The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาว่ายน้ำ 85 หน้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by vichuda.2520, 2022-10-12 02:18:24

คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาว่ายน้ำ

คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาว่ายน้ำ 85 หน้า

Keywords: ผู้ฝึกสอนกีฬาว่ายน้ำ

 

 

เอกสารประกอบการอบรม

ผู้ฝกึ สอนวา่ ยนํ้าระดับพ้นื ฐาน

~2~ หนา้

  3
4
สารบัญ 7
11
- ปรัชญาการสอนวา่ ยน้ํา 11
- ความหมายของผู้ฝึกสอน 13
- เจตจํานงของการเป็นผูฝ้ กึ สอน 14
- จรรยาบรรณผฝู้ ึกสอนวา่ ยนาํ้ 14
- ภารกจิ ของผู้ฝกึ สอน 15
- คณุ ธรรมและจริยธรรม 16
- ความปลอดภยั ในการเลน่ กฬี าว่ายน้ํา 17
- ความสําคญั ของความปลอดภยั ทางนํา้ 18
- ความปลอดภยั ในสระวา่ ยนาํ้ 18
- ความปลอดภัยในสถานทวี่ ่ายนา้ํ หรอื แหล่งน้ําอ่ืนๆ 25
- ความปลอดภยั ในการเลน่ กีฬาหรอื กจิ กรรมทางนาํ้ 35
- ความปลอดภัยในการเดนิ ทางทางนาํ้ 35
- การใหค้ วามช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางนาํ้ 42
- หลกั การสอนและวธิ ีการสอน 43
- หลักพ้นื ฐานในการสอนว่ายน้าํ 57
- การเตรียมพรอ้ มด้านร่างกาย 65
- การสรา้ งความคุ้นเคยกับนํา้ 72
- การฝกึ ทักษะพื้นฐานของการว่ายนา้ํ 77
- ทักษะและการสอนวา่ ยนํา้ ทา่ ฟรสี ไตล์ 83
- ทักษะและการสอนว่ายนา้ํ ท่ากรรเชยี ง
- ทกั ษะและการสอนวา่ ยนํา้ ทา่ กบ
- ทักษะและการสอนวา่ ยน้ําท่าผีเสือ้
- บรรณานุกรม

~3~

 

ปรชั ญาการสอนวา่ ยน้ํา

ปรัชญาของการฝึกสอนว่ายนํ้า เทเวศร์ พิริยะพฤนท์ (เทเวศร์ พิริยะพฤนท์, 2527: 10-12)
ได้กล่าวว่า การท่ีจะเป็นผู้ฝึกสอนได้ดีน้ันต้องได้รับการศึกษาและการอบรมและการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ส่ิงที่ผู้ฝึกสอนจะต้องระลึกอยู่เสมอ คือความผิดหวังและความพ่ายแพ้ที่จะต้องมีกับตัวเองและทีม เช่น
การพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วทําให้ทีมแพ้รวมถึงการฝึกซ้อม ตารางฝึกซ้อมอาจจะไม่เป็นไปตามที่ต้ังไว้
ตลอดจนปัญหาการขัดแย้งต่างๆ ระหว่างตัวผู้ฝึกสอนกับนักกีฬาจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผู้ฝึกสอนจะต้องรู้
วธิ ีการทจี่ ะแก้ปญั หาต่างๆทเี่ กดิ ข้นึ จากขอ้ ขัดแยง้ นน้ั ๆและสามารถทจี่ ะตอ้ งยอมรับความผิดหวังท่จี ะเกิดข้ึนได้

ผู้ฝึกสอนจะต้องเข้าใจว่าไม่มีวิธรการที่ดีท่ีสุดหรือวิธีการเดียวเท่าน้ันจะต้องมีหลายๆวิธี และวิธีท่ีจะ
ช่วยให้เกิดการฝึกท่ีดีก็คงจะมาจากความคิดเห็น ประสบการณ์ของตัวผู้ฝึกสอนเอง และเพื่อนร่วมทีม รวมทั้ง
ผู้เล่นด้วย ดังน้ันผู้ฝึกสอนจะต้องฟังและคิดหาวิธีการจะทําให้เกิดความเรียนรู้และเกิดความเข้าใจ มีการ
ตัดสินใจเลือกวิธีการต่างๆได้เป็นอย่างดี ผู้ฝึกสอนเองน้ันจะต้องเร่ิมจากคําถามท่ีว่าเราต้องทําอะไร ทําไม
ตอ้ งการสง่ิ นัน้ และทําอย่างไรถึงจะบรรลซุ ึ่งความต้องการนัน้ ๆได้ มีวิธกี ารใดทจี่ ะเหมาะสมกบั สภาพของทีมและ
ผู้เล่นจะต้องทราบและต้องเข้าใจและคิกว่าวิธีดังกล่าวเป็นวิธีการท่ีจะนําทีมไปสู่ความสําเร็จได้ อย่าให้
ผู้ร่วมทีมสงสัยแคลงใจหรือไม่เข้าใจกับความคิด ความเช่ือ และวิธีการฝึก จะทําให้การฝึกถึงจุดหมายได้ยาก
ทุกส่งิ ทกุ อย่างจะต้องเหน็ พร้อมกนั ร่วมใจกัน รวมใจกันเปน็ หนึง่ ม่งุ ม่ันทจี่ ะไปถงึ จุดหมายให้ได้ ถ้าเป็นลักษณะ
ดงั กล่าวน้จี ะทาํ ใหก้ ารฝกึ บรรลถุ ึงจุดหมายได้

ผู้ฝึกสอนจะต้องเป็นผู้ที่รักความยุติธรรม มีความซ่ือสัตย์ต่อหน้าท่ี มีความรับผิดชอบซึ่งเป็นคุณสมบัติ
หนึ่งท่ีผู้ฝึกสอนขาดไม่ได้ก็คือ เป็นผู้ที่รักต่องานท่ีทํา มีความรักต่อผู้ร่วมทีม ซ่ึงมีจิตใจเหมือนกับเรา ทุกคน
อยากจะมีความสําเร็จ อยากมีชื่อเสียงและอยากจะเป็นท่ียอมรับของบุคคลอื่น ๆ และผู้ร่วมทีม ดังน้ัน
ผู้ฝึกสอนจะต้องมีวิธีการท่ีจะต้องพูดเพื่อไม่ให้กระทบเพ่ือนร่วมทีมและมีวิธีการที่จะสร้างทีมและผู้เล่น
ให้มีความสามารถไปสู่ชัยชนะให้ได้ อย่างไรก็ตามผู้เล่นและผู้ร่วมทีมแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้น
ผู้ฝึกสอนจะต้องรู้ว่าจะใช้วิธีการใดกับใครจึงจะได้ผลดีที่สุด คงจะใช้วิธีการเดียวกับทุกๆคนไม่ได้ ผู้ฝึกสอน
จะต้องทําหน้าท่ีให้ดีที่สุด เต็มความสามารถโดยไม่คํานึงถึงจะแพ้หรือชนะ ควรพยายามทําให้ดีที่สุด โดยไม่
คํานึงถึงผลท่ตี ามมา ผู้ฝึกสอนจะต้องหาแบบฝึกท่ีจะทําให้ฝกึ ง่าย ผู้ฝึกสอนจะต้องรู้ถงึ สภาพผรู้ ่วมทมี และผู้เลน่
เปน็ อยา่ งดแี ละผฝู้ กึ สอนควรจะตอ้ งทราบข้อเทจ็ จริง หรอื หาคาํ ตอบใหไ้ ด้เสยี กอ่ น คือ

1. เรามวี ัตถุประสงค์ทแ่ี น่นอนที่จะทําหน้าทต่ี ่อไปหรือไม่ อยา่ งไร และถ้าจะทําจะทําไปเพ่อื อะไร และ
จะทาํ อยา่ งไร

2. เรามคี วามเช่อื มัน่ วา่ เราทาํ ไดห้ รอื ไม่
3. เรามแี ผนทด่ี ไี ว้แลว้ หรอื ยงั ถา้ ไมม่ เี ราจะจัดทําใหม่ไดห้ รอื ไม่ เรามคี วามรูเ้ พยี งพอหรือไม่
4. เราจะได้รบั ความร่วมมอื จากทุกฝา่ ยหรอื ไม่ ความเข้าใจ การให้โอกาสแก่เราของผ้เู ก่ยี วข้องเป็นอย่างไร

ถ้าเราหาคําตอบได้แล้วก็จะต้องตัดสินใจว่าจะทําทีมได้มากน้อยเพียงใด เพ่ือเป็นข้อมูลในการ
วางแผนในการทาํ ทมี ต่อไป

~4~

 

ความหมายของผูฝ้ กึ สอน

ความหมายของผู้ฝึกสอนว่ายนํ้า (WHAT IS A SWIMMING COACH) ความหมายของผู้ฝึกสอน คือ
ผู้ท่ีอยู่ร่วมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อประโยชน์กับทีมออกแบบการฝึกซ้อม และบัญญัติระเบียบวินัยของนักว่ายน้ํา
นยิ ามของผู้ฝกึ สอนว่ายนํา้ สามารถจะให้คาํ ตอบได้ดงั คําอธบิ ายตอ่ ไปน้วี า่

1. ผู้ฝึกสอนวา่ ยนาํ้ ทาํ อะไรบ้าง
2. คุณภาพของผ้ฝู ึกสอนมีอะไรบา้ ง

ในหลายแง่ที่ท่านทําหน้าที่ผู้ฝึกสอนอยู่อาจจะช่วยนิยามตัวท่านเองได้นอกเหนือจากการเดินตามลู่
ในสระหรือแท่นกระโดด หรือ ตรวจระบบกรองน้ําของเครื่องกรองนํ้าในสระในบางคร้ัง แต่ท่านจะต้องเป็น
มากกว่าน้ีและอยู่เหนือกว่าส่ิงที่ประจําอยู่ในสระอย่างแน่นอน ฉะนั้น ในบทนี้ท่านจะได้เรียนรู้ว่าผู้ฝึกสอน
ว่ายน้ํา จะต้องเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและจุดมุ่งหมายของการเป็นผู้ฝึกรวมทั้งคุณภาพท่ีจะก่อให้เกิด
ความสําเร็จแก่ผู้ฝึกสอนนั้น ๆ ท่านจะเรียนรู้ด้วยว่าจะต้องประยุกต์ใช้แนวคิดอย่างไรบ้าง เพราะว่าผู้ฝึกสอน
ว่ายนํ้าน้ันไม่ก่อประโยชน์ของแนวคิดเท่าน้ัน (Coaches do not function in concept) แต่ควรก่อประโยชน์
ดว้ ยในทางปฏิบตั ิ (Coaches function in practice) ดงั น้นั คาํ ถามท่วี า่ ผฝู้ ึกสอนวา่ ยนํ้าคอื อะไรนั้น เปน็ คําถาม
ทางปรัชญาทม่ี ุ่งเพ่ือท่จี ะแจงให้กระจา่ ง ในด้านคุณค่า (Value) และความเชื่อถือ (Belief) ของผู้ฝึกสอนเท่านั้น
คําตอบของคําถามน้ีเป็นก้าวสําคัญที่จะนําไปสู่การสร้างหลักการพ้ืนฐาน (Foundations) แก่ท่าน
ในปฏิบัติต่อวันสัปดาห์ต่อสัปดาห์เพ่ือให้การตอบคําถามปรัชญาดังกล่าวแล้วได้ง่ายขึ้น ควรท่ีท่านจะต้องคิด
สงิ่ ตา่ ง ๆ ดังนั้น คือ

ก. คณุ ภาพของผูฝ้ กึ สอนท่ีดี
ข. บทบาทในหน้าที่ผฝู้ ึกสอน
ค. เหตผุ ลในการทําหน้าทีผ่ ู้ฝึกสอน
ง. วตั ถุประสงคใ์ นการเปน็ ผู้ฝกึ สอน

ก. คุณภาพของผู้ฝึกสอนที่ดี (Qualities of Effective Coaches) ผู้ฝึกสอนทุกคนมีขีดความสามารถ
แตกต่างกัน ตามความสามารถของบุคคล บางคนเป็นครูที่ดีบางคน เป็นนักสร้างแรงจูงใจที่ดีบางคนเป็นนัก
ประสานที่ดีบางคนก็เป็นนักคิดนักวิชาการนักดัดแปลงที่ดี โดยท่ัวไปแล้วคุณสมบัติที่จะบ่งบอกถึงผู้ฝึกสอนท่ีมี
คณุ ภาพ มี 3 ประการ คือ

1. การมีความรู้ (knowledgeable) ผู้ฝึกสอนว่ายน้ําควรจะมีความรู้ทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกจะต้องมี
ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งหมายถึงวิธีการสอนและแก้ไขท่าว่ายน้ํา สรีรวิทยา หลักการฝึก
กายบริหาร ทางจิตวิทยา และหลักการติดต่อสื่อสารการจูงใจและกระตุ้นเร่งเร้า ด้านที่สองจะต้องมีความรู้
เก่ียวกับวิทยาศาสตร์การว่ายนํ้า อันหมายรวมไปถึงเทคนิคท่าว่ายน้ํา ประเภทการว่ายนํ้า กลยุทธ์เทคนิค
ความปลอดภัยทางน้าํ และการฝึกวา่ ยน้ําเพ่อื การแขง่ ขัน

2. ผู้ที่จะเป็นผู้ฝึกสอนว่ายน้ําจะต้องประสานและเตรียมการท่ีดีพร้อมเพราะกีฬาว่ายนํ้าเป็นกีฬาท่ี
ข้ึนกับการพัฒนาพื้นฐานความฟิตของร่างกายและก้าวหน้าข้ึนเรื่อย ๆ อย่างต่อเน่ืองตลอดฤดูกาลฝึกซ้อมและ
พัฒนาอาชีพว่ายนํ้าของนักกีฬาต่อไปในที่สุด ผู้ฝึกสอนจะต้องพัฒนาแผนการฝึกตลอดฤดูการฝึกและแผนการ
ฝึกเฉพาะกิจแต่ละโปรแกรมการฝึกกีฬาว่ายนํ้า เป็นกีฬาท่ีมีนักว่ายน้ําแต่ละคนมารวมกันเป็นทีมผู้ฝึกสอน
จะตอ้ งดแู ลทุกคน ไม่ควรดูเจาะจงเฉพาะบางคน มิฉะน้ันจะทาํ ใหส้ ภาพจิตใจเสยี ไป

~5~

 

3. ผู้ฝึกสอนว่ายน้ําควรจะมีใจเอ้ืออารีและเข้าใจต่อนักกีฬาในทีม คําว่า Empathy หมายถึงความ
เข้าถึงความรู้สึกของนักกีฬา และตอบสนองช่วยเหลือ ร่วมดีใจกับนักกีฬาที่ทําเวลาได้ดี และร่วมเสียใจกับ
นักกีฬาท่วี า่ ยไม่ดใี นการแข่งขัน

ข. บทบาทในหน้าทีผ่ ฝู้ ึกสอน (Your Role As a Coach) โดยพ้นื ฐานอาชพี ผฝู้ กึ สอนว่ายนา้ํ มีหนา้ ที่
บริการการฝึกซ้อมให้แก่นักกีฬาในทีมในฐานะผู้ฝึกสอน จะต้องเป็นผู้ช้ีแนวทางนําทางและเป็นผู้สอน ท่านต้อง
ใช้ความรู้และประสบการณ์ชี้แนะนักว่ายน้ํา เพื่อให้พัฒนาท้ังด้านสภาพร่างกายและจิตใจ นําทางไปยังที่ท่ีซึ่ง
เด็กยังไม่เคยไปสอนทักษะและคณุ ค่าในสิ่งท่ีนักกีฬายังไม่รู้ สุดท้ายนักว่ายน้ําของท่านอาจจะไมต่ ้องการทา่ นให้
เป็นโค้ชเขาอีกในเม่ือเขาได้รับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เทคนิคท่าว่ายนํ้าอย่างพอเพียงแล้วและ
สามารถออกแบบโปรแกรมการฝึกและการแข่งขันได้ด้วยตนเอง พื้นฐานเบ้ืองต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผู้
ฝึกสอนกับนักกีฬามีอยู่ว่านักกีฬาต้องการเติมในสิ่งท่ียังบกพร่องอยู่และผู้ฝึกสอนก็มีวิธีการที่จะช่วยเติมความ
ต้องการของนักกีฬาเหล่านั้นให้สมบูรณ์จากในสํานึกที่เป็นจริงน้ันบทบาทของคนในหน้าที่ผู้ฝึกสอนจะต้อง
ถ่ายทอดความรูแ้ ละประสบการณ์ต่างๆ ท่ีไดร้ ับใหก้ บั นกั วา่ ยนํา้ ในทีมของท่านอยแู่ ลว้

ค. เหตุผลในการทําหน้าท่ีผู้ฝึกสอน (Your Reasons for Coaching) ผู้ฝึกสอนแต่ละคนย่อมจะมี
เหตุผลเฉพาะตนในการฝึกสอนท่ีแตกต่างกันก็มีหรือเหมือนกันก็มี ตัวอย่างเช่นนักว่ายน้ําคนหนึ่งท่ีผ่านการ
แข่งขันว่ายนํ้าระดับประถมและมัธยมมาแล้วและได้ตัดสินใจว่า การเป็นผู้ฝึกสอนว่ายน้ําน่าจะเป็นหนทางหน่ึง
ท่ีจะยังเกยี่ วขอ้ งกบั การว่ายน้ําหลังจากทีเ่ ธอจบชีวติ ของการเป็นนักว่ายนํ้าแข่งขนั ส่วนอกี คนหนึง่ นน้ั ตดั สนิ ใจท่ี
จะเป็นผู้ฝึกสอนว่ายนํ้าเพราะว่าเขามีผู้ฝึกสอนระดับเยาวชนท่ีเก่ง เขาอยากจะเป็นเหมือนกับผู้ฝึกสอนของเขา
บ้าง ในทางกลับกันผู้ฝึกสอนคนหนึ่งที่ไม่มีประสบการณ์ในการฝึกเยาวชนมาเลยและได้ตัดสินใจมาเป็น
ผู้ฝึกสอนจึงเป็นหนทางเดียวท่ีหล่อนอาจจะได้รับการสนับสนุนสร้างเสริมประสบการณ์ท่ีดีจากคนอ่ืนๆ จาก
คาํ ถามท่ีวา่ ทาํ ไมท่านจึงอยากจะเป็นผฝู้ กึ สอน น่าจะมาจากเหตผุ ล ต่อไปนหี้ รอื ไม่

1. การเป็นผ้ฝู กึ สอนอาจจะทําใหข้ ้าพเจ้ายังคงแข่งขันกบั ผู้อืน่ ได้อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
2. ขา้ พเจ้าชอบมัน
3. ในขณะท่ีข้าพเจ้ายังเป็นเด็กอยู่ประสบการณ์ดี ๆ ท่ีได้รับสะสมอยู่ในตัวข้าพเจ้าน้ัน อยากจะ
ถ่ายทอดไปสเู่ ยาวชนรุ่นหลงั ตอ่ ไป
4. ข้าพเจา้ อยากเป็นเพราะต้องการลาภก้อนใหญ่จากมนั
5. การเป็นผูฝ้ ึกสอนจะยังคงให้ขา้ พเจ้าผกู พันอยกู่ บั กีฬาวา่ ยนาํ้ ต่อไป
6. ข้าพเจา้ พอใจทีจ่ ะทาํ งานรว่ มกับเดก็ เยาวชน
7. ตอนท่ีข้าพเจ้ายังเป็นเด็กอยู่นั้นได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ในการว่ายนํ้าในด้านลบ ข้าพเจ้าจึง
อยากเหน็ เยาวชนไดร้ บั การสง่ เสรมิ ประสบการณว์ ่ายนํา้ ในด้านบวกบ้าง
8. ข้าพเจ้าชอบสอนทกั ษะให้แก่ผู้อน่ื
9. ลกู ศษิ ย์ของข้าพเจา้ เป็นนักวา่ ยนาํ้ ในทมี ข้าพเจา้ จงึ ตอ้ งการที่จะเข้าไปมสี ่วนรว่ มในทีมด้วย
10. สมาชกิ ในทีมต้องการผู้ฝึกสอน
11. เหตผุ ลส่วนตัวอ่นื ๆ

~6~

 

ง. วัตถุประสงค์ในการเป็นผู้ฝึกสอนว่ายนํ้า (Your Objective As a Swimming Coach)
จุดประสงค์ที่ท่านได้กาํ หนดขนั้ หรือ ส่ิงท่ีท่านต้องการให้เกิดผลสําเร็จอาจจะมีผลสะท้อนตอ่ ความต้องการของ
นักว่ายน้ําและต่อความต้องการของท่านในการเป็นผู้ฝึกสอน ท่านอาจมีวัตถุประสงค์โดยเฉพาะอย่างมากมาย
แตล่ ะอยา่ งนนั้ สามารถจาํ แนกประเภทออกเปน็ 3 ประเภทหลัก คือ

ประเภทท่ี 1 ส่งเสรมิ ใหม้ ีการพัฒนาตวั บุคคล และสังคมให้มีทกั ษะของตนเองตลอดไป
ประเภทที่ 2 ส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการฝกึ ซ้อมใหม้ ีความสนุกสนานเพลิดเพลนิ
ประเภทท่ี 3 จัดให้เยาวชนเขา้ แขง่ ขันอย่างเหมาะสม

~7~

 

เจตจาํ นงของการเปน็ ผู้ฝกึ สอน (COACHING ACCORDING TO NEEDS)

เน้ือหาของบทนี้จะขยายออกไปให้รู้ว่าท่านพิจารณาอะไรบ้างในขณะที่เป็นผู้ฝึกสอนและโค้ชจะปฏิบัติ
ตนอย่างไร หรือปัจจัยต่างๆ อะไรบ้างท่ีมามีอิทธิพลต่อสไตล์การสอนของท่านเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไปแล้ว
ในเร่ืองของความหมายของผู้ฝึกสอนว่ายน้ํา ถึงเหตุผลท่ีไปกระทบต่อการปฏิบัติการฝึกแต่ละวันหรือกระทบตอ่
สไตล์การฝกึ ซง่ึ หวั ข้อเรื่อง (Topics) ต่างๆ ในบทน้มี ีดังนี้

ก. ความตอ้ งการและพฤตกิ รรมในการฝกึ (Needs and Coaching Behavior)
ข. ความตอ้ งการท่แี ท้จริงของนักว่ายน้ํา (Specific Needs of Swimmer)
ค. ความต้องการทแ่ี ท้จรงิ ของผู้ฝึกสอน (Specific Needs of Coaches)
ง. ความตอ้ งการจะเปลยี่ นได้อย่างไร (How Needs Change)

