หน่วยการเรียนรู้ท่ี
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ครูผู้สอน
นางสาวพัชรมณี ขจดั ภยั
ตัวชีว้ ดั ตระหนักถึงความสาคญั ของปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งท่มี ี
ต่อเศรษฐกจิ สังคมของประเทศ (ส 3.1 ม.4-6/2)
ผังสาระการเรียนรู้
การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
ในการดาเนินชวี ิตของตนเอง ในภาคเกษตร อตุ สาหกรรม การค้า
และครอบครัว
และบริการ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
การพฒั นาประเทศทนี่ าปรัชญาของ ปัญหาการพฒั นาประเทศที่ผ่านมา
เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการวางแผน โดยการศกึ ษาวิเคราะห์แผนพฒั นา
พฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมฉบบั ปัจจบุ นั
เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
1. การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ในการดาเนินชีวิตของตนเองและครอบครัว
1.1 ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
คาวา่ “เศรษฐกิจพอเพยี ง” เป็นปรัชญาท่พี ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
มีพระราชดารัส ชีแ้ นะแนวทางการดาเนินชีวติ ของพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดเป็นระยะ
เวลานานกวา่ 30 ปี ตงั้ แตก่ ่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ภายหลงั เมอ่ื ได้ทรง
เน้นยา้ แนวทางการแก้ไขเพอ่ื ให้ประชาชนรอดพ้น และสามารถอย่ไู ด้อย่างมน่ั คงและยงั่ ยืนภายใต้
กระแสโลกาภิวตั น์ จากพระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรภมู ิพลอดลุ ยเดช
ในวนั ท่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ว่า
“…การพฒั นาประเทศจาเป็นตอ้ งทาตามลาดบั ขนั้ ตอ้ งสร้างพืน้ ฐาน คือ ความ
พอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนสว่ นใหญ่เบือ้ งตน้ ก่อน โดยใชว้ ิธีการและอปุ กรณ์ทีป่ ระหยดั
แต่ถูกตอ้ งตามหลกั วิชาการ เมือ่ ไดพ้ ืน้ ฐานจากความมนั่ คงพร้อมสมควร และปฏิบตั ิไดแ้ ลว้
จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขนั้ ทีส่ งู ขึ้นโดยลาดบั ต่อไป…”
ใน พ.ศ. 2540 เกิดปัญหาวกิ ฤตการณ์เศรษฐกิจ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหา-
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชพระราชทานพระราชดารัสเน่ืองในโอกาสวนั เฉลิมพระชนมพรรษา วนั ท่ี 4
ธนั วาคม พ.ศ. 2540 ณ ศาลาดสุ ิดาลยั สวนจิตรลดา เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกครัง้ เพือ่
เป็นแนวทางแก้ปัญหาให้กบั ประเทศ
“…การเป็นเสือนน้ั ไม่สาคญั สาคญั อยู่ทีเ่ รามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมี
พอกินนนั้ หมายความวา่ อมุ้ ชูตนเองไดใ้ หม้ ีพอเพียงกบั ตนเอง อนั นีก้ ็เคยบอกวา่
ความพอเพียงไม่ไดห้ มายความว่า ทกุ ครอบครวั จะตอ้ งผลิตอาหารของตวั จะตอ้ งทอผา้
ใสเ่ อง อย่างนนั้ มนั เกินไป แตว่ า่ ในหมู่บา้ นหรือในอาเภอจะตอ้ งมีความพอเพียงพอสมควร
บางสิ่งบางอย่างทีผ่ ลิตไดม้ ากกว่าความตอ้ งการ ก็ขายได้ แตข่ ายในทีไ่ ม่ห่างไกลเทา่ ไร
ไม่ตอ้ งเสียคา่ ขนสง่ มากนกั …”
คาวา่ “พอเพยี ง” พระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
เน่ืองในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา วนั ที่ 4 ธนั วาคม พ.ศ. 2541 ณ ศาลาดสุ ิดาลยั
สวนจิตรลดา พระราชทานความหมายของคาวา่ “พอเพยี ง” ไว้วา่
“...คาวา่ พอเพียงมคี วามหมายอกี อยา่ งหนงึ่ มีความหมายกว้างออกไปอีก ไมไ่ ด้
หมายถงึ การมีพอสาหรับใช้เองเทา่ นนั้ แตม่ ีความหมายวา่ พอมีพอกิน พอมีพอกินนีก้ ็
แปลวา่ เศรษฐกจิ พอเพยี งนน่ั เอง...”
“…ให้พอเพียงนีห้ มายความวา่ มกี ินมอี ยู่ ไมฟ่ ่ มุ เฟือยไมห่ รูหรากไ็ ด้แตว่ า่ พอ
แม้บางอย่างอาจจะดฟู ่ มุ เฟือยแตก่ ท็ าให้มีความสขุ ถ้าทาได้กส็ มควรจะทา สมควรที่จะ
ปฏิบตั .ิ ..”
“...Self-sufficiency นนั้ หมายความวา่ ผลติ อะไรมีพอทจี่ ะใช้ ไมต่ ้องไปขอยืม
คนอน่ื อยไู่ ด้ด้วยตนเอง...”
1.2 หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
หลกั การตอ่ ไปนีเ้ป็นหลกั การทพ่ี ฒั นาขนึ ้ โดยสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหง่ ชาติ (สศช.) ในฐานะหนว่ ยงานหลกั ในการวางแผนประเทศได้เชิญผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ
จากสาขาตา่ ง ๆ มาร่วมกนั พจิ ารณากลนั่ กรอง พระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชในโอกาสตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกบั เศรษฐกิจพอเพยี ง จากนนั้ ได้นาขนึ ้ ทลู เกล้า ฯ
ขอพระราชทานพระบรมราชานญุ าตนาไปเผยแพร่สง่ เสริมให้ประชาชนทกุ ระดบั ได้มีความเข้าใจ
และสามารถใช้เป็นพนื ้ ฐานในการดาเนินชีวิตงา่ ยขนึ ้ ซง่ึ ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขและ
โปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานญุ าตตามทขี่ อพระกรุณา เมื่อวนั ที่ 29 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2542
หลักการ เง่อื นไข
ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คณุ ลกั ษณะ ดงั นี ้ การตดั สนิ ใจและการดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ให้อยใู่ น
• ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดที ไ่ี มน่ ้อย ระดบั พอเพียงนนั้ ต้องอาศยั ความรู้และคณุ ธรรมเป็น
เกินไป และไมม่ ากเกินไป โดยไมเ่ บียดเบยี นตนเองและ พืน้ ฐาน กลา่ วคอื
