The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 10_ญาณิศา, 2021-02-26 02:47:25

E book 13-14-15-16-17

E book 13-14-15-16-17

E-book บทท่ี 14-15-16-17

จดั ทาํ โดย
นาย ศภุ กร กรอบมขุ ม.5/8 เลขท่ี 15

เรอ่ื ง ระบบหายใจ

ระบบทอ่ ลม(tracheal system)

เป็นระบบที่ใชส้ ่งกระบอกบรรจุภณั ฑไ์ ปมาตามท่อโดยใชอ้ ากาศหรือสุญญากาศขบั ดนั ระบบน้ี
ใชข้ นส่งของแขง็ ต่างจากท่อทวั่ ไปท่ีใชส้ ่งของเหลว สาํ นกั งานต่าง ๆ เร่ิมรับมาใชใ้ นระหวา่ ง
ปลายคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 กบั ตน้ คริสตศ์ ตวรรษที่ 20 ดว้ ยจาํ เป็นตอ้ งขนส่งพสั ดุขนาดเลก็
อยา่ งจดหมาย เอกสาร หรือเงินตรา เป็นการด่วนหรือภายในระยะทางอนั ส้นั เช่น ในอาคารหรือ
เมืองเดียวกนั ปัจจุบนั นิยมติดต้งั ในโรงพยาบาลท่ีซ่ึงระบบน้ีไดร้ ับการพฒั นาและเสริมแต่งข้ึน

อีกมากในช่วงคริสตท์ ศวรรษท่ีผา่ นมา[

ทอ่ ลม (trahea)

ทางเดินอากาศหายใจส่วนลา่ งท่ีอยรู่ ะหวา่ งกลอ่ งเสียงกบั หลอดลม.

ทอ่ ลมฝอย (tracheole)

แทรกไปตามสว่ นตา่ งๆของรา่ งกายโดยo2และco2จะแพรร่ ะหวา่ งปลายทอ่ ลมฝอยกบั เซลล์
ไม่ตอ้ งลาํ เลียงผ่านทางระบบหนุ เวยี นเลือด

เหงือก (gill)

อวยั วะท่ีใชส้ าํ หรับหายใจของสตั วบ์ างชนิดท่ีอาศยั อยใู่ นน้าํ เช่น ปลา กุง้ ปู เป็นตน้

ชอ่ งหายใจ (spiracle)

ช่องหายใจ, ช่องเปิ ดออกสู่ภายนอกของระบบท่อลมของแมลงและอาร์โทรพอดบางชนิดเพอื่
ใชห้ ายใจ

การแลกเปล่ยี นแบบสวนทางกนั (countercurrent exchange)

นา้ํ ไหลผ่านเหงือกจะมความดนั ของo2สงู กวา่ หลอดในเลอื ดฝอยทาํ ใหo้ 2จากนาํ้ สามารถ
แพรเ่ ขา้ สหู้ ลอดเลือดไดต้ ลอด

ถงุ ลม (air sac)

การแลกเปล่ียนแกส๊ จากถุงลมไปยงั หลอดเลือดฝอยเพื่อใหฮ้ ีโมโกลบินในเลือดจบั ตวั กบั
ออกซิเจนและนาํ พาไปยงั ส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยใช้ การแพร่

แขนงหลอดลม (parabronchi)

ซ่ึงอยใู่ นแต่ละขา้ งของปอด เริ่มตน้ ต่อจากหลอดลมใหญ่ลึกเขา้ ไปในเน้ือปอด หลอดลมเหล่าน้ี
เม่ืออยลู่ ึกเขา้ ไป กจ็ ะมีการแตกแขนงแยกยอ่ ยลงไปอีกตามตาํ แหน่งของเน้ือปอด

รูจมกู (nostril)

