45
อตุ สาหกรรม การผลิตต้องพง่ึ พาปจั จยั พนื้ ฐานเพมิ่ เติม ได้แก่ วสั ดุ พลงั งาน และโดยเฉพาะอย่างยง่ิ สารสนเทศ
สงั คมเกษตรและสงั คมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใชท้ รพั ยากรท่ีมีอย่อู ย่างจากดั อันไดแ้ ก่ ที่ดิน พลังงาน และ
วสั ดุ เปน็ อย่างมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ นนั้ อยา่ งฟมุ่ เฟือยและขาดความระมัดระวงั ก็ได้สรา้ ง
ปญั หาส่งิ แวดลอ้ มที่รนุ แรงมาก ซึ่งกาลังคกุ คามโลกรวมท้ังประเทศไทย ตงั้ แตป่ ญั หาการแปรปรวนของสภาพ
ดนิ ฟ้าอากาศ ภยั ธรรมชาตทิ ่นี บั วนั จะเพ่มิ ความถี่และรนุ แรงขึน้ ปญั หาการบ่อนทาลายความสมดุลทาง
นิเวศวทิ ยาทง้ั ปา่ ดงดิบ ปา่ ชายเลน ปา่ ตน้ น้าลาธาร ความแหง้ แลง้ อากาศเปน็ พษิ แมน่ า้ ลาคลองท่เี ต็มไปด้วย
สารพิษ เจอื ปน ตลอดจนถึงปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจรและภัยจากควนั พิษในมหานครทุกแห่งท่ัวโลก ในทาง
ตรงกันขา้ ม ขบวนการผลติ การเกบ็ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศยั การใช้วสั ดุและพลงั งานน้อยมาก และไม่มี
ผลเสยี ตอ่ ภาวะแวดลอ้ มหรือมเี พียงเล็กนอ้ ยมาก ย่ิงกวา่ นน้ั สารสนเทศจะสามารถช่วยให้กจิ กรรมการผลติ และ
การบรกิ ารต่าง ๆ เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ เชน่ สามารถชว่ ยใหก้ ารผลิตทางอุตสาหกรรมใชว้ ตั ถดุ บิ และ
พลงั งานน้อยลง มมี ลภาวะน้อยลง แต่สินคา้ มคี ุณภาพดีขนึ้ คงทนมากขึ้น ปญั หาวกิ ฤตทิ างจราจรในบางด้านก็
สามารถผอ่ นปรนไดด้ ้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ เชน่ ในการชว่ ยตดิ ตอ่ สอ่ื สารทางธุรกจิ ต่างๆ โดยไม่จาเปน็ ต้อง
เดนิ ทางดว้ ยตนเองดังเช่นแต่กอ่ น จงึ อาจกลา่ วได้วา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะมสี ่วนอย่างมาก ในการนาสงั คม
สวู่ ิวัฒนาการอกี ระดับหนึ่ง ที่อาจเรียกได้วา่ เปน็ สังคมสารสนเทศ อันเปน็ สังคมท่ีพึงปรารถนาและยงั่ ยืนยิ่งขน้ึ
นั่นจึงเป็นเหตผุ ลท่ีว่าสงั คมต่าง ๆ ในโลก ตา่ งจะต้องก้าวสสู่ ังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลยี่ งไม่ได้ ไม่เร็วกช็ า้
และนน่ั หมายความว่าสังคมจะต้องพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยา่ งแน่นอน ไม่ว่าเราจะยอมรบั หรอื ไม่ก็ตาม
มิใชเ่ พียงแตเ่ พ่ือสร้างขีดความสามารถในเชงิ แขง่ ขันในสนามการค้าระหว่างประเทศ แต่เพื่อความอยู่รอดของ
มนษุ ยชาติ และเพือ่ คณุ ภาพชีวติ ทีด่ ีขน้ึ อีกตา่ งหากด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยคี ูโ่ ลกในตน้ ศตวรรษที่ 21 และเปน็ แรงกระตุ้นและเปน็ ปจั จัย
รองรับ ขบวนการโลกาภวิ ัตน์ ทก่ี าลังผนวกสังคมเศรษฐกิจไทยเข้าเปน็ อันหนึ่งเดยี วกันกบั สงั คมโลก อันท่ีจรงิ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมใี ช้ในประเทศไทยเปน็ เวลาช้านานมาแล้ว เปน็ ต้นว่า เรามีการใช้โทรศัพทต์ ั้งแตร่ ชั สมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู วั เม่ือปี พ.ศ. 2414 เพยี งแตว่ า่ การใช้เทคโนโลยนี ี้ยงั ไมแ่ พรก่ ระจาย
ทั่วประเทศและยงั ไม่อยใู่ นระดับสงู เมอ่ื เทียบกบั อีกหลาย ๆ ประเทศในโลก
46
กล่าวกนั อย่างสนั้ ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยที ่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั หา วิเคราะห์
ประมวล จัดการและจดั เก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลย่ี น และเผยแพร่สารสนเทศ ดว้ ยระบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ ไม่ว่า
จะอยใู่ นรปู แบบของรูป เสยี ง ตวั อกั ษร หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถงึ การนาสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏบิ ัติ
ตามเนอ้ื หาของสารสนเทศนนั้ เพอ่ื ใหบ้ รรลุเป้าหมายของผู้ใช้ การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล และจัดการกบั
ข่าวสารขอ้ มูลจานวนมหาศาล จงึ ขาดเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เสียมไิ ด้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปลีย่ นข้อมลู
ข่าวสาร อยา่ งรวดเร็ว ทันเวลา ประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ย และมปี ระสิทธภิ าพ กจ็ าเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และท้ายสุดสารสนเทศทมี่ ี จะก่อให้เกิดประโยชนจ์ ากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะ
ต้องการและอย่างประหยัดที่สุด ก็ตอ้ งอาศยั ทัง้ สองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการสอ่ื หรอื ขนย้ายจาก
แหล่งข้อมลู สารสนเทศ สผู่ ู้บริโภคในทส่ี ุด
ฉะนั้น เทคโนโลยสี ารสนเทศจงึ ครอบคลมุ ถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพวิ เตอรท์ ้ัง
ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซึง่ รวมถึง เทคโนโลยรี ะบบสื่อสารมวลชน (ไดแ้ ก่ วทิ ยุ และ
โทรทัศน์) ทง้ั ระบบแบบมสี ายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยดี ้านอเิ ล็กทรอนิกสต์ า่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทศั น์
ความคมชดั สูง (HDTV) ดาวเทยี มคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนาแสง (fibre optics)
สารกง่ึ ตัวนา (semiconductor) ปัญญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณอ์ ตั โนมตั สิ านกั งาน
(office automation) อปุ กรณ์อตั โนมตั ใิ นบา้ น (home automation) อุปกรณ์อตั โนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหล่านี้ เปน็ ตน้ นอกจากการเปน็ เทคโนโลยที ไ่ี ม่ทาลายธรรมชาตหิ รอื สร้างมลภาวะ (ในตวั ของ
มันเอง) ตอ่ ส่งิ แวดล้อมแล้ว คุณสมบตั โิ ดดเดน่ อื่น ๆ ท่ที าให้มันกลายเป็นเทคโนโลยี ยุทธศาสตรส์ าคัญแห่งยุค
ปัจจุบันและในอนาคตกค็ ือ ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กจิ กรรม อาทิ
โดย
1. การลดต้นทนุ หรอื ค่าใชจ้ ่าย
2. การเพ่มิ คณุ ภาพของงาน
3. การสร้างกระบวนการหรอื กรรมวธิ ีใหม่ ๆ
4. การสรา้ งผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ ข้ึน
ฉะน้นั โอกาสและขอบเขตการนา เทคโนโลยีนีม้ าใช้ จงึ มหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กจิ กรรมกว็ า่ ได้
ไม่วา่ จะเปน็ การปกครอง การใหบ้ ริการสงั คม การผลิตท้ังภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบริการ รวมถงึ การค้า
ทัง้ ภายในและระหวา่ งประเทศอีกด้วย โดยพอสรปุ ได้ดังต่อไปน้ี
ภาคสงั คม การบริหารและปกครอง การให้บริการพน้ื ฐานของรัฐ การบรกิ ารสาธารณสุข การบรกิ าร
การศกึ ษา การใหบ้ ริการข้อมูลและสาระบนั เทิง การอนรุ ักษส์ งิ่ แวดล้อม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภยั การพยากรณ์อากาศและอุตุนยิ ม ฯลฯ
47
ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การปา่ ไม้ การประมง การสารวจและขดุ เจาะนา้ มันและ กา๊ ซธรรมชาติ
การสารวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติทงั้ บนและใตผ้ วิ โลก การก่อสร้าง การคมนาคมท้งั ทางบก นา้ และ
อากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อตุ สาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบรกิ าร อาทิ ธุรกิจการ
ท่องเที่ยว การเงิน การธนาคาร การขนส่ง และ การประกันภยั ฯลฯ
ผลประโยชนต์ า่ งๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยดี ังกล่าว ล้วนเกิดจากคณุ สมบัติพเิ ศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุม่ น้ี อนั สบื เนือ่ งจากการพัฒนาของ เทคโนโลยที ี่มีอตั ราสงู และอยา่ งตอ่ เน่ืองตลอด
หลายทศวรรษท่ผี า่ นมา วิวฒั นาการทางเทคโนโลยนี ้ีสง่ ผลให้
• ราคาของฮาร์ดแวรแ์ ละอปุ กรณ์ รวมท้งั คา่ บริการ สาหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลีย่ นเผยแพร่สารสนเทศมีการลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
• ทาให้สามารถนาพาอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ทงั้ คอมพวิ เตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้
มพี ฒั นาการการย่อส่วนของชิ้นสว่ น (miniaturization) และพัฒนาการการสื่อสารระบบไรส้ าย
• ประการทา้ ย ท่จี ดั วา่ สาคัญทสี่ ุดกว็ ่าได้คือ ทาใหเ้ ทคโนโลยตี า่ ง ๆ เชน่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
และการสื่อสารมุง่ เขา้ สู่จุดทใี่ กลเ้ คยี งกนั (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เลง็ เหน็ ถึงศักยภาพของเทคโนโลยียทุ ธศาสตร์กล่มุ น้ี จงึ ให้
ความสาคญั ต่อเทคโนโลยีนม้ี ากกว่าเทคโนโลยอี นื่ ๆ ทีจ่ ัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตรส์ าคัญอกี หลายกลุ่ม ดังเช่น
กลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ไดศ้ กึ ษา
เปรยี บเทียบ ศกั ยภาพของเทคโนโลยไี ฮเทค 5 กลมุ่ สาคญั ในปัจจุบนั คือ เทคโนโลยีชวี ภาพ เทคโนโลยวี สั ดุ
ใหม่ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีนวิ เคลียร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสาคญั 5 ประเด็น
ไดแ้ ก่
(1) การสรา้ งผลิตภณั ฑแ์ ละบรกิ ารใหม่ ๆ
(2) การปรับปรุงกระบวนการผลติ ผลติ ภณั ฑแ์ ละบรกิ าร
(3) การยอมรับจากสงั คม
48
(4) การนาไปใชป้ ระยุกตใ์ นภาค/สาขาอ่นื ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไดร้ ับการยอมรบั ใน
ศักยภาพสูงสุดในทุก ๆ ประเด็น
1.16 ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ
ประสิทธภิ าพ (Efficiency)
• ระบบสารสนเทศทาให้การปฏบิ ตั งิ านมคี วามรวดเรว็ มากข้นึ โดยใชก้ ระบวนการประมวลผล
ขอ้ มูลซ่ึงจะทาใหส้ ามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรบั ปรงุ ขอ้ มูลใหท้ ันสมยั ไดอ้ ย่างรวดเร็วระบบ
สารสนเทศชว่ ยในการจัดเก็บขอ้ มูลท่ีมขี นาดใหญ่ หรอื มปี ริมาณมากและชว่ ยทาใหก้ ารเข้าถึงข้อมูล (access)
เหลา่ น้นั มคี วามรวดเรว็ ดว้ ย
• ช่วยลดตน้ ทุน การที่ระบบสารสนเทศชว่ ยทาใหก้ ารปฏิบัติงานท่เี กย่ี วข้องกบั ข้อมลู ซึ่งมี
ปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดาเนินการได้โดยเร็ว หรอื การช่วยให้เกดิ การตดิ ต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว
ทาใหเ้ กดิ การประหยัดตน้ ทนุ การดาเนินการอยา่ งมาก
• ชว่ ยใหก้ ารตดิ ตอ่ สอื่ สารเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพวิ เตอร์ทาใหม้ ีการติดต่อ
ได้ทัว่ โลกภายในเวลาทร่ี วดเรว็ ไมว่ ่าจะเปน็ การตดิ ต่อระหว่างเครื่องคอมพวิ เตอร์กบั เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ด้วยกัน
(machine to machine) หรอื คนกับคน (human to human) หรอื คนกับเครื่องคอมพวิ เตอร์ (human to
machine) และการติดตอ่ ส่ือสารดงั กลา่ วจะทาใหข้ ้อมูลทเี่ ปน็ ท้งั ข้อความ เสยี ง ภาพน่งิ และภาพเคลอ่ื นไหว
สามารถส่งได้ทนั ที
• ระบบสารสนเทศชว่ ยทาให้การประสานงานระหวา่ งฝา่ ยตา่ ง ๆ เป็นไปได้ด้วยดโี ดยเฉพาะหาก
ระบบสารสนเทศนั้นออกแบบ เพือ่ เอ้อื อานวยให้หน่วยงานทง้ั ภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลาย
ทง้ั หมด จะทาให้ผู้ที่มีสว่ นเกย่ี วขอ้ งทั้งหมดสามารถใช้ข้อมลู ร่วมกันได้ และทาให้การประสานงาน หรอื การทา
ความเขา้ ใจเป็นไปไดด้ ้วยดยี ่ิงขน้ึ
ประสทิ ธิผล (Effectiveness)
• ระบบสารสนเทศช่วยในการตดั สนิ ใจ ระบบสารสนเทศท่อี อกแบบสาหรบั ผู้บรหิ าร เช่น ระบบ
สารสนเทศที่ชว่ ยในการสนบั สนุนการตดั สนิ ใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสาหรับ
ผูบ้ รหิ าร (Executive support systems) จะเอ้ืออานวยใหผ้ ูบ้ ริหารมขี ้อมูลในการประกอบการตัดสินใจไดด้ ี
ขึน้ อนั จะสง่ ผลให้การดาเนนิ งานสามารถบรรลุวตั ถุประสงคไ์ ว้ได้
• ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินคา้ /บริการท่เี หมาะสมระบบสารสนเทศจะชว่ ยทาให้
องค์การทราบถึงข้อมลู ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ตน้ ทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสนิ ค้า/บริการท่ีมีอยู่ หรือชว่ ยทาให้
หนว่ ยงานสามารถเลือกผลติ สินค้า/บรกิ ารท่ีมีความเหมาะสมกบั ความเชีย่ วชาญ หรือทรัพยากรท่ีมีอยู่
49
• ระบบสารสนเทศชว่ ยปรับปรงุ คณุ ภาพของสนิ ค้า/บรกิ ารให้ดขี ้ึนระบบสารสนเทศทาให้การ
ตดิ ต่อระหวา่ งหน่วยงานและลกู ค้า สามารถทาได้โดยถกู ต้องและรวดเรว็ ขนึ้ ดังนนั้ จึงช่วยให้หนว่ ยงานสามารถ
ปรบั ปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกบั ความต้องการของลกู คา้ ได้ดขี นึ้ และรวดเร็วข้ึนด้วย
• ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
• คณุ ภาพชีวิตการทางาน (Quality o f Working Life
1.17 คอมพิวเตอรแ์ ละอนิ เทอรเ์ นต็
1.17.1 อินเทอรเ์ น็ตเบ้ืองต้น
ในยุคปัจจบุ ันเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology : IT) มีบทบาทกับชีวิตประจาวนั
เปน็ อยา่ งมากท้ังทางตรงและทางอ้อม เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพอื่ ให้
สามารถนาไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ ทงั้ การติดต่อส่อื สาร แลกเปลีย่ นขอ้ มูล การจัดเก็บ หรอื ประมวลผล
ข้อมูล เทคโนโลยีทใี่ นปัจจุบันประกอบไปดว้ ย เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (computer technology) และ
เทคโนโลยที ่ีเก่ียวข้องกบการส่อื สารและการโทรคมนาคม (communication technology) นชิ รตั น์ ราชบรุ .ี
(2545)
คอมพิวเตอร์ (computer) เป็นเคร่ืองคานวณอิเล็กทรอนิกส์ทส่ี ามารถประมวลผลข้อมลู ในรปู แบบ
ของไฟล์ดจิ ติ อล สามารถประยุกต์ใช้งานเพ่อื ให้เกดิ ประโยชน์ไดห้ ลากหลาย ตามพจนานุกรมฉบับ
บณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ได้นยิ ามไว้ว่า “คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมตั ิทา
หนา้ ที่เสมอื นสมองกล ใชส้ าหรบั แก้ปญั หาต่าง ๆ ทั้งทงี่ ่ายและซบั ซ้อน โดยวธิ ีทางคณติ ศาสตร์”
50
องคป์ ระกอบของคอมพวิ เตอรจ์ ะประกอบไปดว้ ย ฮารด์ แวร์ (hardware) หมายถงึ สว่ นที่สามารถ
จับตอ้ งไดแ้ ละเหน็ เป็นรปู ธรรม เช่น คียบ์ อร์ด เมาส์ หนา้ จอ ลาโพง เปน็ ตน้ ซอฟตแ์ วร์ (software) หมายถงึ
คาส่ังหรือโปรแกรมคอมพวิ เตอรซ์ ึ่งรวมไปถึงระบบปฏิบัตกิ าร (operating system : OS) และโปรแกรม
ประยุกต์ (application software) นอกจากนนั้ องค์ประกอบของคอมพวิ เตอรย์ ังรวมไปถงึ บุคคล หรือ
บคุ ลากรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั คอมพิวเตอร์ และ ข้อมลู สารสนเทศ (data information) ท่ปี ้อนใหก้ บั อปุ กรณ์
คอมพวิ เตอร์ เพ่ือใชส้ าหรับการประมวลผล
1.17.2 ความหมายของอนิ เทอรเ์ น็ต
อินเทอรเ์ น็ต (internet) หมายถงึ เครอื ขา่ ยในระดับสากล เป็นช่องทางสาหรบั การเช่ือมตอ่
คอมพิวเตอร์ทั่วโลก การเช่ือมต่อเครือขา่ ยหลาย ๆ เครือข่ายเกดิ เปน็ โครงข่ายขนาดใหญ่ท่ีเรยี กว่า เครือข่ายใย
แมงมมุ (world wide web : www) หรอื เรยี กสั้น ๆ ว่า “เวบ็ ” ประโยชนใ์ นการเชื่อมต่อใช้งานอินเทอร์เน็ตมี
มากมายหลากหลาย ขนึ้ อยู่กับวตั ถปุ ระสงค์ของผเู้ ช่ือมต่อใช้งาน (user) เชน่ แสวงหาความรู้ ดูรายละเอียด
สินค้า เชค็ อเี มล ทาธรุ กรรมบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ชาระค่าบรกิ าร ในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ ดูหนัง ฟงั เพลง
เล่นเกมส์ ดาวนโ์ หลดไฟล์เอกสารมัลติมเี ดยี เปน็ ตน้
ในยุคท่ีอินเทอร์เนต็ กาลังเตบิ โตอย่างรวดเร็ว เป็นท่ีนิยม และ มผี ู้เชื่อมต่อใชง้ านจานวนมาก
อินเทอร์เน็ตจงึ ก่อใหเ้ กิดโอกาส และ บริการใหม่ ๆ มากมาย เชน่ การทาธรุ กรรมผ่านอนิ เทอรเ์ น็ต พบปะ
สนทนา แลกเปล่ียนข้อมลู เป็นตน้ นอกจากน้ี อนิ เทอรเ์ นต็ ยังเป็นสื่อทนี่ าเสนอความบนั เทิงท่ีรองรบั ส่อื
มลั ติมีเดยี (multimedia) ใรรูปแบบตา่ ง ๆ จานวนมหาศาล ทาให้ผใู้ ช้งานเข้าถึงสื่อเหล่านน้ั ไดง้ า่ ย สะดวก
51
รวดเรว็ และ สามารถเขา้ ถึงได้ทกุ ท่ีทุกเวลา อินเทอรเ์ นต็ ยังเปน็ พน้ื ท่เี พื่อใหผ้ ใู้ ชง้ านสามารถ ประชาสมั พันธ์
นาเสนอสนิ ค้า และ บริการในรปู แบบท่ีนา่ สนใจ เข้าถงึ กลุ่มลูกค้าได้อยา่ งท่วั ถงึ แมน่ ยา มีการกลา่ ววา่ “ธรุ กิจ
ใดไม่สนใจโลกอนิ เทอรเ์ นต็ ธุรกจิ นนั้ กาลงปฏิเสธอนาคตของตัวเอง”
คอมพิวเตอร์และอนิ เทอรเ์ นต็ มีความสาคัญในชวี ิตประจาวนั ของมนษุ ย์ใน สังคมปจั จบุ ันมากขึ้น
เนอ่ื งจากสงั คมขณะน้กี าลงั เข้าสูส่ งั คมแหง่ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร หรือ สงั คมไอที ที่
