เช้ือไวรสั เอ็นพีวี
ความส�ำคัญ
เชอ้ื ไวรสั เอ็นพีวี เปน็ เชื้อจลุ นิ ทรยี ์ในธรรมชาติ
ทที่ ำ� ลายหนอนศตั รพู ชื ในกลมุ่ หนอนผเี สอ้ื มคี วามเฉพาะ
เจาะจงตอ่ แมลงเปา้ หมาย จงึ ไมเ่ ปน็ อนั ตรายตอ่ สง่ิ มชี วี ติ อน่ื
สามารถทำ� ให้หนอนศตั รูพชื เป็นโรคตายภายใน 5-7 วัน หลังจากได้รับเชอ้ื
ชนดิ ของเชอ้ื ไวรัส เอน็ พีวี
เอน็ พีวี Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) เปน็ เชอื้ ไวรสั ทที่ �ำให้เกดิ โรคกับแมลง ในประเทศไทย
มกี ารพัฒนาเชอ้ื ไวรัสเอน็ พีวีแมลงศตั รพู ืช 3 ชนิด ได้แก่
1) ไวรัส เอ็นพวี ี หนอนกระทู้หอม
2) ไวรัส เอ็นพวี ี หนอนกระทู้ผัก
3) ไวรัส เอน็ พีวี หนอนเจาะสมอฝ้าย
หนอนกระทหู้ อม หนอนกระทู้ผกั หนอนเจาะสมอฝ้าย
ลกั ษณะการทำ� ลายแมลงศัตรูพชื
เช้ือไวรสั ท�ำให้แมลงเป็นโรคตาย โดยท่ตี วั อ่อนของแมลง(หนอน) กนิ เชือ้ ไวรสั เข้าไป เมอื่ ไวรสั เข้าสู่
กระเพาะอาหาร ผลึกโปรตีนท่ีห่อหุ้มอนุภาคของไวรัสจะถูกย่อยสลาย โดยน้�ำย่อยในกระเพาะอาหาร
ที่มีสภาพเป็นด่างจัด อนุภาคไวรัสจะเข้าท�ำลายเซลกระเพาะอาหาร และอนุภาคไวรัสจะเพิ่มจ�ำนวน
แพร่กระจายเข้าสู่ภายในล�ำตวั ของแมลงเข้าไปท�ำลายอวยั วะต่างๆ ของแมลง เช่น เลือด ไขมัน กล้ามเนื้อ
ศตั รธู รรมชาติทส่ี �ำคญั
ท�ำให้หนอนเปน็ โรคและตายในเวลา 2-7 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดของหนอนท่ไี ด้รับเชือ้ เมอ่ื หนอนได้รบั เชือ้ ตาย
หนอนตัวอน่ื ๆ ทม่ี ากดั กินซากหนอน ก็จะได้รบั เช้อื ไวรัสจากซากหนอนทต่ี าย นอกจากน้ีลมและฝนยงั ช่วย
แพร่กระจายเช้ือไวรัส
ลักษณะอาการของแมลงท่ถี กู เช้อื ไวรัสทำ� ลาย
เมอ่ื หนอนกนิ เชอ้ื ไวรสั เอน็ พวี ี เขา้ ไป 1-2 วนั ผนงั ลำ� ตวั จะมสี ซี ดี จาง ลดการกนิ อาหาร เคลอ่ื นไหวชา้
จนไม่เคลื่อนไหว ระยะต่อมาผนงั ล�ำตวั สขี าวขุ่น หรือครีม หนอนหยุดกินอาหาร และไต่ข้ึนสู่บริเวณส่วนยอด
มกั ตายในลักษณะห้อยหวั และส่วนท้องลงเป็นรปู ตวั “ว”ี หวั กลบั ผนงั ลำ� ตัวจะแตกง่าย และเปลยี่ นเปน็ สีดำ�
มีกล่ินเหม็นมาก
ลักษณะหนอนทตี่ ายดว้ ยเชื้อไวรสั เอ็นพีวี
วธิ กี ารใช้
1. ส�ำรวจชนิดและปริมาณหนอนศัตรูพืช เพ่ือเลือกใช้เชื้อไวรัสเอ็นพีวีให้ตรงตามชนิดของ
หนอนศตั รพู ชื เนอ่ื งจากเชอื้ ไวรสั เอน็ พวี ี มคี วามเฉพาะเจาะจงสงู ในการทำ� ลายหนอน
2. พ่นเช้ือไวรัสเมื่อพบกลุ่มไข่หรือหนอนวัย 1-3 ในอัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้�ำ 20 ลิตร
พ่นทกุ 7-10 วนั หากการระบาดรนุ แรงพ่นอัตรา 30 มลิ ลลิ ติ ร ต่อน้ำ� 20 ลิตร พ่นทกุ 4 วนั ติดต่อกนั
2 คร้งั โดยฉดี พ่นตอนเย็น หนอนท่ีตายด้วยเชอื้ ไวรัส เอ็นพีวี สามารถเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไปได้ โดยเก็บ
หนอนใส่ในขวดพลาสติก และใช้ฉดี พ่นในอตั ราหนอน 2 ตวั ต่อน้�ำ 1 ลิตร
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
เชือ้ บีที
ความส�ำคัญ
เชื้อบีที เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ สามารถน�ำมาใช้ก�ำจัดแมลงศัตรูพืช และ
มคี วามเฉพาะเจาะจงทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื โดยทำ� ลายแมลง ในอนั ดบั ผเี สอื้ และดว้ งในระยะตวั ออ่ น เชอื้ บที ี
จึงเป็นจลุ นิ ทรยี ท์ มี่ คี วามปลอดภยั ตอ่ มนษุ ย์ สตั วช์ นดิ อนื่ รวมทงั้ แมลงทมี่ ปี ระโยชน์ ประเทศตา่ งๆ ทวั่ โลกได้
วจิ ยั และพฒั นาเชอ้ื บที อี ยา่ งกวา้ งขวางเพอื่ นำ� มาใชค้ วบคมุ แมลง ในปจั จบุ นั มกี ารผลติ และจำ� หนา่ ยเชอ้ื บที ี
เปน็ การคา้ ซง่ึ เชอ้ื บที ที ่จี ำ� หน่ายในประเทศไทย เปน็ เชือ้ ทผี่ ลิตในต่างประเทศและนำ� เข้ามาจำ� หน่าย
ชนดิ ของเชอ้ื บที ี เชื้อบีทีควบคมุ แมลง ที่จ�ำหน่ายในประเทศไทย มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่
1. Bacillus thuringiensis สายพนั ธ์ุ aizawai ใชค้ วบคมุ หนอนผเี สอื้ เชน่ หนอนใยผกั หนอนกระทหู้ อม
หนอนเจาะสมอฝา้ ย หนอนชอนใบส้ม ฯลฯ
2. Bacillus thuringiensis สายพนั ธ์ุ kurstaki ใชค้ วบคมุ หนอนผเี สอ้ื เชน่ หนอนใยผกั หนอนกระทหู้ อม
หนอนเจาะสมอฝา้ ย หนอนชอนใบส้ม ฯลฯ
3. Bacillus thuringiensis สายพนั ธ์ุ tenebrionis ใช้ควบคมุ หนอนด้วง เช่น ด้วงหมัดผัก
ชอ่ื วิทยาศาสตร์
Bacillus thuringiensis
สปอรเ์ ชื้อ บที ี
ศตั รูธรรมชาติทสี่ �ำคัญ
ลกั ษณะการท�ำลายแมลงศตั รพู ืช
เชื้อบีทีท�ำลายแมลงแตกต่างจากสารเคมี คือ สารเคมีส่วนใหญ่ก�ำจัดแมลง โดยถูกตัวตาย
แตเ่ ชอ้ื บที กี ำ� จดั แมลง โดยตวั ออ่ นของแมลงกนิ เชอื้ บที เี ขา้ ไป สภาพความเปน็ ดา่ งในกระเพาะอาหาร ทำ� ให้
เซลล์แบคทเี รยี แตกสลาย และนำ้� ย่อยในกระเพาะอาหารของแมลง จะย่อยสลายผลกึ โปรตนี และกระตุ้น
ให้กลายเปน็ สารพษิ (toxin) โปรตีนสารพษิ เข้าทำ� ลายเซลเยอ่ื บุผนงั กระเพาะอาหารของแมลง และเกิด
รูร่ัวบนผนังกระเพาะอาหาร ท�ำให้การดูดซึมและการถ่ายเทแร่ธาตุอาหารจากกระเพาะอาหารเข้าไป
ในเลือดของแมลงผิดไปจากปกติ กระเพาะอาหารของแมลงไม่สามารถทำ� งานได้ โดยหยดุ ย่อยอาหาร
พร้อมทั้งระบบเลือดผิดปกติ ท�ำให้แมลงเป็นอัมพาต แมลงหยุดกินอาหาร สปอร์ของเช้ือบีทีใน
กระเพาะอาหารผ่านทางรรู ว่ั เข้าไปในเลอื ดของแมลง เชอื้ เพมิ่ ปรมิ าณและแพร่กระจายไปยงั อวยั วะต่างๆ
แมลงเกดิ อาการโลหติ เปน็ พษิ แมลงชกั กระตกุ และตายภายใน 5-7 วัน
หนอนตายด้วยเชอื้ บที ี
ความเป็นพษิ ของเชือ้ บที ี
เชอื้ บีทีแต่ละสายพันธุ์ (strains) มรี ะดับความเปน็ พษิ ต่อแมลงแตกต่างกัน และแมลงแต่ละชนดิ
กต็ อบสนองต่อเชือ้ บที แี ต่ละสายพันธ์ุ (strains)แตกต่างกัน เช่น สายพันธ์ุ kurstaki และ aizawai มีความ
เป็นพิษสูงต่อหนอนผีเส้ือ (Lepidoptera) ส่วนสายพันธุ์ tenebrionis มีความเป็นพิษสูงต่อหนอนด้วง
(Coleoptera)
กรมสง่ เสริมการเกษตร
การวดั คา่ ความเปน็ พษิ ของเชอ้ื บที ี (Measuring toxicity)
ค่าโพเทนซ่ี (Potency) : เป็นอัตราการตายของหนอนชนิดใดชนิดหน่ึง ท่ีมีหนอนตาย 50%
ซง่ึ เกดิ จากการใช้เชอ้ื บที ชี นดิ หนง่ึ เปรยี บเทยี บกบั เชอ้ื บที มี าตรฐานทมี่ อี ตั ราการตายที่ 50% ของหนอนชนดิ
เดยี วกนั โดยเชอื้ บที มี าตรฐานนน้ั มคี ่าโพเทนซม่ี าตรฐาน ผลติ ภณั ฑ์เชอื้ บที ที จี่ �ำหน่ายในปจั จบุ นั ส่วนใหญ่
