The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

123เกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์

2.2.2 ปฏิกิริยาการเติมของแอลคีนและแอลไคน์ 2.3 ครูใช้คำถามนำว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดนอกจากจะเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสี สารละลายโบรมีนได้แล้ว ยังเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีกับสารละลายชนิดอื่นได้อีกหรือไม่ อย่างไร แนวคำตอบ : สามารถเกิดปฏิกิริยาฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต 2.4 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5−6 คน ด้วยโปรแกรม https://th.rakko.tools/tools เพื่อทำกิจกรรม 12.6 เพื่อศึกษาการทดลองปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต และให้ ตัวแทนกลุ่มออกมารับอุปกรณ์และสารเคมี 2.5 ครูอ่านจุดประสงค์การทดลองและอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง และให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาวิธีการทดลองต่าง ๆ หากไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามครูได้ 2.6 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม 12.6 การทดลองปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียม เปอร์แมงกาเนตแล้วอภิปรายผลการทดลองร่วมกันโดยใช้คำถามท้ายการทดลอง ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน โดยแนวผลการ ทดลองดังนี้ ตัวอย่างผลการทดลอง สาร ผลการสังเกต ภาพประกอบ ไซโคลเฮกเซน สารละลายยังคงมีสีม่วงเช่นเดิม ไซโคลเฮกซีน สารละลายสีม่วงจางหายไป และมีตะกอนสีน้ำตาลเกิดขึ้น เล็กน้อย หรืออาจสังเกตเห็นสีของสารผสมเป็นสีน้ำตาล เมทิลเบนซีน สารละลายยังคงมีสีม่วงเช่นเดิม


3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม การการทดลองการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสี ของสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต โดยมีการสรุปผลการทดลองดังนี้ ไซโคลเฮกซีนซึ่งเป็นแอลคีนทำให้สีของสารละลาย KMnO4 จางหายไปและมีตะกอนสีน้ำตาลเกิดขึ้น แสดงว่าแอลคีนเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีกับสารละลาย KMnO4 ได้ ส่วนไซโคลเฮกเซน ซึ่งเป็นแอลเคนและเมทิ ลเบนซีน ซึ่งเป็นแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน ไม่เปลี่ยนสีสารละลาย KMnO4 แสดงว่า แอลเคนและ แอโร แมติกไฮโดรคาร์บอน ไม่เกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีกับสารละลาย KMnO4 3.3 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏิกิริยาการ ฟอกจางสีสารละลายโบรมีนกับสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต จนได้ข้อสรุปดังนี้ สารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน การฟอกจางสีสารละลายโบรมีน การฟอกจางสีสารละลาย ในที่มืด ในที่สว่าง โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต แอลเคน แอลคีน หรือ แอลไคน์ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน 3.4 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีของสารประกอบอินทรีย์ ว่ามีส่วนไหนที่ ยังไม่เข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูเชื่อมโยงผลการทดลองจากกิจกรรม 12.6 กับการเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาการฟอกจางสีของ สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตกับแอลคีน ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าแอลไคน์ สามารถฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตได้เช่นเดียวกับแอลคีน แต่อาจให้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง กัน 4.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดเกี่ยวสมการเคมีของปฏิกิริยาการฟอกจางสีของสารละลายโพแทสเซียม เปอร์แมงกาเนต ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluation) 5.1 ครูประเมินจากการนำเสนอหน้าชั้นเรียน 5.2 ครูประเมินจากรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.6 เรื่อง การทดลองการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจาง สีของสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต 5.3 ครูประเมินจากแบบฝึกหัด 5.4 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน


9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) ใบบันทึกผลการทดลองเรื่อง การทดลองการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีของสารละลาย โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต 3) แบบฝึกหัด 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9.3 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี (ต่อ 1 กลุ่ม) 1) ไซโคลเฮกเซน 2) ไซโคลเฮกซีน 3) เมทิลเบนซีน 4) สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (KMnO4) 0.01% โดยมวลต่อปริมาตร 5) หลอดทดลองขนาดเล็ก 6) หลอดหยด 7) บีกเกอร์ขนาด 50 mL 10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถระบุประเภทของ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากปฏิกิริยา ฟอกจางสีสารละลายโบรมีนหรือสารละลาย โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต - นักเรียนสามารถเขียนสมการเคมีแสดง ปฏิกิริยาฟอกจางสีสารละลายโบรมีนหรือ สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต - การตอบคำถาม - การนำเสนอ หน้าชั้นเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ข้อคำถาม - แบบสังเกตการ นำเสนอหน้าชั้น เรียน - แบบฝึกหัด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองการเกิด ปฏิกิริยาการฟอกจางสีของสารละลาย โ พแทสเซ ี ยมเปอร ์ แมงกาเน ต ข อ ง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้ - ตรวจผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.6 - ใบบันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.6 ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


สมาชิกในกลุ่มที่............ 1. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 2. ชื่อ........................................................... สกุล ............................... ....... ชั้น .............. เลขที่ ................. 3. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 4. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น .............. เลขที่ ................. 5. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 6. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. จุดประสงค์การทดลอง 1. ทดลองการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของไซโคลเฮกเซน ไซ โคลเฮกซีน และเมทิลเบนซีน 2. เปรียบเทียบการเกิดปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซีน และเมทิลเบนซีน วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี 1. ไซโคลเฮกเซน 5. หลอดทดลองขนาดเล็ก 2. ไซโคลเฮกซีน 6. หลอดหยด 3. เมทิลเบนซีน 7. บีกเกอร์ขนาด 50 mL 4. สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (KMnO4) 0.01% โดยมวลต่อปริมาตร วิธีทดลอง 1. หยด KMnO4 5 หยด และไซโคลเฮกเซน 10 หยด ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก เขย่า และสังเกตการ เปลี่ยนแปลง 2. ทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1 แต่ใช้ไซโคลเฮกซีน และเมทิลเบนซีน แทนไซโคลเฮกเซน กิจกรรม 12.6 การทดลองปฏิกิริยาการฟอกจางสีของสารละลาย โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต


ตารางบันทึกผลการทดลอง สาร ผลการสังเกต ภาพประกอบ ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซีน เมทิลเบนซีน สรุปและอภิปรายผลการทดลอง .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 1. สารใดเกิดปฏิกิริยาการฟอกสีกับสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ทราบได้อย่างไร ? .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... คำถามท้ายกิจกรรม