รูที่เป็นทางผา่ นเขา้ ออกของอากาศเขา้ สู่โพรงจมูกจากน้นั อากาศจะถูกส่งผา่ นเขา้ ไปยงั หลอดลม
และเขา้ สู่ปอดเพื่อทาํ การแลกเปล่ียนแกส๊ นอกจากอากาศแลว้ รูจมูกยงั เป็นทางออกของน้าํ มูก
หรือเศษอาหารที่เกิดจากการสาํ ลกั อีกดว้ ย สาํ หรับมนุษย์ รูจมูกที่มองเห็นจากภายนอกหรืออยู่

บริเวณดา้ นนอกของจมูกน้นั

โพรงจมกู (nasal cavity)

มีเย่ือบผุ วิ ท่ีมีซิเลียและเมือกสาํ หรบั ดกั จบั สิ่งแปลกปลอม

เร่อื ง ระบบหมนุ เวียนเลอื ดและระบบนา้ํ เหลอื ง

ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบเปิด (open circulatory system)

ระบบเลือด ที่เลือดไหลออกจากหวั ใจแลว้ ไม่ไดไ้ หลเวียนอยเู่ ฉพาะภายในเส้นเลือด แต่จะไหล
ผา่ นช่องวา่ งของลาํ ตวั และท่ีวา่ งระหวา่ งอวยั วะต่างๆภายในร่างกาย แลว้ ไหลกลบั เขา้ สู่เส้น

เลือดและเขา้ สู่หวั ใจต่อไป

ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดแบบปิด (closed circulatory system)

ระบบเลือดท่ีมีเลือดไหลเวยี นอยภู่ ายในท่อของหลอดเลือดและหวั ใจตลอด โดยท่ีเลือดจะมีทิศ
ทางการไหลออกจากหวั ใจไปตาม หลอดเลือดและหวั ใจตลอด โดยท่ีเลือดจะมีทิศทางการไหล
ออกจากหวั ใจไปตามหลอดเลือดชนิดต่างๆ และไหลกลบั เขา้ สู่หวั ใจอีกเป็นวงจรต่อเนื่องกนั ไป

หวั ใจเทียม (pseudoheart)

หวั ใจเทียมเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบพเิ ศษที่ทาํ หนา้ ท่ีเหมือนเคร่ืองป๊ัมน้าํ คอยเพิม่ แรงดนั ส่ง
เลือดจากหวั ใจไปเส้นเลือดและส่งเลือดไปเล้ียงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ถงุ เย่ือหมุ้ หวั ใจ (pericardium)

เปนเนอื้ เยื่อบางๆ ชน้ั นอกสุดของหัวใจ ทห่ี อ หมุ อยโู ดยรอบนอกหัวใจ มลี ักษณะเหนยี วและมคี วามแขง็ แรงทนทาน ประกอบดวย
เน้อื เยื่อ 2 ชน้ั ดังน้ี

1. fibrous pericardium เปน ช้นั ท่ีอยดู า นนอก มคี วามแข็งแรงทนทาน มีลกั ษณะเหนยี ว ทำหนาทห่ี อหุมหัวใจและหลอด
เลอื ดใหญที่ตอ อยกู บั หวั ใจ (great vessel)

2. serous pericardium เปนชน้ั เน้ือเย่อื บางๆ ท่ีอยถู ดั เขา มาดานใน โดยพัฒนามาจาก mesothelium ซ่งึ จะพบเปน
ลักษณะของเซลลแ บนๆ เรียงตัวกนั หนึ่งแถว แบง ออกเปนสองชนั้ ยอ ยๆไดแ ก

• parietal layer เปนสวนทบ่ี ทุ างดา นในของช้ัน fibrous pericardium

• visceral layer เปนชั้นทอี่ ยูแนบเนื้อหัวใจโดยบุอยทู ่ีผิวดา นนอกของหัวใจ และยังทำหนา ทีผ่ ลิต pericardial
fluid อกี ดวย

หลอดเลอื ดอารเ์ ทอรี (arterial blood vessel)

