โครงร่างวิจัย การศึกษาศิลปะการแสดงของทวารวดีในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผ่านทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคม รุ่งโรจน์ อ่อนพร โครงร่างวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การวิจัยทางนาฏยศิลป์ สาขาวิชานาฏยศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า โตโลโปตี เป็นชื่อของ อาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้ หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน (อังกฤษ: Edourd Chavannes) และ นายตากากุสุ (อังกฤษ: Takakusu) ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิงในปี พ.ศ. 2439 และ นายโปล เปลลิโอต์ (อังกฤษ: Paul Pelliot) ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็น ชาวมอญในปี พ.ศ. 2447 เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ ที่พบ มากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอม– เขมรหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ - หลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษ ที่ 9-13 ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์ (อังกฤษ: Lunet de Lajonguiere) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่ กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่าทวารวดี โดยใช้ เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรและอายุตามบันทึกของจีน กับอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน 2 เหรียญ มี จารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวร ปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยัง เชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ ขณะเดียวกันนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่าเป็นอำเภออู่ทอง หรืออาจเป็นจังหวัดลพบุรี ที่น่าจะเป็นเมือง หลวงมากกว่ากัน ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก 2 เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป ศิลปะในยุคสมัยทวารวดี ศิลปะทวารวดี จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ ที่มีพัฒนาการ อย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ บรรดา โบราณ วัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพล ของศิลปวัฒนธรรม ทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าว
ได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ “ต้นกําเนิดพุทธศิลป์ใน สยามประเทศ” ศิลปะทวารวดี จัดเป็นศิลปกรรมต้น อารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการ อย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ําเจ้าพระยา ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖ บรรดาโบราณ วัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องใน พุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ ด้วย อิทธิพล ของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ “ต้นกําเนิดพุทธศิลป์ใน สยามประเทศ” แต่ เดิมการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความสําคัญต่อ กลุ่มพระพุทธรูปเป็น หลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจํานวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการ รับนับถือพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทใน วัฒนธรรมทวารวดีได้เป็นอย่างดี แม้จะมีการค้นพบ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้างแต่มีจํานวน ไม่มากนัก โดยทั่วไปมักจัดแบ่งกลุ่ม และยุคสมัย พระพุทธรูป ศิลปะทวารวดีออกเป็น ๓ กลุ่มตามอายุสมัย ดังนี้ ศิลปะทวารวดีตอนต้น อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ศิลปะทวารวดีตอนกลาง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ศิลปะทวารวดีตอนปลาย อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ ทฤษฎีปัญญาสังคม ความหมายของการเรียนรู้ธรรมชาติของการเรียนรู้ทฤษฎีการเรียนรู้ (Theory of Learning) การเสริมแรงและการลงโทษ การปรับพฤติกรรมและการแต่งพฤติกรรม ทฤษฎี ปัญญาสังคม (Social Learning Theory) Albert Bandura (1962 - 1986) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าของตนเอง เดิมใช้ชื่อว่า "ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม" (Social Learning Theory) ต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่อทฤษฎีเพื่อความเหมาะสมเป็น "ทฤษฎีปัญญาสังคม" ทฤษฎีปัญญาสังคมเน้นหลักการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning) เกิดจากการที่บุคคล สังเกตการกระทำของผู้อื่นแล้วพยายามเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นใน สภาพแวดล้อมทางสังคมเราสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกเสียง การขับรถยนต์ การเล่น กีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น ขั้นตอนของการเรียนรู้โดยการสังเกต มี 4 ขั้นดังนี้ ขั้นให้ความสนใจ (Attention Phase) ขั้นจำ (Retention Phase) ขั้นปฏิบัติ (Reproduction Phase) และขั้นจูงใจ (Motivation Phase) 1. กระบวนการสนใจ (Attention process) การเชื่อมโยงกับระบำทวารวดีเพื่อให้ผู้เรียนมีการ สนใจในเรื่องของระบำทวารวดี 2. กระบวนการจดจำ (Retention process) เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการจดจำท่ารำของการแสดง ระบำทวารวดี 3. กระบวนการทำตาม (Reproduction process) เพื่อให้นักเรียนได้มีการทำตามท่ารำตามที่ ครูสาธิตและได้มีการให้นักเรียนได้มีการทำตามเพลงระบำทวารวดี
4.กระบวนการแรงจูงใจ (Motivation process) เพื่อให้นักเรียนได้มีการเรียนในเรื่องของ ระบำทวารวดีหลังจากนั้นครูจะมีรางวัลให้กับนักเรียนที่ระบำให้ครูดูในเพลงระบำทวารวดี สื่อการเรียนรู้ไฮเปอร์ลิงก์ ความหมาย “ไฮเปอร์ลิงก์” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ลิงก์” เป็น ฟังก์ชันพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตที่เราใช้ทุกวัน แม้ว่าเราจะไม่ทราบคำศัพท์ก็ตาม ดังนั้นไฮเปอร์ลิงก์ พูด ง่ายๆ ก็คือ พวกมันเป็นตัวเชื่อมและเป็นลิงค์ระหว่างหน้าเว็บสองหน้าบนเวิลด์ไวด์เว็ป เป็นเรื่องปกติที่ เราจะคลิกปุ่ม ข้อความ หรือรูปภาพเพื่อย้ายจากหน้าหนึ่งไปยังหน้าถัดไปบนหน้าเว็บที่เราไม่ได้นึกถึง อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เราคลิกบนบางสิ่งและพบว่าตัวเองอยู่ในหน้า Landing Page ใหม่ เราเพิ่งใช้ ไฮเปอร์ลิงก์ลิงก์มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์หลายประการ ในทางปฏิบัติ พวกเขาทำหน้าที่เป็นวิธีที่สะดวก ในการส่งผู้ใช้ไปยังสิ่งที่พวกเขากำลังมองหา เช่น บล็อกโพสต์ที่มีข้อมูลเพิ่มเติม หรือ e-shop ไฮเปอร์ ลิงก์ยังมีจุดประสงค์ที่ยอดเยี่ยมในแง่ของ SEO ลิงค์เป็นเกตเวย์จากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง แต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง anchor text นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำคีย์เวิร์ด SEO ไปใช้เพื่อระบุว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาร่องรองเชิงประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีที่เชื่องโยงกับระบำทวารวดีผ่านทฤษฎีการ เรียนรู้ปัญญาสังคม 2. เพื่อสร้างชุดความรู้ E-Book ในรูปแบบไฮเปอร์ลิงค์ เรื่องยุคสมัยทวารวดี ในการ ประกอบการเรียนรู้นาฏศิลป์ยุคสมัยทวารวดีในสถานศึกษา 3. ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ประวัติศาสตร์ด้านนาฏศิลป์ในยุคสมัยทวารวดี ผ่านทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคม 2. ขอบเขตด้านพื้นที่ - อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี - สถานศึกษาโรงเรียนอู่ทอง 3. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ผู้เชี่ยวชาญการแสดงในยุคสมัยทวารวดี จำนวน 1 ท่าน 3.2 ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุคสมัยทวารวดี จำนวน 1 ท่าน 3.3 ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ จำนวน 1 ท่าน 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา เริ่มดำเนินการวิจัยช่วง ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2567
กิจกรรม/ขั้นตอนการ ดำเนินงาน ระยะเวลา (เดือนตุลาคม ถึง พฤษภาคม) ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. 1 ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2 สร้างและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3 เก็บรวบรวมข้อมูล 4 สังเคราะห์และ ประมวลผลข้อมูล 5 วิเคราะห์ข้อมูล 6 สรุปผลการวิจัยและ อภิปรายผล 4. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. เกิดการเรียนรู้ประวิติศาสตร์ในพื้นที่ของทวารวดีในอำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี 2. ได้ทราบถึงวัฒนธรรมการแสดงในยุคสมัยทวารวดี 3. ได้สื่อการเรียนรู้ในรู้แบบไฮเปอร์ลิงค์ เรื่องยุคสมัยทวารวดี ในการประกอบการเรียนรู้ นาฎศิลป์ยุคสมัยทวารวดีในสถานศึกษา 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทวารวดี หมายถึง อาณาจักรโบราณสมัยทวาราวดี เริ่มตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๑ หรือ ๑๒-๑๖ ราชธานีอยู่ที่ใดยังไม่ทราบแน่ แต่คง ตั้งอถบภาคกลางของประเทศไทย ประชาชนคงเป็นมอญ ได้แผ่ศิลปะและวัฒนธรรมของตนออกไปมากเกือบทั่ว ประเทศไทยในปัจจุบันการเสื่อมสลายของอาณาจักรทวา ราวดีอาจเกิดจา 2. สถูปเจดีย์ หมายถึง สิ่งก่อสร้างเหนือหลุมฝังศพ หรือสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุ ของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อให้ลูกหลานและผู้เคารพนับถือได้ สักการบูชา ถือกันว่ามีบุคคลที่ควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป
เพื่อเป็นที่สักการะของมหาชนอยู่เพียง 4 พวก เรียกว่า ถู ปารหบุคคล ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธ เจ้า พระอรหันตสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ สำหรับ ประเทศไทย คำว่า สถูป และ เจดีย์ เรามักรวมเรียกว่า “สถูปเจดีย์” หรือ “เจดีย์” มีความหมายเฉพาะ ถึง สิ่งก่อสร้างในพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิ หรือเพื่อ ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเพื่อเป็นที่ระลึก ทั้งนี้อาจเป็น เพราะในสมัยหลังลงมาคงมีการสร้างสถานที่เพื่อบรรจุอัฐิ ธาตุ และเพื่อเคารพบูชาระลึกถึงพร้อมกันไปด้วย 3. เจดีย์ หมายถึง สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งของที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงและ เคารพบูชา 4. บริโภคเจดีย์ หมายถึง สังเวชนียสถานอันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิทพาน ของพระพุทธเจ้า 5. ทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอนมาก เพราะจะเป็นแนวทางในการกำหนดปรัชญาการศึกษาและ การจัดประสบการณ์ เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ อธิบายถึงกระบวนการ วิธีการและเงื่อนไขที่จะทำให้เกิด การเรียนรู้และตรวจสอบว่าพฤติกรรมของมนุษย์ มีการ เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร 6. ธาตุเจดีย์ หมายถึง สิ่งก่อสร้างบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์พระปรินิพพาน 7. มอญ หมายถึง ชาวมอญเป็นหนึ่งในกลุ่มชนแรกที่อาศัยอยู่ในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเผยแผ่ศาสนา พุทธนิกายเถรวาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป อารยธรรมที่ชาวมอญเป็นผู้สถาปนาเป็นหนึ่งในอารยธรรม ที่เก่าแก่ที่สุดทั้งในประเทศไทย พม่า และลาว ชาวมอญถือ เป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายใหญ่ ใน อดีต เมืองหลายเมืองในประเทศพม่า ประเทศไทย และ ประเทศลาวในปัจจุบัน อย่างย่างกุ้ง กรุงเทพ และ เวียงจันทน์ ได้รับการสถาปนาโดยชาวมอญหรือผู้นำเชื้อ สายมอญ
6. กรอบแนวคิดในการวิจัย การศึกษาศิลปะการแสดงของทวารวดีในพื้นที่จังหวัด สุพรรณบุรีโดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคม -ข้อมูลประวัติศาสตร์แหล่งทวารวดีเมืองอู่ทอง -ข้อมูลวัฒนธรรมการแสดงในยุคสมัยทวารวดี ทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคม ของอัลเบิร์ต แบนดูรา กับความฉลาดทางสังคม 4 ขั้นตอน 1. กระบวนการสนใจ (Attention process) 2. กระบวนการจดจ า (Retention process) 3. กระบวนการท าตาม (Reproduction process) 4. กระบวนการแรงจูงใจ (Motivation process) โดยใช้สื่อการเรียนรู้ไฮเปอร์ลิงค์(hyperlink link )
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการวิจัยศึกษาเรื่อง การศึกษาศิลปะการแสดงของทวารวดีในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้ทฤษฎี การเรียนรู้ปัญญาสังคม 2.1 ประวัติศาสตร์ในสมัยทวารวดี 2.1.1 ประวัติศาสตร์ในสมัยทวารวดี จังหวัดสุพรรณบุรี 2.2 การแสดงระบำทวารวดี 2.2.1 การแสดงระบำทวารวดี 2.2.2 ประวัติการแสดงระบำทวารวดี 2.2.3 องค์ประกอบการแสดงระบำทวารวดี 2.3 ทฤษฎีปัญญาทางสังคมของอัลเบิร์ต 2.3.1 กระบวนการสนใจ (Attention process) 2.3.2 กระบวนการจดจำ (Retention process) 2.3.3 กระบวนการทำตาม (Reproduction process) 2.3.4 กระบวนการแรงจูงใจ (Motivation process) 2.4 สื่อการเรียนรู้ 2.4.1 สื่อการเรียนรู้จากไฮเปอร์ลิงค์ 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.5.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องทางด้านประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดี
