48
13
ตาราง 1 ผลการประเมนิ แบบสอบของนกั เรียนถงึ สาเหตุท่ีผู้เรียนไม่สง่ งาน / การบา้ นรายวิชา
ภาษาญี่ปุ่น 3 รหัสวชิ า 32261
สาเหตุของการไมส่ ่งงาน / การบา้ น ลำดบั ที่ จำนวนคน ร้อยละ
1. การบา้ นมากเกนิ ไป (หลายวิชา) 1 25 64.10
2. การบ้านมากเกนิ ไป (ภาษาญีป่ ุน่ ) 11 10 25.64
3. แบบฝกึ หัดยากทำไม่ได้ 3 13 33.33
4. เวลานอ้ ย 2 13 33.33
5. ครอู ธบิ ายเรว็ 7 11 28.21
6. ไม่เขา้ ใจคำสง่ั 6 12 30.77
7. ไมไ่ ด้นำสมดุ มา 12 10 25.64
8. เบ่ือหนา่ ยมาอยากทำ 13 9 23.08
9. ชว่ ยเหลืองานผูป้ กครอง 98 20.51
10. หนงั สือหาย 15 9 23.08
11. ลมื ทำ 4 14 35.90
12. ไม่มีคนคอยใหค้ ำปรกึ ษา 87 17.95
13. เตรยี มตัวสอบเก็บคะแนนวิชาอ่นื 5 12 30.77
14. ออกงานกับผ้ปู กครอง 14 13 33.33
15. ทำกจิ กรรมของโรงเรียน 10 8 20.51
ขอ้ เสนอแนะ
- อยากไดก้ ารบา้ นทน่ี ้อยลง
- อยากไดก้ ารบ้านแบบพอดีๆไม่น้อยไม่มากเกินไป
- อยากให้มีงานและการบ้านนอ้ ยๆ
- อยากได้การบา้ นน้อยๆ วนั ละ 1 อยา่ ง
- อยากใหก้ ารบ้านพอสมควรกบั เวลา
- อยากเรยี นอยา่ งเดียวไมม่ กี ารบ้าน
- การบ้านไมย่ ากเกนิ ไป
- อยากไดก้ ารบ้านวนั ละ 1 วิชา
- อยากใหม้ กี ารบา้ นสัปดาห์ละ 1 วชิ า
- ควรใหเ้ วลาในการทำการบ้านและลดการบา้ นลง
49
14
- ไม่อยากมกี ารบ้าน ใหส้ อนแลว้ ให้ นกั เรียนจดในกระดานแล้วเอาไปอา่ นเตรยี ม
สอบแทน
- นา่ จะให้การบ้านน้อยกวา่ นี้นิดนงึ
- อยากใหม้ ีการบา้ นง่าย ๆ และนอ้ ยๆ
- อยากใหอ้ ธบิ ายให้เข้าใหเ้ ข้าใจงา่ ยข้ึน การบ้านก็ใหพ้ อประมาณ การบา้ นวนั หนึ่ง
ใหแ้ ค่ 2 วชิ า ลืมทำการบ้าน ไม่ต้องตี
- การบา้ นให้แค่ 2- 3 หน้า พอ
50
งานวจิ ยั ในชั้นเรยี น
เรอ่ื ง
การใช้เกม Kids Code ฝึกทกั ษะการแกป้ ัญหา
เพื่อเพ่ิมผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชา วทิ ยาการคำนวณของนักเรียนชั้น ม.3
ผวู้ ิจัย
นายคมเพชร อิน่ สุวรรณ์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563
โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์ อ.เมือง จ.เชยี งราย
สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 36
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
51
2
บทคัดย่อ
ชือ่ งานวจิ ัย การใช้เกม Kids Code ฝกึ ทกั ษะการแก้ปญั หา เพื่อเพ่ิมผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
รายวชิ า วทิ ยาการคำนวณของนกั เรียนระดับช้นั ม.3
ชื่อผู้วิจยั นายคมเพชร อ่ินสุวรรณ์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
บทคดั ย่อ
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีจัดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา วิทยาการคำนวณของ
นักเรียนระดับชั้น ม.3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จากผลสำรวจพบว่านักเรียนจำนวน 38 คน มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนค่อนข้างต่ำ เกี่ยวกับทักษะการแก้ปัญหาในรายวิชาวิทยาการคำนวณ เนื่องจากเป็นรายวิชาใหม่
จำนวณ 10 คน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนตามไม่ทันเพื่อนและไม่ชอบเรียน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี น ในบทเรียนถัดไป ซ่งึ เปน็ เน้อื หา การเขียนโปรแกรม เป็นอย่างมาก
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพยายามและสามารถเล่นเกมได้ สนุกกับการเรียนในเรื่อง ทักษะการ
แก้ปัญหามากขึ้น เนื่องจากเป็นเกมที่ฝึกการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา และเรียนรู้ เรื่อง โปรแกรม
ภาษาคอมพิวเตอร์อย่างง่าย ช่วยให้นักเรียนมีความมั่นใจในการปฏิบัติงานวิชาวิทยาการคำนวณมากขึ้น มีการ
พัฒนาการเรยี นที่ดี และมีผลสัมฤทธิ์ที่เพ่ิมขึ้น
52
3
คำนำ
งานวิจัยเรื่องการใช้เกม จัดทำเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา วิทยาการคำนวณของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาจากเกม โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกเกม ที่สามารถ
ช่วยเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา และฝึกการโปรแกรมภาษาแบบชุดคำส่ัง ที่เหมาะสมกับนักเรียนในระดับชั้น
มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ทั้งระดับภาษา และเวลาในการเล่นเกม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนรู้สึกสนุกกับการฝึก และส่ง
ผลสมั ฤทธิ์ใหก้ ับนักเรยี นทีต่ ามเพ่อื นไม่ทนั ดา้ นทักษะการแกป้ ัญหา และรู้สึกว่าเน้ือหาทเ่ี รยี นยากเกนิ ไป
53
4
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การสร้างแอปพลิเคชั่น โดยใช้ทักษะการแก้ไข
ปญั หาพบวา่ มนี ักเรยี นบางคนมีปัญหากบั การเรยี น ตามเพอ่ื นไม่ทัน และรสู้ กึ วา่ เนอื้ หาท่เี รยี นยากเกนิ ไป เน่ืองจาก
ต้องคิดวิเคราะห์แก้ปัญหามาก ซึ่งผลสำรวจของครู นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 มีจำนวน 10 คน จากจำนวน
ทงั้ หมด 38 คน ท่พี บปญั หานี้ จงึ ขาดความม่ันใจในการเรียน และไม่อยากเรยี น หลบเรยี นบอ่ ย ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนตำ่ หากไม่ได้รบี การแก้ไขปญั หานจี้ ะทำใหน้ ักเรียนไม่สามารถศึกษาเนื้อหาต่อไปได้ และส่งผลกระทบ
ต่อวิชาโดยรวมในรายวิชาวิทยาการคำนวณได้ ดังนั้นในการพัฒนาทักษะในครั้งนี้ เป็นการวัดและปร ะเมิน
ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ผ่านการฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาโดยใช้เกมทักษะ Kids Code ช่วยฝึก
1.2 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1) เพอ่ื พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ในรายวชิ า วิทยาการคำนวณ
2) เพื่อแก้ปัญหาให้กับนักเรียน 10 คน ที่ขาดเรียนไม่ทันเพื่อน มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ โดยใช้กระบวนการเสริม
ทักษะการแก้ปัญหาด้วยเกม Kids Code
3) เพื่อศึกษาผลการแก้ปัญหานักเรียนหลบเรียน ไม่ชอบเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน โดยใช้กระบวนการเสรมิ
ฝึกทกั ษะการแก้ปัญหาดว้ ยเกม Kids Code
1.3 สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย
1) นักเรียนที่ได้เรียนโดยใช้กระบวนการเสริมฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้วยเกม Kids Code จะส่งผลให้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสงู ข้ึน
1.4 ขอบเขตการวจิ ยั
1) ขอบเขตของเน้อื หา
การวิจัยครั้งนี้ใช้เนื้อหาในรายวิชาวิทยาการคำนวณ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
54
5
ประชากร
นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์ ทีเ่ รยี นรายวิชา วทิ ยาการคำนวณ รหัสวิชา
ว 23191 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 หอ้ ง จำนวนนกั เรยี นทั้งส้นิ 38 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้องเรียนที่ 4 โรงเรียนดำรงราษฎร์
สงเคราะห์ ท่ีเรยี นรายวิชา วทิ ยาการคำนวณ 3 รหัสวิชา ว 23191 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 ได้มาโดยการ
เลือกแบบเจาะจง คอื นกั เรียนชน้ั ม.3.4 นกั เรยี นจำนวน 10 คน
2) ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
ทำการทดลองในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 โดยใชเ้ วลาในการจดั การเรียนการสอนสัปดาหล์ ะ 1
ชัว่ โมง รวมท้ังสิน้ 20 สัปดาห์ รวม 20 ชว่ั โมง
3) ตัวแปรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
ตัวแปรต้น คือ วิธีการฝึกทักษะการแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการเสริมฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้วยเกม
Kids Code โดยบันทึกผลคำแนนท่ีทำได้ก่อนฝึกแต่ละคร้ัง ความสามารถในการผ่านดา่ นเกมแตล่ ะดา่ น จนถึงการ
ฝกึ ดา่ นสดุ ท้าย
4) ตวั แปรตาม คือ
1) ผลสัมฤทธ์ิของทักษะการเล่นเกมผ่านด่านของนักเรียน โดยใช้ Kids Code เพื่อแก้ปัญหาตามโจทย์
กำหนด
2) ปฏิกิริยาของผู้เรียน สนุกกับการฝึกด้วยเกม Kids Code รู้สึกตื่นเต้นกับเกมและพยายามที่จะเอาชนะ
เกมในแตล่ ะด่าน ทำให้มคี วามพยายามในการแกป้ ญั หา เพิ่มมากขึน้ เปน็ ลำดบั
1.5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างแอปพลิเคชั่นตามโจทย์ หมายถึง ผลคะแนนของการทำ
แบบทดสอบหลงั เรียนเพ่อื วัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
55
6
1.6. ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รบั
1) นกั เรียนได้รบั การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ในรายวิขา วิทยาการคำนวณโดยใช้กระบวนการเสริมฝึก
ทกั ษาการแกป้ ัญหาดว้ ยเกม Kids Code
2) นักเรยี น 10 คน มีผลสมั ฤทธ์ิที่เพม่ิ ขนึ้ และสามารถเรียนเนื้อหาตอ่ ไปได้
วิธีดำเนนิ การวิจัย
1.การหาข้อมลู เกี่ยวกับนักเรยี น จากการสำรวจเบ้ืองต้น พบว่านักเรียนท่มี ีทักษะการแก้ปัญหา ทง้ั หมด
10 คนคือ เรียนไม่ทนั เพื่อน หลบเรยี นบอ่ ย ไม่อยากเรียน ครูได้หาข้อมูลและวางแผนการสอนโดยจดั ตารางการฝึก
ทักษะดว้ ยเกม Kids Code ใหน้ ักเรียนฝึกคร้งั ละ 20 นาที
2.การเตรยี มการสอนเลือกเกมที่สนุก และมีทักษะการแก้ปัญหา โดยใชเ้ กม Kids Code และไม่ยาก
เกนิ ไปทีน่ ักเรียนในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 จะสามารถฝึกทักษะได้
เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
- เครื่องคอมพิวเตอร์
- เกม Kids Code สำหรบั การทดสอบก่อนการฝกึ - หลังฝึก
- ตารางบันทึกเล่มเกมแตล่ ะด่าน
56
7
การเปรยี บเทียบคะแนนการเล่นเกมแต่ละด่านของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหา เพอ่ื ผ่านดา่ นแตล่ ะด่านของเกม Kids Code
ชนั้ มัธยมศกึ ษาชนั้ ปที ี่ 3
กอ่ นฝึกและหลังการฝกึ จำนวน 10 คน
นักเรียน คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลงั เรยี น ความกา้ วหน้า
คนที่ คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ คะแนน รอ้ ยละ
1 9 45 17 85 8 40
2 9 45 17 85 8 40
3 8 40 10 50 2 10
4 12 60 15 75 3 15
5 8 40 12 60 4 20
6 2 10 12 60 10 50
7 6 30 14 70 8 40
8 9 45 14 70 5 25
9 2 10 15 75 13 65
10 6 30 14 70 8 40
คะแนนรวม 71 140 69
คะแนนเฉลี่ย 7.10 14.00 6.90
จากตารางที่ 1 พบวา่ คะแนนเฉลยี่ กอ่ นฝึกของนักเรยี นเท่ากับ 7.10 คะแนนเฉลี่ยหลังฝกึ เท่ากบั 14.00
ดงั นั้น นักเรยี นมคี ะแนนเฉลย่ี เพ่ิมข้นึ โดยเฉลี่ย = 14.00- 7.10
= 6.90
สรุปได้ว่า
นักเรียนที่ถูกคัดเลือก เมื่อได้รับการแก้ปัญหาการเรียนไม่ทันเพื่อน โดยการนำเกมคอมพิวเตอร์ Kids
Code เข้ามาช่วยในการฝึกทักษะการแก้ปัญหา จากการเปรียบเทียบผลการบันทึกคะแนนจากเกณฑ์ที่วัดและหา
ค่าเฉลี่ยของความก้าวหน้าในการพัฒนาการเล่นเกม การผ่านด่านของนักเรียนแต่ละครั้ง จะเห็นว่ามีค่า เฉลี่ย
เพ่มิ ข้นึ และนกั เรยี นทัง้ หมด 10 คน มผี ลสมั ฤทธ์ิที่ดขี นึ้ มีการพฒั นาทกั ษะเพม่ิ ขน้ึ และนักเรียนจะรส้ กึ สนุกกบั การ
ฝกึ แตล่ ะครั้ง
57
8
58
วจิ ัยในช้นั เรยี น
การลดปัญหานกั เรยี นตดิ 0 ตดิ ร ในนกั เรียนช้ันม.๑.๔
ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
ผู้วจิ ัย
นางสาวพรม้ิ เพรา พฤกษมาศ
ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
โรงเรยี นดำรงราษฎร์สงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวดั เชยี งราย
สังกัดสำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต ๓๖ (เชยี งราย - พะเยา)
59
การลดปญั หานกั เรยี นติด 0 ตดิ ร ในนกั เรียนช้นั ม.๑.๔
ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓ โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์
นางสาวพร้มิ เพรา พฤกษมาศ ตำแหน่งครู วทิ ยฐานะ ชำนาญการ
โรงเรียนดำรงราษฎรส์ งเคราะห์ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
นกั เรียนในชั้นเรียนมธั ยมศึกษาปที ี่ ๑ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ภาคเรยี นที่ ๑
ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ได้มีปัญหาการไม่ส่งงานในหลาย ๆ วิชา จากการติดตามงานของครูผู้สอนแต่ละวิชาผ่าน
ครูประจำชั้นทำให้ทราบว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่ได้ส่งงาน ทำให้คาดเดาประมาณการได้ว่านักเรียน
เหล่านั้นจะตอ้ งมีปญั หาการตดิ ๐ และ ร นา่ จะมจี ำนวนมาก เนอ่ื งด้วยในปีการศกึ ษานี้เป็นหว้ งเวลาที่มีปัญหา
เร่ืองโรคอบุ ัติใหม่ โควดิ ๑๙ ทางโรงเรียนจงึ ไดอ้ นุโลมให้ผเู้ รียนสามารถใช้โทรศัพท์ในตลอดภาคเรยี นได้ สง่ ผล
ให้นักเรียนชั้นม.๑.๔ จำนวนมากท่ีหมกมุ่นในการใช้โทรศัพท์และสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมากเพื่อความ
เพลดิ เพลนิ สนกุ สนานจนหลงลืม สง่ งานของวชิ าต่าง ๆ ไม่รับผดิ ชอบส่งงานให้ตรงเวลา เม่ือไมส่ ่งงานตรงตาม
กำหนด งานใหม่ยังคงมีเพิ่มจึงทำให้ ทับถมปริมาณมากจึงไม่อยากทำงานส่ง ก่อให้เกิดปัญหาตามมาคืองานท่ี
คา้ งคามีจำนวนมาก ซึง่ มแี นวโนม้ ปลายภาคเรยี นจะมีนักเรียน ม.๑.๔ ติด ๐ หรือ ร จำนวนมาก
วัตถุประสงค์
เพื่อแก้ปัญหาการติด ๐ , ร ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๑.๔ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์
ขอบเขตการศึกษา
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ .๔ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จำนวน ๔๐ คน ภาคเรียนที่
๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๓
วิธกี ารแกป้ ัญหา/วิธีการพฒั นา
จากปัญหาที่พบวา่ นกั เรยี นส่วนมากเป็นนกั เรียนท่ีดีแต่ขาดการกระตุ้นเตือนจากผู้ปกครอง ทางบ้าน
และเมื่อมาเขา้ เรียนโรงเรียนใหมต่ ้องการมกี ารปรับตัวให้เขา้ กับสถานศึกษาแหง่ ใหม่จากระดบั ประถมศึกษาเข้า
สู่ระดับมัธยมศึกษา เมื่อมาเข้าเรียนอาจยังไม่เห็นความจำเป็นของการส่งงานให้ตรงเวลา ดังนั้นครูประจำชัน้
จึงมบี ทบาทสำคัญในการชว่ ยติดตาม ทวงถามเพื่อลดโอกาสท่ีผู้เรียนอาจมีการติด ๐ หรือ ร ได้ โดย
๑. ในการโฮมรูมทกุ ๆ ครง้ั พูดกระตุน้ ให้เหน็ ความสำคัญของการสง่ งานให้ตรงเวลา และ
60
ตดิ ตามงานท่คี า้ งสง่ ของคณุ ครูแตล่ ะวิชาที่แจ้งผา่ นครูประจำช้นั ใหน้ ักเรยี นรู้จกั วางแผนการใชโ้ ทรศัพท์ให้
เหมาะสม
