เอกสารวชิ าการ
ศตั รูธรรมชาตทิ ี่สำ� คญั
เISอBกNส าร วชิ า การ ศตั รูธรรมชาตทิ ่สี ำ� คญั
ทป่ี รกึ ษา 978-974-403-871-5
พรรณพิมล ชัญญานวุ ัตร อธบิ ดกี รมส่งเสรมิ การเกษตร
วิทยา อธิปอนันต์ รองอธิบดกี รมส่งเสรมิ การเกษตร
พรชัย พรี ะบูล ผู้อำ� นวยการสำ� นักพฒั นาการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เรงิ จิตร พรหมสถิต ผู้อ�ำนวยการส�ำนกั พัฒนาคุณภาพสนิ ค้าเกษตร
เรยี บเรยี ง
สำ� นกั พฒั นาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
อารีวรรณ ใจเพ็ชร นักวิชาการส่งเสรมิ การเกษตรชำ� นาญการพเิ ศษ
เรวดี พรหมเกิด นกั วชิ าการส่งเสรมิ การเกษตรช�ำนาญการ
จดั ทำ�
กลุ่มส่อื ส่งเสรมิ การเกษตร ส่วนส่งเสริมและเผยแพร่
สำ� นกั พัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร
พิมพค์ ร้งั ท่ี 1 ปี 2555 จ�ำนวน 8,800 เลม่
พิมพท์ ี่ บริษทั ยไู นเต็ด โปรดกั ช่ัน เพรส จำ�กัด
เลขที่ 285 หมู่ 13 ซอยเพชรเกษม 93 ถนนเพชรเกษม
ตำ�บลอ้อมน้อย อำ�เภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
ค�ำนำ�
ปัจจุบันประเทศต่างๆ หันมาให้ความสนใจด้านสุขอนามัย และตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั
ตอ่ การผลติ ทางการเกษตรอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม (Good Agricultural Practice – GAP) ซึ่งการที่
จะให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน จ�ำเป็นต้องด�ำเนินการอย่างเป็นระบบ
ต้ังแต่การผลิต จนกระท่ังเก็บเก่ียว และการปฏบิ ตั หิ ลงั การเกบ็ เกยี่ ว ซง่ึ ในการผลติ พชื เศรษฐกจิ
แทบทกุ ชนดิ เกษตรกรมกั ประสบปญั หาศตั รพู ชื ทำ� ใหผ้ ลผลติ ไดร้ บั ความเสยี หายทง้ั ปรมิ าณและคณุ ภาพ
การจัดการศัตรูพืชที่ได้รับการยอมรับว่าเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน คือ
การจดั การศตั รูพชื โดยวธิ ผี สมผสาน (Integrated Pest Management – IPM) ซึง่ เป็นการนำ� วธิ ีการ
ป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชหลายๆ วิธีมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม โดยอาศัยศัตรูธรรมชาติ
เป็นองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ตัวห�้ำ ตัวเบียน และเช้ือจุลินทรีย์ เพื่อควบคุมไม่ให้ศัตรูพืชเกิดการ
ระบาด และสร้างความเสยี หายแก่พชื เศรษฐกจิ และไม่ทำ� ลายสงิ่ แวดล้อม นำ� ไปส่กู ารเกษตรทย่ี งั่ ยนื
เอกสารวชิ าการ “ศตั รธู รรมชาตทิ ส่ี ำ� คญั ” จดั พมิ พ์ขน้ึ เปน็ ค่มู อื สำ� หรบั เจ้าหน้าทส่ี ่งเสรมิ
การเกษตรในการปฏิบัติงานด้านอารักขาพืช เพ่ือให้เจ้าหน้าท่ีมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศัตรู
ธรรมชาติ และเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ม์ ากยงิ่ ขน้ึ และสามารถนำ� ความรไู้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นงานสง่ เสรมิ การเกษตร
ต่อไป
กรมส่งเสริมการเกษตร
ตุลาคม 2555
สารบญั หนา้
1
บทท่ี 1 ศตั รูธรรมชาต ิ 6
10
ตัวห�้ำ 13
ด้วงเต่าลาย 15
มวนพิฆาต 17
มวนเพชฌฆาต 20
แมลงช้างปีกใส 22
แมลงหางหนีบ 23
ไรตัวหำ�้ 27
ตัวเบยี น 29
แตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมา 31
แตนเบียนหนอนใยผกั 32
แตนเบยี นหนอนกระทู้ผัก 34
แตนเบียนเพล้ียแป้งมันส�ำปะหลังสีชมพ ู 36
แตนเบียนหนอนแมลงวนั ผลไม้ 38
แตนเบยี นหนอนบราคอน 40
แตนเบียนหนอนแมลงดำ� หนามมะพร้าว 42
แตนเบียนหนอนชอนใบส้ม 43
แตนเบียนหนอนกออ้อย 45
เช้ือจลุ นิ ทรยี ์ 47
เชอ้ื ไวรัส เอน็ พวี ี 50
เชอ้ื บีที 53
เชอ้ื ราบวิ เวอเรยี 55
เชือ้ ราเมตาไรเซียม 57
เชอ้ื ราไตรโคเดอร์มา 58
เช้ือบเี อส 60
ไส้เดือนฝอยสไตน์เนอร์นมี า
เอกสารอ้างอิง 63
บทที่ 2 การผลติ ขยายศัตรูธรรมชาติ 65
66
การผลิตขยายแมลงหางหนบี 69
การผลติ ขยายแตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมา 71
การผลติ ขยายแตนเบียนหนอนบราคอน 73
การผลติ ขยายแตนเบยี นแมลงดำ� หนามมะพร้าว 75
การผลิตขยายเชอื้ ราไตรโคเดอร์มา 77
การผลติ ขยายเชือ้ ราบวิ เวอเรยี
เอกสารอ้างองิ
ศตั รธู รรมชาติ บทที่ 1
(Natural enemies)
ความหมาย เรยี บเรียงโดย อารวี รรณ ใจเพช็ ร
1. ศัตรูธรรมชาติ หมายถึง ส่ิงมีชีวิตชนิดใดชนิดหน่ึง ท่ีมีชีวิตอยู่ได้โดยการเบียน การห้�ำ
กดั กนิ และมีชีวติ อยู่โดยส่ิงมชี ีวิตอีกชนิดหน่งึ ในพืน้ ทีด่ ั้งเดิมของมนั และอาจช่วยในการกำ� จดั ประชากร
ของสงิ่ มชี วี ิตนั้น รวมถงึ แมลงเบยี น ตัวเบยี น ตวั ห�้ำ สงิ่ มชี ีวติ ทก่ี นิ พืช และเชอ้ื โรคต่างๆ (ISPM No3,
1996, revised ISPM No3, 2005)
2. ศตั รธู รรมชาติ หมายถงึ สงิ่ มชี วี ติ ทเี่ ปน็ ตวั สาเหตุ ทำ� ใหเ้ กดิ การตายของศตั รพู ชื กอ่ นกำ� หนด
อายุของมันในธรรมชาติ ได้แก่ ตวั ห�้ำ ตัวเบยี น และเชอ้ื โรค (สอุ าภา, 2540)
3. ศัตรูธรรมชาติ ในทางอารักขาพืช หมายถึง ส่ิงมีชีวิตที่เป็นปฏิปักษ์ หรือศัตรูของศัตรูพืช
อาจเรยี กอกี ชือ่ หนึ่งว่าชวี ปัจจัย (พิมลพร, 2545)
4. ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรพู ืช หมายถึง สง่ิ ที่มอี ยู่ในธรรมชาติ และเปน็ ศตั รขู องแมลง
ศตั รูพชื แบ่งออกเปน็ 3 พวก คอื ต้วเบียน ตวั หำ�้ และเชื้อโรค (วิวัฒน์และโกศล, 2542)
ความส�ำคญั
การจดั การศตั รพู ชื โดยวธิ ผี สมผสาน (Integrated Pest Management) เปน็ วธิ กี ารจดั การศตั รพู ชื
ที่ได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการศัตรูพืช
มากทสี่ ดุ เนอื่ งจากเปน็ วธิ กี ารทคี่ ำ� นงึ ถงึ สง่ิ แวดล้อม และการเปลย่ี นแปลงของประชากรศตั รพู ชื เปน็ หลกั
โดยใชว้ ธิ กี ารควบคมุ และกำ� จดั ศตั รพู ชื ทเี่ หมาะสมและมปี ระสทิ ธภิ าพตงั้ แต่ 2 วธิ กี ารขนึ้ ไป ผสมผสานกนั
โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกจิ สังคม และส่งิ แวดล้อม
ศัตรูธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบท่ีส�ำคัญของการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เน่ืองจาก
ศัตรูธรรมชาติเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีคอยควบคุมประชากรของศัตรูพืชตามธรรมชาติ การศึกษาบทบาท
ของศัตรูธรรมชาติ และส่งเสริมให้ศัตรูธรรมชาติมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึนในการควบคุมศัตรูพืช
ซ่ึงหากผสมผสานวิธีการอื่นๆ เข้ากับศัตรูธรรมชาติอย่างกลมกลืน ก็จะน�ำไปสู่การจัดการศัตรูพืช
ทม่ี ีความยงั่ ยนื ท้งั เศรษฐกจิ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ศตั รธู รรมชาตทิ ี่ส�ำคญั
ประวัติการใชศ้ ัตรธู รรมชาตคิ วบคุมศตั รพู ชื
มนษุ ย์สมัยโบราณได้สงั เกตพุ บว่า นกกินแมลงศตั รูพืช จงึ ได้พยายามที่จะใช้วิธกี ารควบคุมโดย
ธรรมชาตนิ ใ้ี หเ้ กดิ ประโยชนใ์ นการรกั ษาพชื ผล ความคดิ ในการปอ้ งกนั กำ� จดั ศตั รพู ชื ในสมยั นน้ั จงึ เกย่ี วขอ้ ง
โดยตรงกับการใช้ศัตรธู รรมชาตมิ าควบคมุ ศตั รพู ชื
ประมาณปี ค.ศ. 900 ชาวจีนได้ใช้มดตัวห�้ำ ควบคุมหนอนในสวนส้ม นอกจากนี้ประเทศ
ในตะวันออกกลาง คอื ประเทศเยเมน ได้ใช้มดตวั ห�้ำควบคมุ แมลงศัตรพู ืชในสวนอินทผาลมั
การใช้แตนเบยี นควบคมุ แมลงศตั รพู ชื เกดิ ขนึ้ ครง้ั แรกในทวปี ยโุ รป โดยในปี ค.ศ. 1706 ชาวอติ าลี
ได้พบแตนเบยี น Apanteles glomeratus ท�ำลายหนอนผเี ส้ือผักกาด Pieris rapae ต่อมาได้มรี ายงานการ
พบแตนเบยี นชนิดอ่ืนๆ ท�ำลายศตั รูพืชเพิ่มมากขึน้ จนกระท่ังปี ค.ศ.1827 Hartig นกั กฏี วิทยาชาวเยอรมัน
ได้เสนอให้เก็บรวบรวมตัวหนอนผีเส้ือท่ีถูกแตนเบียนลงท�ำลายใหม่ๆ ไปปล่อยในท่ีอื่นๆ เพื่อควบคุม
หนอนผเี ส้ือ
เช้ือจุลิทรีย์ที่ถูกน�ำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดแรก คือ เช้ือรา Metarhizium anisopliae
หลังจากที่ถูกค้นพบโดย Metchnikoff นักสัตววิทยาชาวรัสเซีย ได้น�ำเช้ือรามาเพาะเลี้ยงโดยใช้
อาหารเทยี มไดส้ �ำเรจ็ และในปี ค.ศ.1884 ไดม้ กี ารผลติ ขยายเชอ้ื รา Metarhizium anisopliae เพอ่ื ใชค้ วบคมุ
แมลงศัตรูพืช
ในระหว่างปี ค.ศ.1889 - 1940 มนุษย์ยังคงใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง
แต่ได้พัฒนาประยุกต์วิธีการใช้ และน�ำศัตรูธรรมชาติมาเพาะเลี้ยง แล้วน�ำไปปล่อยเพื่อควบคุมศัตรูพืช
โดยด�ำเนินการ 2 แบบ คือ ผลิตขยายศัตรูธรรมชาติในท้องถิ่นส�ำหรับควบคุมศัตรูพืชในท้องถ่ินนั้น
เรยี กว่า การควบคมุ ศตั รพู ืชโดยชีววธิ แี บบขยายเพมิ่ พูน และนำ� ศัตรธู รรมชาติจากถิน่ เดมิ มาผลติ ขยาย
สำ� หรบั ใชค้ วบคมุ ศตั รพู ชื ในแหลง่ อน่ื ๆ หรอื ประเทศอนื่ ๆ เรยี กวา่ การควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี วธิ แี บบคลาสสกิ
ซึ่งแพร่หลายในทวีปยุโรปและอเมริกา เช่น การน�ำแตนเบียนไข่ Perkinsiella saccharacida
