สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและการจัดการสินค้า คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สื่อความรู้ ด้านแฟชั่น
2 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและการจัดการสินคา เป็นสาขาวิชาหนึ่งใน หลักสูตรคหกรรมศาสตรบัณฑิต คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตให้ มี ความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการออกแบบแฟชั่น และการตัดเย็บ เครื่องแต่งกาย ที่มีความพร้อมในการก้าวสู่ โลกอาชีพ มีคุณธรรมจริยธรรมและ จิตสำนึกที่ดีในการสร้างสรรค์ ผลงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ ต่อการพัฒนา ประเทศ มีความรู้ด้านทฤษฎี และทักษะปฏิบัติด้านออกแบบแฟชั่น ตัดเย็บเครื่อง แต่งกาย สามารถบูรณาการความรู้ด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเพิ่มผลผลิตและ คุณภาพของงานให้ กาวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต มีอิสระทางความคิด คิดเป็ น ทำเป็ น สร้างงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ให้ก้าวหน้า สามารถนำความ รูไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้ อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและการจัด การสินคายังต้องมีการพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ คุณภาพทางด้านวิชาการมีความเข้มแข็ง ประกอบกับนักศึกษาได้รับคุณภาพจากการ จัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้นทางผู้วิจัยมีความสนใจที่่จะสร้าง ทักษะและจัดทำการเรียนรู้ดิจิทัลด้านแฟชั่นและการจัดการสินค้า โดยจัดทำสื่อการ เรียนรู้ ในรูปแบบ e-book ซึ่งมีเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการออกแบบตัดเย็บ การสร้าง ลวดลายผ้า การนำเสนอผลงาน ตลอดจนการ จัดการด้านแฟชั่น ผู้จัดทำหวังอย่าง ยิ่งว่าผู้ใช้สื่ื่อการรู้ดิจิทัลด้านแฟชั่นและการจัดการสินค้านี้ จะได้รับประโยชนสูงสุด สามารถนำไปใช้ และเป็นแนวทางในการพัฒนาความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติตอไป คณะผู้จัดทำ คําน า กันยายน 2565
3 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สารบัญ หน้า ตอนที่ 1 การออกแบบ 4 องค์ประกอบศิลป์ในการออกแบบแฟชั่น 5 การพยากรณ์เทรนด์หรือแนวโน้มแฟชั่น 11 ตอนที่ 2 ผ้าและการตัดเย็บ 18 ความรู้เรื่องผ้า 19 การสร้างแบบตัดและเทคนิคการเย็บปกเสื้อ 28 — เทคนิคการเย็บปกเสื้อที่มีการเย็บนอกตัวเสื้อ 29 — เทคนิคการเย็บปกเสื้อที่มีการเย็บต่อเนื่องกับตัวเสื้อ 34 — เทคนิคการเย็บปกเสื้อที่มีการเย็บแบบผสม 38 ตอนที่ 3 การสร้างสรรค์ลวดลาย 45 การสร้างสรรค์ลวดลายด้วยการย้อม 46 ตอนที่ 4 การน าเสนอผลงานแฟชั่น 52 การจัดแสดง Fashion Show 53 การน าเสนอผลงานส าหรับ Freelance Fashion Designer 62 ตอนที่ 5 การจัดการสินค้า 66 การตลาดในงานแฟชั่น 67 ต้นทุนสินค้าค านวณจากอะไรบ้าง? 73
4 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ตอนที่ 1 การออกแบบ
5 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ การออกแบบแฟชั่น ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับตลอดจน ลวดลาย สีสันต่าง ๆ ล้วนต้องอาศัยหลักทางศิลปะในการสร้างสรรค์ผลงานให้ น่าสนใจ ความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบศิลป์จึงมีความส าคัญ ต่องานออกแบบ แฟชั่น โดยส่วนประกอบของการออกแบบมีดังนี้ 1. จุด (Point) — จุดเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดที่จะใช้ใน การสร้างรูปร่าง รูปทรง โดยการเรียงต่อกันตามต าแหน่งที่ เหมาะสม ซ้ า ๆ กัน นอกจากนี้ยังน ามาใช้ในงานออกแบบ แฟชั่นได้ เช่น การสร้างเป็นลวดลาย สร้างลักษณะผิวของ เนื้อผ้า เป็นต้น 2. เส้น (Line) — เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญของ งานออกแบบ โดยน าเส้นในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความหนา-บางของเส้น ความโค้ง ความตรง มา สร้างสรรค์เป็นรูปร่าง-รูปทรง สร้างให้เกิดอารมณ์ผ่าน ลักษณะต่าง ๆ ของเส้น เช่น เส้นซิกแซกให้ความรู้สึก ตื่นเต้น เส้นตรงในแนวนอนให้ความรู้สึกสงบ หรือเส้นหยัก ให้ความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว เป็นต้น ซึ่งการใช้เส้นใน งานออกแบบแฟชั่นช่วยถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนรูปแบบของชุดแฟชั่นให้มีความน่าสนใจได้ 3. รูปร่าง (Shape) & รูปทรง (Form) — รูปร่างเกิดจากการน าเส้นต่าง ๆ มาประกอบกันเป็นเส้น กรอบนอก (Outline) มีความกว้างและยาว ส่วนรูปทรงเกิด จากการประกอบกันของเส้นให้มีลักษณะเป็น 3 มิติ คือ กว้าง ยาว ลึกหรือหนา ค าว่ารูปทรงจึงเป็นค าที่ใช้เรียกสิ่ง ที่มีมิติ กินเนื้อที่ในอากาศ สามารถสัมผัสได้โดยรอบ เช่น งานประติมากรรม สถาปัตยกรรม ประเภทของรูปร่างและ รูปทรงมี 3 ประเภทดังนี้ (ชะลูด, 2553) องค์ประกอบศิลป์ในการออกแบบแฟชั่น อำจำรย์ ดร. สุวดี ประดับ ที่มา: Pixabay.com โดย DavidZydd ที่มา: Pixabay.com โดย BiancaVanDijk ที่มา: thinkaboutart.weebly.com
6 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4. น าหนักอ่อน-แก่ (Tone) หรือค่าน าหนัก — ค่าความอ่อนแก่ของ บริเวณที่ถูกแสงสว่างและบริเวณที่เป็นเงาของวัตถุ หรือ ความอ่อน-เข้มของสี เช่น สีแดงเข้มกว่าสีชมพู แสงและเงาที่เกิดบนวัตถุและในภาพวาดที่ท าให้ผลงานมี ระยะตื้น-ลึก ใกล้-ไกล กลม-กลวง เป็นต้น 5. พื นผิว (Texture) — ลักษณะภายนอกสุดของวัตถุต่าง ๆ ที่สัมผัส หรือรับรู้ได้ มีทั้งพื้นผิวที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ผิวเปลือกไม้ ฯลฯ เกิดจากการ กระท าของมนุษย์ เช่น การแกะ การปั้น ฯลฯ ส าหรับลักษณะพื้นผิวที่สามารถ ที่มา: quizizz.com โดย Megan Primeau ที่มา: quizizz.com โดย Megan Primeau ที่มา: freepik.com โดย alicia_mb รูปร่าง-รูปทรงธรรมชาติ (Natural Shape & Form) รูปร่างรูปทรงที่ถ่ายทอด รูปแบบมาจากธรรมชาติ เช่น คน สัตว์ พืช ก้อน หิน ก้อนเมฆ ฯลฯ หรือ อาจเรียกว่า รูปร่างที่เกิด จากสิ่งมีชีวิต รูปร่างรูปทรงเรขาคณิต (Geometric Shape & Form) รูปร่างรูปทรง ที่ถูกสร้างขึ้น มีโครงสร้าง แน่นอน เช่น รูปร่างสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ฯลฯ รูปร่างรูปทรงนามธรรม (Abstract Shape & Form) รูปร่าง-รูปทรงที่ดัดแปลง จากธรรมชาติ เรขาคณิต หรือจินตนาการ โดยไม่ จ าเป็นต้องอ้างอิงธรรมชาติ หรือเรขาคณิต โดยรูปร่าง เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลง ตัดทอนให้ต่างไปจากความ เป็นจริง (ชะลูด, 2553)
7 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สัมผัสได้มี 2 ลักษณะ คือ ประสาทสัมผัสท าให้เกิดความรู้สึกได้ เช่น ความนุ่ม ของขนสัตว์ ความหยาบของผิวไม้ และรับรู้ได้ทางสายตา อาจท าให้รูสึกขัดแย้ง เช่น หินที่ถูกคลื่นซัดจนเรียบมัน ซึ่งพื้นผิวในงานออกแบบแฟชั่นจึงส่งผลต่อ ความรู้สึกในด้านของการเลือกใช้วัสดุด้วย 6. สี (Color) — เป็นส่วนประกอบที่มีความส าคัญของการออกแบบ แฟชั่น มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เนื่องจากในสภาพแวดล้อมมีสี ต่าง ๆ ปรากฎอยู่เสมอ สียังมีส่วนช่วยให้งานออกแบบแฟชั่นน่าสนใจ มีชีวิตชีวา สร้างอารมณ์ความรู้สึกได้ ดังนั้นการใช้สีจึงควรมีหลักในการเลือกโดยอิงจาก ทฤษฎีการใช้สี ตลอดจนจากแนวโน้มของสมัยนิยม 7. ลวดลาย (Pattern) — มักใช้เป็นส่วนประกอบของการออกแบบ เช่น ลายปัก ลายพิมพ์ หรือการตกแต่ง เกิดจากการน าองค์ประกอบที่กล่าว มาแล้วจัดวางเข้าด้วยกันให้กลมกลืน แรงบันดาลใจในการออกแบบแฟชั่น แรงบันดาลใจ (Inspiration) ผลงานศิลปะและผลงานออกแบบ ผลงาน สร้างสรรค์ทุกประเภทต่างมีที่มาที่ไปและมีแรงบันดาลใจเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อให้ เกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์?มีความน่าสนใจ ดังนั้น แรงบันดาลใจจึงนับว่าเป็น พลังอ านาจชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในตนเอง พลังอ านาจนี้น าใช้ในการคิด กระตุ้นให้เกิดแนวคิด หรือแรงจูงใจ แนวคิดหรือแรงจูงใจนั้นก่อให้เกิด กระบวนการที่ น าไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ วัตถุประสงค์ของการสร้าง แรงบันดาลใจเพื่อตอบสนอง ความต้องการทางจิตใจ มักเกิดจากความรู้สึกที่มี ผลต่อใจ เช่น ความประทับใจ หรือสะเทือนใจ ต่อสิ่งต่างๆที่อยู่ รอบตัว ช่วยให้ มีอิสระทางความความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆได้อย่างกว้างขวาง สิ่งที่ สามารถท าให้เกิดแรงบันดาลใจได้ เช่น 1. ธรรมชาติรอบตัว สิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติถือเป็นความงดงามที่มี ความลงตัวที่สุด ผลงานศิลปะทุกแขนงส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ศิลปิน นักออกแบบที่ประสบความส าเร็จในระดับโลก ต่างก็ได้แนวความคิดจาก การสังเกตธรรมชาติ การได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ดังนั้น
