The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ขอรับการประเมินมาตรฐานการพยาบาล จากกองการพยาบาล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จันจิรา กิจแก้ว, 2023-09-13 10:31:18

SAR กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลชลบุรี

ขอรับการประเมินมาตรฐานการพยาบาล จากกองการพยาบาล

๑๐๐ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง รายชื่อของเอกสาร/ หลักฐานประกอบอื่นๆ ทางด้านคลินิกและด้านการวิจัย โดยมีการวางระบบให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาลกับกลุ่มงานการพยาบาลแต่ละสาขาเพื่อก่อให้เกิด การพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม CQI และการพัฒนาคุณภาพ เพื่อสนับสนุนคุณภาพการ บริการในระดับตติยภูมิและ Excellent center เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในระดับสูงกับผู้รับบริการ ได้แก่ 1. การพัฒนางานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพบริการพยาบาล โดยมีการพัฒนา งานวิจัยผ่านกระบวนการทำวิจัย โดยกำหนดเป้าหมายมีงานวิจัยอย่างน้อย 5 เรื่อง/ ปี 2. ระบบส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัย มีเป้าหมายการเผยแพร่ผลงานวิจัย 5 เรื่อง/ปี 3. ระบบการพัฒนานักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยทุกคนจะได้รับการพัฒนาโดยผ่าน การฝึกอบรมทั้งในเรื่อง สถิติการวิจัยกระบวนการวิจัยต่าง ๆ การพัฒนาคุณภาพการ พยาบาล และความเชี่ยวชาญทางด้านคลินิก ซึ่งจะผ่านการอบรมทั้งภายในและภายนอก โรงพยาบาล กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาลได้จัดทำแผนพัฒนาบุคคลในภาพการ ทำโครงการอบรม วางแผนพัฒนาศักยภาพผ่านการส่งอบรมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งด้านวิจัยและด้านคลินิกให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นนักวิจัยทางการพยาบาลที่มีศักยภาพ ก้าวเข้าสู่ระดับชาติและนานาชาติ 4. ระบบส่งเสริมการนำผลการวิจัยไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล โดยมี เป้าหมายให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างน้อย 5 เรื่อง/ ปี 3) วิธีการตัดสินใจเรื่องระบบงานเพื่อช่วยให้กลุ่มงานบรรลุพันธกิจนั้น มีการระบุ ประเด็นสำคัญโดยนำข้อมูลแต่ละกลุ่มงานพยาบาลสาขามาพิจารณาเพื่อกำหนด เป้าหมายในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายที่มีการปรับเปลี่ยนตามแผนกลยุทธ์ ของ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และแผนปฏิบัติการของแต่ละกลุ่มงานการพยาบาลสาขาที่ ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบทุกกลุ่มงานการพยาบาล มีการใช้ประโยชน์จากการเชี่ยวชาญ พิเศษของกลุ่มงานวิจัยทางการพยาบาล ในการขับเคลื่อนการประกันคุณภาพบริการ พยาบาลในผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายครอบคลุม Specific clinical risk คือผู้ป่วยปลอดภัย สำหรับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในสำหรับประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาใน กระบวนการดำเนินการวิจัยโดยนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาจะได้รับการดูแลใน 2 ประเด็น คือ 1) การกระทบทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นมีระบบกำกับประเด็น Plagiarism อย่างเคร่งครัด และ 2) ผลงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นจะได้รับการปกป้องใน ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการรับรองทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การตีพิมพ์ผลงาน การขอ ISBN ในทุกนวัตกรรม/ งานวิจัยที่ผ่านการพัฒนามาอย่างมี ประสิทธิภาพ 6.2 การออกแบบกระบวนการทำงาน 1) การกำหนดกระบวนการทำงานที่สำคัญซึ่งสัมพันธ์กับความเชี่ยวชาญพิเศษใน กระบวนการทำงานของกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล มีกระบวนการทำงานที่ เชื่อมโยงใน 2 ลักษณะ คือ 1. ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในการวิจัย และ 2. ผู้เชี่ยวชาญ ระดับสูงทางด้านคลินิก เป็นการผสานทั้งบทบาทของนักวิจัยทางการพยาบาลกับนัก ๑) แผนยุทธศาสตร์ ของ กลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล ๒) แผนปฏิบัติการของกลุ่ม


๑๐๑ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง รายชื่อของเอกสาร/ หลักฐานประกอบอื่นๆ ปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะด้าน ผู้ให้คำปรึกษา เป็นผู้สอน เป็นพี่เลี้ยงนักวิจัย รวมทั้งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิให้แก่นักวิจัยทั้งในองค์กรพยาบาลและสหสาขาวิชาชีพ โดยออกแบบการ ทำงานโดยมีการระบุประเด็นทางการพยาบาลที่สำคัญทั้งผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย และทฤษฎี ทางการพยาบาลร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยนำข้อมูลแต่ละกลุ่มงานพยาบาลมาพิจารณา เพื่อกำหนดเป้าหมายในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย ที่มีการปรับเปลี่ยนตามแผนกล ยุทธ์ของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และแผนปฏิบัติการของแต่ละกลุ่มงานการ พยาบาลที่ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบ ทุกกลุ่มงานการพยาบาล มีการกำกับในนำ ผลการวิจัยที่พัฒนาขึ้นกลับนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องที่มี บริบทใกล้เคียงกัน งานวิจัยและพัฒนาการ พยาบาล ๓) แผนปฏิบัติการของแต่ละ กลุ่มงานการพยาบาล 2) การระบุข้อกำหนดที่สำคัญของกระบวนการทำงานที่สำคัญ ในการ ดำเนินงานมีการระบุข้อกำหนดที่สำคัญของกระบวนการทำงาน โดยการชี้แจงบทบาท ของกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาลที่ชัดเจนต่อกรรมการบริหารกลุ่มภารกิจด้าน การพยาบาล ระบุภาระงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายเพื่อดำเนินการให้ทุกหน่วยงานของกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล มีการประกันคุณภาพการพยาบาลประสานงานในการจัดทำ แนวทางการให้การพยาบาล (Clinical Nursing Practice Guideline, CNPG) ของงาน การพยาบาลต่าง ๆในกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 3) ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการทำงานที่สำคัญกับการส่งมอบคุณค่าแก่ ผู้ใช้บริการ/ผู้รับผลงานและความสำเร็จของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล มีกระบวนการ ทำงานเพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติทางการพยาบาล ที่เป็นเลิศที่จะนำไปสู่การประกันคุณภาพ ทางการพยาบาล โดยการผลิตผลงานวิจัย การใช้ผลการวิจัยจากหลักฐานเชิงประจักษ์ การจัดการความรู้ การพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง 6.3 การจัดการกระบวนการทำงาน 1) วิธีการติดตามกำกับการปฏิบัติงานตามกระบวนการทำงานที่สำคัญให้เป็นไปตาม ข้อกำหนดที่สำคัญของกระบวนการ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล มีการกำหนด พันธกิจและกรอบความรับผิดชอบของนักวิจัยในกลุ่มงานผ่านเครื่องมือทางการบริหาร ประกอบด้วย การระบุหน้าที่รับผิดชอบงานตาม KPI template และการกำกับผ่านผัง กิจกรรมในแต่ละปีงบประมาณ ๑) แผนพัฒนาสมรรถนะ นักวิจัย ๒) ผังกำกับงานของกลุ่ม งานวิจัยและพัฒนาการ พยาบาล ประจำปี งบประมาณ 2565 ๓) ฐานข้อมูลงานวิจัย วิชาการ และนวัตกรรม ทางการพยาบาล ๔) สรุปผลโครงการพัฒนา สมรรถนะพยาบาลด้านการ วิจัย 2) การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินการ เพื่อควบคุมและปรับปรุงกระบวนการดังนี้ 2.1 การระบุ โดยให้ความสำคัญกับภาระงานการเป็นนักวิจัย ร้อยละ 60 และ


๑๐๒ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง รายชื่อของเอกสาร/ หลักฐานประกอบอื่นๆ การปฏิบัติการพยาบาลร้อยละ 40 2.2 นักวิจัยแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานตาม KPI template ตาม เป้าหมายที่ได้ทำการตกลงไว้ 2.3 กำกับผ่านผังกิจกรรมในแต่ละปีงบประมาณ 3) ความเชื่อมโยงระหว่างตัวชี้วัดผลการดำเนินการที่สำคัญกับคุณภาพของผลงาน มีการจัดกระบวนการในการดำเนินงาน โดยมีการมอบหมายนักวิจัยพี่เลี้ยงในการดู กิจกรรม นิเทศกำกับผ่านหัวน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาลและนักวิจัย พี่เลี้ยง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี 6.4 การปรับปรุงกระบวนการทำงาน 1) การปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อปรับปรุงผลงาน ผลการดำเนินการ และ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของความเชี่ยวชาญพิเศษของกลุ่มงาน ในการดำเนิน กิจกรรมของกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาลมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อ ปรับปรุงผลงานอย่างต่อเนื่องผ่านการทำงานส่วนใหญ่ในรูปแบบแผนงานโครงการ มีการ ทบทวนสิ่งทีพัฒนาโดยการจัด workshop กับกลุ่มงานการพยาบาลที่เกี่ยวข้อง มีการ ประเมินสมรรถนะทั้งทางด้านวิจัยและทางคลินิกมีการสอบประเมินสมรรถนะทั้งด้านการ วิจัยและคลินิกที่เชี่ยวชาญทุก 6 เดือนเพื่อหา Gap of competency เพื่อนำเสนอ แผนพัฒนารายบุคคล ในภาพการทำแผนงาน โครงการ เพื่อวางแผนพัฒนาศักยภาพผ่าน การส่งอบรมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งด้านวิจัยและด้านคลินิกให้บุคลากรก้าวสู่การ เป็นนักวิจัยทางการพยาบาลที่มีศักยภาพก้าวเข้าสู่ระดับชาติและนานาชาติ เพื่อตอบรับ การเป็นองค์กรชั้นนำในระดับชาติภายใน 5 ปี นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับนักวิจัย ในทีมสหสาขาวิชาชีพทั้งในระดับโรงพยาบาล เช่น คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยใน คนโรงพยาบาลชลบุรี ศูนย์วิจัยโรงพยาบาลชลบุรี ศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาโรงพยาบาล ชลบุรี เป็นต้นและนอกโรงพยาบาล ทั้งระดับเขตบริการสุขภาพที่ 6 ระดับประเทศ และ ระดับนานาชาติ ๑) IDP ๒) แผนงาน โครงการ ๓) สมุดบันทึกประชุมราย เดือน ๔) ผลงานวิจัยที่ได้รางวัล ๕) ทะเบียนผลงานวิชาการ วิจัย นวัตกรรมทางการ พยาบาล 2) การทบทวนตัวชี้วัดผลการดำเนินการเพื่อยกระดับผลงาน ผลการดำเนินการ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของความเชี่ยวชาญพิเศษของกลุ่มงาน มีการรวบรวมผล การดำเนินการอย่างเป็นทางการราย 6 เดือน (2 ครั้ง/ปี) เพื่อทบทวนปัญหาอุปสรรค เสนอต่อองค์กรพยาบาลเพื่อการพัฒนาต่อยอด และสรุปเป็นรายงานประจำปีของกลุ่ม งานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล เสนอต่อกลุ่มภารกิจด้านพยาบาล 3) การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายความสำเร็จของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการรายงานผลการดำเนินการ ของนักวิจัยแต่ละคนในการประชุมประจำเดือนของกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนการดำเนินกิจกรรมภายใน หน่วยงานให้เกิดการพัฒนาทั้งในกลุ่มงานวิจัยและการพัฒนาทางการพยาบาล กลุ่มงาน การพยาบาลอื่น ๆ และกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง 6.5 การจัดการนวัตกรรม 1) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปรับปรุงการทำงานและบทเรียนที่ได้รับระหว่าง ๑) เอกสารโครงการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัย


