The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฎหมายอาญา มจร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suchart.mcu, 2023-08-10 06:48:24

กฎหมายอาญา มจร

กฎหมายอาญา มจร

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 245 เปลี่ยนโทษจ าคุกตลอดชีวิตเป็นจ าคุก 50 ปี แล้วเพิ่มโทษจาก 50 ปี ไม่ได้ เพราะจะท าให้เกิน 50 ปี และกรณีต้องโทษจ าคุกตลอดชีวิตอย่างเดียวในความผิดกระทงเดียวโดยไม่มีการเพิ่มโทษก็ต้องให้จ าคุก ตลอดชีวิตไปตามโทษนั้น ศาลจะเปลี่ยนโทษเป็นให้จ าคุก 50 ปี ไม่ได้ ตัวอย่าง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจ าเลยผิดตามมาตรา 340 วรรคสอง และให้เพิ่มโทษอีกกึ่ง หนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าจ าเลยมีความผิดตามมาตรา 340 ประกอบด้วย มาตรา 340 ตรี ให้วางโทษจ าคุก 30 ปี ตามค าพิพากษาฎีกามิใช่การเพิ่มโทษ แต่เป็นกรณีที่ กฎหมายให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะเหตุฉกรรจ์ 2. การลดโทษ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 52 บัญญัติว่า “ในการลดโทษประหารชีวิตไม่ว่าจะเป็นการลด โทษหรือลดโทษที่จะลงให้ลดดังต่อไปนี้ (1) ถ้าจะลดหนึ่งในสามให้ลดเป็นโทษจ าคุกตลอดชีวิต (2) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นจ าคุกตลอดชีวิต หรือโทษจ าคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี” ตามบทบัญญัตินี้แสดงว่า การลดโทษประหารชีวิตให้ 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่ง คือ 1 ใน 2 นั้นไม่ มีผลแตกต่างกันเลย คือ อาจลดลงเป็นจ าคุกตลอดชีวิตได้ทั้ง 2 กรณี ซึ่งจะดูไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่จะ ได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งซึ่งมากกว่าผู้ได้ลดโทษเพียง 1 ใน 3 มาตรา 52 ลดมาตราส่วนโทษกับลด โทษที่จะลงซึ่งไม่เหมือนกัน การลดมาตราส่วนโทษหมายความถึง การลดส่วนของโทษจากอัตราโทษที่ กฎหมายบัญญัติไว้ส าหรับความผิดนั้น เช่น การลดมาตราส่วนโทษให้แก่เด็กหรือเยาวชนผู้กระท า ความผิดลงกึ่งหนึ่ง หรือ 1 ใน 3 ตามมาตรา 75,76 หรือความผิดที่กฎหมายบัญญัติว่ามีโทษ 1 ใน 3 ตามมาตรา 84 วรรคสอง หรือมีโทษ 2 ใน 3 ตามมาตรา 80, 82 หรือมีโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 85,247,262 หรือมีโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งตามมาตรา 81 เหล่านี้อยู่ในความหมายของการลดมาตราส่วน โทษ ส่วนการลดโทษที่จะลงแก่ผู้กระท าความผิดมีอยู่เพียงกรณีเดียวตามมาตรา 78 คือ มีเหตุบรรเทา โทษ และศาลเห็นสมควรลดโทษได้เท่าใดก็ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลลงแก่ผู้นั้นจะถูกเพิ่มโทษที่ศาล ลงแก่ผู้นั้น ทั้งนี้ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกเพิ่มโทษหรือลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญานี้หรือตามกฎหมายอื่น แล้วหรือไม่ สรุปในการลดโทษประหารชีวิตถ้าจะลดกึ่งหนึ่งให้ลดเป็นโทษจ าคุกตลอดชีวิต หรือโทษจ าคุก ตั้งแต่ 25 ปี ถึง 30 ปี ซึ่งศาลจะเห็นสมควรลดลงให้เพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ พฤติการณ์แห่งการกระท าความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่เพียงใด 3. การลดโทษจ าคุกตลอดชีวิต ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 53 บัญญัติว่า “ในการลดโทษจ าคุกตลอดชีวิตไม่ว่าจะเป็นการ ลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลงให้เปลี่ยนโทษจ าคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจ าคุก 50 ปี” ตามมาตรา 53 นี้เป็นการลดโทษจ าคุกตลอดชีวิต ในการลดโทษจ าคุกตลอดชีวิตให้ศาลเปลี่ยนโทษจ าคุกตลอด


246 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ชีวิตเป็นโทษจ าคุก 50 ปี เช่น สรเดช กลับมาบ้านพบ อรชุน นั่งหยอกล้อกับแสงโสม ภริยาของสร เดช ด้วยความหึงหวง สรเดช ใช้อาวุธปืนยิง อรชุน ตาย ศาลพิพากษาลงโทษจ าคุก สรเดช ตลอดชีวิต เนื่องจาก สรเดช ให้การรับสารภาพศาลเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อย่างนี้ศาลต้องเปลี่ยนโทษจ าคุก ตลอดชีวิตเป็นโทษจ าคุก 50 ปี แล้วลดลงกึ่งหนึ่งคือ 25 ปี เหลือโทษจ าคุก 25 ปี ตัวอย่าง จ าเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบด้วยมาตรา 84 วรรคสอง ซึ่งต้องระวางโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษที่ก าหนดไว้นั้นให้ลดโทษประหารชีวิต 1 ใน 3 ของโทษประหารชีวิตเป็นจ าคุก 50 ปี ตามมาตรา 53 ซึ่งต้องลงโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษประหาร ชีวิตคือ กึ่งหนึ่งของโทษจ าคุก 50 ปี จึงเป็นโทษจ าคุก 25 ปี (ค าพิพากษาฎีกาที่ 3611/2523) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม มีระวางโทษจ าคุกตลอดชีวิตเมื่อ เป็นการพยายามกระท าความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนเท่ากับลดมาตราส่วนโทษของหนึ่งใน สาม กรณีโทษจ าคุกตลอดชีวิตจะต้องเปลี่ยนโทษจ าคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจ าคุก 50 ปี ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 53 เมื่อค านวณแล้วเหลือโทษจ าคุก 33 ปี 4 เดือน จ าเลยทั้งสองให้การรับ สารภาพมีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษที่จะลงให้อีกกึ่งหนึ่ง คงจ าคุกจ าเลยทั้งสอง คนละ 16 ปี 8 เดือน อันเป็นโทษจ าคุกอัตราขั้นต่ าของกฎหมายแล้ว กรณีนี้จึงไม่อาจลงโทษจ าเลยทั้งสอง นอกเหนือจากนี้ แต่ส่วนจ าเลยที่ 1 ขณะกระท าความผิดมีอายุเพียง 18 ปี เศษ ตามพฤติการณ์แห่งคดี ไม่มีการกระท าที่รุนแรงกับมีการชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้วจึงมีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้แก่ จ าเลยที่ 1 อีกกึ่งหนึ่ง คงจ าคุก 8 ปี 4 เดือน 4. การเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 54 บัญญัติว่า “ในการค านวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งก าหนดโทษที่จะลงแก่จ าเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ถ้าส่วนของการเพิ่มเท่ากับหรือมากกว่าส่วนของการลดและ ศาลเห็นสมควรจะไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้ จากบทบัญญัติมาตรา 54 นี้ ในการค านวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลงนั้น ให้ศาลก าหนด โทษที่จะลงแก่จ าเลยก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลงให้เพิ่มโทษก่อนแล้วจึงลดโทษ ถ้าการ เพิ่มหรือลดโทษเท่ากัน ศาลจะไม่เพิ่มไม่ลดโทษก็ได้ ตัวอย่างค าพิพากษาฎีกา ค าพิพากษาฎีกาที่ 706/2526 โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจ าเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 มาด้วย เมื่อศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตจ าเลยและตามมาตรา 54 ให้ศาลเพิ่มก่อนแล้วจึงลดจาก ผลที่เพิ่มแล้วนั้น เมื่อศาลเพิ่มโทษจ าเลยมิได้เป็นโทษประหารชีวิตจึงคงลดโทษให้จ าเลยสถานเดียว ค าพิพากษาฎีกาที่ 361/2530 เมื่อศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจ าเลยแล้ว ศาลจะเพิ่ม โทษจ าเลยอีกไม่ได้ ฉะนั้นแม้คดีจะมีส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด ศาลจะไม่เพิ่มไม่ลด


