The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟาร์มสุกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by forestgumz, 2023-08-17 02:36:32

การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟาร์มสุกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟาร์มสุกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกร เพ ื่อสร  างม ู ลคาเพิ่มทางเศรษฐกจิ โดย สำนักวิจัยเศรษฐกจิการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ


(ข) บทคัดยอ การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาตนทุนและผลตอบแทนของการนำกาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทน หวงโซอุปทานของ กาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร และแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกร เพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยศึกษาขอมูล ป 2564 ของเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรขุนที่มีระบบบำบัดน้ำเสีย แบบผลิตกาซชีวภาพ จำนวน 144 ฟารม ในพื้นที่ 20 จังหวัด รวมทั้งจัดประชุมและสัมมนาระดมความคิดเห็น ผูมีสวนไดสวนเสีย จำนวน 250 คน ผลการศึกษา พบวา ตนทุนและผลตอบแทนของการนำกาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทนภายใน ฟารมขนาดใหญสูงที่สุด มีตนทุนการผลิต จำนวน 802,558.86 บาทตอฟารมตอป และผลตอบแทน จำนวน 995,714.27 บาทตอฟารมตอป รองลงมา ไดแก ฟารมขนาดกลาง มีตนทุนการผลิต จำนวน 292,205.94 บาทตอ ฟารมตอป และผลตอบแทน จำนวน 76,629.41 บาทตอฟารมตอป สำหรับฟารมขนาดเล็ก มีตนทุนการผลิต จำนวน 122,211.16 บาทตอฟารมตอป และผลตอบแทน จำนวน 68,840.88 บาทตอฟารมตอป ทั้งนี้ ปริมาณ กาซชีวภาพที่ไมไดถูกนำมาใชประโยชนของฟารมขนาดกลาง มีปริมาณมากที่สุด จำนวน 26,800.69 ลูกบาศกเมตร ตอฟารมตอป รองลงมา ไดแก ฟารมขนาดเล็ก จำนวน 10,233.37 ลูกบาศกเมตรตอฟารมตอป และฟารม ขนาดใหญ จำนวน 2,310.60 ลูกบาศกเมตรตอฟารมตอป หากฟารมสุกรนำกาซชีวภาพมาใชประโยชน เต็มศักยภาพการผลิต ฟารมขนาดเล็กและฟารมขนาดกลางจะสามารถลดการใชน้ำมันดีเซลในการเลี้ยงสุกร คิดเปนมูลคา 240,577.24 บาทตอฟารมตอป และ 526,398.76 บาทตอฟารมตอป ตามลำดับ ในขณะที่ ฟารมขนาดใหญจะสามารถลดคาไฟฟาในการเลี้ยงสุกรได คิดเปนมูลคา 1,006,444.70 บาทตอฟารมตอป สำหรับการวิเคราะหโซอุปทานการผลิตกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร พบวา ฟารมสุกร 144 ฟารม ผลิตกาซชีวภาพได 5,526,754.32 ลูกบาศกเมตรตอป แบงออกเปนผลผลิตของฟารมสุกรที่เขารวม โครงการลดกาซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T - VER) จำนวน 11 ฟารม ในพื้นที่ ต.ทามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เทากับ 345,035.46 ลูกบาศกเมตรตอป คิดเปนรอยละ 6.24 ของผลผลิต กาซชีวภาพทั้งหมด และผลผลิตของฟารมสุกรที่ไมไดเขารวมโครงการ T-VER เทากับ 5,181,718.86 ลูกบาศกเมตรตอป คิดเปนรอยละ 93.76 ของปริมาณผลผลิตกาซชีวภาพทั้งหมด โดยผลผลิตของฟารมสุกรที่เขารวมโครงการ T-VER ไดนำมาใชเปนพลังงานทดแทนภายในฟารม รอยละ 3.09 อีกรอยละ 3.15 ของปริมาณผลผลิตกาซชีวภาพทั้งหมด สงไปใหกับผูใชกาซเพื่อทดแทนกาซหุงตมในชุมชน ต.ทามะนาว โดยมีวิสาหกิจชุมชนกลุมผูใชกาซจากมูลสัตว ต.ทามะนาว จ.ลพบุรี เปนตัวกลางในการบริหารจัดการสงกาซชีวภาพผานระบบทอไปยังครัวเรือนในชุมชน ต.ทามะนาว จำนวน 486 ครัวเรือน สำหรับผลผลิตกาซชีวภาพของฟารมสุกรที่ไมไดเขารวมโครงการ T-VER ไดนำมาใชเปนพลังงานทดแทนภายในฟารม รอยละ 33.69 อีกรอยละ 60.06 ของปริมาณผลผลิตกาซชีวภาพ ทั้งหมด ไมไดถูกนำมาใชประโยชน ทั้งนี้ ในป 2564 ฟารมสุกรที่เขารวมโครงการ T-VER ไดรับการรับรองปริมาณ คารบอนเครดิต จำนวน 5,156 ตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา โดยจะนำไปขายใหกับผูซื้อภายในประเทศ ไดแก


(ค) องคกรธุรกิจ ภาครัฐ โรงงาน หรือบุคคลตางๆ ที่ตองการนำคารบอนเครดิตไปใชชดเชยกิจกรรมการปลอยกาซเรือน กระจก ในราคา 200 บาทตอตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา คิดเปนมูลคา 1.031 ลานบาท สำหรับกลยุทธของการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ ประกอบดวย 7 กลยุทธ คือ 1) เสริมสรางความมั่นคงทางพลังงานในชุมชนดวยการจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร 2) พัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรเพื่อรักษาสิ่งแวดลอม และสรางรายไดฟารมสุกรจากระบบ คารบอนเครดิต 3) สรางสรรคคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดลอมดวยการจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรที่ยั่งยืน 4) สรางคุณคาจากการจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรเพื่อลดรายจาย เพิ่มรายได และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร 5) จัดการความรู และพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร 6) สงเสริม การลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรดวยกลไกทางการเงิน และ การบูรณาการระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีทุกภาคสวนทั้งในและตางประเทศ และ 7) ปรับระบบการบริหารและการบริการของหนวยงานภาครัฐใหสะดวก ทันสมัย สอดคลองตามมาตรฐานสากล รองรับการจัดการสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขอเสนอแนะไดแก1)กองทุนเพื่อสงเสริมการอนุรักษพลังงาน ควรพิจารณาสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยตำ่ หรือเงินยืมปลอดดอกเบี้ยใหแกฟารมสุกรขนาดกลางและขนาดเล็กนำไปพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแบบผลิต กาซชีวภาพและระบบพลังงานทดแทนในฟารมใหมากขึ้น 2) ฟารมขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีพื้นที่อยูใน บริเวณใกลเคียงกัน และมีกาซชีวภาพเหลือใช ควรรวมกับภาคีเครือขายภาควิชาการ ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวของ จัดทำโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนโครงการ T - VER ขององคการบริหารจัดการกาซเรือนกระจก (องคการมหาชน) หรือ อบก. เพื่อนำรายไดจากการขายคารบอนเครดิตมาใชพัฒนาพลังงานทดแทนภายในฟารมและสงใหกับ ชุมชนในพื้นที่ใชประโยชน 3) กรมปศุสัตวควรพิจารณานำแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจาก ฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจไปจัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาฟารมสุกรใหเกิดการผลิตที่เปนมิตร กับสิ่งแวดลอม เพื่อเปนสวนหนึ่งในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจสูการพัฒนาที่ยั่งยืนใหบรรลุเปาหมาย 4) อบก. ควรสงเสริมใหภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ซื้อคารบอนเครดิตเพื่อชดเชยกับปริมาณ กาซเรือนกระจกที่ปลอยออกมาจากกิจกรรมตางๆ ขององคกรใหมากขึ้น ซึ่งเมื่อความตองการคารบอนเครดิต เพิ่มขึ้นจะสงผลใหราคาปรับตัวสูงขึ้น จูงใจใหเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรลงทุนทำบอบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพ และขึ้นทะเบียนโครงการ T - VER คำสำคัญ: กาซชีวภาพ โซอุปทาน สิ่งปฏิกูลฟารมสุกร


(ง) Abstract The topic of this study was the management of agricultural waste in swine farms to enhance economic value added. The objectives were to (1) explore the cost and return of biogas utilization as alternative energy and (2) examine the biogas supply chain of swine farms and the development of biogas management. Data were collected from random samples of 144 farms with Anaerobic wastewater treatment systems in 20 provinces, as well as from 250 stakeholders in the supply chain through focus group interviews. The results found that the cost of biogas utilization as renewable energy for large-sized farms is the highest, approximately 802,558.86 baht per farm per year, followed by medium-sized farms with 292,205.94 baht per farm per year and small-sized farms with 122,211.16 baht per farm per year. The return of biogas usage for large-sized farms is about 995,714.27 baht per farm per year, followed by medium - sized farms with 76,629.41 baht per farm per year, while small - sized farms have approximately 68,840.88 baht per farm per year. Unutilized biogas for medium - sized farms is highest, approximately 26,800.69 cubic meters per farm per year, followed by small - sized farms with about 10,233.37 cubic meters per farm per year and large - sized farms with around 2,310.60 cubic meters per farm per year. If swine farms use the full capacity of biogas as a renewable energy, they will save on the cost of diesel fuel and electricity. For the cost of diesel fuel, small - sized farms and medium - sized farms can save 240,577.24 baht per farm per year and 526,398.76 baht per farm per year, respectively. According to the cost of electricity, large - sized farms can save 1,006,444.70 baht per farm per year. The results of the biogas supply chain for swine farms found that 144 swine farms generate approximately 5,526,754.32 cubic meters per year of biogas. This consists of biogas from 11 swine farms in Tha Manao sub-district, Chai Badan district, Lop Buri province, which join the Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) and account for about 345,035.46 cubic meters per year or 6.24 % of all biogas. The remaining swine farms, which do not participate in T-VER, produce approximately 5,181,718.86 cubic meters per year or 93.76 % of all biogas. Moreover, the swine farms participating in T-VER consume biogas as renewable energy on the farm, accounting for about 3.09%, and provide biogas to the Tha Manao community, approximately 3.15%. There is a community enterprise managing biogas from 11 swine farms that serves 486 households in the Tha Manao community. Swine farms not participating in T-VER use biogas as a renewable energy on the farm, accounting for about 33.69 %, and do not utilize approximately 60.06 %. In 2001, the amount of carbon credits from swine farms participating in T-VER was approximately 5,156 tons of carbon dioxide equivalent,


(จ) which will be sold to domestic buyers, such as the private and public sectors, industry sector, and individuals who buy carbon credits to offset their own greenhouse gas emissions. The price of carbon credits was approximately 200 baht per carbon dioxide equivalent, totally 1.031 million baht. Strategies for managing sewage from swine farms for economic value creation consist of seven strategies: 1) Strengthening energy security through agricultural waste management in swine farms 2) Enhancing the competitiveness of swine farmers in environmental management by generating income from the carbon credit system 3) Improvement of quality of life and the new environmental ecology with sustainable swine farm waste management 4) Value creation by building sewage management in swine farms to reduce expenses, increase income, and improve the quality of life for farmers 5) Knowledge management, developing personnel, and empowering farmers and farmer groups in managing sewage in swine farms 6) Promotion of empowerment in sewage management in swine farms with financial mechanisms and the integration of government, private sector, civil society, and stakeholders, both domestically and internationally 7) Adjustment of the service management system of government agencies to be convenient, modern, and in line with international standards to support waste management for value creation. The recommendations include: 1) The Energy Conservation and Promotion Fund should consider supporting low-interest or interest-free loans for medium and small-sized swine farms to develop alternative energy 2) Small and medium-sized farms in close proximity, where there is a biogas surplus, and organize a project for the T-VER of Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) or TGO to sell carbon credits and develop alternative energy for local communities 3) The Department of Livestock should implement guidelines for improving waste management from swine farms, creating economic value added, and developing plans or projects based on the BCG economic model 4) TGO should encourage government, private, and industrial sectors to purchase carbon credits to offset greenhouse gas emissions from their activities. As the demand for carbon credits increases, the price will increase, motivating farmers to invest in biogas wastewater treatment ponds and voluntarily register in greenhouse gas reduction projects according to Thailand standards (T-VER). Keywords: biogas, supply chain, agricultural waste in swine farms


(ฉ) คำนำ การศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาตนทุนและผลตอบแทนของการนำกาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทน ศึกษาหวงโซอุปทานของกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร ตลอดจนจุดแข็ง จุดออน โอกาส และอุปสรรค ในการผลิตและการนำกาซชีวภาพมาใชประโยชน เพื่อเปนขอมูลประกอบการจัดทำกลยุทธและขอเสนอแนะ เชิงนโยบายในการสงเสริมใหฟารมสุกรผลิตกาซชีวภาพและนำมาใชประโยชนอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ขอขอบคุณเจาหนาที่ของกรมปศุสัตว บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เบทาโกร จำกัด องคการบริหารสวนตำบลทามะนาว องคการบริหาร สวนตำบลสันทราย องคการบริหารสวนตำบลคำแคน เทศบาลตำบลเวียงยอง และเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรที่ได ใหความอนุเคราะหในการติดตอประสานงาน และใหความรวมมือในการใหขอมูลเปนอยางดี รวมทั้ง คณะกรรมการ พิจารณาโครงการวิจัยและประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ใหคำแนะนำ ตลอดจนชี้แนะแนวทาง ในดานวิชาการเพื่อปรับปรุงเอกสารงานวิจัยฉบับนี้ใหมีความสมบูรณ สวนวิจัยเศรษฐกิจปศุสัตวและประมง สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร พฤษภาคม 2566


(ช) สารบัญ หนา บทคัดยอ (ข) Abstract (ง) คำนำ (ฉ) สารบัญ (ช) สารบัญตาราง (ฌ) สารบัญภาพ (ญ) บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความสำคัญของการวิจัย 1 1.2 วัตถุประสงคของการวิจัย 2 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 2 1.4 นิยามศัพทเฉพาะ 2 1.5 วิธีการวิจัย 4 1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 7 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 9 2.1 การตรวจเอกสาร 9 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 12 บทที่ 3 ขอมูลทั่วไป 25 3.1 ปริมาณการผลิตสุกรของไทย 25 3.2 ประเภทการเลี้ยงสุกร 25 3.3 การเกิดของเสียในฟารมสุกร 26 3.4 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับกาซชีวภาพ 26 3.5 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของกับฟารมเลี้ยงสุกรในประเทศไทย 30 3.6 กระบวนการบำบัดน้ำเสีย 32 3.7 ลักษณะทั่วไปของฟารมสุกรกลุมตัวอยาง 33 บทที่ 4 ผลการวิจัย 37 4.1 ตนทุนการผลิตและผลตอบแทนของการใชประโยชนกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทน 37 ภายในฟารม 4.2 การวิเคราะหโซอุปทานการผลิตกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร 43 4.3 แนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ 46


