The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

INT 08 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STADร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อามานี เจะหนิ, 2023-01-31 06:03:18

INT 08 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STADร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้

INT 08 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STADร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดย นางสาวอามานี เจะหนิ ราบงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 ระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2561


ชื่อเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวอามานี เจะหนิ สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะกรรมการที่ปรึกษา …………………………………………กรรมการ ( อาจารย์ดร.ปัทมา พิศภักดิ์ ) อาจารย์นิเทศหลักสูตร …………………………………………กรรมการ ( นางกิติยาภรณ์ ชุมคง ) รายงานการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร ปีการศึกษา 2565


ก ชื่อเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวอามานี เจะหนิ สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ทั่วไป บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นภายหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีจังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิต 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์3. แบบทดสอบความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test (Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 85.2/80.4 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.76, S.D. = 0.43) คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจ


ข Title The effect of collaborative learning management with STAD technique combined with plant life learning activities to promote academic achievement of grade 2 students Author Armanee Jehni Degree General Science Academic 2022 Abstract The purpose of this study was to 1. develop learning management to create and determine the effectiveness of the learning activities on plant life according to the 80/80 standard. 2. compare the learning achievement before and after school with the cooperative learning management using STAD technique and the learning activity set on plant life. 3. study the students' satisfaction after using the learning activity series on Plant Life to promote the learning achievement of Prathomsuksa 2 students at Ban Budi School, Yala Province. the first semester of the school year, Number of people 25 people. which is obtained from a specific selection method (Purposive Sampling). educational tools namely 1. Set of learning activities on life 2. Science achievement test 3. Satisfaction test with the cooperative learning management STAD technique together with the learning activity set on plant life. The statistics used in the data analysis are Percent Mean Standard Deviation and test the hypothesis using t-test (Dependent). The results showed that 1. Learning management to create and determine the effectiveness of the plant life series learning activities of grade 2 students effectively 85.2/80 2. The academic achievement of primary school students after studying was higher than before. It was statistically significant at the level of 0.5 3. The students' satisfaction towards the participatory learning management of STAD technique together with the plant life learning activities of grade 2 students was at a high level (mean = 4.76, S.D. = 0.43.) Keywords: Cooperative Learning, series of scientific activities, academic achievement, satisfaction


ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก อาจารย์ดร.โรซวรรณา เซ พโฆลาม อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยที่กรุณาให้คำแนะนำ คำปรึกษา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์และขอกราบขอบคุณ เป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ ขอขอบคุณโรงเรียนบ้านบุดีจังหวัดยะลา ที่ได้ให้ความร่วมมือในการวิจัยในครั้งนี้ และขอขอบคุณคณะครู และนักเรียนโรงเรียนบ้านบุดีที่ให้ความร่วมมือ ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบ ส่วนดีทั้งหมดที่มีให้แก่อาจารย์ทุกท่านที่ได้ให้ความรู้ทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอขอบคุณ นางกิติยาภรณ์ ชุมคง ครูพี่เลี้ยง และอาจารย์ดร.โรซวรรณา เซพโฆลาม อาจารย์ประจํา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่กรุณาให้คำแนะนำ และความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์และคุณค่า และขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ผู้วิจัย ได้มีโอกาสได้ศึกษา ทำให้ผู้วิจัยมีโอกาสทำงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสำหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับ และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ในการ พัฒนางานวิจัยต่อไป


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รีบ 4 1.5 นิยาทศัพท์เฉพาะ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 เอกสาร และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 7 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 25 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 27 2.4 สมมติฐานการวิจัย 27 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 28 3.1 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 28 3.2 เ ครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 28 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 28 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 34 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 35 3.6 สถิติในการวิจัย 36 บทที่ 4 ผลการวิจัย 39 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไ ป 39 4.2 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม 39 4.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ 39 4.4 การวิเคราะห์ความพึงพอใจ 40


จ บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 41 5.1 ผลการวิจัย 41 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 41 5.3 ข้อเสนอแนะ 43 บรรณานุกรรม 45 ภาคผนวก ก ชุดกิจกรรมเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 47 ภาคผนวก ข แบบประเมินความพึงพอใจและแบบบันทึกคะแนน 61 ภาคผนวก ค ภาพกิจกรรมในชั้นเรียน 64 ประวัติผู้วิจัย 69


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. การจัดแบ่งเนื้อหาและกำหนดเวลาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 31 2. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (จำแนกตามเพศ) 39 3. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้ 39 4. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของการจัดการเรียรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 40 5. การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 40


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาของปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการแก้ปัญหาที่หลากหลายรูปแบบให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอนมีการทำ กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างหลากหลาย มีความเหมาะสมกับระดับชั้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการนำ ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีการคิด วิเคราะห์คิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาในการ สืบเสาะหาความรู้การแก้ปัญหาและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายและตรวจสอบปรากฏการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่และในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นต้องไม่มุ่ง เฉพาะเนื้อหาความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าแล้วเรียบเรียงไว้อย่างมีระบบเท่านั้น แต่ยังมีความหมายครอบคลุมไปถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วยคือนักเรียนควรมีทักษะในการทดลอง การแก้ปัญหา การนำ เสนอในรูปแบบที่ปฏิบัติพร้อมสื่อสาร และมีทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้(กระทรวงศึกษาธิการสำนัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551) การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ จำเป็นจะต้องเน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิดลงมือปฏิบัติศึกษาค้นคว้า อย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการปฏิบัติกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การ ทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรมต่างกนที่นักเรียนได้รับรู้มาแล้ว ก่อนเข้าเรียน สสวท (2557, น. 216) ซึ่งในปัจจุบันการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์มีวิธีการเรียนการสอนที่หลากหลาย สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมประเภทหนึ่ง ที่ครูผู้สอนใช้ในการประกอบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดย นักเรียนสามารถศึกษาสื่อต่างๆ และเป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน ซึ่งประกอบไปด้วย คำแนะนำให้นักเรียนทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบชัดเจน อีกทั้งกิจกรรมยังเน้นการฝึกทักษะ กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาการความคิดซึ่งมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต กรมวิชาการ


2 (2546, น. 40) ซึ่งสอดคล้องกับ อนุวัฒน์ เดชไธสง (2553, น.19) กล่าวถึง ชุดกิจกรรม ไว้ว่า สื่อการเรียนการสอน อย่างหนึ่งที่เป็นการนำเอาสื่อการเรียนรู้หลายๆอย่างมาใช้ให้สอดคล้องกบเนื้อหาที่ประกอบด้วยคู่มือการใช้ กิจกรรมการเรียนการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบฝึกหัด และสื่อประกอบการเรียน เพื่อช่วยให้ นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พนมพร ค่ำคูณ (2556, น. 29) กล่าวถึง ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และ ปฏิบัติกิจกรรม ด้วยตนเองตามความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครูเป็นผู้ วางแผน กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์การเรียนรู้สิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดย ครูมีหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ นอกจาก การใช้ชุดกิจกรรมแล้ว การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ยังมีรูปแบบการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสอนแบบโครงงาน รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้นักเรียนได้เรียนรู้ ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก ที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน แต่ละคนจะต้องมีส่วน ร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็นกาลังใจ ซึ่งกันและกัน คนที่เก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง เท่านั้น แต่จะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ความสำเร็จแต่ละบุคคล คือความสำเร็จของ กลุ่มนักเรียนที่ช่วยเหลือกันเป็นทีม อรพรรณ พรสีมา (2540,น. 57) ซึ่งการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีเทคนิคการสอน หลากหลายรูปแบบ เช่น STAD, TGT, Jigsaw และ TAI เป็นต้น การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Student Team Achievement Division (STAD) เป็น เทคนิคการเรียนที่ ผู้เรียนเรียนรู้ได้โดยการลงมือปฏิบัติสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 4 - 5 คน สมาชิกใน กลุ่มมีความสามารถทางการเรียนที่แตกต่างกน เน้นการช่วยเหลือกันร่วมกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อจบ บทเรียนจะทดสอบเป็นรายบุคคลแล้วนำคะแนนมาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอนดังนี้ การ นำเสนอข้อมูล การทำงานร่วมกน การทดสอบ การปรับปรุงคะแนน และการตัดสินผลงานของกลุ่ม ณัฐวุฒิ วงษ์ เจริญ (2550 , น.39) การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้มากขึ้น และนักเรียนยัง มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD อยูในระดับมาก จากการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านบุดีในระดับ ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.1 – ป.3) พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในเรื่องชีวิตพืช เนื่องจากครูผู้สอนในวิธีการสอน บรรยายมากกว่า การที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทดลอง ทำกิจกรรมด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ ผู้วิจัยใน


3 ฐานะครูผู้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ระดับ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี จึงมีความสนใจที่พัฒนาชุด กิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยัง เป็นการพัฒนาการปฏิบัติงานของครูผู้สอนและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครูผู้สอนรวมทั้งสามารถนำรูปแบบการ เรียนรู้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นอื่น ๆ อีกด้วย 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วย เทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นภายหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 1.3.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ 1.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2.2 ความพึงพอใจของนักเรียน


4 1.3.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.3.4 ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมกับนักเรียนกลุ่มทดลอง ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 ระยะเวลา 10 ชั่วโมง 1.4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. ได้ชุดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่ มีความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนจาก 3 ระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ได้แก่ ระดับดี ระดับปานกลาง และระดับต้องพัฒนา ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนด เป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จของกลุ่ม 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง ชุดของสื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยประกอบด้วย คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา เวลาที่ใช้สอน สื่อ อุปกรณ์ กิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และการวัดผล การประเมินผล โดยสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสาระการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เรียนมี ความรู้และทักษะตามวัตถุประสงค์


5 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง จากเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ ซึ่งวัดได้จาก แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่แสดงออกถึงความชอบ ความพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อ วิธีการจัดการเรียนการสอน ซึ่งวัดได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD 2.1.1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.1.1.2 ประเภทของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.1.1.3 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.1.1.4 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.1.1.5 ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1.2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.1.2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.1.2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 2.1.2.4 ประโยชน์ของการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.3.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ 2.1.3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.4 สมมติฐานการวิจัย


