รายงานการส ารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร (Benchmark) ตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2560 ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันยายน 2560
รายงานการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร (Benchmark) ตามแผนปฏบิัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดลอม้ โครงการเขื่อนทดน้ําผาจกุจังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2560 สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันยายน 2560
บทคัดยอ การสํารวจและจัดเก็บขอมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกรตามแผนปฏิบัติการปองกันแกไข ผลกระทบสิ่งแวดลอมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ ป เพาะปลูก 2559/60 (1 พฤษภาคม 2559 – 30 เมษายน 2560) ซึ่งเปนการจัดเก็บขอมูลในระยะกอนการ ดําเนินงานโครงการฯ ประชากรเปาหมาย คือ เกษตรกรจํานวน 400 ราย ในพื้นที่สูบน้ําดวยไฟฟา เพื่อทดแทนไมได รับน้ําจากโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 16,000 ไร เพื่อศึกษาถึงสภาพทั่วไปทั้งทางดาน เศรษฐกิจสังคม ดานการผลิต ดานตนทุนและผลตอบแทนจากการผลิต ตลอดจนศึกษาทัศนคติ ปญหาและ อุปสรรคของเกษตรกรที่เขารวมโครงการ มีรายละเอียดดังนี้คือ สวนใหญหัวหนาครัวเรือนเปนเพศชายคิดเปนรอยละ 71.00 และเปนเพศหญิงคิดเปนรอยละ 29.00 โดย อายุเฉลี่ยเทากับ 59.67 ป ระดับการศึกษาสวนใหญเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนตน(ป.4)คิดเปนรอยละ 64.75 สมาชิกในครัวเรือนเปนเพศหญิงคิดเปนรอยละ 61.61 โดยอายุเฉลี่ยเทากับ 35.90 ป จํานวนสมาชิกทั้งหมดใน ครัวเรือนเฉลี่ยเทากับ 3.39 คน/ครัวเรือน โดยเปนเพศชายเฉลี่ยเทากับ 1.63 คน/ครัวเรือน และเปนเพศหญิงเฉลี่ย เทากับ 1.76 คน/ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรปเพาะปลูก 2559/60 โดยเฉลี่ย 21.02 ไร/ครัวเรือน หนี้สิน มี เกษตรกรที่เปนหนี้หรือกูยืมเงิน ณ 30 เมษายน 2560 คิดเปนรอยละ 83.00 จํานวนหนี้สินของเกษตรกรทั้งหมด เฉลี่ย 179,051 บาท/ครัวเรือน รายไดเงินสดการเกษตร รวมทั้งหมดเทากับ 191,870 บาท/ครัวเรือน คือ 1) ดานพืช เทากับ 144,144 บาท/ครัวเรือน 2) ดานปศุสัตว เทากับ 22,387 บาท/ครัวเรือน 3) ดานสัตวน้ํา เทากับ 1,507 บาท/ครัวเรือน และ 4) ดานอื่นๆ เทากับ 23,832 บาท/ครัวเรือน รายจายเงินสดการเกษตร รวมทั้งหมดเทากับ 112,671 บาท/ ครัวเรือน คือ 1) ดานพืช เทากับ 81,323 บาท/ครัวเรือน 2) ดานปศุสัตว เทากับ 14,045 บาท/ครัวเรือน 3) ดานสัตวน้ํา เทากับ 1,339 บาท/ครัวเรือน และ 4) ดานอื่นๆ เทากับ 15,964 บาท/ครัวเรือน รายไดเงินสดสุทธิ เกษตร รวมเทากับ 79,199 บาท/ครัวเรือน เปนดานพืช ดานปศุสัตว ดานสัตวน้ํา และอื่นๆ เทากับ 62,821 8,342 168 และ 7,868 บาท/ครัวเรือน ตามลําดับ มูลคาผลผลิตเกษตรที่ใชในครัวเรือน และสวนตางมูลคา ผลผลิตเกษตรตนปและปลายปรวมเทากับ 10,936 บาท/ครัวเรือน เปนดานพืช ดานปศุสัตว และดานสัตวน้ํา เทากับ 6,658 2,148 และ 2,130 บาท/ครัวเรือน ตามลําดับ รายไดสุทธิเกษตร รวมเทากับ 90,135 บาท/ ครัวเรือน เปนดานพืช ดานปศุสัตว ดานสัตวน้ํา และอื่นๆ เทากับ 69,479 10,490 2,298 และ 7,868 บาท/ ครัวเรือน ตามลําดับ รายไดเงินสดนอกเกษตร รวมเทากับ 112,550 บาท/ครัวเรือน รายจายเงินสดนอกเกษตร รวมเทากับ 101,190 บาท/ครัวเรือน โดยเปนคาอาหารจํานวน 31,325 บาท และคาอุปโภคอื่นๆ จํานวน 69,865 บาท รายไดเงินสดคงเหลือเพื่อใชจายในครัวเรือน เทากับ 191,749 บาท/ครัวเรือน เงินออม เทากับ 90,559 บาท/ครัวเรือน เงินออมสุทธิเทากับ 101,495 บาท/ครัวเรือน รายไดเงินสดสุทธิเกษตรเหลือจากการใชจายใน ครัวเรือน เทากับติดลบ 21,991 บาท/ครัวเรือน เกษตรกรมีปญหาเรื่องตางๆ คือ เรื่องดิน เกี่ยวกับเรื่องสภาพดินและสภาพพื้นที่ทําการเกษตรมีปญหาคิด เปนรอยละ 12.00 คุณสมบัติของดินมีปญหาคิดเปนรอยละ 2.25 ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ในโครงการ เหมาะสมกับการปลูกพืชทั้งหมดจึงไมมีปญหากับการปลูกพืช และสภาพพื้นที่การเลี้ยงสัตวไมมีความเหมาะสมใน โครงการคิดเปนรอยละ 29.50 เรื่องน้ํา เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของน้ํามีปญหาเกี่ยวกับความเปรี้ยว/กรดคิดเปนรอย ละ 2.50 ไมมีแหลงน้ําในหมูบานคิดเปนรอยละ 52.72 ในรอบปเพาะปลูกที่ผานมาเกษตรกรประสบปญหาเกี่ยวกับ เรื่องน้ําคิดเปนรอยละ 74.00 เนื่องจากในฤดูแลงขาดแคลนน้ํา เรื่องการผลิตและการตลาด เกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ทํา การเกษตรสามารถทําไดเพียงหนึ่งครั้งตอปคิดเปนรอยละ 68.00 สําหรับเรื่องโรคพืชและแมลงระบาดเกษตรกรที่มี ปญหาคิดเปนรอยละ 12.75 สวนเรื่องการขาดแคลนแรงงานคนในทองถิ่นคิดเปนรอยละ 9.75 ชวงฤดูเก็บเกี่ยว ผลผลิตขาดแคลนแรงงานเครื่องจักรในทองถิ่นคิดเปนรอยละ 5.75
ค ทัศนคติและระดับความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีตอโครงการ คือ การจัดโครงการตรงกับความตองการ ของเกษตรกร เกษตรกรเห็นวาตรงกับความตองการระดับมาก คอนขางมาก คอนขางนอย และนอย คิดเปนรอยละ 81.00 12.75 5.25 และ 1.00 ตามลําดับ รายไดทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เกษตรกรเห็นวามีรายไดทางการเกษตร เพิ่มขึ้นในระดับมาก คอนขางมาก คอนขางนอย และนอย คิดเปนรอยละ 68.50 23.00 6.75 และ 1.75 ตามลําดับ ความเหมาะสมของเกษตรกรตอโครงการ เกษตรกรเห็นวาความเหมาะสมของเกษตรกรตอโครงการใน ระดับมาก คอนขางมาก คอนขางนอย และนอย คิดเปนรอยละ 58.50 29.50 5.00 และ 7.00 ตามลําดับ ทัศนคติของเกษตรกรในดานผลกระทบจากโครงการฯ คือ ผลกระทบทางบวกจากโครงการ เกษตรกร เห็นวามีผลกระทบทางบวกจากโครงการคิดเปนรอยละ 93.25 เกี่ยวกับสามารถปลูกพืชฤดูแลงไดคิดเปนรอยละ 80.75 การบรรเทาปญหาการขาดแคลนน้ําในชวงฤดูฝน/ฝนทิ้งชวงคิดเปนรอยละ 79.25 มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น คิดเปนรอยละ 66.25 และบรรเทาปญหาน้ําทวมคิดเปนรอยละ 18.75 ผลกระทบทางลบจากโครงการ เกษตรกร เห็นวาไมมีผลกระทบทางลบจากโครงการคิดเปนรอยละ 91.25 ขอเสนอแนะ มีดังนี้คือ 1) เกษตรกรมีที่ดินและมีเวลาเหลือหลังจากทํางานในฟารมตนเอง ยังสามารถ ประกอบอาชีพเสริมได ดังนั้น เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในตัวเกษตรกรมากขึ้นจึงควรมีการวางระบบการผลิตที่ เหมาะสมกับพื้นที่ในแตละราย เพื่อใหครอบครัวมีรายไดเพิ่มขึ้นอยางยั่งยืน 2) ควรคํานึงถึงอนาคตของทายาททาง การเกษตร ในแตละครัวเรือนนาจะมีการปลูกฝงเตรียมพรอม เพื่อหาผูสืบสานความเปนเกษตรกรที่มีคุณภาพ 3) ควรมีระบบการผลิตเชิงฟารมผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาขาว และมีแหลงน้ําในไรนาที่เหมาะสมถูก กําหนดเปนแนวทางในการพัฒนาระบบการทําฟารมของเกษตรกร นอกจากนี้ยังชวยใหเกิดการใชที่ดินและใช แรงงานอยางมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แตอยางไรก็ดีควรศึกษาความเปนไปไดในทางปฏิบัติในแตละพื้นที่เพื่อใหเกิด ประสิทธิภาพอยางเปนรูปธรรม 4) ควรสงเสริมปลูกพืชทดแทนที่ใชน้ํานอยในฤดูแลง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการ ผลิต 5) ปญหาของเกษตรกรในพื้นที่มีหลายปญหา ควรมีการศึกษาหาแนวทางปรับปรุงแกไขโดยผูชํานาญเฉพาะ ดาน เพื่อกําหนดรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุกใหสามารถบรรลุตามวัตถุประสงคของ โครงการ 6) โครงการนี้ควรสงเสริม และพัฒนาดานการเกษตรอยางยั่งยืนตอไป และ 7) ควรมีการพัฒนาดาน การเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใหสูงขึ้น ไดแก การพัฒนาพื้นที่ใหเหมาะสมตอการประกอบอาชีพทางดาน การเกษตร ระบบโครงสรางพื้นฐานที่เหมาะสมและเกื้อกูลตอการประกอบการเกษตร การพัฒนาอาชีพเสริมที่ เหมาะสมในแตละพื้นที่ การพัฒนาระดับฟารม เพื่อใหเกิดระบบการทําฟารมที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับ พื้นที่.
สารบญั หน้า บทคัดย่อ ข คํานํา ง สารบัญตาราง ช สารบัญตารางผนวก ฌ บทที่ 1 บทนาํ 1 1.1 ความเป็นมาของโครงการ 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 2 1.3 เป้าหมายและงบประมาณของโครงการ 3 1.4 พื้นที่ดําเนินการ 3 1.5 วิธีการและขั้นตอนการดําเนินการ 3 1.6 การวางแผนการก่อสร้างโครงการ 3 1.7 แผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4 1.8 ระยะเวลาดําเนินการ 7 1.9 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ 7 บทที่ 2 ระเบยบวี ิธีการศึกษา 8 2.1 ความสําคัญของการศึกษา 8 2.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 8 2.3 ขอบเขตของการศึกษา 8 2.4 วิธีการศึกษา 9 2.5 หน่วยงานดําเนินการ 11 2.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา 11 บทที่ 3 สภาพทั่วไป 12 3.1 ลักษณะทั่วไปของจังหวัด 12 3.2 ลักษณะของโครงการ 15 บทที่ 4 ผลการศึกษา 27 4.1 ข้อมูลทั่วไปของครัวเรือนเกษตร 27 4.2 การประกอบการผลิตการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 36 4.3 ปัญหาของเกษตรกรในพื้นท 58 ี่ 4.4 ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ํา และการบริการของภาครัฐ 60 4.5 ความคาดหวัง และความสนใจของเกษตรกรภายหลังมีโครงการฯ 62 4.6 ทัศนคติ ระดบความพั ึงพอใจ และผลกระทบที่มีต่อโครงการ 64 4.7 ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของเกษตรกร 67
ฉ สารบญั (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุป และข้อเสนอแนะ 68 5.1 สรุป 68 5.2 ข้อเสนอแนะ 72 บรรณานุกรม 74 ภาคผนวก 85
สารบญตารางั ตารางท ี่หน้า 1.1 งบประมาณและแผนการเงนในการด ิ ําเนินงานแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ 5 1.2 งบประมาณแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2560 7 4.1 อายุและการประกอบอาชีพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตร 28 4.2 อายุและการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนเกษตร 30 4.3 จํานวนสมาชิกในครัวเรือนแยกตามลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร 31 4.4 การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 33 4.5 แหล่งน้ําที่ใช้เพื่อการเกษตร ตามลักษณะการถือครองที่ดิน ปีเพาะปลูก 2559/60 34 4.6 แหล่งน้ําที่ใช้เพื่อการเกษตร ตามลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 35 4.7 ทรัพย์สินการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 36 4.8 แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2559/60 37 4.9 จํานวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เม.ย. 2560 37 4.10 วัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร 38 4.11 มูลค่าทรัพย์สนนอกการเกษตริ ปีเพาะปลูก 2559/60 38 4.12 จํานวนสัตว์เลี้ยงคงเหลือต้นปีและปลายปี 39 4.13 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช ในพื้นที่โครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 42 4.14 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช นอกพื้นที่โครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 43 4.15 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 44 4.16 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช ในเขตพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า ปีเพาะปลูก 2559/60 45 4.17 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช นอกเขตพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า ปีเพาะปลูก 2559/60 46 4.18 รายได้ – รายจ่ายเงินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 47 4.19 รายได้ - รายจายเง่ ินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางด้านปศุสัตว์ 48 4.20 รายได้ - รายจายเง่ ินสดในการประกอบกิจกรรมการเกษตรทางดานส้ ัตว์น้ํา 49 4.21 รายได้สุทธิจากการปลูกพืช ปีเพาะปลูก 2559/60 50 4.22 รายได้สุทธิจากการเลี้ยงปศุสัตว์ ปีเพาะปลูก 2559/60 51 4.23 รายได้สุทธิจากการเลี้ยงสัตว์น้ํา 52 4.24 รายได้สุทธิเกษตร เงินออม และการออมสุทธิปีเพาะปลูก 2559/60 54 4.25 รายได้ – รายจ่ายเงินสดเกษตรอื่นๆ ในและนอกเขตโครงการของครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 55 4.26 เปรียบเทียบรายได้สุทธิเกษตร 57
ซ สารบญตารางั (ต่อ) ตารางท ี่หน้า 4.27 ปัญหาเรื่องดิน 58 4.28 ปัญหาเรื่องน้ํา 59 4.29 ปัญหาด้านการผลิตและการตลาด 60 4.30 การเป็นสมาชิกกลุ่มสูบน้ําด้วยไฟฟ้าของครัวเรือนเกษตร ณ วันสํารวจ 60 4.31 ค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ํามาใชเพ้ ื่อการเกษตรของครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 61 4.32 การไดร้ับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากส่วนราชการในสังกดกระทรวงเกษตรและสหกรณั ์ ของครัวเรือนเกษตร ปเพาะปล ีูก 2559/60 61 4.33 การไดร้ับการบริการจากส่วนราชการในสังกดกระทรวงเกษตรและสหกรณัของคร์ ัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 62 4.34 ความเพียงพอของแหล่งเงินทุนของครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 62 4.35 ความคาดหวังของเกษตรกรต่อการผลิตด้านการเกษตรภายหลังมีโครงการฯ 62 4.36 ความคาดหวังของเกษตรกรเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องน้ําเพื่อการเกษตร ภายหลังมีโครงการฯ 63 4.37 ความสนใจในการทํากิจกรรมเพิ่มเติมภายหลังมีโครงการฯ ปีเพาะปลูก 2559/60 63 4.38 ทัศนคติและระดับความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงการ 65 4.39 ทัศนคติของเกษตรกรในด้านผลกระทบจากโครงการฯ 66 4.40 ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2559/60 67 .
