ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรเกษตรที่ 2 ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันยำยน 2558 รำยงำนกำรส ำรวจภำวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร (Benchmark) ตำมแผนปฏิบัติกำรป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตำมตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงกำรเขื่อนทดน ำผำจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมำณ 2558
รายงานการส ารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร (Benchmark) ตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2558 ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่2 ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันยายน 2558
บทคัดย่อ การส ารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร (Benchmark) ตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี เพาะปลูก 2557/58 (1 พฤษภาคม 2557 – 30 เมษายน 2558) ในพื นที่ฝั่งขวาเขื่อนทดน าผาจุก ระยะคลองส่งน า ชลประทาน 60 กิโลเมตร เพื่อศึกษาถึงสภาพทั่วไปทั งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านการผลิต ด้านต้นทุนและ ผลตอบแทนจากการผลิต ตลอดจนศึกษาทัศนคติ ปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มี รายละเอียดดังนี คือ หัวหน้าครัวเรือนเกษตรเป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 79.20 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.44 ปี อายุเฉลี่ยของหัวหน้า ครัวเรือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ56–65 ปีคิดเป็นร้อยละ 36.09 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั นประถมศึกษา ตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 55.88 มีอาชีพหลักคิดเป็นร้อยละ 95.49 การเป็นสมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 85.46 โดยเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 58.90 สมาชิกกลุ่มสหกรณ์ การเกษตรคิดเป็นร้อยละ 32.58 สมาชิกในครัวเรือนเกษตรเป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 61.91 มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 35.75 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุต่ ากว่า 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 43.79 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั นประถมศึกษาตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 28.28 จ านวนสมาชิกทั งหมดใน ครัวเรือนเฉลี่ยเท่ากับ 3.70 คน/ครัวเรือน โดยเป็นเพศชายเฉลี่ยเท่ากับ 1.82 คน/ครัวเรือน และเป็นเพศหญิงเฉลี่ย เท่ากับ 1.88 คน/ครัวเรือน พื นที่การเกษตรเฉลี่ย 32.67 ไร่/ครัวเรือน การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร เฉลี่ย 44.06 ไร่/ครัวเรือน และประสิทธิภาพการใช้ที่ดินคิดเป็นร้อยละ 134.87 มีพื นที่ที่อยู่อาศัย 0.89 ไร่/ ครัวเรือน และพื นที่การเกษตรเฉลี่ย 4.73 ผืน/ครัวเรือน ด้านหนี สิน มีเกษตรกรที่เป็นหนี หรือกู้ยืมเงินอยู่ ณ 30 เมษายน 2558 คิดเป็นร้อยละ 73.68 แหล่งกู้ยืมเงินส่วนใหญ่เป็นแหล่งกู้ยืมในระบบคิดเป็นร้อยละ 72.93 และหนี นอกระบบคิดเป็นร้อยละ 5.51 จ านวนหนี สินของเกษตรกรทั งหมดเฉลี่ย 242,317 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นหนี สิน ในระบบจ านวน 237,324 บาท/ครัวเรือน และหนี สินนอกระบบจ านวน 4,993 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดเกษตร รวมทั งหมดเท่ากับ 255,568 บาท/ครัวเรือน เป็นด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านสัตว์น า และอื่นๆ เท่ากับ 245,160 9,711 697 และ 12,054 บาท/ครัวเรือน ตามล าดับ รายจ่ายเงินสดเกษตรรวม ทั งหมดเท่ากับ 181,421 บาท/ครัวเรือน เป็นด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านสัตว์น า และอื่นๆ เท่ากับ 173,109 7,784 528 และ 25,824 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดสุทธิเกษตร รวมทั งหมดเท่ากับ 74,147 บาท/ครัวเรือน เป็นด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านสัตว์น า และอื่นๆ เท่ากับ 72,051 1,927 169 และ -13,770 บาท/ครัวเรือน ตามล าดับ มูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือน และส่วนต่างมูลค่าผลผลิตเกษตรต้นปีและปลายปีรวมทั งหมด เท่ากับ 17,016 บาท/ครัวเรือน เป็นด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านสัตว์น าเท่ากับ 15,196 1,836 และ - 16 บาท/ ครัวเรือน ตามล าดับ รายได้สุทธิเกษตร รวมทั งหมดเท่ากับ 91,163 บาท/ครัวเรือน เป็นด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้าน สัตว์น า และอื่นๆ เท่ากับ 87,247 3,763 153 และ -13,770 บาท/ครัวเรือน ตามล าดับ รายได้เงินสดนอกเกษตร เท่ากับ 144,698 บาท/ครัวเรือน รายจ่ายเงินสดนอกเกษตร เท่ากับ 136,733 บาท/ครัวเรือน ) รายได้เงินสด คงเหลือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน เท่ากับ 205,075 บาท/ครัวเรือน เงินออม เท่ากับ 68,342 บาท/ครัวเรือน เงิน ออมสุทธิเท่ากับ 85,358 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดสุทธิเกษตรเหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือน ติดลบเท่ากับ 76,356 บาท/ครัวเรือน เกษตรกรมีปัญหาเรื่องดิน คือ ดินและสภาพพื นที่ท าการเกษตรมีปัญหาคิดเป็นร้อยละ 9.02 คุณสมบัติของ ดินมีปัญหาคิดเป็นร้อยละ 3.26 ไม่มีความเหมาะสมของสภาพพื นที่การปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 2.01 ไม่มีความ เหมาะสมของสภาพพื นที่การเลี ยงสัตว์คิดเป็นร้อยละ 23.31 เรื่องน ้า คือ คุณภาพของน ามีปัญหาเกี่ยวกับความ เปรี ยว/กรดคิดเป็นร้อยละ 1.00 ในรอบปีเพาะปลูกที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน าคิดเป็นร้อยละ 56.89 เรื่องการผลิตและการตลาด คือ พื นที่ท าการเกษตรสามารถท าได้เพียงหนึ่งครั งต่อปีคิดเป็นร้อยละ 47.87
ข ส าหรับเรื่องโรคพืชและแมลงระบาดเกษตรกรที่มีปัญหาคิดเป็นร้อยละ 23.81 มีครัวเรือนเกษตรกรที่เลี ยงปศุสัตว์ คิดเป็นร้อยละ 26.82 ทั งหมดไม่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการเลี ยงสัตว์ ทัศนคติของเกษตรกรในด้านผลกระทบจากโครงการฯ ผลกระทบทางบวกจากโครงการ คือ ที่เห็นว่ามี ผลกระทบทางบวกคิดเป็นร้อยละ 76.18 เกี่ยวกับการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน าในช่วงฤดูฝน/ฝนทิ งช่วงคิด เป็นร้อยละ 70.93 สามารถปลูกพืชฤดูแล้งได้คิดเป็นร้อยละ 67.92 มีพื นที่การเกษตรเพิ่มขึ นคิดเป็นร้อยละ 44.61 และบรรเทาปัญหาน าท่วมคิดเป็นร้อยละ 11.03 ผลกระทบทางลบจากโครงการ คือ ที่เห็นว่ามีผลกระทบ ทางลบคิดเป็นร้อยละ 60.90 เกี่ยวกับการสูญเสียพื นที่ท าการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 40.85 ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อ ก่อสร้างคลองคิดเป็นร้อยละ 36.84 และอัตราค่าเช่าที่ดินมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ นคิดเป็นร้อยละ 26.07 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของเกษตรกร คือ ต้องการให้เร่งด าเนินการสร้างคลองเพื่อให้ใช้น าได้ ทันในฤดูกาลต่อไปคิดเป็นร้อยละ 15.29 ให้คิดค่าที่ดินเวนคืนอย่างเหมาะสมคิดเป็นร้อยละ 7.02 เบี่ยงแนวคลอง ให้พ้นจากพื นที่ท าการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 6.02 ไม่ต้องการคลองส่งน าในโครงการคิดเป็นร้อยละ 5.26 ขาดการ ประชาสัมพันธ์คิดเป็นร้อยละ 1.50 ขอสนับสนุนพันธุ์ข้าวคิดเป็นร้อยละ 1.00 แนวคลองต่ าท าให้ใช้น าเพื่อ การเกษตรไม่สะดวกคิดเป็นร้อยละ 1.00 ดูแลระบบระบายน าให้ไหลสะดวกและทั่วถึงคิดเป็นร้อยละ 0.50 ช่วย พยุงราคาผลผลิตที่ตกต่ าคิดเป็นร้อยละ 0.50 ช่วยหาพื นที่ท าการเกษตรทดแทนพื นที่ถูกเวนคืนคิดเป็นร้อยละ 0.25 ลดขนาดคลองส่งน าคิดเป็นร้อยละ 0.25 และส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมคิดเป็นร้อยละ 0.25 ข้อเสนอแนะคือ (1) เกษตรกรมีที่ดินและมีเวลาเหลือหลังจากท างานในฟาร์มตนเอง ควรมีการวางระบบ การผลิตที่เหมาะสมกับพื นที่ในแต่ละราย เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ นอย่างยั่งยืน (2) ควรค านึงถึงอนาคตของ ทายาททางการเกษตร ในแต่ละครัวเรือนน่าจะมีการปลูกฝังเตรียมพร้อม เพื่อหาผู้สืบสานความเป็นเกษตรกรที่มี คุณภาพต่อไป (3) ควรมีระบบการผลิตเชิงฟาร์มผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาข้าว และมีแหล่งน าในไร่นาที่ เหมาะสมเป็นตัวก าหนดแนวทางในการพัฒนาระบบการท าฟาร์มของเกษตรกร (4) ควรส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน ที่ใช้น าน้อยในฤดูแล้ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการผลิต (5) ปัญหาของเกษตรกรในพื นที่มีหลากหลายควรมี การศึกษาหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขโดยผู้ช านาญเฉพาะด้าน เพื่อก าหนดรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับโครงการ (6) ควรให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการประชาสัมพันธ์และชี แจงรายละเอียดการจ่ายค่าชดเชยเวนคืนที่ดินที่ เหมาะสมให้กับเกษตรกรเข้าใจ และ (7) ควรได้รับการพัฒนาในภาพรวมทั งพื นที่ ได้แก่ การพัฒนาพื นที่ให้เหมาะสม ต่อการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ระบบโครงสร้างพื นฐานที่เหมาะสมและเกื อกูลต่อการประกอบการเกษตร การพัฒนาอาชีพเสริมที่เหมาะสมในแต่ละพื นที่ การพัฒนาระดับฟาร์ม เพื่อให้เกิดระบบการท าฟาร์มที่มี ประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื นที่.
ค ำน ำ ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก ได้รับมอบหมำยให้จัดท ำรำยงำนกำร ส ำรวจภำวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร(Benchmark) ตำมแผนปฏิบัติกำรป้องกันแก้ไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตำมตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงกำรเขื่อนทดน ำผำจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมำณ 2558เป็นข้อมูลก่อนโครงกำรในปีเพำะปลูก 2557/58 (1 พฤษภำคม 2557 – 30 เมษำยน 2558) ซึ่งเป็นกำรศึกษำข้อมูลพื นฐำนต่ำงๆของเกษตรกรที่อยู่ในพื นที่โครงกำรฯ ครอบคลุมทั งทำงด้ำนเศรษฐกิจสังคม ด้ำนกำรผลิต ด้ำนต้นทุนและผลตอบแทนจำกกำรผลิต ด้ำนกำรพัฒนำเทคโนโลยี ด้ำนกำรพัฒนำอำชีพ เป็นต้น ตลอดจนศึกษำถึงปัญหำอุปสรรค และข้อเสนอแนะของเกษตรกรจำกกำรเข้ำร่วมโครงกำร เพื่อน ำไปใช้ ประกอบกำรพิจำรณำตัดสินใจของผู้บริหำรระดับสูงในกำรอนุมัติโครงกำรหรือวำงแผนพัฒนำปรับปรุงแผนปฏิบัติ งำน/กิจกรรมต่ำงๆในพื นที่โครงกำรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบส ำหรับกำรจัดท ำ เอกสำรรำยงำนกำรประเมินผลหลังเข้ำร่วมโครงกำร ข้อมูลที่ใช้ในกำรประเมินผลได้จำกกำรสัมภำษณ์เกษตรกรที่เข้ำร่วมโครงกำร และเจ้ำหน้ำที่ หน่วยงำนรำชกำรต่ำงๆ ซึ่งได้ให้ข้อมูลและควำมร่วมมืออย่ำงดียิ่ง จึงขอขอบคุณบุคคลดังกล่ำวไว้ ณ โอกำสนี ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรเกษตรที่2 จังหวัดพิษณุโลก ส ำนักงำนเศรษฐกิจกำรเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันยำยน 2558
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก ค ำน ำ ค สำรบัญตำรำง จ สำรบัญตำรำงผนวก ช บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ควำมเป็นมำของโครงกำร 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงกำร 2 1.3 เป้ำหมำยและงบประมำณของโครงกำร 3 1.4 พื้นที่ด ำเนินกำร 3 1.5 วิธีกำรและขั้นตอนกำรด ำเนินกำร 3 1.6 กำรวำงแผนกำรก่อสร้ำงโครงกำร 3 1.7 แผนปฏิบัติกำรป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตำมตรวจสอบ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4 1.8 ระยะเวลำด ำเนินกำร 7 1.9 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับจำกโครงกำร 7 บทที่ 2 ระเบียบวิธีการศึกษา 8 2.1 ควำมส ำคัญของกำรศึกษำ 8 2.2 วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ 8 2.3 ขอบเขตของกำรศึกษำ 8 2.4 วิธีกำรศึกษำ 9 2.5 หน่วยงำนด ำเนินกำร 11 2.6 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับจำกกำรศึกษำ 11 บทที่ 3 สภาพทั่วไป 12 3.1 ลักษณะทั่วไปของจังหวัด 12 3.2 ลักษณะของโครงกำร 15 บทที่ 4 ผลการศึกษา 27 4.1 ข้อมูลทั่วไปของครัวเรือนเกษตร 27 4.2 กำรประกอบกำรผลิตกำรเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 36 4.3 ปัญหำของเกษตรกรในพื้นที่ 57 4.4 ข้อมูลเกี่ยวกับกำรใช้ประโยชน์จำกแหล่งน้ ำ และกำรบริกำรของภำครัฐ 61 4.5 ควำมคำดหวัง และควำมสนใจของเกษตรกรภำยหลังมีโครงกำรฯ 64 4.6 ทัศนคติ ระดับควำมพึงพอใจ และผลกระทบที่มีต่อโครงกำร 67 4.7 ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของเกษตรกร 71
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุป และข้อเสนอแนะ 74 5.1 สรุป 74 5.2 ข้อเสนอแนะ 77 บรรณานุกรม 79 ภาคผนวก 80
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1.1 งบประมำณและแผนกำรเงินในกำรด ำเนินงำนแผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และติดตำมตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 5 1.2 งบประมำณแผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตำมตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ปีงบประมำณ 2558 7 4.1 อำยุและกำรประกอบอำชีพของหัวหน้ำครัวเรือนเกษตร 28 4.2 อำยุและกำรประกอบอำชีพของสมำชิกในครัวเรือนเกษตร 30 4.3 จ ำนวนสมำชิกในครัวเรือนแยกตำมลักษณะกำรใช้แรงงำนกำรเกษตร 31 4.4 กำรใช้ที่ดินจริงในกำรประกอบกำรเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 32 4.5 แหล่งน้ ำที่ใช้เพื่อกำรเกษตร ตำมลักษณะกำรถือครองที่ดิน ปีเพำะปลูก 2557/58 33 4.6 แหล่งน้ ำที่ใช้เพื่อกำรเกษตร ตำมลักษณะกำรใช้ที่ดินในกำรเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 35 4.7 ทรัพย์สินกำรเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 36 4.8 แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพำะปลูก 2557/58 36 4.9 จ ำนวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เม.ย. 2558 37 4.10 วัตถุประสงค์กำรกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร 38 4.11 มูลค่ำทรัพย์สินนอกกำรเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 38 4.12 จ ำนวนสัตว์เลี้ยงคงเหลือต้นปีและปลำยปี 39 4.13 รำยได้– รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช ในพื้นที่โครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 41 4.14 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช นอกพื้นที่โครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 42 4.15 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 43 4.16 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช ในเขตพื้นที่สูบน้ ำด้วยไฟฟ้ำ ปีเพำะปลูก 2557/58 45 4.17 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช นอกเขตพื้นที่สูบน้ ำด้วยไฟฟ้ำ ปีเพำะปลูก 2557/58 46 4.18 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 47 4.19 รำยได้ - รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนปศุสัตว์ 48 4.20 รำยได้ - รำยจ่ำยเงินสดในกำรประกอบกิจกรรมกำรเกษตรทำงด้ำนสัตว์น้ ำ 49 4.21 รำยได้สุทธิจำกกำรปลูกพืช ปีเพำะปลูก 2557/58 50 4.22 รำยได้สุทธิจำกกำรเลี้ยงปศุสัตว์ ปีเพำะปลูก 2557/58 52 4.23 รำยได้สุทธิจำกกำรเลี้ยงสัตว์น้ ำ 52 4.24 รำยได้สุทธิเกษตร เงินออม และกำรออมสุทธิ ปีเพำะปลูก 2557/58 54 4.25 รำยได้ – รำยจ่ำยเงินสดเกษตรอื่นๆและนอกเกษตรของครัวเรือนเกษตร 55 4.26 เปรียบเทียบรำยได้สุทธิเกษตร 57 4.27 ปัญหำเรื่องดิน 58
ฉ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 4.28 ปัญหำเรื่องน้ ำ 59 4.29 ปัญหำด้ำนกำรผลิตและกำรตลำด 60 4.30 กำรเป็นสมำชิกกลุ่มสูบน้ ำด้วยไฟฟ้ำของครัวเรือนเกษตร ณ วันส ำรวจ 61 4.31 ค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดหำน้ ำมำใช้เพื่อกำรเกษตรของครัวเรือนเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 62 4.32 กำรได้รับกำรสนับสนุนปัจจัยกำรผลิตจำกส่วนรำชกำรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ ครัวเรือนเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 63 4.33 กำรได้รับกำรบริกำรจำกส่วนรำชกำรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของครัวเรือนเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 63 4.34 ควำมเพียงพอของแหล่งเงินทุนของครัวเรือนเกษตร ปีเพำะปลูก 2557/58 64 4.35 ควำมคำดหวังของเกษตรกรต่อกำรผลิตด้ำนกำรเกษตรภำยหลังมีโครงกำรฯ 65 4.36 ควำมคำดหวังของเกษตรกรเกี่ยวกับกำรแก้ปัญหำเรื่องน้ ำเพื่อกำรเกษตร ภำยหลังมี โครงกำรฯ 65 4.37 ควำมสนใจในกำรท ำกิจกรรมเพิ่มเติมภำยหลังมีโครงกำรฯ ปีเพำะปลูก 2557/58 66 4.38 ทัศนคติและระดับควำมพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงกำร 69 4.39 ทัศนคติของเกษตรกรในด้ำนผลกระทบจำกโครงกำรฯ 71 4.40 ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของเกษตรกร ปีเพำะปลูก 2557/58 73 .