7 2.1 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD 2.1.1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน เช่น เพศความสามารถทางด้านการเรียน วัฒนธรรม เป็นต้น ได้ทำงานร่วมกันเป็น กลุ่มเล็ก ๆ โดยผู้เรียนในกลุ่มมีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รับผิดชอบ ต่อกิจกรรมที่กลุ่มได้รับมอบหมายเพื่อความสำเร็จของกลุ่มซึ่งถือเป็นความสำเร็จของตนเองด้วย มีผู้ให้คำนิยามไว้ ดังนี้ จอยซ์ และ เวล (Joyce; & weil. 1986 อ้างถึงใน ศารทูล อารีวรวิทย์กุล. 2554 : 39) ได้กล่าว ว่า เทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ เป็นเทคนิคที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและด้านสังคม นอกจากนี้ เทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ยังช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาให้เกิดการเรียนรู้จนบรรลุขีด ความสามารถ สูงสุดได้โดยมีเพื่อนในวัยเดียวกันย่อมจะมีการใช้ภาษาสื่อสารที่เข้าใจง่ายกว่าครูผู้สอน สลาวิน (Slavin. 1990 : 5 อ้างถึงใน ศารทูล อารีวรวิทย์กุล. 2554 : 39) กล่าวว่า การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นร่วมกันในการเรียนและมีความ รับผิดชอบต่อตนเอง และต่อความสำเร็จของกลุ่ม ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมาย ของกลุ่มและความสำเร็จของกลุ่ม สัมฤทธิ์ผลของกลุ่มขึ้นอยู่กับความสามารถของสมาชิกทุกคนใน กลุ่มที่จะเกิด การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้เรียนแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบเป็นรายบุคคล เพราะมีความหมายต่อ ความสำเร็จของกลุ่มมาก 2.1.1.2 ประเภทของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประเภทการเรียนแบบร่วมมือที่นิยมใช้ทั่วไปในปัจจุบันมี 8 รูปแบบ ดังนี้ 1. Student Team Achievement Division (STAD) การเรียนแบบนี้ถูกพัฒนาโดย ซลาวินและคณะ (Slavin and others, 1991, 71-82) จากแบบ Student Team Learning ที่มหาวิทยาลัย จอห์นส์ฮอบกินส์ (Johns Hopkins Universigy) การเรียนแบบนี้มีสมาชิก 4 คน ระดับสติปัญญาต่างกัน เช่น เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน อ่อน 1 คน ครูกำหนดบทเรียนและงานของกลุ่มไว้ ครูสอนบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้นแล้วให้ กลุ่มทำงานตามกำหนดนักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน เด็กเก่งช่วยและตรวจงานของเพื่อนให้ถูกต้องก่อนนำส่งครู


8 นักเรียนต่างคนต่างทำข้อสอบ แล้วเอาคะแนนของทุกคนมารวมเป็นคะแนนของกลุ่ม ครูจัดลำดับคะแนนทุกกลุ่ม ปิดประกาศให้ทุกคนทราบ 2. Team Games Tournament (IGT) การเรียนแบบนี้ถูกพัฒนาโดย ซลาวินและคณะ (Slavin and others, 1986 อ้างถึงใน Slavin, 1991, 71-82) จากแบบ Student Tcam Lcaring (STL) เพื่อให้ เหมาะสมกับลักษณะวิชาทั่วไปและทุกระดับการศึกษา วิธีนี้จัดกลุ่มเช่นเดียวกับ STAD หลังจากครูสอนบทเรียนแต่ ละบทแล้ว กลุ่มต้องเตรียมสมาชิกทุกคนในกลุ่มให้พร้อมสำหรับการแข่งขันตอบคำถามที่ตรูจะให้มีขึ้นในวันต่อไป โดยมีการช่วยสอนและถามกันในกลุ่มตามเนื้อหาในเอกสารที่ครูแจกให้ โดยปกติการแข่งขันจะมีสัปดาห์ละครั้ง ประกอบด้วยคำถามสั้น ๆ เกี่ยวกับบทเรียนที่ครูแจกไปแล้วและที่ปรากฎในเอกสารใช้เวลาแข่งขันครั้งละประมาณ 45 นาที ในการแข่งขันตรูจะขัดให้นักเรียนที่มีผลการเรียนในระดับเดียวกันแข่งขันกัน โดยให้นักเรียนที่ได้คะแนน สูงสุด 3 คนแรก ในการแข่งขันครั้งก่อนได้แข่งขันก่อน และคนที่ได้คะแนนรองลงไปแข่งขันกันชุดละ 3 คนตามลำ คับคะแนนที่สมาชิกในแต่ละกลุ่มทำได้จะนำมารวมเป็นคะแนนของกลุ่มเมื่อเสร็จการแข่งขันแต่ละครั้ง ครูจะออก จุลสารประจำห้องลงประกาศชมเชยผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดและกลุ่มที่ทำคะแนนได้มากที่สุด 3. Team Assisted Individualization (TAI) การเรียนแบบนี้ถูกพัฒนาโดยซลาวิน (Slavin, 1991) โดยนำรูปแบบการเรียนของ STAD และ TGT มาปรับเข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาให้เหมาะกับวิชา คณิตศาสตร์ ใช้สำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6 มีสมาชิก 4 คน มีระดับความรู้ต่างกัน ครูเรียกนักเรียนที่มี ระดับความรู้เดียวกันของแต่ละกลุ่มมาสอนความยากง่าขของเนื้อหาวิชาที่สอนจะแตกต่างกัน เด็กกลับไปของกลุ่ม ของตนและต่างคนต่างก็ทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนแต่ละ หน่วย ครูจะทดสอบเด็ก ใช้ข้อสอบแตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ ทุกคนสอบข้อสอบโดยไม่มีการช่วยเหลือกัน ครูนับ จำนวนบทเรียนที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทำได้ กลุ่มใดทำได้มากกว่าเกณฑ์ที่ครูกำหนด กลุ่มนั้นจะได้รับรางวัลและเพิ่ม คะแนนเป็นพิเศษให้กับกลุ่มที่ทำแบบฝึกหัดได้ถูกทุกข้อ 4. Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) การเรียนแบบนี้ถูก พัฒนาโคย สตีเวน (Steven, 1987, อ้างใน Siavin, 1991) สำหรับวิชาอ่านเขียนและทักษะอื่นทางภาษาสำหรับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 35 แต่ละกลุ่มมีสมาชิก 4 กัน ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน กลุ่ม ละ 2 คน จับคู่กัน ครูแยกสอนทีละกลุ่ม ขณะที่ครูสอนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่เหลือจะจับคู่ทำกิจกรรมดังต่อไปนี้ เช่น อ่านให้เพื่อนฟัง ทำนายว่าเรื่องที่อ่านจะจบลงอย่างไร เล่าเรื่องข่อให้เพื่อนฟัง ตอบคำถามท้ายบทฝึกจดจำและ สะกคคำ กันหาความหมาขของคำศัพท์ที่ปรากฎในเรื่อง จากนั้นให้เด็กเก่งและเด็กอ่อนจับคู่กันทำงาน กิจกรรมที่ ทำมักเป็นสรุปจุดสำคัญของเรื่องฝึกอ่านเพื่อความเข้าใจจัดทำโครงร่างของเรียงความ เขียนเรียงความและทบทวน เรียงความหรือเรื่องที่เขียน เพื่อปิดป้ายประกาศหน้าหรือในห้องเรียน เด็กจะเรียนดามแผนการสอนที่กำหนดให้


9 แล้วฝึกปฏิบัติทดลองสอบก่อนทดสอบจริง เด็กจะไม่ทำการทดสอบจนกว่าทั้งสองจะประเมินกันแล้วว่าพร้อมที่จะ สอบ เด็กใดทำคะแนนเฉลี่ยทั้งการอ่านและการเขียนได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ครูกำหนด ได้รับการประกาศชมเชย 5. Jigsaw I การเรียนแบบนี้ถูกพัฒนาโดย อีเลียตและคณะ (Eliot and others, 1978 อ้างถึงใน Slavin, 1991,) เพื่อใช้กับนักเรีนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - 6 วิธีนี้กลุ่มหนึ่งจะมีนักเรียน 6 คน ระดับ ความรู้ต่างกัน สมาชิกแต่ละคนไปเรียนร่วมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ใน หัวข้อที่ต่างกัน แล้วทุกคนกลับกลุ่มของตนเพื่อ สอนเพื่อนในสิ่งที่ตนได้ไปเรียนร่วมกับสมาชิกของกลุ่มอื่น การประเมินผลเป็นรายบุคคลรวมเป็นคะแนนของกลุ่ม 6. Jigsaw II การเรียนแบบนี้ถูกพัฒนาโดย ซลาวิน (Slavin, 1991,) โดยการผสมผสาน ของ J-saw I และ STAD ใช้กับขั้นต้นของการศึกบาด้านสังคมหรือวิชาอื่นที่ต้องเรียนจากเนื้อหาในหนังสือ มี สมาชิก 4 - 5 คน นักเรียนทุกคนเรียนบทเรียนเคียวกัน สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้ความสนใจในหัวข้อย่อยใน บทเรียนต่างกัน ใครที่สนใจ หัวข้อเดียวกันจะไปประชุม ค้นคว้า อภิปราย แล้วกลับมาที่กลุ่มเดิมของตน เพื่อสอน เพื่อนในเรื่องที่ตนไปประชุมกับสมาชิกของกลุ่มอื่นมา จบบทเรียนมีการทคสอบผลของคะแนนกลุ่มที่พัฒนาขึ้นได้ ตามมาตรฐานที่กำหนดจะได้รับรางวัล 7. Learning Together การเรียนแบบนี้จอห์นสันและจอห์นฮันพัฒนาขึ้น (Johnson and Johnson, 1987 อ้าง ถึงใน Slavin, 1991) วิธีนี้สมาชิกในกลุ่มมี่ 45 คน ระดับความรู้ต่างกัน ใช้สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 - 6 ครูทำการสอนทั้งชั้น เด็กแต่ละกลุ่มทำงานตามที่ครูมอบหมาย คะแนนของกลุ่ม พิจารณาจากผลงานของกลุ่ม สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีความรับผิดชอบในตัวเองต่องานที่ได้รับมอบหมาย สมาชิกกลุ่มมีทักษะในการทำงานกลุ่ม ครูสอนทักษะการทำงานกลุ่มและประเมินการทำงานกลุ่มของนักเรียน 8. Group Investigation วิธีนี้สมาชิกในกลุ่มมี 2-6 คน แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อเรื่องที่ ต้องการค้นคว้า สมาชิกในกลุ่มแบ่งงานกันทำ กลุ่มเสนอผลงานหรือรายงานต่อหน้าชั้นการให้รางวัลหรือคะแนนให้ เป็นกลุ่ม (Sharan, 1987 อ้างถึงใน Slavin, 1991) 2.1.1.3 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD STAD หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มคละความสามารถ คือ สมาชิกในกลุ่มจะ ประกอบไปด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับ สูง ปานกลาง และต้องพัฒนา โดยสมาชิกแต่ละคน จะต้องพัฒนาความรู้ของตนเองในเรื่องที่ครูกำหนด เพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทำให้เกิดการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน มีผู้ให้คำนิยามไว้ดังนี้ แคทรียา ใจมูล (2550 : 14) กล่าววา การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึงการ เรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่มคละกันในระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับปาน กลาง 2