๑๐๓ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง รายชื่อของเอกสาร/ หลักฐานประกอบอื่นๆ หน่วยงาน และเพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้และนวัตกรรมในองค์กร มีการร่วมเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลและสหสาขา วิชาชีพทั้งในและนอกโรงพยาบาล ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มงานวิจัยและ พัฒนาการพยาบาล เช่น การนำเสนอผลงานในเวทีประชุมวิชาการประจำปีของ โรงพยาบาล การประกวดการพัฒนา CQI ๒) หลักฐานการประชุม วิชาการพยาบาลประจำปี ๓) เอกสารการได้รับทุน สนับสนุนการวิจัย CQI นวัตกรรม ๔) แฟ้มรวบรวมบทคัดย่อ ๕) เว็บไซต์ 2) มีการสร้างนวัตกรรม/ผลงานวิจัย/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ให้กับระบบงาน โดยใช้ ทรัพยากรอย่างเหมาะสม มีการสร้างนวัตกรรม/ผลงานวิจัย/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ เช่น การพัฒนา CQI , R2R โดยวางแนวทางให้ผสานให้เป็นเนื้อเดียวกันกับงานประจำผ่าน การสนับสนุนทรัพยากรพื้นฐานจากกลุ่มงานการพยาบาลแต่ละสาขา และองค์กร พยาบาล สนับสนุนให้เกิดเวทีพัฒนา นวัตกรรมผลงานวิจัย และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดย การจัดอบรมให้ความรู้ กระบวนการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ใช้ Evidence based practice สนับสนุนการนำเสนอผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาลในระดับ หน่วยงาน เกิดนวัตกรรม และผลงานวิจัยของหน่วยงาน เช่น นวัตกรรมสายรัดข้อมือ 3S พัฒนาโดยทีม Cath lab 3) การทำให้ทรัพยากรด้านการเงินและด้านอื่น ๆ พร้อมใช้ในการดำเนินการ สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม/ผลงานวิจัย/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ กลุ่มงานวิจัยพัฒนาการพยาบาล จัดทำและเสนอแผนพัฒนางานวิจัยกลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาล เสนอเป็นแผนงานประจำปีของโรงพยาบาลเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณในการขับเคลื่อนงานวิจัย เป็นพี่เลี้ยงและประสานงานการขอรับทุนสนับสนุน จากศูนย์วิจัยของโรงพยาบาลชลบุรีตามนโยบายส่งเสริมการพัฒนา CQI งานวิจัย นวัตกรรม สนับสนุนการหาแหล่งงบประมาณ แหล่งทุนจากภายนอก เพื่อสนับสนุนการ ทำวิจัย สร้างนวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพในการทำวิจัย หน่วยงานที่สนับสนุน งบประมาณ ได้แก่ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคตะวันออก โครงการ พัฒนาเครือข่ายวิจัยศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา เพื่อสนับสนุนความเป็นเลิศของระบบ บริการ


๑๐๔ หมวด 7 ผลลัพธ์ทางการพยาบาล 7.1 ผลลัพธ์ด้านการบริการพยาบาล การระบุตัวผู้ป่วยผิดคน ( IPSG 1) ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 1 อัตราการระบุตัวผู้ป่วยผิด คน C up 0:1000 วันนอน 0*** 0.27 0.16 0.11 0.16 2 การปฏิบัติตาม IPSG 1 100% 100*** 98.06% 98.41% 98.55% 98.67% *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล อุบัติการณ์ระบุตัวผู้ป่วยผิด/ข้อมูลผิด เหตุการณ์ที่พบ เช่น ติดstickerในเวชระเบียนผู้ป่วยผิดคน มี การใส่ประวัติผู้ป่วยผิดคน ใส่ป้ายข้อมือระบุผิดคน ผู้ป่วยไม่มีป้ายข้อมือระบุตัว เอกซเรย์ผิดคน เป็นต้น ได้ทำ การทบทวนนโยบายการระบุตัวผู้ป่วยและการใช้ป้ายข้อมือ E-MAR โดยมีแนวทางให้ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่รู้สึกตัวและ อ่านออกให้ยืนยันชื่อสกุล วันเดือนปีเกิดที่ป้ายข้อมือด้วยตนเองร่วมกับพยาบาล กรณีไม่รู้สึกตัว/อ่านไม่ออกให้ ญาติเป็นผู้ยืนยันร่วมกับพยาบาล กรณีไม่มีญาติให้พยาบาลและบุคลากรทางการพยาบาล 2 คนร่วมกันยืนยัน ความถูกต้อง การส่งต่อข้อมูลและการสื่อสารผิดพลาด (IPSG 2) ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 3 อัตราการสื่อสาร ผิดพลาด <1:1000 วันนอน <1:1000 วันนอน* 2.07 2.14 3.39 3.07 4 การปฏิบัติตาม IPSG 2 100% 100*** 96.76% 96.77% 97.01% 97.91% ***เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล การสื่อสารผิดพลาดพบในประเด็นส่งสิ่งส่งตรวจไม่ถูกต้อง request specimen ผิด ประเภท/ใบส่ง ตรวจ ไม่ตรง/ไม่ครบ เอกซเรย์ผิด เจ้าหน้าที่ส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยไม่ครบถ้วน ได้มีการทบทวนและพัฒนาการส่ง ต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดยใช้ ISBAR ปรับระบบการนิเทศติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย IPSG 2 เน้น การรับคำสั่งการรักษาด้วยวาจา ความผิดพลาดในการบริหารยา (IPSG 3) ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 5 อัตราความคาดเคลื่อนใน การบริหารยา C up 0.11 :1000 รายการยา 0.11 :1000 รายการยา* 0.31 0.13 0.12 0.13 6 การปฏิบัติตาม IPSG 3 100% 100%*** 95.66% 98.47% 98.78% 99.14% *เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล


๑๐๕ ปี 2558-2562 พบอุบัติการณ์ความคาดเคลื่อนในการบริหารยาในอัตราสูง ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากกรณีการบริหารยาผิดคน ผิดเวลา, ผิดขนาด, ผิดอัตราและไม่ได้ให้ยา จึงมีการพัฒนาระบบการบริหารยา โดยใช้อิเลคโทรนิค E-MAR นำร่องปลายปี 2563 และลงปฏิบัติทุกหอผู้ป่วยในปี 2564 ทำให้ไม่พบการ บริหารยาผิดคน แต่ยังพบอุบัติการณ์ความผิดพลาดในเรื่องการไม่ได้ให้ยา , ให้ผิดเวลา, ให้ผิดขนาด, ให้ผิด อัตรา จากการทบทวนพบว่าการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกระบวนการบริหารยา ผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจระบบ E-MAR โดยเฉพาะขั้นตอนการ Complete E-MAR ไม่ใช้ tablet ในการบริหารยา ไม่ check in ยาเข้า ระบบ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการทบทวนทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติและปรับระบบการนิเทศหน้า งานโดยผู้บริหารทางการพยาบาล หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลเวรตรวจการและหัวหน้าทีม การพยาบาล โดยใช้ SEEN นิเทศประจำวัน การผ่าตัดผิด คน/ผิดตำแหน่ง ( IPSG 4) ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 7 จำนวนครั้งของการ ผ่าตัดผิดคน/ผิดตำแหน่ง 0 0*** 0 0 0 1 8 ร้อยละการปฏิบัติตาม IPSG 4 100% 100%*** 96.16% 97.92% 98.49% 98.33% *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ปี2562 พบการผ่าตัดผิดตำแหน่ง 1 ราย ในผู้ป่วย OPD case แพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ผ่าตัด ไม่ใช่คนเดียวกัน ไม่ได้ทำ Mark site หรือวาด diagram และไม่ได้ยืนยันกับผู้ป่วยซึ่งเป็นชาวต่างชาติ มีปัญหา การสื่อสารไม่ได้ส่งต่อข้อมูลให้รับทราบทำให้เกิดความผิดพลาด มีการทบทวนและปรับกระบวนการทำ Safe surgery การ Mark site และการทำ Time out ทุกราย มีกำหนดมาตรการไม่เคลื่อนย้ายเข้าผ่าตัดหากไม่ Mark site และกรณี case elective ต้องทำTime out ร่วมกันกับผู้ป่วยทุกครั้ง ติดตามต่อเนื่อง ทำ Compliance ตรวจสอบระบบทุกเดือน การป้องกันและลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 9 อัตราการติดเชื้อปอด อักเสบจากการใช้ เครื่องช่วยหายใจ VAP <1:1,00 0 วันใส่ เครื่องช่วย หายใจ 3.82**** 0.55 0.25 0.75 0.55 10 อัตราการเกิดอุบัติการณ์ท่อ ช่วยหายใจเลื่อนหลุด <4:1000 วันon 3** 5.65 3.65 3.12 3.09 11 ร้อยละการปฏิบัติตาม weaning protocol 100% 100*** 84.57% 87.69% 91.76 % 95.82 % 12 ร้อยละการปฏิบัติตาม VAP Bundle 100% 100*** 95.03% 98.89% 98.98 % 97.23 % 13 ร้อยละการปฏิบัติตาม IPSG 5 100% 100*** 77.26% 79.84% 83.33% 81.33% ** เปรียบเทียบกับ THIP II (รพ.ระดับ A) *** เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล **** กรมควบคุมโรคติดต่อ


