๑๔-๑๕ การละคร ๙๗
๑๖ สำนวน สภุ าษิต คำพงั เพย
การสรา้ งคำในภาษาไทย ๒ ๑๐
๑๗-๑๘ สอบปลายภาค ๑๕
๑๙-๒๐ ๑๕
รวม ๑ ๒๐
๒๐ ๑๐๐
รหสั วิชา ท๒๑๒๐๒ กำหนดการสอน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ภาษาไทยเพ่ิมเตมิ ๒๐ ช่ัวโมง
สัปดาหท์ ่ี เนอื้ หาสาระทสี่ อน จำนวนคาบ คะแนน
๑ -แจง้ จุดประสงค์ ๒ ๕
-นิทานพนื้ บ้าน
๒-๔ -บทกลอนในนริ าศภเู ขาทอง ๓ ๑๐
๕-๖ - วิวธิ ภาษา ๒ ๑๕
๗-๘ - โคลงส่ีสภุ าพ ๒ ๑๐
๙ สอบกลางภาค ๑ ๑๐
๑๐ หนังสืออ่านนอกเวลา ๒ ๕
๑๑ กาพย์เหช่ มนก ๑ ๕
๑๒ คำพ้องรปู /พ้องเสียง ๒ ๕
๑๔-๑๕ การแสดง ๒ ๑๐
๑๖ คำคม ๑ ๕
๑๗-๑๘ การสรา้ งคำในภาษาไทยในววิ ิธภาษา ๑ ๕
๙๘
๑๙-๒๐ สอบปลายภาค ๑ ๒๐
รวม ๒๐ ๑๐๐
รหสั วิชา ท๒๒๒๐๑ กำหนดการสอน ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๒
ภาษาไทยเพ่มิ เตมิ ๒๐ ชวั่ โมง
สัปดาห์ท่ี เนื้อหาสาระทส่ี อน จำนวนคาบ คะแนน
๑-๓ -ปฐมนเิ ทศ และกลอนสุภาพ ๓ ๑๐
๔-๖ -ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ๓ ๑๕
๗-๙ -พระสุรโิ ยทัยขาดคอชา้ ง ๓ ๑๕
๑๐ สอบกลางภาค ๑ ๑๐
๑๑-๑๓ โชคดที มี่ ภี าษาไทย ๒๕
๑๔-๑๖ การเขยี นเรยี งความ ๔ ๑๕
๑๗-๑๙ รามเกยี รติ ตอนนารายณ์ปราบนนทก ๓ ๑๐
๒๐ สอบปลายภาค ๑ ๒๐
รวม ๒๐ ๑๐๐
กำหนดการสอน
รหสั วิชา ท๒๒๒๐๒ ภาษาไทยเพมิ่ เติม ๒๐ ชัว่ โมง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒
สัปดาห์ที่ เนื้อหาสาระที่สอน จำนวนคาบ คะแนน
๑-๓ -ปฐมนเิ ทศ และการแตง่ คำประพันธ์ ๓ ๑๐
๔-๖ -ลักษณะภาษาไทย ๓ ๑๕
๗-๙ -พันท้ายนรสิงห์ ๓ ๑๕
๑๐ สอบกลางภาค ๑ ๑๐
๑๑-๑๓ คำราชศพั ท์ ๒ ๕
๑๔-๑๖ คำภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย ๔ ๑๕
๑๗-๑๙ การเขียนจดหมาย ๓ ๑๐
๒๐ สอบปลายภาค ๑ ๒๐
๒๐ ๑๐๐
รวม
รหัสวชิ า ท๒๓๒๐๑ กำหนดการสอน ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓
ภาษาไทยเพมิ่ เตมิ ๒๐ ชัว่ โมง
สปั ดาห์ที่ เนื้อหาสาระทส่ี อน จำนวนคาบ คะแนน
๑-๓ -แจ้งผลการเรียนรู้ ๓ ๑๐
๔-๖ -พระอภัยมณี ๓ ๑๕
๗-๙ -คำยมื ในภาษาต่างประเทศ ๙๙
๑๐ สอบกลางภาค
๑๑-๑๓ - บทละคร ๓ ๑๕
๑๔-๑๖ - คำสมาส-สนธิ ๑ ๑๐
๑๗-๑๙ -บทพากย์เอราวัณ ๒๕
๒๐ สอบปลายภาค ๔ ๑๕
๓ ๑๐
รวม ๑ ๒๐
๒๐ ๑๐๐
รหัสวชิ า ท๒๓๒๐๒ กำหนดการสอน ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๓
ภาษาไทยเพ่ิมเตมิ ๒๐ ชั่วโมง
สัปดาหท์ ี่ เนือ้ หาสาระที่สอน จำนวนคาบ คะแนน
๑-๓ -แจ้งผลการเรยี นรู้ ๓ ๑๐
๔-๖ -สำนวนสภุ าษติ คำพังเพย ๓ ๑๕
๗-๙ -คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม ๓ ๑๕
๑๐ สอบกลางภาค ๑ ๑๐
๑๑-๑๓ - สงั ขท์ อง ๒ ๕
๑๔-๑๖ - คำครุ-ลหุ ๔ ๑๕
๑๗-๑๙ -บทเสภาสามัคคเี สวก ๓ ๑๐
๒๐ สอบปลายภาค ๑ ๒๐
๒๐ ๑๐๐
รวม
๑๐๐
ส่อื /แหล่งเรยี นรู้
สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง
ความรู้ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการ
เรียนรู้ มหี ลากหลายประเภท ท้ังสอ่ื ธรรมชาติ สือ่ สิง่ พมิ พ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือขา่ ยการเรียนรตู้ า่ ง ๆ ท่ีมี
ในท้องถิ่นการเลือกใช้ส่ือควรเลือกใหม้ ีความเหมาะสมกบั ระดับพัฒนาการ และลีลาการเรยี นรู้ท่ีหลากหลาย
ของผเู้ รียนการจัดหาสื่อการเรยี นรู้ ผู้เรียนและผ้สู อนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้
อยา่ งมคี ุณภาพจากส่ือต่าง ๆ ทม่ี ีอย่รู อบตัวเพือ่ นำมาใชป้ ระกอบในการจัดการเรียนร้ทู ส่ี ามารถส่งเสริมและ
สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการ
เรียนรู้อย่างแท้จริงสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาข้ั น
พืน้ ฐาน ควรดำเนินการดังน้ี
๑. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย
การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณก์ ารเรยี นร้รู ะหว่างสถานศึกษา ท้องถนิ่ ชมุ ชน สังคมโลก
๒. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน
รวมทั้งจดั หาสิ่งท่มี ีอยใู่ นทอ้ งถ่ินมาประยกุ ต์ใช้เป็นสอ่ื การเรียนรู้
๓. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ
วธิ กี ารเรยี นรู้ ธรรมชาตขิ องสาระการเรยี นรู้ และความแตกต่างระหวา่ งบุคคลของผ้เู รียน
๔. ประเมนิ คุณภาพของสือ่ การเรียนรทู้ ี่เลอื กใช้อยา่ งเปน็ ระบบ
๕. ศึกษาค้นควา้ วิจยั เพ่ือพฒั นาสือ่ การเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกับกระบวนการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น
๖. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้สื่อการ
เรยี นร้เู ปน็ ระยะ ๆ และสม่ำเสมอ
๑๐๑
ในการจัดทำการเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษาควรคำนึงถงึ
หลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ การจดั ประสบการณใ์ หผ้ เู้ รยี น เนอ้ื หามคี วามถูกต้องและทันสมยั ไม่กระทบความม่ันคง
ของชาติ ไม่ขดั ต่อศีลธรรม มีการใชภ้ าษาท่ีถกู ตอ้ ง รปู แบบการนำเสนอท่ีเข้าใจงา่ ย และน่าสนใจ
การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ คะแนน
๗๐
อตั ราสว่ นคะแนน ๖๐
คะแนนระหวา่ งปกี ารศกึ ษา : สอบปลายปีการศกึ ษา/ภาคเรียน = ๗๐ : ๓๐ ๑๐
๓๐
รายการวัด ๑๐๐
➢ ระหว่างภาค
มกี ารวดั และประเมินผล ดงั นี้
๑. คะแนนระหวา่ งปีการศึกษา
๑.๑ วดั โดยใชแ้ บบทดสอบ
๑.๒ วัดทกั ษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลือกวดั ตามแผนการจดั การเรียนรู)้
๑.๒.๑ ภาระงานที่มอบหมาย
- การทำใบงาน/แบบฝึกหัด/สมดุ งาน
- การศกึ ษาคน้ ควา้ /การนำเสนองาน
- การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้
๑.๒.๒ ทักษะการส่ือสารทางภาษาไทย และสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
- การอ่าน
- การเขยี น
- การฟงั ดู พดู
๑.๓ วัดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๒. คะแนนสอบกลางปกี ารศกึ ษา
วดั และประเมนิ ผลโดยใชแ้ บบทดสอบ
➢ คะแนนสอบปลายปีการศกึ ษา
มวี ัดและประเมนิ ผลโดยใชแ้ บบทดสอบ
รวม
เกณฑก์ ารวดั ผลประเมินผล
๑๐๒
๑. การวดั และประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ
๑.๑ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ พิจารณาจากความถูกผิดของการ
เลอื กตอบ ตอบถกู ให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
๑.๒ เกณฑ์ใหค้ ะแนนแบบทดสอบแบบถูกผิด พิจารณาจากความถกู ผิดของคําตอบ ตอบ