หลอดเลือดอาร์เทอรี หรือหลอดเลือดแดง เป็นส่วนท่ีนาํ เลือดออกจากหวั ใจไปยงั ส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย เลือดท่ีอยใู่ นหลอดเลือดน้ีเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนมาก ยกเวน้ เลือดท่ี
ส่งไปยงั ปอด ซ่ึงเป็นเลือดท่ีมีปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดม์ าก มีผนงั หนาไม่มีลิ้นก้นั มี

ความแขง็ แรง เพื่อใหม้ ีความทนทานต่อแรงดนั เลือดท่ีถูกฉีดออกจากหวั ใจ

หลอดเลอื ดฝอย (blood capillary)

เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเลก็ ละเอียดเป็นฝอยติดต่ออยรู่ ะหวา่ งแขนงเลก็ ๆ ของหลอดเลือดอาร์
เทอรีและหลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอยมีผนงั บางมาก เป็นบริเวณที่มีการแลกเปล่ียน
สารอาหาร แก๊ส และสิ่งต่าง ๆ ระหวา่ งเลือดกบั เซลลข์ องร่างกาย

หลอดเลือดเวน (venous blood vessel)

เป็นหลอดเลือดท่ีนาํ เลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเขา้ สู่หวั ใจ เลือดที่อยใู่ นหลอดเลือดน้ีเป็น
เลือดท่ีมีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซดส์ ูง ยกเวน้ เลือดท่ีนาํ จากปอดมายงั หวั ใจ จะเป็นเลือด

ท่ีมีปริมาณแกส๊ ออกซิเจนสูง ภายในหลอดเลือดน้ีจะมีลิน้ ป้องกนั ไมใ่ หเ้ ลือดไหลยอ้ นกลบั

เวนลู (venule)

เป็นเส้นเลือด ท่ีมีขนาดเลก็ ต่อกบั เสน้ เลือดฝอย ลกั ษณะหลอดเลือดดาํ 1) ผนงั บาง
ประกอบดว้ ยเน้ือเยอื่ 3 ช้นั เช่นเดียวกบั อาร์ เตอรี แต่บางกวา่

เวน (vein)

เขา้ สหู่ วั ใจผา่ นหลอดเลือดขนาดใหญ่ท่อี ยใู่ กลห้ วั ใจ

เวนาคาวา (vena cava)

หลอดเลือดดาํ ท่ีมีหนา้ ท่ีรับเลือดเสียจากส่วนต่างๆของร่างกายเขา้ สู่หวั ใจหอ้ งขวาเพื่อส่งต่อไป
ยงั ปอด แบ่งเป็น 2 เส้น ไดแ้ ก่ หลอดเลือดเวนาคาวาดา้ นบน (superior vena
cava) และหลอดเลือดเวนาคาวาดา้ นล่าง (inferior vena cava)

เรอ่ื ง ระบบภมู ิคมุ้ กนั

ระบบภมู คิ มุ้ กนั (immune system)

ที่คอยตา้ นทานและกาํ จดั เช้ือโรคหรือส่ิงแปลกปลอมท่ีเขา้ มาสู่ร่างกาย โดยมีเซลลท์ ่ีทาํ หนา้ ที่ผู้
พิทกั ษค์ ือ “เมด็ เลือดขาว” ท่ีไหลเวียนอยใู่ นกระแสเลือดและตามอวยั วะต่างๆ แต่หากร่างกาย

เราเกิดภาวะ ภูมิตา้ นทานต่าํ

แมโครฟาจ (macrophage)

เป็นเซลลเ์ มด็ เลือดขาวชนิดหน่ึงในร่างกายมนุษย์ เป็นด่านแรกในการป้องกนั ร่างกาย จากการ
บุกรุกของเช้ือโรคภายนอก ทาํ งานโดยการกลืนกินยอ่ ยทาํ ลายส่ิงแปลกปลอมแลว้ ผลิตแอนติ
เจน้ ทส์ ่งออกไปทาํ ใหภ้ ูมิคุม้ กนั รู้จกั สามารถแยกแยะเซลลม์ ะเร็งออกจากเซลลป์ กติได้ และเริ่ม