๑๐๖ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลรณรงค์การใช้ weaning protocol เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินในการ ถอดเครื่องช่วยหายใจได้เร็วขึ้นและเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุรกรรมที่มีปัญหาของการหย่าเครื่องช่วย หายใจยากจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกผู้ป่วย ร่วมกับการพัฒนา Bundle ให้มีคุณภาพมากขึ้นลด ขั้นตอนเน้นกิจกรรมที่มีความสำคัญ เพื่อลดวันใส่เครื่องช่วยหายใจ ทำให้อัตราการติดเชื้อ VAP พบว่าลดลง อย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 14 อัตราการติดเชื้อ CABSI <1/1,000 วันคาสาย C-line 1.80**** 3.49 3.85 4.19 3.31 15 ร้อยละการปฏิบัติตาม CABSI Bundle 100% 100*** 88.45% 95.96% 92.55% 97.6% 16 อัตราการเกิดหลอดเลือด ดำอักเสบจากการให้สาร น้ำทางหลอดเลือดดำ Phlebitis ระดับ 3 0:1000 วันนอน 0*** 2.1 0.79 0.73 0.32 ** เปรียบเทียบกับ THIP II (รพ.ระดับ A) *** เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล ****กรมควบคุมโรคติดต่อ อัตราการติดเชื้อ CABSI สูงขึ้นใน 2 ปีหลังเนื่องจากการเปลี่ยน Definition การวินิจฉัย และพบว่า CABSI เกิดสูงขึ้นในหน่วยงาน ICU สาเหตุเกิดจากการใช้สายนาน และ เกิดปนเปื้อนเนื่องจากการใช้งาน จึงมี การพัฒนาโดยการปรับ Bundle ให้มีคุณภาพมากขึ้น, กำหนดระยะเวลาการนำสาย central line ออก และ การนำจุก Alcohol มาใช้ในการจัดการ Contaminate ในขณะให้ยาทาง central line ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 17 อัตราการติดเชื้อ ทางเดินปัสสาวะ จาก การคาสายสวน ปัสสาวะ CAUTI <1.5:1,000 วันคาสายสวน 1.95**** 1.12 1 0.98 0.57 18 ร้อยละการปฏิบัติตาม CAUTI Bundle 100% 100*** 97.45% 98.14% 98.86% 97.58% ** เปรียบเทียบกับ THIP II (รพ.ระดับ A) *** เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล **** กรมควบคุมโรคติดต่อ จากการนำข้อมูลการเฝ้าระวังมาวิเคราะห์ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลได้มีการปรับปรุงกระบวนการ เฝ้าระวังและกำกับติดตามการปฏิบัติโดยใช้วิธีการ จัดตั้งแม่บ้าน IC ขึ้นในแต่ละหน่วยงาน ให้ความรู้เรื่องการ ควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ เพื่อคอยนิเทศการปฏิบัติตาม Bundle มีการสอนพนักงานเปลและพนักงาน ประจำตึกเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากการ วางสายผิดตำแหน่ง


๑๐๗ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 19 ร้อยละการติดเชื้อแผล ภาพรวม cleaned wound < 0.5 % 0.6% ** 0.34% 0.27% 0% 0% 20 ร้อยละการติดเชื้อหลัง ผ่าตัดต้อกระจก < 0.10 % 0.10 %* 0% 0% 0% 0% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย สำหรับ SSI อัตราการติดเชื้อแผล cleaned wound ค่อนข้างต่ำ แต่ยังพบการติดเชื้อเป็นระยะใน ผู้ป่วย THA รวมทั้งผู้ป่วยผ่าตัด craniotomy ในช่วงหลัง โดยพบว่าสาเหตุเกิดจาก การผ่าตัดที่ยาวนานขึ้นใน กลุ่ม craniotomy และ ปัจจัยด้านผู้ป่วยและผู้ดูแลในกลุ่ม THA ดังนั้นจึงได้ดำเนินการแก้ไขโดยการสร้าง safety surgery bundle ร่วมกับผู้ปฏิบัติ และ ทบทวนกระบวนการให้ความรู้แก่ญาติและติดตามแบบ case manager ในผู้ป่วยผ่าตัด THA และพบว่าเป็นการติดเชื้อ superficial surgical site infection ที่เกิดขึ้น หลังจากผู้ป่วยกลับไปดูแลที่บ้าน มีการพัฒนาการให้คำแนะนำ care giver ที่จะเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่ บ้าน ประเมินความพร้อมของ care giver และ เชื่อมโยงข้อมูลสู่ COC ในการดูแลต่อที่บ้าน อัตราการเกิดการพลัดตกหกล้มตกเตียง ( IPSG 6) ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 21 อัตราการเกิดพลัดตก หกล้มตกเตียงระดับ D ขึ้นไป 0:1000 วันนอน 0.4:100** 0.07 0.09 0.02 0.03 22 ร้อยละการปฏิบัติตาม IPSG 6 100% 100%*** 97.68% 97.26% 97.61% 98.29% ** เปรียบเทียบกับ THIP II (รพ.ระดับ A) *** เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล การเกิดพลัดตกหกล้มตกจากการทบทวนพบในกลุ่ม confuse, ,มีปัญหาการทรงตัว (เสียเลือด, Pain+ อ่อนเพลีย, walker) ผู้ป่วยทำกิจกรรมโดยลำพัง พื้นลื่น (ในward ผู้ใหญ่) ไม่ยกราวกั้นเตียง/ราวกั้นเตียง ชำรุด (ใน ward เด็ก) กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีนโยบายปรับระบบการตรวจเยี่ยม และระบบการกำกับ ติดตามการปฏิบัติตามระบบเน้นให้มีการเฝ้าระวังอุบัติการณ์ระดับ AB ปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย (พื้นแห้ง, แถบกันลื่น. ปรับระยะห่างเก้าอี้) และการให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติ อัตราการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 23 อัตราการเกิดแผลกด ทับในผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยง <1.3:1000 วันนอนกลุ่มเสี่ยง 5:1000** 2.05 2.30 7.46 7.03 24 อัตราการเกิดแผลกด ทับในผู้ป่วยวิกฤต <1.3:1000 วันนอนกลุ่มเสี่ยง 5:1000** 0.63 4.33 4.01 3.87 ** เปรียบเทียบกับ THIP II (รพ.ระดับ A) การเกิดอุบัติการณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการวิเคราะห์พบในผู้ป่วยกลุ่ม เสี่ยงสูงคือผู้ป่วยวิกฤตทั้งในและนอก ICU ที่มีภาวะ Sepsis โดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้ป่วยโควิด 19 สาเหตุเกิด จากทั้งปัจจัยความชื้นของผิวหนังเนื่องจากอุณหภูมิกายสูง ถ่ายเหลว ร่วมกับปัจจุบันมีการสวมใส่แผ่นรองซับ


๑๐๘ สำเร็จรูปทำให้เพิ่มความอับชื้น และปัจจัยเรื่องแรงกด เนื่องจากไม่พลิกตะแคงตัวตามมาตรฐานที่กำหนด มี การทบทวนและนิเทศหน้างานให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการดูแล เน้นให้ค้นหาความเสี่ยงผู้ป่วยในทุกรายโดยใช้ Barden scale และเน้นการป้องกันการเกิดแผลกดทับ รณรงค์การใช้ Barrier film ในการป้องกันผิวหนังถูก ทำลาย กรณีเกิดบาดแผล มีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการดูแลบาดแผลผ่านทาง line group มีการฝึกสอน ผู้ดูแลและผู้ดูแลในชุมชน เรื่องการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 25 จำนวนความผิดพลาดใน การให้เลือดส่วนประกอบ ของเลือด C up 0 0*** 0 1 2 0 ***เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ปี2564 พบอุบัติการณ์ความผิดพลาดในการให้เลือด/ส่วนประกอบของเลือด พบว่าเกิดอุบัติการณ์ ความคลาดเคลื่อนจากหลายปัจจัย เช่น การระบุตัวผู้ป่วย ความล่าช้าระบบการจ่ายเลือด กลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาลจึงได้มีการนำระบบ IT มาใช้สนับสนุนคุณภาพบริการพยาบาล E-Blood ปรับระบบ Independent double check โดยหัวหน้าเวร เพิ่มการนิเทศการปฏิบัติโดยหัวหน้าหอผู้ป่วย พัฒนา Competency ปรับ ระบบการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับ Competency ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compar e 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Stroke 26 ร้อยละผู้ป่วย Ischemic Stroke ที่ได้รับ Thrombolytic Agents ภายใน 60 นาที เมื่อมาถึง โรงพยาบาล >80% 77.26% ระดับ ประเทศ 83.75 % 85.03 % 87.87 % 92.10% 27 ร้อยละผู้ป่วยได้รับการ ประเมินและการวินิจฉัย ทางการพยาบาลเพื่อทำ CT Brain (Door to CT brain ภายใน 20 นาที) 100% 100%* 91.11% 91.92% 1.42% 94.77% 28 อัตราการเกิดแผลกด ทับในผู้ป่วย stroke <3:1000 วันนอน กลุ่มเสี่ยง <5:1000 วันนอน THIP II** 2.94 2.48 2.67 1.18 29 ร้อยละของผู้ป่วยpcโรค หลอดเลือดสมองได้รับ การดูแลตามแนวทาง ปฏิบัติ 100% 100%* 100% 100% 100% 100%


๑๐๙ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compar e 2563 2564 2565 2566 30 อัตราของผู้ป่วย stroke การกลับเข้ารับการ รักษาซ้ำในโรงพยาบาล ภายใน 28วันโดยไม่ได้ วางแผนล่วงหน้า <2% 2%* 0.96% 0.68% 0.58% 0.01% 31 อัตราการเกิด aspirate pneumonia ภายใน 48 ชม.แรกของผู้ป่วย stroke <3 ต่อ 1000วัน นอน <3 ต่อ 1000วัน นอน* 0 0.13 0.11 0 32 ร้อยละผู้ป่วยstrokeมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (จากการประเมินBI) หลังได้รับการพัฒนา ทักษะการดูแลผู้ป่วย >20% 20%* 75.60 % 78.53 % 78.74 % 76.74% *เปรียบเทียบกับ กระทรวงสาธารณสุข เดิมกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการพัฒนาการดูแล และ การเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วเพื่อให้ผู้ป่วย ได้รับการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมการฟื้นหาย โรงพยาบาลชลบุรีมีการพัฒนา Mobile stroke unit ในเขตรับผิดชอบสามารถเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น จัดระบบ stroke fast tact ลดระยะเวลารอคอย การรักษา ปัจจุบันโรงพยาบาลชลบุรีเพิ่มศักยภาพในการรักษาเรื่อง Thrombectomy ปี 2566 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลจึงวางแผนพัฒนาบุคลากร และวางแผนอัตรากำลัง เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วย Thrombectomy ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย STEMI 33 ร้อยละของผู้ป่วย STEMI ได้รับการพยาบาล การ ให้ยา SK ภายใน 30 นาที ≥ 60% 62.30% Thai ACS**** NA 41.66% 47.6% 50% 34 ร้อยละผู้ป่วย STEMI Fast tract ได้รับการ สวนหัวใจภายใน 15 นาที 100% 100%* 100% 100% 100% 100% 35 ร้อยละของผู้ป่วยที่ได้รับ การตรวจสวนหัวใจได้รับ การประเมินและเฝ้า