ถกู ให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
๑.๓ เกณฑ์ให้คะแนนแบบทดสอบแบบเติมคํา พิจารณาจากความถูกผิดของคําตอบ ตอบ
ถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๔ เกณฑ์การให้คะแนนแบบทดสอบแบบเขียนตอบ พจิ ารณาจากคำตอบในภาพรวม
ท้งั หมด โดยกำหนดระดับคะแนนเป็น ๕ ระดบั ดงั นี้
ระดบั คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
๔ ตอบได้ถกู ต้อง สามารถอธบิ ายเหตุผลไดช้ ดั เจน พรอ้ มแสดงแนวคดิ เชงิ เปรียบเทียบ
๓ ตอบไดถ้ กู ตอ้ ง สามารถอธบิ ายเหตผุ ลไดอ้ ยา่ งชัดเจน
๒ ตอบได้ถูกตอ้ ง สามารถอธิบายเหตุผลไดเ้ ปน็ บางส่วน แต่ยงั ไมอ่ ยา่ งชดั เจน
๑ ตอบไดถ้ กู ตอ้ ง แต่ไมส่ ามารถอธบิ ายเหตผุ ลได้
๐ ตอบไมถ่ ูกต้อง และไมส่ ามารถอธบิ ายเหตุผลได้
๒. การวดั และประเมินผลด้านทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ
๒.๑ ภาระงานท่ีมอบหมาย ได้แก่ ใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทักษะ กำนดเกณฑ์การ
ประเมนิ ผลการทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝกึ ทักษะ เป็น ๔ ระดับ ดงั น้ี
ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
๔
- ทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทกั ษะครบถว้ นและเสรจ็ ตามกาํ หนดเวลา
(ดีมาก) - ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทักษะไดถ้ กู ตอ้ ง
- แสดงลำดับขนั้ ตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทกั ษะชดั เจนเหมาะสม
๓
(ดี) - ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทักษะครบถว้ นและเสร็จตามกาํ หนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทกั ษะไดถ้ ูกต้อง
๒ - สลับข้นั ตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะ หรือไมร่ ะบขุ น้ั ตอนของ
(พอใช)้ การทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทกั ษะ
๑ - ทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝกึ ทักษะครบถว้ น แต่เสร็จหลงั กาํ หนดเวลาเลก็ นอ้ ย
(ปรับปรุง) - ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทักษะข้อไมถ่ ูกต้อง
- สลับขนั้ ตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทกั ษะ หรอื ไมร่ ะบขุ ัน้ ตอนของ
การทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝึกทักษะ
- ทำใบงาน/แบบฝกึ หดั /แบบฝกึ ทกั ษะไม่ครบถ้วน หรอื ไมเ่ สรจ็ ตามกําหนดเวลาเลก็
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝกึ ทักษะไม่ถูกตอ้ ง
- แสดงลำดับข้ันตอนของการทำใบงาน/แบบฝกึ หัด/แบบฝึกทกั ษะไม่สมั พนั ธก์ ับโจทย์
หรือไมแ่ สดงลำดบั ข้ันตอน
๑๐๓
๒.๒ ทักษะการสื่อสารทางภาษาไทย และสมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
(๑) การวัดผลและประเมินการเรียนรูด้ า้ นภาษา
การวัดผลและประเมินการเรียนรู้ด้านภาษาเป็นงานที่ยากซึ่งต้องการความเข้าใจท่ี
ถูกต้องเกี่ยวกับการพัฒนาทางภาษา ดังนั้นผู้ปฏิบัติหน้าที่วัดผลการเรียนรู้ด้านภาษาจำเป็นต้องเข้าใจ
หลกั การของการเรยี นรภู้ าษาไทย เพอื่ เป็นพ้นื ฐานการดาํ เนนิ งาน ดงั นี้
(๑.๑) ทักษะทางภาษาทั้งการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียนมีความสำคญั
เท่า ๆ กันและทักษะเหล่านี้จะบูรณาการกันในการเรียนการสอนจะไม่แยกฝึกทักษะทีละอย่างจะต้องฝึก
ทักษะไปพร้อม ๆ กัน และทกั ษะทางภาษาทกั ษะหนึ่งจะส่งผลต่อการพฒั นาทกั ษะทางภาษาอืน่ ๆ ดัวย
(๑.๒) ผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนาความสามารถทางภาษาพร้อมกับการพัฒนา
ความคิดเพราะภาษาเป็นสื่อของความคิด ผู้ที่มีทักษะและความสามารถในการใช้ภาษาจะช่วยให้ผู้เรียนมี
ความสามารถในการคิดด้วยขณะเดียวกันการเรียนภาษาจะเรียนร่วมกันกับผู้อื่น มีการติดต่อสื่อสาร ใช้
ภาษาในการตดิ ต่อกบั เพ่ือน กบั ครู จงึ เป็นการฝึกทักษะทางสังคมดว้ ย เมื่อผเู้ รยี นไดใ้ ช้ภาษาในสถานการณ์
จรงิ ทงั้ ในบริบททางวชิ าการในห้องเรียนและในชุมชน จะทำใหผ้ ูเ้ รยี นได้ใชภ้ าษาและได้ฝึกทักษะทางสังคม
ในสถานการณ์จริง
(๑.๓) ผ้เู รียนตอ้ งเรยี นรูก้ ารใช้ภาษาพูดและภาษาเขยี นอย่างถูกต้องด้วยการฝึกการใช้
ภาษามิใช่เรียนรู้กฎเกณฑ์ทางภาษาแต่เพียงอย่างเดียว การเรียนภาษาจะต้องเรียนรู้ไวยากรณ์หรือหลัก
ภาษาการสะกดคํา การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และนําความรูด้ ังกล่าวไปใช้ในการฝกึ ฝนการเขียนพัฒนา
ทักษะทางภาษาของตน
(๑.๔) ผู้เรียนทุกคนจะได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาเท่ากัน แต่การพัฒนาทาง
ภาษาจะไมเ่ ท่ากัน และวิธีการเรียนรู้จะต่างกนั
(๑.๕) ภาษากับวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด หลักสูตรจะต้องให้
ความสำคัญและใช้ความเคารพและเห็นคุณค่าของเชื้อชาติ จัดกิจกรรมภูมิหลังของภาษาและการใช้ภาษา
ถิ่นของผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาภาษาไทยของตน และพัฒนาความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับภาษาไทยและ
กระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรยี นภาษาไทยด้วยความสุข
(๑.๖) ภาษาไทยเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ และทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จะต้องใช้
ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมอื การสอื่ สารและการแสวงหาความรู้ การเรียนทุกกล่มุ สาระการเรียนรจู้ ะใชภ้ าษาไทย
คิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การอภิปราย การเขียน รายงาน การเขียนโครงการ การตอบคําถามการ
ตอบข้อทดสอบ ดงั น้ันครูทุกคนไมว่ า่ จะสอนวชิ าใดก็ตามจะต้องใชภ้ าษาทเ่ี ปน็ แบบแผน เปน็ ตัวอย่างที่ดีแก่
นักเรียน และตอ้ งสอนการใชภ้ าษาแกผ่ ู้เรยี นด้วยเสมอ
(๒) วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูลผลการเรียนของผู้เรยี น
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ในการประเมินโดยทั่วไป ได้แก่ การสังเกต
การตรวจงานหรือผลงาน การทดสอบความรู้ การตรวจสอบการปฏิบตั ิ และการแสดงออกอย่างไรก็ตาม มี
การนาํ เสนอแนวทางการเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยพจิ ารณาจากเปูาประสงค์ของการประเมินท่ีเฉพาะเจาะจง
๑๐๔
ในรายละเอียด เพื่อข้อมูลที่ได้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้