และมวนตวั ห�้ำ Cyrtorhinus mundulus จากออสเตรเลยี เข้าไปควบคมุ เพลยี้ กระโดดอ้อยในฮาวาย การน�ำ
แมลงวนั เบียน Cryptochaetum iceryae และด้วงเต่า Rodolia cardinalis จากออสเตรเลียเข้าไปควบคุม
เพลย้ี หอยนวมฝ้าย Icerya purchasi ในสวนส้มของแคลฟิ อร์เนีย การนำ� แตนเบยี น Prospaltella berlesei
จากสหรฐั อเมรกิ าไปควบคมุ เพลย้ี หอยหมอ่ น Pseudaulacaspis pentagona ในอติ าลี ซง่ึ ทกุ โครงการประสบ
ผลส�ำเร็จ จึงได้รับความนิยมน�ำไปใช้อย่างกว้างขวาง และมีการขยายงานไปในหลายประเทศ ได้แก่
โคลัมเบยี ชิลี อรุ กุ วัย บราซลิ คิวบา แคนาดา นวิ ซแี ลนด์
กรมส่งเสริมการเกษตร
ส�ำหรับในประเทศไทยได้มีการน�ำเข้าแมลงศัตรูธรรมชาติจากต่างประเทศ เพื่อควบคุมแมลง
ทร่ี ะบาดในประเทศไทย จากการทแี่ มลงดำ� หนามระบาดรนุ แรง และในขณะนนั้ ศตั รธู รรมชาตยิ งั มปี รมิ าณนอ้ ย
และยงั ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพในการควบคมุ แมลงดำ� หนามมะพรา้ ว ในบี 2547 สำ� นกั วจิ ยั พฒั นาการอารกั ขาพชื
กรมวิชาการเกษตร จึงได้น�ำเข้าแตนเบียนแมลงด�ำหนามมะพร้าว Asecodes hispinarum
ในลักษณะของมัมม่ี (ซากหนอนตายท่ีมีดักแด้แตนเบียนอยู่ภายใน) จากประเทศเวียดนาม โดยความ
ร่วมมือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซ่ึงการใช้แตนเบียนอะซีโคเดส
ในการควบคมุ แมลงดำ� หนามมะพรา้ ว ในประเทศไทย ประสบผลสำ� เรจ็ ทำ� ใหก้ ารระบาดของแมลงดำ� หนามลดลง
ในปี 2551 เกิดการระบาดของเพล้ียแป้งมันส�ำปะหลัง สร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิต
มันส�ำปะหลังอย่างรุนแรง ผลผลิตลดลงและไม่ได้คุณภาพ จากรายงานของคณะเกษตร มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ พบว่า การระบาดของเพลีย้ แป้งมันส�ำปะหลังจะท�ำให้ผลผลิตลดลง 10−50 เปอร์เซน็ ต์
มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 6,000−30,000 ล้านบาท ในปี 2552 กรมวิชาการเกษตรได้น�ำเข้า
แตนเบียน Anagyrus lopezi จากสาธารณรัฐเบนิน ซ่ึงเป็นประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ที่เคยเกิดการ
ระบาดของเพล้ยี แป้งสชี มพู ผลการใช้แตนเบยี น Anagyrus lopezi ร่วมกบั วิธกี ารต่างๆ ได้แก่ การแช่ท่อน
พนั ธ์มุ ันสำ� ปะหลังก่อนปลูก การปล่อยแมลงช้างปีกใส ทำ� ให้ประสบผลส�ำเรจ็ ในการควบคมุ เพล้ยี แป้ง
มันสำ� ปะหลัง
ต่อมา ในปี 2552-2553 เกดิ การระบาดของหนอนหวั ดำ� มะพร้าว ในจงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์
ซ่งึ หนอนหวั ด�ำเป็นแมลงศัตรมู ะพร้าวท่มี กี ารระบาด และสร้างความเสียหาย
อยา่ งรนุ แรงใหก้ บั แหลง่ ปลกู มะพรา้ วมากทส่ี ดุ เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั ศตั รมู ะพรา้ ว
ชนดิ อนื่ หากการระบาดรุนแรงทำ� ให้มะพร้าวยืนต้นตายได้ ซึ่งประเทศไทยยงั
ขาดศตั รธู รรมชาตทิ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ในการควบคมุ หนอนหวั ดำ� ในเดอื นเมษายน
2555 กรมวชิ าการเกษตร ได้นำ� เข้าแตนเบียน Goniozus nephantidis จ�ำนวน
30 ดักแด้ จากประเทศศรีลงั กา โดยความช่วยเหลอื จากสถาบันวจิ ัยมะพร้าว
แห่งศรลี งั กา (Coconut Research Institute of Sri Lanka) ซง่ึ แตนเบยี น Goniozus
nephantidis เปน็ แตนเบยี นทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพสงู ในการควบคมุ หนอนหวั ดำ� มะพรา้ ว
ในประเทศอนิ เดยี และศรลี งั กา จากการศกึ ษาในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร พบวา่ สามารถ
เพาะเลย้ี งเพม่ิ ปรมิ าณในหอ้ งปฏบิ ตั โิ ดยใชห้ นอนหวั ดำ� และหนอนผเี สอ้ื ขา้ วสาร
ศัตรธู รรมชาตทิ สี่ �ำคัญ
แต่แตนเบียนชอบเบยี นหนอนหัวดำ� มากกว่า กรมวิชาการเกษตรได้ทดสอบความเฉพาะเจาะจงต่อแมลง
อาศยั และความปลอดภยั ตอ่ แมลงทมี่ ปี ระโยชน์ กอ่ นทจ่ี ะนำ� มาใชใ้ นการควบคมุ หนอนหวั ดำ� ในประเทศไทย
ต่อไป
ข้อดีศัตรธู รรมชาติ
1. ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชไม่ให้ระบาด ท�ำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะศัตรูธรรมชาติ
มีอยู่มากมายในธรรมชาติ ไมต่ อ้ งเสยี เงนิ ซอ้ื และสามารถควบคมุ ศตั รพู ชื ได้ เกษตรกรไมต่ อ้ งเสยี เงนิ ซอ้ื
สารเคมี
2. หากปลอ่ ยใหศ้ ตั รธู รรมชาตทิ ำ� งานอยา่ งตอ่ เนอื่ งจะใหผ้ ลแบบยง่ั ยนื เพราะศตั รธู รรมชาตมิ ชี วี ติ
สามารถขยายพนั ธต์ุ อ่ ไปเรอ่ื ยๆ ตราบเทา่ ทม่ี อี าหาร และไมม่ คี วามเสยี่ งเมอื่ มศี ตั รพู ชื ระบาด แตกตา่ งจาก
สารเคมี ท่ีต้องใช้บ่อยๆ ในปริมาณมากขึ้น และต้องระวังตรวจสอบมากขึ้น เพราะไม่มีศัตรูธรรมชาติ
ชว่ ยควบคมุ
3. ศัตรูธรรมชาติไม่ท�ำให้ศัตรพู ชื ต้านทาน และไม่ท�ำให้เกิดการระบาดของศตั รพู ืชชนิดใหม่
4. ศัตรูธรรมชาติไม่เป็นอนั ตรายต่อสงิ่ มีชวี ิตอื่น และไม่เกิดพิษต่อสภาพแวดล้อม เพราะเปน็ ส่ิง
ที่อยู่ในธรรมชาตอิ ยู่แล้ว อีกท้ังไม่ตกค้างอยู่ในผลผลติ
5 ศัตรธู รรมชาตไิ ม่เปน็ อันตรายต่อผู้ใช้ และปลอดภัยต่อผู้บริโภคผลผลิตทางการเกษตร
6. เกษตรกรไดร้ บั ผลตอบแทนทค่ี มุ้ คา่ ทง้ั ทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม และสภาพแวดลอ้ ม อนั จะสง่
ผลทำ� นองเดยี วกันต่อภาพรวมของทง้ั ประเทศ
วธิ ีอนรุ กั ษ์ศตั รธู รรมชาติ
การอนรุ กั ษศ์ ตั รธู รรมชาติ เปน็ การรกั ษาใหศ้ ตั รธู รรมชาตสิ ามารถด�ำรงชวี ติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งปลอดภยั
ขยายพันธ์ุ และเพม่ิ ปรมิ าณได้เองตามธรรมชาติ ได้แก่
1. เพม่ิ แหลง่ อาศยั ใหแ้ มลงศตั รธู รรมชาติ ในเวลากลางวนั อากาศรอ้ น แมลงศตั รธู รรมชาติ
จะอาศยั ตามต้นพชื เตย้ี ๆ เพราะสภาพอากาศใกลพ้ น้ื ดนิ เหมาะมากกว่าในระดบั สงู ดงั นน้ั ในสภาพ
ท่ีมีวัชพืชหรือพืชล้มลกุ อยู่บ้าง จะทำ� ให้แมลงศัตรธู รรมชาติมีท่หี ลบอาศยั
2. เพิ่มแหล่งอาหารให้แก่ตัวเต็มวัยแมลงศัตรูธรรมชาติ โดยเฉพาะตัวเบียน ซึ่งตัวเต็มวัย
หากินอิสระ และส่วนใหญ่กินน�้ำหวานจากดอกไม้ และละอองนำ�้ การสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
กบั การดำ� รงชีวติ ของศตั รธู รรมชาติ เชน่ การปลกู พชื หมนุ เวยี นระหวา่ งรอปลกู พชื หลกั ฉดี พน่ นำ�้ หรอื ใหน้ ำ้�
บรเิ วณแปลงปลกู พชื เพอ่ื เพมิ่ ความชนื้ ในแปลงปลกู ชว่ ยใหศ้ ตั รธู รรมชาตสิ ามารถดำ� รงชวี ติ และขยายพนั ธไ์ุ ด้
กรมสง่ เสริมการเกษตร
3. ไม่เผาตอซงั หลงั การเกบ็ เกย่ี ว เพราะการเผาตอซงั จะทำ� ลายระบบนเิ วศและสมดลุ ธรรมชาติ
ศัตรูธรรมชาตถิ ูกท�ำลาย ทำ� ให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชในช่วงต้นฤดูปลูก
4. ลดอันตรายที่จะเกิดแก่แมลงศัตรูธรรมชาติ สารเคมีก�ำจัดแมลง เป็นอันตรายต่อแมลง
ศตั รธู รรมชาตมิ ากกวา่ ศตั รพู ชื เนอื่ งจากแมลงศตั รธู รรมชาติ ส่วนใหญ่มขี นาดเลก็ กว่าศตั รพู ชื มาก ทำ� ให้
ไมส่ ามารถทนตอ่ สารเคมี ละอองสารเคมที ำ� ใหศ้ ตั รธู รรมชาตติ ายได้ ในแหลง่ ทม่ี ศี ตั รธู รรมชาตใิ นปรมิ าณสงู
หากจ�ำเปน็ ต้องพ่นสารเคมีกำ� จดั ศตั รูพชื ให้เลอื กใช้สารเคมที ีเ่ ฉพาะเจาะจงต่อชนิดศตั รพู ืช มีพิษต�่ำสุด
ต่อศัตรูธรรมชาติ และใช้เฉพาะบางบริเวณ เว้นบางแปลงเพือ่ ให้แมลงศตั รูธรรมชาตใิ ช้หลบอาศยั
ศัตรูธรรมชาตทิ ่สี �ำคญั
ตวั ห�้ำ
(Predators)
ความหมาย
1. ตัวหำ้� หมายถึง ศัตรธู รรมชาติ ท่ีล่าเหยื่อ และกัดกินสง่ิ ท่ีมีชีวิตที่เป็นสัตว์อน่ื ซึง่ จะถูกฆ่า
มากกว่าหน่งึ ตวั ในช่วงอายุของมนั (ISPM No 3, 1996)
2. ตวั หำ�้ หมายถงึ สตั ว์ชนดิ ใดชนิดหนึง่ ท่ีกินสัตว์ชนิดอ่ืน หรอื เหยอื่ ซ่งึ มักจะมขี นาดเล็ก
และอ่อนแอกว่าเป็นอาหาร เพอื่ การดำ� รงชีวิต (สุอาภา, 2540)
ตัวห้�ำ มที ัง้ สัตว์ทมี่ กี ระดูกสันหลัง เช่น นก กง้ิ ก่า กบ คางคก และสัตว์ท่ไี ม่มีกระดูกสันหลงั
เช่น แมลง ซง่ึ สตั ว์ในกลุ่มแมลง และแมงมุม เปน็ กลุ่มท่ีมีศกั ยภาพในการควบคุมแมลงศตั รูพชื มากทีส่ ดุ
เน่อื งจากมีการเจริญเตบิ โตและขยายพันธ์ุได้รวดเรว็ เช่นเดยี วกับแมลงศัตรพู ชื
แมลงห�้ำ หมายถึง แมลงท่ีกินแมลงชนิดอ่ืนๆ เป็นอาหาร และกินเหย่ือ (prey) หลายตัว
กว่าจะเจริญเตบิ โตครบวงจรชีวติ การกิน จะกินเหยอ่ื ไปเร่ือยๆ และมักไม่จ�ำกดั วยั ของเหยือ่ คือสามารถ
ท�ำลายเหยือ่ ได้ทุกระยะการเติบโต (ววิ ัฒน์ และโกศล, 2542)
ประเภทแมลงห้�ำ
แบ่งตามลกั ษณะนสิ ัยการกนิ แมลงศัตรพู ชื เปน็ 2 ประเภท
1. แมลงหำ�้ ท่ีมีปากกัด แมลงห้�ำประเภทน้จี ะกัดกนิ และบดกินทกุ ส่วนของแมลงศตั รูพชื
เช่น ด้วงเต่าตวั หำ้� ด้วงดนิ แมลงปอ แมลงหางหนบี ฯลฯ
2. แมลงหำ�้ ทม่ี ีปากแทงดูด แมลงหำ�้ ประเภทนีจ้ ะดดู นำ�้ จากลำ� ตัวของแมลงศตั รูพืช เช่น