10 คน และระดับอ่อน 1 คน จุดประสงค์หลัก คือ ช่วยให้นักเรียนทีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขึ้น และมุ่งเน้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ปิยะภรณ์ สาริบูรณ์ (2553 : 18) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD เป็นวิธีการเรียน แบบกลุ่มวิธีหนึ่งที่สมาชิกต่างระดับความสามารถจะได้ทำงานร่วมกัน โดยที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของกลุ่ม นอกจากนี้การเรียนตามวิธีนี้จะเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับผู้เรียน อันจะส่งผลต่อการ ปรับ บุคลิกภาพ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ (2553 : 43) กล่าวว่า STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ กำหนดให้นักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน มาทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ ประมาณ 4 คน มีระดับสติปัญญาและความสามารถแตกต่างกัน เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน โดยครูเป็นผู้กำหนดบทเรียนและงานของกลุ่ม ครูเป็นผู้สอนบทเรียนให้กับนักเรียนทั้งชั้น แล้วให้ กลุ่ม ทำงานตามที่ครูกำหนด นักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน คนที่เรียนเก่งช่วยเหลือเพื่อน ๆ เวลาสอบทุกคนต่างทำ ข้อสอบของตน จากนั้นครูนำคะแนนของสมาชิกทุกคนภายในกลุ่มมาคิดเป็นคะแนนของกลุ่ม และอาจ จัดลำดับ คะแนนของทุกกลุ่ม ประกาศให้ทุกคนทราบ 2.1.1.4 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD วัลยา บุญอากาศ (2556 : 38 – 41) กล่าวว่า การสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการสอนแบบร่วมมือที่สลาวิน (Slavin. 1990) ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนการ สอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การนำเสนอบทเรียน (Class Presentation) เป็นการนำเสนอความคิดรวบยอดใหม่หรือ บทเรียน ใหม่ โดยส่วนมากแล้วจะเป็นวิธีการสอนโดยตรงของผู้สอน ด้วยการบรรยาย การอภิปรายในการนำเสนอ ความคิดรวบยอดหรือบทเรียน 2. การจัดกลุ่ม (Teams) จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 4 - 5 คนผู้เรียนแต่ ละ กลุ่มจะแบ่งแบบคละความสามารถในด้านต่าง ๆ เพื่อร่วมกนศึกษาเนื้อหา และปฏิบัติตามกติกาการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ในบทบาทต่าง ๆ เช่น เป็นผู้หาคำตอบ เป็นผู้สนับสนุน และเป็นผู้จดบันทึก การแบ่งกลุ่มลักษณะนี้ จุดประสงค์หลักเพื่อการเรียนรู้ร่วมกนของผู้เรียน ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่ม มีการนับถือตนเองและยอมรับต่อกัน ซึ่งทำได้ดังนี้ 2.1 จัดลำดับนักเรียนในชั้นจากเก่งที่สุดไปหาอ่อนที่สุด โดยยึดตามผลการเรียนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะ เป็นคะแนนจากการทดสอบ เกรด หรือการพิจารณาทำให้ดีทีสุดเท่าที่จะทำได้


11 2.2 หาจำนวนกลุ่มทั้งหมดว่ามีกี่กลุ่ม ควรประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 5 คน ฉะนั้น จำนวน ทั้งหมดมีกี่กลุ่ม หาได้จากการหารจำนวนนักเรียนทั้งหมดด้วย 5 ผลหารก็คือ จำนวนกลุ่มทั้งหมด ถ้าหาร ไม่ลง ตัวอนุโลมให้บางกลุ่มมีสมาชิก 6 คน 2.3 กำหนดนักเรียนเข้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องประกอบด้วยนักเรียนทีมีระดับผลการเรียน เก่ง ปาน กลาง อ่อน และระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยของทุกคนจะต้องใกล้เคียงกัน 3. การทดสอบ (Quizs) หลังจากที่ผู้สอนได้เสนอบทเรียนไปแล้ว 1 - 2 คาบ จะมีการทดสอบ ผู้เรียน เป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษากันในระหว่างทำการทดสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา ที่ เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อน การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สลาวิน (Slavin. 1995) ได้เสนอขั้นตอนในการ เรียนรู้เพื่อสามารถนำไปสู่การทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้ไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ขั้นการสอน (Teaching) ใช้เวลาประมาณ 30 - 60 นาที ในการสอนเนื้อหาเรื่อง หนึ่งโดย ดำเนินตามแผนการจัดการเรียนรู้ และในการนำเสนอบทเรียนของครู ควรที่จะครอบคลุมถึงการนำเข้าสู่ บทเรียน การพัฒนา และการฝึกโดยให้แนวปฏิบัติ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1.1 การนำเข้าสู่บทเรียน (Opening) เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนให้ อยากรู้อยากเห็น ครูควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าจะเรียนอะไร มีความสำคัญอย่างไร กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียน ด้วยการสาธิต หรือยกปัญหาและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น นอกจากนั้นครูควรทบทวนสั้น ๆ เกี่ยวกบ ความรู้เดิม 3.1.2 การพัฒนา (Development) อาจจัดกิจกรรมดังต่อไปนี้ 1) ทดสอบโดยวัดจุดประสงค์ 2) เน้นความหมายทางการเรียนไม่ใช่การจำ 3) ยกสาระและทักษะต่าง ๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่ชัดเจน 4) ประเมินความเข้าใจของนักเรียนบ่อย ๆด้วยการตั้งคำถาม 5) อธิบายว่าคำตอบนั้น ทำไมจึงถูกและไม่ถูกต้อง กรณีทีไม่ชัดเจน 6) เมื่อนักเรียนเข้าใจความสำคัญแล้วให้นำสู่สาระต่อไป


12 3.1.3 การฝึกโดยใช้แนวทางปฏิบัติ (Guided Practice) เป็นการฝึกปฏิบัติให้ ผู้เรียน ปฏิบัติเกี่ยวกับบทเรียนที่นำเสนอโดยแนะแนวทางให้ครูอาจจะถามแล้วให้นักเรียนทุกคนคิดคำตอบ สุ่ม นักเรียนเพื่อให้ตอบคำถาม ซึ่งควรจะให้นักเรียนตอบคำถาม 1-2 คำถาม แล้วให้ข้อมูลย้อนกลับ 3.2 ขั้นการเรียนเป็นกลุ่ม (Team Study) หลังจากที่ครูน าเสนอบทเรียนแล้ว นักเรียน จะได้ลงมือฝึก ปฏิบัติด้วยตนเอง โดยศึกษาใบงานร่วมกับสมาชิกกลุ่ม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะต้องร่วมกันคิดและ ช่วยกันทำงาน ในวันแรกของการเรียน ครูจะต้องอธิบายถึงความหมายของการทำงานกลุ่ม และเทคนิคต่าง ๆ ใน การเรียนเป็นกลุ่ม ดังนี้ 3.2.1 นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบในการทำให้เพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม เข้าใจเนื้อหาการเรียนอย่างกระจ่างชัด 3.2.2 นักเรียนทุกคนจะเสร็จสิ้นงานที่ได้รับมอบหมายได้ ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคน ในกลุ่ม เรียนรู้เนื้อหานั้น ๆ กระจ่างชัดแล้ว 3.2.3 นักเรียนควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่มก่อนจะถามครู 3.2.4 นักเรียนในกลุ่มปรึกษาพูดคุยกันเบาๆ นอกจากนี้ ควรกระตุ้นให้นักเรียน ทราบกฎ บางอย่าง เช่น 1) ให้สมาชิกเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้กัน 2) แนะนำนักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานเป็นคู่ หากมีคนทีไม่เข้าใจคำถาม หรือทำไม่ได้สมาชิกในกลุ่มต้องรับผิดชอบในการอธิบายให้เข้าใจ 3) เน้นให้นักเรียนทราบว่าพวกเราจะจบบทเรียน ก็ต่อเมื่อแน่ใจว่า สมาชิกทุกคนใน กลุ่มทำคะแนนทดสอบได้ 4) ต้องแน่ใจว่านักเรียนศึกษาเนื้อหาในใบงานจริง ขณะที่นักเรียน ทำงานกันเป็น กลุ่ม ครูผู้สอนควรเดินดูให้ทั่ว ให้คำชมเชยกับกลุ่มที่ทำได้ดี และสังเกตพฤติกรรมของสมาชิก ใน กลุ่ม 5) หากผู้เรียนมีคำถามให้ถามเพื่อนสมาชิกในกลุ่มก่อนที่จะถามครู