คอมพวิ เตอรเ์ ป็นเครื่องมือสาคญั ในการช่วยอานวยความสะดวกแก่ผู้ใชไ้ มว่ า่ จะเปน็ การทางานด้านการสง่
ข้อมูลข่าวสารระหว่างทีห่ น่ึงไปยังอกี ที่หน่งึ ในรปู แบบส่ือ ทง้ั ภาพเสียงตวั อักษรและมลั ติมีเดยี ได้อย่างรวดเรว็
ฉับไวทันเวลาท่ีต้องการ
หากแตใ่ นปจั จบุ ันได้มีการใชส้ ื่อคอมพวิ เตอร์ไปในทางไม่เหมาะสม เชน่ นาไปใชแ้ พร่ภาพ ลามก
อนาจาร นาภาพไปตัดต่อเขา้ สรู่ ะบบคอมพิวเตอร์ทาให้ผอู้ ่ืนเสียหาย ปลอมแปลง ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ของผู้อ่นื
โดยไม่ได้รบั อนุญาต ก่อกวนทารา้ ยผใู้ ช้คอมพิวเตอร์อื่นๆ หลอกลวง กอ่ การร้าย การป้องกนั ปราบปรามและ
จบั กมุ ดาเนนิ คดีแกผ่ ู้ที่ใชค้ อมพิวเตอรใ์ นทางท่ีทาใหเ้ กิดความเสียหายแก่ผอู้ ืน่ หรือเกิดความเสยี หาย แก่
ประเทศชาติ จึงเป็นเรอ่ื งจาเป็นท่จี ะต้องมีการแก้ปญั หาดงั กล่าว จงึ เกดิ การร่างพระราชบัญญตั ิว่าดว้ ยการ
กระทาความผดิ เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ.2550ข้ึน โดยมเี จตนารมณ์ คือ
• เพอ่ื เป็นการใชก้ รอบแห่งกฎหมายในการกาหนดฐานความผดิ และบทลงโทษในการเรยี กร้อง
คา่ เสียหายแกผ่ ู้กระทาความผิด เพื่อคุ้มครองสิทธใิ หแ้ กป่ ระชาชน
• เพอ่ื กาหนดบทบัญญตั ิเก่ียวกบั อานาจหนา้ ท่ขี องเจ้าพนักงานเจ้าหน้าทท่ี ั้งดา้ นนโยบาย มาตรฐาน
แนวปฏิบัติ และกาหนดหนา้ ที่ของผู้ให้บริการไมว่ ่าจะแกต่ นเองหรอื บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เนต็ หรือให้
สามารถติดต่อถึงกนั โดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยใหม้ แี นวทางการปฏบิ ตั ติ ามดาเนินงานให้เกดิ ความชดั เจน
ถูกต้องในแนวทางเดียวกัน
จากการสารวจความคิดเหน็ ของประชาชนหลงั พระราชบัญญตั ิวา่ ด้วยการกระทาความผดิ เก่ยี วกับ
คอมพวิ เตอร์ พ.ศ.2550 โดยสานกั งานสถิติแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรงุ การประชาสัมพันธ์
เผยแพร่เก่ียวกับพระราชยัญญัติให้แก่สาธารณะชนได้เขา้ ใจอย่างแท้จริง และเป็นผลให้การบังคบั ใช้
พระราชบัญญตั ิมีประสิทธิภาพสงู สดุ
1.18 องคป์ ระกอบและการทางานของอนิ เทอร์เน็ต
รปู แบบการทางานของอนิ เทอรเ์ นต็ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลกั ๆ ดงั นี้
1. ผรู้ อ้ งขอบริการ (Client) คอื เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ของผใู้ ช้งาน หรือ เครอ่ื งผูร้ อ้ งขอบริการทม่ี ี อยู่
บนเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ ซ่งึ ไม่จาเป็นต้องเปน็ คอมพวิ เตอร์เสมอไป อาจจะอยู่ในรูปแบบของแทบ็ เล็ต
(tablet) สมารท์ โฟน (smartphone) หรอื โน้ตบ๊กุ (notebook) ทท่ี าการเช่ือมต่อระบบเครอื ข่าย และ ร้อง
ขอข้อมูล หรือ บริการต่าง ๆ บนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ผ่านมาตรฐาน ขอ้ ตกลง ข้อกาหนด หรอื กฎระเบียบที่
52
ใช้ในการส่อื สารระหว่างเครื่องผู้ร้องขอบรกิ ารกับเคร่ืองผู้ให้บรกิ าร เช่น เวบ็ ไซต์ (website) อีเมล (email)
การถ่ายโอนไฟล์ (file transfer) ฐานขอ้ มูล (database) โปรแกรมประยกุ ต์ (application) มลั ตมิ เี ดยี
(multimedia) หรอื ไฟลเ์ อกสาร (document) เป็นต้น
2. ผู้ให้บรกิ าร (Server) เป็นเคร่ืองคอมพวิ เตอร์แม่ข่ายที่เปิดให้บรกิ ารตา่ ง ๆ บนเครอื ข่าย
อินเทอร์เนต็ เพื่อรองรับการร้องขอจากผูร้ ้องขอบริการ รูปแบบการใหบ้ ริการมีอยู่หลากหลาย เชน่ web
server, mail server, file server, database server, multimedia server หรอื application server เป็น
ตน้
3. เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) เป็นรูปแบบเครอื ขา่ ยทเ่ี ช่ือมโยงระหว่างผูร้ ้องขอ
บริการและผู้ให้บริการ รปู แบบของเครือข่าย หรอื การเช่อื มต่อมีอยหู่ ลากหลาย มีทั้งท่ีเป็นการเชอ่ื มต่อ
เครอื ข่ายแบบใช้สายและการเชื่อมต่อเครือขา่ ยแบบไรส้ าย เชน่ สัญญาณไวไฟ เครอื ข่ายโทรศัพท์เคล่ือนท่ี
หรือ การเช่ือมตอ่ เครือขา่ ยภายในโดยใชส้ ายแลน เป็นตน้
การทางานของอนิ เทอรเ์ น็ตเริ่มต้นจากผู้ใช้งานทาการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์กับเครอื ขา่ ย
อินเทอร์เน็ต เครื่องท่ีร้องขอบรกิ ารอาจจะอยู่ในรูปแบบบของโนต้ บุก๊ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต็ ผู้ใชง้ าน
สามารถร้องขอบริการตา่ ง ๆ จากผู้ให้บริการท่ีมอี ยู่บนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตผ่านโปรแกรมประยุกต์ เช่น
โปรแกรมประยุกตท์ ี่อยู่ในกลุ่มของเวบ็ เบราว์เซอร์ (web browser) เชน่ Internet Explorer, Mozilla
Firefox, Google Chrome เป็นต้น ใช้สาหรบั เขา้ ถงึ บริการในรปู แบบของเวบ็ ไซต์ ผู้ใชง้ านจะตอ้ งรอ้ งขอ
(request) ขอ้ มูล หรอื บริการไปยงั เครื่องผูใ้ ห้บริการผา่ นเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ โดยใชท้ ่ีอยู่ (address) ของ
53
เครื่องผใู้ ห้บริการในการอา้ งอิงตาแหนง่ เช่น การระบหุ มายเลขประจาเครื่อง (IP address) หรือชื่อของ
เว็บไซต์ (domain name) เป็นตน้
1.19 ประโยชนแ์ ละโทษของอินเตอร์เน็ต Internet
เทคโนโลยีในปัจจบุ นั ทาใหส้ ามารถเขา้ ถึงข้อมลู หรือ บริการตา่ ง ๆ ทัว่ โลกไดง้ ่าย สะดวก รวดเร็ว
หากรวมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กบั เทคโนโลยีการสือ่ สารการโทรคมนาคมในปัจจบุ นั และ นาไปใช้งาน ในทาง
สร้างสรรค์ อนิ เทอร์เน็ตจะเป็นชอ่ งทางและเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในหลาย ๆ ด้าน เชน่
1. ด้านการติดต่อส่ือสาร อนิ เทอร์เนต็ ทาใหผ้ ู้ใช้งานทั่วโลกสามารถเชอ่ื มต่อกนั ได้อย่างอิสระ
ปราศจากข้อจากดั เดิม ๆ บนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ตมีรูปแบบการใหบ้ รกิ ารด้านการตดิ ต่อสอ่ื สารมากมาย เชน่
อเี มล การรับสง่ ขอ้ ความ การสนทนาออนไลน์ เครือขา่ ยสงคมออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดีย เปน็ ตน้
เทคโนโลยีการส่ือสารและการโทรคมนาคมในปัจจบุ นั ทาให้อินเทอรเ์ นต็ มคี วามเรว็ ในการ
ติดต่อสื่อสารแลกเปลีย่ นข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เพ่ิมขน้ึ ทาใหร้ องรับการรบั สง่ ขอ้ มลู ท่ีหลากหลาย
และมีปริมาณมาก สามารถแลกเปลย่ี นข้อมลู สื่อมลั ตมิ เี ดียได้ง่าย สะดวก รวดเรว็ รองรับการ สนทนาแบบ
เวลาจรงิ (real time) สามารถสนทนาแบบเห็นหนา้ กันในขณะนน้ั รองรบั การประชมุ ทางไกล
(teleconference) เปน็ ต้น ซึ่งลดขอจากดั ทางด้านเวลา หรอื ระยะทางได้ การติดต่อส่ือสารผา่ นอินเทอรเ์ น็ต
ในปัจจบุ นั ไม่ไดข้ ้ึนอยู่กับเครอื่ งคอมพิวเตอรเ์ สมอไป ผู้ใช้งานอาจเข้าถึงการใหบ้ ริการตา่ ง ๆ บนเครอื ขา่ ย
อนิ เทอร์เนต็ โดยใช้อปุ กรณ์เคลือ่ นท่ี เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เป็นตน้ ทาให้ง่ายต่อการใชง้ าน มีขนาดเล็ก
พกพาได้งา่ ย และ ยังสามารถใช้งานไดท้ ุกท่ีทุกเวลา
2. ด้านการศึกษา อนิ เทอรเ์ น็ตสามารถประยุกตใ์ ชท้ างดา้ นการศกึ ษา เพื่ออานวยความสะดวกใน
หลาย ๆ ด้าน เชน่ การบริหารการศึกษา การลงทะเบยี นออนไลน์ ตารางเรียนผา่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
ระบบรายงานผลการเรยี น เป็นต้น อนิ เทอร์เนต็ รองรบั สื่อมัลตมิ เี ดยี ทห่ี ลากหลายรูปแบบทาใหส้ ามารถ
ประยกุ ตใ์ ช้งานทางด้านการศึกษาได้มาก เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ ทาให้
54
ผ้เู รียนสามารถเข้าเรยี นเนื้อหา ทบทวน ฝกึ ปฏิบตั ไิ ด้อย่างมีประสิทธภิ าพ มกี ารถา่ ยทอดการเรียนการ สอน
ผ่านเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็ รองรับการศึกษาทางไกล รวมไปถงึ กจิ กรรมการเข้ากล่มุ สนทนาเนือ้ หาการ เรียน
การสอน ทาให้เกิดการเรียนรูอย่างสร้างสรรค์กับผู้เรียน ลดความเหล่อื มลา้ ในสงั สังคม เป็นตน้
3. ดา้ นเศรษฐกจิ อินเทอรเ์ น็ตก่อให้เกิดรปู แบบการประกอบธุรกจิ ทแ่ี ตกตา่ งไปจากเดิม เจ้าของ
ธุรกจิ ในปัจจบุ ันไมจ่ าเป็นตอ้ งมีหน้ารา้ น หรอื สตอ็ กสนิ คา้ ขนาดใหญ่ แค่มีสินค้า หรือ บริการ เจ้าของธุรกิจ
สามารถประชาสมั พนั ธส์ ินค้า และบริการของตวั เองได้ผ่านระบบพาณิชยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) หรือ
ผา่ นเครอื ขา่ ยสังคมออนไลนท์ ่ีกาลงเปน็ ท่ีนยิ มในปจั จุบนั ผใู้ ชง้ านสามารถเขา้ ถงึ สินค้าและบรกิ ารไดอ้ ย่าง
สะดวก เช่น สามารถเปรียบเทยี บคุณสมบัติของ สนิ คา้ เปรยี บเทยี บราคา สั่งสนิ คา้ ชาระค่าบริการบน
อนิ เทอรเ์ นต็ ทสี่ ะดวก และ ปลอดภัยมากขน้ึ ทาให้เจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มผูบ้ ริโภคไดโ้ ดยตรง และ
ผู้บริโภคสามารถเขา้ ถงึ สินค้าทต่ี ัวเองสนใจ ซึ่งไม่ได้จากดั แค่ภายในประเทศเทา่ นัน้ ระบบพาณิชย์
อิเลก็ ทรอนิกส์ก่อให้เกดิ ผลดีต่อระบบเศรษฐกจิ ภายในประเทศ ทาให้เกดิ เมด็ เงินหมนุ เวียนภายในประเทศ
จานวนมหาศาล
4. ดา้ นสงั คม อนิ เทอร์เนต็ ก่อให้เกดิ รูปแบบการใช้ชวี ิตในสงั คมแบบใหม่ ทาใหล้ ดความเหลื่อมลา้
ลดช่องวา่ งระหวา่ งคนในสงั คม และทกุ คนสามารถเข้าถงึ อินเทอร์เน็ตได้โดยไม่มกี ารแบง่ แยกเชื้อชาติ ศาสนา
ฐานะ สามารถชว่ ยผู้ด้อยโอกาสทางสงั คมใหส้ ามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้อย่างเทา่ เทยี ม ปจั จุบนั ได้มีการ
พฒั นาเวบ็ ไซตบ์ นเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ที่เรยี กว่า “Web Accessibility” เพือ่ ใหรองรับการเข้าใช้งานของผู้ทม่ี ี
ความบกพรอ่ งทางดา้ นร่างกาย ท่ีเป็นอุปสรรคต่อการเขา้ ถึงขอ้ มูล สนิ คา้ หรือบรกิ าร เช่น ผู้บกพร่องทางดา้ น
สายตา ทางหู ผู้สงู อายุ เป็นต้น เปน็ เวบ็ ไซต์ท่ีทุกคนสามารถเขา้ ถึงได้อย่างเท่าเทยี ม โดยพัฒนาอ้างอิงตาม
มาตรฐานขององค์กร w3c (World Wide Web Consortium) ซึง่ ได้มกี ารวางหลัก ในการออกแบบเมื่อปี
พ.ศ.2548 โดยใชช้ อื่ ว่า WCAG 2.0 (Web Content Accessibility Guidelines 2.0) เพ่ือลดอุปสรรค
ทางด้านความบกพรอ่ งของรา่ งกายในการเขา้ ถงึ ข้อมลู สารสนเทศบนเครือขา่ ย อินเทอรเ์ น็ต
5. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ปจั จบุ นั มกี ารประยกุ ตใ์ ช้เครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตทางดา้ น
การแพทย์อยา่ งแพร่หลาย เชน่ การลงทะเบยี นผู้ป่วย ฐานขอ้ มูลท่ีอยขู่ องผปู้ ว่ ย ระบบการวนิ จิ ฉัยโรคจาก
อาการป่วยเบ้ืองตน้ การให้รายละเอยี ดเกีย่ วกบั ยาและวธิ ีการรักษา ประวัติการรกั ษา เป็นต้น นอกจากนน้ั ยงั
เปน็ ช่องทางในการศึกษา และวจิ ัยทางการแพทย์ โดยปัจจบุ นั มีระบบการแพทยท์ างไกล (telemedicine) เพอ่ื
ใช้ในการสนบั สนนุ และแลกเปล่ยี นขอ้ มูลการรกั ษาของผปู้ ว่ ย โดยการประยกุ ต์ใช้ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
ร่วมกับเทคโนโลยที างด้านการส่ือสารและการโทรคมนาคมในปจั จบุ ันทท่ี ันสมยั บุคลากรทางการแพทย์
สามารถแลกเปล่ยี นประสบการณ์ เพ่ือประสทิ ธภิ าพทางดา้ นการรักษาคนไข้ทีด่ ีมาก ยง่ิ ข้ึน และ ยังลดปญั หา
การขาดแคลนบคุ ลากรทางการแพทย์อีกดว้ ย
55
6. ดา้ นการเงินและการธนาคาร ในการซื้อขายแลกเปลยี่ นสินคา้ และบรกิ ารบนเครือขา่ ย
อนิ เทอรเ์ น็ต ขั้นตอนสาคัญ คือ การชาระคา่ บรกิ าร ในปัจจบุ ันธนาคารได้พัฒนาระบบเพ่ือใหร้ องรบั การ ชาระ
สนิ ค้า และ การเข้าถงึ ขอ้ มลู ทางด้านการเงนิ ของลกู คา้ ผ่านเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ทั้งผา่ นเว็บไซต์ ธนาคาร
ออนไลน์ (e-banking) หรือ ผ่านแอพพลเิ คชั่น ทาใหง้ ่ายและสะดวกในการทาธุรกรรม เช่น การ ตรวจสอบ
ยอดเงนิ ในบัญชอี อนไลน์ การโอนเงนิ การบรกิ ารสินเช่ือ ข้อมูลอัตราแลกเปล่ียน รวมไปถึงการ ชาระคา่ บริการ
ต่าง ๆ ผ่านระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เปน็ ต้น
7. ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ปัจจุบนั มกี ารประยุกตใ์ ช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ด้าน
การเกษตรมากมาย เช่น การจัดทาฐานขอ้ มลู เพ่ือการเกษตรและการพยากรณ์ผลผลติ ด้านการเกษตร การ
พฒั นาระบบราคากลางสินค้าออนไลน์ ระบบตรวจสอบความชนื้ ของอากาศ รายงานสภาพอากาศ การแจ้ง
เตอื นการให้น้าแก่พืชสวนผ่านเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ การแจ้งภัยพบิ ตั ิ พนื้ ทเี่ สียงภัยแลง้ พื้นทเี่ สยี งภัยโรค และ
ศัตรูพืช เปน็ ต้น ทางด้านอุตสาหกรรมมรี ะบบตรวจสอบโรงงาน สารเคมี โรงผลิต รวมถงึ ภัยทเี่ ปน็ อันตรายต่อ
สขุ ภาพ และ สามารถรายงานผลในทันที การควบคุมการจา่ ยไฟฟา้ การเปดิ ปิดไฟฟ้า
8. ดา้ นการทหารและความมั่นคง มกี ารใชเ้ ครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตเพ่ือการทหารอย่างแพร่หลายทั้ง
ในประเทศและตา่ งประเทศ ข้อมลู ทางการทหารทเ่ี ผยแพรผ่ ่านเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ สามารถปกปดิ หรอื
เลอื กช้ันระดับความลบั ของเอกสาร สามารถเข้ารหสั ข้อมูลกอ่ นสง่ อินเทอร์เน็ตนอกจากใชใ้ นการ
ตดิ ตอ่ สอ่ื สารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการทหารแล้ว ยงั สามารถใชใ้ นการติดตามบุคคล การสารวจพนื้ ทที่ าง
ภูมศิ าสตรเ์ พ่ือความได้เปรยี บทางยุทธวิธี ซ่งึ สามารถประยุกต์ใชง้ านได้หลากหลาย เชน่ ข้อมลู พ้ืนท่เี พื่อ
สนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดิน การคานวณระยะวถิ ีการยงิ การแจง้ พิกัดของสถานทีท่ ่ีน่าสงสัย ค้นหารถหาย
แจง้ ข้อมูลผู้ต้องสงสัย ตดิ ตามตาแหนง่ ของผูร้ า้ ย ตดิ ตามดคู วามเคล่ือนไหวของผชู้ มุ นุมผ่านเครือข่าย
อนิ เทอร์เน็ต เปน็ ตน้
9. ด้านการคมนาคม อินเทอร์เน็ตสามารถประยกุ ต์ใช้ทางด้านการคมนาคมไดห้ ลากหลาย เชน่
การแจ้งตารางเวลาการเดินทางของรถไฟ จองต๋ัวเครอื่ งบนิ ซึง่ ปัจจุบนั มีการเชื่อมโยงข้อมูลการจองให้ สามารถ
56
เชอ่ื มโยงกันได้ทั่วโลก ทาให้ลดปัญหาความซา้ ซอ้ นของการจอง ผู้ใช้งานสามารถเลือกแถวทน่ี ่ังได้ ตามต้องการ
และสามารถชาระคา่ บริการผ่านระบบธนาคารออนไลน์ การเชค็ ข้อมูลขา่ วสารกอ่ นการเดินทางทาใหไ้ ม่
เสียเวลาและสะดวกต่อการเดินทาง อนิ เทอร์เน็ตยังสามารถรายงานสภาพการจราจรบนท้องถนนแบบเวลาจริง
สามารถดภู าพจากกล้องวงจรปิดแบบเวลาจริงในขณะน้ัน
ในปัจจุบนั มรี ะบบนาทางซึ่งสามารถรายงานสภาพการจราจร คานวณหาเส้นทางที่ใกล้ที่สดุ ในการ
เดินทางไปยังตาแหน่งทต่ี อ้ งการ พกิ ัดตาแหนง่ ของผูใ้ ช้งาน รปู แบบการแสดงผลยงั สามารถแสดงผลเปน็ แบบ
แผนทหี่ รือภาพถ่ายทางอากาศ เช่น ระบบแผนท่ีจาก Google Maps (http://maps.google.co.th) ทมี่ ีท้ัง
การแสดงผลข้อมลู แผนทบ่ี นเว็บไซต์ และ ผา่ นแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลอื่ นท่ี
10.ด้านความบนั เทิง เครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ รองรับการนาเสนอส่ือมลั ติมีเดยี หลากหลายรูปแบบ
เชน่ การดูหนังออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ ดรู ายการทีวีย้อนหลัง ดาวนโ์ หลดสื่อมลั ตมิ ีเดยี เล่นเกมส์ ออนไลน์
หรอื การสนทนากบั เพื่อนบนโซเชียลเนต็ เวริ ์ค เป็นต้น เนื่องจากอนิ เทอร์เน็ตในปัจจบุ นั รองรบั สื่อ มัลติมีเดยี ที่
มปี ริมาณมาก และผูใ้ ช้งานสามารถเข้าถึงส่ือความบนั เทิงเหล่านีไ้ ด้ตลอด 24 ช่วั โมง ทกุ ท่ีทกุ เวลา และ
สามารถเลอื กความบันเทงิ จากแหลง่ ตา่ ง ๆ ได้ทั่วโลกทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ จงึ ทาใหก้ ารใชง้ าน
อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทงิ เปน็ ท่ีนยิ ม และมผี ู้เข้าใชง้ านเพื่อร้องขอสื่อความบันเทิงเหล่านเ้ี ป็น จานวนมาก
นอกจากน้นั แลว้ ยังสามารถแบ่งปันขอ้ มลู สอ่ื ความบนั เทงิ หรือ สือ่ มลั ติมเี ดีย ผา่ นเครอื ขา่ ย อนิ เทอร์เน็ตให้กับ
กลมุ่ ผใู้ ชง้ านคนอืน่ ได้
โทษของอนิ เตอร์เนต็ (internet)
โทษของอินเตอร์เน็ต มหี ลากหลายลักษณะ ท้งั ท่เี ป็นแหล่งข้อมลู ท่ีเสยี หาย, ขอ้ มลู ไม่ดี ไม่ถูกต้อง,
แหล่งซอ้ื ขายประกาศของผิดกฎหมาย,ขายบรกิ ารทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรสั คอมพิวเตอร์ตา่ ง ๆ
– อินเตอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มเี จา้ ของ ทาให้การควบคุมกระทาไดย้ าก
– มขี ้อมูลท่มี ีผลเสียเผยแพร่อยปู่ ริมาณมาก
– ไม่มรี ะบบจดั การขอ้ มูลท่ดี ี ทาให้การคน้ หากระทาได้ไม่ดีเท่าที่ควร
– เติบโตเร็วเกนิ ไป
57
– ขอ้ มูลบางอย่างอาจไมจ่ รงิ ต้องดูให้ดเี สียกอ่ น อาจถูกหลอกลวง-กลน่ั แกล้งจากเพ่ือนใหม่
– ถ้าเลน่ อินเตอร์เน็ตมากเกนิ ไปอาจเสียการเรยี นได้
– ข้อมูลบางอยา่ งกไ็ มเ่ หมาะกับเดก็ ๆ
– ขณะท่ใี ชอ้ ินเตอร์เน็ต โทรศัพทจ์ ะใช้งานไม่ได้
1.20 ระบบการสืบคน้ ผ่านเครอื ข่ายเพ่ือการเรยี นรู้
ในปัจจบุ ันสื่อและเทคโนโลยที ี่ทนั สมัยมปี ระโยชนใ์ นการสบื คน้ ขอ้ มูล และแสวงหาความรู้ให้
กวา้ งขวางมากขน้ึ พ้นื ที่ที่ใช้สบื คน้ องค์ความรตู้ ่างๆ มไิ ด้จากัดเพยี งตาราและหนงั สือเทา่ นั้นส่ืออินเตอร์เนต็
นับวา่ มีบทบาทสาคญั อย่างมากสาหรับผ้เู รียนรกู้ ลมุ่ ยคุ ใหม่ ระบบอินเตอรเ์ น็ตเป็นแหลง่ ข้อมูล องค์ความรู้ที่
ผู้ใช้สามารถสืบคน้ ข้อมูลได้ง่ายดายและสะดวกรวดเรว็ ทสี่ ุด ผสู้ ืบคน้ ข้อมลู สามารถสบื ค้นขอ้ มลู ต่างๆ ได้อยา่ ง
รวดเรว็ หนว่ ยงานตา่ งๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตา่ งเหน็ ความสาคญั ของการติดตั้งระบบอนิ เตอร์เน็ตกนั อยา่ ง
กว้างขวาง เพื่อบรกิ ารบุคคลในองค์กรเพ่ือการปฏิบัตหิ น้าท่ีไดส้ ะดวกยิง่ ขึน้
1. การใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตเพ่ือการเรยี นรู้
อนิ เทอรเ์ น็ตเปน็ แหลง่ ข้อมูลท่ีทกุ คนสามารถเข้าถงึ เพ่อื คน้ หา แลกเปลยี่ นเรยี นรไู้ ด้อย่างแทบไม่มี
ขีดจากัด การใชอ้ ินเทอร์เน็ตเพือ่ ประโยชน์ดังกล่าว จาเปน็ ที่เราจะต้องมีความรแู้ ละทกั ษะในการคน้ หาข้อมูล
(Search) รู้จักแหล่งเรยี นรู้ และวิธีการนาเสนอข้อมลู ความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม จะช่วยใหเ้ ราสามารถ
ใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลในหัวข้อเรื่องทีน่ ักเรยี นสนใจ
กจิ กรรมการนาเสนอ
เป็นการเปิดเวทเี พอ่ื นาเสนอผลงานจากการสืบค้นและสรา้ งองค์ความรดู้ ้วยตนเอง สามารถทา
ไดห้ ลายวิธี เช่น
1. การนาเสนอแบบ Online เช่น
1.1 สรา้ ง Web Page
1.2 สร้าง Blog
1.3 การ
2. การนาเสนอแบบ Off line เช่น
2.1 การนาเสนอดว้ ยวาจา
2.2 ทาเอกสารรายงาน
2.3 จัดนิทรรศการ
2.4 การสร้างช้ินงาน
3. การนาเสนอแบบสื่อผสม โดยการเลอื ก Online
และ Off line ซึ่งในปัจจุบนั เป็นทน่ี ยิ มอย่างกวา้ งขวางในทุกวงการ
58
2. รปู แบบการใช้อนิ เตอร์เน็ตเพ่ือการเรียนรู้
การประยุกตเ์ น็ตเปน็ เครอื ขา่ ยทีส่ ามารถติดต่อส่ือสารกนั ไดก้ บั แหล่งที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สามารถ
สบื ค้นขอ้ มลู ไดแ้ ละมีสถาบนั ต่าง ๆ ทง้ั ภาครัฐและเอกชนทว่ั โลกไดเ้ ชอื่ มเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งท่จี ะ
สืบค้นขอ้ มลู เพื่อนามาศกึ ษาหาความร้ไู ด้ การนาอนิ เทอรเ์ น็ตใชง้ านเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตทางการศึกษา ดังน้ี
1. การใชเ้ ครอื ข่ายเพื่อการตดิ ต่อสื่อสาร เป็นการตดิ ต่อระหว่างผเู้ รียนกับผู้สอน เพ่ือส่งรายงาน
การบ้าน วิทยานพิ นธ์ ในรูปแบบแฟม้ ข้อมลู การเป็นสมาชิกกลุม่ สนทนาเพ่ือเปน็ เวทแี ลกเปล่ยี นความคิดเหน็
เผยแพร่ผลงานวิจยั ช่วยเหลอื ซ่งึ กันและกันทางด้านวิชาการ และแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทางวชิ าการ
2. การใช้เครือข่ายเพ่ือการสบื คน้ ข้อมูล ซึง่ ผเู้ รียน นกั วิจัย และ ผสู้ อนสามารถสืบค้นจาก
ฐานขอ้ มูลทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของหอ้ งสมดุ ตา่ ง ๆ ที่เชอื่ มโยงในอินเทอร์เน็ตจาก
ประเทศในทวปี ตา่ ง ๆ ท่ัวโลก
3. การใช้เครือขา่ ยเพ่ือการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผา่ นเครือขา่ ย โดยเปิดเป็นหลกั สตู ร
การสอนในระดับปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกวา่ Online Program ซ่งึ ผูเ้ รียนสามารถสมคั รและ
เรียนผา่ นเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรยี นการสอน เอกสารและการตดิ ต่อตา่ ง ๆ อยู่ในรูปของ
แฟม้ ข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์
การใช้ Internet ในชวี ิตประจาวันสง่ ผลในด้านการศกึ ษา เราตอ่ เข้ากับอินเตอร์เน็ตเพ่ือค้นควา้ หา
ข้อมูลได้ ไม่วา่ จะเปน็ ข้อมลู ทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซ่ึงในกรณนี ้ี อินเตอร์เนต็ จะทาหน้าทเี่ หมือนห้องสมดุ
ขนาดยักษ์ ส่งขอ้ มลู ทีเ่ ราต้องการ มาใหถ้ ึงบนจอคอมพวิ เตอรท์ ี่บ้านหรือทีท่ างานของเรา ไมก่ ี่วนิ าทจี าก
แหล่งขอ้ มลู ทัว่ โลก ไมว่ ่าจะเป็นข้อมลู ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ วศิ วกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความ
บันเทิง และการ พักผอ่ นหย่อนใจ หรอื สนั ทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารตา่ งๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ท่ีเรยี กวา่
magazine แบบ online รวมถงึ หนงั สือพิมพ์ และขา่ วสารอ่ืน ๆ โดยมภี าพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์
เหมือนกบั หนังสอื
59
3. การสืบคน้ ขอ้ มลู ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เนือ่ งจากข้อมลู ที่อย่บู นเครือข่ายอนิ เตอรเ์ น็ต ในปจั จบุ นั มีมากมายและกระจดั กระจายอยู่ตามที่
ตา่ งๆ ดังนนั้ ผ้ใู ชอ้ นิ เตอร์เนต็ จึงจาเป็นตอ้ งเรียนรู้วิธกี ารใช้บรกิ ารอินเตอร์เน็ตและเลอื กใช้ใหเ้ หมาะสม เพ่อื การ
คน้ หาข้อมลู ในการเรียนรู้ดว้ ยตนเองอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ โดยสามารถใชอ้ ินเตอรเ์ นต็ ในการสบื คน้ ขอ้ มูล ศกึ ษา
คน้ ควา้ และวจิ ัยได้หลายวิธดี ้วยกนั วิธที เ่ี ปน็ ทนี่ ยิ มมากท่สี ุดในปจั จุบัน คอื การสืบคน้ ทางเวิลด์ไวดเ์ วบ็
เนือ่ งจากสามารถรองรบั ข้อมูลได้หลายๆ รปู แบบ และเช่ือมโยงข้อมูลท่เี กี่ยวเน่ืองกนั ใหเ้ ราได้ศึกษาอย่าง
สะดวกสบาย และมซี อฟต์แวร์ สาหรับอา่ นข้อมลู ในเว็บที่สมบูรณ์แบบมากการคน้ หาข้อมลู ในการเรียนร้ดู ้วย
ตนเองอย่างมีประสทิ ธภิ าพ จาเปน็ ต้องใชเ้ ครื่องมือชว่ ยค้น (Search engine) ซ่ึงซอฟต์แวรส์ าหรับอา่ นข้อมูล
ในเวบ็ (Web Browser) สว่ นใหญบ่ ริการเชอื่ มต่อกับเครื่องมอื เหล่านี้ไวใ้ ห้แล้ว ผู้ใช้เพียงแต่กดป่มุ สาหรับเรยี ก
เครื่องมือนี้ข้ึนมา พิมพ์คา หรือข้อความท่ีตอ้ งการสืบค้นลงไป เคร่ืองกจ็ ะแสดงผลการค้น โดยการแสดงช่อื ของ
ขอ้ มูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึง่ ถ้าต้องการเขา้ ไปอา่ น กส็ ามารถกดลงไปบนชื่อน้ันได้เลย ข้อมูล
ดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเปน็ ข้อมูลจากเคร่อื งคอมพิวเตอรเ์ ครอื่ งใดในโลกก็ตาม
นอกจากนกี้ ารเขา้ ใชค้ อมพวิ เตอรเ์ คร่ืองอน่ื ๆ ทตี่ ่ออยู่กับเครอื ข่าย และมกี ารอนุญาตใหเ้ ข้าไปใช้ได้
เชน่ การติดตอ่ เข้าสูเ่ คร่ืองคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดเพื่อคน้ หา ยืม ตอ่ เวลาการยมื หรือการจองหนังสือส่ิงพมิ พ์
ต่าง ๆ กเ็ ป็นทีน่ ิยมกนั มาก ปัจจุบนั มีหอ้ งสมุดหลายแห่งเปิดใหบ้ ริการบริการนี้สามารถเขา้ ใชไ้ ดโ้ ดยการ ใช้
คาสั่ง Telnet และตามดว้ ยชื่อเครื่อง หรอื หมายเลขของเคร่ืองแลว้ พิมพช์ ่อื ในการขอเข้าใช้ (Login) บางเครือ่ ง
อาจต้องใช้รหสั ลับ (Password) ดว้ ย หลงั จากนนั้ ต้องทาตามคาสัง่ ท่ีปรากฏบนจอ ซง่ึ จะแตกตา่ งกนั ไปในแต่
ละระบบของเครือ่ ง นอกจากห้องสมดุ แล้ว เราอาจจะใชค้ อมพวิ เตอร์ทเ่ี ปน็ ฐานข้อมลู ต่าง ๆ ไดด้ ้วย โดยในบาง
ฐานขอ้ มลู นอกจากผู้ใชจ้ ะเข้าไปค้นหาบทความทเ่ี คยตีพมิ พ์ในวารสารตา่ ง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพเิ ศษ
อืน่ ๆ เชน่ บรกิ ารส่งอีเมลแ์ จ้งให้ทราบเกย่ี วกับบทความใหม่ ๆ ท่ีไดต้ ีพมิ พใ์ นวารสารการศึกษาทส่ี นใจเล่ม
ล่าสุด โดยตอ้ งมกี ารกาหนดชื่อของวารสารทสี่ นใจไวล้ ว่ งหน้า หรอื มีบริการสง่ แฟกซ์ บทความนั้นใหแ้ ก่ผใู้ ช้ที่
สนใจ
60
1.21 การสืบคน้ และรบั ส่งข้อมูล แฟ้มข้อมูล และสารสนเทศเพือ่ ใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้
1.21.1 ความหมายของการรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
การรบั -สง่ ข้อมลู บนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต โดยใชจ้ ดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรอื ท่ี
นิยมเรยี กกนั ว่า อีเมล (E-Mail) หมายถึง การส่ือสารหรอื การส่งขอ้ ความจากคอมพวิ เตอร์เครื่องหนึ่งผา่ นไปเข้า
เครอ่ื งคอมพิวเตอร์อีกเคร่ืองหนึ่งโดยสง่ ผา่ นทางระบบเครอื ขา่ ย (Network) ผสู้ ่งจะต้องมีเลขทีอ่ ยู่ (E-mail
Address) ของผู้รบั และผูร้ ับสามารถเปดิ คอมพวิ เตอร์เรยี กขา่ วสารนน้ั ออกมาดูเม่ือใดก็ได้ โดยทัว่ ไปจัดวา่ เป็น
งานส่วนหนง่ึ ของสานักงานอัตโนมตั ิ (Office Automatic) ซงึ่ ปจั จบุ นั ไดร้ บั ความนิยมเป็นอยา่ งมาก
ประโยชนข์ องการรบั -ส่งข้อมูลทางจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์
การรับ-ส่งข้อมลู ทางจดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ ถือว่าเป็นส่วนสาคัญในการส่ือสารบนเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ ที่นิยมใช้มากที่สดุ เพราะมปี ระโยชน์มากมาย ดงั นี้
1. ทาให้การตดิ ต่อสอ่ื สารท่ัวโลกเป็นไปอยา่ งรวดเรว็ ระยะทางไม่เป็นอปุ สรรคสาหรับอเี มลในทุก
แหง่ ทัว่ โลกที่มเี ครือข่ายคอมพิวเตอร์เชอื่ มตอ่ ถึงกนั ได้ สามารถเข้าไปสถานทเ่ี หลา่ นน้ั ได้ทุกท่ี ทาใหผ้ ู้คนทวั่ โลก
ตดิ ตอ่ ถึงกันไดท้ ันที ผรู้ ับสามารถจะรบั ข่าวสารจากอเี มลได้ทนั ทีที่ผู้ส่งจดหมายส่งข้อมูลผา่ นทางคอมพวิ เตอร์
เสรจ็ สน้ิ
2. สามารถส่งจดหมายถึงผู้รบั ท่ีตอ้ งการได้ทุกเวลา แม้ผูร้ บั จะไม่ได้อย่ทู ่ีหน้าจอคอมพวิ เตอร์ก็
ตามจดหมายจะถูกเก็บไว้ในตู้จดหมายของคอมพิวเตอรแ์ ละเปน็ สว่ นตัว จนกว่าเจา้ ของจดหมายทม่ี ีรหัสผา่ น
จะเปดิ ตจู้ ดหมายของตนเองอ่าน
3. สามารถส่งจดหมายถึงผรู้ ับหลายๆคนได้ในเวลาเดยี วกัน โดยไมต่ อ้ งเสยี เวลาสง่ ให้ทลี ะคน
กรณีน้ีจะใช้กับจดหมายทเ่ี ปน็ ขอ้ ความเดยี วกนั เชน่ หนงั สอื เวียนแจง้ ขา่ วให้สมาชกิ ในกลุ่มทราบหรอื เป็นการ
นัดหมายระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เปน็ ตน้
61
4. ชว่ ยประหยดั เวลาในการเดนิ ทางไปสง่ จดหมายทต่ี ู้ไปรษณีย์หรอื ที่ทาการไปรษณยี ์ ทาให้
ประหยดั คา่ ใช้จ่ายในการส่ง เน่อื งจากไมต่ ้องคานึงถึงปริมาณนา้ หนกั และระยะทางของจดหมายเหมอื นกบั การ
สง่ ทางไปรษณยี ธ์ รรมดา
5. ผรู้ บั จดหมายสามารถเรียกอ่านจดหมายได้ทุกเวลาตามสะดวก ซึ่งจะทาให้ทราบว่าใน
ตจู้ ดหมายของผู้รบั มจี ดหมายกี่ฉบับ มจี ดหมายท่ีอ่านแลว้ หรอื ยังไมไ่ ดเ้ รยี กอ่านกฉ่ี บับ เมื่ออ่านจดหมายฉบับ
ใดแล้ว หากต้องการลบทง้ิ ก็สามารถเก็บข้อความไว้ในรปู ของแฟม้ ข้อมูลได้ หรือจะพิมพ์ออกมาลงกระดาษก็ได้
เช่นกัน
6. สามารถถ่ายโอนแฟม้ ขอ้ มูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถงึ ผรู้ บั ได้ ทาใหก้ าร
แลกเปลย่ี นข่าวสารเป็นไปไดโ้ ดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลาและทนั เหตกุ ารณ์ จากความสาคญั ของอเี มลท่ี
สามารถอานวยประโยชน์ให้กับผ้ใู ช้อยา่ งคุ้มคา่ นี้ ทาให้ในปัจจุบนั อเี มลกลายเป็นสว่ นหนึ่งของสานักงานทุก
แห่งทั่วโลก ที่ทาให้สมาชิกในชุมชนโลกสามารถติดตอ่ กันผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ในทุกที่ทกุ เวลา
1.22 ความหมายของคาวา่ ขอ้ มูล
จากการศึกษาพบว่ามีผ้ใู ห้คานยิ ามของคาว่าข้อมลู ไว้ หลากหลาย เชน่
ขอ้ มูล คือ ข้อเทจ็ จรงิ ภาพ (Images) หรอื เสียง (Sounds) ทอ่ี าจจะ(หรอื ไม่) แก้ไขปญั หา
(Pertinent) หรือเปน็ ประโยชน์ตอ่ การปฏิบัตงิ าน (Alter 1996 : 28)
ขอ้ มลู คือ ตวั แทนของข้อเท็จจริง ตวั เลข ขอ้ ความ ภาพ รูปภาพ หรอื เสียง (Nickerson 1998 : 10-
11)
ข้อมลู คือ ข้อเทจ็ จรงิ ทแี่ ทนเหตุการณท์ เ่ี กิดขึ้นภายในองค์การ หรือสิง่ แวดลอ้ มทางกายภาพกอ่ นที่
จะมกี ารจัด ระบบใหเ้ ปน็ รปู แบบที่คนสามารถเขา้ ใจ และนาไปใช้ได้ (Laudon and Laudon 1999 :8)
ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จริง หรือการอภปิ รายปรากฏการณอ์ ย่างใดอยา่ งหน่งึ (Haag, Cummings and
Dawkins 2000 : 31)
ขอ้ มูล คือ ส่ิงประกอบไปด้วยขอ้ เท็จจรงิ และสัญลักษณ์ (Figures) ที่มีความสมั พันธ์ (ไม่มี
ความหมาย หรือมี ความหมายนอ้ ย) กับผู้ใช้ (McLeod, Jr. and Schell 2001 : 12)
ข้อมูล คือ คาอธิบายพน้ื ฐานเก่ียวกับสง่ิ ของ เหตุการณ์ กจิ กรรม หรือธุรกรรม ซึ่งไดร้ ับการบันทกึ
จาแนก และ เกบ็ รกั ษาไว้ โดยทย่ี งั ไม่ไดเ้ กบ็ ใหเ้ ป็นระบบ เพ่อื ท่จี ะให้ความหมายอย่างใดอย่างหน่งึ ที่แนช่ ดั
(Turban, McLean and Wetherbe 2001 : 17)
ข้อมลู ประกอบไปด้วยข้อเท็จจรงิ (Raw Facts) เช่น ชื่อลูกค้า ตวั เลขเกี่ยวกับจานวนชั่วโมงที่
ทางานในแต่ละ สปั ดาห์ ตวั เลขเก่ียวกบั สนิ ค้าคงคลัง หรือรายการสง่ั ของ (Stair and Reynolds 2001 : 4)
ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจริง ที่ใชแ้ ทนเหตุการณท์ ่เี กิดข้ึน และไดร้ ับการรวบรวม หรือป้อนเขา้ ระบบ (เลาว์
ดอน และ เลาวด์ อน 2545 : 6)
62
ข้อมลู คือ ข้อเท็จจรงิ หรอื สง่ิ ทก่ี อ่ หรือยอมรบั ว่าเปน็ ข้อเท็จจรงิ (ข้อเทจ็ จรงิ หมายถึง ข้อความ
หรอื เหตุการณท์ ี่ เปน็ มา หรือท่ีเป็นอยูจ่ ริง (ราชบัณฑิตยสถาน 2539 : 134) สาหรับใชเ้ ปน็ หลกั อนุมานหา
ความจริง หรอื การคานวณ (หนา้ เดียวกัน)
ข้อมลู คือ ข้อความจรงิ เกีย่ วกับเรอื่ งใดเร่ืองหนึง่ โดยอาจเป็นตัวเลข หรอื ขอ้ ความท่ีทาให้ผอู้ ่าน
ทราบความเปน็ ไป หรอื เหตกุ ารณ์ที่เกดิ ข้นึ (สชุ าดา กีระนันท์ 2542 : 4)
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจริงท่มี อี ยู่ในชีวติ ประจาวันเกยี่ วกับบคุ คล ส่งิ ของ หรอื เหตุการณ์ต่างๆ ท่อี าจเปน็
ตวั เลข ตวั อักษร ข้อความ ภาพ หรอื เสียงก็ได้ (จติ ติมา เทยี มบุญประเสรฐิ 2544 : 3)
ขอ้ มูล คือ ข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่ยังไมม่ ีความหมายในการนาไปใช้งาน และถกู รวบรวมจากแหล่ง
ต่างๆ ทง้ั ภาย ใน และภายนอกองคก์ าร (ณฏั ฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบลู ย์ เกียรตโิ กมล 2545 : 40)
ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จริง เกย่ี วกับเหตกุ ารณ์ หรือข้อมลู ดิบทีย่ ังไม่ผ่านการประมวลผล ยงั ไม่มี
ความหมายในการ นาไปใชง้ าน ข้อมูลอาจเป็นตวั เลข ตวั อักษร สัญลักษณ์ รปู ภาพ เสยี ง หรอื ภาพเคล่ือนไหว
(ทพิ วรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน์ 2545 : 9)
ข้อมลู คือ ตัวอักษร ตัวเลข หรือสญั ลกั ษณ์ใดๆ (นิภาภรณ์ คาเจรญิ 2545 : 14)
สรปุ ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจริงเก่ียวกบั เรอื่ งต่างๆ ทม่ี ลี กั ษณะเป็นตวั เลข ตัวอักษร สญั ลกั ษณ์ ภาพ
เสียง กลน่ิ หรือมี ลกั ษณะประสมกนั
1.23 ชนดิ ของข้อมลู (Types of Data)
เราสามารถแบ่งข้อมลู ออกเป็น 4 ชนดิ ดงั นี้ (Alter 1996 : 151-152, Stair and Reynolds 2001
: 5)
1. ข้อมูลที่เป็นอักขระ (Alphanumeric Data) ได้แก่ ตวั เลข (Numbers) ตวั อกั ษร (Letters)
เครอ่ื งหมาย (Sign) และ สญั ลกั ษณ์ (Symbol)
2. ข้อมูลทีเ่ ปน็ ภาพ (Image Data) ไดแ้ ก่ ภาพกราฟกิ (Graphic Images) และรปู ภาพ
(Pictures)
3. ข้อมลู ที่เป็นเสียง (Audio Data) ได้แก่ เสียง (Sounds) เสยี งรบกวน/เสียงแทรก (Noise)
และเสยี งทีม่ รี ะดับ (Tones) ต่างๆ เช่น เสยี งสูง เสยี งตา่ เป็นต้น
4. ข้อมูลทเี่ ปน็ ภาพเคลื่อนไหว (Video Data) ไดแ้ ก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures)
และ วดี ิทัศน์ (Video)นอกจากน้ันยังพบวา่ มีข้อมลู ในลกั ษณะของกลนิ่ (Scent) และขอ้ มลู ในลักษณะท่ีมีการ
ประสมประสานกัน เช่น มกี ารนาเอาข้อมูลทั้ง 4 ชนิดมารวมกนั เรยี กว่า สอื่ ประสม (Multimedia) แต่ถ้ามีการ
ประสมข้อมลู ทเ่ี ป็นกล่ินเข้าไปด้วย เราเรียกวา่ Multi-scented
63
1.24 กรรมวิธีการจดั การข้อมูล (Datamanipulation) (ใหม้ ีคุณคา่ เป็นสารสนเทศ)
การจัดการขอ้ มลู ให้มคี ุณค่าเป็นสารสนเทศ กระทาได้โดยการเปลยี่ นแปลงสถานภาพของข้อมลู ซึง่ มี
วธิ ีการ หรือ กรรมวธิ ีดังตอ่ ไปน้ี (Kroenke and Hatch1994 : 18-20)
1. การรวบรวมข้อมูล (Capturing/gathering/collecting Data) ที่ตอ้ งการจากแหลง่ ต่างๆ โดย
การเครื่องมือ ชว่ ยคน้ ทีเ่ ปน็ บัตรรายการ หรือ OPAC แลว้ นาตัวเลม่ มาพิจารณาว่ามีรายการใดท่ีสามารถ
นามาใช้ประโยชนไ์ ด้
2. การตรวจสอบข้อมลู (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเน้ือหาของข้อมลู ทห่ี ามาได้
ในประเดน็ ของ ความถูกตอ้ งและความแม่นยาของเนื้อหา ความสอดคล้องของตาราง, ภาพประกอบ หรือแผน
ที่กับเนื้อหา
3. การจดั แยกประเภท/จัดหมวดหมู่ข้อมูล (Classifying Data) เมอ่ื ผ่านการตรวจสอบความ