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 247 หาได้ไม่ เพราะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 54 ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่ได้เพิ่มแล้วนั้น แต่ใน กรณีที่เพิ่มโทษตามมาตรา 92 ไม่อาจท าได้ ศาลจึงต้องลดโทษให้แก่จ าเลยสถานเดียว ค าพิพากษาฎีกาที่ 3852/2536 ค าว่า “ส่วนของการเพิ่มและส่วนของการลด” ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 54 นั้นมิได้ หมายถึง จ านวนของโทษที่คิดค านวณแล้วแต่เป็นส่วนที่ยังไม่ได้คิด ค านวณ กรณีส่วนของการเพิ่มโทษคือกึ่งหนึ่งและส่วนของการลดคือหนึ่งในสาม ดังนี้ ส่วนของการ เพิ่มจึงมากกว่าส่วนของการลด แต่ศาลเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้ 5. การยกโทษจ าคุก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 55 บัญญัติว่า “ถ้าโทษจ าคุกที่ผู้กระท าความผิดจะต้องรับมี ก าหนดเวลาเพียงสามเดือนหรือน้อยกว่าศาลจะก าหนดโทษจ าคุกให้น้อยลงอีกก็ได้ หรือถ้าโทษจ าคุกที่ ผู้กระท าความผิดจะต้องรับมีก าหนดเพียงสามเดือนหรือน้อยกว่า และมีโทษปรับด้วย ศาลจะก าหนด โทษจ าคุกให้น้อยลง หรือจะยกโทษจ าคุกเสีย คงให้ปรับแต่อย่างเดียวก็ได้” ตามมาตรา 55 นี้แยก ออก 2 กรณีคือ8 1. ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้จ าคุกไม่เกิน 3 เดือนอย่างเดียว ศาลมีอ านาจเพียงอย่างเดียว เท่านั้นคือ ก าหนดโทษจ าคุกนั้นให้น้อยลงอีกเท่าใดก็ได้ แต่จะยกโทษจ าคุกให้ไม่ได้ 2. ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้จ าคุกไม่เกิน 3 เดือน และลงโทษปรับด้วยจะปรับเท่าใดก็ตาม ศาลมีอ านาจท าได้ 2 อย่างคือ ก าหนดโทษจ าคุกให้น้อยลงอีกก็ได้ หรือยกโทษจ าคุก (ที่ไม่เกิน 3 เดือน) นั้นเสีย คงให้ปรับอย่างเดียวก็ได้ อนึ่งในการที่ศาลจะยกโทษจ าคุกนี้ต้องมีโทษปรับด้วย และโทษจ าคุกมีก าหนดเวลาไม่เกิน 3 เดือน หมายถึง โทษสุทธิที่จ าเลยจะได้รับตามค าพิพากษาภายหลังจากศาลได้เพิ่มโทษหรือลดโทษนั้น แล้ว (ถ้าหากมี) ค าพิพากษาฎีกาที่ 2517/2541 โทษจ าคุกของผู้กระท าความผิดจะต้องรับมีก าหนดเวลาเพียง 3 เดือน หรือน้อยกว่าดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 55 ต้องถือเอาโทษจ าคุกที่ศาล ลงในแต่ละกระทงความผิดจะรวมโทษจ าคุกทุกกระทงความผิดในคดีนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหา ได้ไม่ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจ าเลยในแต่ละกระทงความผิดให้จ าคุกไม่เกิน 3 เดือน ศาลจึงมีอ านาจ ใช้ดุลพินิจยกโทษจ าคุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 55 ได้ 6. การรอก าหนดโทษและรอการลงโทษ ประมวลกฎหมายมาตรา 56 บัญญัติว่า “ผู้กระท าความผิดซึ่งมีโทษจ าคุกเกินสามปี ถ้าไม่ ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจ าคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจ าคุกมาก่อน แต่ก็เป็นโทษส าหรับ 8 เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524), หน้า 132.


248 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ความผิดที่ได้กระท าโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษเมื่อศาลได้ค านึงถุงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพ ความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว เห็นเป็นการสมควรศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอ การก าหนดโทษไว้ หรือก าหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัว ภายในระยะเวลาที่ศาลได้ก าหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะก าหนดเงื่อนไข เพื่อคุมความประพฤติของผู้กระท าความผิดนั้นศาลอาจก าหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้ (1) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะน าช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและประกอบอาชีพ หรือจัดให้ ท ากิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าพนักงาน และผู้กระท าความผิดเห็นสมควร (2) ให้ฝึกหัด หรือท างานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ (3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคม หรือการประพฤติใดอันน าไปสู่การกระท าความผิดในท านอง เดียวกันอีก (4) ให้ปรับการบ าบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจหรือ ความเจ็บปุวยอย่างอื่น ณ สถานที่ และตามระยะเวลาที่ศาลก าหนด (5) เงื่อนไข่อื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรก าหนดเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือปูองกันมิให้ผู้กระท า ความผิดหรือมีโอกาสกระท าความผิดขึ้นอีก เงื่อนไขตามที่ศาลก าหนดตามความในวรรคก่อนนั้น ถ้าภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามค า ของผู้กระท าความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น พนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงาน ว่าพฤติการณ์ที่เกี่ยวแก่การควบคุมความประพฤติของผู้กระท าความผิดได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาล เห็นสมควร ศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อใดเสียก่อน หรือก าหนดเงื่อนไขใดตามที่กล่าวมาใน วรรคก่อนที่ศาลยังมิได้ก าหดไว้เพิ่มเติมขึ้นอีกก็ได้” หลักเกณฑ์ในการรอการก าหนดโทษหรือรอการลงโทษ 1. ต้องเป็นกรณีที่ได้กระท าความผิดซึ่งมีโทษจ าคุก 2. ความผิดในคดีนั้นศาลจะลงโทษจ าคุกไม่เกิน 3 ปี 3. ไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเคยรับโทษจ าคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจ าคุกมาก่อนแต่เป็น โทษส าหรับความผิดที่ได้กระท าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 4. เมื่อศาลค านึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อม สภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปราณี 1) ต้องเป็นกรณีที่ได้กระท าความผิดึึ่งมีโทษจ าคุก คดีที่จะรอการก าหนดโทษหรือ รอการลงโทษได้จะต้องมีโทษจ าคุก หารเป็นโทษชนิดอื่นที่จ าคุกแล้วจะรอไม่ได้


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 249 2) ความผิดในคดีนั้นศาลจะลงโทษจ าคุกไม่เกิน 3 ปี ความผิดที่มีโทษจ าคุกนั้น ศาลได้ลงโทษจ าคุกไม่เกิน 3 ปี หมายถึงสุทธิที่ศาลลงแก่จ าเลย เช่น ค าพิพากษาให้จ าเลยจ าคุก 3 ปี จ าเลยรับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งในสามเป็นจ าคุก 2 ปี โทษที่ลงจริงๆ คือ 2 ปีจึงอยู่ใน เงื่อนไขการลงโทษได้ กรณีบางคดีจ าเลยถูกฟูอง หลายกรรมกระทงในท านองเดียวกัน ต้องดูโทษเป็น รายกระทงไปว่าแต่ละกระทงโทษสุทธิเกิน 3 ปีหรือไม่เกิน 3 ปีรอการลงโทษ 3) ไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเคยได้รับโทษจ าคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจ าคุกมา ก่อนแต่เป็นโทษส าหรับความผิดที่ได้กระท าโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ค าว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ นั้นได้รับโทษจ าคุกงาก่อน ”หมายความว่า เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในส านวนคดีนี้จ าเลยผู้นั้นได้รับ โทษจ าคุกมาก่อนย่อมเป็นหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งที่ศาลจะรอการลงโทษหรือรอการก าหนดโทษได้ ค าว่า “ผู้ นั้นไดรับโทษจ าคุกมาก่อน”หมายความว่า ก่อนที่ศาลจะพิพากษาคดีอื่นอันมิใช่ความผิดฐานประมาท หรือก าลังรับโทษจ าคุกอยู่ในคดีอันมิใช่ความผิดฐานประมาท หรือความผิดฐานประมาท หรือก าลังรับ โทษจ าคุกอยู่ในคดีอื่นมิใช่ความผิดฐานประมาท หรือความผิดลหุโทษศาลจะรอการลงโทษแก่จ าเลยใน คดีนี้ไม่ได้ความผิดในคดอื่นจะเกิดขั้นก่อนหรือหลังในคดีนี้ โทษจ าคุกที่รับมาก่อนนอกจากเป็นสุทธิแล้ว คดีนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว หากคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์แม้ตัวจ าเลยจะถูกขังระหว่างพิจารณาอยู่ในเรือนจ าก็ ถือว่ายังไม่ปรากฏว่าได้รับโทษจ าคุกมาก่อน เช่น จ าเลยกระท าความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจ าคุกจ าเลย 4 ปี จ าเลยอุทธรณ์ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จ าเลยถูกุคุมขัง ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ที่เรือนจ า คดีที่จ าเลยต้องหาว่ากระท าความผิดฐานท าร้ายร่างการ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจ าคุก 1 ปี 6 เดือน คดีนี้ศาลรอการลงโทษได้เพราะคดีชิงทรัพย์ยังไม่ถึง ที่สุดการคุมขังในระหว่างพิจารณายังไม่ถือว่าจ าเลนได้รับโทษจ าคุกมาก่อน ตาปรากฏว่าจ าเลยได้รับ โทษจ าคุกมาก่อนเป็นโทษที่กระท าโดยประมาทหรือลหุโทษก็ยังรอการลงโทษได้เพราะมาตรา 56 ยกเว้นไว้ 4) เมื่อศาลค านึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพภาวะแห่งจิตนิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม สภาพความผิด หรือ เหตุอื่นอันควรปราณี กล่าวคือศาลเห็นสมควรให้การลงโทษแล้วรอการลงโทษ โดยค านึงถึงเหตุต่าง ๆ รวม 12 เหตุผลที่ระบุไว้ตามที่กล่าวมาแล้ว เมื่อครบหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ประการแล้วศาลเห็นสมควรให้รอการลงโทษหรือรอการ ก าหนดโทษไว้ไม่เกิน 5 ปี ส่วนใหญ่ศาลจะก าหนดโทษแล้วรอการลงโทษ การออกการก าหนดโทษ ปกติไม่ค่อยได้ใช้ 7. ผลของการรอโทษจ าคุก เมื่อศาลพิพากษาให้รอการก าหนดโทษจ าคุก หรือการรอการลงโทษจ าคุกที่ไม่เกิน 3 ปี แก่ ผู้กระท าความผิดในระยะเวลาที่ศาลก าหนดไว้ไม่เกิน 5 ปี ศาลจะปล่อยตัวให้เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับ ตัวภายในระยะเวลาที่ศาลก าหนดให้รอไว้ตาม ปอ.มาตรา 56 ดังกล่าวแล้วฉะนั้นถ้าผู้กลับตัวไม่ได้ก็