2.1 ประวัติความเป็นมาในสมัยทวารวดี ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2427 โดยนายแซมมวล บีล (อังกฤษ: Samuel Beel) ได้แปลงมาจากคำว่า โตโลกโปตี้(อังกฤษ: Toolpath)ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนจิ้ นฮง(อังกฤษ:Huntsman) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า โตโลกโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรนิศาปุระ และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ ในดินแดนประเทศไทย (สยาม) ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่น ๆ ที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลกโป ติ (อังกฤษ: Tchouanlopoti) หรือ เชอโฮโปติ (อังกฤษ: Chhoti) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย ประวัติศาสตร์ไทยBuddha_dvaravatistyle.jpgยุคก่อนประวัติศาสตร์อาณาจักรมอญ-เขมร อาณาจักร ของคนไทกรุงศรีอยุธยา(1893–2310)เชียงใหม่ กรุงธนบุรี (2310–2325)กรุงรัตนโกสินทร์ (2325– 2475)ประเทศสยาม (2475–2516)ประเทศไทย (2516–2544)ประเทศไทย (2544–ปัจจุบัน)ราย ภูมิภาค ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน (อังกฤษ: Edouard Chavannes) และ นายตากากุสุ (อังกฤษ: Takako’s) ผู้แปลจดหมายเหตุการ เดินทางของภิกษุอี้จิงในปี พ.ศ. 2439 และ นายโปล เปลลิโอต์ (อังกฤษ: Paul Pellet) ผู้ขยายความ อาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็นชาวมอญในปี พ.ศ. 2447 เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณ รวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ ที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่ สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอม–เขมรหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์ คุปตะ - หลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 9-13 ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์ (อังกฤษ: Lunet de Longmire) เรียกว่า กลุ่มอิทธิพลอินเดียแต่ไม่ใช่ขอม–เขมร จึงถูกนำมาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (พ.ศ. 2468) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2469) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้น ว่าทวารวดี โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรและอายุตามบันทึกของจีน กับอายุของงาน ศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญ เงิน 2 เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรี ทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามี อยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่าเป็นอำเภออู่ทอง หรืออาจเป็นจังหวัดลพบุรี ที่น่าจะเป็น เมืองหลวงมากกว่ากัน ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก 2 เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี และที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป อาณาจักร ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เป็นของชนชาติมอญ มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม จังหวัด
ราชบุรี อำเภออู่ทอง และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัด บุรีรัมย์ จังหวัดปราจีนบุรี และขึ้นไปถึงทางเหนือ จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงในภาคใต้เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดปัตตานี เป็นต้น จิตรกรรม ไม่เหลืออะไรปรากฏเป็นหลักฐานทางด้านจิตรกรรม ชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว เพราะงาน จิตรกรรมเขียนด้วยวัสดุที่ไม่คงทน และถูกแดดถูกฝนจึงสูญหายไป ประติมากรรม พระพุทธรูปลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ มีลักษณะ ของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบ อินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก พระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุใน ราวพุทธศตวรรษที่ 12 พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูป ปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15 พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมรแบบบาปวนในประเทศไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรี ปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบ สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูป เคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก ภาพที่ 1.1 พระพุทธรูปปางแสดงธรรมที่พระปฐมเจดียที่มา : https://www.boonchoofinearts.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0% สืบค้นเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2566
ประติมากรรมกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์ ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบ ทวารวดี จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะ อินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระ หัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโอสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะ อินเดียหลังคุปตะ (ปักลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปน่าเก่าที่อำเภอศรีเทพจะมีอายุ ใกล้เคียงกัน และที่ศรีเทพนอกจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกษณะและพระนารายณ์ ด้วย ลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากทำรูปลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่ทำแผ่น หินมารับกับพระหัตถ์คู่บน แต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดี จึงเพียงมีแต่ สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์ การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็นแตกไป เป็น 2 ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบอินเดียที่ทำขึ้น ในท้องถิ่น และมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมทวารวดีส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสร้างขึ้นในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัด นครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่น ก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวารวดี พบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ที่พบในแหล่งทวารวดีทั่วไปมักจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เศษภาชนะดินเผา เนื้อดินมักทำเป็นภาชนะปากบาน ภาชนะทรงหม้อตาล เศษภาชนะเคลือบ มีทั้ง ที่เป็นเครื่องเคลือบจีนในสมัยราชวงศ์ถังถึงสมัยราชวงศ์หยวน เครื่องเคลือบจากเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องเคลือบเปอร์เซีย เครื่องใช้อื่น ๆ ก็มีพบ เช่น กุณฑีดินเผา กาดินเผา ตะคันดินเผา กระสุนดินเผา ที่ ประทับตราดินเผา ตุ๊กตาดินเผา ฯลฯ นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ยังพบเครื่องใช้สำริด ทั้งเป็น เครื่องใช้ทั่วไปกับที่เป็นของของสูง หรือของที่ใช้ในพิธีกรรม เช่นคันฉ่อง เครื่องประกอบราชยานคาน หาม และเครื่องใช้ทำจากเหล็ก นอกจากเครื่องใช้แล้วยังพบเครื่องประดับทำจากหิน แก้ว ดินเผา สำริด ทองคำ ได้แก่ ลูกปัด แหวนตุ้มหู กำไล ฯลฯ
ร่องรอยกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดี ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบราณ รวมทั้งศิลปะโบราณ วัตถุสถานและจารึกต่าง ๆ ในสมัยทวารวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และที่สำคัญได้พบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย โดยไม่มีหลักฐานของ การแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป เช่น ภาคเหนือ : ที่อำเภอสวโลก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย, อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์, จังหวัด ลำพูนและ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบทุกจังหวัด ในแต่ละจังหวัดพบมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป บางจังหวัดพบว่ามี มากกว่า 7 แห่ง และมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาคตะวันออก : ที่ดงละคร จังหวัดนครนายก, จังหวัดปราจีนบุรี, จังหวัดสระแก้วและจังหวัดชลบุรี ภาคใต้ : ที่จังหวัดปัตตานี ภาคกลาง : กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสำคัญต่าง ๆ เช่น แม่น้ำเพชรบุรี, แม่น้ำแม่กลอง, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำลพบุรี, แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบเมืองโบราณสมัยนี้ถึง 63 เมืองด้วยกัน นอกจากนี้จากการ สำรวจและขุดค้นทางโบราณคดียังพบว่าเมืองโบราณแทบทุกแห่งจะมีลักษณะของการต่อเนื่องทาง วัฒนธรรมจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาสู่ช่วงสมัยทวารวดีเมื่อมีการติดต่อกับ อารยธรรมอินเดีย ดังนั้นทฤษฎีของนักวิชาการรุ่นก่อนโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรและ เมืองศูนย์กลางจึงเปลี่ยนไป ว่าน่าจะอยู่ในขั้นตอนของเมืองก่อนรัฐ (Proto-State) ในรูปของเมือง เบ็ดเสร็จหรือเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อ ศาสนา หากจะมีอำนาจทางการเมืองก็หมายถึงมีอำนาจเหนือเมืองบริวารหรือชุมชนหมู่บ้านรอบ ๆ ใน พื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เมืองใหญ่เหล่านี้แต่ละเมืองจะมีอิสระต่อกัน และเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันเพราะผล จากการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมจากอินเดีย โดยเฉพาะทางด้านศาสนาพุทธแบบหินยาน รวมทั้ง ภาษาและรูปแบบศิลปกรรมแบบเดียวกัน สภาพสังคมทวารวดีนั้นลักษณะไม่น่าจะเป็นอาณาจักร คง เป็นเมืองขนาดต่าง ๆ ซึ่งพัฒนาขยายตัวจากสังคมครอบครัว และสังคมหมู่บ้านมาเป็นสังคมเมืองที่มี ชุมชนเล็ก ๆ ล้อมรอบ มีหัวหน้าปกครอง มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการใช้ศาสนาเป็น เครื่องมือในการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ความสัมพันธ์โดย การเมือง แต่โดยการค้า ศาสนา และความเหมือนกันทางวัฒนธรรมเศรษฐกิจของชุมชนทวารวดีคงจะมี พื้นฐานทางการเกษตรกรรม มีการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างเมือง หรือการค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุนชน ภายนอก ชุมชนทวารวดีเริ่มต้นแนวความเชื่อแบบพุทธศาสนาในลัทธิเถรวาท ควบคู่ไปกับการนับถือ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ทั้งลัทธิไศวนิกาย และลัทธิไวษณพนิกาย โดยศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนา ฮินดู จะแพร่หลายในหมู่ชมชนชั้นปกครอง ในระยะหลังเมื่อเขมรเข้าสู่สมัยเมืองพระนคร เศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรมทวารวดีก็ถูกครอบงำโดยเขมร และในตอนท้ายคติความเชื่อเดิมก็ได้เปลี่ยนแปลง ไป ชาวทวารวดีได้มีการพัฒนาการทางเทคโนโลยีอันก้าวหน้าจากการจัดระบบชลประทานทั้งภายใน และภายนอกเมือง มีการขุดคลอง สระน้ำ การทำคันบังคับน้ำหรือทำนบ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถ่ายทอด สู่ชนรุ่นหลังในสมัยลพบุรี และสมัยอาณาจักรสุโขทัย ด้านการคมนาคม คนในสมัยทวารวดีมีการสัญจร ทั้งทางน้ำและทางบก นอกเหนือจากการติดต่อกับชาวเรือที่เดินทางค้าขายแล้ว ยังปรากฏร่องรอยของ คันดินซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นถนนเชื่อมระหว่างเมือง นอกจากนี้หลักฐานทางโบราณคดีที่พบไม่ว่าจะ เป็นสถาปัตยหรือประติมากรรมล้วนแล้วแต่แสดงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และศิลปกรรม เช่น เทคนิคตัดศิลาแลง การสกัดหิน การทำประติมากรรม การหล่อสำริด การหลอมแก้ว วัฒนธรรมทวาร วดีเริ่มเสื่อมลงราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณจากประเทศกัมพูชา ที่มีคติความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมที่แตกต่างออกไปเข้ามาแทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทวารวดียังต้องการคำตอบอีกมากไม่ว่าปัญหาเรื่องของอาณาจักรหรือเมืองอิสระ ปัญหา เมืองศูนย์กลาง ปัญหาอาณาเขต หรือแม้แต่ชื่อ ทวารวดี จะเป็นชื่ออาณาจักร หรือชื่อกษัตริย์ หรือชื่อ ราชวงศ์หนึ่ง หรืออาจเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มเมืองเจ้าของวัฒนธรรมแบบเดียวกันเฉกเช่นกลุ่มศรีวิชัยทาง ภาคใต้ ก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องขบคิดและหาหลักฐานมาพิสูจน์กันต่อไป ผลการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับ “ช่วงก่อนสมัยทวารวดี” ที่เมืองโบราณอู่ทอง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อู่ทองเป็นเมืองโบราณที่ได้รับการศึกษาทางโบราณคดี มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากพบหลักฐานทางโบราณคดีสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก แต่ ชุมชนโบราณที่เมืองอู่ทองก็มีพัฒนาการมาก่อนหน้าสมัยทวารวดีแล้ว ดังจะเห็นได้จากข้อมูลหลักฐาน และข้อสันนิษฐานของนักวิชาการในอดีตดังต่อไปนี้ การขุดศึกษาทางโบราณคดีโดยควอริตช์ เวลซ์ ควอริตช์ เวลซ์ (Quartic Wales) ได้ขุดตรวจบริเวณเนินเจดีย์ หมายเลข 3 เมื่อ พ.ศ. 2479 แต่ ก็ไม่ได้พบหลักฐานอะไรมาก เขารายงาน ว่าค้นพบชั้นทับถมของเศษภาชนะดินเผา เปลือกหอย และ กระดูกสัตว์ โดยพบเศษหม้อมีสันเป็นจำนวนมาก แต่ไม่พบเครื่องเคลือบเลย (Wales 1969:6-7; กรม ศิลปากร 2509: 6, 10) ต่อมาใน พ.ศ. 2511 เวลซ์จึงสันนิษฐาน ว่าเศษภาชนะลายเขียนสีแดงเป็น รูปคลื่น 3 เส้นที่เขาพบในชั้นดินตอนล่างจากการขุดค้นครั้งก่อนนั้นคงเกี่ยวข้องกับอาณาจักรฟูนัน (เจริญขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-11) เวลซ์เสนอว่าอู่ทองคือ “จินหลิน” หรือ “ดินแดนทอง” บ้านเมือง โบราณที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารจีน (Wales 1969: 7) ซึ่งจีนระบุถึง “จินหลิน” ว่าพระเจ้าฟันชิมันแห่ง ฟูนันได้ยกทัพมาปราบในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 โดยจินหลินตั้งอยู่ห่างจากฟูนันมาทางตะวันตกราว 2,000 ลี้ เป็นแหล่ง แร่เงิน และประชาชนนิยมคล้องช้างเพื่อเอางา (Wheatley 1973: 15,116-117) ซึ่งพอล วิทลีย์ (Paul Wheatley) เคยระบุว่าจินหลินอยู่ที่ใด ที่หนึ่งบริเวณอ่าวไทยตอนบน แต่แร่เงินคง นำมาจากรัฐฉานของเมียนมาในปัจจุบัน (Wheatley 1973: 117) ควรกล่าวไว้ด้วยว่า เวลซ์เป็น