13 4. คะแนนพัฒนาการรายบุคคล (Individual Improvement Scores) แนวคิดหลักของการให้ คะแนนแบบนี้ ก็เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ นักเรียนแต่ละคนจะมีคะแนนพื้นฐาน ซึ่งคิดมาจาก คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งสามารถหาได้จาก 4.1 ผู้เรียนแต่ละคนทำการทดสอบย่อย เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ได้ เรียนรู้จากข้อทดสอบของผู้สอน 4.2 ผู้สอนและผู้เรียนอาจร่วมกันตรวจผลการทดสอบของสมาชิกแต่ละคน 4.3 ทีมจัดทำคะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคนและกลุ่ม คะแนนของแต่ละคน ในทีมคิดคำนวณจากผลต่างระหว่างคะแนนของการทดสอบย่อยกับคะแนนฐาน 5. การตระหนักถึงความสำเร็จของกลุ่ม (Team Recognition) การที่กลุ่มได้รับรางวัลก็ต่อเมื่อ กลุ่ม นั้นได้รับความสำเร็จเหนือกลุ่มอื่น ซึ่งจะตัดสินด้วยคะแนนทีได้มาจากการทำแบบทดสอบของสมาชิกแต่ละ คน ในกลุ่ม แล้วคิดเป็นคะแนนพัฒนาการนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม ทิศนา แขมมณี (2547 : 266 – 267 อ้างถึงใน อรษา เกมกาเมน. 2559 : 41) กล่าวว่า การจัด กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดี (STAD) ค าว่า “STAD” เป็นตัวย่อของ “Student Teams Achievement Divisions” มีกระบวนการดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดผู้เรียนเข้ากลุ่ม กลุ่มละ 4 คน โดยจัดคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) ซึ่งเราเรียกกลุ่มนี้ ว่า กลุ่มบ้านเรา (Home group) 2. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราจะได้รับเนื้อหาสาระสำหรับศึกษาร่วมกัน เนื้อหาสาระที่ ทำการศึกษา นั้นอาจมีหลายตอน ผู้เรียนต้องเก็บคะแนนโดยการทำแบบทดสอบในแต่ละตอน 3. หาคะแนนพัฒนาการโดยให้ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบรวบ ยอด และนำคะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ (Improvement score) ซึ่งหาได้ดังนี้คะแนนพื้นฐาน: ได้จาก ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยหลายครั้งที่ผู้เรียนแต่ละคนทำได้คะแนนที่ได้: ได้จากการนำคะแนนทดสอบครั้ง สุดท้ายลบคะแนนพื้นฐาน 4. นำคะแนนพัฒนาการของสมาชิกในกลุ่มบ้านเรามารวมกันใช้เป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มใดได้ คะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด กลุ่มนั้นได้รางวัล


14 2.1.1.5 ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สุรศักดิ์ หลาบมาลา (2531 อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. 2556) กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เก่งได้รับผลดีหรือมีความรู้เพิ่มขึ้นจากวิธีการเรียนแบบร่วมมือเพราะเขามี โอกาสอภิปรายและสาธิตให้เพื่อนดูจึงมีโอกาสปฏิบัติมาก จำได้มาก ได้ความคิดตามเพื่อนมากจึงทำให้เกิดความคิด คล่องในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น 2. การเรียนแบบร่วมมือไม่ทำให้ความคิดวิเคราะห์ และการให้เหตุผลระดับสูงของ นักเรียนที่เก่งลดลง เพราะวิธีการจัดการเรียนรู้ไม่เน้นการฝึกช้ำอีก เขามีเวลาในการเรียนหลักการคิดวิเคราะห์และ การให้เหตุผลมากขึ้น การวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งมักจะใช้กลยุทธ์ วิธีการแกปัญหาระดับสูง เมื่อเรียนแบบร่วมมือ 3. นักเรียนที่เก่งจะเก่งทางวิชาการเมื่อเรียนแบบร่วมมือ เพราะเขาทราบว่าต้องอธิบาย บทเรียนให้เพื่อนฟังจึงศึกษาอยางถ่องแท้ การที่ได้อธิบายเนื้อหาที่เรียนหลายๆครั้ง และได้ตรวจงานของเพื่อนทำ ให้เข้าใจเนื้อหาในบทเรียนได้ดีกว่าเดิม 4. นักเรียนที่อ่อนไม่ถ่วงเวลาการเรียนรู้ของนักเรียนที่เก่ง เพราะนักเรียนที่อ่อนทราบว่า ตนต้องรับฟังคำอธิบายจากเพื่อนที่เก่งจึงตั้งใจฟัง 5. ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น หากเรียนแบบ ร่วมมือเพราะการเรียนแบบร่วมมือจะต้องอธิบายเนื้อหาในบทเรียนให้เพื่อนในกลุ่มฟัง ซึ่งการเรียนเพื่ออธิบายให้ คนอื่นฟัง จะมีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าการเรียนเพื่อตอบข้อสอบ 6. การเรียนแบบร่วมมือนั้นคนอื่น ๆ ในกลุ่มต้องพึ่งพาและยอมรับความช่วยเหลือจาก นักเรียนที่เก่ง เพราะผลการสอบคิดเป็นคะแนนกลุ่ม จึงทำให้คนอื่นเห็นว่านักเรียนที่เก่งเป็นความหวังต่างกับการ เรียนแบบอื่นที่ทำให้คนอื่นคิดว่านักเรียนที่เก่งไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาทำให้นักเรียนที่เก่งมีปัญหาทางสังคม 7. การเรียนแบบร่วมมือจะช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมให้แก่นักเรียน เพราะนักเรียนทุก คนรู้สึกว่าตนมีกลุ่ม มีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกัน จึงทำให้นักเรียนมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน บารูดี (Baroody. ๑๙๙๓ อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. ๒๕๕๖) ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่สำคัญของ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนเนื้อหาได้ดี 2. ส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแกปัญหา และการให้เหตุผล แนวทางในกาพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหา และช่วยให้เกิดการช่วยเหลือในกลุ่มเพื่อน ๓ แนวทาง คือ


15 2.1 การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อยให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหา โดยคำนึงถึง บุคคลอื่น ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบและปรับปรุงแนวคิดและคำตอบ 2.2 ช่วยให้เข้าใจปัญหาแต่ละคนในกลุ่ม เนื่องจากพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน ต่างกัน 2.3 ผู้เรียนเข้าใจการแก้ปัญหาจากการทำงานกลุ่ม 3. ส่งเสริมความมั่นใจในตนเอง 4. ส่งเสริมทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสาร อาเรนด์ส (Arends. ๑๙๙๔ อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. ๒๕๕๖) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ด้านผสสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการจัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ประมาณ 2-6 คนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนร่วมกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุก ได้แสดงความ คิดเห็นและแสดงออก ตลอดจนลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน มีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกนและกัน เช่น คนเรียน เก่งช่วยคนที่เรียนไม่เก่ง ทำให้คนที่เรียนเก่งมีความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลาและช่วยให้เช้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนคนที่เรียนไม่เก่งก็จะชาบซึ้งในน้ำใจเพื่อนมีความอบอุ่นรู้สึกเป็นกันเอง กล้าชักถามในข้อสงสัยมากขึ้น จึงง่าย ต่อการทำความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ที่สำคัญในการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD คือ ผู้เรียนในกลุ่มร่วมกันคิด ร่วมกันทำงาน จนกระทั่งสามารถหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดได้ ถือว่าเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ ที่ได้รับเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น 2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มี ภูมิหลังต่างกันได้มาทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีการรับฟังความคิดเห็นกัน เข้าใจและเห็นในกลุ่ม ทำให้เกิด การยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งจะส่งผลให้มีความรู้สึกทีดีต่อผู้อื่นในสังคมมากขึ้น 3. ด้านทักษะในการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดผลสำเร็จที่ดี และการรักษาความสัมพันธ์ที่ ดีทางสังคม ช่วยปลูกฝังทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม ทำให้ผู้เรียนไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและส่งผลให้ งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน 4. ด้านทักษะการร่วมมือแก้ปัญหา ในการทำงานกลุ่ม สมาชิกกลุ่มจะได้รับความเข้าใจ ในปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุของปัญหา สมาชิก กลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีแก้ไข


16 5. ด้านการทำให้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง ในการทำงานกลุ่ม สมาชิกกลุ่ม ทุกคนจะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกด้วยกันย่อมทำ ให้สมาชิกในกลุ่มนั้นมีความภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคุณค่าที่สามารถให้กลุ่มประสบความสำเร็จได้ สมจิตร หงส์สา (๒๕๕๑ อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. ๒๕๕๖) ได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตัวเองและกลุ่มร่วมกบสมาชิกอื่น 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกนได้เรียนรู้ร่วมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้นำ 4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง 5. ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกสนานกับการเรียนรู้ จากประโยชน์ดังกล่าวสรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD นั้น เป็นการพัฒนาทักษะการ ทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ทั้งในลักษณะของผู้นำ และผู้ตาม ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสได้พัฒนา ศักยภาพของตนเอง ส่งเสริมให้เกิดความรับผิดชอบ สามัคคี และสร้างแรงจูงใจในการเรียน ลดความรู้สึกเบื่อหน่าย ในการเรียน เนื่องจากทั้งกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันและทุกคนในกลุ่มสามารถทำประโยชน์ให้กลุ่มได้ ความสำเร็จ รายบุคคลจะเป็นความสำเร็จของกลุ่มด้วย ทุกคนจะกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ก่อให้เกิดความสำเร็จต่อกลุ่มและ ต่อตนเองในที่สุด 2.1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1.2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรม ได้มีนักศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่าเป็นการนำสื่อ ประสมที่ สอดคล้องกับเนื้อหาจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและประสบการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละหน่วย ทั้งนี้เพื่อทำให้นักเรียนได้ เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ โดยนักเรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ และความสามารถของตนเอง ชุดกิจกรรมประกอบด้วยคู่มือครู คู่มือนักเรียน เนื้อหากิจกรรม สื่อประสมและเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจัดไว้เป็นกล่อง หรือซองที่ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้ทันที (ประหยัด จิระวรพงศ์, 2527 : 263 ; อ้างถึงใน ธรรญชนก ทองอ่ำ,2559 : 14) ชุดกิจกรรมเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาและเป็นสื่อประสม ซึ่งครูผู้สอน นำไปใช้เป็นเครื่องชี้แนวทางที่ว่าจัดเป็นสื่อประสมเพราะว่าเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่ต้องใช้สื่อหลายอย่าง ระบบการผลิตที่นำสื่อการเรียนหลาย ๆ อย่างมาสัมพันธ์และมีคุณค่าส่งเสริมซึ่งกันและกัน เรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ สื่อประสม (วิชัย วงษ์ใหญ่, 2523 : 174 ; อ้างถึงใน ธรรญชนก ทองอ่ำ, 2559 : 14) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม


17 (Instructional Package) เป็นสื่อประสมที่ได้จากระบบการผลิต และการนำสื่อการสอนที่สอดคล้องกับหน่วย หัว เรื่อง และวัตถุประสงค์ ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2525 : 117-118 ;อ้างถึงในธรรญชนก ทองอ่ำ, 2559 : 14) บุญเกื้อ ควรหาเวช (2545 : 91 ; อ้างถึงใน ปานลดา เอกนวพุฒิพันธุ์, 2560 : 10-11) กล่าวว่า ชุดการสอน ชุดการเรียนหรือชุดกิจกรรมมาจากคำว่า Instructional package หรือ Learning package เดิม ทีเดียวจะใช้คำว่า ชุดการสอน เพราะเป็นสื่อที่ครูผู้สอน นำมาใช้ประกอบการสอน แต่ต่อมาแนวความคิดในการยึด นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนได้เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น การเรียนรู้ที่ดีควรจะให้นักเรียนเรียนได้เรียนเอง จึงมี ผู้นิยมเรียกชุดการสอนเป็นชุดการเรียน บางคนอาจจะเรียกรวมกันไปเลยว่าชุดการเรียนการสอน และถือว่าเป็น นวัตกรรมการศึกษาที่ได้รับความสนใจมาก ดังนั้นชุดการสอน หมายถึง การใช้สื่อการสอนตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป ร่วมกัน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ตามที่ต้องการ สื่อทีนำมาใช้ร่วมกันจะช่วยเสริมประสบการณ์ ซึ่งกันและกัน ตามลำดับขั้นที่จัดเอาไว้โดยจัดเป็นหน่วยการเรียนตามหัวข้อ เนื้อหา และจัดเป็นชุด ๆ บรรจุอยู่ในซองหรือกระเป๋า สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545 : 51 ; อ้างถึงใน ปานลดา เอกนวพุฒิพันธุ์ ,2560: 11) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน เป็นกระบวนการเรียนจากชุดการสอน เป็นสื่อการสอนชนิดหนึ่งที่ เป็นลักษณะของสื่อประสม ( Multimadia ) เป็นการใช้สื่อสองชนิดขึ้นไปร่วมกันเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ที่ ต้องการ โดยอาจจัดขึ้นสำหรับหน่วยงาน การเรียนตามหัวข้อเนื้อหาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วยที่ต้องการ จะให้นักเรียนได้เรียนรู้ อาจจัดเอาไว้เป็นชุด ๆ บรรจุในกล่อง ซองหรือกระเป๋า ชุดการสอนแต่ละชุดประกอบด้วย เนื้อหาสาระ บัตรคำสั่ง/ใบงานในการทำกิจกรรมวัสดุอุปกรณ์ เอกสาร ใบความรู้ เครื่องมือหรือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับ กิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งแบบวัดประเมินผลการเรียนรู้ 2.1.2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม ประเภทของชุดกิจกรรมนักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภทของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ สุวิทย์มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550, หน้า 52-53) ได้แบ่งชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำบรรยายของครูเป็นชุดการสอน สำหรับนักเรียนกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่มุ่งเน้นการปูพื้นฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกันในการ ขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของครูผู้สอนให้พูดน้อยลง


18 เพิ่มเวลาให้นักเรียนได้ปฏิบัติมากขึ้นโดยใช้สื่อที่อยู่ในชุดกิจกรรม เรียนรู้การนำเสนอเนื้อหาต่างๆ สิ่งสำคัญคือสื่อที่ นำมาใช้จะต้องให้นักเรียนได้เห็นชัดเจนทุกคนและมีโอกาสได้ใช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกิจกรรมกลุ่ม หรือชุดการสอนสำหรับการ เรียนเป็นกลุ่มย่อย เป็นชุดการสอนต่างๆ ที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียน โดยให้นักเรียนมีโอกาสท างานร่วมกัน ชุดการสอนชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม 3. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียน ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือนักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเองอาจจะ เรียนที่โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้จุดประสงค์หลักคือมุ่งทำความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาเพิ่มเติมและนักเรียน สามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ ชุดกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดประสบการณ์หรือการเรียนรู้นั้น โรงเรียนจัดเป็น 2 ประเภท ดังนี้ (เอกสารการสอนชุดวิชาระบบการเรียนการสอนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ,2538 : 155 -211 118 ; อ้างถึงใน ธรรญชนก ทองอ่ำ, 2559 : 17) 1. กิจกรรมในหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดขึ้นในลักษณะที่มี ส่วน สัมพันธ์บทเรียนตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทเรียน เกิดกระบวนการ ในทางความคิด มีทัศนะคติและค่านิยมในทางที่ดี เป็นต้น โดยทั่วไปกิจกรรมใน หลักสูตรที่จัดขึ้นในห้องเรียนมักมี การวางแผนล่วงหน้า โดยครูผู้สอนอาจให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วยก็ได้ จากนั้นจะนำกิจกรรมที่วางแผนมาปฏิบัติใน ห้องเรียน มีลำดับขั้นตอนเริ่มจากขั้นนำกิจกรรม ขั้นปฏิบัติกิจกรรม และขั้นสรุปกิจกรรม กิจกรรมที่จัดขึ้นใน ห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น เพลง เกม บทบาทสมมุติเล่านิทานประกอบเรื่อง การบรรยาย การ สาธิต โครงงาน โต้วาที่วีดีโอ การวิเคราะห์จากสถานการณ์และประสบการณ์จริง 2. กิจกรรมเสริมหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถตลอดจนความสนใจของนักเรียน กิจกรรมเสริม หลักสูตรที่จัดขึ้น ในโรงเรียนมีอยู่หลายชนิด เช่น กิจกรรมเสริมหลักสูตรทางวิชาการ ได้แก่ ชมรมต่าง ๆ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523 : 114 ; อ้างถึงใน ธรรญชนก ทองอ่ า, 2559 : 19-20) ได้จำแนก ประเภทของชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมที่กำหนดกิจกรรมและสื่อการสอน ให้ครูผู้สอนใช้ประกอบการสอนแบบบรรยาย เพื่อลดบทบาทของครูผู้สอนให้น้อยลงและเปิดโอกาสให้นักเรียนมี


19 ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมากขึ้น ชุดกิจกรรมแบบนี้จะมีเนื้อหาเพียงหน่วยเดียวซึ่งใช้กับนักเรียนทั้งชั้น โดย แบ่งเป็นหัวข้อที่จะบรรยายประกอบกิจกรรมไว้ตามลำดับขั้น สื่อที่ใช้อาจจะเป็นแผนการสอน สไลด์ประกอบเสียง บรรยายในเทป แผนภูมิ แผนภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น 2. ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นชุดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ประกอบ กิจกรรมร่วมกัน ซึ่งอาจจะจัดกิจกรรมในรูปศูนย์การเรียนหรือกลุ่มกิจกรรม โดยชุดกิจกรรมแต่ละชุด ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมย่อยที่มีจำนวนเท่ากับจำนวนศูนย์ที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วยในแต่ละศูนย์ มีสื่อการเรียนหรือบทเรียนครบ ชุดตามจำนวนนักเรียนในศูนย์กิจกรรมนั้น สื่อการเรียนอาจจะจัด ในรูปของรายบุคคลหรือนักเรียนทั้งศูนย์ใช้ ร่วมกันก็ได้ ระหว่างทำกิจกรรมการเรียนหากนักเรียนมีปัญหาสามารถซักถามครูผู้สอนได้เสมอ เมื่อจบการเรียนแต่ ละศูนย์แล้วนักเรียนอาจจะสนใจการเรียนเสริมเพื่อเจาะลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้ได้ โดยการศึกษากิจกรรมในศูนย์สำรอง ซึ่งเตรียมไว้สำหรับนักเรียนบางคนหรือบางกลุ่มที่ทำกิจกรรมเสร็จก่อนคนอื่นหรือกลุ่มอื่นจะได้มีกิจกรรมอย่างอื่น ทำเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ได้กว้างและลึก 3. ชุดกิจกรรมรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่มุ่งให้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วย ตนเองตามความสามารถ และความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาเสร็จแล้วก็จะทำการทดสอบ ประเมินผล ความก้าวหน้าและศึกษาชุดอื่นต่อไปตามลำดับ เมื่อมีปัญหานักเรียนสามารถปรึกษากันได้ สำหรับครูผู้สอนจะคอย ให้ความช่วยเหลือในฐานะผู้ประสานงานหรือผู้ชี้แนะแนวทาง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถ ของตนเอง ชุดกิจกรรมรายบุคคลอาจจะอยู่ในรูปของหน่วยการสอนย่อยหรือ "โมดูล" (Modules) 4. ชุดกิจกรรมทางไกล เป็นชุดกิจกรรมสำหรับนักเรียนที่อยู่ต่างถิ่น ต่างเวลา มุ่งให้ นักเรียนศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียน ประกอบด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ รายการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริม ตามศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดการสอนท างไกล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2.1.2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม สุวิทย์ มูลคำ (2546 : 52 ; อ้างถึงใน ปานลดา เอกนวพุฒิพันธุ์, 2560 : 15) กล่าวถึงชุดกิจกรรม ว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ 1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือหรือแผนการสอนสำหรับครูผู้สอนให้ศึกษาและ ปฏิบัติ ตามขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียดชี้แจงไว้อย่างชัดเจน