๑๑๐ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 ระวังการเกิด Hematoma หลังOff sheath 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 36 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย STEMI มีความรู้ในการจัดการ ดูแลสุขภาพตนเองมาก ขึ้นหลังได้รับการสอน 100% 100%*** NA 74.94% 96.62% 100% 37 ร้อยละผู้ป่วย STEMI ได้รับการฟื้นฟู สมรรถภาพหัวใจตาม โปรแกรมพื้นฐาน 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 38 ร้อยละผู้ป่วยSTEMI ที่ ทำCAG/PCI ได้รับ ประเมินและเฝ้าระวัง ภาวะ Acute stent thrombosis 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 39 อัตราการกลับเข้ารับการ รักษาซ้ำในโรงพยาบาล ภายใน 72 ชั่วโมง โดย ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าใน ผู้ป่วย STEMI ที่ย้ายออก สามัญ 0 0* 0 0 0 0 *เปรียบเทียบกับค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ****Thai ACS ผู้ป่วยSTEMI หลังทำหัตถการ CAG/PCI พบการเกิด Hematoma ขนาด ≥ 5 ซม. ปีละ 2-3 ราย ได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติโดยเน้นเรื่องการประเมินและเฝ้าระวังการเกิด Hematoma ขึ้นเพื่อเพื่อลดอุบัติการณ์ ลง และพัฒนาสื่อการสอนการปฏิบัติตนเป็น Electronic สามารถดูใน YouTube และ Scan จาก QR code เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยหลังสวนหัวใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทบทวนการปฏิบัติตนได้ที่บ้าน ปัจจุบันไม่มี อัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำในโรงพยาบาล ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Open heart 40 ร้อยละของผู้ป่วยผ่าตัด CABG ได้รับการเยี่ยม เพื่อ ประเมินสภาพและเตรียม


๑๑๑ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 ความพร้อม ก่อนผ่าตัดโดย พยาบาลวิชาชีพ 100 % 100%*** 100% 100% 100% 100% 41 อัตราการกลับเข้ารับการ รักษาซ้ำในโรงพยาบาล ภายใน 28 วันโดยไม่ได้ วางแผนล่วงหน้าในผู้ป่วย Open Heart < 2% 2%* 0 0 0 0 42 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย Open Heart มีความรู้ในการ จัดการดูแลสุขภาพตนเอง >80% 80%* 90.87% 95.23% 97.15% 97.67% *เปรียบเทียบกับค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย มะเร็ง 43 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย CA breast มีความรู้ในการจัดการดูแล สุขภาพตนเอง >80% 80%* 83.5% 89% 95% 98% 44 อัตราการ Re-admit CA breast < 2% 2%* 0% 0% 0.29% 0% 45 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย ostomy มี ความรู้ในการจัดการดูแล สุขภาพตนเอง >80% 80%* 77.5% 85% 92.5% 93.45% 46 ร้อยละการเกิด Skin excoriation ในผู้ป่วย Ostomy 0 % 0%*** 0% 0% 0% 0% 47 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วย Ostomy 0% 0%*** 0% 0% 0% 0% 48 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวมีความรู้ในเรื่อง การดูแลตนเอง(มะเร็งรับยา เคมีบำบัด) >80% 80%* 70% 80% 80% 93.42%


๑๑๒ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 49 อัตราการเกิดภาวะ Extravasation จากการ ได้รับยาเคมีบำบัด 0 0*** 0 0 0 0 50 อัตราการเกิด Hypersensitivity จากการ ให้ยาเคมีบำบัดgr.3 up 0% 0%*** 1.15% 0.94% 0% 0.39% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลได้มีการพัฒนาการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งเพื่อลดวันนอน ลด ภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโดย ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่ทำผ่าตัด ostomy มีแนวทางการวางแผนจำหน่ายโดยเน้นการเสริมพลังอำนาจ ให้กับผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลตนเองใช้วิธีการ Return demonstration จนกระทั่งผู้ป่วยสามารถ ปฏิบัติตามได้ มีระบบการให้คำปรึกษาในกรณีมี Complication ในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีการเฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาเคมีบำบัด Hypersensitivity Extravasation มีการให้ข้อมูลแบบรายบุคคล ผู้ป่วยรายใหม่ทุกรายจะให้ข้อมูลด้วยสื่อวิดิ ทัศน์ และการสอนข้างเตียงโดยพยาบาลและเภสัชกร ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีการพัฒนาการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่ทำ MRM เพื่อลดวันนอน ให้ผู้ป่วย สามารถดูแล Drain ได้เองที่บ้าน ลดภาวะ seroma ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย New born 51 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีค่า warning sign วิกฤต และ ได้รับการแก้ไข 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 52 ร้อยละของมารดาทารกมี ความรู้และทักษะการดูแล ก่อนจำหน่ายผ่านเกณฑ์ > 85% 85%* 80.8% 91.8% 96.1% 97.15 53 ร้อยละ VLBW ที่มีภาวะ อุณหภูมิกายต่ำขณะนอน รักษาในโรงพยาบาล < 1% 1%* 0.13% 0.13% 0.14% 0.11% 54 ร้อยละของผู้ป่วย VLBW ที่ กลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน ด้วยโรคที่ป้องกันได้ 0% 0%*** 0% 0% 0.07% 0% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล จากสถิติปีงบประมาณ 2559 – 2564 พบทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 238 –342 รายซึ่งทารกกลุ่มนี้ต้องวันนอนในรพ. นานมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไปเมื่อ อาการคงที่ มีความพร้อม และแพทย์อนุญาต ครอบครัวมีบทบาท(มีอิทธิพลในการเลี้ยงดู) การเสริมสร้าง


๑๑๓ พลังให้ครอบครัว โดยการฝึกทักษะการเลี้ยงดู การให้นม การประเมินอาการผิดปกติ เพื่อให้ทารกกลุ่มนี้มี โอกาสมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดี สมวัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปี 2564 ติดปัญหาการงดเข้าเยี่ยมจากสถานการณ์ COVID – 19 จึงมีการปรับปรุง “แนวทางการ ให้ข้อมูลเสริมพลัง” โดยการใช้สื่อ ได้แก่ QR Code ความรู้เฉพาะโรคในการดูแลทารก ทำสื่อการสอน เป็นวิดิโอ ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์สม่ำเสมอทุกวัน จัดทำclip สั้นๆ ให้ความรู้ เพื่อให้ได้นำไปใช้ด้วยตนเองที่ บ้าน ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วยTrauma 55 ร้อยละผู้ดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะระดับ รุนแรงที่มี GOS 2-4 มี ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยที่ บ้าน >80% 80%* 87.78% 100% 79.47% 90.75% 56 ร้อยละผู้ดูแลผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะระดับ รุนแรงที่มี GOS 2-4 มี ทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ บ้าน >80% 80%* 86.06% 100% 62.13% 98.25% 57 ร้อยละของผู้ป่วย trauma fast track ได้รับการดูแล โดย trauma activation team ( เริ่มใช้แนวทาง มค.2564) 100% 100%*** NA 98.76% 100% 100% 58 ร้อยละของผู้ป่วย trauma fast track ได้admit ICU ( ก่อน OR และหลัง OR) >80% 80%* 60% 55.07% 56.48% 72.79% 59 อัตราการการ Readmisson ของผู้ป่วย บาดเจ็บที่ศีรษะระดับ รุนแรง 0 0*** 0 0 0 0 60 ร้อยละการประเมินตาม แนวทาง EWS ในผู้ป่วย Severe head injury หลังผ่าตัดสมอง 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ร้อยละของ ผู้ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรงที่มี GOS 2-4 มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านลดลง เนื่องจากในช่วงที่มีการแพร่ระบาด โควิด 19 ทำให้กระบวนการเตรียมผู้ป่วยน้อยลง เนื่องจากมีนโยบายลด การเยี่ยม ซึ่งผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องที่บ้านคือกลุ่มที่ ประเมิน GOS 2-4 จำเป็นต้องมี


๑๑๔ ผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้ การเตรียมความพร้อมผู้ดูแลจึงมี ความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้กระบวนการดูแลต่อเนื่องมีประสิทธิภาพ และควรต้องทำตั้งแต่ระยะแรกของ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้ครอบครัวได้มีการเตรียมผู้ดูแลผู้ป่วยไว้แต่แรกและให้ความร่วมมือในการ เข้าโปรแกรมการเรียนรู้และฝึกทักษะ ตามความต้องการการดูแลของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การดูแลความ สะอาดร่างกาย การให้อาหาร/อาหารทางสายยาง การดูแลการขับถ่าย การป้องกันแผลกดทับ ดังนั้นจึงปรับ วิธีการติดตามอาการผู้ป่วยหลังจำหน่าย โดยสร้างไลน์ออฟฟิเชี่ยล ให้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้ดูแล โดยตรงในระยะหลังจำหน่ายผู้ป่วย ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Trauma 61 ร้อยละผู้ป่วย NOM ที่มี ความรู้/ทักษะในการดูแล ตนเอง >80% 80%* 93% 95.67% 95.75% 94.76% 62 อัตราการการ Re-admit ของผู้ป่วย NOM 0 0*** 0 0 0 0 63 วันนอนเฉลี่ยของผู้ป่วย NOM < 5 5* 7.8 5.59 4.8 5.2 * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการทบทวนผู้ป่วยTrauma ที่ได้รับอุบัติเหตุทางจราจร มีบาดเจ็บทาง ช่องท้องของ Solid organ เมื่อมีการรอผ่าตัดพบว่าอัตราการเสียชีวิตสูง มีโอกาสการติดเชื้อ ระยะเวลานอน นาน จึงมีการพัฒนาการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Non operative management : NOM) มาปรับปรุงระบบการ ทำงานโดยมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนตั้งแต่ตั้งแต่แรกรับ มีการทำ CT ก่อนเข้าหน่วยงาน ผู้ป่วย High grade มีการเข้าถึง ICU อย่างรวดเร็ว หรือมีการทำ Intervention ได้ทันที มีแนวทางการพยาบาลที่มีรูปแบบ ชัดเจน การวางแผนจำหน่าย สามารถลดอัตราการตาย กำหนดระยะเวลานอนโรงพยาบาลได้อย่างชัดเจน มี การติดตามตัวชี้วัดที่สำคัญทุกไตรมาส ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Sepsis 64 ร้อยละการบริหารยา ABO ใน 30 นาที 90% 90%*** 95% 97.25% 97.92% 98.65% 65 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีภาวะ sepsis ได้รับการรักษาและ การดูแลตาม sepsis care map >80% 80%* 86.7% 89.25% 93.45% 93.68% 66 ร้อยละการเข้าถึง ICU /Care program ของ ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแส เลือดภายใน 3 ชั่วโมง >80% 80%* 26.25% 35.85% 91.49% 96.98% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล


๑๑๕ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลเริ่มมีการพัฒนาระบบ Block Care ในหอผู้ป่วยของกลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยศัลยกรรม และ Care Program ในหอผู้ป่วยของกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรกรรม ตั้งแต่ปี 2562 แต่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยวิกฤตในหอผู้ป่วยสามัญ ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน จากการทบทวนร่วมกับ PCT อายุรกรรม PCT ศัลยกรรม และทีม ICU พบในผู้ป่วยกลุ่ม Sepsis, Pneumonia ที่อัตราตายสูง ปี 2565 จึงปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดูแลเน้นผู้ป่วย Sepsis, Pneumonia โดยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการดูแล ICU และ Care Program ภายใน 3 ชั่วโมง และมีการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลโดยส่งอบรมเฉพาะทาง วิกฤต และการดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น >80% ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย ESRD 67 อัตราการเกิดภาวะหัวใจ หยุดเต้นขณะฟอกเลือด 0 % 0*** 0.08% 0.10% 0.03% 0.09% 68 ร้อยละการเกิดภาวะความ ดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด 15 % 20 %*** 11.26% 10.7% 8.87% 9.71% 69 ร้อยละความเพียงพอการ ฟอกเลือด 80 % 80 %* 95.49% 87.78% 89.29% 100% 70 ร้อยละความเพียงพอการ ล้างไตทางช่องท้อง 80 % 80 %* 76.40% 84.31% 91.97% 82.7% 71 อัตราการติดเชื้อ Vascular access 0 0*** 0.06 0.40 0.13 0 72 อัตราการเกิด Peritonitis >1 ep:30 ptm 1:24*** 1:63 1:49 1:43 1:68 73 อัตราการเกิด exit Site Infection >1ep:30 ptm 1:50*** 1:216 1:325 1:178 1:76 74 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีภาวะ โภชนาการ HD serum albumin>3.5 80 % 80 %* 95.17% 94.03% 89.73% 92.22% 75 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีภาวะ โภชนาการ CAPD serum albumin>3.5 80 % 80 %* 52.8% 50.2% 54.7% 52.26% 76 ร้อยละของ ผู้ป่วย CAPD ที่มีคุณภาพ ชีวิต >20 คะแนน (แบบประเมิน คุณภาพชีวิต 9-thai) ด้าน ร่างกาย >80% 80%* 83.60% 88.40% 87.90% 76.80% ด้านจิตใจ >80% 80%* 86.5% 80.76% 84.80% 97.80%


๑๑๖ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 77 ร้อยละของ ผู้ป่วย HD ที่ มีคุณภาพ ชีวิต >20 คะแนน (แบบประเมิน คุณภาพชีวิต 9-thai) ด้าน ร่างกาย >80% 80%* 60% 84.62% 79.95% 70.60% ด้านจิตใจ >80% 80%* 60% 92.31% 84.21% 88.2% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล จากสถิติโรงพยาบาลชลบุรี โรคไตวายเรื้อรังพบมากเป็นลำดับที่ 4 โดยปี 2565 มีจำนวน 30,631 ราย ผู้ป่วยกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตด้วยวิธีฟอกเลือด หรือล้างไตผ่านหน้าท้อง ยังพบว่าเกิด ภาวะแทรกซ้อนขณะรักษาไม่เป็นไปตามเป้าหมายคือ เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะฟอกเลือด และอัตราการ ติดเชื้อ Vascular access / exit Site Infection ได้มีการพัฒนาปรับปรุงแนวปฏิบัติร่วมกันระหว่างสหสาขา วิชาชีพโดยเน้น 1.การประเมินผู้ป่วยก่อนส่งมาทำ HD 2.ปรับแนวทางการส่งต่อผู้ป่วย 3. กำหนด Warning sign เพื่อบ่งชี้ในการหยุดฟอกเลือด 4. กำหนดระยะเวลาถ้าอาการไม่ดีภายใน 30 นาที ให้ยุติการฟอกเลือด จากการลงปฏิบัติพบว่าการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง อัตราการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะฟอกเลือดจาก 0.10 เป็น 0.09 อัตราการติดเชื้อ Vascular access จาก 0.40 เป็น 0 กรณีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นได้มีการพัฒนาระบบบริการในคลินิกชะลอไตเสื่อม โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของบุคคลในครอบครัว ให้ความรู้ คำแนะนำเกี่ยวกับโรค การให้ข้อมูลเรื่องผล Lab ค่า eGFR ,HB1ACและ ความดันโลหิต ในทุกครั้งที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย TB 78 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย TB มี ความรู้ในการจัดการดูแล สุขภาพตนเอง 100 % 100*** 90 % 80% 85 % 98.13% 79 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วย TB < 2 % 2 * 5.79% 2.56% 0% 0% 80 ร้อยละผู้ป่วย TB ได้รับการ เยี่ยมบ้านผ่านระบบ COC 100 % 100%*** 100% 100% 100% 100% 81 ร้อยละของผู้ป่วย TB ได้รับ การบริหารยาด้วยวิธี DOT สำเร็จ 100 % 100%*** 100% 100% 100% 100% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล จากสถิติของผู้ป่วยวัณโรคที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชลบุรี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 - 2565 พบผู้ป่วยมีจำนวน 3,209 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยวัณโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเข้ารับการรักษาอยู่


๑๑๗ ด้วย จำนวน 1,073 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 300 คน กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลการ พัฒนาระบบการวางแผนจำหน่ายในผู้ป่วยวัณโรค โดยการมีส่วนร่วมของบุคคลในครอบครัว ด้วยการเสริมพลัง ให้ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นการดูแลแบบองค์รวม มุ่งเน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และ การดูแลสุขภาพ แก่ผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษา กระตุ้นให้เกิด การรับรู้ความสามารถของตนเอง และ ปฏิบัติตามแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง และลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ ชุมชน และ ยังเป็นการลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากการดื้อยาที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Orthopedic 82 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีภาวะ Compartment syndrome ใน Fracture tibiaที่ได้รับ การประเมิน เพื่อ Early detection /EWS 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 83 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย TKA มีความรู้ ในการจัดการดูแลสุขภาพ ตนเอง 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 84 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วย TKA < 3% 3%* 1.11% 0 0 0 85 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย THA มีความรู้ ในการจัดการดูแลสุขภาพ ตนเอง 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 86 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วย THA < 3% 3%* 0% 0% 4.09% 1.14% * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล ผู้ป่วย fracture long bone ทุกรายได้รับการประเมินภาวะ Compartment syndrome เนื่องจากเป็นมาตรฐานการพยาบาลที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้ และเป็นการพยาบาลที่สำคัญสำหรับการ พยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ และในปี 2565 มีการพัฒนาแบบประเมินภาวะ Compartment syndrome ร่วมกับแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมิน EWS สำหรับผู้ป่วย Fracture long bone ตั้งแต่ แรกรับ จึงสามารถประเมินอาการผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว และไม่เกิดอันตรายจากภาวะ Compartment syndrome การดูแลผู้ป่วย Hip fracture ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีแนวทางการวางแผน จำหน่ายสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก และมี Line Official account เป็นช่องทางในการสื่อสาร ภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล ประกอบกับมีการโทรศัพท์ติดตามเยี่ยมหลังจำหน่าย 6 เดือน และ 1ปี ดังนั้นผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วย THA จึงมีความรู้ในการจัดการดูแลสุขภาพตนเอง และมีความมั่นใจใน การดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่าย


๑๑๘ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย โรคตา 87 ร้อยละการรับรู้เกี่ยวกับ การดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ ทำผ่าตัดต้อกระจก (one day) 90% 90%* 92.95% 91.57% 92.15% 94.78% 88 อัตรา Re admit จาก การติดเชื้อหลังผ่าตัดต้อ กระจก 0 0*** 0 0 0 0 * เปรียบเทียบกับ ค่าเป้าหมาย *** เปรียบเทียบกับ มาตรฐานสากล กลุ่มผู้ป่วยที่มารับบริการทำผ่าตัดต้อกระจก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มีข้อจำกัดในการรับรู้ เช่น หู ตึง ตามัว ฯลฯ มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว เช่น รายมีภาวะอ่อนแรงจากstroke รถนั่ง เดินไม่ได้ การให้การ ดูแลรักษาผู้ป่วยต้อกระจกที่ได้รับการทำผ่าตัดแบบไม่นอนโรงพยาบาล มีระบบการตรวจประเมินความพร้อม ก่อนวันทำผ่าตัด การประเมินเตรียมการดูแลก่อน-หลังในวันทำผ่าตัด การตรวจติดตามหลังผ่าตัด 1 วัน 1 สัปดาห์ และ1เดือน การให้ข้อมูลแนะนำการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด อาการผิดปกติที่ต้องมาก่อนนัด การสาธิต การทำความสะอาดตา การหยอดตา การประเมินการรับรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองในผู้ป่วยที่ทำผ่าตัดต้อกระจก (one day) การติดตามโทรเยี่ยมผู้ป่วยทุกคนที่ได้รับการทำผ่าตัดต้อกระจก เพื่อสร้างความประทับใจและ สอบถามการทำกิจวัตรประจำวันที่ดีขึ้น ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย KT 89 ร้อยละของผู้ป่วยและ ครอบครัวผู้ป่วย KT มี ความรู้ในการจัดการดูแล สุขภาพตนเอง 100% 100%*** NA NA 100% (2) 100% (1) 90 อัตราการ Re-admit ผู้ป่วย KT 0 0*** NA NA 0 0 Donor 0 NA NA 0 0 Recipient 0 NA NA 0 0 กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการพัฒนางานปลูกถ่ายอวัยวะ และรับบริจาคอวัยวะ เพื่อตอบสนอง นโยบายโรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุข โดยเพิ่มศักยภาพบริการพยาบาล ด้าน Kidney transplantation, Bone marrow transplantation และ Corneal transplantation มีการจัดตั้ง case manager ในการประสานงาน มีแนวทางปฏิบัติการพยาบาลดูแล Donner ซึ่งปี 2563-2564 งดทำ Kidney transplantation เนื่องจากการระบาดของ Covid 19


๑๑๙ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compar e 2563 2564 2565 2566 กลุ่มผู้ป่วย Palliative care 91 ร้อยละบุคลากรในทีมการ ดูแลประคับ ประคองที่ สามารถจัดทำกระบวน การ ประชุมครอบครัว (Family Meeting) เพื่อการวาง แผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) และให้การดูแลอย่างมี คุณภาพ 100% (3-4 คน) 100%* 33.33 % (1/3) 33.33 % (1/3) 33.33 % (1/3) 66.67 % (18/27) 92 ร้อยละการจัดการอาการ ปวด และ/หรือ อาการ รบกวน โดยใช้ opioid ใน ผู้ป่วยระยะท้าย 40% 40%* 21.8% (94/431) 14.96% (185/12 37) 18.62% (227/12 19) 59.38% (709/11 94) 93 ร้อยละการดูแลตามแผนการ ดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) ในผู้ป่วย ประคับประคองอย่างมี คุณภาพ 55% Service Plan 67.32 % (649/9 64) 77.4% (1233/ 1586) 79.27 % (1266/ 1597) 83.84 % (1001 /1194) 94 ร้อยละผู้ป่วยแบบประคับ ประคองระยะท้ายได้รับการ ดูแลต่อเนื่องที่บ้านหรือ ชุมชน 35% Service Plan 100% (47/47) 42.39 % (262/618 ) 35.51 % (87/245) 56.45 % (35/62) กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการดำเนินงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และมีการพัฒนาระบบการดูแล แบบประคับประคอง (Palliative Care) ครอบคลุมผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยฉุกเฉินและดูแลต่อเนื่องที่บ้าน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของโรงพยาบาลมีตัวแทนจากทีมสหวิชาชีพเป็น คณะกรรมการ มี Palliative Care Nurse Manager รับการปรึกษา ร่วมดูแลจัดการเป็นรายกรณี และมี ระบบปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เน้นการให้ผู้ป่วย/ครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีการทำ Family meeting และ Advance Care Plan ผู้ป่วยที่ปรารถนาจะเสียชีวิตที่บ้าน มีการสนับสนุนการดูแลที่ บ้าน ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compar e 2563 2564 2565 2566 Pain: ผู้ป่วยใน 95 ร้อยละของผู้ป่วย IPD หลัง รับการรักษา มีคะแนนPain Score ≤ 5 80% 80%* 83.05 % 88.89 % 80.80 % 100%