นักวิชาการคนแรกๆ ที่กล่าวถึงคำว่า “ช่วงก่อนสมัยทวารวดี” โดยเฉพาะ ในกรณีของเมืองอู่ทองที่ท่าน เห็นว่ามีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6-11 โดยท่านใช้ศัพท์ว่า Pre-Dvaravati (Wales1969: 4, 6-7) ไม่ใช่ Early- or Proto-Dvaravati ตามที่บาร์แรมและโกลฟเวอร์ เสนอให้เรียกใหม่เมื่อเกือบ 40 ปีให้หลัง ความสำคัญของเมืองอู่ทองในงานของศาสตราจารย์ ช็อง บวสเซอลิเย่ร์ ช็อง บวสเซอลิเย่ร์ (Jean Boisselier) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะชาวฝรั่งเศส ระบุว่า เมืองอู่ทองมีพัฒนาการสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 หรือ 18 (ช็อง บวสเซอลิเย่ร์ 2509ก: 6) โดยท่านได้ให้ความสำคัญกับหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับจีน อินเดีย และตะวันตก มาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 เช่น ลูกปัด ที่ประทับตรา เหรียญ เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ดีบุก หรือสำริด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุจากเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม (ช็องบวสเซอลิเย่ร์ 2509ก: 7) ในบทความเรื่อง “ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับสถานที่ตั้งของอาณาจักรฟูนัน”บวสเซอลิเย่ร์ยังเสนออีก ว่า ในช่วงเวลาหนึ่งบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะเมืองอู่ทองอาจเป็นราชธานีของอาณาจักรฟูนัน ซึ่งก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่ามีราชธานีอยู่บริเวณดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพราะตามเมืองโบราณ ในภาคกลางของไทย ได้พบทั้งหลักฐานที่มีลักษณะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายสมัยทวารวดี อันแสดงให้ เห็นถึงความสืบเนื่องของวัฒนธรรมฟูนันและทวารวดี(ช็อง บวสเซอลิเย่ร์2509ข: 18) ที่สำคัญคือ เมือง อู่ทอง เป็นสถานที่ที่ค้นพบโบราณวัตถุทางศาสนาที่มีความเก่าแก่ เช่น แผ่นดินเผา รูปพระสงฆ์อุ้มบาตร และภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งมีลักษณะของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี (ภาพที่ 1-2) นอกจากนี้ก็มีที่ประทับตรามีจารึกเครื่องประดับ ตะเกียงดินเผาแบบโรมันหรืออินเดีย ซึ่งหลักฐาน ทั้งหมดนี้อาจมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 (ช็อง บวสเซอลิเย่ร์ 2509ข: 18) การขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านท่าม่วง วิลเลียม วัตสัน (W. Watson) และเฮลมุต ลูฟส์ (H. E. Loofs) ได้ขุดค้นที่บ้านท่าม่วงใน พ.ศ. 2509 แต่ก็รายงานเฉพาะชั้นดินและโบราณวัตถุที่พบอย่างคร่าวๆ ได้แก่ ภาชนะดินเผา แวดินเผา ขวาน หินขัด ลูกปัดแก้ว ใบมีดเหล็ก และห่วงตะกั่ว (Watson & Loofs 1967: 247) โดยเสนอว่าบ้านท่าม่วงอาจมีการ อยู่อาศัยของมนุษย์มาแล้วตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 (Watson & Loofs 1967: 248) และมีการขุดค้น ที่บ้านท่าม่วงอีกครั้งในช่วง พ.ศ. 2512-2513 โดยพบโบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุที่เมือง ออกแก้ว เช่น หินบด ห่วงโลหะ เชิงเทียน และพวยกา (Loofs 1979:346) โดยลูฟส์เสนอว่าอาจมีการ อยู่อาศัยมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 และมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องทั้งยังมีความหนาแน่นมากขึ้นใน สมัยทวารวดี (Loofs 1979: 349-351)ต่อมามีการนำค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของวัตสันและลูฟส์มา วิเคราะห์ใหม่โดย แอนดรูว์ บาร์แรม เขาพบว่าค่าอายุที่ได้นั้นเมื่อนำมาคำนวณอายุใหม่ (calibrated
date) จะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการทิ้งร้างแหล่งโบราณคดีไป ภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ 12 (Barram 2003: 60) อันนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนด อายุสมัยทวารวดีดังกล่าวแล้วในตอนต้นของบทความเรื่องนี้ บทบาทของเมืองอู่ทองจากการศึกษาของศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร. ผาสุข อินทราวุธ ผาสุข อินทราวุธ ได้นำเสนอผลการศึกษาถึงพัฒนาการของเมืองอู่ทอง โดยแสดงให้เห็นว่าอู่ทองมีบทบาทอย่างน้อย 2 ประการ คือ 1) อู่ทองเป็นศูนย์กลางการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับต่างถิ่นตั้งแต่ช่วงก่อนสมัยทวารวดี ดังได้พบ โบราณวัตถุ เช่น ต่างหูรูปสัตว์สองหัว ลูกปัดหินกึ่งมีค่าทั้งแบบที่มีสีเดียวหรือแบบที่มีการฝังสี (etched bead) ซึ่งเป็น สินค้าจากอินเดียในสมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-5 ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-9 ก็ได้พบลูกปัดหินกึ่งมีค่าและลูกปัดแก้วเป็นจำนวนมาก โดยพบลูกปัดแก้วมีแถบหลายสีสลับ (stripped bead) และลูกปัดมีตาซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเปอร์เซีย นอกจากนี้ยังได้พบเหรียญโรมันของจักรพรรดิวิคโตรินุส (พ.ศ. 811-813) ซึ่งที่เมืองออกแก้วก็ได้พบจี้รูป จักรพรรดิโรมันด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้อู่ทอง จึงเป็นเมืองท่าโบราณซึ่งจะพัฒนาต่อมาในสมัยทวารวดี (ผาสุข อินทราวุธ 2548: 106-109) 2) เมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐทวารวดีเพราะได้พบแผ่นดินเผารูปพระสงฆ์ อุ้มบาตรและภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 ที่มีรูปแบบคล้ายกับศิลปะ สมัย อมราวดีทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ต่อมาในสมัยทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 ก็ได้พบ งานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จำนวนมาก (ผาสุข อินทราวุธ 2548: 110-114) โดยท่านยังระบุด้วยว่าเมืองอู่ทองน่าจะเป็นเมืองหลวงและเมืองท่าของรัฐ ทวารวดียุคแรก ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-13 ขณะที่เมืองโบราณนครปฐมน่าจะเป็นเมืองหลวงและเมือง ท่าของรัฐทวารวดียุคหลังในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-16 (ผาสุข อินทราวุธ 2542: 101) ข้อเสนอนี้จึง ชี้ให้เห็นว่าทวารวดีมีสถานะเป็นรัฐและเป็นเมืองท่าค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 แล้ว ข้อสังเกตเกี่ยวกับโบราณวัตถุช่วงก่อนสมัยทวารวดีที่เมืองอู่ทอง ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าโบราณวัตถุสำคัญ 2 ชิ้น คือแผ่นดินเผารูปพระสงฆ์อุ้มบาตร และปูนปั้นภาพ พระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งนักวิชาการในอดีตให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษนั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เพราะช็อง บวสเซอลิเย่ร์ ระบุว่าพบแผ่นดินเผารูปพระสงฆ์อุ้มบาตรที่เจดีย์หมายเลข 2 (Boisselier1965: fig.16) ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ริมคูเมืองอู่ทอง เป็นแหล่งที่พบชิ้นส่วนศิลาธรรมจักร กวางหมอบ และพระ พิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดี ทั้งนี้เชษฐ์ ติงสัญชลี ได้ศึกษารูปแบบของเจดีย์สมัยทวารวดี และเสนอว่าเจดีย์
ที่อยู่ในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จ 2-3 เก็จ (ทวิรถะและตรีรถะ) แบบเจดีย์หมายเลข2 นี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา (เชษฐ์ ติงสัญชลี 2558: 44-47, 56-57) ขณะที่พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่า เจดีย์หมายเลข 2 นี้ คงสร้างขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 (พิริยะ ไกรฤกษ์ 2555: 270-272) นอกจากนี้ที่เมืองอู่ทองไม่มีโบราณสถานประเภทสถูปทรงกลมที่มีมุข ยื่นออกมา 4 ด้าน และมีกำแพง วงกลมล้อมรอบ และอาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีห้องเล็กๆ แบ่งเพื่อใช้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ อันเป็น แผนผังเด่นของพุทธสถานสมัยอมราวดีทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย แต่แผนผังของสถูป และอาคารเช่นนี้ กลับพบแล้วที่เมืองเบกถาโน (Beikthano) ซึ่งเป็นเมืองในวัฒนธรรมปยู (Pyu) ใน ประเทศเมียนมา (ผาสุข อินทราวุธ, 2548:70) และได้พบหลักฐานของการอยู่อาศัยและการติดต่อกับ อินเดียตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 3-7 อีกด้วย (ผาสุข อินทราวุธ 2548: 71) ส่วนภาพปูนปั้นพระพุทธรูป นาคปรกนั้นก็ยังกำหนดอายุได้ยากยิ่งเพราะรูปแบบท่านั่งขัดสมาธิราบหลวมๆ ข้อพระบาทไขว้กันเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นลักษณะของศิลปะอินเดียสมัยอมราวดี แต่พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวารวดีองค์อื่นๆ ก็ยังคง ประทับนั่งเช่นนี้ เช่น ประติมากรรมพระพุทธรูปนาคปรกพบที่เมืองฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ กำหนดอายุราว พุทธศตวรรษที่ 12 (หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล 2540: 219) และภาพสลักพระพุทธรูปนาคปรกบนใบ เสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 (Phiromanukun 2009: 101,fig.15) ข้อมูลใหม่จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2558 ภาควิชาโบราณคดีได้ทำการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเนินพลับพลาในพื้นที่โครงการสวน พฤกษศาสตร์เมืองอู่ทอง โดยมีหลุมขุดค้นขนาด 2x8 เมตร 2 หลุม (T.1 และ T.2 ย่อมาจาก Trench 1 และ Trench2) การขุดค้นในหลุม T.2 ซึ่งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ได้พบแนวโบราณสถานก่ออิฐสมัย ทวารวดี ส่วนในหลุมขุดค้น T.1 พบชั้นวัฒนธรรมสมัยโบราณที่มีความหนาเฉลี่ย 190 เซนติเมตร พบ เศษภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์เปลือกหอย ตะคัน แวดินเผา ลูกปัดแก้ว เครื่องถ้วยจีนสมัย ราชวงศ์ถัง ฯลฯ ตลอดจนพบร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการอยู่อาศัยทั่วไปและการฝังศพทารก พร้อมของอุทิศ โดยชั้นวัฒนธรรมโบราณที่ขุดค้นพบนี้มีความต่อเนื่องกันของหลักฐานตั้งแต่ระดับชั้นดิน ตอนล่างจนถึงชั้นดินตอนบน คือเป็นวัฒนธรรมเดียวกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่มีการเข้ามาใช้พื้นที่จนถึง ระยะสุดท้ายก่อนเกิดการทิ้งร้างแหล่งโบราณคดีไปในที่สุด (ดูรายละเอียดทั้งหมดใน สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง 2559ข) เศษภาชนะดินเผาและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษที่พบจากหลุมขุดค้น T.1 เกือบทั้งหมดเป็นรูปแบบ ของวัตถุที่เนื่องในวัฒนธรรมสมัยทวารวดี โดยในระดับชั้นดินตอนกลางถึงตอนล่างก็ได้พบโบราณวัตถุ แบบสมัยทวารวดีด้วย แต่จากการกำหนดอายุตัวอย่างถ่านและเปลือกหอยโข่งจำนวนทั้งสิ้น 6 ตัวอย่าง ด้วยเทคนิค Accelerator Mass Spectrometry (AMS) หลังของพุทธศตวรรษที่ 7 ถึงครึ่งแรกของพุทธ ศตวรรษที่ 11 การขุดค้นในหลุม T.1 ที่ระดับความลึก 170-178 เซนติเมตรจากผิวดิน ยังได้พบการฝัง ศพทารก 1 โครง โดยวางศพตามแนวทิศตะวันตก เฉียงใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ วางศีรษะไปทางทิศ
