The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้ผ้าไหมเปือย ปรับแล้ว 140864

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phujod1521b, 2021-10-20 23:19:21

องค์ความรู้ผ้าไหมเปือย ปรับแล้ว 140864

องค์ความรู้ผ้าไหมเปือย ปรับแล้ว 140864

1

บทที่ ๑

บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญ

การทอผ้าไหมมีความเป็นมาและมีความสําคัญต่อมนุษย์มาอย่างช้านาน ดังท่ีกล่าวว่า
ผ้าไหม มีถ่ินกําเนิดในประเทศจีนและประเทศอินเดีย การทอผ้าไหมมีขึ้นราว ๒,๖๔๐ ปีก่อน
คริสตกาล พ่อค้าชาวจีนได้เผยแพร่ผ้าไหมสู่พื้นท่ีอ่ืนในแถบเอเชีย ส่วนในประเทศไทย
นักโบราณคดีพบหลักฐานแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการใช้ผ้าไหมเมื่อ ๓,๐๐๐ ปี
ก่อน (จิตลดา แก้วมงคล, ๒๕๕๙ : ๖๙) กล่าวว่าภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเหมาะแก่
การเลี้ยงไหมจึงมีอารยธรรมในการทอผ้ามาอย่างยาวนาน นอกจากน้ียังมีการพัฒนาลวดลาย
ท่ีละเอียดและซับซ้อนกว่าในภาคอ่ืน (ธีรพันธ์ จันทร์เจริญ,๒๕๔๗) ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นการ
สร้างสรรค์ลวดลายผ้าอันสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ท่ีสืบทอดกันมาช้านาน ของชาวอีสาน ศิลปะ
การทอผ้าท่ีเกิดจากการมัดเส้นด้ายหรือเส้นไหม ผูกให้เป็นลวดลาย แล้วนําไปย้อมสี ลวดลาย
ที่เกิดขึ้นเกิดจากการซึมของสีไปตามส่วนของเส้นไหมหรือเส้นด้ายท่ีเว้นไว้ไม่ถูกมัดขณะย้อม
เมื่อย้อมสีแล้วแกะเชือกออกจะเกิดเป็นลวดลายตามช่องของการมัดเส้นเชือก ด้วยกรรมวิธีการ
มัดและย้อมชาวอีสานจึงเรียกว่า “มัดหม่ี” เน่ืองด้วยการมัดหมี่เป็นกรรมวิธีที่ทํามาแต่โบราณ
จนถึงปัจจุบัน ลวดลาย ในการมัดจึงมีทั้งลวดลายโบราณที่มีมาแต่เดิม เช่น ลายดอกแก้ว
ลายโคมหา้ ลายเต่า ลายพญานาค ลายโคมเจ็ด และ ลายต้นสน เป็นต้น ลวดลายที่เกิดจากการ
ปรับหรือประยุกต์จากลวดลายดง้ั เดมิ และลวดลายทคี่ ดิ ค้นข้ึนใหม่ ลวดลายดั้งเดิมส่วนใหญ่แล้ว
จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อมรอบตัวรวมไปถึงความเชื่อขนบธรรมเนียม
ประเพณี และเมอ่ื ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ้ มรอบตัว หรอื ความเชื่อตามขนบต่าง ๆ ที่ได้เปล่ียนแปลง
ไปตามยุคสมัยลวดลายในการมัดหมี่จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเป็นลวดลายใหม่ข้ึน
(ภัทรพร สุขะกูล, ๒๕๕๕ : ๑๑) ผ้าไหมมัดหม่ีจึงเปรียบเสมือนการบันทึกเร่ืองราวของผู้คนใน
แต่ละท้องถ่ินเนื่องจากกว่าจะเป็นผ้าไหมแต่ละผืน องค์ประกอบลวดลาย สีสัน ความประณีต
ของฝีมือล้วนแล้วแต่เกิดจากการถ่ายทอด ส่ังสม และสืบสาน ความรู้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ
กระบวนการการผลิตผ้าไหมมัดหมี่โดยเฉพาะลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น แต่ละ
ท้องถิน่ กจ็ ะมคี วามสวยงามเฉพาะตนข้นึ อย่กู บั บรบิ ททางสงั คมของทอ้ งถ่นิ

การทอผ้าไหม หรอื ท่ีเรยี กวา่ ผา้ ไหมมดั หม่ีของชาวอํานาจเจรญิ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น มีภูมิปัญญาท้องถิ่นทําหน้าที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าน้ี
กระจายอยู่ในชุมชนโดยทั่วไป ผสานกับวิถีชีวิตอันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน ซึ่งผ้า
ไหมมัดหม่ีของชาวชุมชนบ้านเปือย ตําบลเปือยหัวดง อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
ก็เช่นเดียวกัน ผ้าไหมมัดหมี่เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชาวชุมชน เพราะผ้าไหมมัดหม่ีของ
ชาวชมุ ชนเป็นผ้าไหมท่ีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเป็นท่ีนิยม ชาวบ้านเปือย เกือบทุกครัวเรือน
มกี ารปลูกหมอ่ น เล้ยี งไหม และทอผ้าไหม เป็นอาชีพเสริมในระหว่างว่างเว้นจากการทําไร่ทํานา

2

ท้งั ผลิตข้ึนเพอ่ื ใช้เองในชวี ติ ประจาํ วนั และใชใ้ นงานบญุ ประเพณสี ําคัญของชุมชน รวมท้ังเพื่อจัด
จําหน่ายสร้างรายได้ สร้างอาชีพเสริมด้วยการทอรองจากอาชีพหลักให้กับตนเองและชุมชนได้
สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอํานาจเจริญ ได้ดําเนินงานส่งเสริม สืบสาน และต่อยอดมรดกทาง
วัฒนธรรม การทอผ้าไหมและพัฒนาลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ของชาวบ้านเปือย ตําบลเปือย
อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ โดยจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลากหลาย
รูปแบบทําให้ทราบถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ซ่ึงเกิดมาจากการส่ังสมประสบการณ์ ความคิด
ภมู ิปญั ญาของชาวบ้านจากรุ่นสู่รุ่น แสดงถึงเอกลักษณ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดี และยังถ่ายทอด
องค์ความรู้อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าน้ีไปยังยุวชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา
และประชาชนคนรุ่นใหม่ให้ได้ศึกษาและพัฒนาต่อยอดลวดลายการมัดหมี่ เป็นการฟ้ืนฟู รักษา
สืบสาน งานด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างดีเยี่ยม สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอํานาจเจริญ จึงได้
ศึกษาและรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ด้านงานช่างฝีมือพ้ืนบ้านการทอผ้าไหม ผ้ามัดหม่ีของชาว
ชุมชนบ้านเปือย เพ่ือให้ผู้สนใจได้ศึกษา เรียนรู้ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมศักยภาพการ
ผลติ และการจาํ หน่ายสรา้ งมลู คา่ เพิ่มและเสรมิ รายชมุ ชนใหม้ ีความมั่นคง มั่งค่ังและย่ังยนื

วัตถุประสงคใ์ นการจัดทาองคค์ วามรู้

๑. เพ่ือศึกษาความเปน็ มา สภาพปจั จบุ ันของผา้ ไหมและลวดลายผา้ ไหมมดั หมี่ของตําบล
เปอื ย อาํ เภอลืออํานาจ จงั หวดั อาํ นาจเจรญิ

๒. เพ่อื ประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดกระบวนการในการผลิตผ้าไหมมัดหม่ีของภูมิปัญญา
ท้องถิ่นให้กับยุวชน เยาวชน และนักเรียน ชุมนุมหม่อนไหม โรงเรียนอนุบาลลืออํานาจ
(ชมุ ชนเปือยหัวดง)

๓. เพ่ือส่งเสริมการพัฒนาลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ของตําบลเปือย อําเภอลืออํานาจ
จงั หวดั อํานาจเจริญ

๔. เพื่อปลูกฝังเจตคติท่ีดีต่ออาชีพทอผ้าไหม สร้างความภาคภูมิใจในการสืบสาน
วฒั นธรรมอันดีงามของไทย

ขอบเขตในการศึกษาและรวบรวมข้อมูล

เปา้ หมาย
การศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้คร้ังน้ี สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอํานาจเจริญ

ได้ศึกษาจากคณะกรรมการขับเคล่ือนการพัฒนาชุมชนด้วยพลังบวร คณะกรรมการ
สภาวัฒนธรรมตําบลเปือย ประกอบด้วย ส่วนราชการ ผู้นําหมู่บ้านชุมชน ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
ปราชญ์ชาวบ้าน เยาวชน นักเรียน และผู้บริหารและครูในโรงเรียนอนุบาลลืออํานาจ โดยได้
ศึกษารวบรวมเกี่ยวกับความเป็นมา สภาพปัจจุบันการผลิตผ้าไหม ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่
กระบวนการถ่ายทอด และแนวทางการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชนในเขตตําบล
เปอื ย อาํ เภอลืออาํ นาจ จังหวัดอาํ นาจเจรญิ

3

ด้านเวลา

ระหวา่ งเดอื น เมษายน ๒๕๖๔ ถงึ เดือน กรกฎาคม ๒๕๖๔

ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ บั

๑. ได้ทราบความเป็นมา สภาพปัจจุบัน กระบวนการการพัฒนาของผ้าไหม การมัดหม่ี
รวมทั้งลวดลายผา้ ไหมมดั หมข่ี องชาวชุมชนตาํ บลเปอื ย อาํ เภอลืออํานาจ จงั หวดั อํานาจเจริญ

๒. ได้ทราบกระบวนการผลิตการทอผ้าไหมมัดหม่ี การสืบสาน การพัฒนาและการต่อ
ยอดผลิตภัณฑผ์ ้า ของชาวชมุ ชนเปอื ยหัวดง

๓. ได้เอกสารองค์ความรู้เป็นรูปเล่มและเอกสารอิเลคทรอนิกส์ สามารถศึกษาเรียนรู้ได้
ผา่ นชอ่ งทางต่างๆได้

4

บทที่ ๒

องค์ความรู้และงานวิชาการที่เกย่ี วขอ้ ง

การศึกษาและจัดทําองค์ความรู้งานด้านช่างฝีมือพื้นบ้าน การผลิตผ้าไหมมัดหม่ีและ
ลวดลายผ้ามัดหมี่ชุมชนบ้านเปือย ตําบลเปือย อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
เพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าไหมมัดหมี่ของชาวชุมชน ชุมนุมหม่อนไหมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาล
ลืออาํ นาจ (ชุมชนเปอื ยหัวดง) ผู้รวบรวมได้รวบรวมจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิชาการ
ท่ีเกี่ยวข้อง แล้วนํามากําหนดกรอบแนวคิดในการจัดทําเอกสาร เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดทํา
องค์ความรเู้ ผยแพร่สู่สาธารณะ ดังรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี

๒.๑ ประวตั คิ วามเป็นมาของไหม
๒.๒ การทอผ้ามดั หมี่
๒.๓ บริบทตาํ บลเปือย
๒.๔ บริบทชุมชนคุณธรรมน้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเปือย ตําบล
เปอื ย อําเภอลอื อํานาจ

ประวัติความเปน็ มาของไหม

สันนิษฐานว่าจีนเป็นชาติแรกท่ีค้นพบการสาวไหมออกจากรัง เม่ือ ประมาณ ๔,๗๐๐ปี
มาแล้วโดยมีตํานานเล่าว่า ในสมัยของจักรพรรดิเหลือง พระนางไล้ซู ( Lei Zu) พระมเหสี
ให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับการทอผ้า วันหน่ึงนางสนมไปหาผลไม้และได้เก็บผลสีขาวเล็ก ๆ
(รังไหม) มาจากสวนหม่อน แต่ผลนั้นเหนียวมากจนพระนางไล้ซูไม่สามารถเสวยได้ นางสนมจึง
นําไปต้ม แล้วก็ต้องประหลาดใจเม่ือผลสีขาวน้ันสามารถดึงออกมาเป็นเส้นใยสีขาวละเอียดเป็น
เงางามได้ และการค้นพบโดยบังเอิญนี้พระนางจึงได้เร่ิมสอนให้ประชาชนรู้จักการปลูกหม่อน
เล้ียงไหมและทอผ้าในเวลาต่อมา จนทําให้พระนางได้รับพระนามว่า “ เจ้าหญิงแห่งไหม”
( Lady of the Silkworm) บางตํารากล่าวว่า ๔,๕๐๐ ปี มาแล้ว มีคัมภีร์โบราณชื่อว่า
“ไคเภ็ก” บันทึกไว้ว่า พระเจ้าอ้ึงตี่ หรือวงต๋ี หรือชวนหยวน มีพระนางง่วนฮุยเป็นพระเมหสี
วันหนึ่งพระนางได้เสด็จไปสวนหลวง และทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะอยู่ที่
ต้นหม่อน หลายวันต่อมาทรงสังเกตว่าตัวหนอนชักใยพันรอบตัว เม่ือดึงออกมาจะเป็นเส้นๆมี
ความเหนียวดี พระนางทรงดําริว่าน่าจะนํามาทอเป็นผืนผ้า เพ่ือใช้นุ่งห่มแทนปอและปุานที่ใช้
กันมา พระนางจึงทรงเร่ิมเล้ียงไหมจนสามารถนํามาทอเป็นผืนผ้าได้สําเร็จ และได้รับฉายาว่า
“นางพญาแห่งหัตกรรมทําไหม”จากน้ันมาการปลูกหม่อนเล้ียงไหมและการทอผ้าไหม
ก็แพร่กระจายไปท่ัวภูมิภาคของประเทศจีน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ของจีนระบุว่า
ต้นกําเนิดการทอผ้าไหมของจีนเกิดข้ึนบริเวณที่ราบลุ่มแม่นํ้าชางเจียง (Changjiang River Valley)
และเปน็ ตน้ กําเนิดอารยธรรมทช่ี าวโลกรู้จักกันในนาม “เส้นทางสายไหม “ (Silk Road) ที่จีนใช้
เป็นเส้นทางการค้าและการเผยแพร่อิทธิพลไปสู่ประเทศต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ของประเทศ

5

ญีป่ นุ บนั ทึกไว้ว่า ญป่ี ุน เร่มิ มีการเลี้ยงไหมต้ังแต่ ๕๔๗ ปีก่อน พุทธกาล โดยการนําพันธ์ุไหมมา
จากประเทศจนี สําหรบั อนิ เดียน้นั มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมวนิ ยั ถึงการห้ามพระสงฆ์นําผ้า
ทอที่มีส่วนผสมของใยไหมมาเป็นผ้ารองนั่ง แสดงว่าอินเดียมีการนําใยไหมมาใช้ตั้งแต่สมัย
พุทธกาลหรือกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนในแถบยุโรป มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ในสมัยของ
“พระเจ้ายัสติเนียน” กษัตริย์ โรมัน ขณะนั้น (ค.ศ. ๑๘๐๙ ) มีนักบวช ๒ รูป เดินทางกลับมา
จากการเผยแพรค่ รสิ ตศ์ าสนาในประเทศจีน ได้นําไข่ไหมมาด้วยโดยช่อนมาในไม้เท้า และนําขึ้น
ถวายพระเจ้ายัสติเนียน พระองค์ทรงสนพระทัยและส่งเสริมการเล้ียงไหมตามวิธีการท่ีนักบวช
กราบทูล จนเปน็ ท่ีแพรห่ ลายในยโุ รป

ประวัติและการเผยแพรก่ ระจายของการปลูกหม่อนเล้ียงไหมของโลก

การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สันนิฐานว่าเร่ิมต้นในประเทศจีนเมื่อประมาณ ๔,๗๐๐ ปี
มาแล้วมีตํานานเล่าว่า พระนางซีหลิงสี (Xi Ling Shi ) พระมเหสีของจักรพรรดิชวนหยวน
(XaunYaun) ได้พบรังไหมโดยบังเอิญ ขณะประทับในพระราชอุทยานพระนางทรงเห็นรังไหม
อยบู่ นต้นหมอ่ น ลักษณะเป็นรังสีขาวนวลจึงได้ให้นางกํานัลเก็บมาถวาย แต่นางกํานัลทํารังไหม
ตกลงไปในถ้วยนาํ้ รอ้ น โดยอุบตั ิเหตุ เม่อื ดงึ รังไหมข้นึ มาก็ได้ เส้นไหมทเี ล่ือมมันและอ่อนนุ่มจึง
นาํ เส้นไหมใยทไี่ ด้ไปทอเปน็ ผ้า เพ่อื ถวายพระจักรพรรดิซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราณมาก จึงโปรด
ให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพระราชวัง ต่อมาจึงนําออกเผยแพร่ให้ราษฎรทั่วไป ราษฎรจึง
ขนานนามพระนางซีหลิงซีว่า “ พระนางแห่งไหม “ และได้มีการจัดให้มีการเซ่นไหว้เป็นประจํา
ทกุ ปี

ต่อมาราชวงศ์ฮั่น ( ในราวปี ๒๐๖ ก่อนคริสตกาล จนถึงคริสตศักราช ๒๒๐ )
ได้มีการส่งทูตไปเช่ือมสัมพันธไมตรีกับประเทศทางตะวันตกโดยเริ่มต้นจากเมือง ฉางอัน
(Chang ,an ) ปัจจุบันเรียกชีอาน (Xi , an) ซึ่งเป็นเมืองหลวงอยู่ในมณฑลชานสี (Shaanxi)
ผ่านมณฑลกันสู ( Kansu) มณฑลซินเจียง (XinJiang) ข้ามเทือกเขาพามีร์ (Pamir) สู่ประเทศ
อัฟกานิสถานและอิหร่าน อีกเส้นทางหนึ่งจะเดินทางผ่านทางตอนใต้ ของประเทศรัสเซีย เข้าสู่
ประเทศเอเชียกลางไปยงั ประเทศแถบชายฝ่ังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเส้นทางเหล่าน้ี ยาวมากกว่า
๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร เป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการค้าระหว่างประเทศจีนและใน
ประเทศในเอเชียกลาง ในยุคนี้เส้นทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการค้าระหว่างประเทศจีน
และประเทศในเอเชยี กลางในยคุ นี้เส้นทางน้ีรู้จักในนาม”เส้นทางไหม”( Silk Road ) นอกจากน้ี
ในช่วงระยะเวลาเดียวกันยังมีการแพร่กระจาย โดยการเดินทางทางทะเลไป ยังคาบสมุทร
เปอร์เซียและประเทศแถบชายฝ่ังทะเลอาหรับ ( Arabian Sea) หลังจากน้ันจึงแพร่กระจายไป
ยงั ประเทศอื่น ชว่ งประมาณ ๓,๐๐๐ ปีทแ่ี ล้ว การปลูกหมอ่ นเล้ียงไหมแพร่กระจายจากประเทศ
จีนไปยังประเทศเกาหลีหลังจากน้ัน อีกประมาณ ๓๐๐ ปี ได้แพร่กระจายจากประเทศเกาหลี
ไปสู่ประเทศญ่ีปุนช่วงประมาณคริสตกาล การปลูกหม่อนเล้ียงไหมแพร่กระจายไปสู่ประเทศ
อินเดียและคาบสมุทรอินโดจีน ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ต่อจากนั้น
จึงแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินโดนีเซียช่วงประมาณศตวรรษ ท่ี ๙-๑๑ การปลูกหม่อนเล้ียง