แบบฝึกหัด เรื่อง ปฏิกิริยาการฟอกสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต คำชี้แจง : จงเติมสมการต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. การเกิดปฏิกิริยาระหว่างแอลคีน เช่น pent-1-ene สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ทำให้ สีของสารละลายเปลี่ยนไปจากสีม่วงเป็นไม่มีสีและมีตะกอนสีน้ำตาล ซึ่งเป็นตะกอนของแมงกานิส (IV)ออกไซด์ (MnO2) เกิดขึ้น เขียนสมการได้อย่างไร


2. แอลไคน์สามารถฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตได้เช่นเดียวกับแลคีน แต่ได้ ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือคาร์บอกซิเลตและมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น เช่น ปฏิกิริยาระหว่าง pent-1- yne กับสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต เขียนสมการเคมีได้อย่างไร


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ว33221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เคมีอินทรีย์ เวลา 37 ชั่วโมง เรื่อง ปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวเกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่ ........../.......... /.......... ____________________________________________________________________________________________________ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระเคมีที่ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ม. 6/8 เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ม. 6/9 ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบอินทรีย์ระหว่างกรดคาร์บอกซิลิก กับแอลกอฮอล์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกิดสารประกอบอินทรีย์ระหว่าง กรด คาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบอินทรีย์ระหว่างกรดคาร์บอกซิลิก กับ แอลกอฮอล์ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระสำคัญ กรดคาร์บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ได้เป็นเอสเทอร์ เรียกว่า ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน กรดคาร์ บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเป็นเอไมด์ เอสเทอร์และเอไมด์สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ในเบสแอลคาไล เรียกว่า ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 5. สาระการเรียนรู้ เมื่อกรดคาร์บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่อุณหภูมิสูง โดยมีกรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะได้ ผลิตภัณฑ์เป็นเอสเทอร์ซึ่งมีกลิ่นแตกต่างไปจากสารตั้งต้น และมีผลิตภัณฑ์พลอยได้เป็นน้ำ เรียกปฏิกิริยานี้ว่า เอสเทอริฟิเคชัน (esterification) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาผันกลับได้


6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทํางาน 7. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 7.1 ความสามารถในการสื่อสาร 7.2 ความสามารถในการคิด 7.2.1 ทักษะการสังเกต 7.2.2 ทักษะการสำรวจค้นหา 7.2.3 ทักษะการวิเคราะห์ 7.2.4 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.2.5 ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป 7.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. กิจกรรมการเรียนรู้ : รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูกล่าวทักทายนักเรียน และเช็คชื่อนักเรียนก่อนเรียน 1.2 ครูนำอภิปรายถึงพืชและสัตว์บางชนิดว่ามีกลิ่นเฉพาะตัว บางชนิดมีกลิ่นหอม บางชนิดมีกลิ่นฉุน ครู ตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนได้คิดว่า กลิ่นต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดจากอะไร แนวคำตอบ : ตามความคิดของนักเรียน 1.3 ครูถามนักเรียนว่าการเกิดปฏิกิริยาของกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ว่าสามารถเกิดปฏิกิริยาใดได้ แนวคำตอบ : ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน 1.4 ครูแจ้งให้นักเรียนทราบเรื่องที่จะศึกษาในวันนี้ว่า เป็นเรื่องปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์ ขั้นที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5−6 คน ด้วยโปรแกรม https://th.rakko.tools/tools เพื่อทำกิจกรรม 12.7 ศึกษาการทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ 2.2 ครูอ่านจุดประสงค์การทดลองและอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง และให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาวิธีการทดลองต่างๆ หากไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามครูได้ 2.3 นักเรียนศึกษาวิธีการทดลองกิจกรรม 12.7 การทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับ แอลกอฮอล์โดยครูแนะนำก่อนการทดลองว่า 2.3.1 วิธีการที่ถูกต้องในการดมกลิ่นสารเคมี โดยการใช้มือโบกกลิ่นของสารจากปากหลอด ทดลองหรือจากแท่งแก้วซึ่งแตะสารและยกขึ้นมาใกล้จมูก ห้ามดมสารจากหลอดทดลองโดยตรง 2.3.2 เน้นให้ทราบว่าสารเคมีทุกชนิดมีพิษ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรด ซัลฟิวริกเข้มข้น ถ้าถูกกรดต้องล้างทันทีด้วยน้ำจำนวนมากแล้วรายงานให้อาจารย์ทราบ 2.3.3 ครูกำหนดให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียมเอสเทอร์เพียง 2 ชนิด แล้วนำผลที่ได้มารวมกันเพื่อ ป้องกันไม่ให้สารเคมีฟุ้งกระจายเกินไป 2.3.4. นักเรียนทำการทดลอง สังเกต และบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน นักเรียนรายงานและ อภิปรายผลการทดลองหน้าชั้นเรียนกลุ่มละ 2-3 นาที


2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม 12.7 การทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับ แอลกอฮอล์แล้วอภิปรายผลการทดลองร่วมกันโดยใช้คำถามท้ายการทดลอง ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยมีแนวผลการทดลองดังนี้ ตัวอย่างผลการทดลอง กลิ่นของสารผสมก่อนให้ความร้อน กลิ่นของสารผสมหลังให้ความร้อน กลิ่นเอทานอล กลิ่นแตกต่างจากเอทานอล (เช่นกลิ่นคล้าย น้ำมันมวย ดอกไม้หรือผลไม้บางชนิด) 3.3 จากกิจกรรมศึกษาการทดลองทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ อภิปราย ผลการทดลองดังนี้ จากการทดสอบกลิ่นของสารผสมก่อนและหลังให้ความร้อนพบว่า สารในหลอดทดลองมีกลิ่นที่ แตกต่างกันอย่างชัดเจนแสดงว่า กรดเบนโซอิกซึ่งเป็นกรดคาร์บอกซิลิกสามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีกับ เอทา นอลซึ่งเป็นแอลกอฮอล์เมื่อให้ความร้อนได้เมื่อนำกรดอินทรีย์ทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์โดยมีกรดซัลฟิวริกเข้มข้น เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะมีสารใหม่เกิดขึ้นซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัวและแตกต่างไปจากสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น เรียกว่า เอสเทอร์และปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์โดยมีกรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เรียกว่า ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน 3.4 ครูเขียนและอธิบายสมการแสดงการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ดังนี้ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจในหนังสือเรีน หน้า 63 ลงในสมุดประจำตัว โดยมี คำถาม ดังนี้ 4.1.1 เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันโดยใช้สารตั้งต้นจากกิจกรรม 12.7 4.1.2 เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาระหว่างกรดแอซิติกกับเอทานอลพร้อมเรียกชื่อผลิตภัณฑ์ที่ เกิดขึ้น 4.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนฟังว่า ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอไมด์ ซึ่งเอไมด์เตรียมได้จากปฏิกิริยา ระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอมโมเนียหรือเอมีนที่อุณหภูมิสูง ซึ่งคล้ายกับปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน แต่ใช้ แอมโมเนียหรือเอมีนแทนแอลกอฮอล์ โดยเมื่อเอมีนทำปฏิกิริยากับกรดคาร์บอกซิลิกที่อุณหภูมิห้องจะให้เกลือ แอมโมเนียมคาร์บอกซิเลต แต่เมื่อให้ความร้อนจะได้เอไมด์เกิดขึ้น เช่น การเตรียมเอทานาไมด์หรือแอเซทาไมด์ จากปฏิกิริยาระหว่างกรดแอซีติกกับแอมโมเนีย เขียนสมการเคมีได้ดังนี้