ก. ความต้องการและพฤติกรรมในการฝึก (Needs and Coaching Behavior) นักว่ายนํ้าของ
ท่านต้องการให้ท่านซ่ึงเป็นโค้ชได้ชี้ทางว่าควรจะทําอย่างไร อย่างไรก็ตามท่านก็ต้องทําตามสไตล์ของท่านเอง
เพราะโค้ชแต่ละคนจะมีสไตล์ไม่เหมือนกันนอกจากนี้การวางกําหนดการท่ีแน่นอน (Specific setting) หรือ
สิ่งแวดล้อมใด ๆ อาจจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของท่านตลอดตั้งแต่เริ่มฝึกไปจนจบการฝึกและ
จากต้นฤดูกาลไปจนสิ้นฤดูกาลฝึกซ้อมเลย ในบางสถานการณ์ท่านอาจต้องการมีอํานาจบังคับบัญชามากข้ึน
เพอ่ื ที่จะไดเ้ จรจาว่ากล่าวนักวา่ ยน้ําว่าสิ่งใดควรทําสิง่ ใดไมค่ วรทํา แต่มไิ ด้หมายความวา่ จะหา้ มโดยเด็ดขาดหรือ
ปฏบิ ตั ิตามคาํ ส่ังโดยเครง่ ครดั ระเบียบเหมอื นกบั ทหาร ท่านอาจจะแสดงอาํ นาจบังคบั บญั ชาในลักษณะอ่อนโยน
เป็นกันเอง ซึ่งสไตล์แบบนี้มีผลดีในการฝึกสอนทักษะใหม่ ๆ อธิบายโปรแกรมการฝึกซ้อมท่ีลึกซึ้ง
เกินกว่าความรู้ของนักว่ายนํ้ามีอยู่ในบางสถานการณ์ท่านอาจจะต้องการความช่วยเหลือในการตัดสินใจ และมี
ปฏิกริ ิยาตอบสนองซึง่ กันและกัน ดงั เชน่ การหกั หา้ มตนเองมิใหป้ ระพฤตนิ อกลนู่ อกทาง หรือซุกซนจนเป็นนิสัย
ความมากน้อยของความรับผิดชอบของนักว่ายนํ้าขึ้นอยู่กับท่านยอมให้ทาํ งานร่วมกันมากน้อยแค่ไหน เข้าใจใน
วิธีการมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติตามระเบียบมากน้อยแค่ไหน จะหยุดทันทีเมื่อเกิดปัญหาหรือไม่
โดยปกติมกั จะถือเป็นกฎว่าควรจะตอ้ งมีอาํ นาจบังคับบญั ชามากในเด็ก โดยแสดงให้เห็นและอธิบายใหร้ ู้ว่า ควร
จะปฏิบัติงานอย่างไร เม่ือนักว่ายนํ้าโตขึ้น ๆ จนสามารถประคองตัวเองได้แล้วก็อาจจะต้องปล่อยให้มีความ
รับผิดชอบมากข้ึนในส่ิงที่ได้อธิบายแสดงแจกแจงไปแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รับผิดชอบในสิ่งที่ไม่เคยสอน
ไม่เคยสาธติ ไมเ่ คยแสดงมากอ่ น

ในบางสถานการณ์จะสามารถควบคุมได้โดยโค้ชท่ีอ่อนโยนโดยที่ให้นักว่ายนํ้าควบคุมและมีความเป็น
อิสระในตนเองโดยทท่ี ่านเฝา้ สังเกตและชีน้ ําไปหา่ ง ๆ นักวา่ ยนํา้ ตอ้ งการโค้ชทํางานดา้ นการฝกึ ว่ายนํา้ ดีสามารถ
สรา้ งสมประสบการณท์ ีด่ ีมคี วามสามารถในการจงู ใจและรู้ถึงความตอ้ งการของนักว่ายนาํ้ และการชนี้ าํ ท่ดี ี

สไตล์ในการเป็นโค้ชของท่านควรจะเก็บรวบรวมคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ดังน้ัน
เมื่อมาลองพิจารณาถึงพฤติกรรมของโค้ชท่ีจี้ติดไปเร่ือยๆ (Continum) ที่มีความเข้มงวดในการบังคับบัญชาไป
จนถึงโค้ชท่ีมีพฤติกรรมเฉยเมย (Passive) โค้ชที่มีพฤติกรรมเข้มงวดนั้นทุก ๆ นาทีจะมีการวางแผนไว้เสมอ
และมักจะไม่ค่อยเปล่ียนแปลงหรือดัดแปลงการฝึกซ้อมโดยไม่คํานึงถึงเร่ืองความสําเร็จหรือความล้มเหลวและ
การใช้เวลาไปกับการบงการการฝึกซ้อมตลอดวันโปรแกรมประจําวันมากกว่าท่ีจะสอนทักษะท่ีมีประโยชน์และ
จําเปน็ แก่นักวา่ ยนํ้า ส่วนโคช้ ท่ีมพี ฤตกิ รรมเฉยเมยอาจจะมาเปิดสระแลว้ จัดอุปกรณ์แล้วปลอ่ ยให้นกั ว่ายน้ําว่าย

~8~

 

ซ้อมเอาเอง ส่วนพฤติกรรมที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นและเป็นที่ยอมรับนั้นคงจะมิใช่พฤติกรรม ทั้ง 2 อย่าง
ดังกล่าวแล้ว สไตล์การเป็นโค้ชท่ีเหมาะสมควรจะอยู่ระหว่างพฤติกรรมตัวอย่างท้ังสองแบบ โค้ชทุกคนมี
แนวโน้มที่จะใช้วิธีโค้ชด้วยสไตล์ของตัวเองโดยข้ึนอยู่กับความสามารถในการทําความเข้าใจโดยทั่วไปโค้ชท่ีใฝ่รู้
ใฝ่หาประสบการณ์เพิ่มก็จะมีความสุขโค้ชท่ีมีประสบการณ์มีความรู้จะสามารถตอบคําถามปรับแต่งโปรแกรม
การฝึกซ้อมและสามารถมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อนักว่ายนํ้าได้ดีโค้ชท่ีขาดความรู้และประสบการณ์มีแนวโน้ม
ท่ีจะเป็นลักษณะก้าวร้าวหรือไม่ก็เฉยเมยทําให้ขาดการเข้าไปกระทบสัมผัสกับนักว่ายนํ้า ในท่ีสุดทําให้
ไม่สามารถควบคมุ กจิ กรรมและพฤตกิ รรมของนกั ว่ายน้ําได้

ข. ความต้องการที่แท้จริงของนักว่ายนํ้า (Specific Needs of Swimmers) ความต้องการของ
นกั วา่ ยน้ําในทีม สามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. ความตอ้ งการดา้ นตวั บคุ ลากร (Personal needs)
2. ความต้องการด้านร่างกาย (Physical needs)

ความต้องการด้านบุคลากรจะขนานไปกับวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือนักว่ายน้ําพัฒนาทักษะ ทาง
จิตวทิ ยา สังคม และอารมณ์ สง่ เสรมิ ให้เกดิ สภาพแวดล้อมท่ีสนกุ สนาน และเพลดิ เพลนิ ความต้องการ ดา้ น
ทางกายภาพของตัวนักว่ายน้ํา ได้แก่ การเรียนรู้เทคนิคท่าว่ายนํ้า การหายใจ การพัฒนาความทนทานของ
ร่างกายการพัฒนาความแข็งแกร่ง (Strength) ความเร็ว (Speed) พลัง (Power) รวมกับปริมาณงานท่ี
เหมาะสม และอีกท้ังการพักการซ้อมในฤดูการฝึกซ้อมเพื่อให้ไปสู่จุดสูงสุดในการแข่งขัน จงมาตรวจสอบ
จุดประสงค์เหล่าน้ีให้ชัด ๆ เพ่ือท่ีจะหาว่ามีผลกระทบต่อสไตล์การเป็นโค้ชของท่านอย่างไรบ้าง จงมาพิจารณา
ความตอ้ งการต่าง ๆ เหลา่ น้ีของนักวา่ ยนาํ้ ของท่าน และทา่ นจะไดป้ ระโยชน์จากมนั อยา่ งไร เชน่

- ต้องการการสรรเสรญิ
- ตอ้ งการการยอมรบั จากผ้อู ่นื
- ตอ้ งการความรสู้ ึกเปน็ สขุ ในการสัมฤทธผ์ิ ล
- ตอ้ งการเรียนรสู้ ่งิ ใหม่ ๆ
- ตอ้ งการความร้สู กึ ม่ันใจในสภาพร่างกาย
- ตอ้ งการเรียนรูท้ ักษะว่ายน้ําอย่างต่อเน่ือง

ทิศทางท่ีท่านสนบั สนุนนกั ว่ายน้าํ ของทา่ น ทิศทางท่ีจะตอบคําถาม การฝึกซอ้ มประจาํ ทุกวัน และสงิ่
ตลกเฮฮาที่ท่านเล่าให้นักว่ายน้ําฟังน้ัน ส่ิงเหล่าน้ีจะสะท้อนถึงพฤติกรรมของโค้ช และสไตล์โค้ชของท่านได้
คําถามที่ทา่ นต้องการคาํ ตอบ ได้แก่

1. สไตล์การเปน็ โคช้ ของท่านมีผลสะทอ้ นในทางบวกในอนั ท่ีจะไดผ้ ลตามความต้องการ
2. การพดู ที่น่มิ นวล การรอฟังคําตอบจากนกั ว่ายนาํ้ จนจบ ควรเป็นพฤติกรรมของโค้ชท่ีจะสนับสนุน
ไปสู่ความต้องการดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามการใช้โปรแกรมอย่างเดิมซ้ําซากเป็นประจําจะทําให้เกิดการ
เบ่ือหน่าย หรือการใช้คําถามท่ีก่อให้เกิดความอับอายแก่นักว่ายนํ้าจะเป็นพฤติกรรมของโค้ชท่ีจะไม่ก่อให้
เกิดการพฒั นาการดา้ นต่างๆ ของนกั วา่ ยนํ้าของท่าน
แน่นอนท่ีสุดท่านต้องการทุกอย่างให้พบกันครึ่งทาง ตัวอย่างเช่น ท่านยอมให้นักว่ายน้ําเยาวชนหา
ประสบการณ์เพ่ือความสําเร็จโดยการแข่งขันในรายการท่ีเก่งและถนัด หรือในรายการที่นักว่ายน้ําทุกคน
สามารถเชือดคนอ่ืนได้อย่างง่าย ๆ นั้นต่อไปสิ่งน้ีจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาทักษะที่จะเป็นประโยชน์

~9~

 

ต่อตัวนักว่ายน้ําเองในภายภาคหน้าเม่ือเด็กโตขึน้ ในการวางแผนเพื่อทาํ การฝึกซอ้ มทีแ่ ตกต่าง และแปลกใหม่
อาจจะไม่ช่วยให้เกิดความต่อเนื่อง และประกันความมั่นใจแก่นักว่ายนํ้าในด้านความพอใจในการซ้อมหรือ
ความเข้าใจต่อเหตุผลของการฝึกซ้อม ถึงแม้ว่าเราจะแบ่งและแยกประเภทความต้องการส่วนบุคคล
(Personal needs) และความต้องการร่างกาย (Physical Needs) ออก แต่ก็ยังไม่เด่นชัดเด็ดขาดในบุคคลแต่
ละคน ทุกคนจะมีความรูส้ กึ ท่ดี ีถา้ เมื่อใดท่ี ได้บรรลุวัตถุประสงคใ์ นภารกิจของตนเอง ดังนั้นการพัฒนาการทาง
กายและการเพิ่มสมรรถนะทางกายมี แนวโน้มที่จะให้เกิดกําลงั ใจ (Self-rewarding) และจุดประกายไฟในตัว
(Self-fueling) ได้ ในทางกลับกันถ้าทุกคนจะต้องมีความรู้สึกที่ไม่ดีเม่ือตนเองไม่สามารถบรรลุภารกิจที่พึง
ประสงค์ ดังนั้นการด้อยพัฒนาการทางด้านร่างกาย (Physical development) มีแนวโน้มที่จะนําไปสู่อาการ
ถอดใจ (Selfdefeating) โดยนกั ว่ายน้าํ จะแสดงอาการหดหไู่ ม่คึกคัก ไม่อยากซ้อม หรืออาจจะเลิกวา่ ยนํ้าไป
เลยก็ได้ การ พัฒนาทักษะท่ีเชื่องช้า ใช้เวลานานๆ และแสดงออกที่ไม่ดีในปลายฤดูกาลฝึก ไม่เหมือนกับ
ตอนต้นฤดูนั้นจะ ก่อผลทางลบให้แก่นักว่ายนํ้าท้ังทางด้านจิตใจ (Psychological) ด้านอารมณ์ (Emotional)
โคช้ ทด่ี คี วรจะมคี ลังเครือ่ งมือ (Tool box) ของความคิดฝนั (Idea) หรอื รายการ (List) ท่ีจะไขความช่วยเหลือ
นักวา่ ยน้าํ ของท่านท่ตี ก อยู่ในสถานะที่ลําบากและกดดันเชน่ น้ไี ด้

ค. ความต้องการท่ีแท้จริงของผู้ฝึกสอน (Specific Needs of Coaches) ท่านคงได้อ่านมามากแล้ว
เก่ียวกับความต้องการของนักกีฬา และบทบาทของท่านในฐานะนักบริการ อาชีพท่ีจะช่วยโยงให้บรรลุความ
ต้องการในหัวข้อที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังคงเป็นองค์ประกอบ หน่ึงที่สําคัญต่อสมการของทีม
วา่ ยนํ้า ฉะนัน้ ท่านควรจะคาํ นงึ ถึงความสาํ คัญท่ีความประสงค์ของทา่ นจะมี

ผลกระทบต่อการเป็นโค้ชของท่านได้อย่างไร ท่านมีความต่ืนเต้นต่อเกมการแข่งขัน และถ้าท่านมี
โอกาสที่จะ บอกเลห่ ์เหลีย่ มการแข่งขนั แก่นักว่ายน้าํ ของท่านเพอื่ ชนะคู่ตอ่ สแู้ ล้ว ทา่ นควรจะตอ้ งทําการเตรียม
ทีมผลัด เพ่ือท่ีจะชนะคู่แข่ง ความจริงแล้วความต้องการของโค้ชกับความต้องการของนักว่ายน้ําน้ันควรจะ
ประสาน ประโยชน์ร่วมกันไม่ควรจะขัดแย้งกัน แต่เมื่อใดก็ตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงล้ําเกินความ
พอดเี มือ่ นน้ั ความขดั แย้ง ยอ่ มจะตอ้ งเกิดข้นึ

ท่านจงจําไว้เสมอว่า บทบาทของท่านควรเป็นเรื่องการบริการ และช่วยพัฒนาความสามารถของนัก
ว่ายน้ําของท่าน แม้ท่านไม่มีสิทธิว่ายแทนเขา และคิดแทนเขา ดังนั้น ท่านจะประสบความสําเร็จในอาชีพ
โคช้ ถา้ ทา่ นยดึ ถือเอาความตอ้ งการของนักวา่ ยน้าํ เป็นสิง่ สําคญั อันดับแรก นค่ี ือกฎเกณฑท์ ่ัวๆ ไปทีโ่ คช้ ควรจะ
นําไปประยุกต์ใช้กับนักกีฬาทุกระดับ จุดประสงค์เบื้องแรกและสไตล์การเป็นโค้ชของท่านน้ันเช่นกันก็จะถูก
วัดดว้ ยความกา้ วหน้าของนกั วา่ ยนา้ํ ของทา่ นเอง สิ่งนเี้ ป็นเรื่องจริงไมว่ า่ ทา่ นจะเปน็ โคช้ เดก็ ระดบั เยาวชน เด็ก
หดั ใหม่ เด็กโต หรอื นักกีฬาระดับชาติ

ง. ความต้องการจะเปลี่ยนอย่างไร (How Needs Change) ความต้องการของนักว่ายนํ้าเปลี่ยนไปได้
เม่ือเด็กโตขึ้นเมื่อได้เรียนรู้การว่ายนํ้ามากข้ึน มีทักษะมากขึ้น และมีประสบการณ์ในการแข่งขันมากขึ้น จาก
ตาราง 3.1 นักว่ายน้ําเยาวชนที่มีระดับทักษะต่ําจะต้องการเรียน พ้ืนฐานของท่าว่าย เช่น หายใจอย่างไรจึง
จะถูกตอ้ ง พัฒนาพน้ื ฐานกาํ ลงั ของรา่ งกายเพื่อการแขง่ ขนั และมีความสนกุ สนานตลอดเวลา แตถ่ า้ นกั ว่ายนาํ้
ที่มีลักษณะก้าวหน้าแล้วจะต้องการพัฒนาและทบทวนเทคนิคท่า ว่ายอยู่ตลอดเวลา ฝึกซ้อมเฉพาะเจาะจงใน
รายการท่ีแข่งขัน และมีความสนุกสนาน ส่วนนักว่ายนํ้าท่ีเจริญวัยเติบโตเต็มท่ีและเป็นนักว่ายนํ้า

~ 10 ~

 

ระดับสูงแล้ว จะต้องการเน้นเฉพาะ 1 ท่าหรือ 2 ท่าเท่าน้ัน (ยกเว้นเดี่ยวผสม) และจะฝึกซ้อมเฉพาะท่าที่
ตนเองถนัดเพื่อแข่งขันในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตามความเพลิดเพลินสนุกสนานใน กีฬาระดับนี้ยังต้องมีอยู่
สําหรับนักว่ายนํ้าที่เต็มวัย (Mature swimmer) น้ัน จะฝึกหนักมาก และแข่งขันในระดับสุดยอด
ก็ยงั คงตอ้ งการไดร้ ับการสนบั สนนุ ด้านกาํ ลงั ใจและแรงจงู ใจอยู่เสมอ

TABLE 3.1 NEED AND SKILL LEVELS

ระดบั ของทักษะ(Skill Lever) เจตจาํ นง (Needs)
ต่าํ
พน้ื ฐานทา่ ว่าย, การหายใจ, สภาพรา่ งกายโดยทวั่ ไปดี และ
ปานกลาง สนุกสนาน
สงู
ทบทวนเทคนคิ ทา่ ว่ายซ้อมเจาะจงในรายการทจ่ี ะแขง่ และความ
สนกุ สนาน

เนน้ เฉพาะ 1 หรอื 2 รายการเทา่ นั้นซอ้ มเฉพาะเจาะจงเปน็
พิเศษ พอใจการซ้อมหนักและรกั การแข่งขันในระดับสุดยอด

~ 11 ~

 

จรรยาบรรณผู้ฝึกสอนว่ายนํ้า (Swimming Coach Code of Conduct)

1. ผู้ฝึกสอนว่ายนํ้าต้องปลูกฝังให้นักกีฬาเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีน้ําใจนักกีฬา มากกว่าการ
หวังผลชนะอยา่ งเดียว

2. ผูฝ้ ึกสอนว่ายนาํ้ พงึ ปฏิบัติตนเปน็ ตวั อยา่ งที่ดแี ก่ทกุ คนที่เก่ยี วข้อง
3. ผฝู้ กึ สอนวา่ ยน้าํ ทําหน้าท่ีอยา่ งเข้มงวดในการป้องกันการใชส้ ารกระต้นุ ในนกั กฬี า
4. ผู้ฝึกสอนว่ายนํ้าตอ้ งไม่ดื่มเหล้าและสูบบหุ รข่ี ณะปฏิบัตหิ น้าท่ี
5. ผูฝ้ กึ สอนวา่ ยนํา้ จะต้องทําหน้าทข่ี องตนเองท่ีไดร้ ับการมอบหมาย และความไวว้ างใจจากนักกีฬาให้
เตม็ ท่ี โดยรับผดิ ชอบภารกจิ จนเสรจ็ สนิ้ และไมล่ ะทิง้ หน้าที่
6. ผู้ฝึกสอนว่ายน้ําต้องมีความรู้ในงานฝึกสอนว่ายน้ําและให้คําแนะนําแก่นักว่ายน้ํา และต้องแสวงหา
ความรใู้ หม่ ๆ เพื่อพฒั นาการทํางานอย่างสมาํ่ เสมอ
7. ผู้ฝึกสอนวา่ ยน้ําต้องเคารพกฎกติกาของการแข่งขนั และยอมรบั ในการตัดสินภายใต้กฎกติกานั้นๆ
8. ผ้ฝู กึ สอนว่ายน้าํ ตอ้ งมคี วามยุติธรรม โปร่งใส และเปน็ กลางในการฝึกสอนว่ายน้ํา และการบริหารจัดการทีมว่ายน้ํา
9. ผู้ฝึกสอนว่ายนํ้าควรมีการแสดงออกทางวาจา และร่างกายที่สุภาพ ถูกต้องตามกาลเทศะและ
สอดคล้องกบั ขนบธรรมเนยี มของพนื้ ท่ี
10. ผู้ฝึกสอนวา่ ยนํ้าต้องไม่กระทาํ ใด ๆ ทขี่ ัดตอ่ ศีลธรรม หรือละเมิดล่วงเกินสทิ ธ์ิของมนุษยชน

ภารกจิ ของผู้ฝึกสอน (WHAT DOES A SWIMMING COACH DO?)