ใช้หน่วยโพเทนซ่เี ปน็ IU / mg นอกจากนบ้ี างผลิตภัณฑ์ระบุเปน็ % AI (Active ingredient) ของเชื้อบีที
วธิ ีการใชเ้ ชื้อบที ี
1. อ่านฉลากและใช้ตามค�ำแนะน�ำในฉลาก ไม่ใช้อัตราสูง หรือต่�ำเกินไป เช้ือบีทีที่มีจ�ำหน่าย
ในท้องตลาดมีหลายย่ีห้อและหลายความเข้มข้น ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดศัตรูพืช การเลือกซ้ือ
เช้อื บีทตี ้องดูวนั เดอื นปีทผ่ี ลิตหรือวันหมดอายุ และเป็นเช้ือท่เี ก็บในท่แี ห้ง ไม่ถกู แสงแดด
2. เชอื้ บที เี ปน็ สงิ่ มชี วี ติ ไมท่ นแสงอลุ ตราไวโอเลต (UV) หากพน่ เชอื้ บนสว่ นของพชื และถกู แสงแดด
เปน็ เวลานานๆ โดยทีแ่ มลงไม่มากนิ เชือ้ บที ี จะเสือ่ มประสทิ ธิภาพอย่างรวดเร็ว จงึ ควรพ่นเชื้อบีที ในช่วง
หลังสามโมงเย็น หรือในช่วงไม่มีแสงแดด
3. เชื้อบีทีจะมีผลท�ำลายแมลงก็ต่อเมื่อแมลงกินเข้าไป จึงต้องพ่นเช้ือให้ครอบคลุมทุกส่วน
ของพชื ทแี่ มลงกนิ เป็นอาหาร
4. การใช้เช้ือบีทีในระยะท่ีหนอนอ่อนแอหรือเพิ่งฟักจากไข่ สามารถท�ำลายหนอนได้ดีกว่า
การใชก้ บั หนอนทแี่ ขง็ แรงหรอื อายมุ ากแลว้ เมอ่ื พบการระบาดของหนอน ควรพน่ เชอ้ื บที อี ตั ราตามแนะน�ำ
ในฉลาก โดยพ่นตดิ ต่อกนั 3 คร้ัง ทกุ 3-4 วนั
5. ปรบั หวั ฉดี เครอื่ งพ่นสาร ให้ละอองเลก็ ทสี่ ดุ จะช่วยให้ละอองสารเกาะผวิ ใบได้ดี เปน็ การช่วย
เพม่ิ ประสิทธิภาพในการควบคุมแมลง
6. ควรผสมสารจับใบทกุ ครั้ง อตั ราตามค�ำแนะน�ำ
ศัตรธู รรมชาตทิ สี่ �ำคญั
เชอ้ื ราบวิ เวอเรยี
ความส�ำคัญ
เชอื้ ราบวิ เวอเรยี หรอื เชอ้ื ราขาว เปน็ เชอ้ื ราทเี่ ขา้ ทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื ไดห้ ลายชนดิ เชน่ เพลยี้ ไฟ
ไรแดง เพลย้ี อ่อน เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลยี้ กระโดดสีน้�ำตาล แมลงหวขี่ าว หนอนห่อใบข้าว ด้วง ฯลฯ เชอื้ รา
บวิ เวอเรียสามารถทำ� ลายทงั้ ตวั อ่อนและตวั เตม็ วัยของแมลง
ในสภาพแวดลอ้ มการทดสอบ ทอ่ี ณุ หภมู ิ 33 องศาเซลเซยี ส และความชนื้ สมั พทั ธ์ 86 เปอร์เซน็ ต์
เชอ้ื ราบิวเวอเรีย บาสเซยี นา สายพันธ์ุกรมส่งเสรมิ การเกษตร (กสก −1) มปี ระสทิ ธภิ าพในการควบคมุ
แมลงศตั รพู ชื ชนิดต่างๆ ดงั น้ี
1. พบการตายของ เพลีย้ อ่อน เพล้ยี ไฟ และเพล้ยี แป้ง ร้อยละ 82.5, 67.5 และ 65.0 ตามลำ� ดบั
โดยเพล้ยี ตายภายใน 2 ½ - 4 วนั
2. พบการตายของหนอนใยผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้หอม และหนอนกระทู้ผัก
ร้อยละ 92.5, 77.5, 50.0 และ 32.5 ตามล�ำดับ โดยหนอนตายภายใน 3-4 วัน
3. พบการตายของไรแดง ร้อยละ 95.0 โดยไรแดงตายภายใน 3 วัน
ในปี 2543-2544 บริษัท เทพวัฒนาเคมี จ�ำกัด ได้ทดสอบประสิทธิภาพสารชีวภัณฑ์
เช้ือราบิวเวอเรยี ช่อื การค้า โคนเิ ดยี พบว่า โคนเิ ดีย สามารถควบคุมแมลงหว่ขี าวในฝ้าย และเพล้ยี ไก่แจ้
ในส้มเขียวหวาน (วินยั และประดษิ ฐ์, 2554,ก และข)
ชอ่ื วิทยาศาสตร ์
Beauveria bassiana
กรมสง่ เสริมการเกษตร
การเข้าทำ� ลายแมลงของเชอ้ื ราบวิ เวอเรีย
สปอรเ์ ชอ้ื ราบวิ เวอเรยี ตกลงบนผนงั ลำ� ตวั ของแมลง และเข้าส่ลู ำ� ตวั แมลงทางผนงั ลำ� ตวั รหู ายใจ
บาดแผลบนผนงั ลำ� ตวั เมอ่ื มคี วามชนื้ เหมาะสม สปอร์งอกและแทงทะลผุ นงั ลำ� ตวั โดยเฉพาะบรเิ วณผนงั
ลำ� ตวั ทอ่ี อ่ นบาง เชน่ รอยตอ่ ระหวา่ งปลอ้ งหรอื ระยางคต์ า่ งๆ เชอ้ื ราจะเจรญิ สรา้ งเสน้ ใย ทำ� ลายชนั้ ไขมนั
และกระจายไปท่ัวในช่องว่างภายในตัวแมลง ท�ำลายอวัยวะและระบบกลไกต่างๆ ในตัวแมลง
เมื่อเช้อื ราสร้างเส้นใยจนเต็มตวั แมลง แมลงแสดงอาการเปน็ โรค เบ่อื อาหาร อ่อนเพลยี ไม่เคล่ือนไหว
และตายในทส่ี ดุ หลงั จากนนั้ เชอื้ ราจะแทงผ่านผนงั ลำ� ตวั แมลงออกมาภายนอก และสร้างสปอร์คล้ายฝ่นุ
สีขาวปกคลุมตัวแมลง สปอร์แพร่กระจายไปตามลม ฝน แมลงทม่ี าเกาะบรเิ วณทม่ี เี ชอ้ื รา หากสภาพ
แวดลอ้ มเหมาะสม เชอื้ รากจ็ ะทำ� ลายแมลงศตั รพู ชื ตอ่ ไป
ลักษณะอาการของแมลงทถี่ ูกเช้ือราบวิ เวอเรยี ทำ� ลาย
1. แมลงท่ีถูกเช้ือราบิวเวอเรียท�ำลาย แสดงอาการเป็นโรค คอื เบอ่ื อาหาร กนิ อาหารนอ้ ยลง
ออ่ นเพลยี ไมเ่ คลอ่ื นไหว
2. สีผนงั ล�ำตัวแมลงเปลีย่ นไป บริเวณท่ีถูกเช้อื ราทำ� ลายเห็นเป็นจดุ สีด�ำ
3. เส้นใยและสปอร์สขี าวปกคลมุ ตวั แมลง
แมลงตายดว้ ยเชื้อราบวิ เวอเรีย เส้นใยสขี าวคลุมตวั เพล้ยี แป้ง
ศัตรูธรรมชาติท่ีส�ำคัญ
วธิ กี ารใช้เชื้อราบเิ วอเรยี
1. ใช้เช้ือราบิวเวอเรีย 1-2 กิโลกรัมต่อน้�ำ 20 ลิตร โดยแบ่งน้�ำเปน็ 2 สว่ น นำ� เชอ้ื ราผสมนำ้�
5 ลติ ร (สว่ นท่ี 1) ขยเี้ บาๆ ใหส้ ปอรส์ ขี าวออกมาอยู่ในน้�ำ กรองเอาน้�ำไปผสมกบั นำ�้ อกี 15 ลิตร (ส่วนที่ 2)
ซึ่งผสมสารจบั ใบไว้แล้ว
2. ให้นำ�้ แปลงปลูกพืชประมาณ 1 ชัว่ โมง ก่อนการพ่นเชือ้ ราบิวเวอเรีย
3. พ่นเชอื้ ราบวิ เวอเรีย โดยพ่นให้ถกู ตวั แมลงศัตรพู ืชหรอื บรเิ วณทแ่ี มลงอาศยั โดยพ่นในช่วงที่
แมลงศตั รพู ชื ออกหากิน หรอื เวลาเยน็ ซ่ึงสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการงอกและเจรญิ เตบิ โตของเช้อื รา
คอื สภาพความชนื้ สงู และแสงแดดอ่อนๆ
4. หลังจากพ่นเช้ือราบิวเวอเรียแล้ว 5-7 วัน ส�ำรวจแปลงพืช หากยังพบแมลงศัตรูพืช
พ่นเช้อื ราบวิ เวอเรียซำ�้
เชื้อราบิวเวอเรียค่อนข้างอ่อนแอต่อแสงแดด และอุณหภูมิสูง เช้ือรามีประสิทธิภาพในสภาพ
ท่ีมคี วามชื้น หากอณุ หภูมิสงู กว่า 37 องศาเซลเซยี สและความชน้ื สัมพัทธ์ตำ่� กว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เชอื้ รา
หยุดการเจริญเติบโต
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
เชอ้ื ราเมตาไรเซยี ม
ความส�ำคัญ
เชอ้ื ราเมตาไรเซียม หรอื เชื้อราเขียว เป็นเช้ือราที่ท�ำให้เกดิ โรคในแมลงศตั รูพืชส่วนใหญ่ใช้กำ� จดั
แมลงท่ีอาศัยในดินกลุ่มหนอนด้วง เช่น ด้วงแรดมะพร้าว นอกจากนี้เช่ื้อราเมตาไรเซียมบางสายพันธุ์
สามารถใช้ควบคุมแมลงในกลุ่มอ่ืนๆ เช่น หนอนเจาะล�ำต้นอ้อย ตั๊กแตน เพล้ียกระโดด ปลวก ฯลฯ
โดยสามารถท�ำลายแมลงในระยะตัวหนอน ดกั แด้ และตัวเต็มวยั
ชื่อวิทยาศาสตร์
Metarhizium anisopliae
ลักษณะการทำ� ลายแมลงศตั รูพชื
โคนเิ ดยี ของเช้ือราเมตาไรเซยี มตกลงบนผนังล�ำตวั ของแมลง ในสภาพท่ีมคี วามชื้นและอณุ หภมู ิ