8 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ธรรมชาติมีส่วนที่ท าให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจได้ มากที่สุดและหลากหลายที่สุด 2. สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ น สิ่งที่มนุษย์สร้าง ขึ้นมาล้วนแล้วแต่สามารถส่งผลต่อการสร้างสรรค์ งานออกแบบออกไปได้อย่างกว้างขวาง เป็นการต่อ ยอดแนวความคิดจากเดิม เช่น สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง อาคาร ถนนหนทาง การพัฒนาของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมตั้งแต่อดีตและปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ สังคม ตัวบุคคล รวมไปถึงความ เชื่อ ความศรัทธา ท าให้เกิดแรงบันดาลใจได้ มากมาย 3. อารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ ความฝัน ซึ่งมักเกิดจาก ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล รวมไปถึงการได้รับอิทธิพลจากผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม หรือเกิดจากจิตใต้ส านึก 4. อุปสรรคและปัญหา และข้อบกพร่องในอดีต เป็นสิ่งที่ท าให้เกิดการ พัฒนาสิ่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ (เอกพงษ์, 2565) ตัวอย่างแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ที่มา: https://twitter.com/rsocpublishing/ status/1121716831138480128?lang=zhHant
9 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ค าถามท้ายบท เลือกค าตอบที่ถูกที่สุดเพียงค าตอบเดียว 1. เส้นที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล คือ ก. เส้นดิ่ง ข. เส้นระนาบ ค. เส้นโค้ง ง. เส้นเฉียง 2. Shape มีลักษณะอย่างไร ก. มีมิติเดียว ข. มี 2 มิติ ค. มี 3 มิติ ง. ไม่มีมิติเลย 3. ข้อใดตรงกับความหมาย ของค่าน้ าหนักมากที่สุด ก. ความสว่าง ของแสง ข. ความมืด ของแสง ค. ความอ่อนแก่ ของแสง ง. ความอ่อนแก่ ของแสงเงา หรือสี 4. สมดุลหรือ ดุลยภาพ มีกี่ลักษณะ ก. ลักษณะเดียว ข. 2 ลักษณะ ค. 3 ลักษณะ ง. 4 ลักษณะ 5. จังหวะแบบ Continuous เป็นจังหวะลักษณะใด ก. การสลับ ข. การไล่น้ าหนัก ค. การเคลื่อนไหว ง. การจัดล าดับ
10 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แหล่งข้อมูล ชะลูด นิ่มเสมอ. (2553). องค์ประกอบของศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่7 ฉบับปรับปรุง. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์ ฝึกสร้างแรงบันดาลใจมิติใหม่ของนักธุรกิจยุคหน้า. (2552). KomChadLuek online. เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2565 จาก https:// www.komchadluek.net/kom-lifestyle/42749 เอกพงษ์ ตรีตรง, (2565). ฝึกสร้างแรงบันดาลใจ. เข้าถึงเมื่อ เมื่อ 23 มกราคม 2565 จาก https://www.oknation.net/post/ detail/634e29d5bbf544c8f44154fc ARTE LUSSO TEAM. (2019, November 28). Arte & Lusso Online Magazine on Art, Fashion and Luxury Lifestyle in UAE and Italy เข้าถึงเมื่อ3 พฤศจิกายน 2565 จาก https://arte8lusso.net/ fashion/incredible-fashion-illustrators/ Royal Society Publishing. เข้าถึงเมื่อ3 พฤศจิกายน 2565 จาก https:// twitter.com/rsocpublishing/status/1121716831138480128? lang=zh-Hant CLAUDIA BROWN. (2013) PATTERN INSPIRATION | ORIGAMI INSPIRATION เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2565 จาก https:// patternpeople.com/pattern-inspiration-origami/ Mahsaa Alimohammadi. (มปป). Creative dress design Geometric shapes (Square). เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2565 จาก https:// www.pinterest.com/pin/98023729376877137/
11 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ การพยากรณ์เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ เพราะการคาดการณ์มักจะ ขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณ วิจารณญาณที่ดี และความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ต้องใช้ แนวคิดและแบบจ าลองการวิเคราะห์เพื่อท านายแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในรูปแบบที่ เป็นระบบ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เน็ตได้เร่งอัตราการ เปลี่ยนแปลงของแฟชั่น จากช่วงชีวิตของเทรนด์แฟชั่น 1 รอบอยู่ที่ประมาณ 1 ปี กลายเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์ อัตราเร่งของการ เปลี่ยนแปลงแฟชั่นนี้ส่งผลให้การคาดการณ์แนวโน้มท าได้ยากขึ้น การพยากรณ์แฟชั่นมี 2 ประเภทหลัก คือ “การพยากรณ์ระยะสั้น” ซึ่ง คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต 1-2 ปีและมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ใหม่โดยเฉพาะสีสิ่ง ทอ และรูปแบบการแต่งกาย และ “การพยากรณ์ระยะยาว” ซึ่งเป็นการ คาดการณ์แนวโน้ม 5 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นไปที่ทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยเฉพาะในด้านวัสดุ การออกแบบ การผลิต และการค้าปลีก การคาดการณ์ ระยะยาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การพัฒนาของบริษัทแฟชั่น และช่วยในการ ตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปรับต าแหน่งหรือขยายสายผลิตภัณฑ์ การเริ่มธุรกิจ ใหม่ รวมถึงการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของแบรนด์ ภาพรวมของขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มต้นด้วย "การวิเคราะห์ แนวโน้ม (Trend Analysis) หรือเรียกว่าเป็นการค้นหาแนวโน้มที่สร้างแรง บันดาลใจได้ ซึ่งแนวคิดส าหรับ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มานั้น เกิดจากการ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย ภาพจากนิตยสาร ตัวอย่างผ้า ภาพลักษณ์ของบริษัท ลูกค้าเป้าหมาย และแผนกลยุทธ์ น าไปสู่การพัฒนากลุ่ม สีเฉพาะส าหรับธีมหรือแนวคิดตาม ฤดูกาล ก าหนดเส้นใย โครงสร้างผ้า และการออกแบบพื้นผิวผ้าที่เหมาะสม การพยากรณ์เทรนด์หรือแนวโน้มแฟชั่น ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ไตรถิกำ พิชิตเดช ที่มา: pixabay.com
12 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ เพื่อพัฒนาลักษณะผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาลที่สามารถส่งเสริมธีมหลักได้ การ วิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นและกระบวนการพยากรณ์ครอบคลุม 3 องค์ประกอบ คือ สิ่งแวดล้อม ตลาด และผลิตภัณฑ์ 1. ในด้านสิ่งแวดล้อม มีการค้นหา แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ทั้งใน ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ วัฒนธรรม (เช่น ศิลปะ ดนตรี แฟชั่น) การ เข้าใจทิศทางในระยะยาวของสังคมก็มี ประโยชน์เช่นกัน นักพยากรณ์แฟชั่นจะ พิจารณาจากแนวโน้มทางสังคมวัฒนธรรมโดย ใช้การวิจัยตลาดเพื่อก าหนดผลิตภัณฑ์แฟชั่น ใหม่ ๆ ส าหรับอนาคต ซึ่งสภาพแวดล้อมของ ผู้บริโภคอาจส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต การท าความ เข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มในวงกว้างในสังคมจึงต้องรวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ เปลี่ยนแปลง การเมือง สภาพทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยี ด้วย โดยใช้การสังเกต การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ การตีความ การ สังเคราะห์ จากแหล่งข้อมูล การสื่อสารกับผู้คน และสื่ออิเล็กทรอนิกส์บางส่วน เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลต่อความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภค เช่น อัตราเงินเฟ้อและรายได้ส่วนบุคคลของผู้บริโภคเป็นตัวก าหนดก าลัง ซื้อ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลกมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอนาคต ทางการเงินและสะท้อนให้ถึงทางเลือกของผู้บริโภคด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อ เศรษฐกิจดี สินค้าแฟชั่นบางอย่างถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยก็ขายดี หากไม่ใช่ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดี ผู้บริโภคจะนิยมสไตล์ที่ใช้งานได้จริง เน้นสินค้าแฟชั่น คลาสสิกที่จะใช้ได้นาน ๆ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบ ต่องบประมาณส่วนบุคคลและจิตใจของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงของประชากรก็ส่งผลต่อแนวโน้มแฟชั่นได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ประชากรที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่มีอายุมากขึ้น แนวโน้ม "ความ ชรา" เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก การท าความเข้าใจความแตกต่างระหว่างรุ่นจึง เป็นสิ่งส าคัญในการท าการตลาดสินค้าแฟชั่นกับคนรุ่นต่าง ๆ อย่างมี ที่มา: pixabay.com