(ซ) สารบัญ (ตอ) หนา บทที่5 สรุปและขอเสนอแนะ 59 5.1 สรุป 59 5.2 ขอเสนอแนะ 61 บรรณานุกรม 63 ภาคผนวก 67 ภาคผนวกที่ 1 แบบสอบถามการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกร 69 เพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภาคผนวกที่ 2 แบบสอบถามเพื่อการวิเคราะห SWOT 81 ภาคผนวกที่ 3 ภาพกิจกรรมการประชุมและสัมมนาระดมความคิดเห็น (Focus Group) 87


(ฌ) สารบัญตาราง หนา ตารางที่ 1.1 ประชากรและขนาดตัวอยาง 5 ตารางที่ 2.1 การวิเคราะห TOWS Matrix 22 ตารางที่ 3.1 ปริมาณการผลิตสุกร ป 2560-2564 25 ตารางที่ 3.2 คามาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหลงกำเนิดมลพิษประเภทการเลี้ยงสุกร 31 ตารางที่ 3.3 ลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ป 2564 34 ตารางที่ 3.4 การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ป 2564 35 ตารางที่ 4.1 ตนทุนการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดเล็ก ป 2564 39 ตารางที่ 4.2 ผลตอบแทนจากการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดเล็ก ป 2564 40 ตารางที่ 4.3 ตนทุนการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดกลาง ป 2564 40 ตารางที่ 4.4 ผลตอบแทนจากการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดกลาง ป 2564 41 ตารางที่ 4.5 ตนทุนการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดใหญ ป 2564 41 ตารางที่ 4.6 ผลตอบแทนจากการผลิตกาซชีวภาพเปนพลังงานทดแทนภายในฟารมขนาดใหญ ป 2564 42 ตารางที่ 4.7 ศักยภาพของฟารมสุกรแตละขนาดในการบริหารจัดการกาซชีวภาพ ป 2564 42 ตารางที่ 4.8 ตัวแปร จุดแข็ง จุดออน ของการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรดวย McKinsey’s 7S 47 ตารางที่ 4.9 ตัวแปร โอกาส อุปสรรค ของการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรดวย PESTEL 48 ตารางที่ 4.10 สรุปผลการวิเคราะห จุดแข็ง จุดออน โอกาส และอุปสรรคของการบริหารจัดการ 50 สิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกร ตารางที่ 4.11 การกำหนดกลยุทธดวย TOWS Matrix 53


(ญ) สารบัญภาพ หนา ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย 4 ภาพที่2.1 โซอุปทานสินคาเกษตร 13 ภาพที่ 3.1 บอหมักแบบโดมคงที่ (Fixed dome digester) 27 ภาพที่ 3.2 บอหมักแบบ H-USAB 28 ภาพที่ 3.3 บอหมักแบบราง (Plug Flow digester) 28 ภาพที่ 3.4 บอหมักแบบ Mini CD (Mini Channel Digester) 29 ภาพที่ 3.5 บอหมักแบบ Covered Lagoon 29 ภาพที่ 3.6 บอหมักแบบ Modified Covered Lagoon 30 ภาพที่ 3.7 กระบวนการบำบัดน้ำเสีย 33 ภาพที่ 4.1 โครงสรางและกิจกรรมในโซอุปทานการผลิตกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร 46


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความสำคัญของการวิจัย ปจจุบันการคาระหวางประเทศใหความสำคัญกับการผลิตสินคาอยางยั่งยืนที่คำนึงถึงดานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม และมีแนวโนมที่จะนำประเด็นเรื่องสิ่งแวดลอมมาเปนเงื่อนไขหรือขอกีดกันทางการคา ระหวางประเทศมากขึ้น ประกอบกับหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยไดใหความสำคัญและตระหนักถึง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น จากการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ วาดวยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ประเทศไทยใหสัตยาบันการลดการปลอยกาซเรือนกระจก โดยกําหนดเปาหมายความเปนกลางทางคารบอน ภายในป ค.ศ. 2050 และเปาหมายการปลอยกาซเรือนกระจกสุทธิ เปนศูนย ภายในป ค.ศ. 2065 รวมถึงการกำหนดเปาหมายการมีสวนรวมที่ประเทศกําหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ที่จะลดการปลอยกาซเรือนกระจกรอยละ 40 จากกรณีปกติ (Business as Usual) ภายในป ค.ศ. 2030 โดยเปนการดำเนินการจากศักยภาพของประเทศรอยละ 30 และอีกรอยละ 10 หากไดรับการสนับสนุนทางดานการเงิน เทคโนโลยี การเสริมสรางขีดความสามารถจากความรวมมือระหวางประเทศ ผลการประเมินการปลอยกาซเรือนกระจก ในป 2561 พบวา ภาคเกษตรมีการปลอยกาซเรือนกระจก 5 ชนิด คือ มีเทน ไนตรัสออกไซด คารบอนไดออกไซด คารบอนมอนอกไซด และออกไซดของไนโตรเจน โดยสาขา ปศสุัตวเปนสาขาที่ปลอยกาซเรือนกระจก (กาซมีเทนและไนตรัสออกไซด) เปนอันดับที่ 2 รองจากสาขาการปลูกขาว สงผลใหมีการกำหนดเปาหมายการลดกาซเรือนกระจกของภาคเกษตร เทากับ 2.6 ลานตันคารบอนไดออกไซด เทียบเทา ภายในป ค.ศ. 2030 ภายใต NDC ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่งที่ผานมาไมมีการกำหนดเปาหมายการลด กาซเรือนกระจกภาคเกษตร โดยมาจากมาตรการจัดการนาขาว 2.0 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา และ การผลิตกาซชีวภาพจากมูลสัตว 0.6 ลานตันคารบอนไดออกไซดเทียบเทา (สํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม, 2565) ซึ่งแนวโนมการนำสิ่งแวดลอมมาเปนเงื่อนไขหรือขอกีดกันทางการคา ระหวางประเทศที่มากขึ้น ทุกภาคสวนจะตองเรงปรับตัวรองรับกับสถานการณที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล การผลิตภาคปศุสัตวของประเทศไทย มีสุกรเปนสัตวเศรษฐกิจที่สำคัญ ผลผลิตสวนใหญใชบริโภค ภายในประเทศเปนหลัก สวนที่เหลือจึงสงออก โดยสุกรมีชีวิตสวนใหญจะสงออกไปยังประเทศเพื่อนบาน ไดแก เมียนมา และสปป. ลาว เนื้อสุกรแชเย็นแชแข็งมีตลาดสงออกสำคัญ ไดแก ฮองกง เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา เนื้อสุกรแปรรูปและผลิตภัณฑมีตลาดสงออกสำคัญ ไดแก ญี่ปุน ฮองกง สปป.ลาว และกัมพูชา โดยในป 2564 มีปริมาณการผลิตสุกร 19,276,338 ตัว ซึ่งการเลี้ยงสุกร หากมีการจัดการที่ไมเหมาะสมจะเปนแหลงปลอย กาซเรือนกระจกขึ้นไปสูชั้นบรรยากาศ และอาจสงผลกระทบตอชุมชนใกลเคียง ทั้งในเรื่องกลิ่น แมลงรบกวน และน้ำเสีย ดังนั้น ในชวง 20 ปที่ผานมา กระทรวงเกษตรและสหกรณไดดำเนินการแกปญหาการจัดการ สิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรใหมีความเหมาะสม โดยสงเสริมใหมีการนำระบบบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพมาใช ในฟารมสุกร โดยบอบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพจะชวยกักเก็บกาซเรือนกระจกที่จะถูกปลอยออกไปสู ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งกาซชีวภาพที่ผลิตได สามารถนำมาใชประโยชนเปนพลังงานทดแทนภายในฟารม


2 ชวยลดตนทุนคาไฟฟาและน้ำมันเชื้อเพลิงในการเลี้ยงสุกร นอกจากจะทำใหประหยัดตนทุนการเลี้ยงแลว ยังชวย ลดการปลอยกาซคารบอนไดออกไซดไดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งยังสามารถนำกากตะกอนที่เปนผลพลอยไดไป จำหนายเปนรายไดเสริมไดอีกดวย ปจจุบันฟารมสุกรมาตรฐานสวนใหญไดมีการลงทุนทำระบบบำบัดน้ำเสีย แบบผลิตกาซชีวภาพแลว แตอยางไรก็ตาม การนำกาซชีวภาพที่ผลิตไดไปใชประโยชนยังไมเต็มประสิทธิภาพ ยังมีการปลอยกาซชีวภาพบางสวนที่ไมถูกนำมาใชหรือมีการปลอยทิ้ง จึงมีความจำเปนตองสงเสริมใหฟารมสุกร นำกาซชีวภาพและผลพลอยไดจากการบำบัดสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกรมาสรางมูลคาเพิ่ม หมุนเวียนกลับมาใชภายใน ฟารมและชุมชน รวมทั้งเพื่อใหทราบถึงปญหา อุปสรรค ตลอดจนปจจัยที่เอื้อใหเกิดความสำเร็จในการผลิตและ นำกาซชีวภาพจากฟารมสุกรมาใชประโยชนอยางมีประสิทธิภาพ สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร จึงเห็นความสำคัญในการศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการ สิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อเปนขอมูลใหผูที่เกี่ยวของนำไปใชประกอบในการ บริหารจัดการฟารมสุกรไดอยางเหมาะสมตอไป 1.2 วัตถุประสงคของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาตนทุนและผลตอบแทนของการนำกาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทน 1.2.2 เพื่อศึกษาหวงโซอุปทานของกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร 1.2.3 เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทาง เศรษฐกิจ 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ฟารมสุกรขุนมาตรฐานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพในพื้นที่ 20 จังหวัด ไดแก ลพบุรี ราชบุรี ปราจีนบุรี สระแกว สุพรรณบุรี อุดรธานี หนองคาย มหาสารคาม รอยเอ็ด ขอนแกน เชียงใหม ลำปาง เพชรบูรณ กำแพงเพชร พิษณุโลก สุราษฎรธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง 1.3.2 ระยะเวลาของขอมูลป 2564 1.4 นิยามศัพทเฉพาะ 1.4.1 สิ่งปฏิกูล หมายถึง อุจจาระหรือปสสาวะ และหมายความรวมถึงน้ำเสีย และสิ่งอื่นใดที่เปน สิ่งโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น 1.4.2 กาซชีวภาพ หมายถึง กาซที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยอยสลายสารอินทรียตางๆ โดยเชื้อแบคทีเรีย ชนิดไมใชออกซิเจนในการหายใจภายใตสภาวะไรออกซิเจน กาซชีวภาพที่เกิดขึ้นเปนกาซผสมที่มีองคประกอบหลัก คือ กาซมีเทน ประมาณรอยละ 60 - 80 กาซคารบอนไดออกไซด ประมาณรอยละ 20 – 40 และกาซไฮโดรเจนซัลไฟด และกาซอื่นๆ อีกเล็กนอย 1.4.3 ฟารมขนาดเล็ก หมายถึง ฟารมที่มีน้ำหนักหนวยปศุสัตว (นปส.) ตั้งแต 6 - นอยกวา 60 นปส. หรือเทียบเทาจำนวนสุกรขุนตั้งแต 50 - 499 ตัว


3 1.4.4 ฟารมขนาดกลาง หมายถึง ฟารมที่มี นปส. ตั้งแต 60 - 600 นปส. หรือเทียบเทาจำนวนสุกรขุน ตั้งแต 500 - 5,000 ตัว 1.4.5 ฟารมขนาดใหญ หมายถึง ฟารมที่มี นปส. มากกวา 600 นปส. หรือเทียบเทาจำนวนสุกรขุน มากกวา 5,000 ตัว ขึ้นไป 1.4.6 น้ำหนักหนวยปศุสัตว 1 หนวย หมายถึง น้ำหนักสุทธิของสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุน หรือ ลูกสุกรชนิดใดชนิดหนึ่งหรือตั้งแตสองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักรวมเทากับ 500 กิโลกรัม โดยใหคิดคำนวณน้ำหนักเฉลี่ย ของสุกรพอพันธุหรือแมพันธุตัวละ 170 กิโลกรัม สุกรขุนตัวละ 60 กิโลกรัม และลูกสุกรตัวละ 12 กิโลกรัม 1.4.7 โครงการลดกาซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) หมายถึง โครงการลดกาซเรือนกระจกที่องคการบริหารจัดการ กาซเรือนกระจก (อบก.) พัฒนาขึ้นเพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหทุกภาคสวน มีสวนรวมในการลดกาซเรือนกระจก ในประเทศโดยความสมัครใจ และสามารถนำปริมาณการลดการปลอยกาซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นที่เรียกวา คารบอนเครดิตไปขายในตลาดคารบอนภาคสมัครใจในประเทศได 1.4.8 คารบอนเครดิต หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปลอยกาซคารบอนไดออกไซด หรือกาซเรือนกระจกสูสิ่งแวดลอม อันเนื่องมาจากการที่บุคคลหรือองคกรไดดำเนินโครงการหรือมาตรการที่มี เปาหมาย เพื่อลดการปลอยกาซคารบอนไดออกไซด หรือกาซเรือนกระจกสูสิ่งแวดลอม ซึ่งสิทธิดังกลาวนี้ สามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคารบอนเครดิตได 1.4.9 โมเดลเศรษฐกิจ BCG หมายถึง การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองครวมที่มุงเนนการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ ไปพรอมกัน ไดแก เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุงสรางมูลคาเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ หมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการใชทรัพยากรใหเกิดความคุมคาหรือยาวนานที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การพัฒนาเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดลอม


4 1.5 วิธีการวิจัย 1.5.1 กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย 1.5.2 การเก็บรวบรวมขอมูล 1) ขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เก็บรวบรวมขอมูลโดย 1.1) สัมภาษณแบบเชิงลึกกับเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรขุนซึ่งเปนฟารมมาตรฐานที่มีระบบบำบัด น้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพ โดยใชแบบสอบถามที่มีขอคำถามแบบปลายปดและปลายเปด สำหรับการกำหนดขนาด ตัวอยาง จะกำหนดขนาดตัวอยางโดยใชกฎแหงความชัดเจน (Rule of Thumb) เปนการกำหนดขนาดกลุมตัวอยาง โดยคำนึงถึงขนาดประชากรในลักษณะของอัตราสวนที่คิดเปนรอยละ (Neuman, 1991) ดังนี้ ประชากรนอยกวา 1,000 คน ใชอัตราสวนการสุมกลุมตัวอยาง รอยละ 30 ประชากรอยูระหวง 1,001 – 10,000 คน ใชอัตราสวนการสุมกลุมตัวอยาง รอยละ 10 การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ ตนทุนการผลิตและนำกาซชีวภาพมาใชตนทุนรวม = ตนทุนผันแปร + ตนทุนคงที่ ตนทุนผันแปร ไดแก - คารวบรวมน้ำเสีย - คาแรงงาน - คาไฟฟา , น้ำมันเชื้อเพลิง - คาบำรงุรักษาเครื่องยนต - คาเสียโอกาสเงินลงทุน ตนทุนคงที่ ไดแก - คาใชที่ดิน - คาเสื่อมราคา - คาเสียโอกาส ผลตอบแทนจากการนำกาซชีวภาพมาใช - ผลประโยชนของตนทุนคาน้ำมันเชื้อเพลิง คาไฟฟาของฟารมสุกรทลี่ดลงจากการนำ กาซชีวภาพมาใชประโยชน การวิเคราะหสภาพแวดลอมดวย SWOT - วิเคราะหสภาพแวดลอมภายในดวย McKinsey’s 7 S - วิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอกดวย PESTEL การวิเคราะหกลยุทธดวย TOWS Matrix - กลยุทธ SO ใชจุดแข็งเพื่อสรางขอไดเปรียบจากโอกาส - กลยุทธ ST ใชจุดแข็งเพื่อลดอุปสรรค - กลยุทธ WO ใชขอไดเปรยีบจากโอกาสเพื่อแกไขจุดออน - กลยุทธ WT ลดจดุออนและหลีกเลี่ยงอุปสรรค การจดัการโซอุปทานของฟารมสุกร - การวางแผน - การจัดหาแหลงวัตถุดิบ - การผลติ - การสงมอบสินคา แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารม สุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ


5 ประชากรมากกวา 10,001 – 150,000 คน ใชอัตราสวนการสุมกลุมตัวอยาง รอยละ 1 ประชากรมากกวา 150,000 คน ใชอัตราสวนการสุมกลุมตัวอยาง รอยละ 0.025 ในการวิจัยครั้งนี้ มีประชากรฟารมสุกรขุนที่ผลิตกาซชีวภาพ 1,445 ฟารม ประกอบดวย ฟารมขนาดเล็ก 64 ฟารม ฟารมขนาดกลาง 1,326 ฟารม และฟารมขนาดใหญ 55 ฟารม จึงใชอัตราสวนการสุม กลุมตัวอยางรอยละ 10 ไดขนาดตัวอยาง เทากับ 144 ตัวอยาง นำมากระจายตามสัดสวนขนาดฟารมไดจำนวน ฟารมขนาดเล็ก 6 ฟารม ฟารมขนาดกลาง 132 ฟารม และฟารมขนาดใหญ 6 ฟารม ซึ่งผลการคำนวณขนาด ตัวอยางในแตละจังหวัดโดยวิธีการเทียบสัดสวน ไดขนาดตัวอยางในแตละจังหวัด ตามตารางที่1.1 ตารางที่ 1.1 ประชากรและขนาดตัวอยาง หนวย : ฟารม ภาค จังหวัด ประชากรฟารมสุกรที่ผลิตกาซชีวภาพ (Population) กลุมตวัอยางฟารมสุกรที่ผลิตกาซชีวภาพ (Samples) ขนาด เล็ก ขนาด กลาง ขนาด ใหญ รวม ขนาด เล็ก ขนาด กลาง ขนาด ใหญ รวม กลาง ลพบุรี 5 101 9 115 1 10 1 12 กาญจนบุรี - 53 9 62 - 5 1 6 ปราจีนบุรี 6 49 8 63 1 5 1 7 สระแกว 1 46 10 57 - 5 1 6 สุพรรณบุรี - 43 5 48 - 4 1 6 ตะวันออก อุดรธานี 1 157 - 158 - 16 - 16 เฉยีงเหนือ หนองคาย 4 114 - 118 - 11 - 11 มหาสารคาม 4 66 1 71 - 7 - 7 รอยเอ็ด - 69 - 69 - 7 - 7 ขอนแกน 22 44 - 66 2 4 - 6 เหนือ เชียงใหม 2 98 - 100 - 10 - 10 เพชรบูรณ 1 87 8 96 - 9 1 10 ลำปาง 2 80 - 82 - 8 - 8 กำแพงเพชร - 78 2 80 - 8 - 8 พิษณุโลก 1 70 1 72 - 7 - 7 ใต สุราษฎรธานี 6 82 - 88 1 9 - 10 พัทลุง 3 55 - 58 - 6 - 6 ชุมพร 4 14 - 18 1 2 - 3 นครศรีธรรมราช - 13 2 15 - 1 - 2 พังงา 2 7 - 9 - 1 - 1 รวม 64 1,326 55 1,445 6 132 6 144 ที่มา : จากการคำนวณ


6 1.2) จัดประชุมและสัมมนาระดมความคิดเห็น (Focus Group) เพื่อรับฟงขอคิดเห็นและ ขอเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลจากฟารมสุกรเพื่อสรางมูลคาเพิ่มทางเศรษฐกิจ จำนวน 7 ครั้ง ดังนี้ (1) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 ณ องคการบริหารสวนตำบลดงกลาง อำเภอ จตุรพักตรพิมาน จังหวัดรอยเอ็ด ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร ผูแทนสำนักงานปศุสัตวจังหวัดรอยเอ็ด ผูแทน สำนักงานปศุสัตวอำเภอจตุรพักตรพิมาน ผูแทนองคการบริหารสวนตำบลดงกลาง ผูแทนบริษัท เครือเจริญโภค ภัณฑ จำกัด และผูแทนบริษัท เบทาโกร จำกัด จำนวน 25 คน (2) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2565 ณ โรงเรียนบานทัน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัด มหาสารคาม ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร ผูแทนสำนักงานปศสุัตวจังหวัดมหาสารคาม ผูแทนสำนักงาน ปศุสัตวอำเภอกันทรวิชัย และผูแทนบริษัทซีพีเอฟ จำนวน 25 คน (3) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2565 ณ องคการบริหารสวนตำบลคำแคน อำเภอ มัญจาคีรี จังหวัดขอนแกน ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร เกษตรกรผูใชประโยชนจากปุยและน้ำจากฟารมสุกร ในการเพาะปลูก กลุมเกษตรกรผูผลิตปุยจากมูลสุกร และผูแทนองคการบริหารสวนตำบลคำแคน อำเภอมัญจา คีรี จังหวัดขอนแกน จำนวน 25 คน (4) ครั้งที่4 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 ณ เทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร ผูแทนสำนักงานปศุสัตวจังหวัดลำพูน ผูแทนเทศบาลตำบลเวียง ยอง ผูแทนบริษัทเบทาโกร และผูแทนบริษัทซีพีเอฟ จำนวน 25 คน (5) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 ณ องคการบริหารสวนตำบลสันทราย อำเภอพราว จังหวัดเชียงใหม ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร กลุมผูใชประโยชนจากกาซชีวภาพ ผูแทน สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม ผูแทนองคการบริหารสวนตำบลสันทราย จำนวน 25 คน (6) ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 ณ สำนักงานปศุสัตวจังหวัดสุราษฎรธานี ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกร ผูแทนสำนักงานปศุสัตวจังหวัดสุราษฎรธานี ผูแทนสำนักงานพลังงานจังหวัด สุราษฎรธานี ผูแทนสำนักงานสิ่งแวดลอมภาคที่ 14 ผูแทนบริษัท ซีพีเอฟ จำกัด และผูแทนบริษัท เบทาโกร จำกัด จำนวน 25 คน (7) ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรม ณ เวลา จังหวัดราชบุรี ประกอบดวย เกษตรกรผูเลี้ยงสุกรและกลุมผูใชประโยชนจากกาซชีวภาพจากจังหวัดเชียงใหม ลำปาง เพชรบูรณ กำแพงเพชร ชัยนาท ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และราชบุรี ผูแทน องคการบริหารสวนตำบลทามะนาว จังหวัดลพบุรี ผูแทนสำนักงานปศุสัตวเขต 3 และเขต 6 ผูแทนสำนักงาน ปศุสัตวจังหวัดราชบุรี ผูแทนกระทรวงพลังงาน ผูแทนการไฟฟาสวนภูมิภาคจังหวัดราชบุรี ผูแทนสำนักงาน สิ่งแวดลอมภาคที่8 ผูแทนองคการบริหารจัดการกาซเรือนกระจก (องคการมหาชน) ผูแทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผูแทนบริษัทซีพีเอฟ และผูแทนบริษัทเบทาโกร จำนวน 100 คน


7 2) ขอมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) รวบรวมขอมูลจากหนวยงานราชการ และเอกชน ทั้งเอกสารวิชาการเอกสารประกอบการประชุม สัมมนา ผลงานวิจัย วารสาร และขอมูลจากอินเทอรเน็ต ในเว็บไซตที่เกี่ยวของ 1.5.3 การวิเคราะหขอมูล 1) วิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ โดยใชสถิติเชิงพรรณนา ใชคาสถิติอยางงายในการอธิบาย ในรูปของรอยละและคาเฉลี่ยของขอมูลในการวิเคราะหตนทุนและผลตอบแทน 2) วิเคราะหเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะหหวงโซอุปทาน วิเคราะหสภาพแวดลอมภายในและ ภายนอกดวยการวิเคราะห SWOT และแนวทางการพัฒนาดวย TOWS Matrix 1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1.6.1 ภาครัฐหรือผูกำหนดนโยบายที่เกี่ยวของกับการเลี้ยงสุกร พลังงานทดแทน และการลดการปลอย กาซเรือนกระจก สามารถนำผลการศึกษาไปใชประกอบในการพิจารณาจัดทำแผนงานหรือโครงการเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาซชีวภาพในฟารมสุกร ตลอดจนการนำกาซชีวภาพไปใชประโยชนทั้งในระดับ ฟารมและชุมชน 1.6.2 ผูเลี้ยงสุกรใชเปนขอมูลประกอบการพิจารณาทางเลือกขึ้นทะเบียนโครงการลดกาซเรือนกระจก ภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T - VER) เพื่อขอรับรองคารบอนเครดิตจากกิจกรรมการลดการปลอย กาซเรือนกระจก


บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 2.1 การตรวจเอกสาร 2.1.1 งานวิจัยเกี่ยวกับการผลิตกาซชีวภาพจากฟารมสุกรและการนำมาใชเปนพลังงานทางเลือก งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการผลิตกาซชีวภาพจากฟารมสุกรที่ผานมา พบวา ประสิทธิภาพทาง เศรษฐกิจของบอกาซชีวภาพในฟารมที่มีขนาดเล็ก มีจำนวนสัตวยืนคอกคอนขางนอย ขนาดของบอกาซชีวภาพ เปนขนาดเล็ก (ขนาด 12 และ 16 ลูกบาศกเมตร) จะมีประสิทธิภาพทางเทคนิคที่ดีกวาฟารมที่ใชบอขนาดใหญ ในดานประสิทธิภาพทางตนทุน พบวา ฟารมที่มีการใชกาซถังรวมกับกาซชีวภาพนอยจะมีประสิทธิภาพ ทางตนทุนสูงกวาการใชกาซถังรวมกับกาซชีวภาพมาก นอกจากนี้ การไดรับดูแลจากเจาหนาที่ทำใหระดับของ ประสิทธิภาพทางตนทุนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปจจัยดานแรงงานที่ใชในฟารมที่เพิ่มมากขึ้นจะทำใหประสิทธิภาพ ทางตนทุนลดลง ในดานประสิทธิภาพทางเทคนิคของระบบบอกาซชีวภาพในฟารม พบวา การไดรับการ ฝกอบรมของเกษตรกรในฟารม และขนาดพื้นที่ฟารมขนาดใหญทำใหระดับของประสิทธิภาพทางเทคนิคสูงขึ้น (พฤทธ รำพึงกิจ, 2546) และการศึกษาของวงกต วงศอภัยและปุน เที่ยงบูรณธรรม (2551) พบวา ระบบของ การผลิตกาซชีวภาพในฟารมสุกร ประกอบดวย 4 กระบวนการ ไดแก 1) กระบวนการกอนบำบัดของเสีย จะเปน การปรับสภาพน้ำเสียใหอยูในสภาพที่เหมาะสม 2) กระบวนการยอยสลายสารอินทรียตางๆ ภายใตสภาวะ ไรออกซิเจน โดยนำน้ำเสียที่ปรับสภาพแลว มาสูกระบวนการยอยสลายสารอินทรีย ซึ่งกระบวนการนี้จะได ผลผลิตเปนกาซชีวภาพ กากตะกอน และน้ำเสียที่ไดรับการบำบัดแลว 3) กระบวนการหลังการยอยสลาย สารอินทรียตางๆ ภายใตสภาวะไรออกซิเจน โดยนำกากตะกอนที่ไดมาตากแหงแลวไปผลิตเปนปุย สวนน้ำเสีย ที่ไดรับการบำบัดมาแลวตองตรวจสอบใหอยูในเกณฑมาตรฐานกอนปลอยออกสูแหลงน้ำสาธารณะ บางฟารม ไดนำน้ำกลับมาใชหมุนเวียนในฟารมหรืออาจใชเปนปุยน้ำได และ 4) กระบวนการนำกาซชีวภาพไปใชเปน พลังงาน ประกอบดวย 3 สวน คือ ระบบกักเก็บกาซ ระบบการเผากาซชีวภาพสวนเกิน และการนำกาซชีวภาพ มาใชเปนพลังงานความรอนและพลังงานไฟฟา โดยนำมาใชเปนเชื้อเพลิงกับเครื่องกกลูกสุกร ใชทดแทนกาซ LPG ในครัวเรือน และนำมาใชกับชุดเครื่องยนตสันดาปภายในตอรวมกับเครื่องกำเนิดไฟฟาเพื่อใชกับอุปกรณไฟฟา สำหรับกิจกรรมการเลี้ยงสัตวภายในฟารม โดยกาซชีวภาพ 1 ลูกบาศกเมตร (มีเทน 60% และคารบอนไดออกไซด 40%) จะใหคาความรอน 20 - 25 เมกะจูล (MJ) สำหรับความคิดเห็นของเกษตรกรตอการเลี้ยงสุกรที่มีระบบกาซชีวภาพ พบวา ขอดีของการเลี้ยง สุกรที่มีระบบการผลิตกาซชีวภาพไรอากาศแบบ Covered Lagoon ไดแก เปนระบบที่ชวยในการประหยัด คาไฟฟา และผลประโยชนรวมจากการดำเนินการที่สำคัญ คือ การลดมลพิษทางกลิ่นแกชุมชนโดยรอบ อีกทั้ง บางสวนยังไดรับผลพลอยไดจากการจำหนายมูลสุกรและนำน้ำเสียที่บำบัดหลังจากผานระบบ Covered Lagoon มาใชประโยชนทางการเกษตรไดอีกดวย สำหรับขอเสีย ไดแก การซอมบำรุงวัสดุอุปกรณในการผลิตกาซชีวภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีในการประยุกตกาซชีวภาพ อาทิ เครื่อง Generator ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟาไดมีมูลคาสูง เกษตรกรสวนใหญประยุกตใชเครื่องยนตในการปนผลิตกระแสไฟฟา ทำใหตองเสียคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม


10 และใชประสิทธิภาพจากกาซชีวภาพไดไมเพียงพอ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2564) นอกจากนี้ ปญหา สวนใหญที่อาจพบจากการใชกาซชีวภาพ ไดแก การรั่วระเหยของกาซ การเสื่อมคุณภาพของอุปกรณและชิ้นสวน การเปดปดวาลวกาซและการเกิดคราบเขมาของกาซบริเวณกนภาชนะที่ใชหุงตม (สมนึก แกวเกาะสะบา, 2549) การศึกษาของอรทัย วรรคาวิสันต (2552) พบวาการผลิตกาซชีวภาพจากฟารมเลี้ยงสุกร ในอำเภอบานแพ จังหวัดราชบุรี มีจำนวนสุกรประมาณ 20,000 ตัว เนื้อที่ประมาณ 10 ไร มีการสรางบอเก็บ กาซชีวภาพขนาด 1,000 ลูกบาศกเมตร จำนวน 2 บอ คาใชจายบอละ 2,600,000 บาท สามารถนำมาผลิต กระแสไฟฟาได 1,200 กิโลวัตตชั่วโมงตอวัน ทำใหสามารถประหยัดคาไฟฟาไดมาถึง 898,560 บาทตอป และ นำไปใชเปนกาซหุงตมจึงทำใหประหยัดคากาซหุงตมไดอีก 794,880 บาทตอป และกากที่ตกตะกอนยังสามารถ นำไปทำเปนปุยอินทรียขายเปนเงินได 450,000 บาทตอป เมื่อคำนวณมูลคาปจจุบันสุทธิ (NPV) ที่อัตราคิดลด 8.45% มีคาเทากับ 2,324,303 บาท และไดอัตราผลตอบแทนตลอดอายุโครงการประมาณ 16% ซึ่งมากกวา ตนทุนของเงินทุนของโครงการและสูงกวาอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังที่ตั้งไวที่ 15% และสามารถคืนทุนได ภายในระยะเวลา 5 ป 3 เดือน นอกจากนี้ การศึกษาปจจัยที่มีผลตอการตัดสินใจของผูประกอบกิจการฟารม สุกรในการเลือกติดตั้งระบบ Covered Lagoon เพื่อนำกาซชีวภาพมาใชเปนพลังงานทดแทน (ปยพงศ พงษอนันต, 2554) พบวา ผูประกอบกิจการฟารมสุกรใหความสำคัญกับปจจัยดานผลิตภัณฑในเรื่อง ความสามารถลดตนทุนจากการใชพลังงาน ปจจัยดานราคาเรื่องการกำหนดราคาของผลิตภัณฑและบริการ ใหเหมาะสมกับคุณภาพและการบริการ ปจจัยดานการจัดจำหนายเรื่องความสะดวกในการติดตอกับผูประกอบ ธุรกิจติดตั้งระบบ Covered Lagoon ปจจัยดานการสงเสริมการตลาดเรื่องการใหคำปรึกษาและออกแบบฟรี และปจจัยดานอื่นๆ ในดานความตองการเทคโนโลยีเพื่อชวยลดคาใชจายจากการใชพลังงานและรักษา สิ่งแวดลอม และปจจัยดานสังคมเรื่องความตองการเปนที่ยอมรับของชุมชน และจากการศึกษาของของสุชน ตั้งทวีวิพัฒน (2563) โดยนำกาซชีวภาพมาประยุกตใชเปนพลังงานทดแทนน้ำมันกาซโซลีน (น้ำมันเบนซิน) กับ เครื่องยนตขนาด 7.5 แรงมาที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟาขนาด 3 กิโลวัตต ผลิตกระแสไฟฟาสำหรับใชในชุมชนของ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแมสอง อำเภอทาสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 3 ราย และแบบ โครงการหลวง แมสามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแมฮองสอน จำนวน 1 ราย โดยใชบอผลิตกาซชีวภาพของ เกษตรกรทั้ง 4 ราย ซ่งึมีขนาด 8 ลูกบาศกเมตร 12 ลูกบาศกเมตร 8+8 ลูกบาศกเมตร และ 16 ลูกบาศกเมตร สามารถใชผลิตกระแสไฟฟา ไดนาน 1.84 ชั่วโมงตอวัน 2.23 ชั่วโมงตอวัน 3.14 ชั่วโมงตอวัน และ 4.01 ชั่วโมง ตอวัน ชวยลดคาใชจายได 76.63 บาทตอเดือน 96.31 บาทตอเดือน 111.34 บาทตอเดือน และ 130.83 บาท ตอเดือน ตามลำดับ ซึ่งคาดังกลาวแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญตามขนาดของบอกาซชีวภาพ บอผลิตกาซชีวภาพ บนพื้นที่สูงขนาดความจุ 12-16 ลูกบาศกเมตรและมีจำนวนสุกรขุน 9-35 ตัว เปนขนาดที่เหมาะสมที่สามารถ นำมาผลิตกระแสไฟฟาได วันละ 2-4 ชั่วโมง หลังคาเรือนละ 81-126 วัตต โดยใชหลอดไฟฟา LED จำนวน 9-14 หลอดตอบอ ใชไดไมนอยกวา 10 ครัวเรือน ชวยลดคาใชจาย (คาไฟฟา) ได เดือนละ 96-130 บาทตอเดือน นอกจากนี้ยังสามารถใชกับอุปกรณไฟฟาอื่น ๆ ที่ใชกระแสไฟไมมาก เชน การชารจแบตเตอรี่สำหรับใชกับแผง โซลาเซลล ไฟฉาย ทีวี พัดลม และโทรศัพทมือถือ เปนตน


11 2.1.2 งานวิจัยเกี่ยวกับหวงโซอปุทานของกาซชีวภาพ ญานิศา แสนศรี และคณะ (2558) ไดศึกษาหวงโซอุปทานและโลจิสติกสในการผลิตไฟฟาจากมูลไก และน้ำเสียของบริษัท เคซีเอฟ กรีน เอนเนอจี จำกัด โดยมีโลจิสติกสขาเขา ประกอบดวย น้ำประปา มูลไกจาก บริษัทในเครือ และน้ำเสียจากบริษัทไทยฟูด จำกัด เชื่อมโยงไปยังกระบวนการผลิตกาซชีวภาพและพลังงานไฟฟา โดยสงของเสียผานบอผสมวัตถุดิบ บอพัก บอหมักแบบรางหรือแบบ CSTR ดึงกากออกรอยละ 10 นำไปทำปุยน้ำ และปุยแหง สงกาซจากบอหมักไปยัง Blower และ Biogas Scrubber เพื่อกำจัดสารปนเปอนออกจากระบบ สงตอ กาซไปยัง Dehumidity Unit Building เพื่อลดความชื้นโดยใชความเย็นทำใหลดการกัดกรอนของกาซชีวภาพ ภายในชุดผลิตพลังงานไฟฟาหรือเครื่องกำเนิดไอน้ำ และสงตอไปยัง Generator Building เพื่อผลิตกระแสไฟฟา และเชื่อมโยงไปยังโลจิสติกสขาออก โดยสงขายไฟฟาตามเฟสที่ทำสัญญาไวกับการไฟฟา ซึ่งปริมาณกาซชีวภาพ จากมูลไกและน้ำเสีย 40,119.36 ลูกบาศกเมตรตอวัน ที่ใชปอนเขาเครื่องยนตขนาด 4 เมกะวัตต สามารถผลิต ไฟฟาได 96,000 กิโลวัตต-ชั่วโมงตอวัน หรือ 31,680,000 กิโลวัตต-ชั่วโมงตอป โดยมีตนทุนการผลิต 19,835,112 บาท รายได 30,363,107 บาท และกำไร 10,527,995 บาท สอดคลองกับหวงโซอุปทานกาซชีวภาพของ Schaper (2010) ซึ่งประกอบดวย ปจจัยการผลิต ไดแก วัสดุเหลือใชทางการเกษตร มูลสัตว และน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ของเกษตรกร โรงงานจัดการของเสีย และเทศบาล ขนสงและไปกักเก็บเพื่อเขาสูกระบวนการผลิตกาซชีวภาพ ซึ่งดำเนินการโดยเกษตรกร โรงงานผลิตไฟฟา และบริษัท กากตะกอนที่ไดนำไปเปนปุยใชในภาคเกษตร สำหรับ กาซชีวภาพที่ไดนำไปผลิตเปนพลังงานไฟฟา พลังงานความรอน และเปนเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งนำไปผาน กระบวนการปรับปรุงคุณภาพเปนกาซไบโอมีเทน ในขณะที่ Hao Yu (2018) ศึกษาหวงโซคุณคาของการผลิต พลังงานทางเลือกจากชีวมวลและของเสียที่ยอยสลายได ประกอบดวย 5 กิจกรรม 1) การเก็บเกี่ยวและรวบรวม ชีวมวลและของเสีย โดยมีแหลงมาจากภาคเกษตร ปาไม ประมง ขยะของเทศบาล และน้ำเสีย 2) การกักเก็บและ การขนยายชีวมวลและของเสีย สวนใหญใชการขนสงทางถนน แตถามีปริมาณมากและระยะทางไกลจะใชการขนสง ทางรถไฟและเรือซึ่งมีตนทุนต่ำกวา 3) การผลิตพลังงานทางเลือกหรือการยอยสลายชีวมวลและของเสีย ซึ่งเปนขั้นตอนในการสรางมูลคาเพิ่มจากวัตถุดิบเปนผลผลิตขั้นกลาง (semi-finished product) โดยใช เทคโนโลยีการแปรสภาพกาซ (gasification) เทคโนโลยีไพโรไลซิส (pyrolysis) เปลี่ยนขยะพลาสติกเปนน้ำมัน ชีวภาพขั้นสูง เทคโนโลยีการยอยสลายแบบใชออกซิเจน (aerobic composting) เทคโนโลยีการยอยสลายแบบ ไมใชออกซิเจน (anaerobic digestion) เทคโนโลยีการเผาไหมโดยตรง (direct combustion) และเทคโนโลยี การฝงกลบ (landfill) 4) การปรับปรุงคุณภาพกาซ ซึ่งเปนขั้นตอนในการสรางมูลคาเพิ่มจากผลผลิตขั้นกลางไปสู ผลผลิตขั้นสุดทาย (finished product) เนื่องจากผลผลิตขั้นกลางไมสามารถสงตรงไปยังตลาดไดเพราะสวนประกอบ ทางเคมีที่มีความซับซอนและประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้น การปรับปรุงคุณภาพกาซใหบริสุทธิ์จึงเปนกระบวนการ สำคัญในการสรางมูลคาเพิ่มใหกับการผลิตพลังงานชีวภาพ และ 5) การจำหนายพลังงานชีวภาพและผลพลอย ไดจากการผลิต ซึ่งเปนขั้นตอนสุดทายของหวงโซคุณคาการผลิตพลังงานชีวภาพ โดยมีตลาดที่เกี่ยวของ ไดแก ภาคการขนสง อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมเคมี ภาคการเกษตร ภาคการผลิตพลังงานไฟฟาและความรอน


12 จากการตรวจเอกสาร พบวา การใชประโยชนจากกาซชีวภาพดวยระบบบำบัดน้ำเสียแบบ ผลิตกาซชีวภาพ นำมาผลิตกระแสไฟฟาเพื่อลดคาใชจายดานพลังงานได รวมทั้งสามารถสรางรายไดจากกาก ตะกอนซ่งึเปนผลพลอยไดจากการผลิต 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 2.2.1 โซอุปทาน (Supply Chain) โซอุปทาน (Supply Chain) หมายถึง กิจกรรมที่มีความสัมพันธ และเชื่อมโยงกัน เพื่อสราง มูลคาเพิ่มใหกับปจจัยการผลิต โดยเริ่มตั้งแตกระบวนการนำวัตถุดิบจากผูขายวัตถุดิบเขาสูกระบวนการผลิต การจัดจำหนาย จนถึงการจัดสงสินคาไปสูผูบริโภคคนสุดทาย รวมถึงการบริการหลังการขาย โดยทั่วไป จะประกอบดวยกิจกรรมสำคัญ 4 กิจกรรม ไดแก ผูสงมอบ คือผูที่สงวัตถุดิบใหกับโรงงาน ผูผลิต คือ ผูที่ทำหนาที่ ในการแปรสภาพวัตถุดิบที่ไดรับจากผูสงมอบ ใหมีคุณคาสูงขึ้น ผูกระจายสินคาคือผูที่ทำหนาที่ในการกระจาย สินคาไปใหถึงมือผูบริโภคหรือลูกคา และลูกคาหรือผูบริโภค คือจุดปลายสุดของโซอุปทานเปนจุดที่สินคาหรือ บริการถูกใชจนหมดมูลคา (ยรรยง ศรีสม, 2553) การจัดการโซอุปทาน (Supply Chain Management) หมายถึง กิจกรรมการจัดการผลิตสินคา ที่มีมูลคาเพิ่มสูงและมีคุณภาพตามความตองการของลูกคาแลวจัดสงใหลูกคาดวยตนทุนต่ำที่สุดและระดับ บริการ (Service Level) ที่ไววางใจไดมากที่สุดการจัดการหวงโซอุปทานจึงครอบคลุมทุกขั้นตอนของการผลิต และการเคลื่อนยายสินคา การไหลเวียนของขอมูล ขาวสาร และเงินทุน เชื่อมโยงผูเกี่ยวของตั้งแตการผลิต ในระดับตนน้ำ การแปรรูป หีบหอ และจัดการสินคาคงคลังในระดับกลางน้ำ จนถึงการคาสงและคาปลีก และ การสงออก ในระดับปลายน้ำ ซึ่งกระบวนการโลจิสติกสเปนสวนหนึ่งของการจัดการโซอุปทาน (สถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย, 2553) เปนการบริหารจัดการตั้งแตตนน้ำหรือแหลงวัตถุดิบในการผลิต ปอนเขาโรงงาน จนถึงปลายน้ำหรือถึงผูบริโภค ประกอบดวยขั้นตอนทุกๆ ขั้นตอนที่เกี่ยวของ ทั้งทางตรง และทางออม ที่มีตอ การตอบสนองความตองการของลูกคา ซึ่งไมเพียงแตอยูในสวนของผูผลิตและผูจัดสงวัตถุดิบเทานั้น แตรวมถึง ผูขนสง คลังสินคา พอคาคนกลางและลูกคาดวย (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2558) มีองคประกอบของ โซอุปทานในระดับตนน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (ภาพที่ 2.1) มีดังนี้ 1) ระดับตนน้ำ ไดแก เกษตรกร ซึ่งทำหนาที่ในการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินคาเกษตร โดย ในกิจกรรมโลจิสติกส เริ่มตั้งแตการจัดหาและใชปจจัยการผลิตทางการเกษตร การจัดการคุณภาพผลผลิต ในฟารมจนไดผลผลิตที่พรอมสงไปจำหนาย สำหรับงานวิจัยนี้ จะเริ่มจากเกษตรกรผูเลี้ยงสุกร นำสิ่งปฏิกูลจากโรงเรือนเลี้ยงสุกร มาสูกระบวนบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซชีวภาพในฟารมสุกร 2) ระดับกลางน้ำ ประกอบดวย ผูรวบรวม รวมถึงโรงคัดบรรจุ และโรงงานแปรรูป ซึ่งมีบทบาท สำคัญในการเคลื่อนยายผลผลิตจากเกษตรกรสูตลาด โดยมีกิจกรรมโลจิสติกส ไดแก การจัดการโครงสราง พื้นฐานในการรวบรวม เก็บรักษา การคัดแยก การตรวจสอบคุณภาพ การใชเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เชน การบรรจุหีบหอ การขนสง การเก็บรักษา เปนตน โดยผลผลิตจะถูกเคลื่อนยายไปดำเนินการ 2 ทาง ไดแก รวบรวม