ถกู ต้อง สอดคล้องกนั ของเน้ือหาแลว้ นาข้อมลู ต่างๆ เหลา่ น้ันมาแยกออกเป็นกอง หรือกลมุ่ ๆ ตามเรื่องราวที่
ปรากฏในเน้ือหา
4. จากนนั้ กน็ าแต่ละกอง หรือกลมุ่ มาทาการเรียงลาดับ/เรยี บเรียงข้อมลู (Arranging/sorting
Data) ใหเ้ ป็นไป ตามความเหมาะสมของเน้ือหาว่าจะเรม่ิ จากหวั ข้อใด จากนั้นควรเป็นหัวข้ออะไร
5. หากมขี ้อมลู เกยี่ วกับตวั เลขจะตอ้ งนาตัวเลขนน้ั มาทาการวเิ คราะหห์ าค่าทางสถติ ิทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
หรือทาการ คานวณข้อมูล (Calculating Data) ใหไ้ ด้ผลลัพธ์ออกเสยี ก่อน
6. หลังจากนั้นจงึ ทาการสรุป (Summarizing/conclusion Data) เนอื้ หาในแต่ละหัวข้อ
7. เสร็จแลว้ ทาการจัดเกบ็ หรือบันทกึ ข้อมลู (Storing Data) ลงในสอื่ ประเภทต่างๆ เชน่ ทาเปน็
รายงาน หนังสือ บทความตพี ิมพ์ในวารสาร หนังสอื พมิ พ์ หรอื ลงในฐานข้อมูลคอมพวิ เตอร์ (แผ่นดิสก์ ซดี ี-รอม
ฯลฯ)
8. จดั ทาระบบการคน้ คืน เพื่อความสะดวกในการจดั เก็บและค้นคนื สารสนเทศ (Retrieving
Data) จะได้ จัดเกบ็ และค้นคืนสารสนเทศอย่างถกู ต้อง แม่นยา รวดเร็ว และตรงกบั ความตอ้ ง
9. ในการประมวลผลเพ่ือให้ไดม้ าซึ่งสารสนเทศ จักต้องมีการสาเนาขอ้ มลู (Reproducing Data)
เพื่อป้องกัน ความเสียหายท่ีอาจเกิดขึ้นกับข้อมูล ท้ังจากสาเหตทุ างกายภาพ และระบบการจัดเก็บข้อมลู
10. จากน้ันจงึ ทาการการเผยแพร่ หรือสื่อสาร หรือกระจายข้อมูล
(Communicating/disseminating Data) เพ่ือใหผ้ ลลัพธท์ ่ีไดถ้ ึงยงั ผูร้ บั หรือผู้ท่เี ก่ียวข้อง
การจัดการขอ้ มลู ให้มสี ถานภาพเป็นสารสนเทศ (Transformation Processing) ในความเป็นจรงิ
แล้วไมจ่ าเป็นที่ จะต้องทาครบ ทั้ง 10 วิธกี าร การทจี่ ะทากีข่ ั้นตอนนั้นข้ึนอยู่กับ ข้อมลู ทน่ี าเข้ามาในระบบการ
ประมวลผล หากขอ้ มลู ผา่ น ขั้นตอน ท่ี 1 หรือ 2 มาแล้ว พอมาถึงเรา เราก็ทาขนั้ ตอนท่ี 3 ต่อไปได้ทันที แต่
อย่างไรกต็ ามการให้ได้มาซึง่ ผลลัพธ์ท่มี ี คุณค่า จักต้องทาตามลาดับดงั กล่าวข้างตน้ ไม่ควรทาขา้ มขั้นตอน
64
ยกเวน้ ข้ันตอนท่ี 5 และขั้นตอนท่ี 6 กรณที ่ีเป็นข้อมูล เกย่ี วกับตวั เลขก็ทาข้ันตอนท่ี 5 หากข้อมลู ไม่ใช่ตวั เลข
อาจจะขา้ มข้นั ตอนท่ี 5 ไปทาขน้ั ตอนที่ 6 ไดเ้ ลย เป็นต้น ผลลัพธ์ หรือผลผลติ ท่ีได้จากการประมวลผล หรือ
กรรมวธิ ีจดั การข้อมูล ปรากฏแก่สังคมในรูปของสื่อประเภทตา่ งๆ เช่น เปน็ หนงั สือ วารสาร หนงั สือพมิ พ์ ซดี ี-
รอม สไลด์ แผน่ ใส แผนที่ เทปคลาสเซท ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผลผลิต หรอื ผลลพั ธน์ นั้ จะ
มสี ถานภาพเป็นสารสนเทศเสมอไป
65
บทท่ี 3
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้
3.1 คอมพิวเตอรแ์ ละอนิ เตอรเ์ น็ตกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
อุปกรณ์ เครอ่ื งมือทร่ี วบรวม เก็บรกั ษา เผยแพร่และเกิดเป็นการประมวลผลขน้ึ
ความหมายของขอ้ มูลและสารสนเทศ
ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกยี่ วกับเหตุการณ์ หรอื ขอ้ มูลดบิ ทีย่ งั ไมผ่ ่านการประมวลผล
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไี่ ดผ้ ่านการประมวลผลหรือจดั ระบบแล้ว
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพิวเตอร์
1. ฮารด์ แวร์ (Hardware) อุปกรณ์ท่ีชว่ ยในการป้อนข้อมูล ประมวลผล จดั เกบ็ และผลิตเอาท์พทุ
ออกมาในระบบสารสนเทศ(อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ที่สามารถจบั ต้องได)้
2. ซอฟต์แวร์ (Software) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีช่วยใหฮ้ ารด์ แวร์ทางานฐานข้อมลู คือ การ
จัดระบบของแฟ้มขอ้ มลู ซง่ึ เก็บข้อมูลท่ีเกย่ี วข้องกนั
3. เครือขา่ ย (Network) การเชอ่ื มโยงคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ ด้วยกัน เพ่ือชว่ ยให้มกี ารใช้ทรัพยากร
ร่วมกนั และชว่ ยในการติดต่อสื่อสาร
4. กระบวนการ (procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยทุ ธ์ วธิ กี ารและกฎระเบยี บตา่ งๆ ในการใช้
ระบบสารสนเทศ
5. บุคคล (People) บุคคลทีเ่ ก่ียวข้องในระบบสารสนเทศ เชน่ ผ้อู อกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผดู้ แู ล
ระบบ และผ้ใู ช้ระบบ
เทคโนโลยสี ารสนเทศและคอมพิวเตอร์
ประเภทของระบบคอมพวิ เตอร์
66
1. ซปุ เปอร์คอมพิวเตอร์ (Super computer) คอมพิวเตอรข์ นาดใหญ่ มีกาลังมากที่สุด ราคา
แพงทีส่ ุด สามารถประมวลผลคาสง่ั ไดน้ ับพนั ล้านคาสงั่ ในหน่งึ วนิ าที มักใช้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และต้องการ
ความเรว็ สงู มักใช้ในงานทางวิทยาศาสตร์
2. เมนเฟรมคอมพวิ เตอร์ (Mainframe computer) คอมพิวเตอรข์ นาดใหญ่ แตเ่ ล็กกว่า
super computer มคี วามจาและความเรว็ น้อยลงอนิยมใช้งานกับธุรกจิ ขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร โรงแรม
3. มินคิ อมพิวเตอร์ (Mini computer) ทางานร่วมกบั อปุ กรณร์ อบขา้ งทมี่ ีความเรว็ สูงได้ ใช้
ในงาน เช่น กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสนิ คา้ ฯลฯ เปน็ คอมพวิ เตอร์ที่ใช้ในธุรกจิ ขนาดกลาง และเล็ก
ตอ้ งการความสามารถในการประมวลผลสูง และราคาไม่สูงเกนิ ไป
4. ไมโครคอมพวิ เตอร์ (Microcomputer) เครื่องประมวลผลขอ้ มลู ขนาดเล็ก มีส่วนของ
หนว่ ยความจาและความเร็วในการประมวลผลนอ้ ยทส่ี ุด มี 2 ประเภท
1. แบบตดิ ตัง้ ใชง้ านอย่กู ับที่บนโตะ๊ ทางาน
2. แบบเคลือ่ นยา้ ยได้
วิวฒั นาการของคอมพวิ เตอร์
ยคุ แรก ใชห้ ลอดสุญญากาศ ใชก้ าลงั ไฟฟ้าสงู มีปัญหาเรอื่ งความร้อนและไส้ จงึ ทาให้หลอดขาด
บอ่ ย
ยุคทีส่ อง เป็นคอมพิวเตอรท์ ่ีใชท้ รานซสิ เตอร์ มีแกนเฟอรไ์ รท์เป็นหนว่ ยความจา มีอุปกรณ์เก็บ
ขอ้ มลู สารองในรูปของสื่อบนั ทึกแมเ่ หล็ก มีภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล
ยุคทส่ี าม เป็นคอมพวิ เตอร์ที่ใช้วงจรรวม (IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจใุ น
วงจร
ยคุ ทสี่ ี่ ใชว้ งจรรวมความจุสูงมาก (VLSI) นา IC มารวมเข้าไวด้ ้วยกนั คอมพวิ เตอร์จะมีขนาดเลก็
ลง
ยุคที่ห้า เปน็ ผลจากวชิ าการด้านปญั ญาประดษิ ฐ์ (AI) ประเทศตา่ งๆท่วั โลกเกบ็ ความรอบรู้ตา่ งๆ
เข้าไวใ้ นเคร่อื ง สามารถเรียกคน้ และดึงความรมู้ าใช้ประโยชน์
อนิ เตอรเ์ น็ตเบื้องต้น
อนิ เตอร์เน็ต คือ เครือขา่ ยของเครือข่าย หรอื ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทีส่ ุดในโลก
ท่ีเชื่อมโยงระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ท่ัวโลกเข้าไว้ดว้ ยกัน
ความเปน็ มา
อนิ เตอรเ์ น็ตเป็นโครงการของ ARPAnet ซงึ่ เป็นหน่วยงานทสี่ งั กัดกระทรวงกลาโหมของสหรฐั
เพือ่ การติดต่อทางดา้ นการทหาร และถกู พฒั นาเร่ือยมา โดยสถาบันตา่ งๆ เชน่ มหาวิทยาลัยแคลฟิ อเนีย
สถาบันวิจยั สแตนด์ฟอร์ด
67
อินทราเน็ต
ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ที่เชือ่ มโยงภายในองคก์ ร ตงั้ แต่ 2 เครอื ขา่ ยขึน้ ไป
เอ็กซ์ทราเนต็
ระบบเครือขา่ ยท่เี ชอื่ มระหวา่ งองค์กรต่างๆ ทมี่ ีอินทราเน็ตเข้าดว้ ยกนั ต้ังแต่ 2 เครอื ข่ายขึ้นไป
ระบบชื่อโดเมน
มกี ารกาหนดชอื่ แทนรหสั IP โดยมีการตง้ั ช่อื สาหรับเครอื่ งคอมพวิ เตอร์แตล่ ะเคร่อื งท่อี ยู่บน
เครอื ข่าย เชน่ nontri.ku.ac.th
3.2 เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การเรียนรู้
ความรู้เบอ้ื งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
สังคมของมนุษยม์ ีการเปล่ยี นแปลงความเปน็ อยู่ไปอยา่ งรวดเร็ว กล่าวกันวา่ ได้เกิดการเปลีย่ นแปลง
ในลกั ษณะที่เรยี กวา่ การปฏวิ ัติ มาแลว้ สองครง้ั ครงั้ แรกเกิดจากการทม่ี นษุ ย์รู้จักใชร้ ะบบชลประทานเพื่อการ
เพาะปลูก สังคมของมนุษยจ์ ึงเปลย่ี นจากการเรร่ ่อนมาเปน็ การตงั้ หลกั แหลง่ เพื่อทาการเกษตร ตอ่ มาเมื่อ
ประมาณร้อยกวา่ ปีท่แี ล้ว กอ่ นสงครามโลกคร้ังที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วตั ต์ ประดิษฐ์เครือ่ งจกั รไอน้า มนุษย์
นาเอาเคร่ืองจักรมาชว่ ยในอตุ สาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพ่ือการคมนาคมขนสง่ ผลที่ตามมา
ทาให้เกิดการปฏวิ ตั ทิ างอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทาให้เทคโนโลยีได้
เข้ามาเสรมิ ปจั จยั พืน้ ฐานการดารงชวี ิตได้เปน็ อยา่ งดี เทคโนโลยีทาใหก้ ารสรา้ งท่ีพักอาศัยมคี ณุ ภาพ ผลติ สินคา้
และให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษยม์ ากขึน้ เทคโนโลยีทาใหร้ ะบบการผลิตสามารถ
ผลติ สินค้าไดเ้ ป็นจานวนมากมีราคาถูกลง สนิ ค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทาให้มกี ารติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก
การเดนิ ทางเชื่อมถึงกนั ทาให้ประชากรในโลกติดต่อรบั ฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา การสร้างเทคโนโลยี
สารสนเทศมักจะสร้างโดยใชร้ ะบบคอมพิวเตอรเ์ ปน็ หลกั เนื่องจากคอมพิวเตอรม์ คี วามสามารถและ
ประสิทธิภาพในการจดั การเก็บข้อมูลมากกว่าอปุ กรณ์อยา่ งอื่น รวมทั้งยงั สามารถคานวณประมวลผลขอ้ มลู ได้
อยา่ งรวดเรว็ ถกู ต้องแม่นยาแต่ไมจ่ าเปน็ ต้องสร้างมาจากระบบคอมพิวเตอรเ์ พียงอย่างเดียวเราสามารถใช้
อุปกรณช์ นดิ อนื่ สรา้ งระบบสารสนเทศได้
68
เนอื่ งจากคอมพิวเตอรส์ ามารถทางานและจัดการข้อมูลไดด้ ีกวา่ อปุ กรณ์ชนดิ อืน่ จงึ ทาให้
คอมพวิ เตอร์กลายเป็นอปุ กรณ์สาคญั ในการสร้างระบบสารสนเทศเทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อการ
พฒั นาประเทศให้เจริญก้าวหนา้ เป็นเรอ่ื งทเ่ี กย่ี วข้องกับวิถีความเปน็ อยู่ของสงั คมสมัยใหมอ่ ยู่มาก เทคโนโลยี
สารสนเทศมผี ลกระทบต่อทกุ สิ่งทุกอย่างท้งั ทางการดาเนินชวี ิต เศรษฐกิจ สงั คม การเมือง การศกึ ษาและ
อืน่ ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยคี อมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยสี อื่ สารในรูปแบบต่าง ๆ
เพอ่ื ให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ ลกั ษณะเดน่ ที่สาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศคือ ช่วยเพ่ิมผลผลิต ลดต้นทุนและ
เพ่มิ ประสิทธภิ าพการทางาน
ในภาวะปัจจบุ ันทท่ี ั่วทุกมุมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ ประเทศ
ด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหรือประเทศทพ่ี ัฒนาแลว้ ก็ตาม ต่างอยู่ในภาวะทตี่ ้องมีการปรับตัว
กนั อยา่ งมาก ประเทศไทยก็เช่นเดยี วกันฉะน้ันจงึ ถอื ได้ว่าเราทกุ คนนนั้ ตา่ งดาเนินชวี ติ อยูใ่ นช่วงเวลาของการ
เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะรูปแบบทางสงั คมท่เี กิดข้ึน ตา่ งมีความตอ้ งการที่จะรับทราบข้อมูลขา่ วสาร และพึ่งพา
อาศัยข้อมูลสารสนเทศในการดารงชวี ิตประจาวนั มากข้ึนทุกวัน ซงึ่ ก็เปน็ ผลสืบเนอื่ งมาจากแรงผลกั ดนั ของ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือที่เรยี กกันวา่ IT
นอกจากน้ี ถอื ไดว้ า่ ระบบคอมพิวเตอรแ์ ละระบบส่ือสารโทรคมนาคมทีท่ ันสมยั จะก่อให้เกิดการ
ปฏิวตั ิทางเทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกจิ การเมอื ง วฒั นธรรม และกจิ กรรม
ระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนในช่วงท่ีมีการเปลย่ี นแปลงใช้เคร่อื งจกั ร ไอน้าในงานอุตสาหกรรม และถือได้
ว่าเป็นยุคท่ีสามที่พฒั นาต่อเน่ืองมาจาก ยุคเกษตรกรรม และ ยุคอตุ สาหกรรม
ปจั จุบันเทคโนโลยสี ารสนเทศได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับ ตัง้ แตร่ ะบบสังคม องคก์ ารธุรกิจ
และปจั เจกชน โดยเทคโนโลยีสารสนเทศกระตุน้ ใหเ้ กิดการปรบั รปู แบบ ความสัมพันธ์ภายในสงั คม การแขง่ ขัน
และความรว่ มมือทางธุรกิจ ตลอดจนกจิ กรรมการดารงชวี ติ ของบุคคลใหแ้ ตกต่างจากอดีต ดังนนั้ บุคคลทุกคน
ในฐานะสมาชิกของสงั คมสารสนเทศ (Information Society) จึงจาเปน็ ต้องมีความรู้ ทักษะ และความเข้าใจ
ถงึ ศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้สามารถดารงชีวติ และประกอบธรุ กิจอย่างมีประสิทธิภาพใน
อนาคต
3.3 ความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
จากการทเ่ี ทคโนโลยีสารสนเทศมอี ิทธิพลตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษยใ์ นสังคมปัจจุบนั ดงั น้ันการ
เรยี นรูแ้ ละทาความเข้าใจถงึ เทคโนโลยีสารสนเทศถอื เป็นสิ่งที่มีความจาเป็น เพื่อทจี่ ะสามารถนาไปปรบั ใช้ใน
การดารงชีวิตทั้งในด้านการศึกษาเลา่ เรยี นและการทางาน กอ่ นอ่นื ควรทาความเข้าถึงความหมายและ
องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ดังนี้
69
สารสนเทศ หมายถึง ขอ้ มูลข่าวสาร ความรู้ตา่ งๆ ที่ไดร้ ับการสรุป คานวณ จดั เรยี ง หรือประมวล
แลว้ จากขอ้ มลู ตา่ งๆ ท่ีเก่ียวข้องอย่างเปน็ ระบบตามหลักวิชาการ จนไดเ้ ปน็ ขอ้ ความรู้ เพื่อนามาเผยแพร่และใช้
ประโยชน์ในงานด้านต่าง ๆ
เทคโนโลยี หมายถึง การประยกุ ต์เอาความร้ทู างดา้ นวิทยาศาสตรม์ าใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์
การศึกษาพฒั นาองคค์ วามรตู้ ่างๆ กเ็ พ่ือใหเ้ ขา้ ใจธรรมชาติ กฎเกณฑข์ องสิง่ ต่างๆ และหาทางนามาประยุกตใ์ ห้
เกิดประโยชน์ เทคโนโลยจี งึ เปน็ คา้ ที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคาที่เราได้พบเห็นและได้ยินอย่ตู ลอดมา
เมื่อรวมคาว่า เทคโนโลยีกบั สารสนเทศ เขา้ ดว้ ยกนั จึงหมายถงึ เทคโนโลยที ่ีใชจ้ ัดการสารสนเทศ
เปน็ เทคโนโลยีทเี่ ก่ียวข้องต้งั แต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพมิ พ์ การสรา้ งรายงาน การ
สือ่ สารขอ้ มลู ฯลฯ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะรวมไปถงึ เทคโนโลยีทที่ าให้เกิดระบบการใหบ้ ริการ การใช้ และ
การดแู ลข้อมลู
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง เทคโนโลยีทกุ ดา้ นทเี่ ขา้ มาร่วมกนั
ในกระบวนการจดั เกบ็ สรา้ ง และสื่อสารสารสนเทศ ดังนั้นจึงครอบคลมุ เทคโนโลยีตา่ ง ๆ ท่ีใช้ในกระบวนการ
ข้างต้น เชน่ คอมพวิ เตอร์ อุปกรณ์จัดเกบ็ ขอ้ มูล บันทึกและคืนคน้ เครือข่ายสื่อสารข้อมลู อปุ กรณส์ ่ือสารและ
โทรคมนาคม เป็นตน้ รวมทงั้ ระบบท่คี วบคุมการทางานของอุปกรณเ์ หลา่ น้ี เชน่ ระบบปฏบิ ตั ิการคอมพวิ เตอร์
และระบบส่ือสาร เป็นต้น
นอกจากนกี้ ารใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในขณะน้ีเป็นไปอยา่ งแพรห่ ลายมากมายนับไม่ถว้ นในทุก
กิจการ จนแทบจะกลา่ วไดว้ ่ายคุ น้ไี ม่มีใครไม่เคยไม่ไดย้ ินคาว่าเทคโนโลยีสารสนเทศหรอื ทน่ี ิยมเรียกกนั ย่อ ๆ
วา่ ไอที (IT) กนั แล้ว ดังจะเหน็ วา่ ในหม่ผู ู้รู้และนักวชิ าการหลายทา่ นได้อธบิ ายถึงความหมายของคาวา่
เทคโนโลยีสารสนเทศไวม้ ากมายและคล้ายคลงึ กัน อาทเิ ชน่
ไพรัช ธัชยพงษ์ (2539) ผู้อานวยการสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแี หง่ ชาติ
กล่าววา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ เทคโนโลยที ี่เกี่ยวกับการตดิ ตอ่ เชอื่ มโยง การจัดหา จัดเกบ็ จดั การและ
เผยแพร่ข้อมลู ขา่ วสาร หรือท่ีเรียกวา่ สารสนเทศให้เกิดประโยชน์ในรูปของสอ่ื ต่าง ๆ ด้วยวิธกี ารทาง
อิเลก็ ทรอนิกส์ ซง่ึ เทคโนโลยีสารสนเทศจะประกอบดว้ ยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การสอ่ื สารโทรคมนาคม และ
เทคโนโลยอี ืน่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนาข้อมูลขา่ วสารมาใช้
ครรชติ มาลยั วงศ์ (2538: 24) อธิบายว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศ ประกอบด้วยเทคโนโลยสี าคญั
สองสาขา ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม กล่าวคือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
จะชว่ ยทางานดา้ นการจดั เกบ็ บนั ทึก และประมวลผลขอ้ มูลใหร้ วดเร็วและถกู ต้อง สว่ นเทคโนโลยสี ื่อสาร
โทรคมนาคมจะช่วยสง่ ผลลพั ธข์ องการใช้งานคอมพิวเตอร์ไปยงั ผ้ใู ช้ทอี่ ยหู่ ่างไกลไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และสะดวก
อยา่ งไรกต็ าม ถา้ เป็นสมยั ก่อน ๆ ยุคคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศจะหมายถงึ เทคโนโลยีการพมิ พ์ กลอ้ ง
ถ่ายรูป เคร่อื งพมิ พด์ ดี โทรเลขและโทรศัพท์
70
ปจั จบุ ันไดม้ นี ักวชิ าการบางท่านไดเ้ ปลย่ี นช่อื เทคโนโลยีสารสนเทศใหมเ่ ปน็ เทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สาร (Information and Communication Technology: ICT) ขณะเดยี วกันทาง
องค์การศึกษาวิทยาศาสตรแ์ ละวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) กลบั เรียกเทคโนโลยี
