รายงานฉบบั สมบูรณ์
โครงการพัฒนาบคุ ลิกภาพ (ลดนำ้ หนกั )
ประจำปกี ารศกึ ษา 2564
ของ เกล้ยี งมุณี
นางสาวอทิตยา ไพฑรู ย์
นางสาวนรศิ รา ศภุ ราช
นางสาวธิดากร
สาขาวิชารฐั ประศาสนศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี
รายงานฉบับสมบูรณ์
โครงการพฒั นาบุคลกิ ภาพ (ลดน้ำหนกั )
ประจำปกี ารศกึ ษา 2564
ของ เกลี้ยงมณุ ี
นางสาวอทติ ยา ไพฑูรย์
นางสาวนรศิ รา ศภุ ราช
นางสาวธิดากร
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี
ก
คำนำ
โครงการพฒั นาบุคลกิ ภาพ (ลดน้ำหนัก) จดั ทำขึน้ โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่อื ปอ้ งกันและลดอัตรา
การเกิดภาวะอ้วน ลดความเสี่ยงของภาวะอ้วนและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ สามารถลดน้ำหนักได้ 1-2
กโิ ลกรัม ต่อระยะเวลา 1เดือนโดยดำเนนิ โครงการอย่างเปน็ ระบบ นบั ต้งั แตก่ ารศกึ ษาสภาพปัจจุบัน
ปัญหาและความต้องการ การกำหนดจุดพัฒนา การวางแผน การปฏิบัติงานตามแผน การนิเทศ
ตดิ ตามผล และประเมนิ โครงการ เพือ่ นำผลการประเมินโครงการไปใช้ในการพัฒนางานอย่างต่อเน่ือง
และเป็นระบบ ผลการดำเนินงานช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาเพิ่มความมั่นใจในการดำรงชีวิต โดยจะ
ควบคุมปริมาณอาหาร และเพิม่ การออกกำลงั กาย ดงั นั้นการศกึ ษาคน้ คว้าฉบับนี้จึงมงุ่ ศึกษาแนวทาง
ในการลดนำ้ หนักเพือ่ สุขภาพทด่ี ี มบี คุ ลกิ ภาพและรปู รา่ งท่ดี ขี ึ้น ท้งั น้ีเพ่ือให้เกิดความมั่นใจในการแต่ง
กายและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขโดยการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ส่งผลให้
นักศึกษามคี ุณภาพตามจดุ หมายของหลกั สตู ร
ขอขอบคุณอาจารย์อยับ ซาดัคคาน ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการพัฒนา
บุคลิกภาพ (ลดน้ำหนัก)และประเมินโครงการพัฒนาบุคลิกภาพ (ลดน้ำหนัก) ทำให้การดำเนินงาน
บรรลผุ ลตามเป้าหมายทก่ี ำหนด ซึ่งประประโยชนท์ ่ีได้รบั คอื กลุ่มบุคคลทมี่ นี ำ้ หนักเกนิ มาตรฐาน หรอื
กลุ่มบุคลที่ต้องการมีบุคลิกภาพและรุปร่างที่ดีขึ้นและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับใช้ในการพัฒนาบุคลิกภาพ
ตนเอง ใหม้ คี วามกา้ วหนา้ ต่อไป
อทติ ยา เกลีย้ งมณุ ี
(นางสาวอทิตยา เกล้ียงมณุ ี)
ตำแหนง่ หัวหนา้ โครงการ
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
สารบญั (ตอ่ ) ค
บทคดั ย่อ ง
บทที่ 1 บทนำ
1
ความเป็นมาของโครงการ 1
ขอบเขตดำเนินเดินงานโครงการ 2
นยิ ามศัพท์ 2
ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ ับ 2
กระบวนการการดำเนินโครงการ 4
หลักการและเหตผุ ลของโครงการ 5
วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการ
บทที่ 2 เอกสารและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกีย่ วข้อง 14
หลกั การแนวคดิ ทฤษฎที เี่ กยี่ วกับการดำเนินโครงการ 21
ทฤษฎีพฤตกิ รรมของผู้บรโิ ภค 22
แนวคดิ ทฤษฎีเก่ียวกบั IF หรอื lntermittent Fasting 25
แนวคิดทฤษฎเี กีย่ วกบั การพฒั นาตนเอง 30
หลักการประเมนิ โครงการ 43
หลกั การประเมนิ โครงการแบบ CIPP Model 45
หลักวงจรคุณภาพเดมม่งิ PDCA
บทท่ี 3 วิธกี ารประเมนิ โครงการ 48
รูปแบบการประเมินโครงการ 49
วธิ กี ารการประเมนิ โครงการ 49
ประชากรกล่มุ ตัวอย่าง 49
เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการประเมินโครงการ 50
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 50
การวิเคราะห์ผลการประเมนิ โครงการ
สารบญั (ตอ่ ) ค
เร่อื ง หน้า
บทที่ 4 ผลการประเมินโครงการ
55
ผลการประเมนิ ด้านสภาวะแวดลอ้ ม 58
ผลการประเมินดา้ นปัจจยั 60
ผลการประเมินดา้ นกระบวนการ 62
ผลการประเมนิ ดา้ นผลผลิต
บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 65
วตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินโครงการ 65
ประชากรกลมุ่ ตัวอย่าง 65
รูปแบบการประเมิน 65
เคร่อื งมือทใ่ี ชป้ ระเมนิ โครงการ 65
อภปิ รายผล 66
ข้อเสนอแนะ 67
บรรณนกุ รม 69
ภาคผนวก 70
ภาคผนวกเคร่ืองมือการประเมนิ 79
ภาคผนวกรปู ภาพ
ง
บทคัดยอ่
ช่ือเรอ่ื ง การประเมินโครงการพฒั นาตนเอง (ลดนำ้ หนัก)
ผู้รับผิดชอบ นางสาวอทิตยา เกลยี้ งมณุ ี
นางสาวนริศรา ไพฑรู ย์
นางสาวธดิ ากร ศภุ ราช
ระยะเวลาการประเมินโครงการ
โครงการจะเริ่มตง้ั แตว่ นั ที่ 1 กนั ยายน 2564 ถงึ วนั ที่ 31 ตุลาคม 2564
วัตถปุ ระสงคโ์ ครงการ
1. สามารถลดน้ำหนกั ได้ 1-2 กิโลกรมั ตอ่ ระยะเวลา 1เดือน
2. เพ่อื ปอ้ งกนั และลดอตั ราการเกิดภาวะอ้วน ลดความเสี่ยงของภาวะอ้วนและโรคแทรกซอ้ น
ตา่ งๆ
3. เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องในการควบคุมน้ำหนักด้านการออกกำลังกาย
และการบรโิ ภคอาหาร
4. เพือ่ ให้ทกุ คนในสงั คมมีสุขภาพทีด่ แี ละมีรา่ งกายท่แี ขง็ แรง
วิธดี ำเนนิ โครงการ
การประเมนิ โครงการพัฒนาตนเอง (ลดน้ำหนัก) ดำเนินในระหว่างวนั ที่ 1 กันยายน 2564 ถงึ
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 โดยใช้กลุ่มตัวอยา่ งประกอบด้วย สมาชิกผู้เข้ารว่ มโครงการและบุคคลที่
เหน็ การเปลย่ี นแปลง
เครอื่ งมอื ทใี่ ช้ประเมินโครงการ
เคร่อื งมือที่ใช้ในการประเมนิ โครงการพฒั นาตนเอง (ลดน้ำหนัก) ใชร้ ูปแบบการประเมนิ แบบ
CIPP MODEL ของสตัฟเฟลบีม
ผลการประเมินโครงการ
ผลการประเมนิ โครงการในแตล่ ะดา้ นดังน้ี
1.1 ดา้ นสภาวะแวดลอ้ ม
1.2 ดา้ นปจั จยั
1.3 ด้านกระบวนการ
1.4 ด้านผลผลิต
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั ของโครงการ
เนื่องจากในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน อาจเกิดจากหลายสาเหตุ
ด้วยกัน เช่น พันธุกรรม สภาพสังคมและวัฒนธรรม และสาเหตุที่สำคัญคือการบริโภคอาหารได้รับ
อิทธิพลจาก สื่อโฆษณาต่าง ๆ การขาดวินัยในการรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่รู้จักเลือกซื้อ
อาหารที่มีประโยชน์ ขาดวินัยในการใช้เวลา ไม่รู้คุณค่าของเงินและพฤติกรรมสุขภาพที่ไมเ่ หมาะสม
ทงั้ การบริโภคอาหารไขมนั สูง พฤติกรรมน่ัง ๆ นอน ๆ ขาดการออกกำลงั กาย ซง่ึ กอ่ ให้เกดิ โรคเรื้อรัง
ที่พบบ่อย คนเหล่านี้จึงมีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มขึ้น ตามลำดับ อาจส่งผลถึงภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่ม
สูงข้ึน ได้แก่ โรคเบาหวาน หอบ และความดนั โลหติ สูง ท้ังท่คี วรจะเป็นโรคในวัยผู้ใหญ่ แต่ในปัจจุบัน
ในวัยเด็กหรือวัยรุ่นก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และ
ความดนั โลหติ สูง เปน็ ต้น ดงั น้นั การป้องกันความรนุ แรงและภาวะแทรกซอ้ นที่เกิดจากโรคอว้ น โดย
การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น จึงทำให้ข้าพเจ้าสนใจที่จะทำโครงงาน
พฒั นาตนเอง (ลดนำ้ หนัก) การลดน้ำหนักอยา่ งถกู วธิ ีเพื่อเผยแพร่ความรู้ใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อผู้ท่ีสนใจ
ศึกษาต่อไป (อ้างอิง : https://sites.google.com/site/kanyingytytytyyp/thima-laea-khwam-
sakhay-khxng-khorng-ngan)
โรคอ้วนจัดเปน็ ปญั หาหลักทางสาธารณสุขทพี่ บมากข้ึน โดยเฉพาะในประเทศไทยพบว่าคนท่ี
อยู่ในเมืองที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน อีกทั้งยังมีปัญหาของโรคอื่นๆ
ตามมา มีคนจำนวนมากท่ีเข้าใจผดิ วา่ การมไี ขมนั สว่ นเกนิ เพียงเล็กน้อยท่ีหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ก็
ถือว่า "อ้วน" ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งเน่ืองจากคำว่า "อ้วน" ในความหมายของคนทั่วไป
กบั ความหมายทางวิชาการมีความแตกต่างกนั เราควรทีจ่ ะมีความรู้ความเข้าใจท่ถี กู ต้องเพื่อจะได้ไม่
เกดิ ปัญหาหรอื มคี วามคิดวิตกกงั วลวา่ ตนเอง "อว้ น" (อ้างองิ : https://sites.google.com/)
ขอบเขตของโครงการ
ในการศึกษาครงั้ นม้ี ุ่งเนน้ ศึกษาเกี่ยวกับการลดนำ้ หนกั วธิ ีการออกกำลงั กายวธิ ีการกินอาหาร
เป็นเวลาและการมีระเบียบวินัยให้กับตัวเอง โดยทำการเก็บเรียบเรียงขอ้ มูลให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้
ศึกษาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเมื่อสิ้นสุดการทำโครงการนี้สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการจะ
เข้าใจวิธีการลดน้ำหนักในแบบที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ รวมถึงได้ลดสดั ส่วนและทำให้มีรูปร่างท่ดี ี
ข้ึน
ระยะเวลาการประเมินโครงการ
โครงการจะเริม่ ต้งั แตว่ นั ที่ 1 กันยายน 2564 ถงึ วนั ที่ 31 ตลุ าคม 2564
2
นยิ ามศัพท์
อ้วน หมายถึง มีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่อ้วนกำลังดี อ้วนพองามหรือกำลัง
สวย คำว่า อ้วน ตามความหมายของพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถานหมายถึง มเี น้อื และไขมนั มาก
โต อวบ ซึง่ เปน็ ความหมาย ทีไ่ ม่นา่ ปรารถนาของคนทว่ั ๆไป
ตั้งใจลด หมายถึง การตั้งใจลดน้ำหนักอาจเพื่อปรับปรุงความฟิตร่างกายหรือสุขภาพ หรือ
เพื่อเปลี่ยนรูปร่าง สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักอาจลดความเสี่ยงทาง
สุขภาพเพิ่มความฟิตร่างกาย และชะลอการเกิดโรคเบาหวาน สำหรับผู้มีข้อเข่าเสื่อม อาจลดความ
เจ็บปวดและทำให้คล่องแคล่วขึ้น การลดน้ำหนักอาจลดความดันโลหิตสูง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าลด
อันตรายเหตุความดันสูงหรือไม่ นำ้ หนกั สามารถลดเมื่อมพี ฤตกิ รรมหรือวิถชี วี ิตที่บริโภคพลังงานน้อย
กว่าทีใ่ ช้แต่วัน คือ นำ้ หนักจะลดก็ตอ่ เมื่อใชพ้ ลังงานเพื่อทำงานหรือเพ่ือเมแทบอลิซึมย่ิงกว่าที่ได้จาก
อาหารและสารอาหารอ่นื ๆ ซึ่งทำใหเ้ ผาพลังงานท่ีเก็บสำรองไวไ้ มว่ า่ จะจากไขมนั หรือกลา้ มเน้ือ แล้ว
ทำใหน้ ้ำหนักคอ่ ย ๆ ลด
การลดน้ำหนักอย่างถาวร หมายถึง เพื่อให้น้ำหนักลดอย่างถาวร การเปลี่ยนอาหารและ
พฤติกรรมกต็ ้องถาวรด้วย การไดเอต็ ในระยะส้นั ๆ ไม่ปรากฏวา่ ลดนำ้ หนักไดห้ รือทำให้สุขภาพดีขึ้น
ในระยะยาว และอาจมโี ทษดว้ ย
ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั
1. สมาชกิ ที่ได้เข้าร่วมโครงการน้ี สามารถบรรลตุ ามเป้าหมายทีว่ างไว้
2. เมื่อสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการผ่านการควบคุมนำ้ หนักได้ใน 2 เดือนนี้ สมาชิกทุกคนจะมี
วนิ ัยในตนเองและมวี ินัยในการกนิ อาหารและการออกกำลงั กายมากยง่ิ ข้ึน
3. สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆที่อาจจะ
ตามมาหากเกิดภาวะโรคอ้วน เชน่ โรคเบาหวาน โรคไขมันอดุ ตนั
กระบวนการการดำเนนิ โครงการ
รายงานผลการจัดทำโครงการ “พัฒนาตนเอง (ลดนำ้ หนัก) ” ไดม้ กี ารนําหลักการคุณภาพ
ของ เดมมิ่ง “PDCA” มาใช้ในการดำเนนิ การ 4 ขั้นตอนดังนี้
1. ขัน้ ตอนการรว่ มกนั วางแผน (Plan)
2. ข้นั ตอนการรว่ มกนั ปฏบิ ัติ (Do)
3. ข้ันตอนการรว่ มกันประเมิน (Check)
4. ขัน้ ตอนการร่วมปรับปรงุ (Act)
1. ขั้นตอนการรว่ มกนั วางแผน (Plan)
ขนั้ ตอนนเี้ ป็นการวางแผนในการดำเนนิ โครงการ โดยมีขนั้ ตอนดงั นี้
1.1 สมาชิกในกลมุ่ รว่ มกนั ประชุมปรึกษากนั ในการเสนอชื่อโครงการ พร้อมท้งั ร่วมกนั ศกึ ษา
3
ขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วข้องกบั ช่อื โครงการ และศึกษาถึงปจั จัยตา่ ง ๆ
1.2 สมาชิกในกลุม่ ได้จัดทำโครงผมสวยดว้ ยแชมพูมะกรูด พรอ้ มท้งั วางแผนและแนวทาง
ขัน้ ตอนในการดำเนินโครงการ พร้อมทัง้ จดั เตรยี มงบประมาณในการดำเนินโครงการ
1.3 สมาชกิ ในกลมุ่ ได้มีการประสานงานไปยงั สถานทใี่ นการจดั ทำโครงการ พร้อมท้ัง
ประสานงานไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
1.4 สมาชกิ ในกลุม่ จดั เตรียมจดั หาวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมอื เครอื่ งใช้ตา่ ง ๆ ในการดำเนิน
โครงการ
2.ข้ันตอนการร่วมกนั ปฏิบัติ (Do)
ข้นั ตอนนี้เปน็ การลงมอื ปฏิบตั ิดำเนินโครงการ โดยมขี ้นั ตอนดังน้ี
2.1 สมาชิกในกลุ่มได้ทำการเสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรกึ ษา เพื่อขออนุมัติในการดำเนิน
โครงการ
2.2 โครงการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ (ลดนำ้ หนกั ) ในช่วงเวลาตามปฏิทนิ ท่ที างโครงการได้ กำหนด
ไว้
โดยสมาชกิ ในกลมุ่ ไดล้ งมอื ปฏบิ ตั โิ ครงการ โดยมกี ารปฏบิ ตั ิดงั นี้
• ศกึ ษาหาข้อมลู ตารางอาหาร การออกกำลงั การ วธิ ีลดนำ้ หนัก
• สมาชิกในกลุ่มร่วมกนั หาข้อมลู การออกกำลงั กายเครอ่ื งมอื หรอื อุปกรณ์ออกกำลัง
กาย
• สมาชิกในกลุ่มได้ลงมือปฏบิ ตั ิตามวันและเวลาทก่ี ำหนดไว้
3.ขนั้ ตอนการรว่ มกันประเมนิ (Check)
โครงการพัฒนาบุคลิกภาพ (ลดน้ำหนัก) ได้จัดทำแบบประเมินในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นแบบ
ประเมิน เชิงคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลที่คาดว่าจะได้รับจาก
โครงการ เพอื่ ประเมินโครงการและวดั ผลของการดำเนนิ โครงการ
4.ขน้ั ตอนการร่วมกันปรบั ปรุง (Act)
สมาชิกในกลุ่มได้ทำการติดตาม ประเมินผลโครงการ แล้วรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่จัดทำ