13 เพื่อจำหนายใหกับผูบริโภคในรูปของผลสด และการรวบรวมเพื่อสงเขาโรงงานแปรรูปเปนสินคา และจำหนายให รานคาสง คาปลีก ตัวแทนผูสงออก หรือผูบริโภคตอไป สำหรับงานวิจัยนี้ จะเริ่มจากเกษตรกรผูเลี้ยงสุกรดำเนินการบำบัดน้ำเสียดวยระบบบำบัดน้ำเสีย แบบผลิตกาซชีวภาพภายในฟารมสุกรไดผลผลิตเปนกาซชีวภาพ กากตะกอน และน้ำเสียที่ไดรับการบำบัดแลว 3) ระดับปลายน้ำ เปนกระบวนการเคลื่อนยายสินคาเกษตรทั้งที่อยูในรูปผลสดและสินคา เกษตรแปรรูปออกสูตลาด โดยพอคาสง พอคาปลีก ตัวแทนผูสงออก ทำหนาที่ขายหรือกระจายสินคาไปสูลูกคา หรือผูบริโภค โดยกิจกรรมโลจิสติกส ไดแก การหาลูกคา การตัดสินใจเกี่ยวกับผลผลิต ผลิตภัณฑ การบริการ และการสรางความพึงพอใจใหแกลูกคา เปนตน ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2558) ภาพที่ 2.1 โซอุปทานสินคาเกษตร 2.2.2 แนวคิดตนทุนและผลตอบแทน การศกึษาตนทุนการผลิตกาซชีวภาพจากสิ่งปฏิกูลในฟารมสุกร ไดพิจารณาองคประกอบตาม หลักเศรษฐศาสตร (สุพัฒน อุยไพบูลยสวัสดิ์, 2553) ผานกระบวนการผลิตเพื่อใหไดมาซึ่งกาซชีวภาพที่มีการใช ปจจัยการผลิตตางๆ ที่เกี่ยวของ โดยแบงออกเปน ตนทุนการผลิต หมายถึง คาใชจายหรือมูลคาการใชปจจัยการผลิต ทั้งประเภทปจจัยผันแปร และปจจัยคงที่ที่นำมาใชในการประกอบการผลิต เพื่อใหการผลิตดำเนินการไปจนสิ้นสุดกระบวนการผลิต ในชวงเวลาหรือรุนการผลิตหนึ่งๆ ที่กำหนด ตนทุนทั้งหมด หมายถึง ผลรวมคาใชจายทั้งหมดของตนทุนผันแปรและตนทุนคงที่ ทั้งที่ เปนเงินสดและไมเปนเงินสด การคำนวณหาตนทุนการผลิตกาซชีวภาพทั้งหมด สามารถคำนวณไดในรูปตนทุน การผลิตตอหนวย คือ บาทตอลูกบาศกเมตร ตนทุนรวม คือ ตนทุนคงที่ + ตนทุนผันแปร ทั้งที่เปนเงินสดและไมเปนเงินสด TC = TFC + TVC ผลตอบแทน คือ รายไดที่ผูผลิตไดรับจากการขายผลผลิต TR = P x Q โซอุปทานตนน้ำ (กอนเพาะปลูกถึงเก็บเกี่ยว) โซอุปทานกลางน้ำ (รวบรวมผลผลิตถึงแปรรปู ) โซอุปทานปลายน้ำ (การจัดจำหนายและการตลาด) ผผูลติหรือ จำหนายปจจัย การผลิต เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผูรวบรวม โรงงานแปรรูป ผูคาสง ผูสงออก ผคูาปลีก ผูบริโภค


14 ผลตอบแทนสุทธิ คือ ผลตางระหวางรายไดกับตนทุน ߨ = TR – TC โดยที่ TC = ตนทุนรวม P = ราคาสินคาเกษตร TFC = ตนทุนคงที่ Q = ปริมาณสินคาเกษตร TVC = ตนทุนผันแปร TR = ผลตอบแทน ߨ = ผลตอบแทนสุทธิ ตนทุนผันแปร หมายถึง ตนทุนคาใชจายในการผลิตที่สามารถเปลี่ยนขนาดการใชเพื่อ เปลี่ยนแปลงขนาดของผลผลิตในขนาดการผลิตหนึ่งๆ ในการศึกษาครั้งนี้ ตนทุนผันแปรจะประกอบไปดวย ปจจัยผันแปรตางๆ ดังนี้ 1) คาวัตถุดิบ วัตถุดิบซึ่งเปนสวนประกอบสำคัญของการผลิตกาซชีวภาพ ไดแก น้ำเสียจาก การเลี้ยงสุกรและการทำความสะอาดโรงเรือน 2) คาแรงงาน หมายถึง คาจางหรือผลตอบแทนที่จายใหกับลูกจางหรือคนงานที่ทำหนาที่ เกี่ยวของกับการผลิต ไดแก คาแรงงานในกิจกรรมทำความสะอาดโรงเรือน กิจกรรมดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย และกิจกรรมดูแลระบบเครื่องยนตหรือเครื่องกำเนิดไฟฟา 3) คาวัสดุ หมายถึง คาใชจายตางๆ ที่นำมาใชในการประกอบการผลิตแลวหมดสภาพไป รวมทั้งอุปกรณที่ใชในการผลิตบางชนิดที่ใชไดเพียงรุนการผลิตนั้นๆ เพียงครั้งเดียว ไดแก - คาไฟฟา คาน้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับการผลิต - คาซอมแซมอุปกรณ เปนคาใชจายที่เกิดขึ้นจากการซอมเครื่องมือและอุปกรณทางการ เกษตรตางๆ ที่ชำรุดใหสามารถใชงานไดตามปกติและคาซอมดังกลาวตองเปนคาซอมเล็กๆ นอยๆ เทานั้น การจะพิจารณาวาการซอมครั้งใดเปนการซอมเล็กๆ นอยๆ หรือเปนการซอมใหญ ใหพิจารณาวาถาซอมแลว อายุการใชงานเพิ่มขึ้นหรือไม ถาเพิ่มขึ้นก็ถือวาการซอมนั้นเปนการซอมใหญ และตีมูลคาเปนทรัพยสิน ใหคำนวณมูลคาและอายุการใชงานมาใหมดวย แตถาอายุการใชงานไมเพิ่มขึ้นเปนเพียงการซอมเพื่อ ใหเครื่องมืออุปกรณใชงานไดดีตามปกติเทานั้นใหถือวาเปนการซอมเล็กๆ นอยๆ 4) คาเสียโอกาสเงินลงทุน หมายถึง คาใชจายที่เกิดขึ้นจากการประเมินการลงทุนในมูลคา ปจจัยผันแปร เฉพาะที่เปนเงินสดทั้งหมดของการผลิตปศุสัตวในรุนการผลิตหนึ่งๆ ซึ่งมูลคาปจจัยที่นำมาใช ในการผลิตปศุสัตวตองเสียโอกาสที่จะนำไปใชในกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถสรางผลผลิตได เชน นำเงินไปซื้อ ปจจัยประเภทวัสดุ คือ ซื้อจำนวนปศุสัตว ซื้ออาหาร ซื้อยารักษาโรค ซึ่งเงินจำนวนดังกลาวตองเสียโอกาส ที่จะไดรับผลตอบแทนจากการนำไปใชในกิจกรรมอื่น เชน ฝากธนาคารหรือใหกูยืม ดังนั้น คาเสียโอกาสจึงเปน คาใชจายประเมินสวนหนึ่งในการคำนวณตนทุนการผลิตปศุสัตว ดังนี้


15 OPC = TVC x M x i โดยที่ OPC = คาเสียโอกาสเงินลงทุนตอรุน TVC = ตนทุนผันแปรทั้งหมดตอหนวย เฉพาะที่เปนเงนิสด M = ชวงเวลาการผลิต ตั้งแตเริ่มการผลิตจนถึงเก็บผลผลิต i = อัตราคาเสียโอกาส สวนใหญใชอัตราดอกเบี้ยเงินกู สำหรับในการศึกษาครั้งนี้ จะเปนการคำนวณคาเสียโอกาสเงินลงทุนในกิจกรรมการผลิต กาซชีวภาพจนถึงการนำกาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทนภายในฟารม ตนทุนคงที่ หมายถึง ตนทุนคาใชจายในการผลิตแตละชวงหรือรุนการผลิตหนึ่งๆ เปนการผลิต ระยะสั้น ปจจัยที่ประกอบการผลิตบางสวนจึงมีสภาพคงที่ ปจจัยเหลานี้จึงไมสามารถเปลี่ยนแปลงขนาดการผลิตได ไมวาจะมีการผลิตมากหรือนอย หรือไมมีการผลิตเลยก็ตาม ปจจัยการผลิตชนิดนี้จะยังคงมีอยู เชน คาใชที่ดิน คาเสื่อมเครื่องจักร คาเสื่อมโรงเรือน เปนตน ในการศึกษาครั้งนี้ ตนทุนคงที่จะประกอบดวยปจจัยคงที่ตางๆ ดังนี้ 1) คาเชาที่ดิน หมายถึง คาใชจายที่เกิดขึ้นในการนำที่ดินไปใชประโยชนในการดำเนิน กิจกรรมทำฟารมปศุสัตวชนิดนั้นๆ ซึ่งจะแสดงเปนเงินสดในกรณีที่มีการเชาที่ดินเกิดขึ้นจริงและไมเปนเงินสด ในกรณีที่ดินนั้นเปนที่ดินของตนเองซึ่งจะตองประเมินมูลคาของคาเชาที่ดินทั้งนี้คาเชาที่ดินไดรวมถึงคาภาษี ที่ดินเรียบรอยแลว ซึ่งคาภาษีที่ดินจะตองแสดงเปนเงินสด แตเนื่องจากมีมูลคาเพียงเล็กนอยจึงมิไดแยกมูลคา ออกมาชัดเจนดังนั้นจึงใหถือรวมเปนคาเชาที่ดินเพียงรายการเดียว 2) คาเสื่อมราคาทรัพยสิน หมายถึง คาใชจายที่เกิดขึ้นจากการประเมินกระจายมูลคาของ ทรัพยสินที่ซื้อไวใชงานไปสูชวงการผลิตตางๆ ตลอดอายุการใชงานของทรัพยสินนั้น และจะแสดงมูลคาไมเปน เงินสดการประเมินคาเสื่อมหรือคาสึกหรอสามารถคำนวณไดหลายวิธีในที่นี้ใชวิธี The Straight Line Method ซึ่งเปนวิธีการคำนวณที่งายที่สุดและนิยมใชกันมาก ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจึงไดกำหนดใหใช วิธีการนี้ โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้ D = (P − S) N × M × U โดยที่ D = คาเสื่อมราคาตอรุน P = มูลคาแรกซื้อหรือสราง S = มูลคาซาก N = อายุการใชงาน M = ชวงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแตเริ่มการผลิตจนถึงเก็บผลผลิต (รุน) U = รอยละการใชงานของทรัพยสินในการผลิตปศุสัตวนี้