สารบัญตารางผนวก ตารางผนวกที่ หน้า 1 รำยได้-รำยจ่ำยเงินสดสุทธิเกษตร ปีเพำะปลูก 2556/57 81 2 ผลผลิตเกษตรในฟำร์มน ำมำใช้สอย/บริโภค ปีเพำะปลูก 2556/57 81 3 รำคำผลผลิตทำงกำรเกษตรด้ำนพืช ในพื้นที่โครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 82 4 รำคำผลผลิตทำงกำรเกษตรด้ำนพืช นอกพื้นที่โครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 83 5 รำคำผลผลิตทำงกำรเกษตรด้ำนพืช รวมพื้นที่ทั้งโครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 84 6 รำคำผลผลิตทำงกำรเกษตรด้ำนพืช ในเขตพื้นที่สูบน้ ำด้วยไฟฟ้ำ ปีเพำะปลูก 2557/58 85 7 รำคำผลผลิตทำงกำรเกษตรด้ำนพืช นอกเขตพื้นที่สูบน้ ำด้วยไฟฟ้ำ ปีเพำะปลูก 2557/58 86 8 พันธุ์ข้ำวเจ้ำที่ปลูกในพื้นที่ทั้งโครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 87 9 สูตรปุ๋ยเคมีที่ใช้ปลูกข้ำวในพื้นที่ทั้งโครงกำร ปีเพำะปลูก 2557/58 87
บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมเป็นมำของโครงกำร การศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรน้้าในลุ่มน้้าน่าน เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 โดยกรมชลประทานได้วางแผน พัฒนาลุ่มน้้าน่าน ประกอบด้วยโครงการชลประทานขนาดใหญ่ได้แก่ การก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่ง เป็นเขื่อนอเนกประสงค์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้้าและเพื่อสนับสนุนน้้าให้แก่พื้นที่เกษตรกรรม โครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ์(เขื่อนทดน้้าผาจุก) โครงการชลประทานพิษณุโลกฝั่งซ้าย และโครงการชลประทานพิษณุโลก ฝั่งขวา(เขื่อนนเรศวร) นอกจากนั้น ยังมีแผนการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กอีกหลาย โครงการ ซึ่งจะให้ผลประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภค การบรรเทาอุทกภัย การคมนาคมทางน้้า การผลักดันน้้าเค็ม การรักษาระบบนิเวศในแม่น้้าน่านและเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ โดยกรมชลประทานได้ด้าเนินการก่อสร้าง โครงการชลประทานขนาดใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว จ้านวน 2 โครงการ คือ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ โครงการชลประทานพิษณุโลกฝั่งขวา(เขื่อนนเรศวร) จังหวัดพิษณุโลก ส่วนโครงการที่เหลือ กรมชลประทานได้ ชะลอการด้าเนินการออกไปเนื่องจากแหล่งเก็บกักน้้าที่มีอยู่ในขณะนั้น มีปริมาณน้้าต้นทุนเพื่อการชลประทานไม่ เพียงพอ ต่อมากรมชลประทานได้ด้าเนินการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และเขื่อนแควน้อยบ้ารุง แดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งด้าเนินการแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2542 และปี พ.ศ.2552 ตามล้าดับ ท้าให้สามารถ ส่ง น้้าให้พื้นที่โครงการเจ้าพระยาในฤดูแล้งได้ 580,000 ไร่ ซึ่งเป็นการลดภาระการส่งน้้าเพื่อการชลประทานจาก เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ที่เป็นแหล่งน้้าต้นทุนของโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ กล่าวคือ เขื่อนป่ำสักชลสิทธิ์จังหวัดลพบุรี สามารถส่งน้้าช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกของโครงการชลประทาน เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ 330,000 ไร่ มีปริมาณน้้าในแม่น้้าป่าสักเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีปี ละ 246.48 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 523.24 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้น 276.76 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สามารถลดปริมาณการระบายน้้าจากอ่างเก็บน้้าเขื่อนสิริกิติ์ ในฤดูแล้งเฉลี่ยปีละ 237 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบ ำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก สามารถส่งน้้าให้พื้นที่ชลประทานในโครงการเจ้าพระยาในฤดู แล้งประมาณ 250,000 ไร่ มีปริมาณน้้าในแม่น้้าแควน้อยเพิ่มขึ้นจาก 215.35 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 469.46 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้น 254.11 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถลดปริมาณการระบายน้้าจากอ่างเก็บน้้า เขื่อนสิริกิติ์ เพื่อการเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งในโครงการเจ้าพระยาได้เฉลี่ยปีละ 269 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการจัดการน้้าอย่างเป็นระบบจะท้าให้มีปริมาณน้้าที่เพิ่มขึ้นในฤดูแล้ง 506 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะ เพียงพอที่จะสามารถส่งน้้าให้กับพื้นที่ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้้า นอกจากนั้น ใน ปัจจุบันการใช้น้้าในพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องอาศัยโครงการสูบน้้าด้วยไฟฟ้า ท้าให้ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการสูบน้้าเป็นจ้านวนมาก จึงมีราษฎรเรียกร้องให้กรมชลประทานด้าเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนทดน้้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์โดยเร็ว กรมชลประทาน จึงได้ทบทวนการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้้าน่านในขั้นการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) โดยเริ่มการศึกษาโครงการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2546 และด้าเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2548 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ - การศึกษาในขั้นแผนหลัก(Master Plan Study) เพื่อศึกษาแผนพัฒนาก้าหนดทางออก โครงการ - การศึกษาในขั้นการศึกษาความเหมาะสม(Feasibility Study) เพื่อศึกษาความเหมาะสมและ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
2 จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พบว่าการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้้าในลุ่มน้้าน่าน จะต้องท้า ให้ลุ่มน้้าน่านมีน้้าอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการ สร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัยได้อย่างต่อเนื่อง โดยค้านึงถึงผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาลุ่มน้้าน่านอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้คัดเลือกโครงการน้าร่องที่มีล้าดับความเหมาะสมในการพัฒนาสูง คือ โครงการเขื่อนทดน้้าผาจุก จังหวัด อุตรดิตถ์ เสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้้าและการชลประทานพิจารณา ซึ่งต่อมา คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้้าและการชลประทานได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์โดยกรมชลประทานเร่งเตรียมความพร้อมโครงการชลประทานขนาดใหญ่ จ้านวน 16 โครงการ ในการ ประชุมครั้งที่ 1/2551 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 โดยมติที่ประชุมดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ในส่วนของการด้าเนินการส้ารวจออกแบบรายละเอียด กรมชลประทานว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอน จิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จ้ากัด และบริษัท แอสดิคอน คอร์ปอเรชั่น จ้ากัด ด้าเนินงานส้ารวจออกแบบตัวเขื่อน ทดน้้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ในวงเงิน 48,970,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มด้าเนินการส้ารวจออกแบบตัว เขื่อนทดน้้าผาจุกเมื่อเดือนตุลาคม 2550 แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2551 ส้าหรับด้านการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อม กรมชลประทานได้ด้าเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 และส่งให้ส้านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาในปี พ.ศ. 2549 ซึ่ง คณะกรรมการผู้ช้านาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้้า (คชก.) มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมบางส่วน กรมชลประทานจึง ด้าเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2552 และเสนอรายงานดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 แจ้งตามหนังสือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ ทส (กกวล)1008/ว 4655 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2552 เห็นชอบกับรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามความเห็นของ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้้า โดยกรมชลประทาน และคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ด้าเนินการก่อสร้าง วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงกำร 1.2.1 เพื่อก้าหนดแผนการด้าเนินการบริหารจัดการน้้าภายในลุ่มน้้าน่านให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้ง ทางด้านการพัฒนาแหล่งน้้า การป้องกันอุทกภัย และด้านอื่นๆ ตลอดจนการด้าเนินการต่างๆ ให้ผู้ใช้น้้าและผู้ที่ เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการก้าหนดสิทธิในการใช้น้้าโดยแบ่งปันกันด้วยความเป็นธรรมเอื้ออาทรต่อกัน และเป็นที่ ยอมรับของทุกฝ่าย 1.2.2 เพื่อติดตามการด้าเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแผนการป้องกันแก้ไขและ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาชลประทาน อุตรดิตถ์ เขื่อนทดน้้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ 1.2.3 เพื่อติดตามการด้าเนินงานของโครงการให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันแก้ไข และมาตรการติดตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1.2.4 เพื่อบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดร่วมกับทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้อง ให้เกิดผลลัพธ์ต่อเกษตรกรในการพัฒนาอาชีพ และส่งเสริมรายได้ภาคเกษตรจากการใช้ประโยชน์จากน้้าอย่าง เหมาะสม
3 1.3 เป้ำหมำยและงบประมำณของโครงกำร 1.3.1 เป้าหมายของโครงการ ผลงานการก่อสร้างและผลงานการด้าเนินของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้แผนปฏิบัติการลด ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ เขื่อนทด น้้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ 1.3.2 งบประมาณการก่อสร้างโครงการ จ้านวนทั้งสิ้นประมาณ 10,500 ล้านบาท ประกอบด้วยงบบุคลากร 197.95 ล้านบาท งบด้าเนินงาน 28.01 ล้านบาท งบลงทุน 9,769.72 ล้านบาท (รวมค่าด้าเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 120.87 ล้านบาท และ ค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน 1,211.36 ล้านบาท) และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด 504.32 ล้านบาท โดยมีแผนการใช้ จ่ายเงินงบประมาณในแต่ละปีดังนี้ แผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณในแต่ละปี หน่วย : ล้านบาท ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 2554 2555 2556 2557 2558 - 2561 จ้านวนเงิน - 305.01 845.73 2,187.09 2,680.00 4,482.17 1.4 พื้นที่ด ำเนินกำร บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์เขื่อนทดน้้าอุตรดิตถ์(ผาจุก) ระบบชลประทานและพื้นที่ รอบโครงการ ที่ตั้งเขื่อนทดน้้าผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้้าน่านบ้านคลองนาพง หมู่ 7 ต้าบลผาจุก อ้าเภอเมือง จังหวัด อุตรดิตถ์ประมาณพิกัดที่ 47 QPV 347517 ระวาง 5044 II 1.5 วิธีกำรและขั้นตอนกำรด ำเนินกำร 1.5.1 ติดตามผลการด้าเนินงานของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ ในภาพรวม และติดตาม ตรวจสอบการด้าเนินงานของแผนงานจากรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานและการติดตามตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดล้อมของหน่วยงานต่างๆ ที่จัดส่งให้กรมชลประทาน 1.5.2 ติดตามผลการด้าเนินงานของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ โดยการตรวจสอบในภาคสนาม เพื่อติดตามผลการด้าเนินงานของโครงการและตรวจสอบความถูกต้องของผลปฏิบัติของแผนงานที่ได้เสนอ 1.6 กำรวำงแผนกำรก่อสร้ำงโครงกำร ระยะเวลาก่อสร้างโครงการ 9 ปี (พ.ศ. 2553 - 2561) จากหลักเกณฑ์และวิธีการก่อสร้างน้ามาก้าหนด ระยะเวลาของการด้าเนินงานแต่ละองค์ประกอบของโครงการ 5 ปี แบ่งเป็นงานประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 1.6.1 งานเตรียมการก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 เดือน เป็นการเตรียมสถานที่บริเวณหัวงานเขื่อน ทดน้้าให้มีความพร้อมส้าหรับการก่อสร้าง 1.6.2 งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าทดแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน เป็นงานที่วางแผนไว้ในกรณีที่ ต้องมีการด้าเนินการที่จ้าเป็นเพิ่มเติม นอกจากพื้นที่ที่ได้จัดซื้อไว้แล้ว 1.6.3 งานขุดช่องลัดเพื่อการผันน้้า ใช้ระยะเวลาประมาณ 5 เดือน 1.6.4 งานก่อสร้างท้านบปิดล้าน้้าเพื่อท้าบ่อก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน โดยเริ่มด้าเนินการ เมื่อก่อสร้างคลองผันน้้าไปแล้ว 3 เดือน โดยท้าการก่อสร้างท้านบดินปิดกั้นล้าน้้าเดิมและผันน้้าไปทางคลองผันน้้า รวมทั้งเตรียมบ่อก่อสร้างโดยการระบายน้้าออกให้หมดเมื่อก่อสร้างท้านบปิดกั้นล้าน้้าเสร็จหมดแล้ว 1.6.5 งานก่อสร้างฐานรากและตัวเขื่อนทดน้้า โดยงานปรับปรุงฐานรากใช้เวลา 3 เดือน และงาน โครงสร้าง ใช้ระยะเวลาประมาณ 15 เดือน ส่วนงานป้องกันการกัดเซาะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน รวมใช้เวลา ประมาณ 19 เดือน
4 1.6.6 งานติดตั้งบานประตูและอุปกรณ์ ใช้ระยะเวลาประมาณ 23 เดือน โดยจะเริ่มมีการจัดซื้อสั่งผลิตที่ โรงงานในปลายปีที่ 1 และจัดการขนส่งมาที่บริเวณก่อสร้างภายในปีที่ 3 การติดตั้งจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน 1.6.7 งานรื้อถอนท้านบบ่อก่อสร้าง และก่อสร้างท้านบปิดคลองผันน้้า ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 เดือน โดยจะเริ่มทางเชื่อมอาคารประตูระบายน้้าปากคลองส่งน้้าชลประทานฝั่งซ้าย หลังจากได้รื้อถอนท้านบให้ระบาย น้้าผ่านเขื่อนทดน้้าได้แล้ว 1.6.8 งานระบบสายส่งไฟฟ้า ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยด้าเนินการในปีแรกของแผนงานก่อสร้าง 1.6.9 งานก่อสร้างระบบชลประทาน ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มท้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้้า รวมทั้งติดตั้งเครื่องจักรกลไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ จะต้องใช้เวลาประมาณ 16 เดือน ในระหว่างนี้จะก่อสร้างคลองชักน้้าควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน งานรื้อถอนท้านบปิดคลองผันน้้าใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนรวมระยะเวลาก่อสร้างเขื่อนทดน้้าทั้งสิ้น 4 ปี 1.7 แผนปฏิบัติกำรป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตำมตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดล้อม การด้าเนินโครงการเขื่อนทดน้้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ตลอดอายุโครงการที่จะมิให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม หรือก่อให้เกิดผลกระทบในระดับที่ยอมรับได้นั้น หน่วยงานผู้รับผิดชอบจ้าเป็นจะต้องปฏิบัติตามแผน และมาตรการลดผลกระทบโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ในการศึกษาได้เสนอแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ แผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว รวมทั้งสิ้น 18 แผน ได้แก่ แผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขลด ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจ้านวน 7 แผน และแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมจ้านวน 11 แผน โดยใช้ งบประมาณในการด้าเนินการตามแผนในระยะ 10 ปีดังสรุปในตารางที่ 1.1
5 ตารางที่ 1.1 งบประมาณและแผนการเงินในการด้าเนินงานแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมหน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมชลประทาน กรมชลประทาน กรมประมง กรมชลประทาน กรมศิลปากร ส้านักบริหารจัดการน้้า และอุทกวิทยา กรมชลประทาน กรมชลประทาน กรมชลประทานและ สศก.กรมชลประทาน กรมชลประทาน กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมควบคุมโรค กรมควบคุมโรค กรมชลประทาน ส้านักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม(สผ.)รวม(ล้ำนบำท) 10.00 784.15* 1.000 40.880 1.040 51.500 2.800 1.100 0.870 2.400 0.730 2.700 1.000 0.840 0.910 3.500 3.395 124.665ปีที่ด ำเนินกำรโครงกำรระยะด้าเนินการ2563 1.92 0.12 0.40 0.07 0.22 0.35 0.54 3.615 2562 1.92 0.12 10.00 0.40 0.07 0.40 1.10 0.20 0.12 0.35 0.25 14.930 2561 1.92 0.12 10.00 0.07 0.20 0.12 0.35 0.43 13.205 2560 1.00 1.92 0.17 10.50 0.40 0.40 0.07 0.40 0.10 0.50 0.20 0.12 0.35 0.25 16.380 2559 0.60 1.92 0.17 10.50 0.40 0.32 0.40 0.10 0.60 0.20 0.12 0.35 0.64 16.3150 2558 (ใหม่) 1.60 0.20 11.639 0.64 0.40 0.30 0.07 0.40 0.30 0.50 0.231 0.12 0.25 0.35 ม่ขอรับงบ 17.000 2558 1.60 0.20 1.92 0.17 10.50 0.40 0.07 0.40 0.10 0.50 0.20 0.12 0.22 0.35 0.25 17.000ระยะก่อสร้าง2557 (ใหม่) 1.60 0.20 14.694 0.9 0.30 0.30 0.106 0.40 0.50 0.20 0.35ไม่ขอรับงบ 20.00 2557 (เดิม) 1.60 0.20 21.10 0.17 0.30 0.30 0.05 0.35 0.45 24.520 2556 1.60 0.20 0.30 0.05 0.40 0.23 0.12 0.25 0.35 3.500 2555 2.00 0.20 1.06 0.30 0.05 0.40 0.20 0.12 0.22 0.35 0.35 5.250 2554 784.15*ระยะเวลา ด้าเนินการ (ปี) 6487573943455299แผนปฏิบัติกำร1. แผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะก่อสร้ำง1.1 แผนประชาสัมพันธ์โครงการ1.2 แผนการชดเชยทรัพย์สิน1.3 แผนการลดผลกระทบด้านนิเวศวทิยาทางน้้าและทรัพยากรประมง1.4 แผนการปรัปรุงสภาพภูมิสถาปัตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน และสภาพภูมิทัศน์พื้นที่ใหล้เคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผ่านชุมชน 1.5 แผนการป้องกันแก้ไขผลกระทบด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์2. แผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะด ำเนินกำร2.1 แผนการบริหารการใช้น้้า2.2 แผนการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรหลังมีโครงการ3. แผนติดตำมตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม3.1 แผนการติดตามตรวจสอบด้านคุณภาพด้านคุณภาพน้้าผิวดิน3.2 แผนการติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจสังคม3.3 แผนการติดตามตรวจสอบด้านอุทกวิทยาน้้าผิวดิน3.4 แผนการติดตามตรวจสอบด้านน้้าใต้ดินและคุณภาพน้้าใต้ดิน3.5 แผนการติดตามตรวจสอบด้านนิเวศวิทยาทางน้้าและทรัพยากร3.6 แผนการติดตามตรวจสอบด้านทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน3.7 แผนการติดตามตรวจสอบด้านการเกษตร3.8 แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคติดต่อน้าโดยยุง3.9 แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคพยาธิไบไม้ในคน3.10 แผนการติดตามการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 3.11 แผนการประเมินการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและติตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดย สผ.รวมทั้งสิ้น
6 ส้าหรับแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2558 จ้านวน 15แผน มีรายละเอียดดังนี้คือ 1) แผนประชาสัมพันธ์โครงการ 2) แผนการลดผลกระทบด้านนิเวศวิทยาทางน้้าและทรัพยากรประมง 3) แผนการปรับปรุงสภาพภูมิสถาปัตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน และสภาพภูมิทัศน์พื้นที่ ใกล้เคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผ่านชุมชน 4) แผนการป้องกันแก้ไขผลกระทบด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ 5) แผนการติดตามตรวจสอบด้านคุณภาพน้้าผิวดิน 6) แผนการติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจสังคม 7) แผนการติดตามตรวจสอบด้านอุทกวิทยาน้้าผิวดิน 8) แผนการติดตามตรวจสอบด้านน้้าใต้ดินและคุณภาพน้้าใต้ดิน 9) แผนการติดตามตรวจสอบด้านนิเวศวิทยาทางน้้าและทรัพยากรประมง 10) แผนการติดตามตรวจสอบด้านทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน 11) แผนการติดตามตรวจสอบด้านการเกษตร 12) แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคติดต่อน้าโดยยุง 13) แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคพยาธิใบไม้ในคน 14) แผนการติดตามการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 15) แผนการประเมินการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติตาม ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม งบประมาณแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2558 มีรายละเอียดดังนี้คือ
7 ตารางที่ 1.2 งบประมาณแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2558 แผนปฏิบัติกำร งบประมำณปี 2558 (ล้ำนบำท) หน่วยงำนที่รับผิดชอบ แผนเดิม แผนใหม่ 1. แผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะก่อสร้ำง 1.1 แผนประชาสัมพันธ์โครงการ 1.60 1.60 กรมชลประทาน ส้านักพัฒนาแหล่งน้้าขนาดใหญ่ สนง.ก่อสร้าง 12 1.2 แผนการชดเชยทรัพย์สิน - - กรมชลประทาน และหน่วยงานในจังหวัด 1.3 แผนการลดผลกระทบด้านนิเวศวิทยาทางน้้าและทรัพยากรประมง 0.20 0.20 กรมประมง 1.4 แผนการปรับปรุงสภาพภูมิสถาปัตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน และสภาพภูมิทัศน์พื้นที่ใกล้เคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผ่านชุมชน 1.92 11.639 กรมชลประทาน ส้านักพัฒนาแหล่งน้้าขนาดใหญ่ สนง.ก่อสร้าง 12 1.5 แผนการป้องกันแก้ไขผลกระทบด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ - 0.64 กรมศิลปากร 2. แผนปฏิบัติกำรลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะด ำเนินกำร 2.1 แผนการบริหารการใช้น้้า 0.17 - กรมชลประทาน 2.2 แผนการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรหลังมีโครงการ 10.50 - กรมชลประทานและหน่วยงานในจังหวัด 3. แผนติดตำมตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 3.1 แผนการติดตามตรวจสอบด้านคุณภาพน้้าผิวดิน 0.40 0.40 กรมชลประทาน ส้านักบริหารโครงการ 3.2 แผนการติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจสังคม - 0.30 กรมชลประทาน และ สนง.เศรษฐกิจการเกษตร 3.3 แผนการติดตามตรวจสอบด้านอุทกวิทยาน้้าผิวดิน 0.07 0.07 กรมชลประทาน ส้านักบริหารจัดการน้้าและอุทก วิทยา 3.4 แผนการติดตามตรวจสอบด้านน้้าใต้ดินและคุณภาพน้้าใต้ดิน 0.04 0.04 กรมชลประทาน ส้านักบริหารโครงการ 3.5 แผนการติดตามตรวจสอบด้านนิเวศวิทยาทางน้้าและทรัพยากรประมง 0.01 0.30 กรมประมง 3.6 แผนการติดตามตรวจสอบด้านทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน 0.50 0.50 กรมพัฒนาที่ดิน 3.7 แผนการติดตามตรวจสอบด้านการเกษตร 0.20 0.231 กรมส่งเสริมการเกษตร และ สนง.เกษตรจังหวัด 3.8 แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคติดต่อน้าโดยยุง 0.12 0.12 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 3.9 แผนการติดตามเฝ้าระวังโรคพยาธิใบไม้ในคน 0.22 0.25 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 3.10 แผนการติดตามการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 0.35 0.35 กรมชลประทาน ส้านักบริหารโครงการ 3.11 แผนการประเมินการปฏิบัติตามการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและติตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 0.25 ไม่ขอรับ งบฯ สนง.นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (สผ.) 1.8 ระยะเวลำด ำเนินกำร ระยะเวลาก่อสร้างโครงการ 9 ปี (พ.ศ. 2553 - 2561) 1.9 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับจำกโครงกำร 1.9.1 การบริหารจัดการน้้าในลุ่มน้้าน่านตอนล่างบริเวณ อ้าเภอเมือง อ้าเภอลับแล อ้าเภอตรอน อ้าเภอ พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และอ้าเภอพรหมพิราม อ้าเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 1.9.2 สามารถส่งน้้าในพื้นที่ชลประทานในเขตโครงการประมาณ 481,400 ไร่ 1.9.3 ส่งน้้าเพื่อการอุปโภค - บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศในแม่น้้าน่าน.