ปฏิกิริยาการการสังเคราะห์เอไมด์และปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน จัดเป็น ปฏิกิริยาการควบแน่น (condensation reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่รวมโมเลกุลตั้งแต่ 2 โมเลกุลให้เป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้นโดยมีผลิตภัณฑ์ พลอยได้ เช่น น้ำ เมทานอล แอมโมเนีย กรดแอซีติก ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluate) 5.1 ครูประเมินจากการนำเสนอหน้าชั้นเรียน 5.2 ครูประเมินจากรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.7 เรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์ บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ 5.3 ครูประเมินจากการตอบปัญหาชวนคิดในสมุด 5.4 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) ใบบันทึกผลการทดลองเรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ 3) คำถามชวนคิดเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9.3 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี (ต่อ 1 กลุ่ม) 1) กรดเบนโซอิก 2) เอทานอล 3) กรดซัลฟิวริก (H2SO4) เข้มข้น 18 mol/L 4) หลอดทดลองขนาดเล็ก 5) บีกเกอร์ขนาด 100 mL 6) กระบอกตวง 7) ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 8) ที่จับหลอดทดลอง 9) แท่งขแก้วคน 10) เทอร์มอมิเตอร์ 11) สำลี


10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายปฏิกิริยาการ เกิดสารประกอบอินทรีย์ระหว่างกรด คาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายอธิบาย ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกิดสารประกอบ อินทรีย์ระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับ แอลกอฮอล์ได้ - การตอบคำถาม - การนำเสนอ หน้าชั้นเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ข้อคำถาม - แบบสังเกตการ นำเสนอหน้าชั้น เรียน - แบบฝึกหัด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองปฏิกิริยาการ เกิดสารประกอบอินทรีย์ระหว่างกรดคาร์ บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ได้ - ตรวจผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.7 - ใบบันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.7 ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


คำชี้แจง : ให้แต่ละกลุ่มทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง ตอบคำถามท้ายการทดลองและอภิปราย สรุปผลการทดลอง สมาชิกในกลุ่มที่............ 1. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 2. ชื่อ........................................................... สกุล ............................... ....... ชั้น .............. เลขที่ ................. 3. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 4. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น .............. เลขที่ ................. 5. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 6. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. จุดประสงค์การทดลอง 1. เตรียมเอสเทอร์จากปฏิกิริยาระหว่างกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ 2. ทดสอบสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี 1) กรดเบนโซอิก 7) กระบอกตวง 2) เอทานอล 8) ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 3) กรดซัลฟิวริก (H2SO4) เข้มข้น 18 mol/L 9) ที่จับหลอดทดลอง 4) หลอดทดลองขนาดเล็ก 10) แท่งขแก้วคน 5) บีกเกอร์ขนาด 100 mL 11) เทอร์มอมิเตอร์ 6) สำลี วิธีทดลอง 1. เติมกรดเบนโซอิก 0.5 g เอทานอล 2 mL และหยด H2SO4 18 mol/ 3 หยด ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก จากนั้นใช้สำลีปิดที่ปลายหลอดทดลอง เขย่าหลอดทดลองใช้แท่งแก้วคนแตะสารผสม ดมกลิ่นและบันทึกผล 2. เติมน้ำลงในบีกเกอร์สองในสามของปริมาตรบีกเกอร์ และนำไปอุ่นให้ร้อนประมาณ 70-90 C 3. ใช้สำลีปิดที่ปลายหลอดทดลองของสารผสมในข้อ 1 จากนั้นนำมาอุ่นในน้ำร้อนและเขย่าหลอดทดลอง เป็น ระยะ เมื่อสังเกตเห็นสารผสมเป็นของเหลวใส ให้อุ่นสารผสมต่ออีกประมาณ 1-2 นาที และดับไฟตะเกียง แอลกอฮอล์ 4. ใช้แท่งแก้วคนแตะสารที่ได้จากปฏิกิริยาแล้วดมกลิ่นเปรียบเทียบกับกลิ่นสารผสมในข้อ 1 บันทึกผล กิจกรรม 12.7 การทดสอบปฏิกิริยาเคมีระหว่าง กรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์


ตารางบันทึกผลการทดลอง กลิ่นของสารผสม ก่อนให้ความร้อน กลิ่นของสารผสม หลังให้ความร้อน คำถามหลังการทดลอง 1. จากการทดลองนักเรียนทราบได้อย่างไรว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ละหลอด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละหลอดมีชื่อและสูตรอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ว33221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เคมีอินทรีย์ เวลา 37 ชั่วโมง เรื่อง ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวเกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่ ........../........../.......... ____________________________________________________________________________________________________ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระเคมีที่ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ม. 6/8 เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ม. 6/9 ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกิดปฏิกิริยาการไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระสำคัญ กรดคาร์บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ได้เป็นเอสเทอร์ เรียกว่า ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน กรดคาร์ บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเป็นเอไมด์ เอสเทอร์และเอไมด์สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ในเบสแอลคาไล เรียกว่า ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 5. สาระการเรียนรู้ เมื่อนำเอสเทอร์มาทำปฏิกิริยากับน้ำจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นกรดคาร์บอกซิลิกและแอลกอฮอล์ เรียกปฏิกิริยา นี้ว่า ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับของปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ตัวอย่างดังนี้