มวนเพชฌฆาต มวนพฆิ าต แมลงช้างปีกใส ฯลฯ
แมลงหำ้� ทสี่ �ำคญั
แมลงห้�ำที่มบี ทบาทในการควบคุมแมลงศตั รูพืช เป็นแมลงในอันดบั (Oder) ต่างๆ ดังน้ี
1. ด้วง (Coleoptera) แมลงห้�ำส่วนใหญ่เป็นแมลงในกลุ่มด้วง เช่น ด้วงเต่าลาย ด้วงดิน
ด้วงก้นกระดก ด้วงเสือ ฯลฯ
− ด้วงเต่าลาย เป็นแมลงห้�ำที่พบอยู่ทั่วไป ทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัย กัดกินเพล้ียอ่อน
เพล้ียไฟ เพลีย้ หอย เพลย้ี แป้ง แมลงหวี่ขาว ไข่แมลงศตั รพู ืช และไรแดง
กรมส่งเสริมการเกษตร
− ด้วงดิน เกือบท้ังหมดเป็นแมลงห้�ำทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัยท�ำลายหนอนผีเส้ือ
ศตั รูพชื ตัวอ่อนและตัวเตม็ วยั ของเพลีย้ กระโดดสีนำ�้ ตาล ดักแด้ของบั่ว ไข่แมลง มกั หากนิ ตอนกลางคืน
− ดว้ งกน้ กระดกเปน็ แมลงหำ�้ ทำ� ลายเพลย้ี กระโดดสนี ำ�้ ตาลเพลยี้ จกั๊ จนั่ แมลงขนาดเลก็ และไขแ่ มลง
− ด้วงเสอื เป็นแมลงหำ้� ท�ำลายแมลงบนผวิ ดนิ
ดว้ งดนิ ดว้ งกน้ กระดก ดว้ งเตา่ ลาย
2. แมลงวนั (Diptera) เปน็ แมลงห�ำ้ เช่น แมลงวนั หัวบบุ แมลงวันขายาว แมลงวนั ดอกไม้ ฯลฯ
− แมลงวนั หวั บบุ เปน็ แมลงหำ้� ทำ� ลายตวั ออ่ น และตวั เตม็ วยั แมลง เชน่ ตก๊ั แตน แมลงวนั บางชนดิ
− แมลงวนั ขายาว เป็นแมลงหำ้� ทำ� ลายแมลงเล็กๆ เช่น เพลย้ี อ่อน เพลยี้ ไฟ ไรแดง
- แมลงวันดอกไม้ ตัวอ่อนเป็นแมลงห�้ำ ท�ำลายเพลี้ยอ่อน หนอนขนาดเล็ก เพลี้ยไฟ
มกั พบตวั ออ่ นแมลงวนั ดอกไมอ้ ยปู่ ะปนกบั เพลยี้ ออ่ น ตวั เตม็ วยั แมลงวนั ดอกไมก้ นิ นำ�้ หวานจากดอกไม้
ตวั ออ่ นแมลงวนั ดอกไม้ ตวั เตม็ วยั แมลงวนั ดอกไม้
3. มวน (Hemiptera) แมลงในกลุ่มนสี้ ่วนใหญ่เป็นแมลงศตั รพู ืช แต่มบี างชนดิ ท่เี ปน็ แมลงหำ�้
ทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื เชน่ มวนเพชฌฆาต มวนพฆิ าต มวนดอกไม้ มวนจงิ โจน้ ำ้� มวนตาโต มวนเขยี วดดู ไข่ ฯลฯ
− มวนเพชฌฆาต เป็นแมลงหำ�้ ท�ำลายหนอน
− มวนพิฆาต เปน็ แมลงหำ�้ ท�ำลายหนอน
− มวนตาโต เป็นแมลงหำ�้ ท�ำลายไข่และหนอนผเี สือ้ เพลย้ี อ่อน เพลยี้ จั๊กจ่ัน
ศัตรธู รรมชาตทิ ี่ส�ำคัญ
− มวนดอกไม้ เปน็ แมลงห้�ำ ทำ� ลายแมลงในนาข้าว ด้วงงวงมันเทศ
- มวนเขยี วดูดไข่ เปน็ แมลงห้�ำ ทำ� ลายไข่เพลีย้ กระโดดสนี ำ�้ ตาลและไข่เพลยี้ จ๊ักจั่น
มวนพฆิ าต มวนเพชฌฆาต มวนจงิ โจน้ ำ�้ มวนเขยี วดดู ไข่
4. แมลงช้าง (Neuroptera) เช่น แมลงช้างปีกนำ้� ตาล แมลงช้างปีกใส ฯลฯ
− แมลงช้างปีกนำ้� ตาล เปน็ แมลงหำ�้ ทำ� ลายเพลยี้ อ่อน
− แมลงช้างปีกใส เปน็ แมลงห้�ำ ทำ� ลายไข่แมลง
เพลีย้ อ่อน เพลยี้ หอย เพลย้ี แป้ง เพลยี้ ไฟ ไรแดง แมลงหว่ีขาว ฯลฯ
แมลงชา้ งปกี ใส
5. แมลงปอ (Odonata) ทุกชนดิ เป็นแมลงห้�ำ ทัง้ ระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยตวั อ่อน
กนิ แมลงในนำ�้ ตัวเต็มวัยบินโฉบกินแมลงขนาดเล็ก เช่น แมลงปอเข็ม แมลงปอน้�ำตก แมลงปอเสือ
แมลงปอบ้าน ฯลฯ
แมลงปอชนิดตา่ งๆ
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
6. มด ต่อ แตน (Hymenoptera)
แมลงในกลุ่มนีเ้ ป็นแมลงท่ีมีประโยชน์
− มด เป็นแมลงห�้ำ ทำ� ลายหนอนและดกั แด้ของแมลง
ของผเี ส้อื กลางคนื แมลงวนั ผลไม้
− ต่อแตนในกลุ่ม Vespidae และ Sphecidae เช่น
ต่อรงั ต่อหมาร่า เปน็ แมลงห�ำ้ ของหนอนผีเสอื้ เพลี้ยอ่อน ตัก๊ แตน
7. แมลงห้�ำในกลุ่มอื่นๆ
− ตก๊ั แตนตำ� ขา้ ว จบั แมลงกนิ เปน็ อาหาร เชน่ แมลงวนั
ผเี สือ้ กลางคนื
− แมลงหางหนีบ เป็นแมลงห�้ำ ท�ำลายหนอน
เพลี้ยอ่อน เพล้ียแป้ง และไข่แมลง
− เพล้ียไฟตัวหำ้� ท�ำลายเพล้ยี ไฟศัตรูพืช
นอกจากตัวห�้ำในกลุ่มแมลงแล้ว แมงมุมเป็นตัวห�้ำท่ีมี
บทบาทในการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื ในแหล่งทม่ี อี าหารสมบรู ณ์
แมงมุมจะวางไข่ครัง้ ละมากๆ บางครั้งวางไข่หลายร้อยฟองและ
ในแต่ละวันแมงมุมกินอาหารมาก แมงมุมท�ำลายศัตรูพืชได้
หลายชนิด เช่น เพล้ียอ่อน ไรแดง แมลงหว่ีขาว แมลงวัน
ผีเสอ้ื กลางคืน ฯลฯ
แมงมุมชนิดต่างๆ
ศัตรูธรรมชาติที่ส�ำคัญ
ดว้ งเต่าลาย
(Lady Beetles)
ความส�ำคัญ
ด้วงเต่าลาย เป็นแมลงห้�ำทพ่ี บทั่วไป ท้งั ในสวนไม้ผล พืชผกั พืชไร่ และนาข้าว ด้วงเต่าลายท่พี บ
ในประเทศไทยมีประมาณ 150 ชนดิ เปน็ แมลงท่มี ีประโยชน์ต่อการควบคุมแมลงศัตรพู ชื ท้ังตัวอ่อนและ
ตัวเตม็ วยั ท�ำลายแมลงศัตรูพชื หลายชนิด เช่น เพลีย้ อ่อน เพลีย้ ไฟ เพล้ียหอย เพลีย้ แป้ง แมลงหวี่ขาว
ไข่แมลงศตั รูพชื ฯลฯ ตลอดชวี ติ กนิ เหยอ่ื ไดก้ วา่ 1,100 ตวั ซง่ึ ขนึ้ กบั ชนดิ ของดว้ งเตา่ และเหยอ่ื เนอ่ื งจาก
ลกั ษณะรปู รา่ งดว้ งเตา่ ลายคล้ายกับด้วงเต่าศตั รพู ชื บางชนดิ ท�ำให้เกษตรกรเข้าใจผดิ คิดว่าด้วงเต่าลาย
เป็นศตั รูพืช
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ ด้วงเต่าลายมหี ลายชนิด เช่น
Menochilus sexmaculatus ด้วงเต่าลายหยกั
Coccinella transversalis ด้วงเต่าลายขวาง
Micraspis discolor ด้วงเต่าสีส้ม
อนั ดบั (Order) : Coleoptera
วงศ์ (Family) : Coccinellidae
ด้วงเต่าลายหยกั
ดว้ งเต่าสีสม้ ด้วงเต่าลายขวาง
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
ลกั ษณะรปู ร่าง
ไข่ : มลี ักษณะเปน็ รปู ไข่ (oval shape) เป็นกลุ่ม วางเปน็ แถวๆ อย่างเปน็ ระเบยี บ หรือบางครง้ั
เป็นฟองเด่ยี วๆ สเี หลืองแก่
ตวั อ่อน : ลกั ษณะคล้ายลูกจระเข้ มี 6 ขา ไม่มปี ีก บรเิ วณดา้ นหลงั และขา้ งลำ� ตวั มปี มุ่ หนาม
(spine) ยนื่ ออกมา และมกั มจี ดุ หรอื แถบสดี ำ� บริเวณผนงั ด้านหลังลำ� ตัว
ดักแด้ : รูปร่างเป็นแบบ exarate มีระยางค์ขา ปีกเจรญิ เห็นชัดเจน อยู่อสิ ระจากล�ำตวั
ตัวเต็มวัย : รูปร่างเป็นรูปไข่ (oval shape) ด้านหลัง ล�ำตัวโค้งนูน ปีกแข็ง ผิวเป็นมันเรียบ
สสี ว่างสดใส มหี ลายสี เช่น สเี หลอื ง สแี ดง สีส้ม สดี �ำ บางชนิดมลี ายจดุ
ด้วงเต่าศัตรูพืชบางชนิดคล้ายด้วงเต่าห�้ำที่เป็นศัตรูธรรมชาติมาก ท�ำให้เกิดการเข้าใจผิด
โดยทวั่ ไปด้วงเต่ามลี ักษณะผวิ ของล�ำตวั 2 แบบ ดังน้ี
1. ชนดิ ทผ่ี ิวมลี กั ษณะมันเปน็ เงางาม ไม่มีขนละเอียดปกคลุม เป็นด้วงเต่าตัวหำ�้
2. ชนิดที่ผิวล�ำตัวปกคลุมด้วยขนละเอียดเล็ก ด้วงเต่าศัตรูพืชล�ำตัวปกคลุมไปด้วยขน
ละเอยี ดเล็กๆ หากพบด้วงเต่าท่ลี ำ� ตัวปกคลมุ ไปด้วยขนเล็กๆ ต้องพจิ ารณาว่าเป็นด้วงเต่าทมี่ ีประโยชน์
(ด้วงเต่าตัวหำ�้ ) หรือด้วงเต่าศัตรูพชื
ด้วงเต่าทมี่ ีขนละเอียดบนปีกแขง็
ดว้ งเต่าตัวห�้ำ ด้วงเต่าศตั รพู ืช
1. ล�ำตวั ขนาดเลก็ ยาวประมาณ 1. ล�ำตัวขนาดปานกลางถงึ ขนาดใหญ่
1.0 - 3.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5.0 - 10.0 มิลลิเมตร
2. ลำ� ตัวส่วนหลงั โค้งปกติ รูปทรงกลม 2. ลำ� ตวั ส่วนหลงั โค้งมากเหน็ ได้ชดั เจน
และรปู ไข่ มีรูปร่างค่อนไปทางรปู ไข่
3. มจี ำ� นวนจดุ บนปีกแขง็ น้อย บางชนิด 3. มจี ำ� นวนจดุ บนปกี หลงั ค่อนขา้ งหนาแน่น
มีลาย บางชนิดไม่มีทั้งลายและจุด มจี ำ� นวนตัง้ แต่ 10 - 28 จุด
ดว้ งเตา่ ตวั หำ�้ ดว้ งเต่าศัตรูพชื
ศัตรูธรรมชาตทิ ีส่ ำ� คัญ
ไข่
2-3 วัน
ตวั เตม็ วัย วงจรชีวติ ตัวอ่อน
30 วัน 7-9 วัน
2 วัน
ดกั แด้
ลักษณะการท�ำลายแมลงศัตรูพชื
ทงั้ ตวั อ่อนและตวั เตม็ วยั ของด้วงเต่าลาย กนิ แมลงศตั รพู ชื เปน็ อาหาร ตวั เตม็ วยั กดั กนิ เหยอ่ื และ
บดกนิ ทุกส่วนของแมลงทีเ่ ปน็ เหยอ่ื ท้งั ส่วน ขา อก หัวหรอื หนวด ส่วนหนอนทเ่ี พง่ิ ฟกั ออกจากไข่ใหม่ๆ
จะดูดอาหารจากเหย่ือ เม่ือหนอนโตขึ้น สามารถกัดกินและเคี้ยวเหย่ือได้ทั้งตัว ด้วงเต่าตัวห้�ำกินแมลง
ศตั รูพชื ได้ทกุ ระยะ ทงั้ ระยะไข่ หนอน ดกั แด้ และตวั เต็มวัย
การนำ� ไปใช้
เมื่อส�ำรวจพบแมลงศัตรูพืช ปล่อยด้วงเต่าลาย ตัวอ่อน หรือตัวเต็มวัย อัตรา 100 ตัวต่อไร่
ในพชื ไร่ พืชผัก ไม้ดอก และในไม้ผล ปล่อย 100 ตวั ต่อต้น เพอื่ ควบคมุ ปริมาณให้อยู่ในระดบั ต�่ำ หากพบ
แมลงศตั รพู ชื ปรมิ าณมาก ปลอ่ ยดว้ งเตา่ ลาย 1,000 ตวั ตอ่ ไร่ โดยปลอ่ ยเปน็ จดุ ๆ ใหก้ ระจายทวั่ ทงั้ แปลง และ
หลกี เลย่ี งการปลอ่ ยในชว่ งแสงแดดจดั และปลอ่ ยซำ้� จนกวา่ ดว้ งเตา่ ลาย จะตง้ั รกรากได้ ควรงดพน่ สารปอ้ งกนั
และกำ� จดั แมลง
กรมสง่ เสริมการเกษตร
มวนพิฆาต
(Stink bug)
ความสำ� คญั
มวนพิฆาต เป็นแมลงศัตรธู รรมชาติ มีประสิทธภิ าพในการควบคมุ หนอนชนดิ ต่างๆ โดยเฉพาะ
หนอนผีเสอ้ื เช่น หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผกั หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนคืบกะหล�ำ่
หนอนคืบละหุ่ง หนอนแก้วส้ม หนอนร่าน ฯลฯ มวนพิฆาต มีพฤติกรรมเป็นตัวห�้ำต้ังแต่ตัวอ่อนวัย 2
จนกระท่งั เปน็ ตัวเต็มวยั มวนพฆิ าต ท�ำลายหนอนทุกขนาด ตลอดชีวติ มวนพิฆาต 1 ตัว ทำ� ลายหนอน