๒. ครปู ระจำช้ันแจง้ ติดตามงานทคี่ า้ งส่ง ไปยังผู้ปกครองผา่ นในไลนผู้ปกครองนกั เรยี นทค่ี รู
ประจำชน้ั สร้างกลุ่มไวร้ องรับ ให้ผ้เู รยี นไดท้ ำงานสง่ ต้ังใจทำงาน
๓. ครปู ระจำชน้ั พูดชืน่ ชมนักเรยี นทีไ่ ด้ทำงานสง่ ครบถ้วน ด้วยการใช้คำพูดเชงิ บวก ให้มี
กำลังใจทำดี สง่ งานตรงเวลา ตง้ั ใจเรยี นต่อไป
ผลการแกไ้ ขพัฒนา
นกั เรียนไดส้ ่งงาน ทำกิจกรรมตามที่กำหนดได้มากข้ึน ถือว่าการเรยี นเป็นหนา้ ท่ีของตนเอง
นกั เรยี นเกิดความมนั่ ใจ ไมต่ ิด “๐” หรือ “ร” นอ้ ยลง จากเดิมทค่ี าดวา่ จะเป็นจำนวน ๑๐ คน คงเหลือ ๓ คน
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ควรมสี มุดสง่ งานประจำชน้ั เรียนเพ่อื ชว่ ยติดตาม เตือนใหน้ ักเรยี นในหอ้ งเรียนไดส้ ง่ งานตรงตาม
กำหนด
๒. นกั เรยี นไมส่ ง่ งาน ไม่ควรลงโทษผู้เรียนฝ่ายเดยี ว ผู้สอนในบางวชิ าต้องประเมนิ ศกั ยภาพผู้เรียน
บางคน เพราะนักเรียนบางคนอยู่ในภาวะไม่พร้อม สมาธิสั้น อยู่ในสภาวะที่กำลังรักษาตัว กิจกรรมของ
ครูผู้สอนบางคนเหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ เมื่อพบข้อบกพร่องควรหาวิธี หาวิธีแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว
เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญทั้งรูปแบบ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียน รวมถึงวิธีการวัดผลประเมินผลที่
หลากหลายหรือไม่
๓. ทางโรงเรียนอาจต้องมนี โยบายหรือแนวทางที่เหมาะสมในการบรหิ าร วธิ กี ารในการกำหนดเปน็
นโยบายหลักโรงเรยี นในกฎเกณฑเ์ ร่อื งการใช้โทรศัพท์ใหเ้ หมาะสม
๔ กรณีที่นกั เรียนที่ตดิ ๐ ครูประจำชั้นตอ้ งติดตามให้สง่ งานในรายวชิ าทีต่ ดิ ๐ ใหเ้ รียบรอ้ ยในวนั และ
เวลาท่ีทางโรงเรยี นกำหนดไว้ใหเ้ รียบร้อย
61
ภาคผนวก
62
ประมวลภาพการพยายามแกป้ ัญหาลดภาวการณ์ตดิ ๐ , ร ในนักเรียนมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑.๔
โดยการอบรมแกน่ ักเรียนประจำชัน้ ในห้องเรียน ดแู ลโฮมรูม ตลอดปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๓
63
หลกั ฐานร่องรอยการติดตามงาน ไลน์กล่มุ นกั เรยี นและผู้ปกครอง ม.๑.๔ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓
64
การพัฒนาทักษะการเขยี น โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการฝึกทักษะการเขยี น
ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6.11 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
นางสาวพรทพิ ย์ คำปันแปง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ 2 (ภาษาญ่ีปนุ่ )
โรงเรยี นดำรงราษฎร์สงเคราะห์ อำเภอเมอื ง จงั หวัดเชียงราย
สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 36
65
การพัฒนาทกั ษะการเขยี น โดยใชช้ ุดกิจกรรมการฝึกทักษะการเขยี น ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6.11
นางสาวพรทพิ ย์ คำปันแปง
บทคัดย่อ
การวิจยั ในคร้ังน้ีมวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเขียน โดยใช้ชุดกจิ กรรมการฝึกทักษะการเขียน
ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6.11 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซีง่ ได้มาจากการส่มุ แบบเจาะจง
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจัยคือ ชุดกจิ กรรมการฝึกทกั ษะการเขยี น 4 ชดุ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอ่ น และหลัง
เรียน แบบวดั ความพึงพอใจของนกั เรยี นทีม่ ตี อ่ การเรยี นโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการฝึกทกั ษะการเขยี น
ผลการวิจยั พบว่าประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการฝึกทักษะการเขยี นภาษาญ่ปี ุ่นเท่ากบั 71.75/75
ซง่ึ มากกว่าเกณฑ์ทต่ี ั้งไว้ ค่าเฉล่ยี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนหลังเรียนซ่ึงเท่ากับ 28.7 สูงกว่า
ค่าเฉลี่ยผลมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรยี น ซงึ่ เท่ากับ 21.5 แสดงวา่ ผลมฤทธ์ิทางการเรยี นภาษาญปี่ นุ่ ของ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6.11 หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน อยางมนี ัยสา่ คญั ทางสถิติท่.ี 05
ระดบั ความพึงพอใจของของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 6.11ท่ีเรียนโดยใชช้ ุดกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ
การเขียนภาษาญปี่ ุ่นโดยภาพรวมเทา่ กับ 4.15 จัดอยู่ในระดบั มาก
สารบญั 66
เรอ่ื ง
บทคดั ย่อ หน้า
สารบัญ
บทที่ 1 บทนำ 1
2
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 2
วตั ถุประสงค์ 2
สมมุตฐิ านการวจิ ัย 3
ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับ 4
กรอบแนวคิดการวจิ ัย
นยิ ามศพั ท์ 5
บทท่ี 2 เอกกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข้อง 15
ทฤษฎีและหลกั การสอนเขียนภาษาต่างประเทศ 17
จติ วิทยาสำหรบั การสอนเขยี นภาษาต่างประเทศ 21
สอ่ื การสอนภาษาต่างประเทศ 24
ชุดกิจกรรม 26
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นภาษาต่างประเทศ
งานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง 28
บทท่ี 3 วธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ัย 28
กลมุ่ เป้าหมาย 29
ตัวแปรที่ศึกษา 29
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย 30
การสร้างเคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย 31
การรวบรวม 31
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู 33
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัยและอภิปรายผล
ผลการวจิ ยั 36
บทที่ 5 สรุปผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ 38
สรุปผลการวจิ ัย 39
ขอ้ เสนอแนะ 40
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
1 67
บทท1่ี
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
ในปจั จบุ ันภาษาทีส่ องมีการใช้กนั ในวงกวา้ งมาขึน้ นอกเหนือจากภาษาองั กฤษ เชน่ ภาษาญปี่ ุ่น
ซึ่งจะเหน็ ได้จากรอบ ๆตวั นักเรยี นเองจะมีภาษาญปี่ ุน่ ปะปนกบั การใช้ชวี ติ อาทิเชน่ เคร่ืองสำอาง
เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่นเป็นต้นกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความจำเป็นในการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศจึงได้จัดให้มีการเรียนการ สอนภาษา ต่างประเทศในสถานศึกษา
โดยมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการสอนภาษาต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียน สามารถนำ
ประสบการณใ์ นห้องเรยี นไปใชไ้ ด้ดังนนั้ จะต้องได้รับการฝึกทักษะทางภาษาท้งั 4 ทกั ษะ คอื การฟงั การพูด
การอ่านและการเขียน ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะในการฟัง พูด อ่านและเขียนท่ี จะช่วยให้ใช้
ภาษาในการสือ่ สารไดต้ ามความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน(กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2545, หนา้
139)ในการเรียนภาษาต่างประเทศ ผู้เรียนจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ ทั้งการฟัง พูดอ่าน และเขียน
เพื่อสามารถนาทักษะเหล่านี้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจาวันอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและ เหมาะสมกับ
สถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะทักษะการเขียนนับเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาต่างประเทศ (Chee,
2002 อ้างถึงใน สมบูรณ์ เจตน์จ ,าลอง2543, หน้า3) ซึ่งการจะเขียนให้ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ
ผู้เรียนที่เรียนภาษาต่างประเทศ หรือแม้แต่เจ้าของภาษาเองก็พบว่าการเขียนยาก และมักขาด
ทักษะในการเขยี น อยางไรก็ต่ ามการฝกึ ทกั ษะการเขยี นสามารถชว่ ยใหผ้ เู้ รียนพฒั นาทกั ษะการเรยี นรภู้ าษา
ด้านอื่นๆ ด้วยอาภาภรณ์ จินดาประเสริ(2545)ฐ ได้ศึกษาการใช้กลไกการจัดการดูแลการเรียนด้วยตนเอง
เพอื่ พฒั นาทักษะการเขยี นของนักศึมหาวิทยาลัยขอนแกน่ พบว่าปญั หาการสอนเขียนสรุปได้4 ประเด็น คือ
ขาดความรู้พ้ืนฐานทางภาษาตา่ งประเทศทเี่ หมาะสมกบระดบั ผ้เู รยี น การขาดความชำนาญและประสบการณ์
ในด้านกระบวนการเขียน การขาดความรู้และประสบการณ์ในการจัดการดูแลการเรียนด้วยตนเองและ
ระยะเวลาในการฝึกซึ่งสอดคล้องกับ บุญเลิศ วงศ์พรม (2543) กล่าวว่าจากการที่นักเรียนไทย
มปี ญั หาในการเขยี นนั้นคือไมม่ ีความรู้ท่ีจะเขียน ไม่ร้วู าจะเขียนอะไร และไม่รวู้ า่ จะเรม่ิ ตน้ อยา่ งไรก่อน (บุญ
เลิศ วงศ์พรม,2543, หนา้ 40)
จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในรายวิชาภาษาญี่ปุ่นพบว่าผู้เรียนมีทักษะการเขียน
ภาษาญีป่ ่นุ อยใู่ นระดับตอ้ งปรับปรุงวดั ได้จากผลการสอบจากการเรยี น
เนอ่ื งจากผ้เู รยี นขาดทักษะความรู้พน้ื ฐานทางด้าน ภาษาญีป่ ุ่น ผู้เรยี นขาดความชำนาญในการเขียน ไม่รู้วา่
จะเรียงประโยคอยา่ งไร เขียนอย่างไรเป็นตน้
ดงั นั้นจากการศึกษาข้างตน้ จึงทำให้ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะสรา้ งชุดกิจกรรมเพอื่ ฝึกทักษะการเขียน
ภาษาญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.11
โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ให้มีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น และการพัฒนาทักษะการเขียน ภาษาญี่ปุ่น
2 68
ให้สอดคล้องกบสังคมอันเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและสามารถดัาเนินชีวิตได้
อยา่ งมีความสขุ ตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือสรา้ งชดุ กจิ กรรมการฝึกทกั ษะการเขียนที่มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75
2. เพื่อเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนภาษาญีป่ นุ่ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6.11 หลงั เรียน
โดยใช้ ชดุ กจิ กรรมการฝกึ ทักษะการเขียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นทีม่ ตี ่อการเรยี นโดยใชช้ ุดกิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขียนอยู่
ในระดบั ดขี นึ้ ไป
ขอบเขตของงานวจิ ยั
ประชากร นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6.11 โรงเรียนดำรงราษฎรส์ งเคราะห์
กล่มตัวอย่างุ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6.11
ในภาคเรยี นที่ 1 ปี การศึกษา 2563 จำนวน 33 คน โดยการสุม่ แบบเจาะจง
ตัวแปรท่ีศกึ ษา ตัวแปรต้น การใชช้ ุดกิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขยี น
ตัวแปรตาม 1. ความสามารถในการเขยี นภาษาญป่ี นุ่
2. ความพงึ พอทีม่ ีตอ่ การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้ชุดกิจกรรม
การฝึกทักษะการเขียน
ระยะเวลา
10 ชั่วโมง ตงั้ แต่วันที่ 10 กันยายน – 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
สมมุตฐิ านการวจิ ยั
1. ชุดกิจกรรมการฝึกทักษะการเขียนทีม่ ีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นภาษาญป่ี ุ่นนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6.11 หลงั เรยี น
โดยใชช้ ุดกิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน
3. ความพึงพอใจของนกั เรียนทีม่ ตี อ่ การเรยี นโดยใช้ชุดกิจกรรมการฝึกทกั ษะการเขียนอยใู นระดับดี
ขน้ึ ไป
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ บั
1. เป็นแนวทางในการผลิตสอ่ื การเรียนการสอนสำหรบั ครภู าษาญีป่ ุน่
2. เปน็ แนวทางในการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนภาษาญ่ีปุ่น
34.. เปน็ แนวทางในการพัฒนาทักษะการเขยี นภาษาญปี่ ุ่นเนอ้ื หาทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
เนอ้ื หาภาษาญ่ีปนุ่ แบง่ เปน็ 3 ส่วน คือ แบบทดสอบ ชดุ กิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขยี นและ
แผนการจัดการเรียนร4ู้ แผน ไดแ้ ก่
3 69
ตอนท1่ี แบบทดสอบ
ตอนที่2 ชุดกจิ กรรมการฝึกทกั ษะการเขียน
ตอนท่3ี แผนการจัดการเรยี นรู้4แผน
แผนการจดั การเรยี นรู้ท1ี่ เรื่อง การเขียนกฏระเบียบในโรงเรียน
แผนการจดั การเรยี นรู้ท2่ี เร่อื ง การเขยี นอธิบายส่ิงทไี่ มช่ อบเมื่ออยูใ่ นโรงภาพยนต์
แผนการจัดการเรียนรู้ท่3ี เรอื่ ง การเขยี นเกย่ี วกบั งานท่อี ยากทำในอนาคต
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี4เรื่อง การเขียนอธบิ ายวธิ ีการใช้เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า
ตัวแปรทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
ตวั แปรตน้ การใช้ชุดกิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขียน
ตวั แปรตาม 1. ความสามารถในการเขยี นภาษาญปี่ ่นุ
2. ความพึงพอทต่ี อ่ การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชช้ ุดกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะการเขยี น
กรอบแนวคดิ การวิจัย
ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม
การใช้ชดุ กิจกรรมการฝกึ 1. ความสามารถในการเขยี นภาษาญ่ปี นุ่
ทักษะการเขียน 2. ความพงึ พอทม่ี ตี อ่ การจัดการเรียนรู้
โดยใชช้ ุดกิจกรรมการฝึกทักษะการเขยี น
4 70
นยิ ามศพั ท์
ชุดกิจกรรม หมายถึงสื่อการเรยี นในรูปแบบของชุดการเรยี นการสอนทใี่ ช้กิจกรรมต่างๆ
ในการฝึกทักษะเขยี นซ่ึงจะทาใหน้ ักเรียนเกิดการเรยี นรอู้ ยางเป็นระบบโดยการจดั องคป์ ระกอบต่าง
ๆ ใหเ้ ข้ากบเนือ้ หาในหลักสูตร มีรายละเอียดที่ชัดเจนสอดคล้องกับจุดหมายและความคดิ รวบยอด
กิจกรรมฝกึ ทักษะการเขียนภาษาญป่ี ุ่นหมายถงึ การจัดการเรยี นการสอนโดยใชว้ ธิ กี ารและสื่อ
อปุ กรณ์ในการฝกึ ทกั ษะ การเขยี น สะกดคำ เรยี งคำเป็นโยคและเขียนเป็นขอ้ ความสัน้ ๆ เปน็ ภาษาญ่ีปุ่น
ตามขนั้ ตอนการเรยี นร้ทู ี่นกั เรยี นจะไดเ้ รียนอยา่ งเปน็ ระบบ โดยกิจกรรมการฝึกทกั ษะแต่ละชดุ
กิจกรรมจะมกี จิ กรรมตา่ งๆ เชน่ การคดั ลอก การเตมิ คำให้สมบูรณ์การใช้พจนานุกรมประกอบการเขียน
การใช้ภาพประกอบการเขยี น การใช้ข้อมูลประกอบการเขียน การพดู ปากเปล่าเพือ่ เสรมิ การเขยี น
การเขยี นโดยใช้ทกั ษะสมั พนั ธก์ ารเขยี นตามคำบอก การเขยี นตามกรอบทก่ี ำหนดให้