ตะวันตก หันใบหน้าไปทางทิศเหนือ และมีสร้อยลูกปัดแก้วทรงกระบอกสีฟ้าอมเขียว มัดเข่าทั้งสองข้าง รวมกันไว้ แม้ว่าจะพบในสภาพเกือบสมบูรณ์ แต่กระดูกก็เปราะบางมาก (ภาพที่ 3-4) การวิเคราะห์ อายุผู้ตายได้ประมาณ 36-40 สัปดาห์ในครรภ์ เรียกว่า การตายปริกำเนิด (perinatal) คือเป็นการ เสียชีวิตของทารกที่มีอายุมากกว่า 28 สัปดาห์ขึ้นไปตั้งแต่ในครรภ์จนถึงช่วงเวลา 7 วันหลังจากการ คลอด แต่ไม่สามารถวิเคราะห์เพศและส่วนสูงของทารกได้ โดยโครงกระดูกทารกที่พบน่าจะ มีอายุอยู่ ในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 8 เพราะได้พบชิ้นส่วนถ่านบริเวณเหนือศีรษะทารกซึ่งนำไปกำหนด อายุด้วยเทคนิค AMS ได้ค่าอายุอยู่ที่ 1720 ± 23 BP ตรงกับช่วง พ.ศ. 750-796 อีกทั้งเปลือกหอยโข่ง ที่อยู่ในบริเวณใกล้กับโครงกระดูกก็มีค่าอายุตรงกับช่วง พ.ศ. 764-804 ด้วย จึงเป็น ข้อมูลใหม่ที่แสดง ให้เห็นถึงกิจกรรมการฝังศพทารกในช่วงก่อนสมัยทวารวดี แหล่งโบราณคดีเนินพลับพลาจึงเป็นที่ตั้งของ ชุมชนโบราณมาตั้งแต่ ประมาณครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 7 ถึงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 11 โดยมี กิจกรรมการอยู่อาศัยทั่วไป มีการฝังศพทารก (ช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 8) และมีการใช้วัตถุ สิ่งของที่มาจากต่างถิ่น (คือลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียวที่อุทิศให้กับศพ) ชุมชนในระยะแรกเริ่มนี้คงมี ประชากรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับและมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสมัยทวารวดี เห็นได้จากการ ก่อสร้างศาสนาสถานขึ้นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ชุมชน “ช่วงก่อนสมัยทวารวดี” ในภาคกลาง ของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2552 ผู้เขียนได้ทำการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีหอเอก ตำบลพระ ประโทณ อำเภออเมืองนครปฐม พบชั้นกิจกรรมที่กำหนดอายุ อย่างกว้างๆ จากการเปรียบเทียบรูปแบบ ของโบราณวัตถุและค่าอายุจาก พิธีเรืองแสงความร้อนว่ามีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-11 โดย โบราณ วัตถุชิ้นสำคัญคือ เศษภาชนะดินเผาเพียง 1 ชิ้นที่มีลายเขียนสีคล้ายรูปดวงอาทิตย์คล้ายกับลาย เขียนสีที่ปรากฏบนกุณฑีจากเมืองอังกอร์ บอเรย (Angkor Borei) และแหล่งโบราณคดีภูมิสนาย (Phum Snay) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ซึ่งกำหนดอายุแหล่งภูมิสนายด้วยวิธีเรดิ-โอ คาร์บอนอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-11 โดยหลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายการติดต่อสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนโบราณที่เมืองนครปฐมกับแหล่งโบราณคดีทั้งสองแห่งในประเทศกัมพูชาซึ่งปรากฏ หลักฐานการติดต่อกับวัฒนธรรมอินเดียแล้ว (เพราะกุณฑีคือภาชนะแบบวัฒนธรรมอินเดีย) (สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง 2559ก:) อย่างไรก็ดี ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ทั้งจากเมืองโบราณอู่ทองและนครปฐมต่างแสดง ให้เห็นว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในแถบนี้มาก่อนที่จะมีการสร้างเมือง (ขุดคูน้ำคันดิน) ซึ่งสันนิษฐานว่า เกิดขึ้นในสมัยทวารวดี และประชากรในช่วงเวลานี้คงมีการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนต่างถิ่นที่ตั้งอยู่ไกล ออกไป ทั้งชุมชนที่อยู่ในเครือข่ายการค้าทางบก (คือแหล่งโบราณคดีภูมิสนาย) และเมืองสำคัญหรือ เมืองท่าหลักในการค้าทางทะเล (คือเมืองอังกอร์บอเรย และเมืองออกแก้ว) โดยในช่วงเวลานี้ชุมชนที่ เมืองอู่ทองคงพัฒนาเป็นเมืองท่าค้าขายแห่งหนึ่งแล้ว เพราะชุมชนแถบนี้น่าจะมีพัฒนาการสืบ เนื่องมาจากชุมชนยุคเหล็กในแถบแม่น้ำจระเข้สามพัน ขณะที่ในปัจจุบันยังไม่พบชุมชนยุคก่อน
ประวัติศาสตร์สมัยเหล็กในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองนครปฐมเลยข้อมูลทางโบราณคดีอีกชุดหนึ่งที่แสดง ถึงร่องรอยหลักฐานของ “ช่วงก่อนสมัยทวารวดี” มาจากเมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เบน เน็ท บรอนสัน ได้วิเคราะห์ภาชนะดินเผาที่ขุดค้นพบอย่างละเอียด โดยประมวลเข้ากับผลการกำหนด อายุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อจัดลำดับพัฒนาการของเมืองจันเสน บรอนสันสามารถจัดลำดับอายุ สมัยของเมืองได้เป็น 6 สมัยย่อย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก สมัยที่มีการติดต่อ กับอินเดีย สมัยฟูนัน สมัยทวารวดี และการอยู่อาศัยในระยะหลัง (Bronson1976: 14-15) ดังนั้นช่วงเวลาแรกเริ่ม ของการปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยที่แหล่งโบราณคดีเนินพลับพลาและหอเอก ที่ผู้เขียนกำหนดให้อยู่ ในช่วงก่อนสมัยทวารวดี จึงตรงกับ “สมัยฟูนัน” ของเมืองจันเสน ซึ่งบรอนสันกำหนดอายุไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 793-1043 (ปลายพุทธศตวรรษที่ 8 ถึงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 11) ทั้งยังอธิบายด้วยว่าเป็นช่วงที่ ชุมชนนี้มีลักษณะเป็นหมู่บ้านและมีหลักฐานการติดต่อกับเมืองออกแก้วแล้ว (Bronson 1976: 14-15) ข้อมูลทั้งจากเมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม และเมืองจันเสน (ในขณะนี้ผู้เขียนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ เพียง 3 แหล่งโบราณคดีข้างต้นเท่านั้นเนื่องจากเป็นแหล่งที่มีค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ) ล้วน แสดงให้เห็นว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในแถบนี้มาก่อนที่จะมีการสร้างเมือง (คือมีการขุดคูน้ำคันดิน) ซึ่ง สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยทวารวดี เพราะผลการขุดค้น คันดินทางตะวันตกของเมืองอู่ทอง พบว่า น่าจะมีการก่อคันดินระยะแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 (สันติ์ ไทยานนท์ 2554: 204) ชุมชน โบราณ ในสมัยนี้คงมีความสัมพันธ์กันและมีการติดต่อกับชุมชนต่างถิ่นที่ตั้งอยู่ไกลออกไป เห็นได้จาก การค้นพบสร้อยลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว ซึ่งน่าจะมาจากต่างถิ่นและถูกใช้เป็นของอุทิศให้กับศพทารก ณ เมืองอู่ทอง หรือรูปแบบลวดลายบนภาชนะดินเผาจากเมืองนครปฐมที่คล้ายกับกุณฑีจากชุมชนโบราณ ในกัมพูชา และที่เมืองจันเสนนั้นยังได้พบหวีงาช้างสลักลวดลายมงคลต่างๆ คล้ายศิลปะอินเดีย มีอายุ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7-8 (พิริยะไกรฤกษ์ 2533: 180) เป็นที่น่าสังเกตว่าที่เมืองอู่ทองพบตราดินเผา อย่างน้อย 3 ชิ้น ได้แก่ ตราดินเผามีอักษรพราหมี สมัยราชวงศ์คุปตะ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 อ่านได้เพียงว่า “...พฤ” (อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ 2547: 104) และตราดินเผารูปตรีศูล โคนอน ครุฑ และ จันทร์เสี้ยว (มีตราแบบนี้ 2 ชิ้น) เบื้องล่างมี จารึกภาษาสันสกฤต อักษรพราหมี สมัยราชวงศ์คุปตะ มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10-11 เช่นกัน อ่านได้ว่า “ศิว พฺริหสฺปติ” แปลว่า “พระศิวะผู้ยิ่งใหญ่” (อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ 2547: 105) (ภาพที่ 5) ตราดินเผารูปตรีศูลมีจารึกสรรเสริญพระศิวะนี้ยังได้พบที่เมืองจันเสนด้วย (อนันต์ กลิ่นโพธิ์ กลับ2547: 170) ขณะที่เมืองนครปฐมไม่พบตราดินเผาแบบดังกล่าวถึงแม้ว่าตราดินเผาจะเป็น โบราณวัตถุที่มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้ง่าย และอาจถูกนำเข้ามายังเมืองอู่ทองและเมืองจันเสนเมื่อใด ก็ได้ แต่น่าสังเกตว่ายังไม่พบตราดินเผารูปตรีศูลมีจารึกสรรเสริญพระศิวะที่แหล่งโบราณคดีอื่นๆใน ประเทศไทยเลย ที่เมืองอู่ทองยังได้พบซุ้มบัญชร(จนฺทฺร ศาลา) ทำจากดินเผา มีพระวรกายท่อนบนของ เทวดาประดับอยู่ภายใน (ภาพที่ 6) ซึ่ง พิริยะ ไกรฤกษ์ มีความเห็นว่าน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงครึ่งแรกของ
พุทธศตวรรษที่ 11 และเสนอแนะว่าที่เมืองอู่ทองคงมีการสร้างเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ขึ้นแล้วในช่วง นั้น (พิริยะ ไกรฤกษ์ 2555: 116-117) ขณะที่ไฮแรม วูดวาร์ด(HiramWoodward) ระบุว่า เทวดา ภายในซุ้มนี้มีทรงผมเป็นลอนๆ คล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 10-11 เช่นกัน (Woodward 2005: 42-43)นอกจากนี้ยังได้พบเทวรูปพระวิษณุอย่างน้อย2 องค์ที่เมืองอู่ทอง องค์หนึ่งอยู่ที่ศาลเจ้าด้านหน้าวัดเขาพระ ส่วนอีกองค์อยู่ที่ศาลเจ้าพ่อพระยาจักร (ภาพที่ 7) และที่ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรีก็มีเทวรูปพระวิษณุอีก 2 องค์ (คือเจ้าพ่อหลักเมือง) ด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ สามารถระบุตำแหน่งที่พบเทวรูปได้ชัดเจนและยังกำหนดอายุได้ยาก เพราะเทวรูปถูกปิดทองทับไปมาก และมีการดัดแปลงลักษณะรูปภาพไปบางส่วนแล้ว แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าเทวรูปพระวิษณุที่ศาลเจ้าพ่อ พระยาจักรนั้นมีลักษณะเก่าแก่ เพราะพระหัตถ์ขวาและซ้ายด้านหน้าทรงถือวัตถุบางอย่างแนบติดกับ บั้นพระองค์และมีร่องรอยของผ้าห้อยโค้งรูปตัว U เบื้องหน้าพระวรกาย อันชวนให้นึกถึงเทวรูปพระ วิษณุรุ่นเก่าจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 (พิริยะ ไกรฤกษ์ 2523: 106-109) โดย พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่า เทวรูปลักษณะเช่นนี้คือ พระวาสุเทว-กฤษณะ ในนิกาย ภาควัต ซึ่งแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรฟูนัน ดังปรากฏในจารึกของเจ้าชายคุณวรมัน ที่กล่าวถึงนักบวชใน นิกายภาควัต ช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 11 (พิริยะ ไกรฤกษ์ 2555: 101) “ช่วงก่อนสมัยทวาร วดี” ควรมีอายุอยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 7-11 หรือราว 1,950-1,450 ปี มาแล้ว โดยวัฒนธรรม ทางศาสนาและศิลปะจากประเทศอินเดีย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย สมัยเหล็ก ได้แพร่หลายเข้ามาและเป็นที่ยอมรับนับถือกันตามชุมชนโบราณบางแห่ง ทั้งในเขตภาคกลาง (เมืองจันเสน) และภาคกลางฝั่งตะวันตก (เมืองอู่ทองและเมืองนครปฐม) ของประเทศไทย (ภาพที่ 8) ข้อมูลใหม่ที่สำคัญนั้นมาจากแหล่งโบราณคดีเนินพลับพลาในเมืองอู่ทอง โดยจากการขุดค้นได้พบ หลักฐานของการปลงศพทารกที่มีของอุทิศซึ่งเป็นประเพณีที่ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และพบชั้น วัฒนธรรมที่มีการอยู่อาศัยสืบเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดี ขณะเดียวกันที่เมืองอู่ทองก็ได้พบ จารึกบนตราดินเผาและศิลปกรรมบางชิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยของการนับถือศาสนาพราหมณ์ ด้วยเหตุนี้การติดต่อแลกเปลี่ยนในเชิงเศรษฐกิจและโดยเฉพาะการแพร่หลายเข้ามาของศาสน าจาก ประเทศอินเดีย (ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่นๆ)จึงเป็นปัจจัยทางวัฒนธรรมที่ สำคัญอันจะก่อให้เกิดการพัฒนาของชุมชน (เมืองก่อนรัฐ?) จนกลายเป็นสังคมระดับรัฐในเวลาต่อมาโดย เมื่อไม่นานมานี้ ปิแอร์-อีฟ ม็องแก๊ง (Pierre-Yves Manguin) ได้เสนอแนวคิดใหม่ว่า ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไวษณพนิกายมีบทบาทมากในการแพร่หลายของอารยธรรมอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะพบจารึกหลายหลักในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11 ทั้งที่ฟูนันและเกาะชวาของอินโดนีเซีย กล่าวถึง การบูชาพระวิษณุของพระราชาหรือบุคคลในราชสำนัก ดังนั้นแนวคิดของไวษณพนิกายที่ยกย่องพระ วิษณุจึงมีส่วนต่อการ วางรากฐานการปกครองระบอบกษัตริย์ของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย (Manguin 2010: 174-175) อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ขุดค้นพบแล้วในขณะนี้ที่เมืองอู่ทองก็ยังมีไม่
มากพอที่จะตีความไปไกลถึงบ้านเมืองที่ชื่อ “จินหลิน” หรือชื่ออื่นๆที่ระบุอยู่ในเอกสารจีน และใน ปัจจุบันเราก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับบริบททางเศรษฐกิจของชุมชนในช่วงเวลานี้เพียงเล็กน้อย ดังนั้น การศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบและใช้วิธีการกำหนดอายุสมัยที่มีความน่าเชื่อถือใน อนาคต อาจช่วยเติมเต็มภาพของงานโบราณคดี “ช่วงก่อนสมัยทวารวดี”ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภาพที่ 2 แผ่นดินเผารูปพระสงฆ์อุ้มบาตร พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : พิพิธภัณฑ์เมืองอู่ทอง 2566 ภาพที่ 3 ภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566
ภาพที่ 4 ภาพลายเส้นโครงกระดูกทารก ที่พบจากการขุดค้นใน พ.ศ. 2558 ที่มา : นฤพล หวังธงชัยเจริญ 2558 ภาพที่ 5 สร้อยลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว พบที่เข่าของโครงกระดูกทารก จากแหล่งโบราณคดีเนิน พลับพลา เมืองอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566
ภาพที่ 6 ตราดินเผารูปตรีศูล โคนอน ครุฑ และจันทร์เสี้ยว พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566 ภาพที่ 7 ซุ้มบัญชรดินเผามีเทวดาประดับอยู่ภายใน พบที่เมืองอู่ทอง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566
ธรรมจักรในสมัยทวารวดี เศียรพระพุทธรูป ศิลปะในสมัยทวารวดี สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แม้ว่าชื่อทวารวดีจะ เป็นชื่อของสิ่งใดก็ตาม หลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุที่พบมากมาย ซึ่งล้วนมีลักษณะฝีมือทาง ศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันทุกแห่งทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมที่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป, พระพิมพ์, ธรรมจักร, ใบเสมา, ภาพปูนปั้นและภาพดินเผาประดับที่มีลักษณะเฉพาะ หรือ งาน สถาปัตยกรรมอันได้แก่ สถูปเจดีย์และวิหารที่มีแผนผัง รูปแบบ วัสดุ เทคนิคการสร้าง ตลอดจนคติทาง ศาสนาแบบเดียวกันซึ่งหากพิจารณาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ ลักษณะของความสัมพันธ์ร่วมกันเช่นนี้ เป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของเมืองแต่ละเมืองสามารถติดต่อถึงกันได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ โดยเฉพาะเมืองในที่ราบภาคกลาง มักตั้งใกล้ชายฝั่งทะเลเดิม มีร่องรอยทางน้ำติดต่อกับเมืองในภูมิภาค ภายในและยังมีทางน้ำเข้าออกกับฝั่งทะเลโดยตรงด้วย อันสะดวกต่อการติดต่อภายในกันเองและติดต่อ ค้าขายกับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวอินเดียได้เป็นอย่างดีเมืองโบราณสมัยทวารวดีโดยทั่วไปมีความ คล้ายคลึงกันตั้งแต่พื้นที่ตั้งและผังเมือง คือมักตั้งอยู่บนดอนในที่ลุ่มใกล้ทางน้ำ มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมมุม มนหรือค่อนข้างกลม มีคูน้ำคันดินล้อมรอบหนึ่งหรือสองชั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้หรือป้องกันน้ำท่วม โบราณสถานขนาดใหญ่มักตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองเช่น เมืองนครปฐมโบราณ มีวัดพระประโทน และ เจดีย์จุลประโทนตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี มีโบราณสถานหมายเลข 18 ในวัด โขลงสุวรรณคีรีตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง เมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ มีโบราณสถานเขาคลังใน ตั้งอยู่ บริเวณใจกลางเมือง เป็นต้น โบราณสถานแทบทั้งหมดใช้อิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง อาจมีการใช้ ศิลาแลงบ้างแต่ไม่ใช้หินก่อสร้างเลย อิฐเผาอย่างดีไส้สุกตลอด เนื้ออิฐแข็งพอสมควร ส่วนยาวจะเท่ากับ สองเท่าของความกว้าง ส่วนกว้างเป็นสองเท่าของความหนา อิฐมีขนาดใหญ่ ขนาด 32x16x8 เซนติเมตรขึ้นไป ผสมแกลบมาก เป็นแกลบข้าวเหนียวปลูก การก่อใช้อิฐทั้งก้อนไม่ขัดผิวแต่ก็ประณีต รอยต่ออิฐแนบสนิท สอด้วยดินบาง ๆ เป็นส่วนผสมของดินเหนียวละเอียดผสมกับวัสดุยางไม้หรือ น้ำอ้อยจนเหนียวคล้ายกาว ทำให้อิฐจับกันแน่นสนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงถากเป็นลวดลาย แล้วปั้นปูนประดับเนื่องจากสังคมทวารวดียอมรับพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจากอินเดียเป็นหลัก (พบ หลักฐานเนื่องในศาสนาฮินดูด้วยแต่ไม่มากนัก) ทำให้สังคมทวารวดีโดยทั่วไปเป็นสังคมพุทธ ดังนั้น อาคารโบราณสถานทั้งหลายจึงเป็นพุทธสถานแทบทั้งสิ้น โบราณสถานเหล่านี้แสดงอิทธิพลศิลปะ อินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ และปาละเสนะตามลำดับ แต่ได้ดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับลักษณะ ท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