กระบวนการทาํ ลายลา้ งเซลลม์ ะเร็งอยา่ งเป็นระบบ

การอกั เสบ (inflammation)

เป็นการตอบสนองทางชีวภาพที่ซบั ซอ้ นของเน้ือเยอื่ หลอดเลือดต่อส่ิงกระตุน้ ท่ีเป็นอนั ตราย
เช่นเช้ือโรค เซลลท์ ่ีเส่ือมสภาพ หรือการระคายเคือง ซ่ึงเป็นความพยายามของสิ่งมีชีวิตที่จะนาํ
ส่ิงกระตุน้ ดงั กล่าวออกไปและซ่อมแซมเน้ือเยอื่ ท่ีถูกทาํ ลาย การอกั เสบไม่ใช่อาการของการติด
เช้ือ แมว้ า่ การอกั เสบหลาย ๆ คร้ังกเ็ กิดข้ึนจากการติดเช้ือ เพราะวา่ การติดเช้ือน้นั เกิดจากจุลชีพ
ก่อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอกั เสบคือการตอบสนองของร่างกายเพ่อื ต่อตา้ นจุลชีพก่อโรค

หรือต่อปัจจยั อ่ืน ๆ

เซลลแ์ มสต์ (mast cell)

เป็นเซลลท์ ่ีมีรูปร่างกลมหรือรี ในไซโทรพลาสซึมมีแกรนูลท่ีบรรจุ
สาร histamine และ heparin เอาไว้ โดยแมสต์เซลล์มีลกั ษณะใกลเ้ คียงกบั เซลลเ์ มด็
เลือดขาวท่ีมีชื่อวา่ เบโซฟิ ลมากจึงเคยถูกเขา้ ใจวา่ เป็นเบโซฟิ ลที่ออกมาจากหลอดเลือด แต่จาก
การศึกษาภายหลงั พบวา่ ท้งั สองเซลลไ์ มใ่ ช่เซลลช์ นิดเดียวกนั [1] ท้งั น้ีในแกรนูลของเซลลท์ ้งั

สองชนิดบรรจุ histamine และ heparin รวมท้งั anticoagulant
เช่นเดียวกนั โดย heparin เก่ียวขอ้ งกบั การแขง็ ตวั ของเลือดคือ ช่วยไม่ใหเ้ ลือดแขง็ ตวั และ
histamine เป็นสารท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การหดตวั ของกลา้ มเน้ือเรียบ และการขยายหลอดเลือด

แอนตเิ จน (antigen)

สารแปลกปลอมท่ีเขา้ ไปในร่างกายแลว้ สามารถกระตุน้ ใหเ้ กิดแอนติบอดีข้ึนได.้

เซลลน์ าํ เสนอแอนตเิ จน (antigen presenting cell)

ที่กระตุน้ ใหเ้ กิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุม้ กนั แบบปรับตวั (adaptive immune
response) แอนติเจนมกั เป็นสารท่ีแปลกปลอมหรือเป็นพิษต่อร่างกาย (เช่น ตวั เช้ือ
แบคทีเรีย) ซ่ึงเมื่อเขา้ มาในร่างกายแลว้ จะถูกจบั โดยแอนติบอดีท่ีมีความจาํ เพาะ แอนติบอดีแต่
ละชนิดถูกออกแบบมาเพอื่ ตอบสนองกบั แอนติเจนชนิดหน่ึง ๆ เน่ืองจากมีความแตกต่างอยา่ ง
จาํ เพาะในส่วนจบั คอมพลีเมนท์ (complementary determining region)

ของแอนติบอดีน้นั ๆ

ทีลมิ โฟไซต์ (t lymphocyte)

เป็นเมด็ เลือดขาวลิมโฟไซตท์ ่ีสร้างจากเซลลต์ น้ กาํ เนิด (stem cell) ในไขกระดูก
(bone marrow) เม่ือเมด็ เลือดขาวน้ีไปอยทู่ ่ีต่อมไทมสั จะถูกชกั นาํ ใหเ้ กิดการ
เปล่ียนแปลง ไดเ้ ป็นเซลลต์ ้งั ตน้ และเปล่ียนแปลงต่อไปเป็นเซลลล์ ิมโฟไซตช์ นิดที ซ่ึงทาํ หนา้ ที่