เหมาะสม โคนเิ ดยี จะงอกและแทงผา่ นผนงั ลำ� ตวั แมลง โดยจะทำ� ลายชนั้ ไขมนั และแพรเ่ ขา้ สชู่ อ่ งวา่ งภายใน
ล�ำตัวแมลง เส้นใยเจริญและดูดอาหารจากภายในล�ำตัวของแมลงท�ำลายเนื้อเย่ือและอวัยวะภายใน
ของแมลง เส้นใยเชื้อราเจริญอัดแน่นอยู่ภายในลำ� ตัวแมลง ท�ำให้แมลงตาย โดยมักจะตายในลักษณะ
แห้งแข็ง เรียกว่า มัมมี่ หลังจากแมลงตายเชื้อราจะแทงทะลุผ่านผนังล�ำตัวแมลงออกมาภายนอก
ในช่วงแรกจะพบเส้นใยสขี าวปกคลมุ ลำ� ตวั และต่อมาจะเปลย่ี นเป็นสเี ขียว
ดว้ งแรด เพล้ยี ปลวก
แมลงตายด้วยเช้อื ราเมตาไรเซียม
ปลวกตายดวยเช้ือราเมตาไรเซยี ม
ศัตรธู รรมชาติทส่ี �ำคัญ
วิธีการใช้เช้ือราเมตาไรเซยี ม
1. ใช้ควบคมุ แมลงด้วงแรดมะพร้าว ซงึ่ ชอบวางไข่ตามเศษซากพชื หรอื กองป๋ยุ อนิ ทรยี ์ในสวน
มะพร้าว และสวนปาล์มนำ้� มัน จะใช้วิธีท�ำกองปุ๋ยหมักล่อให้ด้วงแรดมะพร้าววางไข่
1) เตรยี มกองปุ๋ยหมกั ขนาด 2 x 2 x 0.5 เมตร ทิ้งไว้จนวสั ดุในกองปุ๋ยหมกั สลายตัว
2) โรยเช้อื ราเมตาไรเซยี ม อตั รา ½ กโิ ลกรมั ต่อกอง
3) รักษาความชื้นในกองปุ๋ยเพ่ือให้เชอื้ ราเมตาไรเซียมสามารถเจริญเตบิ โตได้ดี ซงึ่ เชอ้ื รา
เมตาไรเซียม จะมปี ระสิทธิภาพ ในการกำ� จดั ด้วงแรดนานประมาณ 6-12 เดือน
2. ใช้กำ� จัดแมลงทีอ่ าศยั บนต้นพืช เช่น เพลีย้ กระโดดสนี ำ้� ตาล หนอนแมลงดำ� หนามมะพร้าว
1) ใช้เช้อื ราเมตาไรเซยี ม 1-2 กโิ ลกรัมต่อน�้ำ 20 ลติ ร โดยแบ่งนำ้� เปน็ 2 สว่ น นำ� เชอ้ื ราผสม
นำ้� 5 ลติ ร (สว่ นท่ี 1) ขยใ้ี หส้ ปอรส์ ขี าวออกมาอยู่ในน้�ำ กรองเอานำ�้ ไปผสมกบั นำ�้ อกี 15 ลติ ร (ส่วนท่ี 2) ซ่ึง
ผสมสารจับใบไว้แล้ว
2) ให้นำ้� แปลงปลูกพชื ประมาณ 1 ชว่ั โมง ก่อนการพ่นเชือ้ ราเมตาไรเซยี ม
3) พ่นเช้อื ราเมตาไรเซียม โดยพ่นให้ถกู ตัวแมลงศตั รูพชื หรอื บริเวณท่แี มลงอาศยั โดยพ่น
ในช่วงท่แี มลงศัตรพู ชื ออกหากนิ หรือเวลาเยน็ ซง่ึ สภาพแวดล้อมเหมาะต่อการงอกและเจรญิ เตบิ โตของ
เชือ้ รา คอื สภาพความชื้นสงู และแสงแดดอ่อนๆ
4) หลงั จากพ่นเชอ้ื ราเมตาไรเซียมแล้ว 5-7 วัน สำ� รวจแปลงพืช หากยังพบแมลงศัตรพู ชื
พ่นเชื้อราเมตาไรเซยี มซำ้�
3. ใช้ก�ำจดั แมลงทีช่ ่วงหนึง่ ของชีวติ อยู่ในดิน เช่น หนอนทราย ปลวก โดยหว่านเชอ้ื ลงในดนิ
หรือผสมน้�ำรดลงไปในดนิ อตั ราเช้อื 1 กิโลกรัมต่อน้ำ� 20 ลติ ร
กรมส่งเสริมการเกษตร
เชือ้ ราไตรโคเดอร์มา
ความส�ำคญั
เชื้อราไตรโคเดอร์มา เป็นเชื้อราชั้นสูง สปอร์สีเขียวเข้ม เจริญได้ดีในดินที่มีอินทรีย์วัตถุ
เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า มคี วามสามารถในการแยง่ อาหารและปจั จยั ตา่ งๆ ของเชอื้ ราโรคพชื มคี ณุ สมบตั ใิ นการ
ยบั ยง้ั การเจรญิ เตบิ โตและทำ� ลายเชอื้ ราสาเหตโุ รคพชื หลายชนดิ เชน่ รากเนา่ โคนเนา่ โรคเนา่ คอดนิ โรคเหย่ี ว
โรคเมลด็ เนา่ โรคเมลด็ ดา่ ง โรคไหม้ ฯลฯ นอกจากนยี้ งั ชว่ ยทำ� ใหร้ ะบบรากพชื สมบรู ณแ์ ขง็ แรง
ประโยชนข์ องเชอ้ื ราไตรโคเดอร์มา
1. ลดกิจกรรมของเชือ้ ราสาเหตุโรคพชื โดยการพันรดั เส้นใยเชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื แล้วปล่อย
เอนไซม์ สลายผนงั เสน้ ใยของเชอื้ โรค และแทงสว่ นของเสน้ ใยเขา้ ไปภายในเสน้ ใยโรคพชื เชอื้ ราไตรโคเดอรม์ า
เจริญอยา่ งรวดเรว็ โดยใชอ้ าหารจากภายในเสน้ ใยโรคพชื สง่ ผลใหก้ จิ กรรมดา้ นการเจรญิ เตบิ โตของเสน้ ใย
และกจิ กรรมเก่ยี วกบั การสืบพนั ธ์ุของเช้อื โรคลดลง
2. ลดปรมิ าณเชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื ปรมิ าณเชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื สมั พนั ธ์โดยตรงกบั กจิ กรรมการ
เจริญเพือ่ สร้างเส้นใย และสปอร์ เมือ่ กจิ กรรมดงั กล่าวถูกขดั ขวาง หรือ รบกวนโดยเชื้อราไตรโคเดอร์มา
อย่างต่อเนอื่ ง ส่งผลให้ความรนุ แรงของโรคลดลง และ ปรมิ าณเชอื้ ราสาเหตโุ รคพชื ลดลง จนอยู่ในระดบั
ท่ีไม่สามารถก่อให้เกดิ ความเสียหายรุนแรงกบั พืชท่ีปลูก
3. เพม่ิ การเจรญิ เตบิ โตของพชื มรี ายงานวา่ เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ าสามารถสรา้ งสารเรง่ การเจรญิ เตบิ โต
(ฮอร์โมน) ต่างๆ ในขณะที่บางรายงานเชื่อว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มาสร้างสารกระตุ้นให้พืชสร้างสารเร่ง
การเจรญิ เตบิ โต
4. เพมิ่ ความตา้ นทานของพชื การใชเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอรม์ าฉดี เขา้ ลำ� ตน้ หรอื ระบบราก นอกจากชว่ ย
ในการปอ้ งกนั และรกั ษาพชื ทเ่ี ปน็ โรคแลว้ ยงั ทำ� ใหพ้ ชื แขง็ แรงและตา้ นทานตอ่ การเกดิ โรค
ช่อื วทิ ยาศาสตร์
Trichoderma harzianum
ศัตรูธรรมชาติทส่ี �ำคญั
ลักษณะการทำ� ลายเชอ้ื ราโรคพชื
กลไกในการทำ� ลายเช้อื ราโรคพืช
1. การแขง่ ขนั กบั เชอื้ โรคพชื เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า เจรญิ สรา้ งใยรวดเรว็ สามารถสรา้ งสปอรไ์ ด้
ในปรมิ าณสงู ทำ� ใหเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอรม์ า สามารถแขง่ ขนั กบั เชอ้ื ราโรคพชื ทอ่ี ยใู่ นบรเิ วณเดยี วกนั
2. การเปน็ ปรสติ เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ าสามารถพนั รดั เสน้ ใยเชอื้ รา สาเหตโุ รคพชื แลว้ สรา้ งเอนไซม์
ยอ่ ยสลายผนงั เสน้ ใยโรคพชื จากนนั้ แทงเสน้ ใยไปเจรญิ อยภู่ ายในเสน้ ใยโรคพชื
3. สรา้ งสารยบั ยง้ั หรอื ทำ� ลายเชอื้ โรคพชื เชอื้ ราไตรโคเดอรม์ า สรา้ งปฏชิ วี นสาร สารพษิ และเอนไซม์
เพอ่ื ทำ� ลายเสน้ ใยของเชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื
4. ชกั นำ� ใหพ้ ชื มคี วามตา้ นทานโรค เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า สามารถชกั นำ� ใหพ้ ชื ผลติ เอนไซมห์ รอื โปรตนี
ทำ� ใหพ้ ชื เกดิ ความตา้ นทานเชอ้ื โรคพชื
วธิ กี ารใชเ้ ช้อื ราไตรโคเดอรม์ า
1. ใชค้ ลกุ เมลด็ โดยใชเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอรม์ าชนดิ สด 10 กรมั (1 ชอ้ นแกง) ใสน่ ำ้� 10 มลิ ลลิ ติ ร นำ� ไป
คลกุ กบั เมลด็ พนั ธ์ุ 1 กโิ ลกรมั เพอ่ื ควบคมุ เชอ้ื ราทต่ี ดิ มากบั เมลด็ และปอ้ งกนั รากพชื ทเ่ี พง่ิ งอกไมใ่ หถ้ กู เชอื้ รา
โรคพชื เขา้ ทำ� ลาย สำ� หรบั การใชเ้ ชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ าแชเ่ มลด็ พนั ธข์ุ า้ ว ใหน้ ำ� เมลด็ พนั ธข์ุ า้ วทผ่ี า่ นการแชน่ ำ�้
