The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มแนวทางเพิ่มมูลค่าอินทรีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เล่มแนวทางเพิ่มมูลค่าอินทรีย์

เล่มแนวทางเพิ่มมูลค่าอินทรีย์

0 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 Regional Office of Agricultural Economics 2 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร Office of Agricultural Economics กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ Ministry of Agriculture and Cooperatives สิงหาคม 2566 August 2023 การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก


การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ก บทคัดย่อ การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์กรณีศึกษา “กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติโดยนำแนวความคิดห่วงโซ่คุณค่ามาวิเคราะห์มูลค่าเพิ่ม ที่เกิดขึ้นกับสินค้าแต่ละกิจกรรม ซึ่งใช้วิธีการสัมภาษณ์ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกร สมาชิกกลุ่มฯ จำนวน 15 ราย รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยทางอินเตอร์เน็ต และจัดประชุมหารือกลุ่มย่อย เพื่อระดมความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาจัดทำแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตรอินทรีย์ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนการผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่งรวมทั้งหมด 3,650.27 บาทต่อไร่ จำแนกเป็นต้นทุนผันแปร 2,799.62 บาทต่อไร่ และต้นทุนคงที่ 850.65 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 470 กิโลกรัม ให้ผลตอบแทน 5,564.80 บาทต่อไร่ และผลตอบแทนสุทธิ 1,914.53 บาทต่อไร่ หรือ 4.07 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับห่วงโซ่คุณค่าของเกษตรกร กิจกรรมหลัก เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เอง โดยใช้เครื่องคัด เมล็ดพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์และใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่มีสารปนเปื้อน การจัดการโรคแมลงโดยปลูกพืชไล่แมลง ใช้ปุ๋ยหมัก/สารชีวภัณฑ์บำรุงต้นข้าว ขนส่งปัจจัยการผลิตโดยรถยนต์กระบะและรับภาระค่าใช้จ่ายเอง การเก็บเกี่ยว ต้องทำความสะอาดรถเกี่ยวก่อน จากนั้นขนผลผลิตไปขายที่กลุ่มฯ โดยรถบรรทุก/รถยนต์กระบะ ซึ่งรับซื้อ ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 400 - 500 บาท/ตัน นอกจากนี้ ผลผลิตบางส่วนจะเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์และบริโภค ในครัวเรือน กิจกรรมสนับสนุน จัดหาปุ๋ยคอก/มูลสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้เครื่องจักรกลการเกษตรที่นำมาใช้ มีทั้งของตนเอง/กลุ่มฯ /ผู้รับจ้าง ได้รับการอบรมเทคโนโลยีสมัยใหม่จากหน่วยงานภาครัฐ ส่วนแรงงานที่ใช้ใน การผลิตมีทั้งแรงงานในครัวเรือนและรับจ้าง ด้านเงินทุนพบว่าเกษตรกรมีเงินทุนของตนเอง/กู้ยืมจากสถาบัน การเงิน ห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่มฯ กิจกรรมหลัก การแปรรูปข้าวอินทรีย์โดยใช้ผลผลิตที่เพาะปลูกฤดูนาปี จากสมาชิกกลุ่มฯ และเครือข่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยจะเก็บเกี่ยวเมื่อถึงระยะสุก แก่เหมาะสมและไม่มีสิ่งเจือปน แล้วขนมาขายให้กับกลุ่มฯ เพื่อเก็บสต๊อกไว้ผลิตข้าวสาร ข้าวกล้อง และเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกลุ่มฯ จะทยอยผลิตตลอดทั้งปีเพื่อให้มีสินค้าออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการผลิตโดยใช้ข้าวเปลือก จำนวน 1 ตัน/วัน เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้จะเก็บไว้ในโรงเรือนที่มีหลังคาปิดมิดชิด มีการตรวจสอบคุณภาพ และคัดแยกสิ่งเจือปนก่อนนำไปบรรจุถุงสุญญากาศ โดยข้าวสาร/ข้าวกล้องพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขนาด น้ำหนัก 1 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 35 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 45 บาท พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ขนาดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายปลีกกิโลกรัมละ 60 บาท หากบรรจุกล่องน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 80 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกบดชงดื่ม บรรจุซองสุญญากาศ น้ำหนัก 250 กรัม ขายปลีกราคา 100 บาท สำหรับเมล็ดพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 บรรจุถุงน้ำหนัก 25 กิโลกรัม ขายให้สมาชิกถุงละ 600 บาท โดยช่องทางการจำหน่ายสินค้า ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับลูกค้าผ่านหน้าร้าน มีเพียงบางส่วนจำหน่ายผ่านทางออนไลน์และขนส่งโดยบริษัทเอกชน มีการประชาสัมพันธ์โดยออกบูธตามงาน ต่าง ๆ ช่องทางออนไลน์ และรายการโทรทัศน์ ภายใต้ชื่อ “ข้าวเมืองตาก” การติดต่อลูกค้ามีทั้งทางโทรศัพท์ Facebook Line และเว็ปไซต์ตลาดเกษตรกร กิจกรรมสนับสนุน จัดหาวัตถุดิบตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์


ข จากสมาชิก/เครือข่าย ใช้แรงงานจากสมาชิกกลุ่มฯ ในการผลิตสินค้า การจัดซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์พิจารณา จากยี่ห้อและคุณภาพตามความต้องการใช้งาน อย่างไรก็ตาม พบว่ากลุ่มฯ ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แปรรูปผลิตภัณฑ์เนื่องจากขาดแคลนเงินลงทุน ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิตและบริหารจัดการ จะใช้ประมาณ 2,050,000 บาท/ปีจำแนกเป็นเงินทุนของกลุ่มฯ 50,000 บาท และกู้ยืม ธ.ก.ส. 2,000,000 บาท ด้านการบริหารจัดการมีคณะกรรมการบริหารและมีการจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกปีละ 1 ครั้ง แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีการจ่ายเนื่องจากการดำเนินกิจการยังไม่มีผลกำไร แนวทางการเพิ่มมูลค่าข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง ต้นทาง 1) สนับสนุนแหล่งน้ำและระบบการให้น้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ให้เพียงพอต่อการผลิตตลอดฤดู2) พัฒนาสมาชิกลุ่มฯ เป็น Smart Farmer และสร้าง เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์3) สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่รวมกลุ่มและนำเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น 4) สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์/ เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน/บริหารจัดการ 5) สร้าง เรื่องราว/อัตลักษณ์ให้กับสินค้าและยกระดับเป็นสินค้า GI กลางทาง 1) ส่งเสริมการใช้เครื่องมืออุปกรณ์และ เทคโนโลยีแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีความหลากหลาย 2) สนับสนุนการพัฒนาเข้าสู่การปฏิบัติ ที่ดีสำหรับโรงสีข้าว GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 3) นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ปลายทาง 1) สนับสนุนการพัฒนาให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเครื่องหมายรับรอง คุณภาพมาตรฐานสินค้า 2) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่งเป็นข้าวคุณภาพ มีคุณค่าทาง โภชนาการ และปลอดภัยจากสารเคมีให้เป็นที่รู้จักครอบคลุมผู้บริโภคทุกระดับ 3) การกำหนดราคาจำหน่าย ที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ 4) พัฒนาบุคลากรภาครัฐ และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องด้าน การตลาดให้เป็นมืออาชีพ เพื่อให้มีองค์ความรู้ในการหาตลาดใหม่ และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร อินทรีย์


ค คำนำ การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์กรณีศึกษา “กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ โดยนำแนวความคิดห่วงโซ่คุณค่ามาวิเคราะห์มูลค่าเพิ่ม ที่เกิดขึ้นกับสินค้า เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปพิจารณาจัดทำแผนงานโครงการส่งเสริม สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเป็นต้นแบบ ขยายผลให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและยกระดับการผลิต สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน คณะผู้ศึกษาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด และเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลอันเป็น ประโยชน์ต่อการศึกษาในครั้งนี้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้สนใจทั่วไป สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 สิงหาคม 2566


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก คำนำ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบัญภาพ จ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความสำคัญของการศึกษา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 1.3 ขอบเขตของการศึกษา 2 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 1.5 วิธีการศึกษา 2 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิด และทฤษฎี 4 2.1 การตรวจเอกสาร 4 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 8 บทที่ 3 ข้อมูลทั่วไป 19 3.1 ข้อมูลทั่วไป 19 3.2 องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม 25 3.3 หลักการบริหารจัดการกลุ่ม 27 3.4 ปัจจัยที่ส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง และรางวัลที่ได้รับ 27 3.5 ปัญหาอุปสรรค และข้อจำกัด 27 บทที่ 4 ผลการศึกษา 28 4.1 ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน 28 4.2 การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) 29 บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ 38 5.1 สรุปผลการศึกษา 38 5.2 ข้อเสนอแนะ 39 บรรณานุกรม 40 ภาคผนวก 42


จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 3.1 เพศของเกษตรกร 20 ตารางที่ 3.2 อายุของเกษตรกร 20 ตารางที่ 3.3 ระดับการศึกษาของเกษตรกร 21 ตารางที่ 3.4 ร้อยละผลผลิตข้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาด ปี 2565 ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง 23 ตารางที่ 4.1ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน ปี 2565ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง 28


ฉ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 3.1 การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 22 ภาพที่ 3.2 การเก็บเกี่ยววผลผลิตข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 25 ภาพที่ 3.3 วิถีตลาดข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 24 ภาพที่ 3.4 ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์และช่องทางการจำหน่าย 24 ภาพที่ 3.5 ใบรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 และรางวัลที่ได้รับ 27 ภาพที่ 4.1 ห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของเกษตรกร 31 ภาพที่ 4.2 โรงสี เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องเย็บถุงบรรจุ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ และตะแกรง 33 ภาพที่ 4.3 ข้าวสาร ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ บรรจุถุงสุญญากาศ/บรรจุกล่อง และเมล็ดพันธุ์ข้าว 34 ภาพที่ 4.4 ห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 36


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความสำคัญของการศึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมีการผลักดัน และขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อใช้ เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการ ผลิต เข้าสู่ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งการส่งเสริมการผลิต สินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การบริหารจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การเกษตร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันและความ มั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยยึดหลักการส่งเสริมการผลิตให้มี ประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดโซ่อุปทาน ด้านสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย พบว่า ในปี 2564 มีพื้นที่ 1,515,132 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีพื้นที่ 974,854 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.42 แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกของไทย ในปี 2564 ประกอบด้วย 2 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ข้าว และผลไม้ มีมูลค่าส่งออกรวม 1331.38 ล้านบาท ลดลงจากปี 2563 ที่มีมูลค่าส่งออก 1,730.53 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 23.07 โดยตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2565) ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความ นิยมอย่างแพร่หลาย ตามความต้องการของผู้บริโภคที่หันมา ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ อาหารที่สะอาดและปลอดภัย เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรเครือข่ายต่างๆ เกษตรกรมีการรวมกลุ่มผลิต สินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งหลายกลุ่มประสบความสำเร็จ สามารถนำมาศึกษาเพื่อเป็นแนวทางให้กับเกษตรกรหรือ ผู้ที่สนใจพัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรนำไปสู่ ความเป็นอยู่ และสุขภาพที่ดี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ของเกษตรกรที่ลงมือปฏิบัติจริงจนประสบความสำเร็จ จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นอีก กลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ มีความเข้มแข็งทั้งด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การผลิตและการตลาดโดยใช้ ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่พึ่งพาสารเคมีเพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ไปพัฒนาต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรที่สนใจ ปรับเปลี่ยนการผลิตแบบทั่วไปเป็นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ให้ประสบผลสำเร็จ และสามารถ สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนได้อย่างมั่นคง


2 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์กรณีศึกษากลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก 1.3 ขอบเขตของการศึกษา 1.3.1 พื้นที่ศึกษา ได้แก่ พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก 1.3.2 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก จำนวน 32 ราย 1.3.3 ระยะเวลาข้อมูล ปีการผลิต 2565 (เดือนมกราคม – ธันวาคม 2565) 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ เกษตรอินทรีย์ หมายถึง การผลิตพืชหรือสัตว์เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการค้า ที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้ จากธรรมชาติ เช่น ใช้พันธุ์พืชหรือสัตว์ที่มีการผสมพันธุ์หรือขยายพันธุ์ตามธรรมชาติใช้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัด ศัตรูพืชที่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูพืช เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยากำจัดวัชพืช รวมถึงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม 1.5 วิธีการศึกษา 1.5.1 การรวบรวมข้อมูล 1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ประกอบด้วย 1.1) รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากเกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว อินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยกำหนดขนาดตัวอย่างตามแนวคิดของ W. Lauence Neuman,1991 ด้วยเกณฑ์กำหนดจำนวนประชากร ต่ำกว่า 1,000 ราย ใช้จำนวนตัวอย่างร้อยละ 30 ซึ่งกลุ่มฯ มีสมาชิกเกษตรกรจำนวน 32 ราย ดังนั้นขนาด ตัวอย่างที่ต้องทำการสัมภาษณ์จำนวน 10 ราย (สุ่มสัมภาษณ์จริง จำนวน 15 ราย) 1.2) รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน เกษตรจังหวัดตาก สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก สถานีพัฒนาที่ดินตาก สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก 1.3) รวบรวมข้อมูลจากการประชุมกลุ่ม (Focus Group) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ 2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นการรวบรวมจากงานวิจัยของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ งานวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งข้อมูล จากหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ เอกสารที่เกี่ยวข้อง และ การค้นคว้าข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต


3 1.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล 1) การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมมาวิเคราะห์เพื่ออธิบายถึงสภาพการผลิตและการตลาดของสินค้า ที่ทำการศึกษา โดยการวิเคราะห์จะใช้เครื่องมืออย่างง่ายในการอธิบาย เช่น ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย 2) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลการสัมภาษณ์ เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม จากการถอดบทเรียนกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัด ตาก ตามกรอบแนวคิดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 เกษตรกรสามารถนำผลการศึกษาฯ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจปรับรูปแบบการผลิต เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เป็นการยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน 1.6.2 ผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้สนใจทั่วไปสามารถใช้เป็นข้อมูล สนับสนุนในการกำหนดนโยบาย มาตรการ แผนงาน/โครงการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิด และทฤษฎี 2.1 การตรวจเอกสาร 2.1.1 การตรวจเอกสารเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ กุสุมา แก้วศักดิ์ (2555) ได้ศึกษาการพัฒนาตลาดพืชผักของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านสันทราย หมู่ 6 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ในปี 2543 เกษตรกรในหมู่บ้านสันทราย ทำการเกษตรเพื่อยังชีพในครัวเรือน มิได้ทำการเกษตรเพื่อมุ่งหวังจะนำผลผลิตไปจำหน่าย ต่อมาเมื่อมีผลผลิต เหลือจากการบริโภค จึงมีการพัฒนาไปสู่ระบบตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นพืชผักตามฤดูกาล ผลผลิตในแปลง อินทรีย์บางชนิดก็เพียงพอกับความต้องการ บางชนิดก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ด้วยกระแส ความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผลผลิต เกษตรอินทรีย์ในพื้นที่บ้านสันทราย หมู่ที่ 6 เพียงพอต่อการนำไปจำหน่าย แต่ความรู้ในด้านการตลาดของกลุ่ม เกษตรอินทรีย์เป็นไปตามวิถีการตลาดแบบพื้นบ้าน ทางกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านสันทรายโดยมีเกษตรกร ต้นแบบ 7 ราย ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านการทำเกษตรอินทรีย์และมีประสบการณ์ด้านการตลาด ได้เป็น ผู้นำในการหาแนวทาง หรือความรู้การบริหารจัดการด้านตลาดให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านสันทรายให้มี ความรู้ในด้านกระบวนการผลิต สถานที่จำหน่าย การส่งเสริมการขายและการกำหนดราคา นำไปสู่จุดมุ่งหมาย การพัฒนาตลาดพืชผักอินทรีย์ แสงวรรณ์ ปาลี (2553) ได้ศึกษากระบวนการปรับเปลี่ยนระหว่างเกษตรเคมีและเกษตร อินทรีย์ของเกษตรกรตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเลือกเกษตรกรจำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ที่ประสบผลสำเร็จ กลุ่มที่สอง เกษตรกร ที่อยู่ระหว่างกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ และกลุ่มที่สาม เกษตรกรที่เปลี่ยน กลับรูปแบบเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรเคมี พบว่า กระบวนการปรับเปลี่ยนของกลุ่มที่หนึ่งเริ่มต้นจากการมองเห็น ผลเสียของเกษตรเคมี จึงปรับกระบวนคิดและศึกษาดูงานจนเกิดความมั่นใจแล้วตัดสินใจลองทำ มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มและเครือข่าย ส่วนกลุ่มที่สอง มีการปรับเปลี่ยนที่คล้ายคลึงกับกลุ่มที่หนึ่ง แต่ระบบและรูปแบบการผลิตยังไม่หลากหลายเนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยน และกลุ่มที่สาม มีการ ปรับกระบวนการคิด ตัดสินใจทดลองเบื้องต้น พบข้อจำกัดหลายประการ เช่น ปัจจัยด้านนิเวศของพื้นที่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการทำเกษตรเคมีเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ดินเสื่อม คุณภาพ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือนสูง และปัจจัยด้านการเรียนรู้ เกษตรกรไม่ได้เรียนรู้ การทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนกลับมาทำเกษตรเคมีอีกครั้ง


5 รุ่งเรือง ลาดบัวขาว (2548) ได้ศึกษาการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรเคมีเป็นเกษตร อินทรีย์ของเกษตรกรบ้านนาหืก ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ และกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรเคมี เป็นเกษตรอินทรีย์พบว่า การทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรมีรูปแบบการพึ่งตนเองโดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตลอดจนการประยุกต์ใช้สมุนไพรในการ ป้องกัน กำจัดศัตรูพืชที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิม พืชที่ใช้ปลูกเป็นพืชที่หาได้ในท้องถิ่นสามารถต้านทาน โรคได้ดี เช่น ข้าวเจ้าแดงมะลิ ถั่วเหลือง และพืชผักสวนครัวพื้นบ้าน กรรมวิธีการผลิตสอดคล้องกับวิถีการผลิต เดิมโดยการปลูกพืชหมุนเวียนและไม่มีการใช้สารเคมี จะเห็นได้ว่าเกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมโดยไม่ใช้สารเคมีและหัน มาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้นเนื่องจากกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภค โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การทำ เกษตรอินทรีย์ ยังมีข้อจำกัดหลายเรื่อง อาทิ สภาพพื้นที่ หนี้สินครัวเรือน การเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ ต่อเนื่อง และการตลาด ทำให้เกษตรกรบางส่วนยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ 2.1.2 การตรวจเอกสารเกี่ยวกับการถอดบทเรียน จักรพงษ์จอมประเสริฐ (2555) ได้ศึกษาการถอดบทเรียนการดำเนินกิจกรรม 5ส สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนนทบุรี พบว่า ใช้วิธีการถอดบทเรียน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นเตรียมการถอดบทเรียน ขั้นดำเนินการถอดบทเรียน และขั้นเขียนรายงานการถอดบทเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ 4W 1H 1T การระดมสมอง การสนทนากลุ่ม การบันทึกภาพและเสียง และแบบบันทึกการถอดบทเรียน ผลลัพธ์ที่ได้ สรุปได้ 4 บทเรียน ได้แก่ บทเรียนที่ 1 ขั้นเตรียมการ บทเรียนที่ 2 ขั้นเริ่มดำเนินการ บทเรียนที่ 3 ขั้น ดำเนินการและขยายผล บทเรียนที่ 4 ขั้นสร้างมาตรฐานและปรับปรุงแต่ละบทเรียนที่ได้ ประกอบด้วย ขั้นตอน วิธี ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และข้อควรระวังในการดำเนินกิจกรรม 5ส ซึ่งสามารถจะพัฒนานำไปสู่การปฏิบัติได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอันจะส่งผลให้ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนนทบุรี มีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สู่ความยั่งยืน นัญฑ์ฐฌา พิศเพียงจันทร์ (2554) ได้ศึกษาการถอดบทเรียนกระบวนการจัดการโครงการ ติดดาว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้วิธีการถอดบทเรียนตามแนวคิดของ คอลลิสัน และพาเซลล์ จำนวน 10 ขั้นตอนประกอบด้วย 1) การนัดประชุมโดยใช้การประชุมอย่างเป็นส่วนตัว 2) กำหนดกลุ่มผู้เกี่ยวข้องหลักในโครงการ 3) เลือกผู้อำนวยการกลุ่ม 4) ทบทวนวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ 5) ทบทวนแผนงานและกระบวนการที่ดำเนินการ 6) ค้นหาสิ่งที่ทำได้ดี เพราะปัจจัยใด 7) ทำอย่างไรจึงจะทำ ให้ดียิ่งขึ้น 8) ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง 9) สร้างความมั่นใจในความรู้ ทุกคนที่เข้าร่วมประชุม มีความรู้ ความเข้าใจที่ตรงกัน มั่นใจ ยอมรับบทเรียนที่เกิดขึ้น 10) บันทึกการประชุม โดยนำไปถอดบทเรียน


6 กระบวนการจัดการโครงการติดดาวสรุปบทเรียนได้ 7 บทเรียน ได้แก่ 1) การวางแผนและการดำเนินงาน 2) ประชุมชี้แจง และการเสนอผลงานเพื่อขอรับการประเมิน 3) กระบวนการเยี่ยมยืนยันและการตัดสินรางวัล 4) กระบวนการหลังการตัดสินรางวัล 5) การรับรางวัล และการประกาศเกียรติคุณในงานมหกรรมคุณภาพ 6) การสรุปผลและการจัดทำโครงการติดดาว และ 7) การจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัล ผลที่ได้เป็นการถ่ายทอดบทเรียนออกเป็นหนังสือนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ ต่อไปเป็นการทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ทำงานทุกฝ่ายพบว่าการนำแนวคิดและทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมาประยุกต์ใช้ ในการถอดบทเรียน บางครั้งไม่อาจปฏิบัติได้จริงทุกขั้นตอนทั้งหมดด้วยปัจจัยบางประการ กาญจนา ทองทั่ว (2550) ได้ศึกษาลีลาวิจัยไทบ้าน เป็นการถอดบทเรียนประสบการณ์ คนทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น พบว่า มีรูปแบบการถอดบทเรียนด้วยวิธีการเขียนบันทึกประสบการณ์โดยตรง ทั้งแนวคิด การปฏิบัติงานภาคสนาม การบริหารจัดการของผู้เขียนเป็นการถอดประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง ในบทบาทผู้วิจัย พี่เลี้ยงนักวิจัย และนักพัฒนาที่ได้คลุกคลีทำงานกับชาวบ้านมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เป็นการถอดบทเรียนโดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวคิดผู้ร่วมโครงการ เป็นการเสริมพลังปัญญา ชาวบ้าน ลักษณะการถอดบทเรียนเป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ ของการดำเนินงาน เนื้อหาเป็นการเขียนรายงาน ที่กะทัดรัด ได้ใจความสำคัญโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและแฝงไปด้วยแง่คิด จะเห็นได้ว่ากระบวนการถอดบทเรียนดังกล่าวพบว่า ส่วนมากจะมีลักษณะขั้นตอนที่เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน ซึ่งผู้ที่เลือกนำขั้นตอนไปใช้นั้นจะพิจารณาตามความเหมาะสมของกิจกรรมที่ต้องการถอด บทเรียน โดยต้องคำนึงถึงผลความสำเร็จที่จะได้รับจากการถอดบทเรียนเป็นสำคัญ 2.1.3 การตรวจเอกสารเกี่ยวกับห่วงโซ่คุณค่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทึ่ 7 (2564) ได้ศึกษาห่วงโซ่คุณค่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภายใต้ โครงการความร่วมมือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน โดยใช้แนวคิดโซ่คุณค่า เป็นหลักในการวิเคราะห์กิจกรรมหลัก 5 ด้าน และกิจกรรมสนับสนุน 4 ด้านโดยใช้วิธีสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูล เกษตรกรและผู้ประกอบการผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองการผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัด ลพบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง พบว่า เกษตรกรให้ความสำคัญในการผลิต ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต และการจำหน่ายผลผลิตซึ่งมีทั้งจำหน่าย เป็นข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิอินทรีย์ให้แก่โรงสีข้าวอินทรีย์ และจำหน่ายเป็นข้าวสารหอมมะลิอินทรีย์ให้ ผู้บริโภคโดยตรง สำหรับผู้ประกอบการโรงสีข้าวอินทรีย์ก็ให้ความสำคัญในการผลิตทุกขั้นตอน การรับ ซื้อ ข้าวเปลือกจะรับซื้อเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิอินทรีย์ที่ผลิตจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเท่านั้น เพื่อควบคุม มาตรฐานสินค้าของโรงสี


7 ศศิธร ยะถาคำ (2560) ได้ศึกษาห่วงโซ่คุณค่าหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ โดยใช้หลักการวิเคราะห์แนวคิดห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมหลัก 5 ด้าน และกิจกรรมสนับสนุน 4 ด้าน มีวิธีการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และสังเกตรูปแบบการดำเนินงานของเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง อินทรีย์ พบว่า เกษตรกรมีการซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะพันธุ์เอง ส่วนปุ๋ยหมักมีภาครัฐคอยสนับสนุนทั้งวัสดุอุปกรณ์ และเงินทุน ใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก เน้นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ และมีการประชุมกลุ่มเพื่อ แลกเปลี่ยนความรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยปัญหาที่พบคือ เกษตรกรไม่มีการคัดเมล็ดก่อนทำการเพาะปลูก ส่วนในขั้นตอนการผลิตยังพบการปนเปื้อนสารเคมี เกษตรกรไม่มีมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตร และไม่มีการ บันทึกข้อมูลบัญชีต้นทุน ทำให้ไม่ทราบต้นทุนการผลิตที่แท้จริง นอกจากนี้ พ่อค้าคนกลางยังเป็นผู้กำหนดราคา สินค้า เริงชัย ตันสุชาติ (2556) ได้ศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของปลานิลในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยใช้แนวคิดโซ่คุณค่าเป็นหลักในการวิเคราะห์กิจกรรมหลัก 5 ด้าน และกิจกรรมสนับสนุน 4 ด้าน วิธีการศึกษาเน้นการสัมภาษณ์เชิงลึก และจากการสังเกตจากการปฏิบัติจริง และข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ผลการศึกษาได้นำเสนอ แผนภาพการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าของปลานิลในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบว่า เกษตรกรยังขาดการ จัดการโซ่คุณค่าปลานิล ปัญหาด้านเงินทุนและปัจจัยการผลิต ปัญหาโรคระบาดและการขาดออกซิเจนในน้ำ อย่างรุนแรง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนจากการเลี้ยงปลานิล พรพรรณ ต่อสัมพันธ์ดี (2554) ได้ศึกษาโซ่คุณค่าอ้อย กรณีศึกษาอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้แนวคิดห่วงโซ่คุณค่าซึ่งทำการวิเคราะห์กิจกรรมหลัก 5 ด้าน และกิจกรรมสนับสนุน 4 ด้าน และแนวทางคิดต้นทุนผลตอบแทนเป็นหลักในการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงได้ จากการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในเขตอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ยังขาดการจัดการ โซ่คุณค่าในการปลูกอ้อยหลายด้าน อาทิขาดแคลนเงินทุนที่ใช้ในการปลูกอ้อย แรงงานปลูกอ้อยหายาก และไม่มีความรู้ในการปลูก เกษตรกรยังขาดองค์ความรู้เรื่องการปลูกอ้อย สภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถ ควบคุมได้ และปัจจัยการผลิต จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าเป็นการวิเคราะห์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตตลอด ห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตและผลิตภัณฑ์โดยการวิเคราะห์แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุน 2.1.4 การตรวจเอกสารเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ชญาน์นันท์ศิริกิจเสถียร วีรวรรณ แจ้งโม้และวิษณุเดช นันไชยแก้ว (2560) ได้ศึกษาการ วิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ของการปลูกข้าวแบบเกษตรเคมีแบบข้าวปลอดภัย และ แบบเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา: ตำบลหนองหลวง อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง


8 แบบเจาะจง 3 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 15 คน พบว่า ต้นทุนคงที่ที่เกษตรกรจะต้องจ่าย ได้แก่ ค่าภาษี ที่ดิน ค่าเช่าที่ดิน และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตร ส่วนต้นทุนผันแปร ได้แก่ ค่าจ้างแรงงาน และค่าวัสดุการเกษตร โดยเกษตรกรที่ทำการผลิตแบบอินทรีย์มีต้นทุนรวมทั้งหมด 2,175.94 บาทต่อไร่ ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวมากที่สุด รองลงมาคือ เกษตรกรที่ทำการผลิตข้าวแบบปลอดภัย และ แบบเคมีตามลำดับ สำหรับผลตอบแทนพบว่า ราคาขายข้าวเปลือกของแต่ละวิธีการผลิตมีราคาแตกต่างกัน โดยราคาขายข้าวเปลือกอินทรีย์มีราคาขายสูงที่สุด เท่ากับ 18 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิต ข้าวแบบเคมีและแบบปลอดภัย ส่วนราคาข้าวสารเกษตรกรขายได้ในราคา 35 – 50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ การผลิตข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ แบบเคมีและแบบปลอดภัย เกษตรกรได้รับกำไรสุทธิ 8,930.44 1,479.93 และ 1,388.72 บาทต่อไร่ ตามลำดับ จุฑาทิพย์ สองเมือง สุทธิ ชัยพฤกษ์ และสัญจิตา อรชุนเลิศไมตรี (2551) ได้ศึกษาโครงการ เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนจากการปลูกข้าวอินทรีย์และข้าวใช้สารเคมีของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีโดยเก็บรวบรวมด้วยวิธีการสัมภาษณ์เกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์ 15 ราย และเกษตรที่ผลิต ข้าวใช้สารเคมี 15 ราย พบว่า การผลิตข้าวอินทรีย์มีต้นทุนรวมทั้งหมด 3,718.10 บาทต่อไร่ มีรายได้จากการ ผลิต 8,350.20 บาทต่อไร่ และกำไรสุทธิ 4,631.90 บาทต่อไร่ เมื่อพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเหนือ ต้นทุนผันแปรเงินสด พบว่า เกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์มีรายได้สุทธิเหนือต้นทุนผันแปรเงินสด 5,993.10 บาท ต่อไร่ และการศึกษาจุดคุ้มทุนของเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์พบว่า มีระดับผลผลิตคุ้มทุนเฉลี่ยไร่ละ 146.99 กิโลกรัม และระดับราคาคุ้มทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4.88 บาท สำหรับเกษตรที่ผลิตข้าวใช้สารเคมีพบว่า มีต้นทุน รวมทั้งหมด 4,534.08 บาทต่อไร่ มีรายได้จากการผลิต 9,710.52 บาทต่อไร่ และกำไรสุทธิ 5,176.44 บาทต่อไร่ เมื่อพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเหนือต้นทุนผันแปรเงินสด การผลิตข้าวใช้สารเคมีจะมีรายได้สุทธิเหนือ ต้นทุนผันแปรเงินสด 6,180.02 บาทต่อไร่ และการศึกษาจุดคุ้มทุนของการผลิตข้าวใช้สารเคมี พบว่า มีระดับ ผลผลิตคุ้มทุนเฉลี่ยไร่ละ 133.56 กิโลกรัม และมีระดับราคาคุ้มทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5.09 บาท จากผลการศึกษา สรุปได้ว่า การผลิตข้าวอินทรีย์มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตข้าวใช้สารเคมีในขณะที่ ข้าวใช้สารเคมีให้ผลผลิตต่อไร่ และกำไรสุทธิสูงกว่าเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 2.2.1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ธำรงค์ พันธุตะ (2552) ได้กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนทาง สิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ โดยเน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติ ของพืชและนิเวศการเกษตร ลดการใช้ปัจจัยภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติ ในการ เพิ่มผลผลิตและพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืช และสัตว์เลี้ยง


9 ชนวน รัตนวราหะ (2550) ได้ให้แนวคิดเกษตรอินทรีย์ว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการเกษตร ที่ใช้พื้นฐานของหลักการทางนิเวศวิทยามาประยุกต์ใช้เพื่อการเกษตร ในบางโอกาสเรียกว่า การทำฟาร์มโดย ชีวภาพ (biological farming) หรือการทำฟาร์มทางนิเวศวิทยา (ecological farming) โดยมีเป้าหมาย เพื่อที่จะสร้างสมให้ได้ ระบบการเกษตรที่ยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม วิเชียร ฝอยพิกุล (2550) ได้กล่าวถึงแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ว่า การที่ประเทศไทยต้อง ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 จึงทำให้มีการหันมาสนใจเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระดำรัสแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมา โดยตลอด เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกมากนัก และตั้งแต่ ปี2543 รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไว้ ค่อนข้างสูง เช่น เดนมาร์กตั้งเป้าหมายผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคภายในประเทศให้ได้ถึงร้อยละ 40 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของประเทศ ขณะที่สวีเดนเป้าว่าการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์จะทำให้ได้ถึงร้อยละ 10 สวิสเซอร์แลนด์ตั้งเป้าการผลิตสินค้าอินทรีย์และสินค้าจากระบบการผลิตที่ใช้สารเคมีน้อยทั้งหมด ส่วน สหรัฐอเมริกากลุ่ม Living Farms เป็นกลุ่มธุรกิจที่จัดหาผลิตผลเกษตรอินทรีย์จากสมาชิกเกษตรกรสำหรับ ป้อนตลาดทั่วประเทศ ผลิตภัณฑ์อาหารตรา Living Farms จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและปลอดจาก สารพิษ เพราะ Living Farms ได้กำหนดมาตรฐานการผลิตโดยเน้นถึงการใช้สารอินทรีย์ในทุกขั้นตอนการผลิต และได้ให้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ คือ การเกษตรกรรมที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ลด ละ เลิกการใช้สาร อนินทรีย์ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลผลิตที่ออกมาเป็นผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษ ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ปลอดภัย กนกวรรณ มะโนรมย์ (2547) ได้กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) มุ่งเน้นการ ผลิตเพื่อรักษาระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การพึ่งตนเองของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกร รายย่อยรวมทั้งคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคด้านอาหารและสุขภาพ ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และความพยายามที่รักษา หรือเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ตลอดจนเป็นกลไกบรรเทา ปัญหาความยากจนของเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มในการลดต้นทุนการผลิตและให้ผล คุ้มค่าในระยะยาว 2.2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการถอดบทเรียน รัตนา ดวงแก้ว (2553) กล่าวว่า การถอดบทเรียน คือ การทบทวนหรือสรุปประสบการณ์ การทํางานที่ผ่านมาในแง่มุมต่าง ๆ สืบค้นความรู้จากการปฏิบัติงานโดยใช้วิธีการสกัดความรู้และประสบการณ์ ที่ฝังลึกจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้ร่วมปฏิบัติงาน เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอก พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน และความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการ ปฏิบัติงานทั้งที่สําเร็จหรือล้มเหลว เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง การปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และ สามารถเผยแพร่ผลการศึกษาเรียนรู้ได้ กนกภรณ์ ชูเชิด และสกรรจ์ พรหมศิริ (2548) กล่าวว่า ขั้นตอนการถอดบทเรียนมี4 ขั้นตอน ประกอบด้วย


10 1) การออกแบบแผนการถอดบทเรียน ประกอบด้วย 1) การกําหนดรูปแบบการถอดบทเรียน โดยมีให้เลือก คือ การถอดบทเรียนทั้งโครงการ และการถอดบทเรียนเฉพาะประเด็น ซึ่งแต่ละแบบก็มีแนวทาง และกระบวนการที่แตกต่างกัน ดังนั้นต้องกําหนดขอบเขตการถอดบทเรียนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยทั่วไปควร คํานึงถึงจุดประสงค์ของการถอดบทเรียน ความพร้อมของทีมงาน ความเชื่อมั่นในคุณค่าของกระบวนการ ถอดบทเรียน 2) การเลือกเทคนิคการถอดบทเรียน เช่น การถอดบทเรียนด้วยเทคนิคการทบทวนหลังการ ปฏิบัติงาน เทคนิคการประเมินประสิทธิผลการปฏิบัติงาน เทคนิคการทบทวนระหว่างการปฏิบัติงาน เป็นต้น และ 3) การกําหนดปฏิทินการถอดบทเรียน เป็นการกําหนดปฏิทินให้สอดคล้องกับแผนงานโครงการ เพื่อให้ผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าร่วมกระบวนการถอดบทเรียนตามวันเวลาที่กําหนดได้อย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งเป็น การช่วยให้การเตรียมข้อมูล เอกสารต่างๆ รวมทั้งบุคลากร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) การดําเนินการถอดบทเรียน เป็นหัวใจของการถอดบทเรียนเพราะแม้จะมีการวางแผนการ ถอดบทเรียนไว้เป็นอย่างดีแต่หากกระบวนการดําเนินการถอดบทเรียนไม่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ การเรียนรู้ระหว่างกันจะไม่เกิดประสิทธิภาพ การเลือกใช้เทคนิคในการถอดบทเรียนมีส่วนสําคัญ ต่อความสําเร็จของกระบวนการ 3) การสื่อสารผลการถอดบทเรียน เป็นการให้แนวทางจากการบันทึกบทเรียนเพื่อเผยแพร่ ให้กับคณะทํางานของโครงการ และการสังเคราะห์เป็นเอกสารชุดความรู้แก่สาธารณะ เอกสารการ ถอดบทเรียนมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ แบบบันทึกบทเรียน และชุดความรู้ 4) การติดตามการนําบทเรียนไปใช้ เป็นแนวทางในการวางแผนติดตามผลการนําบทเรียนไป ใช้ มี 2 ลักษณะ คือ การติดตามการใช้บทเรียนระหว่างการทํางาน และการติดตามการใช้บทเรียนหลังสิ้นสุด โครงการ กรมการพัฒนาชุมชน (2550) กล่าวว่า การถอดบทเรียนประกอบด้วย 2 ขั้นตอนย่อย คือ 1) การดําเนินการถอดบทเรียน มีขั้นตอนที่สําคัญ คือ 1) การสร้างบรรยากาศให้มีความผ่อน คลายเป็นกันเอง 2) การกําหนดกติกาการถอดบทเรียนอย่างมีส่วนร่วม 3) การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องเพื่อชี้แจง ให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ และวิธีดําเนินกิจกรรมเพื่อให้สามารถทบทวนความทรงจํา จากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา 4) การเข้าสู่ประเด็นสําคัญของการถอดบทเรียน ซึ่งเป็นการสกัดความรู้จาก ผู้ร่วมถอดบทเรียน 2) การบันทึกบทเรียน ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ การเตรียมตัวก่อนบันทึกบทเรียน ประกอบด้วย รายละเอียดของโครงการ/กิจกรรม รายละเอียดการถอดบทเรียน ขั้นตอนการถอดบทเรียน และ ประเด็นคําถาม และการบันทึกข้อมูลการถอดบทเรียน ประกอบด้วย ขั้นตอนและวิธีการจัด กิจกรรม ถอดบทเรียน การเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียน บรรยากาศระหว่างการถอด บทเรียน การสรุปผลและรายงานการถอดบทเรียน


11 2.2.3 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับห่วงโซ่คุณค่า ห่วงโซ่คุณค่า หมายถึง กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ปัจจัยการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการนำวัตถุดิบป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต กระบวนการจัดจำหน่าย กระบวนการจัดส่งสินค้าสู่ผู้บริโภค และกระบวนการบริการหลังการขาย การสร้างคุณค่าให้กับสินค้าหรือ บริการนั้น อาจจะเป็นการกระทำโดยบริษัทเดียวหรือหลายบริษัท ด้วยการแบ่งขอบเขตของกิจกรรมแล้วส่งต่อ คุณค่าในแต่ละช่วงต่อเนื่องกันไป หรือห่วงโซ่คุณค่า หมายถึง การสร้างคุณค่าหรือประโยชน์อื่น ๆ มาประกอบ กันให้เป็นประโยชน์สุดท้ายที่ลูกค้าต้องการโดยมีขั้นตอนของกระบวนการสร้างคุณค่าที่ต่อเนื่องกันเป็นทอด ๆ เหมือนห่วงโซ่ของกิจกรรมที่มีความเกี่ยวพันกันเพื่อสร้างประโยชน์สุดท้ายในผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อส่งต่อไป ให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์ การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า เป็นการวิเคราะห์เพื่อพิจารณาถึงความสามารถของกิจการ ในการแข่งขัน โดยการศึกษาถึงกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนว่า สามารถช่วยให้ ได้เปรียบด้านต้นทุนหรือความสามารถในการสร้างความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันได้หรือไม่ ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดจุดแข็งและจุดอ่อนของกิจกรรมได้เป็นอย่างดี Michael E. Porter (1985) ได้ให้แนวความคิดของห่วงโซ่คุณค่า ว่าเป็นคุณค่าหรือราคาสินค้า ที่ลูกค้าหรือผู้ซื้อยอมจ่ายให้กับสินค้าตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งคุณค่าของสินค้าเหล่านี้เป็นผลจากการโยงใยคุณค่าต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต หรือดำเนินงานของบริษัทเจ้าของสินค้า ซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างการ ดำเนินงาน โดยมีความสัมพันธ์กันคล้ายลูกโซ่แบบต่อเนื่อง การที่จะตรวจสอบว่า สินค้าและบริการมีคุณค่ามาก (จุดแข็ง) จากกิจกรรมใด และมีคุณค่าน้อย (จุดอ่อน) จากกิจกรรมใด Michael E. Porter ได้เสนอแบบจำลอง ห่วงโซ่คุณค่าโดยมุ่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมห่วงโซ่คุณค่าของแต่ละหน่วยธุรกิจ ตั้งแต่การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การแปรรูป ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบสินค้าและบริการให้กับลูกค้า โดยมุ่งสร้างความสามารถในการ แข่งขันทางธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนหรือกิจกรรม โดยแบ่งกิจกรรมภายใน องค์กรเป็น 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมหลัก (Primary Activities) และกิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) โดยกิจกรรมทุกประเภทมีส่วนช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า กิจกรรมหลัก 5 กิจกรรมเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการ การตลาด และการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค ประกอบด้วย 1) โลจิสติกส์ขาเข้า (Inbound Logistics) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการขนส่ง การจัดเก็บ การแจกจ่ายวัตถุดิบ การควบคุมระดับของวัตถุดิบ 2) การปฏิบัติการ (Operations) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหรือแปรรูปวัตถุดิบ ให้ออกมาเป็นสินค้า จะประกอบไปด้วย กระบวนการผลิต วัตถุดิบ เครื่องจักรและเครื่องมือ 3) โลจิสติกส์ขาออก (Outbound Logistics) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ รวบรวม จัดจำหน่าย การขนส่ง การสื่อสาร สินค้าและบริการไปยังลูกค้า 4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการชักจูงให้ลูกค้า ซื้อสินค้าและบริการ การโฆษณา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์