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนภาษาญีป่ ุ่นหมายถงึ ความรคู้ วามเข้าใจและความสามารถทางด้าน
ภาษาญป่ี ุ่นในงานวจิ ยั น้หี มายถงึ คะแนนภาษาญปี่ ุน่ ท่ีเกิดจากกระทำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นภภาษาญปี่ ุน่ ทผี่ ้วู ิจยั สร้างขึ้น
แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นภาษาญป่ี ุ่นหมายถงึ เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้วดั ความรู้ ความเข้าใจ
และความสามารถทางด้านภาษาญ่ปี ุ่น มลี ักษณะเปน็ แบบอตั นัย
เกณฑม์ าตรฐาน75/75หมายถงึ ข้อกำหนดเก่ียวกับ
ค่าเฉลี่ยรอ้ ยละของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ภาษาญปี่ ุ่นด้านกระบวนการและดา้ นประสิทธิผลเท่า
75/75
75 ตวั แรกหมายถึงค่าเฉลีย่ รอ้ ยละของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนภาษาญีป่ ุน่
ดา้ นกระบวนการ เกิดขึ้นระหวา่ งการเรยี นการสอน
75 ตวั หลัง หมายถึง ค่าเฉลย่ี รอ้ ยละของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นภาษาญี่ป่นุ ด้านประสิทธิผลท่ี
เกดิ ขนึ้ หลังการเรยี นการสอน
ความพึงพอใจทม่ี ตี ่อการเรียนโดยใชิุ้จกรรมการฝึกทกั ษะการเขยี น หมายถงึ
ความคิดส่วนบุคคลทมี่ ีต่อการเรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการฝึกทักษะการเขยี นในงานวจิ ยั นหี้ มายถึง
คะแนนทไ่ี ด้จากการตอบแบบสอบถามความพงึ พอใจท่มี ตี ่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการฝกึ ทกั ษ
ะการเขยี นท่ผี วู้ จิ ัยสรา้ งข้ึน
แบบสอบถามความพึงพอใจหมายถงึ เครื่องมือทใ่ี ช้วัดความคิดส่วนบุคคลท่ีมีต่อการเรียน
โดยใช้ แบบการจัดการเรียนรทู้ ่เี น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั มีลักษณะเป็นมาตราสว่ นประมาณค่า 5 อนั ดับ
จำนวน20 ขอ้ และความคิดเหน็ เพิ่มเตมิ อีก 1 ขอ้
5 71
บทที่2
เอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ ง
การวิจยั เรือ่ งการพัฒนาทกั ษะการเขยี น โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการฝึกทักษะการสำหรบั นักเรยี น
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6.11 โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์ ผู้วจิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง ดงั น้ี
ทฤษฎีและหลกั การสอนเขียนภาษาต่างประเทศ
จิตวิทยาสำหรบั การสอนเขียนภาษาตา่ งประเทศ
สอ่ื การสอนภาษาต่างประเทศ
ชุดกิจกรรม
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนภาษาตา่ งประเทศ
งานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง
ทฤษฎแี ละหลักการสอนเขียนภาษาตา่ งประเทศ
ทฤษฎกี ารเรยี นรูท้ เี่ ปน็ หลักในการสอนภาษาตา่ งประเทศ
การเรยี นการสอนภาษาจะสมบรู ณย์ ิ่งข้ึนจำเปน็ ที่ครจู ะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั
หลกั จติ วิทยาการศึกษาต่างๆ ท่ีเปน็ ปัจจยั พน้ื ฐานและอทิ ธิพลสำคัญในการสง่ เสรมิ การเรียนรู้ซง่ึ สมั พนั ธแ์ ละ
เก่ียวข้องกับตัวผเู้ รยี นรวมทงั้ กระบวนการและสภาพการเรียนการสอนเพื่อครูจะได้นำปจั จัยเหลา่ นีไ้ ป
ประยกุ ตใ์ ช้ในการเตรยี มการวางแผน และจัดดำเนนิ การเรียนการสอนได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และเกิด
ประสิทธิผล ตามความมงุ่ หมายของหลักสูตรหลักจิตวิทยาการศึกษาท่ีควรทราบและคำนงึ มีดังต่อไปน้ี
กฎการเรยี นรูข้ องธอรน์ ไดคห์ รอื กฎแห่งการเรียนร(ู้ Law of Learning) ที่สำคัญ 3 กฎ คือ
1. กฎแหง่ ความพร้อม (Law of Readiness) ได้มีผู้ศกึ ษาและสรปุ ถงึ รายละเอียดของกฎแหง่ ความ
พรอ้ มไวห้ ลายอยา่ งดว้ ยกัน ดงั น้ี
มาลินี จุฑารพ2539() สรปุ ว่ากฎแหง่ ความพรอ้ มแบ่งเปน็ 3 กฎ คอื
1. เมือ่ บุคคลพรอ้ มแลว้ ไดก้ ระทำจะเกิดความพอใจ
2. เม่ือบุคคลพร้อมแลว้ ไม่ได้กระทำกย็ อมเก่ิดความรำคาญใจ
3. เมื่อบุคคลไม่พร้อมแต่ถกู บงั คบั ให้กระทำกจ็ ะแสดงความรำคาญใจ
สุชา จันทร์เอม(2559) สรปุ ว่าคนเราจะเรียนได้ดีเมอ่ื เขาพรอ้ มท่ีจะเรียน และทำให้เกดิ ความพอใจ
แต่ถ้าไมไ่ ดเ้ รยี นสมใจจะเกดิ ความรำคาญใจขึ้นแทนทถ่ี า้ หากคนทีย่ ังไม่อยากเรียนแตถ่ กู บังคบั ใหเ้ รียนจะ
เกิดความรำคาญใจและไม่พอใจ
6 72
ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ(2558) สรุปว่าการเรยี นรูเ้ กดิ ข้นึ ได้ต้องมคี วามพรอ้ มทุกด้านทกุ องค์ประกอบ
ไม่วา่ จะเปน็ ดา้ นครผู สู้ อน คอื มีความพรอ้ มด้านการเตรียมเน้อื หาสาระทีจ่ ะถ่ายทอด เตรยี มสื่อการสอนท่มี ี
ประสิทธิภาพ ดา้ นผเู้ รยี นกต็ ้องมคี วามพร้อมดา้ นความสนใจที่จะรบั ร้เู นือ้ หาในแต่ละหนว่ ยการสอน มคี วาม
พรอ้ มดา้ นสตปิ ญั ญา อารมณ์สังคมและภาวะทางร่างกาย
ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน์(2558)สรุปวา่ สภาพความพรอ้ มในตัวผ้เู รยี น ประกอบด้วย ความ ตอ้ งการ
ความสนใจ ความเอาใจใส่ในเรือ่ งที่เรียน สภาพรา่ งกาย และสติปัญญาทีเ่ จริญเติบโตเพียงพอทจ่ี ะ
เรยี นเรอ่ื งเหล่าน้ันได้และประการส าคญั คอื ต้องมีความรู้พืน้ ฐานเพียงพอท่ีจะทาใหเ้ รียนเร่อื งเหลา่ น้ันได้
โดยสะดวก
กลา่ วโดยสรุป กฎแหง่ ความพรอ้ ม คอื การท่ผี ู้เรียนมีความพร้อมท่ีจะเรยี นหรือกระทำส่งิ ใดๆ ความ
พรอ้ มนน้ั จะต้องพรอ้ มทั้งร่างกาย อารมณส์ งั คม และสติปญั ญา เมือ่ มคี วามพรอ้ มผู้เรยี นจะเกิดความพงึ
พอใจเม่อื ได้กระทำสิ่งต่างๆ แต่ถ้าไมพ่ รอ้ มก็จะเกดิ ความรำคาญใจเมื่อตอ้ งกระทำหรือถูกบงั คับใหก้ ระทำ
ดงั นน้ั ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน ผู้สอนก็ควรจะคำนึงถึงความพรอ้ มของผเู้ รยี นด้วย
2. กฎแหง่ การฝกึ (Law of Exercise) กนั ยา สวุ รรณแสง (2558) ได้สรุปเร่อื งกฎแหง่ การฝึกวา่ การ
ฝึกหดั กระทำซา้ บ่อยๆ ย่อมเก่ดิ การเรยี นร้ไู ดน้ านและคงทนถาวร โดยแบ่งเปน็ 2 กฎ คือ
2.1 กฎแหง่ การใช้(Law of Used) เม่ือเกดิ ความเขา้ ใจหรือการเรียนรู้แล้วมกี ารกระทำหรอื นำสงิ่ ที่
เรียนรูน้ น้ั ไปใช้บอ่ ยๆ จะทำใหก้ ารเรียนรู้น้ันคงทนถาวร
2.2 กฎแห่งการไมใ่ ช้(Law of Disused) เมือ่ เกดิ ความเขา้ ใจหรือการเรียนรูแ้ ลว้ มีการกระทำ
หรอื นำสงิ่ ทเ่ี รียนร้แู ล้วไม่ไดก้ ระทาซา้ บ่อยๆจะทำใหก้ ารเรียนรู้ไม่คงทนถาวร
หรอื ในท่ีสุดก็เกิดการลมื จนไม่เรยี นรอู้ กี เลย
สชุ า จันทรเ์ อม(2553) สรุปว่า สิ่งใดท่ีกระทำบ่อยๆ ยอ่ มทำส่ิงนัน้ ได้ดแี ละถา้ กระทำซ้าๆ กนั มากๆ
ผลจะยิงดีข้นึ เรอ่ื ยๆ จะทำให้เกดิ ความชานาญคล่องแคลว่ ถูกตอ้ งแม่นยำยงิ่ ข้นึ แตถ่ า้ เว้นเวน้ ไปจากกระทำ
นน้ั นานๆ เมอื่ กระทำใหม่จะไดผ้ ลไมด่ กี ว่าเดิม
กล่าวโดยสรุป กฎแห่งการฝกึ คือ การท่ีผู้เรยี นจะต้องไดร้ บั การฝึกหรือการกระทำสง่ิ ใดๆ ซา้ ๆ บ่อยๆ
เพ่อื ใหเ้ กดิ ความชานาญและการจำท่ีถาวร ดงั นั้นในการจดั การเรยี นการสอนครูผู้สอนจงึ ควรจัด
กจิ กรรมที่เน้นการกระทำซ้าๆ หรอื กิจกรรมอยางเดิมบ่อยๆ เพ่ือให้เกิดการเรียนรูแ้ ละจำได้
3. กฎแหง่ ผล (Law of Effect) (สุชา จันทร์เอม,2553; มาลินี จฑุ ะรพ,2550; กันยา สวุ รรณแสง,
2558) ได้สรปุ กฎแหง่ ผลในลกั ษณะท่ีคลา้ ยๆกันได้ดงั นัีโ้ ดยกฎแหง่ ผลมหี ลกั การวา่ ถ้าบุคคลได้กระทำส่ิง
ใดแลว้ ไดผ้ ลเปน็ ทนี่ ่าพอใจก็อยากกระทำสิ่งน้ันอกี แต่ถ้ากระทำแลว้ ไม่ได้ผลดกี ็ไม่อยากจะกระทำอกี
ซ่งึ ยทุ ธพงษ์ ไกยวรรณ(2553) ไดส้ รปุ สนบั สนุนว่า การเรียนรจู้ ะเกิดไดด้ หี ากผู้เรยี นรผู้ ลการกระทำ
ผลจากการ กระทำจะเป็นเหตุทา้ ทายความสามารถให้อยากกระทำอีก
7 73
กลา่ วโดยสรุป กฎแห่งผลก็คอื ความพอใจในการกระทำของผกู้ ระทำ นันคือ ถ้าผู้กระทำเกิดความ
พอใจในผลของการกระทำของตน ก็อยากท่ีจะกระทำสง่ิ นัน้ อกี แต่ถ้าผลการกระทำไม่เปน็ ท่นี า่ พอใจกไ็ ม่
อยากที่จะกระทำสง่ิ นนั้ ๆ อีกต่อไป ดงั นัน้ ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนผู้สอนจึงควรหาวิธีการที่ทำ
ใหผ้ ู้เรียนเกิดความภาคภมู ิใจในผลของการกระทำของตน เพอื่ ให้ผเู้ รยี นพอใจและตอ้ งการทากจิ กรรม
ดังกลา่ วตอ่ ไป ซ่ึงจะมผี ลตอ่ การเรียนร้ขู องผูเ้ รยี นในทีส่ ดุ
จากทฤษฎีการเรียนรขู้ องธอรน์ ไดค์เมื่อนามาใชก้ บการเรยี นรทู้ างภาษา ครสู ามารถจะวัดผลไดจ้ าก
การกระทำต่อไปน้ี(ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน,์ 2534)
1. การใหท้ าซ้า เช่นเคยเรยี นไปแลว้ ให้ทอ่ งดูวา่ จำได้หรือไมใ่ หเ้ ขียนคำยากที่เคยเรียนวาสะกดถูก
หรอื ไม่
2. การใหร้ ะลึกไดไ้ ดแ้ กก่ ารใหเ้ ลอื กคำตอบที่ถูกจากคำต่างๆ ท่ีให้ไวห้ รอื ใหเ้ ปล่งเสยี งจากคำตา่ งๆ
วา่ ยังจำสงิ่ ทีเ่ รียนไปแลว้ และเรยี งลำดับให้ถกู ต้อง
3. การคาดคะเน ใหค้ ำคู่มาแล้วให้เลอื กวา่ คำนนั้ ควรจะใชค้ ู่กบั อะไร
4. การให้เรียนใหม่เคยสอนไปแลว้ ก็มีการทบทวนใหมใ่ นปลายเทอมเพอื่ ใช้เป็นเคร่ืองมือวดั ว่า
ผเู้ รียนได้เรียนร้เู ร็วหรือชา้ เพยี งใด ถา้ เรียนไดเ้ ร็วก็แสดงวา่ การเรียนจากครัง้ กอ่ นได้ผลดีสื่อความหมายได้
เข้าใจ
จากแนวคิดของกฎการเรยี นรขู้ องธอร์นไดค์จะเหน็ ได้วา่ ถา้ จะทำให้ผูเ้ รยี นประสบความสำเรจ็
หรือมีการเรียนท่ีมปี ระสิทธิภาพจะตอ้ งให้ผู้เรยี นนั้นเกิดความพร้อมท่ีจะเรยี นในทุกๆ ด้านไม่ทางดา้ น
สตปิ ญั ญา อารมณภ์ าวะทางรา่ งกาย และทางครผู ้สู อนก็ตอ้ งมกี ารเตรียมการสอนทจ่ี ะถ่ายทอดเนื้อหาสาระ
ใหแ้ กผ่ ู้เรียน มกี ารจดั กิจกรรมท่ีทำใหเ้ ด็กเกดิ ความพอใจและอยากจะกระทำกิจกรรมนั้นอีก ซง่ึ การสร้าง
ความพอใจให้กับเดก็ นั้นอาจจะเปน็ คำชมเชย รางวัลจากผู้สอนซงึ่ เหลา่ นจี้ ะสรา้ งแรงจงู ใจให้เดก็ ต้องการ
กระทำกจิ กรรมอันจะนำมาซงึ่ การเรียนรตู้ อ่ ไป
การเสริมแรง Reinforcement() ของสกินเนอร์ การเสริมแรงคือ การกระทำใดๆ ที่ทำใหเ้ กิดการ
ตอบสนองในทางทตี่ ้องการเพม่ิ ข้นึ ตวั เสรมิ แรงคอื ตวั กระตุ้นท่ีทาให้เกดิ การเรยี นร้กู ารเสรมิ แรงจะใช้เพ่ือ
ทาใหเ้ กิดการตอบสนองบ่อยครัง้ มากขน้ึ กล่าวคือ ถ้าอาการตอบสนองเปน็ สงิ่ ที่เราตอ้ งการ เราก็จะเสรมิ แรง
การเสรมิ แรงมี2 ประเภทคือ
1. การเสรมิ แรงทางบวก Positive( Reinforcement)
2. การเสริมแรงทางลบ Reinforcement()
การเสรมิ แรงทางบวก เปน็ การกระทำชนิดหน่ึงชนิดใดท่ีทำให้เกดิ ความพอใจกับผเู้ รียนและความ
พอใจนั้นทำใหเ้ กิดการตอบสนองทต่ี อ้ งการมากคร้ังข้นึ หรือตอบสนองอยา่ งเข้มข้นมากขน้ึ เชน่ การให้ อาหาร
คำชมเชย ของขวญั ฯลฯ
8 74
การเสริมแรงทางลบ เป็นการพยายามทำให้เกดิ การตอบสนองเพม่ิ ขึ้น หรือเขม้ ขน้ มากขนึ้ โดยการ
กาจัดส่งิ เร้าท่ไี ม่พึงประสงค์ออกไปเสีย เชน่ การกาจัดเสียงดงั การลดการลงโทษ การลดการดุด่า เป็นต้น
(ฉลอง ทบั ศร,ี ม.ป.ป., หนา้ 14)
จากทฤษฎีดังกล่าวจะเหน็ ว่าการเสรมิ แรงเปน็ สิง่ จำเปน็ ท่ีผู้สอนตอ้ งคานึงถงึ เม่ือมกี ารเสริมแรง
ทางบวกและขณะเดียวกันก็ต้องเสรมิ แรงทางลบเพ่ือใหก้ ารเรียนรูบ้ รรลุวัตถุประสงค์
หลักการเขียนภาษาต่างประเทศ
ความหมายของการเขียน การเขียนเปน็ ทักษะซ่งึ ต้องจะอาศัยถอ้ ยคำและประสบการณต์ า่ งๆ
มาเรียบเรียงลำดบั ของความคดิ ใหต้ ่อเนอื่ งกนั ดว้ ยเหตนุ ้กี ารเขยี นจงึ เปน็ สว่ นหนึง่ ทจี่ ะแสดงพฤตกิ รรมการ
สรา้ งสรรค์ของผเู้ ขยี นด้วย
นกั ภาษาศาสตร์และผู้เชีย่ วชาญทางภาษาได้ให้ความหมายของการเขียนไว้หลายลกั ษณะ ดงั น้ี ลาโด
(Lado, 1964, p. 143) กล่าววาการเขยี นเป็นการส่อื ความหมายด้วยตัวอักษรซงึ่ เป็นที่เข้าใจ
ระหวา่ งผเู้ ขยี นและผอู้ ่าน มกี ารเรียบเรียงข้อความตามลักษณะโครงสร้างทางภาษาโดยใช้แบบฟอร์มของการ
เขยี นตรงกบั จุดมั่งุ หมาย ตลอดจนใช้สำนวนได้อยางถูกต้อง ส่วนอาราพอฟ (Arapoff, 1967, pp. 119-120)
ไดใ้ หค้ วามหมายของการเขียนสอดคลอ้ งกับฟนิ อคเชียโรั (Finocchiaro, 1973, p. 130) ว่าการเขยี นคือ
ความคิดทแี่ สดงออกในรปู ของตวั อักษร นอกจากน้โี อลิวา (Oliva, 1969, p. 152) และแมคคริ มอน
(Macrimon, 1987, p. 3) กล่าวว่าการเขยี นเป็นภาษาของผพู้ ดู ในการสือ่ ความคิด ความร้เู รือ่ งราวต่างๆ ของ
ตนให้ผู้อนื่ เขา้ ใจตรงกับเจตนาของผเู้ ขยี นซ่งึ ข้ึันอยู่กบั สัญลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นการเขยี น สว่ นอรุณีวิริยะจติ รา (2552,
หน้า175-179) กล่าววา่ การเขยี นคือการใช้ระบบของภาษารวมกันในรปู ของประโยคต่างๆ แสดง
กรยิ าอาการและความคิดแทนผูเ้ ขยี น
จากคำจำกัดความของการเขยี นข้างต้น สรุปไดว้ า่ การเขียน คอื การถา่ ยทอดความคิด ความรู้สกึ
ประสบการณอ์ อกมาเป็นตวั อกั ษร ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ความรู้ดา้ นคำศัพท์และโครงสรา้ งทางไวยากรณ์มาประกอบ
ใหเ้ หมาะสมถกู ต้อง สามารถสื่อความหมายให้ผูอ้ ่านเข้าใจตรงกับผเู้ ขยี นได้
ความสามารถในการเขียนลาโด(Lado,1964,p.245)กล่าวถึงความสามารถในการเขยี นวา่ เปน็
ความสามารถท่จี ะใชต้ วั อกั ษรอยา่ งมคี วามหมายและ
ยังสามารถเรยี บเรียงขอ้ ความจากลักษณะโครงสร้างภาษาที่ใชแ้ บบฟอร์มของการเขียนใหต้ รงกับ
จดุ มังุ่ หมายของการเขียนนน้ั ตลอดจนการใชถ้ อ้ ยคำสำนวนอย่างถูกตอ้ งซง่ึ สอดคล้องกับ คำกล่าวของโอลวิ า
(Oliva,1969,p.5)มคี วามคิดเห็นว่าการเขียนภาษาต่างประเทศหมายถงึ ความสามารถในการใชภ้ าษาอยา่ ง
คล่องแคล่วในสถานการณ์ทัว่ ๆไป รวมท้ัง ความสามารถในการใช้โครงสรา้ ง คำศพั ทแ์ ละสัญลักษณ์ท่ีใช้แทน
คำพดู ผูเ้ ขยี นจะต้อง มคี วามรู้เกยี่ วกบั คำศัพท์และโครงสร้างการเขียนจริงๆ สว่ นอาราพอฟ (Arapoff, 1967,
pp. 233-237) กล่าววาความสามารถทางการเขียน คอื ความสามารถในการจัดรวบรวมความคิด ต่างๆ
9 75
ให้เป็นถอ้ ยคาทส่ี ละสลวย ทำนองเดียวกบั เบอร์ทและดเู ลย์Burt( & Dulay, 1975, p. 292) ซง่ึ กล่าวว่า
ความสามารถในการเขียนแสดงให้เห็นถงึ การจัด ระเบยี บความคิด ออกมาในรูปประโยคได้อยา่ งเหมาะสม
กล่าวโดยสรุปความสามารถทางการเขียน หมายถึง ความสามารถในการเรียบเรยี งคำศพั ท์สำนวน
ตา่ งๆ อยา่ งถกู หลกั โครงสร้างไวยากรณ์เปน็ ข้อความสละสลวยและเหมาะสม ถูกตอ้ งตามความนยิ มของ
ภาษาเขียน
องคป์ ระกอบของการเขยี นการเขียนเพ่ือสอื่ ความหมายให้เข้าใจตรงกันทง้ั ผู้เขยี นและผู้อ่านน้ันมี
องค์ประกอบซึ่งนกั การศกึ ษาและผู้เชย่ี วชาญด้านการสอนได้จำแนกได้ดังนี้
