51 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4. รอให้สีหมาดและแกะลาย 5. ผึ่งลมให้แห้ง ทาด้วยโซเดียมซิลิเกต 6. ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง ซักน้ า และตาก เทคนิคบาติก มีหลักส าคัญอยู่ 2 ประการ คือการสร้างลวดลายด้วยเทียน (Wax) และการให้สี การสร้างลวดลายอาจใช้วิธีการวาด การเขียน การพิมพ์ ลวดลาย ส่วนการให้สี อาจใช้วิธีการย้อมสีหรือการระบายสี เทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายยังมีวิธีการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งโดย การปัก การปะติดที่เรียกว่า Quilting การพิมพ์ลวดลายทั้งการพิมพ์แบบสกรีน แบบบล็อกพิมพ์ ไปจนถึงการพิมพ์ผ้าแบบดิจิทัล (Digital Print)
52 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ตอนที่ 4 การน าเสนอผลงานแฟชั่น
53 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ คือ วิธีการที่นักออกแบบเสื้อผ้าน าเสนอความคิด และแรงบันดาลใจ พร้อมกับการโฆษณาแบรนด์เสื้อผ้า เพื่อให้ครอบคลุมถึงสื่อ ต่าง ๆ รวมไปถึงการได้รับผลตอบรับที่ดี จากสาธารณชน ในฐานะผู้ชมและกลุ่ม ลูกค้า ซึ่งมีผลต่อความภักดี และซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ต่อไป มี ความคิดเห็นจากคุณ ดิดิเย่ร์ กรัมบาช (Didier Grumbach) ประธานของ สหพันธ์เครื่องแต่งกายชั้นสูงแห่งประเทศฝรั่งเศส (Federation Franc,aise dela Couture) กล่าวไว้ว่า “ไม่มีข้อก าหนดใดๆ ที่บังคับให้ดีไซน์เนอร์ ต้องจัดแสดง แฟชั่นโชว์ต่อสาธารณชน นอกเสียจากพวกเขาเหล่านั้นต้องการให้ผลงานการ ออกแบบของพวกเขาออกสู่สายตาประชาชนและการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ก็สามารถ ตอบสนองความต้องการแสดงออกทางความคิดและศิลปะของพวกเขาได้ (Vilaseca, 2010) นอกจากกลุ่มลูกค้าและเพื่อนฝูงที่มาชมแฟชั่นโชว์ซึ่งเป็นกลุ่มหลักแล้ว สื่อ และตัวแทนซื้อ (Buyer) ถือเป็นกลุ่มผู้ชมที่ส าคัญมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ใน ฐานะสื่อมวลชน สื่อหนังสือพิมพ์ และนิตยสารแฟชั่นต่าง ๆ พวกเขาสามารถ เลือกชุดเสื้อผ้าที่พวกเขาชื่นชอบมาวางแผนจัดท ารูปแบบนิตยสารของพวกเขา ต่อไปในอนาคตส่วนตัวแทนซื้อ หลังจากชมแฟชั่นโชว์เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขา อาจจะเพิ่มการสั่งซื้อเสื้อผ้าก่อนการตัดสินใจ ยืนยันการสั่งซื้อที่เลือกไปก่อนหน้า นี้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อขายเสื้อผ้าอีกทางหนึ่ง การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ณ ที่ต่างๆ ทั่วโลก ถูกจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ครั้ง แรกของรอบปี อยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์และครั้งที่สอง อยู่ในช่วง เดือนกันยายนถึงตุลาคม Vilaseca (2010) การจัดพิจารณาจากผลของการ ออกแบบ การผลิต การจัดจ าหน่าย และยอดขายของคอลเลคชั่นเสื้อผ้าจากปีที่ ผ่านมาในฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงเดือนกันยายน คอลเลคชั่นเสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture) และคอลเลคชั่นเสื้อผ้าส