ในฐานะท่ีเป็นโค้ชว่ายนํ้ามีหลายส่ิงหลายอย่างท่ีจะต้องทําบางครั้งท่านอาจจะคิดว่า “เฮ้อ สิ่งใดที่
ไม่น่าทํา” ในทางกลับกันท่านอาจจะต้ังคําถามในใจว่า “โค้ชว่ายน้ําคืออะไร” คําถามเหล่านี้จะเป็นไปได้
ในเชิงปฏิบัติ ซึ่งการเป็นโค้ชน้ันจะต้องมีการประสาน ให้ความรู้ โน้มน้าว และบริหารการบริการ ในฐานะท่ี
เป็นโค้ช ท่านจะต้องสื่อเช่ือมให้รู้ถึงคุณค่า ความเป็นจริง และแนวความคิด ท่านต้องสอนนักว่ายนํ้าให้เกิด
ทักษะท่ีดีรู้กฎเกณฑ์และรู้จักกลยุทธ์ ท่านต้องสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัล รู้จักการมีวินัยและสนับสนุน
ให้เกิด แรงกระตุน้ ไปสูเ้ ป้าหมายท่ีตอ้ งการดว้ ยการกําหนดเปา้ หมาย ส่งิ ตา่ งๆ ดงั กล่าวมาแลว้ น้นั จะมผี ลกระทบ
ตอ่ สมรรถนะความสามารถแสดงออกของนักวา่ ยนํา้ ไดอ้ ย่างไร ซ่งึ หวั ขอ้ ในบทนีจ้ ะมดี ังนี้ คือ

ก. ความสาํ คัญของทักษะของผฝู้ ึกสอน
ข. คณุ สมบตั ิเฉพาะตวั และประสิทธิภาพในการฝึก
ค. คณุ ภาพที่มสี ่วนเก่ียวข้อง

ก. ความสําคัญของทักษะของผู้ฝึกสอน (The Importance of Your Coaching Skills)
ประสิทธิภาพในการเป็นโค้ชน้ันขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารกับนักว่ายนํ้าได้ดีเพียงใด สอนนักว่ายน้ํา
ได้ดีเพียงใด และสามารถจูงใจนักว่ายนํ้าได้ดีเพียงใด ในทํานองเดียวกันเพียงแต่การฝึกและประสบการณ์
ในการฝึกเท่าน้ันท่ีจะช่วยท่านพัฒนาทักษะและเพ่ิมประสิทธิภาพในการเป็นโค้ชของท่านได้ ในการเป็นโค้ชนั้น
ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะพัฒนาทักษะของท่านด้วยวิธีการส่ือสาร การสอน และการสร้างแรงจูงใจได้ดีแค่ไหน
ประสิทธิภาพของท่านในการใช้ทักษะเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับว่าท่านจะปรับให้เข้ากับความต้องการของนักว่ายนํ้า
ท่ีเปล่ียนแปลงตามวัย ตามฤดูกาลฝึกซ้อม และปีต่อปี ฉะน้ันท่านจึงต้องมีคลื่นของการปรับตัวเองให้เข้ากับ

~ 12 ~

 

นักว่ายนํ้าให้กว้างขึ้นเพื่อครอบคลุมได้ทุกอายุ และทุกระดับขีดความสามารถ เพราะแต่ละรุ่นอายุน้ันต้องการ

การส่ือสารความเข้าใจมากนอ้ ยตา่ งกัน เรียนร้ตู ่างกนั และต้องการสร้างแรงจูงใจแตกตา่ งกนั

ข. คุณสมบัตเิ ฉพาะตวั และประสทิ ธิภาพในการฝึก (Personal Qualities and Your Coaching
Effectiveness) ความสามารถเฉพาะตวั สามารถแบง่ ออกได้เปน็ 2 ประเภท คอื

ประเภทที่ 1 ความสามารถท่มี ีอยูใ่ นตวั (Qualities you possess)

ประเภทท่ี 2 ความสามารถที่ผูอ้ ่ืนสรา้ งให้แกท่ า่ น ( Qualities attributed to you)

ความสามารถแต่ละประเภทนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพในการเป็นโค้ชของท่านได้ทั้งน้ัน ความสามารถท่ี

มีอยู่ในตัวน้ัน ดูได้จากท่านปฏิบัติได้อย่างไร ส่วนความสามารถประเภทท่ี 2 ท่านสามารถจะรู้ได้จาก

ผลตอบสนองของผ้อู ื่นทม่ี ีต่อทา่ น

1. ความสามารถท่มี ีอยู่ในตวั (Qualities you possess)
ในตวั ของท่านเองนน้ั ย่อมจะมคี วามสามารถมากมายทีไ่ มอ่ าจจะหยิบยกมาไดห้ มดแตเ่ ทา่ ท่รี ้นู า่ จะมี

1.1 ความรู้ (Knowledge) นับว่าจําเป็นอย่างย่ิงสําหรับโค้ช ซ่ึงหมายความถึงความรู้เรื่อง ทักษะ
กฎเกณฑ,์ ยทุ ธวิถี และความรู้ทางวิชาการด้านวทิ ยาศาสตร์การกฬี า

1.2 ความสามารถทางกาย (Physical abilities) อันหมายถึงความสามารถที่จะแสดงการสาธิต
การว่ายน้ําให้นักว่ายน้ําดูได้ มีความสามารถทางการกฬี า และมรี ่างกายแข็งแรง

1.3 ประสบการณ์ความชํานาญ (Experience) เป็นความสามารถท่ีช่วยส่งเสริมให้ท่านสามารถ
ทํางานร่วมกับนักว่ายน้ําได้ มีความพึงพอใจในการสอนว่ายน้ํา ในการเป็นโค้ชนักว่ายนํ้านั้นต้องอาศัยความ
ชํานาญในเรือ่ งว่ายน้าํ บวกกับความชํานาญในการทํางานรว่ มกนั กบั เยาวชน

1.4 ความมีขันติ อดกลั้น (Patience) เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า (Virtue) อันหน่ึงในการที่จะพัฒนา
กีฬาว่ายนํ้าได้ ท่านต้องการความอดทนในการทํางานร่วมกับเยาวชน และยอมอดใจรอคอยที่เห็นรางวัล
ความสําเร็จของนักว่ายนํา้ ในอนาคตข้างหน้า ความมีขันตจิ ําเป็นอย่างยงิ่ และเก่ยี วข้องกับผู้ปกครองที่คล่งั มาก ๆ

1.5 การควบคุมอารมณ์ (Emotional control) ความเพลิดเพลินในการเป็นโค้ชจะช่วยเพิ่ม
ความสําเร็จย่อมหัวเราะและร่าเริงได้เม่ือมีสถานการณ์มาบีบคั้นจิตใจ และพยายามให้นักว่ายน้ํา
สงบสตอิ ารมณ์เมื่อแพ้ แตย่ ังมีความร้สู ึกเป็นเพือ่ นกัน

1.6 ภาษาท่ีสอน (Vocabulary) ศัพท์, วลี และคําพูดนั้นมีส่วนช่วยในการสื่อสารความเข้าใจกับ
นักว่ายน้ําได้ อาชีพทุกอาชีพ กีฬาทุกกีฬาจะมีศัพท์โดยเฉพาะแต่ละอย่าง ถ้าท่านใช้ศัพท์ท่ีถูกต้อง และเข้าใจ
แลว้ ท่านจะสร้างความร้คู วามเข้าใจ และความนับถือเกรงใจจากนกั วา่ ยนา้ํ ของท่านไดม้ าก

1.7 ความสามารถในการพูด (Speaking ability) ความสามารถข้อน้ีท่านต้องใช้เป็นประจําวัน
ต้องพูดให้ชัดให้กระจ่าง และรื่นหู กระตุ้นเร้าใจ สร้างความต้ังใจและแรงใจแก่นักว่ายน้ําโค้ชจะต้องเรียนรู้
ความสามารถเหล่านี้ให้มาก ๆ และบ่อย ๆ ซ่ึงทักษะบางอย่างท่าน อาจจะพัฒนาได้ดีแล้ว แต่บางอย่าง
ยังต้องการการปรับปรุง การประเมินตัวเองบ่อย ๆ หรือถามผู้ร่วมงาน หรือรับฟังคําวิจารณ์จากผู้ใกล้ชิด
สิ่งเหล่านีจ้ ะช่วยพัฒนาจดุ อ่อนของตวั ท่านเองได้

2. ความสามารถท่ีเกิดจากผู้อื่นสร้างเสริมให้ (Qualities attributed to you) ความสามารถที่

ไม่สามารถเกิดข้ึนในตัว ได้แก่ ความเช่ือถือ (Creditability) ความนับถือ (Respect) ความไว้ใจ (Trust)

ความสามารถดังกล่าวข้างต้นน้ัน ได้รับมาจากนักว่ายน้ําของท่านผู้ช่วยโค้ชของท่าน, ผู้ปกครองนักว่ายนํ้า และ

บุคคลอ่ืนทเ่ี ก่ียวข้อง ความสามารถประเภทนีม้ ีอิทธิพลตอ่ การฝึกสอนนักกีฬาว่ายน้ําของท่าน ซ่ึงจะมีประโยชน์

ในอนั ท่ีจะทาํ งานรว่ มกันต่อไปในอนาคต

~ 13 ~

 

คณุ ธรรมและจริยธรรม

ถามว่ากีฬาให้ประโยชน์อย่างไร? กีฬาให้คุณค่าต่อผู้เกี่ยวข้องหลายแง่หลายมุม ส่ิงท่ีสังคมกีฬา
วาดหวังไว้มากที่สุดสําหรับเด็กและเยาวชน ก็คือ คุณค่าทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพราะเด็กและ
เยาวชนจะซึมซับเอาคุณค่าดังกล่าวผ่านกิจกรรมกีฬาไปสู่การใช้ชีวิตของเขาในอนาคต หากเราเป็นแฟนกีฬา
ฟุตบอล คงไดเ้ ห็นภาพท่แี สดงถงึ นํา้ ใจนักกฬี า เหน็ วา่ เมอื่ ก่อนนัน้ หากมผี เู้ ลน่ บาดเจ็บในสนามจะต้องรอจนกวา่
ผู้ตัดสินหยุดเกม ผู้เล่นคนนั้นจึงจะได้รับการปฐมพยาบาล แต่ไม่นานมานี้ พวกเราได้เห็นนักฟุตบอลอาชีพ
เตะลูกออกนอกสนามเพ่ือใหเ้ กมยุติ ช่วยผู้เล่นที่บาดเจบ็ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดให้ได้รับการดูแลโดยเร็วทสี่ ุด และ
เม่ือการพยาบาลเสรจ็ สน้ิ ลง ผู้เล่นฝา่ ยตรงข้ามกจ็ ะทมุ่ ลูกนั้นคืนไปใหฝ้ ่ายท่เี ตะลูกออกเปน็ การแสดงนํ้าใจตอบ
แทน ปัจจุบันพฤติกรรมดังกล่าวน้ียึดถือปฏิบัติกันท่ัวโลกโดยเข้าใจตรงกันว่าเป็นเรืองของมารยาท ทั้งนี้
เพราะไม่มีข้อกําหนดระบุไว้ในกติกาการแข่งขันแต่อย่างใด การประพฤติปฏิบัติดังกล่าวเป็นตัวอย่างท่ีชัดเจน
ทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม และการทน่ี ักฟุตบอลท่ัวโลกนําไปปฏิบัติ นั่นแสดงว่า นักกีฬาคนอ่ืนๆ ได้ซมึ
ซับพฤติกรรมด้านจริยธรรมเข้าไปในตัวของพวกเขาแล้ว การเผยแพร่คุณค่าทางด้านนี้จึงเกิดข้ึนจากกิจกรรม
กีฬา ซึ่งก็คาดหวังกันว่าความมีน้ําใจของพวกเขาในสนามกีฬาคงถ่ายทอดติดตามตัวพวกเขาลงไปในสนามชีวิต
ด้วย ซงึ่ นีแ่ หละคือสว่ นหนง่ึ ของคณุ คา่ ตามอุดมคติท่แี ทจ้ รงิ ของการกฬี า นักกฬี ารุ่นพี่ โคช้ ส่อื มวลชน และผู้
ท่ีเกี่ยวข้องทุกคน มีบทบาท มีอิทธิพล และมีส่วนสําคัญในการเป็นตัวอย่างที่ดีสําหรับการถ่ายทอดคุณธรรม
และจรยิ ธรรมเปน็ ท่ียิ่ง

ความพยายาม พยายามที่เหมาะสมท่ีจะเอาชนะก็เช่นกัน เป็นพื้นฐานสําคัญสําหรับนักกีฬา และก็
เป็นพื้นฐานสําคัญสําหรับความเป็นคน ทั้งนี้ เพราะความพยายามเป็นคุณธรรมและจริยธรรมเบื้องต้นซ่ึงจะ
นําไปสู่ “ความสําเร็จ” ของบุคคลต่อไป เพราะฉะน้ัน เม่ือกล่าวมาถึงตรงน้ีคําว่า “Athletes First :
Winning Second” ก็ยังคงต้องปลูกฝังไว้ในปรัชญาของโค้ชทุกคนและเพ่ือไม่ให้เกิดความสับสน จึงขอสรุป
ขยายความวัตถุประสงค์ของการทํางาน หรือปรัชญาของโค้ชไว้ ณ ท่ีนี้ว่า โค้ชต้องให้ความสําคัญต่อนักกฬี า
เปน็ อนั ดับแรก นัน่ คอื ไมว่ า่ โคช้ จะคุมทีมระดบั ใด การฝึกฝนนักกฬี าควรมีจุดหมายเพอื่ พฒั นาร่างกาย จิตใจ
สตปิ ัญญา และสังคมของนักกีฬา และการพฒั นาดังกล่าวควรมผี ลพลอยไดค้ อื “ชยั ชนะ” ติดตามมา เพราะ
อนาคตของลูกทีมภายหลังจากออกนอกสนามหรือภายหลังจากเลิกเล่นแล้ว มีความสําคัญต่อความเป็นโค้ช
เหนือกว่าชัยชนะท่ีพวกเขามอบให้โค้ชขณะอยู่ในสนามเสียอีก โค้ชที่ดีต้องสร้างนักกีฬาของตนให้มี
ความสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างทรหดทงั้ ในสนามและนอกสนาม คุณสมบัติดังกล่าวเร่ิมต้นด้วยโปรแกรม
ฝึกซ้อม พวกเขาควรถูกฝึกฝนให้เคยชินกับอุปสรรคนานัปการจนนําไปใช้ได้ในสถานการณ์แข่งขันอันเร่าร้อน
อย่างองอาจและขาวสะอาด จิตใจของเขาควรถูกฝึกให้เคยชินกับความสมหวังในชัยชนะและความส้ินหวังจาก
การพ่ายแพ้ สุดท้ายโค้ชที่ดีควรต้องทําได้ คือ ทําอย่างไรให้ลูกทีมของตนเล่นและแข่งขันกีฬาด้วยความ
สนุกสนาน ถึงแมจ้ ะเป็นการแขง่ ขนั ท่มี คี วามหมายหรือต้องการชยั ชนะมากน้อยแคไ่ หนกต็ าม

หากเปรียบเทียบโค้ชบ้านเราและต่างประเทศ แตกต่างกันมาก โค้ชบ้านเราทํางานอย่างเสียสละอย่าง
แท้จรงิ แต่ยังขาดสง่ิ ทเี่ ก้อื หนนุ ดังนน้ั การพัฒนาปรัชญาของโค้ชหรือการเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านต่างๆ เกิดขึน้
ได้จากการประมวลประสบการณ์ที่ได้รับสะสมมา เมื่อเกิดประสบการณ์มากข้ึน โค้ชจะเข้าใจความเป็นไป
ต่างๆ มากข้ึนเช่นกัน ปรัชญา วัตถุประสงค์ หรือแนวคิด ความเช่ือดั้งเดิมจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้เป็นเร่ือง

~ 14 ~

 

ธรรมดา ดังน้ัน ความร้ทู ไี่ ด้จากสาระในท่ีนจี้ งึ น่าทีจ่ ะมีอทิ ธิพลพอสมควรตอ่ การกําหนดจดุ ยืนและบทบาทของ
บุคคลที่กําลังจะรับหน้าที่โค้ชหรือบุคคลท่ีทําหน้าที่โค้ชอยู่แล้ว ในการควบคุมทีมและสร้างความเป็นคนโดย
สมบูรณ์ให้กับลูกทีมของตนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม คําว่า “วัตถุประสงค์” กับ “ปรัชญา” น้ัน มีท้ัง
ความเหมือนและไม่เหมือนกันในความหมาย สิ่งที่จะชี้ขาดว่าอะไรเป็นวัตถุประสงค์ อะไรเป็นปรัชญา ก็คือ
“พฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นสมํ่าเสมอ ซึ่งสามารถสังเกตได้ และพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนจากจิตสํานึกจริงๆ ของโค้ช ซ่ึง
อาจตรวจสอบไดด้ ้วยกระบวนการย้อนกลบั จากคนท่เี ก่ียวของทใ่ี กล้ตัวท่สี ดุ คอื ตัวนกั กฬี าเอง

ความปลอดภัยในการเล่นกีฬาว่ายนํ้า

ความปลอดภัยในการเล่นกีฬาว่ายนํ้า เป็นการปฏิบัติตนเพื่อหลีกเล่ียงอันตรายท่ีอาจเกิดข้ึนจากการ
เล่นนํ้า ว่ายนํ้า หรือมีกิจกรรมทางนํ้า ดังนั้นจึงควรเรียนรู้เร่ืองความสาํ คัญของการความปลอดภัยทางน้ํา ความ
ปลอดภัยในสระว่ายนํ้า ความปลอดภัยในสถานท่ีว่ายนํ้าหรือแหล่งน้ําอื่นๆ ความปลอดภัยในการเล่นกีฬาหรือ
กิจกรรมทางน้ํา ความปลอดภัยในการเดินทางทางนาํ้ และการใหค้ วามช่วยเหลอื ผปู้ ระสบภัยทางน้าํ

ความสาํ คญั ของความปลอดภยั ทางน้ํา

การจมนํา้ เป็นสาเหตุสาํ คัญทท่ี ําให้เดก็ เสียชีวติ และเป็นปญั หาทางด้านสาธารณสุขท่สี ําคญั ในแต่ละปมี ี
เด็กเป็นจํานวนมากที่จมนํ้าจากการที่ไม่ตระหนักถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้จากนํ้า เช่น ลงไปเล่นในแหล่ง
น้ําโดยที่ไม่รู้ระดับความลึก/ความแรงของน้ํา ว่ายน้ําไม่เป็น คึกคะนอง โดยจะพบว่า 2 ใน 3 ของเด็กที่
เสยี ชวี ติ จากการจมน้าํ เพราะวา่ ยน้าํ มาเป็น

การเสียชีวิตจากการจมน้ําของเด็กไทยในช่วงหลายปีท่ีผ่านมาพบว่า การจมน้ําเป็นสาเหตุ สําคัญท่ีทํา
ให้เด็กเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ซึ่งสูงมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ โดยสูงเป็น 2 เท่า ของอุบัติเหตุ
จราจรและสูงมากกว่าไข้เลือดออกหลายเท่าตัว ในแต่ละปีเด็กไทยอายุต่ํากว่า 15 ปีเสียชีวิต จากการจมน้ํา
ประมาณ 1,500 คนหรือเฉลย่ี วันละ 4 คน อัตราการเสียชีวิตต่อประชากรแสนคนจากการ จมนํ้าของเดก็ ในปี
2546 เท่ากับ 10.5 ปี 2547 เท่ากับ 10.7 ปี 2548 เท่ากับ 11.5 ปี 2549 เท่ากับ 11.5 และปี
2550 เท่ากับ 9.8 เด็กไทยอายุต่ํากว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ําสูงเป็นอันดับท่ีหน่ึง เมื่อเทียบกับสาเหตุ
อ่ืนๆ ซึ่งมาตรการหนึ่งท่ีจะช่วยให้เกิดการป้องกันการจมน้ําของเด็กคือ การสอนเด็กให้ว่ายน้ําเป็น รู้จักวิธีการ
เอาชีวิตรอดและวิธีการช่วยเหลอื ท่ถี ูกต้อง จากข้อมูลการสํารวจความสามารถในการว่ายนํ้าของเด็กไทยอายุต่าํ
กว่า 15 ปพี บว่า เดก็ ไทยวา่ ยน้าํ เป็นเพียงร้อยละ 16.3 ย่ิงไปกว่านนั้ การสอนว่ายนํ้าที่มีอยู่ในปจั จบุ นั ยงั ไม่เน้น
ในเรอ่ื งทกั ษะความปลอดภยั ทางนํา้ วิธีการเอาชีวติ รอด และวิธีการชว่ ยเหลือซ่งึ เปน็ ทักษะข้ันพน้ื ฐานท่จี ําเป็นท่ี
เด็กควรจะไดเ้ รียนรู้ (สาํ นักโรคไมต่ ิดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2552)

~ 15 ~

 

ในปี พ.ศ. 2552 สํานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2552) จึงได้ร่วมกับ
ผเู้ ช่ยี วชาญ/หนว่ ยงานทีเ่ กย่ี วข้องประกอบด้วย ผ้เู ชยี่ วชาญการสอนว่ายนาํ้ สมาคมเพอื่ ชว่ ยชีวิตทางนํ้า สมาคม
ว่ายนํ้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ฝึกสอนว่ายนํ้าแห่งประเทศไทย สถาบันการพลศึกษา สํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กองพลศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และศูนย์วิจัยเพ่ือสร้างเสริมความปลอดภัยและ
ป้องกันการบาดเจ็บในเด็กโรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก
จดั ทําหลักสตู รว่ายนํ้าเพือ่ เอาชีวติ รอด (Survival Swimming Curriculum) และคู่มอื การสอน สําหรบั เด็กอายุ
ต้ังแต่ 6 ปีขึ้นไปหรือบุคคลท่ีไม่เคยเรียนหลักสูตรนี้มาก่อน โดยใช้หลักสูตรที่มีอยู่ของสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทาง
น้ําเป็นพ้ืนฐาน ซึ่งจะเป็นเคร่ืองมือสําหรับครูผู้สอนใช้ประกอบการวางแผนและการจัดการเรียนการสอนเพ่ือ
ช่วยให้การเรียนการสอนดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจุดมุ่งหมาย
ของหลักสูตรฯ คือ เมอ่ื เรียนจบหลักสูตรผเู้ รียนจะมที ักษะในการเอาชีวติ รอดในนาํ้ มีความรู้เรอ่ื งความปลอดภัย
ทางน้ํา มีทักษะในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ํา และมีความสามัคคีและมีนํ้าใจนักกีฬา หลักสูตรใช้
ระยะเวลาในการเรียนท้ังหมด 15 ครั้ง คร้ังละ 50-60 นาที โดยแบ่งเป็นการเรียน 14 ครั้ง และคร้ังท่ี 15
เป็นการวัดผลการเรยี นการสอน การเรียนประกอบดว้ ยครผู สู้ อน 1 ต่อนักเรยี น 9-10 คน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 มีการวิจัยของ ก้องสยาม ลับไพรี (2557) ซึ่งศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วิชา
ว่ายน้ําเพ่ือเอาชีวิตรอดสําหรับการป้องกันตนเองจากการจมนํ้าของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โดยจัด
กิจกรรมการเรียนรู้วิชาว่ายน้ําเพื่อเอาชีวิตรอด เป็นเวลา 7 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง
ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาว่ายนํ้าเพื่อเอาชีวิตรอดประกอบไปด้วย 1. ทักษะด้านการเอา
ชีวิตรอดและพื้นฐานการว่ายนํ้า 10 ทักษะ 2. ทักษะด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางนํ้า 4 ทักษะ
และผลจากการทดสอบของแบบประเมินผลการเรียนวิชาวา่ ยน้ําเพ่อื เอาชีวิตรอดของกล่มุ ตัวอย่างหลังได้รับการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาว่ายนํ้าเพ่ือเอาชีวิตรอดมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะด้านการเอาชีวิตรอดและพื้นฐาน
การว่ายนํ้า และทักษะด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางนํ้า หลังการทดลองแตกต่างจากก่อนทดลอง
อย่างมนี ัยสําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 โดยคะแนนสงู กว่าก่อนการทดลอง

จะเห็นได้ว่า ความปลอดภัยทางน้ํามีความสําคัญ โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่ว่ายน้ําไม่เป็น จึงมี
ความจาํ เป็นที่จะตอ้ งเรยี นหรอื ฝกึ วา่ ยนา้ํ ใหเ้ ปน็ และมีทกั ษะในการชว่ ยเหลอื ตนเองและผ้อู ืน่ จากการประสบภัยทางนาํ้

ความปลอดภยั ในสระว่ายนาํ้

การรักษาความปลอดภัยในกิจกรรมทางน้ํา เป็นสิ่งที่มีความจําเป็นมาก และสําคัญอย่างยิ่งที่ผู้เข้าร่วม
กิจกรรมทางน้ํา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมว่ายนํ้า หรือเล่นนํ้า จะต้องรู้และทราบถึงการรักษาความปลอดภัย ดัง
ขอ้ ควรปฏบิ ตั ติ ่อไปน้ี

1) ไม่ควรลงว่ายน้ําทันที หลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปไม่
น้อยกว่า 45 นาที มิฉะน้ันอาจจะเกิดอาการอาเจียนในขณะที่กําลังว่ายน้ําอยู่ อันเนื่องมาจากอวัยวะต่างๆ
ทํางานหนกั และเหนื่อยจากการออกกําลงั กาย สง่ ผลใหร้ ะบบยอ่ ยอาหารผิดปกติ

2) ต้องรู้สมรรถภาพหรือความสามารถของตนเองเสียก่อนท่ีจะว่ายน้ําไปในที่ลึก และศึกษา
ความลกึ ของสถานทก่ี ่อนลงเล่นหรอื ว่ายน้าํ

3) ควรสวมชุดว่ายน้ําที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง เพราะหากสวมชุดที่ใหญ่หรือเล็ก
จนเกนิ ไป จะทําใหไ้ มส่ ะดวกต่อการหายใจและการเคลือ่ นไหว

~ 16 ~

 

4) เลือกอุปกรณ์ที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีความเหมาะสม เช่น เลือกใช้โฟมหรือ
หว่ งยางท่ีรับน้ําหนักตนเองได้

5) ต้องปฏบิ ัติตามกฎระเบียบการใชส้ ระว่ายนาํ้ ทกี่ าํ หนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น
5.1) ไมห่ ยอกลอ้ หรือวงิ่ ไลก่ นั บรเิ วณสระว่ายน้ํา เพราะอาจล่นื ล้ม
5.2) ก่อนกระโดดลงนํ้า ควรสํารวจในน้ําก่อนว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในบริเวณน้ันหรือไม่

เม่อื แน่ใจแลว้ จึงกระโดดได้
5.3) ไม่เลน่ เกมการต่อตวั การตลี ังกาบรเิ วณนา้ํ ต้ืนอนั อาจเกดิ อนั ตรายได้
5.4) ไมล่ งว่ายนํ้าคนเดยี วตามลาํ พงั เพราะอาจเป็นอนั ตรายถงึ ชีวิตได้