20 2. บัตรคำสั่งหรือบัตรงาน เป็นเอกสารที่บอกให้นักเรียนประกอบกิจกรรมแต่ละอย่าง ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ บรรจุในชุดการเรียนรู้บัตรคำสั่งหรือบัตรงานจะมีครบตามจำนวนกลุ่มหรือจำนวน นักเรียนซึ่งประกอบด้วย คำอธิบายเรื่องที่จะศึกษา คำสั่งให้นักเรียนประกอบกิจกรรม 3. สาระและสื่อการเรียนประเภทต่าง ๆ จัดไว้ในรูปของสื่อการสอนที่หลากหลาย แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร บทความ ใบความรู้ 3.2 ประเภท โสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สไลด์ 4. แบบประเมินผล เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเองทั้งก่อนและ หลังเรียนผู้วิจัยสรุปได้ว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมมีดังนี้ 1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จัดท าขึ้นเพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษา และปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ 2. บัตรงาน เป็นเอกสารที่บอกให้นักเรียนประกอบกิจกรรมแต่ละอย่าง ตาม ขั้นตอนทำกำหนด 3. สื่อการเรียน จัดไว้ในรูปของสื่อการสอนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภท เอกสารสิ่งพิมพ์ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ 4. แบบประเมินผล เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดและประเมินความรู้ทั้งก่อนและ หลังเรียน 2.1.2.4 ประโยชน์ของการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมมีประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลายประการดังนี้ บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2552) 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการที่สลับชับซ้อน และมีลักษณะเป็น นามธรรมซึ่งผู้สอนไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการบรรยายได้ 2. ความสนใจผู้เรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดการสอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง


21 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. เป็นการสร้างความพร้อมและความมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดการสอนผลิตไว้เป็หมวด หมู่สามารถหยิบใช้ได้ทันที 5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียน เพราะสื่อประสม (muli media) ที่จัด ไว้ในระบบเป็นการแปรเปลี่ยนกิจกรรมละช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา 6. แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมการศึกษารายบุคคล ตามความ สนใจ ตามเวลา และโอกาสที่อำนวยแก่ผู้เรียนซึ่งแตกต่างกัน 7. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู ชุดการสอนทำให้ผู้เรียน เรียนโดยอาศัยความ ช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อย ทั้งสามารถเรียนด้วยตนเอง ครูคนหนึ่งจึงสามารถสอนนักเรียนได้จำนวนมาก 8. ช่วยนักเรียนให้รู้จุดมุ่งหมายของการเรียนชัดเจน ตลอดจนรู้วิธีการที่จะบรรลุ จุดมุ่งหมาย เป็นการเพิ่มพูนการจูงใจในการเรียน 9. ชุดการสอนจะกำหนดบทบาทของครูและนักเรียนไว้ชัดเจนว่าตอนใด ใคร จะทำอะไร อย่างไร ลดบทบาทของการกระทำของครูข้างเดียว นักเรียนได้เรียนรู้โดยการกระทำมากยิ่งขึ้น 10. ชุดการสอนเกิดจากการนำวิธีเชิงระบบเข้ามาใช้ เมื่อผ่านการทดลองจึงทำให้การ สอนมีประสิทธิภาพ 11. ชุดการสอนฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน และรู้จักการทำงานร่วมกัน 12. ชุดการสอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกวัสดุการเรียนและกิจกรรมตามความสนใจ 13. ชุดการสอนทำให้ผู้เรียน รู้การกระทำของเขาและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง จากประโยชน์ของชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคคล เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึก การคิด การตัดสินใจ และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนรู้จุดมุ่งหมาย ของการเรียนรู้ที่ชัดเจน รู้วิธีการ ที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ และรู้จักการทำงานร่วมกับอื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และในการเรียนซึ่ง จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนประสิทธิภาพ 2.1.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.3.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการแสดงถึงความสามารถของนักเรียนที่ได้จากการเรียนการสอน ซึ่ง ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้


22 นิลรัตน์ ทศช่วย (2556) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึงผลการเรียนรู้ด้าน เนื้อหาวิชา และทักษะต่างๆ ของแต่ละวิชาที่นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านมาแล้วเป็นความสามารถในการเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒนาทักษะในการเรียนโดยอาศัยความพยายามจำนวนหนึ่งและแสดงออกในรูป ความสำเร็จ ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบทางการเรียนทั่วไป ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะรวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการ เรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมาก น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ สิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึกค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย วัลยา บุญอากาศ (2556) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์ของผู้เรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ เป็นผลให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และ ทักษะพิสัย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมที่ เปลี่ยนแปลงไปของผู้เรียน หลังจากที่ได้รับการเรียนรู้และพัฒนาจากการการเรียนการสอนในวิชาต่าง ๆ หรือจาก การเรียนด้วยตนเอง ซึ่งสามารถวัดได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน แบบฝึกหัด เป็นต้น 2.1.3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอแนวทางการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. การวัดต้องสอดคล้องกับตัวชีวัด หรือผลการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุง แก้ไข นักเรียนทีไม่ผ่านตัวชีวัด 2. มีขั้นตอนการวัดอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมดำเนินการ สร้าง เครื่องมือ ดำเนินการวัดผล และนำผลทีได้ไปใช้ตัดสินผลการเรียน จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แนวทางการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องกำหนดสิ่งที่ประเมิน วางแผนการประเมินว่าจะเก็บข้อมูลอะไร โดยวิธีใด ใช้เทคนิคหลายๆ ด้านที่สามารถวัดให้ครอบคลุม เกณฑ์ที่ใช้ ต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่วัด เครื่องมือนั้นต้องมีความเที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่น วัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย และ ปราศจากความลำเอียง สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ การวัดด้าน


23 การปฏิบัติและการวัดด้านเนื้อหาซึ่งการวัดด้านเนื้อหา จะมีลักษณะการวัดได้ 2 วิธี คือการสอบแบบปากเปล่าและ การสอบแบบให้เขียนตอบ การวัดทั้ง 2 องค์ประกอบจะทำให้สามารถทราบถึงความรู้ความสามารถและทักษะ ต่างๆ ของผู้เรียนว่าอยู่ในระดับใด มากน้อยแค่ไหน 2.1.3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เยาวดี วิบูลย์ศรี (2556) กล่าวว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือสำหรับช่วยให้ครูสามารถ ตัดสินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้มากกว่าวิธีอื่น เมื่อเทียบกับกระบวนการเรียนรู้ที่มีอยู่ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ที่ใช้ ในโรงเรียน มุ่งวัดความรู้ในแต่ละวิชาและทักษะต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานสำคัญ 2 ประการ คือ 1. เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอันเป็นข้อมูลที่ได้รับสำหรับการประเมินผล การเรียนการสอนเป็นรายบุคคล 2. เพื่อเป็นการตรวจสอบความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันตามธรรมชาติ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2556) แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher Made Test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเฉพาะคราว เพื่อใช้ทดสอบผลสัมฤทธิ์และความสามารถทางวิชาการของผู้เรียนที่ได้เรียนในห้องเรียนว่ามีความรู้มากแค่ไหน บกพร่องตรงไหน จะได้ซ่อมเสริม หรือวัดดูความพร้อมที่จะขึ้นบทเรียนใหม่ใช้กันทั่วไปในสถาบันการศึกษา แบบทดสอบประเภทนี้ สอบเสร็จก็ทิ้งไป จะสอบใหม่ ก็สร้างขึ้นใหม่หรือนำเอาของเก่ามาเปลี่ยนแปลงโดยไม่มี วิธีการอะไรเป็นหลักในการปรับปรุง ไม่มีการวิเคราะห์หัวข้อสอบนั้นดีหรือไม่ประการใด 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญใน แต่ละสาขาวิชาหรือจากครูสอนวิชานั้น และมีกระบวนการหรือวิธีการที่ซับซ้อนมากกวาแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เอง เมื่อสร้างเสร็จก็มีการนำไปทดลองสอบ แล้วน าผลมาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติหลายครั้งหลายหน เพื่อ ปรับปรุงให้มีคุณภาพดี มีความเป็นมาตรฐานซึ่งแบบทดสอบมาตรฐานนี้จะมีความเป็นมาตรฐานอยู่ 2 ประการ คือ 2.1 มาตรฐานในการด าเนินการสอบ หมายความว่า แบบทดสอบนี้ ไม่ว่าจะนำไปใช้ที่ ไหน เมื่อไรก็ตาม คำชี้แจง คำบรรยาย การดำเนินการสอบจะเหมือนกนทุกครั้งไป จะต้องมีการควบคุมตัวแปร ต่างๆ ที่ทำให้คะแนนคลาดเคลื่อน เช่น ผู้คุมสอบ การจัดชั้น การจัดชั้นเรียนการใช้คำสั่ง เป็นต้น แบบทดสอบ ประเภทนี้จึงต้องมีคำชี้แจงในการใช้ข้อสอบอยู่ด้วย


24 2.2 มาตรฐานในการแปลความหมายของคะแนน ไม่ว่าเป็นการสอบที่ใด เมื่อใดต้องแปล คะแนนได้เหมือนกัน ฉะนั้นข้อสอบประเภทนี้จึงต้องมีเกณฑ์ปกติ ส าหรับเปรียบเทียบให้เป็นมาตรฐานเดี่ยวกันได้ มีวิธีการสร้างข้อค าถามเหมือนค าถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้ว จะเป็นพฤติกรรมที่สามารถตั้ง คำถามวัดได้ ซึ่งควรวัดให้ครอบคลุมพฤติกรรมดังนี้ 1) ความรู้ความจำ 2) ความเข้าใจ 3) การนำไปใช้ 4) การวิเคราะห์ 5) การสังเคราะห์ 6) การประเมินค่า สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2556) กล่าวว่า แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ครูสร้างขึ้น จำแนกออกเป็น 8 ประเภท สามารถสรุปแต่ละประเภทได้ดังนี้ 1. แบบทดสอบแบบเลือกตอบ ใช้วัดผลได้ทั้งด้านความรู้ ความคิด ทฤษฎี หลักการการตัดสินใจ ตลอดจนความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 2. แบบทดสอบแบบถูกผิด โดยนำเสนอข้อความเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในหลักการ ทฤษฎี การแปลความหมายหรือการกำหนดตัวแปร 3. แบบทดสอบแบบจับคู่ เป็นแบบทดสอบที่มีลักษณะการนำเสนอข้อความ 2 ส่วนให้เลือกเพื่อ จับคู่ ซึ่งโดยทั่วไปจำนวนข้อของคำตอบจะมีมากกว่าคำถาม 4. แบบทดสอบแบบเปรียบเทียบ เป็นแบบทดสอบที่ประกอบด้วยข้อความที่ต้องการให้ผู้เรียน พิจารณาในรูปของ มากกวา เท่ากัน น้อยกว่า หรือสรุปไม่ได้ 5. แบบทดสอบแบบเติมคำ โดยผู้ตอบต้องแสดงความรู้ ความสามารถด้วยการเขียนตอบที่เป็น ผลลัพธ์ของปัญหา ซึ่งแบบทดสอบแบบเติมคำยังใช้ในการคิดเลขในใจได้ 6. แบบทดสอบแบบเขียนตอบ โดยให้ผู้สอบแสดงความรู้ ความสามารถด้วยการเขียนตอบแสดง วิธีทำ หรือสรุปผลจากวิธีทำ โดยแสดงเหตุผลประกอบ