13 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ประสิทธิภาพ บริษัทที่เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่สื่อสารกับคนรุ่นต่าง ๆ ได้ดี ขึ้น และโฆษณาและท าการตลาดกับคนรุ่นเหล่านั้นได้ อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้บริโภค ค่านิยม ทางวัฒนธรรม แนวโน้มทางศิลปะ และวัฒนธรรมก็มี อิทธิพลอย่างมากต่อแฟชั่นในอนาคต เช่น ความสนใจ ในเรื่องความยั่งยืนได้ท าให้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกและสีที่ ย้อมจากธรรมชาติกลายเป็นที่นิยม การต่อต้านการใช้ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์แสดงถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม ภาพยนตร์เอเชียเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความชอบแฟชั่นในแบบของชาวเอเชีย ไปจนถึงการแต่งกายของคนดัง ปัจจัยด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อความต้องการของ ผู้บริโภคในด้านการผลิต ตั้งแต่ย่นระยะเวลาการผลิต สิ่งทอและเสื้อผ้าจาก เทคโนโลยีสมัยใหม่ พื้นผิวผ้าใหม่ ๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้สบายขึ้น เทคโนโลยีการ สแกนร่างกาย และการพิมพ์สิ่งทอดิจิทัล ท าให้รานค้าปลีกมีสินค้ามาลงอย่าง รวดเร็ว และรับความต้องการของผู้บริโภคได้ทันเวลา ส าหรับการพยากรณ์ในระยะยาวมักเกี่ยวข้องกับการด าเนินธุรกิจ เน้นการ จัดท าแผนยุทธศาสตร์ มีการวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์ การสังเกต และการ เขียนสถานการณ์สมมติ เพื่ออ้างถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมที่มี ผลกระทบอย่างชัดเจนต่อวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล และก าหนดสมติฐานว่า เทคโนโลยีจะมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในสหัสวรรษใหม่อย่างไร หากสามารถ เชื่อมโยงจุดต่าง ๆ ระหว่างการเริ่มต้นของเทรนด์กับผลกระทบที่จะมีต่อธุรกิจ ก็ สามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับเทรนด์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงทุก ระดับตลาดใช้เวลาโดยเฉลี่ย 10 ปี ใน แนวโน้มเหล่านี้ต้องมีความหลากหลาย และมั่นคง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจนั้นยังคงอยู่ 2. ด้านตลาด การวิจัยตลาดที่เน้นผู้บริโภค บริษัทคู่แข่ง และบันทึกการ ขายเป็นสิ่งที่จ าเป็น เนื่องจากลักษณะของตลาดเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เสมอ การท าความเข้าใจกลุ่มประชากร ไลฟ์สไตล์ ค่านิยม ทัศนคติ และ ที่มา: pixabay.com
14 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ พฤติกรรมของผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งส าคัญ รวมไปถึงการพิจารณากิจกรรมของ บริษัทคู่แข่งที่อยู่ในประเภทผลิตภัณฑ์และกลุ่มผู้บริโภคที่คล้ายคลึงกัน การ เปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของตลาดได้ นอกจากนี้ บันทึกการขายก่อนหน้าสามารถบอกถึงแนวโน้มการขายได้ด้วย สถิติ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นบ่งบอกว่ามีการน ารูปแบบไปใช้มากขึ้น ยอดขายที่ลดลงแสดงให้ เห็นว่ารูปแบบได้ผ่านจุดสูงสุดในวัฎจักรการบริโภคแล้ว 3. ในด้านผลิตภัณฑ์ การพัฒนาของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ แล้วจะได้รับการวิเคราะห์ก่อน เพื่อคาดการณ์แนวโน้มถัดไป จากนั้นจึงท าการวิจัยเทรนด์สี สิ่งทอ และสไตล์ผ่าน แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น งาน แสดงสินค้าและสิ่งพิมพ์ นิตยสารแฟชั่น และสตรีท แฟชั่น อาจมีการใช้บริการ บริษัทติดตามแนวโน้มซึ่งเป็น แหล่งข้อมูลที่ส าคัญอีกแหล่ง หนึ่ง โดยมีการเลือกกลุ่มสีที่จะใช้ล่วงหน้าประมาณ 2 ปี ก่อนฤดูขายปลีกซึ่งเป็น พื้นฐานส าหรับการผลิตเส้นใยและผ้าของทางผู้ผลิตสิ่งทอ รวมถึงการออกแบบ พื้นผิวผ้า และการพยากรณ์ในเรื่องอื่น ๆ จะเริ่มขึ้นต่อจากนั้นประมาณ 1 ปี อย่างไรก็ตาม การที่วงจรแฟชั่นในปัจจุบันที่สั้นลงเรื่อย ๆ จึงมีความจ าเป็นใน การปรับวงจรการคาดการณ์ให้สั้นลงตามเช่นกัน การพยากรณ์ผลิตภัณฑ์ สามารถคาดการณ์จากการวิเคราะห์ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์จากปีที่ติดกัน ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เช่นความยาว กระโปรงของเสื้อผ้าผู้หญิง หรือรูปร่างไหล่ของชุดสูทผู้ชาย ดูจากระดับการ ยอมรับผ่านแนวโน้มการจ าหน่าย เช่น กราฟการเติบโตของปริมาณความ ต้องการของผู้บริโภค สีช่วยในก าหนดต าแหน่งผลิตภัณฑ์ได้ และเป็นปัจจัยการออกแบบที่มี ภาพการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มา: free-power-point-templates.com
15 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ อิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุดในการ ตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะความ เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ที่ต้องมีความเหนียวแน่นและพัฒนา ตามฤดูกาลอย่างเหมาะสม เพราะ ผู้บริโภคมักแสดงความภักดีต่อแบ รนด์เหล่านั้นตราบที่ยังใช้สีที่พวก เขารู้สึกว่าเหมาะกับตน นอกจากนี้ สียังช่วยกระตุ้นความสัมพันธ์ด้วย นักการตลาดจึงใช้พลังทางจิตวิทยา ของสีในการสื่อสารกับผู้บริโภค เช่น สีแดงเกี่ยวข้องกับความ หลงใหล ความแข็งแกร่งและความ รัก ในขณะที่สีเหลืองเกี่ยวข้องกับความสุขและความคิดสร้างสรรค์ สีน้ าเงิน เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ ความภักดี และความจริง ในขณะที่สีเขียวหมายถึง การเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ การต่ออายุ และความหวัง สีส้มเกี่ยวข้องกับ พลังงาน ความพึงพอใจ และความเย้ายวน ในขณะที่สีขาวหมายถึงความสมบูรณ์ แบบ ความกลมกลืนและความจริงใจ สีด า หมายถึง ความเป็นทางการ ศักดิ์ศรี อ านาจ และความเย้ายวนใจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกสีของผู้บริโภคก็ขึ้นอยู่กับ ความชอบส่วนบุคคล รวมถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงต้องตีความการ คาดการณ์สีส าหรับกลุ่มผู้บริโภคและหมวดหมู่ตลาดที่เฉพาะเจาะจง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนแรกคือการเลือกกลุ่มสีส าหรับเป็นพื้นฐาน ในการย้อมเส้นด้ายและออกแบบผ้าส าหรับสไตล์ต่าง ๆ โดยนักพยากรณ์และนัก ออกแบบจะรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและแฟชั่นโชว์ ในเมืองแฟชั่นส าคัญ ๆ เช่น ปารีส มิลาน ลอนดอน และนิวยอร์ก ซึ่ง Premiere Vision ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ได้รับความนิยมและมี ความส าคัญมากที่สุด รวบรวมผู้ผลิตผ้าและเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ จากนั้นวิเคราะห์คอลเลกชั่นที่อาจส่งผลต่อทิศทางแฟชั่นตามฤดูกาล เทรนด์อาจ ปรากฏในสี ภาพเงา (silhouette) หรือองค์ประกอบการออกแบบอื่น ๆ ไปจนถึง แฟชั่นในเมืองแฟชั่นจากผู้บริโภค ถือเป็นภาพสะท้อนและความคิดของแต่ละยุค ภาพการวางต าแหน่งตราสินค้าแฟชั่น ที่มา: http://fmckeiraobrien.blogspot.com/
16 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สมัย มีการกระจายไปยังผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เสริม เครื่องตกแต่ง สถาปัตยกรรม ภายใน รถยนต์ และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก็ลดลง เช่นเดียวกับแฟชั่น นอกจากจะมีเรื่องสีในงานแสดงสินค้าแล้ว ยังมีการจัดแสดงผ้าและเส้นด้าย ในแต่ละปี เพื่อให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็นภาพรวมของสิ่งที่มีอยู่ เป็นแหล่งข้อมูล ส าหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถึงเทคโนโลยี เส้นใย การผสม และการตกแต่งใหม่ ๆ มีพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น นักพยากรณ์แนวโน้มสามารถแบ่งปันการ คาดการณ์ตามฤดูกาลได้ ช่วยให้นักออกแบบและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็นแนวโน้ม การพัฒนา ก าหนดวัสดุ และสั่งซื้อตัวอย่างได้ เนื่องจากสีที่คาดการณ์ไว้ส าหรับฤดูกาลในอนาคต เปลี่ยนเป็นสิ่งทอ เนื้อ สัมผัส ความลึก และรูปทรงของผ้า จึงมักจะต้องก าหนดประโยชน์ของสีเฉพาะ การใช้สีและการตกแต่งร่วมกันท าให้วัสดุมีความเหมาะสมตามช่วงเวลานั้น ๆ เมื่อ มีการกลั่นกรองแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ส าหรับแนวคิดหลักหรือแนวโน้ม เทรนด์จาก แหล่งต่าง ๆ จะได้รับการตีความให้เข้ากับเอกลักษณ์ของบริษัท ไลฟ์สไตล์ และ ความชอบของลูกค้าส าหรับแต่ละผลิตภัณฑ์ สุดท้าย องค์ประกอบต่าง ๆ จะถูก รวมเพื่อใช้ส าหรับพัฒนาตามประเภทผลิตภัณฑ์ ราคา และแนวคิดในการ จ าหน่าย เวลาเป็นองค์ประกอบส าคัญของแฟชั่น แฟชั่นที่มาเร็วเกินไปอาจกลายเป็น ความสูญเสีย ตัวอย่างหนึ่งของความล้มเหลวของผู้ผลิตในการอ่านความต้องการ ของผู้บริโภคคือการเปิดตัวกระโปรงยาวถึงข้อเท้าในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 น าไปสู่การสูญเสียทางการเงินและการปิดกิจการ การพยากรณ์แฟชั่นในอนาคตจะ ยากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีความ หลากหลายมากขึ้น วงจรแฟชั่นที่สั้นลง อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์และการ คาดการณ์แนวโน้มก็ยังคงมีความส าคัญ เนื่องจากยังต้องใช้เป็นแนวทางพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง การเพิ่ม ที่มา: pixabay.com
17 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ จ านวนผลิตภัณฑ์ใหม่ และลดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ให้สั้นลง ด้วยการพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ นอกจากจะท าให้มีปริมาณและคุณภาพของข้อมูลเพิ่มขึ้นแล้ว ยัง ท าให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ และข้อมูล ประเภทอื่น ๆ ที่สามารถใช้คาดการณ์ได้ทันที ค าถามท้ายบท 1. ปัจจัยทางประชากรศาสตร์จะมีอิทธิพลต่อแนวโน้มในอนาคตใน อุตสาหกรรมแฟชั่น รวมถึงรูปแบบเครื่องแต่งกายและพฤติกรรมการบริโภค อย่างไร? 2. สีถูกก าหนดให้เป็นปัจจัยการออกแบบที่ส าคัญที่สุดเมื่อผู้บริโภคเลือก รูปแบบเครื่องแต่งกาย ให้อธิบายความแตกต่างในการก าหนดสีของทวีปต่าง ๆ (เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย) พร้อมยกตัวอย่างบางส่วนจากการสังเกต หรือประสบการณ์ของคุณ? 3. การพยากรณ์แนวโน้มฟชั่นในอนาคตข้างหน้ายังคงมีความจ าเป็นมาก เพียงใด และเพราะอะไร? อะไรจะส่งผลต่อระดับความต้องการ? การพัฒนา เทคโนโลยีส่งผลต่อกิจกรรมการพยากรณ์ในอนาคตอย่างไร? แหล่งข้อมูล Kim, E., Fiore, A. & Kim, H. (2011). Fashion trends : analysis and forecasting. Oxford New York: Berg.