โครงการ รวมไปจนถึงความสำเร็จปัญหาและอุปสรรค ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการดำเนินโครงการ
คร้ังนีม้ าสรปุ ผล เพื่อนาํ ไปปรับปรุงและพัฒนาในการดำเนนิ โครงการในคร้งั ถัดไป
จากที่ได้นาํ หลักการคณุ ภาพของวงจรคุณภาพเดมมิง่ “PDCA” มาใช้ในการดำเนินโครงการ
สามารถแจกแจงเป็นตารางได้ดังน้ี
4
ขั้นตอน/วิธีการดำเนนิ งาน (ตามกระบวนการ PDCA)
ขั้นตอน รายละเอียดกิจกรรม
P = Plan ระยะท่ี 1 (ตน้ ทาง) (27 สิงหาคม 2564 – 31 สิงหาคม 2654)
การวางแผน - สมาชิกในกลุม่ คิดโครงการประชุมวางแผนข้นั ตอนการดำเนนิ โครงการ
- สมาชกิ ในกลุ่มศกึ ษาปัจจยั สภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ และขอ้ มลู เกี่ยวกับโครงการ
- สมาชิกในกลุ่มได้เสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขออนุมัติโครงการและเพอ่ื
ดำเนนิ โครงการในขั้นตอนตอ่ ไป
D = D ระยะท่ี 2 (กลางทาง) (1 กนั ยายน 2564 – 30 ตุลาคม 2564)
การปฏบิ ตั ิ - นำแผนมาปฏบิ ัติโดยศึกษาขอ้ มลู ในการลดนำ้ หนกั เพอ่ื ใช้การปฏิบตั ิการลดน้ำหนักและ
จดั เตรยี มวัสดอุ ปุ กรณ์ในการลดน้ำหนัก เชน่ ฮูลาฮุป เชอื กกระโดด
- เร่มิ ลดน้ำหนกั ตามแผนตารางอาหารและตารางเวลาออกกำลังกาย
- ทำแบบบันทกึ น้ำหนกั ของสมาชกิ ที่เขา้ ร่วมโครงการในระยะเวลา 2 เดอื น
C = Check ระยะท่ี 3 (กลางทาง) (28 ตลุ าคม 2564 – 29 ตุลาคม)
การตรวจสอบ - จัดทำแบบประเมินผลในแต่ละด้านเป็นคำถามเชิงคุณภาพโดยใช้ CIPP Model
ของสตัฟเฟลบีมในการประเมินในส่วนต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย
และผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับจากโครงการนี้
A = Action ระยะที่ 4 (ปลายทาง) (29 ตุลาคม 2564)
การปรับปรุงและ - ตดิ ตามผลการดำเนนิ โครงการ
พัฒนา - นำปญั หาและอุปสรรคท่ไี ด้จากการดำเนนิ โครงการมาวเิ คราะห์แกไ้ ขเพื่อยกระดับการ
ดำเนินโครงการในครงั้ ตอ่ ไปให้มปี ระสิทธภิ าพมากยิ่งขนึ้
ตารางที่ 1.1 ขน้ั ตอน/วิธกี ารดำเนนิ งาน (ตามกระบวนการ PDCA)
หลักการและเหตุผลของโครงการ
ปัจจุบันประชากรที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานของประเทศไทยมีจำนวนมาก ส่งผลให้บุคคล
เหลา่ นัน้ ประสบปญั หาในการดำรงชวี ิตท้งั ด้านสุขภาพและจิตใจ โดยจะทำใหเ้ กดิ โรคตา่ งๆง่ายกว่าคน
ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน และเคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบาก ด้าน
จิตใจก็จะทำให้ไม่มีความมน่ั ใจในตนเอง เพราะถกู คนอ่ืนล้อเลียนเร่ืองสดั ส่วน ทำใหด้ ำเนินชีวิตเป็นไป
อย่างไม่มีความสุขและมกั จะมีอุปสรรคในเรือ่ งเสื้อผ้าและการแต่งกายอยู่เสมอความสำคญั ในการลด
น้ำหนัก ก็คือจะทำให้ผูท้ ี่มีน้ำหนกั เกินมาตรฐาน โดยจะทำให้มีสุขภาพร่างกายและจิตใจท่ีดีข้ึน โดย
ส่งเสริมให้มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสขุ ช่วยลดความเสีย่ งในการเกิด
5
โรคต่างๆที่มากับความอ้วน ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างคนปกติทัว่ ไป แนวทางในการแก้ปัญหาคือการ
จัดทำโครงการเพื่อลดนำ้ หนกั ของบุคคลทม่ี ีน้ำหนักเกินมาตรฐาน โดยจัดทำตารางสำหรับลดน้ำหนัก
ควบคุมปรมิ าณอาหารท่ีรับประทานในชวี ิตประจำวัน ลดอาหารท่มี คี วามเสยี่ ง เชน่ อาหารฟาสต์ฟู้ดส์
อาหารที่มีน้ำมัน และต้องเพิ่มการออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การกระโดดเชือก และการเคล่ือนไหว
รา่ งกายใหม้ ากขึน้ (อา้ งองิ : https://wbscport.dusit.ac.th)
จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นในการทำโครงงานนี้คือลดน้ำหนักผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและเพิ่มความมั่นใจในการดำรงชีวิต โดยจะควบคุมปริมาณ
อาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาแนวทางในการลด
น้ำหนักเพอื่ สุขภาพทดี่ ี มีบุคลกิ ภาพและรูปร่างท่ีดีขน้ึ ท้ังนีเ้ พอ่ื ให้เกดิ ความมัน่ ใจในการแต่งกายและ
ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขโดยการออกกำลังกายและควบคุมอาหารเป็นต้น (อ้างอิง :
https://wbscport.dusit.ac.th)
วตั ถุประสงค์ของโครงการ
1. สามารถลดนำ้ หนักได้ 1-2 กโิ ลกรมั ตอ่ ระยะเวลา 2 เดือน
2. เพือ่ ปอ้ งกันและลดอตั ราการเกดิ ภาวะอ้วน ลดความเสย่ี งของภาวะอ้วนและโรคแทรกซอ้ น
ตา่ งๆ
3. เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องในการควบคุมน้ำหนักด้านการออกกำลังกาย
และการบริโภคอาหาร
4. เพ่ือใหท้ กุ คนในสงั คมมีสขุ ภาพท่ีดแี ละมีรา่ งกายทแ่ี ขง็ แรง
เป้าหมายของโครงการ
1. สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการมีน้ำหนักตัวลดลง 1 – 2 กิโลกรัม ต่อระยะเวลา 1 เดือน มี
บุคลกิ ภาพทด่ี ี มีรปู ร่างทีส่ มสว่ น มคี วามม่ันใจและมีสุขภาพจติ ท่ดี ี
2. มีนสิ ัยรักการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รจู้ ักเลอื กรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อ
ร่างกาย มีศักยภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคอ้วนอันเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ อีก
มากมาย และ เป็นการพัฒนาพฤตกิ รรมอย่างยงั่ ยืน
3. ได้ทราบวิธีการปอ้ งกนั การเกดิ โรคความอว้ น เพื่อนำไปส่กู ารปฏบิ ัติตนทถี่ ูกตอ้ งต่อไป
งบประมาณ
ไมม่ ีงบประมาณในการจัดทำโครงการ
ปจั จัยในการดำเนินโครงการ
วสั ดุอุปกรณ์
- อปุ กรณก์ ฬี า เชน่ เชอื กกระโดด ฮลู ่าฮูป
เครอื่ งมอื เครอื่ งใช้ เครอื่ งอำนวยความสะดวก
6
- ลู่วิงไฟฟ้า
- เครอ่ื งช่ังนำ้ หนกั
- จักรยาน
บุคคลทร่ี ่วมดำเนนิ โครงการ
- นางสาวอทิตยา เกลี้ยงมุณี
- นางสาวนรศิ รา ไพฑรู ย์
- นางสาวธดิ ากร ศภุ ราช
เอกสาร แหล่งเรยี นรู้ สถานประกอบการ
- ศกึ ษาคน้ คว้าจากอนิ เตอร์เนต็
อาคารสถานท่ี
- บา้ นของสมาชกิ ผเู้ ข้ารว่ มโครงการ
กิจกรรมในการดำเนนิ งานโครงการ
กิจกรรมพฒั นาตนเอง (ลดนำ้ หนัก)
รายละเอยี ดกจิ กรรมการดำเนินโครงการ
1. กิจกรรมพัฒนาตนเอง (ลดนำ้ หนัก)
1.1 วัตถุประสงค์
1.1.1 สามารถลดน้ำหนักได้ 1-2 กิโลกรมั ตอ่ ระยะเวลา 1เดือน
1.1.2 เพ่อื ป้องกันและลดอตั ราการเกิดภาวะอ้วน ลดความเส่ียงของภาวะอว้ น
และโรคแทรกซ้อนตา่ งๆ
1.1.3 เพือ่ ปรับเปล่ยี นพฤติกรรมสขุ ภาพทีถ่ ูกตอ้ งในการควบคมุ น้ำหนักด้านการ
ออกกำลงั กายและการบริโภคอาหาร
1.1.4 เพอ่ื ใหท้ กุ คนในสงั คมมีสุขภาพท่ีดแี ละมรี า่ งกายท่ีแขง็ แรง
1.2 การดำเนินโครงการ
1.2.1 สรา้ งตารางเมนูอาหาร (ทานอาหารให้ตรงเวลาและงดอาหารเวลาทคี่ วรงด
1.2.2 สร้างตารางการออกกำลงั กาย
1.2.3 การเลอื กทำ if 8-16 คือการกินอาหาร 8 ชม. และงดอาหาร 16 ชม.(ทาน
ไดแ้ คน่ ้ำเปล่าหรอื กาแฟดำไมใ่ ส่นำ้ ตาล)
1.2.4 มีวนิ ยั ในตวั เองและทำทุกอย่างอย่างสมำ่ เสมอ
1.3 เครอ่ื งมอื ในการประเมินผล
1.3.1 เคร่ืองชัง่ นำ้ หนกั
1.3.2 สายวัด
7
1.3.3 แบบบนั ทึกนำ้ หนกั
1.4 ผลที่คาดวา่ จะได้รบั
1.4.1 สมาชกิ ผู้เข้าร่วมโครงการมนี ำ้ หนักตัวลดลง 1 – 2 กิโลกรัม ตอ่ ระยะเวลา
1 เดอื น มบี ุคลิกภาพทด่ี ี มีรูปรา่ งทส่ี มสว่ น มีความมน่ั ใจและมีสขุ ภาพจิตที่
ดี
1.4.2 มีนิสยั รกั การออกกำลังกายอย่างสมำ่ เสมอ รจู้ กั เลือกรับประทานอาหาร ที่
มีประโยชนต์ ่อรา่ งกาย มีศักยภาพร่างกายที่สมบรู ณ์ แข็งแรง ปราศจากโรค
อ้วนอนั เป็นสาเหตุของโรคตา่ งๆ อกี มากมาย และ เปน็ การพัฒนา
พฤตกิ รรมอย่างยงั่ ยนื
ตารางอาหาร
8
9
หมายเหตุ : เมนูอาหารสามารถสลับวนั กันได้ทานตดิ ตอ่ กันเปน็ ระยะเวลา 2 เดือน งดอาหาร
จบุ จบิ อาหารมัน อาหารหวาน และเครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล์
รายการออกกำลงั กาย ตารางออกกำลังกาย ระยะเวลาทอ่ี อกกำลงั กาย
เดิน , วงิ่ , ว่งิ เรว็ เวลาทอี่ อกกำลังกาย 30 – 45 นาที
ป่ันจกั รยาน 30 – 45 นาที
กระโดดเชือก 17.00 นาฬกิ า 30 – 45 นาที
หมุนฮูลา่ ฮปู 17.00 นาฬิกา 30 – 45 นาที
เต้นแอโรบิด 17.00 นาฬิกา 30 – 45 นาที
คาร์ดโิ อ 17.00 นาฬิกา 30 – 45 นาที
17.00 นาฬิกา
17.00 นาฬกิ า
หมายเหตุ : ควรดม่ื นำ้ เยอะ ๆ ระหว่างวนั และควรทานอาหารก่อนออกกำลงั กายประมาณ
90นาที หรอื 2 ช่ัวโมง ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 – 5 วัน
Leangains: 16/8 อดอาหาร 16 ช่ัวโมง กินอาหาร 8 ชัว่ โมง
Leangains ถือเปน็ การทำ IF ท่ีเปน็ ท่นี ิยมมากท่ีสุด คอื อดอาหารเปน็ เวลาท้งั หมด 16
ช่วั โมง แล้ว กนิ อาหารใหจ้ บภายใน 8 ช่วั โมง ซึ่งในบางคร้ังเราสามารถเพม่ิ เวลาการทำ IF ไดอ้ ีกเป็น
10
18/6, 19/5, 20/4 โดยการทำ IF แบบ Leangains น้ีเราควรกินอาหารท่มี แี คลอรเี่ ทา่ ทร่ี ่างกาย
ต้องการกพ็ อ
ระยะเวลาดำเนนิ งานตามโครงการ
ระหว่างวนั ที่ 1 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564 ถึงวนั ท่ี 31 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2564
โดยมปี ฏิทินปฏิบตั งิ านตามโครงการดังน้ี
ระยะเวลา กจิ กรรม ผ้รู บั ผดิ ชอบ
1 กนั ยายน 2564 – 10 กันยายน - กินอาหารมอ้ื แรกเวลา 8 .00 น. - นางสาวธดิ ากร ศภุ ราช
2564
- กนิ อาหารตามตารางอาหารได้จนถงึ - นางสาวนรศิ รา ไพฑรู ย์
เวลา 16.00 น.(หลังจากเวลาน้ีงดอาหาร - นางสาวอทติ ยา เกลย้ี งมุณี
กนิ ได้แค่น้ำเปล่า จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น. ออกกำลังกายแบบ
เดนิ , วงิ่ , วิ่งเรว็ 40 น.
- (ไมค่ วรเขา้ นอนดกึ )
11 กันยายน 2564 – 20 กนั ยายน - กนิ อาหารมอ้ื แรกเวลา 8 .00 น. - นางสาวธดิ ากร ศุภราช
2564 - กนิ อาหารตามตารางอาหารไดจ้ นถึง - นางสาวนรศิ รา ไพฑูรย์
เวลา 16.00 น.(หลังจากเวลานีง้ ดอาหาร - นางสาวอทิตยา เกลี้ยงมุณี
กนิ ได้แค่นำ้ เปลา่ จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น. ออกกำลังกายแบบปั่น
จกั รยาน 50 น.
- (ไมค่ วรเข้านอนดกึ )
21 กนั ยายน 2564 – 30 กนั ยายน - กินอาหารม้ือแรกเวลา 8 .00 น. - นางสาวธิดากร ศุภราช
2564 - กนิ อาหารตามตารางอาหารได้จนถงึ - นางสาวนริศรา ไพฑรู ย์
เวลา 16.00 น.(หลงั จากเวลาน้ีงดอาหาร - นางสาวอทติ ยา เกล้ียงมณุ ี
กินไดแ้ คน่ ้ำเปลา่ จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น. ออกกำลังกายแบบ
คารอ์ โิ อลดไขมัน 50 น.
- (ไมค่ วรเขา้ นอนดึก)
11
1 ตลุ าคม 2564 – 10 ตลุ าคม 2564 - กนิ อาหารมอื้ แรกเวลา 8 .00 น. - นางสาวธดิ ากร ศุภราช
- กินอาหารตามตารางอาหารไดจ้ นถึง - นางสาวนรศิ รา ไพฑูรย์
เวลา 16.00 น.(หลงั จากเวลานง้ี ดอาหาร - นางสาวอทติ ยา เกลยี้ งมณุ ี
กินไดแ้ คน่ ำ้ เปลา่ จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น. ออกกำลังกายแบบ
กระโดดเชอื ก 45 น.
- (ไมค่ วรเข้านอนดกึ )
11 ตุลาคม 2564 – 20 ตุลาคม 2564 - กนิ อาหารมื้อแรกเวลา 8 .00 น. - นางสาวธดิ ากร ศภุ ราช
21 ตลุ าคม 2564 – 31 ตุลาคม 6564 - กนิ อาหารตามตารางอาหารได้จนถงึ - นางสาวนรศิ รา ไพฑรู ย์
เวลา 16.00 น.(หลงั จากเวลานี้งดอาหาร - นางสาวอทติ ยา เกลี้ยงมุณี
กนิ ได้แค่น้ำเปล่า จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น. หมุนฮลู าฮุป 50 น. - นางสาวธดิ ากร ศภุ ราช
- (ไมค่ วรเขา้ นอนดึก) - นางสาวนรศิ รา ไพฑรู ย์
- นางสาวอทติ ยา เกลี้ยงมณุ ี
- กินอาหารมื้อแรกเวลา 8 .00 น.
- กินอาหารตามตารางอาหารได้จนถึง
เวลา 16.00 น.(หลังจากเวลาน้ีงดอาหาร
กนิ ได้แค่นำ้ เปลา่ จนถงึ เวลา 8.00 น.)
- เวลา 17.00 น.เต้นแอร์โรบกิ 40 น.
- (ไม่ควรเขา้ นอนดกึ )
วนั ที่ แบบบันทกึ นำ้ หนัก หมายเหตุ
1 กนั ยายน 2564 น้ำหนกั (กโิ ลกรมั ) -
10 กันยายน 2564 นางสาวอทิตยา เกล้ียงมณุ ี 10 วนั แรกของการลด
นำ้ หนัก
11 กนั ยายน 2564 75 - นำ้ หนักยงั ขึน้ ๆ ลง ๆ บา้ ง
20 กันยายน 2564 74.7 - น้ำหนกั เรมิ่ คงท่ี 20 วันมี
การเปล่ยี นแปลงจากนำ้ หนัก
74.8 เดมิ 8 ขดี
74.2
21 กนั ยายน 2564 12
30 กนั ยายน 2564
74.2
1 ตลุ าคม 2564 73.8 - ผา่ นมา 30 วนั นำ้ หนกั ลด
10 ตุลาคม 2564
11 ตลุ าคม 2564 จากเดิม 1.2 กก.
20 ตลุ าคม 2564 73.8
21 ตลุ าคม 2564 73.6
31 ตุลาคม 6564 73.6
73.4 - น้ำหนักเรมิ่ คงท่ี
วันท่ี 73.2
72.5
1 กันยายน 2564
10 กันยายน 2564 น้ำหนกั (กโิ ลกรมั ) หมายเหตุ
นางสาวธิดากร ศภุ ราช
11 กนั ยายน 2564 -
20 กันยายน 2564 57 10 วันแรกของการลด
56.6 น้ำหนักลดไป 4ขดี
21 กันยายน 2564 - น้ำหนักเริ่มคงท่ี 20 วนั มี
30 กันยายน 2564 56.6 การเปลยี่ นแปลงจากน้ำหนกั
56.2 เดิม 8 ขดี
1 ตลุ าคม 2564
10 ตลุ าคม 2564 56.1 - ผ่านมา 30 วัน นำ้ หนกั ลด
11 ตุลาคม 2564 55.7 จากเดมิ 1.3 กก.
20 ตุลาคม 2564
21 ตุลาคม 2564 55.7 - น้ำหนกั เรมิ่ ลดคงที่
31 ตลุ าคม 6564 55.1
55
54.5
54.4
53.7
13
วันท่ี นำ้ หนกั (กโิ ลกรัม) หมายเหตุ
นางสาวนริศรา ไพฑรู ย์
1 กันยายน 2564 -
10 กันยายน 2564 70 10 วนั แรกของการลด
69.8 นำ้ หนัก
11 กันยายน 2564 - น้ำหนกั ยงั ขนึ้ ๆ ลง ๆ บา้ ง
20 กนั ยายน 2564 69.8 - 20 วนั ลดได้ 5 ขีด
21 กันยายน 2564 69.5
30 กนั ยายน 2564 69.4 - ผ่านมา 30 วัน นำ้ หนักลด
69 จากเดิม 1 กก.