6

ไหมแพร่กระจายไปสู่ประเทศอียิปต์ ประเทศชายฝ่ังทางตอนเหนือของทวีปอัฟริกา ประเทศ
สเปน และเกาะซลิ ี นอกจากน้ยี ังมีการแพร่กระจายไปยงั แถบทางใต้ ของประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็น
บริเวณที่เส้นไหมเดินทางผ่านช่วงประมาณศตวรรษท่ี ๑๒-๑๓ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
แพร่กระจายไปสู่ประเทศอิตาลีช่วงประมาณศตวรรษท่ี ๑๔ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
แพรก่ ระจายไปสปู่ ระเทศฝร่ังเศส ประมาณปี ค.ศ. ๑๕๒๒ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจาย
ไปสู่ทวีปอเมริกาโดยสเปน ซ่ึงได้เข้าไปปกครองเม็กชิโก ผู้ปกครองชาวสเปนได้บังคับให้ราษฎร
แถบชานเมืองปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม หลังจากน้ันได้แพร่กระจายไปยังประเทศแถบทวีป
อเมรกิ าเหนอื และทวีปอเมรกิ าใต้ เชน่ สหรฐั อเมรกิ า เปรู และบราซลิ

ต้นกาเนิดไหมไทย

หลักฐานต่างๆที่เก่ียวข้องกับการปลูกหม่อน เล้ียงไหม และการทอผ้ายังไม่พบ
ข้อมูลใดที่บ่งช้ีถึงความสัมพันธ์ของการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้า ในผืนแผ่นดินไทยและ
จนี แมว้ ่าท้งั สองชนชาติตา่ งวัฒนธรรม ของการแตง่ กายด้วยผา้ ไหมมานานนบั ปี รวมทั้งหลักฐาน
ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่า ถ่ินกําเนิดของชนชาติไทยอยู่ทางใต้ของจีน
ซ่ึงปัจจุบันในมณฑลกวางตุ้งยังคงมีชนเผ่าไทยอาศัยอยู่ ดังน้ัน จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่าการปลูก
หม่อนเล้ียงไหม และการทอผ้าของชนชาติไทยน่าจะได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากชาวจีน
ตอนใต้มาตามลําน้ําโขง ในขณะท่ีจีนมีประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีท่ีเก่ียวกับไหม
มากมาย ประเทศไทยก็มีการค้นพบเศษผ้าติดอยู่กับกําไลสําริด ที่โครงกระดูกของมนุษย์ก่อน
ประวัตศิ าสตร์บ้านเชยี ง และยังพบเศษเสน้ ไหมลกู กลงิ้ ดินเผาใชเ้ ป็นเครื่องมือสําหรับทําลวดลาย
บนผืนผ้า ท่ีบ้านนาดี อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซ่ึงมีอายุกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงเช่ือ
ว่าบรรพบรุ ษุ ของคนไทยมีถ่ินฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณน้ี โดยมิได้อพยพหรือเคล่ือนย้ายมาจากท่ี
ใดและเป็นท่ีน่าสังเกตวา่ ไหมพนั ธพ์ุ ื้นเมอื งของไทยมถี ิน่ ฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้ โดยที่เลี้ยงกัน
ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของประเทศน้นั เปน็ พันธท์ุ ีไ่ ข่ฟักออกมาเป็นตัว(ไหม) หลายครั้งต่อ
ปี รังไหมมีรูปร่างเรียวเล็ก สีเหลือง มีปุยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแตกต่างจากไหมของจีน
ในสมัยราชวงศ์เซีย อีกท้ังไหมของประเทศต่างๆในบริเวณสุวรรณภูมิ อันได้แก่ ลาว กัมพูชา
และเวียดนามก็มีไหมพ้ืนเมืองท่ีมีรังสีเหลือง ซ่ึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทย แตกต่าง
ประเทศจีนทงั้ สิ้น

การปลูกหม่อนเล้ียงไหมในประเทศไทย มีมาเป็นเวลาช้านาน แต่เร่ิมมีการพัฒนาอย่าง
จริงจังในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงมี
พระราชดําริให้ฟ้ืนฟูส่งเสริมและการพัฒนาการปลูกหม่อนเล้ียงไหม สาวไหม และทอผ้าไหม
อย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยรัฐบาลไทยได้ว่าจ้างดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า รองศาตราจารย์
แหง่ มหาวทิ ยาลยั โตเกยี ว มาให้คาํ ปรกึ ษาดา้ นการเล้ียงไหม และไดม้ ีการจดั ตั้งกองช่างไหมขึ้นใน
กระทรวงเกษตราธิการโดย ดร.โทยาม่า ดํารงตําแหน่งเป็นหัวหน้ากองช่างไหม ในเวลาต่อมาได้
เริ่มมีการวิจัยและพัฒนาการปลูกหม่อนเล้ียงไหมขึ้น จึงนับว่าเป็นรากฐานของงานวิจัยและ
พฒั นาการปลูกหมอ่ นเลย้ี งไหมอยา่ งแท้จรงิ ในวนั ท่ี ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จ

7

พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ตั้งกรมช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหม่ืนพิไชยมหินทโรดม ( พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้า
เพ็ญพัฒนพงษ์ ) เป็นอธิบดีพระองค์แรก พระองค์ทรงมีพระราชดําริให้สร้างโรงเรียนสอน
การปลูกหมอนเล้ียงไหมขึ้นในพระราชวังดุสิตและปทุมวันให้ชื่อว่า โรงเรียนกรมช่างไหม
โดยมีวัตถุประสงคเ์ พอื่ เผยแพรค่ วามรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวไหม ให้แก่ พนักงาน
คนไทยเตรียมไว้ทดแทนผู้เช่ียวชาญญ่ีปุน ในขณะท่ีจีนมีประวัติศาสตร์และหลักฐานทางคดี
ท่เี กี่ยวกับไหมมากมาย ประเทศไทยก็มีการค้นพบเศษผ้าติดอยู่ท่ี กําไลสําริด ที่โครงกระดูกของ
มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเชียง และยังพบเศษเส้นไหมและลูกกลิ้งดินเผาใช้เป็นเครื่องมือ
สําหรับทําลวดลายบนผืนผ้า ที่บ้านนาดี อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซ่ึงมีอายุกว่า
๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงเช่ือว่าบรรพบุรุษของคนไทยมีถ่ินฐานที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้โดยที่เล้ียงกัน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศนั้น เป็นพันธ์ุที่ไข่ฟักออกเป็นตัว(ไหม) หลายคร้ังต่อปี
รังไหมมีรูปร่างเรียวเล็ก สีเหลือง มีปุยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแตกต่างจากไหมของจีนใน
สมัยราชวงศ์เชีย อีกทั้งไหมของประเทศอ่ืนๆในบริเวณ สุวรรณภูมิ อันได้แก่ ลาว กัมพูชา และ
เวียดนาม ก็มีพันธุ์ไหมพ้ืนเมือง ที่มีรังสีเหลือง ซ่ึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ประเทศไทย
แต่แตกตา่ งจากจนี ทั้งส้ิน

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒- ๒๕๒๗ ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทาง
วิชาการจากรัฐบาลญปี่ ุนภายใตแ้ ผนคมั โบ โดยสง่ ผูเ้ ช่ยี วชาญดา้ นการปลกู หม่อนเลี้ยงไหม ๖ คน
เข้ามาดําเนินงานวิจัยด้านการผลิตหม่อนไหมการผลิตไข่ไหม การปูองกันกําจัดโรคและแมลง
ศตั รหู มอ่ นไหม รวมทัง้ การสาวไหมทก่ี อ่ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาหมอ่ นไหมของประเทศเป็นอย่าง
ยิ่ง จนทําให้ประเทศไทยสามารถผลิตไหมทดแทนการนําเข้าบางส่วนได้สําเร็จ ในวันที่ ๒๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งมูลนิธิ
ส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษขึ้น เพ่ือสร้างอาชีพและเพ่ิมรายได้ให้กับราษฎรในท้องถิ่นท่ีห่างไกล
การปลูกหม่อนเล้ียงไหมนับเป็นหนึ่งในหลายอาชีพท่ีพระองค์ทรงฟ้ืนฟูอุปถัมภ์ และส่งเสริมจน
มนั่ คง อกี ทัง้ เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันลํ้าค่าให้คงอยู่คู่บ้านคู่เมืองสืบไป ปัจจุบันน้ีศูนย์
ศิลปาชีพพิเศษมีอยู่ท่ัวทุกภาคของประเทศ จึงนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่
พสกนกิ รผู้ปลกู หมอ่ นเลยี้ งไหมทุกผูท้ ุกนามอย่างหาท่ีเปรียบมิได้

ประวตั ิและความเปน็ มาของการเลย้ี งไหมในประเทศไทย

การปลูกหม่อนเล้ียงไหมในประเทศไทย เร่ิมตั้งแต่เม่ือใดไม่สามารถยืนยันได้
แตพ่ อสนั นษิ ฐานไดว้ า่ คงกระทํากันมานานแล้ว อาจจะโดยคนไทยท่ีอพยพลงมาจากประเทศจีน
ได้นําไข่ไหมและพันธ์ุหม่อนติดเข้ามาด้วยการเลี้ยงไหมในสมัยน้ันไม่ทํากันเป็นลํ่าเป็นสัน
นอกจากจะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นเคร่ืองนุ่งห่มไว้ใช้เองเท่านั้นจนกระท่ังมา ถึงในรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ได้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันทั่วไป
โดยเฉพาะภาคอีสานมีการเลี้ยงไหมมากที่สุด แต่เส้นไหมท่ีทําได้น้ันหยาบไม่สม่ําเสมอ
จะนาํ ไปใช้ทอเปน็ ผ้าอย่างดีไม่ได้ ตอ้ งมีการสงั่ ซื้อไหมดิบและผ้าไหมชนิดต่างๆ จากต่างประเทศ

8

เข้ามาใชเ้ ปน็ จํานวนมากดังนน้ั พระองค์จงึ ทรงมีพระราชดําริจะ บํารุงอุดหนุนการทําไหมเพื่อให้
เพยี งพอแก่การอุปโภค ภายในประเทศโดยไมต่ อ้ งส่งั ซอื้ จากต่างประเทศ

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ กระทรวงเกษตราธิการ ซ่ึงมีเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์
เป็นเสนาบดีได้จ้างผู้เช่ียวชาญการปลูกหม่อนและการเล้ียงไหมชาวญ่ีปุน โดยมีศาสตราจารย์
โทยาม่า (Kametaro Toyama) เป็นหัวหน้าคณะเข้ามาทําการสํารวจหาลู่ทางในการปรับปรุง
การปลูกหม่อนเลีย้ งไหม ของไทย

ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ กระทรวงเกษตราธิการ ได้ให้คณะผู้เช่ียวชาญหม่อนไหม สาวไหม
เพื่อหาความรู้สําหรับใช้เป็นแนวทางพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงการ ปลูกหม่อน
เลี้ยงไหมในประเทศไทย ส่วนด้านการสาวไหม รัชกาลที่๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ข้าหลวงในสมเด็จพระพันปีหลวง ฝึกหัดใช้เคร่ืองสาวไหมของญี่ปุน ชนิดหมุน ด้วยมือและใช้
เท้าเหยียบ

ปพี .ศ. ๒๔๔๖ รชั กาลท่ี ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังกรมช่างไหมขึ้นโดยมี
พระเจ้า ลูกยาเธอพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒน์พงษ์ เป็นอธิบดี ที่ว่าการตั้งอยู่ตําบลทุ่งศาลาแดง
โดยกรมชา่ งไหม จะมีหนา้ ท่ดี ังน้ี

๑) จัดการบํารุงไหมทเ่ี ลย้ี งแลว้ ใหด้ ีขึน้
๒) แนะนาํ ใหร้ าษฎรทาํ สวนหม่อนและเล้ยี งไหมตามแบบวธิ กี ารอยา่ งใหม่
๓) ฝกึ หัดใหร้ าษฎรสาวไหมตามวธิ ีใหม่โดยใชเ้ ครื่องสาวไหมชนิดสามัญของญี่ปุนท่ีใช้
หมุนด้วยมอื หรือเท้าเหยียบ
๔) แก้ไขเปล่ยี นแปลงเครือ่ งทอผา้ ให้ดขี ้นึ และฝกึ ราษฎรให้รู้จักการทอผา้ ชนิดต่างๆท่ี
นยิ มใชก้ ันทัว่ ไป

ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ต้ังสาขากองช่างไหมขึ้นท่ีมณฑลนครราชสีมา และเปิดโรงเรียน
ชา่ งไหมขึ้นท่ตี ําบล ทงุ่ ศาลาแดง

ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ กรมช่างไหมได้ตั้งสาขาขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ บุรีรัมย์ เรียกว่า
กองช่างไหมเมอื งบรุ รี ัมย์

ปี พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๔๕๒ กรมช่างไหมได้ทดลองส่งเจ้าพนักงานชาวญ่ีปุนออกไป
สอนการทําสวนหม่อน การเลี้ยงไหมและการสาวไหมตามวิธีสมัยใหม่ในอําเภอพุทไธสง มณฑล
นครราชสมี า พบวา่ ดกี ว่าวธิ ีเก่าทรี่ าษฎรปฏิบตั ิกันจึงได้ทําการสอนเพิ่มอีก ๒ อําเภอ คือ อําเภอ
รัตนบรุ ี อําเภอสุวรรณภูมิ และอําเภอพยคั ฆภูมพิ ิสัย นอกจากสอนทําไหมแล้วยังมีแผนแจกพันธ์ุ
ไหมใหแ้ ก่ราษฎรปีละ ๓ - ๔ คร้ัง คร้ังแรกได้แจกเมื่อเดือนพฤษภาคม รศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๒)
ให้แกร่ าษฎรในอําเภอพุทไธสง ๑๑๐ อําเภอรตั นบุรี ๘๔ คน ไดร้ ับคนละ ๒๕ แมพ่ นั ธ์ขุ ึน้ ไป

ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ กรมการช่างไหมได้สอนการทําไหมเพ่ิมขึ้นอีก ๖ แห่ง ได้แก่
เมอื งอุบล เมอื งรอ้ ยเอ็ด เมืองสรุ ินทร์ เมืองชัยภูมิ อาํ เภอศรีสะเกษ และ อาํ เภอจตั ุรสั

ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ กระทรวงเกษตราธิการ ได้ยกเลิกกรมชา่ งไหมและสาขาตา่ งๆ

9

พัฒนาหม่อนไหม ในประเทศไทย

การปลูกหม่อนเล้ียงไหมและการทอผ้าไหมในประเทศไทย มีมาตั้งแต่ยุคก่อน
ประวตั ิศาสตร์ โดยมีหลกั ฐานการขุดพบเส้นไหมท่ีติดอยู่กับกําไลสําริด ในหลุมฝังศพที่บ้านเชียง
นอกจากน้ียังพบเศษเส้นไหมและลูกกล้ิงดินเผาท่ีใช้ทําลวดลายบนผ้า ท่ีอําเภอหนองหาน
จังหวัดอุดรธานี อายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี (กรมวิชาการเกษตร. ๒๕๔๗) สันนิษฐานว่า
ได้รับอารยธรรมมาจากประเทศจีนตอนใต้มาตามลํานํ้าโขง และได้มีการพัฒนามาตามยุคสมัย
ท้ังวิธีการปลูกหม่อนเล้ียงไหมและการทอผ้าไหม ลวดลายต่างๆในปัจจุบัน“ ผ้าไหมไทย”
มเี อกลักษณ์เปน็ ท่ียอมรบั ของนานาประเทศ

จัด ตั้ ง ส ถ า บั น ห ม่ อ น ไ ห ม แห่ง ช า ติ เ ฉ ลิ ม พ ร ะ เ กี ย ร ติ สม เ ด็ จ พ ร ะ น า ง เ จ้ า สิ ริ กิ ติ ต์ิ
พระบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง

การบําเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมไหมไทย ของสมเด็จสมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยไม่ทรงเหน็ดเหน่ือยพระวรกาย
มากวา่ ๓๐ ปี ทาํ ให้ผา้ ไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวางท้ังในประเทศและต่างประเทศ
ด้วยเหตุน้ี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงน้อมรับกระแสพระราชดํารินําหน่วยงานที่เกี่ยวกับ
หม่อนไหม จากกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรมาดําเนินร่วมกันภายใต้ชื่อ
สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเป็นส่วน
ราชการภายในสํานักงานปลัดกระทรวง เพื่อทําหน้าท่ีเป็นหน่วยงานหลักในการดําเนินการและ
บริหารจัดการด้านหม่อนไหมให้เป็นไปอย่างมี ระบบ ครบวงจร สามารถปฏิบัติงานให้เกิด
ประสิทธภิ าพมากข้นึ และตอบสนองความตอ้ งการของตลาดไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

นอกจากน้ี กระทรวงเกษตร ฯ ได้ออกประกาศเร่ืองการกําหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร
และอาหารแห่งชาติ เรื่อง เส้นไหมโดยกําหนดมาตรฐานเส้นไหมไว้ ๓ กลุ่ม คือ ๑ หรือไหม
นอ้ ย หรือไหมเครือ ซึ่งเป็นเส้นไหมท่ีได้จากเปลือกรังไหมช้ันใน ไหม ๒ หรือไหมสาว เป็นเส้น
ไหมที่ได้จากเปลือกรังไหมชั้นนอก และช้ันในรวมกัน ส่วนไหม ๓ หรือไหมลืบ หรือไหมแลง
เป็นเส้นไหมที่ได้จากเปลือกรังไหมช้ันนอก รวมท้ังปุยไหม หรือจากไหมแลงท่ีได้จากชั้นในสุด
ของเปลือกรังการผลิตเสน้ ไหมทั้ง ๓ ชนิดจะต้องได้คุณภาพตามท่ีกําหนดทั้งความสม่ําเสมอของ
เส้นไหม ต้องสะอาดไม่มีสิ่งปลอมปนการให้สีท่ีเท่ากันการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เกณฑ์ความคลาด
เคลื่อนฉลาก และเครื่องหมาย และการซักตัวอย่างเส้นไหมไทย เพ่ือให้เส้นไหม มีมาตรฐาน
เดียวกนั เข้าสตู่ ลาด เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการผลติ เสน้ ไหมไทยท่ไี ดค้ ุณภาพ

สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรม
ทรัพย์สินทางปัญญา และมูลนิธิศิลปาชีพได้มีมติร่วมกัน เม่ือวันท่ี ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ให้มีการคุ้มครองไหมไทย ดังนั้นจึงมีการยกร่างข้อบังคับว่าด้วยการใช้เคร่ืองหมายรับรอง
คุณภาพเส้นไหม โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทําการออกแบบตราสัญลักษณ์พระราชทาน

10

และวันที่ ๑๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๗ ทางสํานกั นายยกรัฐมนตรไี ดข้ อจดทะเบียนเคร่ืองหมายการค้า
รับรองคุณภาพผลติ ภัณฑ์ไหมไทย มี ๔ ช้ัน คอื ตราสัญลักษณร์ บั รองคณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์