ผ้อู น่ื เชน่ การผลติ และการบริโภคที่อยใู่ นระดบั • เง่อื นไขความรู้
พอประมาณ - ความรอบรู้เก่ียวกบั วิชาการตา่ ง ๆ ที่เก่ียวข้อง
• ความมเี หตุผล หมายถงึ การตดั สนิ ใจเก่ียวกบั ระดบั อยา่ งรอบด้าน
ของความพอเพียงนนั้ จะต้องเป็นไปอยา่ งมีเหตผุ ล - ความรอบคอบท่จี ะนาความรู้เหลา่ นนั้ มา
โดยพิจารณาจากเหตปุ ัจจยั ทเี่ กี่ยวข้องตลอดจนคานงึ ถงึ พิจารณาให้เชอ่ื มโยงกนั เพ่ือประกอบการวางแผน
ผลที่คาดว่าจะเกิดขนึ ้ จากการกระทานนั้ ๆ - ความระมดั ระวงั ในขนั้ ปฏิบตั ิ
อยา่ งรอบคอบ • เง่ือนไขคุณธรรม ทจ่ี ะต้องเสริมสร้างคนท่มี ีความรู้
• มีภมู คิ ุ้มกันในตวั ท่ดี ี หมายถงึ การเตรียมตวั ให้ ประกอบคณุ ธรรมด้านตา่ ง ๆ ดงั นี ้
พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านตา่ ง ๆ - มีความตระหนกั ในคณุ ธรรม
ท่ีจะเกิดขนึ ้ โดยคานงึ ถงึ ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ - มีความซอื่ สตั ย์สจุ ริต
ตา่ ง ๆ ทค่ี าดว่าจะเกิดขนึ ้ ในอนาคตทงั้ ใกล้และไกล - มีความอดทน ความเพียร
- ใช้สตปิ ัญญาในการดาเนินชีวิต
ตารางแสดงการอธิบายคานิยามและเงือ่ นไขของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นปรัชญาท่ชี ีแ้ นะแนวทางการดารงอยแู่ ละปฏิบตั ิตนในทาง
ที่ควรจะเป็น โดยมพี นื ้ ฐานมาจากวิถีชีวิตดงั้ เดมิ ของสงั คมไทย สามารถนามาประยกุ ต์ใช้ได้
ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบทม่ี ีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา มงุ่ เน้นการรอดพ้น
จากภยั และวกิ ฤต เพ่ือความมนั่ คงและความยงั่ ยืนของการพฒั นา เศรษฐกิจพอเพียงสามารถ
นามาประยกุ ต์ใช้กบั การปฏิบตั ิตนได้ทกุ ระดบั โดยเน้นการปฏิบตั ติ นบนทางสายกลาง และการ
พฒั นาอยา่ งเป็นขนั้ ตอน
เง่อื นไขดงั กลา่ วถือวา่ สาคญั มาก เพราะหากนกั เรียนขาดเงื่อนไข จะทาให้นกั เรียนเกิด
ความคลาดเคลื่อนในการกระทา เช่น พอประมาณอยา่ งไมม่ ีเงือ่ นไขความรู้ จะทาให้นกั เรียนขาด
การคดิ อยา่ งรอบคอบ ระมดั ระวงั ทาให้ผลทอ่ี อกมาไมเ่ ป็นดงั ท่ีหวงั อาจทาให้นกั เรียนไมม่ ี
ความสขุ หรือหากพอประมาณอย่างไมม่ เี งื่อนไขคณุ ธรรม จะทาให้นกั เรียนเป็นคนตระหน่ี
เหน็ แกต่ วั ซงึ่ นกั เรียนจะเหน็ ได้วา่ เป็นส่ิงไมด่ ี ไมค่ วรคา่ แกก่ ารกระทา ดงั นนั้ เงือ่ นไขดงั กลา่ วจงึ
จาเป็นอยา่ งยิ่งทจี่ ะต้องประกอบกนั เป็นหลกั การ
1.3 เป้าหมายของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียงคานงึ ถงึ “ความสขุ ” ของผ้ปู ฏิบตั ิเป็นสาคญั เป็นความสขุ ทงั้ ทางกาย
และทางใจ เพราะเม่อื เรามคี วามพอดี พอเพยี งในการปฏิบตั ิ ก็จะทาให้มีความรู้สกึ วา่ ไมม่ ีคาวา่
“เกินไป” มาให้ขนุ่ ข้องหมองใจ ความสขุ ก็จะบงั เกิด ดงั นนั้ เปา้ หมายที่เป็นภาพรวมของ
เศรษฐกิจพอเพยี งจงึ เป็นสงั คมท่ี “อย่ดู มี สี ขุ ” หมายถงึ การท่ีคนในสงั คมมีสขุ ภาพกายทีด่ ี
สขุ ภาพจิตท่ีดี มีเศรษฐกิจทพี่ ออย่พู อกิน มีการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเทา่ ที่จาเป็นและตงั้ อย่บู น
รากฐานทางวฒั นธรรมในสงั คมของตนเอง ซงึ่ ทงั้ หมดนีเ้กิดจากการปฏิบตั ิตามหลกั การและ
เง่ือนไขเศรษฐกิจพอเพียง
ความรู้ คุณธรรม
รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ซ่อื สตั ย์สุจริต ขยนั อดทน สติปัญญา แบ่งปัน
นาไปสู่
เศรษฐกจิ /สังคม/ส่งิ แวดล้อม/วฒั นธรรม
สมดุล/พร้อมรับต่อการเปล่ยี นแปลง
แผนภาพสรุปปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1.4 วเิ คราะห์คุณค่า ความสาคญั และประโยชน์ของปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
คุณค่า ความสาคญั และประโยชน์ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ต่อตนเอง ต่อประเทศชาติ
• ทาให้เราคดิ เป็น จงึ คิดทจ่ี ะรู้จกั พอและกระทาจริง • ด้านการเมือง เกิดการเมอื งทีโ่ ปร่งใสมีธรรมาภิบาลปราศจากการฉ้อราษฎร์-
• ทาให้เรามสี ตติ อ่ การกระทาตา่ ง ๆ วา่ มีความพอเพียงหรือทาให้ตนเอง บงั หลวง มีการบริหารงานเพ่ือผลประโยชน์ของประเทศอยา่ งแท้จริง
และผ้อู น่ื เดือดร้อนหรือไม่ เกิดการยอมรับในหลกั เสยี งข้างมาก เคารพในสิทธิเสรีภาพระหวา่ งกนั
• ทาให้เราเป็นคนท่ีรู้จกั แบง่ ปัน เอาใจเขามาใสใ่ จเรา • ด้านเศรษฐกิจ เกิดภาวะ “อยรู่ อด” ทางเศรษฐกิจด้วยพนื ้ ฐานทม่ี น่ั คง แม้สภาวะ
• ทาให้เราเป็นคนมเี หตมุ ผี ลในการกระทา รู้คณุ คา่ และผลท่เี กิดจากการ
เศรษฐกิจโลกจะผนั ผวนเพียงใดก็ตาม เราก็ยงั อยไู่ ด้
กระทาตา่ ง ๆ ของเรา • ด้านสงั คม เกิดการพฒั นาโดยเร่ิมจากคนในสงั คมทีม่ ีความแข็งแกร่งทงั้ ร่างกาย
• ทาให้เรารู้จกั จดั การบริหารทรัพยากรตา่ ง ๆ ที่มีอยา่ งจากดั มาตอบสนอง
จิตใจ ปัญญา อารมณ์ นาไปสกู่ ารพฒั นาชมุ ชนทเี่ ข้มแข็ง เป็น “สงั คมสีขาว” ถงึ
ความต้องการของตนเองได้อยา่ งมีเหตผุ ลและมีคณุ ธรรม สงั คมแหง่ สมานฉันท์ เออื ้ อาทร และมคี ณุ ธรรม
• ทาให้เรารักษาความเป็นตวั ของตวั เอง สง่ิ เร้าภายนอกกระทบตอ่ เรา
• ด้านส่งิ แวดล้อม เกิดการใช้ทรัพยากรท่ีมอี ยอู่ ยา่ งจากดั ให้ค้มุ คา่ และ
น้อยลง เกิดประโยชน์สงู สดุ และรักษาส่งิ แวดล้อม ซง่ึ เป็น “ทรัพยากรสาธารณะ”
• ทาให้เราสามารถยนื อยไู่ ด้ด้วยตวั ของเราเอง รู้จกั พง่ึ ตนเองมากกวา่
ของทกุ คนบนโลกไว้ให้ดี และยงั่ ยืน
พงึ่ พาผ้อู ื่นเพราะมีแตต่ วั เราเทา่ นนั้ ทจ่ี ะอยกู่ บั เราไปตลอด
• ทาให้เราอยใู่ นสงั คมแหง่ ความพอเพยี งนีไ้ ด้อยา่ งมีความสขุ