1-2 คนื แชใ่ นนำ้� เชอื้ ไตรโคเดอรม์ า ประมาณ ½ ชว่ั โมง (เชอื้ 1 กโิ ลกรมั ตอ่ นำ�้ 100 ลติ ร เอาเฉพาะนำ�้ สเี ขยี ว)
และนำ�้ เชอ้ื ทเ่ี หลอื รดในชว่ งการบม่ เมลด็ พนั ธข์ุ า้ ว
2. ใชเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอรม์ าชนดิ สด 1 กโิ ลกรมั ผสมกบั รำ� 4 กโิ ลกรมั และปยุ๋ อนิ ทรยี ์ 100 กโิ ลกรมั
คลกุ เคลา้ ใหเ้ ขา้ กนั นำ� ไป
2.1 ผสมกบั วสั ดปุ ลกู อตั ราเชอ้ื ทผี่ สมแลว้ 1 สว่ น วสั ดปุ ลกู 4 สว่ น
2.2 รองกน้ หลมุ อตั รา 10-100 กรมั ตอ่ หลมุ ขน้ึ กบั ขนาดหลมุ
2.3 หวา่ นในแปลงปลกู หรอื รอบทรงพมุ่ อตั รา 50-100 กรมั ตอ่ ตารางเมตร
3. ฉดี พน่ โดยใชเ้ ชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ าชนดิ สด 100 กรมั ผสมนำ้� 20 ลติ ร กรองเอาเฉพาะนำ�้ ฉดี พน่
หรอื รดลงดนิ หรอื วสั ดปุ ลกู 10-20 ลติ ร ตอ่ 100 ตารางเมตร (160-320 ลติ รตอ่ ไร)่ หรอื ฉดี พน่ บนพชื 5-10
ลติ รตอ่ ตน้
4. ทาลำ� ตน้ ใชเ้ ชอื้ สด 1 กโิ ลกรมั ผสมนำ้� 1 ลติ ร ฝนุ่ แดง ½ กโิ ลกรมั คนใหเ้ ขา้ กนั ทาบนลำ� ตน้ ทเี่ ปน็
โรครากเนา่ โคนเนา่ ซงึ่ ไดถ้ ากเปลอื กแลว้
กรมสง่ เสริมการเกษตร
เชอ้ื บเี อส
ความส�ำคัญ
เชอ้ื บเี อส เปน็ เชอ้ื แบคทเี รยี ทอ่ี ยรู่ ว่ มกบั พชื โดยไมท่ ำ� ความ
เสียหายให้กับพืช มีความสามารถในการปรับตัวและทนทาน
ต่อสภาพแวดลอ้ มทผ่ี นั แปร โดยการสร้างสปอร์ เชอ้ื บเี อสสามารถ
ควบคุมเช้อื โรคพืชได้หลายชนดิ ทง้ั เชอ้ื ราและเชื้อแบคทีเรยี
1. ควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเช้ือรา เช่น โรครากเน่า-โคนเน่า โรคเหี่ยว โรคเน่าคอดิน ฯลฯ
2. ควบคุมโรคพืชท่ีเกิดจากเชอ้ื แบคทีเรีย เช่น โรคกาบใบแห้ง โรคเน่าเละ โรคแคงเกอร์ ฯลฯ
ชอ่ื วิทยาศาสตร์
Bacillus subtilis
ลกั ษณะการท�ำลายเชอ้ื สาเหตุโรคพืช
ส�ำหรับกลไกในการควบคุมโรคพืชของแบคทีเรียในสกุลน้ี ได้แก่ การแข่งขันแย่งชิงพ้ืนท่ีและ
อาหาร(Competition) การครอบครองพื้นที่ โดยคลุมโคโลนีของเชื้อสาเหตุโรคพืช (Colonization) และ
การสร้างสารต่างๆ ออกมาภายนอก เพื่อหยุดการเจริญและย่อยสลายเส้นใยของเชื้อราโรคพืช
ได้แก่ สารปฏิชีวนะและเอนไซม์ ตลอดจนผลิตสารคีเลต ซึ่งมีความสามารถในการแย่งจับธาตุเหล็ก
ทำ� ให้จลุ นิ ทรยี ์ทเี่ ปน็ สาเหตโุ รคพชื ได้รบั ธาตตุ ่างๆ ไปใช้เปน็ แหล่งอาหารในกระบวนการเจรญิ ไม่เพยี งพอ
วธิ ีการใช้
1. ใช้เช้อื บเี อส อตั รา 100 กรมั ต่อนำ�้ 1 ลิตร ทาแผลที่เกิดจากโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล
จ�ำนวน 2 ครง้ั ห่างกนั 1- 2 สัปดาห์
2. ฉีดพ่นเช้ือบีเอส อัตรา 20-40 กรัม ต่อนำ�้ 20 ลิตร จำ� นวน 2 คร้งั ห่างกนั 1- 2 สปั ดาห์
3. ใช้เชอ้ื บีเอส คลุกเมล็ดเพื่อควบคุมโรคทีต่ ิดมากบั เมล็ด
ศัตรูธรรมชาตทิ ส่ี �ำคญั
ไส้เดอื นฝอยสไตนเ์ นอรน์ ีมา
ความส�ำคญั
ไส้เดือนฝอย ศัตรูธรรมชาติ น�ำมาใช้ประโยชน์ในการควบคุมแมลง จ�ำพวกหนอนผีเส้ือต่างๆ
เชน่ หนอนกระทผู้ กั หนอนใยผกั หนอนเจาะสมอฝา้ ย หนอนกนิ ใตผ้ วิ เปลอื กลองกอง ฯลฯ นอกจากน้ี
ยงั ทำ� ลายหนอนดว้ งชนดิ ตา่ งๆ เชน่ ดว้ งหมดั ผกั ดว้ งงวงมนั เทศ ฯลฯ
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์
Steinernema carpocapsae
ลกั ษณะรปู ร่าง
ไสเ้ ดอื นฝอยสไตนเ์ นอรน์ มี าเปน็ สงิ่ มชี วี ติ ขนาดเลก็ มองดว้ ยตาเปลา่ ไมเ่ หน็ มรี ปู รา่ งยาวเรยี ว คลา้ ย
เสน้ ดา้ ย สว่ นหวั กลม ไมม่ ขี อ้ ปลอ้ ง สว่ นหางแคบและเรยี ว ขนาดลำ� ตวั ยาวประมาณ 0.4-1 มลิ ลเิ มตร
ลักษณะการท�ำลายแมลงศตั รูพืช
ไสเ้ ดอื นฝอยสไตนเ์ นอรน์ มี า วยั 3 เขา้ สตู่ วั แมลงทางปาก รหู ายใจ และรทู วาร เขา้ ไปอยใู่ นตวั แมลง
แล้วชอนไชเข้าสู่กระแสเลือด และเจริญเติบโต
โดยกนิ ของเหลว และเนอื้ เยอื่ แมลงเปน็ อาหาร และ
ขับถ่ายเช้ือแบคทีเรีย ซ่ึงเป็นพิษต่อหนอนออกมา
ท�ำให้เลือดของหนอนเป็นพิษ หนอนจะตายภายใน
1-2 วนั หลงั จากนน้ั ไสเ้ ดอื นฝอยจะเจรญิ เตบิ โตและ
ขยายพันธุ์ภายในตัวหนอน จนกระทั่งอาหารในตัว
แมลงหมด ไสเ้ ดอื นฝอย รนุ่ ลกู วยั 3 จะออกจากซากแมลง
เพ่ือไปหาหนอนตัวใหม่ หนอนท่ีตายสีจะซีดจาง
ผนงั ลำ� ตวั เหนยี ว
หนอนตายดว้ ยไส้เดอื นฝอย
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
วิธกี ารใช้
ไสเ้ ดอื นฝอยแบบบรรจใุ นชน้ิ ฟองนำ้� บรรจ ุ
4 ลา้ นตวั ตอ่ ซอง
1. ตัดถุงพลาสติกท่ีบรรจุไส้เดือนฝอย
เทฟองนำ้� ใสใ่ นนำ้� ตามอตั ราทใ่ี ช้ 1 ซองตอ่ นำ�้ 2 ลติ ร
2. ขยำ� ฟองนำ้� ใหไ้ สเ้ ดอื นฝอยออกมาอยใู่ น
นำ�้ ใหห้ มด ควรแบง่ นำ�้ ขยำ� ประมาณ 3 ครง้ั
3. บบี เอาฟองนำ�้ ออกจากนำ้� ไสเ้ ดอื นฝอย
4. ใชไ้ สเ้ ดอื นฝอยเพอ่ื ควบคมุ แมลง
1) หนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง
พน่ ไสเ้ ดอื นฝอยตามกง่ิ และลำ� ตน้ ทม่ี หี นอน ประมาณ ไส้เดือนฝอยบรรจุในชนิ้ ฟองนำ�้
2-3 ลติ ร ตอ่ ตน้ พน่ ตดิ ตอ่ กนั 2 ครง้ั หา่ งกนั 15 วนั
2) หนอนกระทู้หอมในดาวเรอื ง พ่นไส้เดอื นฝอยตามยอดและดอกในช่วงเยน็ ทกุ 5-7 วนั
หลงั เพาะเมลด็ 15 วนั
3) ตวั ออ่ นดว้ งหมดั ผกั พน่ หรอื ราดไสเ้ ดอื นฝอยในแปลงผกั หลงั การใหน้ ำ�้ ควรใชห้ ลงั หวา่ นเมลด็
และพน่ ทกุ 10 วนั ตดิ ตอ่ กนั 4 ครง้ั
4) ดว้ งงวงมนั เทศ พน่ หรอื ราดไสเ้ ดอื นฝอยในแปลงปลกู มนั เทศ หลงั จากทม่ี นั เทศมอี ายุ 60 วนั
และใชต้ ดิ ตอ่ กนั ทกุ 15-20 วนั ประมาณ 3-4 ครง้ั
ไสเ้ ดอื นฝอยทบี่ รรจใุ นชนิ้ ฟองนำ้� เมอื่ จะใชต้ อ้ งขยำ� ชน้ิ ฟองนำ้� ในนำ้� เพอ่ื ใหไ้ สเ้ ดอื นฝอยหลดุ
ออกมา ทำ� ใหย้ งุ่ ยากในการใช ้ ปจั จบุ นั กรมวชิ าการเกษตรไดพ้ ฒั นาการเกบ็ รกั ษาไสเ้ ดอื นฝอยในรปู ผงละลายนำ้�
เพอื่ สะดวกในการใช้
ไสเ้ ดือนฝอยในรปู ผง
ภาพโดย กรมวิชาการเกษตร
ศัตรูธรรมชาตทิ ี่สำ� คญั
เอกสารอา้ งองิ
จริ ะเดช แจ่มสว่าง. 2545. “ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคมุ โรคพชื ”. น.21 – 51
การควบคุมโรคพชื และแมลงศัตรูพชื โดยชีววิธี.
จริ ะเดช แจ่มสว่าง และ วรรณวไิ ล อินทน.ู 2544. การผลติ และวธิ ใี ชเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอรม์ าชนดิ สดควบคมุ
โรคพชื . กรงุ เทพฯ : หจก. เอ พลสั ทรี มเี ดยี .