ความปลอดภยั ในสถานท่วี ่ายน้ําหรือแหล่งนา้ํ อนื่ ๆ

ให้ปฏบิ ตั ติ ามกฎแหง่ ความปลอดภัยในกิจกรรมทางนา้ํ ทว่ั ไป ดงั นี้
1) ไม่ว่ายนํ้าคนเดียว ควรว่ายกบั เพ่ือนหรอื เป็นกลุม่ หรืออย่างน้อยมีผอู้ ่ืนรวู้ า่ เราลงเล่นนํา้ อยทู่ ่ีใด
2) ไม่วา่ ยนาํ้ ออกไปไกลจากฝงั่ และควรวา่ ยนํา้ ใหข้ นานฝั่ง
3) ไม่ลงว่ายน้ํา หรอื เล่นนํ้าในเวลากลางคนื
4) ลงเล่นนาํ้ หรือวา่ ยนาํ้ ในบรเิ วณท่จี ัดไวใ้ ห้ หรือมีเจ้าหนา้ ท่คี อยดูแล
5) ไมก่ ระโดดลงนํ้าในบรเิ วณนํา้ ตืน้ นํา้ ขุน่ หรือไม่ทราบสภาพใต้น้ํา
6) ไมค่ วรลงเล่นนาํ้ หากดื่มสุรา เมายา อดนอน หรืออ่อนเพลีย
7) เตรียมชุดวา่ ยนํ้าทเี่ หมาะสมสาํ หรบั ลงเล่นน้ําหรอื วา่ ยนาํ้ ไมค่ วรใส่กางเกงขายาวลงเล่นนํ้า
8) ไมค่ วรลงเล่นนํ้าในขณะมฝี นตกหรือฝนฟ้าคะนอง
9) สําหรับเด็กเล็กทั้งท่ีว่ายนํ้าเป็นและไม่เป็น ต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลาแม้จะใช้อุปกรณ์

ช่วยลอยน้าํ
10) เตรียมอุปกรณ์สาํ หรบั ชว่ ยชวี ิตไวเ้ สมอ เช่น ห่วงชชู พี ไม้ เชือก ฯลฯ
11) ระมดั ระวัง ดูแลรบั ผดิ ชอบความปลอดภัยของตนเองอย่เู สมอ
12) ให้ขนึ้ จากแหล่งน้ําทันทีเมือ่ เห็นนาํ้ ขุ่นแดงไหลผา่ น
13) ให้รบี วง่ิ หนีขนึ้ ทีส่ งู ทันทเี มือ่ เห็นนาํ้ ลดลงจากชายหาดอยา่ งรวดเร็วและไกล

~ 17 ~

 

ความปลอดภยั ในการเล่นกฬี าหรอื กิจกรรมทางนํา้

ในการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมทางนํ้า เช่น พายเรือ ล่องแก่ง ล่องแพ ตกปลา เป็นต้น ควรต้องใช้ความ
ระมัดระวังและดูแลเร่ืองความปลอดภัยไว้เสมอ ย่ิงผู้ที่ว่ายนํ้าไม่แข็ง ย่ิงต้องระวังเป็นพิเศษ การระมัดระวังใน
เร่อื งความปลอดภัยดังกล่าว มีดงั นี้

1) ก่อนลงเรือต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับระดับนํ้า กระแสนํ้าและส่ิงแวดล้อมอื่นๆ โดย
สอบถามจากเจ้าของเรือ ยามชายฝง่ั เจ้าของท่าเรอื ตํารวจ เป็นต้น

2) ขณะอยู่ในทะเลต้องคอยสงั เกตดกู ารก่อตัวของก้อนเมฆและคลนื่ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย
ของการเกิดพายุ ต้องรบี กลบั เข้าฝง่ั ทันที

3) สวมเสื้อชูชีพหรืออุปกรณ์ช่วยลอยตัวไว้เสมอ และต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์นั้นเป็นอุปกรณ์ท่ี
ปลอดภยั จริงๆ มขี นาดเหมาะสมกับตัว

4) เลือกเช่าเรอื หรือแพทมี่ สี ภาพดี พรอ้ มใช้งาน
5) ไม่ให้เรือหรือแพบรรทุกหรือรับนํ้าหนักมากเกินไป ส่วนใหญ่ท่ีบริเวณตัวเรือหรือแพจะ
บอกขนาดบรรทกุ ไวว้ ่าสามารถบรรทกุ ไดก้ ค่ี น หรอื รับน้ําหนกั ไดเ้ ท่าใด
6) ควรบอกเพ่ือนหรือเจ้าของเรือเช่าว่าจะไปทางไหน ทิศไหน และกลับเวลาใด เพราะหาก
กลบั ชา้ ผดิ สงั เกต จะได้ออกตามหาหรอื ช่วยเหลอื ไดท้ ันทว่ งที
7) ถ้าตกนํ้าหรือเรือล่ม อย่าตกใจ ให้ว่ายนํ้าอยู่ใกล้ๆเรือเอาไว้ (เพราะอาจไกลเกิน
ความสามารถ) หากสวมเสื้อผา้ รองเท้าครบชดุ และหนักกต็ ้องถอดออกบ้าง และพยายามเคลอื่ นไหวให้น้อยที่สุด
เพอ่ื ไม่ใหเ้ สียแรง พยายามลอยตวั นิง่ ๆ หาอะไรเกาะพยงุ ตัวเอาไว้
8) หากต้องการพายเรือเล่น ควรชวนเพื่อนไปด้วย และอย่าพยายามเข้าใกล้ท่าเรือ เสา หรือ
โขดหิน เพราะคล่นื อาจซดั ไปกระแทก ทําให้เรอื ร่วั ชํารุดได้ และต้องสวมเสื้อชูชพี ไวเ้ สมอ
9) การเอาเรอื ออกไปตกปลาในทะเลหรือแมน่ ้ําคนเดียว อาจเกดิ อันตรายได้ ควรมีเพอ่ื นไปด้วย
10) อย่าตกปลาบริเวณใกล้โขดหินที่มีคล่ืนกระแทกแรงๆ เพราะอาจเสียหลักล้มกระแทก
และอยา่ ตกปลาในนํา้ ลึกที่ยืนไม่ถึง เพราะอาจถูกกระแสน้ําพัดล้มลงจมน้ํา โดยเฉพาะผทู้ ่วี ่ายนํ้าไม่เปน็ หรือไมแ่ ข็ง

ภาพ 8-1 แสดงเสือ้ ชชู ีพแบบตา่ งๆ
ท่มี า : สํานกั โรคไม่ติดตอ่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ (2552: 111)

~ 18 ~

 

ความปลอดภัยในการเดินทางทางนาํ้

ความปลอดภัยในการเดนิ ทางทางนํ้า มหี ลักปฏบิ ัตดิ งั นี้
1) สวมเสอ้ื ชชู พี ที่เหมาะสมกบั ขนาดนา้ํ หนักของตนเองทุกครัง้ ท่ีเดินทางทางน้าํ
2) ไมค่ วรใสเ่ ส้อื ผ้าที่หนา หนกั หรืออุม้ น้ํา เชน่ กางเกงยีนส์ เสือ้ ผา้ หนาๆ
3) ลักษณะของชูชีพท่ีเหมาะสมสําหรับการใช้โดยทั่วๆ ไป คือ เป็นชูชีพที่ช่วยให้หน้าอก

ศีรษะและใบหนา้ ของผ้สู วมลอยอยูเ่ หนือน้าํ เสมอ แม้ผู้ทีส่ วมจะหมดสติ
4) เตรียมความพรอ้ มขณะท่โี ดยสารเรือ
4.1) หากเป็นไปได้ควรเตรียมอุปกรณ์สําหรับช่วยชีวิตตนเองติดตัวไว้เสมอ เช่น รองเท้า

แตะฟองนาํ้ ขวดนาํ้ ด่มื พลาสติก ถังแกลลอน ฯลฯ
4.2) มองหาอุปกรณ์สําหรับช่วยชีวิตผู้อื่นไว้เสมอเพื่อใช้ช่วยเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น ห่วงชู

ชีพ ขวดนา้ํ ดม่ื พลาสตกิ ถงั แกลลอน เชือก ไมย้ าวๆ ฯลฯ

การใหค้ วามช่วยเหลอื ผปู้ ระสบภยั ทางนํา้

การประสบภัยทางนํ้า เช่น การตกน้ํา จมนํ้า เป็นต้น เมื่อพบเจอเหตุการณ์ที่มีผู้ประสบภัยทางนํ้า จึง
ควรมีสติและหาทางช่วยเหลอื ให้รวดเรว็ และปลอดภยั ท่สี ดุ อยา่ งไรกต็ ามควรคํานึงถงึ ความปลอดภัยของตัวเรา
เองดว้ ย

วิธีที่นิยมใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ํา คือ การโยน และการย่ืนสิ่งของให้ผู้ประสบภัยทางน้ํา
ทง้ั นข้ี ึน้ อยกู่ บั ระยะห่างและลักษณะของอุปกรณท์ ใ่ี ชใ้ ห้ความชว่ ยเหลือ ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี

1. การช่วยผู้ประสบภัยทางน้าํ ดว้ ยการโยนอุปกรณ์ แบ่งเป็นการช่วยด้วยวิธีการโยนอุปกรณ์ลอยนํ้า
และการช่วยด้วยวิธีโยนอุปกรณ์ทม่ี เี ชอื กผูก ดังน้ี

1.1 การช่วยด้วยวิธีโยนอุปกรณล์ อยนํ้า อุปกรณ์ลอยนํ้า เช่น หว่ งชูชีพ ถงั แกลลอน ขวดนํ้า
ด่ืมพลาสติก เป็นต้น โดยโยนอุปกรณ์นั้นๆ ไปให้ตรงตัวผู้ประสบภัย ถ้าจะให้ดี ควรโยนให้โดนหรือตกตรงหน้า
ของผปู้ ระสบภัย เพอ่ื ที่ผู้ประสบภยั จะไดจ้ ับหรอื เกาะอปุ กรณพ์ ยงุ ตัว ลอยนา้ํ เพ่ือรอความช่วยเหลือตอ่ ไป

การช่วยด้วยการโยนอุปกรณ์แบบนี้จะต้องมีความแม่นยํา หรือไม่ก็ต้องโยนให้หลายๆ ช้ิน
เพราะหากโยนไม่แม่น ผู้ประสบภัยไม่สามารถจะเคล่ือนที่มาจับอุปกรณ์ที่โยนให้ได้ การช่วยจะไม่ประสบ
ความสําเร็จและผู้ให้ความช่วยเหลือก็ไม่สามารถท่ีจะลงไปหยิบอุปกรณ์นั้นๆ เอามาโยนให้ประสบภัยอีกคร้ังได้
วธิ กี ารฝึกการช่วยดว้ ยวิธีโยนอปุ กรณ์ลอยน้าํ มขี ้ันตอนดังนี้

1) ใหผ้ เู้ รียนยืนอยู่ท่ขี อบสระวา่ ยนาํ้
2) ผ้สู อนกําหนดจุดสมมตทิ ม่ี ีผปู้ ระสบภัยทางน้ําข้นึ ในสระวา่ ยนาํ้
3) ให้ผู้เรียนตะโกนบอกผู้ประสบภัยให้รู้ว่า มีคนจะให้ความช่วยเหลือแล้ว “ไม่ต้อง
ตกใจ มาช่วยแล้ว” จากน้ันให้โยนอุปกรณ์ (แผ่นโฟม ขวดนํ้าด่ืมพลาสติก ถังแกลลอน เสื้อชูชีพ) ไปยังตําแหน่ง
หรอื ใกลก้ บั จุดสมมติท่มี ีผปู้ ระสบภยั ทางน้าํ อยู่ (ให้โยนอปุ กรณห์ ลายๆ ชิ้น)

~ 19 ~

 

4) ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนผู้เรียนอีกคน โดยให้คนหนึ่งแสดงบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ
และอีกคนแสดงบทบาทเปน็ ผู้ประสบภยั ทางนาํ้

5) ให้ผู้เรียนที่แสดงบทบาทเป็นผู้ประสบภัยทางนํ้าลงไปอยู่ในน้ํา แล้วให้ผู้เรียนท่ี
แสดงบทบาทเป็นผูช้ ่วยเหลือฝึกการโยนอุปกรณ์ (ขวดพลาสติก แกลลอน เสื้อชูชีพ) เพื่อช่วยเหลือตามข้อ 3)
หลงั จากนั้นใหผ้ เู้ รยี นทั้งคูส่ ลับบทบาทกนั

ภาพ 8-2 แสดงการฝึกการชว่ ยด้วยวิธโี ยนอปุ กรณ์ลอยนํา้
ทมี่ า : พลากร นัคราบัณฑิต (2560)

~ 20 ~

 

1.2 การช่วยด้วยวิธีโยนอุปกรณ์ที่มีเชือกผูก อุปกรณ์ที่มีเชือกผูก เช่น ห่วงชูชีพ ถังน้ํา
ถังแกลลอน ขวดน้ําด่ืม พลาสติกท่ีมีเชือกผูก โดยเชือกท่ีใช้ต้องมีความอ่อนตัว ไม่บิดเป็นเกลียว มีขนาด
ประมาณ 4 หนุ ยาว 12 - 15 เมตร

การโยนอุปกรณ์ที่มีเชือกผูก ให้ผู้ช่วยเหลือโยนอุปกรณ์ให้ข้ามศีรษะของผู้ประสบภัยไป เชือก
จะตกลงไปกระทบตัวผู้ประสบภัย เม่ือผู้ประสบภัยจับเชือกได้แล้วให้สาวเชือกเพ่ือลากเอาผู้ประสบภัยเข้าสู่ท่ี
ปลอดภัย วิธกี ารฝึกการชว่ ยดว้ ยวธิ ีโยนอุปกรณท์ มี่ เี ชือกผูก มวี ธิ ีการดงั น้ี

1) ใหผ้ เู้ รยี นยืนอยทู่ ี่ขอบสระวา่ ยน้ํา
2) ผู้สอนกําหนดจดุ สมมตทิ ม่ี ผี ู้ประสบภยั ทางนํา้ ขึน้ ในสระว่ายนํ้า
3) ให้ผู้เรียนตะโกนบอกผู้ประสบภัยให้รู้ว่า มีคนจะให้ ความช่วยเหลือแล้ว เช่น“ไม่
ตอ้ งตกใจ มาช่วยแล้ว” จากนั้น ให้ผู้เรียนยนื ย่อตัวใหต้ ่ําๆ จัดทา่ ยืนในลักษณะทีม่ เี ท้านาํ และเทา้ ตาม มอื ข้างท่ี
ไมถ่ นดั จับหางเชือก (มือข้างเดยี วกบั เทา้ หน้า) มือขา้ งทถี่ นัดจับอปุ กรณ์ให้แนน่ ตามองอยูท่ ีผ่ ปู้ ระสบภัย
4) ผู้ช่วยเหลือเหว่ียงแขนไปด้านหลัง แล้วเหวี่ยงแขนมาด้านหน้าจนสูง ถึงระดับ
สายตาจึงปล่อยอุปกรณ์ไป โดยกะให้อุปกรณ์ลอยข้ามศีรษะของผู้ประสบภัยไป เชือกจะตกลงไปกระทบ
ผู้ประสบภัย ค่อยๆ สาวเชือกกลับ ผู้ประสบภัยจะรู้สึกว่ามีเส้นเชือกหรืออุปกรณ์มาสัมผัส ก็จะจับเชือกหรือ
อปุ กรณน์ ัน้ แล้ว ค่อยๆ สาวเชอื กเขา้ หาขอบสระ
5) ให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนผู้เรียนอีกคน โดยให้คนหนึ่งแสดงบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ
และอีกคนแสดงบทบาทเป็นผปู้ ระสบภัยทางนาํ้
6) ให้ผู้เรียนท่ีแสดงบทบาทเป็นผู้ประสบภัยทางน้ําลงไป อยู่ในน้ํา แล้วให้ผู้เรียนท่ี
แสดงบทบาทเปน็ ผูช้ ่วยเหลือ ฝกึ การโยนอุปกรณท์ ม่ี เี ชือกผกู เพอ่ื ช่วยเหลือตามข้อ 3) ถงึ ขอ้ 4) หลังจากนน้ั ให้
ผู้เรียนท้ังคู่สลบั บทบาทกัน

~ 21 ~

 

ภาพ 8-3 แสดงการฝึกการช่วยด้วยวิธโี ยนอปุ กรณท์ ีม่ ีเชอื กผูก
ที่มา : สํานักโรคไมต่ ิดตอ่ กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2552

~ 22 ~

 

2. การชว่ ยผปู้ ระสบภยั ทางนํา้ ดว้ ยการยน่ื อปุ กรณ์
เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางนํ้าในระยะใกล้ สิ่งท่ีควรคํานึงก็คือ วิธีนี้เป็นการช่วย

ผู้ประสบภัยทางนํ้าที่มีอันตรายต่อผู้ให้ความช่วยเหลือมากกว่าการโยน โดยเฉพาะเมื่อผู้ช่วยเหลือเป็นเด็กเล็กๆ
ท่ีอาจจะถูกผู้ประสบภัยดึงตกน้ําไปด้วย วิธีการช่วยได้แก่ การช่วยด้วยการย่ืนโฟม (Kick board) และการ
ช่วยเหลอื ดว้ ยการย่ืนไม้ยาว เชน่ ท่อ PVC ไม้พลอง กง่ิ ไม้ หรอื Swimming Noodle

2.1 การช่วยด้วยการยน่ื โฟม (Kick board) เน่อื งจากในสระว่ายนาํ้ จะมโี ฟม (Kick board)
อยู่เป็นจํานวนมาก จึงควรสอนให้ผู้เรียนรจู้ ักใช้อุปกรณน์ ี้ช่วยผูป้ ระสบภัยทางนํ้า แต่ต้องเน้นให้ผู้เรียนรู้ว่า เป็น
การช่วยผู้ประสบภัยทางน้ําด้วยการย่ืนอุปกรณ์เฉพาะในสระว่ายนํ้า เพราะหาอยู่ในสถานท่ีอ่ืนๆ จะไม่มีโฟมให้
ใช้ ซงึ่ ผูเ้ รียนจะตอ้ งเลือกใช้อุปกรณช์ นิดอ่นื ที่เหมาะสมแทน วิธกี ารฝึกชว่ ยเหลอื ด้วยการนอนยน่ื แผน่ โฟม มีดังน้ี

1) ผ้สู อนกาํ หนดจุดสมมตทิ ่ีมผี ้ปู ระสบภยั ทางนา้ํ ในสระว่ายนาํ้
2) ให้ผู้เรียนตะโกนบอกผู้ประสบภัยทางนํ้าว่า “ไม่ต้องตกใจ มาช่วยแล้ว” จากนั้น
นอนราบลงกับพน้ื ท่ีขอบสระ มอื หนงึ่ จับดา้ นหนง่ึ ของโฟม ไวใ้ หม้ ่นั คง แล้วยน่ื โฟมไปใหผ้ ู้ประสบภัยทางนํ้าท่ีอยู่
ไมห่ ่าง เกินไปนัก พร้อมกบั บอกใหผ้ ปู้ ระสบภัยจับโฟมแล้วดึง เข้าหาขอบสระ
3) เมื่อมาถึงขอบสระแล้วให้ผู้ช่วยเหลือจับมือผู้ประสบภัย วางลงบนขอบสระ แล้ว
ถามผูป้ ระสบภยั เบาๆ วา่ “ขนึ้ เองไดห้ รอื เปลา่ ครับ/คะ”
4) ใหผ้ ู้เรียนจับคู่กัน คนหน่ึงเป็นผู้ชว่ ยเหลอื อีกคนเปน็ ผ้ปู ระสบภัยทางนํ้า
5) ให้ผู้เรียนที่แสดงบทบาทเป็นผู้ประสบภัยทางน้ําลงไปอยู่ในนํ้าห่างพอประมาณ
แล้วให้ผู้เรียนที่แสดงบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางนํ้าฝึกการช่วยเหลือด้วย การยื่นอุปกรณ์ตามข้อ
2) ถงึ ข้อ 3) หลงั จากนั้นให้ผ้เู รียนทงั้ คู่สลับบทบาทกัน

~ 23 ~

 

ภาพ 8-4 แสดงการฝกึ ช่วยเหลือด้วยการนอนย่ืนแผน่ โฟม
ทมี่ า : สาํ นักโรคไมต่ ดิ ต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2552
2.2 การช่วยเหลือด้วยการย่ืนไม้ยาว เช่น ท่อ PVC ไม้พลอง กิ่งไม้ หรือ Swimming
Noodle มวี ธิ ีการฝกึ ดังนี้

1) ผู้สอนกําหนดจดุ สมมตทิ ีม่ ผี ปู้ ระสบภัยทางน้ําในสระว่ายนา้ํ
2) ให้ผู้เรียนยืนอยู่ห่างจากขอบสระ ในลักษณะการยืนท่ีมี เท้านําและเท้าตาม เท้า
นําคือเท้าหน้าเอาไว้ยันพื้นเม่ือถูกดึง หรือออกแรงดึงผู้ประสบภัยเข้าหาขอบสระ ส่วนเท้าตามคือ เท้าหลัง โดย
ให้ทิ้งน้าํ หนักตวั สว่ นใหญล่ งทเ่ี ทา้ หลังเพือ่ ให้ศนู ย์ถ่วงของรา่ งกายมาอยู่ทเี่ ทา้ หลงั
3) ให้ผู้เรียนตะโกนบอกผู้ประสบภัยทางน้ําว่า “ไม่ต้องตกใจ มาช่วยแล้ว” แล้วใช้
สองมือจับอุปกรณ์ท่ีจะย่ืนให้แน่น ย่อตัวลงให้ต่ําเพ่ือลดจุดศูนย์ถ่วงไม่ให้ถูกผู้ประสบภัยดึงตกนํ้า จากน้ันย่ืน
อุปกรณ์ไปทางด้านข้างของผู้ประสบภัย วาดอุปกรณ์เข้าไปหาร่างของผู้ประสบภัย ตะโกนบอก ด้วยว่า
“จับไมไ้ ว้ จับไมไ้ ว”้

~ 24 ~

 

4) เมื่อผ้ปู ระสบภัยจบั อุปกรณ์ไดแ้ ล้วให้ผู้ช่วยเหลือถอยหลังห่างออกมาจากขอบสระ
1 กา้ ว ยอ่ ตวั ลงแลว้ ค่อยๆ สาวไม้ ดงึ ผปู้ ระสบภัยเข้ามาหาขอบสระ

เมื่อมาถึงขอบสระให้ผู้ช่วยเหลือจับมือผู้ประสบภัยวางลงบนขอบสระ แล้วถาม
ผปู้ ระสบภัยเบาๆ วา่ “ข้ึนเองได้ หรือเปล่าครับ/คะ”

5) ให้ผูเ้ รียนจับค่กู ับเพอื่ นผ้เู รียน คนหนึง่ เปน็ ผู้ช่วยเหลือ อกี คนเปน็ ผู้ประสบภัย
6) ให้ผู้เรียนที่แสดงบทบาทเป็นผู้ประสบภัยลงไปอยู่ในนํ้าห่างจากขอบสระ
พอสมควร แล้วให้ผู้เรียนท่ีเป็นผู้ช่วยเหลือฝึกการช่วยเหลือด้วยการย่ืนอุปกรณ์ตามข้อ 2) ถึง ข้อ 5)
หลงั จากนั้นใหผ้ ้เู รียนทัง้ ค่สู ลับบทบาทกัน

~ 25 ~

 

ภาพ 8-5 แสดงการฝึกชว่ ยเหลอื ด้วยการยน่ื ไม้ยาว
ทีม่ า : สํานกั โรคไมต่ ิดต่อ กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข, 2552

