1 ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 Effect of training in Sepak Takraw using leg muscle strength training that affects serving skills of Mathayom 2 students นางสาวดลพร รัตนวงศ์ วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
2 ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 Effect of training in Sepak Takraw using leg muscle strength training that affects serving skills of Mathayom 2 students นางสาวดลพร รัตนวงศ์ รหัสนักศึกษา 62100189229 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก ชื่อรายงานการวิจัย ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้าม เนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวดลพร รัตนวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ชัยยุทธ สุทธิดี หลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะ ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 คน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้าน โคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาโปรแกรมการฝึกโดยใช้แบบฝึกความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ทักษะ การเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า และทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า แล้วนำข้อมูลมา วิเคราะห์สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัย พบว่า 1. การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏ ว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 4.85 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 6.55 และมีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.7 มี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.24 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 1.47 ผลต่าง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.64 ซึ่งผลคะแนนหลังฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก 2. การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มี ค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 2.5 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 3.85 และมีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.3 มีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.02 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 1.15 ผลต่างส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.46 ซึ่งผลคะแนนหลังฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก 3. การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มี ค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 2.15 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 3.4 และมีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.25 มีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.85 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 0.95 ผลต่างส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.43 ซึ่งผลคะแนนหลังฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก
ข กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความปรารถนาอันดียิ่งจาก ท่านอาจารย์ ชัยยุทธ สุทธิดีที่ให้ความเมตตาเป็นที่ปรึกษาและให้การช่วยเหลือชี้แนะแนวทางในการสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อการศึกษา ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้คำปรึกษา และเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ การวิจัย และรายละเอียดตลอดจน แก้ไขข้อบกพร่องของงานวิจัยฉบับนี้ จึงทำให้งานวิจัยออกมาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จึงขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่าน ที่ได้กรุณาประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ผู้วิจัย ขอขอบคุณใน น้ำใจของเพื่อนร่วมสาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาที่คอยแนะนำ และเป็นแรงกระตุ้นผลักดัน ส่งเสริมในการทำงาน คอยให้กำลังใจและให้การสนับสนุนในทุก ๆ ด้านอย่างดีเสมอมา ตลอดจนผู้มี พระคุณและบุคคลอีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนเดื่อ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ จังหวัดอุดรธานี ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ และความร่วมมือช่วยเหลือในเก็บ ข้อมูลสำหรับการทำการวิจัยในครั้งนี้จนสามารถทำวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณคุณบิดา มารดา และบุคคลในครอบครัวทุกคน ที่มอบความ รักความเอ็นดูและให้การสนับสนุนที่ดี เป็นกำลังใจสำคัญ รวมทั้งเฝ้าคอยความสำเร็จของผู้วิจัย มาโดยตลอด ดลพร รัตนวงศ์
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กีฬาเซปักตะกร้อ ความเป็นมาของกีฬาเชปักตะกร้อ ทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ ทักษะการเสิร์ฟกีฬาตะกร้อ ประเภทของการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ วิธีการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ สมรรถภาพทางกาย ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) โปรแกรมการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา หลักการฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง การฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง (Strength Training) การฝึกความแข็งแรงพื้นฐานเพื่อปรับสภาพร่างกาย การฝึกพื้นฐานความแข็งแรงโดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน (Exercise Using Body Weight) รูปแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรอบแนวคิด บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย ประชากรกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการทดลอง 1 1 5 5 5 5 6 7 7 9 9 10 16 17 19 22 22 25 26 26 29 29 30 30 33 35 36 36 36
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 36 38 38 38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตารางที่ 1 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ตารางที่ 2 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ตารางที่ 3 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ตารางที่ 6 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า 40 40 41 42 42 43 43 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลวิจัย ข้อเสนอแนะ 44 44 44 44 45 48 รายการอ้างอิง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ 50 50 53 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ภาคผนวก ง การวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ภาคผนวก จ รูปภาพกิจกรรม 54 55 57 67 70 79 ประวัติย่อผู้วิจัย 82
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การออกกำลังกายเป็นการพัฒนาสุขภาพประการหนึ่งที่สำคัญ โดยเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายช่วยกระตุ้นระบบกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียน โลหิต ระบบหายใจ เป็นต้น กิจกรรมการออกกำลังกายสามารถทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งในการ เรียนในระดับอุดมศึกษา การพัฒนานักศึกษาให้มีเป้าหมายการศึกษาที่ดีได้นั้นควรมีสมรรถภาพ ทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์ และจิตใจ ประกอบกัน เมื่อมีสมรรถภาพทางด้านร่างกาย ที่เหมาะสมแล้ว ก็จะสามารถส่งเสริมให้นักศึกษามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย (วรศักดิ์ เพียรชอบ, 2561) การกีฬามีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในด้านสุขภาพพลานามัย และด้านจิตใจ และเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัวชุมชนและสังคม นำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้อย่างมี ประสิทธิภาพการกีฬาถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน ใน ประเทศที่พัฒนาแล้วจะอาศัยกระบวนการของกีฬาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสร้างเครือข่ายชุมชน ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตที่มีคุณธรรม มีวินัย และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เคารพใน สิทธิของตนเองและผู้อื่น เป็นรากฐานที่ดีของสังคม องค์กรของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งองค์กร ระหว่างประเทศจึงได้สนับสนุนให้มีการใช้กีฬา การออกกำลังกาย และนันทนาการ เป็นเครื่องมือใน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรของประเทศตน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) การกีฬาแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนการเจริญเติบโต ของประเทศและการสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพโดยมีเป้าหมายที่ต้องดำเนินการ คือ (1) ประชาชนทุกช่วงวัยมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (2) การศึกษา และ การเรียนรู้ได้รับการพัฒนาคุณภาพ และ (3) สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งเป็นฐานรากที่เอื้อ ต่อการพัฒนาคน และมีแนวทาง การพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัยและการปฏิรูประบบเพื่อสร้าง สังคมสูงวัยอย่างมี คุณภาพ และการพัฒนาศักยภาพคนในทุกช่วงวัยให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของ ประเทศ โดยช่วงวัยเด็กตั้งแต่แรกเกิด ให้มีพัฒนาการที่สมวัยในทุกด้าน วัยเรียน วัยรุ่น ให้มีทักษะการ เรียนรู้ ทักษะชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นภายใต้บริบทสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรมวัยแรงงาน ให้มีการ พัฒนายกระดับสมรรถนะฝีมือแรงงานเพื่อสร้างผลิตผลให้กับประเทศวัยผู้สูงอายุให้มีการทำงานที่ เหมาะสมตามศักยภาพและประสบการณ์ มีรายได้ในการดำรงชีวิต มีการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อป้องกันหรือชะลอความทุพพลภาพและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดภาระปัจเจกบุคคล ครอบครัว และระบบบริการสุขภาพ (การกีฬาแห่งประเทศไทย, 2560, หน้า 6) การแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระดับชาติหรือในระดับนานาชาติ ได้มีการพัฒนา มาตรฐานการแข่งขันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการพัฒนาเทคนิคการฝึกซ้อม อุปกรณ์ที่ใช้ในการ แข่งขัน ซึ่งเป็นผลมาจากการนําเอาวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ในการฝึกซ้อมและการแข่งขัน เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถของนักกีฬาให้มากขึ้น รวมทั้งใช้ในการทำนายความน่าจะเป็นของผลการแข่งขันได้
2 ความสามารถสูงสุดของนักกีฬาจึงเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาทุกคนต้องการอยากให้เกิดขึ้นใน ขณะที่แข่งขัน กมล ตันกิมหงษ์ (2549: 2) สรุปไว้ว่า กีฬาตะกร้อเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจ และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนทั้งชายและหญิงทั่วโลกเนื่องจากเป็นกีฬา ที่ท้าท้ายความสามารถ เร้าใจ ตื่นเต้น สนุกสนาน ทั้งผู้เล่นและผู้ชม จึงต้องการผู้เล่นที่มีสมรรถภาพที่ ดีทั้งร่างกาย จิตใจและทักษะการเล่น ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าช่วยเพื่อพัฒนาทักษะการ เล่น เฉพาะตำแหน่งและการเล่นเป็นทีม พัชรี ทองคำพานิช. (2552: 35) ได้สรุปไว้ว่าในแต่ละปีจะมี การ จัดการแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาครัฐบาล ทั้งในระบบการศึกษาและ นอก ระบบการศึกษา ได้แก่ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพ รัตน ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม มกุฎราช กุมาร การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ การแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อมาสด้าออลไทย แลนด์คัพ การแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย การแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ ซีเกมส์ การ แข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อในกีฬาเอเชี่ยน ถูกบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 10 ณ กรุง ปักกิ่ง เมื่อปี 1990 และเป็นกีฬาสาธิตในปี 1998 ในการแข่งขัน คอมมอนเวลธ์ เกมส์ ใน กรุง กัวลา ลัมเปอร์ กีฬาเซปักตระกร้อเป็นเกมกีฬาที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วที่สุดในเอเชีย และ แพร่หลายไป มากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้ง อาเจนตินาร์, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, เยอรมนี, อังกฤษ, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เปอร์โตริโก้, สเปน, และสหรัฐอเมริกา (Javis และคณะ, 2005) ตะกร้อเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในวิชาพลศึกษา จึงทำให้โรงเรียนหลาย ๆ แห่งมีการ จัดการเรียนการสอนตะกร้อขึ้น ซึ่งเป็นกีฬาที่อยู่ในกลุ่มของกีฬาไทย เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กีฬาที่ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตสอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นตลอดจนเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์กีฬาไทย ให้คงอยู่ต่อไป การจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬานั้นมีสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ได้แก่ การมีทักษะพื้นฐานที่ดีตลอดจนมีการฝึกฝนทักษะพื้นฐานจนชำนาญและอาศัยการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง กล่าวได้ว่า ทักษะพื้นฐานมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเล่นกีฬาทุกชนิดเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพหากผู้เล่นไม่มีทักษะพื้นฐานอาจเกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจในความสามารถของตนเอง ส่งผลให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีขึ้นได้ตะกร้อเป็นกีฬาที่มีความสนุกสนานใช้ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย หลากหลายส่วนประสานสัมพันธ์กันใช้พื้นที่ในการเล่นไม่มาก สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย การเล่น ตะกร้อผู้เล่นจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบ การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาตลอดเวลาที่เล่นเพราะการ เล่นลูกในแต่ละครั้งนั้นจะต้องอาศัยจังหวะความสัมพันธ์ระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะ ส่วนต่าง ๆ เพื่อทำให้การเตะ หรือการเล่นตะกร้อเป็นไปอย่างราบรื่น ทักษะพื้นฐานที่มีความจำเป็น สำหรับผู้เริ่มฝึกกีฬาตะกร้อ ประกอบด้วย การยืน การเคลื่อนไหว การเดาะ การตั้ง การโหม่ง หากผู้ เล่นมีทักษะพื้นฐานที่ดีการพัฒนาไปสู่ทักษะขั้นสูง หรือทักษะอื่น ๆ ในการเล่นกีฬาตะกร้อจะสามารถ ทำได้ง่ายขึ้น ช่วยให้มีความได้เปรียบและรู้สึกสนุกสนานไปกับการเล่นการมีทักษะพื้นฐานที่ดีจึงสำคัญ อย่างยิ่ง สำหรับการเล่นกีฬา (รังสฤษฎิ์ บุญชลอ, 2558) กีฬาตะกร้อ ที่มีการจัดแข่งขันขึ้นอย่างเป็นทางการในปัจจุบันนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ เซปักตะกร้อ เซปักตะกร้อคู่ และตะกร้อลอดห่วง ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีความ แตกต่างกันในรูปแบบการเล่น เซปักตะกร้อจะประกอบไปด้วยผู้เล่นในสนามจำนวน 3 คน มีตำแหน่ง หน้าขวา หน้าซ้าย และตัวหลัง ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ทักษะพื้นฐานที่สำคัญใน