าเร็จรูป (Pret-a-Porter) ส าหรับฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนของปีถัดไปจะถูกจัดแสดงขึ้น ส่วนคอลเลคชั่นเสื้อผ้าส าเร็จรูปส าหรับ ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของปีถัดไปจะถูกจัดแสดงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิซึ่งอยู่ในช่วง การจัดแสดง Fashion Show อำจำรย์เกชำ ลำวงษำ
54 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมืองศูนย์กลางทางแฟชั่นที่ส าคัญของโลก ได้แก่ นิวยอร์ก ลอนดอน มิลานและปารีส เป็น 4 เมืองที่มีชื่อเสียงเก่าแก่และส าคัญของการจัด แสดงแฟชั่นโชว์ นอกจากนี้ยังมีเมืองที่ก าลังพัฒนาเพื่อเป็นเมืองศูนย์กลางทาง แฟชั่นอีกมากมาย อาทิ โคเปนเฮเก้น เบอร์ลิน และซิดนีย์เป็นต้น (Vilaseca, 2010) ส าหรับนักออกแบบเสื้อผ้าหน้าใหม่ การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ถือเป็นเรื่องที่มี ความเสี่ยงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงแฟชั่นโชว์แต่ละงานนั้นมีราคา ค่อนข้างสูง ฉะนั้นรูปแบบของการจัดแสดงจึงเป็นสิ่งที่ส าคัญ การเลือกรูปแบบ การจัดแสดงให้เหมาะสมกับแนวคิดของคอลเลคชั่น กลุ่มลูกค้าและอัตลักษณ์ของ แบรนด์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและควรศึกษาให้ดีการน าเสนอผลงานแฟชั่น (Fashion Presentation) เป็นอีกแนวทางหนึ่งของรูปแบบการจัดแสดงที่ใช้ งบประมาณน้อยกว่าการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ เนื่องจากใช้เวลาในการจัดแสดงที่สั้น และกระชับกว่ารูปแบบเรียบง่ายกว่าเหมาะสมกับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ภาพการเดินแฟชั่นโชว์ ที่มา: pixabay.com
55 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ วัตถุประสงค์ของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ในการจัดแสดงแฟชั่นโชว์แต่ละครั้ง วัตถุประสงค์ของการจัดแสดงล้วนมี เหตุผลหลากหลายประการ ได้แก่ 1. ความต้องการน าเสนอเสื อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ คอลเลคชั่นเสื้อผ้าจะถูก น าเสนอออกมาให้ประทับใจเหล่าผู้ชมให้มากที่สุดสะท้อนแนวความคิดและสไตล์ ของดีไซน์เนอร์ รวมไปถึงสื่อสารข้อมูลของแบรนด์อย่างมีนัยยะ อาทิ ความ ประณีต ความแตกต่างแนวทางของอุปลักษณ์มโนทัศน์ (Conceptual) เป็นต้น 2. ความต้องการดึงดูดความสนใจจากสื่อ ความแปลกใหม่ของเสื้อผ้า สามารถดึงดูดความสนใจจากสื่อต่าง ๆ ได้ ดังนั้นความแปลกใหม่ นวัตกรรม และความสวยงามของคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่ท าขึ้น กลายเป็นสิ่งที่สร้างแรง ปรารถนาให้กับสื่อต่างๆ ได้ภาพถ่ายจากแฟชั่นโชว์และบทวิจารณ์ต่างๆ ที่ เกี่ยวกับแฟชั่นล้วนมีอิทธิพลต่อความเป็นจริงทางธุรกิจของแบรนด์ได้ 3. ความต้องการให้แบรนด์เป็นที่จดจ า หลากหลายแฟชั่นโชว์ที่บรรดา บรรณาธิการแฟชั่นได้ชมในสัปดาห์แห่งการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในแต่ละครั้ง หลังจากการแสดงทั้งหมดจบลง อะไรที่ท าให้พวกเขาเหล่านั้นยังสามารถ จดจ า และพูดถึงแบรนด์ที่พวกเขาได้ดู แล้วน าความทรงจ าเหล่านั้นไปเขียนบทวิจารณ์ สนับสนุนแบรนด์ที่น่าประทับใจยกตัวอย่างเช่น แฟชั่นโชว์นั้นสมบูรณ์แบบ ไร้ ข้อผิดพลาด คอลเลคชั่นเสื้อผ้านั้นถูกตัดเย็บอย่างพิถีพิถันและประณีตมาก เป็น ต้น 4. ความต้องการสนับสนุนการตัดสินใจซื อ ในแฟชั่นโชว์ส่วนที่ส าคัญ ที่สุดส่วนหนึ่งของผู้ชม คือ ผู้ซื้อและ ความเป็นไปได้ในการซื้อ ส าหรับกลุ่มผู้ซื้อ ประจ า ถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการยืนยันการตัดสินใจซื้อและเพิ่มความภักดีต่อ แบรนด์ ส่วนกลุ่มผู้ซื้อในอนาคต แฟชั่นโชว์ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพใน การโน้มน้าวการตัดสินใจซื้อในอนาคตได้ 5. ความต้องการสร้างความคาดหวัง เมื่อแฟชั่นโชว์ได้ผ่านพ้นไป ถ้า ดีไซน์เนอร์คนไหนสามารถสร้างความประทับใจให้กับสื่อมวลชนและตัวแทนซื้อไว้ ได้ส าเร็จ ชื่อของเขาและแบรนด์ที่เขาท าจะถูกเผยแพร่ไปในสื่อต่าง ๆ นิตยสาร แฟชั่น เป็นต้น และเมื่อถึงเวลาการจัดแสดงแฟชั่นในครั้งต่อไป งานแสดงของเขา จะได้รับความสนใจเข้าชม จากผู้คนจ านวนไม่น้อยซึ่งเป็นผลดีต่อเนื่องกับตัวของ ดีไซน์เนอร์และแบรนด์
56 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ รูปแบบของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ความหลากหลายในรูปแบบและสไตล์ของคอลเลคชั่นเสื้อผ้าในแต่ละแบรนด์ หรือแต่ละดีไซน์เนอร์ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ของจักษุและโสตประสาทของกลุ่ม ผู้ชมและลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต การตัดสินใจเลือกรูปแบบในการน าเสนอ ผลงานให้สอดคล้องกับแนวความคิดหรือจุดมุ่งหมายของแบรนด์เป็นสิ่งที่พึง กระท าส าหรับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ที่ใช้เวลาแสดงประมาณ 15 นาที จาก ข้อมูลการจัดกลุ่มการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ของมาร์ทา แคมป์ส (Marta Camps) ในงานเขียนเรื่ององค์ประกอบพื้นฐานของแฟชั่นโชว์ รูปแบบของการสามารถแบ่ง ได้ดังนี้ 1. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์เพื่อสื่อมวลชน (Press Fashion Shows) แฟชั่นโชว์ประเภทนี้เน้นการแสดงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าสู่สื่อต่างๆ อาทิ บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น ตัวแทนผู้สั่งซื้อ ช่างภาพแฟชั่น สื่อมวลชนต่างๆ เป็นต้น เพื่อเป็นการโฆษณาหรือกระจายข่าวสารสู่แหล่งข่าวต่างๆ เช่น นิตยสาร เวปไซต์ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ฯลฯ 2. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์เสื อผ้าชั นสูง (Haute Couture Fashion Shows) เสื้อผ้าชั้นสูง หมายถึง เสื้อผ้าที่ออกแบบตัดเย็บอย่างประณีตพิถีพิถัน เป็นพิเศษทุกขั้นตอน ใช้วัสดุ และเนื้อผ้าที่คัดสรรหรือสั่งท าขึ้นโดยเฉพาะ ผลิต ขึ้นในจ านวนจ ากัด และราคาสูงมาก แฟชั่นโชว์ประเภทนี้จัดขึ้นเฉพาะที่เมือง ปารีสประเทศฝรั่งเศส ผู้เข้าชมเป็นผู้ที่ได้รับบัตรเชิญให้เข้าร่วมงานเท่านั้น ส่วน ที่มา: pixabay.com โดย Rambling_Roy ที่มา: pixabay.com โดย AhmadArdity