1 ตลุ าคม 2564
10 ตุลาคม 2564 68.9 - น้ำหนกั ไมค่ ่อยคงทเี่ ทา่ ไหร่
11 ตุลาคม 2564 68.5
20 ตลุ าคม 2564 68.6 - นำ้ หนักเริม่ คงที่
21 ตลุ าคม 2564 68.3
31 ตลุ าคม 6564 68.1
67.2
14
บทท่ี 2
เอกสารและแนวคิดทฤษฎีทเี่ กยี่ วข้อง
หลกั การแนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ ก่ียวกับการดำเนินโครงการ
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกบั การบรหิ ารเวลา
การบริหารเวลา คือ การรู้จกั วางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานอย่างถูกตอ้ ง เหมาะสม
ซึ่งไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นนกั บรหิ าร เท่านั้นท่ีจะสามารถบริหารเวลา ทุกคนก็สามารถทำได้เพียงแต่
ต้องรู้จัก ที่จะแบ่งเวลา โดยจัดสรรเวลาของตนเองให้ถูกต้องและเหมาะสมตาม วันเวลาที่กำหนด 1
การบริหารเวลา หมายถึง “กำหนดและการควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเวลาและ
วตั ถปุ ระสงคท์ ี่กำหนดเพอ่ื กอ่ ให้เกิดประสิทธิภาพในงานหนา้ ที่ท่รี บั ผิดชอบ”
เวลา มีความสำคัญตอ่ ทุกคน ทง้ั น้ีเพราะธรรมชาตขิ องเวลามีลักษณะพิเศษคือ
1. เวลาเปน็ ทรพั ยากรทมี่ ีจํากัด ใชแ้ ล้วหมดไป
2. เวลาไม่สามารถซอ้ื เพมิ่ ได้ ไมว่ ่ารวยหรือจน
3. เวลาไมส่ ามารถเกบ็ เอาไว้ใช้ได้
4. เวลาผ่านไปเรอ่ื ย ๆ ไมห่ วนย้อนกลบั มาอกี
เทคนิคการบรหิ ารเวลา
1. ไปถึงที่ทำงานแต่เช้าการไปถึงท่ีทำงานก่อนเวลาทำงานปกติจะได้เวลาซึ่งปราศจากการ
ขัดจงั หวะ จากสง่ิ ใด ๆ สามารถใช้เวลานนั้ เพื่อใชเ้ วลาคดิ ในการวางแผนหรือทำงานทต่ี อ้ งใชส้ มาธไิ ด้
2. จดั ชวั่ โมงศกั ด์สิ ทิ ธิ์ หาช่วั โมงศักดิส์ ทิ ธ์ิทป่ี ราศจากการ รบกวน โดยงดรบั โทรศัพท์ ปิดห้อง
ทำงาน เพื่อได้ทำงานให้สำเร็จลลุ ว่ งไปได้ด้วยดี
3. เขียนสิ่งที่ต้องทำในบันทกึ พร้อมจัดสรรเวลาและจัด ลำดับความสำคัญของกจิ กรรมไปได้
ด้วย พรอ้ มกับระบุวันเวลาลงใน บันทึก เพ่ือจัดการงานแตล่ ะชนิ้ ออกไป
4. จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบทุกเย็น ถ้าโต๊ะสะอาดจะช่วยให้การ
ทำงานในตอนเชา้ งา่ ยข้นึ
5. ลดจำนวนครั้งและเวลาในการประชุมตอ้ งคำนึงถึงเสมอถึงผลที่ได้จากการประชุมอยา่ งถี่
ถว้ น คมุ้ ค่ากับเวลา โดยมีการกำหนด วาระประชุม รักษาเวลาการประชมุ และวาระการประชุมอย่าง
เครง่ ครัด
6. แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ โดยแปรรูปงานหรือโครงการท่ี สำคัญให้เป็นกิจกรรมย่อย ๆ ท่ี
สามารถจัดการได้สะดวก และใช้เวลาไม่ นานนักในแต่ละกิจกรรม จะทำงานให้สำเร็จไปได้ในแต่ละ
ชว่ ง เพราะ เป็นการยากมากท่จี ะหาเวลาตดิ ต่อกนั ในช่วงยาวๆ
7. เริม่ ลงมือทำทันที อย่ามวั รีรอในการทำกิจกรรมต่างๆ อยา่ งวา่ จะเร่ิมตน้ ตรงไหนก่อนการ
รบี ตัดสนิ ใจทำทนั ที แลว้ ค่อยเพ่มิ เติม ทหี ลงั จะใหง้ านเสร็จเร็วขึ้น
15
8. พจิ ารณาใชเ้ ทคโนโลยีช่วย การเลอื กใชเ้ ทคโนโลยีท่ี เหมาะสมทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นหลาย
เท่า เชน่ โทรศพั ท์ โทรสาร
9. เตรียมอปุ กรณ์ จาํ เป็นใกลม้ ือ เช่น โทรศัพท์ คลปิ หนีบ กระดาษ สมดุ โนต้ กรรไกร ปากกา
ยางลบ เทปใส ตะกรา้ ขยะ ซอง จดหมาย
10. ใช้หแู ทนตาเพอื่ ประหยดั เวลา เช่น ฟงั วิทยุแทนดู
11. ใชเ้ วลารอคอยใหเ้ กิดประโยชน์ ถา้ ตอ้ งรอคอยอะไรสัก อย่างหน่งึ ตอ้ งหากิจกรรมสํารอง
ท่ีง่ายๆ ทำดว้ ย จะไดไ้ มม่ ีความ กระวนกระวายใจ ในการรอคอย และยังไดง้ านเพิ่มขน้ึ อกี
12. ประหยดั เวลาในการจับจา่ ย โดยการซ้ือของเปน็ จำนวนมาก ไมต่ อ้ งไปซอื้ บ่อยๆ ซื้อของ
เวลาที่คนไม่มาก วานคนอืน่ ให้ ทำแทน ตัดสินใจโดยไมล่ ังเลและผนวกการจา่ ยตลาดกับธุระ ประจำ
เขา้ ด้วยกนั เพื่อประหยัดเวลา
13. การมมี นุษย์สมั พนั ธท์ ี่ดีช่วยใหป้ ระหยัดเวลาได้ ทงั้ ใน ด้านการช่วยเหลือเกอื้ กูล และการ
สื่อสารอยา่ งตรงไปตรงมาด้วย มิตรภาพที่ดี การสื่อสารที่ชัดเจน นุ่มนวล และช่วยให้ได้รับความรว่ ม
มือช่วยเหลือด้วยดี และประหยดั เวลาทำงาน
14. ใช้เวลาปลีกย่อยให้เป็นประโยชน์ ใช้เวลา 10 นาที หรือ 15 นาที ให้เกิดประโยชน์
โดยเฉพาะเวลาท่ตี อ้ งคอยอะไรสักอยา่ งใช้ให้ คุ้มคา่ อย่าท้งิ ไป
15. ใช้เวลาของแต่ละวันให้เต็มท่ี สมเหตุสมผล มีประโยชน์ เช่น ฟังข่าววิทยุ หรือฝึกฟัง
ภาษาอังกฤษขณะขับรถไปทำงาน วางแผน การใช้เวลาแต่ละช่วงให้เหมาะสมหรือทำงานเพิ่ม
นอกเหนือจากที่จัด ระเบยี บไว้ในแต่ละวนั แลว้ จะไดง้ านอืน่ ๆ เพมิ่ อกี ด้วย
16. ทำงานดว้ ยความสบายใจ ความสุขและความสนุกสนาน เปน็ การเสริมสร้างพลังจิตใจให้
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จิตใจ ที่สบายเป็นทุนของประสิทธิภาพการทำงาน ควรเพาะเลี้ยงให้มี
ความ สนกุ สนานกบั การทำงานและเอาใจใส
17. ในการทำงานควรกําหนดเวลาในการพักผ่อนไปด้วย หรือเปลี่ยนงานซึ่งมีลักษณะไม่
เหมอื นกนั จะช่วยให้ทำงานมี ประสทิ ธิภาพมากข้นึ
18. ทำงานสองสง่ิ ในเวลาเดียวกัน ถงึ แมโ้ บราณจะสอนวา่ ทำงานสงิ่ ใด ก็ให้ตั้งใจทำงานในสิ่ง
น้นั มิเช่นน้นั จะทำให้การทำงานมี ประสทิ ธิภาพตำ่ ลงแตก่ ารตั้งใจทำงานนับเปน็ สงิ่ ท่ีดี แต่เราสามารถ
ตั้งใจทำงานควบคู่กนั ได้
19. การเพิ่มพูนความรู้และข้อมูลข่าวสารต่างๆ อ่านหนังสือ ให้ได้ผลโดยเพิ่มเวลาอ่าน
หนังสือให้มากขึ้น อ่านทุกวันและสม่ำเสมอ เลือกหนังสือที่จะอ่านด้วยความระมัดระวงั มีประโยชน์
และมีคณุ คา่ ตลอดจน เพ่มิ ความเร็วของการอ่าน (อา้ งอิง : http://www.stabundamrong.go.th)
16
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกบั การบริโภคและทฤษฎีพฤติกรรมผ้บู ริโภค
ความหมายและความสำคัญของการบริโภค คือ การบริโภค (Consumption) หมายถึง
มนษุ ยก์ ็เช่นเดียวกบั สัตวโ์ ลกโดยทั่วไป ท่มี ีความหวิ และความตอ้ งการ แตม่ นุษยจ์ ะระงบั ความหวิ และ
ความต้องการนนั้ ด้วยการอุปโภคและบริโภคสินคา้ และบริการทีม่ นษุ ย์นน้ั เองเป็นผู้ผลิตขึน้ เราทราบว่า
อุปสงคห์ รือความตอ้ งการท่มี ีต่อสินค้าและบริการมีได้ทงั้ ท่ีเป็นอุปสงค์ตอ่ สินค้าและบริการข้ันสุดท้าย
(final demand) และอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการขั้นกลาง (intermediate demand) การบริโภค
จัดเป็นอุปสงค์ที่มตี ่อสนิ ค้าและบริการในขนั้ สดุ ท้าย สินค้าดงั กลา่ วเรียกว่าสินค้าบริโภค (consumer
goods) ซึ่งมีทั้งที่เป็นสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ทีวี วิทยุ ฯลฯ และที่เป็นสินค้าไม่คงทนหรือเสียงา่ ย
เชน่ เนอ้ื สตั ว์ พชื ผกั ผลไม้
ลักษณะทว่ั ไปของผบู้ รโิ ภค
1. สิ่งเร้า (stimuli) ในทางการตลาดนั้น เราแบ่งสิ่งเร้าออกเป็น 2 ประเภท คือ สิ่งเร้าทาง
การตลาดกับสิง่ แวดล้อมอื่นๆทางการตลาด ท่มี อี ิทธิพลตอ่ การตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคสิ่ง
เร้าทางการตลาด ไดแ้ ก่ ส่ิงท่เี ราเรียกว่า ส่วนประสมทางการตลาดหรอื 4'Ps อันไดแ้ ก่ผลิตภัณฑ์ ราคา
ช่องทางการจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการตลาดนั่นเองสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทางการตลาด ที่อยู่อยู่
ลอ้ มรอบผูบ้ ริโภคได้แก่ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม การเมือง / กฎหมาย และวัฒนธรรม ซึ่งมอี ทิ ธิพล
ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคสิ่งเร้าเหล่านี้นับเป็นตัวนำเข้าหรือ input ที่จะเข้าไปยังกล่องดำของ
ผู้บริโภค และส่งผลให้มกี ารตอบสนองออกมาเปน็ output
2. กล่องดำ (black box) คำคำนี้เป็นนามธรรม โดยสมมติว่ากล่องดำเป็นที่รวมเอาปัจจัย
ต่างๆ ทวี่ า่ น้ไี ด้แก่ วฒั นธรรม สังคม ลกั ษณะ สว่ นบคุ คล และลกั ษณะทางจติ วทิ ยาของผู้บริโภคแต่ละ
คนเอาไว้ นอกไปจากนี้ในกลอ่ งดำยังมีกระบวนการตดั สนิ ใจซื้ออยอู่ กี ด้วย สิง่ เร้าเมอื่ มาถึงกล่องดำจะ
ถกู ปจั จัยตา่ ง ๆ ดงั กลา่ วตกแต่งขัดเกลาแปรรปู ออกมาเปน็ การตอบสนอง ถ้าการตอบสนองเป็นไปใน
ทางบวก กระบวนการตัดสินใจซื้อทำงาน จนกระทั่งมีการซื้อเกิดขึ้นตามมา ถ้าตอบสนองเป็นไป
ในทางลบ ผูบ้ ริโภคคงไมล่ งมือซือ้
3. การตอบสนอง (response) เป็นผลลัพธ์จากอิทธิพลของปัจจัยและกลไกการทำงานของ
กระบวนการตัดสินใจซื้อที่อยู่ในกล่องดำของผู้บริโภค ถ้าการตอบสนองเป็นไปในทางบวก จะ
สังเกตเห็นผู้บริโภคไปเลือกผลิตภัณฑท์ ี่จะซื้อ เลือกตราผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อเลือกร้านค้าที่จะซื้อ เลือก
จังหวะเวลาท่ีจะซือ้ และเลอื กจำนวนท่จี ะซ้อื เปน็ ต้น
ปจั จัยท่ีมีผลต่อการบริโภคและผลของการบรโิ ภค
ปัจจัยทางวฒั นธรรม (cultural factors) เปน็ ปัจจยั ทีอ่ ิทธิพลออกทก่ี ระทบตอ่ พฤติกรรมของ
ผ้บู ริโภคได้กว้างขวางท่ีสุด ลึกล้ำท่ีสดุ ซึ่งแบง่ ย่อยออกเปน็ วัฒนธรรมหลัก (core culture) แล้วก็อนุ
วัฒนธรรม (subculture) และชั้นทางสังคม (social class)วัฒนธรรมหลัก เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกกลุ่ม
17
หรือในทุกสังคมของมนุษย์ และเป็นตัวกอ่ ให้เกดิ ค่านิยม การรับรู้ ความอยากได้ ไปจนถึงพฤติกรรม
ของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ถ่ายทอดให้แก่กันและกันมา และด้วยเหตุที่แต่ละสังคมก็มี
วัฒนธรรมหลกั เปน็ ของตนเอง ผลกค็ อื พฤติกรรมการซื้อของมนษุ ย์ในแต่ละสงั คมก็จะผิดแผกแตกต่าง
กนั ไป
อนุวัฒนธรรม หมายถึง วัฒนธรรมของคนกลุ่มย่อยที่รวมกันเข้าเป็นสังคมกลุ่มใหญ่ จำแนกอนุ
วัฒนธรรมออกเปน็ 4 ลักษณะ คือ
1. อนวุ ฒั นธรรมทางเชอ้ื ชาติ (ethnic subculture)
2. อนวุ ฒั นธรรมตามทอ้ งถิ่น (regional subculture)
3. อนุวฒั นธรรมทางอายุ (age subculture)
4. อนวุ ฒั นธรรมทางอาชีพ (occupational subculture)
ชั้นทางสังคม หมายถงึ คนจำนวนหน่ึงท่มี ีรายได้ อาชีพ การศกึ ษา หรอื ชาตติ ระกลู อย่างใดอย่างหน่ึง
หรอื หลายอยา่ งเหมือนกัน
ช้นั ทางสงั คมของผูบ้ รโิ ภคท่อี ยูใ่ นสงั คมเมอ่ื แบ่งออกแล้วจะมีลักษณะ ดังนี้
ผู้บริโภคที่อยู่ในชนั้ เดียวกันมีแนวโน้มท่ีจะมพี ฤติกรรมเหมอื นกันสถานภาพของผบู้ ริโภคจะสูงหรือต่ำ
สว่ นหน่ึงข้นึ อย่กู ับว่าจะถกู จดั กลมุ่ อยู่ในชนั้ ทางสังคมระดบั ใดช้นั ทางสังคมของผู้บรโิ ภคถูกจัดกลุ่มและ
ลำดับความสูงต่ำโดยตัวแปรหลายตัว เช่น อาชีพ รายได้ ความมั่งคั่งร่ำรวย การศึกษา และค่านิยม
เปน็ ตน้
บุคคลอาจมีการเคลือ่ นไหลจากชั้นทางสังคมชั้นหน่ึงหนึ่งไปยังช้ันอื่น ๆ ได้ ทั้งเลื่อนข้ึนและ
เลือ่ นลง
ปจั จัยทางสงั คม (social factors) ปจั จัยทางสังคมท่ีส่งอทิ ธิพลตอ่ กระบวนการตัดสนิ ใจของผู้บริโภคมี
มากมาย เช่น กลุ่มอา้ งองิ ครอบครัว บทบาทและสถานภาพในสังคม เป็นตน้
กลุ่มอ้างอิง (reference group) กลุ่มอ้างอิงของผู้บริโภคคนใด หมายถึง กลุ่มบุคคลซึ่ง
ผู้บรโิ ภคคนนัน้ ยดึ ถอื หรือไม่ยดึ ถือเอาเปน็ แบบอย่างในการบริโภคหรอื ไม่บริโภคตาม โดยที่ผู้บริโภค
คนนั้นจะเปน็ สมาชกิ ของกลมุ่ หรือไม่กไ็ ด้
ครอบครัว (family) สมาชิกในครอบครัวหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยพ่อแม่ และลูก สมาชิกแต่ละ
คนในครอบครัวมีอทิ ธิพลอย่างสำคัญในพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค และยงั มีผลการวิจัยท่ียืนยันว่า
ครอบครัวเป็นองค์กรซ้ือท่ีสำคัญทีส่ ุดในสงั คม
บทบาทและสถานภาพของบุคคล (role and status) สถานภาพ หมายถึง ฐานะ ตำแหน่ง
หรอื เกียรติยศของบคุ คลท่ีปรากฏในสงั คม สว่ น บทบาท หมายถึง การทำตามหน้าทที่ ีส่ ังคมกำหนดไว้
ในฐานะท่ีเปน็ สมาชิกของสังคมหลายหนว่ ย บุคคลทกุ คนยอ่ มมสี ถานภาพได้หลายอย่าง มากบ้างน้อย
บ้าง เช่น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นรัฐมนตรี เป็นนักการเมอื ง เป็นปลัดกระทรวง เป็นนายตำรวจ
18
เปน็ นายธนาคาร เป็นนักศกึ ษา ฯลฯ สถานภาพเปน็ สง่ิ ทสี่ มาชิกในสงั คมหน่งึ ๆ กำหนดขึน้ เปน็ บรรทัด
ฐานสำหรบั กระจายอำนาจ หน้าที่ ความรบั ผิดชอบ และสิทธิต่าง ๆ ให้แก่สมาชกิ
ปจั จยั ส่วนบคุ คล (personal factors) ปัจจยั ส่วนบุคคลที่สง่ อิทธพิ ลตอ่ กระบวนการตัดสินใจ
ของผู้บริโภคที่สำคัญ ๆ ได้แก่ อายุ วัฏจักรชีวิตครอบครัว อาชีพ รายได้ รูปแบบการดำเนินชีวิต
บคุ ลิกภาพและมโนทศั น์ทม่ี ตี ่อตนเอง
อายุ (age) พฤติกรรมการตดั สินใจซื้อหรือตัดสนิ ใจบริโภคของบุคคลย่อมแปรเปลีย่ นไปตาม
ระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะอยู่ในวัยทารกหรือวัยเด็ก พ่อแม่จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์มาให้
บรโิ ภคเกอื บท้งั หมด เมอ่ื อยูใ่ นวัยรนุ่ บคุ คลจะตัดสินใจซือ้ ผลติ ภณั ฑด์ ว้ นตนเองในบางอย่าง โดยเฉพาะ
เมื่ออยู่ลับหลังพ่อแม่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่มีรายได้เป็นของตนเอง อำนาจในการตัดสินใจซื้อจะมีมากที่สุด
ต่อเมื่อเข้าสู่วัยชรา ความคิดเห็นจากบุคคลอื่น ๆ เช่น ญาติพี่น้อง บุตรหลาน จะหวนกลับเข้ามา
อทิ ธิพลต่อการตดั สนิ ใจซอ้ื อกี