บทที่ 2 ระเบียบวิธีการศึกษา 2.1 ความส าคัญของการศึกษา โครงการเขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นโครงการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน ้าในลุ่มน ้าน่านให้มีน ้าเพียงพอ และมีคุณภาพ เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตและการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของ ประชาชน ควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยค้านึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ นกับสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาลุ่มน ้าน่านอย่างเป็นรูปธรรม พื นที่รับประโยชน์จะครอบคลุม อ้าเภอเมืองอุตรดิตถ์ อ้าเภอลับแล อ้าเภอตรอน อ้าเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และอ้าเภอพรหมพิราม อ้าเภอวัด โบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาระบบชลประทาน ประมาณ 491,400 ไร่ ที่ตั งตัวเขื่อนอยู่ในแม่น ้าน่าน หมู่ 7 บ้านคลองนาพง ต้าบลผาจุก อ้าเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับอนุมัติให้ด้าเนินการก่อสร้างตั งแต่เดือนตุลาคม 2555 และกรมชลประทานได้ด้าเนินการตั งงบประมาณและจัดสรรไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อด้าเนินการ ตามแผนป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ตั งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นมา ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 ส้านักบริหารโครงการ กรมชลประทานได้จัดตั งงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานด้าเนินงานในพื นที่ตามแผนปฏิบัติ การป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนทดน ้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ส้านักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีส้านักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก(สศท.2) เป็นหน่วยงาน ส่วนกลางที่รับผิดชอบดูแลในพื นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพันธกิจหลักด้านหนึ่ง คือ การติดตามประเมินผลโครงการที่ ส้าคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในครั งนี ได้รับมอบหมายให้ด้าเนินการติดตามตรวจสอบด้านเศรษฐกิจ และสังคม ตามแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ โดยจัดท้ารายงานการส้ารวจภาวะ เศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตร(Bench Mark) ในพื นที่โครงการเขื่อนทดน ้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลพื นฐานต่างๆของเกษตรกรที่อยู่ในพื นที่โครงการฯ ในช่วงก่อนเข้าร่วม โครงการ ครอบคลุมทั งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านการผลิต ด้านต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิต ด้าน การพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาอาชีพ เป็นต้น ตลอดจนศึกษาถึงปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะของ เกษตรกรจากการเข้าร่วมโครงการ เพื่อน้าไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในการอนุมัติ โครงการหรือวางแผนพัฒนาปรับปรุงแผนปฏิบัติงาน/กิจกรรมต่างๆในพื นที่โครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบส้าหรับการจัดท้าเอกสารรายงานการประเมินผลหลังเข้าร่วมโครงการ 2.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.2.1 เพื่อศึกษาถึงสภาพทั่วไปทั งทางด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านการผลิต ด้านต้นทุนและผลตอบแทน จากการผลิต ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาอาชีพ ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 2.2.2 เพื่อศึกษาทัศนคติ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรจากการเข้าร่วมโครงการ 2.3 ขอบเขตของการศึกษา 2.3.1 พื้นที่ท าการศึกษา คือ พื นที่ฝั่งขวาโครงการเขื่อนทดน ้าผาจุก ครอบคลุมพื นที่ดังนี คือ - ต้าบลท่าอิฐ ต้าบลท่าเสา ต้าบลบ้านเกาะ ต้าบลวังกะพี ต้าบลน ้าริด ต้าบลงิ วงาม และต้าบลผา จุก อ้าเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ - ต้าบลวังแดง และต้าบลข่อยสูง อ้าเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ - ต้าบลชัยจุมพล ต้าบลไผ่ล้อม ต้าบลทุ่งยั ง และต้าบลด่านแม่ค้ามัน อ้าเภอลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์ - ต้าบลนครเดิฐ จังหวัดสุโขทัย
9 2.3.2 ประชากรเป้าหมาย คือ เกษตรกรจ้านวน 400 ราย (ฝั่งขวาเขื่อนทดน้ าผาจุก ระยะคลองส่งน้ า ชลประทาน 60 กิโลเมตร) และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง 2.3.3 ช่วงเวลาการศึกษา คือ ข้อมูลก่อนโครงการเป็นข้อมูลในปีเพาะปลูก 2557/58 (1 พฤษภาคม 2557 – 30 เมษายน 2558) 2.4 วิธีการศึกษา 2.4.1 การรวบรวมข้อมูล 1) วิธีการรวบรวมข้อมูล เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโดยสุ่ม ตัวอย่าง เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และประกอบการเกษตรในช่วง 1 พฤษภาคม 2557 – 30 เมษายน 2558 มีรายละเอียดดังนี คือ 1.1) สภาพสังคมของเกษตรกร/ข้อมูลทั่วไป 1.2) การถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน 1.3) ผลผลิตพืชของครัวเรือนเกษตร 1.4) รายได้เงินสดทางการเกษตร ได้แก่ - รายได้เงินสดจากด้านพืช - รายได้เงินสดจากด้านปศุสัตว์ - รายได้เงินสดจากด้านสัตว์น ้า - รายได้เงินสดการเกษตรอื่นๆ 1.5) รายจ่ายเงินสดทางการเกษตร ได้แก่ - รายจ่ายเงินสดจากด้านพืช - รายจ่ายเงินสดจากด้านปศุสัตว์ - รายจ่ายเงินสดจากด้านสัตว์น ้า - รายจ่ายเงินสดการเกษตรอื่นๆ 1.6) รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตร 1.7) รายได้เงินสดสุทธิทั งหมดในครัวเรือนของครัวเรือนเกษตร 1.8) ภาวะหนี สินทั งหมดและแหล่งกู้ยืมของครัวเรือนเกษตร 1.9) ทรัพย์สินทั งหมดของครัวเรือนเกษตร 1.10) ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งน ้าและการบริการของภาครัฐ 1.11) ทัศนคติ ระดับความพึงพอใจ และผลกระทบที่มีต่อโครงการ 2) แหล่งข้อมูล ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วยข้อมูล 2 แหล่ง คือ 2.1) ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรในพื นที่โครงการ เนื่องจากไม่ทราบขนาดของประชากรที่แน่นอน และไม่ทราบค่าสัดส่วนของประชากรในพื นที่โครงการ ดังนั น จึงใช้ สูตรของคอแครน (Cochran, 1977 อ้างใน ธีรวุฒิเอกะกุล, 2543) ดังนี คือ n = Z 2 4e2 โดยที่ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ p = สัดส่วนของลักษณะที่สนใจในประชากร (p =0.50) e = ระดับความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างที่ยอมให้เกิดขึ นได้ Z = ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่นหรือระดับนัยส้าคัญ
10 (ระดับความเชื่อมั่น 95% หรือระดับนัยส้าคัญ 0.05 มีค่า Z = 1.96) ผลจากการค้านวณได้ขนาดของประชากรที่ต้องการเท่ากับ 384 ราย ดังนั น ในการ ส้ารวจครั งนี จึงเก็บจ้านวนตัวอย่างมากกว่า คือ เท่ากับ 400 ราย ส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในครั งนี เป็นการไม่ใช้ ความน่าจะเป็น(Non-probability Sampling) เนื่องจากเป็นการศึกษาจากกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงหรือมีคุณลักษณะ ที่สอดคล้องกับประเด็นหรือเงื่อนไขที่กาหนดไว้คือ เกษตรกรในพื นที่ได้รับผลกระทบ(เกษตรกรที่พื นที่การเกษตร โดนเวนคืนที่ดิน เนื่องจากการท้าคลองชลประทาน) และเกษตรกรพื นที่ได้รับผลประโยชน์(เกษตรกรที่พื นที่ การเกษตรไม่โดนเวนคืนที่ดิน เนื่องจากการท้าคลองชลประทาน) ส่วนการคัดเลือกเกษตรกรเป็นการสุ่มเลือกแบบ มีจุดประสงค์/เฉพาะเจาะจง(Purposive Selection) คือ เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ตามเหตุผลให้สอดคล้องกับปัญหาการศึกษาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 2.2) ข้อมูลทุติยภูมิแหล่งข้อมูล ได้แก่ เอกสารโครงการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องของกรม ชลประทาน และเอกสารรายงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 2.4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการการวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics Analysis) เป็นการ วิเคราะห์ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2557/58 มีรายละเอียดดังนี คือ 1) การวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายการเกษตร เมื่อน้าผลผลิตการเกษตรมาขายที่ได้เป็นเงินสด ไม่รวมถึงผลผลิตที่น้ามาใช้ในครัวเรือนหักค่าใช้จ่ายในการผลิตที่เป็นเงินสด เป็นการวิเคราะห์ว่าในรอบปีการผลิต หนึ่งๆ เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบการเกษตรในเขตพื นที่โครงการเป็นเท่าไร สูตรในการค้านวณดังนี รายได้เงินสดเกษตร = มูลค่าจากการขายผลผลิตพืช + ปศุสัตว์+ สัตว์น ้า + อื่นๆ(ในเกษตร) รายจ่ายเงินสดเกษตร = รายจ่ายเงินสดด้านพืช + ปศุสัตว์ + สัตว์น ้า + อื่นๆ(ในเกษตร) 2) การวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายของครัวเรือน เป็นการวิเคราะห์รายได้และรายจ่ายทั งหมด ของครัวเรือนทั งในการเกษตรและนอกการเกษตร คือ 2.1) รายได้เงินสดสุทธิเกษตร เป็นการพิจารณาว่ารายได้เงินสดเกษตรทั งหมดหัก รายจ่ายเงินสดเกษตรทั งหมดเป็นเท่าไร สูตรในการค้านวณดังนี รายได้เงินสดสุทธิเกษตร = รายได้เงินสดเกษตร(รวม) – รายจ่ายเงินสดเกษตร(รวม) 2.2) รายได้สุทธิเกษตร เป็นการพิจารณาว่าเมื่อน้ารายได้เงินสดสุทธิเกษตรวมกับมูลค่า ผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือนเกษตรและส่วนต่างของมูลค่าทรัพย์สินต้นปีและปลายปีสูตรในการค้านวณดังนี รายได้สุทธิเกษตร = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร + มูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือนเกษตร + (ส่วนต่างของมูลค่าทรัพย์สินต้นปีและปลายปี) 2.3) รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน หรือ รายได้เงินสดคงเหลือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นการพิจารณาว่าเมื่อน้ารายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรมารวมกับรายได้ที่เกิดจากกิจกรรมนอกการเกษตรแล้ว ครัวเรือนจะมีเงินสดคงเหลือเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนเท่าไร สูตรในการค้านวณดังนี รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร + รายได้เงินสดนอกการเกษตรรวม 2.4) เงินสดคงเหลือก่อนการช าระหนี้ หรือ การออม เป็นการน้ารายได้เงินสดสุทธิ ครัวเรือนหักออกด้วยรายจ่ายที่เป็นเงินสดนอกการเกษตรทั งหมด แล้วครัวเรือนเกษตรจะยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็น จ้านวนเท่าไร สูตรในการค้านวณดังนี เงินสดคงเหลือก่อนการช้าระหนี (การออม) = รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม)
11 2.5) เงินออมสุทธิ เป็นการน้ารายได้สุทธิเกษตรรวมกับรายได้นอกการเกษตรหัก รายจ่ายนอกการเกษตร ยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็นจ้านวนเท่าไร สูตรในการค้านวณดังนี รายได้สุทธิเกษตร = รายได้สุทธิเกษตร + รายได้นอกการเกษตร(รวม) – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม) 2.6) รายได้เงินสดสุทธิเกษตรเหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นการน้ารายได้ สุทธิเกษตรรวมกับรายได้นอกการเกษตรหักรายจ่ายนอกการเกษตร ยังคงเหลือเงินสดอยู่เป็นจ้านวนเท่าไร สูตร ในการค้านวณดังนี รายได้เงินสดสุทธิเกษตรเหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือน = รายได้เงินสดสุทธิเกษตร – รายจ่ายนอกการเกษตร(รวม) 3) การวิเคราะห์ผลิตภาพการผลิตทางการเกษตร เป็นการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบว่า ผลได้ที่ เกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิต 1 หน่วยการผลิตเป็นเท่าไร ทั งนี เพื่อที่จะสามารถน้าไปเปรียบเทียบกับผลได้ที่เกิดขึ น ในพื นที่อื่น ๆ ที่เป็นฟาร์มประเภทเดียวกันได้ โดยวิธีการวิเคราะห์และตัววัดที่ใช้ ได้แก่ รายได้สุทธิเกษตรต่อพื้นที่ เป็นการแสดงผลได้ที่เกิดจากการประกอบการผลิตทางการเกษตรต่อ การใช้ที่ดิน 1 ไร่ สูตรในการค้านวณดังนี รายได้สุทธิเกษตรต่อพื นที่ = รายได้สุทธิทางการเกษตร เนื อที่เพาะปลูกทั งหมด 2.5 หน่วยงานด าเนินการ ส้านักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ส้านักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา เพื่อเสนอผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้าไปใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง แก้ไขพัฒนาโครงการ เขื่อนทดน ้าผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน ประสิทธิภาพการผลิตและ การตลาดสินค้าเกษตรให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ และใช้เป็นแนวทางในการก้าหนดนโยบายการพัฒนาการ เกษตรในพื นที่ชลประทานและแหล่งน ้าธรรมชาติต่อไป.