สารบญตารางผนวกั ตารางผนวกท ี่หน้า 1 ราคาผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช ในพื้นที่โครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 76 2 ราคาผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช นอกพื้นที่โครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 77 3 ราคาผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 78 4 ราคาผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช ในเขตพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า ปีเพาะปลูก 2559/60 79 5 ราคาผลผลิตทางการเกษตรด้านพืช นอกเขตพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า ปีเพาะปลูก 2559/60 80 6 พันธุ์ข้าวเจ้าที่ปลูกในพื้นที่ทงโครงการ ั้ปีเพาะปลูก 2559/60 81 7 สูตรปุ๋ยเคมีที่ใช้ปลูกข้าวในพื้นที่ทั้งโครงการ ปีเพาะปลูก 2559/60 81
บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเปนมาของโครงการ การศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรน้ําในลุมน้ํานาน เริ่มมาตั้งแตป พ.ศ.2510 โดยกรมชลประทานไดวางแผน พัฒนาลุมน้ํานาน ประกอบดวยโครงการชลประทานขนาดใหญไดแก การกอสรางเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ ซึ่ง เปนเขื่อนอเนกประสงคเพื่อผลิตกระแสไฟฟาพลังน้ําและเพื่อสนับสนุนน้ําใหแกพื้นที่เกษตรกรรม โครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ(เขื่อนทดน้ําผาจุก) โครงการชลประทานพิษณุโลกฝงซาย และโครงการชลประทานพิษณุโลก ฝงขวา(เขื่อนนเรศวร) นอกจากนั้น ยังมีแผนการกอสรางโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กอีกหลาย โครงการ ซึ่งจะใหผลประโยชนเพื่อการอุปโภคบริโภค การบรรเทาอุทกภัย การคมนาคมทางน้ํา การผลักดันน้ําเค็ม การรักษาระบบนิเวศในแมน้ํานานและเพื่อการพักผอนหยอนใจ โดยกรมชลประทานไดดําเนินการกอสราง โครงการชลประทานขนาดใหญเสร็จเรียบรอยแลว จํานวน 2 โครงการ คือ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ และ โครงการชลประทานพิษณุโลกฝงขวา(เขื่อนนเรศวร) จังหวัดพิษณุโลก สวนโครงการที่เหลือ กรมชลประทานได ชะลอการดําเนินการออกไปเนื่องจากแหลงเก็บกักน้ําที่มีอยูในขณะนั้น มีปริมาณน้ําตนทุนเพื่อการชลประทานไม เพียงพอ ตอมากรมชลประทานไดดําเนินการกอสรางเขื่อนปาสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และเขื่อนแควนอยบํารุง แดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งดําเนินการแลวเสร็จเมื่อป พ.ศ.2542 และป พ.ศ.2552 ตามลําดับ ทําใหสามารถ สง น้ําใหพื้นที่โครงการเจาพระยาในฤดูแลงได 580,000 ไร ซึ่งเปนการลดภาระการสงน้ําเพื่อการชลประทานจาก เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ที่เปนแหลงน้ําตนทุนของโครงการชลประทานเจาพระยาใหญ กลาวคือ เขื่อนปาสักชลสิทธิ์จังหวัดลพบุรี สามารถสงน้ําชวยเหลือพื้นที่เพาะปลูกของโครงการชลประทาน เจาพระยาฝงตะวันออกตอนลาง เนื้อที่ประมาณ 330,000 ไร มีปริมาณน้ําในแมน้ําปาสักเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีป ละ 246.48 ลานลูกบาศกเมตร เปน 523.24 ลานลูกบาศกเมตร หรือเพิ่มขึ้น 276.76 ลานลูกบาศกเมตร ซึ่ง สามารถลดปริมาณการระบายน้ําจากอางเก็บน้ําเขื่อนสิริกิติ์ ในฤดูแลงเฉลี่ยปละ 237 ลานลูกบาศกเมตร เขื่อนแควนอยบํารุงแดน จังหวัดพิษณุโลก สามารถสงน้ําใหพื้นที่ชลประทานในโครงการเจาพระยาในฤดู แลงประมาณ 250,000 ไร มีปริมาณน้ําในแมน้ําแควนอยเพิ่มขึ้นจาก 215.35 ลานลูกบาศกเมตร เปน 469.46 ลานลูกบาศกเมตร หรือเพิ่มขึ้น 254.11 ลานลูกบาศกเมตร ซึ่งสามารถลดปริมาณการระบายน้ําจากอางเก็บน้ํา เขื่อนสิริกิติ์ เพื่อการเพาะปลูกพืชในฤดูแลงในโครงการเจาพระยาไดเฉลี่ยปละ 269 ลานลูกบาศกเมตร จากการจัดการน้ําอยางเปนระบบจะทําใหมีปริมาณน้ําที่เพิ่มขึ้นในฤดูแลง 506 ลานลูกบาศกเมตร ซึ่งจะ เพียงพอที่จะสามารถสงน้ําใหกับพื้นที่ในเขตจังหวัดอุตรดิตถที่ประสบปญหาการขาดแคลนน้ํา นอกจากนั้น ใน ปจจุบันการใชน้ําในพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดอุตรดิตถตองอาศัยโครงการสูบน้ําดวยไฟฟา ทําใหตองเสียคาใชจาย ในการสูบน้ําเปนจํานวนมาก จึงมีราษฎรเรียกรองใหกรมชลประทานดําเนินการกอสรางโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถโดยเร็ว กรมชลประทาน จึงไดทบทวนการศึกษาโครงการพัฒนาลุมน้ํานานในขั้นการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) โดยเริ่มการศึกษาโครงการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2546 และดําเนินการแลวเสร็จเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2548 โดยมีวัตถุประสงค คือ - การศึกษาในขั้นแผนหลัก(Master Plan Study) เพื่อศึกษาแผนพัฒนากําหนดทางออก โครงการ - การศึกษาในขั้นการศึกษาความเหมาะสม(Feasibility Study) เพื่อศึกษาความเหมาะสมและ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอม
2 จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พบวาการแกไขปญหาทรัพยากรน้ําในลุมน้ํานาน จะตองทํา ใหลุมน้ํานานมีน้ําอยางเพียงพอและมีคุณภาพ เพื่อประโยชนในการผลิตและการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการ สรางเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ควบคูไปกับการบรรเทาอุทกภัยไดอยางตอเนื่อง โดยคํานึงถึงผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นกับสภาพแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และเพื่อใหเกิดการพัฒนาลุมน้ํานานอยางเปนรูปธรรม จึงไดคัดเลือกโครงการนํารองที่มีลําดับความเหมาะสมในการพัฒนาสูง คือ โครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัด อุตรดิตถ เสนอตอคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและการชลประทานพิจารณา ซึ่งตอมา คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและการชลประทานไดมอบหมายใหกระทรวงเกษตรและ สหกรณโดยกรมชลประทานเรงเตรียมความพรอมโครงการชลประทานขนาดใหญ จํานวน 16 โครงการ ในการ ประชุมครั้งที่ 1/2551 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 โดยมติที่ประชุมดังกลาวไดผานการเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีแลวเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ในสวนของการดําเนินการสํารวจออกแบบรายละเอียด กรมชลประทานวาจางบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอน จิเนียริ่ง แอนด แมเนจเมนท จํากัด และบริษัท แอสดิคอน คอรปอเรชั่น จํากัด ดําเนินงานสํารวจออกแบบตัวเขื่อน ทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ ในวงเงิน 48,970,000 บาท ระยะเวลา 3 ป โดยเริ่มดําเนินการสํารวจออกแบบตัว เขื่อนทดน้ําผาจุกเมื่อเดือนตุลาคม 2550 แลวเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2551 สําหรับดานการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดลอม กรมชลประทานไดดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอมโครงการฯแลวเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 และสงใหสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมพิจารณาในป พ.ศ. 2549 ซึ่ง คณะกรรมการผูชํานาญการพิจารณารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมดานโครงการพัฒนาแหลงน้ํา (คชก.) มีขอเสนอแนะใหปรับปรุงรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมบางสวน กรมชลประทานจึง ดําเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอมเพิ่มเติม แลวเสร็จในเดือนมกราคม 2552 และเสนอรายงานดังกลาวอีกครั้ง ซึ่งไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 แจงตามหนังสือ คณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติที่ ทส (กกวล)1008/ว 4655 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2552 เห็นชอบกับรายงาน การวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ จังหวัดอุตรดิตถ ตามความเห็นของ คณะกรรมการผูเชี่ยวชาญการพิจารณารายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม ดานโครงการพัฒนาแหลงน้ํา โดยกรมชลประทาน และคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติใหดําเนินการกอสราง วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 1.2 วัตถุประสงคของโครงการ 1.2.1 เพื่อกําหนดแผนการดําเนินการบริหารจัดการน้ําภายในลุมน้ํานานใหไดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้ง ทางดานการพัฒนาแหลงน้ํา การปองกันอุทกภัย และดานอื่นๆ ตลอดจนการดําเนินการตางๆ ใหผูใชน้ําและผูที่ เกี่ยวของ ไดมีสวนรวมในการกําหนดสิทธิในการใชน้ําโดยแบงปนกันดวยความเปนธรรมเอื้ออาทรตอกัน และเปนที่ ยอมรับของทุกฝาย 1.2.2 เพื่อติดตามการดําเนินงานของหนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของใหเปนไปตามแผนการปองกันแกไขและ ลดผลกระทบสิ่งแวดลอมสิ่งแวดลอมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการพัฒนาชลประทาน อุตรดิตถ เขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ 1.2.3 เพื่อติดตามการดําเนินงานของโครงการใหเปนไปตามมาตรการปองกันแกไข และมาตรการติดตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอมที่ระบุไวในรายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม 1.2.4 เพื่อบูรณาการหนวยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณในพื้นที่จังหวัดรวมกับทุกภาคสวนที่ เกี่ยวของ ใหเกิดผลลัพธตอเกษตรกรในการพัฒนาอาชีพ และสงเสริมรายไดภาคเกษตรจากการใชประโยชนจากน้ําอยาง เหมาะสม
3 1.3 เปาหมายและงบประมาณของโครงการ 1.3.1 เปาหมายของโครงการ ผลงานการกอสรางและผลงานการดําเนินของหนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของภายใตแผนปฏิบัติการลด ผลกระทบสิ่งแวดลอมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ เขื่อนทด น้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ 1.3.2 งบประมาณการกอสรางโครงการ จํานวนทั้งสิ้นประมาณ 10,500 ลานบาท ประกอบดวยงบบุคลากร 197.95 ลานบาท งบดําเนินงาน 28.01 ลานบาท งบลงทุน 9,769.72 ลานบาท (รวมคาดําเนินการดานสิ่งแวดลอม 120.87 ลานบาท และ คาชดเชยที่ดินและทรัพยสิน 1,211.36 ลานบาท) และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด 504.32 ลานบาท โดยมีแผนการใช จายเงินงบประมาณในแตละปดังนี้ แผนการใชจายเงินงบประมาณในแตละป หนวย : ลานบาท ปงบประมาณ พ.ศ. 2553 2554 2555 2556 2557 2558 - 2561 จํานวนเงิน - 305.01 845.73 2,187.09 2,680.00 4,482.17 1.4 พื้นที่ดําเนินการ บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถเขื่อนทดน้ําอุตรดิตถ(ผาจุก) ระบบชลประทานและพื้นที่ รอบโครงการ ที่ตั้งเขื่อนทดน้ําผาจุก ตั้งอยูในแมน้ํานานบานคลองนาพง หมู 7 ตําบลผาจุก อําเภอเมือง จังหวัด อุตรดิตถประมาณพิกัดที่ 47 QPV 347517 ระวาง 5044 II 1.5 วิธีการและขั้นตอนการดําเนินการ 1.5.1 ติดตามผลการดําเนินงานของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ ในภาพรวม และติดตาม ตรวจสอบการดําเนินงานของแผนงานจากรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานและการติดตามตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดลอมของหนวยงานตางๆ ที่จัดสงใหกรมชลประทาน 1.5.2 ติดตามผลการดําเนินงานของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ โดยการตรวจสอบในภาคสนาม เพื่อติดตามผลการดําเนินงานของโครงการและตรวจสอบความถูกตองของผลปฏิบัติของแผนงานที่ไดเสนอ 1.6 การวางแผนการกอสรางโครงการ ระยะเวลากอสรางโครงการ 9 ป (พ.ศ. 2553 - 2561) จากหลักเกณฑและวิธีการกอสรางนํามากําหนด ระยะเวลาของการดําเนินงานแตละองคประกอบของโครงการ 5 ป แบงเปนงานประเภทตาง ๆ ดังนี้ 1.6.1 งานเตรียมการกอสราง ใชระยะเวลาประมาณ 7 เดือน เปนการเตรียมสถานที่บริเวณหัวงานเขื่อน ทดน้ําใหมีความพรอมสําหรับการกอสราง 1.6.2 งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและคาทดแทน ใชระยะเวลาประมาณ 6 เดือน เปนงานที่วางแผนไวในกรณีที่ ตองมีการดําเนินการที่จําเปนเพิ่มเติม นอกจากพื้นที่ที่ไดจัดซื้อไวแลว 1.6.3 งานขุดชองลัดเพื่อการผันน้ํา ใชระยะเวลาประมาณ 5 เดือน 1.6.4 งานกอสรางทํานบปดลําน้ําเพื่อทําบอกอสราง ใชระยะเวลาประมาณ 6 เดือน โดยเริ่มดําเนินการ เมื่อกอสรางคลองผันน้ําไปแลว 3 เดือน โดยทําการกอสรางทํานบดินปดกั้นลําน้ําเดิมและผันน้ําไปทางคลองผันน้ํา รวมทั้งเตรียมบอกอสรางโดยการระบายน้ําออกใหหมดเมื่อกอสรางทํานบปดกั้นลําน้ําเสร็จหมดแลว 1.6.5 งานกอสรางฐานรากและตัวเขื่อนทดน้ํา โดยงานปรับปรุงฐานรากใชเวลา 3 เดือน และงาน โครงสราง ใชระยะเวลาประมาณ 15 เดือน สวนงานปองกันการกัดเซาะใชเวลาประมาณ 5 เดือน รวมใชเวลา ประมาณ 19 เดือน
4 1.6.6 งานติดตั้งบานประตูและอุปกรณ ใชระยะเวลาประมาณ 23 เดือน โดยจะเริ่มมีการจัดซื้อสั่งผลิตที่ โรงงานในปลายปที่ 1 และจัดการขนสงมาที่บริเวณกอสรางภายในปที่ 3 การติดตั้งจะใชเวลาประมาณ 5 เดือน 1.6.7 งานรื้อถอนทํานบบอกอสราง และกอสรางทํานบปดคลองผันน้ํา ใชระยะเวลาประมาณ 7 เดือน โดยจะเริ่มทางเชื่อมอาคารประตูระบายน้ําปากคลองสงน้ําชลประทานฝงซาย หลังจากไดรื้อถอนทํานบใหระบาย น้ําผานเขื่อนทดน้ําไดแลว 1.6.8 งานระบบสายสงไฟฟา ใชระยะเวลาประมาณ 1 ป โดยดําเนินการในปแรกของแผนงานกอสราง 1.6.9 งานกอสรางระบบชลประทาน ใชระยะเวลาประมาณ 4 ป หลังจากนั้นจะเริ่มทําการกอสรางโรงไฟฟาพลังน้ํา รวมทั้งติดตั้งเครื่องจักรกลไฟฟาและอุปกรณประกอบ จะตองใชเวลาประมาณ 16 เดือน ในระหวางนี้จะกอสรางคลองชักน้ําควบคูกันไปดวย ซึ่งจะใชระยะเวลาประมาณ 4 เดือน งานรื้อถอนทํานบปดคลองผันน้ําใชระยะเวลาประมาณ 3 เดือนรวมระยะเวลากอสรางเขื่อนทดน้ําทั้งสิ้น 4 ป 1.7 แผนปฏิบัติการปองกันแกไขและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดลอม การดําเนินโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ ตลอดอายุโครงการที่จะมิใหเกิดผลกระทบตอ สิ่งแวดลอม หรือกอใหเกิดผลกระทบในระดับที่ยอมรับไดนั้น หนวยงานผูรับผิดชอบจําเปนจะตองปฏิบัติตามแผน และมาตรการลดผลกระทบโดยเครงครัด ทั้งนี้ ในการศึกษาไดเสนอแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและ แผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอมไวแลว รวมทั้งสิ้น 18 แผน ไดแก แผนปฏิบัติการปองกันแกไขลด ผลกระทบสิ่งแวดลอมจํานวน 7 แผน และแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอมจํานวน 18 แผน โดยใช งบประมาณในการดําเนินการตามแผนในระยะ 9 ปดังสรุปในตารางที่ 1.1
ระยะเวลา ดําเนินการ (ป) 2554 2555 2555 (ใหม) 2556 2556 (ใหม) 2557 2557 (ใหม) 2558 2558 (ใหม) 6 2 2 1.6 1.6 1.6 1.6 1.6 1.6 784.15* 4 0.2 0.2 0.2 0.2 0.2 0.2 0.2 0.2 8 0.56 - 7.20 - 14.394 - 1.92 11.63- 0.90 - 0.67 0.17 - 0.17 -5 10.50 -7 0.3 0.30 0.30 0.30 0.30 0.30 0.40 0.43 0.30 0.30 - 0.39 0.05 0.05 0.05 0.05 0.05 0.106 0.07 0.04 0.04 0.04 - 0.40 - 0.40 0.40 0.43 0.20 0.20 - 0.23 - 0.30 0.10 0.35 0.5 - - 0.50 0.50 0.55 - 0.20 0.20 0.233.8 5 0.12 0.12 - 0.12 0.12 0.12 0.22 0.22 - 0.25 0.22 0.29 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.39 0.35 0.35 0.25 ไมรับงบฯ 0.45 ไมรับงบฯ 0.25 ไมรับงบรวมทั้งสิ้น (งบยังไมไดปรับ & งบประมาณจริงกอนโอน) 4.89 5.25 4.89 9.95 10.00 25.02 17.000 17.0งบประมาณที่อนุมัติตาม พรบ. 4.89 10.00 20.00 17.0รวมทั้งสิ้น (งบปรับ & งบประมาณที่โอนจริง) 4.89 3.83 9.95 3.50 17.81 5.156 17.00 17.0คงเหลือรวมทั้งสิ้น 1.06 6.50 14.844 0.00 งบประมาณที่ใชไประหวาง 2555-2560 รวมทั้งสิ้น งบประมาณ 2555-2560 คงเหลือสุทธิ ตารางที่ 1.1 งบประมาณและแผนการเงินในการดําเนินงานแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและติดตามตรวจแผนปฏิบัติการ ปที่ดําเนินระยะกอสราง 1.1 แผนประชาสัมพันธโครงการ 1.2 แผนการชดเชยทรัพยสิน 1.3 แผนการลดผลกระทบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง 1.4 แผนการปรับปรุงสภาพภูมิสถาปตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อนและ 1. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะกอสราง สภาพภูมิทัศนพื้นที่ใกลเคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผานชุมชน 1.5 แผนการปองกันแกไขผลกระทบดานโบราณคดีและประวัติศาสตร (เพิ่มใหม) 2.1 แผนการบริหารการใชน้ํา 2.2 แผนการสงเสริมและพัฒนาการเกษตรหลังมีโครงการ 3.1 แผนการติดตามตรวจสอบดานคุณภาพน้ําผิวดินและน้ําใตดิน 3.2 แผนการติดตามตรวจสอบดานเศรษฐกิจสังคม 2. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะดําเนินการ 3. แผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.3 แผนการติดตามตรวจสอบดานอุทกวิทยาน้ําผิวดิน 3.4 แผนการติดตามตรวจสอบดานน้ําใตดินและคุณภาพน้ําน้ําใตดิน 3.5 แผนการติดตามตรวจสอบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง 3.6 แผนการติดตามตรวจสอบดานทรัพยากรดินและการใชที่ดิน 3.7 แผนการติดตามตรวจสอบดานการเกษตร 3.11 แผนการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามการลดผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.8 แผนการติดตามเฝาระวังโรคติดตอนําโดยยุง และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.9 แผนการติดตามเฝาระวังโรคพยาธิใบไมในคน 3.10 แผนการติดตามการปฏิบัติตามการปองกันแกไขและลดผลกระทบสิ่งแวดลอม และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม _5/ คาใชจายบางรายการตองมีการติดตามตรวจสอบเปนระยะจนสิ้นสุดระยะดําเนินโครงการ 50.66487 27.22513 _6/ ระยะเวลา 25 ป เปนระยะเวลาที่ใชในการวิเคราะหโครงการสําหรับการศึกษาครั้งนี้ * งบประมาณรวมอยูในคากอสรางและดําเนินโครงการและงบประมาณการบริหารงานปกติของกรมชลประทานแลวจึงไมนํามารวมอยูในงบประมหมายเหตุ : _1/ คาใชจายในการจัดการสิ่งแวดลอมขางตน เปนมูลคาทางการเงิน ณ ราคาคงที่ป 2548 รายละเอียดทั้ง 54 ป ดูในบทที่ 7 การวิเคราะหโครงการดานเศร _2/ ที่มาจากการประเมินของผูเชี่ยวชาญสาขาตางๆ ที่เกี่ยวของ,บริษัทที่ปรึกษา _3/ ดูรายละเอียดเพิ่มจากหัวขอมาตรการตรวจสอบและลดผลกระทบดานสิ่งแวดลอมจากการดําเนินโครงการ _4/ แผนพัฒนาสงเสริมดานการเกษตร ประกอบดวยคาใชจายเกี่ยวกับการอบรมใหความรูเรื่องวิธีการปลูกพืชสมัยใหม/ความรูเรื่องดิน การจัดทําแ
2559 2559 (ใหม) 2560 2560 (ใหม) 2561 2561 (ใหม) 2562 2563 0.6 2.4 1 0.8 0.80 10.00 สํานักงานกอสรางโครงการชลประทานขนาดใหญที่ 4 784.15* กรมชลประทาน/หนวยงานในจังหวัด - 0.1 0.10 1.00 กรมประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ําจืด 9 1.92 6.2011 1.92 4.414 1.92 1.92 1.92 11.599 41.380 สํานักงานกอสรางโครงการชลประทานขนาดใหญที่ 4 4 0.90 กรมศิลปากร 0.17 - 0.17 - 0.12 0.12 0.12 0.46 1.040 กรมชลประทาน สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา 10.50 - 10.50 2.6531 10.00 2.50 10.00 10.50 51.500 กรมสงเสริมการเกษตร/เกษตรและสหกรณ จ.อุตรดิตถ 0 0.40 0.40 0.40 0.4 0.40 0.40 0.30 2.800 กรมชลประทาน สวนสิ่งแวดลอม 0 0.40 0.3 0.30 0.10 1.100 กรมชลประทาน/สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 7 0.32 0.09 0.07 0.3252 0.07 0.07 0.07 0.06 0.870 กรมชลประทาน สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา 0 0.40 0.40 0.40 0.2 0.20 0.36 2.400 กรมชลประทาน สํานักสํารวจวิศวกรรมและธรณีวิทยา 0 0.10 0.30 0.10 0.3 0.30 0.730 กรมประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ําจืด 0 0.60 0.60 0.50 - 0.60 2.700 กรมพัฒนาที่ดิน สํานักงานพัฒนาที่ดินเขตที่ 8 1 0.20 0.47547 0.20 - 0.17 0.17 1.000 กรมสงเสริมการเกษตร สํานักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ 2 0.12 - 0.12 0.12 0.12 0.12 0.12 0.840 กรมควบคุมโรค สํานักโรคติดตอนําโดยแมลง 5 0.19 0.910 กรมควบคุมโรค สํานักโรคติดตอทั่วไป 5 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 3.500 กรมชลประทาน สวนสิ่งแวดลอม บฯ 0.64 ไมรับงบฯ 0.25 ไมรับงบฯ 0.43 ไมรับงบฯ 0.25 0.535 3.395 สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 0 2,572.24 16.315 30.71 16.38 12.15 13.205 13.205 14.930 121.665 0 16.000 10.00 77.890 0 16.315 11.31657 16.38 9.8623 50.66487 4.68343 0.14 27.22513 สอบผลกระทบสิ่งแวดลอม โครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ นการโครงการรวม(ลาน บาท) หนวยงานที่รับผิดชอบ ระยะดําเนินการ มาณของแผนปฏิบัติการลดผลกระทบฯและติดตามตรวจสอบฯ ษฐศาสตรสิ่งแวดลอม แปลงสาธิต การประชาสัมพันธเรื่องขาวสารขอมูลทางการเกษตรฯลฯ