16 สำหรับงานวิจัยนี้ จะเปนการประเมินกระจายมูลคาของระบบบำบัดน้ำเสียแบบผลิตกาซ ชีวภาพ เครื่องปมน้ำ เครื่องยนต เครื่องกำเนิดไฟฟาและอื่นๆ เฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตจนถึงการนำ กาซชีวภาพไปใชเปนพลังงานทดแทนภายในฟารม 3) คาเสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพยสิน หมายถึง คาใชจายที่เกิดจากการประเมินมูลคา ทรัพยสินที่เสียโอกาสไดรับผลตอบแทนจากการนำปจจัยประเภททุนไปใชในกิจกรรมอื่นๆที่สามารถสรางผลผลิตได และการคิดอัตราคาเสียโอกาสนั้นจะใชอัตราดอกเบี้ยเงินกู การคำนวณคาเสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพยสินนั้นถาเปนการคำนวณตนทุนการผลิต ในรอบ 1 ปการผลิต มูลคาปจจัยคงที่ที่นำมาคิดคาเสียโอกาสนิยมใชคาเฉลี่ยของมูลคาทรัพยสินตนป และ ปลายปบางครั้งอาจมีปญหาเกี่ยวกับมูลคาปลายปอาจใชมูลคาตนปอยางเดียวก็ได หรือถาตองการขจัดปญหา การประเมินราคาอาจจะใชวิธีการคิดคาเสียโอกาสโดยใชมูลคาแรกซื้อหรือสรางบวกดวยมูลคาซากหารดวย 2 ซึ่งจะเปนการกระจายคาเสียโอกาสที่มีคาคงที่ทุกป แตในแนวคิดจะใชวิธีตีราคามูลคาซากใหเปนศูนยหรือ ไมมีมูลคาซากเพื่อลดความยุงยากในการคำนวณวิธีการคำนวณ มีดังนี้ การคำนวณคาเสียโอกาสแบบคงที่ทุกปเมื่อไมมีมูลคาซากหรือใหมูลคาซากเปน “0” สูตร คำนวณมาตรฐานคือ OPI = (P + 0) 2 × i × M × U โดยที่ OPI = คาเสียโอกาสเงินลงทุนในทรัพยสินตอรุน P = มูลคาตนปแรกซื้อหรือสราง i =อัตราคาเสียโอกาสใชอัตราดอกเบี้ยเงินกู M = ชวงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแตเริ่มการผลิตจนถึงเก็บผลผลิต (รุน) U = รอยละการใชงานของทรัพยสินในการผลิตปศุสัตวนี้ 2.2.3 แนวคิดการวิเคราะห SWOT การวิเคราะห SWOT เปนวิธีการหรือเครื่องมือสำหรับการวางแผนกลยุทธที่รูจักและใชกัน อยางแพรหลายในกิจการตางๆ กระบวนการวิเคราะห SWOT จะทำใหทราบสถานภาพปจจุบันขององคกรวามี ลักษณะอยางไรเพื่อหากลยุทธที่เหมาะสมใหแกองคกรนั้นๆ (เอกชัย อภิศักดิ์กุล และทรรศนะ บุญขวัญ, 2549) SWOT เปนตัวยอที่มีความหมาย ดังนี้ Strengths – จุดแข็งหรือขอไดเปรียบขององคกร Weaknesses – จุดออนหรือขอเสียเปรียบขององคกร Opportunities – โอกาสที่จะทำใหองคกรดำเนินการได Threats –อุปสรรคขอจำกัด หรือปจจัยที่คกุคามการดำเนินงานขององคกร หลักการสำคัญของ SWOT คือ การวิเคราะหโดยการสำรวจจากสภาพแวดลอมขององคกร 2 ดาน คือ สภาพแวดลอมภายใน และสภาพแวดลอมภายนอก ดังนี้


17 1) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน หมายถึง การตรวจสอบความสามารถและความพรอม ที่ทำใหทราบถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดออน (Weakness) ขององคกร ซึ่งจะชวยใหสามารถใชประโยชน จากโอกาส (Opportunities) และหลบหลีกจากอุปสรรค (Threats) ที่เกิดจากสภาพแวดลอมภายนอกได การวิเคราะหจุดแข็งและจุดออนยังชวยระบุถึงจุดแข็งที่ซอนอยูและจุดออนที่ถูกละเลย องคกรจะตองสามารถ ระบุปจจัยภายในขององคกรที่เปนจุดแข็งและจุดออนได เนื่องจากจุดแข็งนำไปสูการไดเปรียบทางการแขงขัน เปนสิ่งซ่งึองคกรมีอยหรือสามารถทำไดดีกวาคูแขงขัน จุดออนคือ สิ่งซึ่งองคกรมีหรือทำหรือไมมีเลย ในขณะที่ ู คูแขงขันสามารถทำไดดีกวา การพิจารณาจุดออนและจุดแข็งสามารถเปรียบเทียบไดกับปจจัย 3 ประการ ไดแก ผลการดำเนินงานที่ผานมาในอดีตขององคกร (Past Performance) คูแขงขันที่สำคัญขององคกร (Key Competition) และอุตสาหกรรมทั้งหมด เครื่องมือที่ใชวิเคราะหสภาพแวดลอมภายใน ไดแก McKinsey’s 7S Framework 2) การวิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอก หมายถึง การประเมินสภาพแวดลอมในการดำเนินธุรกิจ ที่ผูประกอบการไมสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได ดังนั้นจึงตองศึกษาสถานการณปจจุบันและแนวโนม การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสภาพแวดลอมดังกลาววาเปนไปในลักษณะที่เปนโอกาสหรืออุปสรรคในการ ดำเนินธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดลอมภายนอกก็สงผลตอองคกรธุรกิจแตละแหงในลักษณะ ที่แตกตางกัน การเปลี่ยนแปลงที่กอใหเกิดโอกาสสำหรับองคกรบางแหลงอาจจะกลายเปนขอกำหนดของ องคกรอื่น หรือถึงแมองคกรธุรกิจหลายแหงอาจจะไดรับประโยชนจากโอกาสที่เกิดขึ้นคลายๆ กันแตบางแหง ก็อาจจะไดรับประโยชนมากกวาแหงอื่น เนื่องจากลักษณะที่แตกตางกันขององคกรธุรกิจและความสามารถของ ผูบริหารในการที่จะกำหนดกลยุทธใหไดรับประโยชนจากโอกาสที่เกิดขึ้น เครื่องมือที่ใชวิเคราะหสภาพแวดลอม ภายนอก ไดแก PESTEL Analysis 2.2.4 แนวคิดการวิเคราะหสภาพแวดลอมภายในดวย McKinsey’s 7S Framework การวิเคราะหปจจัย 7S ตามหลักการของแมคคินซีย (McKinsey’s 7S Framework) ป 1980 เปนแนวทางวิเคราะหปจจัยภายในองคกร ซึ่งเปนเครื่องมืออยางหนึ่งที่ถูกนำมาใชในการวิเคราะห การบริหารองคกรที่จะชวยใหการบริหารองคกรมีศักยภาพการทำงานสูงมากยิ่งขึ้น โดย Tom Peter และ Julien Phillips ผูเปนทนายความของบริษัท McKinsey ไดกลาววาความสำเร็จในการดำเนินงานขององคกรตาง ๆ หรือการบริหารงานที่สัมฤทธิ์ผลนั้นขึ้นอยูกับตัวแปรซึ่งมีความสัมพันธเกี่ยวเนื่องกันอยูอยางนอยที่สุด 7 ตัว ไดแก 1) กลยุทธ (Strategy) 2) โครงสราง (Structure) 3) ระบบ (System) 4) รูปแบบ (Style) 5) ทักษะ (Skill) 6) บุคลากร (Staff) และ 7) คานิยมรวม (Shared values) โดยที่ตัวแปร 2 ตัวแรก คือ กลยุทธกับโครงสราง เปน สิ่งที่สามารถจับตองไดหรือมองเห็นไดชัดเจน จึงทำใหตลอดระยะเวลาที่ผานมาผูบริหารใหความสนใจเปนพิเศษ สำหรับตัวแปรใหมที่คนพบ เทาที่ผานมาผูบริหารไมไดใหความสนใจ เพราะเปนสิ่งที่จับตองไมไดหรือมองเห็นภาพ ไมชัดเจน ไดแก บุคลากร รูปแบบการบริหาร ระบบและคานิยมรวม รวมทั้งฝมือหรือทักษะ ตอมาบริษัท McKinsey ไดปรับปรุงคำจำกัดความของตัวแปรทั้ง 7 ตัว ใหมีความถูกตองชัดเจนยิ่งขึ้น และเรียกตัวแปร เหลานี้วา เปนโครงรางพื้นฐาน 7S (กรกช สกุลฐิติธนานนท, 2563) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้


18 1) กลยุทธ (Strategy) หมายถึง การวางแผนเพื่อตอบสนอง การเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดลอม การพิจารณาจุดแข็งจุดออน การบริหารเชิงกลยุทธเปนกระบวนการอยางหนึ่งที่จะชวยให ผูบริหารตอบคำถามที่สำคัญ อาทิ องคกรอยูที่ไหนในขณะนั้น องคกรมีเปาหมายอยูที่ไหน พันธกิจคืออะไร พันธกิจควรจะเปนอะไรและใครเปนผูรับบริการของเรา การบริหารเชิงกลยุทธจะมีความสำคัญเปนอยางยิ่ง จะชวยใหองคกรกำหนดและพัฒนาขอไดเปรียบทางการแขงขันขึ้นมาได เปนแนวทางที่บุคคลภายในองคกรรูวา จะใชความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะประสบความสำเร็จ 2) โครงสราง (Structure) หมายถึง โครงสรางขององคกรที่แสดงความสัมพันธระหวาง อำนาจหนาที่ และความรับผิดชอบ รวมถึงขนาดการควบคุม การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจของผูบริหาร การแบงโครงสรางงานตามหนาที่ตามผลิตภัณฑ ตามลูกคา ตามภูมิภาคไดอยางเหมาะสม เพื่อใหงานบรรลุ เปาประสงคที่ตั้งไว ชวยใหเกิดความคลองตัวในการ ปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซอนหรือขัดแยงในหนาที่ ชวยให บุคลากรไดทราบขอบเขตงาน ความรับผิดชอบ มีความสะดวกในการติดตอประสานงาน ผูบริหารสามารถ ตัดสินใจในการบริหารจัดการไดอยางถูกตองและรวดเร็ว 3) ระบบ (System) หมายถึง องคประกอบตาง ๆ ที่มีความสัมพันธระหวางกัน (Interrelated) หรือมีการพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependent) เพื่อใหงานบรรลุถึงเปาหมายตามที่กำหนดไว นอกจาก การจัดโครงสรางที่เหมาะสมและมีกลยุทธที่ดีแลวการจัดระบบการทำงาน (Working system)ก็มีความสำคญัยิ่ง 4) รูปแบบ (Style) หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมในการปฏิบัติงานของผูบริหาร เปนองคประกอบ ที่สำคัญอยางหนึ่งของสภาพแวดลอมภายในองคกร พบวา ความเปนผูนำขององคกรจะมีบทบาทที่สำคัญตอ ความสำเร็จหรือลมเหลวขององคกร โดยผูนำที่ประสบความสำเร็จจะตองวางโครงสรางวัฒนธรรมองคกรดวย การเชื่อมโยงระหวางความเปนเลิศและพฤติกรรมทางจรรยาบรรณใหเกิดขึ้น และการจัดการที่มีรูปแบบวิธี ที่เหมาะสมกับลักษณะองคกร 5) ทักษะ (Skill) หมายถึง ความโดดเดน ความเชี่ยวชาญในการผลิต การขาย การใหบริการ เปนการพิจารณาถึงทักษะหรือความเชี่ยวชาญขององคกรโดยรวมวามีความเชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญใน ดานใด ทักษะในการปฏิบัติงานของทรัพยากรบุคคลในองคกรสามารถแยกทักษะออกเปน 2 ดานหลัก คือ ทักษะดานงานอาชีพ (Occupational skills) เปนทักษะที่จะทำใหบุคลากรสามารถปฏิบัติงานในตำแหนงหนาที่ได ตามหนาที่และลักษณะงานที่รับผิดชอบ สวนทักษะความถนัด หรือความชาญฉลาดพิเศษ (Aptitudes and special talents) อาจเปนความสามารถที่ทำใหพนักงานนั้น ๆ มีความโดดเดนกวาคนอื่น สงผลใหมีผลงานที่ดีกวา และเจริญกาวหนาในหนาที่การงานไดรวดเร็ว ซึ่งองคกรคงตองมุงเนนทั้ง 2 ความสามารถไปควบคูกัน 6) บุคลากร (Staff) หมายถึง การคดัเลือกบุคลากรที่มีความสามารถ การพัฒนาบุคลากรอยาง ตอเนื่อง ทรัพยากรมนุษยนับเปนปจจัยที่มีความสำคัญ องคกรจะประสบความสำเร็จหรือไมสวนหนึ่งจะขึ้นอยูกับ การจัดการทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management) การวางแผนทรัพยากรมนุษยเปนกระบวน การวิเคราะหความตองการทรัพยากรมนุษยในอนาคต โดยการตัดสินใจเกี่ยวกับบุคลากรนั้น ควรมีการวิเคราะห ที่อยูบนพื้นฐานของกลยุทธองคกรเปนสิ่งกำหนดทิศทางที่องคกรจะดำเนินไปใหถึง ซึ่งจะเปนผลใหกระบวนการ กำหนดคณุลกัษณะการคดัเลือกและจัดวางบุคลากรไดอยางเหมาะสมยิ่ง


19 7) คานิยมรวม (Shared values) หมายถึง การมีคานิยมและความเชื่อที่มีรวมกันอยางเปน ระบบที่เกิดขึ้นในองคกรและใชเปนแนวทางในการกำหนดพฤติกรรมของคนในองคกรนั้น ๆ โดยเนนใหบุคลากร  รูจักศึกษาวิเคราะหในรายละเอียดของงานที่ทำ มุงที่ผลงานมากกวาการที่ผูบริหารใหความสำคัญกับบุคลากร ในการตัดสินใจตาง ๆ มุงใหความสำคัญกับการทำงานเปนทีม เนนใหบุคลากรคิดและทำงานในเชิงรุกและ สงเสริมใหบุคลากรมีความคิดริเริ่มสรางสรรค 2.2.5 แนวคิดวิเคราะหสภาพแวดลอมภายนอก PESTEL Analysis PESTEL Analysis คือ เครื่องมือที่เปนประโยชนในการวิเคราะหและทำความเขาใจ "ภาพรวม" ของสภาพแวดลอมพื้นที่ที่กำลังจะเขาไปดำเนินงานดานธุรกิจและคิดเกี่ยวกับโอกาส และภัยคุกคามที่อยูภายใน พื้นที่ธุรกิจใหมซึ่งจะตองทำการคนควาขอมูลตางๆ เพื่อทำความเขาใจเกี่ยวกับสภาพแวดลอมในพื้นที่ใหม และ จะตองคิดวางแผนเพื่อหาประโยชนจากโอกาสและพยายามลดภัยคุกคามลงใหได PESTEL Analysis จะชวยใน ดานการวิเคราะหการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สภาวะแวดลอม และกฎระเบียบ ซึ่งหัวขอเหลานี้ จะใชในขั้นตอนแรกเพื่อระดมความคิดในลักษณะระดับของภูมิภาคและระดับประเทศ หลังจากนั้นนำขอมูล ที่ไดผานการวิเคราะหแลวมาสรุปผล เพื่อใชประกอบการตัดสินใจที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน ภายในองคกร สำหรับการที่จะเขาไปเปดตลาดใหมในพื้นที่ยังไมทำธุรกิจมากอน (เอกกมล เอี่ยมศรี, 2554) ประกอบไปดวยปจจัยดานการเมืองและกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถ อธิบายรายละเอียดไดดังนี้ 1) ปจจัยทางดานการเมือง (Political) องคกรจะตองติดตามการดำเนินงานทางการเมือง เพื่อนำมาวิเคราะหและกำหนดกลยุทธ เพราะปจจัยเหลานี้มีสวนที่จะสงผลกระทบตอองคกรไดทั้งทางบวกและทาง ลบขึ้นอยูกับวาผลกระทบดังกลาวเปนโอกาสหรืออุปสรรคตอองคกร เชน นโยบาย และเสถียรภาพของรัฐบาล พัฒนาการทางการเมืองและนโยบายของรัฐที่มีผลตออุตสาหกรรม ปจจัยทางนโยบายและการเมือง คือ ปจจัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของรัฐบาลและนโยบายของรัฐในชวงเวลานั้นๆ ในบางชวงเวลารัฐอาจมีการ สงเสริมการสงออก ก็จะสงผลใหองคกรที่มีการสงสินคาไปขายนอกประเทศไดเปรียบ รวมไปถึงขอตกลงและ ขอกฎหมายทางการคาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาโดยขึ้นอยูกับนโยบายของรัฐที่ทำใหเราตองคอย ปรับตัวหรือชวยผูประกอบการตัดสินใจวาเราพรอมที่จะลงทุนในประเทศที่มีนโยบายแบบนี้หรือไม โดยปจจัย ทางการเมืองที่ควรนำมาวิเคราะหไดแก - สถานะความมั่นคงและรูปแบบของทางรัฐบาลวามีการเปลี่ยนแปลงมากนอยเพียงใด - ปญหาคอรัปชันที่มีในประเทศมีมากจนภาษีของประชาชนไมไดถูกนำไปสงเสริมในดาน สาธารณูปโภคอื่นๆ หรือไม - อิสระและเสรีภาพในการทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบของแตละทองถิ่น - มีการเรียกเก็บอัตราคาธรรมเนียมและการจัดเก็บภาษีอยางไร - กฎหมายในดานตางๆ เชน ดานสิ่งแวดลอม ดานการละเมิดลิขสิทธิ์ การขโมยขอมูล สวัสดิการพนักงาน เปนตน