๑. Royai Thai SilK :นกยูงสีทอง
๒. Classic Thai Silk :นกยูงสีเงิน
๓. Thai Silk :นกยูงสีน้ําเงนิ
๔. Thai Silk Blend : นกยูงสีเขียว
ส่วนการออกแบบตราสัญลักษณ์ท่ีจะใช้ติดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมดําเนินการโดยการธนาคาร
แห่งประเทศไทยในรูปแบบของสติกเกอร์ ระบบการพิมพ์แบบ Monogram เพ่ือปูองกันการ
ปลอมหรือนํากลับมาใช้ซ้ํา ท้ังน้ีการใช้เครื่องหมายรับรองน้ีทางภาครัฐจะสนับสนุนด้านการ
ประชาสัมพันธ์ตรานกยูงผ่านสื่อ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เอกสารบนสายการบิน และมีแผนการ
ประชาสัมพันธ์อยา่ งต่อเนื่อง

สถานการณ์ปจั จุบัน

ปัจจุบันการปลูกหม่อนเล้ียงไหม ได้พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
ตลอดท้ังปีมีทั้งการเล้ียงไหมแบบหัตถกรรม แบบอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ และการแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ เช่น ชาใบหม่อน ไวน์หม่อน ผงไหม เป็นต้น ปัจจุบันไหมไทยสามารถสร้างงาน
สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างต่อเน่ือง แต่การส่งออกไหมไทยสู่ตลาด
ตา่ งประเทศยงั คงอยใู่ นลักษณะทรงตัวตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีท่ีผ่านมา แม้จะมีการปรับกลยุทธ์
ดา้ นการผลิต ดา้ นการตลาด ด้านองคก์ รและด้านสิง่ แวดล้อมแล้วก็ตาม แต่เน่ืองจากการเปิดเสรี
ทางการคา้ ระหวา่ งประเทศจึงสง่ ผลใหอ้ ุตสาหกรรมไหมไทยเกดิ การขยายตัวไมม่ ากนกั

โดยในปี พ.ศ ๒๕๔๘ ที่ได้มีการปรับอัตราภาษีเส้นไหมในโควตาและนอกโควตา
ภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) มีการเปิดตลาดเสรีนําเข้ารังไหม เส้นไหมดิบ
เส้นไหมสําเร็จรูป เศษไหมและผ้าไหม ทําให้ต้องลดภาษีการนําเข้าเส้นไหมเหลือร้อยละ ๕
และในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ต้องยกเลิกภาษีการนําเข้าสินค้าไหม เป็นผลให้ต้องมีการพัฒนา
หม่อนไหมและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ในระบบ
การคา้ เสรี

ประเทศจีนผลิตเส้นไหมดิบได้เป็นอันดับ ๑ ของโลก คือ ๙๔.๒๐๑ ตัน รองลงมา
คืออินเดยี ๑๕,๐๐๐ ตนั เวยี ดนาม ๑๒,๑๒๔ ตนั และเตอร์กเมนิสถาน ๔,๕๐๐ ตัน สําหรับไทย
ผลิตเส้นไหมดิบได้เป็นอันดับ ๕ ของโลก แต่ผลิตได้ ๑,๕๑๐ ตัน คิดเป็นร้อยละ ๑ ของผลผลิต
โลกหรือร้อยละ ๒ ของจีน ภายหลังจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้ามาเป็นสมาชิก WTO
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จีนมีส่วนแบ่งการตลาดเส้นไหมถึง ๗๐% ในตลาดโลก ซ่ึงจะเกิดผลกระทบ
ต่อการผลติ หมอ่ นไหมในประเทศไทย

เส้นไหมไทยมีเอกลักษณ์สําคญั อยู่ท่ีความสวยงาม ทําให้ไหมไทยสามารถจําหน่ายได้
ในราคาสูงถึง ๒,๐๐๐ บาท/กก. ถือได้ว่าเส้นไหมไทยเป็นสินค้าท่ีมีศักยภาพ และเป็นท่ียอมรับ
ของตลาด แต่ระบบพัฒนาการผลิตและการตลาดยังไม่สามารถสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

11

เนื่องจากคุณภาพที่ไม่สม่ําเสมอของเส้นไหมและขาดมาตรฐานกลาง ทําให้ตลาดไหม
ภายในประเทศไทย ยังคงต้องพ่ึงพาตลาดไหมต่างประเทศส่วนหน่ึงโดยแต่ละปีได้มีการนําเข้า
เส้นไหมจากต่างประเทศปีละไม่ตํ่ากว่า ๓๐๐-๔๐๐ ตัน เทียบกับปริมาณเส้นไหมที่ต้องใช้ใน
อุตสาหกรรมส่ิงทอภายในประเทศประมาณ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ตัน/ปี ดังนั้นกระทรวงเกษตร
จงึ มงุ่ มน่ั พฒั นาคณุ ภาพเสน้ ไหมเพอ่ื เป็นการรองรับปริมาณความต้องการของตลาดและคุณภาพ
ใหเ้ ปน็ ทยี่ อมรับของตลาดทงั้ ในและตา่ งประเทศ และเพอื่ ลดการนาํ เขา้ เสน้ ไหมจากตา่ งประเทศ

ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัว
“ไหมทอง กสก.๑๑”เส้นไหมคุณภาพดีสายพันธุ์ใหม่และมีแห่งเดียวในโลก “ไหมทอง” ชื่อพันธ์ุ
“กสก.๑๑” เป็นเส้นไหมสีทองที่มีความโดดเด่น และมีคุณลักษณะพิเศษที่ยังคงรักษาคุณสมบัติ
เอกลักษณ์เฉพาะของไหมพันธุ์ไทยไว้ คือความเลื่อมมัน นุ่มนวล มีสีเหลือง และปรับปรุงให้มี
ผลผลิตสงู จึงได้เสน้ ไหมท่ียาวกว่า ๑,๐๐๐ เมตรต่อรงั มคี วามเหนียวแข็งแรง ใช้เป็นเส้นไหมยืน
และสามารถนําไปสู่การผลิตภัณฑ์ไหมไทยท่ีมีความหลากหลายมากขึ้น ท้ังยังเป็นการลดการนํา
พนั ธ์ไุ หมจากต่างประเทศซึ่งมีสขี าวท่ปี ระเทศไทยต้องนาํ เข้าถึงปีละ ๓-๔ รอ้ ยลา้ นบาท

เพื่อเปน็ การขยายโอกาสและสรา้ งฐานการผลิต ให้สินค้าผ้าไหมไทยในยุคของการค้า
เสรกี ระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกบั กระทรวงพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ
ภาคเอกชน ได้แก่ หา้ งห้นุ ส่วนจํากัดเรือนไทยไหมหม่อน และบริษัท เจทีชิลค์ จํากัด ท่ีมีแนวคิด
รว่ มกนั ทจ่ี ะชว่ ยสง่ เสรมิ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และขยายตลาดไหมไทยทั้งในและต่างประเทศ
เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงของผลิตภัณฑ์ไหมไทย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเมืองแฟชั่น และยังช่วย
กระตุ้นการปรับตัวของอุตสาหกรรมไหมไทยในยุคการค้าภายใต้ข้อตกลง WTO และ FTA
นอกจากเกษตรกรจะได้รับผลประโยชนโ์ ดยตรงในเรอื่ งของราคาและผลตอบแทนแล้ว ยงั ส่งผลดี
ต่ออตุ สาหกรรมการผลติ ผา้ ไหมไทยโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ท้ังน้ีโดยภาพรวมการพัฒนาหม่อนไหมของไทย ต้องพึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ
คอื กลมุ่ เกษตรกร และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนที่เก่ียวข้องจะต้องปรับตัวรองรับการ
เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพ่ือยกระดับความสามารถในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพดี
คงไวซ้ ่ึงเอกลกั ษณไ์ หมไทยใหไ้ ดแ้ ละมีต้นทนุ การผลติ ตํ่า ไมว่ า่ จะเปน็ การให้ความร้ดู ้านวิชาการท่ี
ถูกต้อง การจําหน่ายพันธ์ุหม่อนพันธุ์ไหมที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ถ้าหากว่าเกษตรกร และ
ผู้ประกอบการสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ก็จะทําให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยมีคุณภาพและ
สามารถแข่งขันกับตลาดตา่ งประเทศได้

การทอผ้ามัดหม่ี

ผ้ามัดหม่ี เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวอีสานที่มีวิธีการสร้างลายผ้าไหมด้วยวิธี
โบราณสืบตอ่ กนั มานาน โดยนําเสน้ ไหมมามดั แล้วยอ้ มสตี า่ งๆ ตามทก่ี ําหนด และเมอื่ นําเส้นไหม
ที่ย้อมเสร็จแล้วไปทอ ก็จะได้ผ้าไหมท่ีมีลวดลายสีสัน วิธีการมัดและย้อมเส้นไหมน้ีชาวอีสาน
เรียกว่า "มัดหมี่" ถือได้ว่าเป็นอารยธรรมอีสานโบราณที่สืบทอดมายาวนาน หรือช่ือที่เรียกเป็น

12

ทางการว่าภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการประยุกต์แนวคิดและฝีมือในการทอท่ีผสมผสานผ่าน
ความรู้สกึ ภายในออกมาเป็นลวดลายบนผา้ ไหม

ถิน่ กาเนดิ ผ้าไหมมดั หมี่

การทอผ้าพื้นบ้านของไทยเร่ิมทํากันมาตั้งแต่ยุคสมัยใดไม่มีการจดบันทึกไว้เด่ นชัดนัก
แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอ่ืนๆ ซ่ึงมีความคล้ายคลึงกันโดยมีเหตุผลหลายอย่าง
สนับสนุนแนวคิดว่าการทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการทําเชือกทอเส้ือและการจักสาน
โดยเฉพาะลายเชือกทาบที่ปรากฎร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซ่ึงพบเป็นจํานวนมากตาม
แหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ และจากหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อน
ประวัติศาสตร์ท่ีบ้านเชียง มีการค้นพบ เศษผ้าติดอยู่กับกําไลสําริดของมนุษย์ นอกจากน้ียัง
ค้นพบเศษผ้าที่แหล่งโบราณคดีในภาคอีสานอีกหลายแห่ง เช่น พบเศษผ้าและแกลบติดอยู่ใน
ขวานเหล็กคมกว้าง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น จากหลักฐานดังกล่าวบ่งบอกให้รู้ว่า
ภาคอีสานมีปลูกหม่อนเล้ียงไหมและทอผ้าไหมมากว่า ๓,๐๐๐ ปีแล้ว ผ้าไหมมัดหมี่จึงนับได้ว่า
เป็นผ้าไหมทีม่ ีถิ่นกําเนิดตะวันออกเฉียงเหนือ ความงดงามที่ปรากฎเกิดจากความคิดสร้างสรรค์
ความประณีต ความหลากหลายของลวดลายท่ีปรากฏบนผืนผ้า นับว่าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่
งดงามและมีคุณค่าทางศลิ ปะ กว่าจะได้ออกมาเปน็ ผนื ผา้ ทีส่ วยงามนัน้ ตอ้ งผ่านกระบวนการและ
ใช้เวลามาก ใชค้ วามพถิ ีพถิ นั ความตัง้ ใจ ความละเอยี ดประณีต ของผูท้ ่ีเป็นชา่ งทอฝมี ือ

ศิลปะและภูมปิ ัญญาผา้ มดั หม่ี

ผ้ามัดหม่ี มีกรรมวิธีการทอผ้าที่ใช้ทคนิคการมัดและการย้อม เริ่มจากการนําเส้นด้ายหรือ
ไหมมาย้อมสีแล้วมัดบริเวณท่ีต้องการเก็บไว้ เม่ือนําไปย้อมสีอ่ืนจะได้ไม่ติดสี เพียงซึมเข้ามา
บางสว่ น โดยย้อมเรียงลําดับจากสีอ่อนไปหาสีเข้มจนครบตามลวดลายที่กําหนด หลังจากน้ันจึง
นําด้ายกรอเข้าหลอดตามลําดับแล้วนําไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผ้าท่ีมีลักษณะคลาดเคล่ือน
เหลอ่ื มล้าํ อันเป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะของมัดหม่ี การทอผ้าชนิดนี้จึงต้องอาศัยความชํานาญในการ
มดั และทอเปน็ อย่างมาก ผ้ามัดหมมี่ ีอยู่หลายชนดิ ได้แก่

1. มัดหมี่เส้นพงุ่ เปน็ ผ้ามดั หมีท่ ่ีมัดย้อมลวดลายเฉพาะเสน้ พงุ่ เท่าน้ัน
2. มัดหมี่เส้นยนื เปน็ ผา้ มดั หม่ที ีม่ ัดย้อมลวดลายเฉพาะเส้นยื่นเทา่ นั้น
3. มัดหม่ีซอ้ น หรอื มัดหม่สี องทาง เปน็ ผ้ามัดหม่ที มี่ ัดย้อมลวดลายทัง้ เส้นพ่งุ และ
เส้นยนื

ความสาคญั ทางวัฒนธรรมพ้นื ถนิ่ ผา้ มัดหมี่

วัฒนธรรมในการทอผ้า ได้รับการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเช่นเดียวกับซาวชนบท
ในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งถือว่าการทอผ้าเป็นหน้าท่ีของลูกผู้หญิงที่จะต้องฝึกหัดเอาไว้ เพื่อแสดงว่า
หญิงสาวคนน้ีพร้อมที่จะออกเรือนโดยใช้เวลาท่ีว่างเว้นจากการทําการเกษตร ซึ่งต้ังแต่อดีตมา

13

การทอผ้ามีจุดมุ่งหมายอยู่ ๒ ประการคือ การทอเพ่ือใช้สวมใส่ในชีวิตประจําวัน และการทอ
เพื่อใช้ในพิธีกรรม ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าเปรียบได้ดังงานศิลปะที่ต้องมีการสร้างสรรค์และ
แสดงแนวคิดเกี่ยวกับลวดลายลงไปบนผืนผ้า เสน่ห์ความงามของผ้าอยู่ท่ีการสื่อความหมาย
ถา่ ยทอดจิตวญิ ญาณและวฒั นธรรมประเพณี ลงบนผนื ผา้ ผา่ นลวดลาย ซ่ึงล้วนแล้วแต่สะท้อนให้
เห็นถึง คติ ความเชื่อและวิถีชีวิตของคนโบราณ เช่น เร่ืองราวท่ีเก่ียวกับพระพุทธศาสนา
ลายสัตว์ซึ่งมาจากเค้าโครงร่างของสัตว์ต้นแบบ ท้ังสัตว์เลี้ยงท่ีอยู่รอบๆ ตัวและลายสัตว์ใหญ่
รวมถึงสัตว์ในความเช่ือและนิทานพ้ืนบ้าน เช่น ลายนาค ลายพรรณไม้ซ่ึงได้จากต้นไม้ ใบไม้
ที่พบเห็นรอบตัว บ้างก็เป็นลายจากส่ิงของที่ใช้และเห็นอยู่ในวิถีชีวิต เช่น ลายขันหมากเบ็ง
เล่าเร่ืองความหมายของบายศรี ผ่านลวดลายผ้าลายท่ีเก่ียวเนื่องกับของมงคล เช่น ลายหม่ี
เชิงเทียน ฯลฯ การศึกษาลวดลายโบราณบนผืนผ้าจึงเปรียบเหมือนการศึกษาวิถีชี วิต
และคติความเชื่อของบรรพบุรุษนั่นเอง ซ่ึงจนถึงปัจจุบันของบ้านชนบทก็ยังคงเป็นที่นิยม
ของตลาด และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังสร้างสรรค์ประยุกต์มาจากลายโบราณ
อกี มากมาย

ลักษณะการใช้สอยของผา้ มดั หม่ี ผ้าไหมมัดหมี่ สามารถนําไปใช้ในการใช้สอยได้อย่าง
หลากหลายทส่ี ําคัญได้แก่

๑.ตัดเย็บเป็นเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย ได้แก่ ผ้าผืนเพ่ือนําไปตัดเป็นชุดสุภาพบุรุษและ
สุภาพสตรี ผ้าพนั คอผา้ คลุมไหล่ เส้อื แปรรูป กระเปา๋ เนคไท

๒.เปน็ ภาพเพ่อื การประดับตกแต่ง มกั จะเปน็ ลวดลายท่ีเกยี่ วเนื่องกับ
พระพุทธศาสนา

๓.ของประดิษฐ์จากเศษผ้าไหม เป็นของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก เช่น
กลอ่ งใสท่ ิชชู ปลอกหมอน

กรรมวิธีการทอผา้ ไหมมัดหม่ี

๑) วัสดุและอุปกรณ์หลักท่ีใช้ในการทอผ้ามัดหมี่ ได้แก่ เส้นไหม, สีเคมี, โซดาไฟ, ด่าง
เล่ยี ม และดา่ งลา้ งขาว

๒) เคร่อื งมอื และอปุ กรณ์
โฮงค้นหม่ี ใชใ้ นการคน้ หม่ี หรือจดั ระเบยี บเสน้ ไหม
โฮงมัดหมี่ ใช้สาํ หรบั ขงึ เสน้ ไหมใหต้ งึ เพอ่ื เตรียมการมัด
จัก หรือ กวกั ใช้สําหรบั กวักไหม
กงไหมและหลักไหม ใชส้ าํ หรบั กวกั ไหมใสอ่ ัก
ไน ใชส้ ําหรับปัน่ เสน้ ไหม
หลอดใส่เสน้ ไหม
กระสวย ใช้สาํ หรบั ใสห่ ลอดไหม หรอื หลอดหมี่
ไมต้ าํ ใช้สาํ หรับตาํ หมีต่ อนย้อมสี ไม้แมผ่ ัง

14

๓) อุปกรณ์ท่ใี ช้ในการทอผา้ มดั หม่ี
กพี่ อผา้ ประกอบดว้ ยโครงก่ี ฟืม เขาหูกหรือตะกอ ไม้ม้วนผา้ และหลกั ม้วนผา้ ไม้สําหรับ

พาดนง่ั เวลาคนเหยียบรับตงึ เสน้ ไหมและตะกอลงไมแ้ กนมว้ นไหมเส้นยืน คานแขวน กระสวย
หลอดดา้ ยพ่งุ ผังหรือสะดึงขึงผ้าให้ตงึ มักจะวางอยใู่ ต้ถนุ และฝงั เสากบั พ้นื ดินแบบถาวร

ฟืม หรือ หวี คือ เครอื่ งมอื สําหรบั ทอผ้า มพี นั เปน็ ซี่ๆ คลา้ ยหวี ใช้สําหรับสอดไหมหรือ
จดั เสน้ ไหมใหอ้ ยู่ห่างกนั แล้วใช้กระทบไหมพุ่งท่ีสานตดั กันกับไหมยืนหรือไหมเครือเป็นผนื ผ้า
การทอผ้าเนอ้ื หนาหรอื เน้ือบางขึน้ อยู่กบั ฟันหวีหรือฟมื