อยา่ งแทจ้ ริง ดังนี้
(๒.๑) การให้ตอบแบบทดสอบ ทั้งในลักษณะที่เป็นแบบเลือกคําตอบ ได้แก่ ข้อสอบ
แบบเลือกตอบ ถูก-ผิด จับคู่ และข้อสอบชนิดให้ผู้สอบสร้างคําตอบ ได้แก่ เติมข้อความในช่องว่างคําตอบ
สั้นเป็นประโยค เป็นข้อความ แผนภูมิการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวีการนี้เหมาะกับการวัดความรู้เกี่ยวกับ
ข้อเท็จจริง ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ ซึ่งมีข้อดีที่ใช้เวลาในการดำเนินการน้อย ง่าย และสะดวกต่อการ
นาํ ไปใช้ให้ผลการประเมินทต่ี รงไปตรงมา เนื่องจากมีเกณฑ์การประเมินชัดเจน แตไ่ ม่เหมาะกับการนําไปใช้
กบั ผลการเรยี นรทู้ ี่เปน็ เจตคตคิ ่านิยม
(๒.๒) การพิจารณาจากผลงาน เช่น เรียงความ รายงานการวิจัย บันทึกประจำวัน
รายงานการทดลอง บทละครบทร้อยกรอง แฟ้มผลงาน เปน็ ตน้ ผลงานจะเป็นตวั แสดงใหเ้ ห็นการนําความรู้
และทักษะไปใช้ในการปฏิบัติงานของผู้เรียน จุดเด่นของการประเมินโดยดูจากผลงานนี้คือจะแสดงให้เห็น
สิ่งที่นักเรียนสามารถทำได้ มีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินตนเองได้ เพ่ือ
การปรับปรุงพัฒนาตนเองของผู้เรียน เพื่อนก็สามารถใช้เกณฑ์ในการประเมินผลงานของผู้เรียนได้เช่นกัน
จุดด่อนของการประเมินจากผลงาน คือ ต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินร่วมกัน ต้องใช้เวลาในการ
ประเมินมาก รวมท้งั ตัวแปรภายนอกอาจเขา้ มามีอทิ ธิพลตอ่ การประเมินไดง้ า่ ย
(๒.๓) พิจารณาการปฏิบัติ โดยผู้สอนสามารถสังเกตการณ์นําทักษะและความรู้ไป
ใช้ได้โดยตรงในสถานการณ์ทีใ่ ห้ปฏิบัติจริง วิธีการนี้ถูกนําไปใช้อย่างกว้างขวางในการประเมินมีคณุ ค่ามาก
หากผู้เรียนได้นําไปใช้ในการประเมินตนเองเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ใน
กระบวนการประเมนิ จะมีเคร่ืองมือประกอบการดำเนินการคอื แบบสํารวจรายการ ประมาณคา่ และเกณฑ์
การให้ระดบั คะแนน (scoring rubric)
(๒.๔) พิจารณากระบวนการ วิธีการนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธกี ารเรียนรู้ กระบวนการ
คิดของผู้เรียนมากกว่าที่จะดูผลงานหรือการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เข้าใจกระบวนการคิดที่ผู้เรียนใช้ วิธีการที่
ครูผู้สอนใช้อยู่เป็นประจำในกระบวนการเรียนการสอน คือ การให้นักเรียนคิดดัง ๆ การตั้งคําถามให้
นกั เรียนตอบ โดยครูจะเปน็ ผูส้ ังเกตวิธีการคิดของผเู้ รยี น
วธิ ีการเชน่ น้ีเปน็ กระบวนการท่จี ะให้ข้อมูลเพ่ือการวนิ ิจฉยั และเปน็ ขอ้ มูลย้อนกลับแก่
ผู้เรียน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะกับการประเมินพัฒนาการด้านคุณธรรม
จริยธรรม และลักษณะนิสัยจากแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าว
ข้างต้นสามารถนํามาพิจารณา กำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล ทักษะทางภาษาได้โดยการสังเกต
ผ่านพฤติกรรมการปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่อง การให้คําชี้แจง การเล่าประสบการณ์ การ
ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ การปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มหรอื บุคคล หากผลการเรยี นรู้ทีต่ อ้ งการจากการเรียนคอื ความรู้
ความคดิ เก่ยี วกบั กฎเกณฑข์ องภาษา การใช้ภาษา
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินที่เหมาะสม คือ การใช้ข้อสอบซึ่งอาจเป็น
แบบเลือกตอบ หรือให้สร้างคําตอบการประเมินดว้ ยการกำหนดประเด็นการประเมินท่ี แจกแจงระดับการ
ปฏิบัติ (Rubric) ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ที่กําลังได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้ในการ
ประเมนิ ผลการเรียนอย่างกวา้ งขวาง เนอ่ื งจากผลการประเมนิ ที่ไดม้ ีคุณค่าต่อการปรบั ปรงุ พฒั นาการเรียนรู้
ของผู้เรียนมากกว่าตัวเลขคะแนน และมีประสิทธิภาพสำหรับการประเมินการปฏิบัติหรือผลงานที่ไม่มี
คําตอบถูกเพียงคําตอบเดียว หรือการแก้ปัญหาทางเดียว แต่จะมีคําตอบที่หลากหลายการตัดสินผลการ
๑๐๕
ประเมินจำเป็นต้องมีเกณฑ์การประเมินท่ีแสดงระดับคุณภาพที่ต้องการการประเมินความสามารถหรือ
ทักษะทางภาษา เครื่องมือประเภทนี้น่าจะเป็นเคร่ืองมือที่สามารถนําไปใช้ได้อยา่ งสอดคล้อง แต่เนื่องจาก
สร้างยากแต่หากสามารถพัฒนาข้ึนใช้ได้ จะชว่ ยให้ผลการประเมนิ เท่ยี งตรง เชื่อถอื ได้ และยตุ ิธรรม รวมทั้ง
มีคุณค่าต่อการปรับปรุงและพัฒนาตนเองของผู้เรียน เนื่องจากระบุความคาดหวังของการปฏิบัติไว้อย่าง
ชัดเจน
(๓) การประเมินผลสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
การประเมินผลสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ประเมินโดยใช้แบบประเมินสมรรถนะ
สำคญั ของผ้เู รียน โดยกำหนดเกณฑ์ในการประเมนิ ดงั นี้
ระดบั คุณภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
(๓)
ดีเยี่ยม ผู้เรียนปฏิบตั ิตนตามสมรรถนะจนเปน็ นสิ ยั และนําไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั เพอ่ื
ประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมินระดับดเี ยย่ี ม
(๒) จำนวน ๓-๕ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดบั ดี
ดี
ผู้เรียนมีสมรรถนะในการปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ เพ่อื ใหเ้ ปน็ การยอมรับของสังคม พิจารณา
จาก
๑. ไดผ้ ลการประเมินระดับดเี ยย่ี ม จำนวน ๑-๒ สมรรถนะ และไม่มี
สมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี หรือ
๒. ได้ผลการประเมินระดับดเี ยีย่ ม จำนวน ๒ สมรรถนะ และไม่มี
สมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับผา่ น หรือ
๑๐๖
(๑) ๓. ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดี จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไม่มี
พอใช้ สมรรถนะใดได้ผลการประเมนิ ตำ่ กว่าระดับผา่ น
(๐) ผู้เรยี นรับรแู้ ละปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขทส่ี ถานศกึ ษากำหนด พิจารณาจาก
ปรับปรงุ ๑. ได้ผลการประเมนิ ระดับผา่ น จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะ
ใดไดผ้ ลการประเมนิ ตำ่ กว่าระดบั ผ่าน หรือ
๒. ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดี จำนวน ๒ สมรรถนะ และไม่มสี มรรถนะใด
ได้ผลการประเมินตำ่ กวา่ ระดบั ผา่ น
ผเู้ รยี นรบั รแู้ ละปฏบิ ัตไิ ด้ไมค่ รบตามเกณฑ์และเง่ือนไขที่กำหนด โดยพจิ ารณา