250 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา จะต้องรับผลร้ายถ้ากลับตัวไม่ได้ก็จะต้องรับผลร้าย ถ้ากลับตัวก็จะได้รับผลดีตาม ปอ.มาตรา 58 บัญญัติไว้ดังนี้ “เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามค าแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลก าหนดมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระท าความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระท า โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจ าคุกส าหรับความผิดนั้นให้ศาลที่ พิพากษาคดีหลังก าหนดโทษที่รอการลงโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในความผิดนั้น ให้ศาลพิพากษาคดีหลังก าหนดโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้าคดีหลัง หรือบวกที่รอการ ลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลังแล้วแต่กรณี แต่ถ้าภายในเวลาที่ศาลได้ก าหนดตามมาตรา 56 ผู้นั้นมิได้กระท าความผิดดังกล่าวในวรรค แรกให้ผู้นั้นพ้นจากการที่จะถูกก าหนดโทษหรือถูกลงโทษในคดีนั้นแล้วแต่กรณี” ตามบทบัญญัติ 58 นี้เป็นการกระท าความผิดในระหว่างการอการลงโทษ กล่าวคือ ได้กระท าผิดขึ้นอีกภายในระยะเวลาที่ รอการลงโทษ ความผิดที่ได้กระท าขึ้นอีกนั้นมิใช่ความผิดที่กระท าโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หมายความว่า ถ้าผู้กระท าความผิดอยู่ระหว่างเวลา รอการลงโทษหรือการก าหนดโทษได้กระท า ความผิดขึ้นแต่กระท าโดยประมาท หรือเป็นความผิดลหุโทษศาลจะน าโทษที่รอหรือก าหนดโทษที่รอ แล้วน ามาบวกกับทาในคดีหลังที่ท าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษไม่ได้ และในการน าโทษที่รอการ ลดโทษ หรือก าหนดโทษทีรอแล้วมาบวกกับโทษในคดีหลังนี้ต้องเป็นโทษที่ศาลให้ลงโทษจ าคุกส าหรับ ความผิดที่ได้กระท าขึ้นอีกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 จึงบทบัญญัติบังคับให้ศาลที่ พิพากษาคดีหลังก าหนดโทษที่รอการก าหนดโทษไว้ในคดีก่อนหรือโทษที่คดีก่อนมาบวกเข้าในคดีหลัง ไม่ได้ อนึ่งในการรอการลงโทษไม่มีบทบัญญัติว่าจะรอได้กี่ครั้งดังนั้นจะรอกี่ครั้งก็ได้ ถ้าอยู่ใน หลักเกณฑ์ตาม ปอ.มาตรา 56 ตัวอย่าง จ าเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจ าคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจ าคุกให้ รอไว้ 1 ปี ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้นั้น จ าเลยกระท าความผิดอีก ศาลพิพากษา ลงโทษจ าคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจ าคุกให้รอไว้มีก าหนด 1 ปี การกอการลงโทษใน คดีหลังนี้เพราะว่าคดีแรกจ าเลยยังมิได้รับโทษจ าคุกมาก่อน ตามตัวอย่างข้างต้นหากคดีหลังศาลไม่ได้สั่งรอการลงโทษ โจทก์จะขอให้ศาลน าโทษที่รอไว้ใน คดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยก็ได้ ตัวอย่าง ยาวิดา ขับรถยนต์โดยประมาท ด.ช.น้อย ตาย ศาลพิพากษาลงโทษจ าคุก 2 ปี หลังจากพ้นโทษแล้วยาวิดาถูกฟูองว่ากระท าความผิดฐานยังยอกทรัพย์ศาลพิพากษาลงโทษจ าคุกมาแล้ว ก็ตาม แต่เป็นความผิดที่กระท าโดยประมาท ตัวอย่าง สมชาย ท าร้ายร่างกาย สมจิต ศาลพิพากษาลงโทษจ าคุกสมชาย 3 เดือน ศาล เปลี่ยนโทษจ าคุกเป็นกักขังแทน หลังจากสมชายพ้นโทษกักขัง สมชายกระท าความผิดฐานบุกรุก ศาล


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 251 พิพากษาลงโทษจ าคุก 6 เดือน ดังนี้ ศาลรอการลงโทษจ าคุกสมชายได้ เพราะคดีก่อนสมชาย ต้องโทษกักขังมิใช่โทษจ าคุก 8. การระงับของโทษหรือความผิด (1) คดีโทษปรับสถานเดียว ประมวลกฎหมาย มาตรา 79 บัญญัติว่า “ในคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว ถ้าผู้ที่ต้องหาว่า กระท าความผิดน าค่าปรับในอัตราอย่างสูงส าหรับความผิดนั้นมาช าระก่อนที่ศาลจะเริ่มต้นสืบพยาน ให้ คดีอันระงับไป” คดีอันระงับไปตามมาตรา 79 นี้จะต้องเป็นคดีที่มีโทษปรับแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะมีโทษจ าคุกหรือปรับ หรือทั้งจ าทั้งปรับด้วยไม่ได้ และจะต้องน าค่าปรับในอัตราอย่างสูงในความผิด นั้นมาช าระทีเดียว โดยช าระก่อนที่ศาลเริ่มต้นสืบพยาน ค าว่า “เริ่มต้นสืบพยาน” หมายความว่า ก่อนวันสืบพยานจริงๆ เช่นช าระก่อนสืบพยานว่าวันที่ 10 มีนาคม 2540 จะต้องน าเงินมาช าระ ค่าปรับภายในวันที่ 9 มีนาคม 2540 ส าหรับคดีที่มีโทษปรับอย่างเดียวนี้ส่วนมากเป็นความผิดลหุ โทษ เช่น 1. โทษปรับหนึ่งร้อยบาท มาตรา 367 ไม่บอกหรือแกล้งบอกชื่อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 370 ส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่สมควร มาตรา 371 พกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ 2. โทษปรับห้าร้อยบาท มาตรา 369 ท าประกาศที่เจ้าพนักงานไว้หลุดอีก มาตรา 372 ทะเลาะกันอื้ออึงในทางสาธารณะ มาตรา 373 ปล่อยปละละเลยให้คนวิกลจริตออกเที่ยวไป มาตรา 375 ท าให้รางระบายน้ าขัดข้องไม่สะดวก มาตรา 378 เสพสุรามาครองสติไม่ได้ในสาธารณะสถาน มาตรา 385 กีดขวางทางสาธารณะ มาตรา 386 ขุดหลุม ราง วางของเกะกะในสาธารณะ มาตรา 387 ตั้งวางของน่าจะพังลงมาเป็นอันตรายแก่ผู้สัญจรในทางสาธารณะ มาตรา 388 เปลือยกายต่อหน้าธารก านัล มาตรา 393 ดุหมิ่นเขาซึ่งหน้า มาตรา 395 ปล่อยให้สัตว์เข้าไปในสวน ไร่ นา ผู้อื่น มาตรา 396 ทิ้งซากสัตว์ในหรือริมทางสาธารณะ (2) ผู้กระท าความผิด โทษตามมาตรา 18 เป็นโทษส าหรับใช้ลงแก่ผู้กระท าความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 วรรคหนึ่งว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระท าการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระท านั้น