บทที่ 3 สภาพทั่วไป 3.1 ลักษณะทั่วไปของจังหวัด อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง เป็นประตูขึ้นสู่ดินแดนลานนาตะวันออกเป็นเมืองก่อน ประวัติศาสตร์ตัวเมืองเดิมชื่อ บางโพท่าอิฐ ได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดเมื่อ พ.ศ. 2476 “อุตรดิตถ์” หมายถึง เมืองท่าแห่งทิศเหนือ เป็นเมืองตํานานแม่ม่ายลับแล และ เมืองถิ่นกําเนิดของวีรบุรุษกู้ชาติ“พระยาพิชัยดาบหัก” ทหารเอกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อยู่ห่างจากกรุงเทพฯโดยทางรถยนต์ 491 กิโลเมตร และโดยทางรถไฟ 485 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับ จังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ทิศใต้ ติดกับ จังหวัดพิษณุโลก ทิศตะวันออก ติดกับ จังหวัดพิษณุโลก และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันตก ติดกับ จังหวัดสุโขทัย สภาพพื้นที่และลักษณะภูมิประเทศ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ 1) ที่ราบลุ่มแม่น้ําน่าน บริเวณสองฝั่งของแม่น้ําน่าน และลําน้ําสาขาที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ํา น่าน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตอําเภอตรอน อําเภอพิชัย บางส่วนของอําเภอเมืองอุตรดิตถ์ อําเภอลับแล และอําเภอทองแสนขัน(ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด) 2) ที่ราบระหว่างหุบเขาและเชิงเขา บริเวณที่อยู่ต่อเนื่องจากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ําทางด้าน เหนือและด้านตะวันออกของจังหวัด ประกอบด้วยที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวคลองตรอน แม่น้ําปาด คลองแม่พร่อง ห้วยน้ําไคร้ และลําธารสายต่างๆ สลับกับภูมิประเทศเป็นเขาอยู่ในเขตอําเภอเมืองอุตรดิตถ์ อําเภอ ลับแล อําเภอน้ําปาด อําเภอฟากท่า อําเภอท่าปลา และอําเภอบ้านโคก(ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด ) 3) เขตภูเขาและที่สูง อยู่ในบริเวณทางด้านเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด โดยเฉพาะเขต อําเภอเมืองอุตรดิตถ์ อําเภอลับแล อําเภอน้ําปาด อําเภอฟากท่า อําเภอท่าปลา และอําเภอบ้านโคก(ประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด) จังหวัดมีพื้นที่ทั้งหมด 7,838 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,899,120 ไร่ เป็นอันดับที่ 11 ของ 17 จังหวัด ภาคเหนือ : อันดับที่ 25 ของประเทศ ลักษณะการใช้ที่ดิน พื้นที่การเกษตร 1,255,225 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 26 ของพื้นที่ทั้งหมด คือ เป็นพื้นที่ทํา นา 610,057 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 49 ของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ทําไร่ 268,848 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 21 ของพื้นที่ การเกษตร พื้นที่ทําสวน 273,879 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 22 ของพื้นที่การเกษตร และพื้นที่การเกษตรอื่นๆ 102,441 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่การเกษตร สําหรับพื้นที่ป่าไม้มีจํานวน 3,075,568 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่ ทั้งหมด(ข้อมูลของกรมป่าไม้ พ.ศ. 2555) ลักษณะภูมิอากาศ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตก เฉียงใต้มีความชื้นและความร้อนสูง ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัดอุณหภูมิเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส และในฤดูฝน อากาศเย็นสบายมีฝนตกชุกปริมาณน้ําฝนของจังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ช่วง 957.3 - 1,695.9 มิลลิเมตร จํานวนวันฝนตก ประมาณ 99 วัน จากการสํารวจดินของกองสํารวจและจําแนกดิน กรมพัฒนาที่ดินสามารถจําแนกลักษณะดินที่พบในพื้นที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ตามลักษณะธรณีสัณฐาน และวัตถุต้นกําเนิดดิน มีรายละเอียดดังนี้ 1) บริเวณที่ราบน้ําท่วมถึง(flood plain) มีเนื้อที่ประมาณ 36,591 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.75 เป็นที่ราบบริเวณสองฝั่งแม่น้ําน่านและลําน้ําสาขา ซึ่งอาจเกิดน้ําท่วมทุกปีในฤดูฝน สภาพพื้นที่ราบเรียบถึง
13 ค่อนข้างราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 – 2 ลักษณะดินเกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําทุก ๆ ปี เป็นดิน ลึก เนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนถึงดินเหนียวและมีการทับถมของตะกอนลําน้ําในช่วงเวลาที่ แตกต่างกัน ดินมีการระบายน้ําดีถึงเลว มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง ใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํา นา ปลูกพืชไร่ และพืชผัก ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 21 , 38 และ 59 2) บริเวณสันดินริมน้ําเก่า(old levee) มีเนื้อที่ประมาณ 173,816 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.55 เป็นบริเวณที่ถัดจากที่ราบน้ําท่วมถึง เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเกิดเป็นสันดินริมฝั่งแม่น้ํา สภาพพื้นที่ ราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย ความลาดชันร้อยละ 0 - 5 เนื้อดินเป็นพวกดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้งถึง ดินเหนียว เป็นดินลึกมาก การระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง มีการใช้ ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชไร่ พืชผัก และไม้ผล ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 33 และ 60 3) บริเวณตะพักลําน้ําค่อนข้างใหม่(semi-recent terrace) มีเนื้อที่ประมาณ 501,711 ไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 10.24 เป็นบริเวณที่ถัดจากที่ราบน้ําท่วมถึงและสันดินริมน้ําเก่า เกิดจากการทับถมของตะกอน ลําน้ําที่มีอายุค่อนข้างใหม่ สภาพพื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 - 2 ลักษณะดินเป็น ดินลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้ง ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งถึงดินเหนียว มีการระบายน้ําเลว ความ อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํานา บางแห่งที่มีแหล่งน้ําสามารถปลูก พืชไร่และพืชผักในฤดูแล้ง ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 และ 15 4) บริเวณตะพักลําน้ําเก่า(old alluvium terrace) มีเนื้อที่ประมาณ 682,346 ไร่ หรือคิดเป็น ร้อยละ 13.92 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1) บริเวณตะพักลําน้ําระดับต่ํา(low terrace) มีเนื้อที่ 194,228 ไร่ หรือคิดเป็นร้อย ละ 3.96 เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเก่าบนตะพักลําน้ําระดับต่ํา สภาพพื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้าง ราบเรียบ ความลาดชันร้อยละ 0 – 2 ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินลึกมาก มีบางแห่งที่เป็นดินตื้นปนกรวดหรือ ลูกรัง เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วน ถึงดินร่วนเหนียวปนทราย มีการระบายน้ําค่อยข้างเลวความอุดม สมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ํา มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทํานาได้แก่กลุ่มชุดดินที่ 16 , 17 , 18 , 22 , 24 และ 25 4.2) บริเวณตะพักลําน้ําเก่าระดับกลางถึงสูง(middle to high terrace) มีเนื้อที่ 488,118 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.96 เกิดจากการทับถมของตะกอนลําน้ําเก่าบนตะพักลําน้ําระดับกลางถึงสูง สภาพพื้นที่เป็นแบบค่อนข้างราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนชัน ความลาดชันร้อยละ 2 - 20 ลักษณะดินเป็นดินตื้นถึงลึก มาก เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วน ถึงดินเหนียวปนทราย มีการระบายน้ําดี ความอุดมสมบูรณ์ตาม ธรรมชาติต่ํา มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชไร่ และไม้ผลต่าง ๆ บางแห่งยังคงสภาพเป็นป่าเต็งรัง ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 35 , 40 , 41 , 44 , 48 และ 49 5) บริเวณพื้นผิวที่เหลือค้างจากการกร่อน และที่ลาดเชิงเขา(erosion surface and footslope) มีเนื้อที่ 589,742 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 12.04 เป็นบริเวณที่เกิดจากการผุพังสลายตัวอยู่กับที่หรือ เคลื่อนที่ไป เล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลกของวัตถุต้นกําเนิดดินได้แก่ หินดินดาน หินทราย หินควอทไซท์ หินฟิลไลท์ และ หินแอนดีไซท์ เป็นต้น สภาพพื้นที่เป็นแบบลูกคลื่นลอนลาดถึงเนินเขา ความลาดชันร้อยละ 5 – 35 ลักษณะดิน และความอุดมสมบูรณ์ของดินขึ้นกับวัตถุต้นกําเนิดดิน เป็นดินตื้นถึงลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วน ร่วนปนดินเหนียว ร่วนปนทราย ถึงดินเหนียว มีการระบายน้ําดี ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง มีการใช้ประโยชน์ ที่ดินในการปลูกพืชไร่ และไม้ผลชนิดต่าง ๆ ได้แก่กลุ่มชุดดินที่ 26 , 28 , 29 , 31 , 36 , 46 , 47 , 55 และ 56 6) บริเวณเนินเขาและภูเขาสูงชัน(hills and mountains) มีเนื้อที่ 2,726,027 ไร่ หรือคิดเป็น ร้อยละ 55.64 เป็นบริเวณที่มีสภาพพื้นที่สูงชัน ความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ประกอบด้วยดินหลายชนิด เกิดขึ้นปะปนกันยังไม่มีการสํารวจและจําแนกดิน ลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ของดิน ตลอดจนความอุดม สมบูรณ์ของดินไม่แน่นอนขึ้นกับหินที่เป็นวัตถุต้นกําเนิดดินบริเวณนั้นๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทํา
14 การเกษตรใดๆ เนื่องจากมีความลาดชันมากเกินไป เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรงควรสงวนไว้เป็น พื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติ 7) พื้นที่ดินหินโผล่(rock land) มีพื้นที่ 22,946 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.47 8) พื้นที่แหล่งน้ํา(water land) มีเนื้อที่ 165,941 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.39 ความเหมาะสมของที่ดินสําหรับการปลูกพืชจากข้อมูลทรัพยากรดินในจังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถสรุปความ เหมาะสมของที่ดินสําหรับการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการทํานามีเนื้อที่ประมาณ 699,950 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 14.29 พบบริเวณที่ราบและที่ราบน้ําท่วมถึง ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาและทับถมของตะกอนที่มากับน้ํา ทําให้ เกิดเป็นที่ราบเป็นบริเวณกว้างตามอําเภอต่างๆ และตามหุบเขา ลักษณะดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ําเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ําถึงปานกลาง ส่วนมากพบทางด้านตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด ได้แก่ อําเภอตรอน อําเภอพิชัย และตอนใต้ของอําเภอลับแล นอกนั้นพบกระจัดกระจายอยู่ทุกอําเภอ 2) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมสําหรับพืชไร่มีเนื้อที่ 526,038 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10.74 ส่วนมากพบตามที่ราบและสันดินริมแม่น้ําน่านและลําน้ําสาขา และบริเวณที่ลาดเชิงเขา สภาพพื้นที่ทั่วไปมีความ ลาดชันเล็กน้อยถึงลูกคลื่นลอนชัน หรือเชิงเขาความลาดชันร้อยละ 2 – 20 ประกอบด้วยดินหลายกลุ่มแตกต่าง กันไปตามลักษณะและอิทธิพลของวัตถุต้นกําเนิด เนื้อดินปานกลางถึงละเอียด มีการระบายน้ําดี พื้นที่ส่วนใหญ่ กระจายอยู่ตามอําเภอต่างๆ ที่พบมากคือ อําเภอตรอน อําเภอพิชัย และอําเภอเมือง 3) ดินที่มีศักยภาพเหมาะสมสําหรับไม้ผลมีเนื้อที่ 554,858 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 11.33 ส่วนมากพบตามที่ราบและสันดินริมแม่น้ําน่านและแม่น้ําสาขา บริเวณที่ลาดเชิงเขาและเนินเขา ความลาดชันร้อย ละ 2-35 ลักษณะดินเป็นดินลึก มีการระบายน้ําดี เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนถึงดินเหนียว ความอุดม สมบูรณ์ต่ําถึงปานกลาง พบกระจัดกระจายอยู่ตามอําเภอต่างๆ พบมากที่อําเภอตรอน อําเภอพิชัย อําเภอลับแล และอําเภอท่าปลา ศักยภาพที่สําคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์คือ 1) ด้านเกษตรกรรม มีพื้นที่ทําการเกษตรจํานวนมาก(26% ของพื้นที่ทั้งหมด) ส่วนใหญ่เป็นนา ข้าว และสวนผลไม้เป็นแหล่งผลิตอาหารสําคัญของประเทศ 2) ด้านการค้าชายแดน มีชายแดนติดต่อลาว 135 กม. มีการค้าชายแดนในแต่ละปี ณ จุดผ่อน ปรนทางการค้าช่องภูดู่ ช่องห้วยต่าง และช่องมหาราช มูลค่าการค้าชายแดนกว่า 200 ล้านบาทต่อปีซึ่งกําลังจะ ได้รับการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรช่องภูดู่และมีเส้นทางเชื่อมโยงกับจังหวัดต่างๆและประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยสะดวก 3) การท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวจํานวนมาก ทั้งด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติเช่น ภูสอย ดาวสามารถเชื่อมโยงกับจังหวัดในภูมิภาคนี้และประเทศเพื่อนบ้านได้โดยเป็นประตูเชื่อม 4 เมืองมรดกโลก ที่ใกล้ ที่สุดคือ กําแพงเพชร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย หลวงพระบางและเป็นจุดเชื่อมโยงสู่ประเทศในกลุ่มอินโดจีน/อาเชี่ยนได้ โดยสะดวกอีกเส้นทางหนึ่งของประเทศ 4) จุดที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมภาคเหนือตอนบนกับภาคอีสานตอนบน 5) แหล่งน้ําอุดมสมบูรณ์มีแหล่งขนาดใหญ่(เขื่อนสิริกิติ์) และแม่น้ําสําคัญ 3 สาย คือ แม่น้ําน่าน/ แม่น้ําปาด/คลองตรอน มีฝนตกชุก 6) เส้นทางคมนาคมดีสะดวกทั้งทางรถไฟ และรถยนต์และมีพื้นที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ขนส่งสินค้า ทางรางรถไฟ (Contrainer Yard : CY) ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ
15 3.2 ลักษณะของโครงการ 3.2.1 สภาพทั่วไปของโครงการ แม่น้ําน่านตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่รับน้ําประมาณ 34,238 ตาราง กิโลเมตร มีต้นกําเนิดจากดอยภูแว ในทิวเขาหลวงพระบางในพื้นที่อําเภอทุ่งช้าง อําเภอเชียงกลาง และ อําเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลลงมาทางทิศใต้ผ่านที่ราบลุ่มบริเวณอําเภอท่าวังผา อําเภอเมืองน่าน และอําเภอเวียงสา จากนั้น ไหลผ่านหุบเขาลงสู่อ่างเก็บน้ําเขื่อนสิริกิติ์น้ําจากอ่างเก็บน้ําเขื่อนสิริกิติ์จะระบายลงสู่แม่น้ําน่าน ซึ่งจะไหลผ่านที่ ราบลุ่มขนาดใหญ่ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์และไหลไปรวมกับแม่น้ําปิงเป็นแม่น้ํา เจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมความยาวประมาณ 770 กิโลเมตร ประกอบด้วยลุ่มน้ําสาขาต่างๆ ที่สําคัญ ได้แก่ แม่น้ําน่านตอนบน ห้วยน้ํายาว น้ําสมุน น้ําสา น้ําว้า น้ําแหง น้ําปาด คลองตรอน แม่น้ําแควน้อย น้ําภาค แม่น้ําวังทอง และลุ่มน้ําน่านตอนล่าง พื้นที่เพาะปลูกในบริเวณลุ่มน้ําน่านตอนล่าง ตั้งแต่เขตจังหวัดอุตรดิตถ์และบางส่วนของจังหวัด พิษณุโลก ประสบปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ําในฤดูแล้ง ประกอบกับในปัจจุบัน การใช้น้ํา ในพื้นที่ เพาะปลูกของจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องอาศัยโครงการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า ซึ่งทําให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการสูบน้ําเป็น จํานวนมาก ราษฎรจึงได้เรียกร้องให้กรมชลประทานดําเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก จังหวัด อุตรดิตถ์จากผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ กรมชลประทาน พบว่า การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ําใน ลุ่มน้ําน่านจะต้องทําให้ลุ่มน้ําน่านมีน้ําอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ในการผลิตและการอุปโภค บริโภค สนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัยได้อย่างต่อเนื่อง โดยคํานึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาลุ่ม น้ําน่านอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้คัดเลือกโครงการนําร่องที่มี ลําดับความเหมาะสมในการพัฒนาสูง คือ โครงการเขื่อนทด น้ําผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ําในลุ่มน้ํา น่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ตั้งโครงการเขื่อนทดน้ําผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้ําน่านบ้าน คลองนาพง หมู่ 7 ตําบลผาจุก อําเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ ประมาณพิกัดที่ 47 QPV 347517 ระวาง 5044 II ที่ตั้งหัว งานมีแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึง สะดวกเป็นถนนผิวจราจรลาดยางกว้างประมาณ 8 ม.ขนานไป ตามแนวลําน้ําในด้านฝั่งขวา พื้นที่ชลประทานของโครงการ ครอบคลุมในเขตอําเภอเมือง อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และอําเภอพรหมพิราม จังหวัด พิษณุโลก เนื่องจากสภาพพื้นที่ชลประทานของโครงการเป็นที่ ราบลุ่มมีความลาดเทของพื้นที่จากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ มี แม่น้ําน่านไหลผ่านกลางพื้นที่จึงแบ่งพื้นที่ชลประทานออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย และพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา 3.2.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสม และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ์ เขื่อนทดน้ําผาจุก ในการพัฒนาแหล่งน้ําสําหรับการเกษตรในฤดูฝนและฤดูแล้ง ของพื้นที่ เพาะปลูกในบริเวณลุ่มน้ําน่านตอนล่าง และให้การบริหารจัดการน้ําในลุ่มน้ําน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพ
16 สูงสุด ครอบคลุมพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และอําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก 3.2.3 ประเภทโครงการ เขื่อนทดน้ํา 3.2.4 ลักษณะอุทกวิทยา - พื้นที่รับน้ําฝน 16,181 ตร.กม. - ปริมาณน้ําท่าเฉลี่ยรายปี 5,409 ล้าน ลบ.ม. - ปริมาณน้ําหลากออกแบบ 3,977 ลบ.ม./วินาที - ระดับน้ําหลากในรอบ 100 ปี +67.93 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับน้ําหลากในรอบ 1,000 ปี +69.94 ม.(ร.ท.ก.) 3.2.5 ลักษณะความจุตามล้าน ้า - ระดับเก็บกักปกติ +68.50 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับเก็บกักต่ําสุด +68.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 46.76 ล้าน ลบ.ม. - พื้นที่ผิวน้ําที่ระดับเก็บกักปกติ 5.60 ตร.กม. 3.2.6 เขื่อนทดน ้า - ชนิดของเขื่อน อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ควบคุมด้วยบานระบายเหล็กโค้ง - ระดับสันเขื่อน 72.0 ม.(ร.ท.ก.) - ความสูง 17.0 ม. - จํานวนช่อง(ประตู) 9 บาน - ขนาดบาน กว้างxสูง 12.5x8.0 ม. - ระดับธรณีประตู +61.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความกว้างตอม่อ 2.50 ม. - ความกว้างท้องลําน้ํา 132.50 ม. - ระดับหลังตอม่อ +72.00 ม.(ร.ท.ก.)