จากผลการประเมนิ ระดบั ต้องปรับปรุง ตั้งแต่ ๑ สมรรถนะ
เกณฑก์ ารให้คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏิบตั ิสม่ำเสมอ ให้ ๓ คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ัติบ่อยคร้งั ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัติบางครัง้ ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏิบัติน้อยครง้ั ให้ ๐ คะแนน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ ระดับคุณภาพ
ดีเยย่ี ม (๓)
ชว่ งคะแนน
๑๓-๑๕ ดี (๒)
๙-๑๒ ผา่ น (๑)
๕-๘ ไม่ผา่ น (๐)
ตำ่ กว่า ๕
๑๐๗
แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
ชอ่ื ................................................นามสกลุ ................................................เลขท่ี..............ชนั้ .................
คำชี้แจง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี น และขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั คะแนน
ระดบั คุณภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมนิ ดีเย่ยี ม ดี ผา่ น ไม่ผ่าน
๑. ความสามารถ
ในการสื่อสาร (๓) (๒) (๑) (๐)
๒. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรับ-ส่งสาร
ในการคดิ
๑.๒ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ
ความเข้าใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการสอ่ื สารทเี่ หมาะสม มปี ระสทิ ธภิ าพ
๑.๔ เจรจาตอ่ รองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ ได้
๑.๕เลอื กรบั และไมร่ บั ข้อมูลข่าวสารด้วยเหตุผลและถูกต้อง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน
ระดบั ...............
๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์
๒.๒ มีทักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองคค์ วามรู้
๒.๕ ตัดสนิ ใจแก้ปญั หาเก่ยี วกับตนเองได้อย่างเหมาะสม
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน
๑๐๘
ระดับคุณภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดเี ย่ียม ดี ผา่ น ไมผ่ ่าน
(๓) (๒) (๑) (๐)
ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ สามารถแก้ปญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ ทเ่ี ผชญิ ได้
ในการแกป้ ัญหา ๓.๒ ใช้เหตุผลในการแก้ปญั หา
๓.๓ เข้าใจความสมั พันธ์และการเปล่ยี นแปลงในสงั คม
๓.๔ แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรมู้ าใชใ้ นการปูองกนั และ
แก้ไขปญั หา
๓.๕ สามารติดสนิ ใจได้เหมาะสมตามวัย
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน
ระดับ ...............
๔. ความสามารถ ๔.๑ เรียนรดู้ ้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
ในการใช้ ๔.๒ สามารถทำงานกลมุ่ ร่วมกบั ผ้อู ื่นได้
ทกั ษะชีวติ ๔.๓ นาํ ความรูท้ ี่ไดไ้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจำวัน
๔.๔ จัดการปัญหาและความขัดแยง้ ได้เหมาะสม
๔.๕ หลกี เลยี่ งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน
ระดบั ...............
๕. ความสามารถ ๕.๑ เลอื กและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย
ในการใช้ ๕.๒ มีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
เทคโนโลยี ๕.๓ สามารถนําเทคโนโลยีไปใช้พฒั นาตนเอง
๕.๔ ใช้เทคโนโลยใี นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
๕.๕ มีคุณธรรม จริยธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน
ระดับ ...............
ระดบั คณุ ภาพตามเกณฑก์ ารประเมนิ ในหลักสูตรรายชัน้
ลงชื่อ................................................................ผ้ปู ระเมิน
๑๐๙
๓. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
การประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเมินโดยใช้แบบประเมินคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ กำหนดเกณฑ์ในการประเมิน ดังน้ี
ระดับคณุ ภาพ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
(๓)
ดเี ยี่ยม ผู้เรยี นปฏบิ ตั ติ นตามคุณลักษณะจนเปน็ นิสัยและนําไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันเพือ่ ประโยชนส์ ขุ
ของตนเองและสงั คม โดยพิจารณาจากผลการประเมินท้ัง ๘ คุณลกั ษณะ คือ ได้ระดบั ๓
(๒) จำนวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลกั ษณะใดได้ผลการประเมนิ ต่ำกว่าระดับ ๒
ดี
ผู้เรียนมีคณุ ลักษณะในการปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์ เพื่อใหเ้ ป็นการยอมรบั ของสังคม พิจารณาจาก
(๑) ๑. ไดผ้ ลการประเมิน ระดบั ๓ จำนวน ๑-๔ คุณลักษณะ และไม่มคี ุณลกั ษณะใด
ผ่าน ได้ผลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดบั ๒ หรอื
๒. ไดผ้ ลการประเมิน ระดับ ๓ จำนวน ๔ คุณลักษณะ และไม่มคี ุณลกั ษณะใด
(๐) ไดผ้ ลการประเมินต่ำกวา่ ระดับ ๑ หรอื
ไม่ผ่าน ๓. ได้ผลการประเมนิ ระดับ ๒ จำนวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไมม่ ีคุณลักษณะใด
ได้ผลการประเมินต่ำกวา่ ระดับ ๑
ผู้เรยี นรับรแู้ ละปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์ และเง่ือนไขท่สี ถานศกึ ษากำหนด พิจารณาจาก
๑. ไดผ้ ลการประเมิน ระดบั ๑ จำนวน คุณลักษณะ และไมม่ ีคณุ ลักษณะใด
ได้ผลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดับ ๑ หรือ
๒. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๒ จำนวน ๔ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด
ไดผ้ ลการประเมินต่ำกว่าระดบั ๑
ผู้เรียนรบั รูแ้ ละปฏิบตั ิได้ไม่ครบตามเกณฑแ์ ละเง่ือนไขท่ีกำหนด โดยพจิ ารณาจาก
ผลการประเมิน ระดบั ๐ ตง้ั แต่ ๑ คุณลกั ษณะขนึ้ ไป
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัตสิ ม่ำเสมอ ให้ ๓ คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ตั ิบ่อยคร้งั ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมทปี่ ฏิบัติบางครั้ง ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏบิ ตั นิ ้อยครง้ั ให้ ๐ คะแนน
๑๑๐
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์
ช่อื ................................................นามสกุล................................................เลขท.่ี .............ชนั้ .................