6 สําหรับแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม ปงบประมาณ 2560 จํานวน 18แผน มีรายละเอียดดังนี้คือ 1. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะกอสราง 1.1 แผนประชาสัมพันธโครงการ 1.2 แผนการชดเชยทรัพยสิน 1.3 แผนการลดผลกระทบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง 1.4 แผนการปรับปรุงสภาพภูมิสถาปตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อนและสภาพภูมิทัศนพื้นที่ ใกลเคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผานชุมชน 1.5 แผนการปองกันแกไขผลกระทบดานโบราณคดีและประวัติศาสตร(เพิ่มใหม) 2. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะดําเนินการ 2.1 แผนการบริหารการใชน้ํา 2.2 แผนการสงเสริมและพัฒนาการเกษตรหลังมีโครงการ 3. แผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.1 แผนการติดตามตรวจสอบดานคุณภาพน้ําผิวดินและน้ําใตดิน 3.2 แผนการติดตามตรวจสอบดานเศรษฐกิจสังคม 3.3 แผนการติดตามตรวจสอบดานอุทกวิทยาน้ําผิวดิน 3.4 แผนการติดตามตรวจสอบดานน้ําใตดินและคุณภาพน้ําน้ําใตดิน 3.5 แผนการติดตามตรวจสอบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง 3.6 แผนการติดตามตรวจสอบดานทรัพยากรดินและการใชที่ดิน 3.7 แผนการติดตามตรวจสอบดานการเกษตร 3.8 แผนการติดตามเฝาระวังโรคติดตอนําโดยยุง 3.9 แผนการติดตามเฝาระวังโรคพยาธิใบไมในคน 3.10 แผนการติดตามการปฏิบัติตามการปองกันแกไขและลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและติดตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.11 แผนการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและติดตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม งบประมาณแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม ปงบประมาณ 2560 มีรายละเอียดดังนี้คือ
7 ตารางที่ 1.2 งบประมาณแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม ปงบประมาณ 2560 แผนปฏิบัติการ งบประมาณป 2560 (ลานบาท) หนวยงานที่รับผิดชอบ แผนเดิม แผนใหม 1. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะกอสราง 1.1 แผนประชาสัมพันธโครงการ 1.00 0.80 สนง.กอสรางโครงการชลประทานขนาดใหญที่ 4 1.2 แผนการชดเชยทรัพยสิน - - กรมชลประทาน/หนวยงานในจังหวัด 1.3 แผนการลดผลกระทบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง - - กรมประมง 1.4 แผนการปรับปรุงสภาพภูมิสถาปตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน และสภาพภูมิทัศนพื้นที่ใกลเคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผานชุมชน 1.92 4.414 สนง.กอสรางโครงการชลประทานขนาดใหญที่ 4 1.5 แผนการปองกันแกไขผลกระทบดานโบราณคดี และประวัติศาสตร - - กรมศิลปากร 2. แผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดลอมในระยะดําเนินการ 2.1 แผนการบริหารการใชน้ํา 0.17 - กรมชลประทาน สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา 2.2 แผนการสงเสริมและพัฒนาการเกษตรหลังมีโครงการ 10.50 2.6531 กรมสงเสริมการเกษตร/เกษตรและสหกรณจังหวัด อุตรดิตถ 3. แผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 3.1 แผนการติดตามตรวจสอบดานคุณภาพน้ําผิวดิน 0.40 0.40 กรมชลประทาน สวนสิ่งแวดลอม 3.2 แผนการติดตามตรวจสอบดานเศรษฐกิจสังคม 0.40 0.30 กรมชลประทาน และ สนง.เศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 3.3 แผนการติดตามตรวจสอบดานอุทกวิทยาน้ําผิวดิน 0.07 0.3252 กรมชลประทาน สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา 3.4 แผนการติดตามตรวจสอบดานน้ําใตดินและคุณภาพน้ําใตดิน 0.04 0.20 กรมชลประทาน สํานักบริหารจัดการน้ําและอุทกวิทยา 3.5 แผนการติดตามตรวจสอบดานนิเวศวิทยาทางน้ําและทรัพยากรประมง 0.01 0.30 กรมประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ําจืด 3.6 แผนการติดตามตรวจสอบดานทรัพยากรดินและการใชที่ดิน 0.50 - กรมพัฒนาที่ดิน สนง.พัฒนาที่ดินเขตทื่ 8 3.7 แผนการติดตามตรวจสอบดานการเกษตร 0.20 - กรมสงเสริมการเกษตร สนง.เกษตรจังหวัด 3.8 แผนการติดตามเฝาระวังโรคติดตอนําโดยยุง 0.12 0.12 กรมควบคุมโรค สํานักโรคติดตอนําโดยแมลง 3.9 แผนการติดตามเฝาระวังโรคพยาธิใบไมในคน - - กรมควบคุมโรค สํานักโรคติดตอทั่วไป 3.10 แผนการติดตามการปฏิบัติตามการปองกันแกไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดลอมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 0.35 0.35 กรมชลประทาน สวนสิ่งแวดลอม 3.11 แผนการประเมินการปฏิบัติตามการปองกันแกไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดลอมและติตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม 0.25 ไมรับงบฯ สนง.นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอม (สผ.) 1.8 ระยะเวลาดําเนินการ ระยะเวลากอสรางโครงการ 9 ป (พ.ศ. 2553 - 2561) 1.9 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากโครงการ 1.9.1 การบริหารจัดการน้ําในลุมน้ํานานตอนลางบริเวณ อําเภอเมือง อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอ พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ และอําเภอพรหมพิราม อําเภอวัดโบสถ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 1.9.2 สามารถสงน้ําในพื้นที่ชลประทานในเขตโครงการประมาณ 481,400 ไร 1.9.3 สงน้ําเพื่อการอุปโภค - บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศในแมน้ํานาน.
บทที่ 2 ระเบียบวิธีการศึกษา 2.1 ความสําคญของการศั ึกษา โครงการเขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นโครงการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ําในลุ่มน้ําน่านให้มีน้ําเพียงพอ และมีคุณภาพ เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตและการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของ ประชาชน ควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยคํานึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาลุ่มน้ําน่านอย่างเป็นรูปธรรม พื้นที่รับประโยชน์จะครอบคลุม อําเภอเมืองอุตรดิตถ์อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์และอําเภอพรหมพิราม อําเภอวัด โบสถ์จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาระบบชลประทาน ประมาณ 491,400 ไร่ที่ตั้งตัวเขื่อนอยู่ในแม่น้ําน่าน หมู่ 7 บ้านคลองนาพง ตําบลผาจุก อําเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับอนุมัติให้ดําเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 และกรมชลประทานได้ดําเนินการตั้งงบประมาณและจัดสรรไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดําเนินการ ตามแผนป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นมา ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 สํานักบริหารโครงการ กรมชลประทานได้จัดตั้งงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานดําเนินงานในพื้นที่ตามแผนปฏิบัติ การป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) เป็นหน่วยงาน ส่วนกลางที่รับผิดชอบดูแลในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีพันธกิจหลักด้านหนึ่ง คือ การติดตามประเมินผลโครงการที่ สําคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งในครั้งนี้ได้รับมอบหมายให้ดําเนินการติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจ และสังคม ตามแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ โดยจัดทํารายงานการสํารวจภาวะ เศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตร(Bench Mark) ในพื้นที่โครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2560 ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานต่างๆของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการฯ ในช่วงก่อนเข้าร่วม โครงการ ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านการผลิต ด้านต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิต ด้าน การพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาอาชีพ เป็นต้น ตลอดจนศึกษาถึงปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะของ เกษตรกรจากการเข้าร่วมโครงการ เพื่อนําไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในการอนุมัติ โครงการหรือวางแผนพัฒนาปรับปรุงแผนปฏิบัติงาน/กิจกรรมต่างๆในพื้นที่โครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบสําหรับการจัดทําเอกสารรายงานการประเมินผลหลังเข้าร่วมโครงการ 2.2 วัตถุประสงคของการศ์กษาึ 2.2.1 เพื่อศึกษาถึงสภาพทั่วไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านการผลิต ด้านต้นทุนและผลตอบแทน จากการผลิต ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาอาชีพ ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 2.2.2 เพื่อศึกษาทัศนคติ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรจากการเข้าร่วมโครงการ 2.3 ขอบเขตของการศึกษา 2.3.1 พื้นที่ทําการศึกษา คือ พื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า เพื่อทดแทนไม่ได้รับน้ําจากโครงการเขื่อนทดน้ําผา จุก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 16,000 ไร่ มีดังนี้คือ ด้านคลองส่งนาฝ้ํ ั่งซาย้ - หมู่ที่ 3 , 4 และ 8 ตําบลผาจุก และหมู่ที่ 10 ตําบลบ้านด่าน อําเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัด อุตรดิตถ์ ด้านคลองส่งนาฝ้ํ ั่งขวา - หมู่ที่ 6 , 7 , 8 และ 10 ตําบลงิ้วงาม อําเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์
9 - หมู่ที่ 11 , 13 และ 15 ตําบลงิ้วงาม อําเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ - หมู่ที่ 10 ตําบลผาจุก อําเภอเมืองอุตรดิตถ์จังหวัดอุตรดิตถ์ 3.2 ประชากรเป้าหมาย คือ เกษตรกรจํานวน 400 ราย และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง 3.3 ช่วงเวลาข้อมูลประเมินผล คือ ข้อมูลก่อนโครงการเป็นข้อมูลใน ปีเพาะปลูก 2559/60 (1 พฤษภาคม 2559 – 30 เมษายน 2560) 2.4 วิธีการศกษาึ 2.4.1 การรวบรวมข้อมูล 1) วิธีการรวบรวมข้อมูล เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโดยสุ่ม ตัวอย่าง เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และประกอบการเกษตรในช่วง 1 พฤษภาคม 2559 – 30 เมษายน 2560 มีรายละเอียดดังนี้คือ 1.1) สภาพสังคมของเกษตรกร/ข้อมูลทั่วไป 1.2) การถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน 1.3) ผลผลิตพืชของครัวเรือนเกษตร 1.4) รายได้เงินสดทางการเกษตร ได้แก่ - รายได้เงินสดจากด้านพืช - รายได้เงินสดจากด้านปศุสัตว์ - รายได้เงินสดจากด้านสัตว์น้ํา - รายได้เงินสดการเกษตรอื่นๆ 1.5) รายจ่ายเงินสดทางการเกษตร ได้แก่ - รายจ่ายเงินสดจากด้านพืช - รายจ่ายเงินสดจากด้านปศุสัตว์ - รายจ่ายเงินสดจากด้านสัตว์น้ํา - รายจ่ายเงินสดการเกษตรอื่นๆ 1.6) รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตร 1.7) รายได้เงินสดสุทธิทั้งหมดในครัวเรือนของครัวเรือนเกษตร 1.8) ภาวะหนี้สินทั้งหมดและแหล่งกู้ยืมของครัวเรือนเกษตร 1.9) ทรัพย์สินทั้งหมดของครัวเรือนเกษตร 1.10) ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ําและการบริการของภาครัฐ 1.11) ทัศนคติ ระดับความพึงพอใจ และผลกระทบที่มีต่อโครงการ 2) แหล่งข้อมลูข้อมูลทใชี่้ในการศึกษา ประกอบด้วยข้อมูล 2 แหล่ง คอื 2.1) ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรในพื้นที่โครงการ เนื่องจากไม่ทราบขนาดของประชากรที่แน่นอน และไม่ทราบค่าสัดส่วนของประชากรในพื้นที่โครงการ ดังนั้น จึงใช้ สูตรของคอแครน (Cochran, 1977 อ้างใน ธีรวุฒิเอกะกุล, 2543) ดังนี้คือ n = Z 2 4e2 โดยที่ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ p = สัดส่วนของลักษณะที่สนใจในประชากร (p =0.50)
10 e = ระดับความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างที่ยอมให้เกิดขึ้นได้ Z = ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่นหรือระดับนัยสําคัญ (ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือระดับนัยสําคัญ 0.05 มีค่า Z = 1.96) ผลจากการคํานวณได้ขนาดของประชากรที่ต้องการเท่ากับ 384 ราย ดังนั้น ในการ สํารวจครั้งนี้จึงเก็บจํานวนตัวอย่างมากกว่า คือ เท่ากับ 400 ราย ส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้เป็นการไม่ใช้ ความน่าจะเป็น(Non-probability Sampling) เนื่องจากเป็นการศึกษาจากกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงหรือมีคุณลักษณะ ที่สอดคล้องกับประเด็นหรือเงื่อนไขที่กาหนดไว้คือ พื้นที่ทําการศึกษาคือ พื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้าเพื่อทดแทนไม่ได้ รับน้ําจากโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 16,000 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่ทั้งหมดได้รับ ผลประโยชน์และไม่โดนเวนคืนที่ดิน เนื่องจากการทําระบบชลประทาน ส่วนการคัดเลือกเกษตรกรเป็นการสุ่ม เลือกแบบมีจุดประสงค์/เฉพาะเจาะจง(Purposive Selection) คือ เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะ เฉพาะเจาะจงตามเหตุผลให้สอดคล้องกับปัญหาการศึกษาใหตรงตามว้ ัตถุประสงค์ของโครงการ 2.2) ข้อมูลทุติยภูมิแหล่งข้อมูล ได้แก่ เอกสารโครงการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องของกรม ชลประทาน และเอกสารรายงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 2.4.2 การวิเคราะหข์ ้อมูล เป็นการการวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics Analysis) เป็นการ วิเคราะห์ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 มีรายละเอียดดังนี้คือ 1) การวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายการเกษตร เมื่อนําผลผลิตการเกษตรมาขายที่ได้เป็นเงินสด ไม่รวมถึงผลผลิตที่นํามาใช้ในครัวเรือนหักค่าใช้จ่ายในการผลิตที่เป็นเงินสด เป็นการวิเคราะห์ว่าในรอบปีการผลิต หนึ่งๆ เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบการเกษตรในเขตพื้นที่โครงการเป็นเท่าไร สูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้เงินสดเกษตร = มูลค่าจากการขายผลผลิตพืช + ปศุสัตว์ + สัตว์น้ํา + อื่นๆ(ในเกษตร) รายจ่ายเงินสดเกษตร = รายจ่ายเงินสดด้านพืช + ปศุสัตว์ + สัตว์น้ํา + อื่นๆ(ในเกษตร) 2) การวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายของครัวเรือน เป็นการวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายทั้งหมด ของครัวเรือนทั้งในการเกษตรและนอกการเกษตร คือ 2.1) รายได้เงินสดสุทธิเกษตร เป็นการพิจารณาว่ารายได้เงินสดเกษตรทั้งหมดหัก รายจ่ายเงินสดเกษตรทั้งหมดเป็นเท่าไร สูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้เงินสดสุทธิเกษตร = รายได้เงินสดเกษตร(รวม) – รายจ่ายเงินสดเกษตร(รวม) 2.2) รายได้สุทธิเกษตร เป็นการพิจารณาว่าเมื่อนํารายได้เงินสดสุทธิเกษตรวมกับมูลค่า ผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือนเกษตรและส่วนต่างของมูลค่าทรัพย์สินต้นปีและปลายปีสูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้สทธุิเกษตร = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร + มูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือนเกษตร + (ส่วนต่างของมูลค่าทรัพย์สินต้นปีและปลายปี) 2.3) รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน หรือ รายได้เงินสดคงเหลือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นการพิจารณาว่าเมื่อนํารายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรมารวมกับรายได้ที่เกิดจากกิจกรรมนอกการเกษตรแล้ว ครัวเรือนจะมีเงินสดคงเหลือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนเท่าไร สูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้เงินสดสุทธิครัวเรอนื = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร + รายได้เงินสดนอกการเกษตรรวม 2.4) เงินสดคงเหลือก่อนการชําระหนี้หรือ การออม เป็นการนํารายได้เงินสดสุทธิ ครัวเรือนหักออกด้วยรายจ่ายที่เป็นเงินสดนอกการเกษตรทั้งหมด แล้วครัวเรือนเกษตรจะยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็น จํานวนเท่าไร สูตรในการคํานวณดังนี้ เงินสดคงเหลือก่อนการชาระหนํ (ี้การออม) = รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม)
11 2.5) เงินออมสุทธิเป็นการนํารายได้สุทธิเกษตรรวมกับรายได้นอกการเกษตรหัก รายจ่ายนอกการเกษตร ยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็นจํานวนเท่าไร สูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้สทธุิเกษตร = รายได้สุทธิเกษตร + รายได้นอกการเกษตร(รวม) – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม) 2.6) รายได้เงินสดสุทธิเกษตรเหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นการนํารายได้ สุทธิเกษตรรวมกับรายได้นอกการเกษตรหักรายจ่ายนอกการเกษตร ยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็นจํานวนเท่าไร สูตร ในการคํานวณดังนี้ รายไดเง้ ินสดสุทธิเกษตรเหลอจากการใช ื ้จ่ายในครัวเรือน = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม) 3) การวิเคราะห์ผลิตภาพการผลิตทางการเกษตร เป็นการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบว่า ผลได้ที่ เกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิต 1 หน่วยการผลิตเป็นเท่าไร ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถนําไปเปรียบเทียบกับผลได้ที่เกิดขึ้น ในพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นฟาร์มประเภทเดียวกันได้โดยวิธีการวิเคราะห์และตัววัดที่ใช้ได้แก่ รายได้สุทธิเกษตรต่อพื้นที่เป็นการแสดงผลได้ที่เกิดจากการประกอบการผลิตทางการเกษตรต่อ การใช้ที่ดิน 1 ไร่สูตรในการคํานวณดังนี้ รายได้สุทธิเกษตรต่อพื้นที่ = รายได้สุทธิทางการเกษตร เนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด 2.5 หน่วยงานดําเนนการิ สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา เพื่อเสนอผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นําไปใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง แก้ไขพัฒนาโครงการ เขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน ประสิทธิภาพการผลิตและ การตลาดสินค้าเกษตรให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และใช้เป็นแนวทางในการกําหนดนโยบายการพัฒนาการ เกษตรในพื้นที่ชลประทานและแหล่งน้ําธรรมชาติต่อไป.