252 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา บัญญัติเป็นความผิดและก าหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระท าความผิดเป็นโทษที่บัญญัติไว้ใน กฎหมาย” จากบทบัญญัติมาตรา 2 วรรคหนึ่ง การลงโทษจะต้องปรากฏว่าผูกระท าความผิดยังมี ชีวิตอยู่ หากผู้กระท าความผิดตาย ทาเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 38 บัญญัติ “โทษเป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระท าผิด” (3) คดีขาดความอายุฟ้อง เมื่อผู้ใดกระท าความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งผู้นั้นจะต้องถูกจับ ถูกสอบสวนและถูกฟูองต่อศาล เพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่การฟูองคดีต่อศาล จะต้องฟูองและได้ตัวผู้กระท าความผิดมายังศาลภายในก าหนดเวลาที่บัญญัติใน ประมวลกฎหมาย มาตรา 95 ก าหนดไว้นับแต่วันกระท าความผิดฉะนั้นความผิดนั้นเป็นอันขาดอายุความจะต้องฟูอง ผู้กระท าความผิดไม่ได้ และถ้าเป็นความผิดอันยอมได้ ผู้เสียหายในความผิดนั้นยังต้องร้องทุกข์ต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 3 เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระท าความผิดตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 96 ด้วยมิฉะนั้นขาดอายุความหรือถ้าผู้เสียหายฟูองคดีเอง โดยไม่ต้องร้องทุกข์ ก็ต้องฟูองภายใน 3 เดือน ด้วยเหตุนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (6) จึง บัญญัติว่าสิทธิที่จะน าคดีอาญามาฟูองระงับไปเมื่อคดีขาดอายุความ ส่วนที่ 3 อายุความ อายุความแยกพิจารณาเป็น 2 ประเภท (1) อายุความส าหรับความผิดทั่วไป ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 บัญญัติว่า “ในคดีอาญาถ้ามิได้ฟูองและได้ตัว ผู้กระท าความผิดมายังศาลภายในก าหนดเวลาดังต่อไปนี้นับแต่วันกระท าความผิดเป็นอันขาดอายุความ (1) ยี่สิบปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จ าคุกตลอดชีวิตหรือจ าคุก ยี่สิบปี (2) สิบห้าปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษจ าคุกกว่าเจ็ดปี แต่ไม่ถึงยี่สิบปี (3) สิบปี ส าหรับความต้องระวางโทษจ าคุกหนึ่งปีถึงเจ็ดปี (4) ห้าสิบปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษจ าคุกหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี (5) หนึ่งปี ส าหรับความรับผิดชอบระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้อง ระวางโทษอย่างอื่น ถ้าได้ฟูองและได้ตัวผู้กระท าความผิดมายังศาลแล้วผู้กระท าความผิดหลบหนีหรือ วิกลจริตและศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินก าหนดดังกล่าวแล้วนับแต่สันที่หลบหนี หรือวันที่ศาลสั่ง งดการพิจารณาก็ไห้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 253 ถ้าใช้อายุความตามมาตรา 95 นี้มี 2 ตอน คือ ตอนแรกเป็นอายุความฟูองคดี ตามวรรคหนึ่งซึ่งถ้ามิได้ตัวผู้กระท าความผิดมายังศาลภายในก าหนดเวลานับแต่วันกระท าความผิดคดี ขาดอายุความจะฟูองไม่ได้ ตอนหลังตามวรรคสอง เป็นเรื่องฟูองและได้ตัวผู้กระท าความผิดมายังศาล แล้วปรากฏว่าผู้นั้นหลบหนีไปหรือวิกลจริต อายุความจะเริ่มนับใหม่ ตั้งแต่หลบหนี หรือวันศาล พิจารณา ซึ่งถ้าเกินก าหนดเวลาตามวรรคหนึ่งคดีก็ขาดอายุความเช่นเดียวกัน (2) อายุความส าหรับความรับผิดอันยอมความได้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิผ อันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระท า ความผิด เป็นอันขาดอายุความ” ตามบัญญัติมาตรา 96 นี้จะเห็นว่าความผิดอันยอมความได้ ส าหรับอายุความมี 2 กรณี กรณีแรกผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่อง ความผิดและรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระท าความผิด กรณีหลังผู้เสียหายฟูองคดีเองโดยไม่ร้องทุกข์ ผู้เสียหายต้องฟูองภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระท าความผิด อย่างไรก็ตามมาตรา 96 ต้องอยู่ใต้บังคับมาตรา 95 กล่าวคือ ถ้าคดีขาดอายุความตาม มาตรา 95 แล้วจะร้องทุกข์หรือฟูองคดีภายในเวลาที่ก าหนดไว้ในมาตรา 95 ไม่ได้ แตถ้าร้องทุกข์ แล้วแต่ไม่ฟูองภายใน 3 เดือนก็ไม่ขาดอายุความ ส าหรับความอันยอมความได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาได้แก่ มาตรา 71 วรรค สอง, 271,272,281,284,321,325,333,348,351,361 และ 366 (3) คดีขาดอายุความล่วงเลยการลงโทษ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98 บัญญัติว่า “เมื่อได้มีค าพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้ นั้นยังไม่ได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับ แต่วันที่มีค าพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันผู้ท าความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีก าหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) ยี่สิบปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จ าคุกตลอดชีวิตหรือจ าคุก ยี่สิบปี (2) สิบห้าปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษจ าคุกกว่าเจ็ดปี แต่ไม่ถึงยี่สิบปี (3) สิบปี ส าหรับความต้องระวางโทษจ าคุกหนึ่งปีถึงเจ็ดปี (4) ห้าสิบปี ส าหรับความผิดต้องระวางโทษจ าคุกหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี อายุความล่วงเลยการลงโทษตามมาตรา 98 ใช้ส าหรับโทษสุทธิที่ศาลลงแก่จ าเลยตามค า พิพากษาถึงที่สุดไม่ใช่โทษตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างมาตรา 95 และ 96


254 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา หลักพิเศษที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ 1. ความหมายของความผิดลหุโทษ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 102 บัญญัติว่า “ความผิดลหุโทษคือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับเช่นว่ามานี้ด้วย” 1. ปรับไม่เกิน 100 บาท 2. ปรับไม่เกิน 500 บาท 3. จ าคุกไม่เกินสิบวัน ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ 4. จ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ก าหนดโทษที่จะลงในความผิดลหุโทษไว้เป็นชั้นๆ เหมือนดัง กฎหมายลักษณะอาญา แต่ได้บัญญัติโทษลงไว้กับบทมาตรานั้นๆ ที่เดียวดังเช่นความผิดอื่นๆนั้นจะ ก าหนดสถานใด พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 มาตรา 5 จึงบัญญัติว่า “เมื่อประมวลกฎหมายอาญาลักษณะอาญาไว้ ให้ถือว่ากฎหมายนั้นได้อ้างถึงโทษดังต่อไปนี้” ถ้าอ้างถึงโทษชั้นที่ 1 หมายความว่า ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ถ้าอ้างถึงโทษชั้นที่ 2 หมายความว่า ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท ถ้าอ้างถึงโทษชั้นที่ 3 หมายความว่า จ าคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือ ทั้งจ าทั้งปรับ ถ้าอ้างถึงโทษชั้นที่ 4 หมายความว่า จ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า ความผิดลหุโทษนั้นมิได้มีอยู่แต่เฉพาะในประมวลกฎหมายอาญาแห่งเดียว แต่มีอยู่ในพระราชบัญญัติอื่นๆ อีกมาก ต้องดูเป็นพระราชบัญญัติๆ ไป 2. ความผิดลหุโทษแตกต่างกับความผิดอื่นอย่างใด มาตรา 103 วางหลักไว้ว่าความผิด ลหุโทษเหมือนกับความผิดอื่นทุกประการ เว้นแต่ที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษใน 3 มาตรา คือ มาตรา 104 ถึงมาตรา 106 ทั้งนี้โดยมาตรา 103 ได้บัญญัติไว้ว่า “บทบัญญัติในลักษณะ 1 ให้ใช้ในกรณี แห่งความผิดลหุโทษด้วย เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในสามมาตรา ต่อไปนี้ ข้อยกเว้นสามมาตราในลหุโทษ คือ ก. กระท าโดยไม่เจตนาก็เป็นความผิด ดังที่บัญญัติในมาตรา 104 ว่า การกระท าความผิดลหุ โทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระท าโดยเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดนั้นจะมี ความบัญญัติให้เป็นอย่างอื่น” หมายความว่า บาบัญญัตินั้นๆ ต้องการเจตนาเป็นองค์ประกอบด้วยจึงจะ เป็นความผิด เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 367,368,371,378,379,384,319,393 เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาบทบัญญัติของแต่ละมาตรานั้นๆ ว่าต้องการเจตนาหรือไม่ ถ้าไม่ต้องการเจตนาเป็น องค์ประกอบแล้ว จะกระท าโดยประการใดก็เป็นความผิด เช่น ตามมาตรา 370,375,377,380 เป็นต้น


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 255 ข. พยายามกระท าความผิดไม่ต้องรับโทษ ดังที่บัญญัติในมาตรา 105 ว่า ผู้ใดพยายาม กระท าความผิดลหุโทษ “ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” ตามบทบัญญัตินี้เป็นอันว่าไม่มีการพยายามกระท า ความผิดในความผิดลหุโทษ แม้จะมีการพยายามกระท าก็ไม่ต้องรับโทษ ค. ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ดังทีบัญญัติไว้ในมาตรา 106 “ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ฉะนั้นจึงไม่ต้องน ามาตรา 86 มาใช้ในความผิดลหุโทษ มาตรา 87,88 ที่เกี่ยวกับผู้สนับสนุนด้วย


256 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ค าถามท้ายบท 1. ชนิดของโทษในกฎหมายอาญาตามบทบัญญัติมาตรา 18 มีกี่สถาน อย่างไรบ้าง 2. โทษจ าคุก มีกี่ประเภท อะไรบ้าง 3. หลักเกณฑ์ในการลงโทษกักขังแทนโทษจ าคุก มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง 4. หลักเกณฑ์ในการท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับ มีหลักเกณฑ์ อย่างไรบ้าง 5. จงอธิบายหลักเกณฑ์ในการรอการก าหนดโทษหรือรอการลงโทษ มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 257 อ้างอิงประจ าบท เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: คณะ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524). จิตติติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรง พิมพ์แสงทองการพิมพ์, 2513). เสริม วินิจฉัยกุล, (2482), ค าอธิบายลักษณะอาญาภาค 1, (กรุงเทพมหานคร : ไทยพาณิชยการ). หยุด แสงอุทัย, (2520), กฎหมายอาญาภาคทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 14, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์). หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์ ดร., กฎหมายอาญาภาคทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2515).


