงเนนใหทุกคนโดยเฉพาะอยางยิ่งฆราวาสผูครองเรือน ไดศึกษาเรียนรูสุญญตา ซึ่งเปนหลักคำสอนที่เปนหัวใจของพุทธศาสนาตงแตต่ำส ั้ดจนถุงสึงสู ดหลากหลายแงมุม ุเพราะถารและเข ู าใจ “สุญญตา” อยางถกตูองแลว จะทำใหการปฏิบัติได ผลจรงและงิ ายขึ้น เปนการยนการศกษาึและปฏิบัติเพื่อการดับทุกขอยางแทจริงสุญญตา เปนเพชรเม็ดเอกของพุทธธรรม เปนธรรมะที่ทุกคนควรสนใจศึกษาปฏิบัติและนำไปใชในชีวิตประจำวัน จะทำใหอยูเย็นเปนสุข ทุกวัน และทุกกรณี สำนักพิมพสุขภาพใจพฤษภาคม ๒๕๕๔คำนำสำนักพิมพ
หนังสือเรื่อง “สุญญตาธรรม (ฉบับยอ)” ไดยอมาจากหนังสือ“สุญญตาปริทรรศน เลม ๒” ของพุทธทาสภิกขุตัดตอนเอามาเฉพาะภาคผนวก วาดวย “สุญญตาธรรม” ตั้งแตหนา ๒๖๑ ถึงหนา๕๒๐ มี๑๒ ตอน สวนตอนที่๑๓ เปนการตอบปญหา ไดตัดออกเมื่อยอแลว ไดนำลงพิมพเผยแผในนิตยสาร “ชาวพุทธ” ของพุทธนิคม เชียงใหมจนจบ. ในการยอเรื่อง “สุญญตาธรรม” นี้มีความประสงคจะรวบรวมใหเปนภาคผนวกของหนังสือ “ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” เพราะเปนเรื่องเดียวกัน คือ เปนการกลาวถึงเรื่องเกี่ยวกับ “ความวาง” อยางเดียวกัน. คำนำในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑
ฉ.ช. บัดนี้หนังสือ “ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” ไดพิมพรวมเลมเสร็จแลว เปนหนังสือขนาด ๑๖ หนายกพิเศษ หนาถึง ๒๐๖ หนา มี๖๒๕ ขอ สวน “สุญญตาธรรม” เมื่อยอลงแลวได๔๓๗ ขอ คิดเปนจำนวนหนาประมาณ ๑๗๐ หนา ถารวมเขาดวยกันจะเปนหนังสือที่หนาเกินไป จึงตองแยกออกมาพิมพตางหากสวนภาคผนวกของหนังสือ “ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” ไดรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับการจัดงาน “ปลงศพ” ของหลวงพอพุทธทาสนำลงแทน ซึ่งมีเพียง ๓๔ หนา (หนา ๒๐๗ – ๒๔๐). ในการรวบรวมพิมพเรื่อง “สุญญตาธรรม (ฉบับยอ)” เปนความประสงคของสำนักพิมพ “สุขภาพใจ” โดยการแนะนำของสมาชิกสวนโมกขผูอานหนังสือ “ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” ทราบวาขาพเจาไดยอหนังสือชุด “ธรรมโฆษณ” ของหลวงพอพุทธทาสไวหลายเรื่อง และที่ยังมิไดพิมพรวมเลมก็มีอยู คุณวรุตมทองเชื้อ กับคุณสามารถ ยั่งยืน แหงสำพิมพ “สุขภาพใจ” ไดไปพบขาพเจาที่วัดชลประทานรังสฤษฏ ปากเกร็ด นนทบุรีเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการนำตนฉบับไปพิมพรวมเลม. ขาพเจาไดมอบหนังสือ “คูมือมนุษย (ฉบับยอ)” ซึ่งพิมพรวมเลมเปนครั้งที่๔ แลว ใหไปพิจารณาในการจัดพิมพเปนครั้งที่๕
ในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑ปรากฏวา สำนักพิมพ “สุขภาพใจ” ไดจัดพิมพเปนอยางดีดวยความสุขุมรอบคอบและถูกตองเพื่อตองการใหหนังสือมีคุณภาพ ขาพเจาจึงยินดีมอบตนฉบับ “สุญญตาธรรม (ฉบับยอ)” ใหจัดพิมพรวมเลมเปนลำดับตอมา. เกี่ยวกับเรื่อง “สุญญตา” หลวงพอพุทธทาสไดแสดงไววาเปนเรื่องเดียวที่รวมขอปฏิบัติทั้งหมดของพุทธศาสนา ตั้งแตต่ำสุดจนถึงสูงสุด และสามารถนำไปใชไดแกบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกสาขาอาชีพ โดยเหตุที่คนไมรูเรื่อง “สุญญตา” จึงทำใหเกิดปญหายุงยากลำบากเดือดรอนขึ้นทั่วไปทุกวงการ นับตั้งแตครอบครัวจนถึงประเทศชาติตลอดถึงคนทั้งโลก ฉะนั้น เรื่อง “สุญญตา” เปนสิ่งที่ทุกคนควรสนใจศึกษาปฏิบัติและนำไปใชในชีวิตประจำวัน จักทำใหอยูเย็นเปนสุขไดทุกวัน และทุกกรณีการที่สามารถเผยแผเรื่อง“สุญญตา” ใหกวางขวางสูสังคมทั่วไป จัดเปนบุญกุศลมหาศาล จึงขอขอบคุณและอนุโมทนาเปนอยางสูงตอสำนักพิมพ “สุขภาพใจ” ไวณ โอกาสนี้. ในการบรรยายเรื่อง “สุญญตา” หลวงพอพุทธทาสมีความหนักใจอยูอยางหนึ่งคือ เมื่อพูดถึงเรื่องสุญญตาหรือความวาง คนสวนมากเขาใจไปวาเปนความ “วางเปลา” ไมมีอะไรเลย จึงไมสนใจ
ฉ.ช. ความจริง “ในความวางมีความเต็ม” คือเต็มไปดวยความสงบสุขเปรียบการกำจัดสิ่งสกปรกออกไปเสีย ที่ตรงนั้นก็จะเต็มอยูดวยความสะอาด อันทำใหเกดความสุขิ นั่นแสดงวา “เมอวื่ างจากความสกปรก จะทำใหเต็มอยูดวยความสะอาด” – “วางจากกิเลส ทำใหเตมอย็ ูดวยธรรมะ” – “วางจากความทกขุ ทำใหเตมอย็ ูดวยความสุข” ถาเขาใจไดอยางนี้ใครๆ ก็ยอมตองการความวาง คือ “สุญญตา”. การที่ชาวพุทธไมสนใจเรื่อง “สุญญตา” หลวงพอพุทธทาสมีความเห็นวา มีสวนมาจากพระไมสอนเรื่อง “สุญญตา” เพราะเห็นวาพนสมัย พระบางพวกยังมีการตอตานเรื่องสุญญตาวา ไมมีในพุทธศาสนา เปนของมหายานที่แตงขึ้นทีหลัง โดยเหตุนี้จึงมีการตัดความมุงหมายที่แทจริงของการบวชออกไปเสีย คือ ในการบรรพชาอุปสมบทมีคำกลาวแสดงถึงจุดมุงหมายของการบวชไววา “บวชเพื่อดับทุกขเพื่อทำพระนิพพานใหแจง” แตคำกลาวตอนนี้ถูกตัดออกเสียแลว ดวยความเขาใจวา เรื่อง “สุญญตา” หรือ “นิพพาน” เปนเรื่องพนสมัยเสียแลว แมบางพวกยังรักษาคำกลาวตอนนี้ไวอยู แตเอาไวตามประเพณีเทานั้นเอง จึงไมมีการสอนเรื่องนี้มีพระมหาเถระผูใหญรูปหนึ่ง ไดแสดงความเห็นไววา “ชาวพุทธมีแตศีล ๕ ก็พอแลว” ที่ทานกลาวอยางนี้ก็เพราะเห็นวาแมแตศีล ๕ ก็ไมมีเมื่อศีล ๕ ไมมีแลวสุญญตาจะมีไดอยางไร.
ในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑การที่เปนอยางนี้ตรงกับพุทธทำนายที่วา ในอนาคตกาล คนจะไมสนใจเรื่อง “สุญญตา” หรือ “นิพพาน” ดังพระพุทธภาษิตมีวา“...ในกาลยืดยาวฝายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย ผูที่มิไดอบรมกายมิไดอบรมศีล มิไดอบรมจิต มิไดอบรมปญญา... สุตตันตะเหลาใดที่เปนคำของตถาคต เปนข อความลึก มีความหมายซึ้ง เปนช นโลก ั้ตตระุวาเฉพาะดวยเรื่องสุญญตา เมื่อมีผูนำสุตตันตะเหลานั้นมากลาวอยูเธอจักไมฟงดวยดีจักไมเงี่ยหูฟง จักไมตั้งจิตเพื่อรูทั่วถึงและจักไมสำคัญวา เปนสิ่งที่ควรศึกษาเลาเรียน” ดังนี้ขอนี้เปนการกลาวถึงพระ เมื่อพระไมสนใจชาวบานก็ยิ่งหมดหวังการที่วา “ไมสนใจ” หมายถึง คนสวนมาก เพราะคนสวนนอยยังมีความ “สนใจ” อยูบาง มิฉะนั้นจะไมเกิดสวนโมกขพลาราม จะไมเกิดหลวงพอพุทธทาส ผูมีจุดยืนอยางมั่นคงตลอดกาล ในการประกาศธรรมฝายโลกุตตระ จนทำใหพุทธบริษัทเมืองไทยสวนหนึ่ง มีความตื่นตัวสนใจธรรมะฝายโลกุตตระ อันวาดวยเรื่อง “สุญญตา” หรือ “นิพพาน” นับเปนการทวนกระแสมิใหพระพุทธศาสนาไหลไปสูความเสื่อม. ความจริงศาสนามิไดเสื่อม คนตางหากที่เสื่อมจากศาสนาเพราะไมสนใจธรรมะฝายโลกุตตระ อันหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับ
ฉ.ช. “สุญญตา” ถาเขาใจหลักธรรมเรื่อง “สุญญตา” จะทำใหเห็นวา ขอปฏิบัติทุกขั้นตอนของพระพุทธศาสนา ยอมมี “สุญญตา” เปนพื้นฐาน แมศีล ๕ ก็เปนขอปฏิบัติเพื่อ “สุญญตา” ขอนี้เปนอันกลาวไดวา เมื่อรูเรื่อง “สุญญตา” เพียงเรื่องเดียว จะทำใหรูเรื่องอื่นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ดังมีคำกลาววา “รูหนึ่งรูหมด”. สัญญาณแหงความหายนะของสังคมแหงพระพุทธศาสนาในปจจุบันนี้อยูที่พระนวกะ คือ พระบวชใหมที่ไมเห็นความสำคัญของธรรมะหรือพระพุทธศาสนา จึงมีการบวชตามประเพณีเพียง ๕ วัน ๗วัน ๑๕ วัน แลวลาสิกขาไป แมพระนวกะที่บวชเขาพรรษา ๓ เดือนก็ไมสนใจศึกษาธรรมวินัย ไมอยูในโอวาทของพระอุปชฌายอาจารยเปนลักษณะของผูมีความอวดดีดื้อรั้น ชอบทำอะไรตามความพอใจของตนเอง อันเปนเรื่องของการเพิ่มพูนกิเลส ทั้งนี้เปนเพราะมีปญญารูจักแตเรื่องวัตถุจึงทำใหจิตใจมีความมืดบอดตอการที่จะรจักูคุณธรรมในทางจิตใจ. ความจริงปญหานี้แกไดไมยาก เพียงแตทำใหเขาหันมาสนใจธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะเกี่ยวกับ “สุญญตา” เมื่อเขาสามารถรูและเขาใจ แลวนำ “สุญญตาธรรม” มาปฏิบัติในชีวิตประจำวันไดปญหาทั้งหมดจักสิ้นลงไปเองโดยไมตองแกเปรียบการเทน้ำออกจากแกว
ในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑เพียงแตตะแคงแกว น้ำก็จะไหลออกมาเองจนหมด แตความยากอยูที่เขาไมอยากเท เพราะไมรูวา น้ำที่อยูในแกวนั้นเปนยาพิษ คิดจะเทเขาปากทาเดียว ดวยสำคัญผิดวาเปน “น้ำอำมฤต”. ในการแสดงธรรม พระพุทธเจาทรงปรับใจผูฟงใหเชื่อเสียกอนจึงจะแสดง เชน ตอนแสดงธรรมโปรดปญจวัคคีย ทีแรกพระปญจวัคคียไมเชื่อวาพระองคตรัสรูแลว ครั้นเมื่อปรับความเขาใจจนเกิดความเชื่อแลว จึงไดทรงแสดง “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” อันทำใหพระอัญญาโกณฑัญญะ ไดดวงตาเห็นธรรม ดังนี้. จิตใจของคนสมัยนี้ถูกระบบการศึกษาแหงวัตถุนิยมชุดยอมเสียจนดำมืดหนาทึบ จึงไมอาจมองเห็นแสงสวางแหงธรรมไดทำใหสำคัญตนวามีความรูมาก แตความจริงไมรูอะไรเลย เพราะยังตกอยูในสภาพที่เรียกวา “ความรูทวมหัว เอาตัวไมรอด” เปรียบหิ่งหอยใตกะลาครอบ เพราะความรูทั้งหมดนั้นตั้งอยูบนฐานของ “ความเปลี่ยนแปลง” อันเปนตนเหตุของความทุกขสวนความรูที่แทจริงนั้นตองตั้งอยูบนฐานของ “ความไมเปลี่ยนแปลง” อันไมถูกจำกัดดวยเวลาและสถานที่ เรียก “อนันตกาล” และ “อนันตเขต”. สัญชาตแหิงหงหิ่ อยใต กะลาครอบทงหลายั้เมอไดยินคำ ื่ ๒ คำนี้จะกอใหเกิดความฉงนสนเทหเปนอยางยิ่ง มีความสงสัยวาคำเหลานี้
ฉ.ช. 11มีอยูในโลกดวยหรือ ทำนองเดียวกับคำประกาศของพระพุทธเจาเรียกรองสาวกใหเขาประตูนิพพาน อันเปนแดนที่พนจากความตายแตไมมีใครสนใจ พากันวิ่งหนีกันไปหมด ดังพระพุทธภาษิตมีวา “ประตูนครแหงความไมตาย ตถาคตเปดโลงไวแลว เพื่อสัตวทั้งหลายเขาถิ่นอันเกษม กระแสแหงมารผูมีบาป ตถาคตปดกั้นเสียแลว กำจัดเสียแลว ทำใหหมดพิษสงแลว ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงเปนผูมากมูนดวยปราโมทยปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด”. ดังนี้เปนการทำใหเกิดความสงสัยแกชาวโลกวา “นครแหงความไมตายมีอยูหรือ”. ผูที่ไมเชื่อจึงพากันวิ่งหนีไปเขา “ประตูนครแหงความตาย” ของพญามารกันหมด. พระผูมีพระภาคเจา ทรงนำแนกปญญาของชาวโลกไว๓ประการ เปรียบดอกบัว ๓ เหลา คือ ดอกบัวเหนือน้ำ ดอกบัวเสมอน้ำ และดอกบัวใตน้ำ หนังสือนี้พิมพขึ้นเพื่อประโยชนแกบุคคล ๒ประเภท คือ ผูมีปญญาประเภทดอกบัวพนน้ำ กับ ดอกบัวเสมอน้ำสวนดอกบัวใตน้ำนั้นสุดวิสัยจริงๆ ที่จะตามลงไปชวยไดเพราะพระพุทธเจาก็ไมอาจชวยบุคคลพวกนี้ไดถาใครขืนตามลงไปชวยอาจถูกฉุดใหตายอยูใตน้ำก็เปนได.
ในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑มีเรื่องเลาวา เทวดามาชวนหนอนที่คลุกเคลาอยูในหลุมสวมใหไปอยูสวรรคดวยกัน หนอนเห็นวาอยูในหลุมสวมสบายดีแลว แถมยังชวนเทวดาใหไปอยูดวยกันในหลุมสวม ตองยอมรับวาบุคคลประเภทนี้มีอยู อยาพยายามขวนขวายเสียใหยากเลย จงปลอยไปตามวิถีทางของเขาเถิด ลักษณะอยางนี้พระพุทธเจาทรงปลงสังเวชวา “เกิดมาเปนหมันเปลา”. สำนักพิมพ “สุขภาพใจ” ยอมเสี่ยงเปนอยางมาก ในการตัดสินใจพิมพ “สุญญตาธรรม (ฉบับยอ)” ออกเผยแพร เพราะเห็นวา“ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” อันกลาวดวยเรื่อง “ความวาง” เหมือนกันยังขายไมคอยออกเลย เพราะมีคนสนใจนอยมาก มีหลายคนแมขนาดครูบาอาจารยไดรับแจกหนังสือ “ไกวัลยธรรม (ฉบับยอ)” ไปแลวบอกวาอานไมรูเรื่อง ความจริงเปนเรื่องในตัวเองทั้งสิ้น คนเราเมื่อไมพยายามขวนขวายใหรูจักตัวเองแลว เรื่องมันก็จบกันแคนั้น. คนสวนมากเขาใจผิดคิดวา ในความวางมีความวางเปลา แตที่แทในความวางมีความเต็ม ยกตัวอยางเชน เมื่อวางจากความสกปรกจะเต็มอยูดวยความสะอาด – วางจากความทุกขยอมเต็มอยูดวยความสุข – วางจากกิเลส ยอมเต็มอยูดวยธรรมะ ดังนี้เปนตน ขอใหทุกทานจงไดรับ “ความเต็ม” ตามประสงค โดยอาศัยเครื่องมือ