บทที่ 3 สภาพทั่วไป 3.1 ลักษณะทวไปของจ ั่ังหวดั อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง เป็นประตูขึ้นสู่ดินแดนลานนาตะวันออกเป็นเมืองก่อน ประวัติศาสตร์ตัวเมืองเดิมชื่อ บางโพท่าอิฐ ได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดเมื่อ พ.ศ. 2476 “อุตรดิตถ์” หมายถึง เมืองท่าแห่งทิศเหนือ เป็นเมืองตํานานแม่ม่ายลับแล และ เมืองถิ่นกําเนิดของวีรบุรุษกู้ชาติ “พระยาพิชัยดาบหัก” ทหารเอกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อยู่ห่างจากกรุงเทพฯโดยทางรถยนต์ 491 กิโลเมตร และโดยทางรถไฟ 485 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับ จังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ทิศใต้ ติดกับ จังหวัดพิษณุโลก ทิศตะวันออก ติดกับ จังหวัดพิษณุโลก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันตก ติดกับ จังหวัดสุโขทัย สภาพพื้นที่และลักษณะภูมิประเทศ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ 1) ที่ราบลุ่มแม่น้ําน่าน บริเวณสองฝั่งของแม่น้ําน่าน และลําน้ําสาขาที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ํา น่าน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตอําเภอตรอน อําเภอพิชัย บางส่วนของอําเภอเมืองอุตรดิตถ์ อําเภอลับแล และอําเภอทองแสนขัน(ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด) 2) ที่ราบระหว่างหุบเขาและเชิงเขา บริเวณที่อยู่ต่อเนื่องจากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ําทางด้าน เหนือและด้านตะวันออกของจังหวัด ประกอบด้วยที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวคลองตรอน แม่น้ําปาด คลองแม่พร่อง ห้วยน้ําไคร้และลําธารสายต่างๆ สลับกับภูมิประเทศเป็นเขาอยู่ในเขตอําเภอเมืองอุตรดิตถ์อําเภอ ลับแล อําเภอน้ําปาด อําเภอฟากท่า อําเภอท่าปลา และอําเภอบ้านโคก(ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด ) 3) เขตภูเขาและที่สูง อยู่ในบริเวณทางด้านเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด โดยเฉพาะเขต อําเภอเมืองอุตรดิตถ์อําเภอลับแล อําเภอน้ําปาด อําเภอฟากท่า อําเภอท่าปลา และอําเภอบ้านโคก(ประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด) จังหวัดมีพื้นที่ทั้งหมด 7,838 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,899,120 ไร่ เป็นอันดับที่ 11 ของ 17 จังหวัด ภาคเหนือ : อันดับที่ 25 ของประเทศ ลักษณะการใช้ที่ดิน พื้นที่การเกษตร 1,255,225 ไร่คิดเป็นร้อยละ 26 ของพื้นที่ทั้งหมด คือ เป็นพื้นที่ทํา นา 610,057 ไร่คิดเป็นร้อยละ 49 ของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ทําไร่ 268,848 ไร่คิดเป็นร้อยละ 21 ของพื้นที่ การเกษตร พื้นที่ทําสวน 273,879 ไร่คิดเป็นร้อยละ 22 ของพื้นที่การเกษตร และพื้นที่การเกษตรอื่นๆ 102,441 ไร่คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่การเกษตร สําหรับพื้นที่ป่าไม้มีจํานวน 3,075,568 ไร่คิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่ ทั้งหมด(ข้อมูลของกรมป่าไม้พ.ศ. 2555) ลักษณะภูมิอากาศ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตก เฉียงใต้มีความชื้นและความร้อนสูง ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัดอุณหภูมิเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส และในฤดูฝน อากาศเย็นสบายมีฝนตกชุกปริมาณน้ําฝนของจังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ช่วง 957.3 - 1,695.9 มิลลิเมตร จํานวนวันฝนตก ประมาณ 99 วัน จากการสํารวจดินของกองสํารวจและจําแนกดิน กรมพัฒนาที่ดินสามารถจําแนกลักษณะดินที่พบในพื้นที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ตามลักษณะธรณีสัณฐาน และวัตถุต้นกําเนิดดิน มีรายละเอียดดังนี้ 1) บริเวณที่ราบน้ําท่วมถึง(flood plain) มีเนื้อที่ประมาณ 36,591 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 0.75 เป็นที่ราบบริเวณสองฝั่งแม่น้ําน่านและลําน้ําสาขา ซึ่งอาจเกิดน้ําท่วมทุกปีในฤดูฝน สภาพพื้นที่ราบเรียบถึง
13 ค่อนข้างราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 – 2 ลักษณะดินเกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําทุก ๆ ปี เป็นดิน ลึก เนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนถึงดินเหนียวและมีการทับถมของตะกอนลําน้ําในช่วงเวลาที่ แตกต่างกัน ดินมีการระบายน้ําดีถึงเลว มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง ใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํา นา ปลูกพืชไร่ และพืชผัก ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 21 , 38 และ 59 2) บริเวณสันดินริมน้ําเก่า(old levee) มีเนื้อที่ประมาณ 173,816 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 3.55 เป็นบริเวณที่ถัดจากที่ราบน้ําท่วมถึง เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเกิดเป็นสันดินริมฝั่งแม่น้ํา สภาพพื้นที่ ราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย ความลาดชันร้อยละ 0 - 5 เนื้อดินเป็นพวกดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้งถึง ดินเหนียว เป็นดินลึกมาก การระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง มีการใช้ ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชไร่ พืชผัก และไม้ผล ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 33 และ 60 3) บริเวณตะพักลําน้ําค่อนข้างใหม่(semi-recent terrace) มีเนื้อที่ประมาณ 501,711 ไร่หรือ คิดเป็นร้อยละ 10.24 เป็นบริเวณที่ถัดจากที่ราบน้ําท่วมถึงและสันดินริมน้ําเก่า เกิดจากการทับถมของตะกอน ลําน้ําที่มีอายุค่อนข้างใหม่สภาพพื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 - 2 ลักษณะดินเป็น ดินลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้ง ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งถึงดินเหนียว มีการระบายน้ําเลว ความ อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํานา บางแห่งที่มีแหล่งน้ําสามารถปลูก พืชไร่และพืชผักในฤดูแล้ง ได้แก่กลุ่มชุดดินที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 และ 15 4) บริเวณตะพักลําน้ําเก่า(old alluvium terrace) มีเนื้อที่ประมาณ 682,346 ไร่หรือคิดเป็น ร้อยละ 13.92 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1) บริเวณตะพักลําน้ําระดับต่ํา(low terrace) มีเนื้อที่ 194,228 ไร่หรือคิดเป็นร้อย ละ 3.96 เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเก่าบนตะพักลําน้ําระดับต่ํา สภาพพื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้าง ราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 – 2 ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินลึกมาก มีบางแห่งที่เป็นดินตื้นปนกรวดหรือ ลูกรัง เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วน ถึงดินร่วนเหนียวปนทราย มีการระบายน้ําค่อยข้างเลวความอุดม สมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ํา มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํานาได้แก่กลุ่มชุดดินที่ 16 , 17 , 18 , 22 , 24 และ 25 4.2) บริเวณตะพักลําน้ําเก่าระดับกลางถึงสูง(middle to high terrace) มีเนื้อที่ 488,118 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 9.96 เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเก่าบนตะพักลําน้ําระดับกลางถึงสูง สภาพพื้นที่เป็นแบบค่อนข้างราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนชัน ความลาดชันร้อยละ 2 - 20 ลักษณะดินเป็นดินตื้นถึงลึก มาก เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วน ถึงดินเหนียวปนทราย มีการระบายน้ําดีความอุดมสมบูรณ์ตาม ธรรมชาติต่ํา มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชไร่ และไม้ผลต่าง ๆ บางแห่งยังคงสภาพเป็นป่าเต็งรัง ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 35 , 40 , 41 , 44 , 48 และ 49 5) บริเวณพื้นผิวที่เหลือค้างจากการกร่อน และที่ลาดเชิงเขา(erosion surface and footslope) มีเนื้อที่ 589,742 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 12.04 เป็นบริเวณที่เกิดจากการผุพังสลายตัวอยู่กับที่หรือ เคลื่อนที่ไป เล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลกของวัตถุต้นกําเนิดดินได้แก่หินดินดาน หินทราย หินควอทไซท์หินฟิลไลท์และ หินแอนดีไซท์ เป็นต้น สภาพพื้นที่เป็นแบบลูกคลื่นลอนลาดถึงเนินเขา ความลาดชันร้อยละ 5 – 35 ลักษณะดิน และความอุดมสมบูรณ์ของดินขึ้นกับวัตถุต้นกําเนิดดิน เป็นดินตื้นถึงลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วน ร่วนปนดินเหนียว ร่วนปนทราย ถึงดินเหนียว มีการระบายน้ําดีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง มีการใช้ประโยชน์ ที่ดินในการปลูกพืชไร่และไม้ผลชนิดต่าง ๆ ได้แก่กลุ่มชุดดินที่ 26 , 28 , 29 , 31 , 36 , 46 , 47 , 55 และ 56 6) บริเวณเนินเขาและภูเขาสูงชัน(hills and mountains) มีเนื้อที่ 2,726,027 ไร่หรือคิดเป็น ร้อยละ 55.64 เป็นบริเวณที่มีสภาพพื้นที่สูงชัน ความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ประกอบด้วยดินหลายชนิด เกิดขึ้นปะปนกันยังไม่มีการสํารวจและจําแนกดิน ลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ของดิน ตลอดจนความอุดม สมบูรณ์ของดินไม่แน่นอนขึ้นกับหินที่เป็นวัตถุต้นกําเนิดดินบริเวณนั้นๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทํา
14 การเกษตรใดๆ เนื่องจากมีความลาดชันมากเกินไป เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรงควรสงวนไว้เป็น พื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ 7) พื้นที่ดินหินโผล่(rock land) มีพื้นท 22,946 ี่ไร ่หรือคิดเป็นร้อยละ 0.47 8) พื้นทแหลี่่งน้ํา(water land) มีเนื้อท 165,941 ี่ไร่หรอคื ิดเป็นร้อยละ 3.39 ความเหมาะสมของที่ดินสําหรับการปลูกพืชจากข้อมูลทรัพยากรดินในจังหวัดอุตรดิตถ์สามารถสรุปความ เหมาะสมของที่ดินสําหรับการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการทํานามีเนื้อที่ประมาณ 699,950 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 14.29 พบบริเวณที่ราบและที่ราบน้ําท่วมถึง ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาและทับถมของตะกอนที่มากับน้ํา ทําให้ เกิดเป็นที่ราบเป็นบริเวณกว้างตามอําเภอต่างๆ และตามหุบเขา ลักษณะดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ําเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง ส่วนมากพบทางด้านตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด ได้แก่ อําเภอตรอน อําเภอพิชัย และตอนใต้ของอําเภอลับแล นอกนั้นพบกระจัดกระจายอยู่ทุกอําเภอ 2) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมสําหรับพืชไร่มีเนื้อที่ 526,038 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 10.74 ส่วนมากพบตามที่ราบและสันดินริมแม่น้ําน่านและลําน้ําสาขา และบริเวณที่ลาดเชิงเขา สภาพพื้นที่ทั่วไปมีความ ลาดชันเล็กน้อยถึงลูกคลื่นลอนชัน หรือเชิงเขาความลาดชันร้อยละ 2 – 20 ประกอบด้วยดินหลายกลุ่มแตกต่าง กันไปตามลักษณะและอิทธิพลของวัตถุต้นกําเนิด เนื้อดินปานกลางถึงละเอียด มีการระบายน้ําดี พื้นที่ส่วนใหญ่ กระจายอยู่ตามอําเภอต่างๆ ที่พบมากคือ อําเภอตรอน อําเภอพิชัย และอําเภอเมือง 3) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมสําหรับไม้ผลมีเนื้อที่ 554,858 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 11.33 ส่วนมากพบตามที่ราบและสันดินริมแม่น้ําน่านและแม่น้ําสาขา บริเวณที่ลาดเชิงเขาและเนินเขา ความลาดชันร้อย ละ 2-35 ลักษณะดินเป็นดินลึก มีการระบายน้ําดีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนถึงดินเหนียว ความอุดม สมบูรณ์ต่ําถึงปานกลาง พบกระจัดกระจายอยู่ตามอําเภอต่างๆ พบมากที่อําเภอตรอน อําเภอพิชัย อําเภอลับแล และอําเภอท่าปลา ศักยภาพที่สําคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์คือ 1) ด้านเกษตรกรรม มีพื้นที่ทําการเกษตรจํานวนมาก(26% ของพื้นที่ทั้งหมด) ส่วนใหญ่เป็นนา ข้าว และสวนผลไม้เป็นแหล่งผลิตอาหารสําคัญของประเทศ 2) ด้านการค้าชายแดน มีชายแดนติดต่อลาว 135 กม. มีการค้าชายแดนในแต่ละปีณ จุดผ่อน ปรนทางการค้าช่องภูดู่ช่องห้วยต่าง และช่องมหาราช มูลค่าการค้าชายแดนกว่า 200 ล้านบาทต่อปีซึ่งกําลังจะ ได้รับการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรช่องภูดู่และมีเส้นทางเชื่อมโยงกับจังหวัดต่างๆและประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยสะดวก 3) การท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวจํานวนมาก ทั้งด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติเช่น ภูสอย ดาวสามารถเชื่อมโยงกับจังหวัดในภูมิภาคนี้และประเทศเพื่อนบ้านได้โดยเป็นประตูเชื่อม 4 เมืองมรดกโลก ที่ใกล้ ที่สุดคือ กําแพงเพชร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย หลวงพระบางและเป็นจุดเชื่อมโยงสู่ประเทศในกลุ่มอินโดจีน/อาเชี่ยนได้ โดยสะดวกอีกเส้นทางหนึ่งของประเทศ 4) จุดที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมภาคเหนือตอนบนกับภาคอีสานตอนบน 5) แหล่งน้ําอุดมสมบูรณม์ ีแหล่งขนาดใหญ่(เขื่อนสิริกิติ์) และแม่น้ําสําคัญ 3 สาย คือ แมน่้ําน่าน/ แม่น้ําปาด/คลองตรอน มีฝนตกชุก 6) เส้นทางคมนาคมดีสะดวกทั้งทางรถไฟ และรถยนต์และมีพื้นที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ขนส่งสินค้า ทางรางรถไฟ (Contrainer Yard : CY) ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ
15 3.2 ลักษณะของโครงการ 3.2.1 สภาพทั่วไปของโครงการ แม่น้ําน่านตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่รับน้ําประมาณ 34,238 ตาราง กิโลเมตร มีต้นกําเนิดจากดอยภูแว ในทิวเขาหลวงพระบางในพื้นที่อําเภอทุ่งช้าง อําเภอเชียงกลาง และ อําเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลลงมาทางทิศใต้ผ่านที่ราบลุ่มบริเวณอําเภอท่าวังผา อําเภอเมืองน่าน และอําเภอเวียงสา จากนั้น ไหลผ่านหุบเขาลงสู่อ่างเก็บน้ําเขื่อนสิริกิติ์น้ําจากอ่างเก็บน้ําเขื่อนสิริกิติ์จะระบายลงสู่แม่น้ําน่าน ซึ่งจะไหลผ่านที่ ราบลุ่มขนาดใหญ่ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์และไหลไปรวมกับแม่น้ําปิงเป็นแม่น้ํา เจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมความยาวประมาณ 770 กิโลเมตร ประกอบด้วยลุ่มน้ําสาขาต่างๆ ที่สําคัญ ได้แก่แม่น้ําน่านตอนบน ห้วยน้ํายาว น้ําสมุน น้ําสา น้ําว้า น้ําแหง น้ําปาด คลองตรอน แม่น้ําแควน้อย น้ําภาค แม่น้ําวังทอง และลุ่มน้ําน่านตอนล่าง พื้นที่เพาะปลูกในบริเวณลุ่มน้ําน่านตอนล่าง ตั้งแต่เขตจังหวัดอุตรดิตถ์และบางส่วนของจังหวัด พิษณุโลก ประสบปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ําในฤดูแล้ง ประกอบกับในปัจจุบัน การใช้น้ํา ในพื้นที่ เพาะปลูกของจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องอาศัยโครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า ซึ่งทําให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการสูบน้ําเป็น จํานวนมาก ราษฎรจึงได้เรียกร้องให้กรมชลประทานดําเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัด อุตรดิตถ์จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ กรมชลประทาน พบว่า การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ําใน ลุ่มน้ําน่านจะต้องทําให้ลุ่มน้ําน่านมีน้ําอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการอุปโภค บริโภค สนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัยได้อย่างต่อเนื่อง โดยคํานึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาลุ่ม น้ําน่านอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้คัดเลือกโครงการนําร่องที่มี ลําดับความเหมาะสมในการพัฒนาสูง คือ โครงการเขื่อนทด น้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อให้การบริหารจัดการน้ําในลุ่มน้ํา น่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ตั้งโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้ําน่านบาน้ คลองนาพง หมู่ 7 ตําบลผาจุก อําเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ ประมาณพิกัดที่ 47 QPV 347517 ระวาง 5044 II ที่ตั้งหัว งานมีแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึง สะดวกเป็นถนนผิวจราจรลาดยางกว้างประมาณ 8 ม.ขนานไป ตามแนวลําน้ําในด้านฝั่งขวา พื้นที่ชลประทานของโครงการ ครอบคลุมในเขตอําเภอเมือง อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์และอําเภอพรหมพิราม จังหวัด พิษณุโลก เนื่องจากสภาพพื้นที่ชลประทานของโครงการเป็นที่ ราบลุ่มมีความลาดเทของพื้นที่จากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้มี แม่น้ําน่านไหลผ่านกลางพื้นที่จึงแบ่งพื้นที่ชลประทานออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย และพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา 3.2.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสม และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ์เขื่อนทดน้ําผาจุก ในการพัฒนาแหล่งน้ําสําหรับการเกษตรในฤดูฝนและฤดูแล้ง ของพื้นที่ เพาะปลูกในบริเวณลุ่มน้ําน่านตอนล่าง และให้การบริหารจัดการน้ําในลุ่มน้ําน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพ
16 สูงสุด ครอบคลุมพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์และอําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก 3.2.3 ประเภทโครงการ เขื่อนทดน้ํา 3.2.4 ลักษณะอุทกวิทยา - พื้นที่รับน้ําฝน 16,181 ตร.กม. - ปริมาณน้ําท่าเฉลี่ยรายปี 5,409 ล้าน ลบ.ม. - ปริมาณน้ําหลากออกแบบ 3,977 ลบ.ม./วินาที - ระดับน้ําหลากในรอบ 100 ปี +67.93 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับน้ําหลากในรอบ 1,000 ปี +69.94 ม.(ร.ท.ก.) 3.2.5 ลักษณะความจุตามลานํ้ํา - ระดับเก็บกักปกติ +68.50 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับเก็บกักต่ําสุด +68.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 46.76 ล้าน ลบ.ม. - พื้นที่ผิวน้ําที่ระดับเก็บกักปกติ 5.60 ตร.กม. 3.2.6 เขื่อนทดน้ํา - ชนิดของเขื่อน อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ควบคุมด้วยบานระบายเหล็กโค้ง - ระดับสันเขื่อน 72.0 ม.(ร.ท.ก.) - ความสูง 17.0 ม. - จํานวนช่อง(ประตู) 9 บาน - ขนาดบาน กว้างxสูง 12.5x8.0 ม. - ระดับธรณีประตู +61.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความกว้างตอม่อ 2.50 ม. - ความกว้างท้องลําน้ํา 132.50 ม. - ระดับหลังตอม่อ +72.00 ม.(ร.ท.ก.)