6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทํางาน 7. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 7.1 ความสามารถในการสื่อสาร 7.2 ความสามารถในการคิด 7.2.1 ทักษะการสังเกต 7.2.2 ทักษะการสำรวจค้นหา 7.2.3 ทักษะการวิเคราะห์ 7.2.4 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.2.5 ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป 7.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. กิจกรรมการเรียนรู้ : รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้เรื่องปฏิกิริยาการเกิดเอสเทอร์ที่เรียนในคาบที่ผ่านมา ก่อนนำเข้าสู่กิจกรรมทดลอง ที่ 12.8 เรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ โดยการใช้คำถามดังนี้ 1.1.1 ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันสามารถเขียนได้อย่างไร แนวคำตอบ 1.2 ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่า วันนี้จะมีการทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ แล้วถาม นักเรียนว่า “ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยาย้อนกลับของเอสเทอร์ได้สารใดบ้าง” ครูยังไม่เฉลยคำตอบ ขั้นที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5−6 คน ด้วยโปรแกรม https://th.rakko.tools/tools เพื่อทำกิจกรรม 12.8 เรื่องการทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ในสภาวะกรด 2.2 ครูแจกใบกิจกรรมให้นักเรียนแต่ล่ะกลุ่มได้ไปศึกษา 2.3 ครูอ่านจุดประสงค์การทดลองและอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง และให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาวิธีการทดลองต่าง ๆ หากไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามครูได้ 2.4 นักเรียนศึกษาวิธีการทดลองกิจกรรม 12.8 เรื่องการทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ ในสภาวะกรดโดยครูจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยมีแนวผลการทดลองดังนี้ ตัวอย่างผลการทดลอง กลิ่นของสารผสมก่อนให้ความร้อน กลิ่นของสารผสมหลังให้ความร้อน กลิ่นคล้ายลูกโป่งวิทยาศาสตร์ กลิ่นแตกต่างจากสารผสมก่อนให้ความร้อน (เช่น กลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชูหรือกรดแอซีติก) 3.3 จากกิจกรรมศึกษาการทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ในสภาวะกรด สามารถ อภิปรายผลการทดลองดังนี้ จากการทดสอบกลิ่นของสารก่อนและหลังให้ความร้อนพบว่า สารในหลอดทดลองมีกลิ่นที่ แตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยกลิ่นที่เกิดขึ้นหลังจากการให้ความร้อนเป็นกลิ่นคล้ายกรดแอซีติกแสดงว่า เอทิล แอซีเตต ซึ่งเป็นเอสเทอร์สามารถเกิดปฏิกิริยาในภาวะกรดเจือจางให้กรดแอซีติกได้ซึ่งเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับของ การเกิดเอทิลแอซีเตต จากกรดแอซีติกและเอทานอล 3.4 ครูเขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอทิลแอซีเตต สมการเคมีแสดงปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอทิลแอซีเตต กรดแอซีติก เอทานอล 3.5 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรมศึกษาการทดลองทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของ การเกิดเอสเทอร์ โดยมีการสรุปผลการทดลองดังนี้ สารประกอบอินทรีย์ประเภทเอสเทอร์สามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีในภาวะกรดเจือจางได้ผลิตภัณฑ์ เป็นกรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูให้นักเรียนตอบปัญหาชวนคิดในหนังสือเรียน หน้า 65 ลงในสมุดประจำตัว โดยมีคำถาม ดังนี้ 4.1.1 เหตุใดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์จึงใช้สารละลายกรดเจือจาง 4.1.2 ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันให้น้ำเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยาย้อนกลับเป็น กรดคาร์บอกซิลิกและแอลกอฮอล์ หากต้องการผลิตเอสเทอร์ให้มีผลได้ร้อยละมากที่สุดควรทำอย่างไร 4.2 จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอไมด์ว่า เอไมด์สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดร ลิซิสได้ทั้งภาวะกรดและเบส เช่น ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอทานาไมด์ โดยในภาวะกรดให้ผลิตภัณฑ์เป็นกรดคาร์ บอกซิลิกและเกลือแอมโมเนียม ส่วนในภาวะเบส ให้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือคาร์บอกซิเลตและแอมโมเนีย ดังสมการ เคมีต่อไปนี้


ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluation) 5.1 ครูประเมินจากการนำเสนอหน้าชั้นเรียน 5.2 ครูประเมินจากรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.8 เรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิด เอสเทอร์ในสภาวะกรด 5.3 ครูประเมินจากการตอบปัญหาชวนคิดในสมุด 5.4 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) ใบบันทึกผลการทดลองเรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ในสภาวะกรด 3) คำถามชวนคิดเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ หน้า 65 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9.3 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี (ต่อ 1 กลุ่ม) 1) เอทิลแอซีเตต 2) สารละลายกรดซัลฟิวริก (H2SO4) เจือจาง 1 mol/L 3) หลอดทดลองขนาดเล็ก 4) บีกเกอร์ขนาด 100 mL 5) ที่จับหลอดทดลอง 6) ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 7) แท่งแก้วคน 8) หลอดหยด 9) เทอร์มอมิเตอร์ 10) สำลี


10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการเกิด ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ ได้จากการเกิดปฏิกิริยาการไฮโดรลิซิสของ เอสเทอร์ได้ - การตอบคำถาม - การนำเสนอ หน้าชั้นเรียน - ตรวจแบบฝึกหัด - ข้อคำถาม - แบบสังเกตการ นำเสนอหน้าชั้น เรียน - แบบฝึกหัดชวนคิด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองการเกิด ปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ได้ - ตรวจผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.8 - ใบบันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.8 ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


คำชี้แจง : ให้แต่ละกลุ่มทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง ตอบคำถามท้ายการทดลองและอภิปราย สรุปผลการทดลอง สมาชิกในกลุ่มที่............ 1. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 2. ชื่อ........................................................... สกุล ............................... ....... ชั้น .............. เลขที่ ................. 3. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 4. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น .............. เลขที่ ................. 5. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 6. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. จุดประสงค์การทดลอง 1. ทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับของการเกิดเอสเทอร์ในสภาวะกรด วัสดุอุปกรณ์ และสารเคมี 1) เอทิลแอซีเตต 2) สารละลายกรดซัลฟิวริก (H2SO4) เจือจาง 1 mol/L 3) หลอดทดลองขนาดเล็ก 4) บีกเกอร์ขนาด 100 mL 5) ที่จับหลอดทดลอง 6) ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 7) แท่งแก้วคน 8) หลอดหยด 9) เทอร์มอมิเตอร์ 10) สำลี วิธีทดลอง 1. ใส่เอทิลแอซีเตตจำนวน 10 หยด และหยด H2SO4 1 mol/L จำนวน 5 หยด ลงในหลอดทดลองขนาด เล็ก เขย่าให้เข้ากัน จากนั้นใช้แท่งแก้วคนแตะสารผสม ดมกลิ่นและบันทึกผล 2. เติมน้ำลงในบีกเกอร์สองในสามของปริมาตรบีกเกอร์ และนำไปอุ่นให้ร้อนประมาณ 70 – 90 °C 3. ใช้สำลีปิดที่ปลายหลอดทดลองของสารผสมในข้อ 1 จากนั้นนำมาอุ่นในน้ำร้อน เขย่าหลอดทดลอง เป็นระยะ และใช้แท่งแก้วคนแตะสารที่ได้จากปฏิกิริยาแล้วดมกลิ่น เปรียบเทียบกับกลิ่นสารผสมในข้อ 1 บันทึก ผล กิจกรรม 12.8 การทดสอบปฏิกิริยาย้อนกลับ ของการเกิดเอสเทอร์ในสภาวะกรด