17 3.2.7 ประตูปากคลองส่งน ้าสายใหญ่ฝั่งขวา - ชนิด อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก - ระดับสันฝาย +64.05 ม.(ร.ท.ก.) - ระดับสันอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) - ขนาดบานควบคุม(จํานวน x กว้าง x สูง) 2 x 4 x 4 ม. - ความยาวคลอง 103.7 กม. - ระบายน้ําได้สูงสุดประมาณ 46 ลบ.ม./วินาที - พื้นที่ชลประทาน 275,700 ไร่ 3.2.8 ประตูปากคลองส่งน ้าสายใหญ่ฝั่งซ้าย - ชนิด อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก - ระดับสันฝาย +64.55 ม. (รทก.) - ระดับสันอาคาร +72.00 ม. (รทก.) - ขนาดบานควบคุม(จํานวน x กว้าง x สูง) 2 x 4 x 4 ม. - ความยาวคลอง 70 ก.ม. - ระบายน้ําได้สูงสุดประมาณ 40 ลบ.ม./วินาที - พื้นที่ชลประทาน 205,735 ไร่ 3.2.9 โรงไฟฟ้าพลังน ้า ก่อสร้างในคลองผันน ้าระหว่างก่อสร้าง - ความกว้างก้นคลอง 20 ม. - ความลึกคลองผันน้ํา 15 ม. - ระดับก้นคลอง +54.00 ม.(ร.ท.ก.) - ความยาวคลอง 800 ม. - ขนาดโรงไฟฟ้า (กว้าง x ยาว) 20 x 30 ม. 3.2.10 เครื่องจักรกลไฟฟ้าพลังน ้า - ชนิด Bulb - กําลังผลิต 2 x 8,500 กิโลวัตต์ - แรงดันหัวน้ํา 11.7 ม. - อัตราการไหลต่อเครื่อง 87 ลบ.ม./วินาที - ระดับการติดตั้ง (Unit Centerline) +52.80 ม.(ร.ท.ก.) โดยประมาณ - ระดับน้ําต่ําสุดด้านท้ายน้ํา +56.30 ม.(ร.ท.ก.) - พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 99.0 ล้านหน่วย 3.2.11 บันไดปลา ที่อาคารเขื่อนทดน้ําได้ออกแบบให้มีบันไดปลาชนิด Icehabor แบบมีผนัง ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่าง กว้างขวาง เพราะสามารถใช้ได้ทั้งในลําน้ําที่มีปริมาณน้ํามากและปริมาณน้ําน้อย ถ้าออกแบบให้ช่วงของ Over Wall มีช่วงความสูงมากก็สามารถใช้กับลําน้ําที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ํามากได้ด้วย 3.2.12 ระบบชลประทาน เขื่อนทดน้ําอุตรดิตถ์(ผาจุก) เป็นอาคารหัวงานที่ทําหน้าที่ทดน้ําในแม่น้ําน่านให้เพียงพอที่จะส่ง น้ําเข้าคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของโครงการ คลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้าย เป็นคลองดาดคอนกรีตมี ความจุ 40 ลบ.ม./วินาทียาว 90 กม. ส่งน้ําให้กับพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย 205,735 ไร่ คลองส่งน้ําสายใหญ่ ฝั่ง
18 ขวา เป็นคลองดาดคอนกรีตมีความจุ 46 ลบ.ม./วินาทียาว 103.65 กม. ส่งน้ําให้กับพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา 275,700 ไร่ 1) อาคาร ปตร.ปากคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้าย ขนาดกว้างก้นคลอง 30 ม. ลึก 5.55 ม. ลาด ด้านข้าง 1:1.5 ความจุคลองชักน้ําประมาณ 250 ลบ.ม./วินาทีโดยส่งน้ําให้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ําอีกประมาณ 200 ลบ.ม./วินาทีซึ่งแยกออกจากแม่น้ําน่านฝั่งซ้ายทางด้านเหนือน้ําของเขื่อนทดน้ําประมาณ 230 ม.ประกอบ ด้วย ช่องระบายน้ําขนาดกว้าง 4.00 ม. จํานวน 2 ช่อง มีตอม่อกลางหนา 0.60 ม. ควบคุมบังคับ ปริมาณน้ําโดยติดตั้ง ประตูบานระบายชนิด Vertical Slide Gate ขนาด 4.00 ม. X 4.00 ม. จํานวน 2 บาน สามารถระบายน้ําได้สูงสุด ประมาณ 40 ลบ.ม./วินาทีโดยระดับน้ําใช้การสูงสุดด้านท้ายน้ํา ปตร.ปากคลอง (Full Supply Level) เท่ากับ +67.75 ม.(ร.ท.ก.) ระดับหลังอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) ระดับธรณีบานระบาย +64.55 ม.(ร.ท.ก.) และระดับ ท้องคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายเท่ากับ +64.25 ม.(ร.ท.ก.) 2) อาคาร ปตร.ปากคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งขวา ประกอบด้วย ท่อระบายน้ํา (Box Culvert)ขนาด กว้าง 4.00 ม. จํานวน 2 แถว ยาวประมาณ 60 ม. ลอดผ่านหลังคันเขื่อนทดน้ําฝั่งขวา ไปเชื่อมต่อกับคลองส่งน้ํา โดยมีอาคาร Transition คอนกรีตเสริมเหล็ก เชื่อมต่อระหว่างท่อลอดและคลองส่งน้ํา ควบคุมบังคับ ปริมาณน้ํา โดยติดตั้งประตูบานระบายชนิด Vertical Slide Gate ขนาด 4.00 ม. X 4.00 ม. จํานวน2 บาน สามารถระบาย น้ําได้สูงสุดประมาณ 46 ลบ.ม./วินาทีโดยระดับน้ําใช้การสูงสุดด้านท้ายน้ํา ปตร.ปากคลอง (Full Supply Level) เท่ากับ +67.75 ม.(ร.ท.ก.) ระดับหลังอาคาร +72.00 ม.(ร.ท.ก.) ระดับธรณีบานระบาย +64.05 ม.(ร.ท.ก.) และ ระดับท้องคลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายเท่ากับ +64.05 ม.(ร.ท.ก.) 3.2.13 การคัดเลือกขนาดที่เหมาะสมของโครงการ ในการคัดเลือกขนาดที่เหมาะสมของโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ ได้มีการศึกษาเพื่อ คัดเลือกระดับเก็บกักและขนาดพื้นที่ชลประทานที่มีความเหมาะสมในด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์ ระดับเก็บกักที่เหมาะสม ในการคัดเลือกระดับน้ําเก็บกักที่เหมาะสมของเขื่อนทดน้ํา (ผาจุก) ที่ ปรึกษาได้กําหนดเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้ 1) ระดับเก็บกักสามารถผันน้ําเข้าสู่คลองส่งน้ําสายใหญ่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้ 2) ระดับเก็บกักมีผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรที่อยู่อาศัยด้านเหนือ น้ําน้อยที่สุด ในการศึกษาทางเลือกระดับเก็บกักปกติได้กําหนดระดับเก็บกัก 3 ระดับ คือ +67.00+68.00 และ +69.00 ม.(ร.ท.ก.) ดังแสดงรายละเอียดของหัวงานเขื่อนทดน้ําและพื้นที่ชลประทาน ดังนี้ อาคารหัวงานเขื่อนทดน้ํา รูปแบบเบื้องต้นของเขื่อนทดน้ําเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่อสร้างในลําน้ําโดยมีประตูบานโค้ง (Radial Gate) เป็นตัวควบคุมการระบายน้ําที่ระดับเก็บกักต่างๆ พื้นที่ชลประทาน ในพื้นที่ชลประทานมีการออกแบบระบบชลประทานของโครงการมีลักษณะ เป็นคลองดาดคอนกรีต ส่งน้ําด้วยระบบแรงโน้มถ่วง ดังนั้นขนาดของพื้นที่ชลประทานจึงขึ้นอยู่กับระดับเก็บกัก ของหัวงานเขื่อนทดน้ํา ซึ่งในการพิจารณาในขั้นนี้ได้กําหนดให้ส่งน้ําให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการมากที่สุด ขนาดพื้นที่ชลประทานที่เหมาะสม ระบบชลประทานโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อําเภอ ได้แก่อําเภอเมืองอุตรดิตถ์อําเภอลับแล อําเภอตรอน อําเภอพิชัย ของจังหวัดอุตรดิตถ์ และอําเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก รวมพื้นที่โครงการประมาณ 811,940 ไร่ โดยได้กําหนดทางเลือกในการ วางระบบชลประทานออกเป็น 3 ทางเลือก โดยแต่ละทางเลือกจะมีระบบชลประทานฝั่งซ้ายเหมือนกันทุก ทางเลือก คือ มีพื้นที่ชลประทาน 205,735 ไร่ส่วนพื้นที่ชลประทานฝั่งขวามี3 รูปแบบ มีรายละเอียดดังนี้
19 ตารางที่ 3.1 รายละเอียดทางเลือกในการวางระบบชลประทาน ที่มา : โครงการพัฒนาลุ่มน้ําน่าน สํานักบริหารโครงการ กรมชลประธาน ผลการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบทางเลือกในการพัฒนาโครงการ ในส่วนที่เป็นระบบชลประทาน ทางด้าน วิศวกรรม สังคม เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าระบบชลประทานฝั่งซ้ายซึ่งมีความยาวของ คลองส่งน้ํา 90.00 กม. กับทางเลือกที่ 3 ของระบบชลประทานฝั่งขวาซึ่งมีความยาว 103.65 กม.เป็นทางเลือกที่มีความ เหมาะสมสูงสุดในการที่จะพัฒนา 3.2.14 ค่าลงทุนส้าหรับโครงการ ราคารวมค่าลงทุนโครงการ (ปี2548 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 7,836.52 ล้านบาท - เขื่อนทดน้ําและระบบชลประทาน 6,043.64 ล้านบาท - โรงไฟฟ้าพลังน้ํา 930.04 ล้านบาท - งานป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 862.84 ล้านบาท ตารางที่ 3.2 สรุปราคาค่าก่อสร้างรวมของอาคารหัวงานเขื่อนทดน้ําและระบบชลประทานของโครงการ ระดับเก็บกัก ราคาค่าก่อสร้าง(ล้านบาท) พื้นที่ชลประทาน ราคาค่าก่อสร้าง (ม.รทก.) อาคารหัวงาน ระบบชลประทาน รวม (ไร่) พื้นที่ชลประทาน (บาท/ไร่) +67.00 1,026.57 3,521.00 4,547.57 495,310 9,181.26 +68.00 1,055.52 3,678.50 4,734.02 518,100 9,137.27 +69.00 1,078.04 3,790.00 4,868.04 520,960 9,344.36 ที่มา : โครงการพัฒนาลุ่มน้ําน่าน สํานักบริหารโครงการ กรมชลประธาน รายละเอียด หน่วย ทางเลือกที่ 1 ทางเลือกที่ 2 ทางเลือกที่ 3 ระบบชลประทานฝั่งซ้าย ความยาวคลองส่งน ้าสายใหญ่ กม. 90.00 90.00 90.00 พื นที่ชลประทาน ไร่ 205,735 205,735 205,735 ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ ไร่ 135,629 135,629 135,629 ส่งน้ําพื้นที่ส่งน้ําด้วยไฟฟ้าเดิม ไร่ 70,106 70,106 70,106 พื นที่ได้รับประโยชน์ - อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ต.ผาจุก ต.คุ้งตะเภา ต.ป่าเซ่า และ ต.หาดกรวด - อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ต.วังแดง ต.น้ําอ่าง ต.บ้านแก่ง ต.หาดสองแคว - อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.นายาง ต.นาอิน ต.ในเมือง ต.ท่ามะเฟือง ต.บ้านโคน ต.บ้านหม้อ - อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ต.ดงประคํา ต.ตลุกเทียม ต.ศรีภิรมย์ ต.วงฆ้อง ระบบชลประทานฝั้งขวา ความยาวคลองส่งน ้าสายใหญ่ กม. 80.14 118.98 103.65 พื นที่ชลประทาน ไร่ 130,400 231,600 275,700 - ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ ไร่ 63,231 158,671 168,402 - ส่งน้ําพื้นที่สูบน้ําด้วยไฟฟ้าเดิม ไร่ 24,569 30,329 64,698 - ส่งน้ําพื้นที่ชลประทานน้ําริด ไร่ 42,600 42,600 42,600 พื นที่ได้รับประโยชน์ - อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ต.ผาจุก ต.งิ้วงาม ต.ท่าเสา ต.ท่าอิฐ ต.บ้านเกาะ ต.วังกะพี้ - อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ต.ชัยจุมพล ต.ทุ้งยั้ง ต.ด่านแม่คํามัน ต.ใผ่ล้อม ต.ข่อยสูง - อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ต.วังแดง ต.บ้านแก่ง ต.หาดสองแคว - อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.ท่าสัก ต.บ้านดารา ต.ไร่อ้อย ต.คอรุม ต.ท่ามะเฟือง ต.พญาแมน - อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก - ต.ตลุกเทียม ต.ศรีภิรมย์ ต.วงฆ้อง ต.มะต้อง ต.วังวน ต.หนองแขม รวมค่าก่อสร้างระบบชลประทาน ล้านบาท 2,752.50 3,570.50 3,678.50 บาท/ไร่ 7,383.32 7,532.70 7,099.98
20 จากราคาค่าก่อสร้างรวมของอาคารหัวงานเขื่อนทดน้ําและระบบชลประทานของระดับเก็บกัก ต่างๆ ของเขื่อนทดน้ํา สามารถสรุปได้ว่าเขื่อนทดน้ําที่มีระดับเก็บกักปกติ+68.00 ม.(ร.ท.ก.) มีราคาค่าก่อสร้างต่อ พื้นที่ชลประทานน้อยที่สุด คือ 9,137.27 บาท/ไร่ จึงได้คัดเลือกระดับเก็บกักปกติ+68.00 ม.(ร.ท.ก.) เป็นระดับ เก็บกักที่เหมาะสมสําหรับเขื่อนทดน้ําอุตรดิตถ์(ผาจุก) 3.2.15 การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การประมาณราคาค่าลงทุนโครงการ เป็นเงินรวม 7,836.52 ล้านบาท(ราคาปี2548 ไม่รวม ภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีระยะเวลาดําเนินการก่อสร้างโครงการ 5 ปี(รวมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ํา) การวิเคราะห์ ด้านเศรษฐกิจของโครงการ ได้ใช้วิธีคิดลดกระแสรายได้และค่าใช้จ่ายโครงการ สรุปได้ว่าโครงการพัฒนา ชลประทานอุตรดิตถ์มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าการลงทุน มีผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจที่อัตรา ส่วนลดร้อยละ 12 สรุปได้ดังนี้ ตารางที่ 3.3 การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ รายการ หน่วย พิจารณาเฉพาะผล ประโยชน์ด้าน การเกษตร พิจารณาด้าน การเกษตร และไฟฟ้าพลังน้ํา เฉพาะค่า ลงทุนด้าน ไฟฟ้าพลังน้ํา มูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) ล้านบาท 1,397.68 1,859.18 349.71 อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน(B/C Ratio) 1.27 1.32 1.60 อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ(EIRR) เปอร์เซ็นต์ 14.61 15.22 19.74 3.2.16 ผลประโยชน์จากโครงการ 1) ด้านการเกษตร พื้นที่ทําการเกษตรชลประทานเพิ่มขึ้นประมาณ 295,729 ไร่ จากเดิมเป็น พื้นที่ทําการเกษตรโดยอาศัยน้ําฝน สภาพการใช้ที่ดินมีความเหมาะสมกับศักยภาพของดินในการทําการเกษตร นอกจากนี้ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า 2) ด้านการใช้น้ํา สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ํา และมีน้ําเพียงพอสําหรับกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และรักษาระบบนิเวศในแม่น้ําน่านได้อีกอย่างน้อย 20 ปี ข้างหน้า และ ทําให้การบริหารจัดการการใช้น้ํามีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากมีการจัด ตั้งองค์กรบริหารการใช้น้ํา 3) ด้านเศรษฐกิจและสังคม เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้ที่แน่นอนมากขึ้น เกิดการ จ้างงานในพื้นที่มากขึ้น ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ลดการอพยพแรงงานเข้าไปในเมือง และเพิ่มมูลค่า ทรัพย์สินมากขึ้น 4) ด้านการประมง มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ําในธรรมชาติและจากการเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีน้ําในแหล่งน้ําตลอดปี 5) ด้านทรัพยากรสัตว์ป่า โครงการทําให้มีน้ําในแหล่งน้ําและเกิดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ํา ธรรมชาติ เพิ่มขึ้น ทําให้สัตว์มีแหล่งอาศัย แหล่งอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์ 6) ด้านการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้างถนนเพื่อเป็นเส้นทางในการบํารุงรักษาคลองชลประทาน จะเป็นประโยชน์ ต่อการคมนาคมขนส่งผลผลิตการเกษตร ทําให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลาและ ค่าใช้จ่ายได้ และยังสามารถเข้าถึงที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น 7) ด้านน้ําใต้ดิน พื้นที่ชลประทานอาจมีปริมาณน้ําใต้ดินเพิ่มขึ้น และน้ําใต้ดินในบริเวณที่มีเหล็ก และแมงกานีสบนเปื้อนสูง คาดว่าความเข้มข้นจะลดลงได้บ้างเนื่องจากมีปริมาณน้ําใต้ดินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยให้ความ เข้มข้นเจือจาง 8) ด้านสาธารณสุข ประชาชนในพื้นที่โครงการมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นจากการมีสภาพเศรษฐกิจ ของครัวเรือนที่ดีขึ้น
21 9) ด้านการท่องเที่ยว ทําให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้นที่บริเวณหัวงานเขื่อนทดน้ําผาจุก และจะมีเส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้สะดวกขึ้นในพื้นที่ชลประทาน 10) การบรรเทาน้ําท่วม สภาพน้ําท่วมในพื้นที่ชลประทานจะลดลงเนื่องจากมีคลองระบายน้ํา เพิ่มขึ้น 3.2.17 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมาตรการลดผลกระทบ 1) ด้านทรัพยากรกายภาพ 1.1) สภาพภูมิอากาศ ไม่มีผลกระทบเนื่องจากโครงการจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศบริเวณพื้นที่โครงการ 1.2) อุทกวิทยาน ้าผิวดิน เกิดผลกระทบทางบวกจากการผันน้ําในแม่น้ําน่านที่ไหลผ่านพื้นที่โครงการขึ้นมา ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด และสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําในพื้นที่โครงการได้ มาตรการลดผลกระทบ ในการก่อสร้างให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไม่ให้เศษดิน และหินพังทลายลงสู่แหล่งน้ําและกีดขวางการไหลของน้ํา กําหนดลําดับความสําคัญของการใช้น้ําให้สอดคล้องกับ การจัดสรรน้ําของเขื่อนสิริกิต์ มาตรการติดตามตรวจสอบ ทําบันทึกประจําวันของระดับน้ําในเขื่อนทดน้ํา ปริมาณน้ําที่ปล่อยด้านท้ายน้ํา และน้ําที่ปล่อยให้พื้นที่ชลประทานเพื่อวิเคราะห์และติดตามปริมาณน้ําท่า จัดทํา รายงานสถิติปริมาณน้ําท่าตลอดอายุโครงการ 1.3) คุณภาพน ้าผิวดิน เกิดผลกระทบทางลบ คือ ในระยะก่อสร้างน้ําในแม่น้ําน่านบริเวณก่อสร้างอาจมี ความขุ่นเพิ่มขึ้นแต่จะเป็นในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น และอาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรในแม่น้ําหาก มีการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ้าหากมีการขยายตัวด้านการเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม อาจมีน้ําเสียปนเปื้อนลงสู่แม่น้ํา มาตรการลดผลกระทบ วางแผนการก่อสร้างอย่างเหมาะสมกับกิจกรรมและ ฤดูกาล มีมาตรการป้องกันการชะล้างพังทลายของตะกอนดิน มีการควบคุมและให้ความรู้ในการใช้สารเคมีที่ ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกรและมีมาตรการควบคุมคุณภาพน้ําทิ้งจากกิจกรรรมต่างๆ ก่อนระบายลงแม่น้ํา 1.4) น ้าใต้ดินและคุณภาพน ้าใต้ดิน ผลกระทบทางบวก ในบริเวณพื้นที่ชลประทานคาดว่าจะมีปริมาณน้ําใต้ดินเพิ่มขึ้น และปริมาณน้ําที่เพิ่มขึ้นจะมีส่วนช่วยลดความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ําใต้ดินให้น้อยลงได้บ้าง ผลกระทบทางลบ น้ําใต้ดินอาจถูกปนเปื้อนจากสารเคมีทางการเกษตรที่แทรกซึม ลงสู่ชั้นน้ําใต้ดินได้ มาตรการลดผลกระทบ ลดการใช้สารเคมีและควรส่งเสริมให้มีการทําการเกษตร แบบชีวภาพแทนการใช้สารเคมีและควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ 1.5) ทรัพยากรดิน ผลกระทบทางลบ กรณีมีโครงการ เกิดการชะล้างพังทลายของดินทําให้เกิด ตะกอนในบริเวณท้ายน้ํา ซึ่งเป็นผลกระทบชั่วคราว สูญเสียที่ดินที่เหมาะสมสําหรับการปลูกพืชที่ดอนอย่างถาวร ประมาณ 11,820 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจาก การใช้ทรัพยากรดินให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ชลประทานมากขึ้นแล้ว นับว่าผลกระทบเชิงลบมี สัดส่วนน้อยมาก