17 3.2.7 ประตูปากคลองส่งน้ําสายใหญฝ่ ั่งขวา - ชนิด อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก - ระดับสันฝาย +64.05 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับสันอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) - ขนาดบานควบคุม(จํานวน x กว้าง x สูง) 2 x 4 x 4 ม. - ความยาวคลอง 103.7 กม. - ระบายน้ําได้สูงสุดประมาณ 46 ลบ.ม./วินาที - พื้นที่ชลประทาน 275,700 ไร่ 3.2.8 ประตูปากคลองส่งน้ําสายใหญฝ่ ั่งซาย้ - ชนิด อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก - ระดับสันฝาย +64.55 ม. (รทก.) - ระดับสันอาคาร +72.00 ม. (รทก.) - ขนาดบานควบคุม(จํานวน x กว้าง x สูง) 2 x 4 x 4 ม. - ความยาวคลอง 70 ก.ม. - ระบายน้ําได้สูงสุดประมาณ 40 ลบ.ม./วินาที - พื้นที่ชลประทาน 205,735 ไร่ 3.2.9 โรงไฟฟาพล้งนัา้ํก่อสร้างในคลองผนนั้ําระหวางก่อสร่ ้าง - ความกว้างก้นคลอง 20 ม. - ความลึกคลองผันน้ํา 15 ม. - ระดับก้นคลอง +54.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความยาวคลอง 800 ม. - ขนาดโรงไฟฟ้า (กว้าง x ยาว) 20 x 30 ม. 3.2.10 เครื่องจักรกลไฟฟาพล้ ังน้ํา - ชนิด Bulb - กําลังผลิต 2 x 8,500 กิโลวัตต์ - แรงดันหัวน้ํา 11.7 ม. - อัตราการไหลต่อเครื่อง 87 ลบ.ม./วินาที - ระดับการติดตั้ง (Unit Centerline) +52.80 ม.(ร.ท.ก.) โดยประมาณ - ระดับน้ําต่ําสุดด้านท้ายน้ํา +56.30 ม.(ร.ท.ก.) - พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 99.0 ล้านหน่วย 3.2.11 บันไดปลา ที่อาคารเขื่อนทดน้ําได้ออกแบบให้มีบันไดปลาชนิด Icehabor แบบมีผนัง ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่าง กว้างขวาง เพราะสามารถใช้ได้ทั้งในลําน้ําที่มีปริมาณน้ํามากและปริมาณน้ําน้อย ถ้าออกแบบให้ช่วงของ Over Wall มีช่วงความสูงมากก็สามารถใช้กับลําน้ําที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ํามากได้ด้วย 3.2.12 ระบบชลประทาน เขื่อนทดน้ําอุตรดิตถ์(ผาจุก) เป็นอาคารหัวงานที่ทําหน้าที่ทดน้ําในแม่น้ําน่านให้เพียงพอที่จะส่ง น้ําเข้าคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของโครงการ คลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้าย เป็นคลองดาดคอนกรีตมี ความจุ 40 ลบ.ม./วินาทียาว 90 กม. ส่งน้ําให้กับพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย 205,735 ไร่คลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่ง
18 ขวา เป็นคลองดาดคอนกรีตมีความจุ 46 ลบ.ม./วินาทียาว 103.65 กม. ส่งน้ําให้กับพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา 275,700 ไร่ 1) อาคาร ปตร.ปากคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้าย ขนาดกว้างก้นคลอง 30 ม. ลึก 5.55 ม. ลาด ด้านข้าง 1:1.5 ความจุคลองชักน้ําประมาณ 250 ลบ.ม./วินาทีโดยส่งน้ําให้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ําอีกประมาณ 200 ลบ.ม./วินาทีซึ่งแยกออกจากแม่น้ําน่านฝั่งซ้ายทางด้านเหนือน้ําของเขื่อนทดน้ําประมาณ 230 ม.ประกอบ ด้วย ช่องระบายน้ําขนาดกว้าง 4.00 ม. จํานวน 2 ช่อง มีตอม่อกลางหนา 0.60 ม. ควบคุมบังคับ ปริมาณน้ําโดยติดตั้ง ประตูบานระบายชนิด Vertical Slide Gate ขนาด 4.00 ม. X 4.00 ม. จํานวน 2 บาน สามารถระบายน้ําได้สูงสุด ประมาณ 40 ลบ.ม./วินาทีโดยระดับน้ําใช้การสูงสุดด้านท้ายน้ํา ปตร.ปากคลอง (Full Supply Level) เท่ากับ +67.75 ม.(ร.ท.ก.) ระดับหลังอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) ระดับธรณีบานระบาย +64.55 ม.(ร.ท.ก.) และระดับ ท้องคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายเท่ากับ +64.25 ม.(ร.ท.ก.) 2) อาคาร ปตร.ปากคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งขวา ประกอบด้วย ท่อระบายน้ํา (Box Culvert)ขนาด กว้าง 4.00 ม. จํานวน 2 แถว ยาวประมาณ 60 ม. ลอดผ่านหลังคันเขื่อนทดน้ําฝั่งขวา ไปเชื่อมต่อกับคลองส่งน้ํา โดยมีอาคาร Transition คอนกรีตเสริมเหล็ก เชื่อมต่อระหว่างท่อลอดและคลองส่งน้ํา ควบคุมบังคับ ปริมาณน้ํา โดยติดตั้งประตูบานระบายชนิด Vertical Slide Gate ขนาด 4.00 ม. X 4.00 ม. จํานวน2 บาน สามารถระบาย น้ําได้สูงสุดประมาณ 46 ลบ.ม./วินาทีโดยระดับน้ําใช้การสูงสุดด้านท้ายน้ํา ปตร.ปากคลอง (Full Supply Level) เท่ากับ +67.75 ม.(ร.ท.ก.) ระดับหลังอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) ระดับธรณีบานระบาย +64.05 ม.(ร.ท.ก.) และ ระดับท้องคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายเท่ากับ +64.05 ม.(ร.ท.ก.) 3.2.13 การคดเลั ือกขนาดทเหมาะสมของโครงการ ี่ ในการคัดเลือกขนาดที่เหมาะสมของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ ได้มีการศึกษาเพื่อ คัดเลือกระดับเก็บกักและขนาดพื้นที่ชลประทานที่มีความเหมาะสมในด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์ ระดับเก็บกักที่เหมาะสม ในการคัดเลือกระดับน้ําเก็บกักที่เหมาะสมของเขื่อนทดน้ํา (ผาจุก) ที่ ปรึกษาได้กําหนดเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้ 1) ระดับเก็บกกสามารถผั ันนาเข้ํ ้าสู่คลองส่งน้ําสายใหญฝ่ ั่งซ้ายและฝั่งขวาได้ 2) ระดับเก็บกักมีผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรที่อยู่อาศัยด้านเหนือ น้ําน้อยที่สุด ในการศึกษาทางเลือกระดับเก็บกักปกติได้กําหนดระดับเก็บกัก 3 ระดับ คือ +67.00+68.00 และ +69.00 ม.(ร.ท.ก.) ดังแสดงรายละเอียดของหัวงานเขื่อนทดน้ําและพื้นที่ชลประทาน ดังนี้ อาคารหัวงานเขื่อนทดน้ํา รูปแบบเบื้องต้นของเขื่อนทดน้ําเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่อสร้างในลําน้ําโดยมีประตูบานโค้ง (Radial Gate) เป็นตัวควบคุมการระบายน้ําที่ระดับเก็บกักต่างๆ พื้นที่ชลประทาน ในพื้นที่ชลประทานมีการออกแบบระบบชลประทานของโครงการมีลักษณะ เป็นคลองดาดคอนกรีต ส่งน้ําด้วยระบบแรงโน้มถ่วง ดังนั้นขนาดของพื้นที่ชลประทานจึงขึ้นอยู่กับระดับเก็บกัก ของหัวงานเขื่อนทดน้ํา ซึ่งในการพิจารณาในขั้นนี้ได้กําหนดให้ส่งน้ําให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการมากที่สุด ขนาดพื้นที่ชลประทานที่เหมาะสม ระบบชลประทานโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อําเภอ ได้แก่อําเภอเมืองอุตรดิตถ์อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย ของจังหวัดอุตรดิตถ์ และอําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก รวมพื้นที่โครงการประมาณ 811,940 ไร่ โดยได้กําหนดทางเลือกในการ วางระบบชลประทานออกเป็น 3 ทางเลือก โดยแต่ละทางเลือกจะมีระบบชลประทานฝั่งซ้ายเหมือนกันทุก ทางเลือก คือ มีพื้นที่ชลประทาน 205,735 ไร่ส่วนพื้นที่ชลประทานฝั่งขวามี 3 รูปแบบ มีรายละเอียดดังนี้
19 ตารางที่ 3.1 รายละเอียดทางเลือกในการวางระบบชลประทาน ที่มา : โครงการพัฒนาลุ่มน้ําน่าน สํานักบริหารโครงการ กรมชลประธาน ผลการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบทางเลือกในการพัฒนาโครงการ ในส่วนที่เป็นระบบชลประทาน ทางด้าน วิศวกรรม สังคม เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าระบบชลประทานฝั่งซ้ายซึ่งมีความยาวของ คลองส่งน้ํา 90.00 กม. กับทางเลือกที่ 3 ของระบบชลประทานฝั่งขวาซึ่งมีความยาว 103.65 กม.เป็นทางเลือกที่มีความ เหมาะสมสูงสุดในการที่จะพัฒนา 3.2.14 ค่าลงทุนสาหรํ บโครงการ ั ราคารวมค่าลงทุนโครงการ (ปี 2548 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 7,836.52 ล้านบาท - เขื่อนทดน้ําและระบบชลประทาน 6,043.64 ล้านบาท - โรงไฟฟ้าพลังน้ํา 930.04 ลานบาท้ - งานป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 862.84 ล้านบาท ตารางที่ 3.2 สรุปราคาค่าก่อสร้างรวมของอาคารหัวงานเขื่อนทดน้ําและระบบชลประทานของโครงการ ระดับเก็บกัก ราคาค่าก่อสร้าง(ล้านบาท) พื้นที่ชลประทาน ราคาค่าก่อสร้าง (ม.รทก.) อาคารหัวงาน ระบบชลประทาน รวม (ไร่) พื้นที่ชลประทาน (บาท/ไร่) +67.00 1,026.57 3,521.00 4,547.57 495,310 9,181.26 +68.00 1,055.52 3,678.50 4,734.02 518,100 9,137.27 +69.00 1,078.04 3,790.00 4,868.04 520,960 9,344.36 ที่มา : โครงการพัฒนาลุ่มน้ําน่าน สํานักบริหารโครงการ กรมชลประธาน รายละเอียด หน่วย ทางเลือกที่ 1 ทางเลือกที่ 2 ทางเลือกที่ 3 ระบบชลประทานฝั่งซ้าย ความยาวคลองสงน่้ําสายใหญ่กม. 90.00 90.00 90.00 พื้นที่ชลประทาน ไร่ 205,735 205,735 205,735 ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ ไร่ 135,629 135,629 135,629 ส่งน้ําพื้นที่ส่งนาด้ํ ้วยไฟฟ้าเดิม ไร่ 70,106 70,106 70,106 พื้นที่ได้รับประโยชน์ - อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ต.ผาจุก ต.คุ้งตะเภา ต.ป่าเซ่า และ ต.หาดกรวด - อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ต.วังแดง ต.น้ําอ่าง ต.บ้านแก่ง ต.หาดสองแคว - อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.นายาง ต.นาอิน ต.ในเมือง ต.ท่ามะเฟือง ต.บ้านโคน ต.บ้านหม้อ - อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ต.ดงประคํา ต.ตลุกเทียม ต.ศรีภิรมย์ต.วงฆ้อง ระบบชลประทานฝั้งขวา ความยาวคลองส่งน้ําสายใหญ่กม. 80.14 118.98 103.65 พื้นที่ชลประทาน ไร่ 130,400 231,600 275,700 - ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ ไร่ 63,231 158,671 168,402 - ส่งน้ําพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้าเดิม ไร่ 24,569 30,329 64,698 - ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานน้ําริด ไร่ 42,600 42,600 42,600 พื้นที่ได้รับประโยชน์ - อ.เมือง จ.อุตรดตถิ ์ ต.ผาจุก ต.งิ้วงาม ต.ท่าเสา ต.ท่าอฐิต.บ้านเกาะ ต.วังกะพี้ - อ.ลับแล จ.อตรดุตถิ ์ ต.ชัยจุมพล ต.ทุ้งยั้ง ต.ด่านแม่คํามัน ต.ใผ่ล้อม ต.ข่อยสูง - อ.ตรอน จ.อุตรดตถิ ์ ต.วังแดง ต.บ้านแก่ง ต.หาดสองแคว - อ.พิชัย จ.อุตรดตถิ ์ ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.คอรุม ต.ท่ามะเฟือง ต.พญาแมน - อ.พรหมพรามิจ.พิษณุโลก - ต.ตลุกเทยมีต.ศรีภิรมย์ต.วงฆ้อง ต.มะต้อง ต.วังวน ต.หนองแขม รวมค่าก่อสร้างระบบชลประทาน ล้านบาท 2,752.50 3,570.50 3,678.50 บาท/ไร่ 7,383.32 7,532.70 7,099.98
20 จากราคาค่าก่อสร้างรวมของอาคารหัวงานเขื่อนทดน้ําและระบบชลประทานของระดับเก็บกัก ต่างๆ ของเขื่อนทดน้ํา สามารถสรุปได้ว่าเขื่อนทดน้ําที่มีระดับเก็บกักปกติ +68.00 ม.(ร.ท.ก.) มีราคาค่าก่อสร้างต่อ พื้นที่ชลประทานน้อยที่สุด คือ 9,137.27 บาท/ไร่จึงได้คัดเลือกระดับเก็บกักปกติ +68.00 ม.(ร.ท.ก.) เป็นระดับ เก็บกักที่เหมาะสมสําหรับเขื่อนทดน้ําอุตรดิตถ์ (ผาจุก) 3.2.15 การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การประมาณราคาค่าลงทุนโครงการ เป็นเงินรวม 7,836.52 ล้านบาท(ราคาปี 2548 ไม่รวม ภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีระยะเวลาดําเนินการก่อสร้างโครงการ 5 ปี (รวมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ํา) การวิเคราะห์ ด้านเศรษฐกิจของโครงการ ได้ใช้วิธีคิดลดกระแสรายได้และค่าใช้จ่ายโครงการ สรุปได้ว่าโครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ์มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าการลงทุน มีผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจที่อัตรา ส่วนลดร้อยละ 12 สรุปได้ดังนี้ ตารางที่ 3.3 การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ รายการ หน่วย พิจารณาเฉพาะผล ประโยชน์ด้าน การเกษตร พิจารณาด้าน การเกษตร และไฟฟ้าพลังน้ํา เฉพาะค่า ลงทุนด้าน ไฟฟ้าพลังน้ํา มูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) ล้านบาท 1,397.68 1,859.18 349.71 อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทนุ (B/C Ratio) 1.27 1.32 1.60 อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ(EIRR) เปอร์เซ็นต์ 14.61 15.22 19.74 3.2.16 ผลประโยชน์จากโครงการ 1) ด้านการเกษตร พื้นที่ทําการเกษตรชลประทานเพิ่มขึ้นประมาณ 295,729 ไร่จากเดิมเป็น พื้นที่ทําการเกษตรโดยอาศัยน้ําฝน สภาพการใช้ที่ดินมีความเหมาะสมกับศักยภาพของดินในการทําการเกษตร นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 2) ด้านการใช้น้ํา สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนํ้า และมีน้ําเพียงพอสําหรับกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่การอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และรักษาระบบนิเวศในแม่น้ําน่านได้อีกอย่างน้อย 20 ปีข้างหน้า และ ทําให้การบริหารจัดการการใช้น้ํามีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากมีการจัด ตั้งองค์กรบริหารการใช้น้ํา 3) ด้านเศรษฐกิจและสังคม เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้ที่แน่นอนมากขึ้น เกิดการ จ้างงานในพื้นที่มากขึ้น ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ลดการอพยพแรงงานเข้าไปในเมือง และเพิ่มมูลค่า ทรัพย์สินมากขึ้น 4) ด้านการประมง มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ําในธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีน้ําในแหล่งน้ําตลอดปี 5) ด้านทรัพยากรสัตว์ป่า โครงการทําให้มีน้ําในแหล่งน้ําและเกิดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ํา ธรรมชาติเพิ่มขึ้น ทําให้สัตว์มีแหล่งอาศัย แหล่งอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์ 6) ด้านการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้างถนนเพื่อเป็นเส้นทางในการบํารุงรักษาคลองชลประทาน จะเป็นประโยชน์ต่อการคมนาคมขนส่งผลผลิตการเกษตร ทําให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่ายได้และยังสามารถเข้าถึงที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น 7) ด้านน้ําใต้ดิน พื้นที่ชลประทานอาจมีปริมาณน้ําใต้ดินเพิ่มขึ้น และน้ําใต้ดินในบริเวณที่มีเหล็ก และแมงกานีสบนเปื้อนสูง คาดว่าความเข้มข้นจะลดลงได้บ้างเนื่องจากมีปริมาณน้ําใต้ดินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยให้ความ เข้มข้นเจือจาง 8) ด้านสาธารณสุข ประชาชนในพื้นที่โครงการมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นจากการมีสภาพเศรษฐกิจ ของครัวเรือนที่ดีขึ้น
21 9) ด้านการท่องเที่ยว ทําให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้นที่บริเวณหัวงานเขื่อนทดน้ําผาจุก และจะมีเส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้สะดวกขึ้นในพื้นที่ชลประทาน 10) การบรรเทาน้ําท่วม สภาพน้ําท่วมในพื้นที่ชลประทานจะลดลงเนื่องจากมีคลองระบายน้ํา เพิ่มขึ้น 3.2.17 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมาตรการลดผลกระทบ 1) ด้านทรพยากรกายภาพั 1.1) สภาพภมูิอากาศ ไม่มีผลกระทบเนื่องจากโครงการจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศบริเวณพื้นที่โครงการ 1.2) อุทกวิทยาน้ําผิวดิน เกิดผลกระทบทางบวกจากการผันน้ําในแม่น้ําน่านที่ไหลผ่านพื้นที่โครงการขึ้นมา ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด และสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําในพื้นที่โครงการได้ มาตรการลดผลกระทบ ในการก่อสร้างให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไม่ให้เศษดิน และหินพังทลายลงสู่แหล่งน้ําและกีดขวางการไหลของน้ํา กําหนดลําดับความสําคัญของการใช้น้ําให้สอดคล้องกับ การจัดสรรน้ําของเขื่อนสิริกิต์ มาตรการติดตามตรวจสอบ ทําบันทึกประจําวันของระดับน้ําในเขื่อนทดน้ํา ปริมาณน้ําที่ปล่อยด้านท้ายน้ํา และน้ําที่ปล่อยให้พื้นที่ชลประทานเพื่อวิเคราะห์และติดตามปริมาณน้ําท่า จัดทํา รายงานสถิติปริมาณน้ําท่าตลอดอายุโครงการ 1.3) คุณภาพน้ําผิวดิน เกิดผลกระทบทางลบ คือ ในระยะก่อสร้างน้ําในแม่น้ําน่านบริเวณก่อสร้างอาจมี ความขุ่นเพิ่มขึ้นแต่จะเป็นในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น และอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรในแม่น้ําหาก มีการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ้าหากมีการขยายตัวด้านการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม อาจมีน้ําเสียปนเปื้อนลงสู่แม่น้ํา มาตรการลดผลกระทบ วางแผนการก่อสร้างอย่างเหมาะสมกับกิจกรรมและ ฤดูกาล มีมาตรการป้องกันการชะล้างพังทลายของตะกอนดิน มีการควบคุมและให้ความรู้ในการใช้สารเคมีที่ ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรและมีมาตรการควบคุมคุณภาพน้ําทิ้งจากกิจกรรรมต่างๆ ก่อนระบายลงแม่น้ํา 1.4) น้ําใต้ดนและคิณภาพนุาใต ้ํ ้ดิน ผลกระทบทางบวก ในบริเวณพื้นที่ชลประทานคาดว่าจะมีปริมาณน้ําใต้ดินเพิ่มขึ้น และปริมาณน้ําที่เพิ่มขึ้นจะมีส่วนช่วยลดความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ําใต้ดินให้น้อยลงได้บ้าง ผลกระทบทางลบ น้ําใต้ดินอาจถูกปนเปื้อนจากสารเคมีทางการเกษตรที่แทรกซึม ลงสู่ชั้นน้ําใต้ดินได้ มาตรการลดผลกระทบ ลดการใช้สารเคมีและควรส่งเสริมให้มีการทําการเกษตร แบบชีวภาพแทนการใช้สารเคมีและควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ 1.5) ทรัพยากรดิน ผลกระทบทางลบ กรณีมีโครงการ เกิดการชะล้างพังทลายของดินทําให้เกิด ตะกอนในบริเวณท้ายน้ํา ซึ่งเป็นผลกระทบชั่วคราว สูญเสียที่ดินที่เหมาะสมสําหรับการปลูกพืชที่ดอนอย่างถาวร ประมาณ 11,820 ไร่เพื่อใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจาก การใช้ทรัพยากรดินให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ชลประทานมากขึ้นแล้ว นับว่าผลกระทบเชิงลบมี สัดส่วนน้อยมาก