วัฏจักรชีวิตครอบครัว (family life cycle) หมายถึง รอบแห่งชีวิตครอบครัว นับตั้งแต่การ
เริม่ ตน้ ชวี ิตครอบครวั ไปจบลงท่ีการส้ินสุดชวี ิตครอบครัว แต่ละช่วงของวฏั จักรชวี ิตครอบครัวผู้บริโภค
จะมีรูปแบบและพฤติกรรมการซื้อทแี่ ตกต่างกันออกไป วัฏจักรชวี ติ ครอบครวั ของบุคคลแบ่งออกเป็น
5 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ
1. ระยะทย่ี งั เป็นหนุ่มสาวและโสดแยกตัวจากบิดามารดามาอยอู่ ยา่ งอสิ ระ
2. ระยะทกี่ ้าวเข้าสชู่ วี ิตครอบครัว
3. ระยะท่กี ่อกำเนิดและเล้ยี งดบู ตุ ร
4. ระยะท่บี ุตรแยกออกไปตง้ั ครอบครัวใหม่
5. ระยะสนิ้ สดุ ชีวติ ครอบครวั
อาชีพ (Occupation) อาชีพของบุคคลจะมีลักษณะเฉพาะบางประการที่ทำให้ต้องบริโภค
ผลติ ภัณฑ์แตกต่างไปจากผูป้ ระกอบอาชพี อ่นื ๆ เชน่ นักธรุ กจิ ทตี่ ้องใชค้ วามคดิ อยู่ตลอดเวลา หากขับ
รถด้วยตนเองอาจเกิดอุบัตเิ หตุได้ง่าย ทำใหต้ ้องบรโิ ภคบรกิ ารของพนกั งานขับรถ พนกั งานสง่ เอกสาร
ต้องการความคล่องตัวในการปฏิบัติงานหากใช้รถยนต์ย่อมบังเกิดความล่าช้าเพราะการจราจรติดขดั
จึงตอ้ งบริโภครถจักรยานยนต์ เปน็ ต้น
รายได้ส่วนบุคคล (Personal income) รายได้ส่วนบุคคลของผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อ
กระบวนการตดั สินใจซื้อหรือไม่ซื้อ ได้แก่ รายได้ส่วนบคุ คลท่ถี ูกหักภาษีแล้ว (Disposable income)
หลังจากถูกหักภาษี ผู้บริโภคจะนำเอารายได้ส่วนหน่ึงไปเก็บออมไว้และอกี ส่วนหนึง่ ไปซื้อผลิตภัณฑ์
อันจำเป็นแก่การครองชีพเรียกว่า Disposable income และรายไดส้ ว่ นนีน้ เี่ องทผี่ ูบ้ รโิ ภคจะนำไปซื้อ
สนิ ค้าประเภทฟุม่ เฟอื ย
19
รูปแบบการดำเนินชีวิต (life styles) รูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลใด หมายถึง
พฤติกรรมการใช้ชีวิต ใช้เงิน และใช้เวลา ของบุคคลคนนั้น ซึ่งแสดงออกมาให้ปรากฏซ้ำ ๆ กัน ในสี่
มิติต่อไปนี้ คือ มิติทางด้านลักษณะประชากรที่ประกอบกันเข้าเป็นตัวคนคนนั้น (demographics)
กิจกรรมที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม (activities) ความสนใจที่เขามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (interest) และความ
คิดเหน็ ทีเ่ ขามีตอ่ สิ่งใดสงิ่ หนงึ่ (opinion) มติ ทิ ้ัง 3 อยา่ งหลังน้ี มักนยิ มรยี กวา่ AIO Demographics
ปัจจัยทางดา้ นจติ วิทยา (Psychological factors)
ท่ีสง่ อิทธพิ ลต่อกระบวนการตัดสินใจซอ้ื ของผบู้ ริโภคไดแ้ ก่ การจงู ใจ (motivation)
การรับรู้ (perception)
การเรยี นรู้ (learning)
ความเช่ือและทัศนคติ (beliefs and attitudes)
การจงู ใจ โดยทว่ั ไป หมายถงึ การชกั นำหรอื การเกล้ียกล่อมเพ่ือให้บุคคลเห็นคล้อยตาม สิ่งท่ี
ใช้ชักนำหรือเกลีย้ กล่อมเรยี กว่าแรงจงู ใจ (Motive) ซึง่ หมายถงึ พลังทม่ี ีอยู่ในตวั บุคคลแลว้ และพร้อม
ท่จี ะกระต้นุ หรือชีท้ างใหบ้ คุ คลกระทำการอยา่ งใดอย่างหนึง่ เพอื่ ให้บรรลเุ ปา้ หมายของบุคคลน้นั
การรับรู้ หมายถึง กระบวนการทีบ่ ุคคลเลือกรับเอาสารสนเทศหรือสิ่งเร้าเข้ามาจัดระเบียบ
และทำความเข้าใจ โดยอาศัยประสบการณ์เป็นเครื่องมือ จากนั้นจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง การท่ี
ผู้บริโภคสองคนได้รับสิ่งเร้าอย่างเดียวกัน และตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน แต่มีปฏิกิริยา
ตอบสนองแตกตา่ งกนั เปน็ เพราะการรบั รูน้ ีเ่ อง นกั การตลาดพงึ เข้าใจวา่ ในชวี ิตประจำวันของผู้บริโภค
จะตกอยู่ท่ามกลางสิ่งเร้ามากมาย และผู้บริโภคสามารถจะเลือกรับได้ สามารถจะบิดเบือนได้ และ
สามารถที่จะเลอื กจดจำเอาไวไ้ ด้ การสง่ สิ่งเร้า (เชน่ การโฆษณา) ออกไป จงึ ตอ้ งโดดเด่น ชัดเจน และ
จำง่าย จงึ จะทำให้ผบู้ ริโภคมีปฏกิ ิริยาตอบสนองไปในทางท่ปี ระสงค์
การเรียนรู้ หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมอนั เป็นผลมาจากการไดม้ ปี ระสบการณ์ ไมว่ ่า
จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมผู้บริโภคหากมีประสบการณ์มาแล้วว่าผลิตภัณฑ์ใดสามารถตอบสนอง
ความต้องการหรือสร้างความพอใจให้แก่ความอยากได้ของเขาได้ดี เมอ่ื ตกอยูใ่ นภาวะทีค่ วามต้องการ
หรือความอยากได้อย่างเดิมแสดงอิทธิพลออกมาอีก ผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑเ์ ดิมไปบริโภคอีกความ
เชื่อและทศั นคติ ความเช่ือเปน็ ลักษณะท่ีแสดงถึงความรสู้ ึกนกึ คิดทจ่ี ะเป็นไปได้ อนั เป็นจดุ มุ่งหมายท่ีมี
ลักษณะเฉพาะ ซึง่ จะเป็นความจริงหรือไม่จรงิ กไ็ ด้ ความเชื่อนี้อาจเกิดจากความรู้ ความคิดเห็น หรือ
ศรัทธา ก็ได้ และอาจมีอารมณ์ความรู้สึก หรือความสะเทือนใจ เข้ามาเกี่ยวข้องหรอื ไม่ก็ได้ความเชอ่ื
เปน็ ตัวกอ่ ใหเ้ กดิ จนิ ตภาพของผลิตภัณฑ์ขึน้ ในหมผู่ ู้บรโิ ภค ถา้ หากปรากฏว่าผบู้ ริโภคมคี วามเชื่อผิด ๆ
เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ย่อมเป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่จะต้องทำการรณรงค์เพื่อแก้ไขความเชื่อให้
ถกู ต้องด้วยกลวิธตี ่างๆทัศนคติ หมายถงึ ความคดิ ความเข้าใจ ความคดิ เหน็ ความรูส้ ึก และท่าทีของ
บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอิทธพิ ลต่อการแสดงออกของบุคคลนั้น โดยอาจแสดงออกในทางเห็น
20
ด้วยหรือไมเ่ หน็ ด้วยก็ได้ ทศั นคตทิ บี่ คุ คลมตี ่อส่ิงใดสงิ่ หนึง่ นนั้ มธี รรมชาติท่ีคอ่ นข้างเปลี่ยนแปลงยาก
แทนทจ่ี ะเปลย่ี นทัศนคติ นักการตลาดจึงควรใช้วธิ ีปรบั ข้อเสนอให้สอดคล้องกับทศั นคติ
ผลทเี่ กิดจากการบรโิ ภค
การรับประทานอหารนั้น ถ้ารับประทานไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการก็จะ ทำให้ร่างกาย
ไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มท่ี และบางครั้งยังอาจเป็นอันตรายหรือทำ ให้เป็นโรคไดอ้ ีกด้วย การเกิด
โรคต่างๆจากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องนี้ เป็น ไปได้หลายสาเหตุ ได้แก่สาเหตุจากการ
รับประทานอาหารทใี่ ห้สารอาหารไม่เพียงพอ ตอ่ ความต้องการของร่างกาย
ผลดี
อาหารสุขภาพ ชว่ ยดำรงสง่ เสริมสขุ ภาพและลดความเสี่ยงของการเกดิ โรค สามารถรับ
ประทานไดใ้ นคนปกติ รวมทง้ั คนป่วย เพราะอาจลดความเสย่ี งในโรคทอี่ าจจะเกดิ รว่ มขนึ้
หรือป้องกนั โรคแทรกซอ้ นที่จะตามมาหรือทำใหส้ ขุ ภาพดีข้ึน ได้ประโยชน์มากข้ึนกว่าผทู้ ่ี
ไม่ได้รับประทานอาหารสขุ ภาพทุกชนดิ ของกฟิ ฟารนี มีงานวิจัยถึงคุณประโยชน์อยา่ งชดั เจน
และสามารถแนะนำได้ในหลายโรคดว้ ยกนั เชน่
เพม่ิ ภมู ิคมุ้ กันโรค
เพิม่ ศักยภาพให้ระบบต่อต้านอนุมูลอสิ ระ(Antioxidant)
ลดความเสย่ี งต่อการเกิดโรคหวั ใจเเละหลอดเลือด
ลดความเสย่ี งตอ่ โรคลมปจั จุบนั
ลดความเสีย่ งต่อการเป็นมะเร็ง
ลดความเสี่ยงต่อการเปน็ โรคขอ้ ต่ออักเสบ ความเสื่อมเฉพาะจดุ เเละโรคต้อกระจก
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นอลั ไซเมอร์ พากนิ สนั โรคหืดหอบ โรคปอด เเละโรคทเี่ กดิ จากความ
เสื่อมชนดิ เรื้อรงั อื่นๆ
พัฒนาการรักษาโรคท่ีเกิดจากความเส่ือมเรอ้ื รังอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ผลเสยี
การกนิ มากไปก็ทำให้เป็นทุกขลาภแห่งลำไส้ ซึง่ อาการจัดหนกั จากการกินมากเกินไปในแต่ละ
มื้อโดยเฉพาะบฟุ เฟ่ตแ์ ละท่านทชี่ อบกนิ จนอิ่มมาถึงคอหอยกอ่ ให้เกิดลาภลอยได้โรคดงั ตอ่ ไปน้คี รับเร่ิม
ต้ังแต่ 'หิวไว' คนกินหนกั จะหิวไวในม้ือตอ่ ไปครับ เพราะกระเพาะลำไสต้ อ้ งทำงานหนักในการย่อยม้ือ
ใหญ่ และน้ำตาลในเลือดก็จะลดไวทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำหิวไวง่ายขึ้นกินมากๆ ยังทำ 'ไส้พัง'
เครื่องในก็เหมือนเครื่องรถที่ไม่ได้งดเว้นงานบ้างก็จะเสื่อมเร็ว อาหารที่เข้าไปมากทำให้ลำไส้เกิด
ปัญหา "รว่ั ” ได้ และจากการบบี ตัวไม่ไดพ้ ักก็ทำให้ "กรดไหลยอ้ น” มาถามหาได้เหมือนกันอาหารล้น
ทอ้ งพลอยจะเจอ 'ตาตัง้ ' ถ้าไม่ระวังกนิ จนอม่ิ จดั จะทำให้เกิดอาการ "ตื่นตา” นอนไม่หลับเพราะลำไส้
ไม่ไดพ้ กั และเกดิ การแนน่ อึดอดั ท้องจากแก็สในอาหารที่หมักกันจนพุงหลามได้เหมือนถังเบียร์กินจุคง
21
เลี่ยง 'นั่งอว้ น' ได้ยาก ซึ่งตรงมาและตรงไปในบริบทของผู้รักบริโภค ยิ่งกินมื้อหนกั อย่างบุฟเฟ่ต์มาก
เท่าไรก็ยิ่งได้แคลอรีส่วนเกินที่ลดยากขึ้นเท่านั้น เพราะการกินหนักเป็นบางมื้อทำให้รา่ งกายเครียด
และตับพงั มีการหล่ังฮอรโ์ มนมารออกมาเพอ่ื เกบ็ ไขมันไวใ้ ห้มากขึ้นเพ่มิ พนู น้ำหนกั อย่างรวดเร็ว
ทั้งยัง 'ชวนหงุดหงดิ ' ชีวิตแห่งการกินจะไม่มวี นั สงบสขุ ด้วยอารมณ์ท่ีทกุ ข์ขึ้นลงจากลิน้ ที่ยึด
รสเป็นสรณะ จะว่าคนอ้วนอารมณ์ดีน้ันก็ถูก แต่คนกินเก่งนั้นยากที่จะหาพื้นอารมณ์ที่แน่นมั่นคงได้
เพราะเคมีในกายต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่อาหารเข้าปากและหนึ่งในเคมีที่ว่าคือ "เคมีแห่ง
อารมณ์” ครับและสุดท้าย 'คิดไม่ออก' คนกินอิ่มจัดไปทำให้ "หัวไม่แลน่ ” ครับ หนึ่งคือจากเลือดพา
กนั ไปเลี้ยงไสเ้ สียมากกับสองคือจาก "โกร๊ทฮอรโ์ มน” ไมห่ ล่งั ทำให้ไมม่ ีพลงั ท้ังแรงกายและแรงใจท่ีใช้
คิด ถา้ อยากมีสมองท่ีแจม่ ใสขึ้นขอใหก้ นิ แบบ "หวิ นดิ ๆ ” ครบั เปน็ การสงวนความคิดไว้ไมใ่ ห้จมไปกับ
มอื้ หนักหมด
การกินเยอะสิ่งแล้วยังฟีเจอริ่งด้วยของหวานอีกก็ถือเป็นอนันตริยกรรมแห่งการบริโภค
เหมือนกนั อย่าสำคัญตัวผิดว่าเป็นชูชกอยูเ่ พื่อกนิ หรือถือคติว่าทอ้ งแตกดีกว่าของเหลือเพราะเมื่อถงึ
เวลาป่วยแล้วจะต้านไม่อยู่โรคจู่โจมแบบไม่ติดเบรค เพราะเครื่องยนต์กายเราไม่ได้ทำไว้ให้ "กินจน
ล้น” หากแต่สร้างไว้อย่างพอดีสำหรับให้กินอิ่มพอดีจนถึงว่า "หิวนิดๆ” ก็ยังอยู่ได้ด้วยมีระบบทด
พลังงานไว้ให้ใช้ยามจำเป็น เห็นได้จากยามอดที่จะเกิดอาการง่วงซึมเพื่อจะได้ลดการใช้แรงลง แต่
ในทางตรงข้ามยามอิ่มล้นเปี่ยมสุขร่างกายก็จะเกิดการง่วงเหมือนกันแต่เป็นการง่วงแบบกะปลกกะ
เปลี้ยท่เี กิดจากอวัยวะภายในทำงานอยา่ งหนกั แล้วกม็ กั "ไดเ้ รือ่ ง” ตามมา
ทฤษฎีพฤติกรรมของผู้บริโภค
พฤตกิ รรมผู้บรโิ ภค เปน็ การศกึ ษาปัจเจกบุคคล กล่มุ บุคคล หรือองค์การ และกระบวนการที่
พวกเขาเหล่านั้นใช้เลือกสรร รักษา และกำจัด สิ่งที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ หรือ
แนวคิด เพื่อสนองความต้องการและผลกระทบที่กระบวนการเหล่านี้มีต่อผู้บริโภคและสังคม
พฤติกรรมผ้บู ริโภคเป็นการสมผสานจิตวิทยาสังคมวิทยา มานุษยวิทยาสงั คม และเศรษฐศาสตร์ เพ่ือ
พยายามทำความเข้าใจกระบวนการการตัดสินของผู้ซื้อทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคล พฤติกรรม
ผู้บริโภคศึกษาลักษณะเฉพาะของผู้บริโภคปัจเจกชน อาทิ ลักษณะทางประชากรศาสตร์และตัวแปร
เชิงพฤติกรรม เพ่อื พยายามทำความเขา้ ใจความต้องการของประชาชน พฤติกรรมผ้บู รโิ ภคโดยท่ัวไปก็
ยังพยายามประเมินสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคโดยกลุ่มบุคคลเช่นครอบครัว มิตรสหาย กลุ่มอ้างอิง
และสังคมแวดล้อมดว้ ยพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง การแสดงออกของ
แต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้สินค้าและบริกรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งกระบวนการในการ
ตดั สนิ ใจทมี่ ีผลต่อการแสดงออก
22
พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง พฤติกรรมซึ่งผู้บริโภคทำการค้นหาการซ้อื
การใช้ การประเมนิ ผล การใช้สอยผลิตภัณฑ์ และการบรกิ าร ซ่ึงคาดวา่ จะสนองความตอ้ งการของเขา
(Schiffman and Kanuk, 1994)
Engel และผู้ร่วมงาน (1968) ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคว่า เป็นการกระทำของ
บคุ คลทเี่ กย่ี วข้องโดยตรงกับการไดร้ ับและการใช้สนิ คา้ และบริการ รวมไปถึงกระบวนการตัดสินใจที่มี
อยู่กอ่ นและมสี ว่ นในการกําหนดใหม้ กี ารกระทำดงั กล่าว
ชิฟแมน และคะนุค (Schiffman and Kanuk, 1987) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมของ
ผู้บริโภคไว้ว่าเปน็ พฤตกิ รรมที่ผู้บริโภคแสดงออกไมว่ ่าจะเป็นการเสาะหา ซือ้ ใช้ ประเมนิ ผล หรือการ
บริโภคผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวคิดต่าง ๆ ซึ่งผู้บริโภคคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการ
ของตนได้เป็นการศึกษาการตัดสินใจของผู้บริโภคในการใช้ทรัพยากรที่มอี ยู่ ทั้งเงิน เวลา และกําลัง
เพื่อบริโภคสินค้าและบริการต่าง ๆ อันประกอบด้วย ซื้ออะไร ทำไมจึงซื้อ ซื้อเมื่อไร อย่างไร ที่ไหน
และบอ่ ยแค่ไหน
แองเจิล คอลแลต และแบลคเวลล์ (Engel Kollat and Blackwell, 1968) ได้ให้ความหมาย
ของพฤติกรรมผู้บริโภคว่า หมายถึง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการ
จัดหาใหไ้ ด้มาและการใช้ซ่งึ สินค้าและบริการ ทัง้ นี้หมายรวมถงึ กระบวนการตัดสินใจซึ่งมีมาอยู่ก่อน
แลว้ และซึง่ มีส่วนในการกาํ หนดใหม้ กี ารกระทำดงั กลา่ ว
ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2541: 124 – 125) อ้างอิงจาก Kotler, Philip. (1999).