22 มาตรการลดผลกระทบ จํากัดพื้นที่ในการก่อสร้างโครงการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ ส่งผลให้เกิดการชะล้างพังทลายและถูกปนเปื้อนของดิน วางแผนกําหนดพื้นที่การขุดเปิดหน้าดิน แนะนําและให้ ความรู้เรื่องการบํารุงดินและการอนุรักษ์ดินและน้ํา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีการเกษตรและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ ชลประทานด้านข้างแนวคลองแนวชลประทาน 1.6) ธรณีวิทยาและแผ่นดินไหว ผลกระทบไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านธรณีวิทยา มีความเสี่ยงต่อการเกิด แผ่นดินไหวในระดับปานกลาง พื้นที่โครงการประมาณร้อยละ 50 มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มได้แต่มีโอกาส น้อยมาก มาตรลดผลกระทบต้องมีการออกแบบอาคารเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจาก แผ่นดินไหว 1.7) การตกตะกอนและการกัดเซาะ ผลกระทบ หากมีโครงการจะเกิดผลกระทบทางลบต่ําและช่วงสั้นๆ ในระยะ ก่อสร้าง ได้แก่ เกิดการกัดเซาะบริเวณก่อสร้างหัวงานในช่วงฤดูฝน มาตรการลดผลกระทบ หลีกเลี่ยงกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูฝน ปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการกัดเซาะ ขุดคูดักตะกอนเพื่อป้องกันตะกอนดินในลําน้ํา 2) ทรัพยากรทางชีวภาพ 2.1) ทรัพยากรประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา และนิเวศวิทยาทางน้ํา ผลกระทบ กรณีมีโครงการ การพัฒนาโครงการจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการ อพยพของปลาและสัตว์น้ําต่างๆ ในลําน้ําน่าน เนื่องจากไม่พบพันธุ์ปลาที่มีการอพยพเพื่อแพร่พันธุ์และวางไข่ ส่วน ผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผลกระทบทางบวก ทําให้ผลผลิตทรัพยากรประมงในแหล่งน้ํามีเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ในพื้นที่จะมีน้ําและมีความชุ่มชื้นตลอดปีซึ่งจะก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ําต่างๆ ผลกระทบทางลบ การก่อสร้างโครงการมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ําและการไหล ของน้ําในระยะก่อสร้าง ซึ่งจะส่งผลถึงระบบนิเวศน้ําด้วย โดยจะเกิดผลกระทบทรัพยากรประมงในระดับปานกลาง และในระยะเวลาสั้น มาตรการลดผลกระทบ ห้ามทําการประมงในบริเวณพื้นที่ต้นน้ําและท้ายน้ําใน ระยะไม่น้อยกว่า 2 กม. ในระหว่างการก่อสร้าง และในปีแรกของการดําเนินการ 2.2) การบริหารลุ่มน ้า ผลกระทบทางบวก การพัฒนาโครงการจะทําให้มีการใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นโดยมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ํา ซึ่งจะเป็นการลดผลกระทบด้านการชะล้างพังทลายของดินในลุ่มน้ําได้ ผลกระทบทางลบ การเปิดพื้นที่ในช่วงก่อสร้างทําให้เกิดการชะล้างพังทลายของ ดิน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ํา แต่เป็นผลกระทบต่ําในระยะสั้นๆ การวางแนวคลองส่งน้ําในพื้นที่ชลประทานต้องผ่าน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ(E) ในชั้น คุณภาพลุ่มน้ําชั้นที่ 5 ซึ่งมิใช่ป่าต้นน้ําลําธาร เป็นระยะทาง 83.23 กม. คิดเป็นพื้นที่ 1,829.48 ไร่ มาตรการลดผลกระทบ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชลประทาน เพื่อ ป้องกันและลดการชะล้างพังทลาย ของดินจ่ายค่าชดเชยพื้นที่ป่าในกรณีแนวคลองส่งน้ําที่ผ่านป่าเศรษฐกิจ(E) ใน ชั้นคุณภาพน้ํา ชั้นที่ 5 เป็นมูลค่า 124.85 ล้านบาท ปลูกป่าชดเชยเป็นพื้นที่ 3 เท่า(5,488.44 ไร่) ของพื้นที่ป่า เศรษฐกิจที่สูญเสียจากการ ก่อสร้างโครงการพร้อมดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
23 2.3) ทรัพยากรป่าไม้ ไม่มีผลกระทบด้านทรัพยากรป่าไม้ทั้งกรณีมีโครงการและไม่มีโครงการ เนื่องจาก พื้นที่โครงการไม่มีสภาพป่าไม้คงมีเฉพาะสภาพนิเวศวิทยาของป่าละเมาะ สังคมไม้ริมน้ํา และต้นไม้ตาม หัวไร่ ปลายนา และสภาพนิเวศ วิทยาจะไม่เปลี่ยนแปลงจากสภาพปัจจุบัน มาตรการลดผลกระทบ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ กําหนดขอบเขตพื้นที่ ชัดเจน และควบคุมมิให้มีการลักลอบตัดไม้กําหนดแนวคลองชลประทานที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นไม้หรือเกิด ผลกระทบน้อยที่สุดให้ชัดเจน และควรดําเนินการเป็นช่วงๆ และหลังฤดูการเก็บเกี่ยว มาตรการติดตามตรวจสอบ ติดตามตรวจสอบการตัดต้นไม้ตามขอบเขตที่กําหนดไว้ 2.4) ทรัพยากรสัตว์ป่า ผลกระทบทางบวกเมื่อมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ําต่างๆในพื้นที่โครงการ สัตว์ป่าก็จะมีแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และแหล่งแพร่พันธุ์ได้เพิ่มขึ้น ผลกระทบทางลบ ในระยะก่อสร้างสัตว์ป่าที่พบในพื้นที่หัวงานและพื้นที่แนวคลอง ส่งน้ําอาจจะถูกรบกวนซึ่งเป็นผลกระทบระดับต่ําและชั่วคราว มาตรการลดผลกระทบ ดําเนินการตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการเฉพาะที่จําเป็น และ ต้องให้โอกาสสัตว์ป่าได้หลีกเลี่ยงออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง วางแผนการดําเนินงานอย่างรอบคอบ และวางแผนการ ก่อสร้างให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้ถมดินในคลองลัดและปรับพื้นที่แล้วฟื้นฟูสภาพนิเวศ ให้กลับสู่สภาพเดิม ต้องควบคุมมิให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่า และควรมีแผ่นคอนกรีตกว้าง 15 ซม. พาดข้ามคลอง ส่งน้ําสายใหญ่เป็นระยะ 2.5) พื นที่ชุ่มน ้า ผลกระทบทางบวก ในระยะดําเนินการจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ําหนอง บึงธรรมชาติเนื่องจากมีน้ําจากพื้นที่ชลประทานเข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ผลกระทบทางลบ ระยะก่อสร้างอาจมีตะกอนดินจากพื้นที่ก่อสร้างถูกชะล้าง พัฒนาลงสู่แหล่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ ควรหลีกเลี่ยงการก่อสร้างเปิดหน้าดินในช่วงฤดูฝน และ ทําคันคูเพื่อป้องกันการชะล้างพัดพาตะกอน 3) คุณค่าต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ 3.1) การใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลกระทบทางบวก ซึ่งจะเกิดการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิ์ภาพได้ มากขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ผลกระทบทางลบคือ ทําให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลงไปบ้างคือใช้สําหรับสร้างคลอง ส่งน้ํา มาตรการลดผลกระทบ จํากัดพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้าง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งผล ต่อสภาพการใช้ที่ดิน เช่น การขุดถมดิน เปิดหน้าดิน เป็นต้น การพัฒนาฟื้นฟูและการใช้พื้นที่ ควรเข้าไปให้ คําแนะนําอย่างถูกต้อง 3.2) การใช้น ้าและการบริหารการใช้น ้า ผลกระทบทางบวก สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งใน ฤดูฝนและฤดูแล้ง รวม ทั้งปริมาณน้ําท่าในแม่น้ําน่านทางท้ายน้ํา สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําและมีน้ํา เพียงพอสําหรับกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ใน 20 ปีข้างหน้า ทําให้การบริหารจัดการการใช้น้ํามีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการจัดตั้งองค์กร บริหารการใช้น้ํา
24 ผลกระทบทางลบ จะเกิดผลกระทบต่อการใช้น้ําของกิจกรรมต่างๆ หากการ จัดสรรการใช้น้ําไม่สามารถดําเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ มาตรการลดผลกระทบ ควบคุมรักษาระดับน้ําในลําน้ําตามแผนการระบายน้ําและ จ่ายน้ําในลําน้ําที่วางแผนไว้ให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ําเพื่อให้มีการใช้น้ําอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งองค์กรบริหารการ ใช้น้ําต้องมีการจัดการด้านบุคลากรและงบประมาณที่ดีให้มีการกําหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ และข้อตกลงของ กลุ่มผู้ใช้น้ํา และปฏิบัติตามโดย เคร่งครัด มีการวางแผนการใช้น้ํา การผลิต และการตลาด มีการประสานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสม่ําเสมอ 3.3) การคมนาคมขนส่งทางบกและทางน ้า ผลกระทบทางบวก การก่อสร้างถนนเพื่อเป็นเส้นทางในการบํารุงรักษาคลอง ชลประทานจะเป็นประโยชน์ต่อการคมนาคมขนส่งผลผลิตการเกษตร ทําให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายได้และยังสามารถเข้าถึงที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น ผลกระทบทางลบ ระยะก่อสร้างทําให้ปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นจากการขนส่งวัสดุ ก่อสร้าง อาจเกิดฝุ่นละออง การจราจรหนาแน่น เสียงดัง และอุบัติเหตุในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ก่อสร้างการ ก่อสร้างคลองชลประทานบริเวณจุดตัดถนนทางรถไฟและชุมชน ซึ่งมีจุดใหญ่ๆ จํานวน 31 จุด อาจทําให้การ คมนาคมไม่สะดวก และปลอดภัย มาตรการลดผลกระทบ จัดเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อการป้องกันและลด ผลกระทบด้านฝุ่น ควัน เสียงดังอุบัติเหตุ ได้แก่ การติดตั้งป้าย สัญญาณไฟเตือนต่างๆ สร้างทางเบี่ยง รวมทั้งการ ควบคุมความเร็วยานพาหนะ น้ําหนักบรรทุกที่ใช้ในการก่อสร้างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อแก้ไข ลดปัญหาการจราจรในช่วงก่อสร้าง ระยะดําเนินการต้องติดตั้งเครื่องหมาย ป้ายเตือน สัญญาณการจราจรให้ ชัดเจนตามถนนที่ก่อสร้างใหม่ 3.4) เกษตรกรรม ผลกระทบทางบวกโดยมีพื้นที่เกษตรกรรมเปิดใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ เกษตรกรรมอาศัยน้ําฝน และสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าจากการสูบน้ําของ เกษตรกรได้ด้วย ผลกระทบทางลบนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น คือ การชะ ล้างหน้าดิน มาตรการลดผลกระทบ ป้องกันการชะล้างของดินตามพื้นที่ที่เปิดใหม่ปรับปรุง ฟื้นฟูพื้นที่แนวคลองส่งน้ําพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรชลประทานส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร 3.5) การชลประทานและการระบายน ้า ผลกระทบทางบวก มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทาน เพิ่มขึ้นประมาณ 329,265ไร่ จากเดิมเป็นเกษตรอาศัยน้ําฝน ลดค่าใช้จ่ายในด้านการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า เนื่องจากมี ระบบชลประทาน ผลกระทบทางลบ กิจกรรมระหว่างการก่อสร้างส่งผลต่อการชลประทานและ ระบายน้ํา เช่น ลําน้ําตื้นเขินกีดขวางการไหลของน้ํา แต่เป็นผลกระทบช่วงสั้น ๆ พื้นที่โครงการ 15,255 ไร่ จะถูก เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน มาตรการลดผลกระทบ เสนอให้ทําการเวนคืนที่ดินเท่าที่จําเป็น กรณีที่จําเป็นต้อง เวนคืน และชดเชยทรัพย์สินควรให้เป็นธรรมและเหมาะสม กําหนดช่วงเวลาการก่อสร้างให้เหมาะสมและเป็น อุปสรรคต่อการส่งน้ํา-ระบายน้ําน้อยที่สุด มีมาตรการเพื่อควบคุมการจัดสรรน้ํา รวมทั้งการดูแล และบํารุงรักษา ระบบชลประทานและอาคารบังคับน้ํา ควรมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ําระดับโครงการ
25 3.6) การป้องกันน ้าท่วม ผลกระทบทางบวก ในพื้นที่ชลประทาน คือสภาพนํ้าท่วมลดลงเนื่องจากมีคลอง ระบายน้ําที่ดีขึ้น 3.7) อุตสาหกรรม ผลกระทบทางบวก การพัฒนาโครงการจะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่ง เป็นวัตถุดิบที่จะป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น เช่น อ้อย ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งจะทําให้มีการ ขยายตัวด้านอุตสาหกรรมได้ ผลกระทบทางลบ น้ําเสียและสิ่งปฏิกูลจากอุตสาหกรรมที่ขยายตัวจะมีเพิ่มมาก ขึ้น ซึ่งหากมีมาตรการจัดการไม่ดีจะเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ ควรมีการจัดสรรการใช้น้ําอย่างเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมให้บําบัดน้ําเสียให้ได้ตามมาตรฐานน้ําทิ้งก่อนระบายน้ําทิ้ง 4) คุณค่าต่อคุณภาพชีวิต 4.1) เศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบทางบวก ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมี รายได้ที่แน่นอนมากขึ้น เกิดการจ้างงานในพื้นที่มากขึ้น ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ผลกระทบด้านสังคมลด การอพยพแรงงานเข้าไปในเมือง เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินมากขึ้น ผลกระทบทางลบ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อราคาผลผลิตทาง การเกษตรซึ่งอาจจะตกต่ํา ผลกระทบเนื่องจากราคาที่ดินสูงขึ้น ผลกระทบด้านสังคม อาจเกิดการแย่งน้ําได้ มาตรการลดผลกระทบ จัดตั้งคณะประชาสัมพันธ์และประสานงานโครงการ กวดขันให้ผู้รับเหมาดําเนินงานอย่างถูกสุขลักษณะกําหนดอัตราค่าชดเชยทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมส่งเสริมและ สนับสนุนให้มีการพัฒนาอาชีพทางการเกษตรและนอกภาคการเกษตรส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งองค์กร เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรในระดับหมู่บ้าน 4.2) สาธารณสุข ผลกระทบทางบวก มีทรัพยากรน้ํามากขึ้น เพิ่มศักยภาพในการเกษตร น้ํากินน้ําใช้ และเพิ่มแหล่งโปรตีนจากปลาจะส่งผลให้สภาพสาธารณสุขดีขึ้น เพิ่มรายได้และอาชีพเสริมของประชาชนในพื้นที่ ผลกระทบทางลบ การก่อสร้างอาจก่อให้เกิดมลพิษต่างๆ เช่น น้ํา อากาศ เสียง และอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดการแพร่ระบาดของโรค ปัญหาสังคมจากแรงงานต่างถิ่น มาตรการลดผลกระทบ มีการจัดที่พักคนงานที่ถูกสุขลักษณะ ตรวจสุขภาพคนงาน ก่อนบรรจุเข้าทํางาน และอบรม ให้รู้จักความปลอดภัยในการทํางาน ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อป้องกันและรักษาโรค ทําลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและหอยในพื้นที่ ควบคุมสารเคมีทางการเกษตรไม่ให้ลงสู่ แหล่งน้ํา 4.3) โบราณคดีและประวัติศาสตร์ ผลกระทบกรณีมีโครงการ แนวคลองส่งน้ําในพื้นที่ชลประทานไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อแหล่ง โบราณคดีสถานที่สําคัญทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด 4.4) การพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยว ผลกระทบทางบวก ทําให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้น มีเส้นทางคมนาคมเข้าสู่ แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น มาตรการลดผลกระทบ ปรับปรุงสภาพภูมิสถาปัตยกรรมบริเวณพื้นที่หัวงานเขื่อน ทดน้ําผาจุกทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์พื้นที่ว่าง ใกล้เคียงแนวคลองชลประทานที่ตัดผ่านชุมชนให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสําหรับประชาชนในชุมชน
26 4.5) การชดเชยทรัพย์สิน ผลกระทบทางลบคือ สูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อ ก่อสร้างคลองส่งน้ําชลประทาน รวมประมาณ 15,255 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.94 ของพื้นที่ชลประทานที่จะได้รับ ประโยชน์จากระบบคลองส่งน้ําของโครงการ มาตรการลดผลกระทบ จัดตั้งคณะกรรมการชดเชยทรัพย์สิน โดยให้องค์กรส่วน ท้องถิ่น ตัวแทนประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบเข้าร่วมด้วย ก่อนการก่อสร้างโครงการต้องเร่งสํารวจความเสียหาย แล้วทําบัญชีแจ้งติดประกาศในพื้นที่ โครงการเพื่อให้ราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ ทําแผนการปฏิบัติงานเร่งรัดการ จ่ายค่าชดเชย การชดเชยทรัพย์สินขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ โดยชดเชยในราคาที่เป็นธรรมและให้เสร็จก่อนการ ก่อสร้างโครงการ.