12 5) การบริการ (Services) กิจกรรมที่ครอบคลุมถึงการให้บริการเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า รวมถึงการบริการหลังการขาย การแนะนำการใช้ กิจกรรมสนับสนุน เป็นกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมหลักสามารถดำเนินไปได้ ประกอบด้วย 1) การจัดซื้อ/จัดหา (Procurement) กิจกรรมการจัดซื้อจัดหา เพื่อมาใช้ในกิจกรรมหลัก 2) การวิจัยและพัฒนา (Technology Development) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนา เทคโนโลยีในการเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการ หรือกระบวนการผลิต 3) การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่วิเคราะห์งาน สรรหาและคัดเลือก ประเมินผลพัฒนา ฝึกอบรม ระบบเงินเดือนค่าจ้าง และแรงงานสัมพันธ์ 4) โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (Firm Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ได้แก่ ระบบบัญชี ระบบการเงิน การบริหารจัดการขององค์กร กิจกรรมหลักทั้ง 5 กิจกรรม จะทำงานประสานกันได้ดี จนก่อให้เกิดคุณค่าได้นั้นจะต้องอาศัย กิจกรรมสนับสนุนทั้ง 4 กิจกรรม นอกจากกิจกรรมสนับสนุนจะทำหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมหลักแล้ว กิจกรรมสนับสนุนยังจะต้องทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอีกด้วย 2.2.4 แนวคิดต้นทุนการผลิต และผลตอบแทน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ศิริวัฒน์ ทรงธนศักดิ์, 2562) มีหลักเกณฑ์แนวคิดในการจัดทำ ข้อมูลต้นทุนการผลิต คือ เป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้นทุนการผลิตของผลผลิตของเกษตรกร และ เป็นต้นทุนเฉลี่ย ดังนี้ 1) ต้นทุนทั้งหมด หมายถึง ผลรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ ทั้งที่เป็น เงินสด และไม่เป็นเงินสด ต้นทุนผันแปร หมายถึง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สามารถเปลี่ยนขนาดการใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงขนาดของผลผลิตในขนาดการผลิตหนึ่ง ๆ กล่าวคือ ในขนาดการผลิตหนึ่ง ๆ ที่คงที่ ผลผลิต จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดการใช้ปัจจัย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัย ก็จะส่งผลให้ขนาดของ ผลผลิตที่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย ต้นทุนคงที่ หมายถึง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต แต่ละช่วงหรือรุ่นการผลิตหนึ่ง ๆ เป็นการผลิตระยะสั้น ปัจจัยที่ใช้ประกอบการผลิตบางส่วนจึงมีสภาพคงที่ ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงขนาดการผลิตได้ไม่ว่าจะมีการผลิตมากหรือผลิตน้อย หรือไม่มีการผลิตเลยก็ตาม ปัจจัยการผลิต ชนิดนี้จะยังคงมีอยู่ เช่น ค่าใช้ที่ดิน ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าเสื่อมโรงเรือน เป็นต้น ต้นทุนที่เป็นเงินสด หมายถึง ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นเงินสดในการน ำ ปัจจัยมาประกอบการผลิตในช่วงหรือรุ่นการผลิตนั้น ๆ ทั้งที่เป็นต้นทุนผันแปร เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาสารเคมี ค่าจ้างแรงงาน ค่าพันธุ์ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าซ่อมแซมเครื่องอุปกรณ์ และค่าเช่าที่ดิน เป็นต้น


13 ต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด หมายถึง ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงิน แต่ต้อง ประเมินให้เป็นตัวเงิน ในช่วงหรือรุ่นการผลิตนั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ประเมินจากการใช้ปัจจัย เช่น แรงงานในครัวเรือน ปุ๋ยคอกในฟาร์ม ค่าพันธุ์ที่เก็บไว้เอง ค่าใช้ที่ดินของตนเอง ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเสื่อม และค่าเสียโอกาสในการลงทุน เป็นต้น 2) กิจกรรมการผลิต หมายถึง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อให้ขบวนการผลิต ดำเนินไปครบถ้วน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิต แยกเป็น (1) การเตรียมดิน หมายถึง กิจกรรมการเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูกพืช กรณีพืชไร่นา จะมีกิจกรรม ไถดะ ไถแปร ไถปั่น คราด ทำเทือก ยกร่อง ส่วนกรณีไม้ผลไม้ยืนต้น นอกจากจะมี กิจกรรมไถกลับหน้าดิน ไถยกร่อง หรือขุดยกร่อง ยังมีการวางแนว ขุดหลุม กรณีโค่นรื้อสวนเก่าปลูกใหม่จะมีค่าไถ ขุดสับต้นตอเดิม ทั้งนี้ไม่รวมการไถบุกเบิกป่า (2) การปลูก หมายถึง กิจกรรมช่วงการปลูก โดยการนำเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ท่อนพันธุ์ หรือ ต้นกล้าพันธุ์ ปลูกลงไปในแปลงปลูกหรือหลุมที่เตรียมไว้แล้ว (3) การดูแลรักษา หมายถึง กิจกรรมที่ดำเนินการหลังการปลูก ถึงก่อนการเก็บเกี่ยว ได้แก่ ดายหญ้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ฉีดพ่นสารเพื่อคุมฆ่าหรือปราบศัตรูพืชวัชพืช ตัดแต่งกิ่ง/ใบ เป็นต้น (4) การเก็บเกี่ยว หมายรวมถึง การแปรรูปผลผลิตเบื้องต้นก่อนขาย เป็นกิจกรรมที่ ดำเนินการในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งอาจต้องแปรรูปเบื้องต้นจนได้รูปผลผลิตตาม มาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ กิจกรรมการเก็บเกี่ยว ขน รวบรวมไปยังลานหรือยุ้งฉาง การตาก ตัดแต่ง การนวด สี ฝัด มัด กำ ทำแผ่น เป็นต้น 3) อัตราค่าจ้างแรงงานคนทำงานทั่วไป หมายถึง อัตราค่าจ้างแรงงานคนทำงานต่อวัน สำหรับทำงานทั่วไปในท้องถิ่น (1 วัน คิดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง) ประกอบด้วย (1) ค่าจ้างเตรียมดิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างเตรียมดิน แต่ละ ขั้นตอนจนสามารถปลูกพืชได้ เช่น ไถดะ ไถแปร ไถปั่น คราด ทำเทือก ยกร่อง ชักร่อง กรณีไม้ผลไม้ยืนต้นจะมี กิจกรรม ไถกลับหน้าดิน ไถยกร่อง ขุดยกร่อง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเตรียมดินอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมการผลิตของแต่ละชนิดพืชและแต่ละพื้นที่ กรณีที่จ้างด้วยเครื่องจักรไม่ต้องคิดค่าเสื่อม ค่าซ่อม ค่าน้ำมันของเครื่องจักร เพราะ เป็นการจ้างเหมารวมไว้ในค่าจ้างแล้ว (2) ค่าจ้างปลูก หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างแรงงานในการปลูกรวม ค่าแรงงานตั้งแต่ขนวัสดุพันธุ์ที่จัดเก็บไว้ไปแปลงปลูก วางแนว ขุดหลุม ทำการปลูกลงแปลง ซึ่งอาจมีทั้งปลูก ด้วยแรงงานคน และเครื่องจักร (3) ค่าจ้างใส่ปุ๋ย หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเป็นค่าจ้างใส่ปุ๋ย หว่านปุ๋ย ทั้งนี้รวม ค่าจ้างแรงงานตั้งแต่ ขนย้ายปุ๋ยจากที่จัดเก็บไปไว้ที่แปลงปลูก หรือไปเตรียมไว้ในบริเวณปลูก (4) ค่าจ้างฉีดพ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยคน หมายถึง อัตราค่าจ้างเหมารวมทั้งคน และเครื่องพ่นยามือโยก


14 (5) ค่าจ้างฉีดพ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยเครื่องจักร หมายถึง อัตราค่าจ้างเหมา รวมทั้งเครื่องจักร เครื่องพ่นและแรงงานคนควบคุมลากสาย (6) ค่าจ้างเก็บเกี่ยว หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายเงินเป็นค่าจ้างในกิจกรรม เก็บเกี่ยว รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งแรงงานคน เครื่องจักร โดยการคิดค่าจ้างเป็นได้ 3 ลักษณะ คือ - คิดอัตราจ้างต่อหน่วยพื้นที่ เป็นบาทต่อไร่ - คิดอัตราจ้างต่อหน่วยผลผลิต เป็นบาทต่อกิโลกรัม - คิดอัตราค่าจ้างเป็นค่าจ้างรายวัน ทั้งนี้ได้นำเรื่องความสามารถของแรงงาน มาพิจารณาด้วย 4) ปัจจัยการผลิต (1) ปุ๋ย หมายถึง สิ่งที่เป็นอาหารบำรุงต้นพืช ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ (2) การกำจัดวัชพืช หมายถึง การดายหญ้า ถอนหญ้า และการทำรุ่นพรวนดิน - การดายหญ้า หมายถึง การตัดหญ้า ถอนต้นหญ้า หรือวัชพืช ไม่ให้รบกวน ต้นพืชที่ปลูก - การพรวนดิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทำรุ่น หมายถึง ฟันหน้าดินบริเวณ รอบโคนต้น เพื่อกำจัดวัชพืช และเพื่อให้ดินสามารถรับน้ำและปุ๋ยได้สะดวก (3) วัชพืช หมายถึง ต้นหญ้าหรือต้นพืชที่ไม่ได้ปลูกและไม่ต้องการให้ขึ้นในแปลงปลูก มาแย่งธาตุอาหารในดินทำให้พืชที่ปลูกไม่สมบูรณ์ (4) ศัตรูพืช หมายถึง สิ่งที่ทำลายต้นพืชหรือผลผลิต ได้แก่ เชื้อรา โรค แมลง หอย ไส้เดือน ฝอย หนู นก กระรอก ฯลฯ (5) สารปราบวัชพืช หมายถึง สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารฆ่าหญ้า หรือสารฆ่าต้นพืช ที่ไม่ได้ปลูกและไม่ต้องการให้ขึ้นในแปลงปลูก (6) สารปราบศัตรูพืช หมายถึง สารฆ่าแมลงหนอน เพลี้ย เชื้อรา และศัตรูพืชอื่น ๆ (7) พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช หมายถึง ฉีด พ่นสารกำจัดหญ้า แมลง ฆ่าวัชพืชศัตรูพืช ในแปลงปลูก แยกตามลักษณะการใช้แรงงานหรืออุปกรณ์ ดังนี้ - พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยคน หมายถึง คนเดียวสามารถฉีดพ่นสารได้ โดยการสะพายเครื่องฉีดพ่นสารแบบต่าง ๆ ได้แก่ เครื่องพ่นยามือโยก เครื่องยนต์เบา ฯลฯ - พ่นสารปราบวัชพืช/ศัตรูพืช โดยเครื่อง หมายถึง ใช้เครื่องยนต์มีคนบังคับ ควบคุมปั๊มฉีดพ่น เช่น รถแทรกเตอร์ฉีดพ่นสาร เครื่องปั๊มจากถัง 200 ลิตร 1,000 ลิตร หรือ 2,000 ลิตร ต้องลากสายยาง ซึ่งต้องใช้คนอย่างน้อยสองคน คือ คนจับหัวฉีดกับคนลากสาย - เครื่องพ่นยามือโยกแบบสะพายหลัง หมายถึง เครื่องฉีดพ่นใช้แรงงานคน เวลาที่ใช้คนที่ฉีดจะต้องโยกมือเครื่องพ่นด้วยเพื่อให้มีแรงอัดของลมพ่นยาให้เป็นฝอยละออง


15 (8) ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องสูบน้ำและฉีดพ่นสาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก การใช้น้ำมัน เฉพาะกับเครื่องสูบน้ำและฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช/วัชพืช ที่เกษตรกรมีใช้ในกิจกรรมการผลิต พืชนั้น ทั้งนี้หมายรวมถึงค่าไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำ ค่าไฟฟ้าที่ชาร์ตแบตเตอรี่ไฟฉายไปกรีดยาง 5) ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมอุปกรณ์ การเกษตรที่ชำรุดให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยให้กำหนดรอบการใช้งาน ได้แก่ โรงเรือน บ่อน้ำ สระน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในฟาร์มหรือไร่นา ซึ่งไม่รวมการซ่อมเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ได้มีการจ้าง แรงงานไปแล้ว การซ่อมครั้งหนึ่งจะต้องทราบว่าสามารถใช้งานได้อีกกี่ปี (อายุการซ่อม 1 รอบ) จึงจะหวน กลับมาซ่อมใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้คำนวณหาค่าซ่อมเฉลี่ยต่อปี ค่าซ่อมต่อปี = ค่าซ่อมในฤดูการผลิตนั้น หารด้วย ระยะเวลาใช้งานตามปกติ หลังจากการซ่อมบำรุงในครั้งนั้น คูณด้วย ร้อยละการใช้งานอุปกรณ์นั้น เฉลี่ยด้วย เนื้อที่ปลูกสินค้าหรือพืชนั้น 6) ค่าวัสดุการเกษตรและอื่นๆ หมายถึง ค่าวัสดุอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ใช้หมดภายใน 1 รอบปี หรือใช้หมดไปในฤดูเพาะปลูก/ปีการผลิต 7) ค่าเช่าที่ดิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมการผลิต สินค้าเกษตรชนิดนั้น ๆ ทั้งนี้ค่าเช่าที่ดินได้รวมถึงค่าภาษีที่ดินเรียบร้อยแล้ว (1) กรณีมีการเช่าที่ดินและมีการจ่ายค่าเช่าจริง (ทั้งที่เป็นเงินสดหรือผลผลิต) เรียกว่า ค่าเช่า (2) กรณีเป็นที่ดินของตนเองไม่ได้เช่า เรียกว่า ค่าใช้ที่ดิน ซึ่งไม่เป็นเงินสดโดยประเมิน เทียบเคียงจากอัตราค่าเช่าในพื้นที่ 8) ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในต้นทุนผันแปร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากคำนวณประเมินการ ลงทุนในมูลค่าปัจจัยผันแปรทั้งหมดในช่วงหรือรุ่นการผลิตหนึ่งๆ ซึ่งมูลค่าปัจจัยที่นำมาใช้ในการผลิตต้องเสีย โอกาสที่จะนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ เช่น ฝากธนาคาร หรือให้กู้ยืมจึงต้องมีการคิดค่าเสียโอกาสจากการใช้ ทรัพยากรนั้น OPC = TVC ( M 12) (i) โดยที่ OPC = ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนในต้นทุนผันแปร TVC = ต้นทุนผันแปรทั้งหมดต่อไร่ ทั้งที่เป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด M = ช่วงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต I = อัตราค่าเสียโอกาส ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส 9) ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการกระจายมูลค่าของทรัพย์สิน ที่ซื้อไว้ใช้งานในการผลิต หรือเป็นการปันส่วนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ ประโยชน์ของทรัพย์สินนั้น โดยจะคิดประเมินเป็นมูลค่าต่อไร่ ไม่เป็นเงินสด ซึ่งการประเมินค่าเสื่อม หรือ ค่าสึกหรอสามารถคำนวณได้หลายวิธี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคิดค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินแบบวิธี เส้นตรง ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่ง่ายที่สุด และนิยมใช้กันมากซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ใช้วิธีการนี้