18 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ตอนที่ 2 ผ้าและการตัดเย็บ
19 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ความหมายของค าว่าผ้า (Fabric) ค าว่า ผ้า (Fabric) มีความหมายตามที่ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) คือ สิ่งที่ท าด้วยเยื่อใย เช่น ฝ้าย ไหม ขนสัตว์ โดยวิธีทอหรืออัดให้เป็นผืน มักเรียกตามลักษณะของวัตถุดิบที่ท า เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์ หรือเรียกตามลักษณะที่ใช้ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าอ้อม ผ้าปูที่นอน เป็นต้น ประเภทของผ้า การจัดแบ่งประเภทของผ้าที่ใช้งานในปัจจุบัน แบ่งได้ดังนี้ (นวลแข ปาลิวนิช, 2542) 1. การแบ่งตามลักษณะการผลิต คือ ผ้าทอ และผ้าถัก ผ้าทอ (Woven Fabric) คือ ผ้าที่ใช้วิธีการผลิตโดยน าเส้นด้ายมาขัดกัน โดยใช้เส้นด้ายยืน (Warp Yarn) และเส้นด้ายพุ่ง (Weft Yarn) ตัวอย่างทอ เช่น ผ้าทอลายขัด ผ้าทอลายสอง ผ้าทอต่วน เป็นต้น ผ้าถัก (Knitted Fabric) คือ ผ้าที่ใช้ กรรมวิธีการผลิตโดยน าเส้นด้ายต่อกันเป็นห่วง (Interlock Loops) มีห่วงเส้นด้ายแนวตั้ง (Wales) และแนวนอน (Course) ตัวอย่างผ้าถัก เช่น ผ้าถักนิตด้ายพุ่ง ผ้าถักนิตด้ายยืน เป็นต้น ความรู้เรื่องผ้า อำจำรย์ ดร. เกศทิพย์ กรี่เงิน ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์อัชชำ หัทยำนำนนท์
20 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ผ้าอัด ผ้าไม่ทอ (Felting and Non-woven Fabric) ผ้าอัด คือ ผ้าที่ น าเอาเส้นใยชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดมายึดติดกันด้วยวิธีทางเชิงกล ให้ผ่าน ความร้อน ความชื้น แล้วกดอัด ตีหรือทุบให้ติดกัน รู้จักกันในชื่อของ “ผ้าอัดขน สัตว์ หรือผ้าอัดสักหลาด” ส่วนผ้าไม่ทอ ท าจากเส้นใยสั้น หรือเส้นใยยาว ยึด ติดกันด้วยวิธีการทางเคมี หรือวิธีการทางเชิงกล 2. การแบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต คือ ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ (Natural Fiber) และผ้าที่ผลิตจากเส้นใยประดิษฐ์ (Man-Made Fiber) ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ(Natural Fiber) ตัวอย่างเส้นใยเซลลูโลส จากพืช เช่น ฝ้าย นุ่น ลินิน กัญชง กล้วย สับปะรด และป่านศรนารายณ์ ส่วน ตัวอย่างเส้นใยโปรตีนจากสัตว์ เช่น ไหม ขนแกะ เป็นต้น
21 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยประดิษฐ์ (Man-Made Fiber) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ (วัตถุดิบในการผลิตบางส่วนมาจากพืช หรือสัตว์ เส้นใย ที่ผลิตได้ เช่น เส้นใยแอสลอน เส้นใยเรยอน และเส้นใยอะซิเตด) และเส้นใย สังเคราะห์จากสารเคมี (วัตถุดิบในการผลิตเป็นสารเคมี เส้นใยที่ผลิตได้ เช่น เส้นใยพอลิเอสเทอร์ เส้นใยไนลอน เส้นใยสแปนเด็กซ์ และเส้นใยอะคริลิค) วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์จากสารเคมี ลวดลายผ้า การเลือกลวดลายผ้ามีผลต่อความสวยงามของผลิตภัณฑ์ ควรเลือกลายผ้า ให้เหมาะกับชิ้นงาน หากชิ้นงานมีขนาดเล็กควรเลือกลายผ้าที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และควรเลือกลายส่วนที่เด่นไว้ในต าแหน่งที่เด่นที่สุดของชิ้นงานนั้น สีของลวดลาย ควรมีความสอดคล้องกลมกลืนกับสีผ้า และเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่ง ลักษณะของลวดลายผ้าที่ใช้กันทั่วไป (เสาวลักษณ์ คงคาฉุยฉาย, 2545) มีดังนี้ ผ้าพื้น คือ ผ้าที่ไม่มีลวดลาย มีสีเดียวทั้งผืนผ้า มีสีให้ เลือกมาก และผ้ามีพื้นผิวที่แตกต่างกัน เช่น ลื่นเป็นมัน หยาบ นุ่ม บางเบา บางชนิดหนาหนัก ผ้าพื้นมักจะดึงดูดความ สนใจได้น้อยกว่าผ้าที่มีลวดลาย แต่ถ้าพิจารณาให้ดีผ้าพื้นนั้นมี ความสวยงามอยู่ในตัวของมันเอง ปัจจุบันผ้าพื้นมีเทคนิคการ ทอที่ทันสมัยท าให้ได้ผิวสัมผัสของผ้าสวยงามสะดุดตา ช่วยเพิ่ม คุณค่าของผืนผ้า แต่มีราคาค่อนข้างแพง ในการตัดเย็บจึง ต้องพิถีพิถันมากกว่าผ้าที่มีลวดลาย เพราะจะมองเห็นตะเข็บ เย็บได้ชัดเจน การตัดเย็บที่ประณีตจะช่วยให้เสื้อผ้านั้นดูมีราคา แต่ถ้าตัดเย็บไม่ดี เสื้อผ้านั้นจะด้อยคุณค่าไปอย่างเห็นได้ชัด
22 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ผ้าลายเรขาคณิต คือ ผ้าที่มีลายเกิดจากการใช้เส้นประกอบ เป็นรูปทรงเรขาคณิต เช่น รูปเหลี่ยม วงกลม วงรี เส้นตรง และ เส้นตัดกัน มาจัดเป็นองค์ประกอบให้แลดูสวยงามและก าหนดสีัน ลงไปท าให้เกิดความกลมกลืนหรือขัดแย้งกัน ผ้าลายธรรมชาติคือ ผ้าที่มีลายประกอบด้วยเส้นโค้งธรรมชาติ ส่วนใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมากจากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์ คน และ สิ่งแวดล้อม การเลือกใช้ผ้าลายธรรมชาติต้องค านึงถึงขนาดและระยะห่างของ ลาย ถ้าท าผลิตภัณฑ์ชิ้นใหญ่ก็สามารถใช้ผ้าลายที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กได้ แต่ถ้า ท าผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กควรเลือกผ้าที่มีลายขนาดเล็กเพื่อให้เหมาะสมกับชิ้นงาน ผ้าลายทาง คือ ผ้าที่ลวดลายเป็นเส้น มีหลายขนาดทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นสั้น และเส้นยาว ผ้าลายทางมีทั้งแบบสมดุลและไม่สมดุล มีทั้งลายตามยาว และตามขวาง การตัดเย็บผ้าลายสมดุลนั้นจะง่ายกว่า เพราะลายและสีมี ระยะห่างเท่ากันตลอดทั้งผืน ส่วนลายไม่สมดุลนั้นต้องระวังในการจัดลายผ้าให้ ตรงกันเพราะผ้าจะมีลายและสีชุดเดียวกันตลอดทั้งผืนบนหน้ากว้างของผ้า โดย ช่องว่างระหว่างลายจะไม่เท่ากัน ส่วนผ้าตาก็มีลักษณะทั้งลายสมดุลและไม่สมดุล มีทั้งลายใหญ่และลายเล็ก ผ้าที่มีลายเล็กจะตัดเย็บง่ายกว่าผ้าที่มีลายใหญ่ เพราะ ผ้าที่มีลายใหญ่ต้องระวังในการต่อลายผ้าให้ตรงกัน ลักษณะลวดลายผ้าลายทาง ลักษณะลวดลายผ้าลายตา
23 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ผ้าลายรวม คือ ผ้าที่เกิดจากการรวมลายเรขาคณิตกับลายธรรมชาติไว้ใน ผืนเดียวกัน ท าให้ได้ลายผ้าที่มีรูปแบบแปลกใหม่เกิดขึ้น ตามปกติผ้าลายแนวตั้ง หรือแนวนอนในระหว่างทางของลายจะมีลายดอกไม้แทรก ลายชนิดนี้อาจเกิดได้ 2 แบบ คือ เกิดจากกระบวนการทอหรือการพิมพ์เพิ่มเติมภายหลัง ผ้าลายจุด เป็นผ้าลายที่ให้ความรู้สึกแข็งที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับผ้า ลวดลายอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสดใส ร่าเริง การน าผ้าลายจุดมา ใช้ให้เหมาะสม จะต้องค านึงถึงขนาดของจุดและสีของลาย เพราะผ้าลายจุดมีทั้ง จุดเล็กและจุดใหญ่ ถ้าจุดมีขนาดใหญ่จะท าให้ความรู้สึกแข็งมากกว่าจุดขนาดเล็ก ผ้าลายจุดส่วนใหญ่นิยมใช้เพียง 2 สี ในผืนเดียวกัน คือ สีของผ้าพื้น และสีที่ เป็นลายจุด เช่น ผ้าพื้นสีแดงลายจุดสีขาว แต่ก็พบบ้างที่มีหลายสีคละกัน ผ้ารองใน ผ้ารองใน (Interfacing) เป็นผ้าที่ใช้รองปกเสื้อให้มีความคงรูป ใช้เสริม ความแข็งแรงของผ้าตัวนอก โดยมีลักษณะโครงสร้างผ้าทั้งชนิดโครงสร้างผ้าทอ ผ้าถัก และผ้าไม่ทอ มีทั้งชนิดมีกาว และไม่มีกาว โดยผ้ารองในชนิดมีกาว ผ้า ด้านหนึ่งจะเรียบ ส่วนด้านหนึ่งจะมีเม็ดกาวส าหรับรีดติดด้านในของผ้าตัวนอก ลักษณะลวดลายผ้าลายจุด
24 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ เนื้อผ้ารองในมีความหนาแตกต่างกันไป ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมตามเนื้อผ้าตัว นอกและวัตถุประสงค์การใช้งาน (Singer, 1996) ชนิดของผ้ารองในที่ใช้ส าหรับรองปกเสื้อ มีหลายขนิด ดังนี้ ผ้ารองในชนิดผ้าทอ แบบมีกาว (Fusible Woven) มีเนื้อหนา เมื่อรีด ติดกับผ้าชิ้นนอกจะมีความแข็ง และความหนาเพิ่มขึ้น ผ้ารองในชนิดผ้าไม่ทอ แบบมีกาว (Fusible Nonwoven) มีทั้งเนื้อหนา และเนื้อบาง มีกาวใช้รีดติดกับผ้าชิ้นนอก เป็นผ้าที่ใช้ได้คงทนและจะตัดตามเกรน ใดก็ได้ ผ้ารองในชนิดผ้าถัก แบบมีกาว (Fusible Knit) ท าจากใยไนลอนใช้ได้ทั้ง ผ้าตามยาว หรือผ้าตามขวางมีน้ าหนักเบา ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไปเรียกว่า ผ้า กาวเจอร์ซี่ ผ้ารองในชนิดผ้าทอ แบบเย็บติด (Sew-in Woven) เป็นแบบทอลายขัด ไม่มีกาวต้องใช้วิธีการเย็บติดกับผ้าตัวนอก มักจะใช้กับผ้าทั่วไป ใช้ได้ตั้งแต่ผ้าที่มี น้ าหนักเบา เช่น ออร์แกนช่า จนถึงผ้าที่มีเนื้อหนา เช่น ผ้าใบ เป็นต้น
25 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ผ้ารองในชนิดผ้าไม่ทอ แบบเย็บติด (Sew-in Nonwoven) เป็นผ้ารองใน ไม่มีกาว ต้องใช้วิธีการเย็บติด ใช้รองในปกเสื้อ สาบเสื้อต่าง ๆ ผ้ารองในชนิดมีกาว 2 หน้า (Fusible Web) เป็นผ้ารองในแบบแผ่นมี กาว 2 ด้าน เหมาะที่จะใช้ยึดติดผ้า 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน โดยการวางผ้ากาว 2 หน้าไว้ระหว่างผ้า 2 ชิ้น น าไปรีดกาวที่ติดอยู่จะละลายลงไปยึดผ้าทั้ง 2 ชิ้นนั้น ให้ติดกัน เป็นคุณสมบัติพิเศษที่ผ้ากาวชนิดอื่นท าไม่ได้ ใช้ยึดริมชายเสื้อก่อนสอย หรือใช้ยึดตะเข็บต่างๆ ที่รีดแบะไม่ให้ตะเข็บพลิกกลับไปมาท าให้ตะเข็บด้านนอก เรียบ ผ้าทอมีกาวอเนกประสงค์แบบม้วน จะมีปริมาณกาวมาก จึงเป็นที่นิยมใช้ สามารถใช้ได้กับของใช้ชิ้นเล็กๆ จนกระทั่งใช้กับเสื้อผ้า
26 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ วิธีการรีดผ้ารองใน ประกบผ้ารองในด้านที่มีกาว (ด้านที่มีความมันหรืออาจมีเม็ดกาว) กับผ้า ด้านในที่ตัดแล้วเข้าด้วยกัน เริ่มรีดจากกึ่งกลางผ้ากาว ด้วยอุณหภูมิปานกลาง ทิ้งไว้ประมาณ 10 วินาที ขณะรีดใช้มือกดเตารีดเพื่อไม่ไห้ผ้ากาวเลื่อน จากนั้น รีดให้ทั่วทั้งแผ่น ห้ามดึงผ้ากาวออก ปล่อยทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลง จะได้ผ้ากาวที่ รีดติดเรียบสม่ าเสมอกับผ้าตัวนอก (ขณะรีด อาจปูผ้ารองเตารีดเตรียมไว้หรือจะ ใช้แผ่นรองรีดก็ได้ เพื่อช่วยไม่ให้กาวติดแท่นรองรีดและเตารีด) ค าถามท้ายบท 1. อธิบายการจัดแบ่งประเภทของผ้าที่ใช้งานในปัจจุบัน 2. การผลิตผ้าทอและผ้าถักมีโครงสร้างของเส้นด้ายต่างกันอย่างไร จงอธิบาย 3. ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ และผ้าที่ผลิตจากเส้นใยประดิษฐ์ มีแหล่งที่มา ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตต่างกันอย่างไร จงอธิบาย 4. ประโยชน์ของการใช้ผ้ารองใน (Interfacing) ในงานตัดเย็บเสื้อผ้า คือ 5. อธิบายขั้นตอนในการรีดผ้ากาวให้ติดเรียบสม่ าเสมอกับผ้าตัวนอก 6. ท่านมีแนวคิดในการออกแบบเสื้อผ้า โดยน าผ้าที่มีลวดลายแต่ละประเภทไปใช้ ในการออกแบบอย่างไร
27 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แหล่งข้อมูล กฤตพร ชูเส้ง. (2561). เทคนิคการเย็บปกเสื้อ (Collar Making Techniques). กรุงเทพฯ : บริษัท โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จ ากัด. นวลแข ปาลิวนิช. (2542). ความรู้เรื่องผ้าและเส้นใย ฉบับปรับปรุง ใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ ากัด (มหาชน). ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ : นานมี บุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. เสาวลักษณ์ คงคาฉุยฉาย. (2545). ศิลปะการต่อผ้า. กรุงเทพฯ : โอเดียน บุ๊คสโตร์, อัชชา หัทยานานนท์. (2563). เอกสารประกอบการสอน รหัสวิชา HE2011101 ชื่อวิชา หลักการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม. กรุงเทพฯ : คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. Singer. (1996). The New Sewing Essentials. Minnesota, U.S.A. : Cowles Creative Publishing, Inc.