ฉ.ช. 13คือ “ความวาง”... ใครอยากเอามากจักไดนอย ใครอยากเอานอยๆจักไดมาก ใครไมเอาอะไรเลยคือวาง จักไดทั้งหมด “วางคือเต็ม”. ภิกขุ ฉ.ช. วิมุตตยานันทะวัดพระเจดียงาม ต.บอตรุอ.ระโนด จ.สงขลา๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐
คำนำสำนักพิมพ ๓คำนำในการพิมพรวมเลมครั้งที่ ๑ ๔บทนำ วางคือเต็ม ๑๗๑. สุญญตาธรรมเปนเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา ๔๑๒. สุญญตาธรรมเปนเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา (ตอ) ๕๑๓. สุญญตาธรรมคือพุทธศาสนาเดิมแท ๖๓๔. สุญญตาธรรมกับจิตวางเกี่ยวของกันอยางไร? ๗๗๕. สุญญตาธรรมจำเปนแกฆราวาส ๙๗๖. สุญญตาธรรมจำเปนแกฆราวาส (ตอ) ๑๑๗๗. สุญญตาธรรมจำเปนแกคฤหัสถ ๑๓๕๘. สุญญตาธรรมสำหรับวนปรัสถและสันยาสี ๑๕๙๙. สุญญตาธรรม สรุปความสุญญตาธรรม ๑๗๓๑๐. สุญญตาธรรม สุญญตาเกี่ยวกับการปฏิบัติ ๑๘๙๑๑. สุญญตาธรรม หัวใจของการปฏิบัติเกี่ยวกับสุญญตา ๒๐๕๑๒. สุญญตาธรรม สิ่งที่เรียกวา “สติ” เพียงคำเดียว ๒๑๙สารบัญ
สุญญตาธรรมฉบับยอ
ถามีการเจริญ “สติสัมปชัญญะ” ในชีวิตประจำวัน จะทำใหพบกับพระนิพพานทุกคราวไป
ฉ.ช. บทนำ วางคือเต็มสิ่งที่ชาวโลกตองการเอามาใหเต็มมีอยู ๒ อยางคือ “กับ “เกียรติ” ดังที่พระพุทธเจาตรัสอยูเสมอวา สิ่งอันเปนที่ตั้งแหงความยึดถือของสรรพสัตวทั้งหลายไดแก “ตัวเรา” (เกียรต“ของเรา” (ลาภ) ในทางจิตวิทยา ผูที่ไดรับการยกยองวาเปน “บิจิตวิทยา” ไดแก ซิกมันต ฟรอยด ไดบัญญัติตนเหตุแหงพฤตของมนุษยวา มาจาก “กามารมณ” อันหมายถึงสิ่งที่เรียกวาเรา” แตแอดเลอรผูเปนศิษยของฟรอยดแยงวา มาจาก “ตองการเปนคนสำคัญ” อันนี้ไดแกสิ่งที่เรียกวา “ตัวเรา” อาจารยกับศิษยมองเห็นคนละดาน ความจริงถูกทั้งสองคนแตถูกคนละดาน “ในความเต็มมีความวาง ในความวางมีความเต็ม
เอามารวมกันแลว ก็เปนความสมบูรณตามหลักพุทธศาสนา บัญญัติความยึดถืออันเปนตนเหตุของพฤติกรรมทั้งมวลของมนลงในสิ่ง ๒ สิ่งคือ “ตัวเรา” (อัตตา) กับ “ของเรา” (อัตตนียาเมื่อเกิดความตองการขึ้น เพื่อแสวงหาใหไดมาในส ประการ คือ “ลาภ” (ของเรา) กับ “เกียรติ” (ตัวเรา) ชาวโลกผูไมรูยอมไปแสวงหาดวย “การเอา” ตามอำนาจของความอยาก ถูกผลักดันไปดวยความอยาก จะทำใหเกิดความไมรูจักอิ่ม ไมรูจักพอไดก็เหมือนไมไดเพราะไดแลวไมเอา จะไปเอาสิ่งที่ยังไมไดอยทำใหเหน็ดเหนื่อยกระหืดกระหอบอยูตลอดเวลา เมื่อตัวเองไม เปนเหตุใหมีการแยงชิงกับผูอื่นซึ่งมีความไมพอเหมือนกัน ทำใหมีการเอารัดเอาเปรียบกันดวยอำนาจความเห็นแกตัว นำมาซึ่งการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ถึงกับมีการฆาแกงกันในที่สุด จนกลายเปนสงครามมหาสงคราม ทั้งหมดนี้มาจาก “ความอยาก” ที่ไมรูจักพอตัวเดียว. ในเมื่อมีความไมรูจักพอในสิ่งที่ไดมา นั่นเปนการถึงสภาวะแหงความลมเหลวของชีวิต เพราะผูที่พอไมไดคือคนยากจนคนแคน แมจะมีทรัพยนับดวยรอยลานก็ตาม ถาไมพอก็เปนเหมือนไมมีเกี่ยวกับเรื่องนี้พระพุทธเจาตรัสวา “สนฺตุฏฺีปรมํธนํ –
ฉ.ช. สันโดษเปนทรัพยอยางยิ่ง” ความสันโดษ หมายถึง การ “รูจักพอ” ยินดีตามมีตามไดถาทำความรูสึกใหรูจักพอ ยินดีตามมีตามได นั่นแหละคอผื ูร่ำรวยทแที่ จริง ผูรูจักพอยอมไม เปนทาสของความอยากคือวางจากความอยาก ทำใหมีความเปนอยูอยางเปนผูเต็มไปดความร่ำรวย เมื่อมีความยินดีในสิ่งที่มีอยูสิ่งนั้นเปนของเรา ถาไมยินดีถึงจะมีมากก็ไมใชของเรา เพราะความอยากจะผลักดันใหไปเอาสยังไมมีอยูร่ำไป. มีก็เหมือนไมมีนี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกวาความเต็มมีความวาง”. ในการแสวงหาใหไดมาทั้งลาภและเกียรติจักสำเร็จไดการใหมิใชสำเร็จไดดวยการเอา คือใหลาภใหเกียรติแกผูอื่นแลวทั้งลาภและเกียรติจึงจะตกมาเปนของเรา คือทำลาภและเกใหวางไปจากเรา แลวลาภและเกียรตินั้นจะกลับมาเต็มอยูในเรา สวนมากมักจะมีการอิจฉาริษยาในลาภและเกียรติของผูอื่น ของเราไปทำลายความดีของคนอื่น ความดีนั้นจะมาอยูในใจเราไดอยางไร พวกเห็นแกตัวจักหาความเจริญมิไดผูที่มีความเห็ยอมมีความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหนในลาภของตัว จักไมยินดสละชวยเหลือผูอื่น ผูนั้นจะประสพความวิบัติในที่สุด ทรัพยนั้นจะถูกทำลายดวยโจรบาง ถูกทำลายดวยไฟบาง เพราะไมมีบุญคุมครอง
การชวยเหลือผูอื่นคือการทำบุญ เกี่ยวกับเรื่องนี้พระเยซูสอนวา สะสมทรัพยไวในสวรรคที่โจรลักไมไดไฟไหมไมไดอยาสะสมทรไวในโลกที่โจรลักไดไฟไหมไดที่วาสะสมทรัพยไวในสวรรค หมายถึงการสะสมทรัพยไวในจิตดวย การสรางบุญกุศลแหงการใหการสะสมทรัพยไวในโลก หมายถึงการสะสมทรพัยไวเปนวัตถุดวยการเอา ยึดถือเอาเปนของตน ความจริงทุกสิ่งมิใชของเรา แตเปธรรมชาติเรามายืมใชชั่วคราวเทานั้น. สิ่งที่เรียกวา “ลาภ” ไดแกทรัพยสมบัติขาวของเงิทั้งหลาย พระพทธเจุาทรงเปร ยบดีวย “อุจจาระ” พระภกษิ ุที่ ลาภ เห็นแกปจจัยสี่พระองคทรงตำหนิวา “ภิกษุกินคูถ” อุจจาระ เปรียบดวยสัตวกินคูถ ในประเทศอินเดีย เรียกกังสฬกะ” เกี่ยวกับเรื่องนี้มีขอสังเกตอยูวา ใครฝนวาเปอนอจักไดลาภ แตถาฝนวาเปอนอุจจาระแลวลางออกเสียคือเสียลาภ“อุจจาระ” เปนอาหารอันโอชะของสัตวเดรัจฉาน เมเดรัจฉานเห็นกองอุจจาระ จะรีบเขาไปกอบโกยเอาดวยความยคนกินอุจจาระเหมือนกัน แตกินโดยออม คือใสปุยตนไมไปกอน คนกินผักพืชผลไมที่สำเร็จมาจากอุจจาระ อุปมาขอนี้พระพตองการจะชี้ใหเห็นวา ผูใดแสวงหาทรัพยดวยความอยาก ดวยความ