16 D = (BV − SV) N ( M 12) (U) ( 1 A ) โดยที่ D = ค่าเสื่อมราคาต่อปีทรัพย์สิน BV = มูลค่าแรกซื้อหรือสร้างทรัพย์สิน SV = มูลค่าซากของทรัพย์สินเมื่อหมดอายุการใช้งาน M = ช่วงเวลาการผลิต (เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต N = อายุการใช้งานของทรัพย์สิน U = ร้อยละการใช้งานของทรัพย์สินในการผลิตพืชนี้ A = เนื้อที่เพาะปลูก ในกรณีที่ ได้จ้างแรงงานรวมเครื่องมืออุปกรณ์ และคิดเป็นค่าจ้างไปแล้วไม่นำเครื่องมือนั้น มาคิดค่าเสื่อมอีก เพราะไม่ได้เป็นทรัพย์สินอุปกรณ์ของเกษตรกรเอง 10) ค่าเสียโอกาสการลงทุนในทรัพย์สิน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ประเมินหรือคำนวณขึ้นจาก แนวคิดค่าเสียโอกาสในเงินลงทุน ที่นำไปจัดซื้อจัดหาทรัพย์สินต่างๆ เช่น เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรโรงเรือน สิ่งก่อสร้าง เพื่อมาใช้ในกิจกรรมการผลิตสินค้าเกษตรนั้น มาคิดค่าเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการนำ ทรัพยากรหรือเงินลงทุนนั้นไปใช้ในกิจกรรมการผลิตอื่น ซึ่งอัตราค่าเสียโอกาสที่ใช้ประเมินนั้นจะใช้ดอกเบี้ย เงินกู้ของธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร OPI = (BV + EV) 2 ( M 12) (i)(U) ( 1 A ) โดยที่ OPI = ค่าเสียโอกาสการลงทุนในทรัพย์สิน BV = มูลค่าแรกซื้อหรือสร้างทรัพย์สิน EV = มูลค่าซากของทรัพย์สินเมื่อหมดอายุการใช้งาน M = ช่วงเวลาการผลิต(เดือน) ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต i = อัตราค่าเสียโอกาสใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส U = ร้อยละการใช้งานของทรัพย์สินในการผลิตพืชนี้ A = เนื้อที่เพาะปลูก 11) ต้นทุนเฉลี่ยก่อนให้ผลผลิต หมายถึง การนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงอายุที่ยังไม่ให้ ผลผลิตของไม้ผลไม้ยืนต้น นำมาเฉลี่ยไว้ในต้นทุนการผลิตช่วงให้ผลผลิตที่เท่ากันทุกปีตลอดอายุขัยของพืชด้วย เป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ปีแรก ถึงปีก่อนให้ผลผลิต และนำไปปรับลดมูลค่า ด้วยวิธี Discount Factor (DF) แล้ว จึงนำไปกระจายเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีในทุกช่วงอายุที่ให้ผลผลิต ด้วยวิธี Cost Recovery Factor (CRF) ดังนี้


17 (1) หาค่า ตัวร่วมส่วนลด จากการคิดลด Discount Factor (DF) มาทอนค่าต้นทุนต่อไร่ ที่เกิดขึ้นรวมทุกปีก่อนให้ผลผลิต ให้ไปเท่ากับจำนวนปีที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว และใช้อัตราดอกเบี้ยที่กำหนด โดยค่า DF คำนวณได้จาก สูตร DF = 1 (1 + r) โดยที่ r คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธ.ก.ส t คือ จำนวนปีคิดลด หรือ เปิดเทียบได้จากตาราง ค่า DF สำเร็จรูปของ J. Price Gittinger (1984) (2) หาค่า ตัวกอบกู้ทุน เพื่อนำต้นทุนก่อนให้ผลผลิต กระจายไปทุกปีของการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ ปีเริ่มต้นเก็บเกี่ยวจนหมดอายุขัยทางเศรษฐกิจของพืชนั้น โดยเทียบกับค่า CRF (Cost Recovery Factor) ที่ได้ จากสูตร ดังนี้ F = r 1 − 1 (1 + ) โดยที่ r คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ธกส. k คือ จำนวนปีอายุขัยที่เก็บเกี่ยว หรือ เปิดเทียบได้จากตาราง ค่า CRF สำเร็จรูปของ J. Price Gittinger โดยใช้อัตรา ดอกเบี้ยที่กำหนด และอายุขัยจำนวนปีเก็บเกี่ยว 12) การคำนวณระดับตัวอย่าง (1) ต้นทุนต่อเนื้อที่ (บาทต่อไร่) ได้มาจากการรวบรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากทุก กิจกรรมการผลิต หรือค่าใช้จ่ายจากการผลิตทั้งหมดของแปลงตัวอย่าง (บาท) หารด้วย เนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด (ไร่) ของแปลงตัวอย่างนั้น (2) ต้นทุนต่อหน่วย (บาทต่อกิโลกรัม) ได้มาจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากทุกกิจกรรม การผลิต หรือค่าใช้จ่ายจากการผลิตทั้งหมดต่อเนื้อที่ 1 ไร่ (บาท) หารด้วย ผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากพื้นที่ 1 ไร่ (กิโลกรัม) (3) ต้นทุนการผลิตรวม TCi = TVCi + TFCi (1) โดยที่ TCi = ต้นทุนรวมของตัวอย่างที่ i (บาท) TVCi = ต้นทุนผันแปรของตัวอย่างที่ i (บาท)


18 TFCi = ต้นทุนคงที่ของตัวอย่างที่ i (บาท) i = ตัวอย่างที่ iโดย i = 1, 2, 3, … , n (4) ต้นทุนการผลิตต่อไร่ คือ ต้นทุนการผลิตรวมของตัวอย่างที่ i หรือค่าใช้จ่ายรวม ทั้งหมดของตัวอย่างที่ i (บาท) หารด้วย เนื้อที่เพาะปลูกของตัวอย่างที่ i (ไร่) TCR = TC (2) โดยที่ TCRi = ต้นทุนการผลิตต่อไร่ของตัวอย่างที่ i (บาท) TCi = ต้นทุนการผลิตรวมของตัวอย่างที่ i หรือค่าใช้จ่ายในการผลิตรวมของตัวอย่างที่ i (บาท) Ai = เนื้อที่ปลูกของตัวอย่างที่ i (ไร่) (5) ผลผลิตต่อไร่ คือ ผลผลิตทั้งหมดของตัวอย่างที่ i (กก.) หารด้วย เนื้อที่ปลูกของ ตัวอย่างที่ i (ไร่) Y = P A (3) โดยที่ Yi = ผลผลิตต่อไร่ของตัวอย่างที่ i (กก.) Pi = ผลผลิตทั้งหมดของตัวอย่างที่ i (กก.) (6) ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัม คือ ต้นทุนการผลิตต่อไร่ของตัวอย่างที่ i (บาท) หารด้วย ผลผลิตต่อไร่ของตัวอย่างที่ i (กก.) หรือ สมการ (2) หารด้วย สมการ (3) TCK = TCR (4) โดยที่ TCKi = ต้นทุนการผลิตรวมต่อกิโลกรัม ของตัวอย่างที่ i (บาท) หรือ คือ ต้นทุน การผลิตรวมของตัวอย่างที่ i หารด้วย ผลผลิตทั้งหมดของตัวอย่างที่ i TCK = TC (5)


บทที่ 3 ข้อมูลทั่วไป 3.1 ข้อมูลทั่วไป 3.1.1 สภาพทั่วไปของตำบลตลุกกลางทุ่ง ตำบลตลุกกลางทุ่ง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก มีหมู่บ้าน จำนวน 8 หมู่บ้าน จำนวนประชากร 4,509 คน และจำนวนครัวเรือน 1,484 ครัวเรือน ลักษณะภูมิประเทศทั่วไปมีสภาพพื้นที่ เป็นพื้นที่ค่อนข้างลาดเอียง มีลูกคลื่นลอนลาดถึงลาดชัน มีภูเขาสูงและต่ำกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ลักษณะดินเป็น ดินลูกรังและดินปนทราย เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชตามฤดูกาล ด้านการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ส่วนใหญ่ ใช้น้ำฝนเป็นหลัก และมีแหล่งน้ำเสริมในไร่นา อาทิ สระน้ำ และคลองธรรมชาติการประกอบอาชีพ ประชากร ในเขตพื้นที่ตำบลตลุกกลางทุ่ง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สวนลำไย เลี้ยงโคเนื้อ/สุกร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บางส่วนประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป และรับราชการ สำหรับอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตร อาทิ งานจักสานผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ และการรวมกลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำพริกแกงเผ็ด ส่งจำหน่ายตลาดทั้งภายในจังหวัด และต่างจังหวัด เพื่อเป็นการ สร้างรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือน 3.1.2 ประวัติความเป็นมาของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านชบา ตำบลตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ก่อตั้งโดยนายวุฒิภัทร ราชโยธิน ซึ่งได้เดินทางกลับจาก การทำงานที่ประเทศอิสราเอลเมื่อปี พ.ศ. 2549 หลังจากที่เดินทางไปทำงานการจัดการด้านการเกษตร ได้กลับมาพัฒนาภูมิลำเนา และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน เนื่องจากสภาพพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก และส่วนใหญ่พื้นที่เป็นสันดอน บริเวณโดยรอบเป็นป่าเขาหรือป่าแดง ทำนาโดยอาศัยน้ำฝนได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรจึงอาศัยวิกฤตินี้ในการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพปราศจากสารเคมีได้รวมตัวกันผลิต ข้าวปลอดภัย เน้นการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้บริโภคภายในพื้นที่ชุมชน จากนั้นจึงรวมกลุ่มการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยโดยได้จดทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก เมื่อปี 2559 และขอรับรองการผลิตตามมาตรฐานการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวเปลือก ( Good Agriculture Practice of Rice Production : GAP) จากนั้นเมื่อปี 2561 ได้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อรวมกลุ่ม บริหารจัดการด้านการผลิตและการจำหน่ายที่มีตลาดรับซื้อแน่นอน รวมทั้งสามารถลดต้นทุนการผลิตและมี ผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ กลุ่มฯ ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว อินทรีย์ สนับสนุนงบประมาณการพัฒนาและเชื่อมโยงตลาด รวมถึงการสร้างเครือข่าย การประชาสัมพันธ์ กรร รวมกลุ่มการซื้อผลผลิต การสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด ฯลฯ ส่งผลให้สามารถสร้างเครือข่ายกลุ่มใหม่ได้ อีก 10 กลุ่ม และมีการเจรจาธุรกิจกับสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก โดยการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลผลิต ล่วงหน้า (MOU) เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดระหว่างปี 2565 - 2568 ซึ่งเป็นผลผลิตของสมาชิกกลุ่ม


20 เครือข่าย กับบริษัท CP ALL บริษัทสิงห์ คอร์เปอร์เรชั่น Singha และกลุ่มธุรกิจ Modern Trade ทำให้สมาชิก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึกและกลุ่มเครือข่าย มีความมั่นใจทางตลาดในการผลิตข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ได้ยื่นขอการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ จากกรมการข้าว (ภายใต้การกำกับของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ: มกอช.) และ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ในปี 2563 ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก มีสมาชิกจำนวน 32 ราย พื้นที่เพาะปลูกรวม 405 ไร่ โดยมี นายวุฒิภัทร ราชโยธิน เป็นประธานกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเครือข่ายข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ตำบลตลุกลางทุ่งอีก 250 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกรวม 1,500 ไร่ ซึ่งทั้งหมดได้รับมาตรฐาน Organic Thailand แล้ว 3.1.3 ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกร จากการสัมภาษณ์เกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.13 เป็นเพศหญิง ที่เหลืออีกร้อยละ 21.87 เป็นเพศชาย มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 46.88 รองลงมาคือ อายุระหว่าง 51 - 60 ปี ร้อยละ 31.25 และอายุระหว่าง 41 - 50 ปี ร้อยละ 21.87 โดยมีระดับการศึกษาประถมศึกษาร้อยละ 65.63 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 21.87 ส่วนระดับ อนุปริญญาและมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 6.25 เท่ากัน (ตารางที่ 3.1 – 3.3) ตารางที่3.1 เพศของเกษตรกร เพศ กลุ่มจังหวัด จำนวนเกษตรกร (ราย) ร้อยละ ชาย 7 21.87 หญิง 25 78.13 รวม 32 100 ที่มา: จากการสำรวจ ตารางที่3.2 อายุของเกษตรกร อายุ กลุ่มจังหวัด จำนวนเกษตรกร (ราย) ร้อยละ อายุระหว่าง 41 - 50 ปี 7 21.87 อายุระหว่าง 51 - 60 ปี 10 31.25 อายุ 60 ปีขึ้นไป 15 46.88 รวม 32 100 ที่มา: จากการสำรวจ


21 ตารางที่3.3 ระดับการศึกษาของเกษตรกร ระดับการศึกษา กลุ่มจังหวัด จำนวนเกษตรกร (ราย) ร้อยละ ประถมศึกษา 21 65.63 มัธยมศึกษาตอนต้น 2 6.25 มัธยมศึกษาตอนปลาย 7 21.87 อนุปริญญา 2 6.25 รวม 32 100 ที่มา: จากการสำรวจ สำหรับพื้นที่ทำการเกษตร พบว่า เกษตรกรสามาชิกกลุ่มฯ มีพื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 13 - 15 ไร่ ต่อครัวเรือน โดยเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งลักษณะการถือครองที่ดินจำแนกเป็น ที่ดินของตนเอง ร้อยละ 70 และที่ดินที่ญาติพี่น้องให้ทำฟรี ร้อยละ 30 ด้านการใช้แรงงานทางการเกษตร เฉลี่ย 2 - 3 คนต่อครัวเรือน และมีการจ้างแรงงานชั่วคราวเฉพาะช่วงดำนา ส่วนประสบการณ์ในการทำการเกษตร เฉลี่ย 35 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์การปลูกข้าวอินทรีย์เฉลี่ย 8 ปี นอกจากนี้พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิก ของสถาบันเกษตรกร และมีการจัดทำบัญชีครัวเรือนอย่างต่อเนื่องเพียงร้อยละ 15.62 และจัดทำบัญชีครัวเรือน แต่ไม่ต่อเนื่อง ร้อยละ 84.38 3.1.4 สถานการณ์การผลิตและการตลาด 1) ด้านการผลิต ปี 2565จังหวัดตาก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี374,760ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 367,562ไร่ ผลผลิตรวม 151,190 ตัน และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 411 กิโลกรัม แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่อำเภอเมืองอำเภอท่าสองยาง อำเภอ แม่ระมาด และอำเภอแม่สอด สำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์จังหวัดตากที่ผ่านการรับรองจากกรมการข้าว มีเนื้อที่ เพาะปลูกจำนวน 2,454 ไร่ 3 งาน หรือร้อยละ 0.66 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่ตำบล ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งมีเนื้อที่เพาะปลูกจำนวน 1,500 ไร่ หรือร้อยละ 61.11 ของเนื้อที่ เพาะปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด พันธุ์ที่นิยมปลูก คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 พิษณุโลก 80 และไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และเพาะปลูกระหว่างดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ของทุกปีปลูกด้วยวิธี ปักดำ/หว่านน้ำตม ใช้ระดับน้ำควบคุมวัชพืช หรือการกำจัดด้วยมือ และการตัดถอนพันธุ์พืชอื่นปะปนในทุกระยะ ของต้นข้าว รวมทั้งปลูกพืชขับไล่แมลงบนคันนา อาทิ ดาวเรือง ตะไคร้หอม ร่วมกับการใช้น้ำส้มควันไม้และ ใช้สารสกัดจากสมุนไพร อาทิ สะเดา ข่า ตะไคร้หอม สาบเสือ การใช้กาวดักแมลง และการเลี้ยงแมงหางหนีบ ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อรักษาสมดุล ดังนั้น การผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มฯ จึงนับได้ว่าเป็นการผลิตที่มีคุณภาพ โดยมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลาย และแม้ว่าพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก แต่ยังส่งผลดีต่อ ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สามารถช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคแมลงศัตรูข้าวได้เป็นอย่างดี