หลักการสอนและวธิ กี ารสอน

วิชาพลศึกษาแม้จะเป็นวิชาหน่ึงท่ีมีความสําคัญ ในการท่ีจะพัฒนานักเรียนให้เป็นคนท่ีสมบูรณ์ตาม
พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และได้มีการบรรจุไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนทุกระดับชั้นทั้งใน
ระดับช้ันเด็กเล็ก ช้ันประถมศึกษา และช้ันมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับวิชาอื่น ๆ ในโรงเรียนตั้งแต่ต้นมาแล้วก็
ตาม แต่โดยที่ลักษณะของวิชาพลศกึ ษามีความแตกต่างจากวิชาอื่น ๆ ค่อนข้างจะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระและเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนสถานท่ีและวัสดุอุปกรณ์
ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน ดังน้ัน จึงทําให้วิชาพลศึกษาต้องมีหลักการและปรัชญาการสอนท่ีเป็น
รายละเอียดของตนเองท่แี ตกตา่ งจากการเรยี นการสอนในวิชาอน่ื ๆ ตามไปดว้ ย

ดังนั้น เพ่ือให้การเรียนการสอนได้บรรลุผลตามท่ีได้วางไว้ด้วยดี ในโอกาสน้ีจึงใคร่จะขอกล่าวถึง
หลักการพลศึกษาที่สําคัญเพ่ือเป็นแนวทางเสียก่อน แต่เน่ืองจากหลักการพลศึกษาที่เป็นรายละเอียดและ
สมบูรณ์นั้นมีค่อนข้างจะก้าวขวางและยืดยาว เพราะว่าการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ
นั้น มีปัจจัยสําคัญที่เป็นส่วนประกอบหลายอย่างหลายประการด้วยกัน คือนอกจากปัจจัยท่ีเก่ียวกับตัว
ครูผู้สอนเอง การจัดบทเรียน การจัดกิจกรรมและประสบการณ์ต่าง ๆ ในการเรียนการสอน บรรยากาศใน
การเรียนการสอนดังได้กล่าวมาแล้ว สถานที่และอุปกรณ์และวิธีการเรียนการสอน ก็ยังจะต้องมีการ
ปรับเปลี่ยนตามสภาพการณ์ต่าง ๆ อีกมากมายกว่าการเรียนการสอนวิชาอื่น ๆ ในห้องเรียนโดยท่ัวไปอีกดว้ ย
จึงทําให้ไม่สามารถจะนําหลักการและปรัชญาต่าง ๆ มากล่าวในโอกาสน้ีได้หมด แต่เพื่อจะได้เป็นแนวทาง

~ 26 ~

 

พอที่จะจัดและดําเนินการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาให้ได้ผลดีตามหลักการและปรัชญาได้พอสมควร
จงึ ขอนําหลักการและปรชั ญาการเรียนการสอนวชิ าพลศกึ ษาเฉพาะทีส่ ําคัญมาเสนอพอสงั เขปดังตอ่ ไปนี้

หลักการพลศึกษาเบ้ืองต้นทจี่ ําเป็นและสําคญั ที่ครผู ู้สอนวิชาพลศึกษาควรจะได้รู้และระลึกไว้เสมอเพ่ือ
จะได้นํามาเป็นแนวทางในการเรียนการสอนมดี งั ตอ่ ไปน้ี

1. วชิ าพลศกึ ษาเปน็ วิชาท่ีใชก้ ิจกรรมพลศกึ ษาหรอื กีฬาเป็นสื่อ เพือ่ ให้นกั เรียนได้มีการเรยี นรู้หรือได้มี
พัฒนาการข้ึน และการท่ีนักเรียนจะได้มีการเรียนรู้หรือมีพัฒนาการขึ้นตามที่กล่าวน้ีได้นั้น ก็ด้วยการท่ี
นักเรียนได้มีโอกาสลงมือเล่นหรือปฏิบัติจริงในกิจกรรมพลศึกษาหรือกีฬาต่าง ๆ ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว
เท่านั้นคือเม่ือนักเรียนได้ลงเล่นกีฬาหรือได้ลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมพลศึกษาต่าง ๆ ด้วนตนเองแล้ว
นกั เรยี นจึงจะเกิดการเรียนรู้หรอื พฒั นาการในด้านต่าง ๆ ขึน้ มาดงั น้ี คือ

1.1 นกั เรียนไดล้ งมอื เลน่ กีฬา จึงทําให้ไดอ้ อกกาํ ลงั กาย และทําใหร้ า่ งกายมคี วามแข็งแรงมากขึ้น
1.2 นักเรียนได้ลงมือเล่นกีฬา จําทําให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการเล่นและเข้าใจวีการท่ี
เกี่ยวกับทกั ษะกฬี าต่าง ๆ ที่ง่าย ๆ และที่จําเปน็ ดขี ้นึ
1.3 นักเรียนได้ลงมือเล่นกฬี า จงึ ทาํ ให้มีการใชท้ กั ษะกีฬาต่าง ๆ ทาํ ให้ได้ฝึกทกั ษะกีฬาช่วยทําให้
มีทักษะการกีฬาเบอ้ื งตน้ ที่ง่าย ๆ ดขี ้นึ
1.4 นักเรียนได้ลงมือเล่นกีฬา จึงทําให้นักเรียนได้มีโอกาสปฏิบัติตามกติกาการเล่นกีฬา และการ
มีนาํ้ ใจนกั กฬี า เป็นผลใหน้ ักเรยี นมีระเบยี บวินยั มนี า้ํ ใจนักกีฬามากขึ้น
1.5 นักเรียนได้ลงเล่นกีฬาด้วยความสนุกสนาน ทําให้นักเรียนได้รู้รสในความสนุกสนานของการ
มีส่วนร่วมในการเล่นกีฬา ทําให้มีความรักและชอบการกีฬา และเห็นคุณค่าและความสําคัญของการกีฬา
อยากเล่นกีฬาและออกกําลงั กายเป็นประจาํ ทุกวนั ต่อไปอกี เร่อื ย ๆ
พฒั นาการในด้านต่าง ๆ ทัง้ 5 ด้านตามทกี่ ล่าวน้ีเปน็ พัฒนาการทจี่ ะเกิดขึน้ พรอ้ ม ๆ กนั ในขณะ
เดียวกับกับท่ีนักเรียนได้ลงเลน่ กีฬาด้วยตนเองทั้งสิ้น หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือว่า วิชาพลศึกษาเป็นวิชา
ที่เป็นไปตามหลักการเรียนรู้ท่ีว่า “เป็นการเรียนรู้ด้วยการกระทําหรือการลงมือปฏิบัติจริง”
(Learning by Doing) นั่นเอง

2. ด้วยเหตุผลทก่ี ล่าวแลว้ ในขอ้ 1 จึงมสี ิ่งทสี่ ําคัญ 2 ประการท่คี รูพลศึกษาควรจะตอ้ งจาํ ไว้ในเวลา
สอนวชิ าพลศึกษา คือ

ประการแรก ทุกคร้ังหรือทุกคาบของการสอน ครูจะต้องต้ังจุดประสงค์การเรียนรู้เพ่ือให้นักเรียน
ได้มีพัฒนาการท้ัง 5 ด้านตามท่ีได้กล่าวมาแล้วในข้อ 1 พร้อม ๆ กัน คือ (1) ด้านสมรรถภาพทาง
ร่างกาย (2) ด้านความร้แู ละความเขา้ ใจในวธิ ีการเล่นหรอื กตกิ าการเล่นทง่ี า่ ย ๆ (3) ดา้ นทกั ษะการเลน่ กีฬา
ท่ีง่าย ๆ พอเป็นพ้ืนฐานท่ีจะนําไปใช้เล่นตามอัตภาพของตนเองได้ (4) ด้านคุณธรรม เช่น การมีระเบียบ
วินยั และการมนี ้าํ ใจนกั กฬี า (5) ดา้ นเจตคติทดี่ ี คอื การเห็นคณุ คา่ และความสําคญั ของการเล่นกฬี าและการ
ออกกาํ ลงั กาย

ประการท่สี อง สิง่ ทีค่ รพู ลศึกษาจะต้องจําไว้ก็คือ ในทุกคร้งั หรอื ทุกคาบของการเรยี นการสอนวิชา
พลศึกษานั้น ครูจะต้องจัดกิจกรรมพลศึกษาหรือกีฬาให้นักศึกษาหรือกีฬาให้นักเรียนได้ลงมือเล่นและปฏิบัติ
ด้วยตนเองจริง ๆ ทุกคร้ังหรือทุกคาบเสมอ เพราะการที่นักเรียนจะมีพัฒนาการตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ตามท่ีได้วางไว้ดังได้กล่าวมาแล้วหรือไม่ จะข้ึนอยู่กับการได้ลงมือเล่นกีฬาหรือปฏิบัติจริงด้วยตนเองเป็นสําคัญ

~ 27 ~

 

ดังนั้น ในการเรยี นการสอนวิชาพลศึกษาท่ีดแี ละถูกต้อง ครจู งึ จาํ เป็นจะตอ้ งจดั และดําเนนิ การในการเรยี นการ
สอนให้นกั เรยี นไดล้ งมือเลน่ กฬี าหรือปฏบิ ตั จิ ริงดว้ ยตนเองใหม้ ากทสี่ ดุ ที่จะมากได้

3. เหตุผลที่สําคัญเบ้ืองต้นอย่างหน่ึงในการจัดให้มีการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนต้ังแต่
เร่ิมแรกน้ันก็คือ เพ่อื เป็นการสนองความต้องในการออกกําลังกายของนักเรียน เพอ่ื ช่วยให้นกั เรียนไดม้ ีสขุ ภาพ
ท่ีแข็งแรง มีพลานามัยท่ีสมบูรณ์เป็นสําคัญ ทั้งน้ีเพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ว่า ร่างกายของทุกคน ทุกเพศ
ทุกวัย ต้ังแต่เกิดจนกระทั้งตายนั้นล้วนต้องการการออกกําลังกาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุขภาพและสมรรถภาพของ
ร่างกายให้ดีและสมบูรณ์อยู่เสมอท้ังส้ิน ดังนั้น เพ่ือให้การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาได้เป็นไปตามหลักการที่
กล่าวมานี้ ในการเรียนการสอนวิชาพลศกึ ษาทุกคาบหรือทุกช่ัวโมงการเรียนการสอนน้ัน ก่อนอ่ืนจะต้องมีการ
เริ่มต้นด้วยการให้นักเรียนได้ลงเล่นหรือลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมพลศึกษาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ท้ังน้ีอย่าง
นอ้ ยที่สดุ ก็เพ่อื เป็นการสนองความต้องการการออกกําลงั กายของนักเรียนตามท่กี ลา่ วมาแลว้ เปน็ เบอื้ งต้นก่อน

4. แต่อย่างไรก็ตาม การสอนวิชาพลศึกษาโดยให้นักเรียนได้ออกกําลังกายเพ่ือสนองความต้องการ
ของร่างกายตามท่ีได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 น้ัน แม้ว่าจะเป็นจุดของการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาที่สําคัญ
อย่างหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการสอนที่ถือว่ายังไม่ได้ผลท่ีสมบูรณ์เพียงพอ เพราะว่าการสอนการเรียนวิชาพล
ศึกษาแต่ละครั้งน้ัน ถ้าครูได้จัดและดําเนินการเลือกกิจกรรม และวิธีการเรียนการสอนให้ถูกต้องและเป็นไป
ตามหลักการพลศึกษาแล้ว จะทําให้กระบวนการเรียนการสอนนั้นสามารถบรรลุผลได้หลายด้านควบคู่
พร้อม ๆ กันไปได้อีก คือ นอกจากนักเรียนจะได้ออกกําลังกายเพ่ือสนองความต้องการของร่างกายและทําให้
ร่างกายแข็งแรงดังที่ได้กล่าวในข้อ 3 แล้ว นักเรียนยังจะได้ (1) มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการเลน่ กีฬาและ
กติกาการเล่นต่าง ๆ (2) มีทักษะเบื้องต้นต่าง ๆ ในการกีฬาสามารถนําไปเล่นในเวลาว่างตามอัตภาพของ
ตนเองได้ (3) มีระเบียบวินัย มีน้ําใจนักกีฬา (4) เห็นคุณค่า มีความรัก และมีเจตคติที่ดีต่อการเล่นกีฬา
และการออกกาํ ลังกายอีกด้วย

ดังน้ัน ในการสอนวิชาพลศึกษาท่ีถูกต้องทุกคร้ังและทุกคาบการเรียนการสอนน้ัน ครูจึงควรจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนวิธีการสอนต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ให้ครบ
ทุก ๆ ด้านท้ัง 5 ด้านตามที่ได้กล่าวมาแล้วควบคู่กันพร้อม ๆ กันไปด้วย จึงจะสามารถกล่าวได้ว่าการเรียน
การสอนนนั้ เปน็ การเรียนการสอนท่มี คี วามเปน็ วชิ าพลศึกษาที่สมบรณู ์อยา่ งแทจ้ ริงได้

กล่าวโดยสรุปแล้วก็คือว่า ในการเรียนการสอนวิชาพลศกึ ษาที่ดีและถูกต้องตามหลักการของการเรียน
การสอนวิชาพลศึกษาในแต่ละคาบ หรือในแต่ละช่ัวโมงท่ีจะได้ผลสมบรูณ์ที่แท้จริงนั้น ก็คือจะต้องจัดการ
เรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนได้บรรลุผลหรือได้มีพัฒนาการทั้ง 5 ด้านควบคู่กันพร้อม ๆ กันไปใน
ขณะเดียวกันเสมอในทุกคาบการเรยี นดว้ ยดังตอ่ ไปน้ี คือ

4.1 ใหน้ กั เรียนไดม้ รี ่างกายแข็งแรง มีสมรรถภาพทางร่างกายที่ดี มสี ขุ ภาพอนามยั ที่สมบรู ณ์
4.2 ให้นักเรยี นได้มีความรูค้ วามเข้าใจในระเบยี บและวธิ ีการเลน่ เบื้องต้นทง่ี า่ ย ๆ และทีจ่ ําเปน็
4.3 ให้นักเรียนได้มีทักษะในการเล่นกีฬาท่ีจําเป็นและที่ง่าย ๆ สามารถนําไปเล่นในเวลาว่าง
ตามอตั ภาพของตนเองได้
4.4 ใหน้ กั เรยี นได้มีคณุ ธรรม เช่น การมรี ะเบียบวินยั การมนี ้ําใจเป็นนกั กีฬา เปน็ ต้น
4.5 ให้นักเรียนเห็นคุณค่าและความสําคัญของการเล่นกีฬาตลอดจนการออกกําลังกาย ซ่ึงจะ
เปน็ การนําไปสูก่ ารมเี จตคติทดี่ ีตอ่ การเลน่ กีฬาและการออกกาํ ลงั กายต่อไป

~ 28 ~

 

5. มาตรฐานการเรียนรู้ที่ได้กําหนดไว้ในแต่ละสาระของกลุ่มสาระของกลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
ตามที่ได้วางไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 นั้นก็คือส่ิงที่หลักสูตรได้คาดหวังไว้ว่า
เม่ือนักเรียนได้เรียนจบตามหลักสูตรแล้ว นักเรียนควรจะมีพัฒนาการไปในทางด้านไหนอย่างไร ดังนั้น
มาตรฐานการเรียนรูน้ ้นั ก็คือ จดุ ม่งุ หมายของหลกั สตู รกลุ่มวิชาสขุ ศึกษาและพลศกึ ษาน่นั เอง

จากการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ตามท่ีกําหนดไว้ในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ใน
พ 3.1 และ พ 3.2 ของสาระที่ 3 และมาตรฐานการเรียนรู้ พ 4.1 ของสาระท่ี 4 จะเห็นได้ว่า
มาตรฐานการเรียนรู้ดังกล่าวนี้เป็นมาตรฐานหรือจุดหมายของหลักสูตรท่ีเป็นไปตามหลักการและปรัชญาของ
การพลศึกษาตามที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ เป็นจุดหมายท่ีมุ่งให้นักเรียนได้มีพัฒนาการทั้งใน (1) ด้าน
สมรรถภาพทางกาย (2) ด้านทกั ษะการกีฬา (3) ดา้ นความรู้ความเขา้ ใจในวิชาพลศึกษา (4) ด้านคณุ ธรรม
เชน่ การมีนํา้ ใจนักกีฬา (5) ดา้ นเจตคตทิ ดี่ ีตอ่ การเล่นกีฬาและการออกกําลังกาย ดงั นัน้ การเรียนการสอน
วิชาพลศึกษาตามหลักสูตรของกลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาเป็นการเรียนการสอนท่ีมุ่งเพื่อให้นักเรียนได้มี
พัฒนาการในทุก ๆ ดา้ นพร้อม ๆ กนั ท้งั 5 ด้านตามท่กี ลา่ วมาแลว้ เชน่ เดยี วกนั

6. วิชาพลศึกษาเป็นวิชาท่ีสอนเพ่ือให้นักเรียนได้นําท้ังความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ในทุก ๆ ด้าน
ที่ได้จากการเรียนมาแล้ว ไปใช้และปฏิบัติเพ่ือให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองในชีวิตประจําวัน ท้ังในระหว่างที่
เรียนอยู่ในโรงเรียน หรือหลังจากได้เรียนสําเร็จจากโรงเรียนออกไปประกอบอาชีพการงานอย่างอ่ืนแล้วก็ตาม
ตลอดไปด้วย มากกว่าทีจ่ ะเรยี นเพือ่ ร้หู รือเพอ่ื สอบและได้คะแนนเพียงอย่างเดียว

ดงั นั้น ทุกครั้งของการเรยี นการสอนวิชาพลศกึ ษาครูจงึ จะต้องจดั กจิ กรรม จัดบรรยากาศ และวิธีการ
เรียนการสอนเพ่ือให้นักเรียนได้มีทักษะ มีความรู้ความเข้าใจ มีเจตคติที่ดีเพียงพอ ที่จะทําให้นักเรียนได้มี
ความผูกพันกับวิชาพลศึกษา และนําผลการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาท่ีได้เรียนไปแล้วน้ันไปใช้ในชีวิตจริง ๆ
ให้ไดท้ ุกครั้งไปด้วย

7. หลักการและอุดมคติของการพลศึกษาท่ีสําคัญอย่างหน่ึงน้ัน คือ การพัฒนาเพ่ือความเป็นคนที่
สมบูรณ์ในสังคมที่มีชีวิตอยู่ เช่น การเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพสมบูรณ์ มีบุคลิกภาพดี มีน้ําใจ
นักกีฬา มีจิตใจเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ และมีอารมณ์หนักแน่นม่ันคง เป็นต้น ดังนั้น หลักการสอนวิชาพลศึกษา
เบื้องต้นท่ีจําเป็นและสําคัญอย่างย่ิงอย่างหนึ่งน้ันก็คือ ครูผู้สอนวิชาพลศึกษาน้ันนอกจากจะเป็นผู้ที่ท่ีมีความรู้
ความเข้าใจในวิชาพลศึกษาเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะต้องเป็นผู้ท่ีมีอุดมคติ มีความรัก และความศรัทธาในวิชาชีพ
ของตนเองอย่างแท้จริงด้วย โดยการทําตนและปฏิบัติตนตามอุดมคติของการพลศึกษา เพ่ือเป็นตัวอย่างของ
การมีอุดมคติให้นักเรียนได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมตลอดเวลาด้วย ตัวอย่างอุดมคติของการพลศึกษาท่ีนักเรียน
ได้พบและเห็นอย่างเป็นรูปธรรมในตัวครูนี้เท่าน้ัน จะเป็นส่ิงสําคัญช่วยให้นักเรียนได้มีความเข้าใจและเห็น
คณุ คา่ ของวชิ าพลศึกษาอยา่ งแทจ้ รงิ ได้

8. จุดประสงค์การเรียนรู้ทางด้านทักษะกีฬาในช่ัวโมงหรือคาบการเรียนวิชาพลศึกษาท้ังในระดับชั้น
ประถมศึกษาและในระดับช้ันมัธยมศึกษานั้น เป็นกระบวนการเรียนการสอน ท่ีมุ่งเพ่ือให้นักเรียนได้มีทักษะ
ทางด้านกีฬาให้สามารถนําไปใช้เล่นได้เวลาว่างตามอัตภาพของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่เพ่ือให้เล่นกีฬาเก่งให้
มาก ๆ ตามที่มักเข้าใจกัน ดังนั้น การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในแต่ละครั้ง ครูจึงควรนําเฉพาะทักษะท่ี

~ 29 ~

 

จําเป็นและท่ีจะช่วยให้นักเรียนสามารถนํากีฬานั้นไปใช้เล่นในเวลาว่างได้เท่าน้ันมาสอน สําหรับนักเรียนที่มี
ความต้องการท่ีจะเล่นเก่งในกีฬาชนิดใดชนิดหน่ึงให้มากๆ เป็นพิเศษนั้น ควรจะเป็นการเรียนหรือฝึกนอกเวลา
เรยี นต่างหาก หรือจดั ให้มีการเรียนการสอนภายหลงั จากนกั เรียนทุกคนในชั้นเรียนได้เรียนและมที กั ษะทจ่ี ําเป็น
ต่าง ๆ และสามารถเลน่ กฬี านนั้ ๆ ได้หมดทุกคนแลว้ เทา่ นนั้

9. จุดประสงค์การเรียนรู้สําหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทางด้านทักษะ อาจจะมุ่งเน้นการ
เรียนในด้านทักษะการเคลือ่ นไหวเบื้องต้นทัว่ ๆ ไป และทักษะพ้ืนฐานของการกีฬาเพื่อเตรียมพร้อมให้นักเรียน
นําไปใช้ในการเล่นเกมมูลฐาน และเกมที่จะนําไปสู่การเล่นกีฬาใหญ่ตามระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละ
วยั ได้ตอ่ ไปเป็นสาํ คญั

ส่วนจุดประสงค์การเรียนรู้สําหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในด้านทักษะกีฬาน้ัน ควรจะเน้นให้
นักเรียนได้มีทักษะพื้นฐานที่ง่ายๆ ในกีฬาต่างๆ เพ่ือให้สามารถนําไปใช้เล่นกีฬาในเวลาว่างได้ตามอัตภาพของ
ตนเองเป็นสําคัญดังได้กล่าวมาแล้ว มากกว่าที่จะมุ่งเน้นให้นักเรียนมคี วามสามารถหรือเก่งกีฬาเพื่อเป็นนักกีฬา
หรือตัวแทนไปทําการแข่งขันกีฬาในระดับต่างๆ ได้ กีฬาบางชนิดอาจจะมีทักษะหลายๆ อย่าง และทักษะกีฬา
บางอย่างก็เป็นทักษะที่ยากๆ ต้องใช้เวลาเรียนและฝึกซ้อมในเวลาเรียนมาก จึงทําให้ไม่มีเวลาเพียงพอท่ีจะทํา
ใหน้ ักเรียนสามารถเรยี นหรอื ฝกึ ทักษะท่ียากๆ เหล่านัน้ ภายในเวลาทจ่ี าํ กัดนี้ได้

10. การเรียนรู้เก่ียวกับทักษะต่างๆ ทักษะการเคล่ือนไหวเบ้ืองต้นและทักษะการกีฬา ควรจะเร่ิมให้
นักเรียนได้เรียนรู้หรือฝึกหัดต้ังแต่วัยเด็ก ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองนักเรียน และครูล้วนเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญมาก
ในการท่ีจะพัฒนาทักษะเบ้ืองต้นให้มีขึ้นในตัวเด็กเหล่านั้น ดังน้ัน ผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายโรงเรียน
หรอื อ่ืนๆ ควรจะจัดให้นกั เรียนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเคล่ือนไหวต่างๆ ให้มากที่สุด เชน่ มสี ถานที่
ในการเดนิ การวงิ่ มอี ปุ กรณ์ ในการกระโดด การขวา้ ง การปา การเตะ ไว้อย่างพรอ้ มมูลและเพยี งพอ