3 กีฬาเซปักตะกร้อมีอยู่ 4 ทักษะ คือ การเสิร์ฟ การรับลูก การตั้งลูก และการเข้าทำคะแนน การเข้าทำ คะแนนมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น การโหม่ง การฟาดแบบต่าง ๆ การเตะขาสลับหลัง และการเหยียบ เป็นต้น (กรมพลศึกษา, 2555) กีฬาเซปักตะกร้อได้ถูกบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 10 ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อปี 1990 และเป็นกีฬาสาธิตในปี 1998 ในการแข่งขันคอมมอนเวลธ์เกมส์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กีฬา เซปักตระกร้อเป็นเกมกีฬาที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วที่สุดในเอเชียและแพร่หลายไปมากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้ง อาเจนติน่า, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, เยอรมนี, อังกฤษ,ญี่ปุ่น, สเปน, และ สหรัฐอเมริกา (Jawis et al., 2005) การเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ จะเป็นการฝึกให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว เพราะ ต้องระมัดระวังตัวเตรียมพร้อมที่จะเข้าเล่นลูกในลักษณะต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาและการเคลื่อนไหวก็ ต้อง กระทำด้วยความรวดเร็วท่าทางต้องกระฉับกระเฉงเพื่อให้ทันกับจังหวะของลูก โดยมีการ เคลื่อนไหวในทุกทิศทางจะช้า หรือเร็วขึ้นอยู่กับจังหวะของลูกและลีลาของผู้เล่นนอกจากนี้ยังเป็นการ ฝึกให้เป็นผู้เล่นมีอารมณ์เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ เพราะการเล่น หรือการเตะลูกแต่ละครั้งต้องอาศัย ความตั้งใจอย่างแน่วแน่กำหนดสมาธิ จิตใจไปสู่การกระทำอย่างดี แต่ในบางสถานการณ์ นักกีฬามักใจ ร้อนหรือลุกลี้ลุกลน การเล่นแต่ละครั้งก็จะเสียไปจึงทำให้เกิดผลเสียกับทีม จึงเห็นได้ว่านอกจากการ ฝึกทักษะต่าง ๆ แล้วนั้น นักกีฬาควรมีการฝึกควบคุมอารมณ์ สมาธิ จิตใจ เพื่อลดความกดดันใน ตัวเอง และสภาพแวดล้อมจริงในการแข่งขัน เพื่อส่งผลดีต่อการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ ในเกมการเล่นและการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ ประเภททีมเดี่ยวและทีมชุดนั้นจะประกอบ ด้วยผู้เล่นข้างละ 3 คน คือ ผู้เล่นตำแหน่งหลัง (Back) ยืนใกล้เส้นหลังสุด ตำแหน่งหน้าขวา (Right Inside) ยืนอยู่ด้านขวามือของผู้เล่นตำแหน่งหลัง และตำแหน่งหน้าซ้าย (Left Inside) ยืนอยู่ด้าน ซ้ายมือของผู้เล่นตำแหน่งหลังซึ่งแต่ละคนมีหน้าที่ในการเล่นแตกต่างกันไป การเล่นเซปักตะกร้อจะ เริ่มจากการโยนลูกโดยหน้าซ้ายหรือหน้าขวาตามความถนัดของตำแหน่งหลัง (ผู้เสิร์ฟ) เสิร์ฟลูกข้ามไป ฝั่งตรงข้าม ตามจุดต่าง ๆ ฝั่งตรงข้ามรับลูกเสิร์ฟ พร้อมทั้งตั้งหรือชงลูกเข้าหาตัวฟาดเพื่อทำการรุก กลับ การรุก คือ การปฏิบัติภารกิจสุดท้ายของผู้เล่นฝ่ายรับลูกเสิร์ฟ ซึ่งจะต้องสร้างกระบวนการรุก โดยการรับลูกเสิร์ฟ การตั้งหรือชงลูกและการเลือกใช้รูปแบบการรุก เช่นเดียวกับศักยภาพ (สุพจ ปราณี,2551: 58) สมรรถภาพทางกาย (physical fitness) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดีเพื่อ ช่วยให้บุคคลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่เป็นสาเหตุจาก การออกกำลังกายสร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกายในการเข้าร่วม กิจกรรมการออกกำลัง กายได้อย่างหลากหลาย บุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายดีจะสามารถปฏิบัติกิจต่างๆในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างดีสมรรถภาพทางกายแบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด คือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (health-related physicalfitness) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ(skill-related physical fitness) (สุพิตร, 2549) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength) หมายถึง ความแข็งแรงสูงสุดที่เกิดจาก การหดตัวหนึ่งครั้งของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับกีฬาเกือบทุก ชนิด ความแข็งแรงของร่างกายส่วนบนจะช่วยเพิ่มกำลังในการขว้างการตีให้กับนักกีฬา ขณะที่ความ
4 แข็งแรงของร่างกายส่วนล่างจะช่วยเพิ่มความเร็วและพลังขาของนักกีฬา แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็มีส่วนสำคัญในการฝึก ด้านร่างกายขั้นพื้นฐานของการฝึก คือการปรับสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาให้ถึงพร้อมที่จะ แสดงออกซึ่งทักษะกีฬาที่จะใช้ในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา, 2548) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัว เพื่อต้านน้ำหนัก หรือเคลื่อนน้ำหนักเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัดเวลา เช่น แรงบีบมือ แรงเหยียดขา ซึ่ง เป็นประสิทธิภาพของการใช้แรงของกล้ามเนื้อเพื่อที่จะเอาชนะความต้านทานต่าง ๆ (คู่มือกีฬาเซปัก ตะกร้อ กรมพลศึกษา, 2555) การเสิร์ฟ ถือได้ว่าเป็นทักษะที่สำคัญในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ เนื่องจากการเสิร์ฟเป็น การเริ่มเกมส์หากนักกีฬาในทีมมีทักษะการเสิร์ฟที่ดีก็จะสามารถทำแต้มได้โดยง่าย ดังนั้นผู้ฝึกสอนจึง ให้ความสำคัญกับการฝึกเสิร์ฟมากกว่าทักษะอื่น การเสิร์ฟที่ดีต้องมีทั้งความเร็ว แรง และแม่นยำ ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนาโปรแกรมการฝึกซ้อมโดยเน้นทักษะการเสิร์ฟ เพื่อพัฒนาความแม่นยำใน การเสิร์ฟ ดังนั้น จึงควรประกอบด้วยการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย ทักษะการเสิร์ฟ และทักษะ ทางด้านจิตใจ ถ้าภาพในใจที่สร้างขึ้นชัดเจนและมีชีวิตชีวามากจะช่วยให้การแสดงทักษะจริงได้ผลดี ขึ้นตามไปด้วย รวมถึงการฝึกจินตภาพจะช่วยให้นักกีฬามีสมาธิและรู้สึกผ่อนคลายกับการฝึกจินตภาพ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลการพัฒนาทักษะจากการฝึกจินตภาพ ดังกล่าว เมื่อมีการจินตภาพที่ชัดเจนมากขึ้นจะทำให้มีการกระตุ้นระบบประสาทสั่งการไปยัง 2 กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเสิร์ฟในกีฬาเซปักตะกร้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานในลักษณะเดียวกับการ เคลื่อนไหวร่างกายในสถานการณ์จริง (ศราวุฒิ โภคา และ สุธนะ ติงศภัทิย์, 2557) ประสิทธิภาพการในการแข่งขันและความสามารถสูงสุดของนักกีฬา (Peak performance) เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาทุกคนต้องการให้เกิดขึ้นในขณะทำการแข่งขัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ สามส่วนคือสมรรถภาพทางกายและทักษะ (Physical fitness and sport skills) สมรรถภาพทางจิต (mental fitness) และสิ่งแวดล้อม (Environment) หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็จะ ส่งผลให้นักกีฬาไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ จะเห็นได้ว่าทั้งสามส่วนที่กล่าวมา มีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กัน สรุปไว้ว่าการฝึกกีฬาเพื่อการแข่งขันทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น ประเภทบุคคล หรือประเภททีมก็ตาม สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักกีฬามากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือมี สมรรถภาพทางกายที่ดีที่สุด การที่นักกีฬาจะประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะในการแข่งขันนั้น สมรรถภาพทางกายเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งอาจจะกล่าว ได้ว่าพอ ๆ กันกับทักษะในการ เล่นเลยก็ว่าได้ ถ้ามีสมรรถภาพทางกายดีการปฏิบัติทักษะได้อย่างถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพ สมรรถภาพทางกายและทักษะจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยตรงของการแสดงความสามารถด้าน กีฬา ซึ่งพัฒนามาจากการเรียนรู้และการฝึกซ้อมอย่างมีระบบที่ถูกต้อง นักกีฬาที่มีสมรรถภาพทาง กายและทักษะสูงก็จะแสดงความสามารถออกมาได้สูงตรงข้ามกับนักกีฬาที่มีสมรรถภาพทางกายและ ทักษะต่ำก็จะแสดงความสามารถออกมาได้ต่ำ ถ้านักกีฬามีสมรรถภาพทางกายและทักษะกีฬาเท่ากัน ผู้ที่มีสมรรถภาพทางจิตที่สมบูรณ์มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ ดังนั้น การพัฒนารูปแบบการฝึกควรให้เกิด ประโยชน์กับนักกีฬาได้อย่างสูงสุด (สนธยา ลีละมาด ,2551: 84)
5 ทั้งนี้ผู้วิจัย มีความสนใจในเรื่องผลของการฝึกโดยใช้โปรแกรมการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อที่มีต่อ สมรรถภาพทางกายด้านทักษะการเสิร์ฟของนักเรียนเนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ มีทักษะและ สมรรถภาพทางกายในกีฬาเซปักตะกร้อที่ยังไม่ดีนัก เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่จะจัดให้มีการเรียนการ สอนวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาในแต่ละสัปดาห์น้อยเพราะจะสนับสนุนวิชาเรียนที่นำไปสอบแข่งขัน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เป็นต้น บางครั้งอาจจะถูกวิชาเหล่านี้ยืม ชั่วโมงเรียนไปทำการเรียนการสอนหรือนำไปร่วมกิจกรรมอื่น ๆ ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการเล่นกีฬา หรือการฝึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อน้อยลงส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจและได้ศึกษารูปแบบของการฝึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อที่เหมาะสมกับช่วง วัยและเห็นว่าการฝึกทักษะการเสิร์ฟจะช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและการออก กำลังกายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสมรรถภาพทางกายพื้นฐานของนักเรียน เช่น ความคล่องแคล่ว ว่องไวและพลังกล้ามเนื้อขาที่มีความจำเป็นในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ การฝึกทักษะการเสิร์ฟเซปัก ตะกร้อมีรูปแบบกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยพัฒนาสมรรถภาพทางกายและการออก กำลังกายของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยจึงได้นำโปรแกรมการฝึกทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อเพื่อ ศึกษาผลของการฝึกโดยใช้โปรแกรมการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อที่มีต่อสมรรถภาพทางการด้านทักษะการ เสิร์ฟของนักเรียนเพื่อจะเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการฝึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อได้อย่างมี ประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มี ผลต่อทักษะการเสิร์ฟ สมมติฐานของการวิจัย ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะ การเสิร์ฟ หลังฝึกดีกว่าก่อนฝึก ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ จำนวน 10 คน 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 2.2 ตัวแปรตาม คือ ทักษะการเสิร์ฟในกีฬาเซปักตะกร้อ 3. ระยะเวลาในการทำวิจัย 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ กีฬาเซปักตะกร้อ หมายถึง เป็นกีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เซปักตะกร้อ แตกต่างจากกีฬาที่คล้ายกันของฟุตวอลเลย์ โดยใช้ลูกที่ทำจากพลาสติกและอนุญาตให้ผู้เล่นใช้เท้า เข่า หน้าอก และศีรษะเพื่อสัมผัสลูก
6 การเสิร์ฟ หมายถึง การใช้ส่วนเท้าทำการเตะลูกตะกร้อจากการโยนลูกเสิร์ฟ เป็นการเตะเพื่อ เริ่มเล่นในแต่ละคะแนน โดยการเสิร์ฟที่ถูกต้องคือลูกตะกร้อจะต้องข้ามตาข่ายไม่ว่าลูกตะกร้อนั้นจะ สัมผัสตาข่ายหรือไม่ก็ตาม การเสิร์ฟหลังเท้า หมายถึง การเสิร์ฟลูกตะกร้อโดยใช้บริเวณหลังเท้าจะใช้ส่วนของ phalanges (toe bones) และส่วนปลายของ metatarsal bones หรือบริเวณปลายของรองเท้าใน การสัมผัสกับลูกตะกร้อ การเสิร์ฟแบบข้างเท้าด้านใน หมายถึง การเสิร์ฟโดยใช้ด้านในของเท้าสัมผัสลูกตะกร้อ ณ จุดกระทบลูก การเสิร์ฟแบบฝ่าเท้า หมายถึง การเสิร์ฟโดยใช้ฝ่าเท้าสัมผัสลูกตะกร้อ ณ จุดกระทบลูก สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการ ประกอบกิจกรรมทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอย่างดีโดยไม่เหนื่อยเร็ว สมรรถภาพทางกายเป็นส่วน สำคัญในการพัฒนาด้านร่างกายของมนุษย์ เกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกําลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ถ้าหยุดออกกําลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงสมรรถภาพทางกายจะลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ คือ ความสามารถในการทำงานของกลุ่มกล้ามเนื้อในการออก แรงสูงสุด โดยกล้ามเนื้อที่หดตัวเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัดเวลา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อมีความคล่องตัวและความแข็งแรงในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อที่ได้จากการฝึกของแบบฝึก ทักษะการเสิร์ฟ 2. เพื่อควบคุมทิศทางและความแรงของการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยท่าในการเสิร์ฟที่มีความ หลากหลายในกีฬาเซปักตะกร้อ
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะ การเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1. กีฬาเซปักตะกร้อ 1.1 ความเป็นมาของกีฬาเชปักตะกร้อ 1.2 ทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 1.3 ทักษะการเสิร์ฟกีฬาตะกร้อ 1.4 ประเภทของการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ 1.5 วิธีการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ 1.6 ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ 2. สมรรถภาพทางกาย 2.1 ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย 3. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) 4. โปรแกรมการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 4.1 หลักการฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง 4.2 การฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง (Strength Training) 4.3 การฝึกความแข็งแรงพื้นฐานเพื่อปรับสภาพร่างกาย 4.4 การฝึกพื้นฐานความแข็งแรงโดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน (Exercise Using Body Weight) 4.5. รูปแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิด 1. กีฬาเซปักตะกร้อ 1.1 ความเป็นมาของกีฬาเซปักตะกร้อ กีฬาเซปักตะกร้อ ในการหาหลักฐานแหล่งต้นกำเนิดยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีต้นกำเนิดจาก ประเทศใด แต่เป็นกีฬาที่คนไทยรู้จักกันมานานนับศตวรรษ ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยมีกฎหมาย และวิธีการลงโทษ โดยนำนักโทษลงไปอยู่ในหวายที่สานกลม ๆ ให้ช้างเตะเพื่อเป็นการลงโทษซึ่งใน สมัยรัชกาลที่ 2 พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา มีบางตอนในเรื่องได้กล่าวถึงการเล่นกีฬาตะกร้อไว้ด้วย และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ที่มีภาพการเล่นตะกร้อ แสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ สอดคล้องกับ รังสฤษฎิ์ บุญชลอ (2553) กล่าวไว้ดังนี้ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 ทหารพม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้นจึงเล่นเตะตะกร้อในเวลาว่าง ซึ่งทางประเทศเมียนมาเรียกว่า ชินลง ประเทศมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศ มาลายู เดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sapak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้อ ประเทศฟิลิปปินส์
8 ก็นิยมเล่นกันมานานเรียกว่า Sipak ประเทศจีนมีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่ลักษณะเป็นลูกหนังปัก ด้วยขนไก่ ซึ่งศึกษาจากภาพเขียน และพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรากฐานใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำการเล่นตะกร้อลูกหนังปักด้วยขนไก่ไปเผยแพร่แต่เรียกว่า เตกโก (Tekk’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่ ประเทศเกาหลีก็มีลักษณะคล้ายกับประเทศจีน แต่ลักษณะ ของลูกตะกร้อจะใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีแล้วปักด้วยหางไก่ฟ้า ประเทศไทย สมัยโบราณนั้นมี กฎหมายและวิธีการลงโทษ โดยนำนักโทษลงไปอยู่ในหวายที่สานกลม ๆ ให้ช้างเตะเพื่อเป็นการ ลงโทษ ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 2 พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา มีบางตอนในเรื่องได้กล่าวถึงการเล่นกีฬา ตะกร้อไว้ด้วยและที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ที่มีภาพการ เล่นตะกร้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของกีฬาตะกร้อที่นิยมเล่นกันมายาวนาน และประยุกต์ให้ เข้ากับประเพณีของชนชาวไทย โดยภูมิศาสตร์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยไม้ไผ่ และหวายจำนวน มาก คนไทยนิยมนำมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้รวมถึงการละเล่นพื้นบ้าน และกีฬาไทย กีฬาตะกร้อ ของประเทศไทยมีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อชิงธง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อข้ามตาข่าย และตะกร้อพลิกแพลงต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเล่นกีฬาตะกร้อของประเทศไทยมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมา ตามลำดับ ทั้งด้านรูปแบบ และวัตถุดิบในการทำ จากสมัยก่อนเป็นผ้า หนังสัตว์ และหวายพัฒนา มาถึงประเภทสารสังเคราะห์ (พลาสติก) ปิยศักดิ์ มุทาลัย (2550) ได้กล่าวถึง ประวัติศาสตร์กีฬาตะกร้อของประเทศไทย ดังนี้เมื่อ บรรพกาล อนุมานว่า ปี พ.ศ. 2133 - 2149 ประเทศไทยเดิมชื่อว่า ประเทศสยาม เมื่อครั้งสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงคนไทยหรือคนสยาม มีการเริ่มเล่นตะกร้อที่ทำด้วยหวาย ซึ่งเป็นการเล่นตะกร้อวง ศักยภาพ บุญบาล (2554) กล่าวว่าตะกร้อเป็นกีฬาที่คนนิยมเล่นกันตั้งแต่สมัยโบราณจนถึง ปัจจุบันเป็นกีฬาดังเดิมของไทย จากข้อมูลต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์และจดหมายเหตุ พอสรุปได้ว่า กีฬาจะกร้อมีการเล่นในประเทศไทยมานานในขณะเดียวกันก็มีประเทศแถบเอเชียได้มีการเล่นใน ลักษณะเดียวกันกับการละเล่นตะกร้อของไทยแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภาษาถิ่น ตะกร้อเป็นกีฬาที่คนไทยรู้จักกันมานานนับศตวรรษ นิยมเล่นกันในเวลาว่างเพื่อออกกำลัง กายและความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยเล่นกันทั่วไปทุกภาคทั้งในเมืองและชนบทเพราะ ตะกร้อ ทไม่ต้องใช้บริเวณพื้นที่มากเหมือนกีฬาประเภทอื่น ๆ อุปกรณ์กีฬาก็หาง่าย ทั้งผู้เล่นก็ไม่ จำกัด รูปร่างเพศหรือวัย อีกทั้งไม่จำกัดผู้เล่นตายตัว ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม จึงทำให้ตะกร้อ ได้รับความนิยมตลอดมา การเล่นตะกร้อในระยะแรก ๆ มุ่งเพื่อเดาะลูกในอากาศให้ได้นานที่สุด หรือ จะส่งลูกไปให้คนอื่นช่วยกันเตะ เลี้ยง รับ-ส่ง ประคองไม่ให้ลูกตกถึงพื้น ถ้าลูกตกถึงพื้นก็หยิบมาโยน เตะ กันใหม่ โดยนิยมเล่นกันเป็นวง ซึ่งไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปด้วยลักษณะการเล่น ดังกล่าวจึงเรียกกันต่อมาภายหลังว่า ตะกร้อวง ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานของกีฬาตะกร้อที่จะพัฒนาไปสู่ การเล่น ตะกร้อพลิกแพลง ตะกร้อเตะทนและตะกร้อลอดบ่วง จัดว่าเป็นการเล่นอยู่ในกลุ่มเดียวกันที่ ไม่มีการปะทะหรือต่อสู้กับคู่ต่อสู้โดยตรงเมื่อกีฬาตะกร้อไทยได้พัฒนามาเป็นลำดับ และได้นำเอา รูปแบบแนวกีฬาสากลมาประยุกต์ใช้ โดยใช้เชือกขึงกั้นเขตแดนกำหนดอาณาเขตไว้แต่ละข้างเท่า ๆ กัน และเตะตะกร้อข้ามเชือกโต้ตอบกัน ต่อมาได้ดัดแปลงให้มีการเล่นตะกร้อแบบแบดมินตัน โดยใช้