ภาพที่ 8 ธรรมจักรในสมัยทวารวดี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566 ภาพที่9 เศียรพระพุทธรูป ศิลปะในสมัยทวารวดี ที่มา : พิพิธภัณฑ์อู่ทอง 2566 ประเภทและลักษณะของโบราณสถานสมัยทวารวดี เชื่อกันว่าศิลปกรรมอินเดียได้มีอิทธิพลต่องานศิลปกรรมในดินแดนประเทศไทยมานานตั้งแต่ ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ (พ.ศ. 269-307) ที่ทรงส่งสมณทูต 9 สายออก เผยแพร่ พระพุทธศาสนาทั่วประเทศและนอกประเทศอินเดีย และสมณทูตสายที่ 8 คือพระอุตตรเถระและพระ โสณเถระผู้เดินทางมายังดินแดนที่ชื่อสุวรรณภูมินั้น สันนิษฐานกันว่าน่าจะหมายถึง ดินแดนในประเทศ พม่า ไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน และยังเชื่อกันว่าเจดีย์องค์เดิมที่ พระปฐมเจดีย์ สร้างครอบทับไว้ น่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างขี้นในสมัยนั้น โดยอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับเจดีย์สาญจีของอินเดีย ส่วนอาคารพุทธสถานอื่น ๆ ที่ไม่เหลือปรากฏในปัจจุบัน อาจจะสร้างด้วยไม้จึงปรักหักพังไปหมด
ร่องรอยของโบราณสถานปรากฏหลักฐานแน่ชัดอายุเก่าที่สุดคือ สมัยทวารวดีอายุประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ทุกแห่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ-หลังคุปตะ และราชวงศ์ปาละราวพุทธศตวรรษที่ 9-13 และ 14-16 ตามลำดับ โบราณสถานส่วนใหญ่สร้างขึ้น เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา กำหนดอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 เกือบทุกแห่งปรักหักพังเหลือ แต่เฉพาะส่วนฐาน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ สถูปเจดีย์ วิหาร และ สีมา สถูปเจดีย์ ฐานเจดีย์หมายเลข 1 กลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัด นครสวรรค์ฐานเจดีย์หมายเลข 2 กลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัด นครสวรรค์ สถูปเจดีย์สมัยทวารวดี คงจะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้เป็นอุเทสิกเจดีย์ (เพื่อเป็นการระลึก ถึงเหตุการณ์หรือบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว) มากที่สุด จากหลักฐานที่เหลืออยู่เพียงเฉพาะส่วนฐานนั้น สามารถแบ่งตามลักษณะแผนผังได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ฐานรูปกลม ฐานรูปสี่เหลี่ยม ฐานรูป สี่เหลี่ยมย่อมุม และฐานแปดเหลี่ยม หรือสามารถแบ่งตามรายละเอียดที่ต่างกันได้เป็น 13 รูปแบบย่อย ซึ่งแต่ละแบบล้วนแสดงวิวัฒนาการที่ สืบทอดจากต้นแบบในอินเดียเป็นระยะ ๆ และยังเป็นต้นแบบให้ สถูปเจดีย์ในยุคต่อ ๆ มาด้วย คือ แบบที่ 1 สถูปเจดีย์ฐานกลม น่าจะเป็นแบบที่เก่าที่สุด รับอิทธิพลต้นแบบมาจากสถูปสาญจีของอินเดีย เช่น โบราณสถานหมายเลข 3 (ภูเขาทอง) ที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี สถูปกลมที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และพระปฐมเจดีย์องค์เดิม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น ลักษณะการก่อสร้างใช้ดินแลง อัดหรือก่ออิฐ สถูปเจดีย์ลักษณะนี้น่าจะเหมือนต้นแบบคือลักษณะเป็นครึ่งวงกลม มีเวทิกาหรือรั้วกั้น โดยรอบ บนองค์สถูปประดับด้วยหรรมิกาหรือบัลลังก์ และมีฉัตรซ้อนกันสามชั้น และอาจมีบันไดทางขึ้น เพื่อกระทำประทักษิณและมีประตูทางเข้าขนาดใหญ่สี่ทิศ (โตรณะ) แบบที่ 2 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีองค์สถูปทรงกลมก่อข้างบน แต่ปัจจุบันสถูปกลมได้พังทลาย หมด เช่น โบราณสถานหมายเลข 8, 9, 11 และ 15 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ โบราณสถาน หมายเลข 11 ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และโบราณสถานหมายเลข 6, 20 และ 23/2 ที่อำเภอ ศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น สันนิษฐานว่าองค์สถูปเดิมน่าจะมีลักษณะคล้ายหม้อน้ำหรือบาตร คว่ำ ตอนบนประดับด้วยฉัตรเป็นชั้น ๆ ปลายสุดมียอดรูปดอกบัวตูมและที่แท่น (หรรมิกา) ที่ตั้งก้านฉัตร มีคาถาเย ธมฺมา สลักอยู่ แบบที่ 3 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีองค์สถูปก่อข้างบน มีแนวบันไดเพียงด้านเดียว แนวบันได บางครั้งก่ออิฐเป็นรูปอัฒจันทร์ เช่นโบราณสถานหมายเลข 13, 16 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์
แบบที่ 4 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านมีมุขยื่น เหนือขึ้นไปเป็นสถูปกลม พบที่ บ้านโคกไม้ เดน จังหวัดนครสวรรค์ แบบที่ 5 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานล่างแต่ละด้านมีสถูปจำลองประดับที่มุมทั้งสี่ พบที่ โบราณสถานหมายเลข 2 ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม แบบที่ 6 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานมีช่องประดิษฐานพระพุทธรุปปูนปั้น ล้อมรอบด้วยลาน ประทักษิณ เช่นโบราณสถานหมายเลข 1 ที่บ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี แบบที่ 7 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น ฐานชั้นที่สองทำเป็นช่อง ๆ ให้สวยงาม เช่น โบราณสถานหมายเลข 4 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ แบบที่ 8 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น มีลานประทักษิณรอบ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่เว้น ช่องประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันตกอีกชั้นหนึ่ง ที่ลานประทักษิณมีบันไดขึ้นลง 3 ด้าน (ยกเว้นทิศ ตะวันตก) เดิมอาจมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป พบที่โบราณสถานหมายเลข 2 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัด นครสวรรค์ แบบที่ 9 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อเก็จทุกด้าน ฐานแบ่งเป็นช่อง ๆ ใหญ่เล็กสลับกัน ประดับด้วย ภาพปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก และรูปสัตว์เช่น สิงห์ กินรี เช่นโบราณสถานหมายเลข 3 ที่บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ แบบที่ 10 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อเก็จ ตั้งซ้อนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมที่ใช้เป็นลานประทักษิณ ที่ ลานมีบันไดยื่นทั้งสี่ทิศและมีอัฒจันทร์อยู่ทุกด้าน ท้องไม้ของลานประทักษิณมีเสาอิงแบ่งเป็นช่อง ประดับภาพชาดก องค์สถูปประดับด้วยพระพุทธรูปยืนในซุ้มแต่ละด้าน เช่นเจดีย์จุลประโทน จังหวัด นครปฐม แบบที่ 11 สถูปเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนทับบนฐานแปดเหลี่ยม เช่นโบราณสถานหมายเลข 7 และ 10 ที่ บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์[2] แบบที่ 12 สถูปเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม เช่นโบราณสถานหมายเลข 5 ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี แบบที่ 13 สถูปเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมซ้อนสองชั้น ฐานแต่ละด้านทำเป็นช่องแบบซุ้มพระด้านละสองซุ้ม นับเป็นแบบสวยพิเศษสุด พบที่โบราณสถานหมายเลข 13ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ฐานสถูปเหล่านี้สามารถเปรียบเทียบได้กับสถูปอินเดียสมัยคุปตะเป็นต้นมา และแม้องค์สถูปจะหักพังไป หมดแล้ว แต่อาจสันนิษฐานรูปทรงตามรูปจำลองหรือภาพสลักสถูปเจดีย์ที่พบในประเทศได้ว่ามีด้วยกัน 3 แบบใหญ่ ๆ คือ 1. สถูปที่มีองค์ระฆังเป็นรูปโอคว่ำหรือครึ่งวงกลม มียอดเป็นกรวยแหลมเรียบอยู่ข้างบน ได้รับอิทธิพล ศิลปะอินเดียสมัยปาละ ซึ่งเจริญขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 14-17
2. สถูปที่มีองค์ระฆังคล้ายหม้อน้ำหรือบาตรคว่ำ ยอดทำเป็นแผ่นกลมเรียงซ้อนกันขึ้นไปตอนบน บน ยอดสุดมีลูกแก้วหรือดอกบัวตูมประดับ ที่แท่น (หรรมิกา) ที่ตั้งฉัตรมีจารึกคาถา เย ธมมาอันเป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนาโดยรอบ 3. สถูปที่มีองค์ระฆังคล้ายหม้อน้ำ ยอดสถูปคล้ายกรวยแต่มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ ซ้อนติดกัน วิหาร เป็นอาคารที่คู่มากับการสร้างวัดตั้งแต่สมัยพุทธกาลในอินเดีย เดิมหมายถึงอาคารที่เป็นที่อยู่ของ พระภิกษุ สงฆ์ ต่อมาเมื่อมีพระภิกษุเพิ่มขึ้นวิหารจึงเป็นที่ประชุมสังฆกรรม และใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปตัวแทนของพระพุทธองค์อันเป็นประธานของการประชุมนั้น ในประเทศไทยวิหารพบตั้งแต่ สมัยทวารวดีประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 เป็นต้นมา แต่พบไม่มากนัก มักตั้งหน้าสถูปเจดีย์เพื่อใช้ เป็นที่กราบสักการบูชาพระธาตุ ดังนั้นวิหารจึงสร้างไว้หน้าเจดีย์เสมอ จากการขุดค้นของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2507 ที่วัดโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และที่โบราณสถานหมายเลข 16 อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้พบพื้นอาคารปูอิฐและศิลาแลง มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ด้านหน้าเจดีย์ ผนัง และหลังคาไม่ปรากฏคงเป็นเครื่องไม้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวิหารที่สร้างสมัยแรก ๆ แต่เนื่องจากพบ น้อยเข้าใจว่าวิหารส่วนมากอาจจะสร้างด้วยไม้จึงผุพังไปหมด อาคารที่คาดว่าน่าจะเป็นวิหารอีก พบที่เมืองศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีทั้งวิหารใน ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ วิหารในศาสนาพุทธมักอยู่นอกเมืองเช่น โบราณสถานหมายเลข 1, 5, 7 และ14 เป็นต้น ส่วนวิหารในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมักสร้างอยู่ในเมืองเช่น โบราณสถานหมายเลข 10 และ 22/1-5 เป็นต้น แผนผังของอาคารส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานเตี้ย ภายในมีแท่น ประดิษฐานรูปเคารพ มีพื้นที่ว่างพอสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีทั้งวิหารผนังทึบและวิหาร โถง หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ยังพบวิหารกำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นวิหารที่แสดง ถึงอิทธิพลศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (มหาวิทยาลัยนาลันทา) ตามคติพุทธแบบมหายานลัทธิวัชรยานหรือตันตระที่กำลังแพร่หลายในขณะนั้น รูปแบบวิหารมีอยู่ ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานสูง เช่นวิหารวัดโขลง ที่คูบัว จังหวัดราชบุรี มีบันได ขึ้นด้านทิศตะวันออกสู่ลานประทักษิณ ฐานประดับเสาอิงและซุ้ม แต่เดิมคงจะมีภาพปูนปั้นประดับอยู่ วิหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน คือวิหารที่วัดพระเมรุจังหวัดนครปฐม มีฐานรองรับ มี มุขทางเข้าทั้งสี่ทิศตรงกับพระพุทธรูปสี่องค์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ด้านภายในวิหารผนังทึบตัน สีมา สีมาสมัยทวารวดี โดยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่บ้านกุดโง้ง จังหวัดชัยภูมิ ที่ เมือง โบราณฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่บ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร ที่วัดพุทธมงคล อำเภอกันทรวิชัย
จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น สีมาทวารวดีพบว่ามีการปักรอบสถูปเจดีย์ด้วย และบ่อยครั้งไม่พบซาก อาคารเข้าใจว่าอาคารเดิมอาจสร้างด้วยไม้จึงผุพังไป บางแห่งปัก 3 ใบและบางแห่งพบถึง 15 ใบ นอกจากนี้บางครั้งยังพบปักรอบเพิงหินธรรมชาติ เช่น ที่หอนางอุสา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งบริเวณนี้อาจเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อผู้คนหันมา นับถือศาสนาพุทธจึงนำคติการใช้วัฒนธรรมหินปักหินตั้งเข้าผสมกับคติทางศาสนา มีการปักสีมาขึ้น กลายเป็นวัดป่าหรืออรัญญวาสีไป สีมาสมัยทวารวดีพบหลายแบบทั้งเป็นแผ่นคล้ายเสมาปัจจุบัน เป็น เสากลมหรือแปดเหลี่ยมหรือรูปสี่เหลี่ยม โดยทั่วไปสลักจากหินทราย มีขนาดใหญ่สูงตั้งแต่ 0.80 - 3 เมตร มีภาพสลักโดยทั่วไปเป็นภาพสถูปยอดแหลม หรือสลักภาพเล่าเรื่องชาดก ภาพพุทธประวัติ และ ลายผักกูดก้านขดเป็นต้น ภาพที่ 10 ฐานเจดีย์หมายเลข 1 กลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