ลาโด (Lado, 1964, p. 98) กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของการเขียนไวว้ ่า ผ้เู ขยี นจะต้องมคี วามรู้
โครงสร้างไวยากรณค์ าศพั ทก์ ารสะกดคำ และเคร่ืองหมายวรรคตอนซ่ึงนอกเหนอื จากส่งิ นี้แลว้ ผเู้ ขียน
จะตอ้ งมวี ัตถปุ ระสงคใ์ นการเขยี นและผเู้ ขยี นต้องมคี วามสามารถในการเขยี นเพ่ือส่อื ความหมายกับผูอ้ า่ นได้
ตรงตามวตั ถปุ ระสงคข์ องตน ส่วนเฮรสิ (Harris, 1969, pp. 63-69) และฮที ตนั Heaton,( 1975, p. 138) ไดท้ ำ
การเสนอข้อคิดเกยี่ วกบั เรอ่ื งขององค์ประกอบในการเรยี น ไว้สอดคล้องกันดังนีั้
1. ทกั ษะทางไวยากรณ์Grammatical( Skills) ความสามารถในการเขยี นประโยคตา่ งๆ
ไดอ้ ย่างถูกต้องและสอ่ื ความได้
2. ทกั ษะทางลลี าการเขียนStylistical( Skills) ความสามารถในการเลอื กประโยคและสำนวนได้
เหมาะสม
3. ทกั ษะทางกลไก Machanical( Skills) ความสามารถในการใชส้ ญั ลักษณ์ เครอ่ื งหมาย วรรคตอน
และอักษรตวั พมิ พเ์ ล็กหรอื พมิ พ์ใหญ่อยา่ งถูกตอ้ ง
4. ทักษะในการวนิ ิจฉัยขอ้ ความJudgement( Skills) ความสามารถในการท่ีจะเขียนได้ตามความคิด
อย่างสมเหตสุ มผล
นอกจากเนือ้ หาสาระ การวางรปู แบบ ไวยากรณ์ลลี า และกลไกในการเขียนแลว้ องคป์ ระกอบท่ีจะ
ช่วยให้นักเรยี นเขียนได้ประกอบด้วย
1. มคี วามรดู้ ใี นเรอื่ งท่จี ะเขยี น
2. มีจุดประสงค์แจม่ แจ้งวาจะสง่ สารเพอื่ เหตุใดและสามารถให้ผ้รู ับเข้าใจส่งิ ทต่ี นส่งสารไปให้
3. มีความรู้เกีย่ วกบั องค์ประกอบของภาษาคอื โครงสรา้ งทางไวยากรณใ์ ชค้ าศัพทแ์ ละรจู้ กั แบบ
แผนของการเรยี น ได้แก่เรื่องตัวสะกด เครอ่ื งหมายวรรคตอน
4. มคี วามสามารถในการสือ่ ความหมายด้วยการเขยี น สามารถเขียนโดยใช้ถ้อยคำสำนวน รูปแบบ
การเขียน ไดเ้ หมาะสมตรงตามจุดประสงค์ทีว่ างไว้
10 76
5. เขยี นไดร้ วดเร็วพอสมควรกับงานทีเ่ ขยี น (พิตรวัลยโ์ กวทิ วท,ี 2537, หนา้ 46-47)
กลา่ วโดยสรปุ การเขยี นทีด่ จี ะตอ้ งมอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ทีจ่ ะทำให้การเขยี นสามารถสอ่ื สารได้
ถูกตอ้ ง องคป์ ระกอบดังกลา่ ว ได้แกล่ ีลาในการเขยี น การสะกดคำการใชเ้ คร่ืองหมายวรรคตอน ความร้เู ร่อื ง
ศัพท์โครงสรา้ งไวยากรณ์และการเลอื กประโยคและสำนวนภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมกบสถานการณ์
หลกั การสอนเขียนภาษาต่างประเทศสำหรับผูเ้ รยี นต่างชาติการสอนเขยี นภาษาต่างประเทศ
สำหรับ ชาวตา่ งชาติไดป้ ฏบิ ัติสืบกันมาเป็นเวลานานโดยมีทฤษฎีและแนวคิดทจี่ ะทำให้เกิดการสอนแบบตา่ งๆ
ที่เชอื่ วา่ จะช่วยให้ผู้เรียนเขียนภาษาตา่ งประเทศได้อยางมีประสทิ ธภิ าพ ซ่ึงนกั ภาษาศาสตร์ไดแ้ บง่ แนวคิด
พนื้ ฐาน ออกเป็น 2 กลมุ่ ใหญด่ ังน้ี
กลมุ่ ท1ี่ วธิ สี อนแบบเดมิ หรอื แบบเนน้ ผลงาน วธิ สี อนแบบเดิมหรือแบบเน้นผลงานเปน็ วิธีการ
สอนเขยี นที่ความถูกต้องของผลงานเขยี น จงึ เปน็ วธิ ีสอนทีม่ ีการควบคุมใหผ้ เู้ รยี นฝกึ หดั เป็นข้นั ตอนโดย
เร่ิมต้นดว้ ยการควบคมุ อยา่ งเตม็ ท่ีเช่นการเขยี นเลียนแบบตัวอยา่ ง และการเขยี นตามคำบอก ตอ่ ไปก็ให้
ผู้เขยี นใช้ความสามารถของตนเอง เชน่ การเขยี นจากโครงร่างทก่ี ำหนดให้และตามด้วยการเขียนอยางอสิ ระ
ซง่ึ ผ้เู ขยี นจะต้องเขียนเอง โดยปราศจากขอ้ แนะนำ เปน็ การเขียนเพ่ือฝึกเขยี นรูปประโยคที่เรยี นมาในเรื่อง
ไวยากรณก์ ารเขียนจงึ เป็นเพียงสว่ นหนง่ึ ของการเรยี นไวยากรณว์ ิธีการสอนแบบนมี้ งุ่ หวงั ให้ผ้เู รยี นเขยี นได้
อยา่ งถูกต้องตามหลักภาษาซึง่ ไดก้ ลา่ วถงึ กจิ กรรมการสอนเขยี นไว้ในขั้นตอนของอเลก็ ซานเดอร์
(Alexander, 1971, pp. 8-21)
กลุ่มท2่ี วธิ ีการสอนแบบใหม่ในยคุ นี้ผู้สอนเรมิ่ พยายามแสวงหาแนวทางใหมใ่ นการสอนเขียนใช้
ศาสตร์ต่างๆ ในการศกึ ษาวิธีการสอน เช่น ภาษาศาสตร์จิตวิทยา และทฤษฎตี ่างๆ ทางการศกึ ษา วิธีสอนการ
เขยี น จงึ เปล่ียนจากการมงุ่ เนน้ ที่มคี วามถกู ตอ้ งของงานเขยี นมาเปน็ การเน้นปจั จยั ต่างๆ ในการเขยี น
ตลอดจนกระบวนการทเี่ กิดข้ึนขณะท่ีเขียน วิธีสอนในกลุม่ นี้จึงแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญค่ ือ
วิธีการสอนแบบเนน้ สื่อความหมายCommunication( Approch) สมิธ Smith,( 1961, p. 50)
ไดเ้ สนอ การสอนตามแนวคิดท่ีวา่ การสอนภาษาและการเรียบเรยี ง หมายถึง การคดั เลือกคาและโครงสรา้ ง
เพอื่ ให้ งานเขียนบรรลุเป้าหมายการสือ่ สารท่ตี ง้ั ไวใ้ นการสอน ควรกาหนดให้นกั เรยี นเลือกและเรยี บเรยี งภาษา
เพอ่ื ให้ได้ขอ้ มลู ที่ถูกตอ้ งตามหลักไวยากรณแ์ ละเหมาะสมกับสถานการณ์ในการเขยี นนนั้ ๆ งานเขียนท่ี
มอบหมายใหน้ กั เรียนเขียนนั้น ควรมีลกั ษณะเป็นการแกปญั หา้ กล่าวคอื เปน็ การสื่อความหมายบางอยางใน่
สถานการณ์เฉพาะ ควรให้นักเรยี นเกิดความรูส้ ึกวาก่าลงั เขยี นเพือ่ การสื่อสารกบผู้อ่ืนดังน้ันวธิ ีการสอน จึง
ควรมงุ่ เน้นการใชภ้ าษาเพื่อการส่ือสารเชน่ ควรเรียงประโยคเปน็ ขอ้ ความ
ไรม์ Raimes,( 1984, p. 9) สรุปวา่ วิธกี ารสอนที่เน้นการส่ือความหมายใหค้ วามสำคัญต่อจดุ มงุ่ หมาย
ในการเขียนและผูอ้ ่านข้อความนนั้ การสอนแบบนจี้ งึ มิใช่เพียงสนใจแตง่ านเขยี นแตค่ ำนงึ ถงึ องค์ประกอบ
11 77
ของการเขียนคือ จดุ มุง่ หมายของผู้เรียน และตัวผู้ที่คาดว่าจะอ่านขอ้ ความน้ันด้วย อลั เลน และวดิ โดวส์ ัน
(Allen & Widdowson, 1986, p” 122) กล่าวถึงวิธกี ารสอนแบบเน้นความหมายวาเปลี่ยนจากเนน้ ไวยากรณ์่
มาเปน็ การสือ่ ความหมายของภาษา แนวการสอนนีเ้ ปน็ ผลมาจากความตอ้ งการใชภ้ าษาเป็นเครือ่ งมือใน
กิจกรรมตา่ งๆ สว่ นวิดโดว์สัน (Widdowson, 1985, p. 44) เสนอว่าในการสอนควรจัดเตรยี มสถานการณ์ใน
การเขยี น คือ ให้ผู้เรียนรู้วาผูอ้ ่านคอื ใคร และเขยี นเพอ่ื อะไร หากขาดสถานการณด์ ังกลา่ วกม็ ิใช่การเขียนเพ่ือ
การส่ือสารแต่จะเป็นเพยี งแบบฝึกหดั ทางภาษาเท่านัน้
2. วธิ ีสอนแบบเนน้ กระบวนการ วิธสี อนแบบเนน้ กระบวนการเป็ นวิธีการสอนเขยี นภาษาอังกฤษที่
กาลังเปน็ ท่ีนิยมอยู่ในทศวรรษนก้ี ารสอนแบบนีม้ ีแนวคิดพนื้ ฐานท่วี ่าการเขียนเป็นกระบวนการทาง
สติปัญญาและภาษา เพราะในการสร้างงานเขียนน้ันผู้เขยี นต้องใช้ความสามารถท้ังในการใช้ความคิด
สตปิ ญั ญาและการใช้ภาษกระบวนการท่ีเปน็ ที่นิยมใช้ในการเขยี นนั้นประกอบดว้ ยขน้ั ตอนต่อไปน้ี
2.1 ขน้ั กอ่ นการเขยี น เปน็ ขั้นตอนที่ผู้เขียนสร้างความคดิ และค้นปัญหาข้อมูลตา่ งๆที่เสนอในการ
เขยี น ตลอดจนการวางแผนจดั เรียบเรียงขอ้ มูลทจ่ี ะนำเสนอในรายงานเขยี น
2.2 ขัน้ เขียน เป็นขน้ั ทผ่ี เู้ ขียนแปรความคิดออกมาเปน็ ตัวอักษรซ่ึงเปน็ การคิดฉบบั รา่ ง และขณะที่
เขียนนั้นมีการแก้ไขตลอดเวลาเพอื่ ให้ไดง้ านเขยี นทสี่ มบรู ณ์และส่ือความหมายไดต้ ามตอ้ งการ
2.3 ขนั้ หลังเขยี น เปน็ ข้ันที่ผู้เขียนปรับแกงานเขยี นทง้ั ในระดับเน้อื หาและภาษาทใ่ี ชเ้ พ่อื ใหไ้ ด้งาน
เขยี นทีถ่ กู ต้องชดั เจนต่อผอู้ า่ น
สรุปไดว้ า่ กลุ่มวิธีสอนแบบใหมม่ ่งุ ทก่ี ารส่ือความหมายของงานเขียน คำนงึ ถงึ องคป์ ระกอบในการ
สอ่ื สาร กิจกรรมการเรยี นการสอนจงึ เปน็ การกาหนดสถานการณ์ในการเขียนแทนการกาหนดรปู แบบการ
เขียน สว่ นวิธสี อนแบบเนน้ กระบวนการ มุ่งเนน้ ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบัตติ ามของกระบวนการเขียน
ขัน้ ตอนของกจิ กรรมการฝึกทกั ษะการเขียน การเขียนเปน็ การส่อื ความหมายทีต่ ้องอาศัยการฝึกท่ี
เปน็ ระบบหลายรปู แบบเพอื่ พัฒนาการเขียนของผู้เรียนMorris,มอริส 1966,( pp. 125-142) ได้แบง่ ลำดับ
ขัน้ ตอนการเขียนไว้ดงั น้ี
1. ขน้ั คัดตัวอกั ษร (Transcription) เพ่อื ฝึกนสิ ัยการเขียนทถ่ี กู ตอ้ งชัดเจน และสะอาดเรยี บรอ้ ย
2. ข้นั เขยี นตามคำบอก (Dictation) เปนการฝึ กฟัง การสะกดคำเคร่ืองหมายวรรคตอนและ
ไวยากรณ์
3. ข้ันการเขียนเปน็ เคร่อื งมอื ในการฝกึ ทักษะ (Writing as a Means) เนื่องจากการเขียนมี
ความสัมพนั ธ์กบการอ่ัานและไวยากรณแ์ ละการเขียนนับเปน็ เครื่องมอื ทม่ี ีประโยชนใ์ นการทดสอบความรู้
4. ขนั้ การเขียนเพื่อแสดงออก (Productive Writing) ขน้ั นปี้ ระกอบดว้ ย เนื้อหารูปแบบและลีลา
นักเรยี นตอ้ งรถู้ งึ ส่งิ ที่ตนจะเขยี น ซง่ึ หมายถงึ ความคิดและต้องร้วู ่าจะกลา่ วอะไร นนั ก่็คอื การใช้คำและ
รูปแบบของภาษาต่างประเทศเปน็ เครอื่ งแสดงออกซง่ึ ความคดิ ของตน ขน้ั นคี้ รอบคลุมถึงการแปลและ
เรยี งความทัง้ แบบควบคุมและแบบอิสระ
12 78
นอกจากน้ีลาโด (Lado, 1964, pp. 143-145) ได้เสนอแนวทางในการฝึกเขียนภาษาต่างประเทศเป็น
4 ข้ันตอน ดงั น้ี
1. ขั้นเตรยี มตวั ก่อนการเขียน เปน็ ขนั้ เขยี นสญั ลกั ษณ์ต่างๆ แทนคำพูด ฝกึ การคดั เลือกสญั ลักษณ์
และตัวอักษรแบบตา่ งๆ ช้ีให้เห็นถงึ ความสมั พนั ธ์ของตัวอกั ษรกบระบบเสยี งรวมทั้งลีลาในการเขยี นและ
ความแตกตา่ งของสญั ลักษณ์แตล่ ะตัว
2. การคดั ลอกข้อความจากบทอา่ น เป็นการจัดสถานการณ์ใหผ้ ู้เรียนได้ฝกึ เขียนตามแบบที่
กาหนดให้ซึ่งเป็นข้อความแบบยาวๆ ท่ีผู้เรียนได้อ่านไปแล้ว
3. การถา่ ยทอดสิง่ ทไี่ ดพ้ บเหน็ เป็นตวั อกั ษร เปน็ การฝึกเขยี นตามคำบอก โดยครบู อกคำท่ีผเู้ ขยี นเคย
ร้จู กั ให้ผู้เรยี นเขียนตามคำบอก นอกจากนย้ี งั ฝึกให้ผเู้ รียนรู้จกั ถ่ายทอดคำพูด หรือแตง่ ประโยคด้วยตนเอง
และเขยี นประโยคดังกลา่ วโดยไม่มีแบบอยา่ งให้ดู
4. การเขยี นเรยี งความ เปน็ การเขยี นเพื่อรายงาน แสดงความคิดเหน็ หรอื ให้ข้อมูลต่างๆในรูปแบบท่ี
ถูกตอ้ งตามแบบแผนและโอกาส เชน่ การเขียนจดหมายถึงเพอ่ื น ซงึ่ เปน็ แบบทีไ่ ม่เปน็ ทางการ ซึ่งครจู ะต้อง
สอนให้ผ้เู รี ยนเขา้ ใจเรืง่ วตอ่างๆ ทส่ี ำคญั ต่อการเขยี นเพ่อื การส่ือสาร เช่น หัวเร่อื ง ความชัดเจนของ
แนวคดิ และวัตถุประสงค์ตลอดจนความแจ่มชดั และความมีประสิทธิภาพในการเขียน
จะเหน็ ไดว้ าขั้นตอนในการสอนเขียนนน้ั จะเร่ิมเขียนจากสิง่ ง่ายๆ ขนึ้ ไปหาส่งิ ที่ยากขนึ้ ตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมนี ักวชิ าการที่ได้เสนอแนะวธิ ีการจัดกิจกรรมการสอนเพอ่ื ฝกึ ทกั ษะการเขยี น (สุมติ รา องั วฒั นกลุ ,
2540, หน้า185) ได้เสนอแนะวาควรมหี ลักการดังน้ี
1. การสอนทักษะการเขียน ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นได้ฝึกและเสรมิ รูปแบบภาษาท่ีผู้เรยี นคุน้ เคย
แล้วจากการฟังและพูด
2. การควบคมุ การเขยี นควรลดน้อยลงตามลาดบั ผ้เู รียนควรฝกึ ตอบสนองตอ่ ส่งิ ชี้แนะดว้ ยตนเองที
ละนอ้ ย
3. กจิ กรรมการเขยี นเพ่อื การสอื่ สารควรเนน้ เปน็ พเิ ศษ และหลงั จากที่ผู้เรียนไดฝ้ กึ การเขียนตามที่
ผู้สอนชีแ้ นะแล้ว ผู้เรยี นควรมอี สิ ระเตม็ ท่ีในการเขียน
นอกจากน้อี ะโบเดอรนิ (Aboderin, 1986, pp. 38-40 อา้ งถึงใน ถนอมศรี เหลาหา,2535, หนา้ 25-
26) และสมุ ติ รา อังวัฒนกลุ 2537,( หน้า185-198) ได้เสนอขัน้ ตอนการจดั กิจกรรมการสอนทีส่ อดคลอ้ งกันว่า
กจิ กรรมการสอนทกั ษะการเขียน แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ตามลกั ษณะการเขยี นดงั น้ี
1. เขียนแบบควบคมุ เป็นกจิ กรรมในการสอนทักษะการเขียนท่ผี สู้ อนใหเ้ นอ้ื หาและรปู แบบภาษา
สาหรับผู้เรยี นใช้ในการเขียน การเขียนท่มี กี ารควบคุม ไดแ้ ก่การเรยี นในลกั ษณะตอ่ ไปนี้
13 79
1.1 การคัดเลือก เป็นกิจกรรมที่ตอ้ งการฝึกการเขียนให้เด็กอยางง่ายท่ีสุด โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพอ่ื ให้
เด็กค้นุ เคยกบคาั ศัพทร์ ปู แบบประโยค ข้อความ การสะกดคา การใช้เคร่อื งหมายวรรคตอน การขึน้ ประโยค
หรอื การเขียนตัวอักษรตวั ใหญ่เป็นต้น
1.2 การเติมคำให้สมบูรณ์วธิ เี ติมคำนอ้ี าจจะทำในลักษณะดงั นค้ี อื ครูผู้สอนนาข้อความมาให้
ผู้เรยี นอา่ น 2-3 ครัง้ กอ่ น หลังจากนน้ั จะตดั คำใดคาหนึ่งในข้อความนน้ั ท้งิ ไปแล้วให้ผ้เู รียนใช้ความสามารถ
ในการหาคำมาเตมิ ในข้อความให้สมบูรณ์
1.3 การเปล่ยี นคำให้แตกตา่ งไปจากเดิม เปน็ การเขยี นเรียนแบบเนื้อเรื่องตามฉบับทีใ่ ห้ไวโ้ ดย
เปลีย่ นคาหรือวลีบางอนั ให้แตกต่างไปจากเดิม แต่ยงั อาศยั เคา้ โครงเรอ่ื งเดิมเป็นส่วนใหญ่
1.4 การเขยี นเรยี งความให้อยใู่ นกรอบทกี่ าหนดให้เปน็ การฝกึ เขยี นท่ียากขน้ึ โดยให้ผเู้ รยี นเลือก
เอาสว่ นตา่ งๆ ของภาษามารวมกนั ให้เป็นประโยคข้อความเช่น ใหค้ ำอยู่ในรูปตาราง ผเู้ รียนจะต้องเลือกคำ
เหลา่ น้นั มาผูกเปน็ ประโยค หรอื ขอ้ ความตามความเหมาะสม
1.5 การฝึกเขยี นที่ใชท้ ัษะการฟังเป็นการเริม่ กจิ กรรม เช่น ให้ผเู้ รียนฟังเรอื่ งจากเทป แล้วเขยี น
ข้อความทไี่ ด้ฟังจากเทป
1.6 การเขยี นโดยใช้รูปภาพ วธิ กี าร คอื ครูนำภาพมาเปน็ ตัวกำหนดโครงเรื่องให้ผูเ้ รียนเขียนเร่ือง
ตามรปู ทกี่ ำหนดให้
1.7 การเขียนโดยใชข้ อ้ มูลจากแผนผงั ตาราง กราฟ หรือแผนภมู ิ
1.8 การใชบ้ ทสนทนาเป็นการส่งเสริมการเขียน เช่นให้ผเู้ รยี นฝกึ พูดสนทนากนั แลว้ เขียนทับ
สนทนาท่ใี ชพ้ ดู นั้น เป็นตน้
1.9 การรวมประโยคเขา้ ดว้ ยกนั เป็นกจิ กรรมอกี รปู แบบหน่ึงท่จี ะปูพ้นื ฐานความสามารถทางการ
เขยี นได้ดี
2. การเขยี นแบบชแี้ นะ เปน็ การเขยี นท่ีผ้เู รียนตอ้ งแสดงความสามารถและแสดงความเห็นมากขนึ้
ครูเป็นเพียงผูว้ างโครงร่างและจุดสำคญั ๆ ใหเ้ ท่าน้นั กอ่ นลงมอื เขยี น ผู้เรยี นอาจจะอภิปรายร่วมกันในหวั ข้อั
น้ันๆ ก่อนแล้วจงึ เขยี น โดยเลอื กใช้คาให้เหมาะสมกบสิั่งท่ีต้องการแสดงออก
3. การเขียนแบบเสรี เป็นทักษะการเขยี ส้ ุดท้าย ผู้เรยี นต้องใช้ความสามารถหลายๆ อย่างเขา้ มา
ผสมผสานกนั
นอกจากน้ีอรณุ วี ริ ิยะจิตรา (2532, หนา้ 175-191) ไดก้ ล่าววา่ ในการจดั กิจ่ กรรมการเขียนเพื่อให้
ผู้เรียนสอื่ สารไดน้ นั้ จะตอ้ งฝึกเรียงลาดบั จากการเขยี นงา่ ยๆ เช่น การเขียนเลยี นแบบไปจนกระทง่ั ผู้เรยี น
สามารถเขยี นได้อย่างอสิ ระ โดยมีกจิ กรรมดังน้ี
1. การฝกึ รปู แบบภาษาด้วยการสรา้ งประโยค ควรเป็นการฝกึ ให้ผ้เู รียนสร้างประโยคโดยคำนงึ ถงึ
ความหมายซึ่งสามารถทำไดห้ ลายแบบ ดงั นี้
14 80
1.1 การเรยี งคำให้ได้ความถูกต้อง ถ้าผู้สอนต้องการให้ผ้เู รยี นฝึกการแต่งประโยคปฏิเสธ ผู้สอน
อาจให้ผูเ้ รยี นเรียบเรยี งข้อความดงั ตัวอย่างให้ถูกต้อง
1.2 การเลือกคำนำมาสรา้ งประโยคใหไ้ ดค้ วามหมาย ผู้สอนตอ้ งการให้ผู้เรียนฝึกการสร้างประโยค
บอกเล่า โดยมีคากริยาในรูปอดตี กาล ผู้สอนอาจให้ผเู้ รยี นนำคำตอ่ ไปนม้ี าสร้างประโยค เชน่
I wrote a letter.