ตะกอ ใชส้ าํ หรับแยกเสน้ ด้ายใหข้ ึ้น เพ่ือเปดิ ใหจ้ งั หวะของเส้นดา้ ยพุ่งสอดขัดกนั
ตะกอหลอก ตะกอแผง หรือ เขาใหญ่และเขายาว ใช้เป็นท่ีเก็บไม้ขิดเพื่อส่งลายให้ทอ
โดยไมต่ ้องเก็บขิด เป็นลกั ษณะตะกอแนวตงั้
ไม้กําพ่ัน (ไม้กําพ่ัน ใช้สําหรับม้วนผ้าท่ีทอแล้วไว้อีกส่วนหน่ึง ไม้แกนม้วนผ้านี้จะเหลา
เป็นเหลย่ี ม จะไดย้ ดึ ผ้าทม่ี ้วนเก็บไว้ไม่ใหล้ ื่น
ไม้ดาบ คอื ไม้สอดแทนไม้ชิด เพ่อื ให้ตะกอเปิดกว้างและสอดด้ายยืนพงุ่ ไป
ไม้เหยียบ หรือ คานเหยียบ คือ ไม้ไผ่ ๒ อันที่ถูกเชื่อมโยงกับหูกหรือตะกอ เพื่อใช้
สาํ หรับเหยียบ ดึงเขาหกู ทง้ั อัน ให้เสน้ ไหมยนื ขนึ้ ลงสลับกัน และเปิดช่องเพื่อพุ่งกระสวยไหมเข้า
ไปในรอ่ งดงั กลา่ ว เสน้ ไหมท้งั ๒ ชนิดจะสานขัดกนั เป็นเนื้อผา้
ไม้น่ังทอผ้า คือ ไม้กระดานหนาพอสมควรและมีความยาวกว่าก่ีเล็กน้อย ใช้เวลานั่งทอ
ไมน้ ้จี ะพาดระหว่างหลักก่ี ข้างหน้ากบั หลกั ม้วนผา้
กระสวย ใช้บรรจุหลอดพุ่งสอดไประหว่างช่องว่างของเส้นไหมยืน ต้นและปลายเรียว
ตรงกลางเจาะเป็นช่องสําหรบั ใสห่ ลอดด้าย
ไมข้ ิด ใช้สาํ หรับคัดลาย
บากี่ คือ ไม้ท่ีรองรับส่วนปลาย ๒ ด้านของไม้ม้วนผ้า มี ๒ หลัก แต่ละหลักจะอยู่คนละ
ขา้ งของหกู
ผงั เปน็ ไม้ที่ขงึ ไว้ตามความกว้างของไม้ที่ทอ เพ่ือให้หน้าผ้าตึงพอดีกับฟืม และเพ่ือทําให้
ลายผ้าตรง

การทอผ้ามดั หม่ี

การทอผ้ามัดหม่ีเร่ิมต้นด้วยกรรมวิธีการผลิตท่ีพิถีพิถัน ละเอียดอ่อนมาก นับแต่การ
เลือกหม่อนซ่ึงเป็นพืชยืนต้น ลําต้นทรงพุ่มเพื่อใช้เป็นอาหารของหนอนไหมท่ีกินแล้วลอกคราบ
เป็นไหมออกมา จากน้ันจึงนําไปอบแห้ง ต้มน้ําที่สะอาดเพ่ือให้ไหมพองตัว แล้วสาวเส้นไหมนี้
เก็บรักษาด้วยวิธีการด้ังเดิมแต่โบราณอุปกรณ์และข้ันตอน เพ่ือให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด เป็น
ธรรมชาตอิ ย่างแท้จรงิ

เม่ือคัดเลือกได้เส้นไหมที่มีคุณภาพแล้ว จะต้องทําการฟอกไหม (ด่องไหม) คือ การนํา
ไหมดิบมาฟอกเพอ่ื ไมใ่ หม้ ีไขมันเกาะ โดยจะใช้ด่างจากขี้เถา้ หรือโซดาไฟ ๕ ช้อนโต๊ะ และใช้ด่าง

15

เล่ียม ๒ ชอ้ นโตะ๊ ใสเ่ พอื่ ใหผ้ า้ ไหมขึ้นมัน การด่องจะทําใหเ้ ส้นไหมขาวนวลข้ึน เป็นการฟอกไหม
เรียกว่า "การด่องไหม" แล้วจึงนําไปย้อม ใช้สีเหลืองเพ่ือให้ได้สีพ้ืนของเส้นไหมเป็นสีเหลือง
ถ้าใช้สอี น่ื จะทําให้ได้ลวดลายไม่ชดั เจน

การล้างทกให้แห้ง คือ การล้างและบิดไหมให้หมาดๆ จากนั้นนํามาตากให้แห้ง "ทก"
คอื การดึงใหเ้ ส้นไหมยึด

การกวัก คือ การนําเส้นไหมท่ีตากแห้งแล้วมากวักใส่อัก เพื่อเตรียมนําไหมไปค้นและดึง
ใหเ้ ส้นไหมตงึ ไมพ่ ันกนั

การค้นหมี่ คือ การเรียงเส้นไหมก่อนนําไปมัดและย้อมตามลวดลาย โดยการขึงเส้นไหม
กับ “โฮง” สาํ หรับการค้นหม่ี

การลงโฮงมัดหมี่ คือ การนําเส้นไหมมาลงโฮงมัด (เครื่องมือสําหรับเส้นไหมให้ตึงเพ่ือ
เตรียมการมัด ทาํ การมดั เส้นไหมตามลวดลายที่ต้องการจะย้อม โดยนําเส้นไหมมาขึงกับหลักหม่ี
เม่ือขึงตึงแล้วจึงมามัดเส้นไหมให้เป็นตอนๆ ตามลวดลายที่จะย้อม ท้ังนี้มัดเพ่ือกันไม่ให้น้ําสีซึม
เข้าไปในเสน้ ไหมในขณะที่ย้อม ขัน้ ตอนน้ีเองท่ีเรียกว่า "มัดหม่ี" โดยผู้มัดจะมัดตามความชํานาญ
ท่ีจดจํามาโดยไม่ต้องดูแบบร่าง การใช้สีเชือกมัดลายต้องเลือกใช้สีเชือกเป็นสีคู่ตรงกันข้ามกับสี
ท่ีจะเกบ็ ลายไว้ เพือ่ ให้เหน็ ชดั เจนว่าลายอย่ตู รงไหน เช่น ต้องการไหมสีเขียวจะใช้เชือกสีแดงมัด
เปน็ ต้น

การย้อมสี นําเส้นไหมจุ่มน้ําเปล่าเพื่อให้สีซึมเข้าไปในเนื้อไหม ส่วนท่ีไม่ได้มัดได้ง่ายขึ้น
จากน้ันนําไปตีให้เส้นไหมฟู สีจะได้เข้าเน้ือเส้นไหมได้ง่าย เมื่อดีเสร็จนําเส้นไหมมาตําในถังสี
ท่ีเตรียมไว้เพ่ือให้สีซึมเข้าเส้นไหม จากน้ันนําไปต้ม ๓๐ นาทีในนํ้าเดือด แล้วนํากลับมาตํา
อกี ครั้ง จากน้นั จงึ นําไปลา้ งนํา้ เปลา่ และตากแดดให้แห้ง

การย้อมใช้สีเคมี เพราะถ้าใช้สีธรรมชาติจะทําให้ลายท่ีย้อมออกมาไม่แน่นหรือเด่นชัด
ส่วนผสมที่นํามาย้อมคือ สีเคมี ๓ ซอง ด่างเลี่ยม ๒ ช้อนโต๊ะ นํ้าร้อน ๑๒ ลิตร โดยด่างเล่ียมใช้
เพอ่ื ชว่ ยให้สีซมึ เขา้ ไหมได้งา่ ยและใหเ้ ส้นไหมทมี่ ีความเงา

การล้างขาว คือ การนําไหมมาแช่ในนํ้าเย็นครึ่งถังประมาณ ๒ นาทีแล้วบิดให้หมาด
จากนัน้ นําไปฟาดกบั พ้ืนให้ฟู แล้วนํากลบั มาใส่ถงั น้าํ รอ้ นผสมโซดาไฟ ๑ ซ้อนโต๊ะ แล้วตําเพื่อให้
น้ําซึมเข้าไหม แล้วจึงนําไปต้มให้สีท่ีไม่ต้องการหลุดออก ท้ิงไว้ประมาณ ๒ นาที ระหว่างล้าง
ตอ้ งคอยยกกลบั ดา้ นอย่เู ร่อื ย ๆ เสร็จแล้วนาํ ออกมาลา้ งนาํ้ เปล่า ๒ ครั้งแลว้ จึงนําไปตาก

ลาดับการย้อมสี

เม่ือทําการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายด้วยเชือกฟาง และนําไปย้อมสี แล้วนํากลับมามัด
ลายอีกเพ่ือให้ผ้าไหมมีลวดลายและสีตามต้องการ เช่น ผ้าท่ีออกแบบลายไว้มี ๕ สี ต้องทําการ
มดั ย้อม ๕ ครั้ง เปน็ ตน้ ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการใหผ้ า้ ท่อี อกแบบไว้มีสีเหลือง เขียว ขาว ฟูา
แดง และสีเปลือกมังคุด อนั เป็นสี เรียงลาํ ดับการยอ้ มสดี ังน้ี

เมื่อได้ไหมสีเหลืองจากการย้อมครั้งแรก จะนํามามัดลายตามที่ต้องการในจุดที่ต้องการ
ให้เป็นสีเหลือง จากนั้นจึงนําไปย้อมเป็นสีเขียว ย้อมแล้วมัดลายอีกคร้ังในบริเวณที่ต้องการให้

16

สีเขียวคงอยู่ นําไปล้างขาว พอได้เป็นสีขาว ต่อด้วยการย้อมลงสีฟูา และนํามามัดหมี่ตรงจุด
ท่ีต้องการให้เป็นลวดลาย และนํามามัดหมี่ตรงจุดท่ีต้องการให้เป็นลวดลายสีฟูา แล้วล้างสีฟูา
อออกให้หมดจะได้ไหมสีขาว นําไปย้อมสีแดง พอได้สีแดงแล้ว นํามามัดตรงจุดที่ต้องการ
เป็นสแี ดง เมอ่ื ครบทกุ สแี ลว้ จงึ ลงสสี ดุ ท้ายคอื สีเปลอื กมงั คุด เพอ่ื เปน็ สีพนื้ ของผา้ ไหม

การลงสีตามลําดับน้ีเพ่ือท่ีจะให้สีที่เป็นลวดลายติดและคมชัด กรณีที่ไม่เรียงสีตามน้ี
ลวดลายจะไม่คมชัด สีอาจเลอะไปติดในจดุ อนื่

การแกเ้ ชือกไหมมดั หมี่ หลังจากย้อมสคี รบตามลวดลายที่ต้องการจะทอแล้ว นําเส้นไหม
มาใส่โฮง เพ่ือทําการแก้เชือกโดยใช้มีดค่อยๆ ตัดและต้องระวังไม่ให้มีดไปโดนเส้นไหมมัดหมี่
ทย่ี อ้ มไวจ้ นขาด

การกวักไหม คือ การนําเส้นไหมมัดหมี่ท่ีแก้เสร็จแล้วมาใส่กงแล้วนํามากรอไหมใส่อัก
หรือกวักจึงนําหลอดด้ายมาใส่กระสวยเพื่อเตรียมทอ เส้นไหมในกระสวยนี้จะใช้เป็นเส้นพุ่งใน
การทอผ้าการกรอใส่หลอด นําเส้นไหมในอักหรือกวัก มาทําการกรอใส่หลอดด้ายท่ีเตรียมไว้
โดยใช้ในกรอใส่หลอด จากน้ันจึงนําหลอดด้ายมาใส่กระสวยเพื่อเตรียมทอ เส้นไหมในกระสวย
จะใชเ้ ป็นเสน้ พุ่งในการทอผ้า

การทอผ้า คือ ข้ันตอนสุดท้ายก่อนท่ีจะออกมาเป็นผ้าผืนงาม เป็นการนําเส้นไหม
ทเี่ ตรยี มไว้ทั้งหมดน้ันมาทําการทอตามลวดลายที่ได้ทําการมัดหมี่ไว้ ตอนทอนั้นใช้ไม้แม่ผังขึงผ้า
ให้ตรงและตึง ทําให้เวลาทอผ้าจะแน่นและเก็บลายได้สวย การทอผ้าประกอบด้วยเส้นไหม
๒ ชุด คือ "เส้นไหมยืน" จะขึงตามความยาวผ้า ท่ีติดในเครื่องทอหรือแกนม้วนด้ายยืน อีกชนิด
หนึ่งคือ "เส้นไหมพุ่ง" จะถูกกรอเช้ากระสวย เพื่อให้กระสวยเป็นตัวนําเส้นด้าย พุ่งสอด
ขัดเส้นด้ายยืนเป็นมุมฉาก ทอกลับกันไปตามความยาวของฝืนผ้า การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้น
ต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้านแล้วจึงวกกลับมา จะทําให้เกิดริมผ้าเป็นสันตรงท้ังสองด้าน
ลวดลายของผ้าน้นั ข้ึนอยู่กับการวางลายผา้ ตามแบบของผู้ทอท่ีได้ทําการมัดหมี่ไว้

ความโดดเดน่ ของลวดลายผ้ามดั หมี่

ลวดลายมัดหมี่ มีจํานวนมากมาย ผ้ามัดหม่ีส่วนใหญ่จะเป็นลายเต็มท้ังผืนโดยมีวิธีการ
วางลวดลายต่างๆ กัน การจัดวางลวดลายให้เต็มหน้าผ้าน้ันคือการวางลายให้ซ้ํากันเป็นช่วงๆ
ไปจนครบตามขนาดท่ีต้องการ โดยจัดวางได้หลายแบบการวางลายในแนวเฉียงจะเป็นที่นิยม
มากท่ีสุด ซึ่งลวดลายและการจัดวางลายน้ีมีผลในการนําไปใช้มาก ผ้าลายเล็กจะ สามารถนําไป
ตดั แปลงใช้ไดห้ ลายโอกาส ขณะทล่ี วดลายใหญ่ ก็จะดูสง่างามและโดดเด่น

สําหรับความโดดเด่นของลวดลายผ้าไหมมัดหม่ีบ้านเปือย อยู่ที่ลวดลายเล็กละเอียดอัน
เกิดจากการขยายลํา การข้ึนลําเยอะเพ่ือความพิถีพิถันในการสร้างลาย จนเกิดเป็นลายที่ถ่ีขึ้น
สวยงามข้ึน ลวดลายผ้า มีท้ังลายที่เป็นลายโบราณและลายท่ีเป็นลายประยุกต์ลายท่ีเป็นลาย
โบราณ ได้แก่ ลวดลายด้ังเดิมของคนอีสานท่ีได้รับการสืบสานกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นลายหมี่
ท่ีเก่าแก่ที่สุด อายุ ๒๐๐-๓๐๐ ปี เช่น ลายขอ ลายหมากจับ ลายดอกแก้ว ลายโคมห้า
ลายโคมเจ็ด ลายพญานาค ลายต้นสน ลายเต่า และลายเสมา เป็นต้น ส่วนลายที่เป็น

17

ลายประยกุ ต์ เกิดจากความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ประยุกต์จากลายโบราณ เพื่อความ
สวยงามและเน้นถึงความนิยมของตลาด มีลายประยุกต์ท่ีสร้างช่ือเสียงมากที่สุดกว่า มากมาย
อาทิเช่น ลายรุกขมรดกของแผ่นดินใต้ร่มพระบารมี ลายเทพประทาน ลายตะแบกบาน
ลายตะแบกแก้ว ลายขอเออื้ และ ลายขอเจา้ ฟาู สิรวิ ณั วรีนารรี ัตน์ เปน็ ตน้

บรบิ ทตาบลเปอื ย

ตําบลเปือยอยู่ในเขตการปกครองของอําเภอลืออํานาจ มีจํานวนหมู่บ้านทั้งสิ้น
๑๓ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ ๑ บ้านเปือย หมู่ ๒ บ้านนาดูน หมู่ ๓ บ้านหัวดง หมู่ ๔ บ้านน้ําท่วม
หมู่ ๕ บ้านน้ําท่วม หมู่ ๖ บ้านเปือย หมู่ ๗ บ้านเปือย หมู่ ๘ บ้านเปือย หมู่ ๙ บ้านเปือย
หมู่ ๑๐ บ้านหัวดง หมู่ ๑๑ บ้านหัวดง หมู่ ๑๒ บ้านนํ้าท่วม หมู่ ๑๓ บ้านน้ําท่วม เขตพ้ืนที่
ทศิ เหนอื ติดตอ่ กับ ตําบลหนองมะแซว อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ ทิศใต้ ติดต่อกับ
จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทศิ ตะวันออก ติดต่อกับ ตําบลดงบัง อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตําบลแมด ตําบลอํานาจ อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
ผลิตภณั ฑข์ องตาํ บลเปอื ยได้แก่ ผา้ ไหมพ้นื เรียบ, ผา้ ไหมมดั หม่ี

ตําบลเปือย มเี กษตรกรประกอบอาชีพปลกู หมอ่ นเลยี้ งไหมราว ๓๒ ราย พันธุ์ไหมที่นิยม
เลี้ยงได้แก่ พันธ์ุนางตุ่ย พันธ์ุนางน้อย พันธ์ุทับทิมสยาม วนาสวรรค์ มีการจัดต้ังกลุ่มเพื่อ
จาํ หนา่ ยไหมวัยอ่อนและเส้นไหมให้กับสมาชิกในชุมชน และกลุ่มทอผ้าเพ่ือจําหน่ายทั้งในชุมชน
และบคุ คลภายนอกทส่ี นใจ

บรบิ ทชมุ ชนคุณธรรมน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงบ้านเปือย...