๑๒๐ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compar e 2563 2564 2565 2566 96 ร้อยละของผู้ป่วย IPD หลัง รับการรักษา มีคะแนน SPAASMS Score ≤ 15 >80% 80%* 69.79 % 84.44 % 81.11 % 100% 97 ร้อยละความพึงพอใจของ ผู้ป่วยใน >90% 90%* 96.81 % 98% 100% 100% Pain: ผู้ป่วยนอก 98 ร้อยละของผู้ป่วยOPD หลัง ได้รับการดูแลตามแนวทาง ปฏิบัติมีคะแนนPain Score ≤ 5 >70% 70% 59.37 % 65.79 % 64.48 % 60.38 % 99 ร้อยละของผู้ป่วยOPD หลัง ได้รับการดูแลตามแนวทาง ปฏิบัติมีคะแนนSPAASMS Score ≤ 15 >70% 70% 74.79 % 67.20 % 69.38 %% 65% 100 ร้อยละความพึงพอใจของ ผู้ป่วยนอกของคลินิก Pain >85% OPD=80 %** 82.6% 91.9 % 91.67 % 92.5% การควบคุมความปวด ในกลุ่มผู้ป่วยsevere pain ได้รับการจัดการด้วยเครื่องมือควบคุมความปวด PCA, Syringe diverและ Nerve-block (N-block) ผู้ป่วยสามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง มี manager ติดตาม ประเมินอาการร่วมกับทีมการพยาบาลในหน่วยงาน โดยใช้CBH SPAASMS Score for chronic pain ที่ พัฒนาขึ้นจาก SPAASMS Score for chronic pain Thai’s version ร่วมกับการจัดการความปวดแบบ ลำดับขั้น (re-design) ผู้ป่วยนอกมีการติดตามอาการผู้ป่วยด้วยสมุดคู่ใจความปวด เพื่อให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม ในการสื่อสารกับทีมที่ร่วมให้การรักษา ผู้ป่วยได้รับการบรรเทาความปวดได้ดีขึ้น มีความพึงพอใจ 7.2 ผลลัพธ์ด้านผู้ใช้บริการ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 101 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้รับบริการผู้ป่วย นอกระดับ 4-5 >85% 83.54** 84.75% 82.47% 84.84% 89.71% 102 ร้อยละความไม่พึง พอใจของผู้รับบริการ ผู้ป่วยนอก 0% 0%* 3.67% 3.31% 2.54% 3.54% 103 ร้อยละความไม่พึง พอใจของผู้รับบริการ ผู้ป่วยใน 0% 0%* 0.74% 0.79% 0.58% 0.34%


๑๒๑ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 104 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้รับบริการผู้ป่วย ในระดับ 4-5 >95% 93.46%** 91.42% 94.43% 95.17% 96.45% 105 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยโรคหลอด เลือดสมอง >95% 93.46%** 86.85% 94.40% 100% 99.48% 106 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยมะเร็งที่มา รับยาเคมีบำบัด >95% 93.46%** 86.7% 91.26% 99.82% 99.52% 107 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยโรคหัวใจ >95% 93.46%** 85.72% 98.58% 99.82% 100% 108 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยโรคไต >95% 93.46%** 79.94% 88.51% 91.13% 90.86% 109 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยทารกแรก เกิดป่วย >95% 93.46%** 81.85% 97.93% 100% 99.77% 110 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยจิตเวช >95% 93.46%** 76.64% 89.38% 94.82% 92.08% 111 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยโรคตา >95% 93.46%** 97.55% 98.47% 98.47% 91.11% 112 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วย Trauma >95% 93.46%** 83.11% 96.13% 100% 96.96% 113 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้ป่วยและ ครอบครัวในผู้ป่วยที่ ได้รับการดูแลแบบ ประคับประคอง >95% 93.46%** 89.02% 88.35% 90.12% 80.56% 114 จำนวนข้อร้องเรียน ด้านพฤติกรรมบริการ ≤50 เรื่อง/ปี 50 เรื่อง/ ปี* 44 43 33 25 *ค่าเป้าหมาย **เปรียบเทียบจาก THIP II จากการทบทวนความพึงพอใจ และข้อร้องเรียนของผู้รับบริการ พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความ ล่าช้าในการให้บริการ การสื่อสาร การให้ข้อมูล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลจึงพัฒนารูปแบบการให้บริการ พยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ โดยกลุ่มผู้ใช้บริการผู้ป่วยนอก มีบริการคลินิกนอกเวลา ราชการ (SMC) การปรับกระบวนการลงทะเบียนคิวออนไลน์ผู้ป่วยนอก (CBH Plus) ส่งผลทำให้ลดความ แออัดในการบริการผู้ป่วยนอก ผู้รับบริการทราบคิวและระยะเวลารอคอยที่ชัดเจน ด้านกลุ่มผู้ใช้บริการผู้ป่วย ใน มีระบบการจองห้องพิเศษ Online การให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติ(Nurse Communication) และพัฒนา กระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยเพิ่มช่องผ่านทาง QR Code, Facebook, ห้องสบายใจ เพื่อรับทราบ


๑๒๒ ความไม่พึงพอใจของผู้รับบริการ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความ พึงพอใจของผู้รับบริการ ลดข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรมจริยธรรม จัดตั้งคณะกรรมการในการเจรจาไกล่เกลี่ย จัดการข้อร้องเรียน อย่างทันท่วงที ข้อร้องเรียนด้านพฤติกรรม และด้านจริยธรรม มีการพัฒนาระบบการนิเทศกำกับด้านพฤติกรรม จริยธรรมการบริการ เป้าหมายเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ ลดข้อร้องเรียนของผู้ใช้บริการ แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับหัวหน้างาน/หัวหน้าหอผู้ป่วยใช้ CHONBURI Ethic model ผ่านการ round และ conference ระดับ หัวหน้ากลุ่มงาน/รองหัวหน้าพยาบาล/พยาบาลเวรตรวจการ/หัวหน้าพยาบาล ใช้ระบบการนิเทศพฤติกรรม แบบ SEEN ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 115 ร้อยละความพึงพอใจ ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อบริการพยาบาล >80% 80%* 88.63% 91.98% 95.19% 94.95% 116 ร้อยละความพึงพอใจผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใน (แพทย์) >80% 80%* 90.51% (28) 97.26% (31) 98.04% (28) 92.91% (79) 117 ร้อยละความพึงพอใจผู้ มี ส่ ว น ได้ ส่ ว น เสี ย ภายใน(จนท.อื่นๆ) >80% 80%* 91.04% (287) 93.53% (106) 93.76% (131) 95.16% (446) 118 ร้อยละความพึงพอใจผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายนอก (รพ.ใน เครือข่าย) >80% 80%* 87.29% (56) 82.01% (27) 91.67% (23) 86% (34) 119 ร้อยละความพึงพอใจผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายนอก (นักศึกษา) >80% 80%* 93.61% (27) 92.33% (18) 99.71% (17) 93.49% (83) 120 ร้อ ย ล ะค ว าม ไม่ พึ ง พอใจของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย 0% 0%* 8.94% 1.87% 1.98% 0.06% 121 จำนวนข้อร้องเรียน เกี่ยวกับการละเมิด สิทธิของผู้รับบริการ/ผู้ มีส่วนได้ส่วนเสีย 0 0* 8 12 0 0 จากการวิเคราะห์พบว่าส่วนใหญ่มีข้อร้องเรียนเรื่องการให้ข้อมูล และด้านพฤติกรรมบริการเป็นส่วนมาก กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการพัฒนาปรับปรุงทั้งด้านการพยาบาลให้บุคลากรมีการดูแลรักษาที่เป็นไปตาม มาตรฐาน นำข้อร้องเรียนมาปรับปรุงเรื่องการให้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ โดยการทำ nursing communication round นำแนวคิด CHONBURI Ethic model มาปรับใช้ ทำให้ข้อร้องเรียนด้านการได้รับ ข้อมูล


๑๒๓ 7.3 ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 122 ร้อยละหน่วยงานที่ Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 48.39% 56.76% 85.71% 87.30% 123 ร้อยละของหอผู้ป่วย สามัญอายุรกรรมที่มี Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 37.5% 25% 88.89% 88.89% 124 ร้อยละของหอผู้ป่วย สามัญศัลยกรรมที่มี Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 37.58% 50% 100% 100% 125 ร้อยละของหอผู้ป่วย สามัญออโธปิดิกส์ที่ มีProductivityอยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 0 0 25% 66.67% 126 ร้อยละของหอผู้ป่วย สามัญกุมารเวชกรรมที่ มีProductivity อ ยู่ ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 40% 40% 50% 50% 127 ร้อยละของ หอผู้ป่วย สามัญสูติกรรมที่มี Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 50% 100% 100% 100% 128 ร้อยละของหอผู้ป่วย สามัญ EENTที่มี Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 100% 100% 100% 100% 129 ร้อยละของหอ ผู้ป่วยหนักที่มี Productivity อยู่ใน เกณฑ์ 90-110 100% 100%*** 100% 90% 91.67% 91.67% 130 ร้อยละของหน่วยงานที่ มีการบริหารจัดการชม. การทำงานของ พยาบาลตามเกณฑ์ <60ชม./สัปดาห์ >80% 80%*** 50% (22/44) 44.44% (20/45) 37.78% (17/45) 47.83% (22/46)


๑๒๔ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 131 ร้อยละของหน่วยงาน อายุรกรรมที่มีการ บริหารจัดการชม.การ ทำงานของพยาบาล ตามเกณฑ์ <60ชม./ สัปดาห์ >80% 80%*** 0% 0% 0% 0% 132 ร้อยละของหน่วยงาน ศัลยกรรมที่มีการ บริหารจัดการชม.การ ทำงานของพยาบาล ตามเกณฑ์ <60ชม./ สัปดาห์ >80% 80%*** 44.44% 33.33% 22.22% 100% 133 ร้อยละของหน่วยงาน กุมารเวชกรรมที่มีการ บริหารจัดการชม.การ ทำงานของพยาบาล ตามเกณฑ์ <60ชม./ สัปดาห์ >80% 80%*** 100% 80% 80% 100% 134 ร้อยละของหน่วยงาน ออโธปิดิกส์ที่มีการ บริหารจัดการชม.การ ทำงานของพยาบาล ตามเกณฑ์ <60ชม./ สัปดาห์ >80% 80%*** 100% 100% 100% 100% 135 ร้อยละของหน่วยงาน สูติกรรมที่มีการบริหาร จัดการชม.การทำงาน ของพยาบาลตามเกณฑ์ <60ชม./สัปดาห์ >80% 80%*** 100% 100% 100% 100% 136 ร้อยละของหน่วยงาน EENTที่มีการบริหาร จัดการชม.การทำงาน ของพยาบาลตามเกณฑ์ <60ชม./สัปดาห์ >80% 80%*** 50% 50% 50% 50% 137 ร้อยละของหน่วยงาน ผู้ป่วยหนักที่มีการ บริหารจัดการชม.การ