ทพิ ย์วด ี อรรถธรรม. 2545. “การใช้เช้ือจลุ นิ ทรีย์ควบคุมแมลงศตั รูพืช”. น. 113 – 124
การควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรพู ืชโดยชวี วธิ .ี
บริษัทวัฒนาเคมี จ�ำกัด. 2547. บีทชี ีวนิ ทรีย์เพอ่ื ชีวิต.
พมิ ลพร นนั ทะ. 2544. “การควบคมุ แมลงศตั รพู ชื โดยชวี วธิ ”ี น.1–42 เอกสารวชิ าการการควบคมุ แมลงศตั รพู ชื
โดยชวี วิธีเพอ่ื การเกษตรย่ังยืน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จ�ำกัด.
. 2545. ศัตรธู รรมชาตหิ วั ใจของ IPM. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย จำ� กดั .
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร. 2554. เอกสาร
วชิ าการเรอ่ื ง การจดั การเพลยี้ แป้งมันสำ� ปะหลงั . กรงุ เทพ : บริษัทจีเบรน จำ� กัด.
มาล ี ตง้ั ระเบียบ และ ศิรินันท์ เอี่ยมประภา. 2544. “ประสิทธภิ าพของเชือ้ รา Beauveria spp.
ควบคุมเพล้ยี อ่อนศัตรูสำ� คัญพืชผัก”. น. 63-70 การประชมุ วชิ าการอารกั ขาพชื ครง้ั ที่ ๕.
21−23 พฤศจกิ ายน ๒๕๔๔ ณ โรงแรมเฟลิกซ์ ริเวอร์แคว จังหวัดกาญจนบรุ ี.
มาลัยพร เช้ือบัณฑติ วีระศักดิ์ ศกั ดิศ์ ริ ิรตั น์ พิศาล ศริ ิธร และ นวิ ัฒ เสนาะเมือง .2546.
“ความหลากชนดิ ของเช้ือราปฏปิ ักษ์ Trichoderma spp. จากแปลงผลิตเมล็ดพนั ธุ์ และศักยภาพ
ในการควบคุมเชื้อราสาเหตุโรค Fusarium wilt ของมะเขอื เทศและพืชตระกูลแตง ”. น.118
การประชมุ วชิ าการอารักขาพชื ครัง้ ที่ ๖. ๒๔−๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ณ โรงแรมโซฟิเทล
จงั หวัดขอนแก่น.
รุจ มรกต และ พิมลพร นนั ทะ . 2539 . แมลงหำ�้ −แมลงเบียน เพอ่ื นแท้ผู้ปลูกส้ม . กรงุ เทพฯ
: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด.
ลาวลั ย์ จรี ะพงษ์. 2553. เอกสารวชิ าการการควบคุมศตั รูพชื โดยชวี วธิ ี
______________. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์. เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมแมลง. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ชมุ นุม
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำ�กดั .
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
วินยั รชั ตปกรณ์ชัย และประดษิ ฐ์ ชณิ วงศ์. 2544ก. “โคนิเดีย (Beauveria bassiana)
สารชีวภัณฑ์ชนิดใหม่ป้องกันก�ำจัดเพลี้ยไก่แจ้ส้ม ( Diaphorina citri Kuwayama ) ในส้ม
เขียวหวาน ”. น. 205−210 การประชมุ วชิ าการอารกั ขาพชื ครงั้ ท่ี 5. 21-23 พฤศจกิ ายน 2544
. 2544ข. “ โคนเิ ดยี ( Beauveria bassiana)
สารชีวภัณฑ์ชนิดใหม่ป้องกันก�ำจัดแมลงหว่ีขาว (Bemesia tabaci Genadlus) ในฝ้าย ”.
น. 211-215 การประชุมวิชาการอารักขาพืชคร้ังที่ 5. 21-23 พฤศจิกายน2544 ณ โรงแรม
เฟลกิ ซ์ ริเวอร์แคว จังหวดั กาญจนบุร ี
ววิ ัฒน์ เสือสะอาด 2545. “การควบคมุ แมลงศัตรพู ืชโดยชีววธิ ี ”. น. 89-114 ควบคุมโรคพืชและแมลง
ศตั รูพืชโดยชวี วธิ ี.
ววิ ฒั น์ เสอื สะอาด และโกศล เจรญิ สม . 2542. การใช้มวนตวั ห�้ำอแู คนทีโคน่าควบคุมแมลงศตั รพู ชื
โดยชีววธิ .ี
วชั ล ี โสพนิ และ อารวี รรณ ใจเพช็ ร.ไมป่ รากฏปที พี่ มิ พ.์ การใชไ้ สเ้ ดอื นฝอยควบคมุ แมลงศตั รพู ชื .
.2550. คู่มอื การใช้ชีวนิ ทรีย์ควบคมุ ศัตรูพืช. สงขลา :
บริษทั มาสเตอร์พีช แอนด์ โครเชท์ จ�ำกัด.
วันทนยี ์ ชุ่มจิตต์ .2547. การใช้เช้ือราไตรโคเดอร์มาเพ่ือควบคุมโรคพืช.
ศูนย์วจิ ัยควบคุมศัตรพู ชื โดยชวี นิ ทรยี ์แห่งชาติ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.แมลงเบยี นหนอนใยผัก.
ศูนย์วิจยั ควบคมุ ศัตรพู ืชโดยชวี นิ ทรยี ์แห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนบน มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.แมลงเบยี นหนอนกระทู้ผัก.
สถติ ย์ ปฐมรัตน์. 2544. “ การควบคุมแมลงศตั รพู ืชโดยใช้แตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมา”.
น. 65-86 เอกสารวิชาการการควบคมุ แมลงศัตรพู ชื โดยชวี วธิ เี พ่ือการเกษตรย่ังยืน.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด..
สมหมาย ชืน่ ราม. 2545. ด้วงเต่าในประเทศไทย. กองกฏี และสัตววทิ ยา กรมวิชาการเกษตร.
สุมติ รา กาเดลลา และนาถวดี เขตต์เข่อื น. 2547. กระหลำ่� ปลีคู่มอื การจัดการศตั รูพชื และระบบนิเวศ
IPM DANIDA
สอุ าภา ดิสถาพร. 2540. เอกสารวิชาการการพัฒนาและส่งเสรมิ การบริหารศัตรูพชื แบบมีส่วนร่วม.
สำ� นักงานพฒั นาการวิจัยการเกษตร (องคก์ ารมหาชน) สวก .2554. เอกสารวชิ าการ เรอื่ งบวิ เวอเรยี .
สำ� นกั งานมาตรฐานสนิ คา้ เกษตรและอาหารแหง่ ชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์ 2550. รายการ
คำ� อธิบายศัพท์บญั ญัตดิ ้านสุขอนามยั พืช (ISPM No. 5). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกดั .
ส�ำนกั งานส่งเสริมการเกษตรภาคกลาง . 2541. การใช้ศัตรธู รรมชาติควบคมุ ศตั รูพืช.
ศตั รูธรรมชาตทิ ีส่ �ำคญั
ส�ำนักวจิ ยั พฒั นาการอารักขาพชื กรมวชิ าการเกษตร. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์. การใช้เชอื้ ไวรสั เอน็ พวี ี
ควบคมุ แมลง.
. 2550. การใชแ้ ตนเบยี นควบคมุ แลงดำ� หนาม
มะพรา้ ว.
. 2553. การใชไ้ รตวั หำ้� ควบคมุ ไรศตั รพู ชื ใน
กหุ ลาบและสตรอเบอร.่ี
. 2554. การเพาะเล้ยี งแตนเบยี นเพือ่ ควบคุม
หนอนแมลงด�ำหนามมะพร้าว.
. 2554. มวนพฆิ าต.
. 2554. มวนเพชฌฆาต.
. 2554. แมลงช้างปีกใสควบคมุ เพลย้ี แป้ง
ในมนั ส�ำปะหลัง.
อมั พร วโิ นทยั และรจนา ไวยเจรญิ .2552. แมลงด�ำหนามมะพร้าวและแตนเบียน
Asecodes hispinarum เอกสารประกอบการบรรยายในการอบรมหลกั สูตรการเพาะเล้ยี งแตน
เบยี นแมลงด�ำหนามมะพร้าว 12 – 13 กมุ ภาพันธ์ 2552. ณ สำ� นักวจิ ยั พฒั นาการอารักขาพืช
กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ. (อัดสำ� เนา)
อมั พร วโิ นทัย วภิ าดา วงั ศิลาบตั ร และวัชรี สุขสม .2554. “บทบาทของศัตรูธรรมชาตใิ นการ
ควบคุมแมลงวันผลไม้” น.151-167 แมลงวันผลไม้ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นุม
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด.