John spoke Spanish.
He ate noodle.
Pichai and Udom bought a ticket.
You drank coffee.
1.3 การเตมิ คำลงในประโยคเพือ่ ใหไ้ ด้ขอ้ ความท่ีถูกตอ้ งและมคี วามหมาย ถา้ ผู้สอนตอ้ งการให้
ผ้เู รยี น เขยี นรปู แบบประโยค“IFclause” ผู้สอนอาจให้ผู้ยเตมิ ขอ้ ความลงในประโยครี ดงั ตอ่ ไปน้ี
If it rains I don’t go to school.
will take an umbrella.
will stay home.
2. การฝึกรปู แบบภาษา โดยให้ผู้เรยี นขอ้ ความตามแบบขอ้ ความทีใ่ หไ้ วเ้ ปน็ ตวั อย่าง โดยเปลี่ยน
เฉพาะเนอ้ื หาแต่ให้คงรูปแบบของภาษาไวใ้ นการกระทาเชน่ น้ผี ูเ้ รยี นจาเปน็ ตอ้ งคำนงึ ถงึ ความหมาย
นอกเหนือจากรปู แบบของภาษา
3. การฝกึ รูปแบบภาษาโดยให้ผเู้ รยี นใช้ภาษาทตี่ ้องการฝกึ เขียนเรยี บเรียงประโยคทใี่ หม้ าในรปู ของ
อนเุ ฉท
4. การฝึกรปู แบบภาษาโดยให้ผ้เู รยี นใช้ภาษาท่ตี ้องการฝึกสรา้ งเร่อื งราวขน้ึ มาจากคาสถานการณ์
หรือรูปแบบทีใ่ ห้มาเปน็ แนวทาง เช่น ถา้ ผู้สอนต้องการให้ผ้เู รียนฝึกการบรรยายเหตกุ ารณ์ในรูปของอดีต กาล
ผู้สอนอาจให้ผเู รียนเรยี งลำดับรปู ทใี่ ห้มาโดยใส่ตวั เลขขา้ งๆรปู ตามลำดบั ก่อนหลงั ทีเ่ กิดขนึ้ แลว้ ใหน้ ำ
รูปภาพและคำที่ใหม้ าเปน็ แนวทางในการแตง่ เร่อื ง
หลงั จากฝึกจนแนใ่ จวาผูเ้ รียนมีความแมน่ ยำในรปู แบบ ความหมาย และวิธกี ารใช้ภาษาแล้ว ผู้เรียน
ควรมโี อกาสได้นำสิง่ ท่ตี นไดเ้ รียนมาใชใ้ นการสือ่ สารจรงิ ดว้ ยการพูดหรอื การเขยี นซึง่ ขน้ึ อยกู่ ับ
วัตถุประสงคท์ ต่ี ้ังไวก้ ่อนเรียน ในการสอนขน้ั นก้ี ิจกรรมท่ีใหผ้ เู้ รยี นทาควรเปน็ กจิ กรรมทีผ่ เู้ รียนตอ้ งการและ
15 81
มีจดุ มุ่งหมายในการส่อื สาร นอกจากนีค้ วรเปดิ โอกาสให้ผ้เู รยี นได้เลือกใช้ภาษาหรือเน้อื หาดว้ ยตนเองให้
มากทสี่ ดุ และผู้เรียนควรจะประเมนิ ประสทิ ธิผลในการสือ่ สารดว้ ยตนเองจากขอ้ มูลยอ้ นกลับของผู้ร่วม
สื่อสารได้ท้งั นีเ้ พ่อื ท่ีจะใหก้ ารสื่อสารมคี วามหมายเหมอื นจรงิ ใหม้ ากทส่ี ุด
จากทีก่ ล่าวมา พอสรปุ ได้ว่า การสอนเขียนนั้นควรจัดกิจกรรมให้สอดคลอ้ งกบั ความสามารถของ
ผู้เรียนโดยเรม่ิ จากสิ่งที่ง่ายกอ่ นไปสูส่ ิ่งทยี่ ากข้นึ ตามลาดับ ซบั ซอ้ นมากยิง่ ขน้ึ การท่ีผเู้ ขยี นจะเขียนได้ดีต้อง
อาศัยการฝึกแกไ้ ขข้อบกพร้องปรับปรงุ อยูตลอดเวลา จะทำให้ความสามารถในการเขยี นดีข้ึน
ดงั น้นั การจัดการเรยี นภาษาญ่ีปุ่นตามหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 เพื่อให้
ผู้เรียนมคี ุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามความหวงั ของหลักสูตรการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ผูว้ จิ ัยจึงได้ผสมผสาน
วิธกี ารสอนเขียนดงั กลา่ วเพ่อื ฝึกฝนใหผ้ ู้เรยี นมคี วามสามารถในการเขียนภาษาญ่ีป่นุ ดขี ้นึ
จิตวทิ ยาสำหรับการสอนเขียนภาษาตา่ งประเทศ
จติ วิทยาเปน็ เรื่องจำเปน็ ในการเรียนการสอนภาษาตา่ งประเทศซึง่ จะช่วยให้การเรยี นรู้บรรลุ
วัตถุประสงค์และทาใหก้ ารเรยี นการสอนสมบูรณ์ย่ิงขึน้ จติ วทิ ยาที่ได้นามาใชใ้ นการปฏิบัติกจิ กรรมการ
เขียนภาษาต่างประเทศดังน้ี
1. ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล (Individual Differences) นกั เรียนแตล่ ะคนย่อมมีความแตกต่างกนั
ทง้ั ดา้ นสติปัญญา อารมณ์จิตใจ และทกั ษะนิสยั ดังนัน้ ครูจงึ ตอ้ งคำนงึ ถงึ เรอ่ื งน้ใี นการจัดกลมุ่ จัดช้นั เรียนให้
คละกันระหว่างนกั เรียนปานกลางและอ่อน เพ่ือใหน้ กั เรยี นได้ชว่ ยเหลือซ่ึงกนั และกนั
2. ความพร้อม Readiness() นักเรียนทมี่ ีวัยตา่ งกนั ความพร้อมย่อมไมเ่ หมอื นกัน จึงตอ้ งมกี ารตรวจ
ความพรอ้ มของนกั เรยี นอย่เู สมอ ครูต้องสำรวจความรพู้ น้ื ฐานของนกั เรยี น ว่าพร้อมทจี่ ะเรยี นหรอื ไม่อาจ
ใหม้ กี ารทบทวนควมรเู้ ดมิ การท่ีนกั เรยี นมคี วามพร้อมกจ็ ะทำใหน้ กั เรียนเรยี นไดด้ ี
3. แรงจูงใจ Motivation() การให้นกั เรียนทำงาน หรอื ทำแบบฝกึ หัด นกั เรียนตอ้ งการความสำเรจ็
หรอื ทำได้เมอ่ื ทาใหเ้ กดิ ความพอใจ และเกดิ ขวัญหรอื กำลังใจดเี กิดแรงจงู ใจ อยากทำตอ่ ไปอีก ดังนน้ั หาก
นักเรยี นทำไมไ่ ด้ครตู ้องหาบทเรียนงา่ ยๆ และทำซา้ ๆ จนนกั เรยี นเขา้ ใจเสยี ก่อน จึงจะสอนบทเรียนต่อไปใน
การสอน ครูจงึ ควรคำนงึ ถงึ เร่อื งต่อไปน้ี
งาน
แรงจงู ใจ ความส าเรจ็
ขวญั ความเข้าใจ
ภาพท่1ี แสดงผลท่ีควรไดร้ ับจากแรงจูงใจ
16 82
4. การเสริมกาลงั ใจ (Reinforcement) เปน็ เรอ่ื งสำคัญในการสอนเพราะคนเราเมอ่ื ทราบว่า
พฤติกรรมทแ่ี สดงออกเป็นท่ยี ่อมรบั ยอมเกิดกำลงั ใจ การกล่าวชมนักเรียนในโอกาสทเ่ี หมาะสม เชน่ เก่ง ดี
หรอื แสดงทา่ ทางวา่ พอใจในการกระทำของเขา ย่อมเปน็ กำลังใจแก่นักเรยี นอยา่ งมาก (พติ รวลั ย์ โกวทิ วท,ี
2537, หนา้ 4-5)
ในการจัดการเรียนการสอนครสู ามารถจดั ประสบการณเ์ พือ่ ชว่ ยให้เด็กเกิดความพร้อมโดยการ
กระตุ้นใหเ้ กดิ เร็วข้ึนได้ดังท่ีพรรณีช. เจนจติ (2538, หน้า195-197 อา้ งอิงจากBrune, 1960) ได้กลา่ วว่า
“เราจะสามารถสอนวชิ าใดกไ็ ดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพโดยใชว้ ธิ กี ารที่เหมาะสมใหก้ บั เดก็ คนใดคนหนง่ึ ในระดับ
อายุใดก็ได้” ความพร้อมในท่นี ห้ี มายถึง ความสามารถทเี่ ดก็ จะเรยี นทกั ษะอย่างง่ายๆ ได้ก่อน ซ่งึ
ทักษะน้เี ปน็ พ้ืนฐานของทักษะท่ยี ากต่อไป นอกจากนย้ี ังกล่าวอกี ว่าในการสอนเพ่อื ให้มีความหมายกับ
ผเู้ รียนน้ันมี2 ลักษณะคือ
1. ก่อนจะสอนส่ิงใดใหมส่ ำรวจความรคู้ วามเข้าใจของเดก็ กอ่ นว่ามีพอทจ่ี ะท่าความเข้าใจเรอื่ งใหม่
หรือไม่ถา้ ยงั ไมม่ ีจะต้องจัดให้
2. ชว่ ยให้ผ้เู รยี นจำสง่ิ ท่เี รยี นไปแล้ว โดยวิธชี ่วยใหผ้ เู้ รยี นมองเหน็ ความเหมอื นและความแตกต่าง
ของความร้ใู หม่และความรูเ้ ดิม ในขณะเดียวกนตอ้ งใหผ้ ู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรเู้ ดิมไดจ้ ะช่วั ยให้เกิด
การเรียนรแู้ ละการจำ (พรรณี ช. เจนจิต,2538, หนา้ 399 อ้างอิงจากAusubel, 1963)
การสอนทักษะ การทบี่ คุ คลสามารถทจี่ ะเรยี นร้ใู นการทำส่ิงต่างๆ นนั้ จะตอ้ งอาศยั แรงจงู ใจ
ความคดิ รวบยอด การแก้ปญั หา ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ความคิดสรา้ งสรรค์เจตคติและทักษะ วธิ ชี ว่ ยให้เกดิ
ทักษะในการเรยี นอาจสรุปไดด้ งั นี้
1. เร่มิ แรกบอกให้เด็กทราบว่าจะทำอะไรชีแ้ จงให้เห็นความสำคญั เพ่อื เรา้ ใหเ้ ดก็ เกดิ ความสนใจ
และกระตุน้ ใหเ้ ห็นวา่ ส่งิ นั้นมีความจำเปน็ สาหรับตนเองอยา่ งไรและสาธติ ให้เด็กดูเม่อื สาธิตแล้วอธิบายให้
เข้าถงึ ความสมั พันธ์จุดที่สงั เกตโดยการเขยี นกระดานทลี ะขั้น
2. ให้เด็กมโี อกาสได้ฝึกหัดทันทีหลงั การสาธติ สง่ิ ท่ตี ้องคำนึงถึงคือการทำซำ้ และการเสริมแรง
3. ในขณะฝกึ หัดควรใหค้ ำแนะนำเพอ่ื ชว่ ยให้เดก็ ทำทักษะนั้นดว้ ยตนเอง
4. ใหค้ ำแนะนาในบรรยากาศสบายๆ ไม่วิจารณ์เพราะบางคนกลวั ผดิ ทำไมไ่ ด้ความยั่วยุให้เกดิ ความ
พยายามท่จี ะลอง
5. ในการฝึกหัด ควรเนน้ สงิ่ ทถ่ี กู เป็นสิง่ ทมี่ ีประโยชน(์ พรรณีช. เจนจติ , 2538, หนา้ 539-540)
การเขียนภาษาต่างประเทศเป็นทกั ษะทค่ี ่อนขา้ งยากสาหรับผู้เรียนท่ีเร่ิมเรยี นภาษาโดยเฉพาะผู้เรยี น
ที่เรยี นชา้ จงึ ถอื เป็นเร่อื งจำเป็นทีค่ รผู ู้สอนตอ้ งคานงึ ถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล
ความพร้อมของผู้เรียน เพอ่ื เสริมกาลงั ใจ และสร้างแรงจูงใจใหม้ คี วามแตกตา่ งระหว่างบุคคลน้อยลง
และเสริมให้ผ้เู รยี นเร็วได้ ประสบความสำเร็จในการเรยี นเร็วขึน้
17 83
ส่ือการสอนภาษาตา่ งประเทศ
ความหมายของสือ่ การสอน หมายถึง ส่งิ ตา่ งๆ ท่ีผู้สอนนำมาใช้เป็นส่ือกลางในการส่ือ
ความหมายเพอื่ ใหก้ ารเรยี นการสอนบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ี่ตอ้ งการ ซ่งึ อาจเปน็ บุคคล เหตุการณ์ การศึกษ
นอกสถานทวี่ สั ดอุ ปุ กรณก์ ิจกรรมและวธิ ีการตา่ งๆ เป็นตน้
สือ่ การสอนมคี วามจำเป็นเพราะสังคมมกี ารเปลยี่ นแปลงอยู่เสมอ ความรู้ใหม่ๆ เกิดข้ึนมากทำให้ครู
ต้องสอนเน้อื หาวิชามากขนึ้ จำนวนนกั เรยี นเพิม่ มากข้ึน สื่อการสอนเปน็ ส่งิ สำคญั ในการสอนเอกตบคุ คลใหั้
มีประสิทธิภาพชว่ ยแกป้ ญั หานกั เรียนทีม่ ีภูมหิ ลังและพน้ื ฐานการเรียนที่แตกต่างกนั รวมทัง้ นักเรียนท่ี
เสียเปรียบทัง้ ดา้ นสติปัญญาและเศรษฐกจิ ด้วย
มัทนา ทองใหญ่(2539, หนา้ 16-19) ได้จำแนกสือ่ การสอนภาษาอังกฤษสาหรับผ้เู รียนไว้ดงั นี้
1. ห้องปฏบิ ตั ิการทางภาษา การเรยี นการสอนคือ การเรียนระบบเสยี งซึ่งใชส้ ือ่ ความหมาย การ
เรมิ่ ต้นเรียนจึงเร่ิมตน้ ด้วยเสยี ง สื่อหรืออปุ กรณ์ที่จะช่วยในการสอนทกั ษะการฟัง พดู ได้อยา่ งดีคือ
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทางภาษา การฝกึ ใหน้ กั เรยี นได้ฟังเสยี งและสำเนียงที่ถกู ต้องตามหลักสัทศาสตร์
ครผู ู้สอนโดยตรงหรอื ฟังซีดซี ง่ึ พดู โดยเจ้าของภาษา นกั เรยี นจะได้ฟังการออกเสยี งทถ่ี ูกต้องและฝกึ พูดตาม
ใหเ้ หมือนหรือใกล้เคียงทีส่ ุด ในเวลาเดยี วกนั ครูก็สามารถฟงั เสยี งของนกั เรียนแต่ละคนได้อยางชัดเจน และ
สามารถแกไ้ ขไดท้ นั ทีทอ่ี อกเสยี งผิด
2. เครื่องเลน่ ซดี ี ราคาไม่แพงนกั เมอื่ เทยี บกบั ประโยชนท์ ี่ใช้สำหรบั สอนบทสนทนา สอนเพลง
หรือการฟงั เพ่อื ความเข้าใจ
3. โทรทัศน์เทปวีดีโอ ในปัจจุบันมบี ทเรียนภาษาตา่ งประเทศในรูปวดี โี อมากมายต้งั แต่ตัวอักษร ครู
สามารถเลือกซ้ือเนอื้ หาตามที่ตอ้ งการได้มีท้งั นทิ าน การต์ นู เพลง ก็นามาใช้เสรมิ บทเรียนได้เปน็ อยางดี่
4. ของจรงิ ไดแ้ ก่ตวั ครูนกั เรียน สงิ่ ของตา่ งๆ ทมี่ อี ยใู่ นหอ้ งเรยี นจะช่วยให้นักเรยี นได้
ประสบการณ์ตรง ซึง่ เป็นการดีทส่ี ดุ ทำใหน้ กั เรียนเขา้ ใจอย่างถูกตอ้ ง ชดั เจน รวดเร็วและจำไดอ้ ยา่ งแม่นยำ
5. ของจำลอง ใช้แทนของจรงิ เนอ่ื งจากของจริงบางอยา่ งไมส่ ะดวกในการหา ก็สามารถใชข้ อง
จำลองแทนไดด้ ไี ม่แพข้ องจรงิ
6. รูปภาพ เปน็ สือ่ ท่หี าได้ง่าย ประหยดั และสะดวกในการนามาใช้ประกอบการสอน อาจเกบ็ เปน็
หมวดหมู่จะสามารถนามาใช้ได้ทันที
7. กระดานชอลก์ อุปกรณ์บางอยางไมส่ ามารถจะอธิบายได้ชดั เจนเทา่ กระดานและชอลก์ กระดาน
ใชเ้ ขียนเฉพาะหัวขอ้ สาคญั ท่ตี ้องการเน้น และใช้เปน็ สอ่ื ในการเลน่ เกมตา่ งๆ ได้
8. บัตรคำ เป็นอปุ กรณท์ มี่ ีประโยชนม์ าก ควรมีอักษรท่พี อเหมาะ อ่านงา่ ยและตัวหนงั สอื สวยงาม
ส่วนมากจะใช้สอนคำศพั ท์และเรยี งประโยค ใชเ้ ล่นเกม สรุปบทเรยี น
9. แถบประโยค ใชเ้ ขียนประโยคตวั อยา่ งหรือขอ้ ความทต่ี ้องการเนน้ มีวธิ ีการเขียนเช่นเดยี วกับ
บตั รคำ
18 84
10. กระเป๋าผนัง ใช้สำหรับเสียบบตั รคำ บตั รภาพ บตั รอกั ษรและแถบประโยค ใช้แขวนไว้ให้
นกั เรยี นดูเพอ่ื ทบทวนส่ิงทีเ่ รียนไปแลว้
11. บตั รอกั ษร ใช้สำหรับนกั เรยี นที่เรมิ่ เรียนภาษาต่างประเทศ
ควรมีขนาดใหญแ่ ละสามารถมองเห็นได้ ชดั เจนและควรจะแสดงเสน้ วิธกี ารเขียนทถี่ กู ต้อง
12. หุ่น สามารถทำไดง้ ่ายๆ ไม่ส้นิ เปลอื งมากนกั ใช้สำหรับสอนบทสนทนาและแสดงบทบาท
สมมติ
13. กระดานนเิ ทศ ครูมกั ใช้ติดคำศัพท์ รปู ประโยคทเี่ รียนไปแล้วเพอื่ เป็นการทบทวนบทเรียน
อาจจะใหน้ ักเรยี นจัดทำเปน็ ผลงานของนักเรียนและตดิ ไวใ้ นห้องเรยนเพอ่ื นกั เรียนจะมคี วามสนใจมากยงิ่ ขึน้
14. สอ่ื สำหรบั กิจกรรมเกมต่างๆ เกมตา่ งๆ เป็นกจิ กรรมทจ่ี ำเปน็ สำหรบั การสอนเด็กนกั เรยี น
นกั เรยี นจะมคี วามสนุกสนาน เพลดิ เพลินและเปน็ การฝึกภาษาของนักเรียนดว้ ย
15. สอ่ื คมุ ชนั้ เรยี น สอื่ นคี้ วรจะเปน็ รางวลั หรือแรงเสริมเพ่อื ใหน้ กั เรียนตงั้ ใจเรยี นไดโ้ ดยอตั โนมตั ิ
ส่ือการเรยี นการสอนดังกล่าวเปน็ สือ่ การเรยี นการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศที่ครู
สามารถผลิตข้ึนเอง นกั เรียนสามารถมีสว่ นรว่ มในการผลติ และเลือกใช้ให้เหมาะสมกบั บทเรยี นและตวั ของ
ผู้เรียน การเรยี นการสอนจะประสบความสาเร็จดียงิ ขนึ้่
ขอ้ ควรคำนึงในการผลิตส่อื การสอน
1. เนอื้ หา ครคู วรทราบเน้ือหาท่แี น่นอนเพราะเนอื้ หาเปน็ ตวั กำหนดให้ครสู รา้ งสื่อที่เหมาะสมกบั
บทเรยี นทจ่ี ะเรียน