บทที่ 4 ผลการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นการส ารวจและจัดเก็บข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกรตาม แผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนทดน้ า ผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีเพาะปลูก 2557/58 (1 พฤษภาคม 2557 – 30 เมษายน 2558) ซึ่งเป็นการจัดเก็บข้อมูล ในระยะก่อนการด าเนินงานโครงการฯ ประชากรเป้าหมาย คือ เกษตรกรจ านวน 400 ราย (ฝั่งขวาเขื่อนทดน้ าผาจุก ระยะคลองส่งน้ าชลประทาน 60 กิโลเมตร) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินผลในระยะต่อไป มีรายละเอียด ดังนี้คือ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของครัวเรือนเกษตร 4.1.1 อายุและการประกอบอาชีพ 1) หัวหน้าครัวเรือนเกษตร จากการส ารวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่หัวหน้าครัวเรือนเกษตรเป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 79.20 และเป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 20.80 โดยอายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.44 ปี เป็นเพศชายเฉลี่ย 57.84 ปี และเป็นเพศหญิงเฉลี่ย 55.92 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนส่วนใหญ่ช่วงอายุ56 – 65 ปีคิดเป็น ร้อยละ 36.09 รองลงมาช่วงอายุ46 – 55 ปีคิดเป็นร้อยละ 28.33 และช่วงอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 21.80 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 55.88 รองลงมา จบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย(ป.6,7)คิดเป็นร้อยละ 18.05 มัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6) และมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.3) คิดเป็นร้อยละ 10.28 และ 7.27 ตามล าดับ จบปริญญาตรี/สูงกว่าคิดเป็นร้อยละ 3.26 การประกอบอาชีพทางการเกษตรหมายถึง การเพาะปลูกพืช การเลี้ยงปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์ น้ า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภคหรือการจ าหน่ายหรือการใช้งานภายในฟาร์ม ส าหรับอาชีพหลักหมายถึงการ ประกอบอาชีพในช่วงปีเพาะปลูก 2557/58 ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการท ากิจกรรมต่างๆ ในอาชีพใดให้ถือเป็นอาชีพนั้น หากในกรณีที่ใช้เวลาเท่ากันหรือก้ ากึ่งกันให้ยึดรายได้ที่มากกว่าของอาชีพนั้นเป็นหลัก จากการส ารวจพบว่า ส่วนใหญ่ มีอาชีพหลักคิดเป็นร้อยละ 95.49 ซึ่งประกอบอาชีพการเพาะปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 88.98 อาชีพรับราชการ/มี เงินเดือนประจ าคิดเป็นร้อยละ 2.51 รับจ้างนอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 1.75 ส่วนที่เหลือไม่ประกอบอาชีพ เนื่องจากอยู่ในวัยชรามีอ านาจในการตัดสินใจภายในครัวเรือน และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการผลิตคิดเป็นร้อยละ 4.51 อาชีพรองหมายถึง อาชีพที่ใช้เวลาในการปฏิบัติงานรองจากอาชีพหลัก พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีอาชีพรองคิดเป็นร้อยละ 55.14 ส่วนที่มีอาชีพรองคิดเป็นร้อยละ 44.86 ซึ่งมีอาชีพด้านการปลูกพืชคิดเป็นร้อย ละ 15.28 รองลงมาเป็นการรับจ้างการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 10.78 อาชีพรับราชการ/มีเงินเดือนประจ าคิดเป็นร้อย ละ 6.27 การเป็นสมาชิกกลุ่มฯ จากการส ารวจพบว่า ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 85.46 โดยเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 58.90 กลุ่มสหกรณ์คิดเป็นร้อย ละ 32.58 กลุ่มเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 13.78 กลุ่มออมทรัพย์คิดเป็นร้อยละ 8.77 และกลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ 5.51 (ตารางที่ 4.1) 2) สมาชิกในครัวเรือนเกษตร จากการส ารวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่สมาชิกในครัวเรือนเกษตรเป็นเพศ หญิงคิดเป็นร้อยละ 61.91 และเป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 38.09 โดยอายุเฉลี่ยเท่ากับ 35.75 ปี เป็นเพศชายอายุ
- 28 - เฉลี่ย 27.57 ปี และเป็นเพศหญิงอายุเฉลี่ย 40.70 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในช่วง อายุต่ ากว่า 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 43.79 รองลงมาช่วงอายุ30 – 45 ปีคิดเป็นร้อยละ 21.38 ช่วงอายุ 46 – 55 ปี คิดเป็นร้อยละ 14.85 ช่วงอายุ 56 – 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 10.74 และช่วงอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 9.24 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น(ป.4)คิดเป็นร้อยละ 28.28 รองลงมา จบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย(ป.6,7)คิดเป็นร้อยละ 16.56 ปริญญาตรี/สูงกว่าคิดเป็นร้อยละ 12.11 มัธยมศึกษา ตอนต้น(ม.3) คิดเป็นร้อยละ 11.73 มัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6)คิดเป็นร้อยละ 11.26 อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ ปวท.)คิดเป็นร้อยละ 9.46 ไม่รู้หนังสือ (อ่าน/เขียนไม่ได้)คิดเป็นร้อยละ 7.38 และอ่านออกเขียนได้คิดเป็นร้อยละ 3.22 อาชีพสมาชิกในครัวเรือนเกษตร ส่วนใหญ่มีอาชีพคิดเป็นร้อยละ 64.34 โดยมีอาชีพการ เพาะปลูกพืชคิดเป็นร้อยละ 38.62 อาชีพรับราชการ/มีเงินเดือนประจ าคิดเป็นร้อยละ 8.54 ไม่มีงานท า/รองาน ใหม่คิดเป็นร้อยละ 8.36 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัวคิดเป็นร้อยละ 3.53 อาชีพรับจ้างนอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 2.51 ท างานโรงงาน/บริษัทคิดเป็นร้อยละ 1.86 เลี้ยงสัตว์คิดเป็นร้อยละ 0.46 และรับจ้างการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 0.46 ส่วนที่เหลือไม่ประกอบอาชีพคิดเป็นร้อยละ 35.66 เนื่องจากก าลังเรียนหนังสือคิดเป็นร้อยละ 27.30 และอยู่ในวัย ชราไม่ประกอบอาชีพคิดเป็นร้อยละ 8.36 การเป็นสมาชิกกลุ่มฯ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เป็นสมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 66.76 และเป็น สมาชิกกลุ่มฯคิดเป็นร้อยละ 33.24 โดยเป็นสมาชิกกลุ่มสหกรณ์คิดเป็นร้อยละ 17.13 ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 14.81 กลุ่มออมทรัพย์คิดเป็นร้อยละ 3.61 กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่นคิด เป็นร้อยละ 2.13 และกลุ่มเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 1.94 (ตารางที่ 4.2) ตารางที่ 4.1 อายุและการประกอบอาชีพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ หัวหน้าครัวเรือน 100.00 - เพศชาย 79.20 - เพศหญิง 20.80 ๏ อายุเฉลี่ย (ปี) 57.44 - เพศชาย 57.84 - เพศหญิง 55.92 ๏ ช่วงอายุ 100.00 - ต่ ากว่า 30 ปี 0.25 - 30 – 45 ปี 13.53 - 46 – 55 ปี 28.33 - 56 – 65 ปี 36.09 - มากกว่า 65 ปี 21.80 ๏ ระดับการศึกษา 100.00 - ไม่รู้หนังสือ (อ่าน/เขียนไม่ได้) 0.25 - อ่านออกเขียนได้ 0.50 - ประถมศึกษาตอนต้น (ป.4) 55.88 - ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.6,7) 18.05 - มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) 7.27
- 29 - ตารางที่ 4.1 (ต่อ) อายุและการประกอบอาชีพของหัวหน้าครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ - มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) 10.28 - อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ปวท.) 4.51 - ปริญญาตรี/สูงกว่า 3.26 ๏ อาชีพหลัก 100.00 - ไม่มี 4.51 - มี 95.49 - ปลูกพืช 88.98 - เลี้ยงสัตว์ 0.75 - รับจ้างนอกการเกษตร 1.75 - ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 1.25 - ท างานโรงงาน/บริษัท 0.25 - รับราชการ/เงินเดือนประจ า 2.51 ๏ อาชีพรอง 100.00 - ไม่มี 55.14 - มี 44.86 - ปลูกพืช 15.28 - เลี้ยงสัตว์ 2.01 - รับจ้างการเกษตร 10.78 - รับจ้างนอกการเกษตร 5.26 - ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 4.51 - ท างานโรงงาน/บริษัท - - รับราชการ/เงินเดือนประจ า 6.27 - อื่นๆ 0.75 ๏ สมาชิกกลุ่ม 100.00 - ไม่เป็น 14.54 - เป็น * 85.46 - ธกส. 58.90 - กลุ่มเกษตรกร 13.78 - กลุ่มสหกรณ์ 32.58 - กลุ่มออมทรัพย์ 8.77 - กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่น 5.51 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 ค าตอบ
- 30 - ตารางที่ 4.2 อายุและการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ สมาชิกในครอบครัว 100.00 - เพศชาย 38.09 - เพศหญิง 61.91 ๏ อายุเฉลี่ย (ปี) 35.75 - เพศชาย 27.57 - เพศหญิง 40.70 ๏ ช่วงอายุ 100.00 - ต่ ากว่า 30 ปี 43.79 - 30 – 45 ปี 21.38 - 46 – 55 ปี 14.85 - 56 – 65 ปี 10.74 - มากกว่า 65 ปี 9.24 ๏ ระดับการศึกษา 100.00 - ไม่รู้หนังสือ (อ่าน/เขียนไม่ได้) 7.38 - อ่านออกเขียนได้ 3.22 - ประถมศึกษาตอนต้น (ป.4) 28.28 - ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.6,7) 16.56 - มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) 11.73 - มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) 11.26 - อาชีวะศึกษา (ปวช./ปวส./ปวท.) 9.46 - ปริญญาตรี/สูงกว่า 12.11 ๏ อาชีพสมาชิกในครัวเรือนเกษตร 100.00 - ไม่มี 35.66 - เรียนหนังสือ 27.30 - อยู่ในวัยชราไม่ประกอบอาชีพ 8.36 - มี 64.34 - ไม่มีงานท า/รองานใหม่ 8.36 - ปลูกพืช 38.62 - เลี้ยงสัตว์ 0.46 - รับจ้างการเกษตร 0.46 - รับจ้างนอกการเกษตร 2.51 - ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 3.53 - ท างานโรงงาน/บริษัท 1.86 - รับราชการ/เงินเดือนประจ า 8.54
- 31 - ตารางที่ 4.2 (ต่อ) อายุและการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ สมาชิกกลุ่ม 100.00 - ไม่เป็น 66.76 - เป็น * 33.24 - ธกส. 14.81 - กลุ่มเกษตรกร 1.94 - กลุ่มสหกรณ์ 17.13 - กลุ่มออมทรัพย์ 3.61 - กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่น 2.13 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 ค าตอบ 4.1.2 จ านวนสมาชิกในครัวเรือน และลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร จ านวนสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมดหมายถึง จ านวนคนทั้งหมดในครัวเรือนที่อาศัย อยู่กินร่วมกัน ในช่วงระยะเวลา 1 พฤษภาคม 2557 – 30 เมษายน 2558 และไม่น้อยกว่า 6 เดือน จ านวนสมาชิกทั้งหมดใน ครัวเรือนเฉลี่ยเท่ากับ 3.70 คน/ครัวเรือน โดยเป็นเพศชายเฉลี่ยเท่ากับ 1.82 คน/ครัวเรือน และเป็นเพศหญิงเฉลี่ย เท่ากับ 1.88 คน/ครัวเรือน เมื่อพิจารณาสมาชิกที่เป็นแรงงานในการเกษตรทั้งโครงการ พบว่า การท างานการเกษตร เต็มเวลาคิดเป็นร้อยละ 49.60 ท างานการเกษตรบางเวลาคิดเป็นร้อยละ 11.16 และไม่ท างานการเกษตรคิดเป็น ร้อยละ 39.24 เมื่อพิจารณาหัวหน้าครัวเรือน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชายเฉลี่ย 0.79 คน/ครัวเรือน และการใช้ แรงงานการเกษตรเต็มเวลาคิดเป็นร้อยละ 84.21 ส่วนสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่ท างานด้านการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 51.53 เนื่องจากอยู่ในช่วง อายุต่ ากว่า 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 43.79 ซึ่งก าลังเรียนหนังสือ และอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็นร้อยละ 9.24 อยู่ในวัย ชรา (ตารางที่ 4.3) ตารางที่ 4.3 จ านวนสมาชิกในครัวเรือนแยกตามลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร หน่วย : ร้อยละ รายการ เพศ เฉลี่ย (คน/ครัวเรือน) ลักษณะการใช้แรงงานการเกษตร รวม เต็มเวลา บางเวลา ไม่ท างาน หัวหน้าครัวเรือน ชาย 0.79 85.76 9.18 5.06 100.00 หญิง 0.21 78.31 12.05 9.64 100.00 รวม 1.00 84.21 9.77 6.02 100.00 สมาชิกในครัวเรือน ชาย 1.03 30.17 12.90 56.93 100.00 หญิง 1.67 40.87 10.93 48.20 100.00 รวม 2.70 36.79 11.68 51.53 100.00 รวมทั้งครัวเรือน ชาย 1.82 54.33 11.28 34.39 100.00 หญิง 1.88 45.01 11.05 43.94 100.00 รวม 3.70 49.60 11.16 39.24 100.00 ที่มา : จากการส ารวจ
- 32 - 4.1.3 การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร และลักษณะการถือครอง 1) การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร พื้นที่การเกษตรปีเพาะปลูก 2557/58 โดยเฉลี่ย 32.67 ไร่/ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ท านา ปี/นาปรังจ านวน 24.25 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 74.23 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นที่พืชไร่ จ านวน 6.80 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.81 ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้นจ านวน 1.10 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อย ละ 3.37 ที่พืชผักจ านวน 0.18 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.55 ที่เลี้ยงสัตว์(คอก)จ านวน 0.14 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.43 ที่บ่อเลี้ยงปลาจ านวน 0.10 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.31 ส่วนพื้นที่ไร่นาสวนผสม มีเพียงเล็กน้อย การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร ปีเพาะปลูก 2557/58 พื้นที่การเกษตรเฉลี่ย 44.06 ไร่/ครัวเรือน ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ท านาปี/นาปรังจ านวน 35.82 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 81.30 รองลงมา เป็นที่พืชไร่จ านวน 6.72 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.25 ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้นจ านวน 0.78 ไร่/ครัวเรือน หรือ คิดเป็นร้อยละ 1.77 ที่พืชผักจ านวน 0.40 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.91 ที่เลี้ยงสัตว์(คอก)จ านวน 0.14 ไร่/ ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.32 และที่บ่อเลี้ยงปลาจ านวน 0.10 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.23 และ ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินคิดเป็นร้อยละ 134.87 ส่วนพื้นที่อยู่อาศัย 0.89 ไร่/ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรเฉลี่ย 4.73 ผืน/ครัวเรือน (ตารางที่ 4.4) ตารางที่ 4.4 การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร ปีเพาะปลูก 2557/58 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน รายการ พื้นที่การเกษตร พื้นที่การใช้ที่ดินจริง ** ใน โครงการ นอก โครงการ รวม ใน โครงการ นอก โครงการ รวม ๏ การใช้ที่ดินจริงในการประกอบการเกษตร - ท านาปี - นาปรัง 21.48 2.77 24.25 32.13 3.69 35.82 - พืชไร่ 5.00 1.80 6.80 4.83 1.89 6.72 - พืชผัก 0.11 0.07 0.18 0.24 0.16 0.40 - ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 0.28 0.82 1.10 0.30 0.48 0.78 - ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) 0.11 0.03 0.14 0.11 0.03 0.14 - ที่รกร้างว่างเปล่า 0.03 0.06 0.09 0.03 0.06 0.09 - ที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง) - 0.01 0.01 - 0.01 0.01 - บ่อเลี้ยงปลา 0.08 0.02 0.10 0.08 0.02 0.10 - ไร่นาสวนผสม - 0.00* 0.00* - 0.00* 0.00* รวม 27.09 5.58 32.67 37.72 6.34 44.06 ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (ร้อยละ) 100.00 134.87 ๏ พื้นที่อยู่อาศัย (ไร่/ครัวเรือน) 0.89 ๏ พื้นที่การเกษตรเฉลี่ย (ผืน/ครัวเรือน) 4.73 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : พื้นที่ท าการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนไม่รวมพื้นที่ที่อยู่อาศัย ค่า 0.00 * คือ มีค่าแต่น้อยมาก ** คือ การใช้ที่ดินเกษตรกรมีการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่เดิม ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (Cropping Intensity) = พื้นที่เพาะปลูกจริง x 100 พื้นที่การเกษตรทั้งหมด
- 33 - 2) ลักษณะการถือครอง ลักษณะการถือครองที่ดินจ านวน 44.05 ไร่/ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และ ที่ดินได้ท าฟรี เนื้อที่ประมาณ 27.12 15.29 และ 1.64 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 61.57 34.71 และ 3.72 ตามล าดับ เมื่อพิจารณาพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในโครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้าจ านวน 22.36 ไร่/ครัวเรือน หรือ คิดเป็นร้อยละ 50.76 และพื้นที่การเกษตรอาศัยน้ าฝนมีจ านวน 12.29 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 27.90 โดยมีรายเอียดดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการคือพื้นที่ในเขตชลประทานในโครงการเขื่อนทดน้ าผาจุกจ านวน 37.72 ไร่/ ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และที่ดินได้ท าฟรี เนื้อที่ประมาณ 23.61 13.07 และ 1.04 ไร่/ ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.59 34.65 และ 2.76 ตามล าดับ ส่วนพื้นที่นอกโครงการคือพื้นที่อยู่นอกเขตพื้นที่ ในเขตชลประทานในโครงการเขื่อนทดน้ าผาจุกจ านวน 6.33 ไร่/ครัวเรือน แยกเป็นที่ดินของตนเอง ที่ดินเช่า และ ที่ดินได้ท าฟรี เนื้อที่ประมาณ 3.51 2.22 และ 0.60 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.45 35.07 และ 9.48 ตามล าดับ (หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน และที่อยู่อาศัย) (ตารางที่ 4.5) ตารางที่ 4.5 แหล่งน้ าที่ใช้เพื่อการเกษตร ตามลักษณะการถือครองที่ดิน ปีเพาะปลูก 2557/58 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน รายการ ลักษณะการถือครองที่ดิน รวม ที่ตนเอง ที่เช่า ที่ได้ท าฟรี ๏ แหล่งน้ าที่ใช้เพื่อการเกษตร ๏ พื้นที่ในโครงการ - น้ าฝน 5.14 2.88 0.48 8.50 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ (แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 3.09 2.43 0.14 5.66 - บ่อ/สระในไร่นา 0.53 0.54 0.07 1.14 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.29 0.35 0.01 0.65 - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 14.56 6.87 0.34 21.77 รวมพื้นที่ในโครงการ 23.61 13.07 1.04 37.72 ๏ พื้นที่นอกโครงการ - น้ าฝน 2.13 1.34 0.32 3.79 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ (แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 0.76 0.56 0.15 1.47 - บ่อ/สระในไร่นา 0.17 - 0.01 0.18 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.14 0.09 0.07 0.30 - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 0.31 0.23 0.05 0.59 รวมพื้นที่นอกโครงการ 3.51 2.22 0.60 6.33 ๏ พื้นที่ทั้งโครงการ - น้ าฝน 7.27 4.22 0.80 12.29 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ (แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 3.85 2.99 0.29 7.13 - บ่อ/สระในไร่นา 0.70 0.54 0.08 1.32 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.43 0.44 0.08 0.95 - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 14.87 7.10 0.39 22.36 รวมพื้นที่ทั้งหมด 27.12 15.29 1.64 44.05 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน และที่อยู่อาศัย