ภาพที่ 11 ฐานเจดีย์หมายเลข 2 กลุ่มโบราณสถานโคกไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ทวารวดีอยู่ในดินแดนไทย อยู่ในดินแดนไทยแน่นอน เพราะ 1 เราพบจารึกบนเหรียญเงินที่พูดถึง “ศรีทวารวดี ศวรปุณ ยะ”แปลว่า “บุญกุศลของพระราชแห่งศรีทวารวดี” ซึ่งแสดงว่าทวารวดีนั้นมีจริงในประเทศไทยและยัง มีจารึกบนฐานพุทธรูปที่วัดจันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นี่คือหลักฐานที่พบในเมืองไทย ส่วน หลักฐานที่เจอนอกประเทศ เช่น หลักฐานที่เป็นบันทึกของพระภิกษุจีนจิ้นฮง ท่านไล่รียงชื่อดินแดนที่อยู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงมาทางใต้ของอินเดีย ว่ามีนามประเทศอำรบ้าง ดินแดนอะไรบ้าง แต่ออกเสียง เป็นสำเนียงจีน ปรากฏว่าบ้านเมืองที่เขาเรียก “โถ โล โป ตี” มันอยู่ในจังหวะที่น่าจะอยู่ในพื้นที่ของ ประเทศไทยพอดี ฉะนั้น นักจารึกและผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนโบราณเขาพยายามถอดเสียงว่าโถโลโปตี มัน ตรงกับอะไรในที่สุดก็น่าขจะเป็นทวารวดี ซึ่งสอดคล้องกับการเจอเหรียญเงินในประเทศไทย ฉะนั้น ทวารวดีอยู่ในเมืองไทยแน่ แต่ศูนย์กลางจะเป็นที่นครปฐมหรือบ้านเมืองอื่น เช่น อู่ทอง หรือบางคนบอก ว่าลพบุรี รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พุทธศาสนาสมัยทวารวดี โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐม เจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พุทธศาสนาสมัยทวารวดี โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้
แนวคิดและหลักการจัดการเรียนรู้ พุทธธรรมเป็นขุมทรัพย์ทางวิชาการที่สำคัญยิ่งแหล่งหนึ่งของโลก มีฐานะเป็นศาสตร์แห่งการ เสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าทางปัญญาให้แก่สังคมมนุษย์โดยส่วนรวม การหันมาใช้พุทธธรรมเป็นหลัก ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนจึงอาจเป็นการเสนอทางเลือกใหม่ในการพัฒนาการศึกษาของ สังคมไทยและสังคมโลก พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตโต) (๒๕๕๐,๑๘๑) กล่าวว่า “ภารกิจของ พระพุทธศาสนาและระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนา ก็คือการช่วยมนุษย์ให้แก้ปัญหาของตนได้” และ “ภารกิจสำคัญของการศึกษา ก็คือ การฝึกอบรมบุคคลให้พัฒนาปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในข้อเท็จจริงและสภาวะของสิ่งทั้งหลาย มีทัศนคติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ปฏิบัติและจัดการกับสิ่ง ทั้งหลายตามที่ควรจะเป็น เพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์ตน คือ ความมีชีวิตอยู่อย่างสำเร็จผลดีที่สุด มีจิตใจ เป็นอิสระ มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ และประโยชน์ผู้อื่น คือสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ชนทั้งหลายที่ อยู่ร่วมกันเป้นสังคมได้” กระบวนการพัฒนาปัญญา พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) (๒๕๕๐,๑๘๔)ได้แบ่งความรู้ออกเป็น ๒ ประเภทคือ ๑.สุตะ คือความรู้จากการฟัง การเรียน การอ่าน รับการถ่ายทอดจากแหล่งความรู้อื่น ๆ ๒.ปัญญา คือความรู้ประเภทเข้าใจสภาวะ รู้คิด รู้เลือกคัด วินิจฉัยและรู้ที่จะจัดการเป็นความรู้ประเภท ที่มุ่งหมายและเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาแนวพุทธส่วนความรู้ประเภทแรกนั้นเป็นอุปกรณ์สำหรับ นำไปทำประโยชน์แต่ไม่ถือเป็นองค์ธรรมแกนในระบบการศึกษาแนวพุทธ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตโต) (๒๕๔๓,๗-๙) ได้แบ่งประเภทของความรู้ คือความรู้ระดับ สัญญากับระดับปัญญามีความแตกต่างกัน สัญญาเป็นความรู้ผิวเผินคือรู้เท่าที่เห็นเป็นความรู้ในระดับ ความจำได้หมายรู้เป็นความรับรู้เฉพาะจุด ส่วนคำว่าปัญญานั้น แปลว่า รอบรู้มี ๒ ความหมาย คือ (๑) รู้ รอบ (๒) รู้ลึก บ่อเกิดของปัญญาตามนัยแห่งพุทธศาสนา พระราชวรมุนี(ประยูรธมมจิตโต)(๒๕๔๓,๑๐)ได้อธิบายถึงแหล่งกำเนิดของปัญญาตามนัยแห่ง พุทธศาสนาโดยแบ่งกำเนิดปัญญา ๓ แหล่ง คือ ๑.สุตมยปัญญา หมายถึง ความรู้รอบและรู้ลึกที่เกิดจากสุตะคือการรับข้อมูลจากแหล่งความรุ้ภายนอก ตัวเรา คือจากปรโตฆสะ คนที่มีสุตมยปัญญามากจัดว่ามีความจำดี ๒.จินตามยปัญญา หมายถึง ความรู้รอบและรู้ลึกที่เกิดจากการคิดซึ่งเป็นกระบวนการทำงานของจิต ภายในตัวเรา มีโยนิโสมนสิการเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดถูกทาง คนที่มีจินตามยปัญญาจะฉลาดในการ วิเคราะห์ข้อมูล เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าจดจำ
๓.ภาวนามยปัญญา หมายถึง ความรู้รอบและรู้ลึกที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติซึ่งผ่านขั้นตอนการลองผิด ลองถูก ผู้มีทักษะในเรื่องต่างๆ ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์ของการปฏิบัติจัดเป็นภาวนามยปัญญา บุพภาคแห่งปัญญา พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต)(อ้างในวรรณา สุติวิจิตร(๒๕๔๑,๗-๘)อธิบายไว้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ เกิดสัมมาทิฎฐิ คือ บุคคลจะได้รับการสอนให้เกิดความรู้ ความเช้าใจ ความคิดเห้น แนวคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เกื้อกูลแก่ชีวิตและสังคมสอดคล้องกับความเป้นจริงนั้น ประกอบด้วยปัจจัย ๒ ประการ คือ ๑.ปัจจัยภายนอก เรียกว่า ปรโตโฆสะ แปลว่าเสียงจากผู้อื่น หรือเสียงบอกจากผู้อื่น ได้แก่ การ รับถ่ายทอดหรืออิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่นพ่อแม่ ครู อาจารย์ เพื่อนที่คบหา หนังสือ สื่อมวลชน และวัฒนธรรม ซึ่งให้ข่าวสารที่ถูกต้อง สั่งสอนแนะนำชักจูงไปในทางที่ถูกต้องดีงาม ๒. ปัจจัยภายใน เรียกว่า โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำในใจโดยแยบคาย หมายถึง การคิดถูก วิธี ความรู้จักคิด หรือคิดเป็น และในบรรดาปัจจัย ๒ อย่างนี้ ปัจจัยข้อที่ ๒ คือโยนิโสมนสิการ เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของการศึกษา เนื่องจากการศึกษาจะสำเร็จผลแท้จริงบรรลุจุดหมายได้ก็เพราะปัจจัยข้อที่ ๒ นี้ โดยที่ปัจจัยข้อที่ ๒ อาจให้เกิดการศึกษาได้โดยไม่มีข้อที่ ๑ แต่ปัจจัยข้อที่ ๑ จะต้องนำไปสู่ปัจจัยข้อที่ ๒ ด้วย เมื่อบุคคลมี สัมมาทิฎฐิแล้ว การคิด การพูด การกระทำ และการแสดงออก หรือ ปฏิบัติต่างๆก็ถูกต้องดีงาม เกื้อกูล นำไปสู่การดับทุกข์ แก้ปัญหาได้ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)(๒๕๕๐,๑๘๒-๑๘๓)ได้เสนอข้อกำหนดในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนา ปัญญาของมนุษย์ได้ดังนี้ ๑.ภารกิจสำคัญของการศึกษา ได้แก่ การช่วยให้บุคคล เกิดทัศนคติที่ถูกต้อง คือ รู้จักมองสิ่ง ทั้งหลายตามที่มันเป็นและสามารถจัดการกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตามที่ควรเป็น ให้เกิดประโยชน์แก่ตน และสังคม ไม่ให้มองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายตามอำนาจกิเลสตัณหา ๒. ทัศนคติที่ถูกต้อง และความสามารถจัดการดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการพัฒนาปัญญา และ ปัญญาเป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลนั้นเองเท่านั้น ผู้อื่นจะนำมายัดเยียดให้หรือบังคับให้ รับเข้าไว้ไม่ได้ ๓. ในเมื่อปัญญาต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจที่พัฒนาขึ้นในตัวบุคคลเอง ภารกิจของผุ้สอน และให้การศึกษาทั้งหลาย จึงเป็นเพียงผู้ชี้นำทางหรืออำนวยโอกาส ช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับการศึกษา อบรม ดำเนินเข้าสู่ปัญญา สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้สอนจะทำได้คือ ตั้งใจช่วยเหลือ พยายามสรรหาอุบาย กลวิธี และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะมาช่วยผู้เรียนให้เข้าถึงปัญญาอย่างได้ผลที่สุด อย่างที่ภาษาบาลีเรียกว่า กัลยาณมิตร
๔. โดยเหตุผลเดียวกัน ในระบบการศึกษาเช่นนี้ ผู้เรียนเป้นผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น ผู้สร้างปัญญาให้เกิดแก่ตน จึงต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมและเป็นผู้ได้ลงมือกระทำให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยให้ ตัวเขาเกิดปัญญานั้นขึ้นได้ และโดยนัยนี้ ความสามารถ ความถนัด อุปนิสัยต่าง ๆ ของผู้เรียน จึงเป็นสิ่ง ที่ผู้สอนจะต้องคำนึงอย่างสำคัญ เพื่อจัดสภาพการเรียนและกลวิธีการสอนต่างๆ เป็นต้น ให้ผู้เรียนเรียน อย่างได้ผลดีที่สุด ๕. ในเมื่อปัญญาเป็นของยัดเยียดยังคับให้รับเอาไม่ได้ การเรียนการสอนจึงต้องใช้วิธีการแห่ง ปัญญาคือ ผู้เรียนต้องเป็นอิสระในการใช้ความคิด และในการที่จะซักถามโต้ตอบสืบเสาะค้นหาความจริง ต่างๆ ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจขึ้นในตน รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เชิงพุทธ คือ การใช้หลักพุทธธรรมเป็นฐานความคิดในการพัฒนาปัญญาตามรูปแบบ ทางการศึกษาเรียนรู้ โดยประยุกต์แนวคิดทางพุทธศาสนา เรื่องบุพภาคแห่งปัญญา ได้แก่ปรโตโฆสะและ โยนิโสมนสิการและหลักวุฒิธรรม ๔ ประการคือสัปปุริสสังเสวะ (เสวนาผู้รู้)สัทธัมมัสสวนะ (ฟังดูคำสอน) โยนิโสมนสิการ (คิดให้แยบคาย) และธัมมานุธัมมปฏิบัติ (ปฏิบัติให้ถูกหลัก) ประกอบกับแนวคิดปรัชญา สร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ในการศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พุทธศาสนา สมัยทวารวดี โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้ ได้แนวทางในการ จัดการเรียนรู้ ดังนี้ ๑.แหล่งการเรียนรู้ (เสวนาผู้รู้) ๑.๑ พิพิธภัณฑ์ ๑.๒ วัตถุแสดง ๑.๓ นิทรรศการ ๑.๔ วิทยากร ๑.๕ อาจารย์ผู้สอน ๑.๖ ใบความรู้ ๑.๗ คำอธิบาย ๑.๘ หนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ๒. การเรียนรู้ (ฟังดูคำสอน) เน้นหลักการเรียนรู้แบบพหูสูต(สุ จิ ปุ ลิ) ๒.๑ ขั้นรับรู้และรวบรวมองค์ความรู้ ๒.๒ ศึกษาจากวัตถุแสดง ๒.๓ ศึกษาจากนิทรรศการ ๒.๔ ศึกษาจาการฟังการบรรยายของวิทยากร
๒.๕ ศึกษาจากใบความรู้และคำอธิบายของอาจารย์ ๓. ขั้นประมวลองค์ความรู้และสรุปความองค์รู้ ๓.๑ บันทึกความรู้ ๓.๒ ซักถามข้อสงสัย ๓.๓ บันทึกใบงาน ๔. การวิเคราะห์องค์ความรู้ (คิดโดยแยบคาย) ๔.๑ ขั้นวิเคราะห์ความเข้าใจเชิงลึก ๔.๒ วิเคราะห์ความสำคัญของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๔.๓ วิเคราะห์ลักษณะของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๔.๔ วิเคราะห์หลักธรรมและชาดกที่สะท้อนโดยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ๕. การอภิปราย ๕.๑ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ ๖. การนำความรู้สู่การปฏิบัติ(ธัมมานุธัมมปฏิบัติ) ๖.๑การจัดทำชิ้นงานจากองค์ความรู้ ๖.๒ การนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบทอดพุทธศาสนา ในส่วนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้นนี้ได้ใช้รูปแบบการรวม-แยก-รวม โดยมี ขั้นตอนดังนี้ ๑. ขั้นรวมเป็นขั้นนำเข้าสู่กิจกรรม เพื่อร่วมกันรับฟัง ทำความเข้าใจคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจกรรม การเรียนรู้และกำหนดการต่างๆรวมทั้งแบ่งกลุ่มออกเป็น ๔ กลุ่ม ตามจำนวนฐานการเรียนรู้ ๒.ขั้นแยกเป็นขั้นที่นักศึกษาแต่ละกลุ่ม ต้องแยกกลุ่มเพื่อเข้าศึกษาตามฐานการเรียนรู้ทั้ง ๔ ฐาน โดยมีวิทยากรประจำฐานเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และแต่ละกลุ่มต้องเข้ากิจกรรมฐานการเรียนรู้ครบ ทั้ง ๔ ฐานในลักษณะวนฐาน ๓.ขั้นรวมเป็นขั้นที่นักศึกษาทุกกลุ่มมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง เพื่อวิเคราะห์ อภิปรายและรายงาน ผลการศึกษา แผนผังแสดงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบ รวม-แยก-รวม . กำหนดการ การจัดกิจกรรมเรียนรู้ . ตามรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เรื่องพุทธศาสนาสมัยทวารวดี . โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้
เวลา กิจกรรมการเรียนรู้ ๐๘.๐๐-๐๘.๔๐ น. ลงทะเบียน –รายงานตัว ทำแบบทดสอบก่อนเรียน ๐๘.๔๐-๐๙.๐๐ น. ชี้แจงกิจกรรมการเรียนรู้และแบ่งกลุ่มย่อย๔ กลุ่ม เพื่อเข้าฐานศึกษา ๔ ฐาน ๐๙.๐๐ - ๑๑.๔๐ น. ศึกษาเรียนรู้จากฐานการเรียนรู้ ๔ ฐาน ฐานเรียนรู้ที่ ๑ ความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ (๔๐ นาที) ฐานเรียนรู้ที่ ๒ พุทธศาสนาสมัยทวารวดี (๔๐นาที)๑) ความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ๒) การเข้ามาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓) หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ฐานการเรียนรู้ที่ ๓ หลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในพุทธศิลป์สมัยทวารวดี (๔๐ นาที) ฐานการเรียนรู้ที่ ๔ ชาดกที่ปรากฎในประติมากรรมสมัยทวารวดี (๔๐นาที) ๑๑.๔๐ - ๑๒.๐๐น. รวมกลุ่มฟังคำชี้แจงการทำกิจกรรมในภาคบ่าย ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐น. พักรับประทานอาหาร ๑๓.๐๐-๑๔.๐๐น. แยกกลุ่มวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ ๔ ฐาน ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น. นำเสนอผลสรุปการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ กลุ่มละ๑๐นาที ๑๕.๐๐-๑๕.๓๐ น. ร่วมกันอภิปรายและซักถามข้อสงสัยจากวิทยากร ๑๕.๓๐-๑๖.๐๐ น. วางแผนการจัดทำชิ้นงานและนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์และสืบ ทอดพระพุทธศาสนา ๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น. ประเมินผล ๑) ประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้๒)ประเมินความพึงพอใจต่อ รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ แนวการจัดการเรียนรู้ เรื่องพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีตามรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เรื่องพุทธศาสนาสมัยทวารวดี โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้ ๑.มาตรฐานผลการเรียนรู้ ๒. ด้านคุณธรรมจริยธรรม ๓. มีความตรงต่อเวลา ๔. มีความรับผิดชอบ ๕. มีความสนใจใฝ่รู้ ๖.ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ๒) ด้านความรู้