28 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ปกเสื้อเป็นส่วนประกอบส าคัญของเสื้อซึ่งอยู่ด้านบนติดกับคอเสื้อ ให้ความ อบอุ่นกับร่างกายและปกปิดส่วนบกพร่องของมนุษย์ในบริเวณคอ การออกแบบ ปกเสื้อที่เหมาะสมกับรูปหน้าจะช่วยเสริมให้ใบหน้าของผู้สวมใส่สวยงามยิ่งขึ้น ปก เสื้อมีทั้งชนิดที่เย็บติดถาวรกับคอเสื้อ อาจท าจากผ้าชิ้นเดียวกันกับตัวเสื้อหรือผ้า คนละชิ้นกัน เช่น ตัวเสื้อใช้ผ้าที่มีลวดลายแต่ตัวปกใช้ผ้าสีพื้น อาจตกแต่งปกเสื้อ ด้วยวัสดุอื่น เช่น ติดริมปกด้วยลูกไม้ ปักริมปกด้วยไหมปัก หรือจีบรูดระบาย เป็นต้น และปกที่แยกชิ้นกับคอเสื้อ น ามายึดติดคอเสื้อโดยการใช้เครื่องเกาะเกี่ยว เช่น กระดุม ตะขอ เชือกผูก เป็นต้น อาจใช้ผ้าขนเฟอร์ ผ้าหนัง หรือวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสมกับตัวเสื้อ รูปทรงปกเสื้อมีทั้งแบนราบ ตั้งขึ้น และพลิกกลับ ในอดีต ปกเสื้อโดยทั่วไปไม่ได้สวมใส่กันอย่างแพร่หลายชัดเจน จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เริ่มมีรูปแบบปกเสื้อเกิดขึ้นและมีการพัฒนารูปแบบปกเสื้อเรื่อยมา จนเป็นที่ รู้จักแพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจด้านการตัดเย็บ เสื้อผ้ามีความรู้ความเข้าใจปกเสื้อมากขึ้น ผู้เขียนจึงได้ศึกษาค้นคว้า รวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของปกเสื้อ และเทคนิคการเย็บปกเสื้อ เพื่อให้สามารถ น าไปใช้ในการตัดเย็บปกเสื้อประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เหมาะสม น าไปสู่การเย็บที่ไม่ยุ่งยากแต่ประณีตสวยงาม ประเภทปกเสื อ ปกเสื้อที่สวมใส่กันทุกวันนี้ ถือว่านักออกแบบมีความส าคัญที่พยายาม สร้างสรรค์รูปแบบของ ปกเสื้อโดยใช้ทักษะความรู้ ด้านศิลปะ วิวัฒนาการของ เครื่องแต่งกาย ความรู้ด้านผ้า รวมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่จะออกแบบปกเสื้อให้ถูกใจ กับผู้สวมใส่ซึ่งมีหลากหลาย วัยที่แตกต่างกัน รูปร่างที่แตกต่างกัน และความเป็น เอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักออกแบบต้องพัฒนาผลงานปกเสื้อออกมาได้ หลากหลายรูปแบบหลายประเภท ปกเสื้อสามารถเย็บได้หลายวิธี เพื่อให้ได้รูปทรงปกที่ประณีตสวยงาม ต้อง เลือกวิธีการเย็บที่เหมาะสมกับรูปแบบปกนั้นๆ โดยปกประเภทเดียวกันอาจมี การสร้างแบบตัดและเทคนิคการเย็บปกเสื อ ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์กฤตพร ชูเส้ง อำจำรย์มัลลิกำ จงจิตต์
29 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ วิธีการเย็บที่คล้ายๆ กัน แต่อาจมีเทคนิคการเย็บที่แตกต่างกันตามรูปแบบของปก นั้นๆ จึงจะท าให้ได้ปกที่เหมาะสมสวยงาม ในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งปกเสื้อตาม วิธีการเย็บออกเป็น 3 ประเภท คือ ปกเสื้อที่มีการเย็บนอกตัวเสื้อ ปกเสื้อที่มี การเย็บต่อเนื่องกับตัวเสื้อ และปกเสื้อที่มีการเย็บแบบผสม (จุฑาทิพ, 2556) ——— เทคนิคการเย็บปกเสื อที่มีการเย็บนอกตัวเสื อ ปกเสื้อที่มีการเย็บนอกตัวเสื้อ เป็นปกที่เย็บประกอบปกเรียบร้อยแล้วจึง น ามาเย็บประกอบเข้ากับ คอเสื้อ ปกเสื้อชนิดนี้อาจเรียกว่าปกตกแต่งก็ได้ เนื่องจากปกเสื้อที่ท ามาจากผ้าชิ้นเดียวกับตัวเสื้อหรือผ้า คนละชิ้นกับตัวเสื้อก็ ได้ เช่น ตัวเสื้อเป็นผ้าฝ้ายพิมพ์ดอก ส่วนปกเสื้อใช้ผ้าฝ้ายสีพื้น เป็นต้น การเย็บ ปกเสื้อที่มีการเย็บนอกตัวเสื้อทุกรูปแบบ วิธีการเย็บประกอบปกเสื้อเข้ากับคอเสื้อ จะแตกต่างกันไปตามชนิดของปกนั้นๆ ซึ่งจะต่างกันในส่วนของเทคนิคการเย็บที่ จะช่วยให้รูปทรงปกเสื้อเรียบร้อยสวยงาม รูปแบบปกเสื้อที่มีการเย็บนอกตัวเสื้อจะ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม เช่น ปกบัว ปกฮาวาย ปกเชิ๊ต เป็นต้น ปกเชิ ต เป็นปกที่มีลักษณะปกตั้งแนบคอ ประกอบด้วยฐานปก และ ปกบน ริมปกเสื้อตลบกลับแนบฐานปก เมื่อสวมใส่ในลักษณะติด กระดุมคอเสื้อ ปกเสื้อจะตั้งแนบรอบฐานคอ ปกเชิ้ตเป็นปกที่อยู่ ในสมัยนิยมตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงเฉพาะลักษณะปกให้เล็กหรือ ใหญ่ขึ้นเท่านั้น จึงท าให้เป็นที่นิยมโดยทั่วไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ปกเชิ้ตมี 2 ลักษณะ คือ ปกเชิ้ตที่มีปกและฐานปกเป็นชิ้น เดียวกัน และปกเชิ้ตที่มีปกและฐานปกตัดแยกออกจากกัน ปกเชิ้ตเป็นปกที่สร้างแบบนอกตัวเสื้อ แต่ก่อนที่จะสร้างปกเสื้อ ต้องน าแบบ ตัดเสื้อชิ้นหน้าและเสื้อชิ้นหลัง มาขยายคอเสื้อและปรับแบบตัดตัวเสื้อ ดังนี้ เสื้อชิ้นหน้า ขยายข้างคอออกไป 0.5 เซนติเมตร ลดกลางคอหน้าลง 2 เซนติเมตร โค้งคอเสื้อใหม่ เลยไปยังเส้นสาบเกย 2 เซนติเมตร เสื้อชิ้นหลัง ขยายข้างคอออกไป 0.5 เซนติเมตร ลดกลางคอหลังลง 0.25 เซนติเมตร โค้งคอเสื้อใหม่
30 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แบบตัดเสื้อชิ้นหน้า จากเส้นสาบเกยวัดออกไป 5 เซนติเมตร ลากเส้น ขนานกับเส้นสาบเกยเป็นสาบเสื้อชิ้นหน้า 1. การสร้างแบบปกเชิ ต วัดรอบคอเสื้อชิ้นหน้าถึงเส้นสาบเกย และคอเสื้อ ชิ้นหลังที่ขยายรวมกัน จดบันทึกไว้ แล้วจึงสร้างแบบตัดปกเสื้อเชิ้ตโดยมีวิธีการ สร้างดังนี้ ก-ข = ความยาวคอเสื้อชิ้นหน้าและชิ้นหลังบวกสาบเกย 2 เซนติเมตร ก-ง = ข-ค = 8 เซนติเมตร ลากเส้นสี่เหลี่ยม ก-ข-ค-ง ก-จ = ข-ฉ = 3 เซนติเมตร ลากเส้น จ-ฉ ก-ช = 0.5 เซนติเมตร ข-ซ = 1/3 ของ ก-ข ข-ฌ = 1 เซนติเมตร โค้งเส้นฐานปก จาก ช–ซ–ฌ จ-ญ = 1.5 เซนติเมตร ฉ-ฒ = 2 เซนติเมตร โค้งเส้น ญ-ฒ เลยไปยัง ฌ ค-ณ = 1 เซนติเมตร ลากเส้น ฒ-ณ ปกบน ได้มาจากการลากเส้น จาก ง-ญ-ฒ-ณ-ง ฐานปก ได้มาจากการลากเส้นจาก ช-ซ-ฌ-ฒ-จ-ช 2. แบบตัดปกเชิ ต ประกอบด้วย ปกบน ฐานปก ตัวเสื้อชิ้นหน้าและชิ้น หลัง 3. การวางแบบตัด และการ เผื่อเย็บปกเชิ้ต 3.1 การวางแบบตัดผ้าตัว นอกและการเผื่อเย็บปกเชิ้ต การวาง
31 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แบบตัดบนผ้าตัวนอก ก่อนวางแบบตัด ต้อง พับริมผ้ากับริมผ้าชนกันโดยให้ด้านในประกบ กัน อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นสันทบผ้า วิธีการวาง แบบตัด ดังนี้ 3.1.1 ตัวเสื้อชิ้นหน้า วางริม สาบเสื้อด้านหน้าตรงแนวริมผ้า ตะเข็บไหล่เผื่อ เย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 3.1.2 ตัวเสื้อชิ้นหลัง โดยวาง กลางหลังแบบตัดตรงสันทบผ้า ตะเข็บไหล่เผื่อ เย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 3.1.3 ปกบน เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 3.1.4 ฐานปก เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 4. การวางแบบตัด และการเผื่อเย็บปกเชิ ต 4.1 การวางแบบตัดผ้าตัวนอกและการเผื่อเย็บปกเชิ้ต การวางแบบตัด บนผ้าตัวนอก ก่อนวางแบบตัด ต้องพับริมผ้ากับริมผ้าชนกันโดยให้ด้านในประกบ กัน อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นสันทบผ้า วิธีการวางแบบตัด ดังนี้ 4.1.1 ตัวเสื้อชิ้นหน้า วางริมสาบเสื้อด้านหน้าตรงแนวริมผ้า ตะเข็บไหล่เผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อ เผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 4.1.2 ตัวเสื้อชิ้นหลัง โดยวางกลางหลังแบบตัดตรงสันทบผ้า ตะเข็บไหล่เผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อ เผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร
32 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4.1.3 ปกบน เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 4.1.4 ฐานปก เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 5. การวางแบบตัดผ้ารองในและการเผื่อเย็บปกเชิ ต มีวิธีการวางแบบ ดังนี้ 51 ปกบน ตัดผ้ารองในชนิดกาวรีดติด เนื้อแข็ง 1 ชิ้น โดยไม่ต้อง เผื่อเย็บ 5.2 ฐานปก ตัดผ้ารองในชนิด กาวรีดติด เนื้อแข็ง 1 ชิ้น โดยไม่ต้องเผื่อ เย็บ 6. วิธีการเย็บปกเชิ ต การเย็บ ประกอบปกเชิ้ตเข้ากับคอเสื้อ ต้องเย็บประกอบฐาน ปกกับปกบนให้เสร็จก่อนแล้วจึงน าไปเย็บติดกับคอ เสื้อ มีวิธีการเย็บดังนี้ 6.1 รีดผ้ารองในติดปกเสื้อชิ้นบนจากนั้น น าปกเสื้อชิ้นบนและชิ้นล่างประกบให้ด้านนอกชนกัน เย็บรอบปก 3 ด้าน ยกเว้นด้านที่น าไปประกอบกับ ฐานปก ในการเย็บมุมปก สอดด้ายเข้าไปตรงมุม เพื่อการง่ายต่อการกลับปกและได้มุมปกที่แหลม 6.2 ตัดริมผ้าเผื่อเย็บให้เล็กลง และตัดผ้า เผื่อเย็บมุมปก กลับปกออกทางด้านนอก ดึงมุมปกทั้ง 2 ด้าน ด้วยด้ายที่สอดไว้ จากนั้นเย็บเดินคิ้วตะเข็บ ปกเสื้อชิ้นบน 6.3 รีดผ้ารองในติดกับฐานปกชิ้นบน และรีดผ้าเผื่อเย็บฐานปกทับบนผ้ารองใน 1-1 1-2 2-1 2-2 3
33 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 6.4 เย็บตะเข็บเดินคิ้วฐานปกประมาณ 0.5 เซนติเมตร 6.5 เย็บประกอบปกบนกับฐานปกเข้า ด้วยกัน โดยให้ปกบนอยู่ระหว่างฐานปกชิ้นล่าง กับฐานปกชิ้นบน และให้ด้านปกชิ้นบนประกบกับ ฐานปกชิ้นบน 6.6 ตัดริมผ้าเผื่อเย็บให้เล็กลง รีดพับฐาน ปกประกบกัน และก าหนดตะเข็บบนฐานปกชิ้น ล่างโดยใช้ชอล์กเขียนผ้าขีดเส้นตามแนวฐานปก ด้านบน เพื่อน าไปเป็นเส้นเย็บติดกับคอเสื้อ 6.7 ประกอบปกเสื้อและตัวเสื้อเข้าด้วยกัน โดยน ากึ่งกลางของฐานปกเสื้อวางให้ตรงกับ กลางคอเสื้อด้านหลัง ปลายฐานปกเสื้อให้ตรงกับ สาบคอเสื้อทั้ง 2 ข้าง กลัดเข็มหมุดเนาและเย็บ ตามเส้นตะเข็บคอเสื้อ ตัดริมผ้าเผื่อเย็บให้เหลือ ประมาณ 0.75 เซนติเมตร 6.8 กลับตะเข็บคอเสื้อเข้าด้านในฐานปกเสื้อ เย็บเดินคิ้วรอบฐานปกเสื้อ โดยเริ่มต้นเย็บจาก กึ่งกลางฐานคอเสื้อ 6.9 ปกเชิ้ตส าเร็จ 4 5 6 7 8 9-1 9-2 ด้านหน้า ด้านหลัง
34 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ——— เทคนิคการเย็บปกเสื อที่มีการเย็บต่อเนื่องกับตัวเสื อ ปกเสื้อที่มีการเย็บต่อเนื่องกับตัวเสื้อหรือปกในตัว เป็นปกที่มีปกและตัวเสื้อ เป็นผ้าชิ้นเดียวกัน เสื้อชิ้นหน้าซึ่งจะต้องเผื่อผ้ายาวอ้อมไปต่อกับคอด้านหลัง ปก ด้านหน้าออกแบบได้หลายลักษณะ ทั้งปกกว้างและปกแคบโดยมีชื่อเรียกตาม ลักษณะของปกที่เห็น เช่น ปกกล้วยหอม ปกปีกนก เป็นต้น ลักษณะปกจะเป็น ปกพลิกกลับ คือ ปกที่เย็บติดกับตัวเสื้อแล้วปกจะตั้งขึ้นโอบคอเล็กน้อย ริมปกจะ พลิกกลับแล้วปล่อยแนบกับคอเสื้อ รูปแบบปกเสื้อที่มีการเย็บต่อเนื่องกับตัวเสื้อ โดยส่วนใหญ่นิยมใช้กับเสื้อผ้าผู้หญิง มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามสมัยนิยม ปกกล้วยหอม ปกกล้วยหอม ลักษณะปกด้านหน้าจะโค้งมนคล้ายกล้วย หอม คอแหลมลึก ส่วนปกด้านหลังจะพลิกกลับริมปกจะอยู่ แนวเดียวกับเส้นคอเสื้อ และมีรอยต่อตรงจุดกลางหลังปก ขั้นตอนการท าปกล้วยหอมให้ส าเร็จมีดังนี้ 1. การสร้างแบบและแบบตัดปกกล้วยหอม ก่อนสร้าง แบบปกกล้วยหอม ต้องน าแบบตัดเสื้อชิ้นหลัง ขยายข้างคอ 1 เซนติเมตร และคอหลังลึก 0.5 เซนติเมตร วาดเส้นคอหลัง ใหม่ จากนั้นจึงสร้างแบบปกกล้วยหอมบนเสื้อชิ้นหน้า ดังนี้ ก-ข = 14 เซนติเมตร (คอหน้าลึก) ค-ง = 1 เซนติเมตร (ขยายข้างคอ เสื้อ) ลากเส้น ง-ข ่านไปยังจุด จ ที่เส้นสาบ เกย และที่จากจุด ค ลากเส้นเลยเส้นไหล่ขึ้น ไป ที่จุด ฉ = ความยาวคอหลังที่ขยายแล้ว ง-ช = 2 เซนติเมตร ลากเส้น ชจ เป็นเส้นพับปก ฉ-ซ = 1.5 เซนติเมตร ลากเส้น ง-ซ ให้ได้เท่ากับ ง-ฉ ซ-ฌ =7 เซนติเมตร (ความกว้าง ของปก) วาดเส้นปกจาก ฌ-จ โดยให้ ฌ เป็นมุมฉาก
35 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ง-ญ = 5 เซนติเมตร (ความกว้างของสาบปกเสื้อ) เส้นชายเสื้อ จากเส้นกลางตัววัดเข้ามาในตัวเสื้อ 7 เซนติเมตร ที่จุด ถ แล้วลากเส้นสาบเสื้อ ญ-ถ 2. แบบตัดปกกล้วยหอม ประกอบด้วย ตัวเสื้อชิ้นหน้าและชิ้นหลัง และ สาบเสื้อชิ้นหน้าและชิ้นหลัง 3. การวางแบบตัดและการเผื่อเย็บปกกล้วยหอม การวางแบบตัดและ การเผื่อเย็บปกกล้วยหอม ก่อนวางแบบตัด ต้องพับผ้าด้านในให้ริมผ้ากับริมผ้าชน กัน อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นสันทบผ้า มีวิธีการวางแบบตัดดังนี้ 3.1 ตัวเสื้อชิ้นหน้า สาบเสื้อวางเสมอกับริมผ้า ตะเข็บไหล่เผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 3.2 ตัวเสื้อชิ้นหลัง โดยวางผ้าสันทบที่กลางหลัง ตะเข็บไหล่เผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 3.3 สาบเสื้อชิ้นหน้า เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร
36 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 3.4 สาบเสื้อชิ้นหลัง โดยวางเส้นกลางหลังที่สันทบผ้า เผื่อเย็บ โดยรอบ 1 เซนติเมตร 4. การวางแบบตัดผ้ารองในและการเผื่อเย็บ ปกกล้วยหอม ผ้ารองในที่ใช้ในการรองสาบปกกล้วย หอมในครั้งนี้ ใช้ผ้ารองในชนิดมีกาวรีดติดเนื้อบาง มีการวางแบบตัดและการเผื่อเย็บ ดังนี้ 4.1 สาบเสื้อชิ้นหน้า เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 4.2 สาบเสื้อชิ้นหลัง เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 5. วิธีการเย็บปกกล้วยหอม มีวิธีการเย็บดังนี้ 5.1 รีดผ้ารองในติดกับสาบปกเสื้อชิ้นหน้า และสาบคอเสื้อชิ้นหลัง ทางด้านในของผ้า กดรอยตาม แบบตัด 5.2 เย็บสาบปกชิ้นหน้าติดกัน ตัดริม ผ้าเผื่อเย็บทั้งสองด้านให้เล็กลง และรีดแบะ ตะเข็บ 5.3 ย็บตะเข็บไหล่เสื้อชิ้นหน้า และ หลังเข้าด้วยกัน รีดแบะตะเข็บ พันริมตะเข็บไหล่ เสื้อให้เรียบร้อย บากมุมคอเสื้อด้านหน้า เย็บ ตะเข็บปกเสื้อ ตัดริมผ้าเผื่อเย็บทั้ง 2 ด้านให้เล็ก ลง รีดแบะตะเข็บ 5.4 กลัดเข็มหมุดและเนาปกเสื้อติดคอ เสื้อชิ้นหลัง โดยให้กลางคอหลังตรงกับตะเข็บ ปกเสื้อ เย็บประกอบปกเสื้อติดกับคอเสื้อชิ้นหลัง บากส่วนเว้าคอเสื้อ และรีดแบะตะเข็บ 1-1 1-2 2-1 2-2 3-1 3-2 4-1 4-2
37 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 5.5 เย็บตะเข็บไหล่ของสาบเสื้อชิ้นหน้า และชิ้นหลัง เข้าด้วยกัน รีดแบะตะเข็บ เย็บตะเข็บกลางปกเข้าด้วยกัน และ รีดแบะตะเข็บ 5.6 บากมุมคอโดยบากให้ ถึงมุม แต่อย่าให้เส้นด้ายเย็บขาด เพราะจะท าให้ตะเข็บลุ่ย เนาและเย็บ เส้นคอเสื้อเข้าด้วยกัน บากเส้นเว้าคอ เสื้อ และรีดแบะตะเข็บ 5.7 เย็บสาบปกเสื้อประกอบติดกับปกในตัวเสื้อ โดยเย็บตั้งแต่ชายเสื้อ ด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ตัดริมเผื่อเย็บให้เล็กลง และขลิบผ้าในส่วนโค้งปกเสื้อ เย็บกันเหลื่อมปกเสื้อชิ้นล่าง 5.8 กลับตะเข็บให้ด้านในประกบกัน จับริมผ้าเผื่อเย็บคอเสื้อให้ด้านถูก ประกบกัน ตรึงเส้นคอเสื้อให้ติดกัน โดยกลัดเข็มหมุดยึดตะเข็บให้ตรงกัน 6-1 6-2 5 7-1 7-4 7-3 7-2 8-1 8-2 8-3