258 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา บทที่ ๑๓ วิธีการเพื่อความปลอดภัย วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท 1. เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย 2. เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงลักษณะชนิดของวิธีการเพื่อความปลอดภัย ขอบข่ายเนื้อหา 1. การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย 2. ชนิดของวิธีการเพื่อความปลอดภัย วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจ าบท 1. การบรรยาย 2. การศึกษาเอกสารประกอบการสอน 3. ท าแบบฝึกหัดท้ายบท สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. ประมวลกฎหมายอาญา


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 259 ส่วนที่ 1 การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 12 ถึง 16 มีสาระส าคัญดังนี้1 1. ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้และกฎหมายที่จะใช้ บังคับให้ใช้กฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษาคดีนั้น (ป.อ.มาตรา 12) หมายความว่า วิธีการเพื่อความ ปลอดภัยที่ศาลจะน ามาใช้บังคับแก่ผู้ใดต้องเป็นวิธีการที่กฎหมายก าหนดไว้ และต้องใช้กฎหมายใน ขณะที่ศาลพิพากษาคดีไม่ใช่กฎหมายในขณะกระท าความผิด 2. ถ้าผู้ใดถูกใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยใดอยู่ และมีกฎหมายบัญญัติขึ้น ใหม่ในภายหลัง อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ 2.1 กฎหมายใหม่ยกเลิกวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้น ก็ให้ศาลสั่งระงับการใช้บังคับ วิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นเสีย โดยศาลสั่งเอง หรือผู้นั้น ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้ นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ (ป.อ.มาตรา 13) 2.2 กฎหมายใหม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่จะสั่งให้มีการใช้บังคับวิธีการเพื่อ ความ ปลอดภัยนั้นเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นผลอันไม่อาจน ามาใช้บังคับแก่กรณีของผู้นั้นได้ หรือน ามาใช้บังคับได้ แต่การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามบทบัญญัติของ กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเป็นคุณแก่ผู้ นั้นยิ่งกว่า เมื่อส านวนความปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้นั้น ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้ นั้น หรือพนักงานอัยการร้อง ขอต่อศาลให้ยกเลิกการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้ศาลมีอ านาจ สั่งตามที่ เห็นสมควร (ป.อ.มาตรา 14) 3. ถ้าตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษใดได้เปลี่ยนลักษณะมาเป็นวิธีการ เพื่อความ ปลอดภัย ก็ให้ถือว่าโทษที่ลงตามค าพิพากษานั้นเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วย และถ้ายังไม่ได้ ลงโทษผู้นั้น หรือผู้นั้นยังรับโทษอยู่ ก็ให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความ ปลอดภัยแก่ผู้นั้นแทนโทษนั้นต่อไป (ป.อ.มาตรา 15 หมายความว่า ผู้ใดถูกศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายในขณะนั้น ต่อมานั้นเปลี่ยน ลักษณะมาเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามกฎหมายใหม่ ให้ถือว่าโทษที่ลงแก่ผู้นั้นเป็นวิธีการเพื่อ ความปลอดภัย ซึ่งใช้บังคับแก่ผู้นั้นได้ต่อไปถ้ายังไม่พ้นโทษ 4. เมื่อศาลได้พิพากษาให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใดแล้ว ถ้าภายหลังความ ปรากฏแก่ศาลตามค าเสนอของผู้นั้นเอง ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงาน อัยการว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการใช้บังคับนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมศาลจะสั่งเพิกถอนหรืองดการใช้ บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นไว้ชั่วคราวตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้(ป.อ.มาตรา 16) 1 จิตติติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพิมพ์แสงทองการพิมพ์, 2513), หน้า 58.


260 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ส่วนที่ 2 ชนิดของวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 12 บัญญัติว่า “วิธีการเพื่อความปลอดภัยจะ ใช้บังคับแก่ บุคคลได้ก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับได้เท่านั้น.....” ดังนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 จึงได้บัญญัติวิธีการเพื่อความปลอดภัยไว้5 ชนิด ด้วยกันคือ2 1. กักกัน (ป.อ.มาตรา 40 ถึงมาตรา 43) 2. ห้ามเข้าเขตก าหนด (ป.อ.มาตรา 44, 45 และ 46 วรรคสอง) 3. เรียกประกันทัณฑ์บน (ป.อ.มาตรา 46, 47) 4. คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล (ป.อ.มาตรา 48, 49) 5. ห้ามการประกอบอาชีพบางอย่าง (ป.อ.มาตรา 50) 1. กักกัน 1.1 ความหมายของค าว่า “กักกัน” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า “กักกัน คือ การควบคุมผู้กระท า ความผิดติดนิสัยไว้ภายในเขตก าหนด เพื่อปูองกันการกระท าความผิด เพื่อดัดนิสัยและเพื่อฝึกหัด อาชีพ” ตามบทบัญญัตินี้กักกันเป็นเรื่องปูองกันสังคมให้ปลอดภัย มีความมุ่งหมาย 3 ประการ คือ ก. เพื่อปูองกันการกระท าความผิดต่อไปอีก อันเป็นการท าให้สังคมหรือ ผู้อื่นปลอดภัย จากการกระท าของผู้นั้น ข. เพื่อดัดนิสัย อันเป็นการเปลี่ยนความเคยชินต่อการกระท าผิดให้เป็น ความเคยชิน ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่อุปนิสัย ทัศนคติและวิถีของผู้นั้น ค. เพื่อฝึกหัดอาชีพ โดยน าผู้ถูกกักกันมาฝึกหัดอาชีพ เพื่อจะได้รู้คุณประโยชน์ของ การท างาน รักงาน และรู้จักประกอบอาชีพเพื่อได้ใช้อาชีพเป็นประโยชน์ แก่การด ารงชีพของตนและ ครอบครัวภายหลังจากกักกันแล้ว 1.2 หลักเกณฑ์ในการกักกัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 ได้บัญญัติถึงหลักเกณฑ์การกักกัน ดังนี้ (1) ผู้นั้นเคยถูกศาลพิพากษาให้กักกันมาแล้ว หรือ (2) ผู้นั้นเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจ าคุกไม่ต่ ากว่า 6 เดือนมาแล้วไม่ น้อยกว่า 2 ครั้ง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตามที่ระบุไว้ตามมาตรา 41(1) ถึง (8) และ (3) ผู้นั้นพ้นจากการกักกัน (ตามข้อ 1.) หรือพ้นโทษไปแล้ว (ตามข้อ 2.) ยังไมเกิน 10 ปี 2 เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524), หน้า 20-25.


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 261 (4) ผู้นั้นได้กระท าความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดในบรรดาความผิดที่ระบุไว้ นั้นอีกครั้ง หนึ่ง จนศาลพิพากษาลงโทษจ าคุกไม่ต่ ากว่า 6 เดือนส าหรับการกระท า ความผิดนั้น และ (5) ผู้นั้นได้กระท าความผิดที่ระบุไว้ในขณะที่อายุต่ ากว่าสิบแปดปีแล้ว 1.3 การค านวณระยะเวลากักกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 42 ได้บัญญัติการค านวณระยะเวลา กักกันไว้ว่า “การค านวณระยะเวลากักกันให้นับวันที่ศาลพิพากษาเป็นวันเริ่มกักกัน แต่ถ้า ยังมีโทษจ าคุกหรือกักขัง ที่ผู้ต้องถูกกักกันนั้นจะต้องรับอยู่ ก็ให้จ าคุกหรือกักขังเสียก่อนและให้นับวันถัดจากวันที่พ้นโทษจ าคุก หรือพ้นจากกักขังเป็นวันเริ่มกักกัน ระยะเวลากักกันและการปล่อยตัวผู้ถูกกักกัน ให้น าบทบัญญัติมาตรา 21 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม” เมื่อศาลพิพากษาให้กักกันมีก าหนดเท่าใดในระหว่าง 3 ปีถึง 10 ปีการค านวณ ระยะเวลากักกันให้นับวันที่ศาลพิพากษาเป็นวันเริ่มกักกัน แต่ถ้าผู้นั้นมีโทษจ าคุกอยู่ด้วยหรือถูกกักขัง ก็ ต้องให้จ าคุกหรือกักขังเสียก่อน เมื่อครบก าหนดแล้วจึงให้นับวันถัดจากวันที่พ้นโทษจ าคุกหรือพ้นจาก การกักขังเป็นวันเริ่มกักกัน 1.4 การฟูองคดีกักกัน การฟูองคดีกักกัน กฎหมายบัญญัติให้เป็นอ านาจของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะ (ป.อ.มาตรา 43) ราษฎรแม้จะเป็นผู้เสียหายในการกระท าความผิดก็ไม่มีอ านาจฟูองขอให้กักกันได้ 1.5 อายุความในการฟูองขอให้กักกัน พนักงานอัยการต้องฟูองขอให้กักกันภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ฟูองคดีอัน เป็นมูลให้ เกิดอ านาจฟูองกักกัน (ป.อ.มาตรา 97) 2. ห้ามเข้าเขตก าหนด 2.1 ความหมายของค าว่า “ห้ามเข้าเขตก าหนด” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 44 บัญญัติความหมายห้ามเข้าเขต ก าหนดไว้ว่า “ห้ามเข้าเขตก าหนด” คือการห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่ก าหนด ไว้ในค าพิพากษา 2.2 หลักเกณฑ์การห้ามเข้าเขตก าหนด มีดังนี้3 (1) ต้องเป็นคดีที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษผู้กระท าความผิดนั้นโดยไม่ จ ากัดความผิด 3 ดร.อุทิศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญาภาค 1 (พระนคร: ศูนย์บริการเอกสารและวิชาการ กองวิชาการ กรมอัยการ, 2525), หน้า 165.