ฉ.ช. เห็นแกตัว เชน พวกโจร พวกคดโกง ทุจริตคอรัปชั่น พวกเลนหวยเลนเบอรเลนการพนัน เปนตน เปนลักษณะของผูเปนทาสเงิน เปนผูมีฐานะเทาเทียมกับเดรัจฉาน เมื่อตายไปจะไปเกิดเปนเดรัจฉาน เหตุนี้ทานผูรูจึงไมเปนทาสเงิน ไมตกอยูในอำนาจของเงิน ไมถือเอาเงินเปนพระเจา มีการใชเงินในฐานะผูเปนนาย คือสละไปกอนแลวจะกลับมาเปนของเราทีหลัง เหมือนอุจจาระใสปุยตนไมอันนลักษณะของมนุษยอันหมายถึงผูมีใจสูง คือสูงกวาเดรัจฉาน เมไปจะกลับมาเกิดเปนมนุษย. ผูเปนมนุษยจะใชเงินดวยการใหการบริจาค การเสเพื่อเห็นแกความสขของผูอื่น เห็นแกประโยชนสวนรวม ประหลาดตรงที่วา เงินทองขาวของทรัพยสมบัติที่สละออกไป กลับมาเปนของเราคือแปรรูปเปน “ธรรมธาตุ” หรือ “คุณธรรมอยูที่จิต มาสะสมอยูในจิตเหมือนกับฝากธนาคารจิตเอาไวเพราะเราเสียสละดวยเจตนาของจิต คำที่กลาววา “ทำดีไดดี” ก็คือไดคุณธรรมเกดขิ นในจิต ึ้เมอสื่งเหลิ่าน นไปอย ั้ ในจ ู ตแลว ิ จะกลายเปนแกวสารพ คือนึกเมื่อไรไดเมื่อนั้น. โดยเหตุนี้ คนโบราณจึงสอนวา “เอาบุญกอนแลวัเอง” คือสละไปกอนแลวผลตอบแทนจะมาทีหลัง แตการเสยสละ
นั้นตองไมหวังผลตอบแทน จึงจะไดบุญเต็มที่ คือทำบุญแบบปดทองหลังพระ สุภาษิตทิเบตมีวา “เมื่อทานทำประโยชนผูอื่นอย จำเปนตองทำประโยชนเพื่อตน เพราะนั่นเปนประโยชนของตนอยแลว” ฉะนั้น ผูที่เขาใจในกฎแหงกรรมจึงกลาววา “ทำอยอยางนั้น”...เมื่อทำประโยชนผูอื่น ประโยชนนั้นเปนของเรา ตัวอยางมีวา “ผูใดทำบุญดวยอาหาร จะไมอดอาหาร” ดังนี้เปนตนการใหการบริจาค การเสียสละ หมายถึง การทำวัตถจากเราไปเสีย แตแลวกลับไปเต็มอยูในจิต โดยเหตุนี้สุภาษิตจึงกลาวไววา “ในความวางมีความเต็ม” เกี่ยวกับเรื่องนี้พระพุทธเจแสดงอปมาไววา “เมื่อเรือนถูกไฟไหมสิ่งของใดที่นำหนีไฟออกมาไดสิ่งของนั้นยอมเปนของเรา แตสิ่งของใดที่นำออกมาไมไดสิ่งของนเปนของไฟ คือถูกไฟไหมหมด ฉันใด สิ่งของใดที่นำออกจากกิเลสแหงความเห็นแกตัว บริจาคออกเปนทาน สิ่งของนั้นเปนของเรา กินเองใชสอยเอง สิ่งนนสั้ ญเปลา ูเหมอนถื กไหมูในเ รือนทไฟไหม ี่ ฉันาสงสารนักการเมืองที่ไมรูความจริงขอนี้ มีการแสวงหาประโยชนเพื่อตน หรือพวกของตน พากันประสพความหายนะลกันเปนแถว แมนักการเมองตื างประเทศก็มีตัวอย างให เห็น ตรงกพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทำหนาที่เพื่อประโยชนสุ
ฉ.ช. พสกนิกรทั่วประเทศ ทำใหพระองคทรงตั้งอยูในฐานะเปนกษัตริยของโลก ไดรับการยกยองสรรเสริญทั่วโลกวาเปนกษัตริยผูทรงทศพิธราชธรรม มหาตมคานธีของประเทศอินเดียก็เชนเดทำหนาที่เพื่อสันติสุขของชาวอินเดียและของโลก จึงไดรับการยกยเปนมหาบุรุษของโลก “ผูไมรูจักตาย” การที่นักการเมืองของประเทศไทยสวนมาก มองสิ่งที่เปดเผยเหลานี้ไมเห็น เพราะถูกความคิดที่เปนฝายอกุศล ๓ ประการปดบังเอาไวชนิดที่เรียกวา “เสนผมบังภูความคิดที่เปนอกุศล ๓ ประการนั้น ไดแก ความคิดในทางกาม คิดในทางพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เรียก “อกุ๓” คือ กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก หมายถึงความคิดที่จะเอา จะไดจะมีจะเปน ใครขวางทางมีการแยงชิงผลประโยชนกัน การพยาบาทปองรายฆาแกงกัน ทั้งนี้เพราะมีความคิดไปในทางเหแกตัวเปนพื้นฐาน อกุศลวิตกทำใหใจมืดเปนที่ดับของปญญา เห็นบาปบุญคุณโทษ ทำใหเกิดความรูสึกอึดอัดคับแคบใจ หวาดหวระแวงภัยอยูตลอดเวลา พระพุทธเจาทรงเปรียบเรื่องนี้เหมือนกเลี้ยงโคในฤดูทำนา ตองเลี้ยงบนคันนาซึ่งเนื้อที่คับแคบ และตองระวังอยาใหวัวไปกินขาวของชาวนา จะถูกปรับไหม.
กิเลสทั้งหลายทุกชนิดเกิดมาจากความเห็นผิด (มิจฉาทเมื่อรูอยางนี้วิธีแกจึงไมยาก เพียงแตทำความเห็นถูก (สัมมาทใหเกิดขึ้น จักทำใหกิเลสดับและความทุกขก็พลอยดับไปดเพราะความทุกขมาจากกิเลส นั่นคือ นำสิ่งที่ตรงกันขามกันมาแกไดแก “กุศลวิตก ๓” คือ เนกขัมมวิตก (คิดออกจากกาม) อพยาปาทวิตก (คิดไมพยาบาทปองราย) อวิหิงสาวิตก (คิดในทางไมเบียดเบียนกุศลวิตกทำใหใจสวางเปนที่เกิดของปญญา ทำใหรูจักบาปบุญคุณโทษ ประโยชนมิใชประโยชนพระพุทธเจาทรงเปรียบเรเหมือนการเลี้ยงโคในฤดูที่เสร็จการเก็บเกี่ยวแลว มีพื้นที่โลงกว ตองหวาดหวั่นระแวงภัย ปลอยใหฝูงโคกินหญาไปตามสบาย เพียงแตเหลือบดูเปนครั้งคราวก็พอแลว. อกุศลวิตกที่สรางเปนปญหาสังคมอยูในเวลานี้ไดขยายตัวของกามารมณอยางสุดเหวี่ยงไมมีขอบเขต จนถึงกับมีการซื้อขายสิ่งสนองกามารมณกันอยางกวางขวางระดับโลก ทั้สินคาเขาและสินคาออก ทั้งนี้เพราะมีความคิดแตจะเพิ่ม ไมรูจักคิดที่จะลด เนื่องจากเขาใจผิดคิดวานั่นคือความสุขชั้นยอด ที่แทเปนความสุขชนิดดื่มน้ำตาลเจือยาพิษ...ในทางพยาบาทปองรายก็มาจากความเห็นผิด คิดวาฆาเขาเราไดประโยชน ที่แทจะมีการสนองกรรมให
ฉ.ช. เองถูกฆาในภายหลัง...ในทางเบียดเบียนหมายถึงการเบียดเบียนตนเอง ที่เห็นชัดเวลานี้คือปญหายาเสพติด ความจริงยาเสพติดทีแรกใหความสุขโปรงโลงเบาสบาย คลายเครียด แตผลที่ตามมาคเสพติดและทำลายตนเอง สิ่งเหลานี้จักแกไดดวยการเปลี่ยนความคิดไปในทางตรงกันขาม คือคิดตามทางของฝาย “กุศลวิตก”. เกี่ยวกับความคิดในทางกาม พระพุทธเจาทรงแสดงโทษไววา “กามทั้งหลายมีรสอรอยนอย มีทุกขมาก มีความคับแคโทษอันแรงรายมีอยูในกามนั้นอยางยิ่ง” ทรงเปรียบอันตรายไวหลายอยาง เชน การดื่มน้ำตาลเจือยาพิษ การเกาขอบแผล คบไฟทวนลม ดังนี้เปนตน ความคิดในทางกามเกิดมาจากการทำความรูสึกในสิ่งนั้นวาสวยวางาม แตความจริงเปนซากศพ เมื่อมองเห็นตามเปนจริงวา “เปนอสุภะ” เปนซากศพไมสวยไมความคิดในทางกามก็ดับ เปนลักษณะของความอิ่ม ความพอในทางกามารมณ เพราะไมตองการอีกแลว นี่ไมรูจักคิดในทางปลเรื่องกามารมณจึงลุกลามเตลิดเปดเปงไปกันใหญจนถึงกับพกับลูกสาวตนเองก็มีขาราชการผูนอยตามหัวเมือง มีความหนการตอนรับเจาใหญนายโตจากสวนกลาง คือ นอกจากจะมีการเลี้ยงดูอยางดีแลว ยังตองมีการปูเสื่อดวย.