ศัตรพู ชื ได้ 214 -258 ตวั เฉลีย่ 6 ตัวต่อวนั ตัวอ่อนวัย 2-5 ทำ� ลายหนอน ได้ 80 ตวั
ชือ่ วิทยาศาสตร์
Eocanthecona furcellata
อนั ดับ (Order) : Hemiptera
วงศ์ (Family) : Pentatomidae
ลกั ษณะรูปร่าง
ไข่ : ลักษณะกลม เป็นกลุ่ม ประมาณ 20-100 ฟองต่อกลุ่ม
สนี ำ�้ ตาลเปน็ มนั สะท้อนแสงและเปลยี่ นเปน็ สนี ้�ำตาลปนแดง หรอื ส้มเมอ่ื ใกลฟ้ กั
ตัวอ่อน : มี 5 ระยะ วัย 1 อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เกาะนิ่งอยู่กับท่ี
ดดู กนิ นำ�้ เปน็ อาหาร หลงั จากลอกคราบ เคลอื่ นไหวนอ้ ยมาก เมอ่ื เจรญิ เปน็ วยั 2
เรม่ิ ออกหาเหยอื่ ลำ� ตวั สแี ดงเขม้ หวั และขาสดี ำ� ไม่มปี กี มวนแตล่ ะระยะมคี วาม
แตกต่างกนั ที่ขนาดของล�ำตัว สีสนั รวมท้งั นสิ ัย
ตัวเต็มวยั : ลำ� ตวั สีนำ�้ ตาลแก่ ขนาดวดั จากหวั ถงึ ปลายปกี 1.3−1.6
เซนตเิ มตร ดา้ นหลงั เปน็ รปู สามเหลยี่ ม ลักษณะเด่นของมวนพิฆาต ท่ีบริเวณบ่า
ทงั้ สองขา้ ง มหี นามยาวและแหลมขา้ งละอนั เพศเมยี สามารถวางไขไ่ ด้ 340 ฟอง
ศัตรธู รรมชาตทิ ส่ี �ำคญั
ไข่
7-8 วัน
วงจรชีวติ
ตวั เตม็ วัย ตวั ออ่ น
23 วนั
17-18 วัน
ลกั ษณะการท�ำลายแมลงศัตรูพชื
มวนพฆิ าตมปี ากแบบแทงดดู ลกั ษณะคล้ายเขม็ ปกตจิ ะพบั เกบ็ ไว้ใต้อกเมอื่ พบหนอน จะใช้ปาก
แทงเข้าไปในล�ำตัวหนอนศัตรูพืช แล้วปล่อยสารพิษท�ำให้หนอนเป็นอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
จากน้นั จงึ ดูดกนิ ของเหลวจากตวั หนอนจนหนอนแห้งตาย แล้วมวนพฆิ าตจะไปหาหนอนตวั ใหม่
การนำ� ไปใช้
เมื่อส�ำรวจพบหนอนศัตรูพืช ปล่อยมวนพิฆาต ตัวอ่อน หรือตัวเต็มวัย อัตรา 100 ตัวต่อไร่
ในพชื ไร่ พชื ผัก ไม้ดอก และในไม้ผล ปล่อย 100 ตวั ต่อต้น เพือ่ ควบคมุ ปริมาณหนอนให้อยู่ในระดับต�่ำ
หากพบหนอนปริมาณมาก ปล่อยมวนพิฆาต 2,000 ตัวต่อไร่ โดยปล่อยเป็นจุดๆ ให้กระจายทัว่ แปลง
และปล่อยซำ้� จนกว่ามวนพฆิ าตจะตั้งรกรากได้ ควรงดพ่นสารป้องกนั และก�ำจดั แมลง
จากการปล่อยมวนพิฆาตตัวอ่อนวัย 3-4 ในแปลงหน่อไม้ฝร่ังและถั่วฝักยาว 3,200 ตัวต่อไร่
ต่อครง้ั ต่อการระบาด 1 ครงั้ และปล่อยในไร่องุ่น 2,400 ตวั ต่อไร่ สามารถควบคมุ และลดการระบาดของ
หนอนได้ 80-90%
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
มวนเพชฌฆาต
(Assassin bug)
ความส�ำคญั
มวนเพชฌฆาต เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติ พบในประเทศไทยมากกว่า 20 ชนิด มีประสิทธิภาพ
ในการควบคมุ หนอนชนิดต่างๆ โดยเฉพาะหนอนผเี ส้อื เช่น หนอนใยผกั หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม
หนอนเจาะสมอฝา้ ย หนอนคบื กะหลำ่� หนอนคบื ละหงุ่ หนอนแกว้ สม้ หนอนรา่ น ฯลฯ โดยทท่ี ำ� ลายหนอน
ทกุ ขนาด มวนเพชฌฆาตมีพฤตกิ รรมเป็นตัวห�้ำต้ังแต่ตวั อ่อนวยั 2 จนกระทง่ั เปน็ ตวั เต็มวัย โดยตลอดชีวิต
มวนเพชฌฆาต 1 ตัว ทำ� ลายหนอนศัตรพู ืชได้ 130 ตัว เฉลย่ี 1-2 ตวั ต่อวัน ส่วนระยะตวั อ่อนทำ� ลายหนอน
เฉลยี่ 60 ตวั
ชือ่ วิทยาศาสตร์
Sycanus sp.
อันดับ (Order) : Hemiptera
วงศ์ (Family) : Reduviidae
ลักษณะรปู ร่าง
ไข ่ : ลกั ษณะทรงกระบอก ปลายมน ไข่เปน็ กลุ่มเรยี งเปน็ แถว
เฉล่ีย 80-110 ฟองต่อกลุ่ม มีเมอื กสขี าวปกคลุมกลุ่มไข่ ฟกั เป็นตวั อ่อน
ได้ 85 %
ตัวอ่อน : มี 5-6 วัย ลักษณะรูปร่างคล้ายมดแดง ล�ำตัวสแี ดง ไข่
สดใส หวั แคบ คอยาว ไม่มีปีก
ตวั เตม็ วัย : มขี นาดใหญ่ ลำ� ตวั ยาว ความยาวจากส่วนปลายหวั ถงึ ล�ำตัว 1.7−2.2 เซนติเมตร
สว่ นหวั ทต่ี ดิ กบั อกแคบคลา้ ยคอ บรเิ วณหลงั ตามคี วามยาวมากกวา่ บรเิ วณสว่ นหนา้ ของตา แผน่ สามเหลยี่ ม
สันหลังอก มหี นาม 1 อนั ส่วนท้องด้านข้างลำ� ตัวขยายใหญ่ ลำ� ตวั และปีกสแี ดงสลับด�ำ ตวั เต็มวยั 1 ตัว
วางไข่ 5-7 กลุ่ม มไี ข่ 480-680 ฟอง
ศัตรธู รรมชาตทิ ่ีสำ� คัญ
ไข่
ตวั เตม็ วัย วงจรชีวิต 13-17 วนั
40-84 วัน ตวั ออ่ น
50-70 วนั
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื
มวนเพชฌฆาตมีปากแบบแทงดูด ลักษณะคล้ายเข็ม ปกติจะพับเก็บไว้ใต้อก เม่ือพบหนอน
จะใชป้ ากแทงเขา้ ไปในลำ� ตวั หนอนศตั รพู ชื แลว้ ปลอ่ ยสารพษิ ทำ� ใหห้ นอนเปน็ อมั พาต ไมส่ ามารถเคลอ่ื นไหวได้
จากน้ันจึงดูดกนิ ของเหลวจากตวั หนอน จนหนอนแห้งตาย แล้วมวนเพชฌฆาตจะไปหาหนอนตวั ใหม่
การนำ� ไปใช้
เม่อื สำ� รวจพบหนอนศตั รูพชื ปล่อยมวนเพชฌฆาต ตวั อ่อน หรอื ตัวเต็มวัย อตั รา 100 ตัวต่อไร่
ในพชื ไร่ พืชผกั ไม้ดอก และในไม้ผลปล่อย 100 ตวั ต่อต้น เพื่อควบคุมปริมาณหนอนให้อยู่ในระดบั ต�ำ่
หากพบหนอนปรมิ าณมาก ปลอ่ ยมวนเพชฌฆาต 2,000 ตวั ตอ่ ไร่ โดยปลอ่ ยเปน็ จดุ ๆ ใหก้ ระจายทว่ั ทง้ั แปลง
หลีกเล่ียงการปล่อยในช่วงแสงแดดจัดและปล่อยซ�้ำจนกว่ามวนเพชฌฆาต จะตั้งรกรากได้ ควรงดพ่น
สารป้องกนั และกำ� จัดแมลง
กรมส่งเสริมการเกษตร
แมลงช้างปีกใส
(Green Lacewings)
ความสำ� คญั
แมลงช้างปีกใส เป็นตัวหำ�้ เฉพาะตัวอ่อน กินแมลงท่ีมผี นงั ตัวอ่อนนุ่ม เช่น ไข่แมลง เพล้ียอ่อน
เพลี้ยหอย เพล้ียแป้ง แมลงหว่ีขาว ไรแดง ตัวอ่อนมักเคล่ือนไหวไปมาบนต้นพืชเพื่อหาเหย่ือ ตัวอ่อน
1 ตัว กนิ ไข่ผีเส้อื ได้ 200 ฟอง กนิ เพลี้ยอ่อนประมาณ 500 ตวั ทำ� ลายหนอนได้มากกว่า 120 ตัว
ชื่อวิทยาศาสตร์
Mallada basalis
Plesiochrysa ramburi
อนั ดบั (Order) : Neuroptera
วงศ์ (Family) : Chrysopidae
รปู ร่างลกั ษณะ
ไข่ : ลกั ษณะรี มสี เี ขยี วออ่ น ตดิ บนกา้ นชสู ขี าวใส และเปลยี่ นเปน็ สนี ำ้� ตาลออ่ น หรอื สเี ทา เมอ่ื ใกลฟ้ กั
ตวั ออ่ น : ขนาดเลก็ รปู รา่ งคลา้ ยลกู จระเขล้ ำ� ตวั ยาว ประมาณ 0.8- 1 เซนตเิ มตร สว่ นหวั มเี ขย้ี ว
ยื่นยาวไปข้างหน้า งุ้มเข้าหากนั คล้ายเคียว เพ่อื ใช้จับแมลงศตั รพู ืชเปน็ อาหาร
ดกั แด้ : ตวั ออ่ นระยะสดุ ทา้ ยจะสรา้ งเสน้ ใยสขี าวปกคลมุ ลำ� ตวั มลี กั ษณะกลมคลา้ ยรงั ไหม สขี าวขนุ่
ตัวเต็มวัย : กินน�้ำหวานเป็นอาหาร ล�ำตัวบอบบาง สีเขียวอ่อนแกมเหลือง หรือเขียวอ่อน
หนวดยาว ปีกบางใส 2 คู่ เวลาเกาะจะนงิ่ หุบปีกแนบล�ำตวั
ศัตรูธรรมชาตทิ ส่ี ำ� คญั
ความแตกตา่ งระหวา่ ง Mallada basalis และ Plesiochrysa ramburi
1. Mallada basalis ตัวอ่อนเมือ่ กินอาหารเสรจ็ แล้ว จะแบกขยะไว้บนหลัง ส่วน Plesiochrysa
ramburi จะไม่แบกขยะไว้บนหลงั
2. สีของตัวเต็มวยั Mallada basalis จะสีเขียวเข้มกว่า Plesiochrysa ramburi
3. Mallada basalis ตรงโคนหนวดจะมขี ดี ด้านข้าง ส่วน Plesiochrysa ramburi จะมีขดี ด้านหน้า
Mallada basalis Plesiochrysa ramburi
กรมส่งเสริมการเกษตร
ไข่
3-4 วัน
ตวั เตม็ วัย วงจรชวี ิต ตัวอ่อน
20-30 วนั
10-13 วัน
9-11 วัน
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศัตรพู ชื ดกั แด้
ตวั ออ่ นแมลงช้างปกี ใสเปน็ ตวั ห้�ำทคี่ อ่ นข้างดรุ า้ ย โดยบรเิ วณส่วนหวั มเี ขย้ี ว ยนื่ ยาวไปขา้ งหนา้ และ
ง้มุ เข้าหากนั คล้ายเคยี ว เพอ่ื ใช้จบั ศตั รพู ชื และดดู กนิ ของเหลวจากแมลงศตั รพู ชื จนแห้ง โดยตวั อ่อนแมลง
ช้างปีกใส Mallada basalis อ�ำพรางตวั โดยการนำ� เอาซากแมลง ข้ึนไปเก็บบนหลงั ของมัน จนมองไม่เห็น
ล�ำตัว เวลาเดนิ มองคล้ายขยะเคลอ่ื นที่
การน�ำไปใช้
การปล่อยแมลงช้างปีกใส สามารถปล่อยได้ท้ังระยะไข่และ ตัวอ่อน ซึ่งการปล่อยในระยะไข่
จะสะดวกในการขนส่ง โดยดำ� เนินการดงั นี้
1. กอ่ นการปลอ่ ยแมลงชา้ งปกี ใส ควรสำ� รวจแปลงทกุ ครงั้ เพอ่ื ทราบสถานการณก์ ารระบาดของแมลง
ศตั รพู ชื และก�ำหนดอตั ราการปล่อย
2. ปล่อยแมลงช้างปีกใส
1) ระยะตัวอ่อน อัตรา 100 ตัวต่อไร่ เพ่ือควบคุมปริมาณศัตรูพืชให้อยู่ในระดับต�่ำ
หากพบศัตรูพืชปริมาณมาก ปล่อยตัวอ่อนแมลงช้างปีกใส 1,000 ตัวต่อไร่ ควรปล่อยซ้�ำจนกว่า
แมลงช้างปีกใส จะต้งั รกรากได้ โดยปล่อยเปน็ จุดๆ ให้กระจายทั่วทงั้ แปลง
ส�ำหรับการใช้ควบคุมเพลี้ยแป้งมันส�ำปะหลัง ใช้อัตรา 200 – 500 ตัวต่อไร่ ข้ึนอยู่กับ
ความหนาแน่นของปริมาณเพลี้ยแป้งมันส�ำปะหลัง โดยน�ำตัวอ่อนแมลงช้างปีกใสปล่อยบริเวณยอดมัน
ส�ำปะหลังที่มกี ารท�ำลายของเพลีย้ แป้ง
2) ระยะไข่ น�ำไข่แมลงช้างปีกใสท่ีใกล้ฟัก ใส่ในถุง หรือซองกระดาษ ประมาณ 20 ฟอง
ต่อซอง แขวนบนต้นพืช จำ� นวน 10 จุด
งดการพ่นสารป้องกันและก�ำจดั แมลงในแปลงทป่ี ล่อยแมลงช้างปีกใส
ศัตรูธรรมชาตทิ ส่ี ำ� คัญ
แมลงหางหนบี
(Earwigs)
ความสำ� คญั
แมลงหางหนบี เปน็ แมลงปากกดั มกั ซ่อนตวั อย่ตู ามซอกดนิ ทมี่ เี ศษใบไม้ สามารถหาเหยอ่ื
ตามซอกมุมได้ดี เช่น ไข่หรือเหยือ่ ท่อี ยู่ภายในล�ำต้น ดอก หรือผล หรอื เหยือ่ ท่ีอยู่ตามซอกกาบใบ
ทงั้ ตวั ออ่ นและตวั เตม็ วยั ใชค้ วบคมุ หนอนเจาะลำ� ตน้ ขา้ วโพด หนอนเจาะฝกั ขา้ วโพด หนอนกอออ้ ย
หนอนกนิ ใต้ผวิ เปลือกลองกอง เพลี้ยอ่อน เพลย้ี แป้ง ไข่แมลง ฯลฯ
ช่อื วิทยาศาสตร์
Euborellia sp.