25 7. แบบทดสอบแบบต่อเนื่อง เป็นการผสมผสานแบบทดสอบหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เช่น แบบทดสอบแบบเลือกตอบกับแบบถูกผิด แบบทดสอบแบบเลือกตอบกับแบบเขียนตอบ 8. แบบทดสอบแบบแสดงวิธีทำ เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้เรียนแสดงวิธีการแก้ปัญหาใช้ประเมินได้ ครอบคลุมทั้งมโนทัศน์และวิธีการคิด การวางแผน รวมทั้งความสามารถของทักษะและกระบวนการทางด้านต่างๆ จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบที่ใช้หลังจากการเรียนรู้ เพื่อวัดวามรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของนักเรียนใน เรื่องที่เรียน ว่ามีมากน้อยแค่ไหน แบบทดสอบแต่ละประเภทมีลักษณะที่แตกต่างกน สามารถนำไปใช้ได้ในแต่ละ สถานการณ์ของความต้องการวัดผลที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียนได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ในอนาคต โดยทั่วไปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครู สร้างเองและแบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ได้แก่ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) ข้อสอบ แบบเติมคำ (Completion test) ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) และข้อสอบแบบเลือกตอบหรือข้อสอบแบบปรนัย (Multiple choice test) ซึ่งสามารถวัด พฤติกรรมทั้ง 6 ด้านได้แก่ 1. ด้านความรู้ 2. ด้านความเข้าใจ 3. ด้านการนำไปใช้ 4. ด้านการวิเคราะห์ 5. ด้านการสังเคราะห์ 6. ด้านการประเมินค่า 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ยุทธพงษ์ อินทมอน (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบ ร่วมมือส่งเสริมพฤติกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงาน เรื่องมนุษย์กบสิ่งแวดล้อมเพื่อหาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ประเมินพฤติกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงานหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และประเมินความ


26 พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนโรงเรียนสารสาสน์ ประชาอุทิศพิทยาคาร ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ภาคเรียนฤดูร้อนปี การศึกษา 2555 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 คน จากนั้นแบ่งกลุ่มในสัดส่วน สูง ปานกลาง และต่ำในอัตราส่วน 1:2:1 จำนวน 10 กลุ่ม สถิติที่ใช้ในการหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนใช้ t-test for Dependent ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเป็นสื่อการเรียนที่จัดอย่างเป็นระบบส่งเสริมพฤติกรรมกลุ่มและการนำเสนอ ผลงานนักเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพเนื้อหา และคุณภาพด้วยสื่ออยู่ในระดับดี ประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เท่ากับ 80.50/81.17 ผลการประเมินพฤติกรรมกลุ่มอยูในระดับดี ผลการนำเสนอผลงาน ของนักเรียนอยู่ในระดับดีมาก ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่านักเรียนมีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนสอบ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้อยูใน ระดับมากที่สุด ดังนั้นชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ดังกล่าว สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้จริง Stull อ้างถึงใน นิตยา กัลยาณี(2551) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการเรียนยุทธศาสตร์ร่วมต่อผลสัมฤทธิ์ การเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสรุปวิธีการใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในยุทธศาสตร์การเรียนร่วมต่อผลสัมฤทธิ์ ใน สาขาวิทยาศาสตร์ ในการใช้อุปกรณ์ต่อระดับของนักเรียนใน Bloom ’s Taxonomy ในชั้นระดับ 5 สองห้องถูก คัดเลือกมาจากโรงเรียนประถมศึกษาในเวอจิเนียตะวันออกให้เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้ก่อนสอนควรจัดทดสอบ ก่อนสอน (Pre-Test) ทุกครั้งเพื่อจะดู พื้นฐานความรู้ของนักเรียนในเนื้อหาที่สอนและใช้ข้อสอบเข้า t-test โดยใช้ คะแนนของวิชาวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย เมื่อสอนเสร็จทำการทดสอบหลังเรียน (Post-Test) เพื่อจะดูว่ายุทธศาสตร์ ใดเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดต่อนักเรียนที่เรียนแต่ละทักษะ การวิเคราะห์เห็นว่าคะแนนจาก Pre-Test และ Post -Test ของแต่ละบทเรียน ชี้นำให้เห็นว่าน่าสนใจ แม้ว่านักเรียนทั้งสองกลุ่มคือ STAD และ TGT เพื่อพิสูจน์ว่าการ ใช้วิธีการแข่งขันจะมีประสิทธิภาพต่อนักเรียนที่ทักษะด้านความรู้ที่ต่ำ และค้นพบว่าการใช้วิธี TGT จะประสบ ผลสำเร็จและกระตุ้นมากกว่ากลุ่ม STAD และไม่มีความแตกต่างอยางมีนัยสำคัญระหว่างวิธีการสอนแบบกลุ่ม ร่วมมือเพื่อให้ทักษะสูงขึ้น เมื่อนำผลไปวิเคราะห์ และประเมินผลอย่างไรก็ตามการศึกษานี้พบว่า วิธีการสอนแบบ กลุ่มประสบผลใน การกระตุ้นนักเรียนได้มากกว่ากลุ่มที่แยกย่อยเล็ก ๆ Armstrong อ้างถึงใน สุพรรณ สิงหนุวัฒนะ (2558) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ แบบ STAD ได้ทำการศึกษาค้นคว้ากับนักเรียน 47 คนที่เรียนอยูในเกรด 12 ที่ได้รับการสอนแบบดั้งเดิม โดยใช้ ตำราเรียน การอธิบาย การบรรยาย เอกสารประกอบการเรียนกันแบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD การสอน 2 แบบนี้ มีการวัดประเมินผล ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยวิธีการสอน 2 วิธีดังกล่าวมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไม่ แตกต่างกันและตามข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสอบถามของครูและนักเรียนพบวา การเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD ทำให้นักเรียนมีความสนุกสนานกับการเรียน


27 จาการศึกษาเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเพิ่มขึ้น และมี ความพึงพอใจ ในการเรียนรู้ ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้การ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมให้ นักเรียนประสบผลสำเร็จให้บรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ 2.3 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.4 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้แบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรม เรื่อง ชีวิตพืช มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวิตพืช นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบ STAD ร่วมกับชุดกิจกรรม หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจในการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรม เรื่อง ชีวิตพืช การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Stad ร่วมกับชุดกิจกรรม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2. ความพึงพอใจของนักเรียน


28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 1.1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 เล่ม พร้อมคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม 1.2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 แผนการ เรียนรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็น แบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบแบบ 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 2.3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็น แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) จำนวน 10 ข้อ 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.3.1 การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิทยาศาสตร์ หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอน การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้


29 2. ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ 3. ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้แก่ 4.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช 5. นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สร้างเสร็จแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ของเนื้อหาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านตัวชี้วัด เนื้อหา กิจกรรม และการประเมินผล ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน 6. นำผลการประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หา ค่าเฉลี่ย และเทียบกับเกณฑ์คุณภาพและความเหมาะสม โดยใช้เกณฑ์แบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (likert scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ได้แก่ ให้ 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมาก ให้ 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ให้ 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อย ให้ 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยแบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด 7. นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ 8. แก้ไขปรับปรุงชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทุกรายการ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 9. เพื่อให้ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง จึงนำไปทดสอบกับนักเรียน กลุ่มทดลอง


30 10. จัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ฉบับสมบูรณ์ ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบ เครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน 11. หลังจากนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง นำข้อมูลจากการหาประสิทธิภาพ ของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม เกณฑ์มาตรฐานที่ 80/80 3.3.2 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หนังสือเรียนและคู่มือครูเพื่อเป็นแนวทางในการ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 2. ศึกษาคู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด เนื้อหา จุดประสงค์และขอบข่ายเนื้อหาของวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 และเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ศึกษาตำรา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช รู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช


31 ตารางที่ 1 การจัดแบ่งเนื้อหาและกำหนดเวลาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ (ชั่วโมง) ทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน 1 การดำรงชีวิตของพืช แผนการจัดการเรียนรู้1 2 ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แผนการจัดการเรียนรู้2 3 วิธีดูแลพืช แผนการจัดการเรียนรู้ 3 3 ทดสอบหลังเรียน แบบทดสอบหลังเรียน 1 รวม 10 4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ทำไว้มาบรรจุในแผนแต่ละแผน จำนวน 3 แผน รวมเวลา 10 ชั่วโมง ในแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 4.1 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ 4.2 มาตรฐานการเรียนรู้ 4.3 ตัวชี้วัดชั้นปี 4.4 สาระสำคัญ 4.5 จุดประสงค์การเรียนรู้ 4.6 เนื้อหาสาระ 4.7 กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.8 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 4.9 การวัดผลและประเมินผล 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด 3 ท่าน จากนั้นหาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยจัดอันดับคุณภาพแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ โดยใช้เกณฑ์แบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท


32 (liker t scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ได้แก่ ให้ 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมาก ให้ 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ให้ 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อย ให้ 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยประเมินคุณภาพของแผนการเรียนรู้ มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด 6. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มา ปรับปรุงและแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ปรับปรุงและแก้ไขเรียบร้อยแล้ว นำไปทดสอบใช้กับกลุ่มทดลองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอ เมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน โดยใช้คู่กับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้ทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 8. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสม และ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้วจัดพิมพ์เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษา 9. นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับประชากรที่ใช้ในการ ทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอ เมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน 3.3.3 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ สำหรับใช้ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้ 1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบในการวัดผลและประเมินผลจากตำราต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้าง แบบทดสอบ หนังสือการวัดและประเมินผล เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