22 มาตรการลดผลกระทบ จํากัดพื้นที่ในการก่อสร้างโครงการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ ส่งผลให้เกิดการชะล้างพังทลายและถูกปนเปื้อนของดิน วางแผนกําหนดพื้นที่การขุดเปิดหน้าดิน แนะนําและให้ ความรู้เรื่องการบํารุงดินและการอนุรักษ์ดินและน้ํา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีการเกษตรและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ ชลประทานด้านข้างแนวคลองแนวชลประทาน 1.6) ธรณีวทยาและแผินด่ นไหว ิ ผลกระทบไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านธรณีวิทยา มีความเสี่ยงต่อการเกิด แผ่นดินไหวในระดับปานกลาง พื้นที่โครงการประมาณร้อยละ 50 มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มได้แต่มีโอกาส น้อยมาก มาตรลดผลกระทบต้องมีการออกแบบอาคารเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจาก แผ่นดินไหว 1.7) การตกตะกอนและการกัดเซาะ ผลกระทบ หากมีโครงการจะเกิดผลกระทบทางลบต่ําและช่วงสั้นๆ ในระยะ ก่อสร้าง ได้แก่เกิดการกัดเซาะบริเวณก่อสร้างหัวงานในช่วงฤดูฝน มาตรการลดผลกระทบ หลีกเลี่ยงกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูฝน ปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการกัดเซาะ ขุดคูดักตะกอนเพื่อป้องกันตะกอนดินในลําน้ํา 2) ทรัพยากรทางชีวภาพ 2.1) ทรัพยากรประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา และนิเวศวิทยาทางน้ํา ผลกระทบ กรณีมีโครงการ การพัฒนาโครงการจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการ อพยพของปลาและสัตว์น้ําต่างๆ ในลําน้ําน่าน เนื่องจากไม่พบพันธุ์ปลาที่มีการอพยพเพื่อแพร่พันธุ์และวางไข่ส่วน ผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผลกระทบทางบวก ทําให้ผลผลิตทรัพยากรประมงในแหล่งน้ํามีเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ในพื้นที่จะมีน้ําและมีความชุ่มชื้นตลอดปีซึ่งจะก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ําต่างๆ ผลกระทบทางลบ การก่อสร้างโครงการมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ําและการไหล ของน้ําในระยะก่อสร้าง ซึ่งจะส่งผลถึงระบบนิเวศน้ําด้วย โดยจะเกิดผลกระทบทรัพยากรประมงในระดับปานกลาง และในระยะเวลาสั้น มาตรการลดผลกระทบ ห้ามทําการประมงในบริเวณพื้นที่ต้นน้ําและท้ายน้ําใน ระยะไม่น้อยกว่า 2 กม. ในระหว่างการก่อสร้าง และในปีแรกของการดําเนินการ 2.2) การบริหารลุ่มน้ํา ผลกระทบทางบวก การพัฒนาโครงการจะทําให้มีการใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นโดยมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ํา ซึ่งจะเป็นการลดผลกระทบด้านการชะล้างพังทลายของดินในลุ่มน้ําได้ ผลกระทบทางลบ การเปิดพื้นที่ในช่วงก่อสร้างทําให้เกิดการชะล้างพังทลายของ ดิน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ํา แต่เป็นผลกระทบต่ําในระยะสั้นๆ การวางแนวคลองส่งน้ําในพื้นที่ชลประทานต้องผ่าน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ(E) ในชั้น คุณภาพลุ่มน้ําชั้นที่ 5 ซึ่งมิใช่ป่าต้นน้ําลําธาร เป็นระยะทาง 83.23 กม. คิดเป็นพื้นที่ 1,829.48 ไร่ มาตรการลดผลกระทบ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชลประทาน เพื่อ ป้องกันและลดการชะล้างพังทลาย ของดินจ่ายค่าชดเชยพื้นที่ป่าในกรณีแนวคลองส่งน้ําที่ผ่านป่าเศรษฐกิจ(E) ใน ชั้นคุณภาพน้ํา ชั้นที่ 5 เป็นมูลค่า 124.85 ล้านบาท ปลูกป่าชดเชยเป็นพื้นที่ 3 เท่า(5,488.44 ไร่) ของพื้นที่ป่า เศรษฐกิจที่สูญเสียจากการ ก่อสร้างโครงการพร้อมดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
23 2.3) ทรัพยากรป่าไม้ ไม่มีผลกระทบด้านทรัพยากรป่าไม้ทั้งกรณีมีโครงการและไม่มีโครงการ เนื่องจาก พื้นที่โครงการไม่มีสภาพป่าไม้คงมีเฉพาะสภาพนิเวศวิทยาของป่าละเมาะ สังคมไม้ริมน้ํา และต้นไม้ตาม หัวไร่ ปลายนา และสภาพนิเวศ วิทยาจะไม่เปลี่ยนแปลงจากสภาพปัจจุบัน มาตรการลดผลกระทบ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่กําหนดขอบเขตพื้นที่ ชัดเจน และควบคุมมิให้มีการลักลอบตัดไม้กําหนดแนวคลองชลประทานที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นไม้หรือเกิด ผลกระทบน้อยที่สุดให้ชัดเจน และควรดําเนินการเป็นช่วงๆ และหลังฤดูการเก็บเกี่ยว มาตรการติดตามตรวจสอบ ติดตามตรวจสอบการตัดต้นไม้ตามขอบเขตที่กําหนดไว้ 2.4) ทรัพยากรสัตว์ปา่ ผลกระทบทางบวกเมื่อมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ําต่างๆในพื้นที่โครงการ สัตว์ป่าก็จะมีแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และแหล่งแพร่พันธุ์ได้เพิ่มขึ้น ผลกระทบทางลบ ในระยะก่อสร้างสัตว์ป่าที่พบในพื้นที่หัวงานและพื้นที่แนวคลอง ส่งน้ําอาจจะถูกรบกวนซึ่งเป็นผลกระทบระดับต่ําและชั่วคราว มาตรการลดผลกระทบ ดําเนินการตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการเฉพาะที่จําเป็น และ ต้องให้โอกาสสัตว์ป่าได้หลีกเลี่ยงออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง วางแผนการดําเนินงานอย่างรอบคอบ และวางแผนการ ก่อสร้างให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ให้ถมดินในคลองลัดและปรับพื้นที่แล้วฟื้นฟูสภาพนิเวศ ให้กลับสู่สภาพเดิม ต้องควบคุมมิให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่า และควรมีแผ่นคอนกรีตกว้าง 15 ซม. พาดข้ามคลอง ส่งน้ําสายใหญ่เป็นระยะ 2.5) พื้นทชีุ่่มน้ํา ผลกระทบทางบวก ในระยะดําเนินการจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ําหนอง บึงธรรมชาติเนื่องจากมีน้ําจากพื้นที่ชลประทานเข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ผลกระทบทางลบ ระยะก่อสร้างอาจมีตะกอนดินจากพื้นที่ก่อสร้างถูกชะล้าง พัฒนาลงสู่แหล่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ ควรหลีกเลี่ยงการก่อสร้างเปิดหน้าดินในช่วงฤดูฝน และ ทําคันคูเพื่อป้องกันการชะล้างพัดพาตะกอน 3) คุณคาต่ ่อการใชประโยชน ้ ์ของมนุษย์ 3.1) การใชประโยชน ้ท์ ี่ดิน ผลกระทบทางบวก ซึ่งจะเกิดการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิ์ภาพได้ มากขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ผลกระทบทางลบคือ ทําให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลงไปบ้างคือใช้สําหรับสร้างคลอง ส่งน้ํา มาตรการลดผลกระทบ จํากัดพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้าง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งผล ต่อสภาพการใช้ที่ดิน เช่น การขุดถมดิน เปิดหน้าดิน เป็นต้น การพัฒนาฟื้นฟูและการใช้พื้นที่ควรเข้าไปให้ คําแนะนําอย่างถูกต้อง 3.2) การใชน้าและการบร้ํ ิหารการใช้นา้ํ ผลกระทบทางบวก สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งใน ฤดูฝนและฤดูแล้ง รวม ทั้งปริมาณน้ําท่าในแม่น้ําน่านทางท้ายน้ํา สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําและมีน้ํา เพียงพอสําหรับกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ใน 20 ปีข้างหน้า ทําให้การบริหารจัดการการใช้น้ํามีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการจัดตั้งองค์กร บริหารการใช้น้ํา
24 ผลกระทบทางลบ จะเกิดผลกระทบต่อการใช้น้ําของกิจกรรมต่างๆ หากการ จัดสรรการใช้น้ําไม่สามารถดําเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ มาตรการลดผลกระทบ ควบคุมรักษาระดับน้ําในลําน้ําตามแผนการระบายน้ําและ จ่ายน้ําในลําน้ําที่วางแผนไว้ให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ําเพื่อให้มีการใช้น้ําอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งองค์กรบริหารการ ใช้น้ําต้องมีการจัดการด้านบุคลากรและงบประมาณที่ดีให้มีการกําหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ และข้อตกลงของ กลุ่มผู้ใช้น้ํา และปฏิบัติตามโดย เคร่งครัด มีการวางแผนการใช้น้ํา การผลิต และการตลาด มีการประสานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสม่ําเสมอ 3.3) การคมนาคมขนส่งทางบกและทางน้ํา ผลกระทบทางบวก การก่อสร้างถนนเพื่อเป็นเส้นทางในการบํารุงรักษาคลอง ชลประทานจะเป็นประโยชน์ต่อการคมนาคมขนส่งผลผลิตการเกษตร ทําให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายได้และยังสามารถเข้าถึงที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น ผลกระทบทางลบ ระยะก่อสร้างทําให้ปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นจากการขนส่งวัสดุ ก่อสร้าง อาจเกิดฝุ่นละออง การจราจรหนาแน่น เสียงดัง และอุบัติเหตุในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ก่อสร้างการ ก่อสร้างคลองชลประทานบริเวณจุดตัดถนนทางรถไฟและชุมชน ซึ่งมีจุดใหญ่ๆ จํานวน 31 จุด อาจทําให้การ คมนาคมไม่สะดวก และปลอดภัย มาตรการลดผลกระทบ จัดเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อการป้องกันและลด ผลกระทบด้านฝุ่น ควัน เสียงดังอุบัติเหตุได้แก่การติดตั้งป้าย สัญญาณไฟเตือนต่างๆ สร้างทางเบี่ยง รวมทั้งการ ควบคุมความเร็วยานพาหนะ น้ําหนักบรรทุกที่ใช้ในการก่อสร้างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อแก้ไข ลดปัญหาการจราจรในช่วงก่อสร้าง ระยะดําเนินการต้องติดตั้งเครื่องหมาย ป้ายเตือน สัญญาณการจราจรให้ ชัดเจนตามถนนที่ก่อสร้างใหม่ 3.4) เกษตรกรรม ผลกระทบทางบวกโดยมีพื้นที่เกษตรกรรมเปิดใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ เกษตรกรรมอาศัยน้ําฝน และสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าจากการสูบน้ําของ เกษตรกรได้ด้วย ผลกระทบทางลบนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น คือ การชะ ล้างหน้าดิน มาตรการลดผลกระทบ ป้องกันการชะล้างของดินตามพื้นที่ที่เปิดใหม่ปรับปรุง ฟื้นฟูพื้นที่แนวคลองส่งน้ําพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรชลประทานส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร 3.5) การชลประทานและการระบายนา้ํ ผลกระทบทางบวก มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทาน เพิ่มขึ้นประมาณ 329,265ไร่จากเดิมเป็นเกษตรอาศัยน้ําฝน ลดค่าใช้จ่ายในด้านการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า เนื่องจากมี ระบบชลประทาน ผลกระทบทางลบ กิจกรรมระหว่างการก่อสร้างส่งผลต่อการชลประทานและ ระบายน้ํา เช่น ลําน้ําตื้นเขินกีดขวางการไหลของน้ํา แต่เป็นผลกระทบช่วงสั้น ๆ พื้นที่โครงการ 15,255 ไร่จะถูก เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน มาตรการลดผลกระทบ เสนอให้ทําการเวนคืนที่ดินเท่าที่จําเป็น กรณีที่จําเป็นต้อง เวนคืน และชดเชยทรัพย์สินควรให้เป็นธรรมและเหมาะสม กําหนดช่วงเวลาการก่อสร้างให้เหมาะสมและเป็น อุปสรรคต่อการส่งน้ํา-ระบายน้ําน้อยที่สุด มีมาตรการเพื่อควบคุมการจัดสรรน้ํา รวมทั้งการดูแล และบํารุงรักษา ระบบชลประทานและอาคารบังคับน้ํา ควรมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ําระดับโครงการ
25 3.6) การป้องกันน้ําท่วม ผลกระทบทางบวก ในพื้นที่ชลประทาน คือสภาพนํ้าท่วมลดลงเนื่องจากมีคลอง ระบายน้ําที่ดีขึ้น 3.7) อุตสาหกรรม ผลกระทบทางบวก การพัฒนาโครงการจะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่ง เป็นวัตถุดิบที่จะป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น เช่น อ้อย ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งจะทําให้มีการ ขยายตัวด้านอุตสาหกรรมได้ ผลกระทบทางลบ น้ําเสียและสิ่งปฏิกูลจากอุตสาหกรรมที่ขยายตัวจะมีเพิ่มมาก ขึ้น ซึ่งหากมีมาตรการจัดการไม่ดีจะเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ ควรมีการจัดสรรการใช้น้ําอย่างเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมให้บําบัดน้ําเสียให้ได้ตามมาตรฐานน้ําทิ้งก่อนระบายน้ําทิ้ง 4) คุณคาต่ ่อคณภาพชุีวิต 4.1) เศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบทางบวก ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมี รายได้ที่แน่นอนมากขึ้น เกิดการจ้างงานในพื้นที่มากขึ้น ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ผลกระทบด้านสังคมลด การอพยพแรงงานเข้าไปในเมือง เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินมากขึ้น ผลกระทบทางลบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อราคาผลผลิตทาง การเกษตรซึ่งอาจจะตกต่ํา ผลกระทบเนื่องจากราคาที่ดินสูงขึ้น ผลกระทบด้านสังคม อาจเกิดการแย่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ จัดตั้งคณะประชาสัมพันธ์และประสานงานโครงการ กวดขันให้ผู้รับเหมาดําเนินงานอย่างถูกสุขลักษณะกําหนดอัตราค่าชดเชยทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมส่งเสริมและ สนับสนุนให้มีการพัฒนาอาชีพทางการเกษตรและนอกภาคการเกษตรส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งองค์กร เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรในระดับหมู่บ้าน 4.2) สาธารณสุข ผลกระทบทางบวก มีทรัพยากรน้ํามากขึ้น เพิ่มศักยภาพในการเกษตร น้ํากินน้ําใช้ และเพิ่มแหล่งโปรตีนจากปลาจะส่งผลให้สภาพสาธารณสุขดีขึ้น เพิ่มรายได้และอาชีพเสริมของประชาชนในพื้นที่ ผลกระทบทางลบ การก่อสร้างอาจก่อให้เกิดมลพิษต่างๆ เช่น น้ํา อากาศ เสียง และอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดการแพร่ระบาดของโรค ปัญหาสังคมจากแรงงานต่างถิ่น มาตรการลดผลกระทบ มีการจัดที่พักคนงานที่ถูกสุขลักษณะ ตรวจสุขภาพคนงาน ก่อนบรรจุเข้าทํางาน และอบรม ให้รู้จักความปลอดภัยในการทํางาน ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อป้องกันและรักษาโรค ทําลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและหอยในพื้นที่ควบคุมสารเคมีทางการเกษตรไม่ให้ลงสู่ แหล่งน้ํา 4.3) โบราณคดีและประวัตศาสตริ ์ ผลกระทบกรณีมีโครงการ แนวคลองส่งน้ําในพื้นที่ชลประทานไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อแหล่ง โบราณคดีสถานที่สําคัญทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด 4.4) การพักผอนหย่ ่อนใจและการท่องเทยวี่ ผลกระทบทางบวก ทําให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้น มีเส้นทางคมนาคมเข้าสู่ แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น มาตรการลดผลกระทบ ปรับปรุงสภาพภูมิสถาปัตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน ทดน้ําผาจุกทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์พื้นที่ว่าง ใกล้เคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผ่านชุมชนให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสําหรับประชาชนในชุมชน
26 4.5) การชดเชยทรัพยส์นิ ผลกระทบทางลบคือ สูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อ ก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน รวมประมาณ 15,255 ไร่คิดเป็นร้อยละ 2.94 ของพื้นที่ชลประทานที่จะได้รับ ประโยชน์จากระบบคลองส่งน้ําของโครงการ มาตรการลดผลกระทบ จัดตั้งคณะกรรมการชดเชยทรัพย์สิน โดยให้องค์กรส่วน ท้องถิ่น ตัวแทนประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบเข้าร่วมด้วย ก่อนการก่อสร้างโครงการต้องเร่งสํารวจความเสียหาย แล้วทําบัญชีแจ้งติดประกาศในพื้นที่โครงการเพื่อให้ราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ ทําแผนการปฏิบัติงานเร่งรัดการ จ่ายค่าชดเชย การชดเชยทรัพย์สินขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ โดยชดเชยในราคาที่เป็นธรรมและให้เสร็จก่อนการ ก่อสร้างโครงการ.