11. การเปิดโอกาสให้เด็กเล็ก ๆ ได้มีการพัฒนาทักษะเบ้ืองต้นต่าง ๆ ในระยะแรก ๆ ควรให้เป็นไป
ตามธรรมชาติของเด็กเป็นสําคัญ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ควรจะให้เป็นไปด้วนความสนุกสนาน
ไม่ควรทําให้เด็กรู้สึกว่าถูกบังคับ มิฉะน้ันแล้วเด็กจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือต่อต้านการมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมนั้น ๆ ได้

12. ในการเรียนการสอนแต่ละครั้งนั้นครูควรให้นักเรียนมีความเข้าใจในจุดประสงค์การเรียนรู้นั้นโดย
ชัดเจนด้วย ท้ังน้ีเพ่ือจะช่วยให้นักเรียนได้ทราบว่า ในการเรียนการสอนในคร้ังน้ัน ๆ ครูมีความคาดหวังอะไร
จากนักเรียน เป็นการช่วยให้นักเรียนได้ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองหาหนทางว่าจะทําอย่างไรจึงจะสามารถ
บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามท่ีครูคาดหวังไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเรียนเก่ียวกับทักษะการกีฬาน้ัน
การที่นักเรียนได้มีโอกาสคิด พิจารรา พร้อมทั้งศึกษาเพ่ือจะหาวิธีแก้ไขข้อบกพร่องของการฝึกหัดทักษะนั้น
ควบคู่กันไปด้วย จะทําใหก้ ารเรยี นของนกั เรียนไดผ้ ลดีขนึ้ อกี มาก

13. การเรียนรู้ของนักเรียนนั้นจะขึ้นอยู่กับความพร้อมท้ังด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนด้วยคือ
ทางด้านร่างกายของนักเรียนเองก็อยู่ในสภาพที่จะเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น มีกําลัง
ร่างกายท่ีแข็งแรง มีสุขภาพดี ส่วนทางด้านจิตใจน้ันนักเรียนมีใจจดจ่อรักท่ีจะเรียน สามารถจะมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเคล่อื นไหวหรอื การกีฬาตา่ ง ๆ ดว้ ยความเต็มใจการเรยี นร้จู ึงจะเกิดข้ึน

~ 30 ~

 

14. การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาที่จะช่วยให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 5 ด้านตามที่ได้
กล่าวมาแล้วนั้น ควรจะมุ่งที่การจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ลงมือเล่นและมีส่วนร่วมในสภาพการณ์ของเกมและ
กีฬาน้ันด้วยความสนุกสนานควบคู่กันไปด้วยให้มาก ๆ คือ แทนท่ีจะเน้นการแยกทักษะมาฝึกให้ถูกต้องดีเป็น
อย่าง ๆ เพียงอย่างเดียวหมดทุกอย่างเสียก่อน แล้วจึงจะเล่นเกมได้ เพราะการกระทํานั้นอาจจะทําให้
นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย และในขณะเดียวกันนักเรียนไม่มีโอกาสเรียนรู้ในพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ควรจะมีใน
ระหว่างกระบวนการเรียนการสอนน้นั ๆ ด้วย ทักษะกีฬาบางอย่างอาจจะมีความจําเป็นทน่ี ักเรียนควรจะไดม้ ี
การฝึกซ้อมก่อนบ้างตามสมควร แต่เมื่อสามารถปฏิบัติได้ดีพอสมควรแล้ว ก็ควรจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้
เล่นเกมหรือกีฬาประเภทน้ันควบคู่ไปดว้ ยเลย

15. การเล่นเกมและกีฬาด้วยความสนุกสนานในสภาพจริงในเวลาเรียนน้ัน จะมีผลประโยชน์เกิดข้ึน
แกน่ กั เรยี นทันทีทนั ใดโดยตรงพร้อม ๆ กันหลายประการดว้ ยกัน โดยจะขอกลา่ วแตพ่ อสังเขปดงั ตอ่ ไปนี้

15.1 นักเรียนไดเ้ ลน่ เกมหรือกีฬาดว้ ยความสนกุ สนานตามธรรมชาตแิ ละความรู้สกึ ที่แทจ้ รงิ ทํา
ให้ได้มีการแสดงออกทั้งทางด้านร่างกาย และทางด้านอารมณ์หรอื ความรู้สกึ ได้อย่างเต็มที่ นักเรียนจะมีความ
สนุกสนานในการเรียน และวิธีการน้ีจะช่วยให้นักเรียนได้มีความรัก เห็นความสําคัญและคุณค่าของการเล่น
กฬี าและการออกกําลงั กายควบคูก่ ันไปด้วย

15.2 นักเรียนได้มีโอกาสเล่น มีโอกาสเคล่ือนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามธรรมชาติและ
ตามลกั ษณะของเกมหรือกีฬานั้น ๆ ได้อย่างแท้จริง ทาํ ให้ไดอ้ อกกาํ ลงั กาย ร่างกายมีความแข็งแรงและมีการ
เจรญิ เติบโตตามธรรมชาติไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี

15.3 นักเรียนได้มีโอกาสนําความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาใช้เพื่อความ
สนุกสนานในสภาพการณ์ของการเล่นเกมและกีฬาจริง ๆ ทําให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณต์ ่าง ๆ
ย่งิ ขึน้ และในขณะเดยี วกนั สงิ่ ทไ่ี ด้เรยี นรูเ้ หล่านนั้ กไ็ ด้มีความหมายต่อนกั เรยี นมากยงิ่ ขน้ึ

15.4 นักเรียนได้มีโอกาสปฏิบัติตามกติกาการเล่น ตามระเบียบข้อบังคับท่ีวางไว้ นักเรียนได้
มีการปะทะสัมพันธ์กันในระหว่างเพื่อน ๆ ร่วมเล่นด้วยกัน มีการกระทบกระทั่ง มีการรู้จักยับย้ังชั่งใจต่อ
เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ที่เกดิ ขนึ้ ในระหวา่ งผู้เล่นดว้ ยกนั และอน่ื ๆ อกี มาก ซง่ึ สภาพและเหตุการณต์ ่าง ๆ เหลา่ นี้
จะเปน็ เครือ่ งช่วยกลอ่ มเกลาอุปนิสยั ใจคอนักเรียนให้เปน็ ผู้ท่มี รี ะเบียบวนิ ัยและมีนาํ้ ใจนกั กฬี าตอ่ ไป

15.5 นกั เรยี นได้มโี อกาสทักษะการเล่นเกมและกฬี ามาใชใ้ นสภาพการณ์จริง ซ่งึ เท่ากบั วา่ เป็น
การฝกึ ใหน้ ักเรียนมคี วามชํานาญในทกั ษะเกมหรือกฬี านน้ั ๆ ดียิง่ ขน้ึ ไปในตัวด้วย

15.6 การท่ีนักเรียนได้มีโอกาสเล่นด้วยความสนุกสนาน ได้แสดงความรู้ความสามารถและ
ทักษะในการเล่นกีฬาของตนเองในขณะเล่นได้อย่างเต็มที่ ได้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาตามความรู้ที่เป็น
จริงเช่นน้ี เป็นวิธีการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาโดยให้นักเรยี นเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ทําให้นักเรียนไดม้ ี
พัฒนาการตามศกั ยภาพของตนเองได้อย่างเตม็ ท่ี

15.7 นักเรียนมีมีความสนุกสนานในการเล่น ได้มีการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาอย่าง
เต็มที่ตามความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ดังน้ัน การท่ีให้นักเรียนได้แสดงความรู้สึกจริง ๆ ของตนเองออกมา
เช่นนี้ทําให้ครูสามารถพฤติกรรมที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ถ้านักเรียนคนไหนที่มีพฤติกรรมที่ดี
ครูก็สามารถส่งเสริมและสนับสนุนพฤติกรรมของเด็กน้ัน ๆ ให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก และถ้านักเรียนคนไหนมี
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคมก็สามารถแก้ไขได้โดยทันที มิฉะน้ันก็อาจจะสายเกินแก้ก็ได้ ด้วยเหตุนี้
ในหมู่นักสังคมวิทยา นักการศึกษา และการพลศึกษาจึงได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า “ห้องพลศึกษาคือ
ห้องปฏิบตั ิการทีส่ าํ คัญยงิ่ แห่งหน่งึ ของโรงเรียน”

~ 31 ~

 

15.8 ผลดีท่ีได้จากการท่ีจัดให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นในสภาพของการเล่นเกมหรือกีฬาจริง ๆ
ที่สําคัญอย่างหน่ึงคือ ความผูกพนั ท่ีนักเรียนจะมีต่อการเรียนวิชาพลศึกษา จะทําให้นกั เรียนมีความประทบั ใจ
อยากจะมาเรียนหรืออยากจะมาเล่นอีก ถึงแม้ว่านักเรียนได้ออกจากโรงเรียนไปแล้วก็ตาม ความสําเร็จและ
ประสบการณ์ท่ีดี ๆ ต่าง ๆ จากการเรียนและการเล่นก็จะฝังอยู่ในใจตลอดเวลา ทําให้นักเรียนรักและอยาก
ออกกําลงั กายหรือเล่นกฬี าอีกต่อไปเร่อื ย ๆ

สรุปแล้วก็หมายความว่า ในขณะท่ีนักเรียนได้เล่นเกมหรือกีฬานั้นไป ก็จะทําให้นักเรียนได้มีการ
เรียนรู้และมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ พร้อม ๆ กันในหลาย ๆ ประการ ดังนั้น การเรียนการสอนวิชา
พลศึกษาครูจึงเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในสภาพการณ์ของการเล่นเกมหรือกีฬา
น้นั จริง ๆ มากกวา่ ทีจ่ ะเน้นดว้ ยแบบฝึกทักษะเพียงอย่างเดยี ว

16. การสอนวิชาพลศึกษาท่ีดีและท่ีจะบรรลุผลตามที่ได้วางไว้นั้น จะต้องเป็นการสอนที่มีการใช้
หลักการทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นแนวทางในการสอนด้วยเสมอ ทั้งนี้เพราะว่าวิทยาศาสตร์การกีฬา
จะช่วยบอกให้เรารู้ว่า การเรียนการสอนวิชาพลศึกษาที่จะทําให้บรรลุผลดีนั้นควรจะมีหลักการในการสอน
นักเรียนในแต่ละระดับนั้นอย่างไร เช่น วิชาสรีรวิทยาการกีฬาจะช่วยบอกให้รู้ว่า ควรจะเลือกกิจกรรมกีฬา
หรือกิจกรรมการออกกําลังกายอะไร จึงจะเหมาะสมกับเพศและวัย และหลักการสําคัญที่ทําให้นักเรียนได้มี
ความแข็งแรงน้ันมีว่าอย่างไร แล้ววิชาพลศึกษากจ็ ะเป็นผู้นํากิจกรรมและวิธีการท่ีทําใหร้ ่างกายแข็งแรงเหล่าน้ี
มาเปน็ แนวทางในการสอนนกั เรยี นในแต่ละระดบั ช้นั ใหเ้ หมาะสมและเป็นผลดใี นแตล่ ะเพศและวัยตอ่ ไป

17. สําหรับวิชาจิตวิทยาการกีฬา จะช่วยบอกให้รู้ว่าควรจะใช้วิธีการเรียนการสอนอะไรและ
มีหลักการในการเรียนการสอนอย่างไร จึงจะทําให้นักเรียนได้มีความเข้าใจ มีทักษะในการเล่นเกมหรือกีฬา
ได้ง่าย และในขณะเดียวกันนักเรียนก็มีความสนใจ มีความรักในการเล่นกีฬา และไม่มีความเบ่ือหน่าย
แล้ววิชาพลศึกษาก็จะนําหลักการทางจิตรวิทยาการกีฬามาใช้เป็นหลักและแนวทางในการเรียนการสอน
กิจกรรมกีฬาและการออกกําลังกายเหล่านั้นต่อไป และก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้การเรียนการสอนน้ันได้ผล
ทางด้านการมีน้ําใจนักกีฬาดีขึ้นเพิ่มเติมข้ึนมาอีก ผู้สอนวิชาพลศึกษาก็จะนําหลักการทางวิชาสังคมวิทยาการ
กีฬามาเป็นหลักการและแนวทางในการเรียนการสอนด้วย ดังนั้น วิชาพลศึกษาท่ีแท้จริงก็คือ เป็นวิชาท่ีนํา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกตใ์ ช้ให้เกิดประโยชน์แกน่ ักเรียนอีกทอดหนึ่งนั่นเอง หรือจะกลา่ วอีก
นัยหน่ึงวา่ วชิ าพลศึกษาเป็นการนําศาสตร์ทางวทิ ยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใชใ้ ห้เปน็ ประโยชนแ์ ก่นักเรียน
อีกต่อหนึ่งก็ได้ ดังน้ัน วิทยาศาสตร์การกีฬาจึงเป็นหลักวิชาการที่มีความจําเป็นและสําคัญต่อการเรียนการ
สอนวชิ าพลศึกษาเป็นอย่างมาก การสอนวิชาพลศึกษาทดี่ แี ละเป็นประโยชน์แกน่ กั เรียนอย่างแท้จรงิ นน้ั จึงจําเป็น
จะตอ้ งนาํ หลกั การทางดา้ นวิทยาศาสตร์การกีฬาดังได้กล่าวมาแล้วเป็นแนวทางในการเรียนการสอนดว้ ยเสมอ

18. ในปัจจุบันน้ีได้มีการศึกษาค้นคว้าทําให้มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาในด้านต่าง ๆ
ที่สามารถนํามาใช้เป็นหลักการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาได้อย่างมากมาย เช่น ในด้านสรีรการกีฬา
จิตวิทยาการกีฬา สังคมวิทยาการกีฬา เวชศาสตร์การกีฬา โภชนาการการกีฬา กลศาสตร์ทางการกีฬา
และอ่ืน ๆ อีกเป็นอันมากครูผู้สอนวิชาพลศึกษาทุกคนควรจะได้ศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาต่าง
ๆ เหลา่ นม้ี าใช้เป็นแนวทางในการเรียนการสอนดว้ ยทกุ คร้งั

~ 32 ~

 

19. ทํานองและเน้ือร้องเพลงกราวกีฬาที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หรือท่ีรู้จักกันในนามของ
“ครูเทพ” ได้ร้อยกรองไว้เป็นเวลานานมาเกือบหนึ่งร้อยปีมาแล้วนั้น นับว่าเป็นทํานองท่ีมีความเร้าใจ
พร้อมทั้งได้สรุปคุณค่าของการเล่นกีฬาหรือการพลศึกษาไว้ในเนื้อร้องได้อย่างรวบรัดชัดเจน มีความหมาย
ลึกซึ้ง แต่ง่ายต่อการเข้าใจของนักเรียน ครูผู้สอนวิชาพลศึกษา ผู้เล่นกีฬา หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปเป็น
อย่างยิง่ ดังนัน้ ครูผสู้ อนวิชาพลศกึ ษาจงึ ควรจะได้ใช้ประโยชนแ์ ละคุณค่าของทาํ นองและเนือ้ รอ้ งดังกลา่ วน้ีช่วย
ให้การเรียนการสอนได้มีความครึกคร้ืน สนุกสนาน ไม่เบื่อหน่าย และในขณะเดียวกันก็ช่วยใหน้ ักเรียนเข้าใจ
ในความหมายและคณุ คา่ ของการเลน่ กฬี าได้เป็นอยา่ งดีอกี ด้วย

20. การเรียนการสอนท่ีจะได้ผลดีนั้น คือการที่ผู้เรียนมีความสุขและความพอใจในประสบการณ์และ
ผลที่เกิดข้ึนจากการเรียน ท้ังน้ีโดยหลักของจิตวิทยาการกีฬาที่ว่า นักเรียนจะชอบเรียนหรือชอบเลน่ กีฬาหรือ
ฝึกหัดในกีฬาท่ีตนเองมีประสบการณ์ท่ีดี เช่น สามารถทําได้ดี มีความสําเร็จในกีฬาน้ัน ๆ เสมอ
ในขณะเดียวกันก็ขาดความสนใจหรืออยากท่ีจะเรียนหรือเล่นในกิจกรรมหรือกีฬาท่ีตนเองมีหรือได้รับ
ประสบการณ์ทไี่ ม่ดนี ัน้ มากอ่ น ดงั นน้ั เพ่ือให้การเรียนการสอนนั้นไดผ้ ลดีย่ิงข้ึน ครผู ้สู อยวิชาพลศึกษาควรจะ
นําหลักจิตวิทยาการกีฬามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนด้วย คือ ในการเรียนการสอนทุกครั้ง ครู
ควรจะจัดกิจกรรมให้นักเรียนสามารถเรียนได้ ทําได้ มีความสําเร็จในการเรียนและมีความสนุกสนานในการมี
ส่วนร่วมในกจิ กรรมหรือกีฬาทีส่ อนน้ันอย่างทั่วถงึ กนั ตามอัตภาพของตนเองเสมอ

21. วธิ ีการสอนวิชาพลศึกษามีหลายแบบและหลายวธิ ีดว้ ยกัน และแต่ละวิธกี ็อาจจะเป็นวธิ กี ารสอนท่ี
จะช่วยให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้เพียงอย่างหนึ่งอย่างใด หรือเพียงสองหรือสามจุดประสงค์เทา่ นั้น และ
เนอื่ งจากการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในแต่ละครั้งน้ันเป็นการเรียนการสอนทมี่ งุ่ ใหน้ กั เรยี นได้มพี ฒั นาการใน
หลาย ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน ดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น ในการเรียนการสอนนักเรียนในแต่ละคร้ังนั้นได้
บรรลุผลอย่างแท้จริง ครูจึงมีความจําเป็นที่จะต้องใช้วิธีการสอนหลาย ๆ วิธีเพ่ือช่วยให้การสอนนั้นสามารถ
บรรลุจดุ ประสงคใ์ นหลาย ๆ ดา้ นเหล่านนั้ ไปพรอ้ ม ๆ กันด้วย

22. การเรียนการสอนวชิ าพลศึกษาน้ันครูควรกําหนดเวลาการเรียนการสอนและมีการกระจายเวลาใน
การเรียนการสอนใหม้ ีความพอเหมาะพอดีด้วย ตามหลกั ของจิตวทิ ยาการกฬี าแล้ว การเรยี นรูข้ องนักเรียนจะ
ได้ผลดีขึน้ เม่อื นกั เรียนได้มีโอกาสไดเ้ รียนบ่อย ๆ ครง้ั ในระยะเวลาสั้น ๆ จะทําให้มีการเรียนรู้ดกี ว่าการเรียน
เป็นระยะเวลายาวนาน แต่เป็นการเรียนท่ีนาน ๆ จะมีครั้งหน่ึง ตัวอย่างเช่น การเรียนสัปดาห์ละ
3 ครั้ง ๆ ละ 50 นาที จะมีการเรยี นรดู้ กี วา่ สัปดาหล์ ะหนึ่งครั้ง ๆ ละ 150 นาทีติดต่อกนั ทัง้ นีอ้ าจเปน็
เพราะว่าการที่นักเรียนใช้ระยะเวลาในการเรียนเพียงสั้น ๆ นั้นเป็นระยะเวลาท่ีร่างกายและจิตใจยังไม่เหนื่อย
อ่อนจึงสามารถเรียนรู้ได้ดีตลอดเวลาทสี่ ้ัน ๆ น้ัน และการท่ีได้มีโอกาสได้มาเรียนบ่อย ๆ คร้ังคือสัปดาห์ละ 3
คร้ัง ทําให้นักเรียนได้มีโอกาสใกล้จะลืม และร้ือฟ้ืนความลืมได้บ่อยและเร็วขึ้น ก่อนท่ีจะลืมจนหลุดหายไป
ซึ่งกลับตรงกันข้ามกับการเรียนเป็นระยะเวลานานนั้นนอกจากนักเรียนจะเหนื่อยอ่อนทงั้ ด้านร่างกายและจิตใจ
และเรียนไม่ได้ผลดีแล้ว อาจจะทําให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ผิด ๆ และในขณะเดียวกันกว่าจะได้มา
เรียนและรื้อฟ้ืนความทรงจําการเรียนรู้อีกคร้ัง บางท่ีการเรียนรู้เหล่านั้นอาจจะลืมไปอย่างถาวรแล้วก็ได้ทําให้
จําเปน็ ต้องมาเรียนซ้าํ อกี ครั้ง

23. ในการสอนนักเรียน ครูควรคํานึงถึงความแตกต่างของอัตราการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนด้วย
อัตราความเร็วของการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความสามารถของการเรียนรู้

~ 33 ~

 

ทางด้านทักษะของนักเรียนน้ัน มักจะมีความแตกต่างกันในระหว่างบุคคลเป็นอันมาก คือจะมีความแตกต่าง
กันในด้านระยะเวลาการเรียนและในระดับความยากง่ายของทักษะต่าง ๆ ตลอดทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
ด้วย นักเรียนบางคนอาจจะเรียนไดด้ ีในระยะแรก ๆ แต่พอมาในระยะหลัง ๆ อาจจะเรียนไดช้ า้ ลง ๆ และใน
ทส่ี ดุ ก็ไม่มคี วามคบื หน้าเลย แตใ่ นทางกลับกัน นกั เรยี นบางคนอาจจะเรยี นได้ช้ามากในระยะแรก ๆ แต่ต่อมา
ในตอนหลังอาจจะได้เร็วขึ้น ๆ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่าน้ีมักจะเกิดข้ึนอยู่เสมอ ดังน้ัน ครูจึงควรจะได้
ศึกษาหาสาเหตุของความช้าหรือเรว็ ของอัตราความเร็วของการเรียนรู้เหล่านี้ว่าสบื เน่อื งมาจากสาเหตุอะไร ซ่ึง
บางครั้งอาจจะเนื่องจากวิธีการสอนของครู หรือบางคร้ังอาจจะเนื่องจากความยากง่ายของทักษะหรือกจิ กรรม
ท่ีนํามาสอน ความชัดเจนของจุดประสงค์การเรียนรู้ ความล้าหรือเหน่ือยจากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หรือ
เหนื่อยจากการจํากัดของลักษณะของร่างกายและจติ ใจของนักเรยี นก็ได้ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อช่วยให้การเรยี น
การสอนได้บรรลุผลตามที่วางไว้ ครูจึงควรจะรีบศึกษาและแก้สาเหตุต่าง ๆ ที่มาขัดขวางการเรียนรู้เหล่าน้ี
ตง้ั แต่ในระยะแรก ๆ

24. ในการสอนทักษะให้ได้ผลดีนั้น ครูควรอธิบายและสาธิตให้นักเรียนเห็นทักษะท่ีจะสอนน้ันใน
ภาพรวมเสียก่อน เม่ือนักเรียนได้เห็นภาพรวมของทักษะน้ันแล้ว จึงทําการแยกแยะให้นักเรียนได้เห็นในส่ิง
ปลีกย่อยเป็นสว่ น ๆ ตอ่ ไป เช่น ในการสอนทกั ษะเกี่ยวกับการตีลกู กระดอนจากพื้นด้วยวิธกี ารตแี บบหน้ามือ
ในกีฬาเทนนิส ครูควรอธิบายและสาธิตการตีลูกหน้ามือให้นักเรียนได้เห็นเป็นภาพรวมก่อน เสร็จแล้วจึงค่อย
มาแยกแยะให้เห็นตําแหน่งของเท้า ตําแหน่งของหัวไม้แรกเกต ตําแหน่งของมือ ตําแหน่งของลําตัว และ
ตาํ แหน่งของขอ้ ศอก เปน็ ตน้ การกระทําและเริ่มต้นด้วยวธิ ีน้จี ะทาํ ใหน้ กเรียนไดม้ คี วามเข้าใจดขี ึ้น