แผนภาพแสดงคณุ ค่า ความสาคญั และประโยชน์ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1.5 ประเทศไทยกบั เศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียงมงุ่ เน้นให้ผ้ผู ลิตหรือผ้บู ริโภค พยายามเร่ิมต้นผลิตหรือบริโภคภายใต้
ขอบเขต ข้อจากดั ของรายได้ หรือทรัพยากรทมี่ ีอยไู่ ปก่อน ซงึ่ ก็คอื หลกั ในการลดการพงึ่ พา เพมิ่
ขีดความสามารถในการควบคมุ การผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะเสี่ยงจากการไมค่ วบคมุ
ระบบตลาดได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
เศรษฐกิจพอเพยี งมิใช่หมายความถงึ การประหยดั ตระหน่ีจนเกินสมควร หากแตอ่ าจ
ฟ่ มุ เฟือยได้เป็นครัง้ คราวตามอตั ภาพ แตค่ นสว่ นใหญ่ของประเทศมกั ใช้จา่ ยเกินตวั เกินฐานะที่
หามาได้
เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนาไปสเู่ ปา้ หมายของการสร้างความมน่ั คงในทางเศรษฐกิจได้
เช่น โดยพนื ้ ฐานแล้วประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจงึ ควรเน้นที่
เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมนั่ คงทางอาหาร เป็นการสร้างความมน่ั คงให้ระบบเศรษฐกิจใน
ระดบั หนงึ่ จงึ เป็นระบบเศรษฐกิจทช่ี ว่ ยลดความเสี่ยงหรือความไมม่ น่ั คงทางเศรษฐกิจใน
ระยะยาวได้
เศรษฐกิจพอเพยี งสามารถประยกุ ต์ใช้ได้ทกุ ระดบั ทกุ สาขา ทกุ ภาคของเศรษฐกิจ
ไมจ่ าเป็นจะต้องจากดั เฉพาะแตภ่ าคเกษตร หรือภาคชนบท แม้แตภ่ าคการเงิน
ภาคอสงั หาริมทรัพย์ และการค้าการลงทนุ ระหวา่ งประเทศ
โดยมีหลกั การท่คี ล้ายคลงึ กนั คอื เน้นการเลือกปฏิบตั อิ ยา่ งพอประมาณ มีเหตมุ ผี ล และ
สร้างภมู คิ ้มุ กนั ให้แกต่ นเองและสงั คม
1.6 การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในการดาเนินชีวติ
การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกิจพอเพยี งในระดบั บคุ คล คอื ความสามารถในการดารงชีวิต
ได้อยา่ งไมเ่ ดอื ดร้อน มีความเป็นอย่อู ย่างประมาณตนตามฐานะ ตามอตั ภาพ ทีส่ าคญั ไม่
หลงใหลไปตามกระแสของวตั ถนุ ิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไมพ่ นั ธนาการอย่กู บั สิ่งใด
หลกั การพง่ึ ตนเอง อาจจะแยกแยะโดยยดึ หลกั สาคญั อยู่ 5 ประการ คือ
1) ด้านจติ ใจ ทาตนให้เป็นท่พี งึ่ ตนเอง มจี ิตสานกึ ทด่ี ี สร้างสรรค์ให้ตนเองและชาติ
โดยรวมมจี ิตใจเออื ้ อาทร ประนีประนอม เหน็ ประโยชน์สว่ นรวมเป็นที่ตงั้
2) ด้านสังคม แตล่ ะชมุ ชนต้องช่วยเหลือเกือ้ กลู กนั เช่ือมโยงกนั เป็นเครือขา่ ยชมุ ชนท่ี
แข็งแรงเป็นอิสระ
3) ด้านทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม ให้ใช้และจดั การอย่างฉลาด พร้อมทงั้
หาทางเพิ่มมลู คา่ โดยยดึ อยบู่ นหลกั การของความยงั่ ยืน
4) ด้านเทคโนโลยี จากสภาพแวดล้อมที่เปล่ยี นแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีท่เี ข้ามาใหม่
มที งั้ ดแี ละไมด่ ี จงึ ต้องแยกแยะบนพนื ้ ฐานของภมู ปิ ัญญาชาวบ้านและเลอื กใช้เฉพาะที่
สอดคล้องกบั ความต้องการตามสภาพแวดล้อมและควรพฒั นาเทคโนโลยีจากภมู ิปัญญาของ
เราเอง
5) ด้านเศรษฐกจิ แตเ่ ดิมนกั พฒั นามกั มงุ่ ที่การเพิ่มรายได้ และไมม่ ีการมงุ่ ทีก่ ารลด
รายจา่ ยในภาวะทเ่ี ศรษฐกิจวิกฤต จงึ ต้องปรับทิศทางการพฒั นาใหม่ คือ ต้องมงุ่ ลดรายจ่าย
ก่อนเป็นสาคญั โดยยดึ หลกั พออยู่ พอกิน พอใช้
การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกิจพอพียงในการดาเนินชีวติ ในระดบั บคุ คล สามารถแบง่ ได้เป็น
4 ระดบั คอื
1. การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในการดาเนินชีวติ ของตนเอง
เริ่มต้นจากการเสริมสร้างตนเองให้มีการเรียนรู้ วชิ าการ และทกั ษะตา่ ง ๆ ทจ่ี าเป็น
เพ่ือให้สามารถรู้เทา่ ทนั การเปล่ียนแปลงในด้านตา่ ง ๆ พร้อมทงั้ เสริมสร้างคณุ ธรรม จนมคี วาม
เข้าใจและตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของการอย่รู ่วมกนั ของคนในสงั คม และอยรู่ ่วมกบั ระบบนิเวศวิทยา
อยา่ งสมดลุ เพื่อจะได้ละเว้นตอ่ การประพฤตมิ ิชอบ ไมต่ ระหนี่ เป็นผ้ใู ห้เกือ้ กลู แบง่ ปัน มสี ติคิด
พิจารณาอยา่ งรอบคอบก่อนทจ่ี ะตดั สินใจหรือการกระทาใด ๆ จนกระทง่ั เกิดเป็นภมู คิ ้มุ กนั ทดี่ ี
ในการดารงชีวติ โดยสามารถคดิ และกระทาบนพนื ้ ฐานของความมีเหตมุ ผี ล พอเหมาะ
พอประมาณกบั สถานภาพ บทบาทและหน้าทข่ี องแตล่ ะบคุ คลในแตล่ ะสถานการณ์ แล้วเพียร
ปฏิบตั ิเช่นนีจ้ นสามารถทาตนเองให้เป็นทีพ่ งึ่ ของตนเองได้ และเป็นที่พงึ่ ของผ้อู น่ื ได้ในทีส่ ดุ
2. การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพียงในการดาเนินชีวิตระดบั ครอบครัว
สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอย่ใู นลกั ษณะที่พง่ึ พาตนเองได้อย่างมีความสขุ
ทงั้ ทางกายและทางใจ สามารถดาเนินชีวิตได้โดยไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผ้อู ่ืน รวมทงั้ ไมเ่ ป็นหนี ้
หรือมีภาระด้านหนีส้ ินของตนเองและครอบครัว แตส่ ามารถหาปัจจยั 4 มาเลยี ้ งตนเองได้โดยที่
ยงั มีเหลอื เป็นสว่ นออมของครอบครัว
3. การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในการดาเนินชีวติ ระดบั ชุมชน
ชมุ ชนพอเพียงประกอบด้วยบคุ คล/ครอบครัวตา่ ง ๆ ทใี่ ฝ่หาความก้าวหน้าบนพนื ้ ฐานของ
ปรัชญาแหง่ ความพอเพียง คือ มีความรู้และคณุ ธรรมเป็นกรอบในการดาเนินชีวิตจนสามารถ
พงึ่ ตนเองได้ บคุ คลเหลา่ นีม้ ารวมกลมุ่ กนั ทากิจกรรมตา่ ง ๆ ทีส่ อดคล้องเหมาะสมกบั สถานภาพ