เกี่ยวกับความคิดในทางพยาบาทปองราย ความคิที่แทเปนการจุดไฟเผาตนเอง คนอื่นโดยเฉพาะผูที่ถูกพยาบาทไมรับรูดวย ถาสำเร็จผลเปนการฆาเขาตาย ยอมหมายถึงการฆาตนเองทำใหเกิดความรูสึกเหมือนตายทั้งเปน คือตายทางวิญญาณ คนที่ฆาผูอื่นคือคนโงเพราะฆาไดแตรางกายเขาเทานั้น สวนจิตใจหรือวิญญาณมิไดตายตามไปดวย จักมีการเวียนวายไปสูการเกิดใหมตอไปโดยเหตุนี้การตายทางกายจึงเปรียบเหมือนงูลอกคราบ งูทิ้งคราบไวที่นี่ แตตัวงูไปที่อื่นแลว คราบงูเปรียบรางกาย ตัวงูเปรียบจิตใจหรือวิญญาณ เมื่อเปนอยางนี้การฆาผูอื่นนอกจากจะไมถูกตัวจริงของเขาแลว ยังเปนการชวยรับบาปกรรมของเขามาเปนของตัวดวย ฉะนั้น ที่คิดฆาผูอื่นคือคนโง คนฉลาดจึงคิดในทางแผเมตตา เปนการทำศัตรูใหเปนมิตร มีการอยูรวมกันในโลกอยางมีความสุข. การฆาผูอื่นใหตายสมใจ ตองเปนการฆาทางวิญญาณ ทำวิญญาณของเขาใหอยูในอำนาจของเรา เชน พระพุทธเจองคุลิมาลใหตายจากโจรใจราย มาเกิดเปนพระสงฆผูสงบ เปนการทำใหองคุลิมาลมาอยูใตอำนาจของพระพุทธเจา การฆาอยางนชัยชนะที่เด็ดขาด ถาเปนการฆาทางรางกาย จะมีการจองเวรกสิ้นสุด การที่ใครคิดจะฆาใครสักคน แสดงวาผูนั้นทำไมดีกับเรา
ฉ.ช. ที่ถูกวิธีคือ การเปลี่ยนความไมดีของเขาดวยความดีของเรา ใหกลับมาเปนมิตรสหายหรือเพื่อนตาย ในกรณีอยางนี้เปนการเอาชนะดวยเมตตาธรรม ฉะนั้น ถาคิดจะฆาใครสักคน จงฆาใหถูกตัวเขาควิญญาณ ทำตัวเขาใหมาเปนของเรา หรือเปนอยางเดียวกับเรา เปนคนเดียวกัน. เกี่ยวกับความคิดในทางเบียดเบียน เปนความคิดที่ตั้งอยความยึดถือวาเปนตัวเราของเรา ทำใหเกิดความเห็นแกตัวแสวงหาความสุขเพื่อตัวโดยไมคำนึงถึงความเดือดรอนของผการทำอยางนี้นอกจากจะเปนความสูญเปลาแลว ยังเปนการสรความทุกขใหเกิดขึ้นแกตนเองดวย เพราะ “การใหทุกขแกทาน นั้นถึงตัว” ในกรณีพวกติดยาเสพติด ก็เปนการแสวงหาประโยชนเพื่อตัว เชน คนสูบบุหรี่ในที่ชุมชน นอกจากเปนการทำรายตนเองแลว เปนการทำรายผูอื่นดวย กฎหมายหามสูบบุหรี่ในที่ชุมชนไดประกาศออกมาหลายปแลว แตยังมีคนสูบบุหรี่บนรถเมลอยูอีก ทำไมรูไมชี้รูสึกสะกิดใจบางเลยหรือวาผิดกฎหมาย และเปนที่รังเกียจของสแมยาเสพติดอยางอื่นก็มีลักษณะเปนการเบียดเบียนตนเองและผดวยอาการอยางนี้ตามที่กลาวมานี้เปนเพียงตัวอยางบางประการเกี่ยวกับความคิดในทางเบียดเบียน.
วิธีแกความคิดในทางเบียดเบียน จักสำเร็จไดดวยการคทางตรงกันขาม คือคิดในทางไมเบียดเบียนทั้งแกตนเองและผดวยการปลอยวางความยึดถือในความเปนตัวเราของเรา ลัอยางนี้เปนการแสดงถึงการเขาไปเบียดเบียนความยึดถือ นั่นคความคิดในทางเบียดเบียนดวยการเบียดเบียนความยึดถือ ถาคความยึดถือ ทำใหเกิดทุกข ทำใหตนเปนศัตรูกับตนเอง ถาคการปลอยวางความยึดถือ เปนการทำใหตนเปนมิตรกับตนเอง ทำใหเกิดความสุข. การที่ตองบรรยายเกี่ยวกับวิตก ๖ ประการมาอยางยก็เพื่อตองการเปดตานักการเมื ขาราชการผูใหญนายทุนทั้งหลาย ผูกำลังตกอยูใน “โมหะภูมิ” ตามพระราชนของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เรื่อง “พระมหาชนก” อักำลังนำชาติไปสูความหายนะ ดวยความไมรูเทาถึงการณ ความรูสึกสำนึกในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพราะเหตุแหงความคิดในทางอกุศล ๓ ประการ คือ คิดในทางกาม คิดในทางพยาบาท ทางเบียดเบียน ใหเปลี่ยนความคิดไปในทางที่ถูกตอง เปนก ประการ คือ คิดในทางออกจากกาม คิดในการไมพยาบาท คิดในการไมเบียดเบียน จักเปนการทำใหเกิดความสุข ความสงบ และความ
ฉ.ช. รอดปลอดภัย ทั้งแกตนเองและผูอื่น ตลอดจนประเทศชาติโดยสวนรวม เคยคิดกันบางหรือเปลาวา เมื่อชาติอยูรอดทุกคนก็ปลอดภัยใครคิดทำลายชาติดวยการเอาตัวรอด ผูนั้นจักไมไดรับความรอดตามที่กลาวมานี้ เปนการชี้ใหเห็นถึงหลักในการแกปหรือแกกิเลสอยางถูกวิธีคือ นำสิ่งที่เปน “คู” กันมาแกเม“อกุศลวิตก” ก็นำเอา “กุศลวิตก” มาแกลักษณะอยางนี้ถากลาวใหถูกตามความเปนจริงก็คือ เปลี่ยนตัวอกุศลใหเปนกุศล เปรีแปลงขาวสารใหเปนขาวสุกดวยการหุง ขาวสารเปรียบดวยกิเปนฝายอกุศล ขาวสุกเปรียบดวยธรรมะอันเปนฝายกุศล เปรียบดวยปญญา หมายความวา เมื่อกิเลสเกิดขึ้น เอาปญญามาเปลี่ยนใหเปนธรรมะเสีย “อกุศลวิตก” เปนกิเลส ใชปญญามาเปลี่ยนใหเปน “กุศลวิตก” จะทำใหพบธรรมะในที่เดียวกัน. “อกุศลวิตก” มีความตองการที่จะเอามาใหมีใหมากใหเต็ม ที่เกิดขึ้นกลับเปนความวางคือสูญเปลา ดังที่กลาวมาแลว แตอกุศลวิตกใหวางเสีย โดยเอา “กุศลวิตก” มาแทนที่ จะทำใหเต็มขึ้นดวยความสะอาดบริสุทธิ์ มีความสุขสงบ อันเปนสิ่งที่ทุปรารถนา สมดังสุภาษิตที่วา “ในความวางมีความเต็ม” ถาเจนายโตหรือนักการเมืองมีความเขาใจเรื่องนี้กันบาง จะไมมีการนำบานเมืองไปลงเหว ดังที่เปนอยูในเวลานี้.
ถาพิจารณาใหกวางขวางออกไปอยางไมมีขอบเขต วา “สุญญตาธรรม” หรือ “ธรรมอันวาดวยความวาง” จัหัวใจของพุทธศาสนา ครอบคลุมธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ คือเปนทั้งหมดของพุทธศาสนา รูเรื่อง “ความวาง เดียว จักทำใหเขาถึงไดทุกเรื่อง ดังมีคำกลาววา “รูหนึ่งรูพระพุทธภาษิตที่หมายถึงสิ่งนี้คือ “สพฺเพ ธมฺมา นาลํอภินิเวสาย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไมควรยึดมั่นถือมั่น” ดังนี้ นั่นคือปลอยวางใหหมดแลวจะไดทั้งหมด หมายความวา ถาทำทุกสิ่งใหวางจากความยึดถือ จักทำใหเขาถึงสิ่งทั้งปวง มีสิ่งทั้งปวงเต็มอยูตรงนั้น เรียกวา “วางคือเต็ม”. นักวิทยาศาสตรทำยานอวกาศ คิดฝนจะไปยังดวงดาวตางๆนอกโลก พยายามอยูเปนเวลาสิบๆ ปไปถึงไดแคดวงจันทรเทานั้นเอง การไปในทำนองนี้คนทั้งโลกยอมหมดหวังที่จะไป พระพุทธเจามีวิธีที่จะนำคนทั้งโลกใหไปถึงทุกโลกไดโดยไมตเพราะมีหลักอยูวา “ไมไป ไมมา ไมหยุด” จึงจะถึง การไปคืโลภ การมาคือความโกรธ การหยุดคือความหลง ฉะนั้นการทำใหวางจากการไป การมา การหยุด จะทำใหถึงโลกทุกโลกที่ตัวเองโดยตองไป”.