262 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา (2) ต้องมีพฤติการณ์ที่สมควรจะสั่งห้ามเข้าเขตก าหนด เพื่อความ ปลอดภัยแก่ ประชาชน (3) ก าหนดเวลาห้ามเข้าไปต้องไม่เกิน 5 ปีนับจากวันพ้นโทษ (4) ค าสั่งห้ามนั้นศาลต้องสั่งในค าพิพากษาที่ลงโทษ จะสั่งภายหลังที่มีค า พิพากษา แล้วไม่ได้ (5) ศาลมีอ านาจสั่งห้ามได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องมีค าขอให้ห้าม 3. เรียกประกันทัณฑ์บน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ได้บัญญัติถึงเหตุที่ศาลจะสั่งให้ใช้ บังคับวิธีการเพื่อ ความปลอดภัย 2 กรณีคือ 1) ถ้าความปรากฏแก่ศาลตามข้อเสนอของพนักงานอัยการว่าผู้ใดจะก่อ เหตุร้ายให้เกิด ภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น หรือจะกระท าการใดให้เกิด ความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติตามกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติหรือ 2) ในการพิจารณาความผิดใด ถ้าศาลไม่ลงโทษผู้ถูกฟูอง แต่มีเหตุอันควรเชื่อ ว่าผู้ถูกฟูองน่าจะ ก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น หรือจะการกระท าทั้งสองกรณีนี้ถ้าเป็นการ กระท าของบุคคลที่มีอายุไม่ต่ ากว่า สิบแปดปีแล้ว ศาลจะสั่งดังนี้ (2.1) สั่งผู้นั้นให้ท าทัณฑ์บนว่าจะไม่ก่อเหตุร้ายดังกล่าวตลอดเวลาที่ศาล ก าหนดไม่ เกิน 2 ปีถ้าผิดทัณฑ์บนยอมให้ใช้เงินตามที่ศาลก าหนดไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลจะสั่งให้มีประกัน ทัณฑ์บนนั้นด้วยหรือไม่ก็ได้ (2.2) ถ้าผู้นั้นไม่ยอมท าทัณฑ์บน หรือหาประกันไม่ได้ ศาลมีอ านาจสั่งกักขัง ผู้นั้น จนกว่าจะยอมให้ท าทัณฑ์บนหรือหาประกันได้ไม่เกิน 6 เดือน หรือมิฉะนั้นศาลจะสั่ง ห้ามผู้นั้นเข้าไปใน เขตก าหนดตามมาตรา 45 ก็ได้โดยศาลจะสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง จะสั่ง ทั้งสองอย่างไม่ได้ (2.3) ถ้าผู้นั้นยอมท าทัณฑ์บนและท าผิดทัณฑ์บน ศาลมีอ านาจสั่งให้ผู้นั้น ช าระเงิน ตามจ านวนที่ก าหนดไว้ในทัณฑ์บน ถ้าผู้นั้นไม่ช าระจะถูกบังคับเช่นเดียวกับ ค่าปรับตามมาตรา 29 และ มาตรา 30 (ป.อ.มาตรา 47) ข้อสังเกต การกระท าของบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ที่ ศาลจะสั่งให้ท า ทัณฑ์บนได้นั้น ต้องปรากฏว่าการกระท านั้นยังไม่ถึงขึ้นเป็นความผิดตาม กฎหมาย 4. คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล กรณีศาลจะสั่งให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยสั่งคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล มีเหตุกระท าได้ 2 กรณีคือ 1) ถ้าศาลเห็นว่าการปล่อยตัวผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งไม่ต้องรับ โทษหรือได้รับการลดโทษตามมาตรา 65 จะเป็นการไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจะสั่งให้ส่งไปคุมตัว ไว้ในสถานพยาบาลก็ได้และค าสั่งนี้ศาลจะเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้(ป.อ.มาตรา 48)


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 263 2) ผู้กระท าความผิดเป็นผู้เสพสุราเป็นอาจิณ หรือเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ และศาล ได้ก าหนดในค าพิพากษาว่าบุคคลนั้นจะต้องไม่เสพสุรา เสพยาเสพติดให้โทษ ภายในระยะเวลาไม่เกิน สองปีนับแต่วันพ้นโทษหรือวันปล่อยตัว เพราะรอการก าหนดโทษ 5. ห้ามการประกอบอาชีพบางอย่าง ประมวลกฎหมายอา มาตรา 50 บัญญัติว่า “เมื่อศาลพิพากษาให้ลงโทษผู้ใด ถ้าศาลเห็นว่าผู้ นั้นกระท าความผิดโดยอาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือเนื่องจากการประกอบ อาชีพหรือวิชาชีพ และเห็นว่าหากผู้นั้นประกอบอาชีพหรือ วิชาชีพนั้นต่อไปอาจจะกระท าความผิด เช่นนั้นขึ้นอีก ศาลจะสั่งไว้ในค าพิพากษาห้ามการ ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นมีก าหนดเวลาไม่เกินห้า ปีนับแต่วันพ้นโทษไปแล้วก็ได้” ตามมาตรานี้ศาลจะสั่งห้ามการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1) ผู้ใดกระท าความผิดใด ๆ โดยอาศัยโอกาสหรือเนื่องจากการประกอบ อาชีพหรือวิชาชีพ 2) ศาลได้พิพากษาให้ลงโทษผู้นั้นตามความผิดนั้นแล้ว 3) ศาลเห็นว่าถ้าให้ผู้นั้นประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นต่อไปอีก อาจจะกระท าความผิดเช่นนั้น ขึ้นอีก 4) ศาลจะสั่งห้ามการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพไว้ในค าพิพากษาที่ลงโทษนั้นก็ได้ มี ก าหนดเวลาไม่เกิน 5 ปีนับจากวันพ้นโทษนั้น 5) ผู้ฝุาฝืนค าสั่งศาลเช่นนี้มีความผิดตามมาตรา 196 ด้วย ตัวอย่าง เช่น ตั้งสถานพยาบาลรักษาโรคเป็นอาชีพ แต่รับจ้างท าแท้ง มีอาชีพขับรถรับจ้าง (TAXI) ฉวยโอกาสจี้ขู่เข็ญชิงเอาทรัพย์ของผู้โดยสาร หรือมีอาชีพเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแต่รู้ เห็นเป็นใจให้คนร้ายเข้ามาโจรกรรมทรัพย์ เป็นต้น เมื่อศาลพิพากษาให้ลงโทษส าหรับความผิดนั้นแล้ว ศาลเห็นว่าหากผู้นั้นประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นต่อไปอีก อาจกระท าความผิดเช่นนั้นขึ้นอีก ศาลจะสั่ง ไว้ในค าพิพากษาห้ามการประกอบอาชีพหรือ วิชาชีพนั้นมีก าหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นโทษไป แล้วก็ได้


264 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ค าถามท้ายบท 1. หลักเกณฑ์ในการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 มีหลักเกณฑ์อย่างไร 2. กรณีที่ศาลจะสั่งให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยสั่งคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล มีเหตุใดบ้างที่จะ กระท าได้ 3. จงอธิบายความหมายของค าว่า “ห้ามเข้าเขตก าหนด” 4. จงอธิบายสาระส าคัญทางกฎหมายในการเรียกประกันทัณฑ์บน มาพอสังเขป 5. การกักกันเป็นเรื่องปูองกันสังคมให้มีความปลอดภัย จึงมีความมุ่งหมายเป็นประการใดบ้าง จงอธิบาย


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 265 อ้างอิงประจ าบท เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : คณะ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524). จิตติติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรง พิมพ์แสงทองการพิมพ์, 2513). ดร.อุทิศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญาภาค 1 (พระนคร: ศูนย์บริการเอกสารและวิชาการ กองวิชาการ กรมอัยการ, 2525).