กรมสง่ เสริมการเกษตร
การผลิตขยายศตั รธู รรมชาติ บทท่ี 2
เรยี บเรยี งโดย เรวดี พรหมเกดิ
อารวี รรณ ใจเพ็ชร
การผลติ ขยายศตั รธู รรมชาติ เปน็ ขน้ั ตอนทส่ี ำ� คญั ในการใชศ้ ตั รธู รรมชาตคิ วบคมุ ศตั รพู ชื ปจั จบุ นั
มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนที่มีบทบาทในการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ ซ่ึงในส่วนของ
กรมส่งเสรมิ การเกษตรมีหน่วยงานศูนย์บริหารศตั รูพืช ท่วั ประเทศ จำ� นวน 9 ศนู ย์ ท่มี ีบทบาทในการ
ผลติ ขยายศตั รธู รรมชาติ เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ กษตรกรนำ� ไปใชใ้ นการควบคมุ ศตั รพู ชื และส่งเสรมิ ใหเ้ กษตรกร
ผลิตขยายศัตรูธรรมชาติใช้เอง โดยเน้นการส่งเสริมในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ท้ังการผลิตขยาย
แมลงศัตรธู รรมชาติ และเช้อื จุลินทรยี ์ เพ่อื ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้
ในการผลิตขยายแมลงศัตรูธรรมชาติ แต่ละชนิด มีข้ันตอนและวิธีการเลี้ยงแตกต่างกัน
โดยประกอบด้วย 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี
1. การผลิตพชื อาหาร (host plant)
2. การเล้ียงแมลงอาศยั (insect pest)
3. การเลีย้ งแมลงศัตรูธรรมชาติ (natural enemies)
การผลติ ขยายแมลงศตั รธู รรมชาตจิ ะประสบผลสำ� เรจ็ ได้ ขน้ั ตอนทง้ั 3 ขนั้ ตอน ตอ้ งมคี วามสมั พนั ธก์ นั
กล่าวคือ ต้องผลติ พชื อาหารให้เพยี งพอต่อการเลี้ยงแมลงอาศยั หรือแมลงทเ่ี ป็นอาหาร เพื่อใช้เลี้ยงแมลง
ศตั รธู รรมชาตใิ ห้ได้ปรมิ าณมาก ซงึ่ การผลติ ขยายแมลงศตั รธู รรมชาตมิ กั ประสบปญั หาความไม่สมดลุ ของ
พืชอาหาร แมลงอาศยั หรือแมลงทเ่ี ปน็ อาหาร และแมลงศตั รูธรรมชาติ
โดยท่ัวไปแมลงตัวห้�ำจะมีข้ันตอนการเล้ียงท่ียุ่งยากน้อยกว่าแมลงเบียน การเลี้ยงแมลงห้�ำ
สามารถเลอื กแมลงทใ่ี ชเ้ ปน็ อาหารไดห้ ลายชนดิ เชน่ การเลยี้ งมวนตวั หำ�้ สามารถใชไ้ ดท้ ง้ั หนอนกระทผู้ กั
หนอนไหมปา่ หนอนนก ฯลฯ ซง่ึ หนอนนกสามารถเพาะเลยี้ งไดง้ า่ ย ในขณะทก่ี ารเลย้ี งแมลงหางหนบี สามารถ
ใช้ได้ท้งั แมลงทเ่ี ปน็ อาหาร เช่น เพล้ยี อ่อน หนอนชนดิ ต่างๆ หรอื ใช้อาหารเทยี มท่มี สี ่วนประกอบของโปรตนี
เช่น อาหารแมว ส่วนการผลติ ขยายแมลงเบียน ส่วนใหญ่จะใช้แมลงอาศัยทีแ่ ท้จริง (natural host) เช่น
ศัตรธู รรมชาติทีส่ ำ� คญั
− การผลติ แตนเบียนหนอนใยผัก ต้องใช้หนอนใยผกั เท่านน้ั
− การผลติ แตนเบยี นหนอนกระทู้ผัก ต้องใช้หนอนกระทู้ผกั เท่าน้ัน
− การผลติ แตนเบยี นเพล้ยี แป้งสีชมพ ู ต้องใช้เพลี้ยแป้งสีชมพูเท่านั้น
− การผลติ แตนเบยี นหนอนแมลงด�ำหนามมะพร้าว ต้องใช้แมลงด�ำหนามมะพร้าวเท่านั้น
อย่างไรกต็ ามการผลติ ขยายแมลงเบยี นบางชนดิ สามารถใช้แมลงอาศยั ได้หลายชนดิ เช่น แตนเบยี น
หนอนบราคอน นอกจากใช้หนอนหัวด�ำเลยี้ งแล้ว สามารถใช้หนอนผเี สอื้ ข้าวสารเล้ียงได้ด้วย เช่นเดียวกบั
การใช้ไข่ผีเสื้อข้าวสารในการผลิตแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา ท�ำให้การผลิตแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา
ประสบผลส�ำเร็จ สามารถเลีย้ งได้ในปริมาณมากและต้นทุนการผลติ ต่�ำ
ส�ำหรับการผลติ เชอ้ื จลุ ินทรีย์ ได้แก่ เชอ้ื ราไตรโคเดอร์มา บวิ เวอเรยี และ เมตาไรเซยี ม ได้มกี าร
พัฒนาวิธีการผลิตเช้ือราทั้ง 3 ชนิด เพ่ือให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และเกษตรกรสามารถผลิตขยาย
เชอ้ื ราใชเ้ อง โดยศนู ยบ์ รหิ ารศตั รพู ชื ในพนื้ ทใ่ี ห้การสนบั สนนุ หวั เชอื้ โดยเฉพาะเชอื้ ราไตรโคเดอร์มา สามารถ
ผลติ โดยใช้วธิ กี ารง่ายๆ เกษตรกรสามารถทำ� ใช้เองทีบ่ ้านได้
กรมส่งเสริมการเกษตร
การผลิตขยาย
แมลงหางหนบี
วสั ดุและอปุ กรณ์
1. กล่องพลาสตกิ หรือกะละมงั 8. ขยุ มะพร้าว
2. ดินทีม่ อี นิ ทรยี ์วัตถุ 9. แกลบด�ำ
3. ช้อน 10. ชน้ั เลี้ยงแมลง
4. จานหรือถาดขนาดเลก็ 11. สำ� ลี
5. น�้ำสะอาด
6. กระบอกฉดี น�้ำ
7. อาหารแมวบด
ข้นั ตอนการผลิต
1. น�ำแมลงหางหนีบตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียจ�ำนวน
50 ตวั ท่ีเก็บจากธรรมชาติ หรือพ่อแม่พันธ์ุจากหน่วยงานราชการ
มาเล้ียงในกล่องพลาสติกทรงกลมภายในบรรจุดินและวัสดุท่ีใช้ผสม
เช่น ดิน แกลบดำ� และขุยมะพร้าว อัตราส่วน 2 : 1 : 1
2. ใหเ้ พลยี้ ออ่ นหรอื แมลงศตั รพู ชื อน่ื ๆเปน็ อาหาร หรอื ใชอ้ าหาร
แมวบดละเอยี ดใสอ่ าหารแมวในจานขนาดเลก็ เพอ่ื เปน็ อาหารของแมลง
หางหนบี ใสส่ ำ� ลชี บุ นำ้� วางบนดนิ ในกลอ่ ง หรอื ใสใ่ นถาดพลาสตกิ เลก็ ๆ
3. พน่ นำ้� ในดนิ 2−3 วนั ตอ่ ครง้ั เพอื่ เพมิ่ ความชน้ื หากความชนื้ ตำ�่
การวางไข่จะน้อยและการอยู่รอดจะลดลง แต่หากความช้ืนสูง
จะทำ� ให้อาหารข้นึ รา
4. เปลี่ยนอาหารสัปดาห์ละ 2 คร้งั หรือเม่อื อาหารหมด
ศัตรูธรรมชาติที่ส�ำคัญ
การผลติ ขยายแตนเบยี นไข่
ไตรโคแกรมมา
การผลิตขยายแตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมา ประกอบ ด้วย 2 ขน้ั ตอนหลัก ได้แก่ การผลิตขยาย
ผีเสื้อข้าวสารเพื่อใช้ไข่ผีเสอื้ ข้าวสารเป็นแมลงอาศยั และการผลิตขยายแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา
1. การผลติ ขยายผีเส้ือข้าวสาร
วสั ดุและอปุ กรณ์
1. ชน้ั เลีย้ งแมลง 11. กล่องพลาสติกขนาดประมาณ
2. กล่องพลาสติกสเี่ หลย่ี มฝาบดุ ้วยตะแกรง 22 x 3 x 6 เซนติเมตร มฝี าปิดเจาะรู
ตาขา่ ย ดา้ นขา้ งเจาะรสู ำ� หรบั ตอ่ ทอ่ ปลอ่ ย ระบายอากาศ บุด้วยแกรงลวดตาถ่ี
ตวั เต็มวยั ผีเส้ือข้าวสาร 12. ส�ำลี
3. กล่องพลาสติก 13. น�ำ้ ผึ้งเข้มข้น 30%
4. ถงั พลาสตกิ อบร�ำข้าวขนาด 200 ลติ ร 14. ถาดอะลมู เิ นยี มสำ� หรบั อบไขผ่ เี สอื้ ขา้ วสาร
5. ถงั พลาสตกิ อบปลายข้าวขนาด 200 ลิตร 15. ตะกร้าไนล่อน
6. เคร่อื งดูดแมลง 16. แปรงขนอฐู
7. สายยาง 17. กระชอน
8. หลอดแก้วขนาดผ่าศูนย์กลาง 1 x 8 นิ้ว 18. ตู้ทึบแสง
(test tube) 19. กระดาษทิชชู
9. ปลายข้าวสาร 20. หลอดไฟ UV
10. ร�ำละเอยี ด
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
ขัน้ ตอนการผลิตขยายผีเสื้อข้าวสาร
1. นำ� หนอนและตัวเตม็ วัยผเี สือ้ ข้าวสารทเ่ี ก็บมาจากยุ้งฉาง
หรือไข่ของผีเส้ือข้าวสารจากศูนย์บริหารศัตรูพืช ท�ำการเล้ียงขยาย
ในห้องปฏบิ ัตกิ าร
2. ก�ำจดั แมลงทป่ี นเปอ้ื นเข้ามา โดยน�ำรำ� ข้าวละเอยี ดมาอบ
ในตู้ควบคมุ อณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซยี ส เวลานานประมาณ 7-8 ชว่ั โมง
หรอื อาจจะน�ำห่อกระดาษที่บรรจุสารอะลูมิเนยี มฟอสไฟต์ 1 เม็ด มาวางแทรกในถงั บรรจุรำ� ขนาด 50
กิโลกรัม ปิดฝาตั้งไว้ นาน 15 วัน นอกจากน้ีจะน�ำสมุนไพรท่ีใช้ก�ำจัดแมลงศัตรูโรงเก็บผลผลิต เช่น
สะเดาบดหยาย เพอ่ื ฆ่าแมลงโรงเกบ็ ทีต่ ดิ มากบั รำ� เช่น มอดข้าวสาร ด้วงงวงข้าวสาร มอดแป้ง
3. น�ำปลายข้าวสารชั่งน้�ำหนัก 1 กิโลกรัม มาผสมกับร�ำ 2 กิโลกรัม หรือร�ำข้าวอย่างเดียว
จากนั้นช่ังร�ำและปลายขา้ วสารทผี่ สมกนั มาใสก่ ลอ่ งเลยี้ งแมลง ควรใหม้ คี วามหนา 5-6 เซนติเมตร หรือ
มีความหนาเกือบเท่าความสงู ของกล่องเลยี้ งแมลง
4. โรยไข่ผเี สื้อข้าวสารให้ทัว่ กล่อง จ�ำนวน 0.1 กรมั (มีไข่ประมาณ 2,000 ฟอง) ต่อรำ� ข้าวหนกั
1 กิโลกรัม หรือร�ำข้าวที่ผสมปลายข้าวสารหนัก 2 กิโลกรัม หรือเกือบเต็มภาชนะบรรจุ ปิดด้วยฝาท่ี
เจาะรบู ุด้วยลวดตาข่ายตะแกรงตาถี่ หรือผ้าตาถเี่ พอ่ื กันแมลงเข้าไปได้ และมีอากาศผ่านได้ดี จากนนั้ นำ�
ไปไว้ในห้องทมี่ ีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียล ความช้นื สัมพัทธ์ 75-80% หรือในห้องท่ีมีอากาศถ่ายเท
สะดวก
ศตั รูธรรมชาติท่ีสำ� คัญ
5. หลังจากน้ัน 4-5 วัน ไข่ของหนอนผีเสื้อข้าวสารจะฟักเป็นตัวใช้เวลาเจริญเติบโตจนเป็น
ตัวเตม็ วัยเประมาณ 45-60 วัน
6. เม่ือฟักเป็นตัวเต็มวัยเร่ิมน�ำไปที่ห้องดูดหรือตู้ เพ่ือเก็บตัวเต็มวัยผีเส้ือเพศผู้และเพศเมีย
ใส่กล่อง หรอื ถุงตาข่าย เกบ็ ในที่มืดหรือห้องทม่ี ืด เพอื่ ให้ผสมพนั ธ์ุ
7 เก็บไข่ทุกวัน โดยน�ำไข่จากถาดรองกล่องหรือถาดรองถุงที่ใส่ตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมีย
กรองขยะออก ด้วยการกรองผ่านกระชอนหรือตะแกรงบดข้าวตาถ่ี แบ่งเป็นพ่อแม่พันธ์ุ 20 เปอร์เซน็ ต์
และอีก 80 เปอร์เซน็ ต์น�ำมาผลิตแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา หรือแตนเบยี นหนอนบราคอน
2. ขนั้ ตอนการผลติ แตนเบียนไขไ่ ตรโคแกรมมา
1. นำ� กระดาษสแี ดงทจี่ ะโรยไขผ่ เี สอ้ื ขา้ วสาร มาตดั เปน็ ชน้ิ ขนาด กวา้ ง 1 นว้ิ ยาว 4 นว้ิ และวดั ขนาด
จากปลายสดุ ขดี เส้นก�ำหนดขนาดท่จี ะโรยไข่ ท่ีมีความกว้าง 1 น้ิว ยาว 1.5 นว้ิ
2. ทากาวน�ำ้ บางๆ ลงบนกระดาษที่ขดี เส้นกำ� หนดพืน้ ทีจ่ ะโรยไข่ผเี ส้ือข้าวสาร
3. น�ำไข่ผีเสื้อข้าวสารอบด้วยแสง UV (ultraviolet) นาน
15 นาที
4. น�ำไข่ผีเส้ือข้าวสาร 0.1 กรัม (ประมาณ 2,000 ฟอง)
ใสต่ ะแกรงรอ่ นทีม่ ตี าถี่ จากนั้นร่อนลงบนกระดาษท่ที ากาวไว้ 1 แผ่น
5. น�ำแผ่นกระดาษท่ีติดไข่ผีเส้ือข้าวสารใส่ในหลอดทดลอง
หรือใส่กระปุกขนาดเล็ก จ�ำนวน 10 แผ่น ใส่แผ่นพ่อแม่พันธุ์
แตนเบยี นไข่ไตรโคแกรมมาจำ� นวน 1 แผ่น.