เหล่านีว้ ่า "Informatics" หรอื สนเทศศาสตร์ ซึ่งหมายถึง วชิ าท่ศี ึกษาเกี่ยวกับสารสนเทศ และการคานวณเพ่ือ
คาดการณ์เหตกุ ารณ์ในอนาคต (ทักษิณา สวนานนท์ และ ฐานิศรา เกียรติบารมี 2546: 348)
สเุ มธ วงศพ์ านิชเลิศ และนิตย์ จนั ทรมังคละศรี อธบิ ายว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถึง
เทคโนโลยที ี่เกี่ยวข้องกบั การจัดหา วเิ คราะห์ ประมวล จดั การและจัดเกบ็ เรียกใชห้ รอื แลกเปลย่ี น และ
เผยแพรส่ ารสนเทศ ดว้ ยระบบอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ไมว่ า่ จะอยใู่ นรปู แบบของภาพ ภาพเคลอื่ นไหว เสยี ง ขอ้ ความ
หรือตวั อักษร รวมไปถึงการนาสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏิบตั ติ ามเนอื้ หาของสารสนเทศนน้ั เพื่อให้บรรลุ
เปา้ หมายของผใู้ ช้
ความสาคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแทจ้ รงิ แล้วย่อมมีความสาคญั ต่อทุกสิ่งที่เกย่ี วข้อง เชน่ ด้านการเมือง การปกครอง
ด้านการศึกษา ด้าน เศรษฐกิจ ดา้ นสังคม ฯลฯ ในลกั ษณะดังต่อไปนี้
1. ทาใหผ้ ู้บริโภคสารสนเทศเกดิ ความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ
(Understanding) ในเร่อื งดังกลา่ วขา้ งต้น
2. เม่ือเรารู้และเข้าใจในเรื่องที่เก่ียวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยใหเ้ ราสามารถตัดสินใจ
(Decision Making) ในเรอื่ งต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. นอกจากน้นั สารสนเทศ ยังสามารถทาให้เราสามารถแก้ไขปญั หา (Solving Problem) ที่
เกดิ ข้นึ ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง แม่นยา และรวดเรว็ ทนั เวลากับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ
71
ความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร มี 6 ประการ Souter (1999) ได้แก่
ประการแรก การส่ือสารถอื เป็นสง่ิ จาเป็นในการดาเนนิ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ สิง่ สาคัญท่ี
มีสว่ นในการพัฒนากจิ กรรมต่างๆ ของมนุษย์ประกอบดว้ ย Communications media, การส่อื สาร
โทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการทีส่ อง เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารประกอบดว้ ยผลิตภณั ฑ์หลกั ท่ีมากไปกวา่
โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอร์เน็ต อีเมล์ ทาให้สารสนเทศเผยแพรห่ รอื กระจายออกไปในท่ี
ตา่ งๆ ได้สะดวก
ประการทีส่ าม เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารมผี ลให้งานดา้ นต่าง ๆ มีราคาถูกลง
ประการที่ส่ี เครือข่ายสอ่ื สาร (Communication networks) ไดร้ บั ประโยชน์จากเครือขา่ ย
ภายนอก เน่ืองจากจานวนการใชเ้ ครอื ขา่ ย จานวนผ้เู ชอื่ มต่อ และจานวนผ้ทู ่มี ีศักยภาพในการเขา้ เช่ือมต่อกบั
เครอื ข่ายนับวันจะเพิ่มสงู ขึน้
ประการทห่ี ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารทาให้ฮารด์ แวรค์ อมพิวเตอร์ และต้นทุน
การใช้ ICT มรี าคาถูกลงมาก
ประการทหี่ ก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กดิ การวางแผนการดาเนนิ การระยะยาวขนึ้ อีกทง้ั
ยังทาใหว้ ิถีการตัดสินใจ หรอื เลือกทางเลือกได้ละเอยี ดขึน้
จะเห็นได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาททีส่ าคญั ในทกุ วงการ มผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงโลก
ด้านความเป็นอยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมอื ง ตลอดจนการ
วจิ ัยและการพัฒนาต่างๆ
3.4 องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
พื้นฐานของเทคโนโลยสี ารสนเทศสืบเน่อื งมาจากการพัฒนาแบบกา้ วกระโดด ของอปุ กรณ์
อเิ ล็กทรอนกิ สต์ ่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นคอมพวิ เตอร์ ใยแก้วนาแสง ดาวเทียมส่ือสาร ระบบเครอื ขา่ ย ซอฟต์แวร์
และมัลติมเี ดีย กอปรกับราคาของอปุ กรณฮ์ าร์ดแวร์ทถี่ ูกลง แต่มีขดี ความสามารถในการทางานทเี่ พ่ิมมากขนึ้
เรื่อย ๆ ทาใหแ้ นวโนม้ การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยกุ ต์ใช้งาน ตา่ ง ๆ นนั้ มีมากขน้ึ เปน็ ลาดับ
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจกลา่ วได้วา่ ประกอบข้ึนจากเทคโนโลยสี อง สาขาหลกั คือ
เทคโนโลยคี อมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ื่อสารโทรคมนาคม สาหรบั รายละเอียด พอสังเขปของแตล่ ะ
เทคโนโลยมี ีดงั ตอ่ ไปน้ีคือ
72
1. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
คอมพวิ เตอรเ์ ป็นเครื่องอิเล็กทรอนกิ สท์ ีส่ ามารถจดจาข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบัติตามคาส่ังทบ่ี อก
เพอื่ ใหค้ อมพิวเตอรท์ างานอย่างใดอยา่ งหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบดว้ ยอุปกรณต์ า่ ง ๆ ต่อเช่อื มกนั
เรยี กวา่ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอปุ กรณ์ฮารด์ แวร์น้จี ะตอ้ งทางานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่
เรยี กกันวา่ ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2546: 4)
ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คอื
• อปุ กรณร์ บั ข้อมลู (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เคร่อื งตรวจ
กวาดภาพ (Scanner), จอภาพสมั ผสั (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครอ่ื งอา่ นบัตรแถบ
แมเ่ หล็ก (Magnetic Strip Reader), และเคร่อื งอ่านรหัสแทง่ (Bar Code Reader)
• อปุ กรณส์ ง่ ข้อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), และ
เทอรม์ นิ ลั
• หน่วยประมวลผลกลาง จะทางานรว่ มกบั หน่วยความจาหลกั ในขณะคานวณหรอื
ประมวลผล โดยปฏบิ ัติหนา้ ท่ีตามคาส่ังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดงึ ข้อมูลและคาสงั่ ทเ่ี กบ็ ไว้ไวใ้ น
หนว่ ยความจาหลักมาประมวลผล
• หนว่ ยความจาหลกั มหี นา้ ท่ีเกบ็ ข้อมลู ทม่ี าจากอุปกรณร์ บั ข้อมูลเพ่ือใชใ้ นการคานวณ และ
ผลลพั ธ์ของการคานวณกอ่ นท่ีจะส่งไปยงั อุปกรณ์ส่งข้อมลู รวมท้ังการเก็บคาสงั่ ขณะกาลงั ประมวลผล
• หนว่ ยความจาสารอง ทาหน้าที่จัดเกบ็ ข้อมลู และโปรแกรมขณะยังไม่ไดใ้ ช้งาน เพื่อการใช้ใน
อนาคตฃ
ซอฟต์แวร์ เป็นองคป์ ระกอบทสี่ าคญั และจาเปน็ มากในการควบคมุ การทางานของเครอ่ื ง
คอมพวิ เตอร์ ซอฟตแ์ วรส์ ามารถแบง่ ออกได้เปน็ 2 ประเภท คือ
1. ซอฟต์แวร์ระบบ มหี นา้ ท่ีควบคุมอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ภายในระบบคอมพวิ เตอร์ และเปน็
ตวั กลางระหว่างผู้ใชก้ ับคอมพิวเตอร์หรอื ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวรร์ ะบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนดิ ใหญ่ คอื
1. โปรแกรมระบบปฏบิ ตั ิการ ใชค้ วบคมุ การทางานของคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณพ์ ว่ งต่อ
กบั เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใชก้ ันในปจั จบุ นั เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ชว่ ยอานวยความสะดวกแกผ่ ู้ใช้เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ใน
ระหว่างการประมวลผลขอ้ มลู หรอื ในระหวา่ งทใ่ี ช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ตวั อยา่ งโปรแกรมท่ีนยิ มใช้กันในปจั จุบนั
เชน่ โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)
3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคาส่ังทเ่ี ป็นภาษาคอมพิวเตอร์ให้อยู่
ในรปู แบบท่เี คร่ืองคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ ใจและทางานตามทผี่ ู้ใชต้ ้องการ
73
2. ซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์ เป็นโปรแกรมท่ีเขยี นขน้ึ เพื่อทางานเฉพาะดา้ นตามความต้องการ ซง่ึ
ซอฟต์แวร์ประยุกตน์ ีส้ ามารถแบ่งเปน็ 3 ชนิด คอื
1. ซอฟต์แวร์ประยกุ ตเ์ พื่องานทว่ั ไป เปน็ ซอฟต์แวรท์ ่ีสรา้ งข้ึนเพื่อใชง้ านทว่ั ไป ไม่
เจาะจงประเภทของธุรกจิ ตวั อยา่ ง เชน่ Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็น
ตน้
2. ซอฟต์แวรป์ ระยกุ ตเ์ ฉพาะงาน เป็นซอฟตแ์ วร์ท่ีสร้างข้ึนเพ่ือใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่
วัตถปุ ระสงค์ของการนาไปใช้
3. ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์อน่ื ๆ เปน็ ซอฟต์แวรท์ ี่เขยี นข้นึ เพื่อความบันเทิง และอนื่ ๆ
นอกเหนือจากซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์สองชนดิ ข้างต้น ตวั อยา่ ง เชน่ Hypertext, Personal Information
Management และซอฟตแ์ วร์เกมตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
สาหรบั กระบวนการการจดั การระบบสารสนเทศ เพ่ือให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว
ถูกต้อง แม่นยา และมีคณุ ภาพ จะเรมิ่ ด้วยการคดั เลือก การจดั หา การวเิ คราะห์เน้ือหา และการค้นคืน
สารสนเทศ ซงึ่ กระบวนการจัดการหรอื จัดทาสารสนเทศเพื่อใหส้ ามารถผลติ สารสนเทศสนองความต้องการ
ของผู้ใชไ้ ดน้ ั้น จะประกอบดว้ ยกรรมวธิ ี 3 ประการ คือ การนาเข้าข้อมลู การประมวลผลข้อมูล และการ
แสดงผลข้อมลู และกระบวนการท้งั 3 ขัน้ ตอนนจ้ี าเป็นต้องอาศยั เทคโนโลยีดา้ นฮารด์ แวร์ และซอฟต์แวร์
ทางานร่วมกนั
2. เทคโนโลยสี อื่ สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสอ่ื สารโทรคมนาคม ใชใ้ นการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมลู จากที่ไกล ๆ เปน็ การส่งของ
ข้อมูลระหวา่ งคอมพวิ เตอร์หรือเคร่ืองมือท่ีอยหู่ ่างไกลกัน ซ่ึงจะช่วยใหก้ ารเผยแพร่ข้อมลู หรือสารสนเทศไปยัง
ผใู้ ช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเรว็ ถกู ต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซ่ึงรปู แบบของข้อมูลที่รบั /ส่ง
อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอกั ษร (Text) ภาพ (Image) และเสยี ง (Voice) ตัวอย่าง เชน่ การสง่
ขอ้ มูลตา่ ง ๆ ของยานอวกาศทอ่ี ยนู่ อกโลกมายังเครื่องคอมพวิ เตอรบ์ นโลก เพ่ือทาการคานวณและประมวลผล
ทาใหท้ ราบปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีที่ใชใ้ นการส่อื สารหรอื เผยแพรส่ ารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยที ่ีใชใ้ นระบบโทรคมนาคม
ท้ังชนดิ มสี ายและไรส้ าย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเดม็ , แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, วทิ ยโุ ทรทศั น์ เคเบลิ้
ใยแก้วนาแสง คลืน่ ไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นตน้
สาหรบั กลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคป์ ระกอบพื้นฐาน 3 สว่ น ได้แก่ ต้นแหลง่ ของ
ขอ้ ความ (Source/Sender), สอ่ื กลางสาหรับการรับ/สง่ ขอ้ ความ (Medium), และสว่ นรับขอ้ ความ
(Sink/Decoder)
74
นอกจากน้ี เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจาแนกตามลักษณะการใช้งานไดเ้ ป็น 6 รูปแบบ ดงั นี้
ต่อไปน้ี คอื
1. เทคโนโลยที ใี่ ช้ในการเก็บข้อมูล เชน่ ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กลอ้ งดิจิทลั กล้องถ่าย
วีดที ัศน์, เครื่องเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นการบนั ทึกข้อมูล จะเป็นสื่อบนั ทกึ ขอ้ มูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหลก็ จาน
แม่เหลก็ , จานแสงหรอื จานเลเซอร์, บตั รเอทเี อม็ ฯลฯ
3. เทคโนโลยที ่ใี ชใ้ นการประมวลผลขอ้ มลู ไดแ้ ก่ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นการแสดงผลข้อมลู เช่น เครือ่ งพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยที ี่ใชใ้ นการจดั ทาสาเนาเอกสาร เชน่ เคร่ืองถ่ายเอกสาร, เครือ่ งถา่ ยไมโครฟิล์ม
6. เทคโนโลยีสาหรบั ถ่ายทอดหรือสอ่ื สารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคม ตา่ ง ๆ เชน่
โทรทัศน์, วทิ ยกุ ระจายเสียง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรท์ ง้ั ระยะใกลแ้ ละไกล
เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างส่งิ ใหม่ให้กับสังคมปัจจุบันท่ีเรียกวา่ เป็นสังคม ไรพ้ รมแดนหรอื
สงั คมโลกาภิวตั น์ (Globalization) ไวม้ ากมาย เชน่ อนิ เทอร์เนต็ (Internet), ทางดว่ นขอ้ มลู (Information
Superhighway), ระบบทีวตี ามความต้องการ (Video On Demand), การประชุมผา่ นทางจอภาพ (Video
Conference), พาณชิ ย์อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-commerce), ระบบการเรียนทางไกล (Tele Education), โทรเวช
(Tele Medicine), ไปรษณยี ์อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-mail) ไปรษณียภ์ าพ (Video Mail), โทรทัศน์แบบมีการ
โตต้ อบ (Interactive TV), หอ้ งสมุดอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-library), ห้องสมดุ เสมือน (Virtual Library) เปน็ ตน้
(รอม หริ ัญพฤกษ์ 2544: 254-256)
3.5 การสอ่ื สารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยกี ารสื่อสาร (Communication Technology) มีการพัฒนารูปแบบให้สามารถ
ตดิ ตอ่ ส่ือสาร ถึงกนั ได้ง่าย มีหลายรูปแบบ อุปกรณต์ ่างๆ ไดเ้ พมิ่ คณุ สมบัติให้สามารถเชื่อมโยงถงึ กันได้การเพ่มิ
คุณค่าของระบบคอมพวิ เตอร์มีมากขน้ึ เม่ือมีการนาเทคโนโลยีการส่อื สารมาประยกุ ต์เข้าดว้ ยระบบกันท่ี
เรียกว่า “เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์”
75
อินเตอร์เน็ต (Internet) คอื เครือขา่ ยคอมพิวเตอรข์ นาดยักษท์ ่ีเช่ือมต่อกันทวั่ โลก โดยมี มาตรฐาน
การรับสง่ ข้อมลู ระหว่างกันเป็นหนงึ่ เดยี ว ซึ่งคอมพวิ เตอรแ์ ต่ละเคร่ืองสามารถรับส่งข้อมูลในรปู แบบตา่ งๆ ได้
หลายรูปแบบ เช่น ตัวอกั ษร ภาพกราฟิก และ เสยี งได้ รวมท้งั สามารถค้นหาขอ้ มูลจากทต่ี า่ งๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ทาใหก้ ารตดิ ตอ่ สื่อสารนัน้ เป็นไปอย่างรวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพ คา่ ใช้จ่ายถูกกว่าหลายเท่า นเ่ี ปน็ เหตุผล
หลกั ท่ีว่าทาไมเราต้องใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตซึง่ นับเป็นการปฏิวตั ิ สงั คมข่าวสารคร้ัง ใหญท่ ี่สดุ ในยคุ ของเรา
ประโยชน์ของอนิ เตอร์เนต็ มีดังนี้
ดา้ นการศึกษาเราสามารถต่อเขา้ กบั อนิ เตอรเ์ น็ตเพื่อคน้ คว้าหาข้อมูลได้ เหมือนห้องสมุดขนาด
ยกั ษ์สง่ ข้อมลู ท่เี ราตอ้ งการมาในเวลาไม่กีว่ ินาทีจากแหล่งข้อมูลทว่ั โลกไมว่ ่าจะเป็นข้อมลู ดา้ นวิทยาศาสตร์
วิศวกรรม ศลิ ปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอ่นื ๆ
ผใู้ ชท้ ่ีตอ่ เข้าอินเตอร์เนต็ สามารถรบั ส่งข้อมลู จดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-mail) กับผู้ ใช้คนอื่นๆ
ทั่วโลกในเวลาอันรวดเรว็
ด้านธุรกจิ และการคา้ อินเตอร์เนต็ มบี รกิ ารซื้อขายสนิ ค้าผา่ นคอมพิวเตอร์เราสามารถเลือกดูสนิ ค้า
คุณสมบตั ติ า่ งๆ ผา่ นจอคอมพิวเตอร์ ส่งั ซอ้ื และจา่ ยเงนิ ด้วยบตั รเครดติ ได้ทนั ทีซึ่งนบั ว่าสะดวกและรวดเรว็ มาก
เราสามารถสรปุ ได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เป็นเทคโนโลยีทุกรปู แบบท่นี ามา
ประยุกต์ในการประมวลผล การจัดเกบ็ การสอ่ื สาร และการส่งผา่ นสารสนเทศด้วยระบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ โดยที่
ระบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพวิ เตอร์ อุปกรณต์ ิดต่อสอื่ สาร และระบบเครือข่าย ขณะทีร่ ะบบ
นามธรรมเกย่ี วข้องกับการจดั รูปแบบของการมปี ฏสิ มั พนั ธ์ดา้ นสารสนเทศทัง้ ภายในและภายนอกระบบให้
สามารถดาเนนิ การร่วมกันได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
3.6 ความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารกับการเรยี นรู้
จากความเปลี่ยนแปลงนิยามของการเรียนรู้ ท่ีหมายถงึ การที่บุคคลมีความเข้าใจ รบั รปู้ ญั หาหรือ
เรอื่ งราวทไ่ี ดป้ ระสบมา ทีม่ คี วามเกีย่ วข้องกบั การการเพิ่มพูนทกั ษะ ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคคลนน้ั
ๆ เช่น การเรยี นรดู้ ้วยตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์การทางาน การเรยี นรูย้ ุคใหมต่ ้องมีประสิทธิภาพ
และมีความเหมาะสมกับสภาพสังคม
ในปัจจบุ นั การเรียนรมู้ ุ่งหวงั ท่ีจะใหเ้ กิดองค์ความรู้แกต่ ัวผู้เรยี น โดยมุง่ จัดการเรียนร้ใู หผ้ เู้ รยี นเป็น
ศูนย์กลางการเรยี นร้ไู ม่ใช่แค่การตกี รอบให้ผู้เรียนอยเู่ ฉพาะแตใ่ นสว่ นท่เี ป็นความต้องการของครผู สู้ อนเพียง
อยา่ งเดียว แต่ต้องใหผ้ ้เู รยี นมีสว่ นรว่ มในการเรยี นรมู้ ากข้นึ ดว้ ย