38 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 5.9 เย็บตะเข็บคอเสื้อให้ติดกัน ด้วยวิธีด้นถอย หลัง เพื่อให้ปกชิ้นบนและล่างตรงกัน จากนั้นพับสาบเสื้อ เข้าในตัวเสื้อ ยึดสาบเสื้อให้ติดกับตะเข็บไหล่ทั้ง 2 ข้าง ด้วยการสอยแบบซิกแซก 5.10 ปกกล้วยหอมส าเร็จ ด้านหน้า ด้านหลัง ——— เทคนิคการเย็บปกเสื อที่มีการเย็บแบบผสม ปกเสื้อที่มีการเย็บแบบผสมหรือโดยทั่วไปเรียกว่า ปกเท เลอร์ เป็นปกเสื้อที่มีปกล่างต่อเนื่องกับตัวเสื้อและปกบนมีการเย็บ ต่อกับปกล่าง หรือเป็นปกที่มีการเย็บต่อสองตอน ปกบนมี ลักษณะคล้ายปกฮาวายแต่มีรอยต่อปกต่ ากว่า ลักษณะรอยต่อของ ปกบนและปกล่างสามารถออกแบบได้หลายลักษณะ เช่น แบบ สามเหลี่ยมธรรมดา แบบแหลม แบบมน เป็นต้น ลักษณะปกเสื้อ นี้เป็นลักษณะปกพลิกกลับเช่นเดียวกับปกที่มีการเย็บต่อเนื่องกับตัว เสื้อหรือปกในตัว ปกล่างจะแนบไปกับตัวเสื้อและค่อยๆ ตั้งขึ้นโอบ คอเล็กน้อย ปกด้านหลังจะพลิกกลับแล้วปล่อยราบกับคอเสื้อ ปกเทเลอร์แบบธรรมดา ปกเทเลอร์แบบธรรมดา ลักษณะปกเป็นปกที่มีชิ้นล่างมาจากตัวเสื้อ ชิ้นบนมีลักษณะเหมือนปกฮาวาย น ามาเย็บต่อกับชิ้นล่าง ด้านหน้าของปกจะมี ลักษณะหยักสามเหลี่ยม คอแหลมลึก ส่วนด้านหลังปกพลิกกลับริมปกจะอยู่แนว เดียวกับเส้นคอ (ศิราภรณ์, 2555) 9
39 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 1. การสร้างแบบปกเทเลอร์แบบธรรมดา ก่อนเริ่มต้นสร้างแบบตัด ให้ น าเสื้อชิ้นหลังขยายข้างคอเสื้อ 1 เซนติเมตร และคอหลังลึก 0.25 เซนติเมตร แล้วเริ่มสร้างปกในแบบเสื้อชิ้นหน้า ดังนี้ ก-ข = คอหน้าลึก 14 เซนติเมตร ค-ง = 1 เซนติเมตร (ขยายคอหน้า เท่ากับคอหลัง) ลากเส้น ง-ข ผ่านไปยังจุด จ (จ อยู่บนเส้นสาบเกย ซึ่งเป็นเส้นที่ลาก ขนานและห่างจากเส้นกลางหน้า 2.5 ซม.) ง-ฉ = คอหลังที่ขยายแล้ว ง-ช = 2 เซนติเมตร ลากเส้น ช-จ เป็นเส้นพับปก ฉ-ซ = 2.5 เซนติเมตร ลากเส้น ง-ซ ให้เท่ากับ ง-ฉ เป็นเส้นคอหลัง ปรับแต่งเส้นให้โค้งเล็กน้อย ซ-ฌ = ยาว 7 เซนติเมตร (ลากเส้นตั้งฉากกับ ง-ซ) เป็นความกว้าง ของปกบน ง-ญ = 7.5 เซนติเมตร ญ-ท = 12 เซนติเมตร ลากเส้นเฉียงตามต้องการ ท-ฒ = 5 เซนติเมตร ฒ-ณ =ท-ณ = 4.5 เซนติเมตร ลากเส้น ท-จ และปรับแต่งเส้นปกล่างให้โค้งตามต้องการ ลากเส้น ฌ-ณ โดยให้จุด ฌ เป็นมุมฉาก และปรับแต่งปกบนให้เว้า ตามต้องการ
40 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 2. แบบตัดปกเทเลอร์แบบธรรมดา ประกอบด้วย ปกชิ้นบน ปกชิ้นล่าง ตัวเสื้อชิ้นหน้าและชิ้นหลัง สาบเสื้อชิ้นหน้า (ใช้แบบตัดเดียวกันกับตัวเสื้อชิ้นหน้า) และชิ้นหลัง 3. การวางแบบตัดและการเผื่อเย็บปกเทเลอร์แบบธรรมดา การวางแบบ ตัดผ้าตัวนอกและการเผื่อเย็บปกเทเลอร์แบบธรรมดา ก่อนวางแบบตัด ต้องพับ ริมผ้ากับริมผ้าชนกันโดยให้ด้านในประกบกัน อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นสันทบผ้า วิธีการวางแบบตัดมีดังนี้ 3.1 การวางแบบตัดผ้าตัวนอก และการเผื่อเย็บปกเทเลอร์แบบธรรมดา ดังนี้ 3.1.1 ตัวเสื้อชิ้นหน้า ตะเข็บไหล่เผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บ ข้างเผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อเย็บ 1 เซนติเมตร 3.1.2 ตัวเสื้อชิ้นหลัง โดยวางผ้า สันทบที่กลางหลังเผื่อเย็บ 1.5 เซนติเมตร ตะเข็บข้าง เผื่อเย็บ 2 เซนติเมตร คอเสื้อเผื่อ เย็บ 1 เซนติเมตร 3.1.3 ปกเสื้อชิ้นบนวางบนผ้าสัน ทบ และปกเสื้อชิ้นล่าง วางผ้าในแนวเกรน เฉลียง เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 3.1.4 สาบเสื้อชิ้นหน้า (ใช้แบบ ตัดเดียวกันกับตัวเสื้อชิ้นหน้า) และสาบเสื้อชิ้น หลัง เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร
41 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 3.2 การวางแบบตัดผ้ารองในและการเผื่อเย็บ ใช้ผ้ารองในชนิดกาวรีดติด เนื้อนิ่มรองในชิ้นสาบเสื้อดังนี้ 3.2.1 ปกเสื้อ ทั้งชิ้นบนและชิ้นล่าง เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 3.2.2 สาบเสื้อชิ้นหน้า เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 3.2.3 สาบเสื้อชิ้นหลัง เผื่อเย็บโดยรอบ 1 เซนติเมตร 3.2.4 ฐานปก ตัดด้วยผ้ารองในชนิดรีดติดเนื้อแข็ง 1 ชิ้น โดยไม่มี การเผื่อเย็บ 4. วิธีการเย็บปกเสื อเทเลอร์แบบธรรมดา 4.1 รีดผ้ากาวติดชิ้นสาบเสื้อชิ้นหน้าและชิ้น หลัง ปกเสื้อชิ้นบนและชิ้นล่าง กดรอยท าเครื่องหมาย ทุกชิ้น 4.2 เย็บต่อตะเข็บไหล่ สาบเสื้อชิ้นหน้าและ ชิ้นหลังเข้าด้วยกัน และรีดแบะตะเข็บ น าปกเสื้อชิ้นบน เนาและเย็บติดกับคอของสาบเสื้อโดยเย็บต่อส่วนคอเสื้อ 4.3 ตัดริมเผื่อเย็บให้เล็กลง ประมาณ 0.75 เซนติเมตร บากมุมคอด้านสาบเสื้อ และบากริมเผื่อเย็บ ในส่วนเว้าคอเสื้อ 1-1 1-2 2-1 2-2 3-1 3-2
42 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4.4 เย็บต่อจากมุมปกไปยังจุดปลายปกบน รีดแบะตะเข็บคอเสื้อ 4.5 เย็บตะเข็บไหล่เสื้อชิ้นหน้าและชิ้นหลังเข้าด้วยกัน รีดแบะตะเข็บ เย็บต่อกลางปกเสื้อชิ้นล่าง และรีดแบะตะเข็บ 4.6 น าผ้ารองในชิ้นฐานปก รีดติดบนฐานปกชิ้นล่าง น าปกเสื้อชิ้น ล่างเนาและเย็บติดกับคอตัวเสื้อ 4.7 บากมุมคอเสื้อ และบากริมเผื่อเย็บในส่วนเว้าคอเสื้อ เย็บต่อจาก มุมปกไปยังจุดปลายปกบน รีดแบะตะเข็บคอเสื้อ 4.8 น าปกเสื้อชิ้นสาบและชิ้นตัวเสื้อประกบให้ด้านนอกชนกัน เย็บ ตะเข็บ และตัดริมเผื่อเย็บปกเสื้อให้เล็กลง ใช้เทคนิคการท าตะเข็บให้บาง โดยตัด ผ้าชิ้นบนให้เล็กกว่าผ้า ชิ้นล่าง 5-1 5-2 6-1 6-2 4-1 4-2 7-1 7-2 7-3 7-4 8-1 8-2 8-3 8-4
43 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4.9 บากริมเผื่อเย็บในส่วนเว้าของปก กลับปก เย็บกันเหลื่อมปกและ สาบปกเสื้อ จากนั้น ตรึงยึดคอเสื้อของชิ้นสาบและชิ้นตัวเสื้อโดยการด้นถอยหลัง กลับปกด้านนอกออก และรีดให้เรียบร้อย 4.10 ปกเทเลอร์แบบธรรมดา ค าถามท้ายบท จงเลือกค าตอบที่ถูกที่สุดเพียงค าตอบเดียว 1.รูปแบบปกเสื้อได้มีการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ เท่าใด ก. คริสต์ศตวรรษที่ 15 ข. คริสต์ศตวรรษที่ 17 ค. คริสต์ศตวรรษที่ 20 ง. คริสต์ศตวรรษที่ 22 2. ในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งปกเสื้อตามวิธีการเย็บออกเป็นกี่ประเภท ก. 2 ประเภท ข. 3 ประเภท ค. 4 ประเภท ง. 5 ประเภท 3. ปกที่เย็บประกอบปกเรียบร้อยแล้วจึงน ามาเย็บประกอบเข้ากับคอเสื้อคือปก ชนิดใด ก. ปกเชิ้ต ข. ปกกล้วยหอม ค. ปกปีกนก ง. ปกเทเลอร์ 9-1 9-2 9-3 9-4 ด้านหน้า ด้านหลัง