บา้ นเปือย หม่ทู ่ี ๑ ตําบลเปือย อําเภอลอื อาํ นาจ จังหวัดอํานาจเจรญิ ได้ประกาศ
เจตนารมณ์ ที่ทุกคนในชุมชนจะร่วมกันขับเคลื่อนความเป็นชุมชนคุณธรรมให้เข้มแข็งและ
ยั่งยืน ชุมชนมีข้อตกลงร่วมกันที่จะดําเนินชีวิตแบบพอเพียง วินัย สุจริต และจิตอาสา
ตามคําขวัญของหมบู่ า้ นว่า หมู่บา้ นโนนโบราณ สืบสานงานบุญคมุ้ กลมุ่ อนุรกั ษโ์ คกระบือ นับถือ
ญาติพ่ีน้อง ปรองดองสามัคคี มัดหม่ีทอผ้าไหม คนมีนํ้าใจ ใช้ชีวิตพอเพียง ภายในชุมชนมีการ
รวมกลุ่ม จัดทําแผนงานโครงการเพื่อทํากิจกรรมร่วมกัน เช่น กลุ่มทํานํ้าพริก กลุ่มทอผ้าไหม
ซ่งึ สามารถทาํ กนิ ทําใช้ในครัวเรือน และยังเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัว กลุ่มอนุรักษ์
โคกระบือ กลุ่มภูมปิ ัญญาเร่ืองขา้ ว กลมุ่ สมั มาชีพชมุ ชน เปน็ กลุม่ ท่ีมีความเข้มแข็ง ในการใช้ชีวิต
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักพ่ึงตนเอง และแบ่งปันแก่ผู้อ่ืนได้ และเมื่อ
ดําเนินงานแล้ว จะมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน เพ่ือสรุปปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ซึ่งกันและกันในทุกปี ชุมชนจะจัดกิจกรรมงานบุญคุ้ม เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน
มีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเชิดชูคนเก่ง คนดี มอบทุนการศึกษาให้บุตรหลานในชุมชน
โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย องค์กรปกครองท้องถ่ิน โรงเรียน องค์กรเอกชน
รวมทั้งจากคนในชุมชนที่ประสบผลสําเร็จในหน้าที่การงาน และกลับมาดูแลบ้านเกิด
ตามกิจกรรมสํานกึ รักบ้านเกิด ทําให้หมู่บ้าน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศโครงการบ้านสวยเมืองสุข

18

ระดับภาค เป็นหมู่บ้านนวัตวิถี ที่มีผู้มาเยี่ยมชมอยู่เสมอ ได้ร่วมกับวัดและหน่วยงานราชการ
ภาคีเครือข่าย ในการจัดกิจกรรม “ตักบาตรเสาร์แรกของเดือน” ซ่ึงจัดติดต่อกันตลอด มีผู้คน
จากหลายท้องถ่ินเข้ามาร่วมกิจกรรม ทุกวันเสาร์แรกของเดือน มีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์
ทส่ี วยงามและพร้อมเพรียง คือนุง่ ซิน่ หม่ี ใสโ่ สร่งไหม ห่มสไบเฉียง พร้อมเพรียงตักบาตร เป็นวิถี
ชวี ติ ทด่ี ําเนนิ มาเนิน่ นาน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชมุ ชนท้องถน่ิ ให้คงอยู่สบื ไป

วัฒนธรรมประเพณีที่โดดเด่น ในชุมชน มีโครงการทําบุญตักบาตรทุกวันเสาร์
แรกของเดือน ท่ีโดดเด่น ได้แก่ การสืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายด้วยผ้าไหมพื้นบ้าน
อันเปน็ อัตลักษณ์ของชุมชน “นุ่งซ่ินหม่ี สวมโสร่งไหม ห่มสไบเฉียง พร้อมเพรียงตักบาตร เสาร์แรก
ของเดือน” รวมท้ัง จัดทําโครงการ “ถนนสายความดี ถนนสายวัฒนธรรม” เพื่อกระตุ้นเตือนและ
สรา้ งจติ สาํ นึกการเป็นคนดี

กรอบแนวคิดในการดาเนนิ งาน

จากการศึกษาเก่ียวแนวคิดทฤษฎี เก่ียวกับ ประวัติความเป็นมาของผ้าไหมและ
กระบวนการดําเนินงานเกี่ยวกับ ผู้ศึกษาจึงได้สร้างกรอบแนวคิด โดยคํารึงถึง สภาพปัจจุบัน
ปัญหา แนวทางการดําเนินงานและ การบริหารจัดการมากรอบแนวคิดในการศึกษาและจัดทํา
องคค์ วามรู้ ดังภาพตอ่ ไปน้ี

กรอบแนวคดิ ในการดาเนินงาน

Input/ปจั จยั Pocess/กระบวนการ Outputผลลัพธ์

- นโยบายกระทรวง -ทบทวนงานวชิ าการ - องคค์ วามรู้ ด้านงาน
ช่างฝีมือพนื้ บา้ น ของบา้ น
วัฒนธรรม -ศึกษาข้อมลู เชงิ ประจักษ์ เปือย ตาบลเปอื ย อาเภอลือ
อานาจ จงั หวัดอานาจเจริญ
- แนวคดิ ทฤษฎี - รวบรวม เรยี บเรียง -เอกสารองค์ความรู้
(รูปเลม่ ,ดจิ ทิ ัล) นาเผยแพร่
เกยี่ วกับการศกึ ษา ตรวจสอบ คุณภาพข้อมูล

ดา้ นวัฒนธรรม งาน และเอกสาร

ชา่ งพืน้ บา้ น -จัดทาองคค์ วามรู้ ดา้ นงาน

- บรบิ ททางวัฒนธรรม ช่างฝมี อื พื้นบ้าน

ของชมุ ชน

- ทฤษีเกย่ี วกับ หม่อน

ไหมและผ้าไหม

19

บทท่ี ๓

ขัน้ ตอนการและผลการดาเนินงาน

วธิ ดี าเนนิ การจัดทาองค์ความรู้

ในการศึกษาและจัดทาํ องค์ข้อมูลคร้ังนีใ้ ชก้ ระบวนการเชิงคุณภาพ โดยการถอดบทเรียน
สังเกต การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) โดยนักวิชาการวัฒนธรรม
ผรู้ บั ผดิ ชอบเข้าไปมีส่วนร่วม โดยมีขนั้ ตอนของการดําเนินการแบง่ เปน็ ๓ ระยะดงั นี้

ระยะที่ ๑ ศกึ ษาวรรณกรรมและเอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง
ระยะที่ ๒ การศึกษาภาคสนามและข้อมูลเชงิ ประจกั ษ์

สํารวจสภาพท่ัวไปของการจัดการความรู้งานด้านช่างฝีมือพื้นบ้าน การผลิตผ้าไหม
มัดหมี่ และลวดลายผ้ามดั หมช่ี ุมชนบ้านเปือย ตําบลเปอื ย อาํ เภอลืออาํ นาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
ตามข้นั ตอน ดงั นี้

๑. กลมุ่ เปาู หมาย ประกอบดว้ ย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ปราชญช์ าวบ้าน ผนู้ าํ ชุมชน
และประชาชน ของชมุ ชนบา้ นเปือย ตาํ บลเปือย อาํ เภอลอื อาํ นาจ จังหวัดอาํ นาจเจรญิ

๒. เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลในครั้งน้ี มีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ปัจจัยเงื่อนไขท่ีช่วย ส่งเสริมการจัดการ
ความรู้ดา้ นชา่ งฝีมือพน้ื บ้าน การผลติ ผ้าไหมมดั หมแ่ี ละลวดลายผ้ามัดหมีป่ ระกอบด้วยข้อคําถาม
๒ ส่วน ได้แก่ ๑) ขอ้ มูลเกี่ยวกับผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ ๒) คําถามทใี่ ช้ในการสมั ภาษณ์

๓. วิธีสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากวารสาร เอกสาร
บทความและงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ งกับการจัดการความรู้ด้านด้านช่างฝีมือพ้ืนบ้าน การผลิตผ้าไหม
มดั หมแ่ี ละลวดลายผ้ามัดหมีม่ รดกทางวัฒนธรรมท้องถ่ินรวมท้ังแนวคิดทฤษฎีการจัดการความรู้
ด้านมรดกทางวฒั นธรรมทอ้ งถิ่น แล้วนาํ ไปใชก้ ําหนดแบบสอบกลุ่มเปูาหมาย

ระยะที่ ๓ รวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ด้านช่างฝีมือพ้ืนบ้าน การผลิตผ้าไหมมัดหมี่และ
ลวดลาย ผ้ามัดหม่ีตําบลเปือย อาํ เภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ ตรวจสอบและจัดทําเป็น
เอกสารทางวิชาการ

ระยะท่ี ๔ สรุปและรายงานผล
จัดทําต้นฉบับ(Fair Copy) ฉบับสมบูรณ์ นําเสนอวัฒนธรรมจังหวัดอํานาจเจริญ

เสร็จแล้วผลิตเป็นเอกสาร(รูปเล่ม) นําเผยแพร่ตามช่องทางที่สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
อํานาจเจรญิ และกระทรวงวฒั นธรรมกาํ หนด

20

ผลการดาเนินงาน

กระบวนการผลติ และการบรหิ ารจดั การ

จากการศึกษาขอ้ มลู องคค์ วามรู้ดา้ นช่างฝีมอื พนื้ บา้ น การผลิตผ้าไหมมัดหมี่และลวดลาย
ผ้ามัดหม่ีตําบลเปือย อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ คณะผู้ศึกษาและจัดทําข้อมูล
องค์ความรูต้ ามทปี่ รากฏดังตอ่ ไปนี้

งานชา่ งฝมี ือพื้นบ้าน

เมื่อกล่าวถึงการประกอบอาชีพในชุมชนหน่ึง ๆ ส่วนใหญ่มักนึกถึงอาชีพหลักก่อนท่ีจะ
นึกถึงอาชีพอ่ืนที่รองลงมา จนบางคร้ังอาจทําให้ไม่สนใจศึกษาอาชีพอื่นท่ีคนในชุมชนนั้น
ประกอบการดาํ รงชวี ติ ทง้ั ทอ่ี าชีพอืน่ หรืออาชพี เสริมนี้อาจมคี วามสําคัญและทํารายได้ไม่น้อยไป
กว่าอาชีพหลัก และจากการสํารวจพื้นที่ตําบลเปือย อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
พบว่าอาชีพหลักในชุมชนเป็นอาชีพกสิกรรม เช่น การทํานา ส่วนอาชีพเสริมได้แก่
การทอผ้าไหม การทอเส่อื การเล้ียงสัตว์ การรับจ้างเย็บผ้า การประกอบกิจการร้านค้า การปรุง
ยาสมนุ ไพร เปน็ ต้น ซ่งึ อาชีพเสริมเหล่านี้ได้สร้างรายได้ใหแ้ ก่ชาวตําบลเปือยไมน่ อ้ ย

การทอผ้าไหม

บ้านเปือย เป็นชุมชนท่ีอยู่ในเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบของตําบลเปือย อําเภอลืออํานาจ
จังหวัดอํานาจเจริญที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ท่ีสืบทอดกันมายาวนาน ผ้าไหมเป็นหัตถกรรม
ในครัวเรือนของชาวบ้านเปือย ผ้าไหมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนําตัวไหมมาเล้ียงจนเป็นตัว
ไหมชักใย หุ้มตัวมากพอที่จะสาวเป็นไหม แล้วนําเส้นไหมไปฟอกแล้วนําไปฟ้ันตีเกียวย้อมสี
แล้วนําไปทอเป็นผ้าไหม ซ่ึงสีท่ีใช้โดยท่ัวไป ได้แก่ สีจากการสังเคราะห์ซ่ึงมีจําหน่ายทั่วไป
ในท้องตลาดและสีจากธรรมชาติ เช่น สีเขียวอ่อนจากต้นหูกวาง สีน้ําเงินอ่อนจากดอกอัญชัญ
สกี ากีจากเปลือกมะพรา้ ว สแี ดงจากครงั่ สีเหลืองจาก ตน้ ขนนุ เป็นต้น

ในการทอผ้าไหม มีหลายข้ันตอนเริ่มตั้งแต่ออกแบบลวดลาย การย้อมสี การทําให้เป็น
ผืน ซ่ึงทุกข้ันตอนดําเนินการด้วยมือ เมื่อทอได้จํานวนมากก็จะนําไปจําหน่าย มีรูปแบบของผ้า
ไหมทสี่ วยงามและเปน็ เอกลักษณ์เฉพาะของตาํ บล การทอผ้าไหมเป็นท่ีนิยมกันมาก มีการทอผ้า
ไหมของชาวบ้านมากขึ้น จึงมีการรวมกลุ่มต้ังศูนย์การเรียนรู้และจําหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน
เดิมผ้าไหมชุมชนเปือย หัวดงทอขึ้นเพ่ือใช้สําหรับคนในครัวเรือน ต่อมาได้มีการทอเพ่ือการค้า
และกระบวนการทอในสมยั โบราณจะทอหกู มือ ซึ่งทําให้ผ้าทอมีคุณภาพ การผลิตผ้าไหมถือเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของตําบลเปือย และเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม(CPOT) และยังเป็นสินค้า
(OTOP) ซ่งึ มีการและไดจ้ ัดตั้งเปน็ ศนู ยก์ ารเรยี นรกู้ ารผลิตและจําหน่ายผ้าไหม การผลิตจะมีการ
รวมสมาชิกของกลุ่มทอผ้าไหม ซ่ึงในกลุ่มจะมีพื้นที่ปลูกใบหม่อนและเลี้ยงไหม ซึ่งผลิตภัณฑ์
ผา้ ไหมทไ่ี ดม้ ีคุณภาพท่ีดี และมีความสวยงาม

21

ขน้ั ตอนกระบวนการผลิต

ขั้นตอนการทอ
ข้ันแรก ผู้เล้ียงไหมจะเลี้ยงหนอนไหม วัฏจักรของตัวไหมจะเร่ิมจาก ฝักไหม ๗ วัน

ตัวหนอนในฝักจะเจาะฝักออกมากลายเป็นผีเสื้อไหมหรือตัวบี้ หลังจากน้ันตัวบ้ีตัวผู้และตัวเมีย
จะผสมพนั ธุ์กนั เมือ่ ตวั เมียออกไข่แล้ว ตัวบ้กี ็ตายไป ไข่จะแตกกลายเป็นตัวหนอนเล็ก ๆ ภายใน
๑๐ วัน จึงเร่ิมให้อาหารเลี้ยงหนอนไหมด้วย ใบหม่อน หนอนไหมนี้จะค่อย ๆ เจริญเติบโตขึ้น
ระหว่างเลี้ยงจะต้องมีมุ้งครอบกระด้งเพื่อปูองกันไม่ให้มดและแมลงวันรบกวน เพราะจะทําให้
หนอนไหมตายได้ ภายในระยะเวลาประมาณ ๑ - ๑.๕ เดือน ตัวหนอนจะโตเต็มที่และเร่ิมสร้าง
ฝักและผลิตเส้นใยไหมภายในฝักน้ัน เม่ือสังเกตเห็น ฝักไหมโตเต็มที่และมีใยไหมพันอยู่บางๆ
โดยรอบแลว้ ก็นาํ ไปต้มสาวไหมต่อไป โดยมากผเู้ ลีย้ งจะเกบ็ ฝกั ไหมท่ีโตเต็มที่ส่วนหน่ึงไว้ เพ่ือให้
มันเจาะรอู อกมาและขยายพนั ธ์ตุ ่อไป

ขั้นท่ีสอง หลังจากหนอนไหมเริ่มสร้างฝัก และอยู่ในฝักเพ่ือสร้างใยไหมประมาณ
๗ วัน เม่ือฝักโตเต็มท่ีก็นํามาต้มเพ่ือสาวไหม ไหมฝักใดท่ีดักแด้เจาะรูออกมาแล้วกลายเป็นตัวบี้
จะใช้ไหมฝักน้ันไม่ได้ เพราะเส้นไหมจะถูกกัดขาดแล้ว จึงต้องเลือกเฉพาะฝักที่ยังไม่ถูกเจาะ
ออกมาเท่าน้ัน การสาวไหมจะเร่ิมจากการใส่ฝักไหมลงไปในนํ้าร้อนในหม้อที่ต้มด้วยไฟอ่อน ๆ
ฝกั ไหมจะลอยข้นึ ขณะตม้ จะใชไ้ ม้หบี คอยเกลี่ยไหมให้ใยไหมหลุดออกจากฝักเข้าไปในไม้หีบต่อ
เข้าไปยังพวงสาวไหม และสาวออกให้ไหมเป็นเส้นยาวโดยระวังไม่ให้ไหมขาดออกจากกัน
ฝักไหมท่ีสาวไหมออกจนหมดแล้ว จะเหลือเป็นเปลือกสีขาวบาง ๆ ซึ่งมีดักแด้อยู่ข้างใน
ซ่ึงดกั แด้นี้สามารถนํามากนิ ได้

ข้ันที่สาม เป็นการเหล่งไหม คือ การทําให้ไหมเป็นปอยหลังจากสาวไหมได้ไหมเป็น
เส้นแล้ว โดยใช้เคร่ืองเหล่งไหมท่ีมีลักษณะเป็นวงล้อมีที่จับให้วงล้อหมุน ระหว่างทําไหม
ในกะละมังจะใส่ดินกลบลงไป เพ่ือไม่ให้ไหมฟูข้ึนมาพร้อมกัน และเม่ือรวมไหมได้เป็นกลุ่มแล้ว
ก็จะมัดเป็นปอย

ขั้นที่สี่ คือการฟอกไหม โดยใช้ด่างกัดไหมให้กลายเป็นสีขาว เพ่ือให้สะดวกต่อการ
ย้อมสีและทําให้สีย้อมติดไหมได้ทนนาน วิธีทําคือต้มนํ้าผสมด่าง แช่ไหมลงไปกัดให้เป็นสีขาว
คอยคนใหท้ ัว่ เพอ่ื ให้สเี ทา่ กนั เสรจ็ แลว้ นาํ ขึน้ ลา้ งนํ้าและผ่งึ ให้แหง้

ข้ันที่ห้า คือ การแก่งไหม (แกว่งไหม) โดยทําให้เส้นไหมมีขนาดเล็กลงและมีความ
เหนียวมากข้ึน ทําโดยนําไหมร้อยเข้าใส่ในไน ปั่นไหมไปตามไน โดยให้เส้นไหมก่อนเข้าไนร้อยรู
อยู่ในถว้ ยอแี ปะใส่นํา้ รองไว้ เปน็ การรีดใหไ้ หมมขี นาดเลก็ ลง

ข้ันที่หก คือ การค้นหูก โดยใช้อุปกรณ์ “หลักเผีย” เป็นการเตรียมไหมทําให้เป็น
เสน้ ยาวพอดีกบั ขนาดของฟมื พรอ้ มท่ีจะนาํ ไปทอ โดยใชเ้ ฉพาะไหมยนื

ข้ันที่เจ็ด เป็นขั้นตอนการมัดหม่ี ซึ่งเป็นการกําหนดลวดลายของผ้าก่อนจะนําไป
ย้อมทําโดยนําไหมท่ีฟอกแล้วมาขึงกับโฮงมัดหม่ี (อุปกรณ์ท่ีทําข้ึนเพ่ือใช้ไหมยึดเพื่อมัดลาย)

22

เม่ือนําไหมมายึดกับโฮงแล้วก็จะมัดเส้นไหมเป็นลายที่ต้องการด้วยเชือกฟางให้แน่นเพื่อปูองกัน
ไม่ใหส้ ยี อ้ มหลุดเขา้ ไปตดิ ไหมส่วนที่ไม่ต้องการ

ขั้นที่แปด คือการย้อมสีตามต้องการ โดยย้อมจากสีอ่อนสุดไปยังสีเข้ม ใช้สีเคมี
(สีเยอรมัน) ในการย้อมในอดีตเม่ือยังไม่มีสีย้อมผ้า จะใช้สีแดงจากครั่งเป็นตัวย้อม ซ่ึงเฉดสี
ธรรมชาตินี้มีไม่มากนักและหลุดได้ง่าย ปัจจุบันจึงนิยมใช้สีเคมีย้อมผ้าด้วยการละลายสีย้อมลง
ในนํ้าอุ่น แล้วนําไหมที่ฟอกล้างสะอาดจุ่มลงในนํ้าย้อมขยําให้ทั่ว ค่อย ๆ เร่งความร้อนข้ึน
จนเดือด หม่ันพลิกไหมกลับไปมาเพื่อกันสีด่างใช้เวลาประมาณ ๔๐-๕๐ นาที แล้วนําไหมข้ึน
ลา้ งใหส้ ะอาด และผ่งึ ใหแ้ หง้

ข้ันท่ีเก้า คือ การกวกหมี่ เป็นการแบ่งไหมจากปอยใหญ่ให้เป็นปอยเล็ก โดยใช้กง
(อุปกรณ์ปั่นไหม) มาต่อกับอัก พันไหมจากกงให้ลงมาอยู่ที่อัก เพ่ือให้ได้ไหมท่ีเป็นปอยเล็กลง
หลังจากนัน้ ใหแ้ ยกส่วนที่จะทอเป็นลายออกจากส่วนท่ีจะต่อกับไหมยืน และนําไหมท่ีจะทอใหม่
มาพนั ต่อกับสว่ นของดา้ ยเก่าท่ีฟนั หวีของกีท่ อผ้า เตรยี มเพ่ือจะทอต่อไป