เปา้ หมายทางการศึกษาของประเทศท่ีพฒั นาแล้วอยทู่ ี่การใหก้ ารศึกษาแกป่ ระชาชนเขา้ สู่โลกแห่ง
เทคโนโลยี โดยเนน้ ท่คี วามรอบรู้ของคนในชาติ การเรยี นรู้กับการสร้างสงั คมเปน็ สง่ิ ที่ต้องให้เกดิ ข้นึ กับคนใน
ชาติ การเรียนร้ตู อ้ งรวดเร็ว ใชเ้ วลาน้อย ตน้ ทุนตา่ และทีส่ าคัญ ความรู้จะมีบทบาทท่ีสาคัญมากขนึ้ เร่ือย ๆ
ควบคู่กับการใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือการเรยี นรู้
76
การปฏิรูปการศึกษา มุ่งเน้นใหผ้ ู้เรยี นเป็นศูนย์กลางการเรียน คือการสรา้ งโอกาสให้แก่ผูเ้ รียนเข้าถึง
แหล่งขอ้ มลู แหล่งความรู้ไดม้ ากและสะดวกข้นึ ดังนัน้ การปฏริ ปู การศกึ ษาจึงต้องใช้ระบบเครอื ข่าย
อนิ เทอรเ์ นต็ เข้ามามีบทบาทในการจดั การเรยี นรู้
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดระบบการเรียนการสอนทางไกล ซงึ่ ผเู้ รียนและผูส้ อนสามารถ
ตอบโตก้ นั ได้แมว้ า่ จะอยหู่ ่างกัน ผู้เรยี นสามารถส่งการบา้ นทางอินเทอรเ์ นต็ ได้ ครูสามารถตรวจงานใหค้ ะแนน
ได้ แม้กระท่ังการชแี้ นะดว้ ยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) หรอื ใช้ระบบกระดานขา่ ว (Bulletin Board
System)
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์และเครือข่ายมีบทบาทสาคญั ยิ่งในการเรยี นรู้ มหาวทิ ยาลัยชน้ั นาของ
ต่างประเทศ เชน่ ญปี่ นุ่ ฮ่องกง สงิ ค์โปร์ ให้ความสาคัญอย่างยิง่ กบั การใช้เทคโนโลยที างการศกึ ษา การนา
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารสามารถใชใ้ นด้านการศกึ ษา
จะชว่ ยพัฒนาการเรียนรู้และอานวยความสะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรยี นรไู้ ด้ตลอดเวลา
ไม่มีขอ้ จากัดในดา้ นสถานท่ี การสอนโดยใชร้ ะบบสารสนเทศจะจดั การเรยี นรูไ้ ดต้ ามความแตกตา่ งของผ้เู รียน
ระบบการเรียนรู้ทีใ่ ชใ้ นด้านการศึกษามหี ลายระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e –
Classroom
การจัดการเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยีและสารสนเทศในการเรียนรูเ้ ป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาที่
ทาให้คณุ เรยี นรู้โดยไมม่ ีข้อจากัดในประเดน็ ต่าง ๆ เพยี งแต่ผูเ้ รยี นรูต้ ้องศึกษาวธิ กี ารเพ่อื เข้าสรู่ ะบบทต่ี ้องการ
ใหถ้ ูกต้อง
77
3.7 การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้
ในโลกปจั จบุ ัน พบวา่ ความต้องการเก่ียวกบั ตัวผเู้ รียนเพิ่มมากขน้ึ เพราะว่าทผี่ ่านมาอาจจะมีการ
ตอบสนองตอ่ การเรยี นแบบท่องจามามากแล้ว การบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรยี นการสอน
ผ้สู อนควรจะศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีตา่ งๆ ทีจ่ ะนามาใช้เพ่ือช่วยใหผ้ เู้ รียนได้รับความรู้ใหม่ ซง่ึ แตเ่ ดิม
มกั เปน็ การสอนให้ผเู้ รยี นเรียนโดยเน้นการท่องจา และปรับเปลย่ี นมาสกู่ ารใช้เทคนิควิธีการท่จี ะชว่ ยผ้เู รยี น
ได้รับข้อเทจ็ จริงได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ได้แก่ การใช้เทคนิคชว่ ยการจา เชน่ Mnemonics เปน็ ตน้
ความตอ้ งการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รบั คือ ทกั ษะการคิดในระดบั สูง (Higher-
order thinking skills) ได้แก่ การคดิ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการถ่ายโยง
(Transfer) โดยเน้นการใชว้ ธิ กี ารต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์จาลอง การคน้ พบ การแก้ปัญหา และการเรียนแบบ
รว่ มมือ สาหรับผเู้ รียนจะได้รับประสบการณ์การแก้ปัญหาทสี่ อดคล้องกบั สภาพชีวติ จริง สาหรับการนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาบรู ณาการในการจัดการเรยี นรู้ ผเู้ ขียนจะขอนาเสนอใน รูปแบบต่างๆ ดังตอ่ ไปนคี้ ือ
1. สง่ิ แวดล้อมทางการเรยี นรู้ (Learning environment)
เปน็ การบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรียนรทู้ นี่ าทฤษฎีการเรยี นร้มู าเป็นพ้ืนฐาน
การออกแบบรว่ มกับส่ือหรือเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซึง่ หลอมรวมทง้ั สองส่งิ เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ทป่ี ระกอบดว้ ย
สถานการณ์ปัญหาท่กี ระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ แหล่งการเรยี นร้ชู นิดตา่ งๆ ท่จี ัดเตรยี มไว้สาหรับให้ผเู้ รียนค้นหา
คาตอบ มฐี านการช่วยเหลอื ไว้คอยสนับสนนุ ผู้เรยี นในกรณีท่ไี มส่ ามารถแกป้ ญั หาได้ ตลอดจนการเรยี นรู้แบบ
รว่ มมือกันแก้ปัญหาท่สี นบั สนนุ ใหผ้ ้เู รยี นขยายมุมมองแนวคิดต่างๆสง่ิ แวดลอ้ มทางการเรียนรู้ในปัจจุบนั
สามารถแยกตามคุณลักษณะของสื่อได้ 3 รปู แบบ คอื
(1) สิ่งแวดลอ้ มทางการเรยี นรู้บนเครือข่าย
(2) มัลติมเี ดียทพี่ ฒั นาตามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์
(3) ชดุ การสรา้ งความรตู้ ามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์
78
2. การเรียนร้แู บบออนไลน์ (E-learning)
การเรยี นรู้แบบออนไลน์ หรือ E-learning การเรยี นร้แู บบออนไลน์เปน็ การศึกษา เรยี นรู้ผา่ น
เครือข่ายคอมพิวเตอร์อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) หรืออนิ ทราเนต็ (Intranet) เปน็ การเรียนรดู้ ้วยตวั เอง ตาม
ความสามารถและความสนใจของตน โดยผู้เรียน ผสู้ อน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทกุ คน สามารถติดต่อ ปรกึ ษา
แลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกันได้เชน่ เดยี วกับการเรียนในชนั้ เรียนปกติ ซึง่ การใหบ้ ริการการเรียนแบบ
ออนไลน์ มีองค์ประกอบท่สี าคัญ 4 สว่ น โดยแต่ละส่วนจะตอ้ งได้รับการออกแบบเป็นอยา่ งดี เพราะเมื่อนามา
ประกอบเข้าดว้ ยกันแลว้ ระบบทั้งหมดจะต้องทางานประสานกนั ได้อย่างลงตัวดงั นี้
1) เนอื้ หาของบทเรียน
2) ระบบบรหิ ารการเรยี น ทาหน้าที่เป็นศูนยก์ ลาง กาหนดลาดับของเน้ือหาในบทเรยี น เราเรียก
ระบบน้วี า่ ระบบบรหิ ารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดงั นั้นระบบบรหิ ารการเรยี น
จงึ เปน็ สว่ นทเ่ี อ้ืออานวยให้ผูเ้ รียนได้ศึกษาเรยี นรู้ไดด้ ว้ ยตนเองจนจบหลักสูตร
3) การติดต่อสอ่ื สาร การเรยี นแบบ E-learning นารปู แบบการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง มาใช้
ประกอบในการเรยี น โดยเคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการตดิ ต่อส่ือสารอาจแบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภทคือ ประเภทReal-
time ไดแ้ ก่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations, Interactive
poll, Conferencing และอืน่ ๆ สว่ นอีกแบบคือ ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่ Web-board, E-mail
3. หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-books)
เป็นหนังสอื ถูกนามาจัดพมิ พใ์ นรูปแบบดิจติ อล ไม่บงั คบั การพมิ พ์ และการเข้าเล่ม แผน่ ซีดีรอม
สามารถจัดเก็บขอ้ มลู ได้จานวนมากในรูปแบบของตัวอักษร ทง้ั ลักษณะภาพ ดิจติ อล ภาพอนิเมช่นั วดิ ีโอ
ภาพเคลื่อนไหวตอ่ เนื่อง คาพูด เสยี งดนตรี และเสยี งอนื่ ๆ ทปี่ ระกอบตัว อักษรเหล่าน้ัน
4. ห้องสมดุ อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-library)
เปน็ แหลง่ ความรทู้ บ่ี นั ทกึ ข้อมูลไวใ้ นเครอื่ งคอมพิวเตอรแ์ ม่ข่ายและใหบ้ รกิ ารสารสนเทศทาง
อเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รือผา่ นเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็
1. การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือประโยชนใ์ นการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศ และ
สะดวกในการบรกิ ารส่งสารสนเทศแกผ่ ใู้ ช้ เป็นการเปล่ียนรูปแบบส่งิ พิมพแ์ บบเดมิ ให้อยูใ่ นรูปของ
อเิ ลก็ ทรอนิกสท์ เี่ คร่ืองคอมพวิ เตอรส์ ามารถอา่ นได้ ทาได้โดยการจดั เก็บในรปู ดิจติ ัล ได้แก่ ซีดรี อม หรือจัดเก็บ
ในฮารด์ ดิสต์
2. ระบบเครือข่าย เพื่อเช่อื มโยงเครอื ขา่ ยของห้องสมดุ กับผู้ใชแ้ ละแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ ทาให้
ผู้ใชส้ ามารถติดต่อกับห้องสมุดและแหล่งสารสนเทศ อน่ื ๆไดท้ ัว่ โลก
3. การสง่ เอกสารสารสนเทศแกผ่ ูใ้ ช้ เพือ่ ใหผ้ ใู้ ช้ได้รับสารสนเทศท่ีต้องการโดยไม่ต้องมายงั
ห้องสมุด คือ ทางไปรษณยี ์ โทรสาร และทางอนิ เตอร์เน็ต
79
5. แผนการจัดการเรียนรู้
เปน็ การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในขั้นตอนตา่ งๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ยึดหลกั
การบรู ณาการทเี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญโดยใชเ้ ทคโนโลยีเขา้ มาสง่ เสรมิ สนบั สนนุ และพัฒนาศักยภาพการเรยี นรู้
ของผเู้ รยี น ซึ่งสังเคราะหจ์ ากทฤษฎกี ารเรยี นรู้คอนสตรัคติวสิ ต์ ทฤษฎีพทุ ธปิ ัญญานยิ ม และคุณลักษณะของ
โปรแกรมทางด้าน ICT ดังกรอบแนวคิดในการจัดการเรยี นรดู้ ังน้ี
กรอบแนวคิดในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ท่ีบรู ณาการ ICT ท่สี งั เคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรู้คอน
สตรัคตวิ ิสต์ ทฤษฎพี ุทธปิ ัญญานิยม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT
จากกรอบแนวคิดในการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ แสดงใหเ้ ห็นถึง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างวธิ ีการจัดการเรียนรู้ (Method) รว่ มกับสอื่ (Media) ซ่งึ ในท่ีน้ีกค็ ือเทคโนโลยีสารสนเทศ
เช่น คอมพวิ เตอร์ อนิ เทอรเ์ น็ต วีดทิ ศั น์ ฯลฯ การการเลือกวิธีการจะต้องอยบู่ นพ้ืนฐานของการเรยี นรู้ท่ีเน้น
80
ผเู้ รียนเปน็ สาคัญและเลือกใช้ส่อื ให้สนองต่อการรบั รขู้ องผูเ้ รยี น ดงั กรอบแนวคิดข้างต้น ในข้ันแรกทเี่ ป็นการ
เชือ่ มโยงความรู้เดิมกบั ความรู้ใหมผ่ สู้ อนอาจกระตนุ้ ให้ผเู้ รยี นใสใ่ จหรือกระตุ้นประสบการณเ์ ดมิ โดยใชส้ อ่ื พวก
วีดิทัศน์ และตั้งคาถามที่ใหผ้ ูเ้ รียนสามารถเรยี กกลับประสบการณเ์ ดิมเหล่านน้ั มาใชใ้ นการเรยี นรูส้ ิง่ ใหม่ ข้ันจัด
ประสบการณ์เรยี นรู้ตง้ั แต่ข้ันการกระตุ้นใหเ้ กิดปัญหาและการมอบหมายภารกจิ การเรยี นรู้ การสง่ เสรมิ การ
สรา้ งและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคิดทห่ี ลากหลาย เทคโนโลยสี ารสนเทศท่สี ามารถ
สนับสนนุ การแสวงหาและค้นพบความรู้ เชน่ อนิ เทอร์เนต็ เป็นต้น ในการสร้างและนาเสนอผลงานผูส้ อนอาจ
ใหผ้ เู้ รยี นใช้โปรแกรมประยุกต์คอมพิวเตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เปน็ ตน้ และอาจใช้ Social
media ในการแลกเปล่ียนแนวคิด ติดต่อสื่อสารระหวา่ งผเู้ รียนอื่นๆได้อีกดว้ ย
3.8 สอ่ื เพอื่ การเรยี นรู้
ความหมายของส่ือการเรยี นรู้
คาวา่ "ส่อื " (Media) เปน็ คาท่ีมาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลวา่ "ระหว่าง" หมายถึง สงิ่ ใดก็
ตามท่บี รรจขุ ้อมูลเพอ่ื ให้ผู้ส่งและผรู้ บั สามารถส่อื สารกันได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ เมื่อมีการนาสอ่ื มาใชใ้ น
กระบวนการเรียน การสอนกเ็ รียกสอ่ื นั้นวา่ "สอ่ื การเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถงึ ส่ือชนิดใด
กต็ ามทีบ่ รรจเุ น้ือหา หรอื สาระการเรียนร้ซู ่งึ ผ้สู อนและผ้เู รยี นใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรบั การเรียนรู้เน้อื หา หรอื
สาระน้ัน ๆ .......การเรยี นการสอนในภาพลกั ษณ์เดิม ๆ มกั จะเป็นการถ่ายทอดสาระความรูจ้ ากผสู้ อนไปยงั
ผเู้ รยี น โดยใชส้ ่ือ การเรยี นการสอนเป็นตัวกลางในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณใ์ ห้
ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ ปจั จบุ ันเปน็ ทีย่ อมรบั กันโดยทั่วไปแล้วว่าการเรียนรไู้ มไ่ ดจ้ ากัด อยู่ เฉพาะในห้องเรยี น
หรอื ในโรงเรยี น ผสู้ อนและผ้เู รียนสามารถเรียนรจู้ ากส่ือต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรยี นรู้ไดท้ ุกเวลาและ
ทุกสถานที่ สื่อที่นามาใชเ้ พื่อการเรียนร้ตู ามหลักสตู รการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน จึงเรยี กวา่ "สอ่ื การเรยี นร"ู้ ซึง่
หมายถึงทุกสิง่ ทุกอย่างทม่ี ีอยรู่ อบตัวไม่วา่ จะเป็นวัสดุ ของจริง บคุ คล สถานท่ี เหตุการณ์ หรอื ความคิดกต็ าม
ถือเป็น ส่ือ การเรียนร้ทู ั้งสิ้น ขนึ้ อยู่กับว่าเราเรียนร้จู ากส่งิ น้ัน ๆ หรือนาสง่ิ น้ัน ๆ ขา้ มาสู่การเรียนรูข้ องเรา
หรือไม่
81
ความหมายของส่ือการสอน ไดม้ ีนักวิชาการ และนักเทคโนโลยกี ารศึกษา ทั้งในประเทศและ
ตา่ งประเทศไดใ้ ห้ความหมายของ “ ส่ือการสอน” ไวห้ ลายทา่ น พอสรปุ ได้ ดังน้ี
เชอรส์ (Shores. 1960 : 1) กลา่ ววา่ สื่อการสอนเป็นเครื่องมอื ชว่ ยสือ่ ความหมายใด ๆ ก็ตามทจ่ี ัด
โดยครูและนกั เรยี น เพอ่ื เสริมการเรียนรู้ เครอื่ งมือการสอนทกุ ชนิดเป็นสอื่ การสอน เชน่ หนังสอื ในหอ้ งสมุด
โสตทศั นวสั ดตุ ่าง ๆ ทรพั ยากรจากชมุ ชน เป็นต้น
ฮาส และแพคเกอร์ (Hass and PacKer. 1964 : 11) กล่าวว่า ส่อื การสอน คือ เคร่ืองมือทช่ี ่วยใน
การถา่ ยทอดสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่เป็นจริงไดแ้ ก่ ทักษะ ทัศนะคติ ความรู้ ความเขา้ ใจ และความซาบซง้ึ ไปยงั ผเู้ รยี น
หรอื เปน็ เคร่ืองมือประกอบการสอน ทเ่ี ราสามารถได้ยนิ และมองเหน็ ได้เทา่ ๆ กนั
บราวน์ และคนอน่ื ๆ (Brown and other. 1977 : 584) กลา่ ววา่ สื่อการสอนหมายถึง จาพวก
อุปกรณ์ท้ังหลายทส่ี ามารถเสนอความรใู้ ห้แกผ่ เู้ รยี น จนเกิดผลการเรียนทดี่ ีทง้ั น้ีรวมถึงกิจกรรมตา่ ง ๆ ไม่
เฉพาะทเ่ี ปน็ วสั ดุหรอื เครือ่ งมือเทา่ นนั้ เช่น การศึกษานอกสถานท่ี การสาธิต การทดลอง ตลอดจนการ
สัมภาษณ์ เป็นต้น
เกอร์ลชั และอลี ี (ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2526 :141 : อ้างอิงมาจาก Gerlach and Ely.) ไดใ้ ห้คา
จากดั ความของสื่อการสอนไว้วา่ สื่อการสอน คือ บุคคล วสั ดุหรอื เหตุการณต์ ่าง ๆ ซง่ึ ทาใหน้ ักเรยี นไดร้ บั
ความรู้ ทกั ษะ ทัศนคติ ครู หนังสือ และส่งิ แวดล้อมของโรงเรยี นจัดเปน็ สอ่ื การสอนทง้ั สิน้
ไฮนิคส์ โมเลนดาและรสั เซล (Heinich, Molenda and Russel. 1985 : 5) ให้ทัศนะเก่ยี วกบั สื่อ
การสอนไวว้ า่ สื่อการสอน หมายถึง สอ่ื ชนดิ ใดก็ตามไมว่ ่าจะเปน็ สไลดโ์ ทรทัศนว์ ิทยุเทปบนั ทกึ เสียงภาพถ่าย
วัสดฉุ าย และวัตถสุ ่ิงตพี ิมพ์ซ่งึ เป็นพาหนะในการนาขอ้ มูลจากแหลง่ ข้อมลู ไปยังผ้รู ับ เม่อื นามาใชก้ ับการเรียน
การสอน หรือส่งเน้ือหาความรูไ้ ปยังผู้เรยี นในกระบวนการเรียนการสอน เรยี กวา่ ส่อื การสอน
เปรื่อง กุมุท (2519 : 1) กล่าววา่ ส่ือการสอน หมายถงึ สงิ่ ต่าง ๆ ทเ่ี ป็นเคร่ืองมือ หรือช่องทาง
สาหรบั ทาใหก้ ารสอนของครูถึงผเู้ รียน และทาใหผ้ ู้เรยี นเรยี นรู้ตามวตั ถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายท่ีวางไว้อยา่ งดี
วาสนา ชาวหา(2522:59)กลา่ วว่าส่ือการสอนหมายถงึ ส่งิ ใดๆก็ตามทีเ่ ปน็ ตัวกลางนาความรู้ไปสู่
ผู้เรยี น และทาให้การเรียนการสอนเปน็ ไป ตามวตั ถปุ ระสงคท์ ่วี างไว้
ไชยยศ เรอื งสวุ รรณ (2526 : 4) กลา่ ววา่ สือ่ การสอน หมายถึง สงิ่ ท่ีชว่ ยให้การเรียนรู้ ซ่ึงครูและ
นักเรียนเป็นผใู้ ชเ้ พ่ือให้การเรียนการสอนมีประสทิ ธภิ าพยิ่งข้นึ
ชม ภูมิภาค (2526 : 5) กล่าวว่า สอ่ื การสอนนนั้ เป็นสว่ นหน่งึ ของเทคโนโลยกี ารสอน เป็นพาหนะท่ี
จะนาสารหรือความรไู้ ปยงั ผู้เรียน เพือ่ ให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2529 : 112) ใหค้ วามหมายของสอ่ื การสอนวา่ คอื วัสดุ (สิ้นเปลือง) อุปกรณ์
(เครอื่ งมือท่ีใช้ไม่ผพุ งั ง่าย) วิธีการ (กจิ กรรม เกม การทดลอง ฯลฯ) ทใ่ี ช้สอ่ื กลางให้ผ้สู อนสามารถสง่ หรือ
ถา่ ยทอดความรู้ เจตคติ (อารมณ์ ความรสู้ กึ ความสนใจ ทัศนคติ และค่านิยม) และทักษะไปยงั ผู้เรยี น ได้อยา่ ง
มปี ระสทิ ธิภาพ
82
พิมพพ์ รรณ เทพสุมาธานนท์ (2531 : 29) กลา่ วว่าสื่อการสอนหมายถึงสิง่ ตา่ งๆทใี่ ช้เปน็ เคร่ืองมือ
หรอื ช่องทางสาหรับให้การสอนของครูกบั ผูเ้ รียน และทาให้ผูเ้ รียนเรียนรู้ได้ตามวตั ถุประสงค์ หรอื จุดมุ่งหมายที่
ผู้สอนวางไวเ้ ปน็ อยา่ งดี
สรปุ ไดว้ า่ ส่อื การสอน หมายถึงวัสดุ เครอ่ื งมอื และเทคนคิ วิธกี ารที่ผูส้ อนนามาใชป้ ระกอบการเรยี น
การสอน เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
"สอ่ื การเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง ส่ือชนดิ ใดกต็ ามที่บรรจเุ นื้อหา หรือสาระ
การเรยี นรซู้ ่ึงผ้สู อนและผเู้ รยี นใชเ้ ปน็ เคร่อื งมือสาหรบั การเรียนรู้เน้อื หา หรอื สาระน้นั ๆ