2. ระดบั ชั้น ในการออกแบบสือ่ ครจู ำเป็นต้องทราบระดับชัน้ ของผเู้ รยี น เพราะการผลติ สอ่ื ต้อง
คำนึงถึงอายุความสามารถ ลกั ษณะของผเู้ รยี นเพือ่ จะได้ทราบถงึ ความสนใจและชว่ งความสนใจของ
นกั เรียนว่าสั่น้ ยาวเพยี งใด
3. จำนวนผเู้ รียน เป็นสง่ิ ที่กำหนดขนาดของสือ่ ได้คือถ้านักเรยี นมากครูตอ้ งผลติ ส่ือท่มี ีขนาดใหญ่
มองเห็นชัดเจน ถ้าจำนวนนักเรอี นน้อยครูกส็ ามารถผลิตส่ือทีม่ ีขนาดเลก็ ลง
4. ประหยัด ในการผลิตสื่อการเรยี นการสอนไมค่ วรใชว้ ัสดทุ ีม่ รี าคาแพงและสิ้นเปลอื งมากเกนิ ไป
ถ้าเป็นวสั ดุใช้แล้วยิงด่ี
5. ใชไ้ ดค้ ุม้ ค่า สามารถนาไปใชไ้ ด้ในหลายๆ กิจกรรม มีความคงทน แข็งแรงใช้ไดห้ ลายคร้ัง โดย
ไมช่ ารุดงา่ ยๆ
6. การเกบ็ รกั ษา ควรคานึงถึงการเกบ็ รักษาด้วยวาจะเก็่บอยางไรควรจะเปน็ หมวดหมสู่ ถานทเี่ กบ็
อาจจะเปน็ ล้ินชกั ตเู้ ก็บอปุ กรณเ์ พื่อกันฝ่นุ เขา้ จับส่อื ได้
ขอ้ ควรพิจารณาในการเลอื กใช้สือ่
ในการพจิ ารณาส่อื การสอนมาใช้ในการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนนัน้ มัทนา ทองใหญ่(2539,
หนา้ 14-15) ได้เสนอลกั ษณะของส่ือการสอนทีด่ ีไวด้ งั น้ี
19 85
1. สอดคลอ้ งและเหมาะสมกับวตั ถุประสงคแ์ ละเนอ้ื หาท่ีจะสอนในชวั โมงนัน่ ๆ
2. เหมาะสมกบั วัยของผ้เู รียน ผูเ้ รยี นแต่ละวยั จะมีความสนใจ ความตอ้ งการและความสามารถ
แตกต่างกัน ดงั นั้นควรจะเลือกใช้ส่ือทเี่ หมาะสมกบวัยของผูเ้ รียน เพอ่ื ดึงดูดความสนใจได้
3. เหมาะสมกบั กจิ กรรมการเรียนการสอน โดยเน้นให้ผเู้ รยี นไดก้ ระทำด้วยตนเอง เกดิ การเรยี นรู้
กล้าแสดงออก เพ่ือใหก้ ารเรยี นการสอนไดผ้ ลตามเป้าหมาย
4. ใชไ้ ด้ง่าย สะดวกและปลอดภัย สือ่ การสอนท่ีนำมาใช้นนั้ ถ้าทำให้ผใู้ ช้คอื ครมู ีความลำบาก
ยงุ่ ยากไม่สะดวกทจ่ี ะใชก้ อ็ าจทำให้มผี ลเสียต่อกระบวนการเรียนการสอนได้
5. ไม่ส้นิ เปลอื ง ประหยัดและคุ้มค่า ปจั จุบนั มีการจำหนา่ ยสอ่ื การสอนท่บี รษิ ัทหา้ งรา้ นผลิตขึ้นเปน็
ส่อื สำเร็จรปู สอ่ื การสอนประเภทน้บี างคร้งั ก็อาจเหมาะสมและตรงกบั ความต้องการของผ้สู อนแต่บางครง้ั
กไ็ มค่ ่อยตรงกบั ความตอ้ งการมากนกั จำเปน็ ท่ผี ู้สอนต้องผลติ เองบา้ ง
ประโยชน์ของสือ่ การสอน
1. ช่วยเพิม่ ประสบการณ์ผู้เรียนใหม้ ากข้ึน
2. ช่วยให้ครูจัดเน้ือหาวิชาทีม่ คี วามหมายต่อชวี ิตเดก็
3. ชว่ ยใหค้ รูแนะนำและควบคุมนักเรยี นใหม้ ีปฏิกิริยาตอบสนองไปในทางทพี่ ึงปรารถนาในการ
เรยี นรู้
4. ชว่ ยใหค้ รูจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ่ีแตกตา่ งกนั ออกไป
5. ชว่ ยใหค้ รสู อนเนอื้ หาวิชาได้มากขนึ้
6. ชว่ ยใหค้ รสู อนได้บรรลวุ ัตถุประสงค์
7. เปน็ เครอ่ื งมอื ใหค้ รสู อนไดร้ วดเรว็ และถกู ต้องมากยง่ิ ขึ้น
สอ่ื ประสม
ความหมายของส่อื ประสมนักการศึกษาได้ให้ความหมายของส่ือประสมไว้หลายท่านด้วยกันดังนี้
ส่อื ประสมเปน็ การนาสอื่ การสอนหลายอย่างมาสัมพันธก์ ัน เพื่อถ่ายทอดเน้อื หาสาระในลักษณะที่
ส่ือแตล่ ะชิ้นสง่ เสริมสนับสนนุ กนและกันั (ชัยยงคพ์ รหมวงศ์, 2541, หน้า111) ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั จริยา
เหนียนเฉลย (มป..ป., หน้า113) ทีไ่ ด้กลา่ ววา่ ส่ือประสม หมายถงึ การนำเอาสื่อการสอนหลายอย่างมากกวา่ 2
ชนิดข้ึนไป มาสมั พนั ธ์กันอย่างต่อเนอ่ื งในเวลาเดยี วกนั และมีคณุ คา่ ท่ีสง่ เสริมซึง่ กันและกนั ส่ือการสอน
อย่างหน่ึงอาจใชเ้ พอ่ื เรา้ ความสนใจ ในขณะทีอ่ ีกอยางหนง่ึ ใช้อธบิ ายข้อเทจ็ จริงของเนื้อหา และอกี ชนดิ หน่งึ
ใชเ้ พ่ือก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลกึ ซ้ึง การใช้สอ่ื ประสมช่วยให้ผูเ้ รยี นมปี ระสบการณ์จากประสาทสัมผัสท่ี
ผสมผสานกันได้พบวิธกี ารทีจ่ ะเรียนในสิง่ ทต่ี อ้ งการได้ดว้ ยตนเองมากย่งิ ขึน้ นอกจากน้กี ิดานันท์
20 86
มลิทอง 2556,( หนา้ 76) ยังไดส้ รปุ ความหมายของสือ่ ประสมไว้ว่า สือ่ ประสมเป็นคัวกลางทช่ี ่วยนำข้อมูล
ความรู้จากผู้สอนหรอื จากแหลง่ ความรู้ไปยังผู้เรียน เปน็ ส่ิงท่ีช่วยอธบิ ายและขยายเนอ้ื หาบทเรียนให้ผเู้ รียน
สามารถเขา้ ใจเน้ือหาไดง้ า่ ยขน้ึ เพื่อบรรลวุ ัตถปุ ระสงค์การเรียนร้ทู ตี่ ้ังไว้
สรปุ ไดว้ า่ สอ่ื ประสมเป็นการบูรณาการกนของสือ่ ต้ังแต2่ ชนิดขนึ้ ไป เพื่อนำมาใช้ในการถ่ายทอด
เน้ือหาสาระไปส่ผู ู้สอน เพ่อื ให้ผู้เรยี นได้บรรลวุ ตั ถุประสงค์ทไี่ ด้วางไว้
ประเภทของสอ่ื ประสม อาจจำแนกตามจุดม่งุ หมายและลักษณะการใชด้ ังนี(้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์,
2551, หน้า 111-112; จรยิ า เหนยี นเฉลย,ม.ป.ป., หนา้ 113-114)
1. จำแนกตามจดุ มุง่ หมาย แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 ใช้เพ่อื จุดหมายหลายอยา่ ง ส่อื ประเภทนีม้ ักมีอยู่หลายช้ินมาอยู่รวมกันแล้วใช้สอนได้หลายเรือ่ ง
เรยี กว่า “อปุ กรณ์ชดุ ”
1.2 ใช้เพ่อื จุดประสงค์หลายอย่าง สือ่ ประสมประเภทนี้มักอยใู นรปู ของสอื่ หลายชิน้ มาอยู่รวมกัน
แต่สอนไดเ้ พยี งเรอ่ื งเดียว เรยี กวา่ “ชุดกจิ กรรม”
2. จำแนกตามลกั ษณะของสือ่ และลกั ษณะการใช้แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื
2.1 การสอนดว้ ยการใช้สือ่ ประสม เปน็ การสอนท่ีใชส้ ื่อหลายอย่างทง่ั สื่อทเี่ ป็นวสั ดอุ ุปกรณ์และ
วธิ ีการ
2.2 การเสนอส่ือประสม เปน็ การเสนอส่อื ประเภทฉายเชน่ สไลดภ์ าพยนตร์ควบค่กู บั ส่ือเสียง
นอกจากน้ียังมกี ารจำแนกสอ่ื ประสมออกได้ดังนี้
1. ส่ือเบา ไดแ้ ก่สอ่ื ประสมทีไ่ มใ่ ช้เคร่อื งมือ อปุ กรณเ์ ชน่ ชุดการสอนทางไกล บทเรยี นสำเรจ็ รูป
2. ส่อื หนักไดแ้ ก่ส่ือประสมทตี่ อ้ งใช้กับเครือ่ งฉาย และเครื่องเสยี ง
ความจำเป็ นและบทบาทของสื่อประสม มคี วามจำเป็นในการเสนอเนือ้ หาแตกตา่ งกัน
ด้วยสอ่ื ที่ตา่ งกนั โดยหลักที่วา่ ส่อื แต่ละประเภท “มีดี” เปน็ อย่างๆ ไป ส่อื ประสมจึงมบี ทบาทพอสรปุ ได้
(ชัยยงค์ พรหมวงศ,์ 2551, หนา้ 112; จริยา เหนยี นเฉลย,ม.ป.ป., หนา้ 114-115) ดังนี้
1. ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเรียนรู้เนอื้ หาต่างๆ ไดด้ ีเกอื บทุกเรอื่ ง จากแหลง่ ท่หี ลากหลาย โดยถอื วาสอื่ แต่ละ
อยางมีเนื้อหาตา่ งกนั
2. ช่วยประหยดั เวลาท้งั ผู้สอนและผู้เรยี น
3. ช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นไดร้ ับความรูค้ วามสามารถ และความพร้อมของแตล่ ะบุคคล
4. ช่วยดงึ ดดู ความสนใจ เพราะสื่อประสมจะเปน็ การผสมผสานกนของสอ่ื ท่ีนาั เอาเทคนิคการผลติ
แบบต่างๆ มาใช้ทาให้นา่ สนใจ
5. ช่วยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นร้จู ากขอ้ ไดเ้ ปรียบ ในหลายรูปแบบของส่ือประสมในด้านดงั ต่อไปนี้
5.1 เหน็ การเปยี บเทียบ ในกรณีภาพมคี วามเหมอื น หรือคลา้ ยคลึงกนั การฉายให้เห็นทีละหลาย
ภาพจะเปรยี บเทียบใหเ้ หน็ ชัดเจนกว่า
21 87
5.2 เห็นความแตกต่างระหวางภาพต่อเน่อื งบนจอ
5.3 สามารถเห็นภาพจากหลายมุมมอง ภาพเดียวกันอาจจะสามารถดไู ด้จากหลายมมุ โดยการ
เปล่ียนมมุ กลอ้ งซึง่ งจะมีผลเกยี่ วกบั การรบั ร้ขู องส่ิังนั้นๆ ได้มองเห็นภาพท่แี ตกตา่ งกันออกไป ภาพจะมีการ
จางหายสลับกันบนจอ
5.4 การนำภาพประเภทตา่ งๆ มาวางเคียงกนั จะทำให้เห็นภาพพจน์ชัดเจนตามขนาดรูปรา่ งของ
ภาพได้
5.5. มีการจดั ภาพเดน่ ตรงกลาง ซ่งึ จะทำให้ผู้เรียนมงุ่ ความสนใจไปยังจุดเดน่ ของภาพจุดนั้นๆ โดย
มภี าพอ่ืนเป็นสว่ นประกอบ5.6 ผเู้ รยี นนอกจากจะรถู้ งึ จุดหลกั
คือภาพเด่นแลว้ ยงั ต้องให้เห็นถึงภาพท่เี ป็นจุดเนน้ รอง ที่ สนบั สนุนภาพหลัก
5.7 ผูเ้ รยี นจะไดร้ ับรู้ถึงภาพทมี่ ีการเคล่ือนไหว ทจี่ ะเปลีย่ นแปลงทีละนอ้ ยแบบภาพยนตรก์ าร์ตนู
5.8 ผู้เรยี นจะไดช้ มท้งั ภาพนิ่งและภาพท่มี ีการเคลื่อนไหวไดพ้ ร้อมๆ กนั จากการฉายโดยจะเปน็
การผสมผสานกนั
5.9 ภาพท่เี ห็นตดิ ตอ่ กันกว้างขวาง แม้จะเป็นภาพเดยี วกส็ ามารถพดู ไดแ้ ม้จะเป็นจอกวา้ ง
ติดต่อกันท้ัง 3 จอ
จากคณุ ลกั ษณะรว่ ม 6 ประการ ของการประเมนิ จากทางเลอื กใหม่ดังกลา่ ว จะเหน็ ได้วา่ ผสู้ อน
จำเป็นตอ้ งปรบั บทบาทใหมท่ ัง้ ด้านการสอนและการประเมนิ โดยดา้ นการสอนต้องเปล่ียนจากการยึดครเู ปน็
ศูนยก์ ลางเป็นยึดผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลาง และจากการใช้แบบทดสอบอย่างเดียวเพอ่ื ประเมินผ้เู รยี น เป็นการใช้
เครือ่ งมอื ในการประเมนิ อยางหลากหลาย และไม่แยกการประเมินออกจากกิจกรรมการเรียนการสอน
จากแนวคดิ ของWiggins และ Herman และคณะ มคี วามสอดคล้องกันกลา่ วคอื ในการประเมินผล
ตามสภาพจรงิ หรอื การประเมนิ ผลทางเลอื กใหม่นั้น คณุ ลกั ษณะโดยรวมของการประเมนิ ก็คอื ต้องจัดให้
ผเู้ รยี นไดแ้ สดงออก ใช้ความคดิ ระดับสงู ส่ิงทเี่ รียนตอ้ งมีความหมายและสามารถนำไปใช้ไดใ้ นชีวติ จริง ใช้
คนเป็นผูต้ ดั สนิ การประเมิน ไม่ใชเ่ ครอื่ งจักร ใหน้ ักเรยี นไดป้ ระเมินตนเอง และมีเกณฑก์ ารประเมนิ ที่
เปิดเผยโปรง่ ใส นอกจากน้ันบทบาทของครจู ะตอ้ งเปล่ยี นใหมโ่ ดยยดึ ผู้เรยี นเป็นศูนยก์ ลาง และใช้เคร่ืองมอื
หลากหลายในการประเมนิ ผลผู้เรยี น
ชดุ กจิ กรรม
ชดุ กจิ กรรมเปน็ สอ่ื เทคโนโลยอี ยา่ งหนง่ึ ทางการศกึ ษาทมี่ ีคณุ คา่ ต่อผเู้ รียนเพราะการสรา้ งชดุ
กจิ กรรมนนั้ ไดค้ ำนงึ ถึงความกาวหน้าทางโสตทัศนูปกรณ์ความเหมาะสมกับวยั ของผเู้ รยี นและสอดคลอ้ ง
กับจดุ ประสงค์และลักษณะของเนอ้ื หาวิชา ชดุ กิจกรรมจงึ เป็นวัสดุทางการเรยี นการสอน ทจี่ ัดข้ันตอนอย่าง
เป็นระบบและสมบรู ณ์ในตัวเป็นชุดๆ ภายในชุดกิจกรรมจะประกอบดว้ ยส่อื ตา่ งๆ หลายชนดิ ทสี่ อดคลอ้ ง
กับเนอ้ื หาและประสบการณ์เรียกว่า สอื่ ประสม นอกจากน้ันในการสรา้ งชดุ กิจกรรมยงั ไดค้ ำนงึ ถงึ หลักการ
ทางจติ วิทยาการเรยี นรสู้ ำหรบั ผเู้ รียนแบสงิ่ เร้าและการตอบสนอง (Stimulus and Response Theory) โดย
การให้การเสรมิ แรง การให้ผู้เรยี นรู้ผลการกระทำ การสรุปเปน็ กฎเกณฑ์การมปี ฏสิ ัมพันธ์ระหว่างผู้เรยี น
22 88
การใหก้ ารฝกึ ฝนให้ผเู้ รยี นรบู้ ทบาทของตนเอง ฝึกใหค้ ดิ ฝกึ ใหก้ ล้าแสดงออก ซึง่ เป็นการพฒั นาดา้ นอารมณ์
สงั คม และสติปัญญาของผูเ้ รียน เพอื่ ให้ผู้เรียนบรรลจุ ุดมุง่ หมายของการเรยี นไดด้ ียงิ ขนึ้่ (ชยั ยงคพ์ รหมวงศ์,
2539, หนา้ 117-121; บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2550, หนา้ 66-67)
ความหมายของชุดกิจกรรม ชดุ กจิ กรรมหรอื เรียกอกี อย่างหน่ึงวา่ ชุดการสอน ได้มนี กั การศึกษา
หลายท่านใหค้ วามหมายท่ีสอดคลอ้ งและคล้ายคลึงกันไวด้ งั นี้
ชยั ยงค์ พรหมวงศ2์ 559,( หนา้ 117-118) และไชยยศ เรอื งสวุ รรณ2551,( หนา้ 228) กล่าววา่ ชุดการ
สอนเปน็ ส่อื ประสมท่ไี ด้จากระบบการผลติ และการนาสื่อการสอนท่ีสอดคล้องกับวิชา หน่วย หัวเร่ือง และ
วัตถุประสงค์เพอ่ื ชว่ ยให้ครูสอนไดอ้ ยางมปี ระสิทธิภาพ่ ชว่ ยให้การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมการเรียนมี
ประสทิ ธภิ าพ นอกจากนวี้ ชิ ยั วงษใ์ หญ(่ 2555, หน้า185) บุญชม ศรี สะอาด2557,( หนา้ 95)และกรอง
กาญจน์ อรุณรัตน์(2556, หน้า62) ยงั ได้กล่าวเพม่ิ เตมิ ท่ีสอดคลอ้ งกนั วา่ ชุดการสอนเป็นระบบการผลติ และ
การนำสอ่ื การเรยี นหลายๆ อย่างมาสมั พนั ธก์ นั และมคี ุณค่าเสริมซึ่งกนั และกัน สื่อการเรยี นอยางหนงึ่ อาจใช้
เพ่ือสรา้ งสง่ิ เร้า ความสนใจ ในขณะทีอ่ ีกอย่างหนึง่ ใชเ้ พือ่ อธิบายขอ้ เทจ็ จรงิ ของเน้อื หา และอีกอยางหนง่ึ
อาจใช้เพ่ือก่อใหเ้ กดิ การเสาะแสวงหา อนั นำไปส่คู วามเขา้ ใจอันลึกซึ้ง สอื่ เหล่าน้ีเรยี กวา่ ส่ือประสม ที่เรา
นำมาใชใ้ ห้สอดคลอ้ งกบเนอื้ หาวชิ า เพือ่ ช่วยให้ผ้เู รยี นมีการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมการเรยี นรใู้ ห้เปน็ ไป
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพยง่ิ ข้ึน สว่ นลดั ดา ศขุ ปรดี (ี 2554, หน้า28) กล่าวว่าชุดการสอน หมายถึง การจดั
โปรแกรมการเรยี นการสอน โดยใชส้ ่ือหลายชนดิ มารวมกัน เพ่ือสนองจดุ มงุ่ หมายในการเรยี นการสอนทต่ี ้งั
ไว้ช่วยใหเ้ กิดความสะดวกในการเรยี นการสอน ซ่งึ คลา้ ยกับความหมายของชดุ การสอนของวาสนา ชาวหา
(2555, หนา้ 138) ทีว่ า่ ชุดการสอน หมายถึง การวางแผนโดยใช้สอ่ื ต่างๆ รว่ มกนั หรือหมายถงึ การใชส้ ่อื