ข้ันที่สิบ เป็นการป่ันไหม โดยเตรียมไหมส่วนท่ีจะทอเป็นลายให้เป็นหลอด
เพ่ือนําไปใส่กระสวยให้สามารถทอได้ทันที วิธีทํา คือ นําไหมท่ีกวกเสร็จแล้วมาใส่ในไนแล้วปั่น
พันใส่หลอดสําหรับใส่ในกระสวยทอผ้า แยกเป็นหลอดแล้วเรียงตามลายและร้อยลงเชือกใส่ไว้
เพ่ือสะดวกในการหยิบใช้ เวลาจะนําไปทอน้ีต้องใช้ไหมเรียงตามลําดับของลายไหม ไม่เช่นน้ัน
ลายทที่ อออกมาจะไม่ตอ่ เนอ่ื งกนั

ขั้นสุดท้าย คือการทอผ้า หากทําอย่างสมํ่าเสมอทุกวันจะใช้เวลาไม่เกิน ๑ เดือน
ต่อผืน ในกี่ทอผ้าจะมีไหมยืนขึงพาดอยู่ตามแนวยาว สอดผ่านตามช่องของฟืม ลายผ้าไหมจะ
เกิดจากลายไหมท่ีอยู่ในกระสวยตามแนวขวาง เวลาทอจะมีที่เหยียบอยู่ใต้ก่ี ๒ อัน ใช้ยกไหม
ยืนขึ้นและขัดลายไหมในกระสวย ไปตามแนวขวาง ทํากลับกันไปเรื่อยๆตามลายไหมที่อยู่ใน
หลอดตามท่ีได้กําหนดไว้ เม่ือทอเสร็จแล้ว ก็ตัดปลายท้ิงให้เหลือชายไว้อยู่ที่ฟันหวี เพื่อให้
สามารถต่อเขา้ กบั ไหมทต่ี ้องการจะทอครัง้ ต่อไป

การผลิตดา้ ยไหม

การปลูกหมอ่ น จะตอ้ งมีการปลูกใบหม่อน สาํ หรบั เป็นอาหารเล้ยี งไหม ตน้ หมอ่ นที่
สามารถเก็บใบไปเล้ียงไหมได้ ควรมีอายุไมต่ ่ํากว่า ๑ ปี ทุกต้นฤดฝู นควรมีการตัดแตง่ กิ่งควร
ใส่ปยุ๋ ดายหญา้ และพรวนดิน พนั ธห์ุ มอ่ นที่แนะนาํ ได้แก่ หมอ่ นนอ้ ย หมอ่ นนครราชสีมา ๖๐
และบรุ รี ัมย์ ๖๐ (ภาพตน้ หม่อนทถี่ ่าย)

23

การเลย้ี งไหม

วงจรชวี ติ ของไหมหรือหนอนไหมใช้เวลาประมาณ ๔๕ - ๕๒ วัน หนอนไหมจะกินใบ
หมอ่ นหลงั จากฟกั ออกจากไขป่ ระมาณวันที่ ๑๐ จากนน้ั จะหยุดกนิ อาหารและลอกคราบ ระยะนี้
เรียกว่า “ ไหมนอน ” ต่อจากน้ันจะกินนอนและลอกคราบประมาณ ๔ ครั้ง เรียกว่า “ ไหม
ตื่น ” ลําตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดส้ัน และหยุดกินอาหาร ระยะน้ีเรียกว่า “ หนอนสุก ” ช่วงนี้ผู้
เล้ียงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม “ จ่อ ” คืออุปกรณ์ท่ีจะให้
ตัวไหมเกาะเพื่อชกั ใยห่อหมุ้ ตวั หนอนจะเร่มิ พ่นใยไดป้ ระมาณ ๖-๗ วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหม
ออกจากจ่อได้ เส้นใยของหนอนเกิดจากการขับของเหลวชนิดหนึ่ง มีสารโปร่งแสงเป็น
องค์ประกอบ ใยไหมท่ีเห็นแต่ละเส้นจะประกอบด้วยเส้นใยเล็ก ๆ สองเส้นรวมกัน สามารถฉีก
แยกออกจากกนั ได้ ทงั้ นร้ี งั ไหมแตล่ ะรังจะใหส้ ายไหมท่ีมีขนาดแตกตา่ งกนั ชัน้ นอกสุดของรังจะมี
ความละเอียดพอสมควร ช้ันกลางจะเป็นเส้นหยาบและช้ันในสุดจะเป็นเส้นไหมที่ละเอียดท่ีสุด
ซ่ึงหนอนไหมแตล่ ะตวั จะชกั ใยยาวไมเ่ ท่ากัน อาจสาวได้ยาวตง้ั แต่ ๓๕๐ - ๑,๒๐๐ หนอนไหมจะ
เจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ ๑๐ วัน ซ่ึงผู้เลี้ยงจะคัดไหมท่ีสมบูรณ์ไว้ทําพันธุ์ ส่วนท่ี
เหลือนําไปสาวไหมก่อนทีผ่ ีเสอื้ จะเจาะรงั ออกมาซ่ึงเสน้ จะขาดและทาํ เส้นไหม

ปกรณ์ท่ีใช้ในการเลี้ยงไหม ได้แก่ กระดง้ จอ่ ชนั้ วางกระด้ง ผา้ คลุมกระดง้ มีด เขียง
และตะกร้าสําหรับเกบ็ ใบหมอ่ น ลงั หรอื กระบะสาํ หรบั ผ่ึงใบหมอ่ น

24

ลักษณะโรงเรอื นเล้ยี งไหมทีด่ ี

๑) พื้นคอนกรีต
๒) โปร่ง อากาศถ่ายเทดี
๓) แดดส่องไมถ่ งึ

วงจรชวี ติ ไหม

๑. ระยะเปน็ ไข่
- (ฟกั หลายครงั้ / ปี) ใช้เวลาฟักประมาณ ๙ - ๑๒ วัน
- (ฟัก ๑ - ๒ ครั้ง / ป)ี ใช้เวลาฟกั ประมาณ ๔ - ๑๐ เดอื น

25

๒.ระยะเป็นหนอนไหม
- เปน็ ช่วงท่มี ีการเปลยี่ นแปลงขนาดและนํ้าหนกั มากท่ีสดุ
- แบ่งเปน็ ๕ วัย วัย ๑ - วยั ๓ เรียกไหมวยั อ่อน วยั ๔ - วัย ๕ เรยี กไหม วัยแก่ –

ระยะเวลาท่ีเป็นตัวหนอน
- ฤดูร้อน ๑๙ - ๒๒ วัน
-ระยะ "ไหมตน่ื " คอื ระยะที่กินอาหารและเติบโต
- ระยะ "ไหมนอน" คือระยะทีห่ ยดุ กินเพ่ือลอกคราบ

ช่วงเวลาของหนอนไหมแตล่ ะวยั โดยประมาณ
- วัย ๑ (วยั แรกเกดิ ) : กิน ๓ วนั , นอน ๑/๒ วนั
-วัย ๒ : กิน ๒ วนั , นอน ๑ วนั
- วยั ๓ : กิน ๓ วัน , นอน ๑ วนั
- วยั ๔ : กนิ ๔ วัน , นอน ๑ ๑/๒วัน
- วยั ๕ : กนิ ๗ วนั

26

หนอนไหมวัย ๕ หลังจากกินอาหารแล้ว จะเติบโตเต็มท่ี ลําตวั อ้วน สน้ั และโปร่งแสง
เรียก "ไหมสกุ " พรอ้ มที่จะชักใยทํารัง

๓)ระยะเป็นดกั แด้
หลงั จากสร้างรัง หนอนไหมจะลอกคราบเป็นดักแด้ แล้วนอนเฉยๆ ๖ - ๗ วัน เพ่ือ

ลอกคราบ อีกครง้ั เป็นผเี ส้ือรวมระยะเป็นดกั แดป้ ระมาณ ๑๐ - ๑๒ วัน

27

๔) ระยะเปน็ ผเี สอ้ื หลังจากลอกคราบเป็นดกั แด้ ผเี ส้ือจะพน่ สารออกมาละลายใยไหม
เพอื่ เจาะรงั ออกสู่ภายนอก หลังจากน้นั จะผสมพนั ธุ์ วางไข่ แล้วก็ตาย รวมระยะเวลาทเ่ี ปน็ ผเี สื้อ
ประมาณ ๗ - ๙ วนั

28

การสาวไหม
การสาวไหม หมายถึง การสาวเส้นไหมออกจากรังไหม รังไหม ถ้าเก็บไว้เกิน ๑๐ วัน

ผีเสือ้ จะเจาะรงั ออกมา ทําใหใ้ ยขาดควรนาํ รังไหมมาสาวภายใน ๑๐ วัน ถ้าต้องการเก็บรังไหมไว้
ควรอบหรอื ตากรังไหมก่อน เม่ือได้รับไหมสดจะต้องนําไปอบให้แห้ง จากนั้นนําไหมที่อบแห้งไป
ต้มในน้ําที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เก่ียวเส้นใย
ออกมารวมกันหลายๆ เส้น การสาวต้องเร่ิมต้นจากขุยรอบนอก และเส้นใยภายในรวมกัน
เรียกว่า“ ไหมสาว”หรือ“ ไหมเปลือก ”คร้ันสาวถึงเส้นใยภายในแล้ว เอารังไหมที่มีเส้นภายใน
แยกไปสาวต่างหากเรียกว่า “ เส้นไหมน้อย ”หรือ “ ไหมหน่ึง ” ผู้สาวไหมต้องมีความชํานาญ
และทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เม่ือเติมรังไหมลงไปอีก รังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับ
รงั ไหมเก่าได้ โดยไม่ทาํ ให้เสน้ ไหมขาด

อุปกรณ์สาวไหม ไดแ้ ก่ เตา หมอ้ ต้มรงั ไหม ไม้ขืน (ไม้งา่ ม กระดง้ ใส่เส้นไหม หรอื อักพัน
ไหม แปรงชะรงั ไหม) และเครื่องสาวไหมซึ่งประกอบด้วย ไม้แบนๆเจาะรเู พ่ือให้เส้นไหมรอดผ่าน
และรอก

29

วธิ สี าวไหม
๑) ต้มน้ํา ใสร่ งั ไหมลงไป (๒ - ๓ นาที)
๒) ใชแ้ ปรงชะรงั ไหมใหป้ ลายใยไหมหลดุ ออก
๓) รวบเส้นไหมรวมกัน ๑๐ - ๒๐ เส้น สาวเป็นเส้น ดงึ ลอดรไู ม้และผา่ นรอกของเครื่องสาว
๔) ใชม้ ือดึงเสน้ ไหมจากรอกลงสภู่ าชนะท่รี องรับ (กระดง้ ) หรือพันเขา้ อัก
๕) ใชไ้ ม้ง่าม คอยกด เขย่า รังไหมทลี่ อยอยใู่ นหม้อ

ลักษณะการสาวไหม แบง่ เปน็
การสาวไหมรวม คือการสาวโดยไม่แยกเปน็ ไหมชน้ั นอกและไหมช้ันใน จะได้ไหม

คณุ ภาพเปน็ ไหมชนั้ ๒
คือการแยกสาวไหมช้นั นอกและไหมชั้นใน
- ไหมช้นั นอก หรือปยุ ไหม หรือไหมใหญ่ เป็นไหมชน้ั ๓
- ไหมชั้นใน เรยี กว่า ไหมน้อย หรือ ไหมยอด เป็นไหมชั้น ๑

การทาไจไหม เมือ่ สาวเสรจ็ ก็นาํ เส้นไหมมาทําเปน็ ไจ หรอื เขด็ เพื่อลอกกาวหรอื ยอ้ ม
การฟอกไหม คือ การขจดั กาวไหม ไหมทยี่ ังไม่ฟอกกาว ส่วนใหญเ่ ป็นไหมสีเหลือง
แขง็ กระดา้ ง เรยี กวา่ ไหมดบิ
วิธฟี อกกาวไหม คือ นาํ ไหมดบิ ไปแชใ่ นน้ําด่าง (อาจใช้นา้ํ ขเี้ ถ้าของกาบกล้วย
หรอื ด่างเคมี) หลงั จากฟอกกาวเส้นไหมจะอ่อนนุ่มเปน็ สขี าว ตอ้ งมกี ารกระตกุ ไหมเพ่ือมใิ ห้
เสน้ ไหมพันกนั

30

การตีเกลียวและควบเส้นไหม หลังจากฟอกกาวแล้วจะนําเส้นไหมไปตีเกลียวเพ่ือมิให้
เส้นไหมฟู อาจจะนําเส้นไหมมาควบเป็นไหม ๒ เส้น ๔ เส้น และ ๖ เส้น สําหรับทอผ้าเน้ือหนา
การตีเกลียวไหมจะช่วยทําให้ผ้าที่จะทอมีความหนา หลังจากเอาไหมสองไหมสามออก ใช้ไม้คีบ
ลักษณะคล้ายไม้พาย มีร่องกลางสําหรับคีบเกล่ียรังไหมกดให้เส้นไหมตีเกลียวแน่นดูเล็ก
ตอ้ งระมัดระวงั และต้องอาศยั ความชาํ นาญและมเี ทคนิคในการทาํ ให้รงั ที่ต้มเกาะกันเป็นเส้นตาม
ขนาดท่ีต้องการ ทําให้เส้นไหมพันหรือไขว้กันหลายๆ รอบ แล้วพักไว้ในกระบุง ต่อจากนั้นจะ
นํามากรอเข้า “ กง ” แล้วนําไปหมุนเข้า “ อัก ” เพ่ือตรวจหาปุมปม หรือตัดแต่งเส้นไหมที่ไม่
เทา่ กนั ออก จงึ เอาเข้าเครือ่ งปน่ั เพ่ือให้เส้นไหมแน่นข้ึน ก่อนที่จะหมุนเข้ากงอีกครั้ง เพื่อรวมเป็น
ไจ ซึ่งหน่ึงไจจะต้องหมุนกง ๘๐ รอบ เรียกว่า “ ไหมดิบ ” เส้น ไหมดิบท่ีได้จะต้องทําการชุบให้
อ่อนตัว โดยนําไปชุบน้ําสบู่อ่อนๆ ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที แล้วนําไปสลัดและผ่ึงลมให้แห้ง โดย
หม่ันกระตุกให้เส้นไหมแยกตัวเพื่อนําไปเข้าระวิงได้ จาก น้ันก็กรอเส้นไหมเข้าหลอดๆ ละเส้น
แล้วดึงปลายไหมแต่ละหลอดเข้าไปรวมกัน ม้วนเข้าหลอดควบตามขนาดท่ีต้องการ จากนั้นก็
นําไปตีเกลียวประมาณ ๓๓๐ รอบ ต่อความยาว ๑ เมตร จากนั้นก็นําไหมไปนึ่งหรือลวก
เพื่อปูองกันมิให้เกลียวเส้นไหมหมุนกลับ หลังจากนั้นก็จะชุบนํ้าเย็นแล้วกรอเข้าระวิง เรียกว่า “
ทาํ เขด็ ” ซ่ึงจะทาํ ใหเ้ กลียวอยตู่ วั

คุณภาพของเสน้ ไหม
๑) ไหมช้ันนอก (ปยุ ไหม) มกั เปน็ ไหมเส้นใหญ่ ไมส่ มํ่าเสมอ มีปุมปม
๒) ไหมช้นั ใน (ไหมนอ้ ย) เสน้ เล็ก ละเอียด สมา่ํ เสมอ ไมม่ ปี ุมปม

การย้อมสีไหม

การย้อมสธี รรมชาติ
การยอ้ มสไี หมจะตอ้ งนําไหมดิบมาฟอกเพื่อไม่ให้มีไขมันเกาะ โดยจะใช้ด่างจากข้ีเถ้า

ไปฟอกไหม เรียกว่า “ การดองไหม ” จะทําให้เส้นไหมขาวนวลข้ึน แล้วจึงนําไปย้อม ใน
สมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีแดงจากคร่ัง , ผลและใบคําแสด , รากยอปุา , มะไฟปุา
หรือรากของต้นเข็ม สีเหลืองจากแก่นของต้นเข สีจําปาหรือสีส้มจากดอกคําแสดหรือดอก
กรรณิการ์ สีน้ําเงินจากต้นคราม สีเขียว จากเปลือกไม้มะหูด สีเขียวมะกอกจากแก่นไม้ขนุน
เปลือกนนทรีและเปลือกต้นตะแบก สีไพลจากใบสัปปะรดอ่อนกับน้ํามะนาว สีนํ้าตาลจาก
ตน้ หมาก สมี ่วงจากตน้ หว้า สีดําจากมะเกลือ , รากต้นชะพลูและสมอ แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสี
ธรรมชาตเิ ริม่ หายไป เนื่องจากมสี วี ทิ ยาศาสตร์เข้ามาแทนท่ีท่ีหาซือ้ งา่ ยตามร้านขายเส้นไหมหรือ
ผ้าไหม เม่ือละลายน้ําจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูก ทนต่อการซักค่อนข้างดี
การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทําให้สีของผ้า
งดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝูาย วิธีย้อมคือ

31

การนําค้ันเอานํ้าจากพืชที่ให้สีน้ันๆ ต้มให้เดือด จากน้ันนําไหมชุบนํ้าให้เปียกบิดพอหมาด
กระตุกให้เสน้ ไหมเรียงเส้นจึงแช่ในนํา้ ยอ้ มสี นําไปผึ่งใหแ้ ห้ง จะได้ไหมสตี ามต้องการ

สธี รรมชาติไดจ้ ากต้นไม้ ได้แก่ ราก แกน่ เปลอื ก ต้น ผล ดอก เมลด็ ใบ เป็นตน้
- สีแดง ได้จาก รากยอ แก่นฝาง ลูกคําแสด เปลือกสมอ คร่งั
- สคี ราม ได้จาก ตน้ คราม หรอื ต้นหอ้ ม ใชร้ ากและใบ
- สีเหลอื ง ได้จาก แกน่ แข หรอื แก่นแกแล แก่นขนนุ ต้นหม่อน ขม้นิ เปลอื กไม้
นมแมว แก่นสุพรรณิการ์ ดอกกรรณิการ์ ดอกดาวเรือง
- สตี องออ่ น ได้จาก เปลือกต้นมะพูด เปลอื กผลทับทมิ แกน่ แกแลและ ตน้ คราม
ใบหกู วาง เปลอื กและผลสมอพิเภก ใบสม้ ปุอยและผงขมน้ิ ใบแค ใบสับปะรดอ่อน
- สีดํา ไดจ้ าก ผลมะเกลอื ผลกระจาก ผลและเปลือกสมอ
- สีส้ม ไดจ้ าก เปลอื กและรากยอ ดอกกรรณิการ์ (ส่วนทีเ่ ป็นหลอดสีส้ม) เมลด็ คําแสด
- สีเหลืองอมส้ม ไดจ้ าก ดอกคาํ ฝอย
- สีมว่ งออ่ น ไดจ้ าก ลกู หวา้
- สชี มพู ไดจ้ าก ต้นฝาง ตน้ มหากาฬ
- สนี ้ําตาล ไดจ้ าก เปลอื กไมโ้ กงกาง เปลอื กผลมงั คุด
- สกี ากีแกมเหลือง ไดจ้ าก หมากสง กับแก่นแกแล
- สีเขยี ว ไดจ้ าก เปลือกตน้ มะรดิ ไม้ ใบหกู วาง เปลอื กสมอ ครามย้อมทบั ดว้ ยแถลง