๑. มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๒.มีความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓.มีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในพุทธศิลป์สมัยทวารวดี ๔.มีความรู้เกี่ยวกับชาดกที่ปรากฎในประติมากรรมสมัยทวารวดี ๓) ด้านทักษะทางปัญญา ๑.มีทักษะในการศึกษาเรียนรู้โดยใช้หลักการฟัง คิด ถาม จดบันทึก (สุจิ ปุลิ) ๒.สามารถคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ ๓.สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ๔.สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ๔)ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๑.มีทักษะในการสร้างความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ๒.มีทักษะความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีในการทำงานเป็นทีม ๓.มีทักษะในสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ๔.มีทักษะในการปฏิบัติตนในฐานะเป็นผู้เรียนที่ดี ๕)ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑.มีทักษะในการเรียบเรียงภาษาเพื่อถ่ายทอดและสื่อความหมายได้อย่างเหมาะสม ๒.มีทักษะในใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้นคว้าและนำเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ๒.จุดประสงค์การเรียนรู้ พุทธิพิสัย ๒๐ % ๑. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ทักษะพิสัย ๕๐% ๒. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (ทักษะการสังเกต การสืบค้น รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การบันทึกข้อมูล การจัดก็บข้อมูล อย่างเป็นระบบและการนำเสนอข้อมูล๓. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด การแก้ปัญหา การให้เหตุผล และความคิดสร้างสรรค์๔. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการบริหารจัดการและทักษะกระบวนการกลุ่ม ๕. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องพุทธศาสนาสมัยทวารวดีมาใช้ในการดำเนินชีวิต จิตพิสัย ๓๐ % ๖.เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี เกิด จิตสำนึกในการอนุรักษ์๗. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่
มีต่อชีวิตประจำวัน๘. เพื่อสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้และนิสัยรักการทำงาน ทำให้ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการ เรียนรู้ ๓. เนื้อหาสาระ ๑.ความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๒.พุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๑) ความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ๒) การเข้ามาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓) หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓.หลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในพุทธศิลป์สมัยทวารวดี ๔.ชาดกที่ปรากฎในประติมากรรมสมัยทวารวดี ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๑.แหล่งการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ (เสวนาผู้รู้) ๑.๑ พิพิธภัณฑ์ - วัตถุแสดง - นิทรรศการ - วิทยากร ๑.๒ อาจารย์ผู้สอน - ใบความรู้ - คำอธิบาย ๑.๓ หนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ๒. การเรียนรู้ (ฟังดูคำสอน) เน้นหลักการเรียนรู้แบบพหูสูต(สุ จิ ปุ ลิ) ๒.๑ ขั้นรับรู้และรวบรวมองค์ความรู้ - ศึกษาจากวัตถุแสดง - ศึกษาจากนิทรรศการ - ศึกษาจาการฟังการบรรยายของวิทยากร - ศึกษาจากใบความรู้และคำอธิบายของอาจารย์ ๒.๒ ขั้นประมวลองค์ความรู้และสรุปความองค์รู้ - บันทึกความรู้ - ซักถามข้อสงสัย - บันทึกใบงาน
๓. การวิเคราะห์องค์ความรู้ (คิดโดยแยบคาย) ๓.๑ ขั้นวิเคราะห์ความเข้าใจเชิงลึก - วิเคราะห์ความสำคัญของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ - วิเคราะห์ลักษณะของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี - วิเคราะห์หลักธรรมและชาดกที่สะท้อนโดยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ๓.๒ การอภิปราย ๓.๓ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ ๔. การนำความรู้สู่การปฏิบัติ(ธัมมานุธัมมปฏิบัติ) ๔.๑ การจัดทำชิ้นงานจากองค์ความรู้ ๔.๒ การนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบทอดพุทธศาสนา ๕. การวัดและประเมินผล การวัดผล การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัด ๑. สังเกตจากการทำกิจกรรม ๑.นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ๓ ๑.แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละฐาน ๒. ตรวจใบงาน ๒.นักศึกษาทำใบงานได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๒.ใบงาน ๓. ตรวจแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ๓.นักศึกษาทำแบบทดสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๓.แบบทดสอบ ๔.ตรวจชิ้นงานจากการเรียนรู้ ๔.นักศึกษาได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ๓ ๔ . แบบประเมินชิ้นงาน แนวการจัดการเรียนรู้ เรื่องพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ตามรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เรื่องพุทธศาสนาสมัยทวารวดี โดยใช้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์เป็นแหล่งการเรียนรู้ ๑.จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ๑. มีความตรงต่อเวลา ๒. มีความรับผิดชอบ ๓. มีความสนใจใฝ่รู้ ๔. ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ด้านความรู้ ๑. มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์
๒. มีความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓. มีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในพุทธศิลป์สมัยทวารวดี ๔. มีความรู้เกี่ยวกับชาดกที่ปรากฎในประติมากรรมสมัยทวารวดี ด้านทักษะทางปัญญา ๑. มีทักษะในการศึกษาเรียนรู้โดยใช้หลักการฟัง คิด ถาม จดบันทึก (สุจิ ปุลิ) ๒. สามารถคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ ๓. สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ๔. สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๑. มีทักษะในการสร้างความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ๒. มีทักษะความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีในการทำงานเป็นทีม ๓. มีทักษะในสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ๔. มีทักษะในการปฏิบัติตนในฐานะเป็นผู้เรียนที่ดี ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑. มีทักษะในการเรียบเรียงภาษาเพื่อถ่ายทอดและสื่อความหมายได้อย่างเหมาะสม ๒. มีทักษะในใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้นคว้าและนำเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ๒. เนื้อหาสาระ ๑. ความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๒. พุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๑) ความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ๒) การเข้ามาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓) หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓. หลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในพุทธศิลป์สมัยทวารวดี ๔. ชาดกที่ปรากฏในประติมากรรมสมัยทวารวดี ๓. กิจกรรมการเรียนรู้ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาปัญญาเป็นประยุกต์แนวคิดหลักคิดทางพระพุทธศาสนา เรื่องบุพภาคแห่งปัญญาคือ ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ กับหลักธรรมวุฒิธรรม ๔ ประยุกต์กับ แนวคิดปรัชญา Constructivismโดยมีกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้ ๑.แหล่งเรียนรู้ (เสวนาผู้รู้)
๑.๑ พิพิธภัณฑ์ - วัตถุแสดง - นิทรรศการ - วิทยากร ๑.๒ อาจารย์ผู้สอน - ใบความรู้ - คำอธิบาย ๑.๓ หนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ๒.การเรียนรู้(ฟังดูคำสอน) ใช้หลักการเรียนรู้แบบพหูสูตร สุ จิ ปุ ลิ ๒.๑ ขั้นรับรู้และรวบรวมองค์ความรู้ - ศึกษาจากวัตถุแสดง - ศึกษาจากนิทรรศการ - ศึกษาจาการฟังการบรรยายของวิทยากร - ศึกษาจากใบความรู้และคำอธิบายของอาจารย์ ๒.๒ ขั้นประมวลองค์ความรู้และสรุปความองค์รู้ - บันทึกความรู้ - ซักถามข้อสงสัย - บันทึกใบงาน ๓.การวิเคราะห์องค์ความรู้ (คิดโดยแยบคาย) ๓.๑ขั้นวิเคราะห์ความเข้าใจเชิงลึก - วิเคราะห์ความสำคัญของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ - วิเคราะห์ลักษณะของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี - วิเคราะห์หลักธรรมและชาดกที่สะท้อนโดยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ๓.๒ การอภิปราย ๓.๓ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ ๔.การนำความรู้สู่การปฏิบัติ(ธรรมานุธรรมปฏิบัติ) - จัดทำชิ้นงานจากองค์ความรู้ - การนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบทอดพุทธศาสนา ๔. การประเมินผล ๑.ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- แบบทดสอบ ๒.ประเมินกระบวนการเรียนรู้ - แบบสอบถามความพึงงพอใจ ๕. แหล่งการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ ๑.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๒.ใบความรู้ ๓.ใบงาน ๖. การวัดและประเมินผล การวัดผล การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัด ๑. สังเกตจากการทำกิจกรรม ๑.นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้รับคะแนนจากการประเมินอยู่ในระดับดี ๑.แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละฐาน ๒. ตรวจใบงาน ๒.นักศึกษาทำใบงานได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๒.ใบงาน ๓. ตรวจแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ๓.นักศึกษาทำแบบทดสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๓.แบบทดสอบ ๔.ตรวจชิ้นงานจากการเรียนรู้ ๔.นักศึกษาได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ๓ ๔ . แบบประเมินชิ้นงาน ฐานการเรียนรู้ที่ ๑ ความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านคุณธรรม นักศึกษา ๑.มีความตรงต่อเวลา ๒.รู้จักระเบียบวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ๓.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ๔.มีความสนใจใฝ่รู้ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๕.ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ด้านความรู้ ๑.บอกประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ได้ ๒.อธิบายจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งพิพิธภัณฑพระปฐมเจดีย์ได้ ๓.อธิบายความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ได้ ๔.บอกบทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ได้
ด้านทักษะทางปัญญา ๑.อธิบายเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ได้ ๒.สรุปความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ได้ ๓.มีความคิดอย่างเป็นขั้นตอน ๔.แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นระบบ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๑.มีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะตั้งคำถาม ๒.มีความร่วมมือและรับผิดชอบงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๓.มีส่วนร่วมในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ๔.รู้จักหน้าที่และตระหนักในหน้าที่ตนได้รับมอบหมาย ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑.วางแผนการปฏิบัติงานกลุ่มและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จและครบถ้วน ๒.สื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับอย่างเข้าใจง่ายและเป็นระบบ ๒. สถานที่ หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ๓.วิธีดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ แนวคิดในการแสวงหาความรู้ให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการพหูสูต คือ ฟัง คิด ถาม จด ขั้นนำเสนอความรู้ (ฟังและคิด) (๒๐ นาที) ๓.๑. วิทยากรบรรยายประวัติความเป็นมา จุดมุ่งหมาย ความสำคัญและบทบาทของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ขั้นตั้งคำถามซักถามข้อสงสัย(๑๐นาที) ๓.๒.นักศึกษาตั้งคำถามซักถามข้อสงสัยเกี่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จากวิทยากร ขั้นสรุปจดบันทึกความรู้(๑๐นาที) ๓.๓. นักศึกษาสรุปความรู้ที่ได้รับจดบันทึกลงใบกิจกรรมเป็นรายบุคคล ๔. การวัดผลประเมินผล การวัดผล การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัด ๑. สังเกตจากการทำกิจกรรมก ๑.นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ ๓๑. แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละฐาน ๒. ตรวจใบงาน ๒.นักศึกษาทำบงานได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๒. ใบงาน ๓. ตรวจแบบทดสอบรายบุคคล ๓. นักศึกษาทำแบบทดสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๘๐ % ๓. แบบทดสอบ