อนั ดับ (Order) : Dermaptera
วงศ์ (Family) : Carcinophoridae
ลักษณะรปู รา่ ง
ไข่ : เปน็ กลมุ่ 20-40 ฟองตอ่ กลมุ่ ไขม่ รี ปู รา่ งกลม สขี าวขนุ่ และจะใสและเหน็ จดุ สดี ำ�
ตรงกลางเม่อื ใกล้ฟกั
ตวั ออ่ น : สว่ นหวั และลำ� ตวั สดี ำ� สว่ นอกสนี ำ้� ตาลปนดำ� มี 6 ขา แพนหางคลา้ ยคมี สดี ำ� ไมม่ ปี กี
อายตุ วั อ่อนประมาณ 50−60 วนั
ตวั เตม็ วยั : คลา้ ยตวั ออ่ นแตม่ ขี นาดโตกวา่ สนี ำ้� ตาลถงึ สดี ำ� ตวั เตม็ วยั อายปุ ระมาณ 90 วนั
กรมส่งเสริมการเกษตร
ลักษณะการทำ� ลายแมลงศตั รูพชื
แมลงหางหนบี ทำ� ลายเหยอื่ โดยการใช้แพนหาง ลักษณะคล้ายคีมหนีบตวั เหยอื่ แล้วกดั
กินเป็นอาหาร หากเปน็ เพลย้ี อ่อนกจ็ ะกดั กนิ โดยตรง
ไข่
ตัวเต็มวัย วงจรชีวิต 5 วนั
90 วนั ตวั ออ่ น
50-60 วนั
การน�ำไปใช้
เมื่อสำ� รวจพบหนอนศตั รพู ืช ปล่อยแมลงหางหนบี ท้งั ตัวอ่อน หรอื ตวั เตม็ วัย อัตรา 100
ตวั ต่อไร่ ในพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และในไม้ผลปล่อย 100 ตัวต่อต้น เพ่ือควบคมุ ปรมิ าณหนอนให้
อย่ใู นระดบั ต�่ำ หากพบหนอนปรมิ าณมาก ปล่อยแมลงหางหนบี 2,000 ตวั ต่อไร่ โดยปล่อยเปน็ จดุ ๆ
ให้กระจายทวั่ ทง้ั แปลง หลกี เลยี่ งการปลอ่ ยในชว่ งแสงแดดจดั ควรงดพน่ สารป้องกนั และก�ำจดั แมลงและ
ปล่อยซ้ำ� จนกว่ามวนเพชฌฆาต จะตง้ั รกรากได้
ศัตรธู รรมชาตทิ ่สี �ำคญั
ไรตวั หำ�้
(Predatory mite)
ความส�ำคัญ
ไรตวั หำ�้ เปน็ สตั ว์คล้ายแมงมมุ ขนาดเลก็ มี 8 ขา มีท้งั ท่ีเปน็ ศัตรธู รรมชาตแิ ละศัตรูพืช ลักษณะ
ปากดูด โดยไรศัตรูพืชมักเกาะอยู่กับที่ ดูดกินน้�ำเล้ียงจากพืช เห็นอาการเป็นจุดเล็กสีขาวบนใบ
ส่วนไรตวั หำ้� จะเคลือ่ นท่ตี ลอดเวลา เพ่อื หาเหย่ือ โดยจะทำ� ลายไรศตั รพู ืช ในธรรมชาติมกั พบไรตัวหำ้�
ปะปนในกล่มุ ไรศตั รพู ชื และคอยกนิ ไรศตั รพู ชื เปน็ อาหาร ซง่ึ สามารถชอนไชเข้าไปกนิ ไรศตั รพู ชื ในทกุ ส่วน
ของพชื มพี ฤตกิ รรมเปน็ ตวั หำ้� ทงั้ ตวั อ่อนและตวั เตม็ วยั สามารถดดู กนิ ไข่ไรศตั รพู ชื ได้ 80 ฟองต่อวนั และ
กนิ ไรศัตรูพชื ได้วนั ละ 12-13 ตัว
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์
Amblyseius longispinosus
ลกั ษณะรูปรา่ ง
ตไขัว่ อ: อ่ ลนักษ: ณวัยะก1ลมมี 6รี สขี าวใส เป็นฟองเดยี่ ว ๆ บนใบพืชด้านใต้ใบ 3 ล�ำตวั
ขา ล�ำตัวขาวใส วัย 2 เร่มิ มี 8 ขา ลำ� ตัวใส เมือ่ ลอกคราบเปน็ วยั
เรม่ิ เปลย่ี นเปน็ สเี หลอื งสม้ ขาคหู่ นา้ ยาว เคลอ่ื นทไี่ ดร้ วดเรว็ มาก
ตวั เตม็ วยั : เพศเมยี รปู รา่ งอว้ นกลม ผวิ เปน็ มนั คลา้ ยหยดนำ้� สแี ดงสดใส เคลอื่ นทไี่ ดร้ วดเรว็ มาก
ตวั เตม็ วยั มอี ายุประมาณ 15 วนั ระยะตัวเต็มวยั เพศเมยี ทีก่ �ำลังวางไข่ต้องการอาหารมากที่สดุ
ลักษณะการทำ� ลายแมลงศัตรูพืช
ไรตัวหำ�้ ใช้ขา 2 คู่หน้าช่วยในการจับไรศัตรพู ชื แล้วใช้ส่วนของปาก (stylet) เจาะลงบนไรศัตรูพืช
เพอื่ ดดู ของเหลวภายในตวั เหยอื่ ไรตวั หำ�้ ระยะตวั ออ่ นวยั 1 ไมก่ นิ อาหาร เรมิ่ กนิ อาหารเมอ่ื เปน็ ตวั ออ่ นระยะท่ี 2
การนำ� ไปใช้
น�ำใบพืชที่มีไรตัวห้�ำ ไปปล่อยในในแหล่งที่มีไรศัตรูพืช อัตรา 2,000 ตัวต่อไร่ ในพืชผัก
และไม้ดอก ส่วนในไม้ผล ปล่อยไรตวั หำ้� 2,000 ตวั ต่อต้น
การปลอ่ ยไรห้�ำควบคมุ ไรศตั รกู หุ ลาบ ปลอ่ ยไรตวั ห�้ำ อตั รา 3-4 ตวั ตอ่ ตน้ เมอื่ เรม่ิ พบการท�ำลาย
ของไรในกุหลาบ โดยปล่อยทกุ 2 สปั ดาห์ เม่อื ไรตวั ห้ำ� ตงั้ รกรากได้ ก็สามารถควบคุมไรศัตรพู ชื ได้อย่าง
มปี ระสิทธภิ าพ อตั ราส่วนไรตัวห�้ำ : ไรศัตรูพชื ท่ีสมดุล ประมาณ 1 : 40 ควรปล่อยในสภาพแวดล้อมท่ีมี
ความชน้ื สงู อากาศไม่ร้อน หรือเย็นจัด ไม่ควรพ่นน�้ำต้นพืช หลงั ปล่อยไรตวั หำ้� ทนั ที เพราะไรตวั หำ�้ จะถูก
นำ�้ ชะล้าง
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
ตวั เบยี น
(Parasites)
ความหมาย
1. ตวั เบยี น (Parasite) หมายถงึ สง่ิ มชี วี ติ ทม่ี ชี วี ติ อยบู่ น หรอื ภายในสงิ่ มชี วี ติ อกี ชนดิ หนง่ึ ทมี่ ขี นาด
ใหญ่กว่า และกดั กินส่งิ มชี ีวติ น้นั (ISPM No.3, 1996)
2. ตวั เบียน หมายถึง สัตว์ขนาดเลก็ ทด่ี �ำรงชีวติ อยู่ได้ ด้วยการเกาะกินอยู่บน หรอื ในสตั ว์อาศยั
ชนิดอ่นื ท่มี ขี นาดใหญ่กว่า ท�ำให้สัตว์อาศัยน้นั อ่อนแอและตายในทสี่ ดุ (สุอาภา, 2540)
ตวั เบยี นทมี่ บี ทบาทในการควบคมุ ศตั รพู ชื โดยชวี ธิ สี ว่ นใหญเ่ ปน็ สงิ่ มชี วี ติ จำ� พวกแมลง ซงึ่ แมลงเบยี น
มคี วามหมาย ดงั น้ี
1. แมลงเบียน (Parasitoid) หมายถึง แมลงที่เป็นตัวเบียนเฉพาะในระยะตัวอ่อน มีการทำ� ลาย
หรือฆ่าตัวอาศัยของมนั ในขบวนการเจริญเติบโต และมชี ีวิตที่เปน็ อิสระเมื่อเปน็ ตวั เตม็ วยั
(ISPM No.3, 1996)
2. แมลงเบยี น (Parasitoid หรอื Insect parasite) หมายถงึ แมลงซง่ึ อาศยั กนิ และเบยี ดเบยี นแมลง
ชนดิ อ่ืนๆ (พิมลพร, 2544)
3. แมลงเบยี น หมายถงึ แมลงที่เบยี ดเบียนเหยอื่ (host) หรือเกาะกนิ อยู่กบั เหย่ือ จนกระทง่ั เหยือ่
ตาย และการเป็นตัวเบียน จะเป็นเฉพาะในช่วงที่เป็นตัวอ่อนเท่านั้น เม่ือเป็นตัวเต็มวัยจะหากินอิสระ
เพื่อเจรญิ เติบโตจนครบวงจรชวี ติ และในช่วงอายุหน่ึงๆ ต้องการเหย่ือเพยี งตวั เดียว (ววิ ัฒน์, 2545)
ประเภทแมลงเบยี น
แบง่ ตามความสมั พนั ธ์กบั เหยื่อ
1. แมลงเบียนไข่ (egg parasite) หมายถึง แตนเบียนท�ำลายแมลงศัตรูพืชในระยะไข่ เช่น
แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา (Trichogramma sp.) แตนเบยี นไข่มวนลำ� ไย (Anastatus sp.) แตนเบยี นไข่
หนอนกระทู้ผัก (Chelonus sp.)
ศตั รูธรรมชาติที่ส�ำคัญ
2. แมลงเบยี นหนอน (larval parasite) หมายถงึ แตนเบียนท�ำลายแมลงศตั รพู ืชในระยะหนอน
เช่น แตนเบยี นหนอนใยผกั (Cotesia plutellae) แตนเบยี นหนอนกระท้ผู กั (Apanteles sp.) แตนเบยี นหนอน
แมลงด�ำหนามมะพร้าว (Asecodes hispinarum) แตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ (Diachasmimorpha
longicaudata) แตนเบียนหนอนบราคอน (Bracon hebetor) แตนเบียนหนอนกออ้อย (Cotesia flavipes)
3. แมลงเบียนดักแด้ (pupal parasite) หมายถงึ แตนเบียนทำ� ลายแมลงศัตรพู ืชในระยะดกั แด้
เช่น แตนเบยี นดกั แดห้ นอนหอ่ ใบขา้ ว (Xanthopimpla flavolineata) แตนเบยี นดกั แดแ้ มลงดำ� หนามมะพร้าว
(Tetrastichus brontispae) แตนเบียนหนอนชอนใบส้ม (Quadrastichus sp.)