คำชีแ้ จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียน และขีด ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการระเมนิ ระดบั คุณภาพ ไมผ่ ่าน
(๐)
ดเี ย่ียม ดี ผา่ น
(๓) (๒) (๑)
๑. รกั ชาติ ศาสน์ ๑.๑ ยืนตรงเคารพธงชาติ และรอ้ งเพลงชาตไิ ด้
กษัตริย์
๑.๒ เขา้ รว่ มกจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี
๒. ซ่อื สัตย์ สุจรติ และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น
๓. มวี นิ ยั
รบั ผดิ ชอบ ๑.๓ เขา้ ร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ
๔. ใฝเ่ รยี นรู้ ปฏิบตั ติ ามหลกั ศาสนา
๕. อย่อู ย่าง ๑.๔ เข้าร่วมกิจกรรมทเ่ี กี่ยวกับสถาบนั
พอเพยี ง พระมหากษัตรยิ ์ตามที่โรงเรยี นจดั ขึน้
๒.๑ ให้ข้อมูลที่ถกู ตอ้ ง และเป็นจรงิ
๒.๒ ปฏบิ ัติในสิ่งทีถ่ ูกตอ้ ง
๓.๑ ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ
ขอ้ บังคับของโรงเรยี น
๓.๒ มีความตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิกิจกรรม
ตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำวัน
๔.๑ รู้ จกั ใชเ้ วลาวา่ งให้เปน็ ประโยชน์ และนำไป
ปฏิบัติได้
๔.๒ รู้จกั จัดสรรเวลาให้เหมาะสม
๔.๓ เช่ือฟงั คำสง่ั สอนของบิดา-มารดา ครู
๔.๔ ตั้งใจเรยี น
๕.๑ ใชท้ รพั ย์สินและสง่ิ ของของโรงเรยี นอยา่ ง
ประหยัด
๕.๒ ใช้อปุ กรณก์ ารเรยี นอย่างประหยัดและรู้คุณคา่
๕.๓ ใชจ้ ่ายอย่างประหยัดและมกี ารเก็บออมเงิน
๖. มุ่งม้นั ในการ ๖.๑ มีความตัง้ ใจและพยายามในการทำงาน
ทำงาน ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
๗. รกั ความเป็น ๖.๒ มคี วามอดทนและไม่ทอ้ แทต้ อ่ อปุ สรรค
เพอ่ื ให้งานสำเรจ็
๗.๑ มีจติ สำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม
๑๑๑
คณุ ลักษณะ รายการระเมิน ระดบั คุณภาพ
ดีเยย่ี ม ดี ผา่ น ไมผ่ า่ น
(๓) (๒) (๑) (๐)
ไทย และภมู ปิ ัญญาไทย
๗.๒ เห็นคณุ ค่าและปฏบิ ัติตนตามวัฒนธรรมไทย
๘. มจี ติ ๘.๑ รู้จกั ชว่ ยพ่อแม่ ผปู้ กครอง และครูทำงาน
สาธารณะ ๘.๒ รูจ้ กั การดแู ลรักษาทรัพย์สมบตั ิและ
ส่ิงแวดลอ้ มของห้องเรียนและโรงเรยี น
ระดับคณุ ภาพตามเกณฑก์ ารประเมินในหลักสตู รรายช้นั
ลงช่อื ................................................................ผู้ประเมนิ
๔. เกณฑ์การตัดสินผลการเรียน
๔.๑ เกณฑก์ ารตดั สนิ ระดบั ผลการเรียน
ระดบั ผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนน
๔ ผลการเรยี นดเี ย่ียม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรยี นดีมาก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรยี นคอ่ นขา้ งดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรียนปานกลาง ๕๕ - ๕๙
ผลการเรยี นพอใช้
๑๑๒
๑ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์ข้นั ตำ่ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรียนตำ่ กว่าเกณฑ์ ๐ - ๔๙
๔.๒ เกณฑ์การตดั สนิ ผลการเรยี น ร และ มส.
(๑) ตดั สนิ ผลการเรียน ร
หมายถึง รอการตัดสนิ และยงั ตดั สนิ ผลการเรยี นไม่ได้เน่ืองจาก ผู้เรียนไม่มีข้อมูล
ผลการเรยี นในรายวชิ าครบถว้ น ไดแ้ ก่ ไมไ่ ดว้ ดั ผลกลางภาคเรยี น/ปลายภาคเรียน ไมไ่ ด้สง่ งานที่มอบหมาย
ให้ทำ ซ่งึ งานนัน้ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของการตัดสนิ ผลการเรียน หรอื มีเหตุสดุ วิสยั ทท่ี ำให้ประเมนิ ผลการเรียนไม่ได้
ตดั สินผลการเรยี น มส.
หมายถึง ผเู้ รยี นไมม่ ีสทิ ธเิ ข้ารบั การวดั ผลปลายภาคเรียน เนือ่ งจากผู้เรยี น มีเวลา
เรียนไม่ถึงร้อยละ 8๐ ของเวลาเรียนทง้ั หมด และไม่ไดร้ บั การผอ่ นผันให้เขา้ รบั การวัดผลปลายภาคเรียน
๕. การประเมนิ การอา่ น คดิ วเิ คราะห์และการเขยี น
เกณฑ์การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และการเขยี น คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน
ระดบั คุณภาพ ความหมาย ช่วงคะแนน
ดเี ยี่ยม ๑๖ - ๒๐
ดี มีผลงานทแ่ี สดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คิดวเิ คราะห์และเขียน ๑๓ - ๑๕
ผา่ น ทีม่ คี ณุ ภาพดเี ลศิ อยูเ่ สมอ ๑๐ - ๑๒
ไม่ผ่าน มผี ลงานท่ีแสดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี น ๙ - ๑๐
ท่มี คี ณุ ภาพเป็นทย่ี อมรบั ได้
มีผลงานทีแ่ สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขยี น
ทีม่ ีคณุ ภาพเป็นทยี่ อมรบั ได้ แตย่ งั มขี อ้ บกพร่อง
บางประการ
ไม่มผี ลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขยี น
หรอื ถา้ มีผลงาน ผลงานนัน้ ยงั มขี อ้ บกพร่องท่ี
ตอ้ งการได้รบั การปรบั ปรุงแกไ้ ขหลายประการ
๑๑๓
อภิธานศพั ท์
กระบวนการเขียน
กระบวนการเขยี น เป็นการคดิ เร่ืองทีจ่ ะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน มี ๕ ขน้ั ดงั นี้
๑. การเตรียมการเขียน เป็นขน้ั เตรยี มพร้อมท่ีจะเขียนโดยเลือกหัวข้อเร่ืองท่จี ะเขียนบนพ้ืนฐาน
ของประสบการณ์ กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ
สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขยี นเปน็ แผนภาพความคิด จดบนั ทกึ ความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อ
เรื่องใหญ่ หัวข้อย่อย และรายละเอียดครา่ วๆ
๒. การยกร่างข้อเขียน เม่ือเตรยี มหวั ขอ้ เร่อื งและความคดิ รูปแบบการเขยี นแลว้ ให้นำความคิด
มาเขยี นตามรปู แบบทกี่ ำหนดเปน็ การยกรา่ งข้อเขียน โดยคำนงึ ถงึ ว่าจะเขยี นใหใ้ ครอา่ น จะใชภ้ าษาอย่างไร
ให้เหมาะสมกบั เรอ่ื งและเหมาะกับผู้อ่ืน จะเริ่มตน้ เขยี นอยา่ งไร มีหัวขอ้ เรอื่ งอย่างไร ลำดบั ความคิดอย่างไร
เชือ่ มโยงความคิดอย่างไร
๓. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน
เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่านนำข้อเสนอแนะมา
ปรับปรงุ อกี ครัง้
๔. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขียนที่ปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคำที่ผิดแก้ไขให้ถูกต้อง
แล้วอา่ นตรวจทานแกไ้ ขข้อเขยี นอกี ครัง้ แกไ้ ขข้อผิดพลาดท้ังภาษา ความคิด และการเว้นวรรคตอน
๕. การเขียนให้สมบูรณ์ นำเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเรื่องให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์
วาดรูปประกอบ เขยี นใหส้ มบูรณด์ ้วยลายมือท่ีสวยงามเป็นระเบียบ เมอื่ พิมพห์ รือเขียนแล้วตรวจทานอีก
คร้งั ใหส้ มบรู ณก์ ่อนจดั ทำรูปเลม่
๑๑๔
กระบวนการคดิ
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนที่จะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง ผู้พูด
ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พื้นฐานในการคิด บุคคลจะมี
ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จะต้องมีความรู้
และประสบการณ์พ้ืนฐานที่นำมาช่วยในการคิดทั้งสิ้น การสอนให้คิดควรให้ผู้เรียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล
ถ่ายทอด รวบรวม และจำข้อมูลต่าง ๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปล
ความข้อมูลข่าวสาร และสามารถนำมาใช้อ้างอิง การเปน็ ผูฟ้ ัง ผพู้ ูด ผู้อา่ น และผู้เขยี นท่ีดี จะต้องสอนให้