9 ชื่อว่า ตะกร้อ ข้ามตาข่าย จุดมุ่งหมายเพื่อการแข่งขันทำให้การเล่นสนุกสนานและตื่นเต้นยิ่งขึ้น (บุญ ยงค์ เกศเทศ, 2547 1.2 ทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ การเล่นกีฬาเซปักตะกร้อจะมีการเคลื่อนไหวแตกต่างไปจากกีฬาประเภทอื่น ๆ กล่าว คือ ผู้เล่นมีการเคลื่อนไหวไม่มาก เพราะทุกคนยืนอยู่กับที่มีพื้นที่การเล่นและรับผิดชอบของตนเอง การ เคลื่อนที่เพื่อเล่นลูกตะกร้อในทิศทางต่างๆ นั้นผู้เล่นจะต้องมองลูกตลอดเวลาและมีการทรงตัวที่ดีใน ขณะที่เตะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ข้างเท้าด้านนอก ลูกโหม่ง และการเล่นลูกด้วยท่าอื่น ๆ ที่ไม่ใช้เท้า สิ่งสำคัญในทักษะ การเล่นเซปักตระกร้อ คือ ผู้เล่นต้องมีการทรงตัวที่ดีตามองที่ลูกตระกร้อและมี จังหวะในการเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนที่ด้วยการเดินหรือวิ่งให้ถูกทิศทางของลูกตะกร้อที่พุ่งมาแล้ว ตัดสินใจเล่นลูกด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายตามกติกาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ (อุทัย สงวน พงศ์, 2547: 12) ได้สรุปถึง ทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเล่นตะกร้อ ประกอบด้วยทักษะดังต่อไปนี้ 1. การเดาะลูกตะกร้อด้วยหลังเท้า 2. การพักลูกด้วยข้างเท้าด้านใน 3. การตั้งลูกด้วยข้างเท้าด้านในและการเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน 4. การโหม่งลูกตะกร้อ 5. การเสิร์ฟ (การส่ง) ลูกตะกร้อ บุญยงค์ เกศเทศ (2547) สรุปว่า ทักษะสำคัญในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อหรือทักษะที่ทำ คะแนนในการแข่งขัน ประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ดังนี้ 1. ลูกศีรษะ (ลูกเขก) 2. การปาดลูก 3. การเหยียบลูกหน้าเนต 4. การฟาดลูก 5. การเตะลูกสลับหลัง 6. การบล็อกลูก (สกัดกั้น) 7. การเสิร์ฟ (การส่ง) จะเห็นได้ว่าทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อที่จริงแล้วก็มีทักษะอยู่แค่ไม่กี่ อย่างแต่องค์ประกอบในการเล่นทักษะต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ด้วยกัน สมศักดิ์ เผือกพันธ์ (2542) ได้สรุปว่า ทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อที่มี องค์ประกอบ ดังนี้ 1. การเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) การเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) จัดว่าเป็นพื้นฐานของการเตะลูกแบบต่าง ๆ และ จัดว่าเป็นการเตะลูกที่ง่ายที่สุด ทั้งนี้เพราะข้างเท้าด้านในซึ่งเป็นพื้นที่อยู่บริเวณใกล้เคียงตาตุ่ม ด้านใน ของเท้านั้น มีบริเวณกว้างกว่าพื้นที่ของอวัยวะส่วนอื่นที่ใช้เตะลูก นอกจากนี้ลักษณะของเท้า และขา ในขณะที่ใช้เตะลูกด้วยข้างเท้าด้านในนั้นเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นโดยไม่ฝืนกับโครงสร้างตามธรรมชาติ ของข้อต่อร่างกาย การเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านในจึงสามารถบังคับให้เกิดความแม่นยำเพราะพื้นที่
10 สัมผัสลูกมีมากและสามารถควบคุมบังคับลูกให้ไปตามทิศทางต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะลักษณะเท้า และ ขาไม่ฝืนธรรมชาติวิธีเตะลูกด้วยข้างเท้าด้านในได้เสนอวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ผู้เตะทรงตัวยืนย่อเข่าและกางแขนออกอยู่บนพื้นในลักษณะย่ำเท้าอยู่กับที่ด้วยปลาย เท้าหรือจะใช้คำทับศัพท์ว่า “ฟุตเวอร์ค” อาจจะเข้าใจง่ายกว่า หันหน้าจ้องดูลูกตะกร้อตลอดเวลา 1.2 ขณะที่ลูกลอยมาให้เคลื่อนที่เข้าไปหา โดยควบคุมร่างกายให้เคลื่อนที่ไปอยู่ใน ตำแหน่งที่ลูกอยู่ทางด้านข้างของลำตัวหากถนัดเท้าขวาให้ลูกอยู่ทางขวา หากถนัดเท้าซ้ายให้ลูกอยู่ ทางซ้าย 1.3 ทักษะการเสิร์ฟกีฬาตะกร้อ 1.3.1 ความหมายการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ การเสิร์ฟ หมายถึง การส่งลูกด้วยเท้า การเสิร์ฟเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการโยน บางครั้งเรียกการเสิร์ฟว่าเป็นลักษณะของการรุกอย่างหนึ่ง คือ การรุกด้วยการเสิร์ฟ การเสิร์ฟที่มี ประสิทธิภาพสูง มีความแน่นอนแม่นยำย่อมมีผลตอบแทนที่มีค่าสูงอย่างยิ่ง คือการได้รับคะแนนถือว่า เป็นคะแนนที่มีความโชคดีที่ผู้เล่นไม่ต้องออกแรงกันทั้งทีม หากได้คะแนนจากการเสิร์ฟมากในหนึ่ง เกมก็จะทำให้เป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขันได้โดยไม่ยาก การเสิร์ฟเซปักตะกร้อเป็นทักษะที่สำคัญใน การลงเล่นเป็นทีม เพราะการเสิร์ฟมีผลต่อการแพ้ชนะได้ ผู้เล่นทีมใดมีทักษะความสามารถในการ เสิร์ฟดีกว่าหรือมากกว่า มีเทคนิคที่ดีกว่าคือ มีความรุนแรง มีความแม่นยำ ก็จะมีโอกาสชนะได้ มากกว่า ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นตำแหน่งผู้เสิร์ฟต้องมีการฝึกซ้อมการเสิร์ฟลูกเซปักตะกร้อ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลูกเสิร์ฟนั้นจะมีประสิทธิภาพภาพ สอดคล้องกับ สุพจน์ ปราณี (2550) ได้กล่าวว่า การเสิร์ฟ หมายถึง การเตะตะกร้อโดยใช้อวัยวะส่วนใดก็ได้ที่อยู่ต่ำกว่าข้อเท้าส่งลูกตะกร้อข้ามตาข่าย ไปตกยังบริเวณขอบเขตที่กำหนดไว้ตามกติกา การเสิร์ฟเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการโยนการเสิร์ฟที่ นิยม คือ ข้างเท้าด้านใน หลังเท้า หรือฝ่าเท้า การเสิร์ฟเป็นลักษณะของการรุกอย่างหนึ่ง การเสิร์ฟที่มี ประสิทธิภาพสูง และมีความแน่นอนแม่นยำ ย่อมส่งผลทำให้เกมรุกมีประสิทธิภาพที่ดีด้วย สุวัตร สิทธิหล่อ (2551) กล่าวว่า การเสิร์ฟตะกร้อถือได้ว่าเป็นหัวใจสำหรับการแข่งขัน คือเป็นการเล่นเกมรุกที่อยู่ในการควบคุมของทีมตนเอง โดยโอกาสที่จะได้คะแนนนั้นมาจาก ความสามารถในการเสิร์ฟที่ทำให้ทีมฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรับลูกได้ ดังนั้น ทีมที่มีโอกาสจะได้ คะแนน คือทีมที่ทำการเสิร์ฟลูกโดยสมบูรณ์ในเบื้องต้น การเสิร์ฟเป็นเทคนิคที่สำคัญในการทำคะแนน ระหว่างการแข่งขันตะกร้อ ผู้ที่เสิร์ฟได้เร็ว แรง และแม่นยำ จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรับลูกได้ เกิดการได้เปรียบต่อการทำคะแนนในเชิงเป็นฝ่ายรุก เกียรติวัฒน์ วัชญากาญจน์ (2560) ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการเสิร์ฟในการเล่นกีฬา เซปักตะกร้อที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการได้คะแนนเพื่อชัยชนะในการแข่งขัน โดยเฉพาะการเล่นกีฬา เซปักตะกร้อทุกวันนี้ แพ้หรือชนะของทีมส่วนใหญ่มาจากการเสิร์ฟ หลักการเสิร์ฟตะกร้อที่ดี มี ดังต่อไปนี้ 1. เสิร์ฟลูกให้ข้ามตาข่ายไปลงยังฝั่งตรงข้าม 2. เสิร์ฟลูกไปยังที่ว่างของฝ่ายตรงข้าม 3. เสิร์ฟลูกเฉียดตาข่าย รุนแรง และรวดเร็ว 4. เสิร์ฟลูกหลากหลายวิธี เช่น สั้น ยาว รุนแรง และเบา
11 5. เสิร์ฟลูกให้ลงไปที่เท้าที่ไม่ถนัดของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 6. เสิร์ฟลูกให้ลงไปที่เข่า หรือหน้าแข้งของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม 7. เสิร์ฟลูกลงจุดเกรงใจ ช่องระหว่างผู้เล่นในแต่ละตำแหน่ง 8. เสิร์ฟลูกไปยังผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่เห็นว่าทักษะไม่ดี 9. เสิร์ฟลูกจี้ไปยังผู้เล่นตำแหน่งผู้เล่นที่มีหน้าที่ทำหลัก 10. เสิร์ฟลูกหลายๆ ลักษณะ เช่น หลังเท้า ข้างเท้าด้านใน หรือฝ่าเท้า ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การเสิร์ฟ หมายถึง การเตะลูกตะกร้อด้วยเท้า โดยใช้อวัยวะตั้งแต่ข้อเท้า ลงไปส่งลูกตะกร้อ โดยเท้าอีกข้างหนึ่งต้องอยู่ในวงกลมเสิร์ฟขณะเตะลูกตะกร้อ ซึ่งกระทำต่อเนื่อง จากการโยนลูกตะกร้อของผู้เล่นตำแหน่งหน้า ให้ลูกตะกร้อข้ามตาข่ายไปลงในแดนตรงข้ามเพื่อทำ คะแนน ซึ่งมีวิธีการเสิร์ฟ 3 ประเภท 1.3.2 การเสิร์ฟในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ การเสิร์ฟเป็นการเริ่มเล่นเกมกีฬาเซปักตะกร้อ โดยผู้เล่นตำแหน่งหลัง (Brophy et al.) เป็นผู้ทำหน้าที่หลักในการเสิร์ฟแต่ผู้เล่นทุกคนในทีมสามารถ เปลี่ยนมาเป็นผู้เล่นตำแหน่งหลังเพื่อทำหน้าที่ในการเสิร์ฟได้เช่นกัน การเสิร์ฟจะมีประสิทธิภาพได้ ขึ้นอยู่กับการโยนลูกตะกร้อของผู้เล่นที่ทำหน้าที่ในการโยนลูกตะกร้อ คือ ผู้เล่นตำแหน่งหน้าขวา (Right Player) หรือผู้เล่นตำแหน่งหน้าซ้าย (Left Player) เป็นสำคัญ การเสิร์ฟ คือ การส่งลูกด้วยข้างเท้าด้านใน หลังเท้า หรือ ฝ่าเท้า โดยให้ลูกข้ามตาข่ายไปตก ยังบริเวณขอบเขตสนามของคู่แข่งขันเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการโยน (สุพจน์ ปราณี, 2551) ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การเสิร์ฟ หมายถึง การเตะลูกตะกร้อด้วยเท้าในลักษณะใดก็ได้ของผู้เล่น ตำแหน่งหลังโดยเท้าข้างใดข้างหนึ่งต้องอยู่ในวงกลมเสิร์ฟและสัมผัสกับพื้นณะเตะลูกตะกร้อซึ่ง กระทำต่อเนื่องจากการโยนลูกตะกร้อของผู้เล่นตำแหน่งหน้าให้ลูกตะกร้อข้ามตาข่ายไปลงในแดนของ ฝ่ายตรงข้าม 1.3.3 ขั้นตอนการเสิร์ฟในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ มีดังต่อไปนี้ 1. ยืนแบบเท้านำ-เท้าตาม เท้าไม่ถนัดอยู่ในวงกลมเสิร์ฟ ให้ปลายเท้าชี้ไปยังผู้โยนลูก ตะกร้อ ส่วนเท้าที่ถนัดที่จะใช้เตะลูกตะกร้อวางอยู่นอกวงกลมเสิร์ฟ ในลักษณะเปิดส้นเท้าให้เฉพาะ ปลายเท้าแตะกับพื้นและน้ำหนักตัวตกอยู่ที่เท้าหน้าสายตามองลูกตะกร้อที่มือผู้โยน 2. ยกมือให้สัญญาณระดับความสูงและทิศทางของลูกตะกร้อกับผู้โยน 3. ใช้ปลายเท้าข้างไม่ถนัดที่อยู่ในวงกลมเป็นจุดหมุน โดยการเปิดส้นเท้าหรือเขย่งส้นเท้า ขึ้นให้มากที่สุดแล้วเหวี่ยงเท้าข้างถนัดไปด้านหลัง ในจังหวะที่ผู้โยนลูกตะกร้อปล่อยลูกตะกร้อหลุด ออกจากมือ 4. เมื่อเห็นว่า ลูกตะกร้อเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ในตำแหน่งที่จะเตะ ให้เหวี่ยงเท้าและยกเท้า ข้าง ถนัดขึ้นมาเตะลูกตะกร้อให้ข้ามตาข่ายไปลงในแดนฝ่ายตรงข้าม 5. ส่งแรงทั้งหมด (Follow through) ตามลูกตะกร้อไปและลดเท้าข้างที่ใช้ในการเตะลูก ตะกร้อ วางลงกับพื้นบริเวณด้านหน้าวงกลมเสิร์ฟ พร้อมกับก้าวเท้าหลังตามลูกตะกร้อไป จุดมุ่งหมายของการเสิร์ฟในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการได้คะแนน เพื่อชัยชนะในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่นกีฬาเซปักตะกร้อทุกวันนี้การแพ้หรือชนะของทีม ส่วนใหญ่มาจากการเสิร์ฟตะกร้อที่ดี โดยมีดังต่อไปนี้ เสิร์ฟไปยังพื้นที่ว่างระหว่างตัวผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม
12 เสิร์ฟไปยังพื้นที่ว่างในสนามแข่งขันเสิร์ฟลูกให้ลงไปที่เท้าที่ไม่ถนัดของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม, เสิร์ฟลูกให้ ลงไปที่เข่าหรือหน้าแข้งของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม,เสิร์ฟลูกไปยังผู้เล่นตำแหน่งหน้าที่มีหน้าที่ทำหลัก (ผู้เล่นหน้าขวา),เสิร์ฟลูกเฉียดตาข่ายรุนแรงและรวดเร็ว,เสิร์ฟลูกหลากหลายวิธี 1.3.4 ประเภทของการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ สุพจน์ ปราณี (2550) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เล่นในตำแหน่งตัวเสิร์ฟนอกจากจะมีหนึ่งลักษณะที่ เด่น ๆ ของตัวเองแล้ว จะต้องมีการฝึกหัดการเสิร์ฟได้หลาย ๆ รูปแบบ เพื่อให้ลูกเสิร์ฟมีความน่า กดดันต่อฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้น และได้แบ่งลักษณะการเสิร์ฟไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 1. การเสิร์ฟแบบรุนแรง 2. การเสิร์ฟแบบเปลี่ยนทิศทาง 3. การเสิร์ฟแบบลูกสั้น หรือลูกหยอด การเสิร์ฟแบบรุนแรง หมายถึง การเสิร์ฟแบบเสี่ยงได้เสี่ยงเสีย ถ้าเสิร์ฟดีก็ได้แต้ม ถ้าเสิร์ฟ เสียก็เสียแต้ม เนื่องจากการเสิร์ฟแบบรุนแรงเป็นการเสิร์ฟที่ผู้เสิร์ฟคาดหวังว่า ผู้รับจะไม่สามารถรับ ได้หรือถ้ารับได้ก็จะทำให้การโต้ตอบกลับมาไม่ดี การเสิร์ฟแบบรุนแรงผู้เสิร์ฟจะเสิร์ฟลงจุดใดของ สนามก็ได้ ไม่ต้องคิดมากในการเลือกกำหนดจุดลง เพียงแต่เมื่อตัดสินใจเลือกที่จะเสิร์ฟแล้ว ต้องมั่นใจ มีสมาธิ ตัดสินใจเสิร์ฟอย่างเต็มที การเสิร์ฟแบบเปลี่ยนทิศทาง หมายถึง การเสิร์ฟที่ไม่รุนแรงมาก และไม่เบามากเกินไป เป็นลูกเสิร์ฟที่ลดความรุนแรงจากการเสิร์ฟ เช่น จากร้อยละ 100 เหลือประมาณร้อยละ 70 - 80 และจะต้องเป็นลูกเสิร์ฟดี ถ้าเลือกเสิร์ฟลูกเสิร์ฟลักษณะนี้จะต้องเสิร์ฟไม่เสีย เพราะได้ลดความรุนแรง ลงมาแล้ว ผู้เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้แม่นยำตรงกับจุดที่ตนเองได้กำหนดไว้ เพราะจะต้องย้ายจุดเสิร์ฟอยู่ เรื่อย ๆ ความรุนแรงปานกลาง และทิศทางความแม่นยำเป็นเป้าหมายในการเสิร์ฟ การเสิร์ฟแบบลูกสั้น หรือลูกหยอด หมายถึง ลักษณะการเสิร์ฟอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ฝ่าย รับเกิดความสับสนในตำแหน่งจุดยืนของตนเอง การตัดสินใจใช้ลูกเสิร์ฟลักษณะนี้ ให้พิจารณาดังนี้ 1. ควรใช้ลูกเสิร์ฟสั้นภายหลังที่ได้ใช้ลูกเสิร์ฟประเภทรุนแรงแล้ว จะทำให้ฝ่ายรับเปลี่ยน จุดยืนใหม่หรือถอยหลังเพื่อรับลูกรุนแรง ผู้เสิร์ฟต้องคอยสังเกตจุดยืนของฝ่ายรับให้ดี ซึ่งจะทำให้เกิด พื้นที่ว่างด้านหน้า จึงใช้ลูกเสิร์ฟสั้นลงตามจุดที่ว่างนั้น 2. ให้ใช้เมื่อผู้รับเกิดความสับสนในตำแหน่งจุดยืน หรือมีอาการเกร็ง เครียด และเป็น กังวลในการเตรียมจะรับลูกเสิร์ฟ ผู้เสิร์ฟต้องคอยสังเกตตลอดเวลา ความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อ คือ ผู้เสิร์ฟต้องสามารถเสิร์ฟได้แม่นยำ มีการกำหนดทิศทางการเสิร์ฟ สามารถเสิร์ฟลงในจุดที่กำหนด ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ฟลูกแบบยาว ๆ หรือ การเสิร์ฟลูกหยอดก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ซึ่งวิธีการเสิร์ฟ กีฬาเซปักตะกร้อนั้นมีทั้งหมด 3 ท่า 4 รูปแบบ 1.3.5 รูปแบบของการเสิร์ฟในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ สถาบันพัฒนากีฬาตะกร้ออาชีพนานาชาติ (INTA) ได้แบ่งรูปแบบการเสิร์ฟออกเป็น 3 เทคนิค ได้แก่ หลังเท้า, ข้างเท้าด้านใน และฝ่าเท้า 1. การเสิร์ฟด้วยหลังเท้า การเสิร์ฟด้วยหลังเท้าผู้เสิร์ฟจะใช้หลังเท้าบริเวณระหว่างข้อต่อของนิ้วเท้ากับหลังเท้า เตะลูกตะกร้อให้ข้ามไปยังฝ่ายตรงข้ามตามจุดหมายที่ต้องการ ปัจจุบันการเสิร์ฟด้วยหลังเท้าเป็นที่
13 นิยมเล่นกันมากที่สุดในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อเพราะการเสิร์ฟด้วยหลังเท้าช่วยให้ลูกตะกร้อ เคลื่อนที่ไปได้อย่างรวดเร็ว มีความรุนแรงและลูกตะกร้อจะหมุนเข้าหาลำตัว เข่าและหน้าขาของผู้เล่น ซึ่งยากแก่การรับลูกเสิร์ฟทำให้โอกาสได้คะแนนหรือแต้มมีสูง 2. การเสิร์ฟด้วยข้างเท้าด้านใน การเสิร์ฟด้วยข้างเท้าด้านใน ผู้เสิร์ฟจะใช้ข้างเท้าด้านในบริเวณแอ่งของเท้า (ใต้ตาตุ่ม) เตะลูกตะกร้อ ให้ข้ามไปยังฝ่ายตรงข้ามตามจุดหมายที่ต้องการ การเสิร์ฟวิธีนี้เป็นที่นิยมเล่นกันทั่วไป เพราะช่วยให้ลูกตะกร้อสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีความรุนแรง แม่นยำ สามารถบังคับทิศทางและ แก้ไขการเสิร์ฟได้ง่าย 3. การเสิร์ฟด้วยฝ่าเท้า การเสิร์ฟด้วยฝ่าเท้าผู้เสิร์ฟใช้ฝ้าเท้าบริเวณใต้ข้อต่อของนิ้วเท้าลงมาเล็กน้อย (ไม่ใช่ส้นเท้า ) เตะลูก ตะกร้อให้ข้ามไปยังฝ่ายตรงข้ามตามจุดหมายที่ต้องการ การเสิร์ฟวิธีนี้ไม่ค่อยนิยมเล่นกัน เพราะผู้เสิร์ฟต้องใช้แรงการสะบัดหรือแรงดีดของข้อเท้าซึ่งแตกต่างจากการเสิร์ฟด้วยหลังเท้าหรือข้าง เท้าด้านใน แต่การเสิร์ฟวิธีนี้ช่วยให้ลูกตะกร้อสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีความรุนแรงลูกหมุน แม่นยำ สามารถบังคับทิศทางและแก้ไขการเสิร์ฟได้ง่าย 1.3.6 สมรรถภาพที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการเสิร์ฟกีฬาเซปักตะกร้อ สุพจน์ ปราณี (2551) ได้กล่าวว่า การพัฒนาขีดความสามารถของผู้เล่นตำแหน่งตัวเสิร์ฟ เพื่อให้บรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดของการเสิร์ฟนั้น เบื้องต้นจะต้องพัฒนารูปแบบของวงสวิงของ ขา และการเคลื่อนที่ของร่างกายต้องถูกต้องเสียก่อน ดังนี้ 1. ความอ่อนตัวของร่างกาย เป็นส่วนหลักในการยกเท้าให้ได้ในระดับที่สูงที่สุด และเป็น ส่วนสนับสนุนการเคลื่อนที่ของร่างกาย และความอ่อนตัวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางด้าน ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเสิร์ฟ และยังช่วยป้องกันการ บาดเจ็บอีกด้วย สอดคล้องกับ คู่มือกีฬาเซปักตะกร้อ กรมพลศึกษา (2555) กล่าวว่า ความอ่อนตัว ของกล้ามเนื้อนักกีฬาเซปักตะกร้อ มีความจำเป็นไม่แพ้ด้านอื่น ๆ การที่นักกีฬามีความอ่อนตัวใน ระหว่างการเล่นช่วยทำให้นักกีฬาสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างราบรื่นและมีโอกาสของการฉีก ขาดของกล้ามเนื้อน้อยข้อต่อของร่างกายทำงานเคลื่อนไหวในระยะทางมุมที่ไกลและกว้างความอ่อน ตัวนี้ช่วยลดการฉีกขาดของเอ็นและข้อต่อด้วย การอบอุ่นร่างกายที่ตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ก่อนและหลังการเล่นเซปักตะกร้อที่เหมาะสมเพียงพอจึงเป็นเรื่องจำเป็น สโรชา สุทธิจิต (2551) อธิบายว่า ความอ่อนตัว หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงาน ของข้อต่อเพื่อการเคลื่อนไหวให้ได้มุมกว้างที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับเอ็น พังผืด เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และ กล้ามเนื้อที่อยู่โดยรอบของข้อต่อส่วนนั้น สอดคล้องกับ ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552) กล่าวว่า ความอ่อนตัว (Flexibility) คือ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อได้อย่างอิสระเต็มตลอดช่วง ระยะการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของข้อต่อนั้นได้อย่างสมบูรณ์ เช่น สามารถงอ หรือบิดข้อต่อส่วน นั้นได้อย่างง่ายและสะดวก 2. ความแข็งแรง เป็นสมบัติที่ต้องการของตำแหน่งตัวเสิร์ฟ ความแข็งแรงของร่างกาย ส่วนบนจะช่วยเพิ่มกำลังในแรงเหวี่ยง การบิดตัว หรือการเคลื่อนที่ของร่างกายตามลักษณะของการ เสิร์ฟขณะที่ความแข็งแรงของร่างกายส่วนล่างจะเพิ่มความเร็วและกำลังขาของผู้เล่นตาแหน่งเสิร์ฟได้