4. แมลงเบียนตัวเต็มวัย (adult parasite) หมายถึง แตนเบียนท�ำลายแมลงศัตรูพืชในระยะ
ตวั เตม็ วยั เช่น ต่อกาเหว่า
นอกจากนอี้ าจพบแมลงเบียนชนิดพเิ ศษ larval-pupal parasite หมายถึง แตนเบียนท่ีเข้าทำ� ลาย
แมลงอาศัยตง้ั แต่ท่ีแมลงอาศัยเป็นหนอน จนกระท่ังแมลงอาศยั เป็นดกั แด้
แบง่ ตามลกั ษณะความสัมพนั ธ์ทางนิเวศวิทยา
1. primary parasite หมายถึง แมลงเบยี นทท่ี ำ� ลายแมลงศัตรพู ืช
2. secondary parasite หมายถึง แมลงเบียนที่ท�ำลายแมลงเบียนชนิดแรก และแมลงเบียน
ที่เบียนแมลงเบยี นด้วยกนั เอง เรียกว่า hyperparasite
แบง่ ตามลกั ษณะการทำ�ลาย
1. แมลงเบียนภายนอก (Ectoparasite) หมายถงึ แมลงเบยี นท่ีเพศเมียวางไข่บนตัวหนอนแมลง
ศัตรพู ืช หรอื ใกล้กบั ตัวหนอน เมอ่ื หนอนของแมลงเบยี นฟักจากไข่ จะดดู กนิ น้�ำเลย้ี งจากตวั หนอนแมลง
ศตั รพู ืช ทำ� ให้แมลงศตั รพู ืชตาย หนอนของแมลงเบยี นจะเจริญเตบิ โต เข้าดักแด้ และเจริญเป็นตวั เตม็ วยั
เช่น แตนเบยี นควอดราสตคิ สั (Quadrastichus sp.) แตนเบยี นหนอนบราคอน (Bracon hebetor) แตนเบยี น
หนอนหวั ดำ� (Goniozus nephantidis) ฯลฯ
2. แมลงเบยี นภายใน (Endoparasite) เปน็ แมลงเบียนที่เพศเมยี วางไข่ไปในตัวของแมลงอาศัย
ในระยะใดระยะหนึ่ง เช่น ระยะไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ หรือตัวเต็มวัย เจริญเติบโต และอาศัยอยู่ภายใน
ตัวแมลงอาศัยจนโตเต็มที่ ท�ำให้แมลงอาศัยตาย แมลงเบียนจึงออกมาเป็นตัวเต็มวัย เช่น แตนเบียน
หนอนใยผัก แตนเบยี นหนอนกระทู้ผกั แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา แตนเบียนหนอนกออ้อย แตนเบยี น
เพลี้ยแป้งสีชมพู แตนเบียนหนอนแมลงด�ำหนามมะพร้าว แตนเบียนดักแด้แมลงด�ำหนามมะพร้าว
แตนเบียนหนอนแมลงวนั ผลไม้ ฯลฯ
กรมส่งเสริมการเกษตร
ตัวเบยี นที่เป็นแมลงเบยี น (Parasite) จะวางไข่ในเหย่อื ฟองเดยี ว หรือหลายฟองขนึ้ อยู่กับชนิดของ
แมลงเบียน เมื่อไข่ฟักเปน็ ตัวอ่อนจะกินอาหารจากเหย่อื โดยเหยอื่ ยังมีชีวิตแต่เจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่ากับ
ที่ไม่ถูกเบียน จากน้นั แมลงเบียนจะเข้าดักแด้ภายในหรือภายนอกเหยอ่ื ซึ่งขนึ้ อยู่กบั ชนิดของแมลงเบียน
แมลงเบียนท่ีส�ำคญั
แมลงเบียนทม่ี บี ทบาทในการควบคุมแมลงศัตรพู ืช เป็นแมลงในอนั ดับ (Oder) ต่างๆ ดังน้ี
1. แมลงในอันดบั มด ต่อ แตน (Hymenoptera) แมลงทเี่ ปน็ ตวั เบียนในกลุ่มน้ี เรยี กว่า แตนเบยี น
ซึ่งแตนเบยี นใช้อวัยวะวางไข่ (ovipositor) ส�ำหรับการวางไข่ ไม่ได้เปล่ียนไปเปน็ เหลก็ ไน ซ่งึ ใช้ส�ำหรบั ต่อย
แตนเบยี นท่ีส�ำคญั เปน็ แตนเบียนในวงศ์ (Family)
- Braconidae เช่น แตนเบียนหนอนกออ้อย (Cotesia flavipes) แตนเบยี นหนอนใยผกั (Cotesia
plutellae) แตนเบียนหนอนกระทู้ผัก (Apanteles sp.) แตนเบียนหนอนบราคอน (Bracon hebetor)
แตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ (Diachasmimorpha longicaudata) แตนเบียนหนอนห่อใบข้าว
(Cardiochiles sp.) ฯลฯ
Diachasmimorpha longicaudata Bracon hebetor
ศัตรูธรรมชาตทิ ่ีสำ� คัญ
- Ichneumonidae เชน่ แตนเบยี นดกั แดห้ นอนหอ่ ใบขา้ ว (Xanthopimpla flavolineata) แตนเบยี น
หนอนกอ (Telmelucha stangi) ฯลฯ
Xanthopimpla flavolineata
− Scelionidae เช่น แตนเบยี นไข่แมลงหล่า (Psix sp.) แตนเบยี นไข่หนอนกอ (Telenomus rowani)
แตนเบียนไข่ตั๊กแตน (Scelio facialis) ฯลฯ
2. แมลงในอันดับแมลงวัน (diptera) แมลงวันทีเ่ ปน็ แมลงเบียน ที่สำ�คัญได้แก่
- แมลงวันก้นขน Tachinidae เปน็ แมลงเบียนในอนั ดับแมลงวันทีม่ ีความสำ�คัญมากที่สุด
เบียนหนอนผีเสื้อ
- แมลงวนั ผึ้ง เบียนดกั แด้หนอนร่าน
- แมลงวันตาโต เบียนตวั อ่อนเพลี้ยจั๊กจัน่
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
แตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมา
ความส�ำคญั
แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา เปน็ แตนเบยี นทีท่ ำ� ลายแมลงศัตรูพชื ในระยะไข่ โดยท�ำลายไข่ของ
ผเี สอ้ื ศตั รพู ชื มากกวา่ 30 ชนดิ เชน่ หนอนกอออ้ ย หนอนเจาะสมอฝา้ ย หนอนใยผกั หนอนกระทหู้ อม
หนอนกระทู้ผัก หนอนแก้วส้ม
แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา มีการผลิตและใช้แพร่หลายในหลายประเทศ เช่น ในประเทศจีน
ใช้ควบคมุ แมลงในไร่ฝ้าย ไร่ข้าวโพด นาข้าว ในประเทศอนิ เดยี ใช้ควบคมุ หนอนกออ้อย ส่วนในประเทศ
ฟลิ ปิ ปนิ ส์ ใชใ้ นการควบคมุ หนอนเจาะฝกั ขา้ วโพด สำ� หรบั ประเทศไทยมกี ารใชแ้ ตนเบยี นไขไ่ ตรโคแกรมมา
ควบคุมหนอนกออ้อยกันอย่างแพร่หลาย และในปจั จบุ ันได้มกี ารน�ำไปใช้ควบคุมหนอนหวั ดำ� มะพร้าว
ชือ่ วทิ ยาศาสตร์
Trichogramma sp.
อนั ดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Trichogrammatidae
ลกั ษณะรปู รา่ ง
แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา เปน็ แมลงทมี่ ีขนาดเลก็ มาก ล�ำตัวยาวประมาณ 0.3–0.4 มลิ ลิเมตร
สนี ้ำ� ตาลเหลือง ตาสแี ดง หนวดเปน็ ปล้อง ปีกเป็นแผ่นกว้างบรเิ วณเส้นปีกมขี นอ่อน เรยี งเปน็ แนวตรง
ตวั เตม็ วยั ตัวเตม็ วยั ตาสีแดง
ศตั รูธรรมชาตทิ ี่สำ� คัญ
ลักษณะการท�ำลายแมลงศัตรพู ชื
แตนเบยี นเพศเมยี ใชอ้ วยั วะวางไขเ่ จาะแทงเขา้ ไปในไขข่ องแมลงศตั รพู ชื ไขข่ องแตนเบยี นเจรญิ เตบิ โต
และฟกั ออกมาดดู กนิ ของเหลวภายในไข่แมลงศตั รพู ชื ไข่ทถ่ี กู เบยี นจะเปลย่ี นเปน็ สดี �ำภายใน 3−4 วนั
ท�ำให้ไข่ไม่สามารถฟักเป็นตัวหนอนได้ แตนเบียนจะเข้าดักแด้อยู่ภายในไข่แมลงศัตรูพืช และเมื่อเจริญ
เป็นตัวเตม็ วยั จะเจาะออกมา เพื่อผสมพนั ธุ์และทำ� ลายไข่ศัตรูพืชฟองใหม่ต่อไป ไข่ 1 ฟอง มีแตนเบยี นได้
1-4 ตัว ข้ึนอยู่กับความอุดมสมบรู ณ์ของอาหาร
แตนเบยี นวางไข่ในไข่แมลงอาศัย ไขท่ ่ถี กู เบียนเปลย่ี นเป็นสดี �ำ
การนำ� ไปใช้
ปล่อยแตนเบยี น 20,000 ตัวต่อไร่ (10 แผ่น)โดยน�ำแผ่นแตนเบยี นไปตดิ ไว้กับใบพชื ต้นพชื ให้
กระจายท่วั ท้งั แปลง ในช่วงท่ีสำ� รวจพบผีเส้ือและกลุ่มไข่ปล่อยในช่วงเวลาเย็น จดุ ปล่อยแต่ละจดุ ควรมี
ระยะห่างกนั 15-20 เมตร โดยปล่อย ทุก 15 วนั
ตดิ แผ่นไขแ่ ตนเบยี นด้านหลงั ใบ ปล่อยในสวนมะพร้าว
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
แตนเบยี นหนอนใยผัก
ความส�ำคญั
แตนเบียนหนอนใยผัก เป็นศัตรูธรรมชาติส�ำคัญในการควบคุมหนอนใยผัก สามารถท�ำลาย
หนอนใยผัก แตนเบียนหนอนใยผัก มีหลายชนิด เช่น แตนเบียน Diadegma semiclausum แตนเบียน
Cotesia plutellae ประเทศไทย ได้ใช้แตนเบียน Diadegma semiclausum ควบคมุ หนอนใยผัก ในเขตที่สงู
หากอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส จะเบียนหนอนใยผักลดลง ส่วนแตนเบียน Cotesia plutellae
สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศในพ้ืนราบได้ดีกว่าแตนเบียน Diadegma semiclausum ซ่ึงแตนเบียน
Cotesia plutellae สามารถเบยี นหนอนใยผกั 16 ตัวต่อวัน และมปี ระสทิ ธิภาพในการควบคมุ หนอนใยผัก
ได้ประมาณ 50% การใช้แตนเบยี น ทำ� ใหเ้ กษตรกรสามารถลดการใชส้ ารเคมคี วบคมุ หนอนใยผกั ถงึ 80%
ในฤดแู ล้ง และ 55% ในฤดูฝน
ช่ือวทิ ยาศาสตร์
Diadegma semiclausum
Cotesia plutellae
อันดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Braconidae
ลักษณะรูปรา่ ง
ดกั แด้ : ลักษณะคล้ายรงั ไหม โดยดกั แด้ Cotesia pluteelae มีสขี าว ส่วนดักแด้แตนเบียน
Diadegma semiclausum มีสีน้�ำตาล ในสภาพแปลงผักที่ไม่ใช้สารเคมี มักพบดักแด้แตนเบียน
ติดอยู่บนใบผกั
ตวั เตม็ วยั : ขนาดเลก็ สดี ำ� จะมอี วัยวะวางไข่ยื่นยาวออกมาจากท้องปล้องสดุ ท้าย
ศัตรูธรรมชาติที่ส�ำคัญ
Diadegma semiclausum Cotesia plutellae
ดักแด้ ดักเเด้
ตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัย
ลักษณะการทำ� ลายแมลงศัตรูพชื ลักษณะหนอนใยผกั ทีถ่ กู เบยี น
แตนเบียน Cotesia plutellae เพศเมียวางไข่ใน
หนอนใยผกั วยั 2-3 หนอนที่ถูกเบยี นจะเคล่ือนไหวช้า ล�ำตวั ซีด
ลง กินอาหารน้อย โดยจะเห็นอาการชัดเจนหลังจากถูกเบียน
แล้ว 3-4 วัน เม่อื หนอนแตนเบยี นเจรญิ เตบิ โตเตม็ ทจ่ี ะเจาะผนงั
ลำ� ตวั หนอนใยผกั ออกมาเขา้ ดกั แดข้ า้ งนอก ดกั แดแ้ ตนเบยี นคล้าย
รงั ไหมสขี าวติดอยู่บนใบพชื อยู่ใกล้ๆ ตัวหนอนใยผกั ท่ถี กู เบียน
สงั เกตเหน็ ได้ง่าย
การนำ� ไปใช้
ปล่อยแตนเบียนหนอนใยผักในระยะตวั เต็มวยั ประมาณ 100 ตัวต่อไร่ เมื่อสำ� รวจพบไข่หรอื
หนอนใยผัก ท่เี พิง่ ฟกั ออกจากไข่ โดยปล่อยในช่วงเช้า หรือเยน็ หรอื ในช่วงท่อี ากาศไม่ร้อนเกนิ ไป และ
ควรอนรุ ักษ์พืชที่ให้เกสร และน้ำ� หวานไว้รอบๆ แปลงผกั เพอ่ื เปน็ แหล่งอาหารของแตนเบยี น และปล่อย
แตนเบียนควบคู่การใช้เชอ้ื บที ี
กรมสง่ เสริมการเกษตร
แตนเบยี นหนอนกระทูผ้ ัก
ความสำ� คัญ
แตนเบยี นหนอนกระทผู้ กั เปน็ แมลงศตั รธู รรมชาตทิ มี่ บี ทบาทในการควบคมุ ปรมิ าณหนอนกระทผู้ กั
โดยสามารถทำ� ลายหนอนกระทู้ผักได้ 30-50% ช่วยลดความเสยี หายของผกั และลดจ�ำนวนของหนอน
กระทู้ผกั ในรุ่นถัดไปหนอนกระทู้ผัก
ชอ่ื วิทยาศาสตร์
Apanteles sp.
อันดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Braconidae
ลกั ษณะรปู ร่าง
ดักแด้ : ลกั ษณะคล้ายรังไหมสีน�้ำตาล ตวั เต็มวัย
ตวั เต็มวัย : มีขนาดเล็กสดี ำ� หนวดแบบเส้นด้าย ภาพโดย ศนู ย์วิจัยควบคมุ ชีวินทรีย์
ด้านใต้ท้องมีสนี ำ้� ตาลเหลอื ง เพศเมียมอี วยั วะวางไข่ยน่ื ยาวออกมา แห่งชาติ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รูพืช มหาวิทยาลัยขอนแก่น
แตนเบียนทำ� ลายหนอนกระทู้ผัก โดยแตนเบยี นเพศเมียวางไข่ในหนอนกระทู้ผักวัย 2-3 หนอน
ท่ีถูกเบียนจะเคล่ือนไหวช้า ล�ำตัวสีซีดลง กินอาหารน้อย ชะงักการเจริญเติบโต เมื่อหนอนแตนเบียน
เจริญเติบโตเต็มท่ีจะเจาะผนังล�ำตัวหนอนกระทู้ผักออกมาเข้าดักแด้ข้างนอก ดักแด้แตนเบียนคล้าย
รงั ไหมสนี �้ำตาล ติดอยู่บนใบพืช อยู่ใกล้ๆ ตัวหนอนกระทู้ผักทถ่ี กู เบียน สังเกตเหน็ ได้ง่าย
การนำ� ไปใช้
ปล่อยแตนเบยี นหนอนกระทู้ผักในระยะตวั เต็มวัย ประมาณ 100 ตัวต่อไร่ เมอ่ื ส�ำรวจพบไข่ หรือ
หนอนกระทู้ผักท่ีเพิ่งฟักออกจากไข่ โดยปล่อยในช่วงเช้า หรือเย็น ในช่วงท่ีอากาศไม่ร้อนเกินไป และ
ควรอนรุ กั ษ์พชื ทใี่ ห้เกสรและนำ้� หวานไว้รอบๆ แปลงผกั เพอื่ เปน็ แหล่งอาหารของแตนเบยี น และปล่อย
แตนเบยี นควบคู่กบั การใช้เช้อื บีที
ศัตรูธรรมชาติที่ส�ำคญั
แตนเบยี นเพลยี้ แป้ง
มนั ส�ำปะหลงั สีชมพู
ความสำ� คัญ
แตนเบียนเพล้ียแป้งมนั สำ� ปะหลงั สีชมพู เปน็ แมลงทมี่ ถี ่นิ ก�ำเนดิ ในอาร์เจนตินา บราซลิ โบลเิ วีย
และปารากวัย ส�ำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ประสานงานน�ำเข้าแตนเบียน
เพลย้ี แปง้ มนั ส�ำปะหลงั สชี มพจู ากสถาบนั วจิ ยั การเกษตรเขตรอ้ นสาธารณรฐั เบนนิ (International Institute
for Tropical Agriculture , ITA –Benin) เพ่ือน�ำมาใช้ควบคมุ เพล้ยี แป้งมนั สำ� ปะหลงั สชี มพู
ชอื่ วิทยาศาสตร์
Anagyrus lopezi
อันดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Encyrtidae
ลักษณะรูปร่าง แตนเบยี นเพศเมยี
เป็นแตนเบียนขนาดเลก็ ล�ำตัวสีด�ำ ขนาด
จากหวั ถงึ ปลายท้อง ยาว 1.2-1.4 มลิ ลเิ มตร มปี ีก
ใส 2 คู่ เพศเมยี ขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ ลกั ษณะสำ� คญั
ทใี่ ช้ในการจำ� แนกเพศ คอื หนวด โดยเพศเมยี หนวด
ปล้องแรก มลี ักษณะเปน็ แผ่นใหญ่กว่าหนวดปล้อง
อ่ืนๆ ปล้องหนวดต้ังแต่ปล้องที่ 3 มีสีด�ำสลับขาว
ในขณะทแ่ี ตนเบยี นเพศผหู้ นวดมสี ดี ำ� ทกุ ปลอ้ ง ลกั ษณะ
ยาวเรยี ว และมขี นเล็กบรเิ วณปล้องหนวด
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รพู ืช
แตนเบียนเพล้ียแป้งมันสำ� ปะหลังสีชมพู มีบทบาทในการควบคุมเพล้ียแป้งมันสำ� ปะหลังสีชมพู
โดยมีพฤติกรรมท้ังการหำ�้ และการเบยี น
การหำ�้ แตนเบียนใช้อวัยวะวางไข่เจาะเพล้ียแป้งมันสำ� ปะหลังสีชมพู หลังจากนั้นกินของเหลว
ท่ีไหลออกมาจากตวั เพลยี้ แป้ง แตนเบยี นเพศเมียสามารถหำ้� เพลีย้ แป้ง 20-30 ตวั ต่อวนั โดยชอบหำ�้
เพล้ียแป้ง ระยะ clawler (วัย 1-2)
การเบยี น แตนเบยี นเพศผผู้ สมพนั ธก์ุ บั เพศเมยี ซง่ึ แตนเบยี นเพศเมยี ผสมพนั ธค์ุ รง้ั เดยี วสามารถ
วางไข่ได้ตลอดชวี ติ ระยะการเจรญิ เติบโต มี 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ หนอน ดกั แด้ และตัวเตม็ วยั โดยแตนเบยี น
เพศเมยี ใชอ้ วยั วะวางไขแ่ ทงเขา้ ไปในตวั เพลย้ี แปง้ มนั ส�ำปะหลงั สชี มพู ไขเ่ จรญิ เปน็ หนอน กดั กนิ เน้ือเย่ือ
ภายในตัวเพลี้ยแป้ง ระยะหนอนประมาณ 15 วัน จึงเจริญเป็นดักแด้ หลังจากนั้นประมาณ
6 วนั เจรญิ เป็นตัวเตม็ วัย ซ่งึ มีอายุ 7-8 วัน
การนำ� ไปใช้
การปล่อยแตนเบยี น Anagyrus lopezi ควบคุมเพลย้ี แปง้ สีชมพูในแปลงมันส�ำปะหลงั
1. ก่อนการปล่อยแตนเบียนส�ำรวจแปลงมันส�ำปะหลังทุกคร้ัง เพ่ือทราบสถานการณ์
การระบาดของเพล้ยี แป้งสีชมพู และก�ำหนดอตั ราการปล่อย
2. ปล่อยแตนเบียนให้กระจายท่ัวแปลง แตนเบียนสามารถขยายพันธุ์ และแพร่กระจายตัว
ครอบคลมุ พ้นื ทไ่ี ด้รวดเร็ว ใช้อัตรา 50 คู่ต่อไร่ หากพบเพล้ียแป้งสชี มพรู ะบาดรุนแรงปล่อยแตนเบียน
อตั รา 200 คู่ต่อไร่
3. ไม่ปล่อยแตนเบยี นขณะฝนตก
4. หลงั ปล่อยแตนเบยี น งดการพ่นสารเคมีป้องกันกำ� จัดศตั รพู ืช
ศัตรูธรรมชาติทส่ี ำ� คญั
แตนเบียนหนอนแมลงวนั ผลไม้
ความสำ� คญั
แตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ เป็นแตนเบียนท่ีใช้ควบคุมแมลงวันผลไม้หลายชนิด เช่น
Bactrocera dorsalis Bactrocera papayae Bactrocera cucurbitae แตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้
เป็นแมลงที่มีถน่ิ ก�ำเนิดในประเทศแถบเอเชีย และเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ และได้มีการนำ� เข้าไปควบคุม
แมลงวันผลไม้ในฮาวาย และอกี หลายประเทศทีม่ ปี ญั หาระบาดของแมลงวนั ผลไม้ ได้มีการใช้แตนเบียน
หนอนแมลงวันผลไม้ ควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ผลดีในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก
ออสเตรเลีย และหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซฟิ ิก
ช่อื วทิ ยาศาสตร์
Diachasmimorpha longicaudata
อันดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Braconidae
ลักษณะรูปรา่ ง
ตวั เตม็ วยั ขนาดประมาณ 3.6 - 5.4 มลิ ลเิ มตร ลำ� ตวั สนี ำ้� ตาลแดง ขายาว คลา้ ยยงุ แตนเบยี น
เพศเมยี บรเิ วณประมาณกง่ึ กลางกระเปาะทอ้ ง (gaster) มแี ถบสนี ำ้� ตาลเขม้ ถงึ ดำ� คาดอยตู่ ามขวางลำ� ตวั
อวยั วะวางไข่ยาวและแหลม หนวดยาวกว่าความยาวของล�ำตัว มสี ีด�ำ
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รูพชื
แตนเบียนท�ำลายหนอนแมลงวันผลไม้ โดยเพศเมียใช้อวัยวะวางไข่แทงผ่านเน้ือผลไม้ วางไข่
ภายในลำ� ตวั หนอนแมลงวนั ผลไม้ ซง่ึ อยใู่ นผลไม้ ตวั ออ่ นของแตนเบยี นจะเจรญิ เตบิ โตและกดั กนิ อยภู่ ายใน
ตัวหนอนแมลงวันผลไม้ และเข้าดักแด้อยู่ในดักแด้แมลงวันผลไม้ หลังจากนั้นเจริญเป็นตัวเต็มวัย
กรมส่งเสริมการเกษตร
แตนเบยี น รวมระยะเวลาเจริญเตบิ โตตงั้ แต่ไข่ ถงึ ตวั เตม็ วยั เจาะออกมา 15-18 วนั แตนเบยี นเพศเมีย
ทไ่ี มไ่ ดร้ บั การผสมพนั ธ์ุ สามารถวางไข่ และฟกั เปน็ ตวั หนอนเจรญิ เตบิ โตเขา้ ดกั แด้ และเจรญิ เปน็ ตวั เตม็ วยั ได้
แต่ตัวเตม็ วยั ทีไ่ ด้ท้ังหมดจะเป็นเพศผู้ ส่วนแตนเบยี นเพศเมียที่ได้รบั การผสมพนั ธ์ุ จะวางไข่ที่พฒั นาเป็น
ตัวเตม็ วัย ทงั้ เพศผู้และเพศเมยี ในสดั ส่วนท่ีเหมาะสม แตนเบยี นเพศผู้ มอี ายุ 5-11 วนั ส่วนเพศเมยี มอี ายุ
6-14 วัน
การนำ� ไปใช้
การใช้แตนเบียนหนอนแมลงวันผลไม้ ไม่สามารถรักษาผลไม้ท่ีถูกทำ� ลายแล้วได้ แต่จะช่วยลด
จ�ำนวนพ่อแม่พันธุ์แมลงวนั ผลไม้ทจี่ ะทำ� ความเสียหายในรุ่นถัดไป
วธิ กี ารปลอ่ ย
1. ปล่อยในระยะตัวเตม็ วยั มักใช้ในกรณีทีส่ ถานทป่ี ลดปล่อยไม่ไกลจากสถานทผี่ ลติ แตนเบียน
มาก ปล่อยแตนเบยี น 1,600 ตวั ต่อไร่ โดยจะต้องปล่อยซ้�ำจนกว่าปริมาณแมลงวนั ผลไม้อยู่ในระดบั ท่ไี ม่
ทำ� ความเสียหายทางเศรษฐกจิ และควรปล่อยแตนเบียนควบคู่กบั วิธีการอื่น
2. ปลอ่ ยในระยะดกั แด้ นำ� ดกั แดแ้ มลงวนั ผลไม้ทถ่ี กู เบยี นและแตนเบยี นใกลเ้ จาะออกจากดกั แด้
ซ่ึงมอี ายุประมาณ 13-14 วัน
แตนเบยี นวางไขใ่ นหนอนแมลงวันผลไม้ ซงึ่ อยใู่ นผลไม้
ศตั รูธรรมชาติทส่ี ำ� คญั
แตนเบียนหนอนบราคอน
ความส�ำคัญ
แตนเบยี นหนอนบราคอน เปน็ แตนเบยี นขนาดเลก็ ประมาณ 1.3−2.7 มลิ ลเิ มตร ตวั เตม็ วยั เพศเมยี
ทำ� ลายแมลงศัตรูพืชในระยะหนอน โดยทำ� ลายหนอนของผีเสื้อ เช่น หนอนหวั ดำ� มะพร้าว หนอนผีเสอื้
ข้าวสาร ฯลฯ
ช่ือวทิ ยาศาสตร์
Bracon hebetor
อนั ดบั (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Braconidae
ลักษณะรูปรา่ ง
แตนเบยี นหนอนบราคอน เปน็ แมลงขนาดเลก็ ขนาดเลก็ ประมาณ 1.3−2.7 มลิ ลเิ มตร ตวั เตม็ วยั
เพศเมยี โตกว่าเพศผู้เล็กน้อย ล�ำตัวสีน�้ำตาลปนเหลอื ง น�้ำตาลปนดำ� หรือดำ�
แตนเบยี นเพศเมีย
กรมส่งเสริมการเกษตร
ตัวเต็มวยั แตนเบยี นวางไข่
หนอนแตนเบียน
ภาพโดย : ศูนย์วิจัยควบคมุ ศัตรพู ชื โดยชวี ินทรยี ์แห่งชาติภาคกลาง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื
แตนเบยี นเพศเมียใช้อวยั วะวางไข่เจาะแทงทต่ี ัวหนอนศตั รพู ชื ไขข่ องแตนเบยี นเจรญิ เตบิ โต และ
ฟักออกมาดูดกินของเหลวจากหนอนศัตรูพืช แตนเบียนเข้าดักแด้อยู่บนซากหนอนศัตรูพืช และ
เมื่อเจรญิ เป็นตัวเต็มวัยจะเจาะออกมา เพือ่ ผสมพันธ์ุและทำ� ลายหนอนศัตรพู ชื ตวั ใหม่ต่อไป
การน�ำไปใช้
ใช้ควบคุมหนอนหัวด�ำมะพร้าว ปล่อย
แตนเบียนในระยะตัวเต็มวัย 200 ตัวต่อไร่ ในช่วง
เวลาเย็น ทุก 15 วัน ในพื้นที่ที่มีการระบาด และ
หากการระบาดลดลง สามารถลดอัตราการปล่อย
หรือความถี่ในการปล่อยได้
ศตั รูธรรมชาตทิ ี่สำ� คญั
แตนเบยี นหนอน
แมลงด�ำหนามมะพรา้ ว
ความสำ� คญั
แมลงด�ำหนามมะพร้าว เปน็ แมลงศตั รทู ท่ี �ำลายยอดอ่อนและใบอ่อนทย่ี งั ไม่คลี่ ในพชื สกลุ ปาล์ม
เช่น มะพร้าว ปาล์มน�้ำมัน หมากและปาล์มประดับต่างๆ โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินผิวใบอ่อน
เกดิ เป็นรอยไหม้สนี ำ�้ ตาล ใบแห้ง ผกุ ร่อน โดยเฉพาะมะพร้าว ถ้าเข้าท�ำลายในระยะต้นกล้า ต้นมะพร้าว
จะไม่เจรญิ เตบิ โตและตายในทสี่ ดุ หากเข้าท�ำลายต้นทเ่ี จรญิ เตบิ โตเตม็ ที่ ยอดจะเหย่ี วแห้ง ผลผลติ ลดลง
และไม่มีคณุ ภาพ
แตนเบียนหนอนแมลงด�ำหนามมะพร้าว เป็นแตนเบียนที่กรมวิชาการเกษตรน�ำเข้ามาจาก
ประเทศเวยี ดนาม โดยความร่วมจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพือ่ นำ� มาใช้
ควบคมุ หนอนแมลงดำ� หนามมะพร้าวในประเทศไทย
ชือ่ วิทยาศาสตร์
Asecodes hispinarum
อันดบั (Order) : Coleoptera
วงศ์ (Family) : Chrysomelidae
ลกั ษณะรปู ร่าง
ตัวเตม็ วยั เป็นแตนเบยี นขนาดเลก็ ล�ำตัวสีดำ� ยาวประมาณ 0.5-0.7 มิลลเิ มตร ปีกใส 2 คู่
ปล้องหนวดยาวเรียวเล็กลงไปตามปลายหนวด แตนเบียนเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย
ส่วนท้องใหญ่เปน็ กระเปาะ ใต้ท้องมีอวัยวะวางไข่ ลกั ษณะเปน็ เข็มยาวเรียว ซ่อนอยู่ใต้ท้อง ส่วนเพศผู้
ส่วนท้องเล็กเรียวยาว
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
ลักษณะการทำ� ลายแมลงศัตรูพชื แตนเบียนวางไขใ่ นตัวหนอน
แตนเบยี นหนอนแมลงดำ� หนามมะพร้าว เพศเมยี ที่
ได้รับการผสมพันธุ์แล้ว ใช้อวัยวะแทงเข้าไป วางไข่ในตัว
หนอน ตัวอ่อนของแตนเบียนอาศัยเจริญเติบโตดูดกินอยู่
ภายในตวั หนอนแมลงดำ� หนาม หนอนทถ่ี กู แตนเบยี นทำ� ลาย
จะตายภายใน 5 วัน มลี กั ษณะแห้งแขง็ เรียกว่า “มมั ม่”ี
แตนเบียนจะเจาะออกจากตัวหนอนหลังจากถูกแตนเบียน
ทำ� ลาย 17−21 วัน และจะเข้าทำ� ลายหนอนตวั ใหม่
การนำ� ไปใช้ ลกั ษณะมมั มี่ แตนเบยี นเจาะออกจากมัมมี่
วิธีการปล่อย
1. นำ� แตนเบยี นแมลงดำ� หนามมะพร้าว 5-10 มัมมี่ ใส่ในอุปกรณ์
การปลอ่ ยทสี่ ามารถปอ้ งกนั ฝนและสงิ่ มชี วี ติ อน่ื ๆ เชน่ มด ทจี่ ะมาทำ� ลายมมั มี่
2. แขวนอุปกรณ์การปล่อยแตนเบียนไว้ท่ีต้นมะพร้าวต้นเล็กหรือ
ต้นไม้อ่ืนที่อยู่ใกล้เคียง หรือชายคาบ้านที่อยู่ในสวนมะพร้าวหรือข้างสวน
มะพรา้ วในด้านทไ่ี ม่ถกู แสงแดดโดยตรง หากเปน็ ไปได้ แขวนไวท้ ตี่ น้ มะพร้าว
ให้ใกล้ยอดมะพร้าวมากที่สุด และปล่อยซ้�ำ หากยอดมะพร้าวยอดใหม่
ยังถกู ท�ำลาย
3. การปล่อยแตนเบียน ปล่อย 3-5 ครั้ง อตั รา 5-10 มมั ม่ีต่อไร่
ห่างกนั 7-10 วัน หากปล่อยได้มาก จะเหน็ ผลการควบคุมได้เรว็ ยงิ่ ข้นึ และ
ปลอ่ ยเพม่ิ เตมิ เปน็ ระยะๆ เพอื่ ปอ้ งกนั แมลงดำ� หนามมะพรา้ วกลบั มาระบาดใหม่
ศตั รูธรรมชาติทีส่ �ำคัญ
แตนเบยี นหนอนชอนใบสม้
ความสำ� คัญ
หนอนชอนใบส้มชอนไชผิวใบส้ม เห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยว
ไปมา จากนนั้ เข้าดกั แด้ทขี่ อบใบ การทำ� ลายของหนอนชอนใบส้ม ทำ� ให้
ใบส้มหงิกงอบิดเบ้ยี ว ตนั ส้มทย่ี งั เลก็ จะชะงกั การเจรญิ เตบิ โต ส่วนต้น
ส้มที่โตแล้วอาจจะท�ำให้ผลผลิตลดลง หนอนชอนใบส้มระบาดมากใน
ช่วงฤดูฝน จากการศึกษาแมลงศัตรุธรรมชาติของหนอนชอนใบส้มใน
ประเทศไทย พบแตนเบียนหนอนชอนใบส้มประมาณ 17 ชนิด
ซ่งึ มีบทบาทในการควบคมุ หนอนชอนใบส้ม
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ หนอนชอนใบสม้ ทำ� ลายทใี่ บ
แตนเบียนหนอนชอนใบส้มท่ีพบในประเทศไทยมีประมาณ
13 ชนดิ แตท่ พ่ี บในสวนสม้ และมบี ทบาทในการควบคมุ และลดประชากร
หนอนชอนใบส้มมากที่สุดได้แก่
Ageniaspis citricola
Quadrastichus sp.