266 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา บรรณานุกรม เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป (กรุงเทพมหานคร: คณะ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2524) คณพล จันทน์หอม. (2558 ). รากฐานกฎหมายอาญา. กรุงเทพมหานคร : บริษัทส านักพิมพ์วิญญูชน จ ากัด. คณิต ณ นคร. (2549). กฎหมายอาญาภาคความผิด. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพมหานคร : บริษัท ส านักพิมพ์วิญญูชน จ ากัด. คณิต ณ นคร. (2556). กฎหมายอาญาภาคทั่วไป. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร : บริษัท ส านักพิมพ์วิญญูชน จ ากัด. จิตติติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3 โรงพิมพ์ แสงทองการพิมพ์, 2513) ดร.อุทศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญาภาค 1 (พระนคร: ศูนย์บริการเอกสารและวิชาการ กองวิชาการ กรมอัยการ, 2525) ดร.อุทิศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญาภาค 1 (พระนคร: ศูนย์บริการเอกสารและวิชาการ กองวิชาการ กรมอัยการ, 2525) ทวีเกียรติมีนะกนิษฐ์. (2559 ก). กฎหมายอาญาภาคทั่วไป . (พิมพ์ครั้งที่ 17). กรุงเทพมหานคร : บริษัทส านักพิมพ์วิญญูชน จ ากัด. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ. (2559 ข). ประมวลกฎหมายอาญาฉบับอ้างอิง. (พิมพ์ครั้งที่ 35). กรุงเทพมหานคร : บริษัทส านักพิมพ์วิญญูชน จ ากัด. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. พิมพ์ครั้งที่ 1. (กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์ 2525) พระวรภักดิ์พิบูลย์, ศาสตราจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญา 1. พิพัฒน์จักรางกูร, อาจารย์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 1, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ กรุงสยามการพิมพ์, 2525) สหรัฐ กิติศุภการ. (2558). หลักและค าพิพากษากฎหมายอาญา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จ ากัด. สุปัน พูลพัฒน์, ค าอธิบายประมวลกฎหมายอาญา (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แสวงสุทธิการพิมพ์, 2515). เสริม วินิจฉัยกุล, ค าอธิบายลักษณะอาญาภาค 1. (กรุงเทพมหานคร : ไทยพาณิชยการ 2482) หนังสือนิติศาสตร์ปริทัศน์ บทความเรื่อง “พยายามกระท าความผิดซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้” โดย ดร. สมศักดิ์สิงหพันธุ์จัดพิมพ์โดยชมรมนิติศาสตร์ปี2516.


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 267 บรรณานุกรม (ต่อ) หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์, ดร., กฎหมายอาญาภาคทั่วไป (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2515) หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์,ดร. กฎหมายอาญาภาคทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 14 (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2520) Carl Ludwig von Bar and others. A History of Continental Criminal Law. Vol. 6 New York : Augustus M. Kelly. 1968. H. A. Palmer. Harris’s Criminal Law. 20th ed. London : Sweet & Maxwell Ltd. 1960. J.W.G. Turner. Kenny’s Othline of Criminal Law. 18th ed. London : Sweet & Maxwell, 1962. Jerone Hall. General Peinciple of Criminal Law. 2th ed. Indiana Polis : Bob-Merrill,1960. Justin Miller. Criminal Law. St. Paul, Minn. : West Publishing Co., 1984. Random House Dictionary. New York : Random House, 1968. Shorter Oxford English Dictionary. 3rd ed. Oxford : Oxford University Press , 1962. Wavne R. LaFave & Austin W. Scott. Jr. Criminal Law. St. Paul , Minn : West Publishing Co., 1972.


268 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ภาคผนวก


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 269 รายละเอียดมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา (มคอ. ๓) ชื่อสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด คณะสังคมศาสตร์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หมวดที่ ๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑.รหัสและชื่อรายวิชา ๔๐๑ ๔๑๘ กฎหมายอาญา (Criminal Law) ๒.จ านวนหน่วยกิต ๓ หน่วยกิต (๓ – ๐ – ๖ ) ๓.หลักสูตรและประเภทของรายวิชา รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต หมวดวิชาบังคับ ๔.อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๕.ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน ภาคการศึกษาที่ ๒ / ชั้นปีที่ ๓ ๖.รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี) ไม่มี ๗.รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) ไม่มี ๘. สถานที่เรียน วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๙.วันที่จัดท าหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ หมวดที่ ๒ จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ ๑. จุดมุ่งหมายของรายวิชา ๑.๑ เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงลักษณะของกฎหมายอาญา หลักทั่วไปแห่งกฎหมายอาญา ทฤษฎีว่า ด้วยความรับผิดชอบทางอาญา ขอบเขตบังคับของกฎหมายอาญา ๑.๒ เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงการพยายามกระท าความผิด ตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุน การกระท า ความผิดหลายบทหรือหลายกระทง การกระท าความผิดซ้ า ๑.๓ เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงอายุความอาญา การก าหนดโทษในทางอาญา ทฤษฎีทางอาชญาวิทยา และทัณฑวิทยาและวิธีการเพื่อความปลอดภัย ๒. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา เพื่อให้นิสิตมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายอาญา เป็นการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาในการน า ความรู้ ความเข้าใจในด้านกฎหมายอาญาไปประยุกต์ใช้ทั้งนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงตัวอย่างอ้างอิงให้ สอดคล้องกับแนวโน้มด้านกฎหมายของไทยที่ได้มีความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย


270 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา หมวดที่ ๓ ลักษณะและการด าเนินการ ๑. ค าอธิบายรายวิชา ศึกษาลักษณะของกฎหมายอาญา ทฤษฎีว่าด้วยความรับผิดชอบทางอาญา ขอบเขตบังคับกฎหมาย อาญา การพยายามกระท าความผิด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระท าความผิด เหตุยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ลดโทษ การกระท าความผิดหลายบทหรือหลายกระทง การกระท าความผิดอีก อายุความอาญา โทษในทาง อาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งศึกษาทฤษฎีทางอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาอีกด้วย ๒.จ านวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา บรรยาย สอนเสริม การฝึกปฏิบัติ/งาน ภาคสนาม/การฝึกงาน การศึกษาด้วยตนเอง บรรยาย ๔๕ ชั่วโมง ต่อภาคการศึกษา สอนเสริมตามความ ต้องการของนิสิตเฉพาะ ราย ไม่มีการฝึกปฏิบัติงาน ภาคสนาม การศึกษาด้วยตนเอง ๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๓.จ านวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้ค าปรึกษาและแนะน าทางวิชาการแก่นิสิตเป็นรายบุคคล - อาจารย์ผู้สอนจัดเวลาให้ค าปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือ รายกลุ่มตามความต้องการ 1 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์(เฉพาะรายที่ต้องการ) - ขอค าปรึกษาได้โดยผ่านระบบ Social Network และ E-mail: [email protected] - ผู้สอนแจ้งให้นักศึกษาทราบคาบสอนที่ว่างของอาจารย์ในกรณีที่ต้องการพบด้วยตนเอง หมวดที่ ๔ การพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิต ๑.คุณธรรม จริยธรรม ๑.๑ คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา - ตระหนักในคุณค่าและคุณธรรม จริยธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์สุจริต - มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย - เคารพสิทธิและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ - ตระหนักถึงความส าคัญของกฎหมายในการด ารงความยุติธรรมให้กับสังคม - เคารพกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ขององค์กรและสังคม ๑.๒ วิธีการสอน - บรรยายสอดแทรกคุณธรรมไปพร้อมกับการเรียนการสอน - ก าหนดให้นักศึกษาหาตัวอย่างที่เกี่ยวข้องประเด็นทางจริยธรรม - เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน และอภิปรายกลุ่ม


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 271 ๑.๓ วิธีการประเมินผล - พฤติกรรมการเข้าเรียน และส่งงานที่ได้รับมอบหมายตามขอบเขตที่ให้และตรงเวลา - ประเมินผลการน าเสนอรายงานที่มอบหมาย - อภิปรายกลุ่ม ๒.ความรู้ ๒.๑ ความรู้ที่ต้องได้รับ - ความรู้ในเรื่องทฤษฎีและแนวคิดในการก าหนดความผิดทางอาญา ลักษณะของกฎหมายอาญา การ ตีความกฎหมายอาญา ประเภทของความผิดทางอาญา โครงสรDางความรับผิดในทางอาญา ประเภทของโทษ ทางอาญาและกฎหมายอาญาภาคความผิด - สามารถเข้าใจ วิเคราะห์และอธิบายปัญหา รวมทั้งประยุกต์ความรู้และทักษะให้เหมาะสมกับการ แก้ไขปัญหา - สามารถบูรณาการความรู้ในสาขาวิชาที่ศึกษากับความรู้ในศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒.๒ วิธีการสอน - บรรยาย และการยกตัวอย่างทั้งจากสถานการณ์สมมติและจากคดีที่เกิดขึ้นจริง - การฝึกให้รู้จักการคิดเชิงวิเคราะห์(analytical thinking) การค้นคว้าด้วยตนเอง การศึกษาด้วย ตนเอง - การตอบค าถามในชั้นเรียน - มอบหมายให้ค้นคว้าบทความ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยน ามาสรุปและน าเสนอการศึกษา ๒.๓ วิธีการประเมินผล - ประเมินผลการมีส่วนร่วมการอภิปราย - การท างานกลุ่ม - การสอบปลายภาค ด้วยข้อสอบที่เน้นการวัดหลักการและทฤษฎี ๓.ทักษะทางปัญญา ๓.๑ ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา - พัฒนาความสามารถในการคิด การตีความ การวิเคราะห์ปัญหาทางด้านกฎหมายอย่างเป็นระบบ - พัฒนาทักษะการศึกษา วิเคราะห์และสรุปประเด็นปัญหาและแก้ไขปัญหา - พัฒนาทักษะในการคิดอย่างมีความเชื่อมโยงเป็นระบบ มีการคิดเชิงวิเคราะห์และมีการคิดอย่าง เป็นองค์รวม ๓.๒ วิธีการสอน - สอนโดยการแสดงตัวอย่างโครงสร้างของกฎหมาย - การฝึกให้รู้จักการคิดเชิงวิเคราะห์(analytical thinking) การค้นคว้าด้วยตนเอง - อภิปรายกลุ่ม