14 ดีสอดคล้องกับ ชนินทร์ชัย อินทิราภรณ์ (2547) กล่าวไว้ว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ(Muscular strength) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อ หรือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ออกแรงกระทำต่อแรงต้านทาน ด้วยความพยายามมากที่สุดเพียงหนึ่งครั้ง กรมพลศึกษา (2555) กล่าวว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ(Muscular Strength) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัวเพื่อต้านน้ำหนัก หรือเคลื่อนน้ำหนักเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัด เวลา เช่น แรงบีบมือ แรงเหยียดขา ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของการใช้แรงของกล้ามเนื้อเพื่อที่จะเอาชนะ ความต้านทานต่าง ๆ สอดคล้องกับ ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552)กล่าวว่า ความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ (Muscle Strength) คือ ความสามารถสูงสุดของกล้ามเนื้อในการพยายามออกแรงโดยการ วัดหาค่าว่ากล้ามเนื้อ หรือกลุ่มกล้ามเนื้อนั้น จะสามารถหดตัวทำงาน 1 ครั้ง ได้แรงสูงสุดมากเท่าใด ซึ่งความหมายในทางปฏิบัติก็คือ กล้ามเนื้อแต่ละแห่งจะสามารถยกน้ำหนักได้มากที่สุดเท่าใด จากการ พยายามใช้แรงในการยกขึ้นได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น 3. ความเร็ว หมายถึง ความเร็วของเท้าที่เสิร์ฟ เมื่อยกขาจากพื้นเพื่อปรับให้เป็นรูปวงสวิง ของการเสิร์ฟจนสิ้นสุดการเคลื่อนที่ของเท้า เรียกว่า ความเร็วของเท้าในรูปวงสวิงการเสิร์ฟซึ่งจะต้อง ฝึกซ้อมให้เกิดความสม่ำเสมอของความเร็ว สอดคล้องกับ คู่มือกีฬาเซปักตะกร้อ กรมพลศึกษา (2555) กล่าวว่า ความเร็ว (Speed) คือความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่จาก ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งในเวลาที่สั้นที่สุด ความเร็วมี 3 ชนิด คือ ความเร็วในการวิ่งความเร็วในการคลื่อน ที่และความเร็วในการตอบสนอง ถนอมวงศ์ กฤษณ์เพ็ชร์ (2554) กล่าวว่า ความเร็ว (Speed) คือ ความสามารถในการ เคลื่อนที่ในเวลาอันสั้น สอดคล้องกับ สนธยา สีละมาด (2555) กล่าวไว้ว่า ความเร็ว คือความสามารถ ของกล้ามเนื้อในการที่จะหดตัวซ้ำ ๆ ติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วเพื่อก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนร่างกายไป ยังตำแหน่งที่ต้องการภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจาก ตำแหน่งหนึ่งไปยังตำแหน่งหนึ่งเกียรติวัฒน์ วัชญากาญจน์ (2560) ได้กล่าวว่า สมรรถภาพทางกาย สำหรับกีฬาตะกร้อมี 10องค์ประกอบ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสมรรถภาพที่ความสำคัญต่อการ เสิร์ฟตะกร้อได้ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากผู้เล่นตำแหน่งเสิร์ฟมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็จะ สามารถเตะลูกหรือเสิร์ฟลูกได้รุนแรง สอดคล้องกับ ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552) กล่าวไว้ว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength) คือ ความสามารถสูงสุดของกล้ามเนื้อในการ พยายามออกแรงโดยการวัดหาค่าว่ากล้ามเนื้อ หรือกลุ่มกล้ามเนื้อนั้น จะสามารถหดตัวทำงาน 1 ครั้ง ได้แรงสูงสุดมากเท่าใด ซึ่งความหมายในทางปฏิบัติก็คือ กล้ามเนื้อแต่ละแห่งจะสามารถยกน้ำหนัก ได้มากที่สุดเท่าใด จากการพยายามใช้แรงในการยกขึ้นได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น สอดคล้องกับ เจริญ กระบวนรัตน์ (2548) อธิบายไว้ว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength) คือ ความสามารถของร่างกาย หรือกล้ามเนื้อที่พยายามจะออกแรงเอาชนะแรงต้านทาน หรือความ ต้านทาน 2. ความทนทานของกล้ามเนื้อ การทำงาน หรือหดตัวต่อเนื่องกันได้เป็นเวลานาน สามารถ เสิร์ฟได้หลายๆ ครั้ง สอดคล้องกับ ชนินทร์ชัย อินทิราภรณ์ (2547) กล่าวว่า ความทนทานของ
15 กล้ามเนื้อ (Muscular endurance) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อหรือกลุ่มกล้ามเนื้อ ที่ออกแรง ซ้ำๆ กันแบบไอโซโทนิก หรือไอโซคิเนติก ต่อแรงต้านที่มีขนาดปานกลางได้เป็นระยะเวลานาน กรมพลศึกษา (2555) ให้ความหมายว่า ความทนทานของกล้ามเนื้อ(Muscle Endurance) คือ ความสามารถของกล้ามเนื้อหรือกลุ่มกล้ามเนื้อในการออกแรงอย่างซ้ำ ๆ กันหลาย ครั้ง หรือในการทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อคงสภาพอยู่ได้นาน สอดคล้องกับ สนธยา สีละมาด (2555) กล่าวไว้ว่า ความทนทานของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) คือ ความสามารถของ กล้ามเนื้อที่จะต้านทานความเมื่อยล้าในการปฏิบัติการออกกำลังกายที่ใช้ความแข็งแรงที่ยาวนาน 3. ความอ่อนตัว การเคลื่อนไหวข้อต่อต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ และยืดหยุ่นได้ไม่ติดขัด หรือ เจ็บปวด นักกีฬาก็สามารถยกเท้า หรือขาได้สูง โอกาสในการเสิร์ฟลูกตะกร้อจะเสิร์ฟลูกได้ดีกว่า นักกีฬาที่ยกเท้า และขาเสิร์ฟได้ต่ำ สอดคล้องกับ สโรชา สุทธิจิต (2551) กล่าวว่า ความอ่อนตัว หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานของข้อต่อเพื่อการเคลื่อนไหวให้ได้มุมกว้างที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับ เอ็น พังผืด เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และกล้ามเนื้อที่อยู่โดยรอบของข้อต่อส่วนนั้น ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552) กล่าวไว้ว่า ความอ่อนตัว (Flexibility) คือ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อได้อย่างอิสระเต็มตลอดช่วงระยะการเคลื่อนไหวตาม ธรรมชาติของข้อต่อนั้นได้อย่างสมบูรณ์ เช่น สามารถงอหรือบิดข้อต่อส่วนนั้นได้อย่างง่ายและสะดวก สอดคล้องกับคู่มือกีฬาเซปักตะกร้อ กรมพลศึกษา (2555) ให้ความหมายว่า ความอ่อนตัว (Flexibility) คือความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อได้อย่างอิสระจนสุดช่วงของการเคลื่อนที่ข้อ ต่อส่วนนั้น ๆ โดยไม่รู้สึกติดขัดหรือเจ็บปวด 4. การทรงตัว การควบคุมการเคลื่อนไหว หรือการเคลื่อนที่ให้ร่างกายรักษาการทรงตัวได้ ทั้งในขณะเคลื่อนที่และอยู่กับที่สอดคล้องกับ คู่มือกีฬาเซปักตะกร้อ กรมพลศึกษา (2555) ให้ ความหมายว่า การทรงตัว (Balance) คือ ความสามารถในการรักษาความสมดุลของร่างกาย หรือ ควบคุมท่าทางของร่างกายทั้งในขณะอยู่กับที่ หรือเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล (2552) กล่าวว่า ความสมดุลในการทรงตัว (Balance) คือ การ ดำรงรักษาความสมดุลของร่างกายในขณะที่ร่างกายอยู่กับที่ หรือมีการเคลื่อนที่ ตัวอย่างของกิจกรรม ที่ต้องใช้สมรรถภาพทางกายทางด้านความสมดุลในการทรงตัวมากเป็นพิเศษ เช่น การแสดงท่าทาง ต่าง ๆ บนคานทรงตัวในกีฬายิมนาสติก และการเล่นสกีน้ำ เป็นต้น 5. การทำงานประสานสัมพันธ์กันของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อสามารถ ทำงานได้ตามเส้นประสาทสั่งการ ขณะมองลูกที่ผู้โยน โยนมาให้เสิร์ฟ และยกขาเสิร์ฟได้อย่างถูก จังหวะ สอดคล้องกับ เจริญ กระบวนรัตน์ (2548) ได้อธิบายว่า การประสานงานการเคลื่อนไหว (Coordination) คือ ความสามารถในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวที่มีการใช้ร่างกายหลายส่วนประกอบ กัน เพื่อให้บังเกิดผลหรือทักษะตามต้องการด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามลำดับในแต่ละ ขั้นตอนของทักษะและในแต่ละส่วนของร่างกายอย่างสัมพันธ์กันสิ่งที่ใช้เป็นข้อสังเกตเพื่อพิจารณาว่า นักกีฬามีการประสานงานการเคลื่อนไหวได้ดีมากน้อยเพียงใดนั้นมิใช่พิจารณา หรือดูแต่เพียงการ ปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้ดีมากน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ให้พิจารณารวมไปถึงการตัดสินใจในการ ใช้ทักษะได้อย่างสัมพันธ์สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และนำไปสู่การแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้องรวดเร็วเพียงใดด้วย สอดคล้องกับ คู่มือกีฬาเซปักตะกร้อ กรมพล
16 ศึกษา (2555) ได้อธิบายไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา (Eyes-Hands Coordination) คือ ความสามารถของระบบประสาทในการทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ และความสัมพันธ์ ระหว่างเท้ากับตา (Eyes-Foots Coordination) คือ ความสามารถของระบบประสาทในการทำงาน ประสานกันระหว่างตากับเท้า ถนอมวงศ์ กฤษณ์เพ็ชร์ (2554) ได้กล่าวว่า การทำงานที่ประสานกัน (Coordination) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อในการที่จะปฏิบัติกิจกรรมทาง กลไกที่สลับซับซ้อนในเวลาเดียวกันอย่างราบรื่น และแม่นยำ ผู้วิจัยสรุปได้ว่า สมรรถภาพที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อนอกเหนือจาก ความสัมพันธ์อันดีระหว่างการโยน และการเสิร์ฟ องค์ประกอบทางด้านร่างกายที่จะช่วยให้ผู้เล่นมี ความสามารถในการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ได้แก่ ความแข็งแรง ความเร็ว กำลัง ความอดทน ความอ่อน ตัว การทรงตัว การทำงานประสานสัมพันธ์กันของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ เป็นต้น 1.4 ประเภทของการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ สุพจน์ ปราณี (2550) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เล่นในตำแหน่งตัวเสิร์ฟนอกจากจะมีหนึ่งลักษณะที่ เด่น ๆ ของตัวเองแล้วจะต้องมีการฝึกหัดการเสิร์ฟได้หลาย ๆ รูปแบบเพื่อให้ลูกเสิร์ฟมีความน่ากดดัน ต่อฝ่ายตรงข้ามมากยิ่งขึ้น และได้แบ่งลักษณะการเสิร์ฟไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 1. การเสิร์ฟแบบรุนแรง 2. การเสิร์ฟแบบเปลี่ยนทิศทาง 3. การเสิร์ฟแบบลูกสั้น หรือลูกหยอด การเสิร์ฟแบบรุนแรง หมายถึง การเสิร์ฟแบบเสี่ยงได้เสี่ยงเสีย ถ้าเสิร์ฟดีก็ได้แต้ม ถ้าเสิร์ฟ เสียก็เสียแต้ม เนื่องจากการเสิร์ฟแบบรุนแรงเป็นการเสิร์ฟที่ผู้เสิร์ฟคาดหวังว่า ผู้รับจะไม่สามารถรับ ได้หรือถ้ารับได้ก็จะทำให้การโต้ตอบกลับมาไม่ดีการเสิร์ฟแบบรุนแรงผู้เสิร์ฟจะเสิร์ฟลงจุดใดของ สนามก็ได้ ไม่ต้องคิดมากในการเลือกกำหนดจุดลงเพียงแต่เมื่อตัดสินใจเลือกที่จะเสิร์ฟแล้วต้องมั่นใจ มีสมาธิ ตัดสินใจเสิร์ฟอย่างเต็มที่ การเสิร์ฟแบบเปลี่ยนทิศทาง หมายถึง การเสิร์ฟที่ไม่รุนแรงมาก และไม่เบามากเกินไป เป็น ลูกเสิร์ฟที่ลดความรุนแรงจากการเสิร์ฟ เช่น จากร้อยละ 100 เหลือ ประมาณร้อยละ 70 - 80 และ จะต้องเป็นลูกเสิร์ฟดีถ้าเลือกเสิร์ฟลูกเสิร์ฟลักษณะนี้จะต้องเสิร์ฟไม่ เสีย เพราะได้ลดความรุนแรงลง มาแล้ว ผู้เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้แม่นยำตรงกับจุดที่ตนเองได้กำหนดไว้ เพราะจะต้องย้ายจุดเสิร์ฟอยู่ เรื่อย ๆ ความรุนแรงปานกลาง และทิศทางความแม่นยำเป็นเป้าหมาย ในการเสิร์ฟ การเสิร์ฟแบบลูกสั้น หรือลูกหยอด หมายถึง ลักษณะการเสิร์ฟอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ฝ่ายรับ เกิดความสับสนในตำแหน่งจุดยืนของตนเอง การตัดสินใจใช้ลูกเสิร์ฟลักษณะนี้ให้พิจารณา ดังนี้ 1. ควรใช้ลูกเสิร์ฟสั้นภายหลังที่ได้ใช้ลูกเสิร์ฟประเภทรุนแรงแล้ว จะทำให้ฝ่ายรับเปลี่ยน จุดยืนใหม่หรือถอยหลังเพื่อรับลูกรุนแรง ผู้เสิร์ฟต้องคอยสังเกตจุดยืนของฝ่ายรับให้ดีซึ่งจะทำให้เกิด พื้นที่ว่างด้านหน้าจึงใช้ลูกเสิร์ฟสั้นลงตามจุดที่ว่างนั้น 2. ให้ใช้เมื่อผู้รับเกิดความสับสนในตำแหน่งจุดยืน หรือมีอาการเกร็ง เครียด และเป็นกังวล ในการเตรียมจะรับลูกเสิร์ฟ ผู้เสิร์ฟต้องคอยสังเกตตลอดเวลา ความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อ คือ ผู้ เสิร์ฟต้องสามารถเสิร์ฟได้แม่นยำมีการกำหนดทิศทางการเสิร์ฟ สามารถเสิร์ฟลงในจุดที่กำหนดได้ไม่
17 ว่าจะเป็นการเสิร์ฟลูกแบบยาว ๆ หรือ การเสิร์ฟลูกหยอดก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ซึ่งวิธีการเสิร์ฟกีฬา เซปักตะกร้อนั้นมีทั้งหมด 3 ท่า 4 รูปแบบ ดังหัวข้อต่อไปนี้ 1.5 วิธีการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ การเสิร์ฟในกีฬาเซปักตะกร้อ ในระยะแรกเป็นเพียงการเสิร์ฟเพื่อให้ข้ามตาข่ายเท่านั้นระยะ ต่อมาได้พัฒนาการเสิร์ฟมาเป็นอาวุธที่สำคัญในการรุกเพื่อทำคะแนนอีกวิธีหนึ่งเพราะการเสิร์ฟที่มี ประสิทธิภาพจะทำให้การเล่นเหนือกวาคู่ต่อสู้ ดังนั้น การเสิร์ฟในยุคปัจจุบันจะพบว่ามีความเร็วความ แม่นยำ รุนแรง ความสามารถในการบังคับทิศทาง และกลยุทธ์ต่าง ๆ รูปแบบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อมี 4 รูปแบบ ดังนี้ 1. การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (The Lateral Inside-Foot Serve) การเสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในเป็นทักษะที่นักกีฬาในทุกระดับนิยมใช้เสิร์ฟตะกร้อมากที่สุดการเคลื่อนที่ ของตะกร้อจะเคลื่อนที่รวดเร็วและรุนแรง ลักษณะการเคลื่อนที่ของลูกตะกร้อ มี 2 ลักษณะ คือ ภาพ 1 การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (ที่มา: จตุพันธ์ ปัญจมนัส, 2556) 1.1 การเคลื่อนที่ลูกตะกร้อแบบหมุนบน (Top Spin) คือการเคลื่อนที่ของตะกร้อเมื่อ ออกจากเท้าตะกร้อจะพุ่งและหมุนไปข้างหน้า คู่แข่งขันที่รับลูกเสิร์ฟส่วนมากเมื่อตะกร้อกระทบผู้รับ ลูกเสิร์ฟตะกร้อ จะลอยโด่ง และพุงออกด้านหลังผู้รับสังเกตเห็นได้ชัดเจนจากการรับลูกเสิร์ฟด้วย ศีรษะ 1.2 การเคลื่อนที่ลูกตะกร้อหมุนล่าง (Back Spin) หรือลูกตัดล่าง (Under-cut Spin) คือ การเคลื่อนที่ของตะกร้อเมื่อออกจากเท้าจะหมุนและพุ่งไปด้านหน้า แต่เป็นการหมุนกลับเมื่อกระทบ ผู้รับลูกเสิร์ฟแล้วตะกร้อจะพุงกลับมายังตาข่าย 2. การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยหลังเท้า (The Back-Foot Serve) การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วย หลังเท้า เป็นทักษะที่นักกีฬาในระดับสูงจำเป็นจะต้องฝึกนักกีฬาบางคนฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ สามารถนำมาใช้เป็นการเสิร์ฟเป็นหลัก ลักษณะการเคลื่อนที่ของตะกร้อจะมีความเร็ว ความรุนแรง และจะหมุนเข้าหาตัวผู้รับลูกเสิร์ฟ ซึ่งยากแก่การรับลูกเสิร์ฟมากดังนั้น โอกาสที่จะได้คะแนนจากการ เสิร์ฟสูงมาก
18 ภาพ 2 การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยหลังเท้า (ที่มา: จตุพันธ์ ปัญจมนัส, 2556) 3. การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยหน้าเท้า หรือฝ่าเท้า (The Fore-Foot Serve) การเสิร์ฟด้วย หน้าเท้าหรือฝ่าเท้า เป็นทักษะที่นักกีฬาไม่ค่อยนิยมเล่นกันมากนัก การเสิร์ฟลักษณะนี้มีความสำคัญ ในการเล่นระดับสูงอย่างยิ่ง เพราะลักษณะการเคลื่อนที่ของตะกร้อมีหลายลักษณะด้วยกัน ภาพ 3 การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยหน้าเท้าหรือฝ่าเท้า (ที่มา: จตุพันธ์ ปัญจมนัส, 2556) 3.1 การเคลื่อนที่ของตะกร้อมีลักษณะหมุนข้าง (Side Spin) เป็นการเสิร์ฟตัดด้วยหน้า เท้าหรือฝ่าเท้า จากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้าย การเคลื่อนที่ตะกร้อจะหมุนหนีจากจุดศูนย์กลาง ลอยข้ามตาข่ายอย่างรวดเร็วและพุ่งสู่ลำตัวของผู้รับลูกเสิร์ฟซึ่งยากต่อการรับลูกเสิร์ฟ 3.2 การเคลื่อนที่ของตะกร้อลักษณะลูกหมุนล่าง (Back Spin) หรือลูกตัดล่าง (UnderCut Spin) เป็นการเสิร์ฟด้วยหน้าเท้า หรือฝ่าเท้าใต้ตะกร้อลักษณะการเคลื่อนที่ของตะกร้อจะพุ่งไป ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว รุนแรง คู่แข่งขันที่รับลูกเสิร์ฟนี้ ส่วนมากตะกร้อจะพุ่ง และวิ่งย้อนกลับเข้าหา ตาข่าย จะเห็นได้ชัดเจนในการรับลูกเสิร์ฟด้วยศีรษะ 4. การเสิร์ฟลูกตะกร้อสั้น (The Drop Shot Serve) การเสิร์ฟสั้น คือ ผู้เสิร์ฟลูกตะกร้อเสิร์ฟ ให้เคลื่อนที่ไปยังผู้รับโดยให้ตกแดนหน้าการเสิร์ฟลักษณะนี้ มีจุดประสงค์ให้ผู้รับ ซึ่งมีอาการตื่นตัว ของระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท การตั้งใจที่จะรับลูกเสิร์ฟแบบรุนแรงแต่เหตุการณ์กลับพลิก ผันอย่างกะทันหัน จึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน ตำแหน่งการรับลูกเสิร์ฟอย่างกะทันหันเป็นเหตุให้การ รับลูกเสิร์ฟผิดพลาดบางครั้งทำให้ฝ่ายรับลูกเสิร์ฟเสียคะแนนได้ การเสิร์ฟสั้นที่นิยม มี 2 แบบ คือ 4.1 การเสิร์ฟตัดสั้นด้วยหน้าเท้า หรือฝ่าเท้า (Fore-Cut Spin Drop Serve) เป็นการ เสิร์ฟ โดยการใช้หน้าเท้าเสิร์ฟ ลักษณะการเคลื่อนที่ของตะกร้อจะหมุนลอยโด่งเล็กน้อยและมุดลงพื้น (เป็นการเสิร์ฟที่นิยมใช้กันมากในทุกระดับการเล่น)