เป็นผู้บรโิ ภคข้อมลู ข่าวสารท่ดี แี ละเปน็ นกั คิดทดี่ ีดว้ ย กระบวนการสอนภาษาจึงตอ้ งสอนให้ผู้เรยี นเป็นผู้รับรู้
ขอ้ มลู ขา่ วสารและมีทักษะการคดิ นำขอ้ มูลขา่ วสารที่ได้จากการฟังและการอา่ นนำมาสกู่ ารฝึกทักษะการคิด
นำการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียน
เป็นกระบวนการคิดในการวิเคราะห์ การแยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียน
จะนำความรู้และประสบการณ์สู่การคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟัง
เพอ่ื รับรขู้ า่ วสารทจ่ี ะนำมาวิเคราะห์และสามารถแสดงทรรศนะได้
กระบวนการอา่ น
การอา่ นเป็นกระบวนการซึ่งผูอ้ า่ นสรา้ งความหมายหรือพัฒนา การตีความระหวา่ งการอ่านผู้อ่าน
จะต้องรู้หัวข้อเรื่อง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน
โดยใชป้ ระสบการณ์เดมิ เปน็ ประสบการณ์ทำความเข้าใจกบั เร่ืองที่อ่าน กระบวนการอา่ น มีดงั น้ี
๑. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรื่อง หัวข้อย่อยจากสารบัญเรื่อง อ่านคำนำ
ให้ทราบจุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพ่ือความเพลิดเพลินหรืออ่านเพ่ือหา
ความรู้ วางแผนการอ่านโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหนึ่งว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความยากมาก
น้อยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
อะไร เตรยี มสมุด ดินสอ สำหรบั จดบนั ทกึ ขอ้ ความหรอื เนือ้ เรือ่ งท่ีสำคัญขณะอ่าน
๒. การอ่าน ผู้อ่านจะอ่านหนังสือให้ตลอดเล่มหรือเฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่านจะ
ใช้ความรู้จากการอ่านคำ ความหมายของคำมาใช้ในการอ่าน รวมทั้งการรู้จักแบ่งวรรคตอนด้วย การอ่าน
เร็วจะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเขา้ ใจเรือ่ งได้ดีกว่าผู้อ่านชา้ ซึ่งจะสะกดคำอ่านหรืออ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อ่านจะ
ใช้บรบิ ทหรือคำแวดล้อมชว่ ยในการตีความหมายของคำเพอ่ื ทำความเข้าใจเร่ืองท่ีอา่ น
๓. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความที่มีความสำคัญ หรือเขียนแสดง
ความคิดเห็น ตีความข้อความที่อ่าน อ่านซ้ำในตอนที่ไม่เข้าใจเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องขยายความคิด
จากการอ่าน จับคู่กับเพื่อนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องท่ีอ่าน ถ้าเป็นการอ่าน
บทกลอนจะตอ้ งอา่ นทำนองเสนาะดังๆ เพ่อื ฟงั เสยี งการอ่านและเกิดจินตนาการ
๔. การอ่านสำรวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้ำโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษาที่ใช้
สำรวจโครงเรื่องของหนังสือเปรียบเทียบหนังสือที่อ่านกับหนงั สือท่ีเคยอ่าน สำรวจและเช่ือมโยงเหตุการณ์
ในเร่อื งและการลำดบั เรือ่ ง และสำรวจคำสำคญั ทใ่ี ช้ในหนังสอื
๕. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของ
เรื่อง เชื่อมโยงเรื่องราวในเรื่องกับชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทำโครงงานหลักการอ่าน เช่ น
๑๑๕
วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่อง
เพมิ่ เติม เรื่องท่เี กยี่ วโยงกับเรอ่ื งทีอ่ ่าน เพื่อใหไ้ ดค้ วามรู้ทีช่ ดั เจนและกวา้ งขวางขน้ึ
การเขยี นเชงิ สร้างสรรค์
การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน
เชน่ การเขยี นเรยี งความ นิทาน เร่อื งสน้ั นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ผู้เขียนจะต้อง
มีความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคำอย่างหลากหลาย สามารถนำคำมาใช้ในการเขียน ต้องใช้เทคนิค
การเขียน และใช้ถอ้ ยคำอย่างสละสลวยการดู
การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ
แปลความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากสื่อ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดูละคร
การดูภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคำอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร
จากการดูและนำมาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคณุ ค่าของสารที่เป็นเนื้อเร่ืองโดยใช้หลักการพิจารณา
วรรณคดีหรือการวเิ คราะห์วรรณคดีเบือ้ งต้น เช่น แนวคดิ ของเรื่อง ฉากท่ปี ระกอบเรอ่ื งสมเหตุสมผล กริ ยิ า
ท่าทาง และการแสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง สี เสียง ที่ใช้
ประกอบการแสดงให้อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ที่จำลองสู่บทละคร
คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อผู้ดูหรือผู้ชม ถ้าเป็นการดูข่าวและ
เหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางสื่อจะต้องพิจารณา
เนื้อหาสาระว่าสมควรเชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสำคัญและมีอิทธิพลต่อ
การเรยี นร้มู าก และการดลู ะครเวที ละครโทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเปน็ ประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน
ต้องดูและวเิ คราะห์ ประเมนิ ค่า สามารถแสดงทรรศนะของตนได้อยา่ งมีเหตุผล
การตีความ
การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คำที่แวดล้อม
ข้อความ ทำความเข้าใจขอ้ ความหรอื กำหนดความหมายของคำให้ถกู ต้อง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกำหนด
ความหมาย ใหค้ วามหมายหรอื อธิบาย ใชห้ รอื ปรบั ให้เขา้ ใจเจตนา และความม่งุ หมายเพอื่ ความถูกต้อง
การเปล่ยี นแปลงของภาษา
ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหนึ่งในสมัยหนึ่งเขียนอย่างหนึ่ง อีกสมัยหน่ึง
เขียนอกี อย่างหนึ่ง คำวา่ ประเทศ แตเ่ ดิมเขียน ประเทษ คำวา่ ปักษ์ใต้ แตเ่ ดมิ เขียน ปกั ใต้ในปจั จุบันเขียน
ปกั ษใ์ ต้ คำว่า ลุ่มลกึ แต่กอ่ นเขยี น ลมุ่ ฦก ภาษาจงึ มีการเปลีย่ นแปลงทัง้ ความหมายและการเขยี น บางครั้ง
คำบางคำ เชน่ คำวา่ หลอ่ น เปน็ คำสรรพนามแสดงถึงคำพูด สรรพนามบรุ ุษที่ ๓ ท่เี ป็นคำสุภาพ แต่เด๋ียวน้ี
คำวา่ หลอ่ น มีความหมายในเชงิ ดูแคลน เปน็ ต้น
๑๑๖
การสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมมาเป็นพื้นฐานในการสร้าง
ความรู้ ความคิดใหม่ หรือสิ่งแปลกใหม่ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลที่จะมี
ความสามารถในการสร้างสรรค์จะต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดอิสระอยู่เสมอ มีความเชื่อมั่นในตนเอง
มองโลกในแงด่ ี คิดไตรต่ รอง ไมต่ ัดสนิ ใจสงิ่ ใดง่ายๆ การสรา้ งสรรคข์ องมนุษย์จะเกี่ยวเน่ืองกนั กับความคิด
การพูด การเขยี น และการกระทำเชงิ สร้างสรรค์ ซง่ึ จะต้องมีการคดิ เชงิ สรา้ งสรรค์เป็นพ้ืนฐาน
ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น
ปัจจัยพืน้ ฐานของการพูด การเขยี น และการกระทำเชิงสรา้ งสรรค์
การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทางภาษาที่ใช้ภาษาขัดเกลาให้ไพเราะ
งดงาม เหมาะสม ถกู ต้องตามเน้ือหาท่ีพูดและเขียน
การกระทำเชิงสร้างสรรค์เป็นการกระทำที่ไม่ซ้ำแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และ