Marketing Management ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior)
หมายถึง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนงึ่ เก่ยี วข้องโดยตรงกับการจัดหาให้ได้มาแลว้ ซึง่ การใช้สินค้า
และบริการ ทั้งนหี้ มายรวมถึง กระบวนการตัดสินใจ และการกระทำของบุคคลที่เก่ียวกับการซ้ือและ
การใช้สนิ ค้า
กล่าวโดยสรุปว่าพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง การแสดงออก
ของแต่ละบุคคลท่เี กีย่ วข้องโดยตรงกับการใช้สินคา้ และบรกิ ารทางเศรษฐกิจ รวมไปถงึ กระบวนการใน
การตดั สินใจที่มผี ลต่อการแสดงออกของแตล่ ะบคุ คล ซ่ึงมีความแตกต่างกันออกไป
(อา้ งองิ : https://sites.google.com/site/sersthsastrbeuxngtn22001001/5-kar-briphokh-
laea-thvsdi-phvtikrrm-phu-briphokh)
แนวคดิ ทฤษฎเี กีย่ วกับ IF หรือ Intermittent Fasting
คำวา่ IF ย่อมาจาก Intermittent Fasting ซง่ึ Intermittent แปลว่าทำอะไรเป็นช่วง ๆ สว่ น
Fasting คือการอดอาหาร เมือ่ มารวมกนั ก็จะหมายความว่า การอดอาหารในชว่ งเวลาแต่ละวันโดยใน
แต่ละวันเราจะมีการแบ่งเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า Fasting การอดและก็ช่วง Feeding คือช่วงกิน ใน
หนึ่งวนั ของแต่ละสูตรก็จะอดหรือวา่ กินในเวลาท่ีไม่เท่ากัน เรียกง่าย ๆ ว่า IF เป็นวิธีท่ีใชใ้ นการลิมติ
23
หรือจำกัดในการกนิ เพอ่ื ให้มีวนิ ยั ในการกนิ ทม่ี ากข้ึน หลักการทำงานของ IF คอื พอมีระบบท่ีใช้ในการ
กนิ ร่างกายกจ็ ะได้รบั พลังงานในรปู แบบทสี่ ามารถคาดคะเนไดง้ า่ ยข้นึ
จุดเริ่มต้นของ IFต้องบอกก่อนเลยว่าการทำ Fasting นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มี
อยู่แล้วเป็น 1,000 ปี เช่น ในแถบเมดเิ ตอร์เรเนียนก็มีการทำ Fasting ในยา่ นนั้น ๆ อยู่รวมไปถึงชาว
มุสลิมที่ก็มีการทำรอมฎอนก็คือศีลอดนั่นเอง อันที่จริงแล้วถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็สามารถมองได้ว่า
Fasting เป็นสว่ นของการพัฒนารา่ งกายและจิตใจควบคกู่ นั ไป เพราะตอ้ งอดอาหาร ทำใหต้ ้องมีจิตใจ
ท่แี ข็งแกรง่ ดว้ ยสำหรับสตู รการทำ IF ก็มมี ากมายหลายสตู รด้วยกัน เริม่ จาก
สตู รที่ 1. กค็ อื สูตร Lean Gains เป็นสูตรทไ่ี ดร้ บั ความนิยมสูงมาก คอื เป็นการอด 16 ช่วั โมง
และกิน 8 ชั่วโมง หรอื ที่เรียกกันว่า 16/8 นอกจากสูตรนก้ี ็ยังมีอกี หลายสูตรหลายวธิ ีด้วย
สตู รที่ 2. เป็นวธิ ที ่ีคลา้ ยคลึงกันและสามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 1 วนั คอื แบบ Fasting คือช่วงท่ี
ไมก่ นิ และ Feeding คอื ช่วงท่ีกิน ซ่ึงก็มีหลายสูตรเหมือนกันท่ีจะเอาไปประกอบใชร้ ่วมด้วย ไม่ว่าจะ
เป็นการทำ 18/6 หรือ 20/4 แต่หลัก ๆ แล้วจะเป็น Fasting แบบ 1 วันและทำทุกวันในแบบที่
ต่อเนื่องกันไปนอกเหนือจากการทำทุก ๆ วันแล้วก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำวันเว้นวันหรือที่เรียกว่า
Alternate day Fasting หมายถึงการเริ่มทำ 1 วัน สลับกับการกินปกติ 1 วัน ที่ไม่ใช่เป็นการอด 1
วัน และอีกวันตามใจปากกินไม่สนโลกแบบนั้น ซึ่งการสลับวันก็ต้องดูแลและควบคุมด้วยว่ากิน
อะไรบ้างในแต่ละวนั นับได้วา่ มกี ารคอนโทรลในเร่อื งของสารอาหารตา่ ง ๆ ด้วย
สูตรท่ี 3. Eat Stop Eat เปน็ การกนิ แบบ 5 วนั และทำแบบ Fasting 1-2 วัน/สปั ดาห์
IF ทำอยา่ งไร
จากเทคนิคการทำ IF ทั้ง 3 สูตรที่ยกตัวอย่างไปนั้นสูตรท่ี 1 ก็คือ Lean Gains หรือการอด
อาหาร 16 ชวั่ โมงและกินอาหาร 8 ชั่วโมงเป็นสตู รและวิธีทไี่ ด้รบั ความนิยมมากที่สุดและเป็นวิธีท่ีจะ
ขอใช้ยกตวั อยา่ งในบทความนี้ด้วยเพื่อใหท้ กุ คนไดเ้ ขา้ ใจเร่อื ง IF มากขึ้น
ตัวอย่าง : IF แบบ 16/8 คือการที่เรารับประทานอาหารได้ปกติ 8 ชั่วโมงและอดอาหารอกี
16 ชั่วโมงอย่างเช่นเรารับประทานอาหารมื้อแรกตอน 12:00 น มื้อสุดท้ายก็ต้องไม่เกิน20:00 น
หลงั จาก20:00 น นับไปอกี 16 ชว่ั โมงคอื 12:00 น ระหวา่ งน้กี ต็ ้องไมก่ ินอะไรแล้วการเลือกชั่วโมงใน
การอดอาหารตรงนี้สามารถเลือกทำได้ตามสะดวกเลยก็คอื เลือกช่วั โมงไหนก็ได้ที่ไม่กระทบต่อการใช้
ชีวติ ปกติของเรา โดยสว่ นมากมักจะเลอื กเวลาระหวา่ ง 20:00 น เพราะว่าเวลาหลงั 12:00 น จะทำให้
ช่วงเวลาอดอาหารไปตรงกับชว่ งท่ีเรานอนหลับพอดี
*ช่วงเวลาที่อดอาหารกินอะไรได้บ้าง? : สามารถดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงานได้ ก็คือ กาแฟดำหรือ
นำ้ เปลา่
*ส่วนช่วงเวลา 8 ชั่วโมง สามารถเลือกทานอะไรได้บ้าง? : สามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์ได้
ตามปกติเลย
24
เรม่ิ ต้นทาน IF
ควรเรม่ิ ต้นจาก 16/8 ท่สี ามารถทำได้ง่ายกอ่ น ชว่ งนีน้ ้ำหนักอาจจะลดลงบ้างไม่มากแต่เป้น
การปรับตัวกับระบบ เพราะบางคนจะยอมแพ้เร็ว ช่วงนี้ให้ปรับเวลา 8 ชั่วโมงทีท่ านไปเรื่อยๆจนเรม่ิ
ลงตัว เช่นบางคนเริม่ เร็วไป เรม่ิ ทาน 09.00 จบที่ 17.00 แต่นอนดกึ ทำให้หวิ เลยต้องเลิก แบบน้ีลอง
เปล่ยี นเป็น 12.00 -20.00 ดู อาจจะเวิร์คกไ็ ด้ โดยเฉพาะคนที่นอนดกึ ตื่นสายและไม่ชอบทานอาหาร
เช้าเมื่อเริ่มเข้าที่สักสองอาทิตย์ก็ค่อยๆลดเป็น 18/6 คืออด 18 ชม ทาน 6 ชั่วโมง ชั่วนี้น้ำหนักจะ
ลดลงดี แล้วคอ่ ยเพ่ิมเปน็ 20/4 เปน็ ลำดบั ต่อไป..ค่อยๆทำ ใจเย็นๆ อย่ารีบ
IF ผอม หรอื ลดไขมนั ไดอ้ ยา่ งไร
ในช่วงเวลาที่กินอาหารร่างกายจะมีปริมาณอินซูลินที่สูงขึ้น ช่วงนี้จะทำให้ร่างกายไม่ดึงพลังงานท่ี
สะสมมาใชก้ ็คอื ไมเ่ ผาผลาญไขมันน้ันเอง
ในเส้นทางที่กลับกันช่วงที่ท้องว่าง ๆ ปริมาณอินซูลินเราจะลดต่ำลงทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานท่ี
สะสมมาใช้ก็คือการเกิดการเผาผลาญไขมันหรือที่เรียกว่าเกิดจากภาวะ Ketosis ซึ่งจะทำให้วิธี IF
สามารถลดไขมันได้ดีขึ้นในชว่ งเวลาที่อดน้นั เองระดบั การเผาผลาญไขมนั ช่วงอดอาหาร กค็ ือช่วงเวลา
กินอาหารปกติร่างกายจะมีอินซูลินที่สูงขึ้นแล้วก็จะดึงพลังงานจากแหล่งอื่นมาใช้ ส่วนในช่วงอด
อาหารอนิ ซูลนิ จะลดต่ำลงร่างกายก็จะดึงพลังงานจากไขมนั มาใชแ้ ทน
ประโยชน์ของ if
ร่างกายจะดงึ ไขมนั มาใช้มากขนึ้ ชว่ ยลดไขมนั ทำใหก้ ินอาหารเปน็ เวลา และเปน็ ระบบมากขึน้
ลดปัญหาการกินจุกจิก ทั้งหมดนี้ทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ดีและง่ายมากขึ้นยังไงก็ตามสำหรับผู้ที่
ต้องการลดน้ำหนักสิ่งที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลาก็คือเราควรที่จะรับพลังงานเข้ามาให้น้อยกว่าที่ใช้
ออกไป IF ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินต่ำ มีการใช้ ketone เป็นพลังงานแทนช่วงอดอาหาร ซึ่งมีงานวิจยั
มากที่ชี้ว่าทำให้เกิดประโยชน์กับร่างกายหลายด้าน ทั้งลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง แมก้ ระทัง่ โรคมะเร็ง (ดเู อกสารอา้ งองิ ท้ายบทความ)
โทษของ IF
อธบิ ายครา่ ว ๆ ได้วา่ การทำ IFไมใ่ ชส่ ูตรในการกินอาหารแต่จะเน้นช่วงเวลาในการกินอาหาร
คนก็จะเข้าใจกันงา่ ย ๆ วา่ “อ๋อ…มันอดอาหารก็ลดน้ำหนกั ได้นะ” แตอ่ ดแบบ IF คอื อดเป็นช่วงเวลา
เพราะถ้าทำถูกวธิ ีจะไม่มีปัญหา แตว่ ันนี้อยากจะมาเตือนข้อควรระวังสำหรับคนที่คิดจะทำ IF เพราะ
หลาย ๆ คนกม็ ักจะพลาดกัน
เร่ืองท่ี 1 สุขภาพ
เตอื นไว้เลยคนทีม่ สี ุขภาพโดยเฉพาะโรคกระเพาะและโรคเบาหวานไม่แนะนำให้ทำ IF เพราะ
มีโอกาสให้เกิดปัญหาได้การไปอดอาหาร โรคกระเพาะนั้นมีปัญหาอยู่แล้วและบางครั้งการมีปัญหา
ของโรคเบาหวานอยู่นำ้ ตาลตกก็จะมีปัญหาไดง้ ่ายถ้าอดอาหารในระยะเวลานาน ๆ กส็ ่งผลได้โดยตรง
25
ที่สำคัญคนไข้ที่ได้รับการ ผ่าตัดกระเพาะ หรือผ่าตัดทางเดินอาหารอื่นๆก็ไม่ควรทำ IF เพราะ
กระเพาะมีขนาดเล็กอย่แู ลว้ ยงั ไงนำ้ หนกั กล็ ดลงแนน่ อน
เรือ่ งที่ 2 IF ถกู ใช้ในทางท่ีผิด
พบเจอมาหลายเคสเลยเขาเอาไปทำในแบบผิด ๆ คือเมื่อIFกำหนดช่วงระยะเวลาที่อดแล้ว
ช่วงทก่ี ินจะกินอะไรก็ได้ไมอ่ ้ันซ่งึ เขาทำในสูตร 20 คอื อด 20 ช่ัวโมงและกำหนดช่วงเวลาที่กินได้ก็คือ
4 ชวั่ โมงตอ่ วนั คือ 14:00 น ถึง 18:00 น ท่ีเหลือคอื อดเขาก็จะอด อดแบบท้ังวันแล้วพอต้งั แต่ 14:00
น ถึง 18:00 น เขาจะกินชนิดปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะหรือในกลุ่มของอาหารบุฟเฟ่ต์ คือกินไม่เลือก
อาหารและกินในปริมาณที่เยอะมาก ๆ หลักการของ IF คือจำกัดช่วงระยะเวลาการกินก็จริงแต่
ช่วงเวลาการกินได้ถ้าแคลอรรี วมเกินยังไงน้ำหนักก็ไม่ลดและจะส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย อย่าลืมว่า
เพียงมื้อเดยี ว มนุษยสามารถทานอาหารได้ถึง 7000 -10000 แคลอรี่ได้ เพราะอาหารไขมันสูง (หมู
ติดมันย่าง) เพียง 1 กิโลที่ทาน ได้แคลอรี่ถึง 5200 แคลอร่ี ( 519 แคลอรี ต่อ 100 กรัม) อ้างจาก
แคลอรีหมูสามช้นั ท่สี ำคญั เรากินแคลอรเี กินแล้วน้ำหนักไมล่ ด แถมยงั ฝึกใหต้ ัวเองกนิ ต่อคร้ังในจำนวน
ทีละมาก ๆ กระเพาะกจ็ ะเกิดการขยายตัวกลายเป็นว่ากระเพาะใหญ่ต้องกินเยอะกว่าจะอิ่มมันยิง่ มี
ปญั หาให้ลดนำ้ หนักได้ยากในระยะยาว ฉะน้นั การทำ IF อย่าคิดว่าจะกนิ อะไรก็ได้
เร่อื งท่ี 3 ประเภทอดอาหาร
เรยี กได้ว่าเปน็ ขอ้ ตรงกันข้ามจากข้อท่ีแลว้ ซ่งึ คนอดอาหารบางครั้งเขาไมร่ ้วู ่าตัวเองทำผิดเขา
คิดว่าเขาทำตามหลัก Fasting อยู่ซึ่ง Fasting และการอดอาหารไม่เหมือนกัน การอดอาหารคือไม่
ทานเลย หรือพยายามทานแลว้ อว้ กออกมา อีกทั้งทนหิวแม้ในช่วงท่ตี อ้ ง feed
สรุปได้ว่าวิธี Fasting ไม่ใช่วิธีเลวร้าย หากแต่เป็นวิธีที่ดีเลยถ้าทำถกู วิธีจำกัดช่วงระยะเวลา
การกินให้เหมาะสมใหเ้ ข้ากับวิถชี ีวิตของเราแลว้ ในช่วงระยะเวลาที่กินได้ก็กินให้พอเหมาะและเลือก
สารอาหารใหค้ รบถ้วนดว้ ย (อา้ งอิง : https://www.rattinan.com/if/)
แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกับการพัฒนาตนเอง
ความต้องการในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้เพิ่มพูนความรู้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ตา่ ง ๆ ไปตามวตั ถุประสงค์ของแต่ละบุคคล รวมทงั้ สามารถดำรงอยู่ในสงั คมหรือประสบความสำเร็จ
ในชีวิตหน้าที่การงานควรมีแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยมีผู้ให้นิยามของ
ทฤษฎกี ารพฒั นาตนเอง
การพัฒนาตนเอง หมายถึง การขยายขอบเขตความสามารถในการใช้ความรู้ ความสามารถ
ของบคุ คลได้ อยา่ งเต็มทลี่ ะประยกุ ตใ์ ช้ความรแู้ ละประสบการณ์ท่ไี ดร้ ับมาเพื่อแก้ปัญหาหรือหาข้อยุติ
ปญั หาใน สถานการณ์ใหม่ ๆทแ่ี ตกต่างออกไป
การพัฒนาตนเอง หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการ ส่งเสริมบุคคลให้มีความรู้
ความสามารถ มีทักษะการทำงานดีขึ้น ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน อันจะเป็นผลให้การ
26
ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และการพัฒนาบุคคลควรส่งเสริมและพัฒนาทั้ง ร่างกาย อารมณ์
สงั คม และสติปัญญาอย่างทัว่ ถงึ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ความสำคัญของการพัฒนาตนเอง
ในปจั จบุ ันการศกึ ษาเรือ่ งการพัฒนาตนเองเปน็ สง่ิ สำคัญอย่างยิ่งเน่อื งจากสภาพของโลกและ
เหตุการณ์ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ยุคของข่าวสาร
ขอ้ มลู (Information Era) หรอื ท่ีเรียกวา่ เป็นยุคของโลกคลน่ื ท่สี าม (Third Wave) ใหเ้ กดิ การรวมตัว
ของทรัพยากรข้นึ เม่อื โลกอยู่ในสภาวะทไ่ี รพ้ รมแดนการแขง่ ขนั เพื่อชว่ งชงิ ทรัพยากรจึงมีมากขึ้นเป็น
ทวีคูณ ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าเป็นสงครามข่าวสารในด้านข้อมูลความรู้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลง
เช่นนี้ททำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปโดยไม่พยายามก้าวให้ทันจะกลายเป็นผู้ล้าหลังและเสีย
ประโยชนใ์ นเวลาอนั รวดเรว็ ดงั นนั้ การพัฒนาตนเองเพอ่ื ให้เรียนรูไ้ ดเ้ ท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
ยคุ โลกาภิวัฒตนเ์ พื่อความอยู่รอดของชีวิตจงึ เป็นสง่ิ ที่จาํ เป็น (ศศนิ า ปาละสงิ ห,์ 2547)
องค์ประกอบในการพฒั นาตนเอง
องคป์ ระกอบในการพฒั นาตนเองด้านตา่ ง ๆ ดงั นี้
1. บุคลิกท่าทาง นับเป็นสิง่ สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะกิริยาท่าทางคือการสื่อสารท่ีสำคญั ซึ่งจะ
ทำใหผ้ อู้ ่นื รู้ถึงจติ ใจตลอดจนความนกึ คดิ ของบุคคลผู้นน้ั ดงั นัน้ กริยาท่าทางหรอื บุคลิกภาพท่ีสามารถ
สรา้ งความเชอ่ื มัน่ ให้สมาชิกกลุ่ม จงึ ทำให้ผ้อู ่นื ยกยอ่ งและเชอ่ื ถอื ไวว้ างใจ
2. การพูด นับเป็นการส่ือสารที่จะทำให้ผูอ้ ่ืนปฏิเสธหรือยอมรับในตัวผู้พูดไดเ้ ช่นกัน ซึ่งการ
พดู ในทีน่ ี้รวมท้ังการพูดคุยแบบธรรมดาและการพูดแบบเปน็ ทางการ การพูดท่จี ะประสบความสำเร็จ
นนั้ มหี ลกั การเบ้ืองแรกที่สำคัญ คือการระมดั ระวงั มิใหค้ าํ พูดออกไปเปน็ การประทุษร้ายจติ ใจผ้ฟู ัง
3. พัฒนาคุณสมบัติทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเป็นทางที่จะให้ผู้อ่ืน
ยอมรบั และยกยอ่ ง บคุ คลที่มคี วามสัมพนั ธ์ที่ดตี อ่ คนอ่นื ยอ่ มจะทำให้ไดร้ ับความสนบั สนนุ และร่วมมือ
4. พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัว ทำให้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกส่วนใหญ่ ดังนั้นนอกจาก
ความรู้ ความสามารถแลว้ คุณสมบตั เิ ฉพาะตัวบางประการก็เป็นส่งิ สำคัญทจ่ี ะผลกั ดันใหบ้ ุคคลได้รับ
16การยอมรับจากทุกฝ่าย เป็นผู้มีคุณธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและประพฤติตนอยู่
ภายใต้ คณุ ธรรม ความดี ตามบรรทดั ฐานของสังคมน้นั ๆ
กระบวนการในการพัฒนาตนเอง
การพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จ ควรจะมีกระบวนการตามขั้นตอนซึ่ง (สุวรี เที่ยว
ทัศน์, 2542) ไดก้ ล่าวถึงกระบวนการในการพัฒนาตนเอง สรุปดงั น้ี
1. สาํ รวจตวั เอง การท่ีคนเราจะประสบความสมหวงั หรือไม่ สาเหตุทส่ี ำเร็จ คอื จะต้องมีการ
สํารวจตนเองเพราะตนเองเป็นผู้กระทำตนเอง คนบางคนไมป่ ระสบความสำคญั ในชวี ิตเนือ่ งจากบุคคล
27
มจี ุดออ่ นหรือคุณสมบัตทิ ่ีไมด่ ี การทจี่ ะทราบว่าตนมคี ุณสมบัตอิ ย่างไร ควรจะไดร้ ับการสํารวจตนเอง
ท้ังนี้ เพอื่ ทจี่ ะไดป้ รบั ปรงุ แกไ้ ข หรอื พัฒนาตนเองใหด้ ขี ึ้น เพอื่ จะได้มีชวี ิตทีส่ มหวังต่อไป
2. การปลูกคุณสมบัติที่ดีงาม โดยคุณสมบัติของบุคคลสำคัญของโลกเป็นแบบอย่าง ซงึ่
คณุ สมบัติของบุคคลไม่ใชส่ ิง่ ท่ตี ดิ ตวั มาแต่เกิด แตส่ ามารถเกิดขึน้ ได้
3. การปลูกใจตนเอง เป็นสิ่งสำคญั เพราะบุคคลที่มีกําลังใจดี ย่อมมุ่งมั่นดำเนินการให้บรรลุ
เป้าหมายของชวี ติ ที่กำหนดไว้
4. การส่งเสริมตนเอง คือการสร้างกําลังกายที่ดี สร้างกําลังใจให้เข้มแข็ง และสร้างกําลัง
ความคดิ ของตนใหเ้ ป็นเลิศ
5. การดำเนินการพัฒนาตนเอง เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างตนเองให้บรรลุ
วัตถุประสงคต์ ามทต่ี งั้ ไว้
6. การประเมนิ ผล เพือ่ จะไดท้ ราบว่าการดำเนินการพฒั นาตนเองตามท่ีบคุ คลไดต้ ั้งเป้าหมาย
ไว้ดำเนินกสรไปได้ผลมากน้อยเพียงไร จึงจำเป็นต้องอาศัยการวัดผลและการประเมินผลการพัฒนา
ตนเอง คอื การท่เี พอื่ ใหเพิม่ พูนความรู้ ทำให้มีการเปล่ยี นแปลง พฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ไปตามวัตถุประสงค์
ของแตล่ ะบคุ คล รวมทง้ั สามารถดำรงอยใู่ นสังคมหรือประสบ ความสำเรจ็ ในชีวติ
(อา้ งองิ : http://learningofpublic.blogspot.com/2015/09/blog-post_95.htm)
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการดูแลตนเอง
เป็นแนวคดิ ทอ่ี ธบิ ายการดแุ ลตนเองของบคุ คล และการดแู ลบุคคลทีพ่ ึ่งพอ กล่าวคอื บุคคลท่ี
มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่และกําลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีการเรียนรูใ้ นการกระทําและผลของการกระทําเพอื่
สนองตอบความต้องการดูแลตนเองที่จําเป็น โดยการควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อหน้าที่ หรือพัฒนาการ
ของบุคคลเพื่อคงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความผาสุก การกระทําดังกล่าวรวมไปถึงการกระทําเพ่ือ
บคุ คลท่ตี อ้ งพงึ่ พาซึง่ สมาชิกในครอบครวั หรือบุคคลอืน่ แนวคิดของโอเร็ม การดแู ลตนเองเป็นรูปแบบ
หน่งึ ของการกระทาํ อย่างจงใจและมีเป้าหมาย ซ่ึงเกดิ ขน้ึ อยา่ งเปน็ กระบวนการประกอบดว้ ย 2 ระยะ
สมั พนั ธ์กัน คอื
ระยะที่ 1 เป็นระยะของการประเมินและตัดสินใจ ในระยะนี้บุคคลจะต้องหาความรู้และ
ขอ้ มูลเก่ียวกับสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน และสะทอ้ นความคดิ ความเขา้ ใจในสถานการณ์ และพิจารณาว่า
สถานการณ์นั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ อย่างไร มีทางเลือกอะไรบ้าง ผลที่ได้รับแต่ละ
ทางเลือกเป็นอย่างไร แลว้ จึงตดั สินใจทีจ่ ะกระทาํ
ระยะที่ 2 ระยะของการกระทาํ และประเมนิ ผลของการกระทํา ซ่ึงในระยะนจี้ ะมีการ แสวงหา
เป้าหมายของการกระทํา ซึ่งเป้าหมายมีความสําคัญเพราะจะช่วยกําหนดทางเลือกกิจกรรมท่ี ต้อง
กระทําและเปน็ เกณฑ์ท่ีจะใช้ในการตดิ ตามผลของการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
28
วัตถุประสงค์หรอื เหตผุ ลของการกระทําการดแู ลตนเอง
โอเรม็ เรยี กวา่ การดแู ลตนเอง ท่ีจาํ เป็น (Self-care requisites) ซึง่ เปน็ ความต้ังใจหรือเป็น
ผลที่เกิดได้ทันทีหลังการกระทํา การดูแล ตนเองทที่จําเป็นมี3อย่างคือการดูแลตนเองที่จําเป็น
โดยทว่ั ไปตามระยะพฒั นาการและเมอื่ มภี าวะ เบ่ยี งเบนทางด้านสุขภาพ ดังนี้
1. การดแู ลตนเองที่จําเปน็ โดยทั่วไป (Universal self-care requisites) เปน็ การดูแลตนเอง
ท่ี เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม และรักษาไว้ซึ่งสุขภาพและสวัสดิภาพของบุคคล และการดูแลตนเอง
เหล่าน้ี จําเป็นสําหรับบคุ คลทุกคน ทกุ วัย แตจ่ ะต้องปรับให้เหมาะสมกบั ระยะพัฒนาการ จดุ ประสงค์
และ กิจกรรมการดแู ลตนเองท่ีจําเป็
2. การดูแลตนเองที่จําเป็นตามระยะพัฒนาการ (Developmental self-care requisites)
เป็นการ ดูแลตนเองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ในระยะต่างๆ เช่น การ
ตั้งครรภ์ การ คลอดบุตร การเจริญเติบโต เข้าสู่วัยต่างๆของชีวิต และเหตุการณ์ที่มีผลเสียหรือเป็น
อุปสรรค ตอ่ พฒั นาการ เช่น การสูญเสยี คู่ชีวิต หรือบดิ ามารดา หรอื อาจเป็นการดแู ลตนเองท่ีจําเป็น
โดยทั่วไปท่ี ปรบั ให้สอดคลอ้ ง เพือ่ การสง่ เสรมิ พัฒนาการ การดูแลตนเองท่จี าํ เปน็ สําหรบั กระบวนการ
พฒั นาการ
3. การดูแลตนเองท่ีจําเปน็ ในภาวะเบี่ยงเบนทางด้านสขุ ภาพ (Health deviation self-care
requisites) เป็นการดูแลตนเองทีเ่ กิดขึ้นเนื่องจากความพิการต้ังแต่กําเนิด โครงสร้างหรือหน้าท่ขี อง
ร่างกายผดิ ปกติ เชน่ เกดิ โรคหรอื ความเจบ็ ป่วย และจากการวนิ จิ ฉยั และการรกั ษาของแพทย์
ความสามารถในการดูแลตนเอง (Self-care agency)ความสามารถในการดูแลตนเองเป็น มโนมติท่ี
กลา่ วถงึ คุณภาพอันสลบั ซับซ้อนของมนษุ ย์ ซ่งึ บคุ คลท่ีมคี ุณภาพดังกล่าวจะสร้าง หรือ พัฒนาการดูแล
ตนเองได้ โครงสร้างของความสามารถในการดูแลตนเองมี 3 ระดบั คือ (Orem,
2001 : 258-265)1. ความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อดูแลตนเอง (Capabilities for self-care
operations)2.