272 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา ๓.๓ วิธีการประเมินผล - พฤติกรรมการเข้าชั้นเรียน - การส่งงาน - สอบปลายภาค ๔.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๔.๑ ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา - พัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนด้วยกัน และระหว่างผู้เรียนกับอาจารย์ผู้สอน - พัฒนาความเป็นผู้น าและความสามารถในการท างานร่วมกับผู้อื่น - พัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบในงานที่มอบหมายให้ครบถ้วนตามก าหนดเวลา - พัฒนาความรู้ในศาสตร์มาชี้น าสังคมในประเด็นที่เหมาะสม ๔.๒ วิธีการสอน - การบรรยายและการยกตัวอย่างทั้งจากสถานการณ์สมมติและจากคดีที่เกิดขึ้นจริงการศึกษาด้วย ตนเอง - การฝึกให้รู้จักการคิดเชิงวิเคราะห์(analytical thinking) การค้นคว้าด้วยตนเอง ๔.๓ วิธีการประเมินผล - ประเมินจากการเข้าชั้นเรียนและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน - รายงานการศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษา - การสอบปลายภาค ๕.ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๕.๑ ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา - นักศึกษาสามารถใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าได้อย่างเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ - สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพทั้งปากเปล่าและการเขียน เลือกใช้รูปแบบของสื่อการน าเสนอ อย่างเหมาะสม ๕.๒ วิธีการสอน - การบรรยายและการยกตัวอย่างค าพิพากษาฎีกาประกอบ รวมถึงคดีในเหตุการณ์ปัจจุบัน - วิเคราะห์กรณีศึกษา - การมอบหมายกลุ่ม ๕.๓ วิธีการประเมินผล - การสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน - การน าเสนอรายงานด้วยสื่อเทคโนโลยีการอ้างอิงแหล่งข้อมูล, website ส าหรับการค้นหาข้อมูล - สอบปลายภาค


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 273 หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๑. แผนการสอน สัปดาห์ ที่ เนื้อหา/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน/สื่อการสอน ผู้สอน ๑ แนะน ารายวิชา วิธีการจัดการ เรียนการสอน และการ ประเมินผล บทที่ ๑ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ กฎหมายอาญาและลักษณะของ กฎหมายอาญา ๓ Crouse syllabus PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๒ บทที่ ๒ บทนิยาม ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๓ บทที่ ๓ ขอบเขตการบังคับใช้ กฎหมายอาญา ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๔ บทที่ ๔ สาระส าคัญของความ รับผิดทางอาญา ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๕ บทที่ ๕ สาระส าคัญทางจิตใจ ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๖ บทที่ ๖ การพยายามกระท า ความผิด ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์


274 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา สัปดาห์ ที่ เนื้อหา/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน/สื่อการสอน ผู้สอน ๗ บทที่ ๗ เหตุยกเว้นความผิด ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๘ บทที่ ๘ เหตุยกเว้นโทษ ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๙ สอบกลางภาค ๑๐ บทที่ ๙ เหตุลดโทษ ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๑๑ บทที่ ๑๐ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใน การกระท าความผิด ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๑๒ บทที่ ๑๑ การกระท าความผิด หลายบทหรือหลายกระทง และ การกระท าความผิดอีก ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๑๓ บทที่ ๑๒ โทษในทางอาญา ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 275 สัปดาห์ ที่ เนื้อหา/รายละเอียด จ านวน ชั่วโมง กิจกรรมการเรียน การสอน/สื่อการสอน ผู้สอน ๑๔ บทที่ ๑๓ วิธีการเพื่อความ ปลอดภัย ๓ PowerPoint เอกสาร ประกอบการสอน กรณีศึกษา แบบฝึกหัด ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๑๕ น าเสนองานและสรุปทบทวน บทเรียน ๓ น าเสนอผลงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย บรรยาย ซักถาม ข้อเสนอแนะ ดร.สุกานดา จันทวารีย์ ๑๖ สอบปลายภาค ๒. แผนการประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรม ที่ ผลการเรียนรู้ วิธีการประเมิน สัปดาห์ที่ ประเมิน สัดส่วนการ ประเมินผล ๑ ความรู้ แบบฝึกหัด ๑-๘,๑๐-๑๔ ๒๐% ๒ ทักษะทางปัญญา สอบกลางภาค ๙ ๓๐% สอบปลายภาค ๑๖ ๓๐% ๓ ทักษะความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและ ความรับผิดชอบ การเข้าชั้นเรียน/มารยาท/ การแต่งกาย งานกลุ่ม การมีส่วนร่วมใน ห้องเรียน ๑-๑๖ ๑๐% ๔ ทักษะการวิเคราะห์เชิง ตัวเลขการสื่อสารการ ใช้เทคโนโลยี การน าเสนอและการอ้างการ สืบค้นข้อมูลจากแหล่ง สารสนเทศ ๑๕ ๑๐% รวม ๑๐๐%


276 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน ๑. เอกสารและต าราหลัก สุกานดา จันทวารีย์. เอกสารประกอบการสอน กฎหมายอาญา. พิมพ์ครั้งที่ ๑ . มหาสารคาม : เดอะปริ๊นท์, ๒๕๕๙. ๒. เอกสารและข้อมูลส าคัญ เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์. ค าอธิบายกฎหมายอาญา ภาค ๑ .พิมพ์ครั้งที่ ๔ . กรุงเทพฯ : จิรวัชการ พิมพ์, ๒๕๔๘. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ,รศ.ดร.,กฎหมายอาญา หลักและปัญหา.กรุงเทพมหานคร:ส านักพิมพ์ นิติธรรม. ๒๕๔๓. วินัย ล้ าเลิศ. กฎหมายอาญา๑. พิมพ์ครั้งที่๑ (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง , ๒๕๕๑. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล. ประมวลกฎหมายอาญา. พิมพ์ครั้งที่ ๔ แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ เดือนตุลา, ๒๕๕๓. แสวง บุญเฉลิมวิภาส,รศ.ดร.,หลักกฎหมายอาญา.กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ วิญญูชน จ ากัด. ๒๕๔๘. ๔. เอกสารและข้อมูลแนะน า - หมวดที่ ๗ การประเมินและปรับปรุงการด าเนินการของรายวิชา ๑. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนิสิต ให้นักศึกษาประเมินประสิทธิผลของรายวิชา ได้แก่ วิธีการสอน การจัดกิจกรรมในและนอกห้องเรียน สิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งมีผลกระทบต่อการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่ได้รับพร้อมข้อเสนอแนะเพื่อ การปรับปรุง ๒.กลยุทธ์การประเมินการสอน ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังนี้ - การสังเกตการณ์สอนของผู้ร่วมทีมการสอน - ผลการสอบ - การทวนสอบผลประเมินการเรียนรู้ ๓.การปรับปรุงการสอน หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ ๒ จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมในการระดม สมอง และหาข้อมูลเพิ่มเติมในการปรับปรุงการสอน ดังนี้ - สัมมนาการจัดการเรียนการสอน - การวิจัยในและนอกชั้นเรียน


เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 277 ๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรายวิชา ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามที่คาดหวังจากการเรียนรู้ ในวิชา ได้จากการสอบถามนิสิตหรือการสุ่มตรวจผลงานของนิสิต รวมถึงพิจารณาจากผลการทดสอบย่อย และหลังการออกผลการเรียนรายวิชา มีการทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยรวมในวิชาได้ดังนี้ - การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนิสิตโดยอาจารย์อื่นหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ ไม่ใช่อาจารย์ประจ าหลักสูตร - มีการตั้งคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนิสิต โดยตรวจสอบ ข้อสอบ รายงาน วิธีการให้คะแนนสอบและการให้คะแนนพฤติกรรม ๕.การด าเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา ได้มีการวางแผนการปรับปรุงการสอน และรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้ - ปรับปรุงรายวิชาทุก ๓ ปี หรือตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ ๔ - เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้นิสิตมีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้นี้กับปัญหาที่มาจาก งานวิจัยของอาจารย์หรือแนวคิดใหม่ๆ


Click to View FlipBook Version