19 4.2 การเสิร์ฟสั้นด้วยข้างเท้าด้านใน (Lateral Inside-Foot Drop Shot Serve) เป็น การ เสิร์ฟโดยการใช้ข้างเท้าด้านในเสิร์ฟลูกตะกร้อ ลักษณะการเคลื่อนที่ของตะกร้อ ส่วนใหญ่จะลอย นิ่ง หรือหมุนเล็กน้อย (ไม่เป็นที่นิยมเล่น) เกียรติวัฒน์ วัชญากาญจน์ (2560) ได้กล่าวว่า การเสิร์ฟตะกร้อที่นิยมใช้กันมี 3 วิธี ดังนี้ 1. การเสิร์ฟลูกแป หรือข้างเท้าด้านใน ลักษณะวิธีการเสิร์ฟด้วยข้างเท้าด้านในมีข้อดี คือ ทำให้ลูกที่ เสิร์ฟเต็มเท้าสามารถควบคุมลูกตะกร้อได้มากกว่ากำหนดทิศทางได้ดีกว่าการเสิร์ฟลักษณะอื่น สามารถใช้ได้ทั้งการเสิร์ฟลูกเหนือศีรษะและลูกล่าง 2. การเสิร์ฟลูกหลังเท้า ลักษณะวิธีการเสิร์ฟด้วยลูกหลังเท้าจะใช้ได้ทั้งในการเสิร์ฟลูกที่ รุนแรงหรือลูกคล้องหยอดได้แต่วิธีการเสิร์ฟลักษณะนี้ทำให้ควบคุมทิศทางการลงของลูกได้ค่อนข้าง ยากและอาจจะเตะไม่ค่อยเต็มหลังเท้าซึ่งการเสิร์ฟลูกด้วยหลังเท้าต้องให้ลูกโดนตรงกลางหลังเท้า ส่วนมากจะโดนโคนเท้า หรือโดนปลายเท้าได้ ดังนั้นต้องได้รับการฝึกที่ดีอย่างสม่ำเสมอจึงจะสามารถ เสิร์ฟได้ดีและการเสิร์ฟด้วยหลังเท้าจำเป็นต้องยกขาให้สูงเหนือศีรษะด้วย 3. การเสิร์ฟด้วยฝ่าเท้า ลักษณะวิธีการเสิร์ฟด้วยฝ่าเท้านั้นส่วนมากจะใช้ในการเสิร์ฟลูก หยอดเพื่อให้ลูกลงหน้าตาข่ายและเป็นลักษณะลูกตัดหยอดเพื่อให้ลูกตะกร้อลงข้างหน้าทำให้ผู้รับเกิด ความสับสนในการรับลูกเสิร์ฟมากขึ้น 1.6 ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ กีฬาทุกชนิดทุกประเภทล้วนแต่คิดค้นขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเสริมสร้างสุขภาพ ให้ พัฒนาขึ้นทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม กีฬาตะกร้อก็เช่นเดียวกันเป็นกีฬาที่ให้คุณค่า ตามจุดมุ่งหมายของกีฬาอย่างครบถ้วน สันติวัฒน์ พันทา (2548) กล่าวไว้ว่า กีฬาตะกร้อนอกจากผู้ เล่นจะได้รับความ สนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังมีประโยชน์และคุณค่าต่อผู้เล่นในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1.6.1 ประโยชน์ทางด้านร่างกาย ผู้ที่เล่นกีฬาตะกร้อเป็นประจำและใช้เวลาในการเล่น แต่ละ ครั้งนานพอสมควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีการพักผ่อนที่เพียงพอ จะทำให้สมรรถภาพ ทาง กายดีมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่นกีฬา ตะกร้อทางด้านร่างกายสามารถแยกอออกเป็น 2 ทาง คือ 1) การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย การออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาตะกร้อ จะทำให้ระบบ ต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่าง สม่ำเสมอ ระบบไหลเวียนโลหิตจะสามารถสูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่ ไม่ได้เล่น กีฬา ระบบหายใจ ปอดจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าปกติ ทำให้สามารถฟอกโลหิตดำให้เป็นโลหิต แดงได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังสามารถทำงานประสานสัมพันธ์กันได้ อย่างดี โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อกับระบบประสาทจะเห็นได้ว่าขณะที่เรากำลังเตะตะกร้ออยู่ สายตา จะต้องคอยจับจ้องที่ลูกตะกร้ออยู่ตลอดเวลา มือ แขน ลำตัว ขา และเท้าต้องเคลื่อนไหวไปตาม ทิศทางที่ประสาทสั่งการอยู่ตลอด ความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ดังกล่าวทำให้สามารถเล่นตะกร้อ ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้การเล่นตะกร้อจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เล่นมีสมรรถภาพร่างกายดีคือ มี ความอดทน มีความแข็งแรง มีกำลัง และมีความคล่องแคล่วว่องไวสามารถทำงานได้มากได้นาน เหนื่อยช้า และหายเหนื่อยเร็ว
20 2) การพัฒนาบุคลิกภาพ ผู้ที่เป็นนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายจะมีทรวดทรงที่ได้สัดส่วน มีบุคลิกลักษณะกระฉับกระเฉง โดยเฉพาะการเล่นตะกร้อจะต้องใช้ความว่องไวเป็นพิเศษ ช่วยให้ผู้ เล่นมีความคล่องตัวเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพได้เป็นอย่างดี กล่าวคือผู้เล่นกีฬาตะกร้อจะได้รับ ประโยชน์ทางด้านร่างกายเป็นอย่างดีดังนี้ 2.1) ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงสามารถทำงานได้มาก 2.2) ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น 2.3) ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเจริญเติบโตและแข็งแรง 2.4) ช่วยในการขับถ่ายได้ดี และช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้ดี 2.5) ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น 2.6) ช่วยฝึกความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้ดีขึ้น 1.6.2 ประโยชน์ทางด้านจิตใจและอารมณ์ การเล่นตะกร้อนอกจากจะได้ประโยชน์ ทางด้าน ร่างกายตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านจิตใจเป็นอย่างมากคือ ไม่ว่าจะเป็นการ เล่นหรือชมการแข่งขันจะทำให้ผู้เล่นและผู้ชมตื่นเต้น สนุกสนานมีความเร้าใจ เท่ากับการพักผ่อน ทางด้านจิตใจไปในตัว การเล่นตะกร้อมีคุณค่าทางด้านจิตใจ ดังนี้ 1) ทำให้เกิดความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง 2) ทำให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ 3) ทำให้มีความสนุกสนานร่าเริง เป็นการพักผ่อนคลายความตึงเครียด 4) ทำให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 5) รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีความสุขุมเยือกเย็นมีจิตใจหนักแน่น มั่นคง 6) ฝึกให้รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และส่งเสริมให้มีไหวพริบที่ดี 7) ฝึกให้เป็นคนมีเหตุผลและกล้าตัดสินใจ 1.6.3 ประโยชน์ทางด้านสังคม ถ้าผู้เล่นได้ฝึกและเล่นกีฬาตะกร้อจนเป็นนักกีฬาที่ดี และเป็น ผู้เล่นที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา นับว่าผู้นั้นเป็นบุคคลที่สังคมประชาธิปไตยพึงปรารถนา ทั้งนี้เป็น เพราะ เหตุว่าการเล่นกีฬาทุกชนิดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกีฬาในร่ม กีฬากลางแจ้ง เป็นประเภทบุคคล หรือ ประเภททีมก็ตาม ผู้เล่นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและกติกาของกีฬานั้น ๆ อย่างเคร่งคัดเท่ากับเป็น การฝึกให้บุคคลอยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบวินัยอันดี เป็นพื้นฐานแห่งคุณภาพที่ประเทศชาติต้องการ การเล่นกีฬาตะกร้อจะทำให้ผู้เล่นมีความเสียสละมีความกล้าหาญ และมีความอดทนมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งสิ้น นอกจากนี้กีฬาตะกร้อยังทำให้ผู้เล่นเป็นคนมีสังคมกว้างขวาง รู้จักบุคคลอื่นมากขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งขัน เพื่อนร่วมทีม ผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีม และผู้ตัดสิน กล่าวคือ ประโยชน์ทางด้านสังคมมีดังนี้ 1) เป็นการพบปะสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูง และบุคคลอื่น ๆ 2) ช่วยให้เกิดมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 3) ฝึกฝนให้รู้จักเสียสละ 4) ให้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 1.6.4 ประโยชน์ทางด้านทัศนคติ การได้ร่วมเล่นตะกร้อกับบุคคลอื่น ๆ ทำให้เกิด การเข้าใจ ซึ่งกันและกันร่วมมือร่วมใจประคับประคองลูกตะกร้อไม่ให้ตกพื้น ไล่ลูก โต้ลูกด้วยความ ตั้งใจเพื่อ
21 จุดประสงค์อันเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องมือก่อให้เกิดสังคมและมิตรภาพ ความสามัคคีกลม เกลียวแล้วยังก่อให้เกิดการปลูกฝังทัศนคติในเรื่องความรัก มีน้ำใจเป็นนักกีฬา กล่าวคือ ประโยชน์ ทางด้านทัศนคติมีดังนี้ 1) ส่งเสริมให้รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น 2) กฎกติกาการเล่นจะส่งเสริมให้มีความยุติธรรม 3) ทักษะการเล่นหรือการฝึกซ้อมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ 4) เป็นการส่งเสริมการแสดงออก กีฬาตะกร้อเป็นกีฬาที่มีประโยชน์ต่อผู้เล่นและต่อสังคมเป็นอย่างมาก เพราะผู้เล่นกีฬา ตะกร้อนอกจากจะยังได้รับการพัฒนาทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมแล้ว ยังได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่ ดีต่อการออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาเป็นประจำ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย จึงได้สรุป ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1. เล่นง่าย ไม่เลือกเวลาและไม่เปลืองสถานที่ 2. ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย 3. มีความปลอดภัยในการเล่น 4. ทำให้ผู้เล่น 4.1 มีบุคลิกภาพมีความคล่องแคล่วว่องไว 4.2 เยือกเย็นสุขุมรอบคอบ 4.3 ตัดสินใจรวดเร็ว แน่นอน 4.4 มีความประพฤติเรียบร้อย ซื่อตรง มีศีลธรรม 4.5 ระบบประสาทดี 4.6 สุขภาพพลานามัยแข็งแรง 4.7 ปฏิภาณไหวพริบดี 4.8 พักผ่อนตามอารมณ์ มีความเพลิดเพลิน 4.9 มีความสามัคคี 4.10 เข้าสังคมได้ดีไม่ประหม่า 5. กีฬาตะกร้อเป็นพื้นฐานในการนำไปสู่กีฬาประเภทอื่น ๆ 5.1 ทรงตัวดี 5.2 สายตาดี 5.3 ความแม่นยำดี 5.4 การใช้เท้าดี ผู้วิจัยสรุปได้ว่า กีฬาตะกร้อมีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายช่วยพัฒนา สมรรถภาพทางกาย พัฒนาบุคลิกภาพ ด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม ด้านทัศนคติที่ดีต่อการออก กำลังกายต่อผู้ร่วมเล่นด้วย
22 2. สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) 2.1 ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกายเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีพในปัจจุบัน เมื่อ บุคคลมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว การดำเนินชีวิตจะมีความสุขและมีประสิทธิภาพ นั่น คือการที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดีส่งผลให้สุขภาพดี ร่างกายมีการเจริญเติบโตแข็งแรง ประสิทธิภาพ ของการทำงานของระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตประสานสัมพันธ์กันดี และลดอัตราการเสี่ยง เป็นโรคต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้ทรวดทรงของร่างกายได้สัดส่วน มีทักษะทางกีฬาที่ดี อีกทั้งยังช่วยให้การ ประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้ดีอีกด้วย (อรนภา ทัศนัยนา, 2560) ในการเล่น กีฬาหรือออกกำลังกาย องค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวในการเล่นหรือ ฝึกซ้อมกีฬาของนักกีฬาแต่ละคนคือ สมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกซ้อมกีฬา รูปแบบ วิธีการฝึกซ้อมที่เหมาะสมในแต่ละประเภทกีฬา จะสามารถบังเกิดผลได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ การเตรียมความพร้อมทางด้านสมรรถภาพทางกายทั่วไป และสมรรถภาพเฉพาะประเภทกีฬา เพื่อ พัฒนาสู่เกมการแข่งขัน สมรรถภาพทางกายจึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักกีฬาทุกคนต้องผ่านการฝึก ให้มีความพร้อมก่อนองค์ประกอบด้านอื่น ๆ เสมอ ปัจจุบันการพัฒนานักกีฬาอาศัยความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยเฉพาะการ ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือในการฝึกที่ทันสมัยและองค์ความรู้ในกระบวนการฝึกที่ถูกต้องเหมาะสมกับ นักกีฬาและช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการฝึก จึงจะทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านความสามารถและ สมรรถภาพทางกายที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเทคนิคทักษะการเล่นกีฬาให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ถาวร กมุทศรี (2560) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกายในนักกีฬา หมายถึง ความสามารถในการ แสดงออกของร่างกาย เพื่อการเคลื่อนไหวปฏิบัติเทคนิค ทักษะในการเล่นกีฬา ให้ได้มาซึ่งผลจากการ ปฏิบัติหรือแสดงออกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการเล่นกีฬาอย่างเหมาะสม มีความสม่ำเสมอตลอด การแข่งขันของแต่ละชนิดกีฬา กรมพลศึกษา (2559) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ใน สภาพที่ดีเพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราความเสี่ยงของปัญหา ทางสุขภาพที่เป็นสาเหตุมาจากขาดการออกกำลังกายสร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกายใน การที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการออกกำลังกายได้อย่างหลากหลายบุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดี ก็จะ สามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการแก้ไข สถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สนธยา สีละมาด(2557) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึง การมีสภาพสรีรวิทยาที่ช่วย ให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการมีสภาพสรีรวิทยา พื้นฐานสำหรับการมีความสมบูรณ์ทางการกีฬาหรือทั้งสองอย่าง ดังนั้น สุพิตร สมาหิโต และคณะ (2555) กล่าวว่า สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลด อัตราความเสี่ยงของปัญหาทางสุขภาพ สาเหตุจากการขาดการออกกำลังกาย สร้างความสมบูรณ์และ แข็งแรงของร่างกายในการเข้าร่วมกิจกรรมการออกกำลังกายได้อย่างหลากหลาย บุคคลที่มี
23 สมรรถภาพทางกายดีจะสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย การเล่น กีฬา และการแก้ไขสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และระบุว่า สมรรถภาพทางกายโดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ คือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (HealthRelated Physical Fitness) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับความพร้อมในการเล่นกีฬา (Sports-Related Physical Fitness Readiness) โดยแต่ละประเภทของสมรรถภาพทางกาย ประกอบด้วยด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health-Related Physical Fitness) เป็นดัชนี สมรรถภาพทางกายที่เป็นพื้นฐานทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความสามารถประสิทธิภาพในการ ทำงานของร่างกาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือด หัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคปวดหลังตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการขาดการออกกำลัง กาย ซึ่งประกอบด้วย 1.1 ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อ กลุ่มกล้ามเนื้อที่สร้างแรง เพื่อทำงานต้านกับแรงต้านทาน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็น ปัจจัยพื้นฐานในการประกอบกิจกรรมทุกอย่าง รวมถึงการเคลื่อนไหว ทั้งการเคลื่อนไหวใน ชีวิตประจำวัน และการเล่นกีฬา 1.2 ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อ หรือกลุ่มกล้ามเนื้อในการออกแรงทำงานซ้ำ ๆ ได้เป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ความอดทนของ กล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้มากขึ้นโดยการเพิ่มจำนวนครั้งในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย หลายอย่าง เช่น อายุ เพศ ระดับสมรรถภาพทางกายและชนิดของการออกกำลังกาย 1.3 ความอ่อนตัว (Flexibility) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆของ ร่างกายที่จะยืดออกและเคลื่อนไหวได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว การยืดเหยียดของกล้ามเนื้อทำได้ทั้ง แบบอยู่กับที่หรือมีการเคลื่อนที่ แต่จะต้องเหยียดจนกว่ากล้ามเนื้อจะรู้สึกตึง และจะต้องค้างอยู่ในท่า เหยียดกล้ามเนื้อในลักษณะนี้ประมาณ 10 - 15 วินาที 1.4 ความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด(Cardiovascular Endurance) เป็น ความสามารถของหัวใจและหลอดเลือดที่จะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อเพื่อสร้าง พลังงานในการออกแรง อย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อจึงทำงานได้เป็นระยะเวลานาน การพัฒนาระบบนี้ ต้องมี การเคลื่อนไหวร่างกายระยะเวลาติดต่อกันมากกว่า 30 นาที ขึ้นไป 1.5 องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) เป็นส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็น ร่างกาย แบ่งเป็นหลายส่วน เช่น ไขมัน (Fat Mass) กระดูก กล้ามเนื้อ น้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ องค์ประกอบของร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวจะใช้เป็นดัชนีประมาณค่าเปอร์เซ็นต์ของไขมันและ กล้ามเนื้อที่มีอยู่ในร่างกาย สะท้อนภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นโรคที่เสี่ยงจาก การไม่ออกกำลังกาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย และโรคเบาหวาน เป็นต้น 2. สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับความพร้อมในการกีฬา ( Sports-Related Fitness Readiness) เป็นสมรรถภาพทางกายที่นอกเหนือไปจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวความอดทนของระบบหัวใจและ
24 ไหลเวียนเลือด และองค์ประกอบของร่างกาย ร่วมกับองค์ประกอบสมรรถภาพทางกลไก ซึ่ง ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 2.1 ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางและตำแหน่งของ ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว 2.2. ความเร็ว (Speed) ความสามารถในการเปลี่ยนตำแหน่งร่างกายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ภายในเวลาสั้นๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการโดยใช้ระยะเวลาที่น้อยที่สุด 2.3 กำลังกล้ามเนื้อ (Power) ความสามารถในการออกกำลังสร้างแรงสูงสุดในเวลาสั้นๆซึ่ง ต้องมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความเร็วเป็นองค์ประกอบหลัก 2.4 สมดุลการทรงตัว (Body Balance) ความสามารถในการคงตำแหน่งของร่างกายโดยที่ยัง ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เสียสมดุล ทั้งขณะอยู่กับที่หรือในขณะเคลื่อนที่ 2.5 การประสานงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Coordination) ความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติทักษะกลไกที่สลับขับซ้อนในเวลาเดียวกันได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ โดยอาศัยตา มือ และเท้า ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องของระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อ 2.6 ความไว้ในการตอบสนอง (Reaction Time) ความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ที่มากระตุ้นในระยะเวลาที่เร็วที่สุดที่ร่างกายเริ่มมีการตอบสนองหลังจากที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งเป็น ความสามารถของระบบประสาทเมื่อรับรู้การถูกกระตุ้นแล้วสามารถสั่งการให้อวัยวะที่ทำหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ให้มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว Bompa (2015) ได้กล่าวถึงพื้นฐานองค์ประกอบสมรรถภาพทางกายที่เกี่ยวข้องกับ ความสามารถของนักกีฬาในการปฏิบัติกิจกรรม ในทักษะหรือการเคลื่อนไหวในกีฬาชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ความแข็งแรง ความเร็ว ความอดทน ความอ่อนตัว และการประสานสัมพันธ์ ในการเคลื่อนไหวซึ่งองค์ประกอบสมรรถภาพทางกายทั้ง 5 ด้านนี้จะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันและ เป็นสมรรถภาพทางกายที่จะช่วยสนับสนุนนักกีฬา สามารถปฏิบัติทักษะกีฬาและทักษะด้านการ เคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยมีรายละเอียดในแต่ละด้าน ดังนี้ 1. ความแข็งแรง หมายถึง ความสามารถกล้ามเนื้อที่หดตัวกระทำต่อแรงต้านด้วยแรงสูงสุด เช่นการดัน การยกน้ำหนัก การผลัก เป็นต้น โดยทั่วไปจำแนกความแข็งแรงสามารถออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.1 ความแข็งแรงสูงสุด (Maximum Strength) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อในการ หดตัวแต่ละครั้งโดยได้แรงมากที่สุด ความแข็งแรงสูงสุดมีความสำคัญสำหรับนักกีฬาประเภทที่ ต้องการใช้กำลังและความเร็วในการเคลื่อนไหว หรือการแข่งขันกีฬาประเภทที่ต้องการเอาชนะแรง ต้านมาก ๆ เช่น ยูโด มวยปล้ำ การแข่งขันยกน้ำหนัก เป็นต้น 1.2 ความแข็งแรงแบบยืดหยุ่น (Elastic Strength) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่ ออกแรงเคลื่อนไหวกระทำกับแรงต้านได้อย่างรวกเร็ว โดยใช้แรงมากที่สุดในช่วงระยะเวลาที่จำกัด หรือในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น การกระโดดขึ้นตบหรือสกัดกั้นในกีฬาวอลเลย์บอล การกระโดดขึ้นโหม่งใน นักกีฬาฟุตบอล เป็นต้น
25 1.3 ความแข็งแรงแบบอดทน (Strength Endurance) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อ ในการออกแรงเพื่อการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เป็นคุณสมบัติของกล้ามเนื้อที่รวมไว้ซึ่งความแข็งแรง และระยะเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้ยาวนาน ตัวอย่าง เช่น การแข่งขันวิ่งระยะ 200 เมตร 400 เมตร ว่ายน้ำ 100 เมตร เป็นต้น 2. ความอดทน หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนานนักกีฬาที่มีความอดทนจะสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในสภาวะที่มี อาการเมื่อยล้าเกิดขึ้น สมรรถภาพด้านความอดทน แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 2.1 ความอดทนแบบแอโรบิก (Aerobic Endurance) เป็นความสามารถในการทำงาน ของกล้ามเนื้อที่ใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อใช้ในการเคลื่อนไหวโดยมีระบบ หายใจและระบบไหลเวียนเลือดทำหน้าที่นำขนส่งไปให้กล้ามเนื้อ กีฬาประเภทที่ใช้ระยะเวลาในการ แข่งขันต่อเนื่องยาวนานมีความจำเป็นต้องมีสมรรถภาพด้านนี้มาก 2.2 ความอดทนแบบแอนแอโรบิก (Anaerobic Endurance) เป็นความสามารถของ กล้ามเนื้อในการออกแรงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยใช้พลังงานที่ถูกเก็บสะสมไว้ใน กล้ามเนื้อ โดยไม่มีการใช้ออกซิเจนในการสันดาปพลังงาน ความอดทนแบบไม่ใช้ออกซิเจนเป็น สมรรถภาพที่ช่วยให้นักกีฬาสามารถออกแรงกระทำช้ำได้บ่อยครั้งขึ้นในสภาวะที่มีการเมื่อยล้าเพิ่มขึ้น 3. ความเร็ว หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง อย่างรวดเร็ว และยังหมายถึงความเร็วในการรับรู้และตอบสนองของระบบประสาท แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ เวลาปฏิกิริยา (Reaction Time) เวลาการเคลื่อนไหว (Movement Time) และเวลา ตอบสนอง (Response Time) โดยสามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ได้แก่ 3.1 กำลังความเร็ว (Power Speed) เป็นความสามารถในการออกแรงด้วยความเร็ว ระดับสูงมีความจำเป็นสำหรับนักกีฬาที่มีการเปลี่ยนจังหวะหรือทิศทางการเคลื่อนที่บ่อย ๆ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น 3.2 ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกีฬาประเภทที่มีการ เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 10 วินาที เช่น การวิ่งด้วย ความเร็วสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ ในกีฬาประเภททีมการวิ่ง 100 เมตร และการว่ายน้ำ 50 เมตร เป็นต้น 3.3 ความเร็วอดทน (Speed Endurance) เป็นความเร็วที่จำเป็นสำหรับนักกีฬาประเภท ที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็วและปฏิบัติซ้ำเป็นช่วง ๆ 4. ความอ่อนตัว เป็นความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อ การยืดหยุ่นของเอ็น กล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อข้อต่อนั้น ๆ 3. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) การเรียนรู้ทักษะ เป็นกระบวนการทางกลไกของระบบประสาทที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย ตา แต่เราสามารถสังเกตความก้าวหน้าได้จากทักษะการเคลื่อนไหวและความสามารถที่ได้รับการ พัฒนาจากการเรียนรู้ทักษะนั้น เนื่องจากขบวนการเรียนรู้รับรู้จะเกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ ซึ่ง รวมไปถึงการทำงานระบบประสาท สมอง และหน่วยความจำเมื่อไรก็ตามที่เราทำการฝึกหรือปฏิบัติ ทักษะใด ทักษะหนึ่งหน่วยความจำจะพยายามเรียนรู้การปฏิบัติทักษะนั้นยิ่งลำดับขั้นตอนในการ
26 ปฏิบัติทักษะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องและสมบูรณ์ถูกต้องมากเท่าใด หน่วยความจำจะจดจำลำดับ ขั้นตอนของการเคลื่อนไหวของทักษะนั้น หน่วยความจำของสมองที่ทำหน้าที่จดจำและควบคุมเทคนิค การเคลื่อนไหว เฉพาะด้านทักษะนี้เรียกว่า โปรแกรมการเคลื่อนไหว (Motor Programs) ซึ่งสามารถ พัฒนาได้ด้วยการคิดและระบบการสอนที่ดี เจริญ กระบวนรัตน์ (2557) กล่าวไว้ว่า ขั้นตอนที่เป็นพื้นฐานสำคัญของหลักการฝึกซ้อมที่ผู้ ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬาควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการฝึกนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ 3.1 การฝึกขั้นพื้นฐาน (Basic Training) การฝึกในขั้นนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการ ฝึกซ้อมที่มุ่งเน้นการวางรากฐานทักษะ พื้นฐานการเคลื่อนไหว (Basic Movement) และทักษะกีฬา (Basic Skill) ที่ถูกต้องให้กับนักกีฬาควบคู่ ไปกับการพัฒนาสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายโดยทั่วไป อาทิเช่น ความแข็งแรง ความเร็ว ความอดทน การประสานของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความ อ่อนตัว เป็นต้น เป็นการเตรียมสภาพร่างกายและทักษะพื้นฐานการเคลื่อนไหว ตลอดจนทักษะกีฬา โดยทั่วไปที่จำเป็นต่อนักกีฬาให้พร้อมที่จะรับการฝึกหนัก หรือการฝึกที่มีรายละเอียดซับซ้อนในขั้น ต่อไปให้ได้ผลดีและมีคุณภาพ 3.2 การฝึกขั้นก้าวหน้า (Advanced Training) การฝึกในขั้นนี้จะมุ่งเน้นในการพัฒนา สร้างเสริมความสามารถทางกลไกการเคลื่อนไหว (Motor Ability) สมรรถภาพทางกายและเทคนิค ทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวเฉพาะประเภทกีฬาหรือเฉพาะด้านที่จำเป็นและต้องการพัฒนา ในนักกีฬาแต่ละบุคคลภายหลังจากที่ได้ผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยพิจารณา องค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะและ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของกีฬาแต่ ละประเภท โดยเฉพาะด้านความแข็งแรงกำลังของกล้ามเนื้อ ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว เป็น ต้น เพื่อมุ่งเน้นรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของการฝึกทางด้านทักษะและเทคนิคเฉพาะประเภทกีฬา ให้นักกีฬามีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น 3.3 การฝึกขั้นพัฒนาความสามารถสูงสุด (Training to Build up Performance) การฝึก ในขั้นนี้มุ่งพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาแต่ละบุคคล แต่ละประเภทกีฬาให้พัฒนาก้าวหน้าไป จนถึงระดับความสามารถสูงสุด (Maximum Capacity) เป็นลักษณะของการฝึกที่มุ่งเน้นข้อมูล รายละเอียดเฉพาะเป็นรายบุคคลในทุกขั้นตอนของการฝึกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิค ทักษะ หรือแทกติกตลอดจนความสามารถเฉพาะตัวให้มีการพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศหรือความชำนาญถึงขั้น เชี่ยวชาญสูงสุด โดยมีการนำรูปแบบของการเคลื่อนไหวที่เป็นความถนัด หรือความสามารถ เฉพาะตัว ของนักกีฬาแต่ละคนที่มีความโดดเด่นพัฒนาไปสู่ความเป็นรูปแบบหรือเอกลักษณ์ตนเอง (Style) ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การเรียนรู้ทักษะเป็นกระบวนการกลไกลของระบบประสาท ที่ไม่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตา แต่รับรู้ได้ด้วยการสังเกตความก้าวหน้าจากทักษะการเคลื่อนไหว และ ความสามารถที่ได้รับการพัฒนาจากการเรียนรู้ทักษะนั้น 4. โปรแกรมการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 4.1 หลักการฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง ประสิทธิภาพของนักกีฬาในจังหวะเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ต้องใช้แรงจากการหดตัวของกล้ามเนื้อที่มาจากความแข็งแรงที่ถูกกำหนดให้ฝึกในแผนการฝึกซ้อม
27 แทบทุกชนิดกีฬา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Musculra Stength) ในนักกีฬา หมายถึง การที่ นักกีฬาแสดงออกซึ่งความสามารถในการหดตัวออกแรงของกล้ามเนื้อให้ได้แรงสูงสุดสู้กับแรง ต้านทานในลักษณะต่าง ๆ ที่มากระทำต่อร่างกายในขณะเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อเป็นองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายที่ส่งผลต่อความสามารถทางไกลการ เคลื่อนไหวของร่างกาย (Biomotor Abilities) นักกีฬาทุกประเภทต้องมีพื้นฐานความแข็งแรง เพื่อทำ ให้การเคลื่อนที่เคลื่อนไหวและการออกแรงในการปฏิบัติเทคนิคและทักษะให้มีประสิทธิภาพในขณะ แข่งขันแต่ละชนิดกีฬา ธรรมชาติให้องค์ประกอบภายในร่างกายของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน โดยเฉพาะ โครงสร้างของร่างกาย เช่น ความสูง สีผิว ชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่มีความแตกต่างจากการมอง ภายนอก แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีพื้นฐานความแข็งแรงแตกต่างกัน คือ องค์ประกอบภายใน ร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน โดยทั่วไปคนที่มีกล้ามเนื้อมัด ๆ มีขนาดใหญ่ จะมีแนวโน้มแสดงให้เห็นว่ามีความแข็งแรง ยิ่งถ้าเป็นนักกีฬาจะออกแรงได้มาก แต่ถ้าทำความเข้าใจ ให้ดีนั้น กล้ามเนื้อในร่างกายมีอยู่ 2 ประเภท ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะการเล่นกีฬา คือ กล้ามเนื้อที่มีเส้นใยกล้ามเนื้อสีแดง (Red Fiber) มากจะเป็นประโยชน์ต่อ นักกีฬาที่ใช้เวลาแข่งขันนานหรือต่อเนื่อง โดยอาศัยประสิทธิภาพการหดตัวที่มีความอดทนทำงานได้ ต่อเนื่อง เพราะเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อที่มีกลอดเลือดแดงมาเลี้ยงจำนวนมากทำให้การส่งผ่านออกซิเจน มาหล่อเลี้ยงได้ปริมาณสูง มีพลังงานในการหดตัวได้นาน ส่วนเส้นใยกล้ามเนื้อสีขาว (White Fiber) มี ขนาดใหญ่ สีชาว แข็งแรง หดตัวได้แรงสูง ทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวที่ รวดเร็วและมีพลังในการเล่นกีฬา นักกีฬาที่มีองค์ประกอบภายในร่างกายที่มีจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อสี ขาวมากจะทำให้การออกแรงเพื่อการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ และปฏิบัติเทคนิคทักษะได้อย่างมีกำลัง แต่ มีข้อเสียคือ ขาดความอดทนในการหดตัว จึงเป็นอุปสรรคต่อการเล่นกีฬาบางประเภทเช่นกัน รูปแบบการฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อโดยทั่วไปนั้นนิยมใช้แรงต้านจากภายนอกร่างกาย เพื่อให้เส้นใยแต่ละมัดถูกกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองต่อแรงต้านของวัตถุ ทำให้กล้ามเนื้อที่ได้รับการ ฝึกเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่าง โดยการฝึกด้วยน้ำหนัก (Weight Training) เป็นการฝึก ความแข็งแรงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด นอกจากนั้นการฝึกด้วยแรงต้านจากอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูก เมดิซีนบอล ยางยืด ลูกเหล็กถุงทราย ที่นำมาใช้ฝึกก็จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรงตามชนิด ของแรงต้านและกระบวนการที่ใช้ในการฝึกกล้ามเนื้อนั้น ด้วยวัตถุประสงค์และความต้องการที่จะ นำเอาประสิทธิภาพความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเล่นกีฬาที่มีความแตกต่าง กันตามธรรมชาติในการเล่น จึงมีการจำแนกความแข็งแรงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการ ออกแรงหดตัวทำงาน คือ 1. ความแข็งแรงสูงสุด (Maximum Strength) 2. ความแข็งแรงแบบยืดหยุ่น (Elastic Strength) 3. ความแข็งแรงอดทน (Stength Endurance)