พลังความสามารถในการดูแลตนเอง (Power components:enabling capabilities for self-
care)3. ความสามารถและคุณสมบัติข้นั พืน้ ฐาน (Foundational capabilities and disposition)
1. ความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อการดูแลตนเอง (Capabilities for self-care
operations) (Orem, 2001 : 258-260)เป็นความสามารถทีจ่ ําเป็น และจะต้องใช้ในการดูแลตนเอง
ในขณะนั้น ทันที ซง่ึ ประกอบด้วยความสามารถ 3 ประการ คอื
1.การคาดการณ์ (Estimative) เปน็ ความสามารถในการตรวจสอบสถานการณ์และ
องค์ประกอบในตนเองและส่งิ แวดลอ้ มที่สําคัญสําหรับการดแู ลตนเอง ความหมาย และความ
ตอ้ งการ ในการปรับการดูแลตนเอง
29
2. การปรับเปลี่ยน (Transitional) เป็นความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งท่ี
สามารถควร และจะกระทาํ เพอื่ สนองตอบตอ่ ความต้องการในการดูแลตนเองทจ่ี าํ เป็น
3. การลงมือปฏิบัติ (Productive operation) เป็นความสามารถในการปฏิบัติ
กจิ กรรมต่าง ๆ เพอื่ สนองตอบตอ่ ความต้องการดแู ลตนเองทจี่ ําเปน็
2. พลงั ความสามารถในการดูแลตนเอง (Power components:enabling capabilities for
self- care) (Orem, 2001 : 264-265) โอเร็ม มองพลังความสามารถทั้ง 10 ประการนี้ ในลักษณะ
ของ ตวั กลาง ซ่งึ เชื่อมการรบั ร้แู ละการกระทาํ ของมนุษย์ แตเ่ ฉพาะเจาะจงสาํ หรับการกระทําอย่างจง
ใจ เพ่ือการดแู ลตนเอง ไมใ่ ช่การกระทาํ โดยทัว่ ไป พลังความสามารถ 10 ประการน้ี ได้แก่
2.1 ความสนใจและเอาใจใส่ในตนเอง ในฐานะที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในตนเอง
รวมทั้งสนใจ และเอาใจใส่ในตนเอง ในฐานะทีต่ นเป็นผู้รบั ผดิ ชอบในตนเอง รวมทง้ั สนใจและ
เอาใจใส่ภาวะ แวดลอ้ มใน-ภายนอกตนเอง ตลอดจนปจั จยั ทส่ี ําคญั สําหรับการดูแลตนเอง
2.2 ความสามารถที่จะควบคุมพลังงานทางด้านร่างกายของตนเองให้เพียงพอ
สําหรับการ ริเร่มิ และการปฏบิ ตั ิการดูแลตนเองอยา่ งต่อเนื่อง
2.3 ความสามารถทจี่ ะควบคุมสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายเพอ่ื การเคลอื่ นไหวท่ีจําเป็นใน
การรเิ ร่มิ หรือปฏิบัติการเพื่อดูแลตนเองใหเ้ สรจ็ สมบูรณ์ และต่อเน่อื ง
2.4 ความสามารถท่ีจะใชเ้ หตใุ ชผ้ ลเพือ่ การดแู ลตนเอง
2.5 มีแรงจูงใจที่จะกระทําการดูแลตนเอง เช่น มีเป้าหมายของการดูแลตนเองท่ี
สอดคลอ้ ง กับคณุ ลกั ษณะและความหมายของชีวิต สุขภาพ และสวัสดิภาพ
2.6 มีทกั ษะในการตัดสนิ ใจเก่ยี วกับการดูแลตนเองและปฏิบัตติ ามท่ไี ดต้ ัดสินใจ
2.7 มีความสามารถในการเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองจากผู้ที่
เหมาะสม และ เชอื่ ถอื ได้ สามารถจะจดจาํ และนําความรู้ไปใชใ้ นการปฏบิ ตั ิได้
2.8 มีทักษะในการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา การรับรู้ การจัด
กระทํา การ ตดิ ตอ่ และการสรา้ งสัมพนั ธภาพกับบุคคลอนื่ เพ่อื ปรบั การปฏบิ ตั ิการดแู ลตนเอง
2.9 มีความสามารถในการจัดระบบการดแู ลตนเอง
2.10 มีความสามารถที่จะปฏิบัติการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง และสอดแทรกการ
ดแู ล
ตนเองเขา้ ไปเปน็ สว่ นหน่ึงในแบบแผนการดาํ เนินชวี ิตในฐานะบุคคลซ่งึ มีบทบาทเป็น
ส่วนหนึง่ ของ ครอบครัวและชุมชน
3. ความสามารถและคณุ สมบัติขน้ั พ้นื ฐาน (Foundational capabilities and disposition) (Orem,
2001 : 264-265) เป็นความสามารถขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จําเป็นสําหรับการกระทําอย่างจงใจ
(Deliberate action) โดยท่ัว ๆ ไป ซ่งึ แบง่ ออกเป็น
30
3.1 ความสามารถที่จะรู้ (Knowing) กับความสามารถที่จะกระทํา (Doing) (ทาง
สรรี ะและ จติ วทิ ยาแบ่งเป็นการรบั ความรู้สกึ การรับรู้ ความจํา และการวางตนให้เหมาะสม
เปน็ ตน้ )
3.2 คุณสมบัติหรือปัจจัยที่มีผลต่อการแสวงหาเป้าหมายของการกระทํา
ความสามารถและ คุ ณสมบตั ขิ ้นั พื้นฐาน ประกอบดว้ ย
3.2.1 ความสามารถและทักษะในการเรียนรู้ ได้แก่ ความจํา ความสามารถในการ
อ่าน เขียน นับเลข รวมทง้ั ความสามารถในการหาเหตุผลและการใชเ้ หตุผล
3.2.2 หนา้ ทขี่ องประสาทรับความรู้สึก (Sensation) ท้ังการสัมผัส การมองเห็น การ
ไดย้ นิ การได้กลิ่น และการรบั รส
3.2.3 การรับรู้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกตนเอง 3.2.4 การเห็น
คุณคา่ ในตนเอง
(อ้างองิ : https://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2553/3116/7/264996_ch2.pdf)
หลกั การประเมินโครงการ
การประเมินโครงการมีหลักการสำคัญอย่างไรบ้างนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากความหมาย
และความสำคัญของการประเมินเป็นสำคัญ ดังนี้ ความหมายของการประเมิน การประเมิน
(Evaluation) การประเมิน หมายถงึ กระบวนการตดั สนิ คุณค่าของสง่ิ ใดส่ิงหน่ึงตามตัวชว้ี ดั โดย การ
เปรยี บเทยี บกับเกณฑ์หรอื มาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้น การประเมนิ โครงการ จึงหมายถึง การตัดสิน
คุณค่าของโครงการ โดยเก็บข้อมูลจากตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้น และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ กับเกณฑ์
หรอื มาตรฐาน เพ่ือแสดงถงึ ความสำเรจ็ ของโครงการ
จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การประเมินจะต้องเกี่ยวข้องกับคำ 3 คำ คือ ตัวชี้วดั
เกณฑ์ และมาตรฐาน ดงั นั้น เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน จงึ ขออธบิ ายความหมายของคำ ทั้ง 3 คำ
ดงั นี้
ตัวชี้วัด (Indicator) หมายถึงตัวประกอบ ตัวแปร หรือค่าที่สังเกตได้ซึ่งใช้บ่งบอกถึง
สถานภาพหรอื สะท้อนลักษณะหรือผลของการดำเนนิ งาน
เกณฑ์ (Criteria) หมายถงึ ระดับท่แี สดงถึงความสำเรจ็ ของการดำเนนิ งานหรือผลที่ ได้รับ
มาตรฐาน (Standard) หมายถึง ระดับการปฏิบัติที่แสดงถึงความสำเร็จอันเป็นท่ี ยอมรับ
โดยท่วั ไป
31
ตัวอย่าง เช่น การประเมินผลผลิตของโครงการโดยตรง (Output Evaluation) ซึ่งเป็นผลท่ี
เกิดข้ึนโดยตรงทันทีจากโครงการ สามารถพจิ ารณาการบรรลุผลเบ้ืองต้น ได้จากตัวช้วี ัดเรื่องเวลา ใน
ด้าน เวลา งบประมาณท่ีใช้และสัดส่วนของงานท่ีทำเสรจ็ โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ดงั นน้ี
ประเดน็ การประเมิน ตัวช้ีวัด เกณฑ์
การบรรลผุ ลเบอื้ งตน้ ของ 1. เวลาท่เี สรจ็ งานเสร็จกอ่ นเวลาหรอื ทนั เวลา
โครงการ ทีก่ ำหนด
2. งบประมาณท่ใี ช้ งบประมาณทใ่ี ช้จรงิ น้อยกวา่
หรอื เทา่ กบั งบประมาณทีไ่ ดร้ บั
3. สัดสว่ นของงานทที่ ำเสร็จ งานเสรจ็ 100% ตามเป้าหมาย
4. สัดส่วนพน้ื ท่ีทไ่ี ดร้ บั ผล พื้นที่เป้าหมายได้รับผลกระทบ
อย่างนอ้ ย 90%
ดังนั้น การกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์/มาตรฐานที่เหมาะสม จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผล
การประเมินเป็นที่น่าเชื่อถือ และยอมรับได้อย่างแท้จริง ซึ่งวิธีการกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์ท่ี
เหมาะสมจะได้กล่าวในเนื้อหาของขั้นตอนการประเมนิ แต่ละขัน้ ตอ่ ไป
ความสำคัญของการประเมนิ ในการดำเนินงานโครงการ จำเป็นอย่างยงิ่ ทท่ี ุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง
กบั โครงการจะต้องทราบถงึ ความเป็นไปได้ ความพรอ้ ม ความกา้ วหน้า และความสำเรจ็ ของโครงการ
ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการ ประเมิน จะช่วยตอบคำถามต่างๆ ได้ ถ้าการดำเนินงานปราศจากการ
ประเมิน ผู้ปฏิบัติจะไม่ทราบ ถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ความพร้อม ความเหมาะสมของการ
ดำเนินงานและเมอ่ื สิ้นสุดการดำเนินงาน ก็จะไม่ทราบว่าผลการดำเนินงานเป็นอย่างไรบ้าง ควรยกเลิก
หรือปรับหรือขยายโครงการหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้เพราะไม่มีสารสนเทศ จากการประเมินมาช่วย
สนบั สนุนการตัดสนิ ใจ น่ันเอง
ดงั นัน้ สารสนเทศท่ไี ด้จากการประเมนิ จึงเปน็ สารสนเทศทมี่ ีความสำคญั ตอ่ การตดั สินใจ ของ
ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการตัดสนิ ใจ ผู้ประเมนิ จึงมีบทบาทสำคญั ในการนำเสนอผลการ ประเมิน
ในลักษณะท่เี หมาะสมกบั ผูใ้ ช้ผลการประเมนิ แตล่ ะกลมุ่
ผ้ทู ท่ี ำหนา้ ที่ประเมนิ สามารถแบง่ ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1) ผู้ประเมินภายใน (Internal Evaluator) ได้แก่ ผู้ประเมินที่เป็นบุคคลที่ปฏิบัติงานใน
โครงการนน้ั ซงึ่ เปน็ ผู้ทร่ี ับผดิ ชอบต่อโครงการนนั้ โดยตรง
2) ผู้ประเมินภายนอก (External Evaluator) ได้แก่ ผู้ประเมินที่เป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้
ปฏิบัติงานในโครงการและไม่มีส่วนในการดำเนินการของโครงการนัน้ โดยตรง ซึ่งอาจเป็นบคุ คลจาก
หนว่ ยงานอ่ืนภายใตส้ งั กัดเดียวกัน แตอ่ ยู่นอกโครงการ หรอื อาจเป็นบคุ คลจากสังกัดอื่นภายนอกกไ็ ด้
32
กรณีที่ผู้ประเมินเป็นบุคคลภายนอก ผู้ประเมินจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจแก่
ผู้ปฏิบัติงานในโครงการว่า การประเมินไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อการดำเนินงานของโครงการ โดยเฉพาะถ้านำเสนอต่อผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการ
ตัดสินใจ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นทางเลือกสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจต่อการดำเนินการของ
โครงการว่าจะปรบั ขยาย เปล่ยี นแปลงโครงการในลักษณะใดจงึ จะเหมาะสม ท้งั น้ีเพ่ือให้ ผู้ปฏิบัติงาน
ในโครงการเกิดความรสู้ ึกทีด่ ีตอ่ การประเมินและยอมรบั การประเมนิ ว่าเปน็ กิจกรรม สร้างสรรค์ไม่ใช่
ทำภลาย ซงึ่ จะสง่ ผลต่อการให้ความร่วมมอื ในการเก็บและรวบรวมข้อมูลของผปู้ ระเมนิ
ดังนน้ั บุคคลทจ่ี ะเปน็ นกั ประเมินทด่ี ี ควรจะตอ้ งมีคุณลักษณะดงั น้ี
1) เข้าใจในสิ่งที่ต้องการประเมินอย่างชัดเจน เพื่อนำไปสู่การวางแผนและดำเนินการ
ประเมินอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
2) ควรเป็นนักวจิ ัยที่ดดี ้วย เพราะข้อมูลที่ใช้ในการประเมินเกิดจากกระบวนการวจิ ัย ดังนั้น
การประเมินจะมีคุณภาพก็ต่อเมื่อเริ่มจากการได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ ความแตกต่างของการ วิจัยและ
การประเมินอยทู่ ี่ การวจิ ัย เนน้ การสรา้ งองค์ความรู้ใหม่ สนใจความจรงิ (Fact) ของสิ่ง ตา่ งๆ แต่การ
ประเมิน เน้นการตัดสินคุณค่า มุ่งผลในทางปฏิบัติการนำไปใช้ประโยชน์ การประเมิน จึงมีลักษณะ
เฉพาะเจาะจงมากกว่า
3) ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเชิงปรัชญา กล่าวคือ นอกจากที่นักประเมินจะมีความรู้ใน
ทฤษฎีการประเมินและรูปแบบตา่ งๆ แล้ว นักประเมนิ จำเปน็ ต้องรจู้ ักพจิ ารณาเบอ้ื งหลงั แนวความคดิ
ของการสร้างทฤษฎีการประเมินแต่ละทฤษฎีด้วย เพราะนักประเมินจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน
คุณค่า ดังนั้นจึงต้องมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกรูปแบบการประเมินที่เหมาะสมกับแต่ละ
สถานการณ์
4) ต้องรู้จักประนีประนอม เพราะนักประเมินจะต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ้าย ได้แก่
คณะผู้ประเมินเอง ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการในโครงการ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน ผู้รับผลจากโครงการ
ฯลฯ จงึ ต้องรจู้ ักการประสานประโยชน์บนพ้ืนฐานของความยุติธรรม ใหเ้ กดิ แกท่ ุกฝา่ ยอย่างเหมาะสม
ประเภทของการประเมนิ
การประเมินมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ ซึ่งถ้าพิจารณาจัดประเภทของการประเมินแล้ว
สามารถแบง่ ได้เปน็ 2 กลุม่ ใหญ่ ดงั นี้
แบ่งตามวตั ถุประสงคก์ ารประเมิน แบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คอื
1) การประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation) เป็นการประเมินระหว่าง
การดำเนินโครงการ เพื่อพิจารณาความก้าวหน้าของโครงการ ว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงส่วนใด เพือ่ ให้เกดิ ความเหมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพของการดำเนนิ งานมากขึ้น
33
2) การประเมินผลสรุป (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเมื่อสิ้นสุด
โครงการ เพื่อตัดสินความสำเรจ็ ของโครงการวา่ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์มากน้อยเพียงใดหรอื บรรลุ
เป้าหมายทคี่ วรจะเป็นเพียงใด
แบ่งตามชว่ งเวลาของการประเมิน แบง่ ไดเ้ ปน็ 5 ประเภท ดงั นี้
1) การประเมนิ ความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) เป็นการประเมินความตอ้ งการ
จำเปน็ ของโครงการในเบื้องตน้ กอ่ นที่จะจดั ทำโครงการใดๆ เปน็ การประเมนิ ทมี่ ีประโยชนต์ ่อการวาง
นโยบายและการวางแผน เพื่อให้ได้แนวคิดของการจัดโครงการที่สามารถสนองความต้องการของ
กลมุ่ เปา้ หมายได้
2) การประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาความ
เป็นไปได้ของโครงการที่จะดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ถึงปัจจัย/เงื่อนไขที่จำเป็นต่อความสำเร็จของ
โครงการ มักจะประเมินในดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง และการบรหิ าร
3) การประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เปน็ การประเมนิ ส่งิ ท่ีป้อนเขา้ ส่โู ครงการว่า
มีความเหมาะสมเพียงใดก่อนที่จะเริ่มโครงการ สิ่งที่ป้อนเข้าเช่น คน วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องมือ
งบประมาณ เป็นตน้
4) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินกระบวนการ
ดำเนนิ การตามทก่ี ำหนด ทำการประเมินในขณะทโ่ี ครงการกำลังดำเนินการอยู่ เพอื่ ใชผ้ ลการปรับปรุง
หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งมีลักษณะครอบคลุม การประเมินความก้าวหน้า
(Formative Evaluation) ของโครงการ
5) การประเมินผลผลิต (Output / Product Evaluation) เป็นการประเมินผลที่ได้จาก
โครงการโดยตรง และเป็นผลทีค่ าดหวังจากโครงการ วา่ ผลท่ีไดเ้ ป็นไปตามวตั ถุประสงค/์ ป้าหมายของ
โครงการมากน้อยเพียงใด
6) การประเมินผลกระทบ (Outcome / Impact Evaluation) เปน็ การประเมินผลท่ีได้จาก
ผลของโครงการทั้งที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวัง ซึ่งเป็นผลทางบวกและทางลบ เพื่อนำผลไป
ประกอบการตัดสนิ ใจเกย่ี วกบั โครงการ เชน่ การยกเลิก หรือดำเนินโครงการดงั กล่าวต่อไป
7) การประเมินงานประเมนิ (Meta Evaluation) เป็นการประเมินผลของการประเมนิ อีกคร้งั
หนึ่ง เพื่อศึกษาความถกู ตอ้ งและความเหมาะสมของการประเมนิ และผลการประเมิน วิธีการน้ยี ังไม่
แพร่หลายมากนกั
ขน้ั ตอนการประเมิน
ในการประเมินแต่ละคร้งั ผู้ประเมินจำเป็นตอ้ งดำเนนิ ตามขน้ั ตอนของการประเมิน ดังต่อไปน้ี
1) การวิเคราะหโ์ ครงการท่จี ะประเมนิ
2) การศึกษารปู แบบการประเมิน (Model)
34
3) การกำหนดประเดน็ ของการประเมนิ
4) การพัฒนาตัวช้ีวดั และกำหนดเกณฑ์
5) การออกแบบการประเมิน
6) การเก็บรวบรวมข้อมูล
7) เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
8) การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
9) การตดั สินผล สรปุ ผล และอภปิ รายผลการประเมิน
10) การเขียนรายงานการประเมิน
สำหรับรายละเอียดแตล่ ะขนั้ ตอนมีดังนี้
1) การวเิ คราะห์โครงการท่ีจะประเมนิ
เป็นการศึกษารายละเอียดต่างๆ ของโครงการและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่วนต่างๆ ของโครงการท่ีจะ