3.9 การจาแนกประเภทของสือ่ การเรียนรู้
สอื่ การเรยี นรู้สามารถจาแนกออกตามลักษณะไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1. ส่อื สิ่งพมิ พ์ หมายถึง หนงั สือและเอกสารสิ่งพมิ พ์ตา่ ง ๆ ที่แสดงหรือเรียบเรียงสาระความรู้
ต่าง ๆ โดยใชต้ ัว หนังสือทีเ่ ป็นตัวเขียนหรือตวั พิมพ์เปน็ สื่อในการแสดงความหมาย สื่อส่ิงพมิ พ์มหี ลายชนิด
ได้แก่ เอกสาร หนงั สือเรียน หนังสอื พมิ พ์ นติ ยสาร วารสาร บันทกึ รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สอ่ื การเรียนรู้ท่ีผลติ ขึ้นใช้ควบคู่กับเครอื่ งมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครอื่ งมือท่ีเป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เชน่ แถบบันทกึ ภาพพร้อมเสียง (วิดที ัศน)์ แถบบนั ทึกเสียง ภาพนงิ่
สอ่ื คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน นอกจากน้สี ื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถงึ กระบวนการตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การนา
เทคโนโลยมี าประยุกตใ์ ชใ้ น กระบวนการเรียนรู้ เช่น การใช้อนิ เทอร์เน็ตเพ่ือการเรยี นรู้ การศึกษาทางไกลผา่ น
ดาวเทียม เป็นตน้
3. ส่อื อ่นื ๆ นอกเหนอื จากสื่อ 2 ประเภทท่กี ลา่ วไปแลว้ ยังมสี ่อื อน่ื ๆ ที่สง่ เสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียน ซ่งึ มี ความสาคญั ไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าสอื่ สงิ่ พมิ พ์และสือ่ เทคโนโลยี ส่ือทก่ี ลา่ วน้ี ไดแ้ ก่
3.1 บุคคล หมายถึง บุคคลที่มคี วามรู้ ความสามารถ ความเชีย่ วชาญในสาขาต่าง ๆ ซง่ึ
สามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสบู่ คุ คลอ่ืน เชน่ บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์ ตารวจ
นักธรุ กจิ เปน็ ตน้
3.2 ธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม หมายถึง สิ่งมีอยูต่ ามธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อมตัว
ผเู้ รยี น เช่น พืชผักผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ัตกิ าร เปน็ ต้น
3.3 กจิ กรรม / กระบวนการ หมายถึง กจิ กรรม หรือกระบวนการทผ่ี สู้ อนและผู้เรยี น
กาหนดขน้ึ เพือ่ สรา้ งเสรมิ ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทกั ษะซึง่ ตอ้ งใชก้ ระบวนการคดิ การปฏบิ ัติ
การเผชญิ สถานการณแ์ ละ การประยุกต์ความรขู้ องผเู้ รยี น เช่น บทบาทสมมติ การสาธติ การจดั นิทรรศการ
การทาโครงงาน เกม เพลง เป็นตน้
3.4 วสั ดุ เครอื่ งมือและอุปกรณ์ หมายถงึ วัสดุทป่ี ระดิษฐ์ข้ึนใช้เพ่อื ประกอบการเรียนรู้
เชน่ หุ่นจาลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถงึ ส่ือประเภทเครอื่ งมือและอุปกรณ์ที่จาเปน็ ตอ้ งใชใ้ นการ
ปฏบิ ัตงิ านตา่ ง ๆ เชน่ อปุ กรณท์ ดลองวิทยาศาสตร์ เคร่ืองมอื ชา่ ง เป็นตน้
หลักการและแนวคิดของส่ือการเรยี นรู้ตามหลักสูตร
83
การจัดการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการศึกษาข้ันพน้ื ฐานและหลักสตู รสถานศึกษา มุง่ สง่ เสริมให้
ผู้เรียนเรียนรู้ ด้วยตนเอง เรียนร้อู ย่างต่อเน่ืองตลอดชวี ติ และใชเ้ วลาอยา่ งสร้างสรรค์ รวมทั้งมีความยืดหยุ่น
สนองความ ต้องการของผเู้ รยี น ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรยี นสามารถเรยี นรทู้ กุ ประเภท รวมทัง้
เครอื ข่ายการเรียนรู้ ตา่ ง ๆ ที่มอี ย่ใู นท้องถิ่น ชุมชนและแหล่งอนื่ ๆ สอ่ื ทจ่ี ะนามาใช้เพื่อจดั การเรยี นรู้ตาม
หลกั สตู รจะมลี ักษณะ ดังน้ี
1. เน้นสือ่ เพ่ือการค้นควา้ หาความรูด้ ว้ ยตนเองทง้ั ของผ้เู รียนและผู้สอน
2. ผู้เรียนและผสู้ อนสามารถจัดทาหรือพฒั นาสื่อการเรียนรู้ข้นึ เอง รวมท้ังนาสื่อที่มีอยู่รอบตัวมาใช้
ในการเรียนรู้
3. รูปแบบของสื่อการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย เพื่อส่งเสริมใหก้ ารเรยี นรู้เป็นไปอย่างมีคณุ คา่
กระต้นุ ใหผ้ ้เู รียนรจู้ ักวิธกี ารแสวงหาความรู้ เกิดการเรยี นรู้อย่างกวา้ งขวางและต่อเน่ืองตลอดเวลา
ส่อื กบั ผู้เรียน
1. เปน็ สง่ิ ทีช่ ว่ ยให้เกิดการเรยี นรอู้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจเน้ือหา
บทเรียน ทีย่ ุ่งยากซบั ซ้อนได้ง่ายขน้ึ ในระยะเวลาอันสนั้ และสามารถช่วยใหเ้ กดิ ความคดิ รวบยอดในเร่ืองน้นั ได้
อย่างถูกต้อง และรวดเรว็
2. ส่อื จะชว่ ยกระตุ้นและสร้างความสนใจใหก้ ับผู้เรียน ทาให้เกิดความสนกุ และไม่รสู้ ึกเบ่ือหน่าย
การเรยี น
3. การใชส้ ่อื จะทาใหผ้ ู้เรียนมีความเข้าใจตรงกนั และเกิดประสบการณ์รว่ มกนั ในวิชาทเี่ รียน
4. ชว่ ยให้ผู้เรียนมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนมากขน้ึ ทาใหเ้ กดิ มนุษยสมั พันธอ์ ันดี ใน
ระหว่างผเู้ รยี นด้วยกันเอง และกบั ผสู้ อนดว้ ย
5. ชว่ ยสร้างเสริมลักษณะทด่ี ีในการศกึ ษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดความคิดสร้างสรรค์
จากการใช้ส่อื เหล่าน้นั
6. ช่วยแกป้ ญั หาเรอ่ื งของความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้ส่ือในการศกึ ษา
รายบุคคล
สอ่ื กบั ผ้สู อน
1. การใช้สื่อวัสดุอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการ
สอนนา่ สนใจยิง่ ขึน้ ทาใหผ้ ู้สอนมีความสนุกสนานในการสอนมากกวา่ วธิ ีการท่ีเคยใช้การบรรยายแตเ่ พียงอย่าง
เดยี วและเป็นการสร้าง ความเช่ือม่ันในตัวเองใหเ้ พ่ิมขึ้นด้วย
2. สื่อจะชว่ ยแบ่งเบาภาระของผสู้ อนในดา้ นการเตรยี มเน้ือหาเพราะบางครงั้ อาจให้ผู้เรียนศึกษา
เน้อื หาจากส่ือได้เอง
3. เป็นการกระตุ้นใหผ้ ู้สอนต่ืนตวั อยู่เสมอในการเตรยี มและผลิตวสั ดใุ หม่ ๆ เพื่อใช้เปน็ สือ่ การ
สอนตลอดจนคิดคน้ เทคนคิ วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยงิ่ ข้นึ
84
3.10 การออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรยี นรู้
ความหมายการออกแบบนวัตกรรมการศกึ ษา
“การออกแบบนวตั กรรมการศกึ ษา” (Educational Innovation) คือ การนาส่งิ ใหม่ๆ ซ่งึ อาจจะ
เปน็ ความคิด วิธีการ หรอื การกระทา หรือสิ่งประดิษฐ์ขนึ้ ทั้งในส่วนท่ีไม่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการพฒั นา
ดัดแปลงจากสิ่งที่มอี ยู่แต่เดิม ให้ดีขน้ึ โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ท่ไี ดผ้ ่านการทดลองวิจยั จนเชือ่ ถอื ได้นามาใช้
บงั เกิดผลเพ่ิมพนู ประสทิ ธิภาพตอ่ การเรียนรู้ (ไชยยศ เรืองสวุ รรณ 2521 : 14)
การออกแบบนวัตกรรมการศึกษา หมายถึง กระบวนการ แนวคิด หรอื วิธกี ารใหม่ๆ ทาง
การศึกษาซง่ึ อยู่ในระหว่างการ ทดลองทจี่ ะจดั ขึน้ มาอยา่ งมีระบบและกวา้ งขวางพอสมควร เพ่อื พสิ ูจน์
ประสทิ ธิภาพ อนั จะนาไปสู่การยอมรบั นาไปใช้ในระบบการศกึ ษาอยา่ งกวา้ งขวางต่อไป ( ทัศนา แขมมณี
2526 : 12)
การออกแบบนวตั กรรมการศึกษาถูกสรา้ งขึ้นมา เพื่อแกป้ ัญหาทางการศกึ ษา ( ธารงค์ บวั ศรี
2527 : 44)
ความคิด วธิ กี ารใหม่ๆ ทางการเรยี นการสอนซง่ึ รวมไปถึงแนวคิดวิธีปฏิบตั ิที่เกา่ มาจากที่อ่นื และมี
ความเหมาะสมท่ีจะนามาใชใ้ นการเรียนการสอนในปจั จบุ ัน (ลัดดา ศขุ ปรีดี 2523 : 19)
การออกแบบนวตั กรรมการศึกษาเป็นส่ิงที่ถูกสรา้ งขึน้ มาเพ่ือแก้ปัญหาทางการศึกษา หรือเพื่อ
ปรับปรงุ เปลีย่ นแปลง ส่งิ ที่มีอยู่เดิมให้ได้ มาตรฐานคณุ ภาพเพม่ิ ขึน้ ผ้สู ร้างนวตั กรรมจะคานงึ ถึงวา่ นวัตกรรมท่ี
สรา้ งข้ึนมาจะตอ้ งดกี วา่ ของเดิมคอื จะต้องไดร้ ับประโยชน์มากกวา่ เดิม หรอื มีความสะดวกมากขนึ้ ไม่ยากต่อ
การใช้ ตรงกบั ความตอ้ งการของผูใ้ ช้ ( สาลี ทองธวิ 2526 : 3)
สรุป “การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา” (Educational Innovation) คือ การนาส่งิ ใหม่ๆ ซงึ่
อาจจะเป็นความคิด วิธีการ หรอื การกระทา หรอื สง่ิ ประดิษฐ์ข้ึน ท้งั ในส่วนท่ีไม่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการ
พัฒนาดดั แปลงจากสงิ่ ท่ีมอี ยู่แต่เดมิ ให้ดขี น้ึ โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ทไี่ ด้ผา่ นการทดลองวจิ ัยจนเชื่อถือได้
นามาใชบ้ งั เกิดผลเพ่มิ พนู ประสิทธิภาพต่อการเรยี นรู้
85
3.11 ประเภทนวตั กรรมการศกึ ษา
นวตั กรรมทางดา้ นหลักสูตร เป็นการใช้วธิ กี ารใหม่ๆในการพัฒนาหลกั สูตรใหส้ อดคลอ้ งกับ
สภาพแวดล้อมในทอ้ งถนิ่ และตอบสนองความตอ้ งการสอนบคุ คลให้มากข้ึน เน่ืองจากหลักสูตรจะต้องมกี าร
เปลี่ยนแปลงอยเู่ สมอ เพ่ือให้สอดคล้องกบั ความกา้ วหน้าทางดา้ นเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
และของโลก นวตั กรรมทางด้านหลกั สูตรได้แก่ การพฒั นาหลักสตู รบรู ณาการ หลักสตู รรายบุคคล หลักสตู ร
กิจกรรมและประสบการณ์ และหลักสตู รท้องถิ่น
นวตั กรรมการเรยี นการสอน เปน็ การใชว้ ธิ รี ะบบในการปรบั ปรุงและคิดคน้ พัฒนาวธิ ีสอนแบบใหม่ๆ
ทสี่ ามารถตอบสนองการเรยี นรายบคุ คล การสอนแบบผูเ้ รียนเป็นศนู ย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การ
เรยี นรู้แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธสี อนจาเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยใี หม่ๆ เขา้ มาจัดการและ
สนับสนนุ การเรยี นการสอน
นวัตกรรมสอ่ื การสอน เน่อื งจากมคี วามกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ คอมพวิ เตอร์เครือข่าย
และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ทาให้นกั การศึกษาพยายามนาศกั ยภาพของเทคโนโลยเี หลา่ นี้มาใช้ในการผลติ
สอ่ื การเรียนการสอนใหม่ๆ จานวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเอง การเรียนเปน็ กลุม่ และการเรยี นแบบ
มวลชน ตลอดจนสือ่ ที่ใชเ้ พ่ือสนับสนุนการฝึกอบรมผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
นวตั กรรมทางด้านการประเมินผล เป็นนวัตกรรมที่ใชเ้ ป็นเคร่อื งมือเพ่ือการวัดผลและประเมินผลได้
อย่างมีประสทิ ธิภาพ และทาได้อย่างรวดเรว็ รวมไปถงึ การวจิ ัยทางการศึกษา การวิจยั สถาบัน ดว้ ยการ
ประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรม์ าสนบั สนุนการวัดผล ประเมนิ ผลของสถานศกึ ษา ครู อาจารย์
นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการ เป็นการใช้นวตั กรรมท่เี กย่ี วข้องกับการใช้สารสนเทศมาชว่ ยในการ
บริหารจัดการ เพ่ือการตัดสนิ ใจของผูบ้ รหิ ารการศึกษา ใหม้ ีความรวดเรว็ ทันเหตุการณ์ ทันต่อการ
เปลยี่ นแปลงของโลก นวตั กรรมการศึกษาท่นี ามาใช้ทางดา้ นการบริหารจะเกี่ยวขอ้ งกับระบบการจดั การ
ฐานข้อมลู ในหนว่ ยงานสถานศกึ ษา
86
3.12 แนวคดิ และกระบวนการออกแบบนวตั กรรมการศึกษา
กาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้เมื่อครูได้วเิ คราะหส์ าเหตขุ องปญั หาในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ เพ่ือ
พัฒนาการเรยี นรู้ของผู้เรยี นแลว้ กต็ งั้ เป้าหมายในการพฒั นาคณุ ลักษณะที่พึงประสงคข์ องผเู้ รยี นนั้นคือ
กาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ทีต่ ้องการใหเ้ กดิ ข้นึ ในตวั ผูเ้ รยี นตามเป้าหมายของหลักสูตร เชน่ ความสามารถใน
กระบวนการแก้ปญั หา ความสามารถในทักษะกระบวนการสร้างคา่ นยิ ม
กาหนดกรอบแนวคดิ ของกระบวนการเรียนรู้เมือ่ ได้กาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้แลว้ ครูควรศกึ ษาคน้ ควา้ หลกั
วชิ าการ แนวคิดทฤษฎผี ลงานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ้ งกับจุดประสงค์ในการพัฒนาคณุ ลักษณะของผูเ้ รยี น และนามา
ผสมผสานกับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กาหนดเป็นกรอบแนวคดิ ของกระบวนการเรียนรู้ข้นึ เพอ่ื
จดั สรา้ งเปน็ ต้นแบบนวัตกรรมข้นึ เพื่อใช้แก้ปญั หาหรอื พัฒนาการเรียนร้ขู องผู้เรยี น
สรา้ งตน้ แบบนวตั กรรม
เมื่อตัดสินใจไดว้ ่าจะเลือกจัดทานวัตกรรมชนิดใดครผู ้ตู ้องศึกษาวธิ กี ารจดั ทานวัตกรรมชนิดน้นั ๆ
อยา่ งละเอยี ด เช่น จะจดั ทาบทเรียนสาเร็จรปู ในรายวชิ าหนงึ่ ตอ้ งศึกษาค้นคว้าวธิ ีการจัดทาบทเรยี นสาเรจ็ รูป
วา่ มวี ิธีการจดั ทาอยา่ งไรจากเอกสารตาราท่ีเกยี่ วข้อง แล้วจัดทาต้นแบบบทเรียนสาเรจ็ รูปให้สมบรู ณต์ าม
ขอ้ กาหนดของวิธกี ารทาบทเรียนสาเรจ็ รูป
สาหรบั เคร่อื งมือที่ตอ้ งใช้ในการวัดผลสมั ฤทธหิ์ รือเคร่ืองมืออื่น ๆ ตอ้ งมกี ารพฒั นาเครื่องมอื ตาม
วิธีการทางวจิ ยั ด้วย การสรา้ งต้นแบบนวัตกรรมจะต้องนาไปทดลองใช้เพ่ือหาประสิทธภิ าพของนวตั กรรม ซึ่งมี
ขัน้ ตอนการหาประสิทธภิ าพนวตั กรรม
3.13 การออกแบบ รายละเอียดนวัตกรรม
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรูป้ ระเภทสอ่ื การสอนผู้ออกแบบต้องคานึงถงึ ดังนคี้ ือ
1. วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
2. ลกั ษณะผเู้ รยี น ความเหมาะสมกบั วัย ความสนใจ ระดบั ชัน้ ความรู้ ทักษะ
3. พ้นื ฐาน และประสบการณ์ของผู้เรียน
4. รปู แบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู้
5. ธรรมชาติเนอื้ หาสาระการเรียนรู้ และวธิ กี ารนาเสนอที่เหมาะสม
6. สภาพการเรยี น
7. ทรัพยากรตา่ ง ๆ เช่น วัสดอุ ปุ กรณ์ ครุภัณฑ์ งบประมาณ
8. ราคานวตั กรรมท่เี หมาะสม
โครงสร้างของการออกแบบนวตั กรรม ดังนี้คือ
1. ช่อื นวตั กรรม ผพู้ ัฒนาควรต้ังชื่อนวัตกรรมใหส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์ และเขา้ ใจง่าย
87
2. วัตถุประสงคข์ องนวัตกรรม การกาหนดวตั ถุประสงค์ของนวตั กรรมให้ชดั เจนสง่ ผลให้ การ
พัฒนานวัตกรรมน้ัน รวดเร็วและมปี ระสทิ ธภิ าพมากย่ิงขน้ึ
3. ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวตั กรรม ผู้พัฒนาต้องพจิ ารณาทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือให้
สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ ซึ่งทฤษฎกี ารเรียนรู้ถือเป็นสิ่งสาคัญท่จี ะใช้ในการพัฒนานวตั กรรมทางการศึกษา
4. สว่ นประกอบของนวตั กรรม ในการออกแบบนวตั กรรมผ้พู ัฒนาต้องพิจารณาส่วนประกอบ
ของนวตั กรรม ว่ามีอะไรบ้าง
5. การนานวัตกรรมไปใชแ้ ละประเมนิ ผล เป็นสว่ นที่แสดงความสาเรจ็ ของนวตั กรรม
ประกอบดว้ ย วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมอื ท่ีใช้วัดผล และวธิ ีการประเมนิ ผลประเภทของนวัตกรรมการเรยี นการสอน
เมือ่ การเรยี นการสอนมีลกั ษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยตวั ปอ้ น (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลติ
(Output) การนานวัตกรรมมาใชจ้ ดั การเรยี นการสอนจงึ มีจุดหมายท่ีจะปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ
ระบบการเรยี นการสอน
หลักการออกแบบส่อื เพ่ือการเรียนรู้ ประกอบด้วย 9 ขนั้ ตอน ดงั นี้
ข้ันตอนท่ี1 เร้าความสนใจ (Gain Attention)
ข้ันตอนที่2 บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)
ข้นั ตอนที่ 3 ทวนความรเู้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขั้นตอนที่ 4 การเสนอเนอ้ื หา (Present New Information)
ขั้นตอนที่ 5 ชีแ้ นวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี6 กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)
ขั้นตอนที่ 7 ให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับ (Provide Feedback)
ข้ันตอนที่ 8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขัน้ ตอนที่ 9 การจาและนาไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
88
ดงั น้นั ในการออกแบบนวัตกรรมการเรยี นรู้ผ้อู อกแบบตอ้ งคานึงถึงหลักการขา้ งตน้ เพื่อให้
นวัตกรรมนนั้ สามารถนามาใช้ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์หลกั คอื เพอื่ ช่วยแก้ไขปัญหาท่ีเกดิ ขนึ้ ในการเรียนการ
สอน และเพิม่ ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน ใหม้ ีประสอทธภิ าพมากย่ิงข้ึน
การออกแบบ เคร่ืองมือศกึ ษาคณุ ภาพ และประสิทธิภาพนวตั กรรม
ข้นั ตอนในการจัดทาเคร่ืองมือประเมินคุณภาพและประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมมีดังนี้
1. ศกึ ษาวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขนึ้
2. กาหนดเคร่ืองมือท่ตี ้องใชป้ ระกอบการประเมนิ คุณภาพและประสทิ ธิภาพ
3. ศึกษาแนวทางการสรา้ งเคร่อื งมือ
4. ออกแบบและสรา้ งเครื่องมือ
5. ตรวจสอบและผ่านการกลั่นกรองของผู้เชี่ยวชาญ
6. ศกึ ษาคุณภาพและประสทิ ธิภาพของเครอื่ งมือ
7. จัดทาเป็นเคร่อื งมือฉบับจริง
การออกแบบ การศึกษาคุณภาพ และประสทิ ธภิ าพนวัตกรรม
ขัน้ การศึกษาคณุ ภาพของนวตั กรรมการเรียนการสอนดาเนินการดังน้ี
1. กล่นั กรองเบื้องต้นโดยให้ผู้เรียนและครผู สู้ อนกลุ่มสาระน้นั อา่ นเพ่ือตรวจสอบขอ้ บกพร่อง