ประสม เพอื่ สรา้ งประสบการณ์ในการเรียนรูอ้ ยางกว้างขวางและเปน็ ไปตามจุดประสงคท์ ่ีวางไว่โ้ ดยจดั ไว้
เปน็ ชุดในลกั ษณะเปน็ ซองหรอื เป็นกล่อง
จากความหมายของชุดการสอน ทน่ี กั การศึกษาหลายทา่ นได้ให้ไว้สามารถสรปุ ความหมายของชุด
การสอนหรอื ชุดกจิ กรรมว่า หมายถึง ระบบการผลติ การวิเคราะหก์ ารจัดการใหน้ ากิจกรรมและสื่อการเรียน
การสอนหลายๆ ชนิดมารวมกนั ในรปู ของสื่อประสม ใหส้ อดคล้องกับเน้ือหา จุดประสงค์วยั ของผู้เรียน ชุด
กจิ กรรมจะเปน็ เสมือนคู่มือครแู ละเครือ่ งมือชว่ ยการสอนสาหรับครเู พื่อชว่ ยให้การเรียนการสอนดำเนนิ ไป
อยางมีคณุ ภาพ
คุณค่าของชดุ กจิ กรรม ปาริชาตโิ ชคพพิ ฒั น(์ 2550, หนา้ 14) กลา่ วถงึ คุณค่าของชดุ กิจกรรมไว้ดังนี้
1. เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นใช้ความสามารถตามความต้องการของตนช่วยให้ทุกคนประสบ
ความสำเร็จในการเรียนรตู้ ามอัตราการเรียนรขู้ องผู้นน้ั
2. ฝึกการตัดสินใจแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเองนักเรยี นมคี วามรบั ผิดชอบต่อตนเองและสังคม
3. ชว่ ยใหผ้ ู้สอนสามารถถ่ายทอดเน้ือหา และประสบการณท์ ซี่ ับซอ้ นและมลี กั ษณะนามธรรมสูง ซงึ่
ไม่สามารถถ่ายทอดดว้ ยการบรรยายไดด้ ี
4. ทำใหก้ ารเรียนรเู้ ป็นอสิ ระจากอารมณ์ และบคุ ลิกภาพของผสู้ อน
5. ช่วยสรา้ งความพร้อมและความมน่ั ใจใหก้ บั ผู้สอน
6. เรา้ ความสนใจของผเู้ รยี น ไม่ทให้เกิดความเบ่อื หน่ายในการเรยี น
23 89
7. สง่ เสริมให้นกั เรียนเกิดความคิดสร้างสรรคเ์ พอ่ื ใหเ้ กิดการพัฒนาการในทุกด้าน
โครงสร้างของชุดกจิ กรรม ทิศนา แขมมณ(ี 2534, หน้า10-12) กล่าววา่ ชุดกจิ กรรมประกอบด้วย
ส่วนตา่ งๆ ดงั น้ี
1. ชือ่ กจิ กรรม ประกอบดว้ ยหมายเลขกิจกรรม ชอื่ ของกิจกรรมและเนื้อหาของกจิ กรรมนนั้
2. คาช้ีแจง เปน็ ส่วนทีอ่ ธิบายความมุ่งหมายหลกั ของการจัดกจิ กรรมและลกั ษณะของการจดั
กิจกรรม เพ่ือให้บรรลุจุดหมายน้นั
3. จดุ ม่งุ หมาย เปน็ สว่ นท่ีระบุจุดมงุ่ หมายทสี่ ำคัญของกจิ กรรมนนั้
4. ความคิดรวบยอด เปน็ สว่ นท่ีระบุเนอ้ื หาหรอื มโนทัศนข์ องกิจกรรมสว่ นนนั้ สว่ นนีค้ วรไดร้ บั การ
ยา้ และเนน้ เปน็ พเิ ศษ
5. สอ่ื เป็นสว่ นทรี่ ะบุถงึ วัสดอุ ปุ กรณ์ทจี่ าเป็นในการดาเนนิ กจิ กรรมเพ่อื ให้ครูทราบวา่ ตอ้ งเตรยี ม
อะไรบา้ ง
6. เวลาท่ีใช้เป็นสว่ นที่ระบุเวลาโดยประมาณวา่ กิจกรรมนนั้ ควรใชเ้ วลาเพยี งใด
7. ข้นั ตอนในการดำเนินกิจกรรมเป็นสว่ นทรี่ ะบุในการจัดกจิ กรรมเพอ่ื ใหบ้ รรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์
ท่ตี ้ังไวว้ ธิ ีการจัดกจิ กรรมนไ้ี ดจ้ ัดไวเ้ ปน็ ตอน ซ่ึงนอกจากจะสอดคล้องกับหลกั วชิ าแลว้ ยงั เป็นการอำนวย
ความสะดวกแก่ครูในการดำเนินการซ่งึ มีขน้ั ตอนดงั นี้
7.1 ขนั้ นำ เป็นการเตรียมความพรอ้ มของผูเ้ รียน
7.2 ข้ันกิจกรรม เป็นสว่ นที่ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นได้มีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นร้ทู ำใหเ้ กิด
ประสบการณ์ทจี่ ะนำไปสกู่ ารเรยี นรูต้ ามเป้าหมาย
7.3 ขั้นอภิปราย เป็นสว่ นท่ผี ู้เรยี นจะได้มโี อกาสนาประสบการณ์ทไี่ ด้รับจากข้นั กิจกรรมมา
วิเคราะหเ์ พอื่ ใหเ้ กิดความเข้าใจ และอภิปรายเพือ่ ใหเ้ กดิ การเรียนรทู้ ่ีกวา้ งขวางไปอกี
7.4 ขนั้ สรปุ เป็นส่วนที่ครแู ละผเู้ รียนประมวลขอ้ ความทไ่ี ด้จากขั้นกิจกรรมและขน้ั อภิปราย นำมา
สรุปหาสารำาคัญท่ีจะนำไปใช้ต่อไป
7.5 ขั้นฝกึ ปฏบิ ัตเิ ป็นสว่ นที่ชว่ ยให้ผูเ้ รียนได้นาความรูท้ ่ีไดจ้ ากการเรียนในกจิ กรรมไปฝึกปฏิบตั ิ
เพิมเตมิ ่
7.6 ข้ันประเมนิ ผล เปน็ สว่ นหนง่ึ ท่วี ดั ความรูค้ วามเข้าใจของผู้เรียนหลังจากฝึกปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
ครบถ้วนทกุ ขนั้ ตอนแลว้ โดยให้ทำแบบฝึกกิจกรรมทบทวนทา้ ยชุดกิจกรรม
จากคุณคา่ ของชุดกจิ กรรมดังกลา่ ว พอสรุปไดว้ า่ ชดุ กจิ กรรมเปน็ ส่ือและเทคโนโลยกี ารศึกษาทเี่ กดิ
จากการนำสือ่ ต่างๆ หลายชนดิ มารวมกนั อย่างมรี ะบบและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในการสอนได้
เป็นอย่างดีและยงั อำนวยความสะดวกแกค่ รแู ละนกั เรียน เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในสภาพปัจจบุ ันมาก จงึ
ควรมกี ารผลติ ชดุ กิจกรรมเพ่อื ใช้ในโรงเรียนเพือ่ เพมิ ประสิทธภิ าพของการศกึ ษาให้ดียิ่งขึ้น่ และในการสร้าง
ชุดกจิ กรรมครง้ั น้ีผวู้ ิจยั ไดด้ ำเนนิ การสร้างชดุ กจิ กรรม 3 ขั้นตอน คือ ขน้ั การกำหนดขั้นตอนของกจิ กรรม
ขัน้ การดำเนินกิจกรรม และการจดั ทำแบบฝกึ กิจกรรม
ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นภาษาต่างประเทศ
24 90
1. ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
พนม ลิ้มอารีย(์ 2538, หน้า257) กลา่ ววา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหมายถงึ ความสำเรจ็ ของบุคคล
เกีย่ วกับเรอื่ งใดเรื่องหนึ่ง หลงั จากท่ีได้อบรมหรอื ศึกษาเล่าเรยี นในเรื่องนัน้ ๆ ระยะเวลาหนึ่ง
อุทมุ พร จามรมาน 2532,( หน้า73) กล่าววา่ ผลสมั ฤทธิ์หมายถงึ ความสำเร็จของส่งิ ท่ไี ด้รับการ
อบรมหรอื สอนหรอื หมายถึงการบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ของการอบรมหรอื การเรียนการสอน
ไพศาล หวังพานิช2525,( หน้า45) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถของ
บุคคลท่ีเกดิ จากการเรยี นการสอน เปน็ คณุ ลกั ษณะของผู้เรยี นท่ีพัฒนางอกงามมาจากการฝึกอบรมสัง่ สอน โดย
เป็ นพฤติกรรมทเี่ ป็ นผลการเรียนของนักเรยี น
สรุป ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ความสามารถของนักเรยี น ภายหลังจากไดร้ ับการจัด
กจิ กรรมการเรียนร้ตู ามจดุ ประสงคท์ ีต่ ั้งไว้
2. ลกั ษณะการวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
การเรียนรูท้ ่ีผา่ นมาเราสามารถตรวจสอบไดจ้ ากการวัดผลสมั ฤทธิ์ แต่การวดั ผลสัมฤทธิท์ างการ
เรียนมีหลายลกั ษณะดังตอ่ ไปน้ี
ไพศาล หวังพานิช2523,( หน้า137) ได้แบง่ การวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนตามจดุ มงุ่ หมายและ
ลกั ษณะวชิ าท่ีสอน สามารถวัดได้2 แบบคอื
1. การวดั ดา้ นปฏบิ ัติเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏบิ ตั ิหรือทักษะของผเู้ รยี น
โดยมงุ่ เน้นให้ผ้เู รยี น ได้แสดงความสามารถในรูปการกระทำจริง ใหเ้ ป็นผลงานการวดั แบบนตี้ ้องใช้
ข้อสอบภาคปฏิบตั ิ
2. การวดั ด้านเนือ้ หาป็นการตรวจสอบความสามารถเกยี่ วกบั เนอื้ หาวิชาซง่ึ เปน็ ประสบการณ์การ
เรยี นรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถด้านต่างๆ สามารถวัดได้โดยใช้ “ขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธ”ิ์
3. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ล้วน สายยศ และอังคนา สายยศ2538,( หนา้ 171-176) ได้แบ่งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ไิ ด้เปน็ 2
พวก คอื
3.1 แบบสอบถามของครูหมายถึง ชุดของข้อคำถามทีค่ รเู ปน็ ผสู้ ร้างขึ้น ซึ่งจะเปน็ ข้อคำถามเก่ยี วกับ
ความรูท้ นี่ ักเรยี นได้เรยี นในห้องเรียนว่านกั เรียนมคี วามรมู้ ากแคไ่ หนบกพรอ่ งตรงไหนจะได้ซอ่ มเสรมิ
หรอื วัดดคู วามพรอ้ มท่ีจะข้ึนบทเรียนใหม่ขึน้ อย่กู ับความตอ้ งการของครู
3.2 แบบสอบถามมาตรฐาน แบบสอบถามประเภทนสี้ รา้ งข้ึนเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ
สาขาวชิ าหรอื จากครูผู้สอนวชิ าน้ัน แต่ผา่ นการทดลองคุณภาพหลายครั้ง จนกระทง้ั มคี ุณภาพดจี ึงสร้าง
เกณฑป์ กตขิ องแบบทดสอบน้นั สามารถใช้เป็นหลกั เปรยี บเทยี บผลเพ่อื ประเมินค่าของการเรียนการสอนใน
เร่ืองใดๆ กไ็ ด้แบบทดสอบมาตรฐานจะมคี ู่มอื ดาเนนิ การสอบ บอกวธิ สี อบและยงั มีมาตรฐานในการแปล
คะแนนดว้ ย
25 91
ทั้งแบบทดสอบท่ีครสู รา้ งขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน มีวิธีสรา้ งขอ้ คำถามเหมอื นกันคือจะเปน็
คำถามทว่ี ัดเนือ้ หาและพฤตกิ รรมทไ่ี ด้สอนนักเรยี นไปแล้ว สาหรบั พฤตกิ รรมทีใ่ ช้วัดจะเปน็ พฤติกรรมที่ต้ัง
คาถามไดซ้ ึง่ ควรวัดให้ครอบคลมุ พฤติกรรมตา่ งๆ ดังน้ี
1. ความรคู้ วามจำ เปน็ การวัดความสามารถในการทรงรกั ษา ไว้ซง่ึ เรือ่ งราวทั้งปวงของ
ประสบการณ์ท่ีผ่านมา รวมทั้งสิ่งท่สี มั พันธก์ ันกับประสบการณ์นน้ั ๆดว้ ย
2. ความเข้าใจเปน็ ความสามารถในการจับใจความสำคญั ของท้องเรื่องอนั ได้แกก่ ารแปล แล้ว
เปรียบเทยี บเอาแต่ใจความสาคญั
3. การนำไปใชเ้ ป็นความสามารถที่จะนำความรแู้ ละความเข้าใจสง่ิ ท่ีเรยี นไปแลว้ ไปใชไ้ ดใ้ น
สถานการณจ์ ำลองทคี่ ล้ายคลงึ กนั กลา่ วคือ เรียนร้เู รอื่ งใดมาแลว้ ก็สามารถนาหลกั การกฎเกณฑ์ และวธิ กี าร
ดำเนนิ การต่างๆ ของเรอ่ื งน้นั ไปแก้ปญั หาในทำนองเดียวกนั ไดั้
4. การวเิ คราะหป์ ็นความสามารถที่จะแยกแยะเรื่องราวตา่ งๆ ออกใหเ้ ห็นวา่ อะไรเป็นสิง่ สำคัญ
อะไรสัมพันธก์ บอะไรั และอะไรพาดพงิ พาดพงิ เปน็ เหตเุ ปน็ ผลแกก่ นั อย่างไร
5. การสังเคราะหเ์ ป็นความสามารถที่จะเอาส่วนยอ่ ยๆ มารวมกนั เปน็ เรือ่ งราวเดยี วกนั ให้เกิดเปน็
โครงสรา้ งใหม่ท่แี ปลกกว่าเดิม ชัดเจนกว่าเดิม และมปี ระสิทธภิ าพสงู กวา่ เดิม
6. การประเมนิ คา่ ปน็ ความสามารถท่ีจะวินจิ ฉยั ตีราคาโดยสรุปอยางมีหลดั เกณฑว์ ่าสง่ิ ใดดงี าม
เหมาะสม
4. ลกั ษณะของแบบทดสอบ
บญุ ชม ศรสี ะอาด2532,( หนา้ 8-9) ได้แบง่ ลักษณะของแบบทดสอบออกเป็น 2 ประเภทคือ
4.1 แบบทดสอบแบบองิ เกณฑ์หมายถงึ แบบทดสอบทสี่ รา้ งข้นึ ตามจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม มี
คะแนนจุดตัดหรอื คะแนนเกณฑท์ ี่ใช้สาหรับตดั สนิ ว่า ผเู้ รียนมคี วามรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไวห้ รือไม่การวัด
เพ่ือใหต้ รงตามจดุ ประสงค์ซึง่ เป็นหัวใจของขอ้ สอบในแบบทดสอบประเภทนี้
4.2 แบบทดสอบองิ กลุ่ม หมายถึง แบบทดสอบท่สี ร้างขึ้นเพื่อวัดใหค้ รอบคลุมหลักสูตรสร้างตาม
ตารางวเิ คราะหห์ ลักสูตร สามารถจำแนกผเู้ รียนตามความเกง่ ออ่ น ได้การรายงานผลการสอบอาศัยคะแนน
มาตรฐานซึ่งเปน็ คะแนนที่สามารถวดั ไดท้ แ่ี สดงถงึ สถานภาพ ความสามารถของบคุ คล เมือ่ เปรียบเทียบกับ
บคุ คลอื่น ท่ีใชเ้ ปน็ กลุ่มเปรียบเทียบ
จากทก่ี ล่าวมาพอสรปุ ลักษณะการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นได้คือ
1. ลกั ษณะเป็นแบบทดสอบของครู หรอื แบบทดสอบมาตรฐาน
2. มีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบองิ เกณฑห์ รือแบบทดสอบแบบอิงกลมุ่
3. มลี ักษณะการวัดด้านการปฏบิ ัติหรือการวดั ด้านเนอ้ื หา
ซ่ึงผวู้ จิ ัยได้นำการวดั ผลแบบองิ เกณฑ์มาใช้ในทำวิจัยในครง้ั น้ีเพ่อื ทดสอบความก้าวหนา้ ทางการ
26 92
เรียนของผูเ้ รียน
งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง
งานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การสรา้ งชุดกิจกรรมมีดังนี้
อัจฉรา พง่ึ เจริญ(2553) ไดส้ รา้ งชุดการสอนทักษะการเขียนภาษาองั กฤษสำหรบั นักเรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปี ท่ี5จำนวน6 ชดุ และแบบทดสอบวัดทักษะนำไปทดลองกบั นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท5่ี
จำนวน30 คน โรงเรยี นวดั โพธิ์ลังกา (มติ รภาพ 121) อำเภอนายายอาม จงั หวัดจันทบุรี ผลการวิเคราะห์
พบว่า ชุดการสอนท่ีสร้างข้นึ มปี ระสทิ ธิภาพ 89.44/83.33 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑ์ที่กำหนดไว้
สมใจ ถริ นันท์(2554) ได้ศกึ ษาเร่อื งการสรา้ งชุดการสอนภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสารของนกั เรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่6ี โรงเรยี นวัฒนานศุ าสตร์ อำเภอพนัสนิคม จังหวดั ชลบรุ ี จำนวน23 คน ซ่ึงไดม้ าโดย
การสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั ไดแ้ กแ่ บบฝกึ หัดประจำชุดการสอนและ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาภาษาองั กฤษ ผลการวจิ ัยพบวา่ คะแนนของนกั เรยี นที่ได้จากการ