บทที่ 4 ผลการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการสํารวจและจัดเก็บข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกรตาม แผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน้ํา ผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ปีเพาะปลูก 2559/60 (1 พฤษภาคม 2559 – 30 เมษายน 2560) ซึ่งเป็นการจัดเก็บข้อมูล ในระยะก่อนการดําเนินงานโครงการฯ ประชากรเป้าหมาย คือ เกษตรกรจํานวน 400 ราย เป็นพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้า เพื่อทดแทนไม่ได้รับน้ําจากโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 16,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลใน การประเมินผลในระยะต่อไป มีรายละเอียดดังนี้คือ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของครัวเรอนเกษตรื 4.1.1 อายุและการประกอบอาชีพ 1) หัวหน้าครวเรั ือนเกษตร จากการสํารวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่หัวหน้าครัวเรือนเกษตรเป็นเพศ ชายคิดเป็นร้อยละ 71.00 และเป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 29.00 โดยอายุเฉลี่ยเท่ากับ 59.67 ปีเป็นเพศชายเฉลี่ย 59.90 ปี และเป็นเพศหญิงเฉลี่ย 59.10 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนส่วนใหญ่ช่วงอายุ 56 – 65 ปีคิดเป็น ร้อยละ 37.50 รองลงมาในช่วงอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 28.00 อยู่ในช่วงอายุ 46 – 55 ปีคิดเป็นร้อยละ 27.00 และช่วงอายุ 30– 45 ปีคิดเป็นร้อยละ 7.50 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 64.75 รองลงมา จบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย(ป.6,7)คิดเป็นร้อยละ 18.25 มัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6)คิดเป็นร้อยละ 6.75 และ มัธยมศึกษาตอนต้น(ม.3) คิดเป็นร้อยละ 5.25 อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ปวท.) คิดเป็นร้อยละ 2.50 จบปริญญา ตรี/สูงกว่าคิดเป็นร้อยละ 1.75 อ่านออกเขียนได้คิดเป็นร้อยละ 0.50 และไม่รู้หนังสือคิดเป็นร้อยละ 0.25 การประกอบอาชีพทางการเกษตรหมายถึง การเพาะปลูกพืช การเลี้ยงปศุสัตว์การเพาะเลี้ยงสัตว์ น้ํา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภคหรือการจําหน่ายหรือการใช้งานภายในฟาร์ม สําหรับอาชีพหลักหมายถึงการ ประกอบอาชีพในช่วงปีเพาะปลูก 2559/60 ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทํากิจกรรมต่างๆ ในอาชีพใดให้ถือเป็นอาชีพนั้น หากในกรณีที่ใช้เวลาเท่ากันหรือก้ํากึ่งกันให้ยึดรายได้ที่มากกว่าของอาชีพนั้นเป็นหลัก จากการสํารวจพบว่า ส่วนใหญ่ มีอาชีพหลักคิดเป็นร้อยละ 97.50 ซึ่งประกอบอาชีพการเพาะปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 87.50 อาชีพเลี้ยงสัตว์คิดเป็น ร้อยละ 4.00 รับจ้างนอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 1.25 ทํางานโรงงาน/บริษัทคิดเป็นร้อยละ 1.25 รับจ้าง การเกษตรส่วนคิดเป็นร้อยละ 1.00 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัวคิดเป็นร้อยละ 0.50 รับราชการ/เงินเดือนประจําคิดเป็น ร้อยละ 0.50 รับงานทําที่บ้านคิดเป็นร้อยละ 0.25 และอื่น ๆคิดเป็นร้อยละ 1.25 ที่เหลือไม่ประกอบอาชีพเนื่องจาก อยู่ในวัยชรามีอํานาจในการตัดสินใจภายในครัวเรือน และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการผลิตทางการเกษตรคิดเป็นร้อย ละ 2.50 อาชีพรองหมายถึง อาชีพที่ใช้เวลาในการปฏิบัติงานรองจากอาชีพหลัก พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีอาชีพรองคิดเป็นร้อยละ 56.00 ส่วนที่มีอาชีพรองคิดเป็นร้อยละ 44.00 ซึ่งมีอาชีพรับจ้างการเกษตรคิดเป็น ร้อยละ 16.25 รองลงมาเป็นการรับจ้างนอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10.25 อาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัวคิดเป็น ร้อยละ 5.00 ปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 4.25 เลี้ยงสัตว์คิดเป็นร้อยละ 4.00 รับราชการ/เงินเดือนประจําคิดเป็นร้อยละ 3.50 ทํางานโรงงาน/บริษัทคิดเป็นร้อยละ0.25 และอื่นๆคิดเป็นร้อยละ 0.50 การเป็นสมาชิกกลุ่มฯ จากการสํารวจพบว่า ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 88.00 โดยเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 33.10 กลุ่มสหกรณ์คิดเป็นร้อย
28 ละ 23.17 กลุ่มเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 19.17 กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่นคิดเป็นร้อยละ 7.32 และกลุ่มออมทรัพย์ คิดเป็นร้อยละ 5.24 และไม่เป็นสมาชิกกลุ่มคิดเป็นร้อยละ 12.00 (ตารางที่ 4.1) ตารางที่ 4.1 อายุและการประกอบอาชีพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ หัวหน้าครัวเรือน 100.00 - เพศชาย 71.00 - เพศหญิง 29.00 ๏ อายุเฉลี่ย (ปี) 59.67 - เพศชาย 59.90 - เพศหญิง 59.10 ๏ ช่วงอายุ 100.00 - 30 – 45 ป 7.50 ี - 46 – 55 ป 27.00 ี - 56 – 65 ป 37.50 ี - มากกว่า 65 ปี 28.00 ๏ ระดับการศึกษา 100.00 - ไม่รู้หนังสือ (อ่าน/เขียนไม่ได้) 0.25 - อ่านออกเขียนได้ 0.50 - ประถมศึกษาตอนต้น (ป.4) 64.75 - ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.6,7) 18.25 - มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) 5.25 - มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) 6.75 - อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ปวท.) 2.50 - ปริญญาตรี/สูงกว่า 1.75 ๏ อาชีพหลัก 100.00 - ไม่ม 2.50 ี - ม 97.50 ี - ปลูกพืช 87.50 - เลี้ยงสัตว 4.00 ์ - รับจ้างนอกการเกษตร 1.25 - ทํางานโรงงาน/บริษัท 1.25 - รับจ้างการเกษตร 1.00 - ค้าขาย/ธุรกจสิ ่วนตัว 0.50 - รับราชการ/เงินเดือนประจํา 0.50 - รับงานทําที่บ้าน 0.25 - อื่น ๆ 1.25
29 ตารางที่ 4.1 (ต่อ) อายุและการประกอบอาชีพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ อาชีพรอง 100.00 - ไม่ม 56.00 ี - ม 44.00 ี - รับจ้างการเกษตร 16.25 - รับจ้างนอกการเกษตร 10.25 - ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 5.00 - ปลูกพืช 4.25 - เลี้ยงสัตว์ 4.00 - รับราชการ/เงินเดือนประจํา 3.50 - ทํางานโรงงาน/บริษัท 0.25 - อื่นๆ 0.50 ๏ สมาชิกกลุ่ม 100.00 - ไม่เป็น 12.00 - เป็น * 88.00 - ธกส. 33.10 - กลมสหกรณุ่ ์ 23.17 - กลมเกษตรกรุ่ 19.17 - กลมองคุ่ ์กรชุมชนท้องถิ่น 7.32 - กลมออมทรุ่ ัพย์ 5.24 ที่มา : จากการสารวจํ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 คําตอบ 2) สมาชิกในครัวเรือนเกษตร จากการสํารวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่สมาชิกในครัวเรือนเกษตรเป็นเพศ หญิงคิดเป็นร้อยละ 61.61 และเป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 38.39 โดยอายุเฉลี่ยเท่ากับ 35.90 ปีเป็นเพศชายอายุ เฉลี่ย 29.46 ปี และเป็นเพศหญิงอายุเฉลี่ย 39.92 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในช่วง อายุต่ํากว่า 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 44.77 รองลงมาช่วงอายุ 30 – 45 ปีคิดเป็นร้อยละ 17.89 ช่วงอายุ 56 – 65 ปี คิดเป็นร้อยละ 12.87 ช่วงอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 12.34 และช่วงอายุ 46 – 55 ปีคิดเป็นร้อยละ 12.13 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 32.57 รองลงมา จบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย(ป.6,7)คิดเป็นร้อยละ 14.96 มัธยมศึกษาตอนต้น(ม.3) คิดเป็นร้อยละ 12.96 อาชีวะ ศึกษา(ปวช./ปวส./ปวท.)คิดเป็นร้อยละ 10.64 ปริญญาตรี/สูงกว่าคิดเป็นร้อยละ 8.64 มัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6) คิดเป็นร้อยละ 8.22 ไม่รู้หนังสือ(อ่าน/เขียนไม่ได้)คิดเป็นร้อยละ 6.85 และอ่านออกเขียนได้คิดเป็นร้อยละ 5.16 อาชีพสมาชิกในครัวเรือนเกษตร ส่วนใหญ่มีอาชีพคิดเป็นร้อยละ 63.48 โดยมีอาชีพการ เพาะปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 31.37 ไม่มีงานทํา/รองานใหม่คิดเป็นร้อยละ 10.81 อาชีพรับราชการ/มีเงินเดือน ประจําคิดเป็นร้อยละ 7.24 อาชีพรับจ้างนอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 5.46 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัวคิดเป็นร้อยละ 2.52 รับจ้างการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 2.31 ทํางานโรงงาน/บริษัทคิดเป็นร้อยละ 1.99 และเลี้ยงสัตว์คิดเป็นร้อย
30 ละ 1.78 ส่วนที่เหลือไม่ประกอบอาชีพคิดเป็นร้อยละ 36.52 เนื่องจากกําลังเรียนหนังสือและอยู่ในวัยชราไม่ ประกอบอาชีพ การเป็นสมาชิกกลุ่มฯ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เป็นสมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 73.28 และเป็น สมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 26.72 โดยเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อย ละ 14.15 กลุ่มสหกรณ์คิดเป็นร้อยละ 8.98 กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่นคิดเป็นร้อยละ 1.58 กลุ่มเกษตรกรคิดเป็น ร้อยละ 1.16 และกลุ่มออมทรัพย์คิดเป็นร้อยละ 0.85 (ตารางที่ 4.2) ตารางที่ 4.2 อายุและการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ สมาชิกในครอบครัว 100.00 - เพศชาย 38.39 - เพศหญิง 61.61 ๏ อายุเฉลี่ย (ปี) 35.90 - เพศชาย 29.46 - เพศหญิง 39.92 ๏ ช่วงอายุ 100.00 - ต่ํากว่า 30 ปี 44.77 - 30 – 45 ป 17.89 ี - 46 – 55 ป 12.13 ี - 56 – 65 ป 12.87 ี - มากกว่า 65 ปี 12.34 ๏ ระดับการศึกษา 100.00 - ไม่รู้หนังสือ (อ่าน/เขียนไม่ได้) 6.85 - อ่านออกเขียนได้ 5.16 - ประถมศึกษาตอนต้น (ป.4) 32.57 - ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.6,7) 14.96 - มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) 12.96 - มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) 8.22 - อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ปวท.) 10.64 - ปริญญาตรี/สูงกว่า 8.64 ๏ อาชีพสมาชิกในครัวเรือนเกษตร 100.00 - ไม่ม 36.52 ี - เรียนหนังสือ/อยู่ในวัยชราไม่ประกอบอาชีพ 36.52 - ม 63.48 ี - ปลูกพืช 31.37 - ไม่มีงานทํา/รองานใหม่ 10.81 - รับราชการ/เงินเดือนประจํา 7.24 - รับจ้างนอกการเกษตร 5.46 - ค้าขาย/ธุรกจสิ ่วนตัว 2.52
31 ตารางที่ 4.2 (ต่อ) อายุและการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ - รับจ้างการเกษตร 2.31 - ทํางานโรงงาน/บริษัท 1.99 - เลี้ยงสัตว 1.78 ์ ๏ สมาชิกกลุ่ม 100.00 - ไม่เป็น 73.28 - เป็น * 26.72 - ธกส. 14.15 - กลมสหกรณุ่ ์ 8.98 - กลมองคุ่ ์กรชุมชนท้องถิ่น 1.58 - กลมเกษตรกรุ่ 1.16 - กลมออมทรุ่ ัพย์ 0.85 ที่มา : จากการสารวจํ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 คําตอบ 4.1.2 จํานวนสมาชิกในครัวเรือน และลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร จํานวนสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมดหมายถึง จํานวนคนทั้งหมดในครัวเรือนที่อาศัย อยู่กินร่วมกัน ในช่วงระยะเวลา 1 พฤษภาคม 2559 – 30 เมษายน 2560 และไม่น้อยกว่า 6 เดือน จํานวนสมาชิกทั้งหมดใน ครัวเรือนเฉลี่ยเท่ากับ 3.39 คน/ครัวเรือน โดยเป็นเพศชายเฉลี่ยเท่ากับ 1.63 คน/ครัวเรือน และเป็นเพศหญิงเฉลี่ย เท่ากับ 1.76 คน/ครัวเรือน เมื่อพิจารณาสมาชิกที่เป็นแรงงานในการเกษตรทั้งโครงการ พบว่า การทํางานการเกษตร เต็มเวลาคิดเป็นร้อยละ 46.88 ทํางานการเกษตรบางเวลาคิดเป็นร้อยละ 12.64 และไม่ทํางานการเกษตรคิดเป็น ร้อยละ 40.48 ตารางที่ 4.3 จํานวนสมาชิกในครัวเรือนแยกตามลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร หน่วย : ร้อยละ รายการ เพศ เฉลี่ย (คน/ครัวเรือน) ลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร รวม เต็มเวลา บางเวลา ไม่ทํางาน หัวหน้าครัวเรอนืชาย 0.71 92.17 5.34 2.49 100.00 หญิง 0.29 85.22 7.83 6.95 100.00 รวม 1.00 90.15 6.06 3.79 100.00 สมาชิกในครัวเรือน ชาย 0.92 20.33 20.33 59.34 100.00 หญิง 1.47 34.08 12.32 53.60 100.00 รวม 2.39 28.80 15.40 55.80 100.00 รวมทั้งครัวเรอนืชาย 1.63 51.63 13.80 34.57 100.00 หญิง 1.76 42.49 11.59 45.92 100.00 รวม 3.39 46.88 12.64 40.48 100.00 ที่มา : จากการสารวจํ
32 เมื่อพิจารณาหัวหน้าครัวเรือน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชายเฉลี่ย 0.71 คน/ครัวเรือน และการใช้ แรงงานการเกษตรเต็มเวลาคิดเป็นร้อยละ 92.17 ส่วนเพศหญิงเฉลี่ย 0.29 คน/ครัวเรือน และการใช้แรงงาน การเกษตรเต็มเวลาคิดเป็นร้อยละ 85.22 ส่วนสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงเฉลี่ย 1.47 คน/ครัวเรือน และไม่ทํางานด้านการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 53.60 ส่วนเพศชายเฉลี่ย 0.92 คน/ครัวเรือน และไม่ทํางานด้านการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 59.34 เนื่องจากอยู่ในช่วงอายุต่ํากว่า 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 44.77 (ตารางที่ 4.3) 4.1.3 การใชท้ ี่ดินเพื่อการเกษตร และลักษณะการถือครอง 1) การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร พื้นที่การเกษตรปีเพาะปลูก 2559/60 โดยเฉลี่ย 21.02 ไร่/ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทํา นาปี/นาปรังจํานวน 14.43 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 68.65 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นที่พืช ไร่จํานวน 4.41 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.98 ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้นจํานวน 0.80 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็น ร้อยละ 3.81 ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จํานวน 0.62 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.95 ที่บ่อเลี้ยงปลาจํานวน 0.29 ไร่/ ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.38 ที่เลี้ยงสัตว์(คอก)จํานวน 0.22 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.05 และที่ไร่ นาสวนผสมจํานวน 0.12 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ส่วนพื้นที่ปลูกพืชผักและที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับมี เพียงเล็กน้อย การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 พื้นที่ทําการเกษตรเฉลี่ย 34.32 ไร่/ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี/นาปรังจํานวน 25.13 ไร่/ครัวเรอนืหรือคิดเป็นร้อยละ 73.22 รองลงมาเป็นที่ปลูกพืชไร่จํานวน 7.01 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.43 ที่ปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นจํานวน 0.80 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.33 ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จํานวน 0.62 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.81 ที่บ่อ เลี้ยงปลาจํานวน 0.29 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.84 ที่เลี้ยงสัตว์(คอก)จํานวน 0.22 ไร่/ครัวเรือน หรือคิด เป็นร้อยละ 0.64 และที่ไร่นาสวนผสมจํานวน 0.12 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.35 และประสิทธิภาพการใช้ ที่ดินคิดเป็นร้อยละ 163.27 ส่วนพื้นที่อยู่อาศัย 0.71 ไร่/ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรเฉลี่ย 4.32 ผืน/ครัวเรือน (ตารางที่ 4.4)
33 ตารางที่ 4.4 การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน รายการ พื้นที่การเกษตร พื้นที่การใช้ที่ดินจริง ** ใน โครงการ นอก โครงการ รวม ใน โครงการ นอก โครงการ รวม ๏ การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร - ทํานาปี - นาปรัง 13.53 0.90 14.43 23.46 1.67 25.13 - พืชไร่ 3.09 1.32 4.41 5.01 2.00 7.01 - พืชผัก 0.00* - 0.00* 0.00* - 0.00* - ไม้ดอกไม้ประดับ - 0.00* 0.00* - 0.00* 0.00* - ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 0.59 0.21 0.80 0.59 0.21 0.80 - ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ 0.60 0.02 0.62 0.60 0.02 0.62 - ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) 0.18 0.04 0.22 0.18 0.04 0.22 - ที่รกร้างว่างเปล่า 0.10 0.02 0.12 0.10 0.02 0.12 - ที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง (ที่ถือครอง) 0.01 - 0.01 0.01 - 0.01 - บ่อเลี้ยงปลา 0.19 0.10 0.29 0.19 0.10 0.29 - ไร่นาสวนผสม 0.07 0.05 0.12 0.07 0.05 0.12 รวม 18.36 2.66 21.02 30.21 4.11 34.32 ประสิทธิภาพการใช้ที่ดนิ (รอยละ้ ) 100.00 163.27 ๏ พื้นที่อยู่อาศัย (ไร่/ครัวเรือน) 0.71 ๏ พื้นที่การเกษตรเฉลยี่ (ผืน/ครัวเรือน) 4.32 ที่มา : จากการสารวจํ หมายเหตุ : พื้นที่ทําการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนไม่รวมพื้นที่ที่อยู่อาศัย ค่า 0.00* คือ มีค่าแต่น้อยมาก ** คือ การใช้ที่ดินเกษตรกรมีการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่เดิม ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (Cropping Intensity) = พื้นที่เพาะปลูกจริง x 100 พื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2) ลักษณะการถือครอง ลักษณะการถือครองที่ดินจํานวน 34.31 ไร่/ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และที่ดินได้ทําฟรีเนื้อที่ประมาณ 15.90 15.21 และ 3.20 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 46.34 44.33 และ 9.33 ตามลําดับ เมื่อพิจารณาพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในโครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้าจํานวน 20.68 ไร่/ครัวเรือน หรือ คิดเป็นร้อยละ 60.27 พื้นที่การเกษตรอาศัยน้ําฝนมีจํานวน 12.68 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 36.96 สูบเอง จากแหล่งน้ําธรรมชาติ(แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง)จํานวน 0.63 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.84 และสูบน้ําจากบ่อ/ สระในไร่นาของตนเองจํานวน 0.32 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.93 โดยมีรายเอียดดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการ คือ พื้นที่ในเขตโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุกจํานวน 30.20 ไร่/ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และที่ดินได้ ทําฟรีมีเนื้อที่ประมาณ 13.78 13.99 และ 2.43 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 45.63 46.32 และ 8.05 ตามลําดับ ส่วนพื้นที่นอกเขตโครงการคือพื้นที่อยู่นอกเขตพื้นที่ในเขตชลประทานในโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุกจํานวน 4.11 ไร่/ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และที่ดินได้ทําฟรีมีเนื้อที่ประมาณ 2.12 1.22 และ 0.77 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 51.58 29.68 และ 18.73 ตามลําดับ หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/ บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน และที่อยู่อาศัย (ตารางที่ 4.5)