ฉ.ช. 31มาคิดดูงายๆ อยางนี้โลก ดวงอาทิตย ดวงจันทร ดวงดาวรวมทั้งจักรวาลตางๆ สิ่งเหลานี้ทั้งหมดยอมตั้งอยูใน “อวกาศ” คือที่วาง ถามีการทำตัวใหเปนอวกาศ หรือที่วาง จักเปนการทำใหเขาถึงทุกโลกทุกสิ่ง หรือมีทุกสิ่งอยูตรงนั้นโดย “ไมตองไป” ทุกสิ่งแลวความอยากก็หมดไป นั่นคือ “ตัณหา” หรือความอยากยอมดับไปพรอมกับการเขาถึงความวาง เพราะมีความอิ่ม ความพอความเต็ม อยูตรงนั้น เปรียบคนกินอาหารอิ่มแลว แมจะมีวิเศษอยางไรมาอีก ก็ไมตองการแลว การเปรียบในลักษณะอยใครๆ ก็สามารถเปรียบไดกับสิ่งอื่น และจะไดผลอยางเดียวกัน เมื่อพอแลวอิ่มแลวยอมไมตองการอะไรอีก ผูที่มีชีวิตอยูดวยความอความพอยอมเปนสุข ตรงกันขามกับผูที่ไมรูจักพอ ยอมมีความหิวกระหายเปนทุกขจะตองตายไปอยางโหดรายทารุณดวยอาการหิวกระหาย เพราะไมสามารถเอาอะไรติดตัวไปไดเลย ทั้งๆ ที่เก็บสะสมไวอยากมากมายกายกอง คงจะตะโกนออกมาอยาง “ตัวเล็นเสียดายผาจีวรวา “กูไมยอมๆ อยาเอาของกูไป”. เรื่องมีอยูวา มีพระภิกษุรูปหนึ่งไดจีวรใหมมา มีความรักหวงแหนในจีวรนั้นอยางยิ่ง เมื่อตายไปดวยจิตมีความผูกพันในจีวร ใหไปเกิดเปน “ตัวเล็น” อยูที่จีวรนั้น ตามระเบียบวินัยของสงฆ
ตองนำจีวรนั้นเขาที่ประชุมสงฆเพื่อลงมติมอบใหแกผูที่สมควรจะไดรับ แตตัวเล็นยังหวงผาจีวรนั้นอยู จึงรองตะโกนออกมาวายอมๆ” พระพุทธเจาไดยินเสียงนั้น จึงสั่งพระอานนทใหเก็บผนั้นไวกอนจนกวาจะครบ ๗ วัน จึงคอยนำมาจัดการตามระเบทั้งนี้เพื่อสงเคราะห “ตัวเล็น” อยาใหเปนบาปที่โกรธพระสงฆจีวรไป เมื่อครบ ๗ วันตัวเล็นก็ตายแลว จึงจัดการได. ขอนี้ตองการแสดงใหเห็นวา การยึดถือในวัตถุทรัพยสินขาวของเงินทาง ดวยอาการที่ไมรูจักอิ่ม ไมรูจักพอ จะทำใหความสูญเปลา เพราะทุกสิ่งยอมเปลี่ยนแปลง ไมมีอะไรเทถาวร ฉะนั้นใครตองการเอาวัตถุมาใหเต็ม กลับไดความวางเปลา ดังสุภาษิตที่วา “ในความเต็มมีความวาง”. วิธีทำใหเขาถึง “สุญญตา” หรือ “ความวาง” เพื่อไดรับผลเปนความเต็ม พระพุทธเจาตรัสไวในสติปฏฐานสูตร วาดังนี้ :- “อาตาปสมฺปชาโน สติมา, วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํแปลวา – มีสติมีสัมปชัญญะ มีความเพียร, นำความพอใจและความไมพอใจในโลกออกเสียได. สิ่งที่เรียกวา “สติสัมปชัญญะ” เปนเหตุความวางจากความพอใจและความไมพอใจเปนผล หมายความวา “สติ” ทำใหอารมณ
ฉ.ช. 33ภายนอกวาง “สัมปชัญญะ” ทำใหตัวตนวาง เมื่อวางทั้งขางนอกและขางในกิเลสจึงไมมีที่ตั้ง เมื่อจิตไมมีกิเลสยอมเปนจิตที่บริสุทธิ์ในขณะนั้น มีความบริสุทธิ์อยางเดียวกับจิตของพระอรหันตแตปรากฏเพชั่วขณะเดียวที่มีสติสัมปชัญญะ ถาเจริญ “สติสัมปชัญญะ” ใหมีความเพียรติดตอไมขาดสายเปน “อาตาป” ความบริสุทธิ์อันนั้นจะเพขึ้น เปรียบน้ำหยดลงตุมทีละหยด ยอมทำใหน้ำเต็มตุมไดฉันใด เจริญ “สติสัมปชัญญะ” บอยๆ จะทำให “ความวางจากกเพิ่มขึ้น ฉันนั้น. โมฆราชมาณพไดถามปญหากับพระพุทธเจาวา “อันบุพิจารณาเห็นซึ่งโลกเปนอยางไร จึงพนวิสัยมัจจุราชเสียไดมัจจุราชจักมองไมเห็น” พระพุทธเจาตรัสตอบวา “ดูกรโมฆราชมาณพ จงเปนผูมีสติพิจารณาเห็นโลกโดยความเปนของวาง (สุญญตาแลวถอน “อัตตานุทิฏฐิ” ความตามเห็นวาเปนตัวตนออกเสมัจจุราชจักมองไมเห็น เปนผูขามพนวิสัยแหงมัจจุราชเสดังนี้. ขอนเปี้ นการแสดงวา “โลก” คือ รูป เสยงี กลิ่น รส โผฏฐธรรมารมณอันจัดเปนอายตนะภายนอก ๖ จักถูกทำใหวางโดยอาศัย“สติ” คือการกำหนดรูอารมณปจจุบัน สวนการถอนความตามเห็นวา
เปนตัวตนคือ “อัตตานุทิฏฐิ” จักสำเร็จไดดวยการกำหนดซอนรูลงในสติไดแก “สัมปชัญญะ” เปนการกำหนดอดีตของสติที่ดับไปแลว คือ สัมปชัญญะทำใหความเห็นวาเปน “ตัวตน” เปนของวาง จากอายตนะภายใน ๖ ไดแก ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกวา การทำใหตัวหาย คือ “หายตัว” เมื่อตัวหายเสียแลว มัจจุมองไมเห็น เมื่อมัจจุราชมองไมเห็นก็คือ “ไมตาย” เปนการทำใหเขาถึง “อมตธรรม” คือ “ธรรมแหงความไมตาย” เรียกสั้ “ผูไมตาย”. ตามที่กลาวมา เปนการแสดงใหเห็นวา การเขาถึง “ธรรม” หรือความไมตาย จักสำเร็จไดดวยการเจริญสติสัมปชเมื่อวางจากความตาย จักทำใหเต็มอยูดวยความไมตาย คือ “ธรรม” หรือ “นิพพาน” – “ในความวาง มีความเต็ม” อุปมาท“สัมมาทิฏฐิเปนรุงอรุณของนิพพาน” เปนการแสดงถึงความสำคัญของสติสัมปชัญญะวา เปนตนเหตุโดยตรงของนิพพาน คื“สติสัมปชัญญะ จะตองมี “นิพพาน” เพราะสติสัมปชัญญะเปประกอบของ “สัมมาทิฏฐิ”. ตามความหมายของอุปมามีวา เมื่อมีรุงอรุณคือมีแสงเงินแสงทองปรากฏขึ้นในยามเชา อีกไมนานดวงอาทิตยก็จะโผล
ฉ.ช. ขึ้นมา มีอยูอยางนี้เปนประจำชั่วนาตาปไมเคยละเลยหรืองดเวน ขอนี้ฉันใด เมื่อมี “สติสัมปชัญญะ” หรือ “สัมมาทิฏฐิ” สิ่งที่ตามมาทุกคราวไป ไมเคยหลีกเลี่ยงหรือยกเวน สิ่งนั้นคือ “นิพพาน” ฉันนั้น นี้เปนการแสดงวา เมื่อมี “สติสัมปชัญญะ” สิ่งที่ปรากฏทั“นิพพาน” เห็นไดอยางนี้ยอมทำใหเขาใจไดวา การเขาถึง “นิพพานเปนสิ่งที่ไมยากเลย. คนโบราณไดกล าวเป นคำส ภาษุตไว ิ วา “สวรรคในอก นรกในใจนิพพานอยูไมไกล หายใจไดยิน” ดังนี้แสดงวาทุกสิ่งมิไดอยูนอกตัวแตเปนสิ่งที่หาพบไดในตัวเรา โดยเฉพาะนิพพาน ที่วาหายใจไดยินหมายความวา จักพบนิพพานไดที่ลมหายใจ เรียกการเจริญ “ปานสติ”. ในการกำหนดดูลมหายใจ ตองดูที่จุดกระทบภายนอกซจุด ไดแกจุดที่ปลายจมูก กับจุดที่เหนือริมฝปาก จุดใดจุดหนึ่ง เขาและลมออกเพงดูอยูที่จุดเดียวนั้น ไมตามลมเขา ไมตามลมออกถาตามลมเขาทำใหรูสึกอึดอัด ตามลมออกทำใหคิดฟุงซาน หลักการมีอยูวา “ฝกกายตองเคลื่อนไหว ฝกใจตองหยุดนิ่ง” อยูที่จุดกระทบ ขอควรระวังเกี่ยวกับลมหายใจ นอกจากจะไมลมแลว ยังตองไมแกลงทำลมเขาออกดวย การแกลงทำลม จะทำให
เครียดและปวดหัว หนักเขาจะเปนโรคประสาท กินไมไดนอนไมมีคนเคยทำผิดและไดรับโทษอยางนี้มาแลว. การเพงดูลมหายใจตามแบบโบราณ ใชคำบริกรรมวา “โธ” ดูลมเขาบริกรรมวา “พุท” ดูลมออกบริกรรมวา “โธ” การบริกรรมคือการเพงดูลมเขา – ลมออกที่จุดกระทบ ซึ่งมีอยู ตอน คือ :- ๑. กำหนดดูฐานลม บทบริกรรม “พุท – โธ” ๒. กำหนดดูลมสุด เปนการเจริญ “สติ” ดวยคำวา “บทบริกรรม “พุทหนอ – โธหนอ” กำหนดสัมปชัญญะขณะกลั้นลม ดวยคำวาแลวบริกรรม “พุทหนอ, พุทแลว – โธหนอ, โธแลว” การเจริญ “สติสัมปชัญญะ” เปนการทำใหรูแจง “อริยสัจ คือ สติสัมปชัญญะเปนมรรค ทำการกำหนดรูทุกข ทำใหทุพรอมสมุทัย นิโรธปรากฏ อยางนี้เรียกวา “อริยสัจ ๔” เกิดพรอมในเวลาเดียวกัน เปรียบการทำความมืดใหหายไป ดวยการทำแสงสวใหเกิดขึ้น เมื่อแสงสวางเกิดขึ้น ความมืดยอมหายไปพรอมกัแสงสวางเปรียบดวยมรรค ความมืดเปรียบดวยทุกข นั่นคือ มรรค ไดแก “สัมมาทิฏฐิ” หรือ “สติสัมปชัญญะ” ทำใหทุ