และปรบั ปรุงแก้ไขให้เหมาะสม
2. นานวตั กรรมการเรยี นการสอนท่ปี รับปรุงแก้ไขเรียบรอ้ ยแล้วใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญ จานวน 3-5
คน ประเมนิ เพอื่ ตรวจสอบคุณภาพ และให้ข้อเสนอแนะเพอ่ื ปรบั ปรุงนวัตกรรม
3. วิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เช่ียวชาญเพื่อดวู ่ามคี ณุ ภาพอยู่ในระดับใด และปรบั ปรุง
ข้อบกพร่องตามข้อเสนอแนะจัดทาเป็นนวตั กรรมการเรยี นการสอนท่ีพร้อมสาหรบั นาไปทดลองใช้
การศกึ ษาประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรมการเรียนการสอนดาเนนิ การดงั นี้
นานวัตกรรมการเรยี นการสอนทีผ่ ่านการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผู้เช่ยี วชาญแลว้ ไปทดลองใช้กบั
ผเู้ รียนท่มี ีคณุ สมบัติเช่นเดยี วกบั กลุม่ เป้าหมายของการแก้ปญั หาหรือพัฒนา ตามรปู แบบและวธิ กี ารทีก่ าหนด
นาผลการทดลองมาคานวณหาประสิทธิภาพของนวตั กรรมการเรียนการสอนโดยใชส้ ตู ร E1/E2
การออกแบบ เคร่ืองมือการนานวตั กรรมไปใช้
1) ใช้คอมพิวเตอรใ์ นการเรียนการสอนเพ่ือให้นักเรียน เรียนศลิ ปะโดยการหัดวาดรปู ใช้
โปรแกรม Microsoft Word โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft PowerPoint
2) ใช้คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ( Computer Assisted Instruction ) หรือ ( CAI ) เป็น
กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้คอมพวิ เตอรน์ าเสนอเน้ือหาเรื่องราวตา่ ง ๆ มีลกั ษณะเปน็ การเรียนโดยตรง
และเป็นการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
89
3) นกั เรยี นสามารถใช้ค้นหาขอ้ มูลจากอนิ เทอรเ์ น็ตศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูลในแตล่ ะกลมุ่ สาระ
ขา่ วสารทางวิชาการอืน่ จากท่ตี ่าง ๆ
4) จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ ( Electronic ) หรือ ( E-mail ) เพ่ือใชร้ ับสง่ ข่าวสาร ข้อมลู รูปภาพ
และส่งงานให้ครตู รวจในแตล่ ะกลุ่มสาระ
5) นาระบบ e-Learning มาใชใ้ นการเรียนการสอนในกลุม่ สาระวทิ ยาศาสตร์
– การใชค้ อมพวิ เตอร์ในการตัดเกรด
การออกแบบ การนานวัตกรรมไปใช้
1.เพื่อนานวัตกรรมมาใชแ้ ก้ปัญหาในเรอื่ งการเรียนการสอน เช่น
1.1 ปัญหาเร่ืองวธิ ีการสอน ปัญหาทม่ี กั พบอยเู่ สมอ คอื ผู้สอนสว่ นใหญ่ยงั คงยดึ รปู แบบการ
สอนแบบบรรยาย โดยมีครูเป็นศนู ยก์ ลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอ่นื การสอนด้วยวธิ ีการแบบนเี้ ป็นการ
สอนที่ขาดประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลในบ้ันปลาย เพราะนอกจากจะทาใหน้ ักเรียนเกิดความเบอ่ื หน่ายขาด
ความสนใจแลว้ ยงั เป็นการปิดก้นั ความคดิ และสติปัญญาของผเู้ รียนให้อยู่ในขอบเขตจากดั อีกดว้ ย
1.2 ปัญหาด้านเน้อื หาวิชาบางวิชาเน้ือหามากและบางวชิ ามเี นื้อหาเป็นนามธรรมยากแก่การ
เขา้ ใจ จึงจาเป็นจะตอ้ งนาเทคนิคการสอนและสอื่ มาชว่ ย
1.3 ปัญหาดา้ นการวัดและประเมนิ ผล เช่น ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนต่าครูผ้สู อนนาไปใชใ้ น
การปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้มปี ระสิทธิภาพยิ่งขนึ้ หรอื ใช้ผลการประเมินเปน็ ข้อมลู ยอ้ นกลับในการ
พัฒนาคณุ ภาพการจดั การเรยี นการสอนได้
1.4 ปญั หาเรอ่ื งอุปกรณ์การสอน บางเนอ้ื หามีสือ่ การสอนเปน็ จานวนนอ้ ยไม่เพียงพอตอ่ การ
นาไปใช้เพื่อทาใหน้ กั เรียนเกิดความร้คู วามเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึน้ จงึ จาเปน็ ต้องมีการพฒั นาคดิ ค้นหา
เทคนิควธิ ีการสอน และผลิตสอื่ การสอนใหม่ ๆ เพ่ือนามาใช้ทาใหก้ ารเรยี นการสอนบรรลเุ ป้าหมายได้
เพอ่ื นานวตั กรรมไปใชใ้ นการพัฒนาการเรียนการสอน การสรา้ งองค์ความรู้ใหม่ให้มปี ระสิทธภิ าพย่ิงขึน้ และเปน็
ประโยชน์ต่อการศกึ ษาโดยการนาสง่ิ ประดิษฐ์หรอื แนวความคดิ ใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนน้นั เผยแพร่ไปส่คู รู
อาจารยท์ ่านอ่ืน ๆ หรือเพอื่ เป็นตวั อยา่ งอีกรปู แบบหนง่ึ ให้กับครู อาจารย์ทส่ี อนในวชิ าเดยี วกันไดน้ า
แนวความคดิ ไปปรับปรงุ ใชห้ รือผลติ สื่อการสอนใหม่ ๆ เพอื่ นามาใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นการสอนต่อไป
การนานวัตกรรมไปใช้เป็นผลงานทางวชิ าการ นวตั กรรมการเรียนรู้นอกจากจะเป็นประโยชน์ในด้านการ
ปรบั ปรุงและพัฒนางานหรือการจดั การเรยี นการสอนแล้ว ยังเปน็ ประโยชน์ ตอ่ การพัฒนาวชิ าชพี อกี ด้วย โดย
ผสู้ รา้ งนวัตกรรมสามารถนาผลจากการนานวตั กรรมไปใช้เปน็ ผลงานวิชาการเพื่อขอเล่ือนวิทยฐานะ หรือปรบั
ตาแหนง่ ใหส้ ูงขน้ึ ได้
90
การออกแบบ การวัด ประเมินผลการใช้นวัตกรรม
ระดับคุณภาพของนวตั กรรมการจัดการเรยี นรู้เป็นลักษณะของนวัตกรรมการจัดการเรยี นรตู้ าม
ตัวบง่ ช้ี มีระดับคุณภาพ 3 ระดับ คอื
ระดับ 3 คุณภาพดมี าก ( มีคา่ คะแนนระหวา่ ง 2.33 – 3.00 )
ระดับ 2 คุณภาพดี ( มีคา่ คะแนนระหวา่ ง 1.67 – 2.32 )
ระดับ 1 คุณภาพพอใช้ ( มีค่าคะแนนระหว่าง 1.00 – 1.66 )
ในการประเมินนวัตกรรม ควรเลือกใชว้ ธิ ีการประเมนิ ทีเ่ หมาะสมกบั ส่งิ ท่ตี ้องการประเมนิ ดงั น้ี
ตรวจสอบเอกสารรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมสังเกต และตรวจสอบข้อมูลจากการนาเสนอผลงานของผู้
คิดคน้
3.14 การเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้
แหลง่ การเรยี นรู้ หมายถึง แหลง่ ข้อมลู ข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ทสี่ นับสนุนสง่ เสรมิ ให้
ผู้เรยี นใฝเ่ รียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรแู้ ละเรยี นร้ดู ้วยตนเองตามอัธยาศัย เพ่ือเสรมิ สร้างใหผ้ ู้เรียนเกดิ
กระบวนการเรียนรู้
ความสาคญั ของแหล่งการเรียนรู้ มดี งั น้ี
1) เป็นแหลง่ ที่รวบรวมขององค์ความรู้ทหี่ ลากหลาย ให้ผเู้ รยี นไดศ้ ึกษาค้นคว้า ดว้ ยกระบวนการ
จดั การเรยี นรทู้ ่แี ตกตา่ งกันของแต่ละบุคคล และเปน็ การสง่ เสริมการเรยี นรู้ตลอดชีวิต
2) ชว่ ยกระต้นุ และเสรมิ สร้างการเรยี นร้ใู หล้ กึ ซึ้งข้นึ โดยใชเ้ วลาในการรวบรวมขอ้ มูลสะท้อน
ความคดิ เห็นจากแหลง่ การเรียนรู้ เพราะมีการเชือ่ มโยงและแลกเปลยี่ นข้อมูลระหวา่ งกัน
3) เพ่มิ ผลสมั ฤทธ์ิดา้ นวชิ าการ เสริมสร้างการเรยี นรู้ พัฒนาการคิด การแก้ปัญหา การใหเ้ หตุผล
และการประเมนิ อย่างมีวิจารญาณ จนเกิดทักษะการแสวงหาข้อมลู ท่มี ีประสทิ ธภิ าพ ซง่ึ ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้
จากการที่ได้คิดเอง ปฏิบตั ิเอง และสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าร่วมกจิ กรรมและทางาน
ร่วมกับผอู้ น่ื ได้
91
4) ทาใหผ้ ู้เรียนได้รบั การปลกู ฝังใหร้ ู้และรักทอ้ งถ่ินของตน มองเหน็ คุณคา่ และตระหนกั ถึงปัญหา
ในท้องถนิ่ พร้อมทีจ่ ะเปน็ สมาชิกทดี่ ขี องท้องถ่นิ ทง้ั ปัจจุบันและอนาคต
5) มสี ่ือประเภทตา่ งๆ ประกอบด้วย สื่อสงิ่ พมิ พ์ และสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ เพ่ือเสรมิ กจิ กรรมการ
เรยี นการสอนและพัฒนาอาชีพ
แหล่งการเรียนรู้ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื แหล่งการเรยี นรู้ในสถานศึกษา (โรงเรยี น) และแหล่ง
การเรยี นรู้ในท้องถนิ่ ประกอบด้วย แหลง่ การเรียนร้ปู ระเภทสถานทแี่ ละภมู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน ซ่งึ สถานศกึ ษาควร
จาแนกประเภทของแหลง่ การเรียนรูโ้ ดย คานงึ ถงึ ลักษณะท่ีต้งั ลักษณะการใช้งาน ทรพั ยากรที่มีอยูแ่ ละบริบท
ของท้องถิน่
แหล่งเรยี นรู้ในทอ้ งถิ่น ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พพิ ธิ ภณั ฑ์ พิพธิ ภัณฑ์วทิ ยาศาสตร์ หอศิลป์ สวน
สัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนยก์ ารกีฬา สถานประกอบการ
วดั ครอบครัว ชมุ ชน องค์การภาครัฐและภาคเอกชน แหลง่ ขอ้ มลู ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ืน่ ๆ
เป็นต้น
แหล่งการเรยี นร้ตู ลอดชีวติ หมายถึง แหล่งหรือทร่ี วมสาระความรู้ซงึ่ อาจเป็นสถานที่ศูนยร์ วมข้อมูล
ขา่ วสาร หรือบคุ คลทเ่ี อ้ือให้เกิดการเรยี นรตู้ ลอดชวี ิต
แหลง่ การเรียนรู้ตลอดชีวติ มีความสาคัญ ดงั นี้
1. เปน็ แหลง่ ขอ้ มลู ขา่ วสาร เปิดโลกทัศนข์ องผูศ้ ึกษาให้กว้างไกล
2. พฒั นาคณุ ภาพชวี ิต และพัฒนาอาชีพใหผ้ ู้ท่ีศกึ ษา
3. สามารถนามาถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้ผู้อน่ื ไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ
4. ช่วยเปล่ยี นทศั นคตแิ ละคา่ นยิ ม เพอ่ื ให้เกิดการยอมรบั สิง่ ใหม่ แนวความคดิ และมุมมองใหม่ๆ
องค์ประกอบของแหล่งการเรียนรู้ตลอดชวี ิต มดี ังน้ี
1. สถานท่ีท่ีจดั เป็นแหล่งการเรียนรู้
2. กจิ กรรมทีจ่ ะทาให้เกิดการเรียนรู้
3. ผดู้ าเนินการให้เกิดกิจกรรมการเรยี นรู้
4. การบรหิ ารจัดการแหลง่ การเรียนรตู้ ลอดชีวิต เพือ่ ใหเ้ กดิ บรรยากาศของการเรียนรู้
เครอื ข่ายการเรียนรู้ หมายถงึ การแลกเปล่ยี นความรู้ ความคดิ ข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ และ
การเรียนรรู้ ะหวา่ งบคุ คล กลุ่มบคุ คล องค์การ และแหล่งความรทู้ ม่ี ีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรยี นรอู้ ย่าง
ตอ่ เนือ่ ง จนเป็นระบบท่ีเชือ่ มโยงกัน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยุกตค์ วามรใู้ หม่ๆ เพ่ือวตั ถุประสงค์
ทางวิชาชพี หรอื ทางสังคม
92
3.15 หลกั การสาคัญของเครือข่ายการเรียนรู้
1. การกระตนุ้ ความคดิ ความใฝ่แสวงหาความรู้ จิตสานึกในการพฒั นาชมุ ชนท้องถน่ิ และการมสี ว่ น
รว่ มในการพฒั นา
2. การถ่ายทอด แลกเปล่ียน การกระจายความรทู้ งั้ ในสว่ นของวทิ ยากรสากลและภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ
เพ่อื สนบั สนุนการสร้างองค์ความรูใ้ หม่ๆ
3. การแลกเปล่ียนข่าวสารกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ ของทง้ั ในภาครฐั และเอกชน
4. การระดมและประสานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพ่ือการพัฒนาและลดความซ้าซอ้ น สูญเปล่าให้
มากทีส่ ุด
คุณลักษณะพิเศษของเครอื ข่ายการเรยี นรู้
1. สามารถเข้าถงึ ได้กวา้ งขวาง ง่าย สะดวก นักเรียนสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ไดง้ า่ ย และ
เชือ่ มโยงเข้าหานักเรียนคนอืน่ ได้งา่ ยรวดเรว็ และสามารถเรยี กใชข้ ้อมูลได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ีที่มเี ครือข่าย
2. เป็นการเรียนแบบรว่ มกนั และทางานรว่ มกนั เปน็ กลุ่ม คุณลกั ษณะพ้นื ฐานของเครือขา่ ยการ
เรยี นรู้ คอื การเรยี นแบบ ร่วมมือกัน ดังนัน้ ระบบเครอื ข่ายจึงควรเปน็ กลมุ่ ของการเรยี นรโู้ ดยผา่ นระบบการ
ส่อื สารท่สี ังคมยอมรบั เครอื ข่ายการเรียนรูจ้ ึงมี รูปแบบของการรว่ มกนั บนพน้ื ฐานของการแบ่งปันความ
น่าสนใจ ของข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน
3. สร้างกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยเนน้ ใหผ้ ้เู รยี นเป็นผ้กู ระทามากกวา่ เป็นผู้ถูกกระทา
4. ผเู้ รียนเปน็ ศนู ยก์ ลางการเรียนการสอน และเน้นบทบาททเ่ี ปลีย่ นแปลงไป
5. จัดใหเ้ ครอื ขา่ ยการเรียนร้เู ปน็ เสมอื นชมุ ชนของการเรยี นรแู้ บบออนไลน์
93
3.16 รปู แบบเครือข่ายการเรียนรู้
1. แบ่งตามจุดม่งุ หมายของการเรยี นรู้ ซ่งึ แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะภายใตโ้ ครงสรา้ งของเครือขา่ ย
การเรียนรู้
1.1 เครือข่ายการเรียนรูท้ ี่มุ่งเนน้ เอกตั บุคคลเปน็ หลัก มลี ักษณะของการประสานสัมพันธ์
การดาเนินงานของหนว่ ยงานต่างๆ ท่เี กย่ี วข้อง เพื่อขยายการให้บรกิ ารทางการศึกษาในระบบโรงเรยี น นอก
ระบบโรงเรยี น และการศึกษาตามอัธยาศยั ไปยงั ผทู้ ีต่ ้องการ อยา่ งกวา้ งขวาง และสนองตอบปัญหาความ
ต้องการของแตล่ ะบุคคล ตลอดจนจิตใต้สานกึ ในการมีสว่ นร่วมพัฒนา
1.2 เครอื ขา่ ยการเรียนรูท้ ี่ม่งุ เน้นชุมชนเปน็ หลัก เป็นการกระตุ้นให้สมาชกิ ใช้ศกั ยภาพของ
ตนเองเพือ่ แก้ไขปัญหาชมุ ชน เพ่มิ ขีดความสามารถของชุมชนในการพ่ึงพาตนเอง บนพ้ืนฐานของการเขา้ ใจ
สภาพปัญหา เง่ือนไข ข้อจากัด และความต้องการของตน
2. แบง่ ตามโครงสร้างเครือขา่ ยการเรยี นรู้ ซง่ึ พจิ ารณาถึงโครงสรา้ งเครือข่ายการเรียนรู้อาศัยความ
ร่วมมอื ระหวา่ งบุคคล องค์กร และเทคโนโลยีการสอ่ื สารเช่ือมโยงกันเป็นเครือข่ายการเรยี นรู้ สามารถจาแนก
ออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดังน้ี
2.1 เครอื ข่ายการเรยี นรู้โครงสรา้ งกระจายศนู ย์ มีศูนย์กลางทาหนา้ ทป่ี ระสานงาน แต่
ภารกิจในการเรียนการสอนจะกระจายความรบั ผดิ ชอบให้สมาชกิ เครือข่ายซึ่งตา่ งก็มคี วามสัมพันธเ์ ท่าเทยี มกนั
รูปแบบน้อี าจเรียกว่าการกระจายความรบั ผดิ ชอบ (Distributed Network) ซ่ึงพบได้ในเครอื ข่ายการพฒั นา
ชนบท และการเรียนรจู้ ากแหล่งวทิ ยาการชมุ ชน โดยอาศยั สื่อบุคคลเปน็ หลัก
2.2 เครือขา่ ยการเรยี นรโู้ ครงสรา้ งรวมศูนย์ มอี งคก์ รกลางเป็นทง้ั ศูนย์ประสานงาน และ
เปน็ แม่ขา่ ยรวบรวมอานาจการจดั การความรู้ไว้ในศนู ย์กลาง การลงทนุ ดา้ นเทคโนโลยีและกาลงั คนอยู่ท่ีแม่ขา่ ย
ส่วนลูกขา่ ยหรอื สมาชิกเป็นเพียงผรู้ ว่ มใช้บริการจากศูนย์กลาง
2.3 เครือขา่ ยการเรียนรโู้ ครงสรา้ งลาดบั ขั้น (Hierarchical Network) มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั
แผนภูมิองค์กร การติดต่อส่อื สารข้อมลู ต้องผา่ นตามลาดบั ข้นั ตอนมาก นิยมใชก้ ารบริหาร จัดการองคก์ รตา่ งๆ
ซึง่ เหมาะแก่การควบคุม ดแู ลระบบงาน
2.4 เครือขา่ ยการเรยี นรโู้ ครงสร้างแบบผสม คือมีทั้งแบบรวมศนู ยแ์ ละกระจายศนู ย์ ซ่ึงพบ
มากในการจดั การศึกษานอกระบบโรงเรียน เน่ืองจากการเรียนรู้มิได้อาศัยส่ือใดสื่อหน่งึ เป็นหลัก หากแต่มีการ
ผสมผสานสื่อบุคคล และเทคโนโลยีจึงจาเปน็ ตอ้ งจดั ระบบเครอื ข่ายแบบผสม เพ่ือสนองความต้องการไดอ้ ย่าง
กวา้ งขวางและตรง
3. แบ่งตามหนว่ ยสงั คม ไดแ้ บ่งการเครอื ข่ายการเรยี นรู้ออกเป็น 4 ระดบั คอื เครือขา่ ยการเรยี นรู้
ระดบั บุคคล เครอื ข่ายการเรยี นรรู้ ะดบั กลุม่ เครอื ข่ายการเรียนรรู้ ะดบั ชุมชน และเครือขา่ ยการเรียนรู้ระดับ
สถาบัน
94
4. แบ่งตามระดับการปกครองและลักษณะของงาน ซง่ึ ประเวศ วะสี (2538) ได้แบ่งประเภทของ
เครือข่ายการเรียนรู้ออกเปน็ 13 ประเภท คอื เครือขา่ ยชมุ ชนเครือขา่ ยนักพัฒนา เครอื ข่ายระดบั จังหวัด
เครือข่ายภาครัฐ เครอื ข่ายวิชาชพี เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายสื่อสารมวลชน เครอื ข่ายนักฝกึ อบรม เครือข่าย
การประมวลและสังเคราะห์องค์ความรู้ระดบั ชาติ เครือขา่ ยภาคสาธารณะ เครือขา่ ยวิชาการ เครือขา่ ยนโยบาย
องค์กรของรัฐ และเครือข่ายผทู้ รงคุณวฒุ ิ
3.17 การจดั การเรยี นรบู้ นเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
การเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตบนพนื้ ฐานของหลกั และวิธีการออกแบบการเรียนการสอนอยา่ งมรี ะบบ มกี ารนาสอื่ ตา่ งๆ มาเปน็
ตัวกลางในการถา่ ยทอดเนื้อหาความรู้ใหก้ ับผูเ้ รยี นโดยอาศัยเวบ็ ไซต์ ในการเรยี นด้วยบทเรียนบนเครือขา่ ย
อินเทอร์เน็ตน้นั ผู้เรียนสามารถเรยี นเวลาใดก็ได้ จากสถานที่ใดก็ได้ข้นึ อยูก่ บั ความพรอ้ มของผ้เู รียน ผ้เู รยี นไม่
จาเป็นต้องเรยี นในห้องเรียนเทา่ น้ัน เพียงแค่ผเู้ รยี นสามารถเช่อื มต่ออนิ เทอรเ์ น็ตได้ ผเู้ รียนกส็ ามารถเข้าไป
ศกึ ษาเนื้อหาในเรื่องทตี่ นเองสนใจได้ นอกจากนนั้ แล้วผเู้ รยี นยังสามารถติดต่อสอื่ สาร สนทนา อภิปรายกบั
ผู้เรยี นดว้ ยกัน หรือกับผู้สอนได้อีกดว้ ย
ความหมายของบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
บทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็ หมายถงึ การเรยี นการสอนผ่านเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตโดยมี
การจัดสภาพการเรียนการสอนท่ีมกี ารออกแบบอยา่ งเป็นระบบ โดยอาศัยคณุ สมบตั ิและทรพั ยากรของเวลิ ด์
ไวด์เวบ็ มาเป็นส่ือกลางในการถา่ ยทอดเพื่อสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การเรยี นการสอนใหม้ ปี ระสิทธิภาพ ในการ
จัดการเรียนการสอนผา่ นเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตนนั้ อาจจดั การเรียนการสอนทั้งกระบวนการหรือนามาใช้เพยี ง
สว่ นใดส่วนใดส่วนหนง่ึ ของกระบวนการก็ได้ การเรยี นการสอนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ถอื เป็นวธิ กี ารเรียน
แบบใหม่ทช่ี ว่ ยพฒั นาใหเ้ กิดการเรยี นร้แู ละช่วยขจัดปญั หาอุปสรรค์ของการเรยี นในเรื่องของเวลาและสถานท่ี