ใบงาน ฐานการเรียนรู้ที่๑ ความเป็นมาและความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์(๔๐ นาที) กลุ่มที่.............................ชื่อ............................สกุล.............................................หมู่เรียน........... คำชี้แจง ๑.ให้นักศึกษาฟังคำบรรยายของวิทยากรอย่างตั้งใจและคิดตามคำบรรยาย (๒๐นาที) ๒.เมื่อฟังบรรยายจบแล้วให้นักศึกษาตั้งคำถามซักถามข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ (๑๐นาที) ๓.ให้นักศึกษาสรุปข้อมูลที่ได้รับจากการฟังและการซักถามโดยบันทึกข้อมูลลงในใบงาน 1. สรุปความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ …………......................................................................................................................... .............................. ..................................................................................................... .............................................................. ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................................................ ....... ............................................................................................................................ ....................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 2.สรุปจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ๓.สรุปความสำคัญของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ............................................................................................................................. ...................................... ...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ๔. สรุปบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์ ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ฐานการเรียนรู้ที่ ๒ พุทธศาสนาสมัยทวารวดี(๔๐นาที) ๑) ความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ๒) การเข้ามาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๓) หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านคุณธรรม นักศึกษา
๑.มีความตรงต่อเวลา ๒.รู้จักระเบียบวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ๓.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ๔.มีความสนใจใฝ่รู้ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๕.เกิดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์นครปฐม ด้านความรู้ ๑.บอกประวัติความเป็นของอาณาจักรทวารวดีได้ ๒.อธิบายการเข้ามาของพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีได้ ๓.บันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวพุทธศาสนาสมัยทวารวดีได้ ๔.บอกลักษณะสำคัญของพุทธศาสนาสมัยทวารดีในจังหวัดนครปฐมได้ ด้านทักษะทางปัญญา ๑.เกิดความสนใจใฝ่รู้เกี่ยวพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ๒.เกิดความสงสัยและมีความกระตือรือล้นที่จะหากคำตอบ ๓.สรุปความเป็นมาและความสำคัญพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครปฐมได้ ๔.แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นระบบ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๑.มีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะตั้งคำถาม ๒.มีความร่วมมือและรับผิดชอบงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๓.มีส่วนร่วมในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ๔.รู้จักหน้าที่และตระหนักในหน้าที่ตนได้รับมอบหมาย ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑.วางแผนการปฏิบัติงานกลุ่มและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จและครบถ้วน ๒.สื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับอย่างเข้าใจง่ายและเป็นระบบ ๓.อธิบายช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีได้ ๒. สถานที่ ห้องโถงกลางประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี(ภาพเจดีย์สำคัญ) ๓. วิธีดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ แนวคิดในการแสวงหาความรู้ให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการพหูสูต คือ ฟัง คิด ถาม จด ขั้นนำเสนอความรู้ (ฟังและคิด)(๑๕ นาที) ๓.๑. วิทยากรบรรยายประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ขั้นตั้งคำถามซักถามข้อสงสัย(๕นาที)
๓.๒.นักศึกษาตั้งคำถามซักถามข้อสงสัยเกี่ยวพิพิธภัณฑ์จากวิทยากรขั้นสรุปจดบันทึกความรู้ (๑๕นาที) ๓.๓. นักศึกษาสรุปความรู้และหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดีที่ ได้รับจดบันทึกลงใบกิจกรรมเป็นรายบุคคล ๔. การวัดผลประเมินผล การวัดผล การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัด ๑. สังเกตจากการทำกิจกรรมก ๑.นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ ๓๑. แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละฐาน ๒. ตรวจใบงาน ๒.นักศึกษาทำบงานได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๒. ใบงาน ๓. ตรวจแบบทดสอบรายบุคคล ๓. นักศึกษาทำแบบทดสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๘๐ % ๓ . แบบทดสอบ ใบงาน ฐานการเรียนรู้ที่ ๒พุทธศาสนาสมัยทวารวดี(๔๐นาที) กลุ่มที่.................................ชื่อ..............................สกุล.........................หมู่เรียน............ . คำชี้แจง ๑.ให้นักศึกษาฟังคำบรรยายของวิทยากรอย่างตั้งใจและคิดตามคำบรรยาย(๑๕นาที) ๒.เมื่อฟังบรรยายจบแล้วให้นักศึกษาตั้งคำถามซักถามข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี(๕ นาที) ๓..ให้ศึกษาค้นหาข้อมูลจากนิทรรศการและวัตถุแสดง ๔.ให้นักศึกษาสรุปข้อมูลที่ได้รับจาการฟังและการซักถาม การค้นหาหลักฐานวัตุโดยบันทึกข้อมูลลงใน ใบงาน(๑๕นาที) 1.สรุปความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ......................................
๒.สรุปความเป็นมาของพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครปฐม ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ๓.สรุปหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ๔. สรุปลักษณะสำคัญของพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครปฐม ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................
............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ฐานการเรียนรู้ที่ ๓ หลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ (๔๐ นาที) ๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านคุณธรรม นักศึกษา ๑.มีความตรงต่อเวลา ๒.รู้จักระเบียบวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ๓.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ๔.มีความสนใจใฝ่รู้ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๕.เกิดความตระหนักในภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านความรู้ ๑.บอกประเภทของโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐม เจดีย์ได้ ๒.อธิบายลักษณะที่สำคัญของโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ได้ ๓.อธิบายลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ได้ ด้านทักษะทางปัญญา ๑.เกิดความสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระ ปฐมเจดีย์ ๒.เกิดความสงสัยและมีความกระตือรือร้นที่จะหาคำตอบ ๓.สรุปลักษณะสำคัญและหลักธรรมที่ปรากฎในโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ๔.แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นระบบ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
๑.มีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะตั้งคำถาม ๒.มีความร่วมมือและรับผิดชอบงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๓.มีส่วนร่วมในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ๔.รู้จักหน้าที่และตระหนักในหน้าที่ตนได้รับมอบหมาย ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑.วางแผนการปฏิบัติงานกลุ่มและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จและครบถ้วน ๒.สื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับอย่างเข้าใจง่ายและเป็นระบบ ๒. สถานที่ ห้องจัดแสดงธรรมจักรและศิลาจำหลักปฐมเทศนา ๓. วิธีดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ แนวคิดในการแสวงหาความรู้ให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการพหูสูต คือ ฟัง คิด ถาม จด ขั้นนำเสนอความรู้ (ฟังและคิด)(๑๕ นาที) ๓.๑. วิทยากรบรรยายถึงประเภท ลักษณะสำคัญและหลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในโบราณวัตถุ สมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ขั้นตั้งคำถามซักถามข้อสงสัย(๑๐นาที) ๓.๒.นักศึกษาตั้งคำถามซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จากวิทยากร ๓.๓นักศึกษาค้นหาความรู้จากนิทรรศการและวัตถุแสดง ขั้นสรุปจดบันทึกความรู้(๑๕นาที) ๓.๓. นักศึกษาสรุปความรู้และลักษณะสำคัญของโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ที่ได้รับจดบันทึกลงใบกิจกรรม ๔. การวัดผลประเมินผล การวัดผล การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้วัด ๑. สังเกตจากการทำกิจกรรมก ๑.นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้รับคะแนนจากการประเมินไม่ต่ำกว่า ระดับ ๓๑. แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละฐาน ๒. ตรวจใบงาน ๒.นักศึกษาทำบงานได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๗๐ % ๒. ใบงาน ๓. ตรวจแบบทดสอบรายบุคคล ๓. นักศึกษาทำแบบทดสอบได้ถูกต้องไม่ต่ำกว่า ๘๐ % ๓ . แบบทดสอบ ใบงาน ฐานการเรียนรู้ที่ ๓หลักธรรมสำคัญที่ปรากฎในโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ไ(๔๐ นาที) (๔๐นาที) กลุ่มที่..............................ชื่อ..............................สกุล.........................หมู่เรียน.............
คำชี้แจง ๑.ให้นักศึกษาฟังคำบรรยายของวิทยากรอย่างตั้งใจและคิดตามคำบรรยาย(๑๕นาที) ๒.เมื่อฟังบรรยายจบแล้วให้นักศึกษาตั้งคำถามซักถามและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ชิ้นเยี่ยมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์จากวัตถุแสดง(๑๐ นาที) ๓.ให้นักศึกษาสรุปข้อมูลที่ได้รับจาการฟังและการซักถาม การค้นหาข้อมูลจากข้อความบรรยายโดย บันทึกข้อมูลลงในใบงาน(๑๕ นาที) ๑.สรุปประเภทของโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิภัชณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................ ........................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... .... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ๒.สรุปลักษณะสำคัญของโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิภัชณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................... ................................ ................................................................................................... ................................................................ ............................................................................................................................. ...................................... .......................................................................................................................................................... ......... .......................................................................................................................... ......................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ๓.สรุปหลักธรรมสำคัญที่ปรากฏในโบราณวัตถุสมัยทวารวดีชิ้นเยี่ยมในพิพิภัชณฑสถานแห่งชาติ พระ ปฐมเจดีย์
............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................... ............... .................................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................... ................ ................................................................................................................... ................................................ ฐานการเรียนรู้ที่ ๔ ชาดกที่ปรากฎในประติมากรรมสมัยทวารวดี (๔๐นาที) ๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านคุณธรรม นักศึกษา ๑.มีความตรงต่อเวลา ๒.รู้จักระเบียบวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ๓.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ๔.มีความสนใจใฝ่รู้ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๕.ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ด้านความรู้ ๑.บอกความหมายและความเป็นมาของของนิทานชาดกได้ ๒.อธิบายจุดมุ่งหมายของการสร้างรูปปฏิมากรรมเกี่ยวกับชาดก ๓.อธิบายนิทานชาดกที่พบในรูปปฎิมากรรมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ได้ ด้านทักษะทางปัญญา ๑.อธิบายเหตุผลและแนวคิดในการสร้างปฏิมากรรมเกี่ยวกับชาดกได้