6. น�ำสำ� ลชี ุบน้�ำผึ้งท่ีมีความเข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์
7. ตง้ั ไว้ประมาณ 4 − 5 วัน เพ่อื ให้แตนเบยี นไข่ วางไข่ลง
ในไข่ของผีเสื้อข้าวสาร ไข่ผีเส้ือข้าวสารเปลี่ยนเป็นสีคล�้ำข้ึนจนด�ำ
จากนนั้ ประมาณ 8-9 วัน ไข่ของแตนเบยี นจะฟกั เป็นตวั เต็มวยั
กรมส่งเสริมการเกษตร
การผลติ ขยายแตนเบยี นหนอน
บราคอน
การผลิตขยายแตนเบียนบราคอน ประกอบ ด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การผลิตขยายผีเสื้อ
ข้าวสารเพ่ือใช้หนอนผีเส้ือข้าวสารเป็นแมลงอาศัย และการผลิตขยายแตนเบียนบราคอน ส�ำหรับการ
ผลติ ขยายผเี สอื้ ข้าวสารรายละเอยี ดตามทก่ี ล่าวมาแล้ว สำ� หรบั การผลติ ขยายแตนเบยี นบราคอน ใช้วสั ดุ
อุปกรณ์ และขนั้ ตอนการผลติ ดงั น้ี
วัสดุและอปุ กรณ์
1. กล่องพลาสติกพร้อมฝาเจาะรู 3. ผ้ามุ้งตาถสี่ ีขาว
บดุ ้วยผ้าม้งุ ตา 2 รู และด้านข้างกล่อง 4. นำ้� ผง้ึ 50 เปอร์เซ็นต์
เจาะรูระบายอากาศบดุ ้วผ้าขาวตาถี่ 5. พู่กัน
2. ถ้วยพลาสติกกลมใสขนาดเลก็ 6. คีมหนบี หนอนพลาสตกิ ขนาดเลก็
สำ� หรับใส่แตนบราคอน 7. คัตเตอร์บัท
ขนั้ ตอนการผลติ
1. คดั หนอนผเี สอื้ ขา้ วสารทม่ี อี ายุ 45-50 วนั โดยนำ� หนอนตวั หนอนผเี สอื้ ขา้ วสารมาจำ� นวน
50-75 ตวั นำ� มาใสล่ งในกลอ่ งเบยี น ซง่ึ เปน็ กลอ่ งทม่ี ชี อ่ งรรู ะบายอากาศบฝุ าดว้ ย ตะแกรงลวดตาขา่ ยตาถี่
2. นำ� แตนเบยี นหนอนบราคอน จำ� นวน 5-10 คู่ มาใส่ในกล่องทค่ี ดั เลอื กหนอนไว้ (ใชอ้ ตั ราส่วน
ของหนอนผีเส้ือข้าวสาร 15 ตัว ต่อแตนเบียนบราคอน 1−2 คู่)
ศัตรูธรรมชาตทิ สี่ �ำคญั
3. เตรียมอาหาร ส�ำหรับแตนเบียนหนอนบราคอน ได้แก่
นำ�้ ผง้ึ เขม้ ขน้ 50 เปอรเ์ ซน็ ต์ โดยใชน้ ำ�้ ผง้ึ ผสมกบั นำ�้ ทม่ี อี ตั ราสว่ นนำ�้ ผงึ้
1 สว่ น ผสมนำ้� 1 สว่ น จากนนั้ นำ� สำ� ลชี มุ่ ดว้ ยนำ้� ผงึ้ เขม้ ขน้ 50 เปอรเ์ ซน็ ต์
มาใส่ในกล่องหรือกระดาษทิชชู่ชิ้นเล็กชุบน้�ำผึ้งติดท่ีด้านข้างของ
กล่องเบียน ทนี่ ำ� แตนเบยี นและหนอนมาใสไ่ ว้
4. หนอนผเี สอื้ ข้าวสารจะตายหลงั จากถกู บราคอนวางไข่ 1 วนั
และต่อจากนั้นอีก 4-5 วนั หนอนบราคอนจะเข้าด้กแด้ท่ผี วิ ลำ� ตัวหนอนผเี สื้อข้าวสาร
5. น�ำกล่องหนอนผีเสื้อข้าวสารที่ใส่แตนเบียนให้วางไข่ไปตั้ง
ไว้นาน 12 วนั โดยวางไว้ในทร่ี ่ม และปลอดภัยจากการเข้าทำ� ลายกัด
กินของมด
6. หลงั จากวนั ทแี่ ตนเบยี นหนอนบราคอน วางไขล่ งในหนอน
ผเี สอื้ ขา้ วสารนาน 12–13 วนั จะไดแ้ ตนเบยี นหนอนบราคอนรนุ่ ใหมอ่ อกมา
จากดกั แดท้ ต่ี ดิ อยทู่ ผ่ี วิ ลำ� ตวั ดา้ นนอก ตวั หนอนผเี สอ้ื ขา้ วสาร
7. แตนเบียนหนอนบราคอน 1 คู่สามารถวางไข่ลงในหนอน
ผีเส้ือข้าวสารต่อเนอื่ งได้ 10−15 ครง้ั และแตนเบียนหนอนบราคอนจะ
วางไข่ลงในหนอนผเี สอื้ ข้าวสารวันละ 1 ครั้ง
ข้อควรรู้
1. ในหนอนผเี สื้อข้าวสาร 1 ตวั จะสามารถผลติ เบยี นหนอน
บราคอนได้ 5−10 ตวั
2. แตนเบยี นหนอนบราคอน ทม่ี อี ายุ 2−10 วนั จะมคี วามแขง็ แรงและใหไ้ ขป่ ระมาณ 10 ฟองตอ่ วนั
3. เกษตรกรสามารถประหยัดพ่อแม่พันธ์ุแตนเบียนหนอนบราคอน และผลิตเพ่ือปล่อยคร้ังละ
จ�ำนวนมากได้ใน 1 รอบของการปล่อย ด้วยการใช้พ่อแม่พันธ์ุแตนเบียนหนอนบราคอนวางไข่อย่าง
ต่อเนอ่ื ง และกำ� หนดวันในการปล่อยทกุ 5 วันของการเลี้ยงได้
กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
การผลติ ขยายแตนเบยี น
แมลงดำ� หนามมะพรา้ ว
วัสดุและอุปกรณ์
1. กลอ่ งพลาสตกิ พรอ้ มฝาและดา้ นขา้ งกลอ่ ง 10. ถ้วยพลาสติกกลมใสขนาดเล็ก 1 นว้ิ หรอื
เจาะรรู ะบายอากาศบดุ ว้ ยผา้ ขาวตาถี่ หลอดยาพลาสติกส�ำหรับใส่แตนเบียน
2. แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซน็ ต์ อะซีโคเดสไปปล่อยในแปลง
3. ใบมะพร้าวอ่อนหรอื แก่ท่ีสดมีสเี ขียว 11. เข็มเจาะรใู ห้แตนออก
4. น้�ำผึง้ เข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ 12. หลอดขนาดเล็กใส่พ่อแม่พันธ์แุ ตนเบียน
5. พู่กัน อะซีโคเดส
6. คีมหนบี หนอนพลาสตกิ ขนาดเลก็ 13. ลวดเบอร์0สำ� หรบั แขวนกลอ่ งปลอ่ ยแตนเบยี น
7. กระดาษทชิ ชู 14. ปากกาเมจิก
8. กรรไกรตดั ใบมะพร้าว 15. กระดาษจดบนั ทกึ
9. สำ� ลที �ำความสะอาดแผล 16. กระดาษทิชชู
ขน้ั ตอนการผลติ
1. คัดแยกหนอนแมลงด�ำหนามมะพร้าววยั 3 และวยั 4 จ�ำนวน 200 ตวั ตอ่ กลอ่ ง ใสใ่ นกลอ่ ง
ทม่ี ใี บมะพรา้ วออ่ นมดั ไว้ 2 มดั (1 มดั มี 8−10 ใบ)
2. ใชก้ ระดาษทชิ ชขู นาดกวา้ ง 1 เซน็ ตเิ มตร ยาว 2 เซน็ ตเิ มตร ชบุ นำ�้ ผง้ึ เข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์
ติดไว้ข้างกล่องเล้ียงแตนเบียนที่มีตัวหนอนตามข้อ 1 จ�ำนวน 10-15 มัมมี่ ในกล่องเล้ียงแตนเบียน
ปิดฝากล่องให้สนทิ แล้วน�ำไปวางเก็บที่ชน้ั วางกล่อง
ศตั รูธรรมชาติที่สำ� คญั
3. เปล่ยี นอาหารหนอนเบียน (ใบอ่อนมะพร้าวทมี่ ดั ไว้) จ�ำนวน 2−3 มดั ทกุ 2-3 วนั
4. หลังจากถูกเบยี น ประมาณ 8−10 วนั ตวั หนอนจะทยอยตายกลายเปน็ “มมั ม”่ี
5. น�ำมัมม่ีที่ได้ล้างด้วยสารละลาย Clorox 10 เปอร์เซ็นต์ หรือไฮเตอร์ 10 เปอร์เซ็นต์
(Clorox 1 สว่ น นำ้� 9 สว่ น) หรอื ไฮเตอร์ 10 เปอรเ์ ซน็ ต์ อยา่ งรวดเรว็ จากนน้ั ผงึ่ บนกระดาษทชิ ชใู นทล่ี ม่ ใหแ้ หง้ สนทิ
6. น�ำมัมม่ีท่ีได้ใส่ในขวดท่ีมีฝาปิดและมีรูระบายอากาศ ขวดละ
10 มมั มเ่ี พอ่ื เปน็ พ่อแม่พนั ธุ์ จ�ำนวน 40 มัมม่ ี
7. นำ� มมั มที่ เี่ หลอื จากคดั พ่อแม่พนั ธ์ไุ ว้ จำ� นวน 5 มมั มหี่ ่อด้วยผ้า
กล๊อส แล้วใส่ในอุปกรณ์ สำ� หรบั ปล่อย (ลกู บอล) หรือถ้วยพลาสติกขนาด
เลก็ และแตนเบียนอะซโี คเดสจะเริ่มเจาะออกจาก “มัมมี่” หลงั จากเข้า
เบยี นหนอน 17−21 วนั หรือภายหลังเรมิ่ เปน็ มัมม่ี 10−11 วนั
กรมส่งเสรมิ การเกษตร
การผลติ ขยายเชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า
วสั ดแุ ละอปุ กรณ์ 4. ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 7 x 13 ซม.