25. วิธีการเรียนท่ีถูกต้องน้ันผู้เรียนควรจะได้ฝึกหัดหรือปฏิบัติในวิธีท่ีถูกต้อง ควบคู่ไปกลับความ
เข้าใจในส่งิ ท่ไี ดเ้ รียนน้ันดว้ ย การท่ีนกั เรยี นไดล้ งมอื ปฏิบตั ิจริงดว้ นตนเองน้ันกเ็ ทา่ กบั ว่านักเรยี นไดน้ ําสง่ิ ท่ีเรียน
น้ันไปทดลองดูด้วยการฝึก หรือด้วยการนําไปใช้ในสภาพการณจ์ รงิ ได้ผลดีหรือไม่ได้ มากน้อยแค่ไหนก็จะได้
นํามาศึกษา วิเคราะห์เพ่ือแก้ไขใหม่ให้ดีขึ้นต่อไป ด้วยเหตุนี้การลงมือเล่นและการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง
ในวชิ าพลศึกษา จงึ เป็นสิง่ ทีม่ คี วามจําเป็นและสําคัญควบค่กู ันไปกับการเรียนการสอนเสมอ

26. ในการลงมือเลน่ หรอื ในการลงมอื ปฏิบตั จิ รงิ ด้วยตนเองนัน้ เพ่อื ใหน้ ักเรียนไดท้ ราบสถานภาพของ
ตนเอง ครูควรจะแจ้งให้นักเรียนได้ทราบเป็นระยะ ๆ ถึงผลของการเรียนของนักเรียนแต่ละคนด้วย
การที่นักเรียนได้ทราบผลการเรียนของตนเองน้ัน อาจจะช่วยให้นักเรียนได้มีความพยายามและกําลังใจในการ
ท่ีจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้นและผลการเรียนดีก็จะตามมา เช่น ผลการพัฒนาการของสมรรถภาพทางร่างกาย
ในด้านความเร็ว ในด้านความทนทานของกล้ามเนื้อ ในด้านการทรงตัว ในด้านการดีดตัวอย่างเร็วและแรง
ของกล้ามเนื้อ เป็นต้น ผลพัฒนาการทางสมรรถภาพของร่างกายด้านต่าง ๆ เหล่าน้ี นักเรียนแต่ละคน
อาจจะเปน็ ผู้บนั ทึกด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบตวั เองเป็นระยะ ๆ ไปดว้ ยก็ได้

27. เพ่ือให้สอดคล้องกับร่างกายและจิตใจของนักเรียนในแต่ละระดับช้ันหรือในแต่ละวัย และเพื่อให้
การเรยี นการสอนไดผ้ ลดยี ิ่งขึน้ ในการเลือกและจดั กิจกรรมหรอื ชนิดของกีฬาเพื่อมาสอนนกั เรียนนั้น ครูควรจะ
ใช้หลักการของสรีรวิทยาการกีฬา เป็นแนวทางในเลือกและจัดกิจกรรมทุกคร้ังท่ีมีการเรียนการสอน เพราะ
กิจกรรมหรือกีฬาแต่ละอยา่ งนั้นมผี ลตอ่ รา่ งกายและจิตใจของนักเรยี นแตล่ ะวัยแตกตา่ งกันไป

~ 34 ~

 

28. แรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจมีความสําคัญต่อการเรียนการสอนวิชาพลศึกษามาก ในการเรียนวิชา
พลศึกษา ถ้านักเรียนมีแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจมาก ผลการเรียนจะดีขึ้นตามด้วย แต่อย่างไรก็ตามแรง
กระตนุ้ หรือแรงจูงใจทเี่ กิดข้ึนจากภายในหรือความรสู้ ึกของนักเรียนเองนั้น จะเป็นแรงกระตนุ้ หรือแรงจูงใจที่มี
ผลดีเป็นระยะเวลาท่ียาวนานกว่าแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจท่ีเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก แรงกระตุ้นท่ีเกิดจาก
ภายในหรือความรู้สึกของตัวนักเรียนเอง ได้แก่ การเห็นประโยชน์และคุณค่าของการเล่นกีฬาหรือการ
ออกกําลังกาย ความต้องการในการท่ีจะรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วยการออกกําลังกายหรือเล่นกีฬา
เป็นต้น แรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่มาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สินจ้างรางวัลจากการเล่นกีฬา ชัยชนะจาก
การเล่นเพอื่ ผลประโยชน์หรือประชาสมั พนั ธ์ตนเอง เปน็ ต้น

29. ในการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาน้ัน ครูผู้สอนควรจะระลึกไว้เสมอว่า ความสําเร็จในการเรียน
ของนักเรียนนั้นมีความสัมพันธ์กันกับความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนมาก คือ ถ้านักเรียนมีความ
พึงพอใจในการเรียนมาก ความสําเร็จในการเรียนของนักเรียนก็จะตามมาด้วย ดังน้ัน เพ่ือให้การเรียนการ
สอนได้บรรลุผลดีตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ ก่อนอ่ืนครูผู้สอนควรจัดสภาพการณ์ของการเรียนการ
สอนให้มีบรรยากาศที่นักเรียนมีความต่ืนตัว มีความสนุกสนานอยากท่ีจะเรียนหรืออยากท่ีจะมีส่วนร่วม
ตลอดเวลาด้วย เช่น เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมท่ีสอดคล้องกับความต้องการ ความสามารถ และความสนใจ
ของนักเรียน มีการเตรียมสถานที่และอุปกรณ์การเรียนการสอน ทําให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมด้วยความ
สนุกสนานได้อย่างท่ัวถึงกัน ครูก็สามารถที่จะช่วยเหลือแนะนํานักเรียนได้อย่างท่ัวถึงกันและด้วยความเป็น
กนั เอง เปน็ ต้น

30. หลักการท่ีสาํ คัญในตอนสดุ ท้ายท่คี รผู สู้ อนวิชาพลศกึ ษาจะลมื ไม่ได้อีกอย่างหน่ึงกค็ ือ ในการเรียน
การสอนวิชาพลศึกษาท่ีดีน้ัน จะต้องมีการวัดผลเพื่อประเมินดูว่า การเรียนการสอน้ันได้บรรลุผลตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีวางไว้หรือไม่มากน้อยเพียงใดด้วยเสมอ ดังนั้น ในการท่ีครูจะวัดเพ่ือประเมินผลการ
เรียน หรือในการวัดเพ่ือให้คะแนนนักเรียน ครูก็ควรจะทําการวัดผลและประเมินผลการเรียนนั้นด้วนวิธีที่
ถูกต้องตามหลักการของวิชาพลศึกษาและมคี วามยุติธรรมแก่นกั เรียนทกุ ๆ คนด้วย เช่น ในการวัดครูควรจะ
วัดตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านสมรรถภาพทางกาย ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้าน
คณุ ธรรม และด้านเจตคตทิ ไ่ี ด้สอนไปในแต่ละคาบแลว้ และถา้ การวัดนน้ั เป็นการวัดผลเพื่อให้คะแนนนักเรียน
คะแนนทีใ่ ห้ควรจะเปน็ คะแนนที่ไดจ้ ากการวัดผลตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ทงั้ 5 ด้าน ๆ ละเท่า ๆ กนั ดว้ ย

~ 35 ~

 

หลักพน้ื ฐานในการสอนวา่ ยนาํ้

การว่ายนํ้าก็คล้ายกับการสอนในวิชาอื่น ๆ อาจแตกต่างกันบ้างในเร่ืองของกิจกรรมและวิธีการ
แต่จุดหมายปลายทางของการสอนเหมือนกัน คือ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตาม
จุดประสงค์ท่ีวางไว้ วงศ์พัทธ์ ชูดํา (2557) ได้เสนอหลักการเป็นผู้สอนว่ายน้ําท่ีจะทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
เปน็ อย่างดีน้นั ขนึ้ อยู่กบั หลกั พืน้ ฐานของการสอน ซึ่งสรุปดงั นี้

1. ต้องมีความรู้ดา้ นเนื้อหาทส่ี อนดี ผ้สู อนที่ดีตอ้ งมีความรใู้ นเนื้อหาท่จี ะสอนมากพอทจี่ ะอธิบาย
ให้ผู้เรียนเข้าใจได้อย่างดีตามระดับ หากมีความรู้น้อยก็จะทําให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซ่ึงการท่ีจะมีความรู้
ดีนน้ั ต้องมีการศึกษาคน้ ควา้ เพิ่มเติมอยเู่ สมอ รวมท้งั ประสบการณ์การสอนทผ่ี า่ นมา

2. ตอ้ งมที ักษะการสอนทด่ี ี ทกั ษะการสอนก็จะมีหลกั การท่ีแตกต่างกนั ไป ลําดับขน้ั ของการสอน
เช่น สอนทักษะจากง่ายไปหายาก เม่ือผู้เรียนสามารถทําได้กท็ าํ ให้เกดิ ความมน่ั ใจ และมที ศั นคตทิ ีด่ ีต่อการเรยี น

3. ต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหา ในการสอนว่ายนํ้าบางคร้ังจะมีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดข้ึน
โดยเฉพาะกับผู้เรียนท่ีลงน้ําเป็นครั้งแรกเน่ืองจากไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัย ผู้สอนจึงจําเป็นต้องแก้ปัญหา
โดยใชห้ ลักการต่าง ๆ เช่น การใช้คําพดู ใหก้ าํ ลงั ใจ การอยู่ใกล้ชิดกบั ผู้เรยี นเพือ่ สรา้ งความมั่นใจ

4. ต้องมีหลักจิตวิทยา การสอนจะประสบความสําเร็จตามจุดประสงค์หรือไม่ผู้สอนจะต้องรู้จัก
ประยุกต์ โดยนําหลักจิตวิทยามาใช้ในการสร้างสถานการณ์ให้มีประสิทธิภาพและเอ้ืออํานวยต่อการเรียน เช่น
การวางเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกดิ ความสนใจ ตั้งใจฝึกและแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ตามที่เราต้องการ เช่น การ
ให้รางวัล การให้คะแนนและการทดสอบ เป็นต้น

ส่วน บุญเลิศ ใจทน (2548: 30-31) ได้กล่าวถึงเทคนิคในการสอนเด็กว่ายน้ํา ไว้ว่า เป้าหมาย
ของการสอนว่ายน้ําให้เด็ก นอกจากจะต้องการให้เด็กว่ายนํ้าเป็นแล้ว สิ่งท่ีควรเน้นมากท่ีสดุ ใหก้ ับการสอนก็คือ
ความสนุกสนาน และความสุขจากการเรียนว่ายนํ้าด้วย ซ่ึงจะทําให้เกิดการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ได้อยา่ ง
รวดเร็ว โดยหลักเกณฑใ์ นการสอนวา่ ยน้าํ ในเดก็ มดี ังนี้

1. เด็กจะต้องรู้สึกถึงความปลอดภัย ซ่ึงจะทําให้เด็กเกิดความมั่นใจในตัวเอง อยากท่ีจะว่ายนํ้า
และว่ายนํ้าด้วยความสุข จึงไม่ควรใช้การขู่บังคับแต่ควรหาวิธีท่ีค่อยเป็นค่อยไปล่อหลอก สร้างแรงจูงใจให้กับ
เด็ก โดยอาจฝกึ ให้แดก็ ไดเ้ ล่นในสระน้ําต้ืนที่เดก็ สามารถยนื ไดถ้ ึงกอ่ น หรือใชอ้ ุปกรณท์ ช่ี ่วยใหเ้ ด็กรสู้ กึ ปลอดภัย
เชน่ หว่ งยาง ปลอกแขนที่พองลม เปน็ ตน้

2. เด็กจะต้องเกิดความสนุกสนานมากที่สุด กิจกรรมว่ายน้ําเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
ความเครยี ด ดงั นน้ั ในการสอนจึงควรจดั กจิ กรรมเรียนรทู้ กั ษะให้เด็กเกิดความสนกุ สนาน ซ่งึ จะส่งผลให้เดก็ กล้า
แสดงออก และมคี วามอยากทีจ่ ะว่ายนํา้ ให้เป็นและอยากทจ่ี ะมาว่ายนํ้าบ่อยครัง้ ขน้ึ

3. ขั้นตอนการสอนมีความยุ่งยากน้อยท่ีสุด กล่าวคือ ผู้สอนจะต้องหากิจกรรมง่าย ๆ ให้เด็กได้ฝึก
ทํา เพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นตอนต่าง ๆ ของการว่ายน้ําให้เป็น มีการอธิบายที่ไม่ซับซ้อน ให้เข้าใจง่าย ส้ันกระชับได้
ใจความ ทําให้เดก็ ไมเ่ กดิ ความเบอื่ หนา่ ย หรอื คิดว่าการวา่ ยนา้ํ เป็นสิง่ ทย่ี าก

4. การวางแผนการสอนโดยจัดให้เด็กได้แสดงออกมากที่สุด หรือจัดกิจกรรมท่ีท้าทาย
ความสามารถของเด็ก ใหเ้ ด็กแตล่ ะคนประสบความสาํ เรจ็ ในแตล่ ะกิจกรรม รู้จักแก้ปัญหาให้เด็กในแตล่ ะคน ซึง่
จะมีปญั หาแตกตา่ งกนั พยายามอย่าใหเ้ ด็กยนื รอ ฟงั หรอื ดู มากกวา่ การลงมือปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเอง

5. ผสู้ อนจะต้องสามารถสาธิตวิธีการว่ายน้ําท่ีถกู ต้องใหเ้ ดก็ ดูไดใ้ นทกุ ๆ กิจกรรม เพื่อสร้างความ
เช่ือม่ันให้แก่เด็ก และให้เด็กได้เลียนแบบท่าทางท่ีถูกต้องพร้อมไปกับการมีความศรัทธาและความเช่ือม่ันในตัว
ผู้สอนดว้ ย

~ 36 ~

 

นอกจากนี้ การสอนว่ายนํ้าในแต่ละช่วงวัยยังมีความแตกต่างกัน ดังท่ี The American National
Red Cross (1981, pp.11-14) ไดเ้ สนอแนะการสอนว่ายนํา้ ใหก้ บั ผ้เู รยี นในแตล่ ะช่วงวยั ไวด้ งั นี้

1. การสอนว่ายนํ้าในเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงเด็กท่ีมีอายุต่ํากว่า 6 ปี การสอนว่ายน้ําเด็กใน
ช่วงวัยน้ีขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางน้ําที่เด็กเคยได้เรียนรู้ผ่านมา ปัญหาการสอนที่พบในเด็กกลุ่มน้ีคือ มีความ
ตั้งใจในเวลาอันสั้น จึงไม่ค่อยเข้าใจการอธิบายข้ันตอนท่ียืดยาวหรือนาน ๆ จึงควรเน้นท่ีการทําให้ดูและให้ฝึก
ปฏิบัติ เน้นพัฒนาทักษะแบบค่อยเป็นค่อยไป การทําความเข้าใจกับผู้ปกครองก็เป็นสิ่งสําคัญท่ีจะช่วยให้เข้าใจ
ข้อจํากัดต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับทักษะว่ายน้ําของเด็ก และการใช้เกมในการสอนก็เป็นส่วนท่ีจะช่วยให้เด็กวัยนี้
พัฒนาทกั ษะว่ายนาํ้ และทกั ษะทางสงั คมกบั เพื่อนดว้ ย

2. การสอนว่ายนํ้าในเด็กระดับประถมศึกษา ควรเน้นความสนุกสนาน มีการใช้เกมเพื่อกระตุ้น
การเรียนรู้และพัฒนาการทักษะ ใช้กิจกรรมท่ีท้าทายให้เด็กแสดงความสามารถด้วยความเต็มใจหรือความ
กระตือรือร้นในการเรียนรู้ จัดกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา มีการเตรียมพร้อมท่ีจะเปล่ียน
กิจกรรมพัฒนาทักษะก่อนท่ีเด็กจะเกิดความเบ่ือหน่าย อย่างไรก็ตามควรเน้นให้เด็กมีทักษะท่ีถูกต้องและ
ค่อยเป็นค่อยไป หลีกเล่ียงการข่มขู่ บังคับหรือทําให้เด็กเกิดความรู้สึกกลัว และควรคํานึงถึงความปลอดภัย
ตลอดเวลาในการสอน โดยเฉพาะการสอนเด็กแบบเป็นกลุ่ม

3. การสอนว่ายนํ้าในกลุ่มวัยรุ่น ผู้สอนควรทําความเข้าใจผู้เรียนกลุ่มน้ี ว่าที่ยังไม่ว่ายไม่เป็นน้ัน
อาจเป็นเพราะความกลัวนํ้าหรือไม่มีโอกาสในการเรียนว่ายนํ้ามาต้ังแต่วัยเด็ก ส่ิงสําคัญในการสอนคือ เน้นให้
ผู้เรียนกลุ่มนี้เกิดความม่ันใจในตัวผู้สอน มีทักษะและประสบการณ์ในการสอนว่ายน้ํา และเข้าใจความรู้สึกหรอื
ปัญหาของผู้เรียนได้ ควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากที่จะเรียนและฝึกซ้อม จัดกิจกรรมนันทนาการ
เพ่ือพัฒนาทักษะการว่ายนํ้าให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มใจและสนใจ เช่น เรือพาย สกีน้ํา ดํานํ้า กระดาน
โตค้ ลนื่ เป็นตน้

4. การสอนว่ายนํ้าในกลุ่มผู้ใหญ่ ผู้เรียนกลุ่มนี้มีข้อแตกต่างจากเด็กท่ีมีปัญหาเก่ียวกับความ
ยืดหยุ่นของร่างกาย ทําให้ไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอท่ีจะฝึกว่ายน้ําท่าต่าง ๆ ให้สําเร็จได้อย่างง่ายดายหรือ
สมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังมีปัญหาด้านจิตใจท่ีเกี่ยวกับความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด แรงจูงใจ และอื่นๆ
การเริ่มเรียนว่ายนํ้าของผู้เรียนกลุ่มน้ีมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลากลายแตกต่างกันไปตามความต้องการ
บางคนต้องการว่ายนํ้าเป็น บางคนต้องการช่วยเหลือตนเองได้เมื่อประสบภัยทางนํ้า การสอนในกลุ่มน้ีผู้สอน
สามารถอธบิ ายหลกั และวธิ ีการต่าง ๆ เพอ่ื ให้ผเู้ รียนเกดิ ความเขา้ ใจ ก่อนลงมอื ปฏบิ ตั ไิ ด้มากกวา่ ผเู้ รียนกลุ่มเด็ก
อย่างไรก็การพัฒนาทักษะการว่ายนํ้าก็ควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกัน ผู้เรียนบางคนที่มาเริ่มเรียนก็
อาจจะมคี วามกลัวนํา้ มานานมากกอ่ นทจี่ ะมาเรยี น

จะเห็นได้ว่า หลักพื้นฐานในการสอนว่ายน้ําน้ัน ส่ิงสําคัญอยู่ท่ีตัวผู้สอนเป็นหลัก กล่าวคือผู้สอน
ต้องมีความรู้ มีทักษะ มีความสามารถในการสอนและการแก้ไขปัญหา เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างความมั่นใจ
ให้กับผู้เรียน ตลอดจนมีความเข้าใจผู้เรียนและสามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้อย่างเหมาะสมกับผู้เรียนในแต่
ละบุคคลและช่วงวัย เม่ือผู้เรียนเกิดความมั่นใจและศรัทธาในตัวผู้สอน ก็พร้อมที่จะเร่ิมเรียนรู้ในการฝึกทักษะ
การวา่ ยน้ํา อยา่ งไรก็ตามก่อนการเรมิ่ ฝึกทักษะควรใหผ้ เู้ รยี นมีการเตรียมพร้อมทางดา้ นร่างกายก่อน

~ 37 ~

 

การเตรียมพรอ้ มดา้ นรา่ งกาย

การอบอุ่นรา่ งกาย
1. อบอนุ่ ร่างกาย (Warm-up)

1.1 เพิม่ อณุ หภมู ภิ ายในรา่ งกาย
1.2 ชว่ ยยดื เส้นเอน็ (Ligament) และเน้อื เยือ่ ตา่ งๆ
1.3 ลดการฉีกขาดของกลา้ มเนอ้ื และเส้นเอน็ ตา่ งๆ
1.4 ปอ้ งกันการเจ็บปวดในกลา้ มเนอื้
1.5 การสง่ คาํ สัง่ ของระบบประสาทเพมิ่ ความไวขนึ้
1.6 เพิ่มการไหลเวียนเลอื ด
1.7 ปอ้ งกนั อันตรายจากภาวะเลอื ดไปเล้ยี งหวั ใจไมเ่ พียงพอ
การอบอุ่นรา่ งกาย มี 2 ข้ันตอนดว้ ยกันดังนี้
1) การอบอ่นุ รา่ งกายทวั่ ไป (General warm-up)

- การอบอุ่นร่างกายทางตรง (Active หรือ Formal Warm up) ได้แก่ การเคลื่อนไหว
ร่างกายในลกั ษณะต่าง ๆ เช่น การวง่ิ เหยาะ การทําท่ากายบริหาร การเดนิ เรว็ ๆ

- การอบอุ่นร่างกายทางอ้อม (Passive หรือ Informal Warm up) เช่น การอาบนํ้าอุ่น
การอบซาวนา่ การใชน้ าํ้ มนั นวด เปน็ ตน้

2) การอบอนุ่ รา่ งกายแบบจําเพาะเจาะจง (Specific warm-up)

2. การยืดเหยยี ดกลา้ มเนือ้ (Stretching)
2.1 การยืดเหยียดกล้ามเน้ือแบบหยุดค้าง (Static Stretching) เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ใช้

การหยุดคา้ งไวป้ ระมาณ 15-30 วนิ าที
2.2 การยืดเหยียดกล้ามเน้ือแบบกระตุก (Ballistic Stretching) เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อท่ีมี

แรงกระแทกต่อกล้ามเน้ือและข้อต่อสงู มักจะใช้ในการยืดเหยียดก่อนลงแข่งขันกีฬา วิธีการจะใช้การยืดเหยียด
ประมาณ 10 – 15 ครงั้ ในแตล่ ะทา่ ยดื

การเตรียมพร้อมด้านร่างกายก่อนการว่ายนํ้า ทําได้โดยการอบอุ่นร่างกาย หรือ วอร์มอัพ (Warm
up) ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อด้วยการกระตุ้นกล้ามเน้ือที่จะใช้งานให้รับรู้และปรับตัวให้เข้า
กับสภาพของงาน และป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในขณะฝึกทักษะว่ายนํ้า สามารถกระทําได้โดยการยืด
เหยียดกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในการว่ายน้ํา ตัวอย่างการอบอุ่นร่างกายเพ่ือเตรียมพร้อมก่อน
การฝึกวา่ ยน้ํา เชน่

1. การยืดเหยียดแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ เป็นการยืดกล้ามเน้ือบริเวณแขน ไหล่ และหลัง
ส่วนบน โดยให้ยืนตรงส้นเท้าชิดกัน ยกแขนท้ัง 2 ข้าง เหนือศีรษะ แขนทั้ง 2 ข้าง ชิดหูเหยียดตึง พร้อมหายใจเข้า
ชา้ ๆ ให้เตม็ ปอดปลอ่ ยลมหายใจออกชา้ ๆ ปฏิบัติซํา้ กนั 5-6 ครง้ั

~ 38 ~

 