28 1. ความแข็งแรงสูงสุด (Maximum Strength) ความแข็งแรงสูงสุด คือ ความสามรถในการหดตัวออกแรงแต่ละครั้งของกล้ามเนื้อที่ได้แรง สูงสุด ความแข็งแรงประเภทนี้เส้นใยกล้ามเนื้อจะถูกกระตุ้นด้วยการฝึกจากแรงต้านหรือน้ำหนักที่สูง ให้กล้ามเนื้อออกแรงสู้กับแรงต้านอย่างช้า ๆ ในลักษณะผลักหรือดึง ตามชนิดแรงต้านจากอุปกรณ์ ด้วยจำนวนครั้งน้อย การกระตุ้นลักษณะนี้กล้ามเนื้อจะหดตัวออกแรงโดยเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ จนสุด ระยะการหดตัว แล้วจึงคลายตัวเพื่อเริ่มต้นออกแรงซ้ำลักษณะเดิม จำนวนครั้งในการฝึก 4-6 ครั้ง จน หมดแรง เส้นใยกล้ามเนื้อได้รับการกระตุ้นจากการออกแรงตลอดช่วงการเคลื่อนไหวด้วยจังหวะช้า ๆ จึงทำให้เกิดความแข็งแรงสูงสุดและเมื่อทำการฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำสม่ำเสมอเส้นใยกล้ามเนื้อ จะขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้น ดังนั้น กลุ่มนักกีฬาที่ควรเข้ารับการฝึกในรูปแบบนี้ควรเป็นชนิดกีฬาที่ เคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว 2. ความแข็งแรงแบบยืดหยุ่น (Elastic Strength) ความแข็งแรงแบบยืดหยุ่นหรือกำลังของกล้ามเนื้อ (Muscle Power) เป็นความแข็งแรงที่มี บทบาทสำคัญต่อการออกแรงเคลื่อนที่เพื่อปฏิบัติทักษะในการเล่นกีฬาแทบทุกประเภท โดยกล้ามเนื้อ จะหดตัวออกแรงสู้กับแรงต้านอย่างรวดเร็วหรือมีความพยายามออกแรงอย่างทันทีในใด จึงมีบทบาท สำคัญต่อหลายชนิดกีฬาที่ต้องการความรวดเร็วในการใช้ทุกส่วนของร่างกายเพื่อเกิดประสิทธิภาพใน การเล่นกีฬากำลังของกล้ามเนื้อเกิดจากความแข็งแรง (Sterngth) บวกกับความเร็ว (Speed) โดยมี ความหมาย คือ ประสิทธิภาพการหดหรือยืดตัวของกล้ามเนื้อให้เกิดแรงมากที่สุดายในระยะเวลาสั้น ๆ เป็นการทำงานด้วยความแรงอย่างรวดเร็วการหดตัวรูปแบบนี้สอดคล้องกับธรรมชาติการเล่นกีฬา ในประเภทที่มีการกระโดดหรือการออกตัวเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 3. ความแข็งแรงอดทน (Stength Endurance) ความแข็งแรงอดทนเป็นการหดตัวทำงานของกล้ามเนื้อด้วยการออกแรงปานกลางถึงเกือบ เต็มที่แต่มีการหดตัวซ้ำต่อเนื่องด้วยจำนวนครั้งมากหรือเวลานาน ในขณะเดียวกันจะเกิดความ เมื่อยล้าขึ้นที่กลุ่มกล้ามเนื้อนั้น จึงสรุปได้ว่า ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเป็นการทำงานโดยใช้ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการหดตัวออกแรงเพื่อปฏิบัติกิจกรรมเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ด้วย จำนวนครั้งมาก ใช้เวลานาน และอยู่ในสภาวะที่ร่างกายมีอาการล้า เช่น การทำลุกนั่ง (Sit Up) การ ดันพื้น (Push Up) ด้วยจำนวนครั้งมาก ทำให้กล้ามเนื้อต้องออกแรงต่อเนื่องจนกว่าจะหมดแรง ลักษณะดังกล่าวเป็นการหดตัวโดยใช้ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อ หลายชนิดกีฬามีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการออกแรงในรูปแบบดังกล่าว โดยเฉพาะชนิดกีฬาที่มีระยะเวลาการแข่งขันนาน ต่อเนื่อง ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อหดตัวซ้ำเพื่อปฏิบัติทักษะและเคลื่อนที่ตลอดเวลาการแข่งขันใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น เตะ กระโดด ชก ขว้าง ฯลฯ การออกแรงดังกล่าวใช้เวลาติดต่อกัน กล้ามเนื้อจึง ต้องหดตัวซ้ำต่อเนื่องอยู่ในช่วงเวลา 2-8 นาที ร่างกายต้องใช้ความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อที่ถูก ฝึกมาเพื่อการออกแรงตลอดช่วงของการเล่นหรือแข่งขันกีฬานั้น เพื่อให้ปฏิบัติเทคนิค ทักษะได้อย่าง มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญจะต้องสัมพันธ์กับระบบพลังงานของร่างกาย กิจกรรมออกแรงในลักษณะนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างระบบพลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจนกับระบบพลังงานแบบใช้ออกซิเจน เพื่อ ทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อออกแรงปฏิบัติทักษะและเคลื่อนไหวตลอดช่วงการแข่งขัน โดยหดตัวออก แรงได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นการผสมผสานทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกันเมื่อออกแรง
29 ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานระบบพลังงานแบบใช้ออกซิเจนจะถูกดึงมาใช้มากขึ้นเพื่อให้การเล่นกีฬา เกิดประสิทธิภาพตลอดช่วงเวลาแข่งขัน คงไว้ซึ่งคุณภาพในการเล่นของนักกีฬาให้มีความสมดุลหรือ ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอตลอดการแข่งขันของแต่ละชนิดกีฬา ความแข็งแรงอดทน ของกล้ามเนื้อจึงมีบทบาทกับนักกีฬาหลากหลายประเภท เพราะมีความสัมพันธ์กับการออกแรงเกือบ สูงสุดเพื่อปฏิบัติเทคนิคทักษะของนักกีฬาที่แข่งขันอย่างต่อเนื่องโดยมีการออกแรงเป็นจังหวะ 4.2 การฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง (Strength Training) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นพื้นฐานสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย เพื่อเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อเพื่อออกแรง กล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีจะสามารถหดตัวแล้วเกิดแรงและปฏิบัติซ้ำได้ต่อเนื่องทำให้เกิด ประสิทธิภาพในการเล่นและธรรมชาติของแต่ละประเภทมีความต้องการความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แตกต่างกันกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและใช้ความพยายามสูงต้องใช้ ประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างดีเท่านั้น สำหรับรูปแบบการฝึกอื่น ๆ ที่นำมาใช้ฝึกพัฒนาความแข็งแรงกล้ามเนื้อให้กับนักกีฬา โดยเฉพาะในช่วงของเริ่มต้นกระตุ้นพัฒนาการความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อก่อนจะเข้าสู่ตารางการฝึก ด้วยน้ำหนักอย่างจริงจัง นักกีฬานิยมใช้การฝึกโดยใช้แรงต้นจากน้ำหนักของตัวเอง (Body Weight) หรือแรงต้านจากภายนอกที่มีน้ำหนักเบามาฝึกความแข็งแรงพื้นฐานให้ร่างกาย เพื่อให้เกิดความ แข็งแรงกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย นักกีฬาควรทำความเข้าใจเพราะการฝึกความแข็งแรงลักษณะนี้จะถูก นำมาใช้กระตุ้นให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เนื่องจากเป็นแรงต้นที่เบาจึงเหมาะสมกับร่างกาย ของแต่ละคนในช่วงเริ่มต้นการฝึก การให้กล้ามเนื้อหดตัวออกแรงให้อวัยวะของร่างกายเคลื่อนไหวสู้ กับแรงต้นที่ระดับความหนักต่ำ โดยการเพิ่มแรงในการเคลื่อนที่หรือพยุงตัวเพื่อเกิดความสมดุล รูปแบบต่าง ๆ ทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อจะทำงานในลักษณะมีความยาวเพิ่มขึ้น หรือ หดตัวสั้นลง หรือ เกร็งค้าง และจะออกแรงมากว่าปกติ แต่อาศัยจำนวนครั้งและระยะเวลาในการปฏิบัตินาน กล้ามเนื้อ จะหดตัวด้วยจำนวนครั้งมากและใช้ระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อที่ เป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมเข้าสู่การฝึกพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระดับสูงขึ้น การฝึก ลักษณะนี้ยังถูกนำไปใช้กับรูปแบบการฝึกอื่น ๆ เพื่อพัฒนาความแข็งแรงให้กับร่างกาย ซึ่งมี รายละเอียดการฝึกที่ควรทำความเข้าใจดังต่อไปนี้ 4.3 การฝึกความแข็งแรงพื้นฐานเพื่อปรับสภาพร่างกาย การฝึกพัฒนาความแข็งแรงพื้นฐานของกล้ามเนื้อเพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกายในช่วง เริ่มต้นฝึกซ้อมต้องกำหนดรูปแบบและวิธีการให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมและประสบการณ์ใน การฝึกของนักเรียนที่ผ่านมา โดยการฝึกความแข็งแรงในช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือ แต่สามารถใช้แรงต้นจากน้ำหนักตัวของนักกีฬาที่มีความเหมาะสมกับร่างกายโดยเฉพาะนักกีฬาที่ยัง ไม่มีประสบการณ์ในการฝึกความแข็งแรงจากเครื่องมือหรืออุปกรณ์ หรือยังอยู่ในวัยเยาว์จะมีความ เหมาะสมกับหลักการนี้ เพื่อทำให้เกิดพัฒนาการของระบบพลังงานแบบแอโรบิกและความแข็งแรง พื้นฐานของร่างกายโดยรวม
30 4.4 การฝึกพื้นฐานความแข็งแรงโดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน การออกกำลังกายหรือบริหารร่างกายเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อโดยใช้น้ำหนัก ตัวเองเป็นแรงต้านทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อร่างกายได้เป็นอย่างดี การฝึกด้วยวิธีนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือและฝึกได้ทุกวันด้วยการกำหนดท่าฝึกให้ร่างกายทุกส่วนได้ออกแรงโดยเฉพาะกล้ามเนื้อ และข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นการเพิ่มแนวทางการฝึกที่มีความหลากหลายให้นักกีฬา การฝึกด้วย หลักการนี้เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดตัวออกแรงด้วยจำนวนท่าฝึกมากและกล้ามเนื้อหดตัวซ้ำ ด้วยจำนวนครั้งสูงจะทำให้เกิดความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของร่างกาย โดยสามารถเลือกท่าบริหารที่ปฏิบัติได้ง่าย เช่น การทำลุกนั่ง (Sit Up) ดันพื้น (Push Up) การยืนย่อ (Squat) โดยใช้ท่าฝึกและจำนวนครั้งการฝึกให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและความพร้อมทางด้านร่างกาย โดยแต่ละท่าฝึกควรใช้จำนวน 15-20 ครั้งต่อเซต ปฏิบัติ 2-3 เซต จึงจะทำให้เกิดความแข็งแรงอดทน ของกล้ามเนื้อได้ครบทุกส่วน การเลือกท่าฝึกต้องใกล้กล้ามเนื้อได้รับการฝึกโดยตรงจากท่าฝึกที่ นำมาใช้และควรจัดลำดับท่าฝึกเพื่อให้กลุ่มกล้ามเนื้อส่วนบน-ล่างของร่างกายได้ทำงานสลับกันไป จึง จะทำให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดทำงานอย่างเต็มที่ 4.5 รูปแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นพื้นฐานสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกาย เพื่อเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ซึ่งต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อเพื่อออกแรง กล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีจะสามารถหดตัวแล้วเกิดแรงและปฏิบัติซ้ำได้ต่อเนื่องทำให้เกิด ประสิทธิภาพ แบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามีทั้งหมด 6 แบบฝึก ได้แก่ 1. ท่าพุ่งหลัง (Burpee) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อสะโพก ภาพ 4 ท่าพุ่งหลัง (Burpee) วิธีการฝึก 1. เริ่มจากเซ็ตอัพด้วยท่า High-Plank 2. ให้ตำแหน่งของมืออยู่ใต้หัวไหล่ โดยพยายามเซ็ตร่างกายให้เป็นเส้นตรง ไม่หลังแอ่น หรือโก่งหลัง ออกแรงเตะขามาด้านหน้า เหมือนทำท่ากบ (นั่งยองๆ) พยายามให้เท้ากว้างกว่าฝ่ามือ 3. ดันตัวขึ้นจากพื้นแล้วกระโดดขึ้นมาแล้วกลับลงพื้นมาเบา ๆ
31 4. จากนั้นทำท่าสควอช หย่อนตัวลงมาให้ลึก 5. วางมือกลับลงไว้บนพื้น และเตะขากลับไปด้านหลังสู่ท่า High-Plank 6. ทำซ้ำ 10 ครั้ง/เซต ทำ 3 เซต 2. ท่าเลก ลันจ์ (Leg lunge) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า-หลังและกล้ามเนื้อสะโพก ภาพ 5 ท่าเลก ลันจ์ (Leg lunge) วิธีการฝึก 1. ยืนตัวตรง กางขาขนานกัน ให้กว้างประมาณช่วงสะโพก เกร็งหน้าท้อง ยืดหน้าอกขึ้น หลังตรง ศีรษะตั้งตรง ตามองไปด้านหน้า 2. ก้าวขาไปด้านหน้ายาว ๆ หนึ่งก้าว ยกส้นเท้าของขาที่อยู่ด้านหลังขึ้น ถ่ายน้ำหนักให้อยู่ ที่เท้าทั้งสองข้าง 3. งอเข่าทั้งสองข้างค่อย ๆ ย่อตัวลงตรง ๆ จนเข่าทั้งสองข้างงอทำมุมประมาณ 90 องศา หัวเข่าและปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้า เกร็งหน้าท้อง ยืดหน้าอกขึ้น หลังตรง ศีรษะตั้งตรง ตา มองไปด้านหน้า ค้างไว้ 1-2 วินาที แล้วยืดขาและลำตัวขึ้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น 4. ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วเปลี่ยนไปทำอีกข้างนึง พัก 1 นาที และทำซ้ำ 3 เซต 3. ท่าไซด์ ลันจ์ (Side Lunge) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน ภาพ 6 ท่าไซด์ ลันจ์ Side Lunge
32 วิธีการฝึก 1. ยืนตรง แยกขาออกจากกันประมาณช่วงสะโพก ยกมือเท้าเอว 2. ยกเข่าขวาตั้งฉากแล้วก้าวขาขวาออกด้านข้างจนสุด หลังตรงและงอเข่าซ้ายเล็กน้อย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ 3. ก้าวเท้าขวากลับที่เดิม จากนั้นทำซ้ำ 10 ครั้ง/เซต ทำ 3 เซต แล้วสลับมาทำข้างซ้าย 4. ท่าจั้มพ์สคอช (Jump Squat) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณก้น เอ็นร้อยหวาย และกล้ามเนื้อต้นขา ภาพ 7 ท่าจั้มพ์ สคอช (Jump Squat) วิธีการฝึก 1. ยืนแยกขาเท่ากับความกว้างของไหล่ โดยเน้นที่ขาส่วนล่างกระโดดโดยใช้กล้ามเนื้อน่อง 2. ย่อตัวลงในท่า Half squat ทำซ้ำ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อน่องแข็งแรง 5. ท่าสคอช (Squat) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อสะโพก ภาพ 8 ท่าสคอช (Squat) วิธีการฝึก 1. เริ่มจากกางขาสองข้างออกให้ระยะห่างเท่าช่วงไหล่ 2. ย่อเข่าลง โดยขณะที่ย่อเข่าจะต้องไม่ให้หัวเข่าเลยปลายเท้า ย่อลงให้ได้มุมเข่า 90 องศา สามารถยื่นแขนนมาข้างหน้าเพื่อทรงตัวแล้วลุกขึ้น 3. เกร็งหน้าท้องไว้ จุดส้นเท้าเป็นจุดที่รับน้ำหนัง จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นนับเป็น 1 ครั้ง 4. ทำ 10 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต ทำทั้งหมด 3 เซ็ต
33 6. ท่าวอลล์ สควอช (Wall Squat) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อสะโพก ภาพ 9 ท่าวอลล์ สควอช (Wall Squat) วิธีการฝึก 1. หันหลังชนกับผนังไว้ โดยให้เท้าห่างจากผนังออกมาประมาณ 2 ฟุต 2. เกร็งหน้าท้องไว้ แล้วค่อย ๆ เคลื่อนหลังลงมาจนขาขนานไปกับพื้น 3. ปรับเท้า เข่า และข้อเท้า ไม่ให้เข่าเกินปลายเท้าออกมา 4. พยายามให้หลังชิดกับผนังไว้ ค้างท่าไว้ 30 วินาที/เซต ทำทั้งหมด 3 เซต 5. คลายท่าโดยค่อย ๆ เคลื่อนหลังขึ้นมากลับมาท่ายืนเหมือนเดิม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไตรมิตร โพธิแสน (2555) ได้ศึกษาและหาความสัมพันธ์ของผลของโปรแกรมการฝึกเสริม ด้วยห่วงพลาสติกที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวและพลังกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อชาย ทีมโรงเรียนสิงห์สามัคคีวิทยา อายุระหว่าง 15-18 ปีจำนวน 16 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 8 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling ) คือ กลุ่มควบคุม เป็นกลุ่มนักกีฬาเซปักตะกร้อฝึกตามโปรแกรมการฝึกซ้อมตะกร้อของ โรงเรียน ตามปกติ และกลุ่มฝึกเสริมด้วยห่วงพลาสติก เป็นกลุ่มนักกีฬาเซปักตะกร้อที่ได้รับการฝึก โปรแกรม ฝึกห่วงพลาสติกควบคู่กับโปรแกรมการฝึกซ้อมตะกร้อ ทำการฝึกเป็นเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน โดย ทำการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวด้วยวิธีอิลลินอยส์ (Illinois Agility Test) และ ทดสอบพลัง กล้ามเนื้อขาแบบการทดสอบยืนกระโดดไกล (Standing board jump) ก่อนการทดลอง และ ภายหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 และภายหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 8 นำผลที่ได้มาทำการ วิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติ พบว่า ค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไว ภายหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 ของ กลุ่ม ควบคุมกับกลุ่มฝึกเสริมด้วยห่วงพลาสติก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไว ภายหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 8 ของกลุ่มควบคุมกับกลุ่มฝึกเสริม ด้วยห่วงพลาสติก แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พลังกล้ามเนื้อขา พบว่ากลุ่มฝึกเสริมด้วยห่วงพลาสติกกับกลุ่มควบคุม
34 ศราวุฒิ โภคา (2556) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ร่วมกับ การฝึกการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่มีต่อทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า 1. โปรแกรมการฝึกทักษะการเสิร์ฟ 40 เซปักตะกร้อร่วมกับ การฝึกการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถ ท าให้ความสามารถใน ทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นดีขึ้น 2. ค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบ ทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ค่าเฉลี่ยของ ผลการทดสอบทักษะการเสิร์ฟเซปัก ตะกร้อหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การใช้โปรแกรมการฝึกทักษะ การเสิร์ฟเซปักตะกร้อร่วมกับการฝึกการทรงตัว ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สามารถพัฒนาทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อให้ดีขึ้นได้ ชูชีพ คงมีชนม์ (2560) ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลของการฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นกีฬา ตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครปฐมจำนวน 40คน แบ่งกลุ่ม ตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่ม ๆ ละ 20คน โดยสุ่มแบบกำหนด (Randomized Assignment) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่อง 2) โปรแกรมการฝึกการเล่นกีฬาตะกร้อด้วยข้างเท้า ด้านใน 3) แบบทดสอบทักษะการเล่นตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน 4) แบบทดสอบทักษะการรับส่งตะกร้อ กระทบฝาผนัง ทำการฝึก 8สัปดาห์ๆ ละ 3 วันคือ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์วันละ 60 นาที โดยกลุ่มควบคุมฝึกโปรแกรมการเล่นตะกร้อด้วยข้าง เท้าด้านใน และกลุ่มทดลองฝึกโปรแกรมตารางเก้าช่องควบคู่ กับฝึกโปรแกรมการเล่นตะกร้อด้วยข้าง เท้าด้านใน ทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบทักษะการเล่นตะกร้อ ด้วยข้างเท้าด้านใน และ แบบทดสอบทักษะการรับส่งตะกร้อกระทบฝาผนัง ก่อนการฝึก หลังการฝึก สัปดาห์ที่4 หลังการฝึก สัปดาห์ที่6 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่8 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures Designs) ทำการทดสอบความ แตกต่างเป็นรายคู่ (Dependent t-test) และเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 และหลังการฝึกสัปดาห์ ที่ 8 โดยใช้สถิติ ค่า “ที” (Independent Sample t–test) ผลการศึกษาพบว่า การฝึกตารางเก้าช่องควบคู่กับการฝึก การเล่นกีฬาตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในมีทักษะที่ดีขึ้น และโปรแกรมการฝึกระหว่างกลุ่มควบคุมและ กลุ่มทดลอง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บุญญาวีย์ ม่วงพูล (2561) ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาตัวแปรทางคิเนมาติกส์ของการเสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วยหลังเท้าของนักกีฬามืออาชีพและสมัครเล่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็น นักกีฬาเซปักตะกร้อชาย ตำแหน่งเสิร์ฟ แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักกีฬาอาชีพ จำนวน 8 คนและกลุ่มนักกีฬาสมัครเล่น จำนวน 7 คน มีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างทำการเสิร์ฟตะกร้อด้วยหลังเท้าจำนวน 20 ครั้ง โดย จะต้องลงในบริเวณที่ว่างระหว่างผู้เล่นหน้าขวากับผู้เสิร์ฟ อย่างน้อย 5 ครั้งหากภายในการเสิร์ฟ 20 ครั้งแรก ไม่สามารถเสิร์ฟลงในบริเวณที่กำหนดครบ 5 ครั้ง จะทำการพักเป็นเวลา 10 นาที แล้วทำ การเสิร์ฟใหม่อีก 20 ครั้ง นำลูกเสิร์ฟที่มีความเร็วลูกสูงสุดจำนวน 2 ครั้งมาวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบค่า “ที” (Independent t-test) สำหรับข้อมูลที่กระจายตัวปกติ และทดสอบด้วยแมน-วิทนีย์ (Mann-