ตารางบันทึกผลการทดลอง กลิ่นของสารผสม ก่อนให้ความร้อน กลิ่นของสารผสม หลังให้ความร้อน คำถามหลังการทดลอง 1. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นคือสารใด ? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ว33221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เคมีอินทรีย์ เวลา 37 ชั่วโมง เรื่อง ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวเกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่ ........../........../.......... ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระเคมีที่ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ม. 6/8 เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอไมด์ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ม. 6/9 ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการเกิดปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันได้ - นักเรียนสามารถอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกิดปฏิกิริยาการสะปอนนิฟิเคชันได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองการเกิดปฏิกิริยาการสะปอนนิฟิเคชันได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระสำคัญ กรดคาร์บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ได้เป็นเอสเทอร์ เรียกว่า ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน กรดคาร์ บอกซิลิกทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเป็นเอไมด์ เอสเทอร์และเอไมด์สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ในเบสแอลคาไล เรียกว่า ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 5. สาระการเรียนรู้ เอสเทอร์สามารถเกิดปฏิกิริยาสปอนนิฟิเคชันกับเบสได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือคาร์บอกซิเลตและแอลกอฮอล์ ดังสมการ


6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทํางาน 7. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 7.1 ความสามารถในการสื่อสาร 7.2 ความสามารถในการคิด 7.2.1 ทักษะการสังเกต 7.2.2 ทักษะการสำรวจค้นหา 7.2.3 ทักษะการวิเคราะห์ 7.2.4 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.2.5 ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป 7.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. กิจกรรมการเรียนรู้ : รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูกล่าวทักทายนักเรียน และเช็คชื่อนักเรียนก่อนเรียน 1.2 ครูทบทวนความรู้ เรื่องปฏิกิริยาการเกิดไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ ก่อนนำเข้าสู่กิจกรรมทดลองที่ 12.9 เรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันโดยการใช้คำถามดังนี้ 1.2.1 ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอทิลเอทาโนเอตจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นสารใด แนวคำตอบ : กรดคาร์บอกซิลิกกับแอลกอฮอล์ 1.3 ครูทบทวนความรู้ว่า ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์จากกิจกรรม 12.8 เป็นปฏิกิริยาที่มีกรดเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยา จากนั้นครูถามนักเรียนว่า ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์สามารถ เกิดปฏิกิริยาโดยใช้เบสเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยาได้หรือไม่ แนวคำตอบ : ตามความคิดเห็นของนักเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5−6 คน ด้วยโปรแกรม https://th.rakko.tools/tools เพื่อทำกิจกรรม 12.9 เรื่องการทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 2.2 ครูแจกใบกิจกรรมให้นักเรียนแต่ล่ะกลุ่มได้ไปศึกษา 2.3 ครูอ่านจุดประสงค์การทดลองและอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง และให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาวิธีการทดลองต่าง ๆ หากไม่เข้าใจตรงไหนสามารถสอบถามครูได้ 2.4 นักเรียนศึกษาวิธีการทดลองกิจกรรม 12.9 เรื่องการทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันโดยครูจะคอย ดูแลอย่างใกล้ชิด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยมีแนวผลการทดลองดังนี้


ตัวอย่างผลการทดลอง ลักษณะของสารผสม ก่อนให้ความร้อน ลักษณะของสารผสม หลังให้ความร้อน สารผสมเป็นของเหลวที่ไม่รวมเป็น เนื้อเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะขาวข้นซึ่งแตกต่างจากสารผสมเมื่อ ตอนเริ่มต้น เมื่อเติมน้ำลงในผลิตภัณฑ์ที่ได้และเขย่าจะ เกิดฟองคล้ายฟองสบู่ 3.3 จากกิจกรรมการทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันสามารถอภิปรายผลการทดลอง ได้ดังนี้ ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ในภาวะเบสให้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือคาร์บอกซิเลตและ แอลกอฮอล์ เช่น เอทิลโพรพโนเอต เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสโดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะได้ ผลิตภัณฑ์เป็นกรดโพรพาโนอิกและเอทานอล ซึ่งกรดโพรพาโนอิกสามารถทำปฏิกิริยากับโซเดียมไฮดรอกไซด์ ได้ ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นโซเดียมโพรพาโนเอต ดังสมการเคมี น้ำมันพืชเป็นเอสเทอร์ของกรดไขมันกับกลีเซอรอล มีโครงสร้างดังนี้ 3.4 ครูเขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาการทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน


ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมว่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสของน้ำมันพืชในเบสแอลคาไล เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ให้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของกรดไขมันที่มีสมบัติเป็นสบู่ 4.1 ครูให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับหลักการทำงานของสบู่ 4.2 ให้นักเรียนเขียนสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของสบู่ ลงในสมุดประจำตัว ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluation) 5.1 ครูประเมินจากการนำเสนอหน้าชั้นเรียน 5.2 ครูประเมินจากรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรมที่ 12. 9 เรื่องการทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 5.3 ครูประเมินจากการเขียนสรุปในสมุด 5.4 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) ใบบันทึกผลการทดลอง เรื่อง การทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9.3 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี (ต่อ 1 กลุ่ม) 1) น้ำมันพืช 2) สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 2.5 mol/L 3) เอทานอล 4) น้ำกลั่น 5) ถ้วยกระเบื้อง 6) ขวดรูปกรวยขนาด 100 mL พร้อมจุกยาง 7) กระบอกตวงขนาด 10 mL 8) แท่งเก้วคน 9) ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด


10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการเกิด ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันได้ - นักเรียนสามารถอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ได้ จากการเกิดปฏิกิริยาการสะปอนนิฟิเคชันได้ - การตอบคำถาม - การนำเสนอ หน้าชั้นเรียน - ตรวจสมุด - ข้อคำถาม - แบบสังเกตการ นำเสนอหน้าชั้น เรียน - สมุดประจำตัว นักเรียน ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถทดลองการเกิด ปฏิกิริยาการสะปอนนิฟิเคชันได้ - ตรวจผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.9 - ใบบันทึกผลการ ปฏิบัติกิจกรรมที่ 12.9 ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