ภมู ิสงั คมของแตล่ ะชมุ ชน โดยพยายามใช้ทรัพยากรตา่ ง ๆ ทมี่ ีอยใู่ นชมุ ชนให้เกิดประโยชน์สงู สดุ
ผ่านการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมคดิ ร่วมทาและแลกเปลย่ี นความรู้กบั บคุ คลหลายสถานภาพ ในสิ่งที่
จะสร้างประโยชน์สขุ ของคนสว่ นรวมและความก้าวหน้าของชมุ ชนอยา่ งมีเหตผุ ล โดยอาศยั
สตปิ ัญญา ความสามารถของทกุ ฝ่ายทเ่ี กี่ยวข้องและบนพนื ้ ฐานของความซือ่ สตั ย์สจุ ริต อดกลนั้
ตอ่ การกระทบกระทงั่ ขยนั หมน่ั เพยี ร และมคี วามเออื ้ เฟือ้ เผ่ือแผ่ ชว่ ยเหลือแบง่ ปันกนั ระหวา่ ง
สมาชิกชมุ ชนจนนาไปสคู่ วามสามคั คีของคนในชมุ ชน ซง่ึ เป็นภมู คิ ้มุ กนั ท่ีดขี องชมุ ชน จนนาไปสู่
การพฒั นาของชมุ ชนท่ีสมดลุ และพร้อมรับตอ่ การเปลี่ยนแปลงตา่ ง ๆ จนกระทง่ั สามารถพฒั นา
ไปสเู่ ครือขา่ ยระหวา่ งชมุ ชนตา่ ง ๆ
4. การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพียงในการดาเนินชวี ติ ระดับประเทศ
มีแผนการบริหารจดั การประเทศที่สง่ เสริมให้บคุ คล/ชมุ ชนตา่ ง ๆ มวี ถิ ีปฏิบตั ิ มีความ
ร่วมมอื และการพฒั นาในสาขาตา่ ง ๆ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการ
ดาเนินการตามแผนดงั กลา่ วอยา่ งรอบคอบ เป็นขนั้ ตอน เริ่มจากการวางรากฐานของประเทศให้มี
ความพอเพียง โดยสง่ เสริมให้ประชาชนสว่ นใหญ่สามารถอยอู่ ย่างพอมพี อกิน และพง่ึ ตนเองได้
มคี วามรู้และทกั ษะทจี่ าเป็นในการดารงชีวิตอยา่ งเทา่ ทนั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงตา่ ง ๆ และมีคณุ ธรรม
ซอื่ สตั ย์สจุ ริต ขยนั หมน่ั เพยี ร เออื ้ เฟือ้ แบง่ ปัน และใช้สตปิ ัญญาในการตดั สนิ ใจและดาเนินชีวิต
พร้อมกบั สง่ เสริมการแลกเปล่ยี นเรียนรู้ระหวา่ งกลมุ่ คนตา่ ง ๆ จากหลากหลายภมู ิสงั คม
หลากหลายอาชีพ หลากหลายความคดิ ประสบการณ์ เพอื่ สร้างความเข้าใจและรู้ความเป็นจริง
ระหวา่ งกนั ของคนในประเทศจนนาไปสคู่ วามสามคั คี และจิตสานกึ ทรี่ ่วมแรงร่วมใจกนั พฒั นา
ประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างสอดคล้องสมดลุ กบั สถานภาพของความเป็นจริงของคนใน
ประเทศอย่างเป็นขนั้ เป็นตอน เป็นลาดบั ๆ ตอ่ ไป
2. การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในภาคเกษตร
อุตสาหกรรม การค้าและบริการ
2.1 การประยกุ ต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในภาคเกษตร
1) แนวพระราชดาริของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช
“ทฤษฎีใหม่”
แนวพระราชดาริ “ทฤษฎีใหม”่ เป็นการประยกุ ต์ใช้เศรษฐกิจพอเพยี งกบั
ภาคเกษตรโดยเฉพาะ อย่างเป็นขนั้ เป็นตอน เพ่อื ให้เกษตรกรสามารถพงึ่ ตนเองได้ ลดการพง่ึ พงิ
จากภายนอก ซงึ่ นอกจากจะทาให้เกษตรกรสามารถดารงชีวติ อย่รู อดได้ด้วยอาหารท่ีเพียงพอ
ตอ่ การยงั ชีพแล้ว ยงั มผี ลผลติ เหลือออกไปขายจนสร้างรายได้งอกเงยให้แก่เกษตรกรตลอดปี
ได้อกี ด้วย
ทฤษฎีใหม่ขนั้ ท่ี 1
เป็นการจดั การบริหารทีด่ นิ และนา้ เพอ่ื การเกษตรในพนื ้ ทขี่ นาดเลก็ ให้เกิด
ประโยชน์สงู สดุ ทงั้ นีเ้น่ืองมาจากเกษตรกรมกั ประสบปัญหาในการเพาะปลกู โดยเฉพาะ
เรื่องการขาดแคลนนา้ “นา้ ” จงึ ถือวา่ เป็น “หวั ใจ” ของทฤษฎีใหม่
การบริหารจดั การที่ดินและนา้ นนั้ ให้จดั สรรพืน้ ทอี่ ยอู่ าศยั และท่ีทากินออกเป็น
4 สว่ น ตามอตั ราสว่ น 30 : 30 : 30 : 10 โดยมีโครงการพฒั นาพนื ้ ที่วดั มงคลชยั พฒั นา
อนั เนื่องมาจากพระราชดาริ อาเภอเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวดั สระบรุ ี เป็น “ต้นแบบทฤษฎีใหม”่
เมื่อวนั ท่ี 25 มกราคม พ.ศ. 2536
แผนภาพแสดงอตั ราส่วนการจดั สรรทีท่ ากินตามทฤษฎีใหม่ขน้ั ที่ 1
อตั ราสว่ นดงั กลา่ วไมค่ งที่ เม่อื จะนาไปใช้จะต้องคานงึ และปรับเปลยี่ นให้เหมาะสม
ในแตล่ ะท้องถิ่น
ในการบริหารจดั การทด่ี นิ ดงั กลา่ วนนั้ การพิจารณาเลอื กพนื ้ ทข่ี ดุ สระนา้ สาคญั และจาเป็น
ที่สดุ ทจี่ ะได้พนื ้ ทที่ ่ีดที ่สี ดุ ในการกกั เก็บนา้ โดยในการขดุ สระนา้ ควรพยายามรักษาผิวหน้าดิน
ซง่ึ ยงั คงความอดุ มสมบรู ณ์ไว้ สระนา้ นีจ้ ะช่วยลดความเสีย่ งเร่ืองความแปรปรวนของสภาพ
อากาศ หากฝนไมต่ กตามฤดกู าล และควรมกี ารเลีย้ งปลาประมาณ 5,000 – 10,000 ตวั
เพอื่ เป็นแหลง่ อาหารประเภทโปรตนี และแบง่ ขายจานวนหนง่ึ
ทฤษฎีใหมจ่ ะเป็นระบบทส่ี มบรู ณ์จะต้องมแี หลง่ นา้ ขนาดใหญ่มาเพิ่มเติมสระนา้ ของ
เกษตรกร เพื่อเป็นการลดความเส่ยี งจากฝนแล้ว และเป็นวธิ ีการกระจายนา้ และความอดุ ม
สมบรู ณ์ชมุ่ ชืน้ ไปยงั พนื ้ ทเี่ กษตรได้มากขนึ ้ เชน่ กรณีการทดลองที่วดั มงคลชยั พฒั นา ซง่ึ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช ทรงเสนอวธิ ีการทเ่ี รียกวา่ “อา่ งใหญ่เติม
อา่ งเลก็ อา่ งเลก็ เตมิ สระนา้ ”
เตมิ เตมิ นา้ เพยี งพอ
ตลอดปี
การทดลองท่ี อ่างใหญ่ อ่างเลก็ สระนา้
วดั มงคลชยั พฒั นา
เข่ือนป่ าสักชลสทิ ธ์ิ อ่างห้วยหนิ ขาว สระเกบ็ นา้ ของราษฎร
ท้องถ่นิ ต่าง ๆ
ทฤษฎีใหม่ขนั้ ก้าวหน้า
แบง่ ออกเป็น 2 ขนั้ คอื ขนั้ ท่ี 2 และขนั้ ที่ 3
ทฤษฎใี หม่ขัน้ ท่ี 2 ทฤษฎใี หม่ขัน้ ท่ี 3
ให้เกษตรกรรวมพลงั กนั ในรูปของกลมุ่ หรือสหกรณ์ ให้กลมุ่ เกษตรกรติดตอ่ ประสานงาน เพ่ือจดั หาทนุ หรือแหลง่
• การผลติ ตงั้ แตข่ นั้ เตรียมดิน หาพนั ธ์พุ ืช ป๋ ยุ เงิน เชน่ ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชนร่วมกนั มาชว่ ยลงทนุ
จดั หานา้ เพ่ือเพาะปลกู และพฒั นา ซง่ึ จะได้ประโยชน์ร่วมกนั