20 2) ปจจัยดานเศรษฐกิจ (Economic Factors) เปนสภาพแวดลอมที่สำคัญที่เปนเครื่องบงชี้ ใหเห็นถึงการจัดสรรทรัพยากรทางการบริหาร และมีสวนสำคัญตอการดำเนินงานทางธุรกิจขององคกรอยางสูง เชน อัตราเงินเฟอ อัตราดอกเบี้ย อัตราภาษีอัตราเงินเฟอและอัตราการวางงาน ฯลฯ ประเด็นที่สำคัญที่สุด ในการวิเคราะหปจจัยดานเศรษฐกิจก็คือ การวิเคราะหเพื่อการพยากรณภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่องคกร จะไดสามารถวางแผนการดำเนินงานไดอยางถูกตอง เศรษฐกิจของประเทศคูคานั้นมีความสำคัญอยางยิ่ง ตอยอดขายของผูประกอบการ หากผูประกอบการมีการติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคูคาอยางตอเนื่อง จะชวยใหสามารถวางแผนการผลิตและการขายไดสอดคลองกับความตองการของตลาด ชวยลดโอกาสในการ ผลิตสินคามากกวาความตองการจนตองยอมลดราคาสินคาและสงผลตอกำไรของผูประกอบการ และ การติดตามเสถียรภาพความมั่นคงและการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดการทางดานเศรษฐกิจของภาครัฐดวย ปจจัยตอมา คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีผลกับทุกๆ องคกรในทางตรงเปนอยางมาก เพราะเศรษฐกิจ ของประเทศเปนตัวกำหนดกำลังซื้อของคนในประเทศ และเปนตัวกำหนดตลาดขนาดใหญในประเทศอีกดวย ซึ่งปจจัยในหัวขอนี้ก็สามารถชวยเราวางแผนวาจะเลือกดำเนินการเปนระยะสั้นหรือระยะยาวจากสภาพเศรษฐกิจ ในปจจุบันและแนวโนมของเศรษฐกิจในอนาคตไดอีกดวย โดยเราสามารถวิเคราะหปจจัยทางเศรษฐกิจไดจาก หัวขอเหลานี้ - ภาวะเงินฝด ภาวะเงินเฟอ และอัตราดอกเบี้ย - อัตราแลกเปลี่ยนในประเทศ - อัตราการวางงานของคนในประเทศ - อัตราคาแรงขั้นต่ำและคาแรงของพนักงานโดยเฉลี่ย - ระดับชนชั้น และกำลังซื้อของผูคนในประเทศ - เพดานราคาของสินคาและบริการที่เราสนใจ - ตลาดหุนของประเทศ - วงจรของธุรกิจที่เราสนใจ 3) ปจจัยดานสังคมและวัฒนธรรม (Social-Culture Factors) เปนสภาพแวดลอมที่เกี่ยวกับ ลักษณะทางสังคม มีสวนเกี่ยวของโดยตรงกับชีวิตประจำวันและมีอิทธิพลตอพฤติกรรมการซื้อของผูบริโภค ผูบริหารจะตองพิจารณาถึงปจจัยเหลานี้ โดยจะตองพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในดานตางๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนจะตองพยายามมองหาโอกาสหรืออุปสรรคที่มีตอการดำเนินงานทางธุรกิจขององคกรเพื่อนำมาใช ประกอบในการพิจารณากำหนดกลยุทธไดอยางเหมาะสม เชน โครงสรางทางเพศและอายุ ระดับการศึกษา ทัศนคติ คานิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมและประเพณี ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภค อุปโภค การเขาใจถึง ลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมของกลุมลูกคาเปาหมายของผูประกอบการ จะทำใหสามารถวิเคราะหถึง ความตองการและความชื่นชอบตางๆ ของกลุมลูกคาเปาหมายได ทำใหผูประกอบการสามารถ คัดสรรผลิตภัณฑไดตรงตามความตองการของลูกคา โดยการศึกษาวัฒนธรรมประเพณี คานิยม โครงสรางทาง สังคมและกลุมเปาหมายที่อยูในสังคม ปจจัยทางสังคมนั้นหมายถึงปจจัยทุกๆ อยางที่เกี่ยวของกับ สภาพแวดลอม สภาพสังคม วัฒนธรรม และชีวิตการเปนอยูของคนพื้นที่นั้นๆ วาเปนอยางไรกอนที่จะเริ่มทำ


21 การตลาดใหไดถูกทางเพราะวิถีชีวิตของคนในแตละชุมชนนั้นก็จะมีความแตกตางกันออกไป การที่จะเขาไปทำ ตลาดในพื้นที่ตางๆ เราตองเขาไปศึกษาในสวนนี้กอนเพื่อใหมั่นใจไดวาองคกรจะสามารถดำเนินไปไดอยาง ราบรื่นและเปนที่สนใจของคนในชุมชนในดานที่ดีโดยที่ไมสงผลกระทบดานลบใดๆ ตอคนในชุมชนนั้นๆ ดวย - มีการเพิ่มหรือลดของประชากรในสังคมมากนอยเพียงใด - ทัศนคติตอการรักษาสิ่งแวดลอมของคนในชุมชน - อัตราการอพยพเขาหรือออกของคนในชุมชน - คุณภาพชีวิตการเปนอยู - อายุและเพศ - การแบงชนชั้นวรรณะ 4) ปจจัยดานเทคโนโลยี (Technological Factors) การเขามาของเทคโนโลยีใหมๆ ยอมสงผล กระทบตอองคกรในแงของระดับขีดความสามารถในการแขงขัน เชน การผลิตสินคาหรือการใหบริการมีการ เปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยีตางๆ เครื่องจักรกลทาง อุตสาหกรรม เครื่องจักรสมองกลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ เทคโนโลยีตางๆ ที่ทันสมัยมาชวย กระบวนการผลิต การขนสง การทำธุรกรรมการเงิน การติดตอสื่อสาร รวมถึงการบริหารจัดการตางๆ จะชวย ความไดเปรียบในการแขงขันใหแกผูประกอบการสงออก ซึ่งจะทำใหการดำเนินธุรกิจเปนไปอยางรวดเร็ว มีความแมนยำ ชวยในการรักษาคุณภาพของสินคา และลดตนทุนการผลิต ผูประกอบการจึงตองมีการติดตาม เทคโนโลยีตางๆ และนำมาปรับใชใหเกิดประโยชนตอการดำเนินธุรกิจและใหทันตอการแขงขันและการ เปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็วในปจจุบัน ปจจัยทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหมๆ แตละพื้นที่ในการดำเนินงาน ขององคกรก็มีการพัฒนาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แตกตางกันออกไป บางชุมชนอาจอาศัยอยูไดโดย ไมตองอาศัยเทคโนโลยี แตกับบางชุมชนกลับตองพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำเนินชีวิตเปนอยางมาก รวมไปถึง แนวโนมในอนาคตวาถาในอนาคตมีเทคโนโลยีใหมๆ -เทคโนโลยีขั้นพื้นฐานของพื้นที่นั้น -อัตราการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี -ปริมาณนักสรางและนักพัฒนา -ระดับของเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมในชุมชน -เทคโนโลยีการสื่อสาร -การเขาถึงเทคโนโลยีใหมๆ 5) ปจจัยดานสภาพแวดลอม (Environment) สภาพแวดลอมเปนปจจัยที่อาจจะดูไมสำคัญเทาไร แตไมวาจะเปนปญหาน้ำทวม แผนดินไหวหรือไวรัสโควิด ก็ทำใหหลายธุรกิจตองปดตัวมาแลว ปญหาของปจจัยนี้ ไมไดอยูที่วาธุรกิจไมเห็นความสำคัญ แตอยูที่วาธุรกิจไมสามารถประเมิน ‘โอกาสที่จะเกิด’ ได ซึ่งก็ทำใหหลายธุรกิจ เตรียมตัวปองกันไดไมทัน ธุรกิจที่ทำงานกับปจจัยสภาพแวดลอมมากก็ยอมถูกผลกระทบไดงายกวาตัวอยาง ที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือโรงแรม ธุรกิจทองเที่ยว และประกันบางชนิด นอกจากนั้นก็ยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของกับ ดินฟาอากาศ เชน ฟารมและเกษตรกรรมตาง ๆ ตัวอยางของปจจัยสภาพแวดลอม ไดแก สภาพอากาศ นโยบาย


22 ดานสิ่งแวดลอม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มลพิษตางๆ การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เทรนดรักษโลก ปจจัย ดานสภาพแวดลอมสามารถกระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศได ถึงแมจะมีโอกาสเกิดขึ้นไดนอยแตหากไมมีการ ปองกันก็จะทำใหธุรกิจเสียหายอยางมหาศาล 6) ปจจัยทางดานกฎหมาย (Legal) เชน การแกไขกฎหมายและการปรับปรุงระเบียบตางๆ ที่มีผล ตอการปรับเปลี่ยนวิธีการทางการบริหาร ฯลฯ โดยกฎหมายบางอยางนั้นจะเอื้อประโยชนตอการดำเนินกลยุทธ ขององคกร แตกฎหมายบางอยางก็ขัดตอการดำเนินกลยุทธ ดังนั้น ผูบริหารจะตองพิจารณาวาขอกฎหมายนั้น จะเอื้อประโยชนหรือเปนอุปสรรคตอองคกร ปจจัยภายนอกเปนปจจัยที่สงผลตอการทำธุรกิจการคาระหวาง ประเทศที่ผูประกอบการไมสามารถควบคุมได แตการเขาใจและรูทันตอการเปลี่ยนแปลงตอปจจัยเหลานี้จะ ชวยใหสามารถลดความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงตางๆ ได ในปจจัยภายนอกดานการเมืองและกฎหมายนั้น ผูประกอบการจำเปนตองมีการศึกษาและใหความสำคัญในการเขาใจถึงสภาวะทางการเมืองและขอกฎหมายที่ เกี่ยวของกับการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญทางดานกฎหมายของประเทศคูคา เพื่อ หลีกเลี่ยงการทำผิดระเบียบขอบังคับตามกฎหมายโดยไมตั้งใจ และมีการติดตามถึงการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองและกฎหมายอยางตอเนื่องเพื่อใหการดำเนินกลยุทธในการทำธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงไดทันตอ สถานการณที่เปลี่ยนไป 2.2.6 แนวคิดการวิเคราะห TOWS Matrix TOWS Matrix เปนเมทริกซที่แสดงถึงโอกาสและอุปสรรคจากภายนอกองคกรที่สัมพันธกับ จุดแข็งและจุดออนภายในองคกรโดยมีทางเลือกของกลยุทธ 4 ทางเลือก ซึ่งเกิดจากการจับคูระหวางปจจัย ภายนอกและปจจัยภายใน (ตารางที่ 2.1) ดังนี้ (เอกชัย อภิศักดิ์กุล และทรรศนะ บุญขวัญ, 2549) ตารางที่ 2.1 การวิเคราะห TOWS Matrix S W O S – O Strategies ใชจุดแข็งเพื่อสราง ขอไดเปรียบจากโอกาส W – O Strategies ใชขอไดเปรียบจากโอกาส เพื่อแกไขจุดออน T S – T Strategies ใชจุดแข็ง หลีกเลี่ยงลดอุปสรรค W – T Strategies ลดความออนแอ หลีกเลี่ยงอุปสรรค/อาจเลิกกิจการ ที่มา: อางอิงจากเอกชัย อภิศักดิ์กุล และทรรศนะ บุญขวัญ.การจัดการกลยุทธ (Strategic Management) (2549) ของ Michael A.Hitt, R.Duane Ireland and Robert E.Hoskisson (2005)