คำชี้แจง : ให้แต่ละกลุ่มทำการทดลอง บันทึกผลการทดลอง ตอบคำถามท้ายการทดลองและอภิปราย สรุปผลการทดลอง สมาชิกในกลุ่มที่............ 1. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 2. ชื่อ........................................................... สกุล ............................... ....... ชั้น .............. เลขที่ ................. 3. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 4. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. 5. ชื่อ........................................................... สกุล ............................... ....... ชั้น .............. เลขที่ ................. 6. ชื่อ........................................................... สกุล ...................................... ชั้น ............ .. เลขที่ ................. จุดประสงค์การทดลอง 1. ทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน วัสดุอุปกรณ์ และสารเคมี 1. น้ำมันพืช 2. สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 2.5 mol/L 3. เอทานอล 4. น้ำกลั่น 5. ถ้วยกระเบื้อง 6. ขวดรูปกรวยขนาด 100 mL พร้อมจุกยาง 7. กระบอกตวงขนาด 10 mL 8. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 9. แท่งเก้วคน วิธีทดลอง 1. ผสมน้ำมันพืช 1 mL NaOH 2.5 mol/L 2 mL และเอทานอล 1 mL ในถ้วยกระเบื้อง สังเกตลักษณะ ของสารผสม 2. ให้ความร้อนและคนตลอดเวลาจนสารในถ้วยกระเบื้องเกือบแห้ง จากนั้นตั้งไว้ให้เย็น สังเกตการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 3. เทสารที่ได้ลงในขวดรูปกรวย เติมน้ำลงไปประมาณ 5 mL ปิดจุก เขย่า สังเกตการเปลี่ยนแปลง กิจกรรม 12.9 การทดสอบปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน


ตารางบันทึกผลการทดลอง ลักษณะของสารผสม ก่อนให้ความร้อน ลักษณะของสารผสม หลังให้ความร้อน สรุปผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………… ………………………………………………………………………………………………………………...................................... คำถามท้ายกิจกรรม 1. การทดสอบนี้มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นหรือไม่ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………… ………………………………………………………………………………………………………………........................................................ ............................................................................................................................. ...............................


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ว33221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เคมีอินทรีย์ เวลา 37 ชั่วโมง เรื่อง การใช้ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ เวลา 2 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวเกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่ ......../......../......... ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระเคมีที่ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ม. 6/10 สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการนำสารประกอบอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และอุตสาหกรรม 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการใช้ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ในชีวิตประจำวันได้ - นักเรียนสามารถยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ในชีวิตประจำวันได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถสรุปข้อมูลและนำเสนอการใช้ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ที่ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระสำคัญ สารประกอบอินทรีย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งนำไปใช้เป็นสาร ตั้งต้นและตัวทำละลายในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและพลังงาน อุตสาหกรรม อาหารและยา อุตสาหกรรมเกษตร 5. สาระการเรียนรู้ สารประกอบอินทรีย์สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากมาย เช่น แก๊สปิโตรเลียม นำไปใช้เป็น เชื้อเพลิงทำแก๊สหุงต้ม น้ำมันเบนซิน นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์ แก๊สธรรมชาติถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับยานยนต์ และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบยังนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิต มอนอเมอร์หรือพอลิเมอร์


6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทํางาน 7. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 7.1 ความสามารถในการสื่อสาร 7.2 ความสามารถในการคิด 7.2.1 ทักษะการสังเกต 7.2.2 ทักษะการสำรวจค้นหา 7.2.3 ทักษะการวิเคราะห์ 7.2.4 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.2.5 ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป 7.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. กิจกรรมการเรียนรู้ : รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูถามคำถามนักเรียนต่อไปนี้ จากที่นักเรียนเรียนเรื่องสารประกอบอินทรีย์มานักเรียนคิดว่า สารประกอบอินทรีย์นำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร แนวคำตอบ : ตามความเข้าใจของนักเรียน 1.2 นักเรียนคิดสารอินทรีย์มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้าง แนวคำตอบ : ตามความเข้าใจของนักเรียน 1.3 นักเรียนลองยกตัวอย่างาการใช้ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ที่พบได้ในชีวิตประจำวัน แนวคำตอบ : ตามความเข้าใจของนักเรียน 1.4 จากนั้นครูนำอภิปรายทบทวนสารประกอบอินทรีย์ในหมู่ฟังก์ชันต่าง ๆ ที่เรียนมา ได้แก่ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน แอลกอฮอล์ อีเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน กรดคาร์บอกซิลิก เอสเทอร์ เอมีน และเอไมด์ 1.5 ครูชี้ว่าสารประกอบอินทรีย์ทั้งที่ได้จากธรรมชาติและสังเคราะห์อาจเป็นพิษและเป็นอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรมีการทดสอบความเป็นพิษหรือตรวจสอบข้อมูล เพื่อการนำไปใช้อย่างเหมาะสม ขั้นที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5−6 คน ด้วยโปรแกรม https://th.rakko.tools/tools 2.2 ครูแจกกระดาษชาร์ป และปากกาเมจิกให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม 2.3 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังเรียนเกี่ยวกับชื่อสาร โครงสร้าง และประโยชน์ รวมทั้งอันตรายและข้อควรระวังของการใช้สารประกอบอินทรีย์ โดยอาจแสดง ปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย โดยให้สืบค้นมากลุ่มละ 3 สาร และพร้อมนำเสนอหน้าชั้นเรียน