32

วธิ ียอ้ มสธี รรมชาติ
การย้อมไหมด้วยครง่ั

เรมิ่ ด้วยการบดครั่งที่ตากแหง้ ไว้ แล้วบดให้ละเอยี ด แชผ่ งคร่งั ในนาํ้ ประมาณ ๓
วัน แลว้ กรอง เตรยี มน้ํามะขามเปียกเติมลงในนํ้าสี เติมน้ํามะกรดู แล้วชมิ ใหม้ ีรส
เปรีย้ วหวาน จงึ นําไหมลงยอ้ ม ต้มให้เดือดจนสีติดสม่าํ เสมอ จะไดผ้ า้ สแี ดง

33

การย้อมไหมด้วยคราม

แช่ต้นครามในนํ้า หมักทิ้งไว้ ๒ - ๓ วัน หมั่นคนบ่อยๆขยําใบท่ีเป่ือยยุ่ย เพื่อให้สีออกมากๆ
แยกใบที่เน่าเป่ือยท้ิงไป แช่หมักต่ออีก ๓ วัน บีบและขยําใบและก่ิงท่ีเน่าเปื่อยที่เหลือทิ้งกาก
แล้วเติมข้ีเถา้ (๑ สว่ น ตอ่ นํ้าสี ๕ ส่วน) ทิ้งไว้ ๒ วัน ปล่อยให้ตกตะกอน เทน้ําท้ิงไป จะได้สีคราม
ผสมดว้ ยน้าํ ดา่ งที่เตรียมจากต้นมะขาม เติมนํ้าตาลออ้ ย มะขาม และผลไม้รสเปรี้ยว โจกนํ้า
คราม เช้า - เย็น จนกว่าจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง นําไหมเปียกลงย้อมประมาณ ๑๕ นาที คน
บ่อยๆ เมื่อครบเวลา นําขึ้นตากในท่ีร่ม โดยไม่ต้องล้าง ย้อมซ้ําในหม้อครามใหม่จนกว่าจะได้สี
เข้ม การยอ้ มในหม้อครามเดมิ แต่ละครงั้ หา่ งกันประมาณ ๑๒ ช่ัวโมง นําไปล้างและตากแห้ง

34

การยอ้ มสสี ังเคราะห์

สีสังเคราะห์หรือที่เรียกกันว่าสีเคมี เป็นสีท่ีมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมีเพ่ือให้ได้สี
ทม่ี ีคุณสมบัติตามต้องการ ดังน้ันสีสังเคราะห์จึงเป็นสีท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสําหรับการใช้ย้อมเส้น
ใยแต่ละประเภทและมีคณุ สมบตั ิแตกตา่ งกัน อย่างไรก็ตามสีที่ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมใช้กันเป็นสี
สําเร็จรูป เช่น สีตราแมวว่ิงรอบโลก ตราสิงโตเหยียบโลก เป็นต้น ซึ่งเป็นสีที่ย้อมง่าย หาซ้ือ
สะดวก

วธิ กี ารยอ้ มสสี ังเคราะห์

ตม้ นํ้าให้เดือด เทสแี ละเคมลี งไปในกะละมงั ยอ้ ม ละลายใหด้ แี ล้วนาํ ไหมลงยอ้ ม
ประมาณ ๒๐ นาที ระหวา่ งการย้อมตอ้ งกลับเส้นไหมเรือ่ ยๆเพื่อใหส้ ียอ้ มซึมเข้าสมํา่ เสมอ

เครื่องมือและวสั ดทุ ใี่ ชก้ ารผลิตผา้ ไหม

35

การทอผ้าไหมของไทยมีมาเน่ินนานแล้ว มีการปลูกหม่อนเล้ียงไหมและสาวไหมเองโดย
ใช้กี่ธรรมดา เพื่อทอใช้สอยกันภายในครอบครัว และจัดได้ว่าเป็นงานหัตถกรรมอย่างหนึ่งท่ีต้อง
ใช้ความประณตี และความพถิ ีพิถนั ในการผลิตอยา่ งยิ่งยวด เสน้ ใยไหมทถ่ี กั สานร้อยเรียงกันแต่ละ
เสน้ จากก่ีทอมือจึงแลกมาด้วยความอุตสาหะ ทําให้เป็นผ้าท่ีมีค่าย่ิง ด้วยเหตุน้ีจึงถูกเลือกให้เป็น
ผ้าที่ใช้สวมใส่เฉพาะเทศกาลสําคัญ หรือมอบเป็นของขวัญสําหรับคนท่ีรับและนับถือ ไหม
ได้รับสมญานามว่าเป็นราชินีแห่งเส้นไหม เน่ืองจากมีความเงางามอ่อนนุ่มตามธรรมชาติและมี
คุณสมบตั ิดใี นการระบายความร้อนและดดู ซับน้ําไดด้ ี จึงร้สู ึกสบายตัวเม่ือสวมใส่

กี่หรือหูกทอผ้าไหม ท่ีใช้สําหรับทอผ้าไหม ต้องมีความแข็งแรงได้มุมฉาก ไม่โอนเอน
หรอื โยกไปมา เพราะจะมีผลต่อเกรนของผ้าทอ ทาํ ให้ยากตอ่ การนําไปตดั เย็บเป็นเสื้อผ้า ปัจจุบัน
มีการใช้ก่ีหรือหูกทอผ้าพ้ืนเมืองไม่มากนัก เพราะมีการพัฒนาเป็นก่ีกระตุกมีอุปกรณ์ ท่ีเป็น
ส่วนประกอบและขั้นตอนการผลิตท่ีซับซ้อน ผู้ผลิตจึงต้องใช้ความรู้ความชํานาญในการผลิตผ้า
ไหมให้ได้คุณภาพสูงสุด เนื่องจากสามารถทอได้เร็วประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ เส้นพุ่ง/นาที อีกท้ังไม่

ตอ้ งเสยี ค่าใชจ้ ่ายในการบํารงุ รักษาและการลงทนุ ทีส่ ูงนัก

36

ตะกอ บางทเ่ี รยี กว่า “เขา” ทําด้วยเส้นด้ายท่ีมคี วามเหนยี ว พิเศษคล้องอยกู่ ับดา้ ยยืน
ทกุ เส้น ประโยชน์ของตะกอ คอื ช่วยทําใหด้ ้ายยนื ถูกแบง่ เป็นสองส่วนเมอื่ คนทอเหยียบไมเ้ ท้า
เหยียบ ตะกอจะแยกด้ายยนื ออกเปน็ ช่องหรอื เป็นแผ่นด้านล่างและด้านบนแลว้ จงึ สอดดา้ ยพุง่
ไปตามช่องดา้ ยยืนนน้ั และเม่อื สลับเทา้ เหยยี บตะกอบจะสลับดา้ ยยนื จากด้านล่างข้ึนบนและ
บนลงลา่ งเพ่อื ขัดเส้นพ่งุ ไว้ในขณะทอผา้

กระสวย มลี กั ษณะสี่เหลย่ี มยาว ทําดว้ ยไม้เนอ้ื แข็งปลายแหลมทง้ั สองด้าน ตรงกลางมี

แกนสําหรับบรรจหุ ลอดด้ายพุ่งเพ่อื ส่งหรอื สอดเขา้ ไปในชอ่ งด้ายยืนแลว้ ปลอ่ ยด้ายพุง่ ไว้ยาว
ตลอดหน้าผา้ สภาพของผิวกระสวยจึงต้องมีความล่ืนเปน็ พิเศษเพราะตอ้ งวง่ิ ผ่านเสน้ ไหมท้ังไป
และกลบั ด้วยความเร็ว ต้องสมั ผสั กับเส้นไหมตลอดเวลาในขณะทอ

ฟั น ห วี บางที่เรียกว่า

37

“ฟืม” มีลักษณะเป็นซ่ี ๆ คล้ายหวีสําหรับหวีผมทําด้วยไม้หรือเหล็ก แต่ที่นิยมใช้กันมากคือฟัน
หวีเหล็กปลอดสนิม (Stainless Steel reed) เนื่องจาก มีความแข็งแรงทนทานและไม่เกิด
สนิม ฟันหวีมีไว้สําหรับร้อยเส้นด้ายยืนให้อยู่ห่างกันเป็นระยะอย่างสมํ่าเสมอเป็นตัวกําหนด
ความถ่ีห่างของเส้นยืนท่ีจะทําการทอ เป็นตัวกําหนดความกว้างของหน้าผ้าเป็นตัวกั้นด้านข้าง
ทางว่ิงของกระสวยและเปน็ ตวั กระทบเส้นด้ายพุ่งให้แน่นจนกลายเป็นผืนผ้าฟันหวีมีหลายระบบ
แตท่ ่นี ยิ มใช้แพรห่ ลายในตาํ บลเปือย มี ๓ ระบบด้วยกัน คือ

๑. ระบบ “เบอร์” เชน่ ฟนั หวเี บอร์ ๘๐ หมายถึง “ฟันหวีที่มีความถ่ี ๘๐ ช่อง
ต่อระยะ ๒ นวิ้ ”

๒. ระบบ “เบอรห์ ันหวีทอผ้าไหม” เช่นฟนั หวที อผ้าไหมเบอร์ ๒๐๐๐ หมายถงึ “ฟนั หวี
ยาว ๔๔ นว้ิ มชี ่องฟนั หวีทั้งหมด ๒,๐๐๐ ช่อง” หรอื มคี วามถเี่ ทียบเท่ากับ ฟนั หวี (ระบบสต็อก
ปอร์ต) เบอร์ ๙๐.๙ (๒๐๐๐/๔๔x๒)

๓. ระบบ “หลบ” หมายถงึ “ฟนั หวี ๔๐ ชอ่ งเท่ากับ ๑ หลบ” เชน่ ฟนั หวี ขนาด ๓๕ หลบ
ยาว ๔๐ นวิ้ มชี ่องฟนั หวีท้ังหมด ๑,๔๐๐ ช่อง (๔๐x๓๕) หรอื เทียบเท่ากบั ฟันหวี (ระบบสต็อก
ปอร์ต) เบอร์ ๗๐ (๑,๔๐๐/๔๐x๒)

38

อปุ กรณ์เตรียมเสน้ ด้ายยนื ดา้ ยพุ่ง
๑.กง ใชพ้ ันเสน้ ดา้ ย เพ่ือเตรยี มไจดา้ ยสาํ หรบั ฟอกและยอ้ ม

๒.อัก ใช้พนั เส้นด้าย เพอื่ จดั ระเบยี บ

39

๓) โบกหรอื ท่อพลาสล่อนใชส้ ําหรบั พันเสน้ ดา้ ย ใช้แทนหลอดด้าย

๔) แกนกระสวย ใช้สาํ หรับพันด้ายพุ่งเปน็ หลอดเลก็ ๆ

40

๕) ไน เป็นเคร่ืองมือสําหรับกรอด้ายเข้าหลอดด้าย ก่อนท่ีจะนําไปใส่กระสวย ต้องนําไปใช้
ร่วมกับระวิง มีลักษณะด้านหนึ่งเป็นกงล้อขนาดใหญ่มีเพลาหมุนด้าย มีสายพานต่อไปยังท่อ
เล็กๆ ทป่ี ลายอีกข้างหนง่ึ

๖) หลักเปยี (หลักเผยี ) โครงไมส้ ําหรบั เตรียมด้ายยืน สามารถเตรียมดา้ ยยืนยาว
๒๐ - ๓๐เมตร (ปัจจุบันมีหลักเปยี ขนาดใหญ่ เตรยี มด้ายยนื ไดย้ าวกว่า ๑๐๐ เมตร)

41

๗) แปรงหวีด้ายยืน
- ใช้หวดี า้ ยยืนใหแ้ ผก่ ระจาย และเรียงตัวเป็นระเบยี บ
- ใชห้ วีด้ายยืนหลงั จากลงแปูง

๘) อุปกรณ์สาหรับมัดหม่ี คอื โฮง่ มัดหมี่ใชเ้ ตรียมดา้ ยพุ่งเพ่ือมดั และแกะเชอื กมัด

42

เส้นไหม

เสน้ ไหมทีใ่ ช้สําหรบั การทอผ้าแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คอื เสน้ ไหมยืนและเส้นไหม
พงุ่

๑. เส้นไหมยืน คือ เส้นไหมเรียบเป็นเส้นไหมท่ีต้องนํามาตีเกลียวอีกคร้ังหน่ึง เช่น
เส้นไหมขนาด ๒๐/๒๒ ดีเนียร์ จํานวน ๓ เส้น หรือ ๔ เส้น นํามาควบเพ่ือตีเกลียวให้มีจํานวน
เกลียว ๓๓๐ เกลียว ต่อเมตร ไหมเรียบเม่ือนํามาควบและตีเกลียวแล้วเรียกว่าไหมควบ มี
หลายขนาดเช่น ๒๐/๒๒/๓, ๒๐/๒๒/๔ และ ๑๘/๒๐/๖ ดีเนียร์ ข้ึนอยู่กับโครงสร้างผ้าที่ต้องการ
ทอ เส้นไหมยืนอีกประเภทหน่ึง คือไหมออร์แกนซิน ตัวอย่าง เช่น เส้นไหมขนาด ๒๐/๒๒/๔ Z
๘๕๐/S๗๐๐ หมายถึงเส้นไหมเรียบขนาด ๒๐/๒๒ ดีเนียร์ นํามาควบ ๒ เส้นและตีเกลียว Z ให้มี
จํานวนเกลียว ๘๕๐ เกลยี วต่อเมตร แล้วนําเส้นไหมท่ีได้จากการตีเกลียว จํานวน ๒ เส้นมาควบ
และตีเกลยี ว S อกี ครง้ั หนึง่ ให้มีจํานวนเกลียว ๗๐๐ เกลียวต่อเมตร เส้นไหมออร์-แกนซินมีหลาย
ขนาดเช่นเยวกันเม่ือควบตีเกลียวและอบเกลียวให้อยู่ตัวแล้ว จึงนําไปฟอกกาวและย้อมสีก่อนท่ี
จะนําให้เปน็ เส้นยืน

๒. เส้นไหมพุ่ง มี ๒ ประเภท คือ เส้นไหมเส้นเดียวแต่มีขนาดใหญ่ ท่ีนิยมใช้กัน
มาก คือ ขนาด ๑๕๐-๒๐๐ ดีเนียร์ เช่นเส้นไหมดูเป้ียนและเส้นไหมพ้ืนเมืองหรือไหมสาวมือ อีก
ประเภทหน่ึง คือ เส้นไหมควบตีเกลียว โดยการนําเส้นไหมดิบ หลายเส้นมาควบตีเกลียวให้มี
จํานวนเกลียวประมาณ ๑๕๐-๑๘๐ เกลียวต่อเมตรเพราะการท่ีจะสาวไหมให้ได้เส้นเดียวขนาด
ใหญ่ เช่น ๑๕๐-๒๐๐ ดีเนียร์ น้ัน มีปัญหาทางด้านการควบคุมความสม่ําเสมอของเส้นไหม
ดังน้ันการใช้ไหมเส้นเล็กหลายเส้นมาควบตีเลียวให้มีขนาดใกล้เคียงกับเส้นไหมเส้นเดียวขนาด
ใหญ่จะมีความสม่ําเสมอดีกว่า แต่ก็ให้คุณลักษณะของเนื้อผ้าท่ีแตกต่างกัน ถ้าพูดถังเส้นไหมพุ่ง
โดยท่ัวไปจะหมายถึงเส้นไหมเส้นเดียวท่ีมีขนาดใหญ่ แต่เวลาทอจะควบ ๒ เส้น ๔ เส้น ฯลฯ
โดยไม่ตีเกลียวแล้วเรียกผ้าไหมชนิดนี้ว่า เป็นผ้าไหม ๒ เส้น หรือ ผ้าไหม ๔ เส้น ถ้าเป็นผ้าไหม
เน้ือหนาสาํ หรบั ทําผ้าม่านหรอื บเุ ฟอรน์ ิเจอรก์ ็อาจควบมากกว่า ๖ เสน้

แหล่งท่มี าของวสั ดุ
๑.วัตถุดิบ วัตถดุ ิบทใี่ ชใ้ นการทอ ไดแ้ ก่ เส้นใยไหมพื้นเมือง หรือ ไหมพันธ์ุ สีเคมี

หรือ สีวทิ ยาศาสตรแ์ ละนาํ้
๒.อปุ กรณ์ในการย้อมสีไหม ไดแ้ ก่ หมอ้ ฟอกไหม หมอ้ ย้อมสี ไมพ้ าย เครอื่ งช่ัง

และเตา
๓.เครอ่ื งมอื ในการเตรยี มเส้นไหม คอื หลอด ฟมื ใน หลา อัก กระสวย เลง็ ไม้

สอด และตะกอลายขิต

43

๔.วัสดุ อปุ กรณ์ในการทอ ไดแ้ ก่ ก่ีพ้นื เมอื ง หรอื ก่ีมือ ฟมื เขาหูก ไม้ มว้ นผ้า ไม้
สาํ หรบั นง่ั เวลาทอ คาน เหยียบ คานแขวน กระสวย หลอดไหมพุ่ง เลง็ ไม้ลาย ไม้เกบ็ ขิต อกั
หลา ไมต้ ขี ิต ตะกอเก็บลาย และตัวอยา่ งลายขิตทตี่ ้องการจะเก็บลาย วัตถดุ บิ วัสดุอปุ กรณ์
และเคร่ืองมอื ดงั กลา่ วนน้ั หลายอย่างชาวบ้านจะทาํ เอง บางอยา่ งจะซื้อมาจากหมบู่ า้ น
ขา้ งเคียง เชน่ เสน้ ไหมยนื โดยเฉพาะสีเคมี หรอื สีสังเคราะหท์ ่ชี าวบ้านทําเองไม่ได้

วัสดทุ ี่ใช้ทาส่ิงทอ ในอดีตส่วนใหญ่จะใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใยฝูาย ใยไหม และ
สีธรรมชาติ ปัจจบุ นั มีการใช้วัสดุท่ีสังเคราะหจ์ ากสารเคมีเพิ่มมากข้นึ เชน่ ใยประดิษฐ์

และ สีสังเคราะห์

44

ชดุ เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นทอผา้ ไหม
- เคร่อื งมอื ทอผา้ ไหม เรียกว่า กห่ี รอื หกู ทอผ้าไหม

สว่ นประกอบของกี่หรือหูก

๑) ฟมื หรอื ฟนั หวี เปน็ กรอบไม้แบ่งเปน็ ชอ่ งถี่ๆด้วยลวดซ่เี ลก็ ๆ สําหรับจดั ระเบียบ

เสน้ ดา้ ยยืน ตกี ระทบเส้นด้ายพุ่งเพื่อใหผ้ ้ามีเนือ้ แน่นเป็นผนื ผ้า
๒) ตะกอหรอื เขาหูก ส่วนใหญ่เปน็ ตะกอเชือก จัดกลุม่ เส้นด้ายยนื เปดิ ชอ่ งดา้ ยยนื