22 ภาพที่ 3.1 การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง


23 ปี 2565 ผลผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มฯ มีจำนวน 705 ตัน ซึ่งเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิต ออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน ร้อยละ 98 หรือประมาณ 690.90 ตัน รองลงมาคือ เดือนตุลาคม ร้อยละ 1.20 และเดือนธันวาคม ร้อยละ 0.80 ผลผลิตประมาณ 8.46 ตัน และ 5.64 ตัน ตามลำดับ (ตารางที่ 3.4) ตารางที่ 3.4 ร้อยละผลผลิตข้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาด ปี 2565 ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง รายการ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รวม ร้อยละ - - - - - - - - - 1.20 98 0.80 100 ผลผลิต (ตัน) - - - - - - - - - 8.46 690.90 5.64 705 ที่มา: จากการสำรวจ ภาพที่ 3.2 การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 2) ด้านการตลาด วิถีตลาดข้าวอินทรีย์ ปี 2565 ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมืองจังหวัด ตาก เริ่มตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์จะนำผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 80 จำหน่ายให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ฯ ที่เหลืออีกร้อยละ 20 เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ทำเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลต่อไป และทยอยจำหน่าย ระหว่างปีสำหรับผลผลิตที่กลุ่มฯ รับซื้อจากเกษตรกรสมาชิกและเครือข่าย จะนำไปตากลดความชื้นให้เหลือ ประมาณ 14 – 15% ก่อนนำไปบรรจุกระสอบจัดเก็บไว้ในโกดัง โดยผลผลิตร้อยละ 72 นำไปสีแปรสภาพ เป็นข้าวสาร/ข้าวกล้องบรรจุถุง น้ำหนัก 1 กิโลกรัม/ถุง ภายใต้ตราสินค้าชื่อ “ข้าวเมืองตาก” แล้วส่งจำหน่าย ให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านทางหน้าร้านในอำเภอเมืองตาก และตลาดออนไลน์อาทิFacebook : ข้าวเมืองตาก by วิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก เว็ปไซต์ตลาดเกษตรกร นอกจากนี้ ยังผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไว้จำหน่าย ให้แก่สมาชิก อีกร้อยละ 8 จำหน่ายในรูปข้าวเปลือกให้กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก เพื่อนำไป ประกอบอาหารจัดเลี้ยงนักศึกษาในสถาบัน (ภาพที่ 3.3)


24 80 % 72 % 20 % 8 % ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์จะเก็บผลผลิตไว้เป็นเมล็ดพันธุ์เนื่องจากแหล่งที่มา ของเมล็ดพันธุ์ การเตรียมและคัดเเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถือเป็นส่วนสำคัญของการผลิตข้าวอินทรีย์ที่จะสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ภาพที่3.3 วิถีตลาดข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง ที่มา: จากการสำรวจ ภาพที่3.4 ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์และช่องทางการจำหน่าย ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง จำหน่ายให้กับกลุ่ม แปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ฯ ผลผลิต ข้าวอินทรีย์ 100 % ผู้บริโภค (หน้าร้าน ออนไลน์ เว็ปไซต์ หน่วยงาน ราชการ) จำหน่ายข้าวเปลือก ให้กับวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีตาก ผู้บริโภค (นักศึกษา) บริโภคในครัวเรือน/ เก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์/ จำหน่าย ท กลุ่มฯ นำไป สีแปรสภาพ ข้าวสาร/ข้าวกล้อง และผลิตเมล็ดพันธุ์ ข้าว


25 3.1.7 การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน 1) การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตอาทิ เทคโนโลยีการจัดการดิน (ผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การตรวจวิเคราะห์ดิน) เทคโนโลยีอารักขาพืช (ผลิตสารชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว การปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพื่อขับไล่แมลง) เทคโนโลยีการจัดการน้ำ (การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า) การผลิตเมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีหลังการเก็บ เกี่ยว 2) การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอื่นๆ อาทิ การจัดทำบัญชีครัวเรือน/บัญชีต้นทุนอาชีพ การรวมกลุ่ม และบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง การอบรมอาชีพเสริมอื่นๆ (ลูกประคบ กระเป๋า เครื่องจักสาน) 3) การส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิตข้าวตามคุณภาพมาตรฐาน และการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ สำหรับการเพาะปลูก 4) สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนา คุณภาพมาตรฐาน มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความหลากหลายมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ตลอดจนการ จัดการด้านการตลาดในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ 5) การอบรมพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer 6) การส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เครื่องมืออุปกรณ์ และเครื่องจักรกล การเกษตร อาทิ การสนับสนุนรถไถ รถเกี่ยวข้าว และรถบรรทุกรถเกี่ยว จากบริษัท สยามคูโบต้า จำกัด 7) การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่า อาทิ การนำแกลบไปทำ ปุ๋ยหมัก/ปรับปรุงบำรุงดิน และฟางข้าวใช้เลี้ยงโคเนื้อ 8) ส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการ เชิงรุก (Agri Map) 9) การสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร จากโครงการยกระดับ แปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และการอบรมพัฒนาตลาดแบบออนไลน์ 3.2 องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม 3.2.1 ด้านการผลิต 1) การปรับเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดี ตาม มาตรฐานของกรมการข้าว และมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ 2) การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกโดยเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์และใช้น้ำหรือน้ำเกลือในการคัด แยกเมล็ดก่อนทำการเพาะปลูก 3) การควบคุมวัชพืชและพันธุ์อื่นๆ ปะปนโดยใช้ระดับน้ำควบคุมวัชพืช หรือการกำจัดด้วยมือ และการตัดถอนพันธุ์พืชอื่นปนในทุกระยะของข้าว


26 4) การป้องกันกำจัดโรคแมลงและศัตรูข้าว การปลูกพืชขับไล่แมลงบนคันนา อาทิ การปลูก ดาวเรือง ตะไคร้หอม ร่วมกับการใช้น้ำส้มควันไม้และใช้สารสกัดจากสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม สาบเสือ การใช้กาวดักแมลง เป็นต้น การเลี้ยงแมงหางหนีบปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อคืนความสมดุลให้กับ สิ่งแวดล้อม 5) การผลิตสารชีวภัณฑ์สำหรับบำรุงและป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชอาทิ เชื้อราบิวเวอร์เรีย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า และเชื้อราเมตาไรเซี่ยม 6) การทำนาแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว คือการควบคุมระดับน้ำในแปลงนา โดยจะสามารถ ทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองหลังจากการเพาะปลูก เว้นช่วงข้าวตั้งท้อง ซึ่งปล่อยให้แห้งก่อนเก็บเกี่ยว 15 - 20 วัน มีวิธีการดังนี้ (1) การเพาะต้นกล้า โดยปล่อยน้ำขังในแปลงเท่ากับขอบภาชนะ เมื่อต้นกล้าอายุได้3 วัน จะงอกออกมาประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร และเมื่ออายุครบ 10 วัน ให้ปล่อยน้ำออกจากแปลงให้เหลือครึ่งขอบ ภาชนะ จากนั้นรอจนน้ำแห้งจึงนำต้นกล้าไปปักดำ (2) ฝังท่อไว้ในแปลงนา โดยใช้ท่อน้ำ PVC ขนาด 4 นิ้ว เจาะรูโดยรอบ เพื่อใช้ในการสังเกต ระดับน้ำในดิน (3) การรักษาระดับน้ำในแปลงนา ปกติจะต้องมีน้ำท่วมขังประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร หรือให้มีน้ำราดผ่านลำต้นประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร (4) หลังจากปักดำต้นกล้า 15 วัน และ 25 วัน ให้ปล่อยน้ำออกจากแปลงนา โดยให้ระดับ น้ำต่ำกว่าผิวดินประมาณ 1.5 เซนติเมตร โดยสังเกตจากรูของท่อ PVC ที่ฝังอยู่ในนา (5) ก่อนจะทำการเก็บเกี่ยว 15 – 20 วัน ให้ระบายน้ำออกจากแปลงนา เพื่อให้ดินแห้ง และรถเกี่ยวสามารถลงเก็บเกี่ยวได้ 3.2.2 ด้านการแปรรูป และการตลาด 1) การแปรรูปโดยกลุ่มฯ จะรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเครือข่ายในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวสาร/ข้าวกล้อง บรรจุถุง 1 กิโลกรัม เพื่อจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ข้าวเมืองตาก” นอกจากนี้ ยังทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไว้จำหน่ายให้กับสมาชิก 2) การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์อาทิ บริเวณาหน้าร้าน ในพื้นที่อำเภอเมืองตาก งานจำหน่ายสินค้าเกษตรในจังหวัด/ต่างจังหวัด ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ และ Facebook ข้าวเมืองตาก by วิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก 3.2.3 ด้านอื่นๆ 1) การใช้ทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า (Zero waste) อาทิ การนำแกลบไปทำปุ๋ยหมัก รำข้าวที่ได้จากการสีข้าวเป็นอาหารเลี้ยงสุกร และการนำขี้หมูไปทำแก๊ส สำหรับใช้ในครัวเรือน


27 3.3 หลักการบริหารจัดการกลุ่ม มีการบริหารจัดการภายใต้คณะกรรมการฯ จำนวน 15 ราย โดยมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ อย่างชัดเจน สมาชิกภายในกลุ่มให้ความร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี มีความสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่งผลให้กลุ่มสามารถยกระดับการพัฒนาได้อย่างเข้มแข็ง และต่อยอดสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรด้านสินค้า ข้าว เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนได้อย่างมั่นคง ซึ่งในอนาคตกลุ่มฯ มีแผนขยายธุรกิจให้สามารถรองรับผลผลิตข้าว อินทรีย์ของกลุ่มเครือข่ายอย่างทั่วถึง โดยเชื่อมโยงตลาดรับซื้อล่วงหน้าในลักษณะ MOU กับสถาบันเกษตรกร 3.4 ปัจจัยที่ส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง และรางวัลที่ได้รับ 3.4.1 การเรียนรู้จากประสบการณ์และพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต แปรรูป และการตลาด ทำให้กลุ่มฯ มีความเข้มแข็ง และสามารถยกระดับการพัฒนา ได้อย่างมั่นคง 3.4.2 การเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง อาทิ สภาพอากาศร้อนจัด และประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเลื่อนระยะเวลาเพาะปลูกให้เหมาะสม และมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการผลิต 3.4.3 ได้รับรางวัลชนะเลิศศูนย์จัดการพืชชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด เมื่อปี2562 และปี2563 3.4.4 ได้รับรางวัลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ปี 2563 3.4.5 ได้รับรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ระดับประเทศ ปี 2563 ภาพที่ 3.5 ใบรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 และรางวัลที่ได้รับ ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 3.5 ปัญหาอุปสรรค และข้อจำกัด 3.5.1 การผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มฯ ใช้น้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ อาทิ สระน้ำ บ่อบาดาล ในการผลิตเป็นหลัก ซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดฤดู 3.5.2 พื้นที่เพาะปลูกมักจะประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ข้าวเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ และได้รับผลผลิต ค่อนข้างต่ำ


บทที่ 4 ผลการศึกษา 4.1 ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทน การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์กรณีศึกษา “กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนกลุ่มที่มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง และส่งเสริมพัฒนาต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการ แปรรูปสินค้าเกษตรได้มีรายละเอียดดังนี้ 4.1.1 ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนข้าวอินทรีย์กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนข้าวอินทรีย์ ปี 2565 มีต้นทุนรวมทั้งหมด 3,650.27 บาทต่อไร่ จำแนกเป็นต้นทุนผันแปร 2,799.62 บาทต่อไร่ และต้นทุนคงที่ 850.65 บาทต่อไร่ จากการพิจารณา พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นต้นทุนผันแปรไม่เป็นเงินสด 1,401.71 บาทต่อไร่ ได้แก่ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยคอก และ ต้นทุนผันแปรเงินสด 1,397.91 บาทต่อไร่ ได้แก่ค่าเตรียมดิน และค่าเก็บเกี่ยว สำหรับผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่ากับ 470 กิโลกรัม และราคาที่เกษตรกรขายได้ 11.84 บาทต่อ กิโลกรัม เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการผลิตเท่ากับ 5,564.80 บาทต่อไร่ และผลตอบแทนสุทธิเท่ากับ 1,914.53 บาทต่อไร่ หรือ 4.07 บาทต่อกิโลกรัม จะเห็นได้ว่า เกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ และจำหน่ายได้ในราคา สูงกว่าราคาข้าวทั่วไป ประกอบกับการเข้าร่วมโครงการระบบส่งสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทำให้เกษตรกรได้รับการอบรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการ ผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ อาทิ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก/สารชีวภัณฑ์สำหรับ ป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช และการปลูกพืชไล่แมลง รวมทั้งมีการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราน้อยกว่า และ สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการผลิตจึงไม่มีโรคแมลงรบกวน (ตารางที่ 4.1) ตารางที่4.1 ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนข้าวอินทรีย์ ปี 2565 ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก หน่วย : บาท รายการ ต้นทุนเงินสด ต้นทุนไม่เป็นเงินสด รวม 1. ต้นทุนผันแปร 1,397.91 1,401.71 2,799.62 1.1 ค่าแรงงาน 1,357.62 704.46 - 1.2 ค่าวัสดุ 40.29 663.84 - 1.3 ค่าเสียโอกาสเงินลงทุน - 33.41 -