เป็นเซลลภ์ ูมิคุม้ กนั

เซลลท์ ี ( t cell)

เป็นเซลลภ์ มู ิตา้ นทานชนิดหน่ึง ซ่ึงมีหนา้ ท่ีหลกั ในการหาเซลลท์ ี่ติดเช้ือหรือเช้ือโรคต่าง ๆ และ
กาํ จดั มนั มนั ทาํ หนา้ ที่น้ีไดโ้ ดยการใชโ้ ปรตีนที่อยบู่ นพ้ืนผิวของมนั เองไปยดึ เกาะกบั โปรตีนบน

พ้ืนผิวของสิ่งแปลกปลอม

บีลิมโฟไซต์ (b lymphocyte)

เป็นเมด็ เลือดขาวลิมโฟไซตท์ ี่สร้างจากเซลลส์ ่วนท่ีไม่มีการเจริญของไขกระดูกในระยะตวั อ่อน
ดว้ ยการกระตุน้ ใหเ้ ป็นลิมโฟไซตช์ นิดบี ซ่ึงมีหนา้ ท่ีเป็นระบบภมู ิคุม้ กนั จากกระแสเลือดและ

สารคดั หลงั่

เซลลบ์ ี (b cell)

เป็นเซลลเ์ มด็ เลือดขาวประเภทลิมโฟไซต์ ซ่ึงเมื่อถูกกระตุน้ ดว้ ยสารแปลกปลอมหรือแอนติเจน
จะพฒั นาเป็นพลาสมาเซลลท์ ่ีมีหนา้ ท่ีหลง่ั แอนติบอดีมาจบั กบั แอนติเจน บีเซลลม์ ีแหลง่ กาํ เนิด

ในร่างกายจากสเตม็ เซลล์

เรอ่ื ง ระบบขบั ถา่ ย

คอนแทรก็ ไทลว์ คิวโอล (contractile vacuole)

ครงสร้างภายในเซลลข์ องโพรทิสตบ์ างชนิด มีลกั ษณะเป็นถุงลม ทาํ หนา้ ที่กาํ จดั น้าํ ออกจาก
เซลล์ จะขยายขนาดโตข้ึนเม่ือไดร้ ับน้าํ ท่ีอยรู่ อบ ๆ และจะหดตวั แฟบลงอยา่ งรวดเร็วเม่ือถ่ายน้าํ

หรือพน่ น้าํ ออกไปนอกเซลลแ์ ลว้

โพรโทเนฟรเิ ดียม ( protonephridium)

ประกอบดว้ ยท่อตามยาวหลายท่อ (Protonephridial canal) ซ่ึงกระจายอยขู่ า้ ง
ตลอดตามความยาวของลาํ ตวั จากท่อเลก็ ๆ น้ีจะมีท่อแยกออกเป็นท่อยอ่ ย ๆ ที่ปลายท่อ มีเซลล์

ท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยภาพถว้ ย

เฟลมเซลล์ (flame cell)

เซลล์ ส่วนท่ีเป็นอาหารถูกดูดกลบั จากน้นั ปล่อยของเสียออกโดยการแพร่เป็นเซลลท์ ี่ทาํ
หนา้ ที่ขบั ถ่าย ซ่ึงมีช่องเปิ ดออกสู่ส่ิงแวดลอ้ ม พบในหนอนตวั แบน (ยกเวน้ turbellarian
อนั ดบั Acoela), โรติเฟอร์ และเนเมอร์เทีย เป็นอวยั วะขบั ถ่ายท่ีเรียบง่ายท่ีสุดในสตั ว์ การ
ทาํ งานเหมือนไตของมนุษย์ กลุ่มของเฟลมเซลลเ์ รียกโพรโทเนฟริเดีย[1] เฟลมเซลลเ์ ชื่อมต่อ
เป็นโครงข่ายทว่ั ร่างกาย ของเสียจะถูกส่งมาสะสมภายในเฟลม