44 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4. ปกที่มีลักษณะปกตั้งแนบคอ ประกอบด้วยฐานปก และปกบน ริมปกเสื้อตลบ กลับแนบฐานปก คือลักษณะของปกชนิดใด ก. ปกบัว ข. ปกฮาวาย ค. ปกกล้วยหอม ง. ปกเชิ้ต 5. ผ้ารองในชนิดกาวรีดติด เนื้อแข็ง ใช้กับปกชนิดใด ก. ปกบัว ข. ปกฮาวาย ค. ปกกล้วยหอม ง. ปกเชิ้ต 6. ปกที่มีปกและตัวเสื้อชิ้นหน้าเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน ซึ่งจะต้องเผื่อผ้ายาวอ้อมไปต่อ กับคอด้านหลัง คือลักษณะของปกชนิดใด ก. ปกบัว ข. ปกฮาวาย ค. ปกกล้วยหอม ง. ปกเชิ้ต 7. ปกบนมีลักษณะคล้ายปกฮาวายแต่มีรอยต่อปกต่ ากว่า คือลักษณะของปกชนิด ใด ก. ปกบัว ข. ปกเทเลอร์ ค. ปกปีกนก ง. ปกเชิ้ต 8. ปกกล้วยหอม แบ่งตามลักษณะการตัดเย็บ จัดอยู่ในปกเสื้อประเภทใด ก. ปกในตัวเสื้อ ข. ปกกึ่งในตัวเสื้อ ค. ปกนอกตัวเสื้อ ง. ปกมน 9. การประกอบปกเสื้อเข้ากับคอตัวเสื้อ จะต้องเย็บตะเข็บส่วนไหนของตัวเสื้อก่อน ก. ตะเข็บข้าง ข. ตะเข็บไหล่ ค. วงแขนเสื้อ ง. ตะเข็บคอเสื้อ 10. ปกชนิดใดต่อไปนี้ ต้องมีฐานปก ก. ปกบัว ข. ปกเชิ้ต ค. ปกพริ้ว ง. ปกฮาวาย แหล่งข้อมูล กฤตพร ชูเส้ง. (2561). เทคนิคการเย็บปกเสื้อ. กรุงเทพฯ : โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. จุฑาทิพ รัตนะนราพันธ์. (2556). การออกแบบและท าแบบตัด. กรุงเทพฯ : โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ศิราภรณ์ ชวเลขยางกูร. (2555). เทคนิคการตัดเย็บเสื้อสตรีแบบเทเลอร์. กรุงเทพฯ : โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
45 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ตอนที่ 3 การสร้างสรรค์ลวดลาย
46 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ การสร้างสรรค์ลวดลายส าหรับงานแฟชั่น มีด้วยกันหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละ วิธีมีเทคนิคที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้วิธีการทางศิลปะ เช่น การ ท าบาติก การเขียนลาย การย้อมสี การพิมพ์ ในที่นี้จะยกตัวอย่างขั้นตอนการ สร้างสรรค์ลวดลายมาเพียงบางเทคนิค เช่น การย้อมสี การเพนท์ และบาติก การย้อมสี การย้อมผืนผ้า เป็นการย้อมเพื่อให้เกิดลวดลาย เทคนิคในการย้อมเพื่อให้ เกิดลวดลาย (มัดย้อม) มีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้ 1. การพับแล้วมัด เป็นการพับผ้าเป็นรูปต่าง ๆ แล้วมัดด้วยยางหรือเชือก จะได้ลวดลายที่มีลักษณะลายด้านซ้ายและลายด้านขวาจะมีความใกล้เคียงกัน แต่ จะมีสีอ่อนด้านหนึ่งและสีเข้มด้านหนึ่ง เนื่องจากว่าหากด้านใดโดนพับไว้ด้านในสีก็ จะซึมเข้าไปน้อย ลายที่ได้ก็คือจะมีสีจางกว่า 2. การขย าแล้วมัด กล่าวคือ เป็นการขย าผ้าอย่างไม่ตั้งใจแล้วมัดด้วยยาง หรือเชือก จะได้ลวดลายแบบอิสระ 3. การห่อแล้วมัด เป็นการใช้ผ้าห่อวัสดุต่าง ๆ ไว้แล้วมัดด้วยยางหรือ เชือก ลายที่เกิดขึ้นจะเป็นลายใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับวัสดุ ที่น ามาใช้ และลักษณะ ของการมัด เช่น การน าผ้ามาห่อวัสดุรูปทรงแปลก ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แล้ว มัดไขว้ไปมา โดยเว้นจังหวะของการมัดให้มีพื้นที่ว่างให้สีซึมเข้าไปได้ 4. การเย็บรูดแล้วมัด เป็นการออกแบบวิธีการพับผ้าก่อน แล้วก าหนด ต าแหน่งที่จะมัด โดยการวาดลาย และใช้เข็มเย็บ รูดตามลาย จากนั้นมัดให้แน่น ทั้ง 4 วิธี เมื่อมัดแล้วเรียบร้อยแล้วน าไปย้อมสีตามขั้นตอนต่อไป วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการย้อมสีมีดังนี้ 1. ผ้าที่ใช้ท ามัดย้อมหรือ (Tie - Dye) ผ้าเส้นใยชนิดต่างๆใช้ผ้าได้หลาย ชนิด เช่น ผ้าฝ้าย ป่าน ลินิน ปอ ไหม ไนลอน ลินิน โพลีเอสเตอร์ และขน สัตว์ ฯลฯ 2. วัสดุที่มัดหรือผูกผ้าจะต้องมีคุณสมบัติเหนียวสามารถยึดผ้าได้แน่น ได้แก่ เชือกฟาง พลาสติก เชือกกล้วย ยางเส้น เป็นต้น การสร้างสรรค์ลวดลายด้วยการย้อม อำจำรย์ ดร. สุวดี ประดับ
47 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 3. สีส าหรับย้อมสารเคมีที่ใช้ย้อมสี 4. เครื่องชั่ง 5. ถ้วยตวง บิกเกอร์ ฯลฯ 6. ถุงมือยางใช้ส าหรับจับผ้าย้อมสี 7. ไม้ส าหรับคนสี 8. กาต้มน้ า เตาไฟฟ้า 9. กะละมังส าหรับแช่ผ้าย้อมสีและใช้ท าความสะอาดผ้า 10. สารซักฟอกอื่นๆ 11. เข็ม ด้าย กรรไกร ฯลฯ ขั นตอนในการสร้างสรรค์ลวดลายด้วยการย้อม มีดังนี้ 1. เตรียมผ้าที่ใช้ย้อม 2. เตรียมวัสดุอุปกรณ์ 3. เตรียมน้ าสี 4. มัดลวดลายผ้า 5. เตรียมผ้าที่มัดไว้แล้วใส่ลงในน้ าย้อม 6. ย้อมประมาณ 1 ชั่วโมง 7. ล้างน้ าให้สะอาดแล้วแกะเชือกออก 8. ได้ลวดลายตามต้องการ ที่มา: pixabay.com โดย ErikaMuth ที่มา: pixabay.com โดย LoggaWiggler ที่มา: pixabay.com โดย cocoparisienne ที่มา: pixabay.com โดย congerdesign
48 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าด้วยเทคนิคการมัดและย้อมสี วิธีการท าผ้ามัดย้อมด้วยสีธรรมชาติได้รับความนิยมเนื่องจากไม่ท าลาย สิ่งแวดล้อม ได้สีที่เป็นธรรมขาติ ใช้งานยได้หลายโอกาส และมีความโดดเด่น ด้วยวิธีการมัด ความแน่นในการมัดท าให้เกิดโทนลีและลวดลายที่แตกต่างกัน ออกไป ในที่นี้เป็นตัวอย่างการมัดย้อมโดยใช้สีธรรมชาติที่ได้มาจากผลจาก “จาก” เป็นพืชที่คนไทยรู้จักมานาน เป็นพืชตระกูลเดียวกับปาล์ม ตั้งแต่ใบ จนถึงผล ใบจากมีลักษณะคล้ายใบมะพร้าว มักจะเจริญเติบโตได้ดีในป่าชายเลน และมีล าต้นอยู่ใต้ดิน ต้นตั้งตรง ใบแทงขึ้นจากกอ ช่อดอกแทงเป็นงวง จาก สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใบอ่อนใช้ท ามวนบุหรี่ ใบแก่ใช้ในการ มุงหลังคาและกั้นฝาผนัง ส าหรับที่อยู่อาศัย ผลใช้ท าน้ าตล น้ าส้มสายชู และอาหารต่าง ๆ เปลือกของผลจากสามารถน ามาสกัดสีส าหรับย้อมผ้าได้เป็น อย่างดี ซึ่งเปลือกแก่จัดจะให้เฉดสีกลุ่มน้ าตาล สีจากเปลือกผลจากจะเป็นสีที่ ปราศจากสารเคมี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสกัดสีเพื่อใช้ในการย้อมผ้า ใช้ วิธีการต้ม ในอัตราส่วนต่อน้ า 1:5 เปลือกผลจาก 1 กิโลกรัม : น้ า 5 ลิตร ย้อมด้วยวิธีย้อมร้อน นาน 1 ชั่วโมง หลังย้อมสามารถน าผ้ามาแช่ในสารละลาย ช่วยติดสี ได้แก่ สารส้ม น้ าปูนใส น้ าส้มสายชู จะให้เฉดสีน้ าตาลที่แตกต่างกัน ซึ่งการย้อมครั้งนี้จะใช้สูตรการย้อม ดังนี้ สูตรการย้อม L : R = 1 : 30 น้ าหนักผ้า 1 กรัม ใช้น้ าย้อม 30 cc. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ 1. ผ้าเรยอน/ผ้าฝ้าย 2. เชือก/ด้ายส าหรับมัดลวดลาย 3. เปลือกผลจากแห้ง 4. เกลือ 5. น้ าสบู่ 6. กาละมัง 7. ไม้พาย 8. น้ าสะอาด 9. เตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า ขั นตอนในการออกแบบ มัดลวดลาย และย้อมสี
49 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 1. น าผ้ามาท าความสะอาด และออกแบบลวดลายโดยน าแบบตัดมาวาง ตัดผ้าตามแบบตัดและวาดลวดลาย จากนั้นเนาตามลวดลายและมัดลวดลายให้ แน่น ตัวอย่างการออกแบบลวดลาย การเนาและการมัดลวดลาย 2. เตรียมเปลือกลูกจาก และน้ าในอัตราส่วน 1 : 5 (เปลือกลูกจาก 2 กิโลกรัม น้ า 10 ลิตร) ต้มที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เวลา 1 ชั่วโมง 3. น าเปลือกลูกจากออกจากกาละมัง กรองเฉพาะน้ าสีเอามาใช้ในการย้อม น าผ้าที่มัดลวดลายเรียบร้อยแล้วจุ่มน้ าบิดให้หมาด ใส่ลงไปในกาละมังย้อม เติม เกลือ น้ าสบู่ ใช้เวลาในการย้อม 1 ชั่วโมง
50 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4. เมื่อครบเวลา น าผ้าไปซัก จนกว่าน้ าจะค่อย ๆ ใส และแกะเชือกออก จากผ้า 5. ตากให้แห้ง รีดให้เรียบและน าไปตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าด้วยเทคนิคการมัดและเพ้นท์สี วัสดุ อุปกรณ์ 1. ผ้าพันคอสีขาว 2. เชือก /ด้าย 3. สีบาติก 4. โซเดียมซิลิเกต 5. ถุงมือ 6. พู่กัน 7. ขวดส าหรับใส่สี ขั นตอนการท า 1. ออกแบบลายวิธีการพับและมัดผ้า 2. มัดผ้าตามแบบ 3. ละลายสี และเพ้นท์ลงผนชิ้นงาน