29 ตารางที่4.1 ต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนข้าวอินทรีย์ ปี 2565 ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก (ต่อ) หน่วย : บาท รายการ ต้นทุนเงินสด ต้นทุนไม่เป็นเงินสด รวม 2. ต้นทุนคงที่ - 850.65 850.65 2.1 ค่าใช้ที่ดิน - 850.00 - 2.2 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ทางการเกษตร - 0.47 - 2.3 ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนอุปกรณ์ - 0.18 - 3. ต้นทุนรวมต่อไร่ 1,397.91 2,252.36 3,650.27 4. ต้นทุนรวมต่อกิโลกรัม 7.77 5. ผลผลิตต่อไร่ (กิโลกรัม) 470 6. ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กิโลกรัม) 11.84 7. ผลตอบแทนต่อไร่ 5,564.80 8. ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 1,917.53 9. ผลตอบแทนสุทธิต่อกิโลกรัม 4.07 ที่มา: จากการสำรวจ 4.2 การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) 4.2.1 ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของเกษตรกร กิจกรรมหลัก (Pramary Activities) 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) โลจิสติกส์ขาเข้า (Inbound Logistics) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุดิบ ได้แก่ แหล่งที่มาของปัจจัยการผลิต และการขนส่งของเกษตรกร 1.1) แหล่งที่มาของปัจจัยการผลิต เกษตรกรจะจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับการผลิตในฤดูกาล ถัดไป โดยจัดเก็บไว้บริเวณบ้าน เช่น เก็บไว้ข้างบ้าน ใต้ถุนบ้าน หรือหาซื้อจากเพื่อนบ้านที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพมาตรฐาน และมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ จากนั้นใช้เครื่องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีความ สมบูรณ์ ส่วนปุ๋ยหมักและสารชีวภัณฑ์เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อเก็บไว้ใช้เอง การใช้ปุ๋ยหมักเพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมต่อการ เพาะปลูก และใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเป็นการบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโตได้ดีนอกจากนี้ การผลิตข้าวอินทรีย์ ของเกษตรกรไม่มีโรคแมลงรบกวน เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมทำให้ตัดวงจรการแพร่ระบาดของ โรคได้ 1.2) การขนส่ง เกษตรกรรับภาระค่าใช้จ่ายเองโดยใช้รถกระบะ 4 ล้อ ซึ่งเป็นยานพาหนะ ส่วนบุคคล ขนย้ายซื้อปัจจัยการผลิตจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ในพื้นที่ใกล้เคียง


30 2) การปฏิบัติการ (Operations) เป็นขั้นตอนการผลิตข้าวอินทรีย์ครอบคลุมการปฏิบัติในทุก ขั้นตอนการผลิตที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และเหมาะสมต่อการบริโภค ได้แก่ 2.1) แหล่งน้ำ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาจากแหล่งที่ไม่มีสภาพแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิด การปนเปื้อน 2.2) พื้นที่ปลูก ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีวัตถุอัตรายที่เกิดการตกค้างในระดับที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 2.3) การจัดการโรคแมลงศัตรูข้าว เกษตรกรมีการปลูกพืชขับไล่แมลงบนคันนา อาทิ ตะไคร้หอม ดาวเรือง ร่วมกับการใช้น้ำส้มควันไม้ สารสกัดจากสะเดา และสาบเสือ หรือใช้กาวดักแมลง 2.4) การเก็บเกี่ยว เกษตรกรมีการใช้รถเกี่ยวข้าวที่ต้องผ่านการทำความสะอาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาข้าววัชพืชที่ติดมากับรถเกี่ยว 3) โลจิสติกส์ขาออก (Outbound Logistics) เป็นกิจกรรมการกำหนดผลผลิต และการขนส่งผลผลิต ดังนี้ 3.1) เกษตรกรจะนำผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่เก็บเกี่ยวได้ไปจำหน่ายทันทีโดยผลผลิตบางส่วนเก็บไว้ เป็นเมล็ดพันธุ์ บริโภคในครัวเรือน และทยอยจำหน่ายภายหลัง 3.2) การขนส่ง มีการขนส่งผลผลิตโดยรถบรรทุก และเกษตรกรรับภาระค่าขนส่งเอง 4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) 4.1) ช่องทางการจำหน่าย มีการจำหน่ายให้กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ที่เกษตรเป็นสมาชิก โดยกลุ่มฯ รับซื้อผลผลิตในราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 400 - 500 บาท/ตัน 5) การบริการ (Services) 5.1) เกษตรกรมีการขนส่งผลผลิตไปยังกลุ่มฯ โดยรถบรรทุก/รถยนต์กระบะ 4 ล้อ และเป็น ผู้รับภาระค่าขนส่งเอง กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) เป็นกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) การจัดหาจัดซื้อ (Procurement) 1.1) เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตเอง ได้แก่ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ จากแหล่งที่เชื่อถือได้ในท้องถิ่น 1.2) เครื่องจักรกลการเกษตร เกษตรกรใช้รถไถ รถเกี่ยว เครื่องฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหมัก ทั้งของตนเอง กลุ่มฯ และผู้รับจ้างในท้องถิ่น 2) การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) เกษตรกรได้รับการอบรมการพัฒนาด้วย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัด ศัตรูช้าว 3) การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) แรงงานที่ใช้ในการผลิตมีทั้ง แรงงานในครัวเรือนและแรงงานรับจ้าง ด้านการอบรมพัฒนาความรู้เกษตรกรเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ จึงได้รับการอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่


31 และพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน นอกจากนี้เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม และมีการ ติดต่อสื่อสารผ่านทาง Application Line 4) โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (Firm Infrastructure) เงินทุนที่ใช้ในการผลิตเกษตรกรใช้เงินของ ตนเองในการผลิตข้าวอินทรีย์ส่วนที่มีการกู้รายปีเมื่อจำหน่ายผลผลิตแล้วนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ ด้านการ บริหารจัดการกลุ่มฯ มีคณะกรรมการบริหารและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจน สมาชิกกลุ่มให้ความ ร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดีสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการจัดทำเอกสารรายชื่อสมาชิก แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปัจจัยการผลิต และมีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการพัฒนากลุ่ม และสร้างเครือข่ายผู้ผลิต ข้าวอินทรีย์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรด้านสินค้าข้าว สรุปกิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของเกษตรกร (ภาพที่ 4.1) Firm Infrastructure : เกษตรกรรวมกลุ่ม มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปัจจัยการผลิต Human Resource Management : แรงงานที่ใช้ในการผลิตมีทั้งแรงงานในครัวเรือน และรับจ้าง Technology Development : การอบรมการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ การผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภัณฑ์ Procurement : เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตเอง และใช้รถไถ รถเกี่ยว เครื่องพ่นปุ๋ย ทั้งของ ตนเอง กลุ่มฯ และผู้รับจ้าง Inbound Logistics : เกษตรกรจัดเก็บ เมล็ดพันธุ์ข้าวเอง หรือหาซื้อจาก เพื่อนบ้าน ที่มีแหล่งที่มา น่าเชื่อถือ Operations : การผลิตตาม มาตรฐานเกษตร อินทรีย์ Outbound Logistics : ผลผลิต ข้าวอินทรีย์ Marketing and Sales : จำหน่าย ผลผลิตให้กับกลุ่ม แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ โดยกลุ่มฯ รับซื้อใน ราคาสูงกว่าตลาด ทั่วไป 400 - 500 บาท/ตัน Services : เกษตรกรมี การขนส่ง ผลผลิตไปยัง กลุ่มฯ และ รับภาระค่า ขนส่งเอง ที่มา : จากการสำรวจ ภาพที่ 4.1 ห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของเกษตรกร ที่มา: จากการสำรวจ ข้าวอินทรีย์


32 4.2.2 ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง กิจกรรมหลัก (Pramary Activities) 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) โลจิสติกส์ขาเข้า (Inbound Logistics) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อ การแปรรูป ได้แก่ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การขนส่ง และการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ 1.1) แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การแปรรูปข้าวอินทรีย์จะใช้ผลผลิตข้าวเปลือกที่เพาะปลูกในฤดูนาปี พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 พิษณุโลก 80 และอื่นๆ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยรับซื้อจากสมาชิกกลุ่ม/เครือข่ายใน พื้นที่ใกล้เคียง และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมการข้าว เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุง 1.2) การขนส่งวัตถุดิบ เกษตรกรจะขนผลผลิตข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับกลุ่มฯ โดยใช้ รถกระบะ 4 ล้อ ซึ่งเป็นยานพาหนะส่วนบุคคล หรือรถบรรทุก 6 ล้อ รับจ้างขนส่งผลผลิตทางการเกษตร 1.3) การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ที่กลุ่มฯ รับซื้อจะต้องเก็บเกี่ยวเมื่อ ถึงระยะสุกแก่เหมาะสมและไม่มีสิ่งเจือปน ซึ่งเกษตรกรสมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วนำมา จำหน่ายในทันทีจึงทำให้มีความชื้นสูง 2) การปฏิบัติการ (Operations) เป็นกระบวนการแปรรูปข้าวอินทรีย์ เครื่องจักรและเครื่องมือที่ นำมาใช้ในการผลิต วิธีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ประเภทผลิตภัณฑ์สถานที่จัดเก็บผลผลิต และการบริหารคลังสินค้า เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ 2.1) กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง จะดำเนินการ แปรรูปข้าวสาร/ข้าวกล้องบรรจุถุงตลอดทั้งปี เพื่อให้มีสินค้าคุณภาพจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดย การผลิตจะใช้ข้าวเปลือก จำนวน 1 ตัน/วัน สีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้ประมาณ 700 กิโลกรัม และผลิตเมล็ด พันธุ์เพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิก 2.2) เครื่องจักรและเครื่องมือที่นำมาใช้ในการผลิต ผู้ผลิตเก็บเครื่องมือไว้ในโรงเรือนที่มีหลังคา ปิดมิดชิด โดยจัดเก็บเครื่องจักรและเครื่องมือเป็นหมวดหมู่ เครื่องจักรในการผลิตที่สำคัญคือ โรงอบลด ความชื้น โรงสีข้าวขนาดกำลังการผลิต 1.5 ตัน/วัน เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องเย็บถุง บรรจุ และตะแกรง (ภาพที่ 4.2)


33 ภาพที่ 4.2 โรงสีเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องเย็บถุงบรรจุ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ และตะแกรง ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 2.3) การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิต กลุ่มฯ อยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐานระบบ การผลิต GMP โรงสีข้าว แต่มีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพ โดยการคัดแยกสิ่งเจือปนซึ่งจะใช้แรงงานคนและ ตะแกรงร่อน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์บรรจุถุงที่มีความสะอาดและคุณภาพดี 2.4) ประเภทผลิตภัณฑ์ ข้าวสาร ข้าวกล้อง และเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ 2.5) ลักษณะขนาดและบรรจุภัณฑ์ มีการจัดทำบรรจุภัณฑ์หลายขนาด ได้แก่ ข้าวสารและ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ บรรจุถุงน้ำหนัก 1 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 35 บาท ขาย ปลีกราคากิโลกรัมละ 45 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ บรรจุถุงสุญญากาศน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายปลีกราคา กิโลกรัมละ 60 บาท กรณีบรรจุกล่องน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 80 บาท และขายปลีกราคา กิโลกรัมละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกบดสำหรับชงดื่ม บรรจุถุงสุญญากาศ น้ำหนัก 250 กรัม ขายปลีกในราคา 100 บาท ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ บรรจุถุงน้ำหนัก 25 กิโลกรัม ขายให้แก่ สมาชิกในราคาถุงละ 600 บาท (ภาพที่ 4.3)


34 ภาพที่ 4.3 ข้าวสาร ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ บรรจุถุงสุญญากาศ/บรรจุกล่อง และเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มา: กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง 2.6) สถานที่จัดเก็บผลผลิต กลุ่มฯ จะจัดเก็บผลผลิตข้าวเปลือกไว้ในโกดังเพื่อรอสีแปรสภาพ ข้าวสาร/ข้าวกล้อง และเข้าเครื่องคัดแยกเพื่อทำเป็นเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลิตภัณฑ์ข้าวสาร/ข้าวกล้องบรรจุถุง จะดำเนินการผลิตตามปริมาณความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 3) โลจิสติกส์ขาออก (Outbound Logistics) เป็นกิจกรรมการขนส่งสินค้า กลุ่มฯ จะดำเนินการผลิตสินค้าตามปริมาณความต้องการของตลาด โดยไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้า ไว้รอจำหน่าย เพื่อเป็นการลดภาระในการจัดเก็บ และส่วนใหญ่จะจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยตรงผ่านทางหน้า ร้าน จะมีเพียงบางส่วนที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะจัดส่งโดยบริษัทขนส่งเอกชน และผู้บริโภคเป็น ผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง 4) การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) เป็นกิจกรรมที่ผู้ผลิตต้องจัดหาช่องทางการ จำหน่าย การประชาสัมพันธ์ สร้างตราสินค้า การรับรองมาตรฐานการผลิต และวิธีติดต่อลูกค้า แบ่งออกเป็น 5 ประเด็น ดังนี้


35 4.1) ช่องทางการจัดจำหน่าย สินค้าจะส่งจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางหน้าร้าน เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงบางส่วนที่จำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ 4.2) การประชาสัมพันธ์ ผู้ผลิตมีการประชาสัมพันธ์แบรนด์โดยการออกบูธในงานต่าง ๆ กับ หน่วยงานราชการระดับจังหวัด ช่องทางออนไลน์ และการออกรายการโทรทัศน์/สื่อต่างๆ 4.3) การสร้างตราสินค้า มีการจัดทำตราสินค้าเพื่อให้เกิดการจดจำ ภายใต้ชื่อ “ข้าวเมืองตาก” 4.4) การรับรองมาตรฐานการผลิต อาทิ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมการข้าว มาตรฐาน ระดับจังหวัด “ตากการันตี” โดยมีการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และผ่านกระบวนการผลิตที่เอาใจใส่เพื่อสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค 4.5) วิธีการติดต่อลูกค้า ใช้ช่องทางโทรศัพท์และผ่านระบบออนไลน์ อาทิFacebook Line และเว็ปไซต์ตลาดเกษตรกรออนไลน์ 5) การบริการ (Services) เป็นการให้บริการเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าผ่านทางบริษัทขนส่งพัสดุทั่วไป อาทิบริษัท ไปรษณีย์ไทย และ Kerry Express กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) เป็นกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) การจัดหาจัดซื้อ (Procurement) 1.1) การจัดหาวัตถุดิบข้าวเปลือกที่นำมาผลิตสินค้า จะต้องเป็นข้าวเปลือกที่ผลิตตามมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์จากสมาชิกกลุ่มฯ และเครือข่ายในพื้นที่ใกล้เคียง 1.2) การจัดซื้อเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ จะพิจารณาจากยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือ และ มีคุณภาพตรงตามความต้องการในการใช้งาน 2) การใช้เทคโนโลยี(Technology Development) กลุ่มฯ ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการ แปรรูปผลิตภัณฑ์เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนในการจัดซื้อ 3) การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) แรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้า เป็นแรงงานสมาชิกกลุ่มที่ร่วมกันดำเนินการผลิตเพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และมีปริมาณเพียงพอ ต่อความต้องการของตลาด 4) โครงสร้างพื้นฐาน (Firm Infrastructure) กลุ่มฯ ใช้เงินทุนในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกและ การบริหารจัดการ ประมาณ 2,050,000 บาท/ปี โดยเป็นเงินทุนตนเอง 50,000 บาท และกู้ยืมจาก ธกส. 2,000,000 บาท ด้านการบริหารจัดการกลุ่มฯ มีคณะกรรมการบริหารโดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่าง ชัดเจน และมีการจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกปีละ 1 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่การจ่าย เนื่องจากการดำเนินกิจการ ของกลุ่มฯ ยังไม่มีผลกำไร)