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอการใช้ประโยชน์ของสารประกอบอินทรีย์โดย ให้บอกชื่อสาร โครงสร้าง ประโยชน์และโทษของสารนั้น หรืออาจแสดงปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายการใช้ประโยชน์ของสารประกอบอินทรีย์ ดังนี้ 3.2.1 ประโยชน์สูงสุดของสารอินทรีย์ คือเป็นโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย รวมทั้งยังมี ระบบการทำงานที่มหัศจรรย์ที่มีผลให้สิ่งมีชีวิตดำเนินชีวิตอยู่โดยปกติสุขได้ มนุษย์ดำเนินชีวิตได้โดยอาศัย ปัจจัยสี่คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสี่มาจากสารอินทรีย์ อาหารจากพืชและสัตว์ ที่อยู่อาศัยจากพืช เครื่องนุ่งห่มจากทั้งพืชและสัตว์และยารักษาโรคก็เช่นเดียวกัน ใน ที่นี้จะกล่าวถึงตัวอย่างบางชนิดของสารอินทรีย์ที่นำมาใช้เท่านั้น 3.2.2 ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของสารประกอบอินทรีย์บางชนิดที่นักเรียนคุ้นเคย เช่น เชื้อเพลิง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนส่วนมากจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เช่น มีเทน (CH4) เป็น เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์บางชนิด เช่น รถประจำทาง NGV (Natural Gas for Vehicle) โพรเพน (C3H8) และ บิวเทน (C4H10) เป็นแก๊สหุงต้มในบ้าน น้ำมันเบนซิน หรือแก๊สโซลีน (Gasoline) ใช้กับเครื่องยนต์ประเภท สันดาปภายใน น้ำมันก๊าด เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล (Diesel oil) เป็นเชื้อเพลิงใน เครื่องยนต์ดีเซลล์ น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น เมทานอล (CH3OH) เป็นแอลกอฮอล์ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง และเป็นตัวทำละลายอินทรีย์เตรียมได้ จากการกลั่นสลายไม้ในอุตสาหกรรมสามารถเตรียมเมทานอลได้จากปฏิกิริยาระหว่างคาร์บอนมอนอกไซด์กับ ไฮโดรเจนภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาดังสมการ CO + 2H2 CH3OH เมทานอลเป็นสารที่มีพิษต่อร่างกายเมื่อรับประทาน สูดหรือซึมเข้าสู่ผิวหนัง อาจทำให้ตาบอดหรือเป็น อันตรายถึงชีวิตได้ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนฟังเกี่ยวกับสารประกอบอินทรีย์ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน กรดนิวนิวคลิอิก ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในสิ่งมีชีวิตและอาหาร ตามตัวอย่างใน หนังสือเรียน 4.2 ครูเปิดคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการกลั่นลำดับส่วนของน้ำมันว่าได้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นอะไรบ้าง 4.3 ครูให้นักเรียนทำใบงานโดยให้นักเรียนเลือกหัวข้อสารประกอบอินทรีย์ที่สนใจแล้วให้ทำแผนผัง ความคิดเรื่องประโยชน์ของสารประกอบอินทรีย์ ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluatation) 5.1 ครูประเมินผลรวมจากการนำเสนอเรื่องประโยชน์ของสารประกอบอินทรีย์ 5.2 ครูประเมินความก้าวหน้าจากแผนผังความคิด 5.3 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน


9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการกลั่นลำดับส่วนของน้ำมัน 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9.3 วัสดุอุปกรณ์ (ต่อ 1 กลุ่ม) 1) กระดาษชาร์ป 2) ปากกาเมจิก 10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายการใช้ ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ใน ชีวิตประจำวันได้ - นักเรียนสามารถยกตัวอย่างการใช้ ประโยชน์จากสารประกอบอินทรีย์ใน ชีวิตประจำวันได้ - การตอบคำถาม - การนำเสนอ หน้าชั้นเรียน - ตรวจแผนผัง ความคิด - ข้อคำถาม - แบบสังเกตการ นำเสนอหน้าชั้น เรียน -แผนผังความคิด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถสรุปข้อมูลและ นำเสนอการใช้ประโยชน์จากสารประกอบ อินทรีย์ที่ได้ - ตรวจกระดาษ ชาร์ปจากการ สืบค้น - ตรวจแผนผัง ความคิด - กระดาษชาร์ปการ สืบค้นข้อมูล - แผนผังความคิด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


แผนผังความคิด เรื่องการใช้ประโยชน์จาการอินทรีย์ ชื่อ....................................... สกุล ............................. ชั้น ............ เลขที่ .......... .............................. ..............................


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 รหัสวิชา ว33221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หน่วยการเรียนรู้ที่ 13 พอลิเมอร์ เวลา 17 ชั่วโมง เรื่อง พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นางสาวเกษรินทร์ พิมท่าโพธิ์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่ .......... /......... /....... ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระเคมีที่ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ม. 6/11 ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์จากโครงสร้างของมอนอเมอร์หรือพอลิเมอร์ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายถึงสมบัติของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ได้ 3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถเขียนแสดงการเกิดพอลิเมอร์จากมอนอเมอร์ได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. สาระสำคัญ พอลิเมอร์ เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า มอนอเมอร์ เชื่อมต่อกัน ด้วยพันธะโคเวเลนต์ โดยมีทั้งพอลิเมอร์ธรรมชาติและพอลิเมอร์สังเคราะห์ปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์อาจเป็น ปฏิกิริยาแบบควบแน่น หรือปฏิกิริยาแบบเติม ขึ้นอยู่กับหมู่ฟังก์ชันและโครงสร้างของมอนอเมอร์ 5. สาระการเรียนรู้ พอลิเมอร์ เกิดจากมอนอเมอร์ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน มายึดต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ การจำแนก ประเภทของพอลิเมอร์จะใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แหล่งกำเนิด ชนิดของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุล สมบัติของพอลิเมอร์และการใช้งาน โดยพอลิเมอร์แต่ละชนิดจะมีสมบัติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้างของพอลิ เมอร์นั้น 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีวินัย 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 6.3 มุ่งมั่นในการทํางาน


7. สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 7.1 ความสามารถในการสื่อสาร 7.2 ความสามารถในการคิด 7.2.1 ทักษะการสังเกต 7.2.2 ทักษะการสำรวจค้นหา 7.2.3 ทักษะการวิเคราะห์ 7.2.4 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.2.5 ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป 7.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. กิจกรรมการเรียนรู้ : รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับสารประกอบอินทรีย์ แล้วถามคำถามว่า สารประกอบ อินทรีย์มีแหล่งกำเนิดจากสิ่งใด และนำไปใช้ประประโยชน์ได้อย่างไร แนวคำตอบ : สารประกอบอินทรีย์ คือ สารประกอบที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ พบได้ ในธรรมชาติ หรือเกิดจากการสังเคราะห์ เช่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้จากการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบนำไป เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพอลิเมอร์ 1.2 จากนั้นครูสอบถามความรู้ของนักเรียน โดยใช้คำถามดังนี้ 1.2.1 ในความคิดของนักเรียน นักเรียนคิดว่าพอลิเมอร์คืออะไร แนวคำตอบ : ตามความเข้าใจชองนักเรียน 1.2.2 นักเรียนรู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน มีอะไรบ้าง แนวคำตอบ : พวกพลาสติก 1.2.3 ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่รู้จักหรือคุ้นเคย ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็น พลาสติกมาคนละ 1 ชนิด แนวคำตอบ : ตามความคิดของนักเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแต่ละคนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทพอลิเมอร์และมอนอเมอร์จากหนังสือเรียนห อินเทอร์เน็ต หรือสแกนจากคิวอาร์โค้ดที่ครูให้ จากนั้นตอบคำถามลงในสมุดบันทึก 2.1.1 พอลิเมอร์(Polymer) และมอนอเมอร์(Monomer) คืออะไร 2.1.2 พอลิเมอร์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร 2.1.3 พอลิเมอร์สามารถแบ่งตามลักษณะการเกิดได้กี่ชนิด 2.1.4 พอลิเมอร์สามารถแบ่งตามชนิดของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ประกอบได้กี่ชนิด 2.1.5 จงยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 2.2 เมื่อนักเรียนสืบค้นเสร็จ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายผล


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation) 3.1 ครูสุ่มนักเรียนตอบคำถามเพื่อแลกเปลี่ยนคำตอบกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่าของตนเองได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือไม่ 3.2 ครูสรุปความรู้เรื่องพอลิเมอร์และการเกิดพอลิเมอร์ให้นักเรียน ดังนี้ 3.2.1 พอลิเมอร์ (Polymer) คือ สารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ และมีมวลโมเลกุลมาก ประกอบด้วยหน่วยเล็ก ๆ ของสารที่อาจจะเหมือนกันหรือต่างกันมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ 3.2.2 มอนอเมอร์ (Monomer) คือ หน่วยเล็ก ๆ ของสารในพอลิเมอร์ พอลิเมอร์สามารถแบ่งตามเกณฑ์ต่างๆ ดังนี้ 1. แบ่งตามลักษณะการเกิด 1.1 พอลิเมอร์ธรรมชาติ เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น โปรตีน แป้ง เซลลูโลส ยาง ธรรมชาติ 1.2 พอลิเมอร์สังเคราะห์ เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดจากการสังเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น พลาสติก ไนลอน ดาครอนและลูไซต 2. แบ่งตามชนิดของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ประกอบ 2.1โฮมอลิเมอร์ เป็นพอลิเมอร์ที่ประกอบด้วยมอนอเมอร์ชนิดเดียวกัน เช่น แป้ง พอลิเอทิลีน PVC 2.2 โคพอลิเมอร์ เป็นพอลิเมอร์ที่ประกอบด้วยมอนอเมอร์ต่างชนิดกัน เช่น โปรตีน พอลิเอสเทอร ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความเข้าใจ (Elaboration) 4.1 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่ 1 เรื่อง พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ 4.2 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมบัติบางประการของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์บางชนิดให้นักเรียนได้ เข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยครูอธิบายว่า พอลิเมอร์มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่ามอนอเมอร์ ซึ่งส่งผลให้สมบัติทางกายภาพของ พอลิเมอร์ต่างจากมอนอเมอร์ พอลิเมอร์ส่วนใหญ่มีจุดหลอมเหลวสูงกว่ามอนอเมอร์มาก และละลายในตัวทำ ละลายได้น้อยกว่า เช่น พอลิเอทิลีน (polyethylene) ที่ใช้ทำถุงพลาสติกมีสถานะเป็นของแข็ง เป็นพอลิเมอร์ที่ เกิดจากแก๊สเอทิลีน พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ในแป้งเป็นพอลิเมอร์ของกลูโคสละลายในน้ำได้น้อยกว่า กลูโคส ดังข้อมูลในตาราง 13.1 หน้า 88 สาร สถานะ จุดหลอมเหลว (°C) สภาพละลายได้ในน้ำ (g/L) เอทิลีน (มอนอเมอร์) แก๊ส -169.2 0.035 (17 °C) พอลิเอทิลีน (พอลิเมอร์) ของแข็ง 115-135 ไม่ละลายในน้ำ กลูโคส (มอนอเมอร์) ของแข็ง 146 909 (25 °C) พอลิแซ็กคาร์ไรด์ในแป้ง (พอลิเมอร์) ของแข็ง สลายตัว ไม่ละลายในน้ำ โดยทั่วไปพอลิเมอร์มีความแข็งและเหนียวมากกว่ามอนอเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์ละลายในตัวทำละลาย สารละลายของพอลิเมอร์จะมีความหนืดมากกว่าสารละลายของมอนอเมอร์ เนื่องจากพอลิเมอร์มีโมเลกุลขนาด ใหญ่จึงมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากกว่ามอนอเมอร์


ขั้นที่ 5 ขั้นตรวจสอบผล (Evaluation) 5.1 ครูประเมินจากการตอบคำถาม 5.2 ครูประเมินจากการตรวจแบบฝึกหัดที่ 1 เรื่อง พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ 5.3 ครูประเมินจากการตรวจสมุดประจำตัวนักเรียนจากการตอบคำถาม 5.4 การให้ความร่วมมือในตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน 9. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้/วัสดุอุปกรณ์ 9.1 สื่อการเรียนรู้ 1) หนังสือเรียนรายวิชา เคมีเพิ่มเติม เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (สสวท.) 2) แบบฝึกหัดที่ 1 เรื่อง พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ 9.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 10. การวัดและประเมินผล จุดประสงค์ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ด้านความรู้ (K) - นักเรียนสามารถอธิบายความหมาย ของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ได้ - นักเรียนสามารถอธิบายถึงสมบัติของ พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ได้ - การตอบคำถาม - ตรวจสมุด ประจำตัว - ตรวจแบบฝึกหัด - ข้อคำถาม - สมุดประจำตัว - แบบฝึกหัด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) - นักเรียนสามารถเขียนแสดงการเกิด พอลิเมอร์จากมอนอเมอร์ได้ - การตอบคำถาม - ตรวจสมุด ประจำตัว - ตรวจแบบฝึกหัด - ข้อคำถาม - สมุดประจำตัว - แบบฝึกหัด ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะ (A) - นักเรียนตั้งใจเรียนและมีความ รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - สังเกต พฤติกรรมการ ทำงาน - แบบสังเกต พฤติกรรม ได้คะแนนในระดับ 3 (ดี) ขึ้นไป


ใบงานที่ 1 เรื่อง พอลิเมอร์และมอนอเมอร์ คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. พอลิเมอร์และมอนอเมอร์แตกต่างกันอย่างไร ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................. .................. ................................................................................................................. ................................................. 2. ถ้าแบ่งพอลิเมอร์ตามแหล่งกำเนิด จะแบ่งได้กี่ประเภท อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ................................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ........................................... 3. กระบวนการที่เกิดขึ้นตามสมการดังกล่าว เรียกว่า.................................................................................. 4. จงเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง ของพอลิเมอร์ธรรมชาติและพอลิเมอร์สังเคราะห์ QR Code


Click to View FlipBook Version