๑๒๕ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 ทำงานของพยาบาล ตามเกณฑ์ <60ชม./ สัปดาห์ >80% 80%*** 50% 50% 41.67% 25% ***เปรียบเทียบจากค่ามาตรฐาน จากข้อมูลการบริหารจัดการชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามเกณฑ์ <60ชม./สัปดาห์พบว่าไม่ สามารถจัดได้และสูงขึ้นในแต่ละปีโดยเฉพาะสาขาอายุรกรรม สาขาศัลยกรรม สาขา EENT และสาขา ผู้ป่วยหนัก เนื่องจากปี 2564 มีการเปิดให้บริการทุกสาขาครบ 100 % หลังการระบาดของโรค Covid 19 และมีการเพิ่มบริการเช่น หน่วย Low immune หน่วยงานพิเศษ และหน่วยงานตรวจรักษาพิเศษเพื่อรองรับ การรักษาThrombectomy ประกอบกับในปี 2565 มีอัตรากำลังลาออก/โอนย้ายเพิ่มขึ้น ทำให้มี อัตรากำลังหมุนเวียนลดลง กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีนโยบายในการจัดสรรอัตรากำลังมุ่งเน้นหน่วยที่มี ความเสี่ยงสูงและหน่วยงานที่เปิดบริการใหม่เพื่อสนองนโยบายของโรงพยาบาล ทั้งได้ใช้วิธีการหมุนเวียน อัตรากำลังภายในสาขาเดียวกันเพื่อให้ภาระงานเหมาะสมโดยการเพิ่มเวร OT ทำให้การบริหารจัดการชม.การ ทำงานของพยาบาลตามเกณฑ์ การปฏิบัติตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติงาน ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 138 ร้อยละคุณภาพการใช้ กระบวนการพยาบาล ADPIE > 90% 90%* 92.03% 92.49% 93.97% 95.93% Assessment (A) > 90% 90%* 95.06% 94.29% 95.91% 96.48% Diagnosis (D) > 90% 90%* 91.71% 93.63% 94.78% 93.48% Planning (P) > 90% 90%* 91.71% 93.63% 91.97% 96.78% Implementation (I) > 90% 90%* 91.71% 93.63% 94.19% 96.05% Evaluation (E) > 90% 90%* 91.06% 93.89% 93.62% 93.98% 139 ร้อยละการปฏิบัติของ พยาบาลตามแนวทาง ปฏิบัติ warning SOS ใน กลุ่มผู้ป่วยวิกฤติ 100% 100 %*** 95.06% 97% 95.91% 95.83% 140 ร้อยละการปฏิบัติของ พยาบาลตามแนวทาง ปฏิบัติ warning NEWs ในกลุ่มผู้ป่วยวิกฤติทารก แรกเกิด 100% 100 %*** 89.90% 91.59% 89.91% 100% 141 ร้อยละของพยาบาล วิชาชีพได้รับการอบรม ฟื้นฟูทักษะการช่วยฟื้น คืนชีพขั้นพื้นฐาน 100 % 100 %*** 100% 100% 100% 100%


๑๒๖ ***เปรียบเทียบจากค่ามาตรฐาน * ค่าเป้าหมาย 7.4 ผลลัพธ์ด้านบุคลากร ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 142 ร้อยละการคงอยู่ของ บุคลากรพยาบาล > 80% 80% (รพ.ระดับ A) 88.70% 98.96% 96.57% 97.6% 143 ร้อยละความผูกพัน องค์กรของบุคลากร พยาบาล > 80% 80%* 66.18% 70.15% 69.39% 69.70% 144 ร้อ ยล ะค วาม ผู ก พั น องค์กรของ Gen B > 80% 80%* NA NA 81.86% 79.29% 145 ร้อ ยล ะค วาม ผู ก พั น องค์กรของ Gen X > 80% 80%* NA NA 74.79% 74.63% 146 ร้อ ยล ะค วาม ผู ก พั น องค์กรของ Gen Y > 80% 80%* NA NA 67.55% 66.76% 147 ร้อ ยล ะค วาม ผู ก พั น องค์กรของ Gen Z > 80% 80%* NA NA 67.38% 66.51% 148 ร้อยละความพึงพอใจใน งานของพยาบาล > 80% 80%* 69.04% 75.87% 69.68% 69.70% 149 ร้อยละความพึงพอใจใน งานของ Gen B > 80% 80%* NA NA 72.13% 76.64% 150 ร้อยละความพึงพอใจใน งานของ Gen X > 80% 80%* NA NA 71.53% 72.98% 151 ร้อยละความพึงพอใจใน งานของ Gen Y > 80% 80%* NA NA 68.40% 67.01% 152 ร้อยละความพึงพอใจใน งานของ Gen Z > 80% 80%* NA NA 72.36% 69.33% 153 อัตราการลาออก โอนย้ายของพยาบาล < 3 3 รพ.ระดับ A 1.26 1.73 2.44% 3.58% เปรียบเทียบจากรพ.ระดับ A ค่าเป้าหมาย * จากสถานการณ์ในปี 2565 มีการลาออกโอนย้ายเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2563 -2564 โดยเฉพาะใน กลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่อายุงาน 3-4 ปี สอดคล้องกับอัตราความพึงพอใจในงานและความผูกพันองค์กรที่อยู่ใน ระดับต่ำ โดยเป็นกลุ่มที่เป็นนักเรียนทุนที่มาจากต่างจังหวัดได้บรรจุข้าราชการแล้วทั้งสิ้น มีความต้องการ กลับไปภูมิลำเนาเดิม ดูแลครอบครัว ต้องการหางานใหม่ที่มีภาระงานน้อยกว่า เพื่อเป็นการการธำรงรักษา บุคลากรทางการพยาบาลให้คงอยู่ในระบบ และมีความผูกพันกับองค์กร กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลมีการ สานสัมพันธภาพจากผู้บริหาร สู่ผู้ปฏิบัติ โดยมีโครงการผู้บริหารทางการพยาบาลพบน้อง ที่มีบรรยากาศ ถ่ายทอดความรู้สึก และค้นหาความต้องการของบุคลากรทางการพยาบาลทุกระดับ มีการดำเนินการเพื่อ ตอบสนองต่อปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพัน และความพึงพอใจ โดยเน้นการบริหารแบบธรรมาภิบาล ภายใต้


๑๒๗ Core Value (SMART) การทำงานเป็นทีม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคมีนโยบายการดูแลสวัสดิการสำหรับบุคลากร โดยช่วยเหลือในด้านการศึกษา สมรส/ คลอดบุตร ดูแลบุคลากรและบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย และญาติถึง แก่กรรม ชุดปฏิบัติงาน เบี้ยขยัน ภักดีองค์กร ช่วยเหลือกรณีประสบสาธารณภัยอุบัติเหตุจากงาน และให้ รางวัลกรณีสร้างชื่อเสียงให้องค์กร มีมุมพักผ่อนให้แก่บุคลากร Co-work space ในหน่วยงานและ อาคาร Excellent ชั้น 10 มีการจัดบุคลากรตามภาระงาน (Productivity)จัดระบบหน่วยงานที่มีภาระงานน้อยช่วย หน่วยงานที่มีภาระงานมาก (ACC policy ) กำหนดแนวทางการจัดการกรณีอัตรากำลังเกินให้ช่วยอัตรากำลังที่ ขาดแคลนในสาขาการพยาบาล มีระบบพี่เลี้ยงดูแลน้อง เป็นกัลยาณมิตร ให้รางวัลบุคลากรที่สร้างชื่อเสียงให้กับ โรงพยาบาล ด้านสมรรถนะของบุคลากรทางการพยาบาล ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 154 ร้อยละของพยาบาลมี Specific Functional competency ผ่าน เกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 70.51% 72.49% 80.93% 85.71% 155 ร้อยละพยาบาลสาขา หัวใจ มี Specific Functional competency ด้าน กลุ่มโรคหัวใจผ่าน เกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 38.89% 75.00% 80.25% 87.14% 156 ร้อยละพยาบาลสาขา มะเร็ง มี Specific Functional competency ด้าน สาขามะเร็งผ่านเกณฑ์ ระดับ 3 >80% 80%*** 66.67% 68.81% 82.11% 84.23% 157 ร้อยละพยาบาลสาขา Trauma มี Specific Functional competency ด้าน สาขา Trauma ผ่าน เกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 45.90% 83.33% 84.00% 86.32% 158 ร้อยละพยาบาลสาขา Trauma มี Specific Functional competency ด้าน สาขาทารกแรกเกิด ผ่านเกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 57.69% 75.54% 82.05% 85.71%


๑๒๘ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 159 ร้อยละของพยาบาลมี สมรรถนะ Common Functional competency ผ่าน เกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 77.37% 86.15% 90.28% 90.20% 160 ร้อยละของพยาบาลมี สมรรถนะ Common Functional competency ด้าน Early warning signs ผ่านเกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 81.61% 86.54% 87.89% 90.23% 161 ร้อยละของพยาบาลมี สมรรถนะ Common Functional competency ด้าน Medication ผ่าน เกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 81.65% 84.23% 87.96% 90.07% 162 ร้อยละของพยาบาลมี สมรรถนะ Common Functional competency ด้าน Basic Infection control ผ่านเกณฑ์ ระดับ 3 >80% 80%*** 81.22% 83.15% 90.48% 91.82% 163 ร้อยละของพยาบาลมี สมรรถนะ Common Functional competency ด้าน IT ผ่านเกณฑ์ระดับ 3 >80% 80%*** 62.24% 93.4% 94.8% 96.42% ***เปรียบเทียบจากค่ามาตรฐาน ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 จำนวนเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ จากการทำงาน 164 จำนวนเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ TB 0 0*** 1 1 2 1