ภาพที่ 2-1 แสดงท่ายืดเหยยี ดแขนท้งั สองข้างเหนือศีรษะ
ทม่ี า : พลากร นคั ราบณั ฑติ (2560)

2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่ เป็นการบริหารกล้ามเน้ือส่วนหลังของไหล่และแขน
โดยให้อยู่ในท่ายืน กางเท้าเท่ากับหัวไหล่ ยกแขนขวาขนานกับพื้นเอาแขนซ้ายไปสอดด้านหน้า แล้วดันเข้าหา
ตัวเองค้างไวป้ ระมาณ 10-15 วนิ าที แลว้ สลบั ข้าง 5-6 ครัง้

ภาพท่ี 2-2 แสดงท่ายดื เหยยี ดกลา้ มเน้อื แขนและหวั ไหล่
ท่มี า : พลากร นคั ราบณั ฑิต (2560)

~ 39 ~

 

3. การดึงศอก เป็นการบริหารกล้ามเนื้อในส่วนต้นแขนและหัวไหล่ โดยให้อยู่ในท่ายืน กางเท้า
เท่ากับหัวไหล่ ยกแขนท้ังสองข้างข้ึนเหนือศีรษะ พับแขนท่อนบนด้านขวาลง แล้วใช้มือซ้ายดึงข้อศอกขวาไป
ทางซา้ ยค้างไวป้ ระมาณ 10-15 วินาที แล้วสลบั ข้าง ทาํ ซ้ํา 5-6 คร้ัง

ภาพท่ี 2-3 แสดงท่าดงึ ศอก
ทมี่ า : พลากร นัคราบณั ฑิต (2560)
4. การก้มตัวเหยียดบริหารกล้ามเนื้อส่วนกลาง สะโพก ขาด้านหลัง เร่ิมจากท่ายืนกางเท้าเสมอ
หัวไหล่ แล้วค่อย ๆ ก้มลงไปข้างหน้าจนปลายนิ้วสัมผัสพ้ืน ระหว่างการปฏิบัติท่านี้ ให้ค่อย ๆ ทิ้งนํ้าหนักจาก
ลําตวั ลงช้า ๆ จนกว่าปลายน้ิวหรือฝ่ามอื สัมผสั พน้ื ค้างไวป้ ระมาณ 10-15 วนิ าที แลว้ ยืดตัวขน้ึ ปฏิบัตซิ ํา้ กัน 5-6 คร้ัง

ภาพท่ี 2-4 แสดงท่ากม้ ตวั เหยียด
ทมี่ า : พลากร นคั ราบณั ฑิต (2560)

~ 40 ~

 

5. การโน้มตัวเหยียดแขน ทําได้โดยยืนกางเท้าเสมอหัวไหล่ แล้วโน้มลําตัวลงมาพอให้กล้ามเน้ือ
ขาด้านบนเหยยี ดตึง พร้อมกับประสานมือยดื เหยียดแขนไปขา้ งหน้า ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วยืดตวั ขึ้น
ปฏิบัตซิ ้ํากัน 5-6 คร้งั

ภาพที่ 2-5 แสดงท่าโน้มตวั เหยียดแขน
ทมี่ า : พลากร นคั ราบณั ฑิต (2560)
6. การยืดกล้ามเนื้อสะโพก และขาท่อนบน เร่ิมจากท่ายืนตรง แล้วยกขาขวาข้ึนพร้อมกับใช้มือ
ทั้งสองช่วยจับบริเวณหัวเข่าและดึงเข้าหาลําดับ เพ่ือยืดให้กล้ามเนื้อสะโพกและขาท่อนบนตึง ทําค้างไว้
ประมาณ 10-15 วินาที แล้วสลบั ขา้ ง ปฏบิ ตั ซิ ํา้ 5-6 ครง้ั

ภาพที่ 2-6 แสดงทา่ ยืดกลา้ มเนอ้ื สะโพกและขาทอ่ นบน
ที่มา : พลากร นคั ราบัณฑติ (2560)

~ 41 ~

 

7. การยืดต้นขาด้านหน้า เร่ิมด้วยการยืนตัวตรง แล้วยกเท้าขวาพับไปด้านหลังพร้อมกับใช้มือ
ช่วยดึงปลายเท้าเข้าหาตัว พยายามให้ฝ่าเท้าชิดลําตัวและให้ต้นขาด้านหน้าตึง ทําค้างไว้ประมาณ 10-15
วินาที แลว้ สลบั ขา้ ง ปฏบิ ัติซ้ํา 5-6 ครง้ั

ภาพท่ี 2-7 แสดงทา่ ยืดต้นขาดา้ นหนา้
ทม่ี า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)
8. การก้มตัวเหยียดแขนในท่าน่ัง เริ่มจากการนั่งเหยียดปลายเท้าท้ังสองข้าง แล้วก้มหน้าโน้มตัว
ไปข้างหน้า ให้มือจับบริเวณข้อเท้าหรือเท้า ตามความสามารถของแต่ละบุคคล ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที
แลว้ ยดื ตวั ข้ึน ปฏบิ ตั ิซํา้ กนั 5-6 คร้งั

ภาพที่ 2-8 แสดงทา่ กม้ ตวั เหยยี ดแขนในทา่ นงั่
ทีม่ า : พลากร นคั ราบณั ฑติ (2560)

~ 42 ~

 

9. การยืดเหยียดลําตัวด้านข้างในท่าน่ัง ทําได้โดยนั่งแยกขาให้กางจนรู้สึกตึง แล้วยกแขนทั้งสอง
ข้างข้ึนเหนือศีรษะ จากนั้นโน้มลําตัวและแขนไปด้านขวา ให้มือแตะท่ขี ้อเท้าหรอื เทา้ ตามความสามารถของแต่
ละบคุ คล คา้ งไว้ประมาณ 10-15 วินาที แลว้ ยดื ตวั ขึน้ ทาํ สลับขา้ ง ปฏบิ ตั ซิ าํ้ กนั 5-6 ครัง้

ภาพที่ 2-9 แสดงท่ายดื เหยยี ดลาํ ตัวด้านข้างในทา่ นั่ง
ทม่ี า : พลากร นคั ราบณั ฑิต (2560)

การสรา้ งความคุ้นเคยกบั นํ้า

ผู้เริ่มเรียนว่ายน้ําใหม่ ๆ มักมีความกังวล หรือความกลัวที่จะว่ายน้ํา ผู้สอนต้องขจัดทัศนคติท่ไี ม่ดี
ต่อการว่ายน้ํา เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนลดความหวาดกลัว ผู้สอนต้องเข้าใจในตัวผู้เรียนและไม่มองข้ามความสําคัญ
ของทักษะพน้ื ฐานในการว่ายน้ํา

การปรับตัวของผู้เรียนจําเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนลดความกังวล ความตื่นเต้น และความ
กลวั ต่อการว่ายน้าํ ซึง่ ในการปรับตัวโดยการสรา้ งความค้นุ เคยกบั นํา้ อาจเรมิ่ จากลําดับขั้นตอนดังตอ่ ไปนี้

1. ทําให้หน้าและศรี ษะเปยี กนํ้า
2. กม้ หนา้ ในน้ํา
3. เป่าอากาศในนํา้ แบบขึน้ -ลงต่อเนอ่ื ง
4. ลอยตัวในนํ้า หงายหนา้ - ควา่ํ หนา้
5. ดํานํา้
6. ลอยตวั ไปสกู่ ารยนื และยืนไปสู่การลอยตัว (คว่ําและหงาย)
7. ถีบออกลอยตัว
8. กระโดดลงน้ําเอง

~ 43 ~

 

การฝกึ ทกั ษะพ้ืนฐานของการวา่ ยนาํ้

การฝึกทักษะพ้ืนฐานของการว่ายนํ้าเป็นพื้นฐานของการว่ายนํ้าท่าสากลท้ัง 4 ท่า คือ ฟรีสไตล์
กรรเชียง กบ และผีเส้ือ โดยทักษะพื้นฐานของการว่ายน้ําเร่ิมต้ังแต่การลงสระว่ายนํ้า การหายใจ การดํานํ้า
การลอยตัว การเตะเทา้ และการเคลื่อนที่ในนา้ํ ดังตอ่ ไปน้ี

1. การลงสระวา่ ยน้ํา
การลงสระว่ายนํา้ ท่นี ิยมมี 3 วธิ ี ดังนี้
1.1 การลงสระทางบันได ให้ผู้เรียนหนั หลังให้กับสระว่ายนํ้าแล้วถอยหลงั ลง มือสองข้างจบั

ราวบนั ได ใชเ้ ท้าหย่อนลงบนั ไดทลี ะข้ันจนถึงขัน้ ลึกสุด เพ่ือหย่งั ความลึกของสระว่ายนา้ํ

ภาพที่ 2-10 แสดงการลงสระว่ายนํา้ ทางบันได
ที่มา : พลากร นัคราบัณฑิต (2560)

~ 44 ~

 

1.2 การหย่อนตัวลงจากขอบสระ ให้ผู้เรียนน่ังขอบสระ หันหน้าเข้าหาสระว่ายนํ้า เอาเท้า
หย่อนลงนํ้า เอามือท้ังสองข้างมาวางข้างตะโพกด้านหน่ึง จากน้ันบิดลําตัวให้นํ้าหนักอยู่มือทั้งสองข้าง หันหน้า
ออกนอกสระแล้วคอ่ ย ๆ หย่อนตัวลงนํ้าชา้ ๆ

การปฏิบัติท่านี้ ถ้าเป็นเด็กเล็กผู้สอนต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกลช้ ิด คอยแนะนําอยู่ข้าง ๆ
เพอื่ เพม่ิ ความม่นั ใจของผเู้ รียน

ภาพที่ 2-11 แสดงการลงสระวา่ ยนา้ํ โดยการหย่อนตวั ลงจากขอบสระ
ทมี่ า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)

1.3 การกระโดดลงสระว่ายนํ้า เป็นวิธีที่ใช้สําหรับคนท่ีว่ายน้ําเป็นแล้ว เพราะจะรู้ความลึก
ของสระว่ายน้ําเป็นอย่างดี และสามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ วิธีลงสระทาํ ไดโ้ ดย ให้ผู้เรียนยนื ขอบสระว่ายน้ําหัน
หน้าเขา้ หาสระวา่ ยนา้ํ แขนทงั้ สองขา้ งยกเหนอื ศรี ษะ กระโดดไปขา้ งหนา้ โดยเอาเท้าลงก่อนลาํ ตัว

ภาพท่ี 2-12 แสดงการลงสระวา่ ยนาํ้ โดยการกระโดดลงสระว่ายน้ํา
ท่มี า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)

~ 45 ~

 

2. การหายใจ
การหายใจที่ไม่ถูกต้องจะสร้างปัญหาให้กับการว่ายน้ํา เพราะไม่สามารถว่ายน้ําในระยะ

ทางไกล ๆ ได้ ในการฝึกทักษะพ้ืนฐานของการว่ายนํ้าจะต้องฝึกหายใจบนบกก่อน โดยหายใจเข้าทางปาก แล้ว
หายใจออกทางปากและจมูก

ภาพท่ี 2-13 แสดงการฝกึ หายใจบนบกโดยหายใจเขา้ ทางปากและหายใจออกทางปากและจมูก
ทม่ี า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)

การฝึกหายใจในนาํ้ เป็นการหายใจออกในขณะท่ีหน้าอยูใ่ นน้ํา และหายใจเขา้ เมื่อเงยหน้าขึ้นจาก
นํ้าทําได้โดย ให้ผู้เรียนย่อเข่าลงให้ระดับน้ําอยู่ริมฝีปาก แล้วอ้าปากสูดลมหายใจเข้าทางปากให้ลมหายใจเต็ม
ปอดแล้วปิด ปล่อยลมออกทางปากและทางจมูกช้า ๆ วิธีการฝึกทักษะการหายใจในนํ้าสําหรับการว่ายนํ้าขั้น
เรมิ่ ตน้ ทาํ ไดด้ งั นี้

1) เร่มิ ดว้ ยการให้ผเู้ รยี นยนื หนั หน้าเข้าหาขอบสระ
2) ใช้สองมือจับขอบสระ หายใจเข้าทางปาก แล้วย่อขาลงจนศีรษะจมนํ้า เป่าลมออกทางปาก
(หายใจออก) แรง ๆ
3) จากนั้นให้เหยียดขายืนข้ึน พอปากพ้นระดับน้ําให้อ้าปาก หายใจเข้าทางปากอย่างเร็ว
หากมนี ํา้ ไหลเข้าปากให้อมไว้ แลว้ ลงไปพ่นนา้ํ ออกจากปากพร้อม ๆ กับการเปา่ ลมออก ใต้น้าํ
4) การฝึกทักษะและจังหวะหายใจน้ีให้ทําเป็นยก ในการเรียน 1 ครั้งอาจจะทํา 3-5 ยก
ยกละ 5 ครั้ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มจํานวนคร้งั และจาํ นวนยกให้มากขึ้นไปเร่ือย ๆ จนกว่าผู้เรียนจะคุ้นเคยกับทักษะ
และจังหวะการหายใจในการ ว่ายนํ้า (สามารถทําได้ 50 ครั้งต่อเน่ืองโดยไม่รู้สึกอึดอัด) ในการฝึกไม่ควรให้
ผูเ้ รยี นใส่แวน่ วา่ ยนํา้ และห้ามใช้มอื ลบู นา้ํ ออกจากหน้าระหวา่ งการฝึกโดยให้ใชก้ ารสะบดั ศีรษะแทน

~ 46 ~

 

ภาพท่ี 2-14 แสดงการฝกึ หายใจในน้ํา
ทมี่ า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)
3. การดํานา้ํ
การดํานํ้ามีความจําเป็นต่อผู้เรียนว่ายน้ําใหม่ทุกคน เพราะขณะว่ายนํ้าทุกส่วนจะจมอยู่ในนํ้า
ถ้าหากผู้เรียนไม่รู้วิธีการดํานํ้า ก็อาจเกิดการสําลักน้ําได้ การดํานํ้า มีความสัมพันธ์กับการหายใจ จึงต้องมีการ
ฝึกทกั ษะการหายใจใหไ้ ดด้ ีก่อนทจี่ ะเรยี นการดําน้ํา
สิ่งสําคัญอีกประการหน่ึงในการดําน้ําคือ ผู้เรียนต้องมีแว่นตากันน้ํา เพ่ือช่วยป้องกันอันตราย
และป้องกนั การเจบ็ ตาเนอื่ งจากระคายเคอื ง ทั้งยังช่วยให้มองเห็นทศิ ทางในการว่ายนาํ้
วิธีการฝึกดํานํ้า เร่ิมต้นจากขอบสระ ให้ผู้เรียนลดตัวลงตํ่าจนศีรษะจมน้ํา ไม่ปล่อยมือใน
ช่วงแรกให้ทําเป็นจังหวะ โดยกลั้นหายใจ นับ 1-2-3 แล้วโผล่ขึ้นมา เมื่อชํานาญข้ึน ให้กลั้นหายใจในน้ํานานข้ึน
อาจจะนับ 1-2-3-4 หรือ 5-6 เพ่ือให้เกิดความเคยชิน ในทุกคร้ังท่ีเงยหน้าขึ้นให้เป่าลมออกทั้งทางปากและ
จมูก พร้อมกับหายใจเข้าแบบการอ้าปากหาว แล้วก้มหน้าลงน้ําอีก ให้ฝึกปฏิบัติจนเกิดความชํานาญ แล้วจึง
พัฒนาเป็นการดําน้ําแบบเคลือ่ นท่ีตอ่ ไป

4. การลอยตวั
การลอยตัวเป็นทกั ษะทช่ี ่วยในการวา่ ยนาํ้ ได้ดี ผ้เู รยี นต้องเรียนรูก้ ารลอยตวั แบบต่าง ๆ ทัง้ โดยใช้

อุปกรณ์และไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยในการลอยตัว ย่ิงผู้เรียนมีความสามารถลอยตัวในนํ้าได้นานเท่าใด ความสามารถ
ในการว่ายน้ํากจ็ ะมีมากข้นึ เท่าน้นั ทั้งน้ขี ้ึนอย่กู ับความสามารถของแตล่ ะบุคคล

การลอยตวั มี 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่ การลอยตัวแบบนอนควํ่า การลอยตวั แบบนอนหงาย และการ
ลอยตัวแบบลําตัวต้งั ตรง

4.1 การลอยตัวแบบนอนคว่ํา ควรเริ่มฝึกบริเวณนํ้าต้ืนตั้งแต่ระดับเอว-ระดับหน้าอก-
ระดับคาง เมื่อผเู้ รยี นทําได้ดแี ลว้ จงึ เพ่มิ ระดบั ความลกึ วธิ ีการฝกึ การลอยตวั แบบนอนคว่ํา มีลาํ ดับดังนี้

1) ให้ผูเ้ รยี นยืนหนั หนา้ เข้าหาขอบสระ จากน้นั ย่อตัวลง ให้คางปริม่ น้าํ

~ 47 ~

 

2) หายใจเข้าทางปากให้เต็มปอดแล้วก้มหน้าลงให้ใบหน้าจมน้ํา กลั้นหายใจไว้นานๆ
ลําตัวจะงอโค้งเล็กน้อยอย่างสบาย ๆ หากกางแขนและขาออกเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย จะเรียกว่า “ท่า
ปลาดาว” หากงอเข่าชิดอก มอื ทง้ั สองกอดรัดไว้ทีข่ า จะเรยี กวา่ “ทา่ แมงกะพรนุ ”

3) เมื่อหมดแรงกลั้นหายใจและต้องการจะหายใจ ให้เป่าลมหายใจออกทางปากแล้ว
ใชฝ้ ่ามือทง้ั สองผลักน้าํ เงยหน้าข้นึ พอปากพน้ ระดบั นาํ้ ใหห้ ายใจเข้าทางปากอย่างเร็ว แลว้ ก้มหน้าลงใต้นา้ํ การ
ก้มหนา้ ลงหลงั จากหายใจเขา้ แล้ว ต้องค่อย ๆ ทําเพือ่ จะไมใ่ หร้ า่ งกายจมลงไปใต้น้าํ ลกึ เกินไป

ภาพที่ 2-15 แสดงการลอยตัวแบบนอนควํา่ ในท่าปลาดาว
ทมี่ า : พลากร นคั ราบัณฑิต (2560)

ภาพท่ี 2-16 แสดงการลอยตวั แบบนอนควา่ํ ในท่าแมงกะพรนุ
ทีม่ า : พลากร นคั ราบณั ฑิต (2560)

~ 48 ~

 

4.2 การลอยตัวแบบนอนหงาย ทักษะการลอยตัวแบบนอนหงายเป็นทกั ษะที่สาํ คญั ในการ
เอาชวี ิตรอดจากอุบตั ิภยั ทางนํ้า ควรเรมิ่ ฝึกในน้ําประมาณระดบั หน้าอกถึงระดับคาง โดยมวี ธิ กี ารฝกึ ดงั นี้

1) ให้ผู้เรียนยืนหันหน้าเข้าหาขอบสระ ปลายเท้าท้ังสองชิดผนังสระ สองมือจับขอบ
สระ ยอ่ เข่าลง เงยหนา้ ให้ใบหูปร่ิมนาํ้ เหยียดแขนตรง

2) หายใจเข้าเต็มปอด ยืดอก ยกพุง ปล่อยมือออกจากขอบสระ แขนเหยียดตรงแนบ
ข้างลําตัว ขาเหยียดตรง จัดลําตัวให้ตรงเหมือนกับนอนหงายบนที่นอน ลําตัวจะค่อย ๆ ลอยข้ึนมาขนานผิว
นํ้า หลกั สาํ คัญคือ เงยหนา้ มาก ๆ ลําตวั ตรง ยดื อก ยกกน้ เอวไม่งอ

ภาพท่ี 2-17 แสดงการลอยตัวแบบนอนหงาย
ที่มา : พลากร นัคราบณั ฑิต (2560)

4.3 การลอยตัวแบบลําตัวต้ัง เป็นทักษะท่ีจําเป็นและมีประโยชน์มาก เม่ือลอยตัวท่านี้จะ
สามารถมองเห็นสภาพรอบๆ ตัวเราได้ แต่เป็นทักษะท่ีฝึกยาก ต้องใช้เวลานาน ควรเริ่มฝึกบริเวณน้ําระดับ
หนา้ อกถงึ ระดับคาง เมอื่ ผู้เรียนทําได้ดีแลว้ จงึ เพม่ิ ระดบั ความลึก วิธีการฝกึ มดี ังน้ี

1) ให้ผูเ้ รียนย่อตวั ลงในสระ โดยให้คางและใบหูปร่มิ นาํ้
2) ยกเทา้ ขึ้นจากพืน้ สระ แล้วใช้ฝ่าเท้าทง้ั สองขา้ งถีบนาํ้ ลงด้านล่าง สลบั กันเหมอื นถีบ
จักรยาน ข้อศอกทั้งสองข้างงอ แขนท่อนบนแนบเกือบชิดลําตัว แขนท่อนล่างงอตั้งฉากกับลําตัวหรือขนานกับ
ผิวน้ํา ฝา่ มอื ทั้งสองควํา่ ลงและสลับกันพุ้ยนํา้ ลงด้านล่างหรือจะปาดฝา่ มอื เข้าออกโดยทํามมุ เหมือนปีกเครื่องบิน
ปาดให้นํ้าลงดา้ นล่าง การใช้ฝา่ เทา้ และฝ่ามือ ถบี หรือปาดใหน้ ้ําลงด้านลา่ งจะทาํ ใหม้ แี รงยกลําตัวใหล้ อยขึ้น

~ 49 ~

 

ภาพที่ 2-18 แสดงการลอยตวั แบบลําตัวต้ัง
ทีม่ า : พลากร นัคราบณั ฑติ (2560)

4.4 การเตะเท้า
การเตะเท้า เป็นทักษะท่ีช่วยในการพยุงตัวในน้ําและช่วยในการเคล่ือนท่ีขณะว่ายน้ํา

การฝึกทกั ษะการเตะเท้า มี 2 รูปแบบ คอื การเตะเท้าควาํ่ และการเตะเท้าหงาย
4.4.1 การเตะเทา้ ควา่ํ เป็นการเคลือ่ นทไ่ี ปในน้ําทผ่ี วิ น้าํ ตามแนวนอน ขณะทนี่ อนคว่ํา

วิธีการฝึกมดี ังน้ี
1) นอนควํ่าหน้าลงน้ํา กล้ันหายใจไว้ ลําตัวเหยียดตรงขนานกับผิวน้ํา แขนท้ังสอง

เหยียดตรงไปเหนือศีรษะ ทอ่ นแขน แนบใบหู ขาเหยยี ดตรง
2) ใช้กล้ามเน้ือต้นขาและโคนขาบังคับให้ท่อนขาขยับขึ้นลงและเน้นการสะบัดปลาย

เทา้ ให้นํ้าออกไปจากหลงั เท้าเพือ่ ให้มีแรงสง่ ลําตัวใหเ้ คลื่อนที่ไปดา้ นหน้า ขอ้ เขา่ งอได้เลก็ นอ้ ย

ภาพที่ 2-19 แสดงการเตะเท้าคว่ําลาํ ตวั พาดขอบสระ
ท่มี า : พลากร นัคราบัณฑิต (2560)

~ 50 ~

 

ภาพท่ี 2-20 แสดงการเตะเทา้ ควํ่าขณะอยู่ในนาํ้ โดยใชแ้ ผน่ โฟม
ทม่ี า : พลากร นัคราบณั ฑิต (2560)

ภาพท่ี 2-21 แสดงการเตะเทา้ ควํา่ ขณะอยูใ่ นน้ํา
ทีม่ า : พลากร นัคราบณั ฑติ (2560)

+


Click to View FlipBook Version