23 1) กลยุทธ SO หรือเรียกวา กลยุทธจุดแข็งกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะใชจุดแข็ง ภายในองคกรและแสวงหาประโยชนจากโอกาส ณ ภายนอกที่เปดโอกาสให ซึ่งทุกองคกรตางมีความตองการ จะสรางความเขมแข็งภายในเพื่อสามารถอาศัยประโยชนจากสถานการณและสิ่งแวดลอมภายนอก ซึ่งมีหลายองคกร ใชกลยุทธ WO ST SO เพื่อจะกลับเขาสูสถานการณที่สามารถใชกลยุทธ SO ไดอีกหมายความวาเมื่อองคกร มีความออนแอภายในก็จะพยายามปรับปรุงใหองคกรภายในเขมแข็งขึ้น และเมื่อองคกรประสบกับอุปสรรค ภายนอกก็จะพยายามหลีกเลี่ยงและมุงเขาหาโอกาสตอองคกรใหมากที่สุดเทาที่จะเปนไปได 2) กลยุทธ ST หรือเรียกวา กลยุทธจุดแข็งกับอุปสรรค ไดแก กลยุทธที่จะใชความเขมแข็ง ภายในองคกรหลีกเลี่ยงหรือลดอุปสรรค ณ ภายนอกทั้งจากคูแขงขันหรือปจจัยอื่น ๆ 3) กลยุทธ WO หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับโอกาส ไดแก กลยุทธที่องคกรจะปรับปรุง แกไขความออนแอภายในองคกรโดยอาศัยประโยชนจากโอกาสภายนอกที่เปดโอกาสให ถึงแมวาสิ่งแวดลอม ภายนอกดีมาก แตหากองคกรมีปญหาภายในเองก็อาจทำใหไมไดรับประโยชนจากโอกาสภายนอกที่มีอยู เพราะจุดออนอาจทำใหองคกรไมสามารถอยูได จึงควรหาวิธีในการเปลี่ยนจุดออนใหเปนจุดแข็ง เพราะยังมี โอกาสหรือชองทางในการดำเนินงานในองคกรตอไปได 4) กลยุทธ WT หรือเรียกวา กลยุทธจุดออนกับอุปสรรค ไดแก กลยุทธที่ปกปององคกรอยาง ที่สุดคือ พยายามลดความออนแอภายใน และหลีกเลี่ยงสภาวะแวดลอมภายนอกที่เปนอุปสรรคใหไดมากที่สุด หากองคกรเผชิญกับอุปสรรคภายนอกและภายในก็ยังออนแอ องคกรก็จะตกอยูในสถานการณที่ไมดีอาจตอง เลิกกิจการ


บทที่ 3 ขอมูลทั่วไป 3.1 ปริมาณการผลิตสุกรของไทย ป 2560 – 2564 การผลิตสุกรของไทยเพิ่มขึ้นในอัตรารอยละ 0.08 ตอป โดยในป 2564 ปริมาณ การผลิตสุกร 19.27 ลานตัว ลดลงจาก 22.05 ลานตัว ของป 2563 รอยละ 12.58 เนื่องจากสถานการณ โรคระบาดในสุกรทำใหผลผลิตสุกรเสียหาย เกษตรกรจึงชะลอการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยง สงผลใหปริมาณ การผลิตสุกรลดลง โดยมีแหลงเลี้ยงที่สำคัญอยูในภาคกลาง คิดเปนรอยละ 53.04 ของปริมาณการผลิต ของประเทศ (ตารางที่ 3.1) ตารางที่ 3.1 ปริมาณการผลิตสุกร ป 2560 - 2564 ภาค ปริมาณการผลิต (ลานตัว) อัตราเพิ่ม ป 2560 ป 2561 ป 2562 ป 2563 ป 2564 (รอยละ) รวมทั้งประเทศ 19.76 20.80 22.53 22.05 19.27 0.08 ภาคกลาง 13.34 13.99 11.98 11.37 10.22 -7.13 ภาคตะวันออกเฉยีงเหนือ 2.94 3.17 4.10 3.77 3.35 4.44 ภาคเหนือ 2.14 2.28 3.92 4.08 3.20 14.87 ภาคใต 1.34 1.36 2.53 2.83 2.50 21.90 ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2564 3.2 ประเภทการเลี้ยงสุกร ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เรื่องกำหนดใหการเลี้ยงสุกรเปนแหลงกำเนิดมลพิษ ที่จะตองถูกควบคุมการปลอยน้ำเสียลงสูแหลงน้ำสาธารณะหรือออกสูสิ่งแวดลอม (2564) ไดกำหนดนิยามประเภท การเลี้ยงสุกร ดังนี้ การเลี้ยงสุกร หมายความวา การเลี้ยงสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุน หรือลูกสุกรชนิดใดชนิดหนึ่งหรือ ตั้งแตสองชนิดขึ้นไปตามน้ำหนักหนวยปศุสัตว โดยน้ำหนักหนวยปศุสัตว 1 หนวย หมายความวา น้ำหนักสุทธิ ของสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุน หรือลูกสุกรชนิดใดชนิดหนึ่งหรือตั้งแตสองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักรวมเทากับ 500 กิโลกรัม โดยใหคิดคำนวณน้ำหนักเฉลี่ยของสุกรพอพันธุหรือแมพันธุตัวละ 170 กิโลกรัม สุกรขุนตัวละ 60 กิโลกรัม และลูกสุกรตัวละ 12 กิโลกรัม การเลี้ยงสุกรประเภท ก หมายความวา การเลี้ยงสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุน หรือลูกสุกรชนิดใด ชนิดหนึ่งหรือตั้งแตสองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักหนวยปศสุัตวเกินกวา 600 หนวย การเลี้ยงสุกรประเภท ข หมายความวา การเลี้ยงสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุนหรือลูกสุกรชนิดใด ชนิดหนึ่งหรือตั้งแตสองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักหนวยปศสุัตวตั้งแต 60 หนวย แตไมเกิน 600 หนวย 


26 การเลี้ยงสุกรประเภท ค หมายความวา การเลี้ยงสุกรพอพันธุ แมพันธุ สุกรขุน หรือลูกสุกรชนิดใด ชนิดหนึ่งหรือตั้งแตสองชนิดขึ้นไปที่มีน้ำหนักหนวยปศุสัตวตั้งแต 6 หนวย แตไมถึง 60 หนวย 3.3 การเกิดของเสียในฟารมสุกร การเลี้ยงสุกรจำเปนตองใชน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค การทำความสะอาดสวมน้ำ คอกและอุปกรณ การเลี้ยงสุกร ดังนั้น น้ำเสียสวนใหญที่เกิดขึ้นในฟารมจึงเปนน้ำเสียที่เกิดจากการลางทำความสะอาดโรงเรอืน โดยของเสียที่ปะปนไปกับน้ำ ไดแก ปสสาวะและมูลสุกรซึ่งจะมีปริมาณมากหรือนอยขึ้นอยูกับอายุ น้ำหนักตัว อุณหภูมิของอากาศและจำนวนอาหารและน้ำที่สุกรกินเขาไป น้ำกิน น้ำใช และเศษอาหารในการเลี้ยงสุกร กรมควบคุมมลพิษ (2553) ไดประเมินปริมาณน้ำเสียและของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสุกรขุน โดยสุกรขุน 1 ตัว จะมี อัตราการใชน้ำเฉลี่ย 0.048 ลูกบาศกเมตรตอวัน มีอัตราการเกิดน้ำเสียเฉลี่ย 0.024 ลูกบาศกเมตรตอวัน และมี อัตราการเกิดมูลสุกรเฉลี่ย 1.500 กิโลกรัมตอวัน นอกจากนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (2553) ไดประเมินปริมาตรกาซชีวภาพที่เกิดขึ้นจากปศุสัตว โดย 1 น้ำหนักหนวยปศุสัตว ผลิตกาซชีวภาพได 0.85 ลูกบาศกเมตร 3.4 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับกาซชีวภาพ กาซชีวภาพ (Biogas) เปนพลังงานสะอาดที่เกิดจากการนำของเสีย เชน มูลสัตว น้ำเสียจากฟารมปศุ สัตว น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ขยะ และของเหลือใชทางการเกษตร มาผานกระบวนการหมักเพื่อใหเกิด การยอยสลายสารอินทรียในสภาวะไรออกซิเจน (Anaerobic Digestion) โดยแบคทีเรียหลายชนิด เมื่อสภาวะ แวดลอมเหมาะสม (กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน, 2553) 3.4.1 ขั้นตอนและปฏิกิริยาการเกิดกาซชีวภาพ ปฏิกิริยาชีวเคมีของกระบวนการยอยสลายสารอินทรียโดยแบคทีเรียในสภาพไรออกซิเจน แบงออกได 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การสลายสารโมเลกุลใหญ (Hydrolysis) สารอินทรียตางๆ ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ เชน โปรตีน คารโบไฮเดรท และไขมันจะ ถูกยอยสลายโดยเอนไซม ทำใหแตกตัวมีขนาดโมเลกุลเล็กลง ขั้นที่ 2 การผลิตกรดอินทรีย (Acidogenesis) สารอินทรียที่มีโมเลกุล จะถูกเปลี่ยนไปเปนกรดอินทรียระเหยงาย (Volatile acid) และ สารอื่นๆ โดยแบคทีเรียพวกสรางกรด (Acid fomer) กรดที่เกิดขึ้นสวนใหญ คือ กรดอะซีติค (Acetic acid) และกรด โพรพิโอนิค (Propionic acid) ขั้นที่ 3 การผลิตกาซมีเทน (Methanogenesis) กรดอินทรียระเหยงาย จะถูกยอยสลายเปนกาซมีเทน (CH4) และคารบอนไดออกไซด (CO2 ) เปนสวนใหญ อาจมีกาซไฮโดรเจนซัลไฟล (H2S) ไนโตรเจน (N2) และไฮโดรเจน (H2) และไอน้ำผสมอยูดวย ซึ่งรวมกันเรียกวา “กาซชีวภาพ”


27 3.4.2 องคประกอบของกาซชีวภาพ กาซมีเทน เปนองคประกอบหลักซึ่งมีคุณสมบัติจุดไฟติดไดดีและมีสัดสวนประมาณรอยละ 50-75 กาซคารบอนไดออกไซด (CO2 ) เปนสวนประกอบรอง เปนกาซเฉื่อย ไมติดไฟ มีประมาณ รอยละ 36-39 กาซอื่นๆ เชน กาซไฮโดรเจน (H2 ) กาซไฮโดรเจนซัลไฟด (H2S) มีประมาณรอยละ 1-3 ทั้งนี้ กาซชีวภาพ 1 ลูกบาศกเมตร ใหคาความรอน 21 เมกะจูล สามารถเทียบเทากับ กาซหุงตม (LPG) 0.46 กิโลกรัม น้ำมันดีเซล 0.60 ลิตร น้ำมันเตา 0.55 ลิตร ไฟฟา 1.2 กิโลวัตตตอชั่วโมง และไมฟน 1.5 กิโลกรัม 3.4.3 เทคโนโลยีการผลิตกาซชีวภาพจากมูลสัตว 1) บอหมักแบบโดมคงที่ (Fixed dome digester) สวนใหญสรางดวยคอนกรีต หรือกออิฐโบกปูนฝงอยูในดิน มีทอเพื่อเติมมูลสัตวและทอให มูลสัตวไหลออก สวนเก็บกาซจะสรางดวยคอนกรีต หรือกออิฐฉาบปูนติดกับตัวบอหมัก ทำใหแรงดันของกาซ ไมคงที่ ขึ้นอยูกับปริมาตรของกาซภายในบอ ดังภาพที่ 3.1 ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน กระทรวงพลงังาน, 2553 ภาพที่ 3.1 บอหมักแบบโดมคงที่ (Fixed dome digester) 2) บอหมักแบบ H-UASB (High suspension solid-Up-Flow Anaerobic Sludge Blanket) พัฒนาจากระบบ USAB เพื่อแกปญหาการอุดตันระบบหัวจายน้ำ เนื่องจากตะกอนของ มูลสัตว มี Buffer tank ทำหนาที่แยกตะกอนแขวนลอยออกจากน้ำเสียและมูลสัตว ใหมีปริมาณนอยที่สุด และ นำแผน PE ที่ใชคลุมบอหมักกาซชีวภาพ ดังภาพที่ 3.2


28 ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน กระทรวงพลังงาน, 2553 ภาพที่ 3.2 บอหมักแบบ H-UASB 3) บอหมักแบบราง (Plug Flow digester) กอสรางดวยคอนกรีต ตัวบอมีรูปรางยาวคลายรางหรือคลองสงน้ำซึ่งมีชื่อเรียกวา Channel digester สวนบนบอหมักมีพลาสติกคลุมเพื่อใชเก็บกาซชีวภาพ ตัวบอหมักจะถูกฝงอยูในดิน มีทอเติมมูล และทอนำ มูลออกอยูทางหัวและทายบอ เนื่องจากใชพลาสติกเปนตัวเก็บกาซ ดังนั้นจึงมีแรงดันกาซคอนขางต่ำ จำเปนตองมีอุปกรณเพิ่มแรงดันเพื่อนำกาซไปใชงาน ดังภาพที่ 3.3 ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน กระทรวงพลังงาน, 2553 ภาพที่ 3.3 บอหมักแบบราง (Plug Flow digester) 4) บอหมักแบบ Mini CD (Mini Channel Digester) เปนระบบบอหมักที่ยอมาจากระบบขนาดใหญและขนาดกลางที่มหาวิทยาลัยเชียงใหมสงเสริม และเผยแพรอยู โดยมีปริมาตรประมาณ 100 ลบ.ม. เพื่อเสริมระบบผลิตกาซชีวภาพแบบบอราง ดังภาพที่ 3.4


29 ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน กระทรวงพลังงาน, 2553 ภาพที่ 3.4 บอหมักแบบ Mini CD (Mini Channel Digester) 5) บอหมักแบบ Covered Lagoon ระบบนี้ไดนำรูปแบบถุงยางเก็บกาซของบอแบบ Plug Flow มาสรางครอบไปบนบอรวบรวมมูล สัตวที่มีอยูแลว ซึ่งอาจเปนบอคอนกรีตหรือดินขุดก็ได ในกรณีที่เปนบอดินขุด อาจปูแผนยางที่ใชสระเก็บน้ำมาปู ทับ เพื่อมิใหเกิดการรั่วซึมของของเสียลงใตดิน ดังภาพที่ 3.5 ที่มา: กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน กระทรวงพลังงาน, 2553 ภาพที่ 3.5 บอหมักแบบ Covered Lagoon 6) บอหมักแบบ Modified Covered Lagoon มีลักษณะเปนสระหรือบึงรูปรางสี่เหลี่ยมผืนผา ที่มีการคลุมดวยแผนพลาสติกจำพวก High Density Polyethylene (HDPE) หรือแผนพีวีซี (PVC) เพื่อใหเกิดสภาพไมใชอากาศและใชเปนตัวเก็บรวบรวม กาซชีวภาพที่เกิดขึ้น โดยอาจคลุมทั้งบอหรือคลุมเฉพาะในสวนที่มีการสรางมีเทนก็ได มีการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ของตะกอนแบคทีเรียกับน้ำเสียใหมากขึ้น และพัฒนาระบบดึงกากตะกอนภายในบอ ดังภาพที่ 3.6


Click to View FlipBook Version