• การตลาด ลานตากข้าว ย้งุ ฉาง เครื่องสีข้าว • เกษตรกรสามารถขายข้าว/พืชผลได้ในราคาทเ่ี หมาะสม
จาหน่ายผลผลิต • ธนาคาร/บริษัทเอกชนสามารถซอื ้ ข้าว/พืชผลในราคาที่
• ความเป็ นอยู่ สวสั ดกิ าร การศกึ ษา สงั คม และ ถกู กว่าตลาดทวั่ ไป
ศาสนา ของสมาชกิ ในกลมุ่ หรือสหกรณ์นนั้ • เกษตรกรซอื ้ เครื่องอปุ โภคบริโภคได้ในราคาตา่ เพราะรวมกนั
ซอื ้ เป็นจานวนมาก
2) ตัวอย่างแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียงสาหรับภาคเกษตร
•ความพอประมาณ : ปลกู ข้าวเพ่ือกินเหลือจงึ ขาย กลมุ่ แมบ่ ้านผลติ สินค้า
เพ่อื สร้างรายได้เสริม กลมุ่ ผ้ผู ลติ ป๋ ยุ อินทรีย์ทาใช้เองภายในชมุ ชน เลยี ้ งไหม
•ความมีเหตผุ ล : การจดั งานตา่ ง ๆ เช่น งานเลยี ้ งแตง่ งาน งานบญุ ตา่ ง ๆ
ควรมกี ารทาบญั ชีรายรับ-รายจา่ ย
•ความมีภมู ิค้มุ กนั : ปลกู พชื เสริมหลงั เก็บเก่ียวข้าว เลยี ้ งสตั ว์หลายชนิด
มีกลมุ่ ออมทรัพย์จดั ร้านค้าชมุ ชน มยี ้งุ ฉางข้าวสว่ นรวม กองทนุ สวสั ดิการชมุ ชน
•เงื่อนไขความรู้ : มแี กนนาชมุ ชนผลดั เปลยี่ นไปดงู านและกระจายความรู้
ให้คนในชมุ ชน
•เง่อื นไขคณุ ธรรม : จดั กิจกรรมสาหรับคณุ ธรรมของคนในพนื ้ ท่ี ยดึ มนั่
ในประเพณีที่ดีงาม
2.2 การประยุกต์ใช้เศรษฐกจิ พอเพยี งในภาคธุรกจิ เอกชน
อุตสาหกรรม การค้าและบริการ
1) ตวั อย่างแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียงสาหรับภาคธุรกจิ เอกชน
ความพอประมาณ
• พอประมาณในด้านการผลติ ไมผ่ ลติ สินค้ามากเกินไป ไมผ่ ลิตสนิ ค้าที่ใช้
ทรัพยากรอย่างสนิ ้ เปลือง หาวิธีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สงู สดุ
• พอประมาณในการรับทรัพยากรบคุ คล การบริหารคา่ จ้างและสวสั ดกิ าร
• จดั โครงการ “โรงงานสเี ขียว” (Green Factory) เพือ่ ไมใ่ ห้เกิดปัญหา
สงิ่ แวดล้อมตอ่ ชมุ ชนข้างเคยี ง
ความมเี หตุผล
ทงั้ ในเรื่องของการสรรหาคดั เลอื กบคุ ลากรท่ีมที งั้ “คณุ ภาพและคณุ ธรรม” (Quality and
Fairness) ความมีเหตผุ ลในการบริหารจดั การงาน จดั สวสั ดิการให้เหมาะสมกบั ประโยชน์และความจาเป็น
ของพนกั งานสว่ นใหญ่ มเี หตผุ ลในการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์และคณุ คา่ ตอ่ สงั คม
การมภี ูมคิ ุ้มกนั
มเี งินออมเพ่ือใช้เป็นทนุ หมนุ เวียนหรือเป็นการสะสมทนุ เพอ่ื ไปลงทนุ เพ่มิ เติมหากเหน็ ว่า
เหมาะสมและไมไ่ ด้เป็นภาระมากเกินไป สรรหาหรือคดั เลอื กคนเก่งและคนดีให้เป็นบคุ ลากรท่ีมีคณุ ภาพ
ในงาน สง่ เสริมกาลงั ใจและสวสั ดกิ ารให้แก่พนกั งาน
เงื่อนไขความรู้คู่คุณธรรม
มีการจดั อบรมทงั้ แนวคดิ เทคนิควิธีในการบริหาร การบริการ งานการตลาด ให้แก่พนกั งาน
บคุ ลากรตา่ ง ๆ นอกจากนีอ้ าจยงั มีโครงการอบรมคณุ ธรรมโครงการวิปัสสนากรรมฐาน เพือ่ ให้พนกั งาน
และบคุ ลากรมีการพฒั นาด้านจิตใจและคณุ ธรรม
ความคดิ รวบยอด
สถานการณ์ภายนอก ผลปลายทาง กินดอี ยู่ดี มีความสุขบนความพอเพียง
แทบไม่มีผลกระทบใดๆ หรือ สังคมคุณธรรม สมานฉันท์ เอือ้ อาทร
เข้ามาทาลายสังคมพอเพียง “สังคมอยู่ดีมีสุข” ปราศจากอบายมุข สารเสพตดิ
ท่เี ข้มแขง็ ของเราได้ +
การทาลายทรัพยากร การทาลายวัฒนธรรม
“สังคมสีขาว”
พลังสังคม พลังชุมชนท่เี ข้มแขง็ และเป็ นหน่ึงเดียว
วัฒนธรรมต่างชาติ เศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกจิ ต่างชาติ
ทางสายกลาง
พอประมาณ มีเหตมุ ีผล มีภูมคิ ุ้มกัน
ทกุ การกระทาในการดาเนินชีวิต
ตงั้ อยู่บน
สติ + ปัญญา + คุณธรรม + วัฒนธรรม
สติ = ระลกึ /ตระหนักในการกระทาของตนว่ายืนอยู่บนความพอเพียงหรือไม่
ปัญญา = พอเพยี งบนความรอบรู้และเหตุผล ฉลาดคดิ ฉลาดใช้ ฉลาดทา
คุณธรรม = ความพอเพยี งท่ไี ม่เบียดเบียนตนเองและผู้อ่ืน หรือทรัพยากรธรรมชาติ
วัฒนธรรม = การคงไว้ซ่งึ ตัวตนทางวัฒนธรรมของตน ท้องถ่นิ คุณธรรม หรือประเทศ
3. ปัญหาการพฒั นาประเทศท่ผี ่านมา โดยการศึกษาวเิ คราะห์
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
3.1 ความเป็ นมาของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
หลงั สงครามโลกครัง้ ที่ 2 ประเทศตา่ ง ๆ ในทวปี เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
ซง่ึ มปี ระชากรรวมกนั ประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรโลก ประสบปัญหาความยากจนและความ
ล้าหลงั ทางเศรษฐกิจประกอบกบั เกิดปัญหาความขดั แย้งทางการเมอื งระหว่างค่ายเสรีนิยมกบั
คา่ ยสงั คมนิยม ประเทศตา่ ง ๆ เกิดความตน่ื ตวั ทีจ่ ะพฒั นาเศรษฐกิจ เพือ่ ให้ชีวติ ความเป็นอยู่
ของประชาชนดขี นึ ้ ประเทศไทยจงึ ได้จดั สรรงบประมาณเพอื่ ปรับปรุงการคมนาคมขนสง่
การชลประทาน การศกึ ษา มากย่ิงขนึ ้
ใน พ.ศ. 2493 มกี ารจดั ตงั้ สภาเศรษฐกิจแหง่ ชาติขนึ ้ เพือ่ ทาหน้าท่วี ิเคราะห์วิจยั
เกี่ยวกบั เรื่องเศรษฐกิจ และเป็นทป่ี รึกษาของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาทางการเงินการคลงั และ
ทางเศรษฐกจิ โดยทว่ั ไป พร้อมทงั้ ได้จดั ตงั้ คณะกรรมการดาเนินการทาผงั เศรษฐกิจของประเทศ
ซงึ่ เป็นก้าวแรกท่จี ะนาไปสกู่ ารวางแผนพฒั นาเศรษฐกิจของไทย
ใน พ.ศ. 2500 ธนาคารโลกได้จดั สง่ คณะสารวจเศรษฐกิจเข้ามาชว่ ยศกึ ษาข้อมลู
และศกึ ษาวิจยั เศรษฐกิจของประเทศไทย ตามคาเชิญของรัฐบาลไทย คณะผ้เู ช่ียวชาญร่วมกบั
ทางคณะเจ้าหน้าทฝี่ ่ายไทยได้จดั ทารายงานโครงการพฒั นาของรัฐบาลสาหรับประเทศไทย
(A Public Development Program for Thailand) โดยมีการเสนอข้อมลู วเิ คราะห์ถงึ สภาพ
ปัญหาและแนวทางในการวางแผนพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศไทยซงึ่ มคี วามเห็นว่าควรเน้น
การแข่งขนั เสรี
ใน พ.ศ. 2502 รัฐบาลได้ดาเนินการออกพระราชบญั ญตั ิพฒั นาเศรษฐกิจแหง่ ชาติ
และเปลย่ี นช่ือสภาเศรษฐกิจแหง่ ชาตเิ ป็นสานกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจแหง่ ชาติขนึ ้
เพ่ือทาหน้าท่วี างแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง่ ชาติ และได้มกี ารประกาศใช้แผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหง่ ชาติขนึ ้ ในวนั ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2504 สมยั จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เป็นนายกรัฐมนตรี
3.2 ปัญหาการพฒั นาประเทศในช่วงแผนพฒั นาเศรษฐกจิ
และสังคมแห่งชาติฉบบั ท่ี 1-10
ในปัจจบุ นั ประเทศไทยใช้แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 11
(พ.ศ. 2555-2559) ซง่ึ จดั ทาโดยสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
(สศช.)
1) แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 1
(พ.ศ. 2504-2509)
แผนพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 1 รัฐบาลมงุ่ ปรับปรุงและพฒั นา
ปัจจยั ขนั้ พนื ้ ฐานของประเทศ เชน่ การสร้างถนน เข่ือน ไฟฟ้า การชลประทาน การคมนาคม
นอกจากนี ้ยงั ให้ความสาคญั แก่โครงการประเภทบริการ เชน่ การวจิ ยั ทดลองและสง่ เสริม
การเกษตร การพฒั นาการศกึ ษาในระดบั ตา่ ง ๆ ตลอดจนการให้บริการสาธารณสขุ
แม้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศได้ก้าวรุดหน้าไปด้วยดี ความเจริญทาง
เศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะ 6 ปี สง่ ผลตอ่ การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของระบบ
เศรษฐกิจให้มลี กั ษณะสมดลุ และมกี ารขยายกาลงั การผลติ ให้กว้างขวางมากขนึ ้ แตใ่ นการ
ปฏิบตั งิ านตามโครงการพฒั นาเศรษฐกจิ ขนั้ พนื ้ ฐานตา่ ง ๆ ท่ีรัฐดาเนินการ ปรากฏวา่ มีบาง
โครงการมอี ปุ สรรคและการดาเนินงานลา่ ช้ากวา่ เปา้ หมายท่ีกาหนดไว้ ทงั้ นี ้มีสาเหตมุ าจาก
ปัญหาความขาดแคลนเจ้าหน้าท่ีผ้ชู านาญการทงั้ ด้านวชิ าการและการบริหาร ความลา่ ช้า
ในการเจรจาและเบิกจ่ายเงินก้ตู า่ งประเทศ การทาสญั ญาและการสง่ั อปุ กรณ์ อยา่ งไรก็ตาม
เม่ือพจิ ารณาโดยรวมจะเหน็ ได้วา่ โครงการพฒั นาทีส่ าคญั ได้สาเร็จลลุ ว่ งมาด้วยดี
ขณะเดียวกนั มหี ลายโครงการท่สี ามารถเร่งรัดการปฏิบตั ิงานได้เร็วกวา่ กาหนด
2) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 2
(พ.ศ. 2510-2514)
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 2 ได้วางแผนพฒั นาประเทศ
ให้มีการขยายขอบเขตให้สมบรู ณ์ย่ิงขนึ ้ โดยมีการเพ่ิมสาระท่ีสาคญั จากแผนพฒั นาการ
เศรษฐกิจแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 1 ซง่ึ เน้นการพฒั นาสงั คมให้เจริญก้าวหน้าควบคไู่ ปกบั การพฒั นา
เศรษฐกิจ ความสาคญั ของการพฒั นากาลงั คน ความสาคญั ของภาคเอกชนในการพฒั นา
ด้านอตุ สาหกรรม และการพฒั นาท้องถิ่นและชนบท
ในการใช้แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 2 นี ้ระบบเศรษฐกิจ
ของประเทศไทยขยายตวั อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการผลิตทีส่ าคญั คอื การเกษตรและ
อตุ สาหกรรมเพิม่ ขนึ ้ ในอตั ราสงู นอกจากนนั้ การลงทนุ จากตา่ งประเทศในประเทศไทยได้เพ่มิ
มากขนึ ้ แตใ่ นชว่ งปลายของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 2 เศรษฐกิจ
ของประเทศไทยไมค่ อ่ ยอานวยเป็นครัง้ แรกในระยะ 10 ปี อกี ทงั้ ฐานะด้านสงั คม และการเมอื ง
ของประเทศกอ็ ยใู่ นภาวะท่ีต้องเผชิญกบั ปัญหาอปุ สรรคหลายประการ ซงึ่ เกิดขนึ ้
จากการเปลี่ยนแปลงทงั้ ภายในและภายนอกประเทศในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ
แนวความคดิ เหน็ ด้านสงั คมและภาวการณ์ทางการเมืองของโลกที่สาคญั ซงึ่ สง่
ผลกระทบแกป่ ระเทศไทยโดยตรง ได้แก่ ความต้องการผลติ ผลซงึ่ เป็นสินค้าสง่ ออก
ประเภทหลกั ของประเทศไทย เชน่ ข้าวและยางมแี นวโน้มจะลดลง อกี ทงั้ ราคาของ
ผลิตผลเหลา่ นีใ้ นตลาดโลกตกต่าลงไป นอกจากนนั้ มีปัญหาสบื เนื่องมาจากนโยบาย
การเงนิ ของประเทศใหญ่ ๆ ทงั้ คา่ เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินเยนของญี่ป่นุ และเงนิ มาร์ก
ของเยอรมนั เกิดความผนั ผวน ซง่ึ จะสง่ ผลกระทบถงึ ภาวะเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
สว่ นในด้านสงั คมนนั้ ความคิดเห็นและทศั นคติของเยาวชน
และปัญญาชนก็เปลีย่ นแปลงไปจากทเี่ คยเป็นมาแตเ่ ดิมมาก ทาให้เกิดปัญหาความ
แตกตา่ งระหวา่ งชนตา่ งวยั ขนึ ้ สว่ นในด้านการเมอื งระหวา่ งประเทศนนั้ ก็มวี กิ ฤตเป็น
ระยะ ๆ โดยเฉพาะในประเทศใกล้เคยี ง ทาให้ประเทศไทยต้องระดมสรรพกาลงั
ทรัพยากรเพอ่ื ดาเนินการตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 3 ด้วย
เหตผุ ลดงั กลา่ ว แนวทางพฒั นาสว่ นรวมของแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
ฉบบั นีจ้ งึ ได้เน้นหนกั ในด้านนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพือ่ แก้ไขปัญหาอปุ สรรค
เหลา่ นีค้ วบคไู่ ปกบั การเร่งรัดพฒั นาสาขาทมี่ ีลาดบั ความสาคญั สงู และการปพู นื ้ ฐาน
เพ่ือการพฒั นาในระยะตอ่ ไป
3) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 3
(พ.ศ. 2515-2519)
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 3 เน้นการกาหนดแนวทางของ