34 ตารางที่ 4.5 แหล่งน้ําที่ใช้เพื่อการเกษตร ตามลักษณะการถือครองที่ดิน ปีเพาะปลูก 2559/60 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน รายการ ลักษณะการถือครองที่ดิน รวม ที่ตนเอง ที่เช่า ที่ได้ทําฟรี ๏ แหล่งน้ําที่ใช้เพื่อการเกษตร ๏ พื้นที่ในโครงการ - น้ําฝน 4.74 3.73 0.93 9.40 - สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ (แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.19 0.13 0.03 0.35 - บ่อ/สระในไร่นา 0.16 0.03 0.07 0.26 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 8.69 10.10 1.40 20.19 รวมพื้นที่ในโครงการ 13.78 13.99 2.43 30.20 ๏ พื้นที่นอกโครงการ - น้ําฝน 1.89 0.80 0.59 3.28 - สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ (แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.03 0.10 0.15 0.28 - บ่อ/สระในไร่นา 0.05 - 0.01 0.06 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 0.15 0.32 0.02 0.49 รวมพื้นที่นอกโครงการ 2.12 1.22 0.77 4.11 ๏ พื้นที่ทั้งโครงการ - น้ําฝน 6.63 4.53 1.52 12.68 - สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ (แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.22 0.23 0.18 0.63 - บ่อ/สระในไร่นา 0.21 0.03 0.08 0.32 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 8.84 10.42 1.42 20.68 รวมพื้นที่ทั้งหมด 15.90 15.21 3.20 34.31 ที่มา : จากการสํารวจ หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ทถี่ือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน และที่อยู่อาศัย ลักษณะการถือครองที่ดินจํานวน 34.31 ไร่/ครัวเรือน แยกตามลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร เป็นที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่รกร้างว่างเปล่า ที่บ่อเลี้ยงปลา ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) และที่ไร่นา สวนผสม เนื้อที่ประมาณ 25.13 7.01 0.80 0.62 0.12 0.29 0.22 และ 0.12 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็น ร้อยละ 73.24 20.43 2.33 1.81 0.35 0.85 0.64 และ 0.35 ตามลําดับ หมาเหตุ : สําหรับพื้นที่ปลูกผักมี เพียงเล็กน้อย และไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน เมื่อมาพิจารณาราย เอียด มีดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการจํานวน 30.20 ไร่/ครัวเรือน เป็นที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่ รกร้างว่างเปล่า ที่บ่อเลี้ยงปลา ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) และที่ไร่นาสวนผสม เนื้อที่ประมาณ 23.46 5.01 0.59 0.60 0.10 0.19 0.18 และ 0.07 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 77.68 16.59 1.95 1.99 0.33 0.63 0.60 และ 0.23 ตามลําดับ ส่วนพื้นที่นอกโครงการจํานวน 4.11 ไร่/ครัวเรือน เป็นที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่รกร้างว่างเปล่า ที่บ่อเลี้ยงปลา ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) และที่ไร่นาสวนผสม เนื้อที่ประมาณ 1.67 2.00 0.21 0.02 0.02 0.10 0.04 และ 0.05 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 40.63 48.66 5.11 0.49 0.49 2.43 0.97 และ 1.22 ตามลําดับ สําหรับที่ปลูกผักมีเพียงเล็กน้อย (ตารางที่ 4.6)
ตารางที่ 4.6 แหล่งน้ําที่ใช้เพื่อการเกษตรตามลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตรปีเพาะปลูก 2559/60 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน รายการ ลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร รวม ที่นาที่ไร่ที่ไม้ผล/ ไม้ยืนต้นที่ปลูกผักทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่รกร้างว่างเปล่าที่บ่อเลี้ยงปลาที่เลี้ยงสัตว์ (คอก) ไร่นาสวน ผสม ๏แหล่งน้ําทใชี่้เพอการเกษตรื่ ๏พื้นที่ในโครงการ - น้ําฝน 4.11 3.90 0.42 0.00* 0.58 0.09 0.14 0.12 0.04 9.40 - สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ(แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.19 0.15 0.01 - - - - 0.00* - 0.35 - บ่อ/สระในไร่นา 0.01 0.18 0.01 - 0.01 - - 0.05 - 0.26 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 19.15 0.78 0.15 - 0.01 0.01 0.05 0.01 0.03 20.19 รวมพื้นที่ในโครงการ 23.46 5.01 0.59 0.00* 0.60 0.10 0.19 0.18 0.07 30.20 ๏พื้นที่นอกโครงการ - น้ําฝน 1.46 1.78 - 0.00* - 0.02 0.02 - - 3.28 ้้
- สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ(แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.10 0.18 - - - - - - - 0.28 - บ่อ/สระในไร่นา 0.01 0.01 - - 0.02 - 0.01 0.01 - 0.06 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 0.10 0.03 0.21 - - - 0.07 0.03 0.05 0.49 รวมพื้นที่นอกโครงการ 1.67 2.00 0.21 0.00* 0.02 0.02 0.10 0.04 0.05 4.11 ๏พื้นที่ทั้งโครงการ - น้ําฝน 5.57 5.68 0.42 0.00* 0.58 0.11 0.16 0.12 0.04 12.68 - สูบเองจากแหล่งน้ําธรรมชาติ(แม่น้ํา/คู/คลอง/บึง) 0.29 0.33 0.01 - - - - 0.00* - 0.63 - บ่อ/สระในไร่นา 0.02 0.19 0.01 - 0.03 - 0.01 0.06 - 0.32 - โครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 19.25 0.81 0.36 - 0.01 0.01 0.12 0.04 0.08 20.68 รวมพื้นที่ทั้งหมด 25.13 7.01 0.80 0.00* 0.62 0.12 0.29 0.22 0.12 34.31 หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ทถี่ือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือนและที่อยู่อาศัย ค่า 0.00 * คือมีค่าแต่น้อยมาก
36 4.2 การประกอบการผลิตการเกษตร ปเพาะปล ีูก 2559/60 4.2.1 ทรพยั ์สนการเกษตริและหนสี้นิ 1) ทรัพย์สินการเกษตร มูลค่าทรัพย์สินการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนต้นปีส่วนใหญ่จะเป็นทรัพย์สินคงที่มีมูลค่า 1,254,373 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 92.11 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจะเป็นมูลค่าของที่ดิน 1,063,866 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 78.12 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นทรัพย์สินในการ ดําเนินการมีมูลค่า 86,874 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.38 และเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนมีมูลค่า 20,612 บาท หรือคิด เป็นร้อยละ 1.51 สรุปเกษตรกรมีทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมดประมาณ 1,361,859 บาท ถ้าไม่คิดมูลค่าที่ดินจะมี ทรัพย์สินการเกษตรมีมูลค่า 107,486 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.89 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด สําหรับมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนปลายปีส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินคงที่ ใกล้เคียงกับต้นปีคือ มีมูลค่า 1,257,356 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 92.47 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด ซึ่ง จะเป็นมูลค่าของที่ดิน 1,068,346 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 78.57 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด รองลงมา เป็นทรัพย์สินในการดําเนินการมีมูลค่า 84,226 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.19 และเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนมีมูลค่า 18,235 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.34 สรุปเกษตรกรมีทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมดประมาณ 1,359,817 บาท ถ้าไม่ คิดมูลค่าที่ดินจะมีทรัพย์สินการเกษตรมีมูลค่า 102,461 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.53 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตร ทั้งหมด (ตารางที่ 4.7) ตารางที่ 4.7 ทรัพย์สินการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 หน่วย : บาท/ครัวเรือน รายการ มูลค่าทรัพย์สนการเกษตริ คงที่ในการ ดําเนินงาน* หมุนเวียน รวม ที่ดิน โรงเรือน และอื่นๆ รวม ปัจจัย คงเหลือ ผลผลิต รวม ทั้งหมด ยกเว้นที่ดิน พืช สัตว์ ต้นปี 1,063,866 190,507 1,254,373 86,874 75 1,256 19,281 20,612 1,361,859 107,486 ปลายปี 1,068,346 189,010 1,257,356 84,226 75 1,869 16,291 18,235 1,359,817 102,461 ที่มา : จากการสารวจํ หมายเหตุ : * เป็นทรัพย์สินในการดําเนินงานมีเครื่องจักร/อุปกรณ์การเกษตร เป็นต้น 2) หนี้สิน เป็นการกู้ยืมเงินของเกษตรกร และแหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2559/60 มีรายละเอียดดังนี้คือ มีเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้หรือไม่ได้กู้ยืมเงินคิดเป็นร้อยละ 17.00 ส่วนที่เป็นหนี้หรือกู้ยืมเงินอยู่ ณ 30 เมษายน 2560 คิดเป็นร้อยละ 83.00 โดยแหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นแหล่งกู้ยืมในระบบคิดเป็น ร้อยละ 81.36 เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 43.41 กองทุนหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 35.81 สหกรณ์การเกษตรคิดเป็นร้อยละ 13.01 ธนาคารอื่นๆคิดเป็นร้อยละ 0.51 และแหล่งออม ทรัพย์ต่าง ๆคิดเป็นร้อยละ 0.34 สําหรับหนี้นอกระบบคิดเป็นร้อยละ 5.92 โดยเป็นการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ยืมนอก ระบบอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 4.90 กู้ยืมเงินจากญาติพี่น้อง/เพื่อนบ้านคิดเป็นร้อยละ 0.68 และกู้ยืมจากพ่อค้า/ นายทุนคิดเป็นร้อยละ 0.34 (ตารางที่ 4.8)
37 ตารางที่ 4.8 แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2559/60 รายการ ร้อยละ ๏ การกู้ยืมเงนของเกษตรกริณ 30 เมษายน 2560 100.00 - ไม่ก 17.00 ู้ - ก 83.00 ู้ ๏ แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร * • แหล่งกู้ยืมเงินในระบบ 81.36 - ธกส. 43.41 - กองทุนหมบู่ ้าน 35.81 - สหกรณ์การเกษตร 13.01 - กลุ่มเกษตรกร 0.84 - ธนาคารอื่นๆ 0.51 - แหล่งออมทรัพย์ต่าง ๆ 0.34 • แหล่งกู้ยืมเงินนอกระบบ 5.92 - กู้ยืมจากญาติพี่น้อง/เพื่อนบ้าน 0.68 - กู้ยืมจากพอค่ ้า/นายทุน 0.34 - แหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบอื่นๆ 4.90 ที่มา : จากการสารวจํ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 คําตอบ จํานวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เมษายน 2560 มีรายละเอียดดังนี้คือ จํานวนหนี้สินของเกษตรกรทั้งหมดเฉลี่ย 179,051 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นหนี้สินในระบบ จํานวน 172,968 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 96.60 ของหนี้สินทั้งหมด แบ่งเป็นเงินต้น และดอกเบี้ยค้างจ่าย จํานวน 161,343 และ 11,625 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 90.11 และ 6.49 ตามลําดับ ส่วนหนี้สินนอก ระบบจํานวน 6,083 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.40 ของหนี้สินทั้งหมด แบ่งเป็นเงินต้น และดอกเบี้ยค้าง จ่าย จํานวน 5,668 และ 415 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.17 และ 0.23 ตามลําดับ (ตารางที่ 4.9) ตารางที่ 4.9 จํานวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เมษายน 2560 รายการ จํานวน บาท/ครัวเรือน ร้อยละ 1. จํานวนหนสี้ินในระบบ 172,968 96.60 1.1 เงินต้น 161,343 90.11 1.2 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 11,625 6.49 2. จํานวนหนสี้ินนอกระบบ 6,083 3.40 2.1 เงินต้น 5,668 3.17 2.2 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 415 0.23 รวม 179,051 100.00 ที่มา : จากการสารวจํ
38 วัตถุประสงค์การกู้ยืมเงิน สําหรับวัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร เป็นการกู้ยืม เพื่อใช้นอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 44.11 ได้แก่กู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพื่อการศึกษาของบุตร เพื่อสร้าง ที่อยู่อาศัย ซื้อรถยนต์เป็นต้น ส่วนการกู้ยืมเพื่อใช้ในการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 55.89 ได้แก่กู้เพื่อซื้อเครื่องมือ การเกษตร ค่าวัสดุอุปกรณ์การเกษตร ค่าพันธุ์พืช ค่าปุ๋ยเคมี/ยาฆ่าแมลง เป็นต้น โดยแยกเป็นการกู้เพื่อใช้ใน การเกษตรพื้นที่ในโครงการคิดเป็นร้อยละ 40.34 และกู้ใช้ในการเกษตรพื้นที่นอกโครงการคิดเป็นร้อยละ 15.55 (ตารางที่ 4.10) ตารางที่ 4.10 วัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ วัตถุประสงค์การกู้ยืม 100.00 - นอกการเกษตร 44.11 - ในการเกษตร 55.89 พื้นที่ในโครงการ 40.34 พื้นที่นอกโครงการ 15.55 ที่มา : จากการสารวจํ 3) ทรัพย์สินในครัวเรือน ทรัพย์สินในครัวเรือนหรือทรัพย์สินนอกการเกษตร บ่งบอกถึงฐานะ ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายในการดํารงชีพของเกษตรกร มีรายละเอียดดังนี้คือ ตารางที่ 4.11 มูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตร ปีเพาะปลูก 2559/60 หน่วย : บาท/ครัวเรือน รายการ ต้นปี ปลายปี บ้าน/ที่ดิน 464,753 465,126 ที่ดินนอกการเกษตร 7,675 8,175 โรงเก็บของ 349 325 รถจักรยานยนต์/รถยนต์ 105,710 106,100 รถบรรทุก 1,650 1,375 เครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน 19,117 18,770 เตาแก๊ส 1,394 1,206 จักรเย็บผ้า 326 279 เครื่องปั๊มน้ําในบ้าน 1,240 1,195 เฟอร์นิเจอร์/ตู้เสื้อผ้า 8,816 7,880 โทรศัพท 2,569 2,146 ์ เครื่องมือเครื่องจักร 6,495 5,347 สิ่งอํานวยความสะดวกอื่น ๆ 516 460 อื่นๆ 1,185 1,323 รวม 621,795 619,707 ที่มา : จากการสารวจํ
39 โดยเฉลี่ยเกษตรกรมีมูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตรต้นปีเท่ากับ 621,795 บาท/ครัวเรือน โดย เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับบ้านและที่ดินประมาณ 464,753 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 74.74 ของมูลค่าทรัพย์สินนอก การเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นรถจักรยานยนต์/รถยนต์ประมาณ 105,710 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.00 เครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือนจํานวน 19,117 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.70 เฟอร์นิเจอร์/ตู้เสื้อผ้าจํานวน 8,816 บาท คิดเป็น ร้อยละ 1.42 ที่ดินนอกการเกษตร 7,675 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.23 และเครื่องมือเครื่องจักร 6,495 บาท คิดเป็น ร้อยละ 1.04 ส่วนมูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตรปลายปีเท่ากับ 619,707 บาท/ครัวเรือน โดยเป็น ทรัพย์สินเกี่ยวกับบ้านและที่ดินประมาณ 465,126 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 75.06 ของมูลค่าทรัพย์สินนอก การเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นรถจักรยานยนต์/รถยนต์ประมาณ 106,100 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.12 เครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือนจํานวน 18,770 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.30 ที่ดินนอกการเกษตร 8,175 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.32 เฟอร์นิเจอร์/ตู้เสื้อผ้าจํานวน 7,880 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.27 และเครื่องมือเครื่องจักร 5,347 บาท คิดเป็น ร้อยละ 0.86 (ตารางที่ 4.11) 4.2.2 จํานวนสัตว์ที่เลี้ยง เกษตรกรมีการเลี้ยงสัตว์คงเหลือต้นปีและปลายปี มีรายละเอียดดังนี้คือ 1) ด้านปศุสัตว์ เมื่อต้นปีเกษตรกรเลี้ยงสัตว์คงเหลือ ได้แก่ ไก่พื้นเมือง/ไก่บ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน เป็ด ไข่ เป็ดเนื้อ สุกร กระบือ และโคเนื้อ จํานวน 7.70 0.10 0.97 0.02 0.05 0.89 0.06 และ 0.81 ตัว/ ครัวเรือน ตามลําดับ ส่วนปลายปีมีสัตว์เลี้ยงคงเหลือ ได้แก่ ไก่พื้นเมือง/ไก่บ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ สุกร กระบือ และโคเนื้อ จํานวน 6.63 0.20 1.03 0.08 0.06 1.05 0.08 และ 0.89 ตัว/ครัวเรือน ตามลําดับ (ตารางที่ 4.12) 2) ด้านสัตว์น้ํา ในต้นปีคงเหลือกบ และปลาน้ําจืดเฉลี่ย 0.61 และ 12.56 กิโลกรัม/ครัวเรือน ตามลําดับ และปลายปีคงเหลือกบ และปลาน้ําจืดเฉลี่ย 0.34 และ 15.30 กิโลกรัม/ครัวเรือน ตามลําดับ (ตารางที่ 4.12) ตารางที่ 4.12 จํานวนสัตว์เลี้ยงคงเหลือต้นปีและปลายปี รายการ ด้านปศุสัตว์ (ตัว/ครัวเรือน) ด้านสัตว์น้ํา (กิโลกรัม/ครัวเรือน) ไก่พื้นเมือง/ ไก่บ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ สุกร กระบือ โคเนื้อ กบ ปลา น้ําจืด ต้นปี 7.70 0.10 0.97 0.02 0.05 0.89 0.06 0.81 0.61 12.56 ปลายปี 6.63 0.20 1.03 0.08 0.06 1.05 0.08 0.89 0.34 15.30 ที่มา : จากการสารวจํ 4.2.3 ผลผลิตต่อไร่ของพืชที่สําคัญ อัตราผลผลิตด้านพืชที่มีการผลิตในพื้นที่มีรายละเอียดดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการ ผลผลิตด้านพืชเฉลี่ยต่อไร่ ได้แก่ข้าวเจ้านาปีจํานวน 785 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนา ปีจํานวน 735 กิโลกรัม ข้าวเจ้านาปรังจํานวน 854 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนาปรังจํานวน 976 กิโลกรัม ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์รุ่น 1 จํานวน 801 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 จํานวน 917 กิโลกรัม มันสําปะหลังโรงงานจํานวน 3,143 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 1 จํานวน 11,468 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 2 จํานวน 8,719 กิโลกรัม อ้อยโรงงาน ปีที่ 3 จํานวน 9,672 กโลกร ิ ัม ดาวเรืองเกษตรจํานวน 1,120 กิโลกรัม ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จํานวน 3,927 กิโลกรัม ไม้ ผลรวมจํานวน 98 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรจะปลูกผสมผสานกันหลาย ๆ ชนิด ได้แก่มะม่วง ขนุน และกล้วยน้ําว้า เป็น ต้น