สําหรับใสด่ า้ ยพงุ่
๓) แกนมว้ นผา้ หรอื ไมก้ าพ่นั ใชม้ ว้ นผ้าที่ทอแล้วใช้ลาํ ตน้ ไม้ทมี่ ขี นาดสมํ่าเสมอ และ

เหยียดตรง
๔) แกนมว้ นด้ายยืน ใชม้ ้วนด้ายยืนขณะทอ

๕) เทา้ เหยยี บ ใช้ควบคุมการยกตะกอ ๖) ทน่ี ั่ง สาํ หรับนัง่ ขณะทอผา้

๗) กระสวย ใชส้ อดใส่ดา้ ยพุ่งจะมลี กั ษณะคล้ายเรอื มีร่องใส่แกนกระสวยมที ้งั แบบแกน

เด่ยี วและแกนคู่
๘) ผงั - ไม้เล็ก เรียว ยาวกว่าหนา้ ผ้าเล็กนอ้ ย ปลาย ๒ ข้างเป็นเหล็กแหลม

ใชส้ าํ หรบั ขงึ หนา้ ผา้ ใหต้ ึง และมขี นาดคงเดิมขณะทอ

45

อุปกรณ์ทีท่ าใหเ้ กดิ ลวดลาย
๑. อุปกรณ์สาํ หรับผา้ จก

ประกอบดว้ ย ขนเมน่ ไมห้ ลาบสําหรบั
เก็บลวดลายและจดั แยกเส้นดา้ ยยืน
ขณะทอ

๒. อปุ กรณส์ าํ หรับผา้ ขิต
“ไม้หลาบ” ใชจ้ ัดแยกด้ายยืนขณะทอ
ไมส้ อด ใชเ้ ก็บลาย

๓. อปุ กรณส์ ําหรบั ผ้ามดั หมี่
โฮง่ มัดหม่ี ใชเ้ ตรยี มด้ายพุ่งเพอื่ มดั และ
แกะเชอื กมดั

46

เทคนคิ การทอผา้ ไหม

ขนั้ ตอนสุดท้ายก่อนทจ่ี ะออกมาเปน็ ผา้ ผืนงาม การทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นด้าย
๒ ชุด คือ “ เส้นด้ายยืน ” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดในเคร่ืองทอ หรือแกนม้วนด้านยืน อีก
ชนิดหนึ่งคือ “ เส้นดา้ ยพ่งุ ” จะถูกกรอเข้ากระสวย เพ่ือให้กระสวยเป็นตัวนําเส้นด้ายพุ่งสอดขัด
เส้นด้ายยืนเป็นมุมฉาก ทอสลับกันไปตลอดความยาวของผืนผ้า การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้อง
สอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทําให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงท้ังสองด้าน ส่วน
ลวดลายของผา้ นนั้ ขนึ้ อยกู่ ับการวางลายผ้าของแตล่ ะท้องถิ่น

๑) กระบวนการผลิต มีขั้นตอนดงั น้ี
เทคนคิ พิเศษในการทอผา้ ไหม
การขิด หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา โดยวิธีการ

เพม่ิ เส้นด้ายพุง่ พิเศษในระหว่างการ ทอ เพ่ือให้เกิดลวดลายท่ีโดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทําคือ ใช้
ไม้เข่ียหรือสะกิด เพ่ือช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่ง ไปตามแนวท่ีถูกจัดช้อน จังหวะ
การสอดเส้นดา้ ยพ่งุ น่เี อง ทที่ ําใหเ้ กดิ เป็นลวดลายตา่ ง ๆ

การจก เปน็ เทคนคิ การทอผา้ เพอื่ ให้เกดิ ลวดลายต่างๆ โดยเพ่ิมเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอด
ข้ึนลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนข้ึน แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซ่ึง
จะทําให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทําสลับสีลวดลายได้หลากสี ซ่ึงจะแตกต่างจาก
การขิตตรงทข่ี ิตทีเ่ ป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทํา
เปน็ ผนื ผา้ หนา้ แคบใช้ตอ่ กับตัวซิ่น เรียกว่า “ซ่นิ ตีนจก”

การออกแบบลวดลาย รูปแบบการทอผา้ ไหม
๑. การทอลายขัดธรรมดา คือ การทอโดยใช้ด้ายยืน ๑ ชุด ด้ายพุ่ง ๑ ชุด สอดขัด

แบบขึ้นหนึ่งลงหน่ึง ใช้ตะกอเพียง ๒ ตะกอสืบด้ายยืนตะกอละเส้นสลับกัน เวลายกตะกอหรือ
สับตะกอ ด้ายยืนหมู่หน่ึงจะข้ึน อีกหมู่จะลง เปิดเป็นช่องให้ด้ายพุ่งสอดเข้าไปได้ เมื่อกระทบให้
แนน่ จะขดั กับดา้ ยยืนเปน็ มมุ ฉาก

๒. การทอมัดหม่ี เป็นเทคนิคการทําลวดลายบนผ้าโดยการมัดเส้นด้ายพุ่งหรือ
เส้นดา้ ยยืนให้เปน็ ลวดลายด้วยเชือกกล้วยหรือเชือกฟางกอ่ นนําไปยอ้ มสี แล้วจึงนําไปทอเป็นผืน
ผ้า ลักษณะเฉพาะของผ้ามัดหมี่ คือ รอยซึมของสีท่ีว่ิงไปตามลวดลายท่ีถูกมัด และการเลื่อมล้ํา
ในตาํ แหนง่ ของเสน้ ด้ายเมื่อถูกนําข้ึนก่ีในขณะทอ

47

48

การเตรยี มเส้นยืน
๑) การลงแปงู และการกรอด้ายเขา้ หลอด นําเส้นไหมทีฟ่ อกขาวและ ย้อมสีแลว้ นํามาชุบ
แปูงบิดให้แหง้ กระตุกให้เส้นแตก นําไปตากแดดใหแ้ หง้ เพือ่ ให้เส้นไหมผวิ เรียบ ต่อจากนน้ั เอา
เสน้ ไหมไปกรอเขา้ หลอด โดยใช้หลอดละ ๑ ไจ
๒) การเดนิ ดา้ ย เคร่ืองเดนิ ด้ายมรี าวสาํ หรบั บรรจหุ ลอดเส้นไหมและแคร่ สําหรับเดินด้าย

ราวมีขนาดใหญ่พอดีสําหรับบรรจุด้ายได้ ๒๐๐ หลอด และแคร่สามารถบรรจุเส้นยืนได้ ราว
๒๐๐ หลา เม่ือเดินด้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องปลดเส้นยืนออกมาจากแคร่ ขมวดให้เป็นลูกโซ่
เพือ่ กนั มใิ ห้ยุ่งเกบ็ ลงหบี ต่อไป

๓) การหวี คือ การแผ่เส้นจากลักษณะที่เป็นกําให้กระจายออกเป็นแผ่น เรียบๆ

สม่ําเสมอกัน ม้วนเก็บเข้าแกนของกงพัดสําหรับต้ังบนก่ีต่อไป ข้ันแรกจะต้องเอาปลายด้านหนึ่ง
ของกําเส้นยืนสอดเข้าไปในม้า จัดด้ายร้อยเส้นยืนเข้าฟันหวีซึ่งมีจํานวนพัน และส่วนกว้างตาม
ต้องการ โดยผูกเข้ากับแกนกงพัดม้วนด้าย ในการหวีด้ายจําเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติ ๒ คนๆ หนึ่ง
ม้วนกงพดั อีกคนหนึง่ ใช้ฟนั หวีๆ ด้ายให้เรียบรอ้ ยสมํ่าเสมอกนั จึงนาํ ไปขึงบนกสี่ ําหรับเก็บตะกอ
ตอ่ ไป

๔) การเก็บตะกอ ตะกอท่ีใช้ในการทอผ้าไหมเป็นแบบตะกอด้าย (ฝูาย) เส้นยืนแต่ละ

เส้นจะถูกคล้องไว้ด้วยห่วงเส้นด้ายสองอัน อันหนึ่งคือ อันบน ใช้สําหรับดึงเส้นยืนข้ึน ส่วน อัน
ล่างใชด้ งึ เสน้ ยนื ลง การทอผา้ เป็นลวดลายต่างๆ นั้นขน้ึ อยู่กับการเก็บตะกอ ในจํานวนตะกอท่ี
ใช้ สาํ หรับผ้ายกทีม่ ลี วดลายสวยงามอาจใช้ถงึ ๒๐๐ ตะกอกม็ ี หลังจากการเก็บตะกอแล้วเส้นยืน
จะถูกแตง่ ให้เรียบรอ้ ยบนกีส่ าํ หรบั ทอตอ่ ไป

๕) การเตรยี มเสน้ พงุ่ เริม่ จากการกรอเส้นไหมท่ีฟอกและย้อมสเี รียบรอ้ ยเข้าระวิง เข้า

อกั กรอจากอักเขา้ หลอดด้ายพงุ่ โดยหลอดไมน้ มี้ รี ทู ะลุกลางตลอดขนาดประมาณเศษหน่งึ สว่ น
แปดน้วิ ยาวประมาณ ๒ น้วิ นาํ เอาหลอดไม้ท่เี ตรียมมาสวมเข้าไปกบั เหล็กไนของหลา เอาเงือ่ น
ด้าย ในกงทําให้เปียกนิดหนอ่ ยแล้วมาวางบนผวิ หลอดด้าย จากน้ันหมนุ แขนหลาเบาๆ ดา้ ย กจ็ ะ
ม้วนตดิ อยู่บนหลอดหมุนไปจนกะวา่ พอประมาณ คือ ไม่เตม็ จนเกนิ ไป เพราะจะทําให้ลาํ บากใน
การเข้ากระสวย

49

ระยะเวลาการผลิต

การทอผ้าไหม หากทาํ อย่างสมาํ่ เสมอทกุ วันจะใชเ้ วลาไมเ่ กนิ ๑ อาทติ ย์ต่อผนื

วตั ถุประสงคข์ องการผลติ

๑. การทอผ้าไหมเป็นอาชีพเสริมที่สําคัญของตําบลเปือย เพราะทําสืบทอดกันมาแต่
บรรพบุรุษ ผ้าไหมทที่ อไดส้ ว่ นใหญ่จะเก็บไวใ้ ช้เองและใหล้ กู หลาน หรือให้เปน็ ของขวญั ในโอกาส
สําคัญ สําหรับบางบ้านท่ีทอผ้าไหมเป็นจํานวนมากจนเหลือใช้จะนําผ้าไหมออกขายให้กับคน
นอกหมู่บา้ น รายได้ทไ่ี ดจ้ ากการขายผ้าไหมกเ็ ป็นรายไดเ้ สรมิ ครอบครวั ตอ่ ไป

๒. เพ่ือพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิต การจําหน่ายผ้าไหมและเป็นสินค้าโอท็อป ของ
ตําบลเปอื ย

๓. เพ่ือสง่ เสริมและรกั ษาไวซ้ ่งึ องค์ความรแู้ ละวฒั นธรรมการทอผา้ ไหมอย่างเป็นระบบ

และครบวงจร
๔. เพอื่ สรา้ งรายได้ใหแ้ กผ่ ูท้ ่ีอยูใ่ นกระบวนการผลติ ผ้าไหมทัง้ หมด ทงั้ ผู้ผลติ และ

จาํ หนา่ ยผ้าไหมในตําบลเปือย
๕. เพอ่ื ยกระดบั รายได้ของผู้ทเ่ี ก่ียวข้องกับกระบวนการผลติ และจําหน่ายผ้าไหม ใหม้ ี

รายได้อย่างเปน็ ธรรม เพยี งพอตอ่ การดํารงชพี หรือมรี ายไดจ้ ากการผลิตหรอื จาํ หนา่ ยผา้ ไหม อนั
ถือเป็นการพฒั นาชุมชนอยา่ งยั่งยนื

ลกั ษณะพเิ ศษของการทอผ้าไหม

การทอผ้าไหมจําเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก เพ่ือประดิษฐ์ลายผ้าให้มี
ความงดงาม ลายที่ใช้ทอกันท่ัวไปจัดว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชาวบ้านคิดค้นได้เอง จากการ
สํารวจการทอผ้าไหมในพื้นท่ีหมู่บ้านตําบลเปือย พบว่า โดยทั่วไปนิยมทําเลียนแบบกันต่อมา
บ้างก็เลียนแบบมาจากลายผ้าของที่อ่ืน บ้างก็เลียนแบบจากลายผ้าท่ีสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ
ลายที่เป็นที่นิยมทํากันมาก คือ ลายลูกแก้ว ลายนกยูง ลายเต่าน้อย และลายอ่ืนๆอีกมากมาย
ผ้าไหมของผู้หญิงจะทอเป็นลายสวยงามลงบนผ้าสีพื้น ส่วนผ้าไหมของผู้ชายจะทอเป็นผ้าโสร่ง
นยิ มทอเปน็ ลายตาหมากรกุ ใชส้ สี นั สวยงาม
คาบอกเล่า/ตานาน

การทอผ้าไหมเป็นอาชีพเสริมที่สําคัญของตําบลเปือย ผู้หญิงในหมู่บ้านน้ีส่วนใหญ่ทอผ้า
เป็นเพราะทําสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ และถือว่าการทอผ้าเป็นหน้าท่ีสําคัญอย่างหนึ่งของ
ผู้หญิง แมใ้ นปจั จบุ ันเด็กผหู้ ญงิ มโี อกาสไปโรงเรยี นได้รบั การศึกษามากขึ้น ทําให้มีเวลาฝึกฝนการ
ทอผ้าน้อยลง แต่ก็พบว่าชาวบ้านยังคงสอนลูกหลานให้สืบทอดวิชาการทอผ้าไหม โดยหลังจาก
ทํานาแล้ว ชาวบ้านจะเร่ิมเลี้ยงไหมและทอผ้า ซ่ึงผ้าไหมท่ีทอได้ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ใช้เองและให้
ลูกหลาน หรือให้เป็นของขวัญในโอกาสสําคัญ สําหรับบางบ้านท่ีทอผ้าไหมเป็นจํานวนมากจน

50

เหลือใช้จะนําผ้าไหมออกขายให้กับคนนอกหมู่บ้าน รายได้ที่ได้จากการขายผ้าไหมก็เป็นรายได้
เสรมิ ครอบครวั ตอ่ ไป การทอผ้าไหมทําได้ตลอดท้ังปี แต่นิยมทําในฤดูแล้งมากกว่า เพราะฤดูฝน
ต้องทํานา ไม่มีเวลาทอผ้า แต่ในระหว่างนั้นก็จะเล้ียงไหมเก็บไว้ สาเหตุท่ีนิยมทอผ้าไหมในฤดู
ร้อนมากท่ีสุดเพราะไหมจะมีคุณภาพดีกว่าในฤดูหนาว ไหมท่ีใช้ทอผ้าโดยทั่วไปมี ๒ ชนิด คือ
ไหมจีนเป็นสีขาว และไหมพ้ืนเมืองเป็นสีเหลือง แต่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไหมพ้ืนเมืองมากกว่า
เพราะมคี ุณภาพดี สวยงาม เหนยี วและทนทานดีกว่า โดยมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า
ไหม ไดแ้ ก่ หนอนไหม และใบหม่อน กระด้งเลี้ยงไหมและมุ้งครอบ อักกวกไหม ไน กง เห
ลง่ พวงสาวไหม ด่างและสีเคมียอ้ มผ้า หลกั เผีย โฮ่งมัดหม่ี และก่ีหรือหกู ทอผ้า

เนื่องจากการทอผ้าไหมต้องใช้วัตถุดิบท่ีสําคัญในการเลี้ยงตัวไหม คือ ใบหม่อน ซ่ึงเป็น
ต้นไม้เมืองร้อนที่สามารถขึ้นได้ดีในภาคอีสาน ชาวบ้านท่ีเล้ียงไหมจึงมักปลูกต้นหม่อนไว้อยู่ใน
เขตรั้วบ้านของตนเอง ดังนั้น การท่ีภาคอีสานมีการปลูกต้นหม่อนกันมาก จึงทําให้ชาวบ้านใน
ภาคอสี านนิยมทอผ้าไหมกันมากด้วย

ความนิยมในการใช้ผา้ ไหมในการแต่งกายที่มีมาจนถึงปัจจุบัน ทําให้อาชีพการทอผ้าไหม
ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป และนอกจากการทอผ้าไหมจะเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยแล้ว
การใช้ผ้าไหมไทยยังมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอีกด้วย ดังน้ัน การที่
คนในตําบลเปือย ยังคงทอผ้าไหมใช้กันเองอยู่ ก็เป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ และสะท้อนสภาพ
วฒั นธรรมในท้องถ่ินได้เป็นอย่างดี และหากมีการสนับสนุนการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริมของ
คนในหมู่บ้านอย่างเป็นจริงจังแล้ว รายได้เสริมครอบครัวของคนในหมู่บ้านก็อาจจะเพ่ิมมากขึ้น
และท่ีสําคัญ คือ วัฒนธรรมการแต่งกายแบบพ้ืนบ้านของไทยก็จะได้รับการยอมรับและยังคงไม่
สญู หาย และสบื ทอดไปยังรนุ่ ลูกหลานตอ่ ไป

ลวดลายมดั หมีป่ ระจาท้องถน่ิ เปอื ยหัวดง

การมดั หมี่เปน็ กรรมวิธีท่ีสืบทอดกันมาอย่างช้านานในภาคอีสานจึงมีการประดิษฐ์คิดค้น
ลวดลายข้ึนมากมาย โดยมีที่มาจากธรรมชาติ สภาพแวดล้อมรอบตัว เหตุการณ์ ศาสนา ความ
เชื่อ ประเพณีต่าง ๆ ในท้องถิ่น ดังน้ี ลายเก่ียวกับพืช พืชมีความเก่ียวพันกับวิถีชีวิตของคน
โดยเฉพาะ คนในสมัยก่อน ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยส่ิงแวดล้อมในการดํารงชีวิตให้ได้ด้วยตนเอง จึงมี
ความผูกพันมีความคุ้นเดยกับพืชพรรณต่าง ๆ ในธรรมชาติเป็นอย่างดี และเป็นท่ีมาของ
ลวดลายบนผืนผ้าไหมที่ออกแบบสร้างสรรค์จากสิ่งที่พบเห็นเช่น ลายหมากจับ ลายหมากบก
ลายดอกผักแว่น ลายดอกแก้ว ลายดอกคูน ลายใบพร้าว ลายต้นสน เป็นต้น ลายเก่ียวกับสัตว์
สว่ นใหญม่ กั จะเปน็ สัตว์ท่ีรจู้ ักคุ้นเคยท่ัวไป เชน่ ลายนกยูง ลายนกเขา ลายแมงกะบ้ี (ผีเส้ือ) ลาย
ไก่ ลายชา้ ง ลายแมงปอุ ง ลายเตา่ เปน็ ตน้ ลายเกี่ยวกับเครื่องมือเคร่ืองใช้และเคร่ืองประดับ เช่น
ลายขอ ลายขาเปีย ลายขันหมากเบ็ง ลายกง ลายโคม ลายขอกระบวย ลายเชิงเทียน ลายขอ
โทรศัพท์ เป็นต้น ลายท่ีเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น ลายนํ้าพอง ลายฟองน้ํา ลายคลื่นนํ้า ลายสาย


Click to View FlipBook Version