แผนพฒั นาสว่ นรวมของประเทศ มีการประสานโครงการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมให้
สอดคล้องและประสานงานมากขนึ ้ ความร่วมมือของราชการสว่ นกลาง สว่ นภมู ิภาค และสว่ น
ท้องถิ่น พิจารณาจดั ทาแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ให้สอดคล้องกบั แผน
เตรียมพร้อมแหง่ ชาติ โดยการประสานแผนกบั สภาความมน่ั คงแหง่ ชาติ และทางการทหาร
ท่ีเก่ียวข้อง มกี ารวางแผนนโยบายการวางแผนครอบครัว และการมงี านทาขนึ ้ เป็นครัง้ แรก
เพ่ือแก้ปัญหาการวา่ งงาน และขยายการวางแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ด้านเอกชนให้กว้างขวาง
ย่ิงขนึ ้ โดยเน้นภาครัฐบาลและภาคเอกชนให้ความร่วมมือกนั ในการพฒั นาประเทศ
การขยายตวั ของการผลิตและรายได้ของประเทศในชว่ งของแผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 3 นนั้ ในสาขาเกษตรได้ต่ากวา่ เปา้ หมาย แตก่ ารผลติ ในสาขา
อตุ สาหกรรมและการสง่ ออกได้สงู ขนึ ้ กวา่ เปา้ หมายเลก็ น้อย ซง่ึ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 3 ได้เปลี่ยนโครงสร้างไปในลกั ษณะทมี่ ี
ความสมั พนั ธ์กบั ระบบเศรษฐกิจระหวา่ งประเทศมากขนึ ้ ดงั จะเหน็ ได้จากภาวะเศรษฐกิจ
ของโลกได้เปลย่ี นแปลงไปอย่างมาก นบั ตงั้ แตค่ วามผนั ผวนของระบบการเงินของโลกตงั้ แต่
พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการท่ีคา่ เงนิ ดอลลาร์สหรัฐลดตา่ ลง อกี ทงั้ การเปลี่ยนแปลง
ของราคานา้ มนั ทไี่ ด้เพ่ิมขนึ ้ ถงึ 4 เทา่ ตวั ในภาวการณ์เหลา่ นีไ้ ด้สง่ ผลให้เกิดภาวะเงนิ เฟอ้ และ
เศรษฐกิจชะงกั ขนึ ้ ทวั่ โลก เกิดผลกระทบตอ่ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย
4) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 4
(พ.ศ. 2520-2524)
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 4 จะเน้นในเรื่องของความ
มน่ั คงปลอดภยั ของประเทศเป็นหลกั มีการปฏิรูป และเปลย่ี นแปลงนโยบายหลายด้านเทา่ ท่ี
จาเป็นตอ่ การเปลีย่ นแปลงขนั้ พนื ้ ฐานของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสงั คม เพอื่ เร่งฟืน้ ฟู
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้มคี วามมน่ั คง ตลอดจนมกี ารยกระดบั ความเป็นอยขู่ อง
ประชาชนให้ดขี นึ ้ โดยมงุ่ ขจดั ความยากจนกบั การแก้ไขความเหลอื่ มลา้ ของการกระจายรายได้
และการสร้างความเป็นธรรมในสงั คม
ในระยะแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 4 ประเทศไทยมีการหา
แหลง่ พลงั งานอนื่ ๆ นอกจากนา้ มนั เชน่ แก๊สธรรมชาติ ลิกไนต์ พลงั นา้ ควบคไู่ ปกบั การปรับ
โครงสร้างในการผลติ ซงึ่ ในระยะเวลา 4 ปีนีไ้ ด้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคานา้ มนั และความ
แปรผนั ของตลาดการเงนิ ระหวา่ งประเทศ ทาให้เกิดภาวะเงนิ เฟอ้ และเศรษฐกิจตกตา่ มีการ
วา่ งงานมากขนึ ้ ในประเทศต่าง ๆ ได้สง่ ผลกระทบรุนแรงและโดยตรงตอ่ เศรษฐกิจของไทย ซง่ึ
ไมไ่ ด้มกี ารปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพการณ์ท่ีเปลีย่ นแปลงได้ทนั เวลา จงึ ทาให้เกิดการใช้จ่าย
เกินตวั ทงั้ ระดบั ระหวา่ งประเทศ รัฐบาล และประชาชน เกิดปัญหาการขาดดลุ การค้าเพมิ่ ขนึ ้
5) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 5
(พ.ศ. 2525-2529)
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 5 จะเน้นการรักษาเสถียรภาพ
ทางเศรษฐกจิ การเงนิ ของประเทศเป็นกรณีพเิ ศษ โดยมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในด้านตา่ ง ๆ
ความสมดลุ ในการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ ตลอดจนแก้ปัญหาความยากจนใน
ชนบท การนาแผนพฒั นาไปปฏิบตั ิเพ่อื ได้ผลตอ่ ประชาชนอย่างแท้จริง และการสง่ เสริมสนบั สนนุ
ให้เอกชนเข้ามามบี ทบาท และให้ความร่วมมอื แก่รัฐบาลมากขนึ ้
ในการใช้แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 5 ด้านบริการพนื ้ ฐาน
รัฐได้ทาการปรับปรุงขยายบริการพนื ้ ฐานของประเทศในอตั ราส่วนท่สี งู ทงั้ ด้านพลงั งาน
ด้านการจดั การสาธารณปู โภคและการพฒั นาพนื ้ ที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวนั ออก นอกจากนี ้
มีการพฒั นาทางด้านสงั คมของประชากร การศกึ ษา การสาธารณปู โภค และความปลอดภยั
ในชีวติ และทรัพย์สินและสวสั ดิการสงั คม การเพมิ่ ขนึ ้ ของแรงงานในประเทศ มีระดบั การศกึ ษา
ขนั้ สงู เพิ่มมากขนึ ้ แตภ่ าวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทาให้การขยายตวั ของเศรษฐกิจโลก การค้า
ระหวา่ งประเทศ การกีดกนั ทางการค้า อตั ราดอกเบยี ้ สงู ราคาสนิ ค้าเกษตรตกตา่ ทาให้การ
ขยายตวั ของการสง่ ออกและผลติ ภณั ฑ์มวลรวมตา่ กวา่ เปา้ หมาย และความเสื่อมโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
6) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 6
(พ.ศ. 2530-2534)
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 6 จดุ มงุ่ หมายจะยกระดบั
การพฒั นาประเทศให้เจริญก้าวหน้าควบคกู่ บั การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสงั คมทส่ี ะสมมา
ตงั้ แตอ่ ดีต ทงั้ นีเ้พ่ือให้ประชาชนมีรายได้ มีคณุ ภาพชีวิตความเป็นอย่แู ละสภาพจิตใจทด่ี ขี นึ ้
โดยคานงึ ถงึ ทงั้ อตั ราและลกั ษณะการขยายตวั ของเศรษฐกิจท่ไี มก่ อ่ ให้เกิดการบน่ั ทอนความ
มน่ั คงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงิน การคลงั ตลอดทงั้ ให้มีการเพิม่ การจ้างงาน และ