33 2. ศึกษาผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อสร้างตารางการวิเคราะห์ พฤติกรรมที่ต้องการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ แบบ 3 ตัวเลือก ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ตาม ตารางวิเคราะห์พฤติกรรมที่ต้องการวัด จำนวน 20 ข้อ เลือกใช้จำนวน 10 ข้อ 4. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในการ ปรับปรุง จำนวน 3 คน โดยตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ความตรงตาม เนื้อหา ความสอดคล้องของพฤติกรรมที่ต้องการวัด และความถูกต้องของการใช้ภาษาโดยกำหนดความคิดเห็น ดังนี้ +1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ 0 คือ ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ -1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 5. คัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากค่าเฉลี่ยความเห็น ตั้งแต่ 0.5ขึ้นไปจึงถือ ว่าแบบทดสอบนั้นมีความเที่ยงตรง 6. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ นำแบบทดสอบ จำนวน 10 ข้อ มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (reliability) 7. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้จัดพิมพ์เป็นฉบับจริงแล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบ เครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน 3.3.4 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ 1. ศึกษารูปแบบการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 2. กำหนดโครงสร้างของแบบสอบถามความพึงพอใจ ประกอบด้วย เนื้อหาสาระ รูปแบบของ สื่อ และประโยชน์ที่ได้รับ


34 3. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ 4. นำแบบวัดความพึงพอใจให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) แล้ว นำข้อมูลมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (index of Item-objective congruence) ซึ่งใช้เกณฑ์การให้คะแนน คือ +1 คือ แน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดได้ตรงตามรายการ 0 คือ ไม่แน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดได้ตรงตามรายการ -1 คือ แน่ใจว่าข้อค าถามนั้นวัดได้ไม่ตรงตามรายการ 5. พิจารณาความเหมาะสมของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จากค่าเฉลี่ยความเห็น ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป จึงถือว่าแบบสอบถามนั้นมีความเที่ยงตรง 6. นำแบบสอบถามมาหาค่าความเชื่อมั่น (reliability) โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบัค (cronbach’s alpha coefficient) 7. จัดพิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว จำนวน 10 ข้อ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ ทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีอำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ชี้แจงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีอำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน ได้รับทราบขั้นตอนการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และการปฏิบัติกิจกรรมอย่างถูกต้อง 2. นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จำนวน 10 (pre-test) เรื่อง ชีวิตพืช ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น บันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนทดสอบก่อนเรียน 3. ดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 จำนวน 10 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม ถึง 28 กันยายน 2565


35 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 10 ข้อ เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แล้วบันทึกผลการทดสอบ เป็นคะแนนหลังเรียน 5. นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 10 ข้อ 6. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน ไปวิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ค่าทดสอบที (ttest dependent) เพื่อทดสอบสมมติฐานต่อไป 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ดังนี้ 1. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง ชีวิตพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดีอำเภอเมือง จังหวัดยะลา ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการ หาค่าคะแนนเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้วิธีการทางสถิติ t-test dependent 3. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำแบบสอบถามความพึงพอใจมาตรวจ ให้คะแนน ซึ่งใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถาม ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง ระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง ระดับน้อยที่สุด


36 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้คือ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าร้อยละ เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงเป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 1.2 ค่าเฉลี่ย (arithmetic mean) สามารถหาได้จากสูตร ̅= Σ เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1.3 การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) สามารถหาได้จากสูตร ΣX แทน ผลบวกของข้อมูลทุกค่า 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ 2.1 การตรวจสอบความเที่ยงตรง (validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถหาได้จากสูตร IOC = ∑R N


37 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรม ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2 การหาค่าความยากง่าย (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถหาได้จากสูตร เมื่อ P แทน ความยากง่าย RH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มคะแนนสูง RL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มคะแนนต่ำ NH แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มคะแนนสูง NL แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มคะแนนต่ำ 2.3 หาค่าอำนาจจำแนก (discrimination) ของข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถหาได้โดยใช้สูตร เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก RH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มคะแนนสูง RL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มคะแนนต่ำ NH แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มคะแนนสูง NL แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มคะแนนต่ำ 2.4 หาค่าความเชื่อมั่น (reliability) ของข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร kuderrichadson 20: KR-20 ของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน ดังนี้ สามารถหาได้โดยใช้สูตร


38 เมื่อ −20 แทน ความเที่ยงของแบบทดสอบ K แทน จำนวนข้อสอบ p แทน ความยากง่ายของข้อสอบแต่ละข้อ (สัดส่วนที่ตอบถูก) q แทน สัดส่วนที่ตอบผิด (1-p) S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมของแบบทดสอบ 3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย 3.1 คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถหาได้โดยใช้สูตร เมื่อ GS(%) คือ คะแนนร้อยละของพัฒนาการผู้เรียน X คือ คะแนนทดสอบก่อนจัดการเรียนรู้แบบ Small Group Discussion Y คือ คะแนนทดสอบหลังจัดการเรียนรู้แบบ Small Group Discussion F คือ คะแนนเต็ม 3.2 การวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรม โดยใช้สูตร t- test แบบ dependent sample สามารถหาได้โดยใช้สูตร เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ n แทน จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนนักเรียน ∑ D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดสอบ ∑ D2 แทน ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดสอบ


39 บทที่ 4 ผลการวิจัย ผลการวิจัย ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุดี ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ ดังนี้ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามเพศ ตารางที่2 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (จำแนกตามเพศ) เพศ จำนวน (คน) ร้อยละ ชาย 12 48 หญิง 13 52 รวม 25 100 จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างเพศชายจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 48 และเพศหญิง จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 52 4.2 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง ชีวิตพืช ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ตารางที่ 3 ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช (E1/E2) รายการประเมิน จำนวนนักเรียน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) การแปรผล คะแนนระหว่างเรียน (E1) 25 85.2 มีประสิทธิภาพ สอบหลังเรียน (E2) 25 80.4 มีประสิทธิภาพ จากตารางที่ 3 ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช (E1/E2) มีค่าเท่ากับ 85.2/80.4 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 แสดงให้เห็นว่า การจัดการ เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ได้ 4.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการจัดการเรียรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช


40 การทดสอบ จำนวน คะแนนเต็ม x̄ S.D. t-test ก่อนเรียน 25 10 3.32 1.40 18.04 หลังเรียน 25 10 8.04 1.69 จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการ จัดการเรียรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน และหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 3.32 และ 8.04 ตามลำดับ, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ก่อนเรียนและหลังเรียน มีค่า เท่ากับ 1.40 และ 1.69 ตามลำดับ และมีค่าสถิติt-test เท่ากับ 18.0 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนนักเรียนก่อน และหลังเรียนปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 4.4 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ ตารางที่ 5 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช รายการประเมิน x̄ S.D ความพึงพอใจ 1. ครูจัดแบ่งกลุ่มนักเรียนโดยคละความสามารถ อย่างเหมาะสม 4.64 0.63 มาก 2. ครูให้คำปรึกษา แนะนำ ดูแลนักเรียนในการ เรียนรู้อย่างทั่วถึง 4.76 0.43 มาก 3. การจัดเรียงเนื้อหาและขั้นตอนการเรียนการ สอนเข้าใจง่าย 4.72 0.54 มาก 4. นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน 4.76 0.43 มาก 5. นักเรียนได้ฝึกทักษะการสื่อสารระหว่างสมาชิก เช่น การเป็นผู้นำ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ฯลฯ 4.68 0.55 มาก จากตารางที่ 5 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.76, S.D. = 0.43)


41 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิจัยดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผลการวิจัย 3. ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการวิจัยผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิต พืช เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้สรุปผลวิจัยดังนี้ 5.1.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช เพื่อ ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช (E1/E2) มีค่าเท่ากับ 85.2/80.4 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ สามารถนำมาใช้ได้ 5.1.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากสุด ( X = 4.76, S.D. = 0.43) 5.2 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิต พืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถอภิปราย ผลได้ดังนี้ 5.2.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.76, S.D. = 0.43) และมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.2/80.4 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 ทั้งนี้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ผ่านขั้นตอนในการ


42 จัดทำอย่างมีระบบ โดยออกแบบชุดกิจกรรมการเรียนที่เหมาะสมกับพัฒนาการความต้องการและความสนใจของ ผู้เรียน โดยผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกขั้นตอน ในระบบการทางานแบบกลุ่ม ที่แบ่งหน้าที่แต่ละคน ภายในกลุ่มอย่างชัดเจน สอดคล้องกับงานวิจัยของอภิณชกุล กาญจนเพชร(2558, หน้า 57 -60) ที่ศึกษาเกี่ยวกับ การสร้างชุดกิจกรรม เรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษา พบว่าชุดกิจกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.75/ 80.60 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ดังกล่าว สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2.2 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งนี้อาจเป็น เพราะชุดกิจกรรม เป็นสื่อ ที่เน้นความแตกต่าง ของผู้เรียนในการใช้ความสามารถแต่ละด้านของแต่ละคน เพื่อ ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่ต่าง ๆ ในชุดกิจกรรม ซึ่งชุดกิจกรรมจะเน้น สถานการณ์จริง หรือเหตุการณ์ใกล้ตัว การ แก้ปัญหาในสถานการณ์หนึ่ง สามารถมีทางแก้ไขสถานการณ์ได้มากกว่าหนึ่งทาง และแม้นักเรียนจะไม่ประสบ ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ นักเรียนก็ยังได้ประสบการณ์ ในกระบวนการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ กลุ่มต่าง ๆ ว่าเหตุใดจึงประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ ภายในชั้นเรียนส่งผลให้นักเรียน กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และสนุกไปกับกิจกรรรม มีความกระตือรือร้นในการเรียน สอดคล้องกับงานวิจัย สุวิทย์มูล คำและอรทัย มูลคำ (2545) กล่าวว่ากระบวนการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดย แบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจนมีการ ทำงานร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้ตนเอง และสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกันกับงานวิจัยของ พูนศรี อาภรณ์รัตน์ (2548) ทำการศึกษาพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและการสื่อสารทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือกันพบว่าความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและความสามารถในการสื่อสารทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบร่วมมือกันหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง ชีวิตพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึง


Click to View FlipBook Version