เมทาเนฟรเิ ดียม (metanephridum)

ปลอ้ งละ 1 คู่ เป็นทอ่ ขดไปมา มีปลายเปิดสองขา้ ง ปลายขา้ งหนง่ึ อย่ใู นชอ่ งของลาํ ตวั มี
ลกั ษณะเหมือนปากแตร

นโฟรสโตน (nephrostome)

ทาํ หนา้ ท่รี บั ของเหลวจากชอ่ งของลาํ ตวั สว่ ยปลายอกี ดา้ นหน่งึ เป็นชอ่ งเปิดออกส่ภู ายนอกทาง
ผวิ หนงั เนฟรเิ ดยี มนีจ้ ะทาํ หนา้ ท่ขี ยั ถา่ ยของเสียพวกแอมโมเนีย และยเู รยี สว่ นนาํ้ และแร่
ธาตบุ าชนิดมีประโยชนจ์ ะถกู ดดู กลบั โดยผนงั ท่อของเนฟรเิ ดยี มเขา้ สกู่ ระแสเลอื ด เนฟรเี ดยี ม
จงึ ทาํ หนา้ ท่ที งั้ กรองและดดู สารกลบั ซง่ึ ลกั ษณะการทาํ งานของเนฟรเิ ดยี มคลา้ ยคลงึ กบั

หนว่ ยไตของสตั วท์ ่มี ีกระดสู นั หลงั บางประเภท

มลั พิเกียนทวิ บลู (malpighian tuble)

ระกอบดว้ ยท่อเลก็ ๆ จาํ นวนมาก ท่อเหล่าน้ีมีลกั ษณะคลา้ ยถุงยืน่ ออกมาจากทางเดินอาหารตรง
บริเวณรอยต่อของทางเดินอาหารส่วนกลางกบั ส่วนทา้ ย ปลายของท่อมลั พิเกียนจะลอยเป็น

อิสระอยใู่ นของเหลวภายในช่องของลาํ ตวั ในของเหลวจะมีของเสียน้าํ และสารต่างๆ

ไต (kidney)

เป็นอวยั วะรูปถวั่ ซ่ึงมีหนา้ ที่ควบคมุ สาํ คญั หลายอยา่ งในสัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั ไตนาํ โมเลกลุ อินทรีย์
ส่วนเกิน (เช่น กลูโคส) ออก และดว้ ยฤทธ์ิน้ีเองที่เป็นการทาํ หนา้ ที่ที่ทราบกนั ดีท่ีสุดของไต คือ การ
ขบั ของเสียจากเมแทบอลิซึม (เช่น ยเู รีย แม้ 90% ของปริมาณท่ีกรองถูกดูดกลบั ท่ีหน่วยไต) ออก
จากร่างกาย ไตเป็นอวยั วะสาํ คญั ในระบบปัสสาวะและยงั มีหนา้ ที่ธาํ รงดุล เช่น การกาํ กบั อิเลก็ โทร
ไลต์ การรักษาสมดุลกรด–เบส และการกาํ กบั ความดนั เลือด (ผา่ นการรักษาสมดุลเกลือและน้าํ ) ไตทาํ
หนา้ ท่ีเป็นตวั กรองเลือดตามธรรมชาติ และนาํ ของเสียที่ละลายไดใ้ นน้าํ ออก ซ่ึงจะถกู ส่งไปยงั กระเพาะ

ปัสสาวะ ในการผลิตปัสสาวะ ไตขบั ของเสีย เช่น ยเู รียและแอมโมเนียม และยงั ทาํ หนา้ ที่ดูดน้าํ
กลูโคสและกรดอะมิโนกลบั ไตยงั ผลิตฮอร์โมน เช่น แคลซิไตรออล อีริโธรพอยอิติน และเอนไซมเ์ ร