ฉ.ช. ทันทีรูไดอยางนี้จะเห็นวาการบรรลุ “นิพพาน” เปนสิ่งไมสุดวิสัยทุกคนยอมมีสิทธิ์และมีหวังตอการบรรลุ “นิพพาน”. พระพุทธเจาตรัสวา “เมื่อใดแล ปญญาอันรูเห็นตามเปนจริงอยางไร ในอริยสัจ ๔ เหลานี้ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ อยางนี้หมดจดดีแลว เมื่อนั้น เราจึงไดยืนยันตนวา เปนผพรอมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไมมีความตรัสรกวาในโลก” ดังนี้ขอนี้เปนการแสดงวา องคแทของพระพุทธเจ“อริยสัจ ๔” ฉะนั้น ผูใดเขาถึงอริยสัจ ๔ ชื่อวาเปนผูเขาถึงองคของพระพุทธเจา มีพระพุทธเจาเปนที่พึ่งอยางแทจริง วิธีการเข ก็คือการเจริญสติสัมปชัญญะดังกลาวแลว. อริยสัจ ๔ ที่ประกอบดวยรอบ ๓ อาการ ๑๒ มีดังนี้ :- ๑. นี่คือทุกขทุกขควรกำหนดรูทุกขเรากำหนดรูแลว๒. นี่คือสมุทัย สมุทัยควรละ สมุทัยเราละไดแลว๓. นี่คือนิโรธ นิโรธควรทำใหแจง นิโรธเราทำใหแจงแลว๔. นี่คือมรรค มรรคควรทำใหเจริญ มรรคเราทำใหเจริญแลวในการปฏิบัติอริยสัจ ๔ ขั้นแรกในมรรคไปกำหนดรูทุกขกำหนดรูทุกขเปนลักษณะของ “สติ” การกำหนดรูแลวเปนลักษณะ
ของ “สัมปชัญญะ” การเจริญ “สติ” กำหนดดวยคำวา “หนอเจริญ “สัมปชัญญะ” กำหนดดวยคำวา “แลว” เชนในการเหกำหนดวา “เห็นหนอ” ทำใหรูปวาง กำหนดซ้ำลงไปวา “เห็เปนการทำใหผูเห็นวาง ทำใหเกิดอาการ “สักวาเห็น” กิเลสยอมไมมีที่ตั้ง เปนการทำจิตใหบริสุทธิ์จากกิเลส การกำหนดอยางนี้ “พาหิยะ” บรรลุพระอรหันตดังคำตรัสมีวา :- “ดูกรพาหิยะ เมื่อตาเห็นรูปสักวาเห็น หูไดยินเสียงสักวาไดยินจมูกไดกลิ่นสักวาไดกลิ่น ลิ้นไดรสสักวาไดรส กายถูกตองสัมผัสสักวาสัมผัส จิตรูธรรมารมณสักวารูเมื่อสักแตวาอยางนี้เธอยอมไมทั้งโลกนี้ไมมีทั้งโลกหนา ไมมีทั้งทามกลาง นั่นแหละคือที่สุทุกขละ” เมื่อพระองคตรัสจบลง “พาหิยะ” ก็บรรลุเปนพระอรหันตคำวา “เธอยอมไมมี” หมายถึง “ความวางจากตัวตน”. ขอนี้เปนการแสดงใหเห็นวา เมื่อเจริญ “สติสัมปชัญญะใหจิตวางจากความยึดถือ เปนการทำจิตใหบริสุทธิ์ ทำให“นิพพาน” ฉะนั้น ถามีการเจริญ “สติสัมปชัญญะ” ในชีวิตประจำวัน จะทำใหพบกับพระนิพพานทุกคราวไป นานไปจะทำใหดวยนิพพาน นั่นคือ การทำจิตใหวางจากความยึดถือตัวตน การทำใหเต็มขึ้นดวยนิพพาน โดยเหตุนี้สุภาษิตจึงแสดงไววาความวางมีความเต็ม”
ฉ.ช. การนำ “สติสัมปชัญญะ” ไปใชในชีวิตประจำวัน หมายถึงการนำไปใชในทุกเรื่อง ทั้งในการทำ การพูด การคิด เชน ในการจับของ“จับหนอ – จับแลว” ในการวางของ “วางหนอ – วางแลว” ในการล็อกประตู “ล็อกหนอ – ล็อกแลว” ... “เดินหนอ – เดินแลวหนอ – นั่งแลว” “นอนหนอ – นอนแลว”, “ปวดหนอ – ปวดแลว“โกรธหนอ – โกรธแลว” ดังนี้เปนตน. ถาทำไดอยางนี้จิตจะอยธรรมะ หรือนิพพาน. ธรรมชาติของจิตยอมไมวางจากการเสวยอารมณอารมณจิตมี๒ อยาง คือกิเลสกับธรรมะ ถามีสติสัมปชัญญะตามรเวทนา จิต ธรรม จะทำใหจิตอยูกับธรรมะ ถาขาดสติสัมปชัญญะ จะอยูกัิเลส เรื่องนี้เปนสิ่งที่ทุกคนตองรับผิดชอบตัวเอง ไมชวยใครได “ตัวใครตัวมัน”. ขอจบเรองนื่ลงดี้วยอ ปมาเรุองื่ “แมเหล็ก ” คือแมเหลกม็ ี ไดแกขั้วบวกกับขั้วลบ ขั้วที่เหมือนกันยอมผลักกัน สวนขั้วที่ตยอมดูดกัน คนสวนมากเมื่อตองการบวก ไดเอาบวกไปหากลัที่ถูกตองเอาลบไปหาจึงจะไดบวก ลบคือวาง บวกคือเต็ม ฉะนั้นตองทำใหวาง จึงจะเต็ม... “วางคือเต็ม”. ภิกขุ ฉ.ช. วิมุตตยานันทะวัดชลประทานรังสฤษฏปากเกร็ด นนทบุรี๘ เมษายน ๒๕๔๑
พุทธทาสภิกขุถารูเรื่อง “สุญญตา” จะทำใหการปฏิบัติเพื่อการดับทุกขไดโดยตรง เปนผลจริงและโดยงาย พุทธทาสภิกขุ
ฉ.ช. สิ่งที่เรียกวา “สุญญตา” คือเรื่องทั้งหมดของพทธศาสนาตัววา “สูญ” ไดนำเรื่องนี้มาแสดงเมื่อ ๑๕ ปมาแลว ทำใหปฏิกิริยาในทางตอตานวามิใชพุทธศาสนา หรือเปนพุทธศาสนาฝมหายาน มิใชของฝายเถรวาท ผูที่ไดฟงแลวแทนที่จะสนใจ กลความกลัวขึ้น เพราะเขาใจตามคำที่แปลไววา “สูญเปลา” เปแปลดวยความไมรูเพราะใน “ความวาง ” นั้นม “ี ความเต็มความสญเปลา ูคือเตมไปด ็วยความหมายทงหมดของพั้ทธศาสนาุ ๑สุญญตาธรรมเปนเรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนาบรรยายเมื่อ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๔
พุทธทาสภิกขุสุญญตาเปนตัวแทและเปนหัวใจของพุทธศาสนาความรูโดยทั่วไปของชาวพุทธ เห็นวาพุทธศาสนามี๒ คือเปลือกกับแกน หรือ โลกิยะกับโลกุตตระ สำหรับเรื่อง “สุญญตามีแตแกน ไมมีเปลือก ไมมีกระพี้จึงตั้งอยูในฐานะเปน “หัวใจพุทธศาสนา โดยเหตุที่มีเทานั้นเอง สุญญตาจึงกลายเปนตทั้งหมดของพุทธศาสนาไปดวย. เปรียบดวยเพชรเม็ดหนึ่ง มันก็เปนทั้งหมดของตัวมันเอง เปนทั้งหัวใจของมันดวย มันมีเพียงเทานั้น และจะตองเปบริสุทธิ์ไมมีอะไรเจือปน เปนสิ่งที่มีคาสูงสุด. (จารณาเพอทำความเข เรอง “สุญญตาเปนทั้งหัวใจและตัวแททั้งหมดของพุทธศาสนา เรียนรูเรื่องเดียวนี้ทำใหเขาใจหลักพุทธศาสนาไดทั้งหมด. รูเรื่องสุญญตาทำใหประหยัดเวลาในการดับทุกขการพูดเรื่อง “สุญญตา” เพื่อประหยัดเวลาของการศึกษาและปฏิบัติ “เพื่อการดับทุกข” รูเรื่องนี้เรื่องเดียว ทำใหรูทุกเร๘๔,๐๐๐ ธรรมขนธั “ รูหนงรึ่หมด ู ” นับเปนการยนเวลาอย างดียิ่ง
ฉ.ช. พุทธบริษัทไทยยังไมสมบูรณยังไมถูกตอง หรือลาหลังงมงาย ที่ไมรูหรือไมสนใจเรื่อง “สุญญตา” ดังเชนเมื่อประกาศเรื่องนี้ออกไปในตอนแรกๆ ทำใหมีเสียงคัดคานวาเปน “มิจฉาทิฏฐิ” มาบัดนี้ิ่การสนใจกันมากขึ้น ตองใชเวลาถึง ๑๕-๒๐ ปจึงจะทำใหยอมรับเรื่อง “สุญญตา”. ขอยืนยันวา ถารูเรื่อง “สุญญตา” จะทำใหการปฏิบัติเพื่อการดับทุกขไดโดยตรง เปนผลจริงและโดยงาย เปนการยนเวลาในการศึกษาและปฏิบัติเพื่อการดับทุกขอยางแทจริง. (สิ่งที่เรียกวา “สุญญตา” เปนเพชรของธรรมะในพุทธศาสนาพุทธบริษัททุกคนจะตองถือเอาเพชรเม็ดนี้ใหไดในที่สุด มิฉะนจะเปนหมันเปลา. การคนหาเพชรเปนเรื่องยาก ดังความเห็นของลัทธิมหายานแสดงไววา “คนเหลานี้หาเพชรไมพบ เพราะวามันซอนอยูที่ผากของเขาเอง” ขอใหสังเกตดูที่หนาผากพระพุทธรูป มีจุดอะไรอยจุดหนึ่ง เรียก “อุณาโลม” หรือบางพวกเรียก “ตาที่สาม”
พุทธทาสภิกขุตาปญญา เปนตาสำหรับดูธรรมะ จัดเปนสัญลักษณของธรรมจซึ่งสามารถเห็นไดละเอียดลึกซึ้งกวา “มังสจักษุ” หรือตาเนื้อ. (ความหมายของเพชรที่ซอนอยูที่หนาผาก เปนการแสดงถึงความยากในการที่จะมองเห็น เพราะเรื่องสุญญตาเปนสิ่งเขาใจยากมองเห็นยาก และเขาถึงไดยาก แตก็ไมสุดวิสัยสำหรับผูมีปเปรียบการนำเพชรจากหินมาถลุงและเจียระไน ยอมไมเปนการยากสำหรับผูมีความรูอวิชชานั่นเองที่เปนเสนผมบังภูเขา คือมิใหมองเห็นสุญญตา. ความยากในการมองเห็นสุญญตา มีลักษณะเหมือนเสบังภูเขา ความจริงธรรมชาติรอบตัวเรา กำลังแสดงธรรมเร“สุญญตา” อยูตลอดเวลา แตเรามองไมเห็น เพราะคนสวนมากชอบมองสิ่งนอกตัว หรือไกลตัว เพราะเห็นงาย สวนการมองหาสตองมองยอนเขาดูในตัวเอง คำที่วา “ซอนอยูที่หนาผาก” หมายถการแนะนำใหมองยอนดูตัวเองในภายใน แลวจะพบ “สุญญตาตัวเอง. เมื่อมองเห็นสุญญตาที่ตัวเอง ก็จะทำใหมองเห็นความเปสุญญตาของสิ่งทั้งปวงดวย เพราะทุกสิ่งมีสภาพอยางเดียวกัน คำที่กลาววา “รูหนึ่งรูหมด” นั่นคือ สุญญตาเปนทั้งหัวใจและเปนทั้งหมดของพุทธศาสนา.