35 Whitney Test) สำหรับข้อมูลที่กระจายตัวไม่ปกติโดยกำหนดp<0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม นักกีฬาอาชีพมีน้ำหนักตัวและดัชนีมวลกายสูงกว่ากลุ่มนักกีฬาสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญและพบ ความแตกต่างของความเร็วสูงสุดของลูกตะกร้อ ความเร็วสูงสุดของข้อเท้าในช่วง Preliminary และ Follow-through และความเร่งของข้อเท้าในทุกช่วงของการเสิร์ฟอย่างมีนัยสำคัญ สรุป นักกีฬา อาชีพเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยหลังเท้าได้ความเร็วลูกตะกร้อของนักกีฬาสูงกว่าในนักกีฬาสมัครเล่น โดย แสดงความเร็วสูงสุดของข้อเท้าในช่วง Preliminaryและ Follow-through และความเร่งของข้อเท้า ในทุกช่วงของการเสิร์ฟมีค่ามากกว่าในนักกีฬาสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญ เศกสิทธิ์ ถาวรศิร (2563) ศึกษาวิจัยเรื่องผลของการฝึกเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพที่มีผล ต่อความแม่นยำในการเสิร์ฟของนักกีฬาเซปักตะกร้อชาย ก่อนและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ของกลุ่ม ควบคุม และกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบผลของความแม่นยำในการเสิร์ฟ หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ระหว่างกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มประชากรเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อชาย มหาวิทยาลัยการ กีฬาแห่งชาติวิทยาเขตเพชรบูรณ์จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ10 คน ได้แก่ กลุ่ม ควบคุมฝึกเสิร์ฟเพียงอย่างเดียว และกลุ่มทดลองฝึกเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพ เป็นเวลา 8 สัปดาห์เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การฝึกเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพ และแบบทดสอบความ แม่นยำในการเสิร์ฟ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถิติได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ เปรียบเทียบด้วยสถิติDependence t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มประชากร กลุ่มควบคุม ด้านอายุมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.15 ด้านส่วนสูงมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 170.20 ด้านน้ำหนักมี ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 62.40 และกลุ่มทดลอง ด้านอายุมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 20.30 ด้านส่วนสูงมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 170.90 และด้านน้ำหนักมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 64.20 พบว่า กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ไม่มี ความแตกต่างกัน 2. ผลการทดสอบของความแม่นยำในการเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพของ นักกีฬาเซปักตะกร้อชาย กลุ่มควบคุม ก่อนการฝึกมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 24.10 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.10 และกลุ่มทดลอง ก่อนการฝึกมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 25.30 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 38.10 พบว่า ทั้งกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีความ แม่นยำในการเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพสูงกว่าก่อนการฝึก 3. เปรียบเทียบผลการทดสอบความ แม่นยำในการเสิร์ฟควบคู่กับการฝึกจินตภาพของนักกีฬาเซปักตะกร้อชาย ระหว่างกลุ่มควบคุม และ กลุ่มทดลอง หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 38.10 สูงกว่ากลุ่มควบคุม ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6. กรอบแนวคิด แบบฝึกความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ ผลของการฝึกกีฬา เซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึก ความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อ ทักษะการเสิร์ฟ เซปักตะกร้อ
36 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย การวิจัยเรื่องผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มี ผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 10 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้าน ดอนเดื่อ จำนวน 10 คน แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์,2540) กลุ่ม ทดสอบก่อน ทดลอง ทดสอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental group) T1แทน การทดสอบทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อก่อนการฝึกใช้แบบฝึกความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อขา X แทน แบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา T2แทน การทดสอบทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อหลังการฝึกใช้แบบฝึกความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อขา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1. แบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ 2. แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
37 ผู้ศึกษากำหนดรายระเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ดังนี้ 1. แบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษา ค้นคว้า หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการเสิร์ฟของ นักเรียนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการ เสิร์ฟ 1.2 สร้างแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ นำแบบฝึก ที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมและนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น 1.3 นำแบบฝึกที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนทางพลศึกษาจำนวน 3 คน พิจารณาเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขอแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะ การเสิร์ฟของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ระหว่างวัตถุประสงค์ของการฝึก รูปแบบการฝึก และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of objective congruence : IOC ) ระหว่างองค์ประกอบรูปแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา จะต้องได้ค่าดัชนีสอดคล้องทุก องค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.4 ปรับปรุง และแก้ไขแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ 1.5 นำรูปแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ที่ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้อง จากผู้เชี่ยวชาญ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ จำนวน 10 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ไป ใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 1.6 แบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลนำมาวิเคราะห์และอภิปรายผลการวิจัยต่อไป 2.แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟเป็นแบบทดสอบมาตรฐานเพื่อใช้ทดสอบทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดสอบผู้วิจัยได้ตรวจสอบ คุณภาพเครื่องมือดังนี้ 2.1 ศึกษา ค้นคว้า หนังสือ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการเสิร์ฟ 2.2 สร้างแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟ 2.3 ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง
38 แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of objective congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา จะต้องได้ค่าดัชนีสอดคล้องทุก องค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 2.4 นำแบบทดสอบไปใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ จำนวน 10 คน เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการใช้แบบทดสอบ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบสมรรถภาพ (Pretest) เพื่อทดสอบทักษะการ เสิร์ฟ 2. ผู้รายงานดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่าง ด้วยแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาโดย ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอน 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบชุดเดิมมาให้นักเรียนทดสอบ (Posttest) จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ในการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ สถิติพื้นฐาน ใช้ในการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 1.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาโดยใช้ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1.2 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟของนักเรียน โดยใช้ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) สูตรในการคำนวณ = ∑ เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง ∑ เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ
39 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง S.D.= √ ∑(−̅) − เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X คือ ข้อมูล (ตัวที่ 1,2,3…,n) ̅ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่ มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผล ต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ตารางที่ 1 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก คนที่ การเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ก่อนฝึก หลังฝึก ผลต่าง 1 8 9 1 2 7 9 2 3 6 8 2 4 6 8 2 5 3 5 2 6 4 4 0 7 3 4 1 8 1 1 0 9 7 8 1 10 5 6 1 x̅ 5 6.2 1.2 S. D. 2.21 2.65 0.78 จากตารางที่ 1 พบว่า การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน เรื่อง ผลของการ ฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 5 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 6.2 และค่าเฉลี่ยผลต่างลดลง 1.2 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 2.21 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 2.65 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึก เท่ากับ 0.78
41 ตารางที่ 2 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก คนที่ การเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ก่อนฝึก หลังฝึก ผลต่าง 1 4 7 3 2 5 6 1 3 4 4 0 4 3 4 0 5 6 7 1 6 2 2 0 7 2 3 1 8 0 1 1 9 4 5 1 10 2 4 2 x̅ 3.2 4.3 1 S. D. 1.75 2.00 0.94 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า เรื่อง ผลของการฝึก กีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 3.2 ค่าเฉลี่ย หลังฝึกเท่ากับ 4.3 และค่าเฉลี่ยผลต่างลดลง 1 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.75 มีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 2.00 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.94
42 ตารางที่ 3 ผลของการทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก คนที่ การเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า ก่อนฝึก หลังฝึก ผลต่าง 1 2 3 1 2 3 3 0 3 1 3 2 4 3 4 1 5 2 2 0 6 2 2 1 7 1 2 1 8 0 1 1 9 2 2 1 10 3 5 2 x̅ 1.9 2.7 1 S.D. 0.99 1.15 0.66 จากตารางที่ 3 พบว่า การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า เรื่อง ผลของการฝึกกีฬา เซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 1.9ค่าเฉลี่ยหลังฝึก เท่ากับ 2.7และค่าเฉลี่ยผลต่างลดลง 1 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.99 มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 1.15 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.66 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ผลการทดลอง ก่อนฝึก หลังฝึก การเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ด้วยข้างเท้าด้านใน x̅ 5 6.2 S.D. 2.21 2.65 จากตารางที่ 4 พบว่า ผลการเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้าน ใน เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะ การเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า นักเรียนสอบการ เสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 5 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 6.2 และมีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 2.21 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 2.65พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หลักฝึกดีกว่าก่อนฝึก
43 ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ผลการทดลอง ก่อนฝึก หลังฝึก การเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ด้วยข้างเท้าด้านใน x̅ 3.2 4.3 S.D. 1.75 2.00 จากตารางที่ 5 พบว่า ผลการเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการ เสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า นักเรียนสอบการเสิร์ฟ เซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 3.2 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 4.3 และมีค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.75 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 2.00 พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หลักฝึกดีกว่าก่อนฝึก ตารางที่ 6 การเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ผลการทดลอง ก่อนฝึก หลังฝึก การเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ด้วยข้างเท้าด้านใน x̅ 1.9 2.7 S.D. 0.99 1.15 จากตารางที่ 6 พบว่า ผลการเปรียบเทียบแบบทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า นักเรียนสอบการเสิร์ฟเซปัก ตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 1.9 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 2.7และมีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.99 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 1.15 พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หลักฝึกดีกว่าก่อนฝึก
44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผล ต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยนำเสนอการอภิปราย และข้อแสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผล ต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สมมติฐานของการวิจัย หลังการฝึกระยะเวลา 3 สัปดาห์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีทักษะการเสิร์ฟเซปักตะกร้อ ที่สูงขึ้นก่อนเข้ารับการฝึก สรุปผลการวิจัย การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 4.85 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 6.55 และมีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.7 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.24 มีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 1.47 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.64 ซึ่งผล คะแนนหลังฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยหลังเท้า เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้ แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 2.5 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 3.85 และ มีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.3 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.02 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังฝึกเท่ากับ 1.15 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.46 ซึ่งผลคะแนนหลัง ฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก การทดสอบการเสิร์ฟเซปักตะกร้อด้วยฝ่าเท้า เรื่อง ผลของการฝึกกีฬาเซปักตะกร้อโดยใช้ แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาที่มีผลต่อทักษะการเสิร์ฟ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 2.15 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 3.4 และ มีค่าเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.25 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.85 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังฝึกเท่ากับ 0.95 ผลต่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.43 ซึ่งผลคะแนนหลัง ฝึกสูงกว่าคะแนนก่อนฝึก