ประเมิน เพื่อให้ผู้ประเมินเกิดความรูค้ วามเข้าใจโครงการอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่หลักการและเหตุผลของ
โครงการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลจนถึงผลของโครงการ การ
วิเคราะห์โครงการอย่างละเอยี ดรอบคอบ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำใหผ้ ู้ประเมินเกดิ แนวคิดต่างๆ ที่จะ
นำไปสู่การกำหนดประเด็นการประเมินได้ ดังนั้นการวเิ คราะห์โครงการที่จะประเมินจึงเป็นขั้นตอน
การประเมนิ ท่สี ำคญั อยา่ งยงิ่ ขัน้ ตอนแรกของการประเมนิ
2) การกำหนดประเดน็ ของการประเมนิ (Model)
ผปู้ ระเมินจำเป็นตอ้ งมีความร้เู กยี่ วกบั รปู แบบของการประเมนิ แบบต่างๆ อยา่ งกวา้ งขวาง รูปแบบของ
การประเมินแต่ละแบบ จะได้มาจากแนวความคิดที่แตกต่างกันไปของเจ้าของรูปแบบแต่ละท่าน
การศึกษารปู แบบของการประเมนิ หลายๆ แบบ จะทำให้ผ้ปู ระเมินได้เห็นทางเลือกท่ีหลากหลายท่ีจะ
นำไปสู่การเลอื กใช้รูปแบบทเี่ หมาะสมท่ีสุดกับโครงการท่ีจะประเมนิ แตโ่ ดยสว่ นใหญ่ โครงการแต่ละ
โครงการไม่สามารถประเมินโดยใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างเดียวเสมอไป ผู้ประเมินจึงใช้การ
ผสมผสานหลายๆ รูปแบบการประเมนิ เพือ่ ใหผ้ ลการประเมนิ สมบูรณ์ทส่ี ดุ เท่าทีจ่ ะทำได้
3) การกำหนดประเด็นของการประเมิน
ผู้ประเมินจำเป็นต้องกำหนดประเด็นของการประเมินอย่างเหมาะสม เพื่อจะนำไปสู่การกำหนด
รายละเอียดในข้นั ตอนตอ่ ๆ ไป อย่างสมบูรณต์ ามประเด็นทกี่ ำหนด ผ้ปู ระเมนิ สามารถกำหนดประเดน็
ของการประเมนิ ได้จากการวิเคราะห์โครงการทีจ่ ะประเมิน ในขั้นตอนที่ 1) ผสมผสานกับการศึกษา
รูปแบบของการประเมินในขั้นตอนที่ 2) ทั้งนี้ผู้ประเมนิ จะต้องคำนึงถึงความตอ้ งการของผู้ใช้ผลการ
ประเมิน ซึ่งอาจจะเป็นผู้ให้ทุน ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ฯลฯ เพื่อ
ให้ผลจากการประเมินเป็นประโยชน์ตอ่ บคุ คลต่างๆ อยา่ งแท้จรงิ
35
4) การพฒั นาตัวช้ีวัดและกำหนดเกณฑ์
ในการประเมินใดๆ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเชื่อถือในผลการประเมนิ ได้ ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพ
ของตวั ชีว้ ดั (Indicctor) และเกณฑ์ (Criteria) ดังนั้น ขนั้ ตอนสำคัญของการประเมินอกี ข้ันตอนหน่ึงก็
คือ การพัฒนาตัวชี้วัด และการกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสม ตัวชี้วัดแต่ละตัวจะได้มาจากประเด็นของ
การประเมินที่ผู้ประเมินได้กำหนดไว้ในขัน้ ตอนที่ 3) ผู้ประเมินต้องพยายามค้นหาตัวชี้วัดที่สามารถ
แสดงประสทิ ธิภาพของแต่ละประเด็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งสามารถสังเกตหรือวัดได้และเมือ่ ไดต้ ัวช้วี ัดที่
เหมาะสมแล้ว ผู้ประเมนิ จำเปน็ ต้องกำหนดเกณฑ์ท่ีเหมาะสมให้กับตวั ชวี้ ัดแต่ละตัวดังกล่าว เพื่อเป็น
เกณฑ์ตัดสินได้ว่าผลการดำเนินงานของโครงการที่พิจารณาจากตัวชี้วัดแต่ละตัวนั้น ประสบ
ความสำเรจ็ เปน็ ไปตามเกณฑม์ ากนอ้ ยเพยี งใด
5) การออกแบบการประเมิน
หลังจากท่ีผูป้ ระเมินกำหนดประเด็นของการประเมนิ และพัฒนาตวั ช้วี ัดและเกณฑ์ทเี่ หมาะสมได้แล้ว
ผ้ปู ระเมินสามารถเริ่มออกแบบการประเมินได้ เร่ิมตัง้ แต่การผสมผสานความคิดทงั้ หมด เป็นรูปแบบ
การประเมินที่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับโครงการที่จะประเมิน การกำหนดวิธีการประเมิน การสุ่ม
ตวั อยา่ ง ตวั ชวี้ ดั และเกณฑ์ท่ีจะใช้ แหล่งข้อมูลที่ต้องการ เครอื่ งมอื ที่ใช้ และการวิเคราะห์ข้อมูล การ
ออกแบบการประเมินจึงเป็นเสมือนแนวทางการประเมนิ ที่ผู้ประเมินได้เตรียมการออกแบบไว้สำหรับ
แตล่ ะโครงการ
6) การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
หลังจากที่ผู้ประเมินได้ออกแบบการประเมินไว้แล้ว ผู้ประเมินต้องลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลตามท่ี
ต้องการ โดยอาจจะใช้วิธีการหลายๆ อย่าง เช่น การสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์การสอบถาม ซึ่ง
การเลือกใชว้ ธิ ีการใดยอ่ มข้นึ กับวัตถปุ ระสงค์ของการประเมินและลักษณะข้อมูลท่ีตอ้ งการเปน็ สำคญั
7) เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ขั้นตอนนี้จะสอดคล้องกับขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล กล่าวคือ ถ้าผู้ประเมินเลือกวิธีการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลวธิ ีใด เครือ่ งมอื ท่ีใช้กต็ ้องสอดคล้องกบั วธิ ีการนัน้ เชน่ ถา้ ใช้วิธกี ารสอบเครื่องมือที่ใช้ก็
คือ แบบสอบ ถ้าใช้วิธีการสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ก็คือ แบบสอบถาม นั่นเอง ผู้ประเมินจำเปน็ ตอ้ งมี
ความรู้ในเร่ืองการสร้างเครื่องมือแต่ละชนิดให้มีคุณภาพ เพราะผลการประเมนิ จะเชื่อถือได้มากน้อย
เพียงใด ย่อมขึน้ กับเคร่อื งมือท่ีมคี ณุ ภาพเป็นสำคญั
8) การวิเคราะห์ข้อมูล
เมื่อผู้ประเมินเก็บรวบรวมขอ้ มลู ทีต่ ้องการได้แลว้ ผู้ประเมนิ ต้องทำการวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชว้ ธิ กี าร
ทางสถิตทิ ี่เหมาะสม เพ่อื ให้ไดผ้ ลออกมาตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน
36
9) การตดั สนิ ผล สรปุ ผล และอภปิ รายผลการประเมิน
หลังจากได้ผลการวิเคราะห์ค่าสถิติ ผู้ประเมินจำเป็นต้องตัดสินผลว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการ
อย่างมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาทั้งผลผลิต (Output/Product) และผลลัพธ์
(Outcome / Impact) จากนน้ั ผ้ปู ระเมนิ ต้องสรุปผลการประเมนิ ให้เหน็ ภาพรวมทง้ั หมด และเพื่อให้
เกิดแนวความคิดเชิงสร้างสรรค์ ผู้ประเมินจำเป็นต้องอภิปรายผลการประเมินด้วย เพื่อจะได้ทราบ
เหตุผลต่างๆ ที่ทำให้เกิดผลการประเมินดงั เช่นท่ปี รากฏ
10) การเขยี นรายงานการประเมนิ
เมื่อการประเมินได้เสร็จสิ้น ผู้ประเมินต้องเขียนรายงานการประเมินโดยเป็นการนำเสนอการ
ดำเนินการประเมินโครงการทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบและเข้าใจการประเมินในครั้งนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บรหิ ารและผู้มอี ำนาจในการตัดสินใจ เทคนิคการเขียนรายงานการประเมินจึงมี
ความสำคญั เป็นอยา่ งยิ่งในข้นั ตอนนี้
จากขัน้ ตอนการประเมนิ ทง้ั หมด 10 ขัน้ ตอน จะทำให้ผปู้ ระเมินเรม่ิ เห็นแนวทางการทำงาน
ในลกั ษณะการประเมนิ อยา่ งเปน็ ระบบมากขึน้ สำหรับรายละเอยี ดในแตล่ ะข้ันตอนจะได้นำเสนอใน
ลำดับตอ่ ไป (อา้ งอิง : http://digital_collect.lib.buu.ac.th)
แนวคิด หลักการและโมเดลการประเมินของไทเลอร์ (Tyler's Rationale and Model of
Evaluation)
แนวคิดทางการประเมนิ ของไทเลอร์ จดั เปน็ แนวคิดของการประเมินในระดับช้ันเรียนโดยไท
เลอร์มีความเห็นว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการ
พัฒนากระบวนการเรียนการสอนไทเลอร์ได้เริ่มต้นการนำเสนอแนวความคิดทางการประเมินโดยยดึ
กระบวนการเรียนการสอนเป็นหลัก กล่าวคือ ไทเลอร์ได้นิยามว่ากระบวนการจัดการเรยี นการสอน
เป็นกระบวนการทีม่ ุ่งจัดข้ึนเพื่อกอ่ ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่พึงปรารถนาในตัวของผู้เรยี น
ด้วยเหตุนีจ้ ุดเน้นขอการเรียนการสอน จึงขึ้นอยูก่ ับการที่ผู้เรียนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
หลังการสอนดังนั้น เพื่อให้การสอนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในตัวผู้เรียนตามที่มุ่งหวัง
กระบวนการดังกลา่ วจึงมขี ้นั ตอนในการดำเนนิ การ ดงั นี้
ขั้นที่ 1 ต้องมีการระบุหรือกำหนดวตั ถุประสงค์ให้ชดั เจนลงไปวา่ เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรยี น
การสอนแล้ว ผเู้ รียนควรเกดิ พฤตกิ รรมใด หรอื สามารถกระทำส่ิงใดได้บ้างหรอื ที่เรยี กว่าวัตถุประสงค์
เชิงพฤติกรรม
ขั้นที่ 2 ต้องระบุต่อไปว่าจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ดังกล่าวนั้นมีเนื้อหาใดบ้างที่ผู้เรียน
จะต้องเรียนรู้หรือมีสาระใดบ้างที่เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม
37
ขั้นที่ 3 หารูปแบบและวิธีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคลอ้ งกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่
กำหนดไว้
ขั้นที่ 4 ประเมินผล โครงการ โดยการตัดสินด้วยการวัดผลทางการศึกษา หรือการทดสอบ
ผลสมั ฤทธใ์ิ นการเรยี น
แนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดในช่วงต้น ๆ ของไทเลอร์ ต่อมาไทเลอร์ได้สร้างวงจรของ
วัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนการสอนและการประเมนิ ผลขึ้น ซึ่งเขียนเป็นโมเคลพน้ื ฐานได้ดงั น้ี
วัตถปุ ระสงค์
การจดั การเรียนการสอน การประเมนิ ผลผู้เรียน
ภาพที่ 1 โมเดลการประเมนิ ของไทเลอร์
จากโมเคลคังกล่าวจะเหน็ ว่า หัวลูกศรจะช้ไี ปยงั ทศิ ทางท้งั สองทิศทางของทกุ องคป์ ระกอบ มี
ความหมายว่า ในการจัดการเรียนการสอนนัน้ ตามทัศนะของไทเลอร์แล้วองค์ประกอบทั้ง 3 คือ 1.
วตั ถปุ ระสงค์ 2. การจัดการเรียนการสอน และ 3. การประเมินผลผู้เรยี นจะตอ้ งดำเนนิ การใหป้ ระสาน
สัมพนั ธ์กนั ไปเสมอ
จากแนวคิดของไทเลอร์เกี่ยวกับการประเมนิ ผลโครงการเห็นได้วา่ การประเมินผลดังกล่าว
แล้ว ง่ายต่อการตรวจสอบความสำเร็จของโครงการ เพราะเป็นการวัดและประเมินผลเฉพาะแต่
จุดมุง่ หมายทต่ี ้ังไว้เทา่ น้ัน แตว่ า่ การประเมินผลดงั กลา่ วน้ี มีคณุ ค่าค่อนข้างจำกัด เน่ืองจากวา่ เป็นการ
ประเมินผลความก้าวหน้า และให้ความสำคัญของคุณค่าของจุดมุ่งหมายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และ
เกณฑใ์ นการตดั สินการบรรจวุ ตั ถปุ ระสงค์ยงั เป็นอัตนยั มาก
โดยสรปุ กค็ อื การประเมินในความคิดเห็นของไทเลอร์ จึงหมายถงึ การเปรยี บเทยี บส่ิงท่ีผู้เรียน
สามารถกระทำได้จริงหลงั จากได้จัดการเรียนการสอนแล้วกับวัตถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรมซ่ึงได้กำหนด
ขน้ึ ไวก้ ่อนที่จะจัดการเรียนการสอนนนั้ ๆ
แนวคิด หลักการและโมเดลการประเมินของครอนบาค (Cronbach's Concepts and Model)
ตามทัศนะของครอนบาค เชื่อว่าการประเมินเปน็ การรวบรวมข้อมูลการ ใช้สารสนเทศ เพื่อ
การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดโปรแกรมทางการศึกษาในส่วนของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการจัด
การศกึ ษานั้น ครอนบาคไดแ้ บง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1. การตดั สนิ ใจเพอ่ื การปรบั ปรุงรายวชิ า
2. การตัดสนิ ใจที่เก่ียวขอ้ งกบั ตัวนักเรียนเป็นรายบุคคล
38
3. การจัดการบริหารโรงเรยี น
ครอนบาศมีความเห็นว่า การประเมินนั้น ไม่ควรกระทำโดยใช้แบบทคสอบแต่เพียงอย่าง
เดียว แต่ควรมีมาตรการอื่นประกอบด้วย ครอนบาค ได้เสนอแนวทางการประเมินเพิ่มเติมไว้อีก 4
แนวทาง คอื
1. การศึกษากระบวนการ (Process Studies) ได้แก่การศึกษาภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช้ัน
เรียน
2. การวัดศักยภาพของผูเ้ รียน (Proficiency Measurement) ครอนบาค ได้ให้ความสำคัญ
ต่อคะแนนรายข้อมากกว่าคะแนนจากแบบทดสอบทั้งฉบับ และให้ความสำคัญต่อการสอนเพื่อวัด
สมรรถภาพของผู้เรียนระหว่างการเรียนการสอนว่ามีความสำคัญมากกว่าการสอบประจำปลายภาค
เรยี นหรอื การสอบปลายปี
3. การวัดทัศนคติ (Attitude Measurement) ครอนบาคใหท้ ัศนะวา่ การวัดทัศนคตเิ ป็นผลท่ี
เกดิ จากการจัดการเรยี นการสอนสว่ นหนงึ่ ซึง่ มีความสำคญั เช่นกัน
4. การติดตาม (Follow - Up Studies) เป็นการติดตามผลการทำงาน หรือภาวะการเลือก
ศึกษาต่อในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งการให้บุคคลที่เรียนในระดับขั้นพื้นฐานที่ผ่านมาแล้ว ได้ประเมินถึง
ข้อดีและข้อจำกัดของวิชาต่าง ๆ ว่าควรมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อช่วยในการพัฒนาหรือ
ปรับปรุงรายวิชาเหล่านน้ั ต่อไป
เมื่อสรุปแนวคิดของครอนบาคข้างตน้ แล้ว จะเห็นวา่ ครอนบาคมีความเชือ่ ว่า การประเมนิ ที่
เหมาะสมนั้นต้องพิจารณาหลาย ๆ ด้าน ดังที่กล่าวมาแล้วทั้ง 4 ประการ โดยเน้นว่า การประเมิน
โครงการดา้ นการเรยี นการสอนน้นั ไมค่ วรประเมนิ เฉพาะแต่จดุ มุง่ หมายท่ีตง้ั ไวเ้ ท่านนั้ แตค่ วรประเมิน
หรือตรวจสอบผลข้างเคียงของโครงการด้วย ครอนบาคยังมีความเห็นเพิ่มเติมอีกว่าหน้าที่สำคัญ
ประการหนงึ่ ของการประเมิน โครงการด้านการเรยี นการสอนก็คือ การคน้ หาขอ้ บกพร่องของโครงการ
เพอื่ จะได้หาทางปรบั ปรงุ แกไ้ ขกระบวนการเรยี นการสอนให้มีประสทิ ธิภาพตอ่ ไป
แนวคิด หลักการและโมเดลการประเมนิ ของสครีฟเวน (Scriven's Evaluation Ideologies and
Model)
สครีฟเวน ได้ให้นิยามการประเมินไว้ว่า "การประเมิน" เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ
รวบรวมข้อมูลการตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือ เพื่อเก็บข้อมูลและการกำหนดเกณฑ์ประกอบในการ
ประเมินเป้าหมายสำคัญของการประเมินก็คือการตัดสินคุณค่าให้กับกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องการจะ
ประเมนิ สครฟี เวน ได้จำแนกประเภทและบทบาทของการประเมินออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
1. การประเมินระหวา่ งดำเนินการ (Formative Evaluation) เป็นบทบาทของการประเมนิ
งาน กจิ กรรมหรือโครงการใด ๆ ท่ีบ่งข้ถี งึ ขอ้ ดี และข้อจำกดั ทีเ่ กดิ ขึน้ ในระหวา่ งการดำเนินงานนั้น ๆ
อาจเรยี กการประเมนิ ประเภทนว้ี ่า เปน็ การประเมนิ เพอ่ื การปรบั ปรงุ
39
2. การประเมนิ ผลรวม (Summative Evaluation) เปน็ บทบาทของการประเมนิ เมอื่ กจิ กรรม
หรือโครงการใด 1 สิ้นสุดลงเพื่อเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณค่าความสำเร็จของโครงการนั้น ฯจึงอาจเรียกการ
ประเมินประเภทนีว้ ่าเปน็ การประเมินสรปุ รวม
นอกจากนี้ สครฟี เวน ยงั ไดเ้ สนอส่งิ ท่ตี ้องประเมินออกเป็นสว่ นสำคญั อีก 2 สว่ น คอื
1. การประเมินเกณฑ์ภายใน (Intrinsic Evaluation) เป็นการประเมินในส่วนที่
เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล รวมทั้งคุณภาพของ
คุณลักษณะตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การดำเนินโครงการ
2. การประเมินความคุ้มค่า (Payoff Evaluation) เป็นการประเมินในส่วนท่ี
เกี่ยวข้องกับคุณภาพของโครงการ ทฤษฎีหรือสิ่งอื่น ๆ ของโครงการ เป็นการ
ประเมินในส่วนซงึ่ เปน็ ผลท่มี ตี ่อผรู้ ับบริการจากการดำเนนิ โครงการ
สรุปได้ว่า สรีฟเวนให้ความสำกัญต่อการประเมนิ เกณฑ์ภายในมาก แต่ขณะเดียวกันจะตอ้ ง
ตรวจสอบผลผลติ ในเชิงสัมพันธข์ องตวั แปรระหว่างกระบวนการกบั ผลผลิตอ่ืน ๆ ทเี่ กิดขึ้นด้วยแนวคิด
ทางการประเมินของสครีฟเวนไดพ้ ัฒนาไปจากแนวคิดเดิมของการประเมินทีย่ ึดตามวัตถุประสงค์แต่
เพียงอย่างเดียว มาเป็นการประเมินที่มุ่งเน้นถึงผลผลิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมหรือ
โครงการใด ๆ ในทุกด้านโดยใหค้ วามสนใจต่อผลผลิตตา่ ง ๆ ทเี่ กดิ ข้ึนทงั้ ทเี่ ปน็ ผลโดยตรง
จากโครงการและผลกระทบหรือผลพลอยได้ ซึ่งแนวคิดของสครีฟเวน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
คือ การประเมินที่ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก (Goal - Based Evaluation) และการประเมินที่ไม่ยึด
วตั ถุประสงค์เปน็ หลัก (Goal - Free Evaluation)
สำหรับการประเมินที่ ไม่ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก มิได้หมายความว่า การประเมินจะไม่มี