การกระจายรายได้ท่ีเหมาะสม นอกจากนนั้ จะต้องคานงึ ถงึ การแก้ปัญหาความเสื่อมโทรม
ของทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ตลอดจนการเสริมสร้างความเป็นธรรมและพฒั นา
คณุ ภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้ทวั่ ถงึ อกี ด้วย
เศรษฐกิจไทยมีการขยายตวั ในระดบั สงู และเปิดกว้างเข้าสรู่ ะบบเศรษฐกิจ
นานาชาติมากขนึ ้ ในช่วงแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 6 โดยเศรษฐกิจ
ของประเทศไทยได้ฟืน้ ตวั และขยายตวั อย่างตอ่ เน่ือง เกิดจากปัจจยั ทสี่ าคญั ผลกั ดนั ให้
เศรษฐกิจไทยขยายตวั ในอตั ราสงู ได้แก่ การขยายตวั ของการสง่ ออก การลงทนุ และการ
ทอ่ งเท่ยี ว ประกอบกบั ภาวะเศรษฐกิจโลกได้เออื ้ อานวยตอ่ การขยายตวั ของเศรษฐกจิ ไทย
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งราคานา้ มนั และอตั ราการแลกเปล่ียนในประเทศอตุ สาหกรรมได้ปรับตวั
สงู ขนึ ้ ตลอด อกี ทงั้ ความได้เปรียบของไทยในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนษุ ย์ และ
อตั ราคา่ จ้างแรงงานท่ไี มส่ งู นกั ทาให้ฐานะการแข่งขนั ของไทยในตลาดโลกอย่ใู นฐานะที่
ได้เปรียบ จงึ ทาให้การลงทนุ และการสง่ ออกเพิ่มมากขนึ ้
แม้วา่ การขยายตวั ของเศรษฐกิจจะมีผลตอ่ เศรษฐกิจสว่ นรวมหลายประการ แต่
การขยายตวั ได้เกิดความไมส่ มดลุ ในการพฒั นาท่สี าคญั ๆ อกี หลายด้าน ซงึ่ เป็นข้อจากดั ของ
การพฒั นาประเทศในระยะยาว คือ
1. ความเหล่อื มลา้ ของรายได้ระหวา่ งกลมุ่ ครัวเรือนระดบั ตา่ ง ๆ ตลอดทงั้ ชนบทกบั
เมืองมมี ากขนึ ้
2. การบริการพนื ้ ฐานทางเศรษฐกิจเกือบทกุ ประเภท ทงั้ ไฟฟา้ นา้ ประปา ระบบการ
สื่อสาร คมนาคม โครงข่ายถนนและทา่ เรือ มไี มเ่ พยี งพอตอ่ ความต้องการของระบบเศรษฐกิจ
ทีข่ ยายตวั อยา่ งรวดเร็ว
3. ชอ่ งวา่ งระหวา่ งการออมในประเทศกบั การลงทนุ มีแนวโน้มสงู ขนึ ้
4. การเปล่ยี นแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ จากเศรษฐกิจการเกษตร
มาสเู่ ศรษฐกิจอตุ สาหกรรม เป็นเหตใุ ห้สงั คมไทยเริ่มเปล่ยี นแปลงจากสงั คมชนบทมาสคู่ วาม
เป็นสงั คมเมืองมากย่ิงขนึ ้ กอ่ ให้เกิดผลกระทบตอ่ สภาพจิตใจ วฒั นธรรม และวิถีชีวิตความ
เป็นอย่โู ดยสว่ นรวม เกิดปัญหาสงั คมเมอื งในด้านตา่ ง ๆ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม
5. ความเส่อื มโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม เศรษฐกิจไทย
เจริญเติบโตในอตั ราสงู ทาให้มกี ารระดมทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะท่ีดนิ ป่าไม้ แหลง่ นา้
ประมง และแร่ อนั เป็นการทาลายทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบกบั การขาดประสทิ ธิภาพใน
การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสาเหตสุ าคญั ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม
ลงอย่างรวดเร็ว
6. ระบบราชการปรับตวั ไม่ทนั และไมส่ นองตอบต่อการเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจ
และสงั คมของประเทศ
7) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 7
(พ.ศ. 2535-2539)
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 7 มงุ่ เน้นการมสี ว่ นร่วมของ
ธรุ กิจเอกชนและองค์กรเอกชนตา่ ง ๆ รวมถงึ การเน้นการพฒั นาท่ีอย่บู นพืน้ ฐานการพงึ่ พา
ตนเองให้มากทส่ี ดุ โดยรักษาอตั ราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิม่ ประสทิ ธิภาพและ
ยกระดบั คณุ ภาพการผลติ การพฒั นาและยกระดบั คณุ ภาพทรัพยากรมนษุ ย์ให้มี
ความสามารถและมีคณุ ภาพชีวิตทด่ี ีขนึ ้ การบรู ณะและบริการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม มีการขยายและกระจายการพฒั นาระบบบริการพนื ้ ฐานทงั้ ด้านปริมาณและ
คณุ ภาพไปสสู่ ว่ นตา่ ง ๆ ของประเทศอยา่ งทว่ั ถงึ วางแนวและมาตรการกระจายรายได้อย่าง
เป็นธรรม ปรับปรุงประสทิ ธิภาพการบริหารราชการ และกฎระเบียบทีเ่ ก่ียวข้องกบั การพฒั นา
ประเทศ และพิจารณาแก้ไขกฎหมายและกฎระเบยี บตา่ ง ๆ ให้เป็นประโยชน์ตอ่ การพฒั นา
ประเทศ รวมทงั้ สร้างความเป็นธรรมและสงบสขุ ของสงั คม ในระยะแผนพฒั นาเศรษฐกจิ
และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 7 นี ้ฐานะการเงนิ การคลงั ของประเทศมีความมนั่ คงและได้รับ
การยอมรับโดยทวั่ ไปจากนานาประเทศ สว่ นการลงทนุ ของภาครัฐในด้านโครงสร้างพืน้ ฐาน
และบริการพนื ้ ฐานทางสงั คมดาเนินการอย่างตอ่ เน่ือง ทาให้คนไทยมีรายได้ ฐานะความ
เป็นอยู่ และคณุ ภาพชีวิตท่ดี ขี นึ ้ มาโดยตลอด แม้วา่ การพฒั นาประเทศจะบรรลเุ ปา้ หมาย
แตก่ ารเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกย็ งั กระจกุ ตวั อย่ใู นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย
มงุ่ เน้นการแขง่ ขนั เพ่อื สร้างความมงั่ คง่ั ในด้านรายได้ ทาให้คนไทยและสงั คมไทยมคี วามเป็น
วตั ถนุ ิยมมากขนึ ้ ทาให้เกิดปัญหาด้านพฤตกิ รรมของคนในสงั คม คอื การย่อหย่อนใน
ศลี ธรรม จริยธรรม ขาดระเบยี บวินยั การเอารัดเอาเปรียบ สง่ ผลให้วถิ ีชีวติ และคา่ นิยมดงั้ เดมิ
ที่ดงี ามของไทยเร่ิมจางหายไปพร้อม ๆ กบั การลม่ สลายของสถาบนั ครอบครัว ชมุ ชน
และวฒั นธรรมของท้องถ่ิน นอกจากนี ้สภาพบีบคนั้ ทางจิตใจของคนในสงั คม เกิดจาก
ความแออดั ของชมุ ชนเมือง และการเร่งรัดพฒั นาเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาที่ผา่ นมา
ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมเสอ่ื มโทรมลง