Cirrospilus ingenuus
อันดบั (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Encyrtidae
Eulophidae
ลักษณะรปู ร่าง
Ageniaspis citricola ขนาดวดั จากสว่ นหวั ถงึ ปลายทอ้ งยาวประมาณ 1-1.1 มลิ ลเิ มตร ลำ� ตวั สี
ดำ� ปนน้ำ� ตาลเข้ม ปีกใส ปลายหนวดรปู กระบอง (clubbed shape) สีเหลือง ตัวเตม็ วัยมอี ายุ 2-3 วัน
Quadrastichus sp. ขนาดวดั จากสว่ นหวั ถงึ ปลายทอ้ งยาวประมาณ 0.7-1.2 มลิ ลเิ มตร แตนเบยี น
เพศเมีย ตารวมสแี ดงสดใส ส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
Cirrospilus ingenuus สเี หลอื งอมส้ม ขนาดวดั จากส่วนหวั ถงึ ปลายท้องยาวประมาณ 1.5-1.6
มิลลเิ มตร ส่วนหัวมสี เี หลอื งเข้ม ตารวมสีแดงเข้ม หนวดสีเหลือง ปลายหนวดเปน็ รูปกระบอง
กรมสง่ เสริมการเกษตร
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศตั รพู ืช
Ageniaspis citricola Quadrastichus sp. Cirrospilus ingenuus
ภาพโดย ดร.จริ าพร เพชรรัตน์
แตนเบยี น Ageniaspis citricola เปน็ แตนเบียนภายใน ทำ� ลายหนอนชอนใบส้ม โดยการวางไข่ลง
ในหนอนชอนใบส้ม ตัวอ่อนของแตนเบียนเจริญเติบโตและอาศัยดูดกินอยู่ภายในตัวหนอนชอนใบส้ม
จนหนอนหนอนชอนใบเข้าดกั แด้ แตนเบียนเจริญเติบโตเต็มที่ และเข้าดักแด้ โดยเรียงต่อกนั คล้ายขบวน
รถไฟ 3-7 รงั ระยะไข่จนถึงตัวเตม็ วยั ใช้เวลาประมาณ 16-21 วนั
แตนเบียน Quadrastichus sp. และแตนเบียน Cirrospilus ingenuus เป็นแตนเบียนภายนอก
โดยแตนเบียน Quadrastichus sp. ท�ำลายหนอนชอนใบส้มในระยะวัย 2-3 โดยวางไข่ติดกับ
หนอนชอนใบส้ม เมอ่ื หนอนฟักออกมา กด็ ดู กินน้�ำเลี้ยงจากหนอน และเจรญิ เติบโตเข้าดักแด้ จนเจริญ
เป็นตัวเต็มวัย ส่วนแตนเบียน Cirrospilus ingenuus ท�ำลายหนอนชอนใบส้มในระยะก่อนเข้าดักแด้
(prepupae) โดยแตนเบียนวางไข่ หลังจากนั้นหนอนแตนเบยี นทฟี่ กั ออกมา ดูดกนิ ดักแด้หนอนชอนใบส้ม
จนกระท่ังหนอนแตนเบยี นโตเตม็ ที่ และเจรญิ เป็นดักแด้ภายในรงั ดักแด้ท่ีหนอนชอนใบส้มสร้างขึ้นมา
การนำ� ไปใช้
การใชแ้ ตนเบยี นหนอนชอนใบสม้ ในการควบคมุ หนอนชอนใบสม้ ใหป้ ลอ่ ยแตนเบยี น 100 ตวั ตอ่ ไร่
เมอ่ื ส้มเร่ิมแตกใบอ่อน และปล่อยซำ�้ ในช่วงส้มแตกใบอ่อน ซึ่งเป็นช่วงท่ีหนอนชอนใบส้มลงท�ำลายส้ม
ศตั รูธรรมชาตทิ สี่ �ำคญั
แตนเบียนหนอนกอออ้ ย
ความสำ� คัญ
แตนเบยี นหนอนกอออ้ ย ใชใ้ นการควบคมุ หนอนกอออ้ ยหลายชนดิ เชน่ หนอนกอสชี มพ ู หนอนกอออ้ ย
สีขาว หนอนกออ้อยแถบลาย และหนอนกออ้อยลายจุดใหญ่ แตนเบียนหนอนกออ้อย เป็นแตนเบียนท่ีมี
ถ่ินก�ำเนิดในประเทศไทย และมีการน�ำไปใช้ควบคุมกออ้อย และหนอนกออ่ืนๆ อีกหลายชนิดในประเทศ
สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
ชอื่ วิทยาศาสตร์ : Cotesia flavipes
อันดับ (Order) : Hymenoptera
วงศ์ (Family) : Braconidae
ลกั ษณะรูปรา่ ง
ตัวเต็มวัยเป็นแตนเบียนขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายมด มีสีด�ำ แผ่นปีกใสสีน้�ำตาลอ่อน ส่วนหัวใหญ่
สดี �ำสะท้อนแสง ส่วนอกและท้องเปน็ สนี �้ำตาลเข้ม มขี นปกคลมุ หนวดเปน็ แบบเส้นด้าย เพศเมยี มลี �ำตวั ใหญ่
กว่าเพศผู้ คือยาวประมาณ 1.7-1.9 มิลลิเมตร ส่วนท้องขยายใหญ่ เป็นกระเปาะมีอวัยวะวางไข่ยน่ื ยาว
เหน็ ไดช้ ดั เจน สว่ นปลายหนวดสน้ั กวา่ (ยาวประมาณ 1-1.5 มลิ ลเิ มตร) อายุ 4-5 วนั
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศัตรูพืช
แตนเบยี นเพศเมยี คลานและมดุ เข้าไปในรทู หี่ นอนกออ้อยเจาะทำ� ลาย เพอ่ื วางไข่ภายในลำ� ตวั หนอน
กออ้อย เมื่อไข่แตนเบียนฟกั เปน็ ตวั หนอนจะเจาะดดู กนิ และเจรญิ เตบิ โตอยภู่ ายในตวั หนอนกอออ้ ย ทำ� ให้หนอน
กออ้อยอ่อนแอ หลังจากหนอนแตนเบียนเจริญเติบโตเต็มทจ่ี ะเจาะออกมาเข้าดกั แด้ นอกตัวหนอนกออ้อย
โดยจะสรา้ งใยหมุ้ ล�ำตวั และดกั แดจ้ ะพนั กนั อยเู่ ปน็ กล่มุ หนอนกออ้อยจะตายไปในทสี่ ดุ ซง่ึ ในระยะแรกดกั แด้
ของแตนเบียน จะมสี ขี าว และเปลย่ี นเปน็ สดี ำ� เมอื่ ใกลฟ้ กั และเมอ่ื แตนเบยี นตวั เตม็ วยั ฟักออกมาจะผสมพันธุ์
และบินหาหนอนกออ้อยเพ่อื วางไข่ภายในตวั หนอนกออ้อยตวั ใหม่ต่อไป
การนำ� ไปใช้
เม่ือส�ำรวจพบร่องรอยการท�ำลายของหนอนกออ้อย โดยสังเกตจากใบธงของอ้อยระยะแตกหนอ่
มอี าการเหย่ี วและแหง้ เปน็ สนี ำ้� ตาล เมอ่ื ดงึ ออกมาจะพบรอ่ งรอยการกดั กนิ หรอื ออ้ ยระยะยา่ งปลอ้ งแสดง
อาการยอดเหี่ยว และล�ำต้นมีร่องรอยถูกเจาะเป็นรู เมื่อผ่าล�ำอ้อยดู หากพบหนอนกออ้อย ให้ปล่อย
แตนเบียนหนอนกออ้อย ในระยะตัวเต็มวัยในอัตรา 100-500 ตัวต่อไร่ ซ่ึงตัวเต็มวัยของแตนเบียนจะกิน
น้�ำผึ้งเป็นอาหาร และผสมพันธุ์กัน เพศเมียบินหาต้นอ้อยท่ีถูกหนอนกออ้อยท�ำลาย โดยใช้หนวดในการ
ตามกลิน่ และมดุ เข้าไปในรทู ีห่ นอนกอเจาะทำ� ลาย เพื่อวางไข่ในตวั หนอน
การใช้แตนเบียนหนอนกออ้อยในการควบคุมหนอนกออ้อยให้ได้ผลดี ควรใช้ร่วมกับแตนเบียนไข่
ไตรโคแกรมมา ซึ่งเป็นแตนเบียนท่ีท�ำลายไข่หนอนกออ้อย และก่อนที่จะปล่อยแตนเบียนทั้ง 2 ชนิด
ควรส�ำรวจแปลงอ้อยก่อนปลดปล่อย เพื่อให้ตรงกบั ระยะของหนอนกออ้อย
กรมส่งเสริมการเกษตร
เชอ้ื จุลินทรีย์
เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ์ เปน็ สง่ิ มชี วี ติ ขนาดเลก็ ทำ� ลายศตั รพู ชื ได้หลายวธิ ี เช่น เจรญิ เตบิ โตเพม่ิ ปรมิ าณอยู่
บนศตั รพู ืชโดยอาศยั อาหารจากตัวศตั รูพืช ปล่อยสารพษิ ท�ำลายศัตรพู ชื ท�ำให้ศตั รพู ืชลดกจิ กรรมหรือ
ลดการท�ำลายพืชลง และทำ� ให้ศตั รูพชื ลดปริมาณลง โดยการท�ำลายศัตรูพชื หรอื ทำ� ให้ศตั รพู ืชตาย
เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ม์ ที ง้ั ทเี่ ปน็ ศตั รธู รรมชาตขิ องแมลงศตั รพู ชื เชน่ เชอ้ื ราบวิ เวอเรยี เชอ้ื ราเมตาไรเซยี ม
เชื้อบีที เชื้อไวรัสเอ็นพีวี และท่ีเป็นศัตรูธรรมชาติของเช้ือสาเหตุโรคพืช เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา
เช้อื บเี อส เป็นต้น
จลุ นิ ทรยี ท์ คี่ วบคมุ โรคพชื
เชอ้ื ราไตรโคเดอร์มา เช้ือบเี อส
ศัตรูธรรมชาตทิ สี่ ำ� คัญ
จลุ นิ ทรียท์ ีค่ วบคมุ แมลงศัตรพู ชื
เชื้อราบิวเวอเรีย เชอื้ ราเมตาไรเซยี ม
เชื้อบีที เชอ้ื ไวรัส เอ็นพีวี
เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช ในปัจจุบันมีหลายชนิด บางชนิดสามารถ
น�ำมาผลิตขยายอย่างง่ายได้แก่ เช้ือราไตรโคเดอร์มา เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตาไรเซียม
แต่บางชนิดต้องใช้เทคนิคผลิตขยายท่ียุ่งยาก และมีจ�ำหน่ายในท้องตลาดเกษตรกรสามารถเลือกซื้อได้
ได้แก่ เชอ้ื บีที เช้ือบีเอส
กรมสง่ เสริมการเกษตร