36 สรุปกิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง (ภาพที่ 4.4) Firm Infrastructure : ใช้เงินทุนในการรวบรวมผลผลิตและการบริหารจัดการ มีคณะกรรมการ บริหารโดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน และมีการจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิก Human Resource Management : แรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป็นแรงงานสมาชิกกลุ่มฯ Technology Development : ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนากระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ Procurement : จัดหาวัตถุดิบข้าวเปลือกที่ผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสมาชิกกลุ่มฯ และ เครือข่าย Inbound Logistics : วัตถุดิบที่นำมาแปร รูปต้องเก็บเกี่ยว เมื่อถึงระยะสุกแก่ เหมาะสม ไม่มี สิ่งเจือปน และได้รับการ รับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ Operations : ดำเนินการ แปรรูป ด้วย เครื่องจักร/ เครื่องมือ มีการควบคุม และตรวจสอบ คุณภาพตาม มาตรฐานสินค้า เกษตรอินทรีย์ Outbound Logistics : กลุ่มฯ ดำเนินการ ผลิตสินค้า ตามความ ต้องการของ ตลาด โดยไม่มี การเก็บสต๊อก Marketing and Sales : จำหน่ายสินค้า ผ่านหน้าร้าน ตลาด ออนไลน์ ออกบูธงานต่าง ๆ หน่วยงานราชการ ภายใต้ชื่อ “ข้าวเมือง ตาก” Services : ให้บริการ เกี่ยวกับการ จัดส่งสินค้า ผ่านทาง บริษัทขนส่ง เอกชน ที่มา : จากการสำรวจ ภาพที่ 4.4 ห่วงโซ่คุณค่าข้าวอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง ที่มา: จากการสำรวจ 4.3 แนวทางการเพิ่มมูลค่าข้าวอินทรีย์กลุ่มแปลงใหญ่ตลุกกลางทุ่ง 4.3.1 ระดับต้นทาง 1) สนับสนุนแหล่งน้ำ และระบบการให้น้ำจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เพียงพอต่อการ เพาะปลูกและการดูแลรักษาตลอดช่วงฤดูกาลผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต 2) พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer เข้าสู่ระบบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น 3) สนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer เกิดการรวมกลุ่ม และมีการนำ เทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสืบทอดอาชีพการทำเกษตรอินทรีย์ให้มีความ ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ ข้าวอินทรีย์


37 4) สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในการจัดซื้อจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์/เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รวมทั้งเป็นเงินทุน หมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิต และการบริหารจัดการภายในกลุ่ม 5) สร้างเรื่องราว (Story) หรืออัตลักษณ์ให้กับสินค้า และยกระดับให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์ (GI) จากกระทรวงพาณิชย์ 4.3.2 ระดับกลางทาง 1) ส่งเสริมการใช้เครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยสามารถขอรับรองมาตรฐาน อย. หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รวมทั้งแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย อาทิ ผงแป้ง และโจ๊ก โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งจากหน่วยงาน ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 2) สนับสนุนการพัฒนาเข้าสู่การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ผู้บริโภคในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ 3) นำผลพลอยได้หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ จมูกข้าวแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าว รำสำหรับการเลี้ยงสุกร เพื่อสร้ามูลค่าเพิ่มและรายได้ให้แก่เกษตรกร/กลุ่มฯ 4.3.3 ระดับปลายทาง 1) สนับสนุนการพัฒนาให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต และมีเครื่องหมายการค้ารับรอง คุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 2) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพ และปลอดภัยจาก สารเคมีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ครอบคลุมผู้บริโภคทุกระดับ 3) กำหนดราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และสามารถซื้อได้อย่างสม่ำเสมอ 4) พัฒนาบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับด้านการตลาด ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้มีองค์ความรู้ในการหาตลาดใหม่ และขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ และออฟไลน์ให้มากขึ้น


บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ การศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ กรณีศึกษา “กลุ่มแปลงใหญ่ ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตรอินทรีย์จากการถอดบทเรียนและนำแนวความคิดห่วงโซ่คุณค่ามาวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับสินค้า แต่ละกิจกรรม โดยสัมภาษณ์ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรสมาชิกกลุ่มฯ จำนวน 15 ราย และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงานวิจัยของสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมหารือ (Focus Group) ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และนำมา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา 5.1 สรุปผลการศึกษา 5.1.1 การผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มฯ มีต้นทุนรวมทั้งหมด 3,650.27 บาทต่อไร่ และต้นทุนคงที่ 850.65 บาทต่อไร่ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นต้นทุนผันแปรไม่เป็นเงินสด 1,401.71 บาทต่อไร่ และต้นทุนผันแปร เงินสด 1,397.91 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 470 กิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้ 11.84 บาทต่อกิโลกรัม ได้รับผลตอบแทนจากการผลิต 5,564.80 บาทต่อไร่ และผลตอบแทนสุทธิ 1,914.53 บาทต่อไร่ หรือ 4.07 บาทต่อกิโลกรัม 5.1.2 ห่วงโซ่คุณค่าของเกษตรกร กิจกรรมหลัก เกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับการเพาะปลูก มีบางส่วนซื้อจากเพื่อน บ้าน/แหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยใช้เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทำการเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำ ธรรมชาติที่ไม่มีสารปนเปื้อน จัดการโรคแมลงโดยปลูกพืชไล่แมลงและใช้น้ำส้มควันไม้/สารสกัดสะเดา/ ต้นสาบเสือ ใช้ปุ๋ยหมักและสารชีวภัณฑ์ที่ร่วมกันผลิตฉีดพ่นบำรุงต้นข้าว ขนส่งปัจจัยการผลิตโดยใช้รถยนต์ กระบะโดยรับภาระค่าใช้จ่ายเอง การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะต้องทำความสะอาดรถเกี่ยวก่อนทุกครั้ง จากนั้น จึงขนไปขายโดยรถบรรทุก/รถยนต์กระบะที่กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ทันทีได้รับราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 400 - 500 บาท/ตัน ซึ่งผลผลิตบางส่วนจะเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ในฤดูถัดไป และบริโภคในครัวเรือน กิจกรรมสนับสนุน เกษตรกรจัดหาปุ๋ยคอก/มูลสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ใช้เครื่องจักรกล การเกษตรของตนเอง กลุ่มฯ และผู้รับจ้าง ได้รับการอบรมด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แรงงานที่ใช้ในการผลิตมีทั้งแรงงานในครัวเรือนและการจ้าง และใช้เงินลงทุนของตนเองและกู้ยืมจากสถาบัน การเงินเพื่อในการผลิต 5.1.3 ห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่ง กิจกรรมหลัก แปรรูปข้าวอินทรีย์โดยใช้ผลผลิตข้าวเปลือกที่ปลูกในฤดูนาปีจากสมาชิกกลุ่ม/ เครือข่าย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์โดยเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวเมื่อถึงระยะสุกแก่เหมาะสมและ ไม่มีสิ่งเจือปนแล้วขนมาขายให้กับกลุ่มฯ เพื่อเก็บสต๊อกไว้ผลิตเป็นข้าวสาร ข้าวกล้อง และเมล็ดพันธุ์บรรจุถุง


39 ซึ่งกลุ่มฯ จะทยอยผลิตตลอดทั้งปีเพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการผลิตโดยใช้ ข้าวเปลือก จำนวน 1 ตัน/วัน เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้เก็บไว้ในโรงเรือนที่มีหลังคาปิดมิดชิด ตรวจสอบคุณภาพ และคัดแยกสิ่งเจือปน ก่อนนำไปบรรจุถุงสุญญากาศ เป็นข้าวสาร/ข้าวกล้องอินทรีย์ โดยพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขนาดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 35 บาท ขายปลีกราคากิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ขนาดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายปลีกราคากิโลกรัมละ 60 บาท หากบรรจุกล่องน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 80 บาท และขายปลีกราคากิโลกรัมละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ ข้าวกล้องงอกบดชงดื่ม บรรจุถุงสุญญากาศ น้ำหนัก 250 กรัม ขายปลีกในราคา 100 บาท สำหรับเมล็ดพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 บรรจุถุงน้ำหนัก 25 กิโลกรัม ขายให้แก่สมาชิกในราคาถุงละ 600 บาท สินค้าส่วนใหญ่ จำหน่ายให้กับลูกค้าผ่านหน้าร้าน บางส่วนจำหน่ายผ่านทางออนไลน์และขนส่งโดยบริษัทเอกชน มีการประชาสัมพันธ์โดยออกบูธตามงานต่าง ๆ ทางออนไลน์ และรายการโทรทัศน์ ภายใต้ชื่อ “ข้าวเมืองตาก” ที่รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และตากการันตีซึ่งช่องทางการติดต่อลูกค้ามีทั้งทางโทรศัพท์ Facebook Line และเว็ปไซต์ตลาดเกษตรกร กิจกรรมสนับสนุน จัดหาวัตถุดิบข้าวเปลือกที่ผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสมาชิก และ เครือข่าย การจัดซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์ต่าง ๆ พิจารณาจากยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพตรงตามความ ต้องการใช้งาน ซึ่งกลุ่มฯ ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน การใช้ แรงงานในการผลิตเป็นแรงงานสมาชิกที่ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และ เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยในแต่ละปีใช้เงินทุนในการรวบรวมผลผลิตและบริหารจัดการ ประมาณ 2,050,000 บาท เป็นเงินทุนของกลุ่มฯ 50,000 บาท และกู้ยืมจาก ธกส. 2,000,000 บาท ด้านการบริหาร จัดการกลุ่มฯ มีคณะกรรมการบริหาร และจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกปีละ 1 ครั้ง แต่ในปัจจุบันพบว่ายังไม่มี การจ่าย เนื่องจากการดำเนินกิจการยังไม่มีผลกำไร 5.2 ข้อเสนอแนะ 5.2.1 ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา 1) ระดับต้นทาง 1.1) สนับสนุนแหล่งน้ำ และระบบการให้น้ำจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เพียงพอต่อการ เพาะปลูกและดูแลรักษาผลผลิตตลอดฤดูเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต 1.2) พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบการผลิต สินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น 1.3) สนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมกลุ่ม และมีการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสืบทอดอาชีพการทำเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืน 1.4) สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์/เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและการบริหารจัดการกลุ่ม 1.5) สร้างเรื่องราว/อัตลักษณ์ให้กับสินค้า และยกระดับเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI)


40 2) ระดับกลางทาง 2.1) ส่งเสริมการใช้เครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพมาตรฐานและมีความหลากหลาย โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษา 2.2) สนับสนุนการพัฒนาเข้าสู่การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้บริโภคในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ 2.3) นำผลพลอยได้หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า 3) ระดับปลายทาง 3.1) สนับสนุนการพัฒนาให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต และมีเครื่องหมายการค้า รับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค 3.2) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ตลุกกลางทุ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพ คุณค่าทาง โภชนาการ และปลอดภัยจากสารเคมีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ครอบคลุมผู้บริโภคทุกระดับ 3.3) การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ 3.4) พัฒนาบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับด้านการตลาด ให้มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้มีองค์ความรู้ในการหาตลาดใหม่ และขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ และออฟไลน์ให้มากขึ้น 5.2.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาในอนาคต ควรศึกษาการพัฒนาศักยภาพกลุ่มฯ ในระยะต่อไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการจัดทำ/ปรับปรุงแผนงานโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และเป็นต้นแบบขยายผลการเพิ่มจำนวนพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ชนิดอื่นๆ ให้สามารถบรรลุตามป้าหมาย ตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม


41 บรรณานุกรม กาญจนา ทองทั่ว. (2550). การศึกษาลีลาวิจัยไทบ้าน เป็นการถอดบทเรียนประสบการณ์ คนทำงานวิจัย เพื่อท้องถิ่น. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). กุสุมา แก้วศักดิ์. (2555). การพัฒนาตลาดพืชผักของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านสันทราย หมู่ 6 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้. จักรพงษ์ จอมประเสริฐ. (2555). การถอดบทเรียนการดำเนินกิจกรรม 5ส สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดนนทบุรี. ภาคนิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา. จุฑาทิพย์ สองเมือง สุทธิ ชัยพฤกษ์ และสัญจิตา อรชุนเลิศไมตรี. (2551). โครงการเปรียบเทียบต้นทุนและ ผลตอบแทนจากการปลูกข้าวอินทรีย์และข้าวใช้สารเคมีของเกษตรกรในอำเภอลำลูกกา จังหวัด ปทุมธานี. คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. ชญาน์นันท์ ศิริกิจเสถียร วีรวรรณ แจ้งโม้ และวิษณุเดช นันไชยแก้ว. (2560). การวิเคราะห์ต้นทุนและ ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ของการปลูกข้าวแบบเกษตรเคมีแบบข้าวปลอดภัย และแบบเกษตร อินทรีย์ กรณีศึกษา : ตำบลหนองหลวง อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร. สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร. นัญฑ์ฐฌา พิศเพียงจันทร์. (2554). การถอดบทเรียนกระบวนการจัดการโครงการติดดาว. คณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. พรพรรณ ต่อสัมพันธ์ดี. (2554). การศึกษาโซ่คุณค่าอ้อย กรณีศึกษาอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัด นครราชสีมา. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รัตนา ดวงแก้ว. (2553). คู่มือการถอดบทเรียนโครงการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ. รุ่งเรือง ลาดบัวขาว. (2548). การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร บ้านนาหืก ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เริงชัย ตันสุชาติ. (2556). การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของปลานิลในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยใช้ แนวคิดโซ่คุณค่า. มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ศศิธร ยะถาคำ. (2560). การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ศิริวัฒน์ ทรงธนศักดิ์. (2562). คู่มือการจัดทำและวิเคราะห์ประมาณการข้อมูลต้นทุนการผลิตพืช. สำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร. กรุงเทพฯ.


42 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทึ่ 7. (2564). การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภายใต้โครงการ ความร่วมมือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน. จังหวัดชัยนาท. แสงวรรณ์ ปาลี. (2553). การศึกษากระบวนการปรับเปลี่ยนระหว่างเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์ของ เกษตรกรตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. Porter, M. E. (1985). Competitive Advantage. Creating and Sustaining Superior Performance [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://people.tamu.edu/~v-buenger/466/Value_Chain.pdf (วันที่สืบค้นข้อมูล: 16 ธันวาคม 2562).


Click to View FlipBook Version