วัตถุประสงค์แต่การประเมินนั้นนอกจากพิจารณาวัตถุประสงค์แล้ว ยังต้องมีการคัดเลือกข้อมูล
ข่าวสารที่จำเป็นอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการ โดยอาศัยพื้นฐานของการตัดสินคุณค่าอย่างมี
คุณธรรม รวมทั้งมีการเปรยี บเทียบกบั เกณฑม์ าตรฐานท่ีกำหนดไว้ด้วย โดยนักประเมนิ ต้องมีอิสระใน
การเลอื กเกณฑม์ าตรฐานเอง ดังนัน้ มโนทศั นก์ ารประเมินทไี่ ม่ยึดวัตถุประสงคเ์ ป็นหลกั จึงจำเป็นต้อง
มีการออกแบบการประเมนิ ให้สามารถรวบรวมสารสนเทศ ท้ังผลผลิตโดยตรง และผลกระทบอนื่ ๆ ท่ี
เกดิ ข้นึ จากการดำเนิน โครงการทั้งหมดทม่ี ีคณุ คา่ ตอ่ การตัดสนิ โครงการนั้น ๆ
แนวคิด หลักการและโมเดลการประเมินของสเตก ( Stake's Concepts and Model of
Evaluation)
การประเมินในทัศนะของสเตก เป็นการเก็บรวบรวมข้อมลู จากหลาย ๆ แหล่ง เพื่อนำมาจัด
ให้เป็นระบบระเบียบ และมีความหมายในการประเมิน โดยสเตกได้สร้างแบบจำลองทางความคิด
เกี่ยวกับการประเมินขึ้นเรียกว่า โมเดลเคาน์ทิแนนซ์ (Stake's Countenance Model) ซึ่ง
ประกอบดว้ ย 2 ส่วนคอื
40
ความคาดหวงั สิ่งที่เกดิ ขน้ึ จริง มาตรฐาน การตดั สนิ
(Intents) (Observations) (Standards)
(Judgement)
สง่ิ นำเข้าหรอื ปจั จัยเบื้องตน้ หลกั การ
การปฏิบัติ (Transactions) (Rationate)
ผลผลิต (Output)
เมตริกบรรยาย เมตริกตัดสินคุณคา่
(Description Matrix) (Judgements Matrix)
จากภาพประกอบจะเห็นได้วา่ สเตกได้เน้นวา่ การประเมนิ โครงการจะต้องมี 2 สว่ น คือ
การบรรยาย และการตัดสินคุณค่าในภาคการบรรยายนั้น ผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
โครงการให้ได้มากทส่ี ดุ ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คือ
1. เปา้ หมายหรอื ความคาดหวัง (Goals or Internts) ประกอบดว้ ย 3 สว่ น คอื
1.1 สง่ิ นำ (Antecedence) หมายถงึ ภาวะสิ่งตา่ ง ๆ ที่เปน็ อยูก่ ่อน ก่อนทจี่ ะมีกิจกรรมหรือ
การกระทำอย่างใดอยา่ งหน่งึ ตามมา
1.2 การปฏิบัติ (Transactions) หมายถึง ภาวะของการกระทำการเคลื่อนไหว หรือการจัด
กจิ กรรมใด ๆ ตามวตั ถปุ ระสงค์ หรอื เป้าหมายของงานในโครงการนน้ั ๆ
1.3 ผลผลติ (Output) หมายถึง ผลที่เกิดขนึ้ จากการท่ีมภี าวะของการกระทำในโครงการ
2. สิ่งที่เป็นจริงหรือสังเกตได้ (Observations เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริงมี
สว่ นประกอบ 3 ส่วน คอื สง่ิ นำ ปฏบิ ตั กิ าร และผลลพั ธ์
41
ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง มิได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าข้อมูลที่ได้มีความ
เที่ยง (Reliability) หรือความตรง (Validity) แต่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้เกิดขน้ึ
จรงิ เท่านน้ั
ในภาคการตัดสินคุณค่า เป็นส่วนที่จะตัดสินว่าโครงการประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด
นักประเมินต้องพยายามศึกษาดูว่า มาตรฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมในการทีจ่ ะนำมาเปรียบเทียบเพ่ือ
ชว่ ยในการตัดสนิ ใจโดยทว่ั ๆ ไป เกณฑท์ ใ่ี ชม้ ี 2 ชนดิ คือ
1. เกณฑ์สมบูรณ์ (Absolute Criterion) เป็นเกณฑ์ที่ตั้งไว้อาจจะเกิดขึ้นก่อน โดยมีความ
เป็นอิสระจากพฤตกิ รรมของกลมุ่
2. เกณฑ์สัมพัทธ์ (Relative Criterion) เป็นเกณฑ์ที่ได้จากพฤติกรรมของกลุม่ ถ้าผู้ประเมิน
ไมส่ ามารถหามาตรฐานทนี่ ำมาเปรียบเทียบได้ กต็ อ้ งพยายามหาโครงการอนื่ ท่มี ีลกั ษณะคล้ายคลึงกัน
มาเปรยี บเทียบ เพือ่ ช่วยในการตัดสนิ ใจ แบบจำลองนม้ี ่งุ เน้นความสอดคล้อง และความสมเหตุสมผล
ของเมตริกบรรยาย และเมตรกิ ตัดสินคุณคา่ สำหรบั ความสอดคลอ้ งน้ัน มี 2 ลักษณะ คอื
1. ความสอดคล้องเชิงเหตุผล (Contingence) จะพิจารณาความสัมพันธ์ในแนวตั้งตาม
แบบจำลองของสเตก
2. ความสอดคล้องที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นความสอดคล้องในเชิงประจักษ์ (Congruence)
พจิ ารณาความสัมพันธ์ในแนวนอนตามแบบจำลองของสเตก
ขอ้ ดขี องแบบจำลองการประเมนิ ของสเตก คือ เสนอวธิ ีการประเมนิ เปน็ ระบบเพื่อจัดเตรียม
ขอ้ มูลเชงิ บรรยาย และตดั สนิ คุณค่ามีมาตรฐานในการประเมนิ ปรากฎชัดเจน แตม่ ขี อ้ จำกัดก็คือ เซล
บางเซลของเมตริก มีความคาบเกี่ยวกัน และความแตกต่างระหว่างเซลไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิด
ความขดั แย้งภายในโครงการได้
นอกจากนี้ สเตกยังได้เสนอแนะแนวทางการประเมินที่ไม่ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักว่า
ประกอบดว้ ยกระบวนการประเมินอย่างมรี ะบบ ดังนี้
1. พูดคยุ กับบุคลากรและผรู้ บั บริการทเ่ี กีย่ วข้องกับ โครงการ
2. กำหนดขอบเขตของโครงการ
3. ศึกษาทบทวนกจิ กรรมทง้ั หมดของโครงการ
4. ค้นหาจุดมงุ่ หมายและสิ่งทเ่ี กยี่ วข้องกับโครงการ
5. รวบรวมประเดน็ และปญั หาตา่ ง ๆ ที่นา่ จะประเมนิ
6. กำหนดขอ้ มูลทจ่ี ำเปน็ ตามประเดน็ ปญั หาทกี่ ำหนด
7. คดั เลอื กผู้สังเกต ผตู้ ดั สนิ และเครื่องมอื อยา่ งเปน็ ระบบ
8. สังเกตข้อมลู เกี่ยวกับสิ่งนำเข้าหรือปัจจยั เบ้ืองต้น กระบวนการปฏบิ ัตริ วมท้ังผลผลิตของ
โครงการ
42
9. เตรียมการพรรณนาและกรณศี กึ ษา
10. ชีป้ ระเด็นปญั หาของผเู้ กี่ยวขอ้ ง
11. เตรียมและนำเสนอรายงานการประเมินฉบับสมบูรณอ์ ยา่ งเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่จำเป็นต้อง
ดำเนินการตามลำดับเสมอไป ข้ึนอยู่กบั สภาพการณ์ที่เอื้ออำนวยได้มากหรือนอ้ ยตามควรแก่
กรณี
จากแนวคดิ การประเมินของสเตกเปน็ การประเมินที่มรี ะบบมากขึ้น มุ่งเน้นการตัดสินคุณค่า
ของโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์การประเมินเป็นมาตรฐาน และคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย
เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อมูลท่หี ลากหลาย และไดแ้ นวทางในการพัฒนาปรับปรุงโครงการไดด้ ยี ิ่งขึน้
แนวคดิ หลกั การและโมเดลการประเมินของอัลคนิ (AIkin's Concepts Evatuation)
อัลคิน เห็นว่า "การประเมิน" คือ กระบวนการของการคัดเลือก ประมวลข้อมูล และการ
จัดระบบสารสนเทศที่มีประโยชน์ เพือ่ นำเสนอผู้มอี ำนาจในการตัดสินใจหรือเพ่ือกำหนดทางเลือกใน
การทำกิจกรรมหรอื โครงการใด ๆ อัลคิน ได้แบ่งการประเมนิ ออกเปน็ 5 ส่วนคอื
1. การประเมินเพื่อทำการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ การประเมินส่วนนี้เป็นการ
ประเมินที่เกิดขึ้นก่อนที่จะทำกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ เป็นการประเมินเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์
ของโครงการ หรือเพื่อกำหนดเปา้ หมายของโครงการใหส้ อดคล้องกบั ภาวะความต้องการทเี่ ป็นอยู่
2. การประเมินเพ่ือการวางแผนโครงการ การประเมนิ ส่วนน้เี ป็นการประเมนิ เพ่ือหาวิธีการที่
เหมาะสมในการทีจ่ ะวางแผนใหก้ ารดำเนนิ งานในโครงการนนั้ ๆ ไดบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ท่ีกำหนดไว้
3. การประเมินขณะกำลงั ดำเนนิ โครงการ การประเมินสว่ นนี้จะเน้นถงึ การพิจารณาขั้นตอน
การทำงานวา่ เปน็ ไปตามแผนงานท่ีว่างไวห้ รือไม่หรอื ไดด้ ำเนินการไปตามข้นั ตอนท่ีควรจะเปน็ เพียงใด
4. การประเมินเพื่อการพัฒนางาน การประเมินส่วนนี้ เป็นการประเมินเพื่อค้นหารูปแบบ
แนวทางหรือข้อเสนอแนะในการท่จี ะทำให้งานท่ีกำลังคำเนนิ การอยนู่ ัน้ มีประสทิ ธภิ าพมากท่สี ดุ
5. การประเมินเพื่อรับรองงาน และเพ่อื การยบุ ขยาย หรอื ปรบั เปลย่ี น โครงการการประเมิน
ส่วนนี้เป็นการประเมินภายหลังการดำเนินงานตามโครงการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบผลที่ได้กับ
วตั ถปุ ระสงค์ท่ีกำหนดไว้รวมทัง้ การประมวลผล ขอ้ แนะนำ เพอื่ นำไปใชก้ บั โครงการตอ่ ไป และเพ่ือให้
ขอ้ เสนอแนะในการที่จะยุบ เลกิ ขยาย หรอื ปรับเปลยี่ นโครงการในช่วงระยะเวลาต่อไปดว้ ย
จากแนวคิดหลกั ตามรปู แบบการประเมนิ ของอัลดนิ นนั้ จะเหน็ วา่ เป็นการประเมินเพือ่ นำไปใช้
ในการตัดสินใจ โดยนักประเมินทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาและการเตรียมข้อมูลรวมทั้งสรุป
และรายงานใหผ้ มู้ ีอำนาจในการตัดสนิ ใจได้ทราบเพื่อหาทางเลอื กท่เี หมาะสมนบั ว่าเป็นการประเมินท่ี
มีระบบคือมกี ารประเมนิ การวางแผนโครงการเพื่อชว่ ยให้ได้วิธกี ารทบ่ี รรลวุ ัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ มี
การประเมินการดำเนินโครงการเพื่อหาทางปรับปรุงจากการตรวจสอบ และสุดท้ายคือการประเมิน
43
เพื่อรับรองโครงการ อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวยังขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จึงยังไม่แพร่หลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้ยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควรแต่ก็ได้ให้แนวคิดพื้นฐานของการประเมิน
โครงการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าควรจะมีการประเมินที่เป็นระบบเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
(อ้างองิ : http://digital_collect.lib.buu.ac.th)
หลักการประเมนิ โครงการแบบ CIPP Model
“การประเมิน คือ กระบวนการของการระบุหรือกำหนดข้อมูลที่ต้องการรวมถึงการ
ดำเนินการเก็บข้อมูล และนําข้อมูลที่เก็บมาแล้วนั้นมาจัดทำให้เกิดสารสนเทศที่มีประโยชน์เพ่ือ
นําเสนอสำหรับใช้เป็นทางเลือกในการประกอบการตัดสินใจ” (Danial . L. Stufflebeam)
แบบจําลอง (Model) หมายถึง วิธีการสื่อสารทางความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนจินตนาการ ที่มีต่อ
ปรากฎการณ์หรือเร่ืองราวใด ๆ ให้ปรากฏโดยใชก้ ารสื่อในลกั ษณะต่าง ๆ เชน่ แผนภูมิ แผนผัง ระบบ
สมการ และรูปแบบอื่น เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย และสามารถนําเสนอเรื่องราวได้อย่างมี ระบบ
การประเมินผลโครงการนั้น มีแนวคิดและโมเดลหลายอย่าง ณ ที่น้ี ขอเสนอแนวคิดและโมเดล การ
ประเมินแบบซิปปห์ รือ CIPP Model ของสตัฟเฟลิ บมี (Danial .L. Stufflebeam) เพราะเป็น โมเดล
ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปในปจั จุบนั แนวคิด การประเมินของสตัฟเฟิลบมี (Stufflebeam’s CIPP
Model) ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีม และคณะได้เขียนหนงั สือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ
“Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่าง
กว้างขวาง เพราะให้ แนวคิดและวิธีการทางการวดั และประเมินผล ไดอ้ ยา่ งน่าสนใจและทันสมัยด้วย
นอกจากนั้น สตัฟเฟลิ บีมก็ไดเ้ ขยี นหนงั สอื เกี่ยวกับการประเมินและรปู แบบของการประเมินอีกหลาย
เล่มอยา่ ง ต่อเนอ่ื ง จึงกล่าวได้วา่ ทา่ นผนู้ ้เี ป็นผูม้ ีบทบาทสำคญั ในการพัฒนาทฤษฎกี ารประเมนิ จนเป็น
ที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า “CIPP Model” “CIPP MODEL” เป็นการประเมินที่เป็น
กระบวนการตอ่ เนอ่ื ง มจี ุดเน้นที่สำคัญ คือ ใช้ควบคู่ กบั การบรหิ ารโครงการเพื่อหาขอ้ มลู ประกอบการ
ตดั สินใจ อยา่ งตอ่ เนื่องตลอดเวลา วัตถปุ ระสงค์ การประเมนิ คอื การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ
เน้นการแบง่ แยกบทบาทของการทำงานระหว่าง ฝา่ ยประเมนิ กับ ฝา่ ยบรหิ ารออกจากกันอยา่ งเด่นชัด
กลา่ วคอื ฝ่ายประเมนิ มหี น้าที่ระบุ จดั หา และ นาํ เสนอสารสนเทศใหก้ ับฝา่ ยบรหิ าร สว่ นฝ่ายบริหารมี
หนา้ ที่เรยี กหาข้อมลู และนาํ ผลการประเมนิ ท่ี ไดไ้ ปใชป้ ระกอบการตดั สินใจ เพอื่ ดำเนินกจิ กรรมใด ๆ
ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการมี อคติในการประเมิน และ เขาได้แบ่งประเด็นการ
ประเมินผลออกเป็น 4 ประเภท คอื
1. การประเมนิ ด้านบริบทหรอื สภาวะแวดล้อม (Context Evaluation : C) เป็นการ ประเมนิ
ใหไ้ ดข้ ้อมลู สำคัญ เพื่อชว่ ยในการกำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ ความเป็นไปได้ของ โครงการ เป็น
การตรวจสอบว่าโครงการท่ีจะทำสนองปญั หาหรือความต้องการจาํ เป็นทแ่ี ท้จรงิ หรือไม่ วัตถุประสงค์
44
ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายขององค์การ หรือ นโยบายหนว่ ย เหนือหรือไม่
เป็นโครงการทม่ี ีความเปน็ ไปไดใ้ นแงข่ องโอกาสทจ่ี ะได้รบั การสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ หรอื ไม่ เป็น
ต้นการประเมินสภาวะแวดล้อมจะช่วยในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง โครงการควรจะทำใน
สภาพแวดล้อมใด ต้องการจะบรรลุเป้าหมายอะไร หรือต้องการบรรลุวตั ถุประสงค์เฉพาะอะไร เป็น
ต้น
2. การประเมินปัจจยั เบื้องต้นหรือปัจจัยป้อน (Input Evaluation : I ) เป็นการประเมิน เพ่ือ
พจิ ารณาถึง ความเป็นไปได้ของโครงการ ความเหมาะสม และความพอเพยี งของทรัพยากรท่ีจะใช้ ใน
การดำเนินโครงการ เช่น งบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เวลา รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการ
ดําเนินงาน เป็นต้นการประเมินผลแบบน้ีจะทำโดยใช้ เอกสารหรืองานวิจัยที่มีผู้ทําไว้แล้ว หรือใช้
วิธกี ารวจิ ยั นาํ รอ่ งเชิงทดลอง (Pilot Experimental Project) ตลอดจนอาจให้ผ้เู ชีย่ วชาญ มาทำงาน
ให้ อย่างไรก็ ตาม การประเมินผลนี้จะตอ้ งสํารวจสิง่ ที่มีอยู่เดิมกอ่ นว่ามอี ะไรบ้าง และตัดสินใจวา่ จะ
ใช้วิธกี ารใด ใช้ แผนการดําเนินงานแบบไหน และต้องใชท้ รัพยากรจากภายนอก หรือไม่
3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P ) เป็นการประเมินระหว่างการ
ดาํ เนนิ งานโครงการ เพ่อื หาขอ้ บกพรอ่ งของการดําเนินโครงการ ทจ่ี ะใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการพฒั นา แก้ไข
ปรับปรุง ให้การดําเนินการช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการตรวจสอบกิจกรรม เวลา
ทรัพยากรที่ใชใ้ นโครงการ ภาวะผู้นาํ การมสี ่วนร่วมของประชาชนในโครงการ โดยมีการบนั ทึกไว้เป็น
หลักฐานทุกขัน้ ตอน การประเมนิ กระบวนการนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากตอ่ การค้นหาจดุ เด่น หรือ
จุดแข็ง (Strengths) และจุดด้อย (Weakness) ของนโยบาย/แผนงาน/โครงการ มักจะไม่สามารถ
ศึกษาได้ภายหลังจากสิ้นสุดโครงการแลว้ การประเมนิ กระบวนการจะมีบทบาทสําคัญในเรื่องการให้
ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะ ๆ เพื่อการ ตรวจสอบการดําเนินของโครงการโดยทั่วไป การประเมิน
กระบวนการมจี ุดมงุ่ หมาย คอื
3.1 เพื่อการหาข้อบกพร่องของโครงการ ในระหว่างที่มีการปฏิบัติการ หรือการดําเนินงาน
ตามแผนนัน้
3.2 เพื่อหาข้อมูลตา่ ง ๆ ท่ีจะนํามาใช้ในการตัดสินใจเกยี่ วกบั การดาํ เนินงาน ของโครงการ
3.3 เพ่ือการเก็บข้อมลู ต่าง ๆ ท่ไี ด้จากการดําเนินงานของโครงการ
4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P ) เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบ
ผลผลิตที่เกิดข้ีนกับวัตถุประสงคข์ องโครงการ หรือความตอ้ งการ/ เป้าหมายที่กําหนดไว้ รวมทั้งการ
พิจารณาในประเด็นของการยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการและการประเมินผล เรื่อง
ผลกระทบ (Impact) และผลลัพธ์( Outcomes ) ของนโยบาย / แผนงาน / โครงการ โดยอาศัย
ข้อมูลจากการประเมินสภาวะแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้นและกระบวนการร่วมด้วย จะเห็นได้ว่าการ
ประเมินแบบ CIPP เป็นการประเมินท่ีครอบคลมุ องค์ประกอบของระบบทง้ั หมด ซง่ึ ผูป้ ระเมินจะต้อง