1. หม้อหงุ ข้าวไฟฟ้า 5. ยางวง
2. หัวเช้ือราไตรโคเดอร์มา 6. เข็มหมุด
3. ข้าวสาร
หวั เชอ้ื ทีเ่ ล้ยี งบนอาหารเลี่ยงเชือ้ หวั เชอื้ ในรูปผง หัวเช้อื ในรปู น้�ำ
ขั้นตอนการผลติ
1. หุงข้าวโดยใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า โดยใช้ข้าวสาร 3 ส่วน น�้ำ 2 ส่วน หรือหากเป็นข้าวใหม่
ใช้ข้าวสาร 2 ส่วน นำ้� 1 ส่วน
2. ถอดปลกั๊ ทนั ทเี มอื่ สวทิ ชห์ มอ้ ขา้ วดดี จะไดข้ า้ วกง่ึ สกุ กง่ึ ดบิ ขา้ งนอกเมลด็ ปริ สว่ นขา้ งในเมลด็
เป็นไตสีขาว ซยุ ข้าวให้เมลด็ ข้าวร่วน
3. ตักข้าวใส่ถุง ขณะยงั ร้อน ถุงละ ½ กิโลกรัม รีดอากาศออกพบั ปากถงุ ลงด้านล่าง ท้งิ ไว้ให้
ข้าวอุ่น
ศตั รธู รรมชาตทิ ส่ี ำ� คัญ
4. หยดหัวเชอ้ื 2-3 หยดลงในถุงข้าว หากใช้หัวเชือ้
ผงใส่หัวเชอื้ 4-6 เหยาะ
5. รดั ยางตรงปากถุงให้แน่น โดยให้มพี ื้นทว่ี ่างในถุง
มากกว่าพื้นท่ใี ส่ข้าว
6. เขย่าให้หวั เช้ือกระจายทั่วทง้ั ถุง
7. เจาะรูใต้ยางที่มัดถุง โดยใช้เข็มสะอาดแทง
30 − 40 คร้ัง
8. วางถงุ ข้าวในลักษณะแบนราบ ให้ข้าวแผ่กระจาย
ทั่วถุง และไม่วางถุงข้าวซ้อนทับกัน ในบริเวณท่ีมแี สงสวา่ ง
อากาศถา่ ยเทไดด้ ี ไมม่ มี ด และสตั วอ์ น่ื ๆ วางทง้ิ ไว้ 2 วนั จะเหน็
เสน้ ใยสขี าวเจรญิ บนเมลด็ ขา้ ว
9. นำ� ถงุ ขา้ วมาคลกุ เคลา้ เบาๆ อกี ครง้ั เพอ่ื ใหเ้ สน้ ใย
กระจายตัว วางเลย้ี งไว้อย่างเดิม 3−5 วัน จะเห็นเชือ้ สีเขียวขน้ึ
คลมุ เมล็ดข้าว
10. น�ำเชือ้ ราไตรโคเดอร์มาท่ีได้ไปใช้ทนั ทีหรอื เก็บในตู้เยน็ ช่องธรรมดาไม่ควรเกบ็ นานเกนิ 7 วนั
กรมส่งเสริมการเกษตร
การผลติ ขยายเช้อื ราบิวเวอเรยี
วัสดุและอปุ กรณ์ 5. ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 7 x 13 ซม.
1. ตู้เข่ียเชอ้ื 6. แอลกอฮอล์
2 หม้อน่งึ ลกู ทุ่ง 7. คอขวด
3. หัวเชือ้ ราบวิ เวอเรีย 8. สำ� ลี
4. เมล็ดธัญพืช เช่น 9. ยางรัดของ
ข้าวสาร ข้าวโพด หรอื ข้าวฟ่าง
หวั เช้อื ทีเ่ ล้ยี งบนอาหารเลย้ี งเช้ือ หัวเชอื้ ในรปู น้ำ�
ขั้นตอนการผลติ
1. ล้างท�ำความสะอาดเมล็ดธัญพืช หากใช้ข้าวสาร แช่น้�ำ
นาน ½ ช่วั โมง ส่วนเมลด็ ข้าวโพด และข้าวฟ่างแช่น้�ำ 1 คืน
ศัตรธู รรมชาตทิ ส่ี ำ� คญั
2. นำ� เมลด็ พืชผึ่งบนตะแกรง พอหมาดๆ
3. ตักใส่ถงุ ประมาณ ½ กโิ ลกรัม ใส่คอขวด ปิดจกุ ด้วยส�ำลี ปิดด้วยกระดาษ รดั ยาง
4. น�ำถุงเมล็ดพืช ใส่ในหม้อนึ่งลูกทุ่ง โดยจัดเรียงในตะกร้าเป็นช้ันๆ อย่าให้แน่นจนเกินไป
เริม่ จับเวลาการนึ่งฆ่าเช้ือหลงั จากนำ้� เดอื ด 3 ชั่วโมง เมอ่ื ครบก�ำหนด ค่อยๆ เปิดวาล์ว ระบายอากาศ
จนหมด แล้วจึงเปิดฝาหม้อ
5. นำ�ถงุ เมลด็ ธัญพืช ออกจากหม้อนึ่ง วางไว้จนอุ่น แล้วใส่ในตู้เชื้อ ซึง่ เช็ดทำ�ความสะอาด
ด้วยแอลกอฮอล์แล้ว
6. เปิดสวิทซ์หลอดยูวี ประมาณ ½ ชั่วโมง เพอื่ ฆ่าเชอื้ ภายในตู้
7. ก่อนเร่ิมท�ำงาน ผู้เข่ียเชื้อต้องท�ำความสะอาดมือและแขน ด้วยแอลกอฮอล์ 70%
ใส่หวั เชอื้ ราบิวเวอเรียในถุง ใช้หัวเช้ือในรปู นำ้� หรือหัวเชอื้ บนอาหารเลย้ี งเช้ือ
8. วางเลย้ี งในทท่ี ร่ี ะบายอากาศไดด้ ี มแี สงสวา่ ง แตไ่ มถ่ กู แสงแดด ไมว่ างถงุ ซอ้ นกนั นานประมาณ
15 วนั
9. ท�ำความสะอาดตู้เข่ียเชื้อทุกคร้ังด้วยแอลกอฮอล์ 70% หลังจากเสร็จสิ้นการใช้งาน
สำ� หรบั การผลติ เชอ้ื ราเมตาไรเซยี ม มขี นั้ ตอนการผลติ เหมอื นกบั เชอื้ ราบวิ เวอเรยี เพยี งแต่ในขน้ั ตอนการ
ใส่หัวเชอื้ ใช้หวั เชอื้ ราเมตาไรเซียม แทนหัวเชื้อราบิวเวอเรยี
กรมส่งเสริมการเกษตร
เอกสารอา้ งองิ
กองกฏี และสตั ววิทยา กรมวิชาการเกษตร. 2539. การควบคมุ แมลงศตั รพู ืชโดยชวี วธิ เี พ่ือ
การเกษตรยัง่ ยืน. โรงพิมพ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. 221 หน้า
จิระเดช แจ่มสว่าง. 2546. การควบคมุ โรคพชื และแมลงศัตรพู ืชโดยชวี วธิ .ี นนทบรุ ี :
บรษิ ัทประชุมทอง พริ้นติ้งกรุ๊ป จ�ำกัด.
จริ ะเดช แจ่มสว่าง และ วรรณวิไล อนิ ทน.ู 2544. การผลิตและวิธีใช้เชอ้ื ราไตรโคเดอร์มา
ชนิดสดควบคมุ โรคพืช. กรุงเทพฯ : หจก. เอ พลสั ทรี มเี ดยี .
พิมลพร นนั ทะ. 2544. ศตั รธู รรมชาติหวั ใจของ IPM. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย.
เรวด ี พรหมเกดิ .ไม่ปรากฏปีทพี่ มิ พ์ การผลติ ขยายแตนเบียนหนอนอะซีโคเดส
เอกสารประกอบการอบรมเกษตรกร. (อดั ส�ำเนา)
ศนู ย์บริหารศัตรูพืชชลบรุ ี.ไม่ปรากฏปีท่พี ิมพ์. การผลิตขยายแตนเบยี นหนอน บราคอน
เอกสารประกอบการอบรมเกษตรกร.
ศนู ย์บรหิ ารศตั รพู ชื จงั หวดั สงขลา ไม่ปรากฏปที พี่ มิ พ์. การผลติ เชอื้ ราไตรโคเดอร์มาชนดิ สด. (อดั สำ� เนา)
ส�ำนักงานพฒั นาการวิจยั การเกษตร(องค์การมหาชน) สวก . 2554. เอกสารวิชาการ เรือ่ ง บิวเวอเรยี .
………………………………………………….
ศัตรธู รรมชาตทิ ส่ี ำ� คัญ