๑๒๙ 165 จำนวนเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ COVID 19 0 0*** 0 3 83 12 166 ร้อยละเจ้าหน้าที่ที่มีค่า BMI ผิดปกติ(BMI> 30) <5% 5%* 8.31% 9.20% 9.26% 9.10% ***เปรียบเทียบจากค่ามาตรฐาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีการติดเชื้อในงานจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงการระบาดของโรค Covid 19 กลุ่มภารกิจด้าน การพยาบาลมีการจัดการ โดยแบ่งเป็น 3 ด้านคือ จัดระบบ : มีกระบวนการคัดกรอง มีการจัดบริการจำแนกตาม กลุ่มผู้ป่วย 3 กลุ่ม 1) ผู้ป่วยทั่วไป 2) ผู้ป่วย PUI 3) ผู้ป่วย COVID โครงสร้าง : มี Isolation room มี Cohort/Isolation ward มีการจัดการระบบการแลกเปลี่ยนอากาศภายในหอผู้ป่วยใน*สำหรับผู้ป่วยทั่วไป อย่างน้อย 6 air exchange/ชั่วโมง โดยมีทิศทางการไหลของอากาศไปในทิศทางเดียวกัน มีการแยกพื้นที่ หรือห้อง อย่าง ชัดเจนสำหรับหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการแพร่กระจายในลักษณะ Aerosol* บุคลากร : บุคลากร ฝึกและปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ PPE ที่เหมาะสมกับหัตถการ เช่น Intubation เป็นต้น*สำหรับผู้ป่วย COVID มีการจัดอัตรากำลัง และบริหารทีมให้มีอย่างน้อย 2 ทีม ที่แยกกัน พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย PUI และCOVID ไม่ควรปฏิบัติงานเกิน 8 ชั่วโมง/วัน ซึ่งจากการประเมินการใส่ PPE ครบถ้วนเหมาะสมของ พยาบาลวิชาชีพได้ ร้อยละ 80 จัดทำโครงการ Change your fat ปัจจุบันเริ่มต้นโครงการมีบุคลากรทางพยาบาลเข้าร่วม 108 คน คิดเป็นร้อยละ 6.5 7.5 ผลลัพธ์ด้านระบบงานและกระบวนการสำคัญ ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 167 ร้อยละของบุคลากร ทางการพยาบาลได้รับ การเตรียมความพร้อม แผนอัคคีภัย 100% 100%* 100% 100% 100% 100% 168 ร้อยละของหน่วยงานที่ ใช้ระบบอิเลคโทรนิค E- MAR , E- blood 100% 100%* 7.14% (ผู้ป่วยใน) 71.43% (ผู้ป่วยใน) 100% (ผู้ป่วยใน) 100% (ผู้ป่วยใน) 169 ร้อยละของหน่วยงานที่ ใช้ระบบอิเลคโทรนิค E- nurse note 100% 100%* NA 9.52% (ผู้ป่วยใน) 71.43% (ผู้ป่วยใน) 100% (ผู้ป่วยใน) *เปรียบเทียบจากค่าเป้าหมาย


๑๓๐ 7.6 ผลลัพธ์ด้านการนำองค์กร ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 170 ร้อยละของแผนงาน/ โครงการที่บรรลุตาม เป้าหมาย >80% >80%* 25% 41.67% 50% 83.61% ตัวชี้วัด (Li) เป้าหมาย (Le) compare 2563 2564 2565 2566 171 จำนวนหลักสูตรการ พยาบาลเฉพาะทางที่ รับเป็นแหล่งฝึก(ผลิต) > 5 หลักสูตร 5 หลักสูตร* 4 4 4 5 172 จำนวนผลงานวิจัย ทางการพยาบาล (5เรื่อง/ปี) >5 เรื่อง 5 เรื่อง* 5 8 8 23 173 จำนวนผลงานวิจัยที่ ได้รับการเผยแพร่ >5 เรื่อง 5 เรื่อง* 5 5 5 9 174 จำนวนผลงานวิจัยที่ นำไปใช้ >5 เรื่อง 5 เรื่อง* 5 5 5 19 175 จำนวนผลงานวิจัยที่ ได้รับรางวัล >5 เรื่อง 5 เรื่อง* 0 2 2 6 176 จำนวนผลงาน CQI / นวัตกรรมทางการ พยาบาล >5 เรื่อง 5 เรื่อง* 5 5 20 89 177 ร้อยละของหน่วยงานที่ ผ่านเกณฑ์การประเมิน คุณภาพการพยาบาล ภายในระดับ 3 ขึ้นไป ที่มีคะแนน≥ร้อยละ 60 >80 % 80 %* 100% 100% 100% 100% 178 ร้อยละพฤติกรรม จริยธรรมของพยาบาล ต่อผู้ป่วย >80 % 80 % (รพ.ระดับ A) 87.69% (N = 1,186) 83.43% (N = 1,005) 88.4% (N = 888) 84% (N = 868) 179 ร้อยละบรรยากาศ จริยธรรมในหน่วยงาน >80 % 80 % (รพ.ระดับ A) 79.58 % (N = 1,186) 75.2 % (N = 1,005) 74.80% (N = 1,394) 75% (N = 1,307) 180 จำนวนข้อร้องเรียน ด้านจริยธรรมทางการ พยาบาล 0 0* 44 43 33 28 *เปรียบเทียบจากค่าเป้าหมาย


๑๓๑ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลพบปัญหาด้านพฤติกรรมจริยธรรมทางการพยาบาล จึงสร้างอัตลักษณ์ สำหรับบุคลากรทางการพยาบาล ให้มีบรรยากาศของพฤติกรรมจริยธรรมทางการพยาบาล โดยมี CHONBURI Ethics Model เป็นตัวขับเคลื่อนนำลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และผู้บริหารทางการพยาบาลเป็น ต้นแบบ โดยเริ่มตั้งแต่กฎระเบียบ การแต่งกาย วัฒนธรรมการไหว้ การให้เกียรติรุ่นพี่ การต้อนรับน้องที่อบอุ่น ปลูกฝังพฤติกรรมบริการที่ดี ให้บริการด้วยความเอื้ออาทร การปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างมีจริยธรรม และมีการสานสัมพันธภาพจากผู้บริหาร สู่ผู้ปฏิบัติ โดยมีโครงการผู้บริหารทางการพยาบาลพบน้อง ที่มี บรรยากาศถ่ายทอดความรู้สึก และค้นหาความต้องการของบุคลากรทางการพยาบาลทุกระดับ และกำหนดให้ มีมาตรฐานพฤติกรรมบริการที่ดี 3.ส่วนสรุป: ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ หมวด ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง/ พัฒนาต่อเนื่อง หมวด 1 การนำองค์กร - นโยบายการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ของโรงพยาบาลและกลุ่มภารกิจด้าน การพยาบาล - ผู้บริหารและทีมมีความมุ่งมั่นในการ พัฒนาคุณภาพเพื่อความปลอดภัยของ ผู้ป่วยและบุคลากร - โครงสร้างการบริหารงานชัดเจนตาม โครงสร้างการพยาบาล 16 กลุ่มงานทำ ให้มีระบบการนิเทศกำกับติดตามการ ปฏิบัติหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ใช้กลไกการสื่อสารแบบสองทาง - นโยบายพัฒนาจริยธรรมทางการ พยาบาลโดยใช้CHONBURI Ethics Model เป็นตัวขับเคลื่อน - นำข้อมูลจากผลการนิเทศ มา วิเคราะห์เพื่อการวางแผน พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง - กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการ พยาบาลสนับสนุนส่งเสริมให้ เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมใน หน่วยงาน และให้หน่วยงาน มีการนำงานวิจัยไปใช้ในการ พัฒนาคุณภาพบริการ หมวด 2 การวางแผน เชิงกลยุทธ์ -- นโยบายรัฐบาลเรื่อง Service plan กำหนดให้โรงพยาบาลชลบุรีเป็น Excellent Center 4 สาขา และ Proxy disease - การจัดทำแผนกลยุทธ์และตัวชี้วัด เชื่อมโยงสอดคล้องกับกระทรวง กองการ พยาบาลและโรงพยาบาล - การถ่ายทอดแผนสู่กรรมการบริหารกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล และหัวหน้า กลุ่มงานการพยาบาลและระดับ หน่วยงานตามลำดับ - การมอบหมายผู้รับผิดชอบตัวชี้วัด -เพิ่มบทบาทให้ทีมนำรับผิดชอบ ตามกลยุทธ์กำกับติดตาม ดำเนินการตามแผนฯ รายงาน สรุปในที่ประชุมคณะกรรมการ บริหารกลุ่มภารกิจด้านการ พยาบาล ทุกเดือน


๑๓๒ หมวด ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง/ พัฒนาต่อเนื่อง หมวด 3 ผู้ใช้บริการ - มีช่องทางการรับข้อคิดเห็น สอบถาม ถามความพึงพอใจผู้ใช้บริการในหลาย ช่องทาง ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้บริการทุก กลุ่ม รวมกลุ่มผู้มีความต้องการเฉพาะ กลุ่มโรคสำคัญ Excellence center - การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนา ระบบบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว -การออกแบบเพื่อรับความพึง พอใจไม่พึงพอใจจากการใช้ บริการ กลุ่มผู้มีอุปการคุณ/VIP และมอบหมายผู้รับผิดชอบ ติดตามข้อมูลรายงาน - ขยายงานด้าน Tele-nursing - พัฒนางาน Virtual ER หมวด 4 การวัด การ วิเคราะห์และการจัดการ ความรู้ -การนำ IT มาใช้ในระบบสารสนเทศ ทางการพยาบาลใช้ประโยชน์ในทาง บริหาร บริการ วิชาการ -การพัฒนา งานวิชาการ นวัตกรรมต่อเนื่อง อย่างน้อย หน่วยละ 1 เรื่อง ทุก1-2ปี หมวด 5 บุคลากรพยาบาล - มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หลายสาขา - ความร่วมมือของบุคลากรสหสาขา วิชาชีพ - ความเป็นสถาบันฝึกอบรมทั้งก่อน/ หลัง ปริญญา -นำผลวิเคราะห์ปัจจัยความ ผูกพันและความสุขในการ ทำงาน มาดำเนินการปรับปรุง แก้ไขต่อเนื่อง -การประเมินและพัฒนา สมรรถนะบุคลากรทางการ พยาบาลต่อเนื่อง หมวด 6 การปฏิบัติการ พยาบาล ระบบบริหารความเสี่ยงของ NSO มีจุด แข็ง คือหัวหน้าพยาบาลให้ความสำคัญใน การกระตุ้นให้เกิดการทบทวนในงาน ประจำวัน มีสายการบังคับบัญชาแยกตาม สายงานการพยาบาลที่ชัดเจน RM co. เป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นและพัฒนา ระบบการบริหารความเสี่ยงระดับ หน่วยงาน -ติดตามนิเทศกำกับการใช้กระบวนการ พยาบาลและผลลัพธ์ทางการพยาบาล อย่างต่อเนื่องโดยใช้ IT -การนำเทคโนโลยีมาปรับใน กระบวนการดูแลผู้ป่วยให้ ครอบคลุม หมวด 7 ผลลัพธ์ทางการ พยาบาล - มีคณะกรรมการผู้รับผิดชอบงาน IT กลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล - กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ทางการพยาบาล สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงพยาบาล และเป้าหมายองค์กรพยาบาล - วิเคราะห์ทบทวนตัวชี้วัด ผลลัพธ์ทางการพยาบาล เพื่อ การกำหนดเป้าหมายองค์กร พยาบาลและการพัฒนา ต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version