ทดสอบ หลงั การเรียนด้วยแบบทดสอบภาษาอังกฤษเพ่ือการส่อื สารสงู กวาคะแนนกอ่ นเรียน โดยใช้ชุดการ
สอนอยางมนี ัยสา่ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
สนุ ทรี สมใจ(2545) ได้ออกแบบการเรยี นการสอนเพือ่ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการเขียนภาษาอังกฤษ
สำหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี3 โรงเรยี นวดั เทพราช (เทพราชวิทยาร)อำเภอบา้ นโพธ์จิ งั หวดั ฉะเชิงเทรา
จำนวน30 คน ซึง่ ไดม้ าโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครอ่ื งมือทใ่ี ชไ้ ด้แก่แบบ
ประเมนิ ผลการทำแบบฝึกหดั ระหวา่ งเรยี น และแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ผลการวจิ ัยพบวา่
ชุดการสอนท่ีสรา้ งขึ้นมีประสทิ ธิภาพ 84.07/85.22 ซึง่ สงู กวา่ เกณฑ์ท่ีก่าหนดไว้
อรรคนิษฐ์ เป่ี ยมประถม(2555) ได้ศกึ ษาผลการใช้ชดุ กจิ กรรมการสอนภาษาองั กฤษเบือ้ งต้น
สาหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่6 ท่ีพฒั นาโดยปาริชาติ รอดโสภา จำนวน13ชดุ และนำไปทดสอบท่ี โรงเรี
ยนวฒั นาลัย อ าเภอบางประกง จงั หวัดฉะเชงิ เทรา จำนวน30 คน ซงึ่ ได้มาจากการส่มุ นกั เรยี นมา 1 ห้องเรียน
เครอ่ื งมือที่ใชไ้ ดแ้ กช่ ุดการสอนฝึกทักษะการเขยี นภาษาอังกฤษเบ้ืองตน้ ทีพ่ ฒั นาโดย ปารชิ าติ รอดโสภา
(2542) จำนวน13 ชดุ และแบบวัดผลสัมฤทธใิ์ นการเขียนภาษาองั กฤษเบอ้ื งต้น ชัน้ ประถมศึกษาปี ท่ี6
ทีพ่ ัฒนาโดย ปาริชาติ รอดโสภา จำนวน1 ชุด40 ขอ้ ผลการวิจยั พบวา่ นักเรยี นมีคะแนนหลงั การใชช้ ดุ
การสอนสงู กวาก่อนการใชช้ ดุ การสอนอยางมนี ยั ส่าคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .01
กลุ ธิดา ทรัพย์พิพัฒนา(2555) ได้สรา้ งชุดกิจกรรมการฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสำหรับ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่2ี จำนวน 3 ชดุ และนำไปทดลองกับนกั เรียนโรงเรียนอสั สัมชัญศรรี าชา อำเภอ
ศรรี าชา จงั หวดั ชลบรุ ี จำนวน23คน โดยสมุ่ แบบแบง่ ชั้น (Stratified Random Sampling) เครอ่ื งมือทใ่ี ช้
ประกอบด้วยชุดกจิ กรรมการฝกึ ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสำหรบั นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่2ี และ
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลังการใช้ชดุ กิจกรรมการฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับ
27 93
นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่2ี ผลการวิจยั พบวา่ ชุดการสอนท่ีสรา้ งข้ึนมีประสิทธภิ าพ 88.40/95.65 ซ่ึงสูงกวา่
เกณฑ์ที่กาหนดไว้
สุภาวดี ปุญจบัน(2546) ได้ทำการเปรยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นรูท้ กั ษะการเขียนภาษาองั กฤษของ
นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที 6ี่ ทส่ี อนโดยใชแ้ บบฝึกการเขียนเชงิ สร้างสรรค์กบั การสอนแบบปกติ
ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรู้ทักษะการเขียนของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่6ี ทีไ่ ดร้ ับการ
สอนโดยใชแ้ บบฝึกการเขียนเชงิ สร้างสรรค์ู วา่ นกั เรียนท่ไี ด้รบั การสอนแบบปกติอยางมนี ัยสำคัญทาง
สถติ ิท่ีระดบั .01
จากเอกสารงานวจิ ัยดงั กลา่ วผวู้ ิจยั ไดน้ ำมาใช้เปน็ แนวทางในการศกึ ษาค้นคว้าเกี่ยวกับการ
พฒั นาทกั ษะการเขียน โดยใช้ชุดกจิ กรรมการฝกึ ทักษะการเขียนสำหรบั นักเรียน ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6.11
โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ โดยเป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการฝึกทกั ษะการเขยี นโดยอ้างอิง
มาจากวิชาภาษาองั กฤษและออกแบบชุดกจิ กรรมการเขยี นภาษาญีป่ ่นุ ให้เหมาะสมกบั ผู้เรียน
28 94
บทท่ี3
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
การวิจยั เร่ืองการพัฒนาทกั ษะการเขยี น โดยใช้ชดุ กิจกรรมการฝึกทักษะการเขยี นสำหรบั นักเรยี นชน้ั
มัธยมศึกษาปที ่ี 6.11 โรงเรยี นดำรงราษฎร์สงเคราะห์ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยคือ(1)
เพื่อสรา้ งชดุ กจิ กรรมการ
ฝึกทกั ษะการเขียนท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน(2)เพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ภาษาญป่ี ุน่ ของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6.11 ก่อนเรียนและหลังเรยี น
โดยใช้ชุดกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะการเขียน (3) เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปี
ที่6.11ท่ีมตี อ่ การเรียนรูโ้ ดยใช้ชุดกจิ กรรม การฝึกทกั ษะการเขียน โดยมีวธิ กี ารดำเนนิ การวิจยั
ตามขนั้ ตอนดังตอ่ ไปนี้
1. กลมุ่ เปา้ หมาย
2. ตัวแปรทีศ่ ึกษา
3. เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
4. การสร้างเครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั
5. การรวบรวม
6. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
7. สถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล
กลม่ เปา้ หมายุ
ประชากร นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6.11 โรงเรยี นดำรงราษฎรส์ งเคราะห์
กลมุ่ ตวั อย่าง นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6.11 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
ในภาคเรียนท่ี 1 ปี การศกึ ษา 2563 จำนวน 33 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง
ตวั แปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น การใชช้ ุดกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะการเขยี น
ตัวแปรตาม 1. ความสามารถในการเขยี นภาษาญีป่ ุ่น
2. ความพงึ พอทมี่ ีตอ่ การจัดการเรยี นรโู้ ดยใชช้ ุดกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ
การเขียน
เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย
เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย
1. แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้และชดุ กจิ กรรมการฝึกทักษะการเขียนภาษาญี่ปุน่
29 95
การสรา้ งเคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
1. แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรูแ้ ละชุดกจิ กรรมการฝกึ ทักษะการเขียนภาษาญปี่ ุ่น สำหรับนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 6.11ซงึ่ ไดด้ ำเนินการสอนตามแนวทางการสอื่ สารโดยมีข้ันตอนดังนี้
1.1 ศกึ ษาหลกั สตู รจุดประสงคร์ ายวชิ า,มาตรฐานรายวชิ า, คำอธบิ ายรายวิชาภาษาญี่ป่นุ
1.2 กำหนดโครงสรา้ งของแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรชู้ ดุ กจิ กรรมการฝึกทกั ษะการ
เขยี นภาษาญีป่ ่นุ และเวลาเรียนแผน
เนอื้ หา สาระการเรยี นรู้ เวลา
1 คำศัพท์และไวยากรณ์ทจี่ ำเปน็ สำหรับการ 1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้ 2คาบ
เขยี นบอกกฏระเบยี บที่ทำได้ และห้ามทำ งานต่างๆ คำช้แี จง คำอธบิ าย และคำ
ในโรงเรยี น
คำศพั ท์: アクセサリ・おけしょう บรรยาย ทฟ่ี ังและอ่าน
3. อธบิ ายและเขียนประโยค ขอ้ ความให้
をする・そめる・・黒い靴・制 สัมพันธก์ ับสอื่ ทไี่ ม่ใชค่ วามเรยี งรปู แบบ
服を着る
ไวยากรณ์:V てもいい・V てはいけ ต่างๆ ท่ีอ่าน รวมท้งั ระบุและเขียนส่อื ท่ี
ない・V なければならない ไม่ใชค่ วามเรยี งรปู แบบต่างๆ ให้สมั พันธ์
2 คำศพั ท์และไวยากรณ์ที่จำเปน็ สำหรับการ กับประโยคและขอ้ ความที่ฟงั หรอื อ่าน 2คาบ
เขียนอธิบายส่ิงทไ่ี มช่ อบเม่อื อยใู่ นโรง 6. พูดและเขียนนำเสนอขอ้ มลู เก่ยี วกบั
ภาพยนต์ ตนเอง ประสบการณ์ ข่าว เหตกุ ารณ์
คำศพั ท์: いや・うるさい・隣の เรอ่ื ง และประเดน็ ตา่ ง ๆ ท่ีอยใู่ นความ
สนใจของสงั คม
人・こえ・ごみ
ไวยากรณ์:いやなことは….です。
V た方がいいと思う
3 คำศัพท์และไวยากรณ์ที่จำเปน็ สำหรบั การ 2คาบ
เขยี นอาชีพที่อยากทำในอนาคต
คำศพั ท์:きょうし・がか・カメラ
マン・さっか・シェフ・しょう
らい・スポーツ選手・つうやく
ไวยากรณ์:N になりたいです。・
__からです。・
_ために_ようと思っています。
4 คำศพั ท์และไวยากรณ์ทจ่ี ำเป็นสำหรบั การ 2คาบ
เขยี นวธิ กี ารใชเ้ คร่อื งใชอ้ ยา่ งใดอย่างหนึง่
คำศัพท์:ボタンをまわす・おす・
ほうほう・出る・入れる・
ไวยากรณ์:s1 と s2
30 96
1.3 จดั ทำรายละเอยี ดของแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน4 แผนแต่ละแผนประกอบดว้ ยชอ่ื
แผน หน่วยการเรียนรเู้ วลา ชอ่ื ผู้สอน ช้ันเรยี น สาระการเรียนรู้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญ
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์สาระการเรยี นรู้กจิ กรรม สอื่ การเรยี นร้กู ารวดั ผลและ
ประเมนิ ผลและบันทกึ หลังการสอน
1.4 นำเสนอ แผนการจดั การเรยี นรใู้ ห้ผเู้ ชย่ี วชาญจำนวน 1คนตรจสอบและแกไ้ ขตาม
คำแนะนำของผ้เู ช่ียวชาญ
1.5 จดั ทำแผนการจัดการเรยี นรฉู้ บบั สมบรู ณ์เพ่อื นำไปใชใ้ นการวิจัยตอ่ ไป
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนกอ่ นและหลงั การใช้แผนการจัดการเรยี นรมู้ ีขัน้ ตอนการ
สรา้ งดงั นี้
2.1 กำหนดโครงสรา้ งของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นก่อนและหลงั เรียน
2.2จดั ทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลงั การใชดุ้ กจิ กรรมการฝึก
ทกั ษะการเขียนภาษาญป่ี ุ่นจำนวน 4 ข้อ
2.3 นำเสนอแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นและหลังการใช้ชดุ กจิ กรรมการ
ฝึกทักษะการเขยี นภาษาญ่ปี นุ่ ใหผ้ ู้เช่ยี วชาญตรวจสอบ และแก้ไขตามคำแนะนำของผูเ้ ช่ียวชาญ
2.4 จดั ทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนและหลงั การใช้ชดุ กิจกรรมการฝกึ
ทักษะการเขยี นภาษาญป่ี ุ่นฉบับสมบูรณ์
3. แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีตอ่ การเรยี นโดยใช้ชดุ กิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขยี น
ภาษาญ่ีปุน่ มขี ั้นตอนการสรา้ งดงั นี้
3.1 ศกึ ษาแบบสอบถามความพงึ พอใจ
3.2 กำหนดโครงสร้าง
3.3 จัดทำแบบสอบถามฉบบั สมบูรณ์
รายการ จำนวนขอ้ ขอ้ ท.่ี ...ถงึ ขอ้ ที.่ ...
1.กิจกรรมการเรยี น
3 1-3
1.1 นำเข้าสู่บทเรยี น 3 4-6
1.2 ระหวา่ งเรียน 3 7-9
1.3 สรุปบทเรียน 3 10-12
2.ส่อื การเรียน 2 13-14
3.เกมส์ 2 15-16
4.แบบฝึกหดั
31 97
5.ใบงาน 2 17-18
6.ใบความรู้ 2 19-20
รวม 20
การดำเนินการทดลอง
ผูว้ ิจัยได้ดำเนินการทดลองตามข้นั ตอน ดงั ต่อไปน้ี
1. ทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นทผี่ ูว้ ิจยั สรา้ งขึน้
2. ดำเนินการสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมการฝกึ ทักษะการเขยี นภาษาญป่ี ่าน จำนวน 4 ชุด โดยใช้เวลา
8 ชัว่ โมง
3. ทดสอบหลังเรยี น โดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนทผ่ี ้วู ิจยั สรา้ งขึน้
4. นักเรียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอ่ การเรียนโดยใช้ชดุ กิจกรรมการฝกึ ทกั ษะการเขียน
ภาษาญี่ป่นุ
การวิเคราะหข์ ้อมูล
ผวู้ จิ ัยไดด้ ำเนนิ การวเิ คราะหข์ ้อมูลโดยดำเนนิ การตามขัน้ ตอนดังนี้
1. หาคา่ เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนทไี่ ดจ้ ากการทดสอบกอ่ นเรียน
2. หาคา่ เฉลี่ยร้อยละของคะแนนแบบฝกึ หดั ท่ีนักเรียนทำระหวา่ งการดำเนินการสอนโดยใชช้ ุด
กิจกรรมการฝกึ ทักษะการเขยี นภาษาองั กฤษจำนวน4 แผน
3. หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ไดจ้ ากการทดสอบหลังเรียน และหา
คา่ เฉลี่ย ร้อยละของคะแนนทไ่ี ด้จากการทดสอบหลังเรยี น
4. หาค่าเฉล่ียสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานและจดั ระดบั ความพึงพอใจ
5. ทดสอบความแตกต่างของคา่ เฉล่ียของคะแนนการทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น
สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
1. การหาค่าเฉลยี่ (Means) ใชส้ ตู รดังน(ี้ ลว้ นสายยศ และอังคณา สายยศ 2540: 53)
สตู ร X =
N
เมื่อ X แทน คะแนนตัวกลางเลขคณติ
แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน
N แทน จำนวนคะแนนในข้อมูลนั้น
2. การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใชส้ ูตรดังนี้(ล้วน สายยศ และองั คณา
สายยศ 2540: 103)