เปน็ ประโยชนท์ ส่ี งู ขน้ึ
ข้อมลู สารสนเทศ
ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถส่ือ
ความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถ่าย
บันทึกด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเรื่องราวต่าง ๆ บันทึกไว้เป็น
หลกั ฐานดว้ ยวธิ ีตา่ ง ๆ
ความหมายของคำ
คำท่ใี ชใ้ นการติดต่อสื่อสารมีความหมายแบ่งได้เปน็ ๓ ลกั ษณะ คือ
๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คำหนึ่งๆ นั้น อาจมี
ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คำว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้ำ หรืออาจหมายถึง
นกชนดิ หน่งึ ตัวสีดำ รอ้ ง กา กา เป็นความหมายโดยตรง
๒. ความหมายแฝง คำอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย
เกย่ี วกบั ความรู้สึก เชน่ คำวา่ ข้ีเหนยี ว กบั ประหยดั หมายถงึ ไม่ใชจ้ า่ ยอย่างสรุ ุ่ยสุร่าย เป็นความหมาย
ตรง แตค่ วามร้สู กึ ตา่ งกัน ประหยัดเป็นสงิ่ ดี แตข่ ้ีเหนยี วเปน็ ส่ิงไมด่ ี
๓. ความหมายในบริบท คำบางคำมีความหมายตรง เมื่อร่วมกับคำอื่นจะมีความหมายเพิ่มเติม
กวา้ งข้ึน หรอื แคบลงได้ เชน่ คำวา่ ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสยี งดี หมายถงึ ไพเราะ ดินสอดี
หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มโี รค ความหมายบริบทเป็นความหมายเชน่ เดยี วกบั ความหมาย
แฝง
คณุ ค่าของงานประพนั ธ์
๑๑๗
เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน
ประพันธ์ ทำใหผ้ ู้อา่ นอา่ นอย่างสนกุ และไดร้ บั ประโยชนจ์ าการอ่านงานประพนั ธ์ คุณค่าของงานประพันธ์
แบ่งไดเ้ ป็น ๒ ประการ คือ
๑. คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์ ถา้ อา่ นบทร้อยกรองก็จะพจิ ารณากลวิธีการแต่ง การเลือกเฟ้นถ้อยคำ
มาใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี
รูปแบบการเขียนจะเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง วิธีการนำเสนอน่าสนใจ เนื้อหามีความถูกต้อง ใช้ภาษา
สละสลวยชัดเจน การนำเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของ
เรื่องไม่ว่าเรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธี
การแต่งแปลกใหม่น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์ การใช้ถอ้ ยคำสร้างภาพ
ไดช้ ัดเจน คำพูดในเร่ืองเหมาะสมกบั บคุ ลิกของตวั ละครมคี วามคดิ สร้างสรรค์เกี่ยวกับชวี ติ และสังคม
๒. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ
เปน็ อยขู่ องมนุษย์ และคุณคา่ ทางจริยธรรม คณุ ค่าดา้ นสังคม เปน็ คุณค่าทผ่ี อู้ า่ นจะเข้าใจชวี ิตท้ังในโลกทัศน์
และชีวทัศน์ เข้าใจการดำเนินชีวิตและเข้าใจเพื่อนมนษุ ย์ดีขึ้น เนื้อหาย่อมเกี่ยวข้องกับการช่วยจรรโลงใจ
แกผ่ อู้ า่ น ชว่ ยพฒั นาสงั คม ชว่ ยอนรุ ักษ์สิ่งมีคุณค่าของชาติบ้านเมอื ง และสนบั สนุนคา่ นิยมอันดีงาม
โครงงาน
โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง
ในลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์
ทดสอบเพื่อแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรยี นจะนำความรู้จากชัน้ เรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคำตอบ
เป็นกระบวนการค้นพบนำไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการจัดการ
ผู้สอนจะเข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทำงานของผู้เรียน จากการสังเกตการทำงาน
ของผ้เู รยี น
การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้า ที่ใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา เปน็ การพัฒนาผู้เรยี นให้เป็นคนมเี หตุผล สรุปเรอ่ื งราว
อย่างมีกฎเกณฑ์ ทำงานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าจัดทำรายงานเพียง
อย่างเดียว ตอ้ งมีการวิเคราะห์ขอ้ มูลและมีการสรุปผล
ทกั ษะการสอื่ สาร
ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครือ่ งมือของการ
ส่งสารและการรับสาร การส่งสา ได้แก่ การส่งความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกดว้ ยการพูด และการ
เขียน ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟังการฝึกทักษะการ
สื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถรับสารและส่งสารอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
ธรรมชาติของภาษา
๑๑๘
ธรรมชาติของภาษาเป็นคณุ สมบตั ิของภาษาท่ีสำคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการที่หนึ่ง
ทกุ ภาษาจะประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ
ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้สิ้นสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา สื่อความหมายได้โดย
ไม่สิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้
สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่สี่ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการ
ติดต่อสื่อสาร ไม่จำกัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสารและ
รับสารได้ ประการที่ห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จำกัดเวลาและสถานท่ี
ประการที่หก ภาษาเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิชาความรู้นานาประการ ทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรค์สงิ่ ใหม่
แนวคิดในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเป็นความคิดสำคัญในการผูกเรื่องให้ ดำเนิน
เรื่องไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม
เป็นสารที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ความยุติธรรมทำให้โลก
สันติสุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น
ความดี ความยตุ ธิ รรม ความรัก เปน็ ต้น
บรบิ ท
บริบทเป็นคำที่แวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากำหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทำความ
เข้าใจหรอื ความหมายของคำ
พลงั ของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการดำรงชีวิต
เปน็ เครื่องมอื ของการส่ือสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาชว่ ยให้คนร้จู ักคดิ และแสดงออกของ
ความคิดด้วยการพูด การเขยี น และการกระทำซึ่งเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มภี าษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคน
มีภาษาน้อย มีคำศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไม่กว้างไกล คนที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย
คนจะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำ ผลของการกระทำส่งผล
ไปสู่ความคิด ซึ่งเป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด
ช่วยดำรงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขมีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษา
ติดต่อสอ่ื สารกัน ชว่ ยใหค้ นปฏบิ ตั ิตนตามกฎเกณฑข์ องสังคม ภาษาชว่ ยใหม้ นษุ ยเ์ กิดการพัฒนา ใช้ภาษา
ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพื่อนำไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้
จดบันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตวั
ของมันเอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใช้ถ้อยคำทำให้เกิดความรู้สึกตอ่
ผู้รับสาร ให้เกิดความจงเกลียดจงชังหรือเกิดความชื่นชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษาทั้งส้ิน ที่นำไปสู่
ผลสรปุ ท่มี ีประสิทธภิ าพ
๑๑๙
ภาษาถน่ิ
ภาษาถิ่นเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวพื้นบ้านที่ใช้
พูดจากันในหมู่เหล่าของตน บางครั้งจะใช้คำท่ีมีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคำที่ใช้พูดจากัน
เปน็ คำเดยี ว ความหมายต่างกนั แล้วยังใชส้ ำเนยี งที่ตา่ งกนั จงึ มคี ำกลา่ วที่วา่ “สำเนียง บอกภาษา” สำเนียง
จะบอกว่าเป็นภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถิ่นใด อย่างไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษา
ถนิ่ เหนอื ถิน่ อสี าน ถ่ินใต้ สามารถสื่อสารเข้าใจกนั ได้ เพยี งแต่สำเนยี งแตกต่างกันไปเท่านนั้
ภาษาไทยมาตรฐาน
ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาที่ใช้
สื่อสารกันทั่วประเทศและเป็นภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการ
ติดต่อสื่อสารสร้างความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกัน
ทั้งประเทศ มีคำและสำเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย
ภาษากลางหรือภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคัญในการสร้างความเปน็ ปึกแผน่ วรรณคดีมีการถ่ายทอดกัน
มาเป็นวรรณคดีประจำชาติจะใช้ภาษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทำให้
วรรณคดีเป็นเครื่องมือในการศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้
ภาษาพดู กับภาษาเขียน
ภาษาพดู เปน็ ภาษาท่ีใช้พดู จากัน ไม่เปน็ แบบแผนภาษา ไมพ่ ถิ ีพิถนั ในการใช้แต่ใช้สื่อสารกันได้ดี
สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ
การใช้ภาษาพูดจะใช้ภาษาที่เป็นกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คำนึงว่าพูดกับบุคคลที่มีฐานะต่างกัน
การใช้ถอ้ ยคำกต็ ่างกนั ไปดว้ ย ไมค่ ำนงึ ถงึ หลกั ภาษาหรอื ระเบยี บแบบแผนการใช้ภาษามากนกั
ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำ และคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ในการ
สื่อสารให้ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้
ถ้อยคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่าง ๆ เช่น การกล่าวรายงาน
กล่าวปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือ
คำฟมุ่ เฟอื ย หรอื การเล่นคำจนกลายเปน็ การพดู หรือเขียนเล่นๆ
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในทอ้ งถิ่นท่ีมคี วามสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกบั ธรรมชาติ เพื่อความอยรู่ อด แต่คน
ในท้องถิ่นจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เป็นความรู้ ความคิด ที่นำมาใช้ในท้องถิ่น
ของตนเพ่อื การดำรงชีวิตทีเ่ หมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผรู้ ู้จงึ กลายเปน็ ปราชญ์ชาวบ้านท่ีมีความรู้
เกี่ยวกับภาษา ยารกั ษาโรคและการดำเนินชวี ติ ในหมูบ่ ้านอย่างสงบสุข
ภูมปิ ัญญาทางภาษา
๑๒๐
ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเพลง สุภาษิต คำพังเพยใน
แต่ละท้องถิ่น ท่ีได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกัน
โดยนำภูมิปัญญาทางภาษาในการสั่งสอนอบรมพิธีการต่าง ๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็น
คำประพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตำนาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเห่กล่อม
บทสวดตา่ ง ๆ บททำขวญั เพ่อื ประโยชน์ทางสงั คมและเป็นสว่ นหนึง่ ของวัฒนธรรมประจำถ่นิ
ระดับภาษา
ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสที่ใช้ภาษา
บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบ่งออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบตำราแต่ละเล่ม
จะแบ่งระดบั ภาษาแตกตา่ งกันตามลกั ษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ์
การแบ่งระดับภาษาประมวลได้ดงั นี้
๑. การแบ่งระดบั ภาษาท่เี ปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ
๑.๑ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม
ในการกลา่ วสนุ ทรพจน์ เป็นตน้
๑.๒ ภาษาท่ีไม่เปน็ ทางการหรอื ภาษาทไ่ี มเ่ ป็นแบบแผน เช่น การใชภ้ าษาในการสนทนา การ
ใชภ้ าษาในการเขยี นจดหมายถงึ ผูค้ ุ้นเคย การใชภ้ าษาในการเล่าเรอื่ งหรือประสบการณ์ เป็นต้น
๒. การแบ่งระดบั ภาษาทเ่ี ป็นพิธกี ารกบั ระดับภาษาที่ไมเ่ ป็นพิธกี าร การแบง่ ภาษาแบบน้ีเป็นการ
แบ่งภาษาตามความสมั พนั ธ์ระหว่างบคุ คลเป็นระดับ ดังน้ี
๒.๑ ภาษาระดบั พิธกี าร เป็นภาษาแบบแผน
๒.๒ ภาษาระดบั กง่ึ พิธีการ เปน็ ภาษากง่ึ แบบแผน
๒.๓ ภาษาระดับท่ีไม่เป็นพิธีการ เปน็ ภาษาไม่เปน็ แบบแผน
๓. การแบ่งระดบั ภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบ่งระดับภาษาในระดับยอ่ ยเปน็ ๕ ระดับ
๓.๑ ภาษาระดับพธิ กี าร เชน่ การกลา่ วปราศรยั การกล่าวเปดิ งาน
๓.๒ ภาษาระดบั ทางการ เชน่ การรายงาน การอภปิ ราย
๓.๓ ภาษาระดับกง่ึ ทางการ เชน่ การประชุมอภิปราย การปาฐกถา
๓.๔ ภาษาระดับการสนทนา เช่น การสนทนากับบุคคลอย่างเป็นทางการ
๓.๕ ภาษาระดบั กันเอง เช่น การสนทนาพดู คุยในหมเู่ พื่อนฝงู ในครอบครัว
วิจารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล
การมีวิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาด
เป็นเหตุเปน็ ผล
๑๒๑
คณะทำงานจดั ทำหลักสตู รสถานศึกษา
โรงเรียนบ้านตาวร
คณะทป่ี รึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นตาวร
๑. รอ้ ยตำรวจโทบุดดา ศรสี ขุ
๒. นายโสรินทร์ หว้ ยทราย
หัวหนา้ กลุ่มบริหารงานทกุ งาน
คณะกรรมการจดั ทำหลักสตู รโรงเรยี นบ้านตาวร พุทธศักราช ๒๕๖๕
นางสาวกมลนภา ประทุมแก้ว ครู หัวหนา้ งานวชิ าการ
นางสาววาสฏิ ฐี แซต่ ้ัง ครู หวั หน้าการเรียนร้ปู ฐมวยั
นางนฏกร ใจพนิ จิ ครู หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชพี
นายประดษิ ฐ์ จดุ าบตุ ร ครูชำนาญการ หวั หนา้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
นางสาวอารรี ตั น์ ภมู ชิ ยั ครู หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
นางสาวกรรณิการ์ เทพโภชน์ ครู หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
นายนครินทร์ แกว้ ใหญ่ ครชู ำนาญการ หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ุขศกึ ษาพลศึกษา
นายสมบัติ ประไว ครชู ำนาญการ หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ
นางราตรี ตปนยี ะ ครชู ำนาญการพิเศษ หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ
นางสาวกมลนภา ประทุมแก้ว ครู หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตรแ์ ละ
หวั หน้างานวดั และประเมินผล
๑๒๒
นางสาวพชั รพรรณ ผลเกิด ครูชำนาญการ หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาตา่ งประเทศ