นิน ซ่ึงเรนินออกฤทธ์ิต่อไตโดยออ้ มในการยบั ย้งั ป้อนกลบั

ระบบขบั ถา่ ย ( excretory system)

การขบั ถ่ายเป็นระบบกาํ จดั ของเสียจากร่างกาย และช่วยควบคุมปริมาณของน้าํ ในร่างกายให้
สมบูรณ์ประกอยดว้ ย ไต ตบั และลาํ ไส้ เป็นตน้ ไต มีหนา้ ท่ีขบั สิ่งท่ีร่างกายไม่ไดใ้ ชอ้ อกจาก
ร่างกาย อยดู่ า้ นหลงั ของช่องทอ้ ง

ของเหลวภายในเซลล์ (intracellular fluid)

มีสารท่ีละลายน้าํ ได้ เช่น โปรตีน ไขมนั เกลือแร่ ฯลฯ ประกอบดว้ ยหน่วยเลก็ ๆ ที่สาํ คญั หลาย
ชนิด ดงั น้ี 3.1 ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) เป็นโครงสร้างท่ีมีลกั ษณะยาวรีเป็น

แหลง่ ผลิตสาร ท่ีมีพลงั งานสูงใหแ้ ก่เซลล์

ทอ่ ไต (ureter)

เป็นท่อเกิดจากใยกลา้ มเน้ือเรียบซ่ึงลาํ เลียงปัสสาวะจากไตสู่กระเพาะปัสสาวะ ในผใู้ หญ่ ท่อไต
ปกติยาว 25–30 เซนติเมตร และมีเส้นผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 3–4 มิลลิเมตร ในทางมิญช
วิทยา ท่อไตมีเน้ือเยอื่ บุผวิ ชนิดแปรเปลี่ยนและช้นั กลา้ มเน้ือเรียบเพิ่มในส่วนปลายหน่ึงในสาม
เพือ่ ช่วยบีบรูด

เรอ่ื ง ระบบยอ่ ยอาหาร

อะมีโบไซต์ (amoebocyte)

เป็นเซลลข์ นาดใหญ่กวา่ คอลลาร์เซลล์ พบทวั่ ไปบริเวณผนงั ลาํ ตวั ของฟองน้าํ อาหารจาํ พวก
แบคทีเรียและอินทรียสารขนาดเลก็ ไม่เกิน 1 ไมครอนที่ปะปนอยใู่ นน้าํ จะถูกแฟลเจลลมั ของ
คอลลาร์เซลลจ์ บั เป็นอาหาร แลว้ ส่วนของไซโทพลาซึมจะรับอาหารเขา้ สู่เซลลแ์ บบฟาโกไซโท

ซิส สร้างเป็น Food Vacuoleแลว้ อาหารจะถูกยอ่ ยโดยเอนไซมจ์ ากไลโซโซม

โคเอโนไซต์ (choanocyte)

เป็นเซลลท์ ่ีมีแฟลเจลลมั และมีปลอกหุม้ โดยจะใชแ้ ฟลเจลลมั โบกพดั อาหารที่มากบั น้าํ เขา้ ไป
ในปลอก แลว้ นาํ เขา้ สู่เซลลโ์ ดยวธิ ีฟาโกไซโทซิสเกิดเป็นฟูดแวคิวโอล และมีการยอ่ ยอาหาร

ภายในฟดู แวคิวโอล

เข็มพษิ (nematocyst)

เนมาโทซิสต:์ โครงสร้างท่ีพบในสตั วพ์ วกซีเลนเทอเรตบางชนิด มีลกั ษณะเป็นกระเปาะภายใน
มีเขม็ พิษ ใชใ้ นการลา่ เหยอ่ื และป้องกนั ตวั

เทนทาเคลิ (tentacle)

อวยั วะของสตั วท์ ่ียนื่ ยาวออกมา เช่น งวง หนวด


Click to View FlipBook Version
Previous Book
Minda Perlis Edisi 2020
Next Book
28 รายงานวันมาฆบูชา ครูโย 2564 ลงเวป