- 34 - ลักษณะการถือครองที่ดินจ านวน 44.05 ไร่/ครัวเรือน แยกตามลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร เป็นที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ที่ปลูกผัก ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) ที่บ่อปลา และที่รกร้างว่างเปล่า เนื้อที่ประมาณ 34.47 7.85 1.27 0.19 0.16 0.08 และ 0.03 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 78.25 17.82 2.89 0.43 0.36 0.18 และ 0.07 ตามล าดับ โดยมีรายเอียดดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการจ านวน 37.72 ไร่/ครัวเรือน เป็น ที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ที่ปลูกผัก ที่เลี้ยงสัตว์(คอก) ที่บ่อปลา และที่รกร้างว่างเปล่า เนื้อที่ประมาณ 31.28 5.77 0.32 0.11 0.13 0.08 และ 0.03 ไร่/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 82.93 15.30 0.85 0.29 0.34 0.21 และ 0.08 ตามล าดับ ส่วนพื้นที่นอกโครงการจ านวน 6.33 ไร่/ครัวเรือน เป็นที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ไม้ ยืนต้น ที่ปลูกผัก และที่เลี้ยงสัตว์(คอก) เนื้อที่ประมาณ 3.19 2.08 0.95 0.08 และ 0.03 ไร่/ครัวเรือน หรือคิด เป็นร้อยละ 50.39 32.86 15.01 1.26 และ 0.48 ตามล าดับ ส าหรับที่ไร่นาสวนผสมมีเพียงเล็กน้อย (หมาย เหตุ : ไม่รวมพื้นที่ที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน และที่อยู่อาศัย) (ตารางที่ 4.6)
ตารางที่ 4.6 แหล่งน้ าที่ใช้เพื่อการเกษตร ตามลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร ปีเ รายการ ลัที่นา ที่ไร่ ที่ไม้ผล/ ไม้ยืนต้น ๏ แหล่งน้ าที่ใช้เพื่อการเกษตร ๏ พื้นที่ในโครงการ - น้ าฝน 3.76 4.27 0.21 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ(แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 4.58 0.96 0.03 - บ่อ/สระในไร่นา 0.86 0.20 0.01 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.53 0.10 - - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 21.55 0.24 0.07 รวมพื้นที่ในโครงการ 31.28 5.77 0.32 ๏ พื้นที่นอกโครงการ - น้ าฝน 1.04 1.88 0.88 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ(แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 1.38 0.04 - - บ่อ/สระในไร่นา 0.15 - 0.01 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.10 0.16 - - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 0.52 - 0.06 รวมพื้นที่นอกโครงการ 3.19 2.08 0.95 ๏ พื้นที่ทั้งโครงการ - น้ าฝน 4.80 6.15 1.09 - สูบเองจากแหล่งน้ าธรรมชาติ(แม่น้ า/คู/คลอง/บึง) 5.96 1.00 0.03 - บ่อ/สระในไร่นา 1.01 0.20 0.02 - ขุดเจาะบาดาลด้วยทุนตนเอง 0.63 0.26 - - โครงการสูบน้ าด้วยไฟฟ้า 22.07 0.24 0.13 รวมพื้นที่ทั้งหมด 34.47 7.85 1.27 หมายเหตุ : ไม่รวมพื้นที่ห้วย/หนอง/คลอง/บึง(ที่ถือครอง)ประมาณ 0.01 ไร่/ครัวเรือน
เพาะปลูก 2557/58 หน่วย : ไร่/ครัวเรือน ลักษณะการใช้ที่ดินในการเกษตร รวม ที่ปลูกผัก ที่เลี้ยงสัตว์ (คอก) ที่บ่อปลา ไร่นาสวน ผสม ที่รกร้างว่าง เปล่า 0.05 0.10 0.04 - 0.03 8.46 0.04 - 0.02 - - 5.63 0.01 0.03 0.01 - 0.00* 1.12 0.01 - - - - 0.64 0.00* - 0.01 - - 21.87 0.11 0.13 0.08 - 0.03 37.72 0.01 0.00* 0.00* 0.00* - 3.81 0.03 0.01 0.00* - - 1.46 - 0.02 - - - 0.18 0.04 0.00* - - - 0.30 - - - - - 0.58 0.08 0.03 0.00* 0.00* - 6.33 0.06 0.10 0.04 0.00* 0.03 12.27 0.07 0.01 0.02 - - 7.09 0.01 0.05 0.01 - 0.00* 1.30 0.05 0.00* - - - 0.94 0.00* - 0.01 - - 22.45 0.19 0.16 0.08 0.00* 0.03 44.05 น และที่อยู่อาศัย ค่า 0.00 * คือ มีค่าแต่น้อยมาก
- 36 - 4.2 การประกอบการผลิตการเกษตร ปีเพาะปลูก 2557/58 4.2.1 ทรัพย์สินการเกษตร และหนี้สิน 1) ทรัพย์สินการเกษตร มูลค่าทรัพย์สินการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนต้นปีส่วนใหญ่จะเป็นทรัพย์สินคงที่มีมูลค่า 3,238,519 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 92.80 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจะเป็นมูลค่าของที่ดิน 3,005,537 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.13 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นทรัพย์สินในการ ด าเนินการมีมูลค่า 229,988 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.59 และเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนมีมูลค่า 21,211 บาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 0.61 สรุปเกษตรกรมีทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมดประมาณ 3,489,718 บาท ถ้าไม่คิดมูลค่าที่ดินจะมี ทรัพย์สินการเกษตรมีมูลค่า 251,199 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.20 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด ส าหรับมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรเฉลี่ยต่อครัวเรือนปลายปีส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินคงที่ใกล้เคียง กับต้นปีคือ มีมูลค่า 3,240,918 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 93.27 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจะเป็น มูลค่าของที่ดิน 3,007,762 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.56 ของมูลค่าทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็น ทรัพย์สินในการด าเนินการมีมูลค่า 213,727 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.15 และเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนมีมูลค่า 19,991 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.58 สรุปเกษตรกรมีทรัพย์สินการเกษตรทั้งหมดประมาณ 3,474,636 บาท ถ้าไม่ คิดมูลค่าที่ดินจะมีทรัพย์สินการเกษตรมีมูลค่า 233,718 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.73 ของมูลค่าทรัพย์สิน การเกษตรทั้งหมด (ตารางที่ 4.7) ตารางที่ 4.7 ทรัพย์สินการเกษตร ปีเพาะปลูก 2557/58 หน่วย : บาท/ครัวเรือน รายการ มูลค่าทรัพย์สินการเกษตร คงที่ ในการ ด าเนินงาน* หมุนเวียน รวม ที่ดิน โรงเรือน และอื่นๆ รวม ปัจจัย คงเหลือ ผลผลิต รวม ทั้งหมด ยกเว้น พืช สัตว์ ที่ดิน ต้นปี 3,005,537 232,982 3,238,519 229,988 438 12,193 8,580 21,211 3,489,718 251,199 ปลายปี 3,007,762 233,156 3,240,918 213,727 610 12,525 6,856 19,991 3,474,636 233,718 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : * เป็นทรัพย์สินในการด าเนินงานมีเครื่องจักร/อุปกรณ์การเกษตร เป็นต้น 2) หนี้สิน เป็นการกู้ยืมเงินของเกษตรกร และแหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2557/58 มี รายละเอียดดังนี้คือ มีเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้หรือไม่ได้กู้ยืมเงินคิดเป็นร้อยละ 26.32 ส่วนที่เป็นหนี้หรือกู้ยืมเงินอยู่ ณ 30 เมษายน 2558 คิดเป็นร้อยละ 73.68 โดยแหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นแหล่งกู้ยืมในระบบคิดเป็นร้อย ละ 72.93 เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)คิดเป็นร้อยละ 63.37 สหกรณ์การเกษตร คิดเป็นร้อยละ 42.18 และกองทุนหมู่บ้านคิดเป็นร้อยละ 29.59 ส าหรับหนี้นอกระบบคิดเป็นร้อยละ 5.51 โดย เป็นการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 3.13 ส่วนกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้อง/เพื่อนบ้านคิดเป็น ร้อยละ 2.38 (ตารางที่ 4.8) ตารางที่ 4.8 แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2557/58 รายการ ร้อยละ ๏ การกู้ยืมเงินของเกษตรกร 100.00 - ไม่กู้ 26.32 - กู้ 73.68
- 37 - ตารางที่ 4.8 (ต่อ) แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร ปีเพาะปลูก 2557/58 รายการ ร้อยละ ๏ แหล่งกู้ยืมเงินของเกษตรกร * • แหล่งกู้ยืมเงินในระบบ 72.93 - ธกส. 63.37 - ธนาคารอื่นๆ 1.02 - กลุ่มเกษตรกร 2.04 - กองทุนหมู่บ้าน 29.59 - สหกรณ์การเกษตร 42.18 - แหล่งออมทรัพย์ต่าง ๆ 3.06 • แหล่งกู้ยืมเงินนอกระบบ 5.51 - กู้ยืมจากญาติพี่น้อง/เพื่อนบ้าน 2.38 - แหล่งเงินกู้ยืมนอกระบบอื่นๆ 3.13 ที่มา : จากการส ารวจ หมายเหตุ : * คือ เกษตรกรหนึ่งรายสามารถตอบได้มากกว่า 1 ค าตอบ จ านวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เมษายน 2558 มีรายละเอียดดังนี้คือ จ านวนหนี้สินของเกษตรกรทั้งหมดเฉลี่ย 242,317 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นหนี้สินในระบบ จ านวน 237,324 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 97.94 ของหนี้สินทั้งหมด แบ่งเป็นเงินต้น และดอกเบี้ยค้างจ่าย จ านวน 221,384 และ 15,940 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 91.36 และ 6.58 ตามล าดับ ส่วนหนี้สินนอก ระบบจ านวน 4,993 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.06 ของหนี้สินทั้งหมด แบ่งเป็นเงินต้น และดอกเบี้ยค้าง จ่าย จ านวน 4,557 และ 436 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.88 และ 0.18 ตามล าดับ (ตารางที่ 4.9) ตารางที่ 4.9 จ านวนหนี้สินทั้งหมดในครัวเรือนเกษตร ณ 30 เมษายน 2558 รายการ จ านวน บาท/ครัวเรือน ร้อยละ 1. จ านวนหนี้สินในระบบ 237,324 97.94 1.1 เงินต้น 221,384 91.36 1.2 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 15,940 6.58 2. จ านวนหนี้สินนอกระบบ 4,993 2.06 2.1 เงินต้น 4,557 1.88 2.2 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 436 0.18 รวม 242,317 100.00 ที่มา : จากการส ารวจ วัตถุประสงค์การกู้ยืมเงิน ส าหรับวัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร เป็นการกู้ยืม นอกการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 37.35 ได้แก่ กู้เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เพื่อการศึกษาของ บุตร ซื้อรถยนต์ เป็นต้น ส่วนการกู้ยืมเพื่อใช้ในการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 62.65 ได้แก่ กู้เพื่อซื้อเครื่องมือการเกษตร ค่าปุ๋ยเคมี/ยาฆ่าแมลง ค่าพันธุ์พืช ค่าวัสดุอุปกรณ์การเกษตร เป็นต้น โดยแยกเป็นการกู้เพื่อใช้ในการเกษตรพื้นที่ใน โครงการคิดเป็นร้อยละ 42.85 และกู้ใช้ในการเกษตรพื้นที่นอกโครงการคิดเป็นร้อยละ 19.80 (ตารางที่ 4.10)
- 38 - ตารางที่ 4.10 วัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินของครัวเรือนเกษตร รายการ ร้อยละ ๏ วัตถุประสงค์การกู้ยืม 100.00 - นอกการเกษตร 37.35 - ในการเกษตร 62.65 พื้นที่ในโครงการ 42.85 พื้นที่นอกโครงการ 19.80 ที่มา : จากการส ารวจ 3) ทรัพย์สินในครัวเรือน ทรัพย์สินในครัวเรือนหรือทรัพย์สินนอกการเกษตร บ่งบอกถึงฐานะความ เป็นอยู่และความสะดวกสบายในการด ารงชีพของเกษตรกร มีรายละเอียดดังนี้คือ โดยเฉลี่ยเกษตรกรมีมูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตรต้นปีเท่ากับ 1,236,835 บาท/ครัวเรือน โดย เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับบ้านและที่ดินประมาณ 952,835 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 77.04 ของมูลค่าทรัพย์สินนอก การเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นรถจักรยานยนต์/รถยนต์ประมาณ 187,072 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.13 ส่วนมูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตรปลายปีเท่ากับ 1,243,568 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นทรัพย์สิน เกี่ยวกับบ้านและที่ดินประมาณ 975,655 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 78.46 ของมูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตรทั้งหมด รองลงมาเป็นรถจักรยานยนต์/รถยนต์ประมาณ 177,227 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 14.25 (ตารางที่ 4.11) ตารางที่ 4.11 มูลค่าทรัพย์สินนอกการเกษตร ปีเพาะปลูก 2557/58 หน่วย : บาท/ครัวเรือน รายการ ต้นปี ปลายปี บ้าน/ที่ดิน 952,835 975,655 ที่ดินนอกการเกษตร 19,195 19,195 โรงเก็บของ 1,111 1,104 รถจักรยานยนต์/รถยนต์ 187,072 177,227 รถบรรทุก 34,000 32,607 เครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน 15,146 13,083 เตาแก๊ส 1,349 1,140 จักรเย็บผ้า 378 333 เครื่องปั๊มน้ าในบ้าน 425 376 เฟอร์นิเจอร์/ตู้เสื้อผ้า 16,356 14,768 โทรศัพท์ 3,401 2,800 เครื่องมือเครื่องจักร 1,960 1,833 อื่นๆ 3,607 3,447 รวม 1,236,835 1,243,568 ที่มา : จากการส ารวจ 4.2.2 จ านวนสัตว์ที่เลี้ยง เกษตรกรมีการเลี้ยงสัตว์คงเหลือต้นปีและปลายปี มีรายละเอียดดังนี้คือ 1) ด้านปศุสัตว์ เมื่อต้นปีเกษตรกรเลี้ยงสัตว์คงเหลือ ได้แก่ ไก่พื้นเมือง/ไก่บ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน เป็ด ไข่ เป็ดเนื้อ สุกร กระบือ และโคเนื้อ จ านวน 7.32 0.04 1.38 0.03 0.04 0.70 0.04 และ 0.27 ตัว/
- 39 - ครัวเรือน ตามล าดับ ส่วนปลายปีมีสัตว์เลี้ยงคงเหลือจ านวน 8.03 0.16 1.17 0.03 0.04 0.40 0.06 และ 0.33 ตัว/ครัวเรือน ตามล าดับ (ตารางที่ 4.12) 2) ด้านสัตว์น้ า ในต้นปีคงเหลือกบและปลาน้ าจืดเฉลี่ย 0.21 และ 3.95 กิโลกรัม/ครัวเรือน ตามล าดับ และปลายปีคงเหลือเฉลี่ย 0.03 และ 7.42 กิโลกรัม/ครัวเรือน ตามล าดับ (ตารางที่ 4.12) ตารางที่ 4.12 จ านวนสัตว์เลี้ยงคงเหลือต้นปีและปลายปี รายการ ด้านปศุสัตว์ (ตัว/ครัวเรือน) ด้านสัตว์น้ า (กิโลกรัม/ครัวเรือน) ไก่พื้นเมือง/ ไก่บ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ สุกร กระบือ โคเนื้อ กบ ปลา น้ าจืด ต้นปี 7.32 0.04 1.38 0.03 0.04 0.70 0.04 0.27 0.21 3.95 ปลายปี 8.03 0.16 1.17 0.03 0.04 0.40 0.06 0.33 0.03 7.42 ที่มา : จากการส ารวจ 4.2.3 ผลผลิตต่อไร่ของพืชที่ส าคัญ อัตราผลผลิตด้านพืชที่มีการผลิตในพื้นที่ มีรายละเอียดดังนี้คือ พื้นที่ในโครงการ ผลผลิตด้านพืชเฉลี่ยต่อไร่ ได้แก่ข้าวเจ้านาปีจ านวน 743 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนาปี จ านวน 708 กิโลกรัม ข้าวเจ้านาปรังจ านวน 691 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 จ านวน 810 กิโลกรัม ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์รุ่น 2 จ านวน 843 กิโลกรัม ข้าวโพดรับประทานจ านวน 1,721 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 1 จ านวน 15,046 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 2-5 จ านวน 11,702 กิโลกรัม แตงกวาจ านวน 827 กิโลกรัม ถั่วฝักยาวจ านวน 824 กิโลกรัม พริกจ านวน 487 กิโลกรัม หอมแดงจ านวน 2,039 กิโลกรัม ไม้ผลรวมจ านวน 392 กิโลกรัม ซึ่ง เกษตรกรจะปลูกผสมกันหลาย ๆ ชนิด ได้แก่ มะม่วง ขนุน ลองกอง มะปราง กล้วยน้ าว้า และส้มโอ เป็นต้น ไม้ผลซึ่ง เกษตรกรจะขายกิ่งพันธุ์เฉลี่ยได้ 3,636 ต้น/ไร่ จากสถานการณ์ปีเพาะปลูก 2557/58 ตามมติ ครม. ที่ก าหนดให้ จ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกครัวเรือน ตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2557/2558 (ตารางที่ 4.13) พื้นที่นอกโครงการ ผลผลิตด้านพืชเฉลี่ยต่อไร่ ได้แก่ข้าวเจ้านาปีจ านวน 744 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนา ปีจ านวน 567 กิโลกรัม ข้าวเจ้านาปรังจ านวน 591 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 จ านวน 798 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 จ านวน 1,053 กิโลกรัม ข้าวโพดรับประทานจ านวน 1,798 กิโลกรัม มันส าปะหลังโรงงาน จ านวน 3,345 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 1 จ านวน 12,162 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 2-5 จ านวน 13,737 กิโลกรัม แตงกวาจ านวน 4,154 กิโลกรัม พริกจ านวน 407 กิโลกรัม หอมแดงจ านวน 2,054 กิโลกรัม ส่วนไม้ผลรวมจ านวน 172 กิโลกรัม (ตารางที่ 4.14) รวมทั้งโครงการ ผลผลิตด้านพืชเฉลี่ยต่อไร่ ได้แก่ ข้าวเจ้านาปีจ านวน 743 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนาปี จ านวน 666 กิโลกรัม ข้าวเจ้านาปรังจ านวน 679 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 จ านวน 805 กิโลกรัม ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์รุ่น 2 จ านวน 917 กิโลกรัม ข้าวโพดรับประทานจ านวน 1,760 กิโลกรัม มันส าปะหลังโรงงานจ านวน 3,345 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 1 จ านวน 14,088 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 2-5 จ านวน 12,187 กิโลกรัม แตงกวา จ านวน 848 กิโลกรัม ถั่วฝักยาวจ านวน 824 กิโลกรัม พริกจ านวน 476 กิโลกรัม หอมแดงจ านวน 2,046 กิโลกรัม ไม้ผลรวมจ านวน 251 กิโลกรัม (ตารางที่ 4.15) เมื่อพิจรณาแยกเป็นพื้นที่ในเขตสูบน้ าด้วยไฟฟ้า พบว่า ผลผลิตด้านพืชเฉลี่ยต่อไร่ ได้แก่ ข้าวเจ้านา ปีจ านวน 763 กิโลกรัม ข้าวเหนียวนาปีจ านวน 400 กิโลกรัม ข้าวเจ้านาปรังจ านวน 745 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยง สัตว์รุ่น 1 จ านวน 990 กิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 จ านวน 1,014 กิโลกรัม ข้าวโพดรับประทานจ านวน 2,473 กิโลกรัม อ้อยโรงงานปีที่ 2-5 จ านวน 15,330 กิโลกรัม แตงกวาจ านวน 1,789 กิโลกรัม ถั่วฝักยาวจ านวน 1,313