ฉ.ช.
พุทธทาสภิกขุพระพุทธเจาตรัสแตเรื่องสุญญตาความหมายของธรรมะในพระไตรปฎก เมื่อพิจารณาดูเห็นวา แสดงถึงลักษณะของ “สุญญตา” ในรูปแบบตางๆ กัน เหตุนี้จึงกลาวไดวา พระพุทธเจาไมตรัสเรื่องอื่น นอกจากเร“สุญญตา” โดยเฉพาะในพระไตรปฎก ตอนสังยุตตนิกาย ทรงแสดงถึงเรื่อง “สุญญตา” โดยตรงไวมากที่สุด. (มีพระพุทธภาษิตอยูบทหนึ่งไมวาอยูตรงไหนของพระไตรปยอมตรสขันตึ้นด วยประโยคน ี้ทั้งนั้น – “เย เต สุตฺตนตาฺตถาคตภาสคมฺภีรา คมฺภีรตฺถา โลกุตฺตรา สฺฺุตปฺปฏิสํยุตฺตา” มีคำอยู ยกเวน “เย เต” ซึ่งเปนคุณศัพทแปลวา “เหลาใด” (ดูคำแปลในขอ๑๖) สุตฺตนฺตา – ระเบียบแหงสูตรตถาคตภาสิตา – ที่ตถาคตตรัสแลวคมฺภีรา – ลึกซึ้งคมฺคีรตฺถา – มีอรรถอันลึกซึ้งโลกุตฺตรา – เหนือโลกสฺฺุตปฺปฏิสํยุตฺตา – เนื่องเฉพาะดวยสุญญตา (
ฉ.ช. ใจความของคำเหลานี้มีวา “ระเบียบแหงสูตร” คือขอความที่กลาวไวเปนหลักเกณฑเรียกวา ระเบียบแหงสูตรใดๆ ก็ตามที่ใดๆ ก็ตาม คือหมายถึงทั้งหมด ที่ตถาคตไดตรัสแลว เปนเรื่องลึึ้ง อรรถอันลึกซึ้ง เหนือโลก แลวก็เนื่องดวยสุญญตา นี่เปนการบงบอกอยูในตัวประโยคแลววา ถาตถาคตตรัส ก็ตองเปนเรื่องที่เนื่สุญญตา. เรื่องตรงกันขาม คือเรื่องที่พระพุทธเจาไมตรัส ไดแกขที่วา “เย เต สุตฺตนตา – ระเบียบแหงสูตรทั้งหมดเหลาใด กวิกตาที่พวกกวีรอยกรองขึ้น กาเวยฺยา – อยูในลักษณะของกาพยหรือยูในลักษณะของกวีนิพนธจิตฺตกฺขรา – มีตัวอักษรอัจิตฺตพยฺชนา – มีพยัญชนาอันวิจิตร พาหิรกา – เปนเรื่องภายนอกสาวกภาสิตา – เปนคำที่สาวกภาษิต คือ สาวกกลาว มีอยู เหมือนกัน. คำวา “พาหิรกา” แปลวา เปนไปในเรื่องภายนอก คืเรื่อง หมายถึง นอกเรื่องแหงความดับทุกขเพราะพระองคตรัส เรื่องทุกขกับความดับทุกขเทานั้น ถาไมเปนไปตามนี้ก็เปนเรื่เรื่อง.
พุทธทาสภิกขุพุทธศาสนาเปนเครื่องดับทุกขโดยตรงสิ่งที่เรียกวา “พุทธศาสนา” ตองอยูในฐานะเปนเครื่ทุกขโดยตรง อยางนี้เรียกวา พุทธศาสนาในฐานะที่เปนศาสนา(religion) แตถาพุทธศาสนาในฐานะที่เปนปรัชญา เปนวรรณคดเปนศิลปะ เปนอะไรมากมายออกไปอีกหลายอยาง อยางนี้“นอกเรื่อง” คือเปนสวนเกิน เพราะอยูนอกขอบเขตของการดับทุกข ในคัมภีรวิสุทธิมรรคบรรยายลักษณะของ “โลกวิทูพระพุทธเจาไววา รูจักโลกทางวัตถุคือ รูวาโลกยาวเทาไร กวางเทาไร ัู้บนน้ำ มีปลาตัวใหญับอย นี่บรรยายนอกเรื่องพุทธศาสนา เพราะคำวา “โลกวิทู – รูแจนั้น โลกคือทุกขพระพุทธเจาทรงรูแจงโลกคือทุกขทรงรูแจงโลกดวยลักษณะ ๔ ประการ คือ ทรงรูวา นี่คือโลก นี่คือโลก นี่คือเหตุใหเกิดโลก นี่คือความดับสนิทของโลก นี่คือทางใหถึงความดับสนิทของโลกทั้ง ๔ อยางน ี้รวมอยในร ู างกายท ยาวประมาณว ี่าหนงนึ่ ี้ที่ยังเปนๆ เรื่อง “สุญญตา” ไมมีลักษณะอันวิจิตรไพเราะโดยอและพยญชนะัแตไพเราะในทางด บทักขุดังทเรี่ ยกวา ี งามในเบ
ฉ.ช. งามในทามกลาง งามในเบื้องปลาย อะไรทำนองนั้น การดับทุกขไดเปนยอดของความไพเราะวิจิตรอันชื่นใจ สวนสิ่งที่มิใชสุญญตานั้นมันชื่นใจเพราะวาไพเราะหูในทางกวีนิพนธ. (ความเห็นของพระอริยเจากับของชาวโลก ยอมเหตรงกันขามกัน สิ่งที่พระอริยเจาเห็นวาเปนทุกขชาวโลกเห็นวสุข สิ่งที่พระอริยเจาเห็นวาเปนสุข ชาวโลกกลับมองเห็นวาเปดังเรื่อง “สุญญตา” ก็เชนกัน ผูรูเห็นวา “สุญญตา” มีความชจับใจที่ดับทุกขไดแตฝายที่ไมรูพูดถึงความไพเราะจับใจทางอไพเราะทางพยัญชนะ อันเปนสิ่งนอกเรื่องจากความดับทุกข แตกตางตรงกันขามกันอยางนี้. ความไพเราะที่เปนภาษาคน ไดแกตัวหนังสือ ทำใหเพราะหสวนความไพเราะที่เปนภาษาธรรม คือความดับทุกขไดเปนโลกุตตระอยูเหนือโลก ใครมองเห็นความเหนือโลกจะรูสึกไพเราะ ฉะนธรรมหรือความดับทุกขในพุทธศาสนา จัดเปนกวีนิพนธ พระนิพพานก็เปนกวีนิพนธเหมือนกัน เพราะวามีความไพเราะลึกซึ้งตรงที่ดับทุกขไดแตมิใชเป นการไพเราะทางหูดวยต วหนังสัอหรื อคำร ือยกรอง (สุญญตาธรรม ตอนที่ ๑ จบ)