57 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคม ค่าใช้จ่ายการจัดแสดงในแต่ละแบรนด์นั้นถือ เป็นสิ่งส าคัญที่สุด เนื่องจากจ าเป็นต้องใช้เงินทุนจ านวนมากในการจัดแสดง ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 50 ล้านบาท ต่อ 1 แฟชั่น โชว์ ถึงจะเป็นการลงทุนที่สูงมากแต่การลงทุนในรูปแบบนี้ แบรนด์เสื้อผ้าชั้นสูง แต่ละแบรนด์ไม่ได้ผลตอบแทนเป็นยอดขายของเสื้อผ้าที่จัดแสดง แต่เป็นผลก าไร ที่มาจากเครื่องประกอบเครื่องแต่งกาย เช่น แว่นตา กระเป๋า น้ าหอม เป็นต้น ฉะนั้นจุดประสงค์หลักของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์รูปแบบนี้อยู่ที่ภาพลักษณ์ของแบ รนด์ที่ตราตรึงต่อผู้ชมและกลุ่มเป้าหมายอันมีผลมาจากโชว์ 3. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์เสื อผ้าส าเร็จรูป (Pret - a - Porter Fashion Shows) เสื้อผ้าส าเร็จรูป หมายถึง เสื้อผ้าที่ถูกผลิตขึ้นจ านวนมากจาก โรงงานทั่วไป ราคาของเสื้อผ้าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการโฆษณา ชื่อเสียงของแบรนด์ และคุณภาพของวัสดุที่เลือกมาใช้ออกแบบตัดเย็บ เสื้อผ้าส าเร็จรูปที่ถูกจัดแสดงใน แฟชั่นโชว์จะมีวางขายตามร้านในอีก 6 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ซื้อหลักเป็นกลุ่ม ลูกค้าทั่วไปที่สนใจในแฟชั่น และติดตามข่าวสารแฟชั่นจากเวปไซต์หรือนิตยสาร แฟชั่น ไม่ใช่แค่เพียงผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์เท่านั้น 4. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์เพื่อใช้แสดงสินค้า (Showroom Fashion Shows) แฟชั่นโชว์ประเภทนี้ มักเป็นแฟชั่นโชว์ขนาดเล็กที่จัดแสดงคอลเลคชั่น เสื้อผ้าในแต่ละแบรนด์ โดยเชิญเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ เช่น << jodie-mcshane ที่มา: pixabay.com
58 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ สื่อมวลชน ตัวแทนผู้ซื้อ (Buyers) บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น ฯลฯ เพื่อเลือก ซื้อเสื้อผ้า ในคอลเลคชั่นนั้นๆ ไปจัดจ าหน่ายหรือโฆษณาในฤดูกาลต่อไป มักจัด ขึ้นในโชว์รูมของแบรนด์ รูปแบบของงาน เน้นความเรียบง่ายและเป็นกันเอง 5. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์บุคคลที่มีชื่อเสียง (Celebrity Fashion Shows) แฟชั่นโชว์ประเภทนี้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคม เช่น ดารานักแสดง ศิลปินนักร้อง นักการเมืองบุคคลในสังคมชั้นสูง ฯลฯ ทั้งหมดจะถูกเชิญมาเป็นนางแบบหรือนายแบบกิตติมศักดิ์ในงานเพื่อแสดงคอล เลคชั่นเสื้อผ้าของแบรนด์นั้นต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนต่างๆ ส่วนใหญ่มักจัด ขึ้นบนพรมแดงหรือ สถานที่หรูหรา มีระดับ ผลตอบรับจากการจัดงานประเภทนี้ คือ แบรนด์ที่จัดงานมักจะได้รับการพูดถึง และเป็นที่สนใจของประชาชน ใน ระยะเวลา อันสั้น 6. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ประเภทโสตทัศนะ (Audiovisual Fashion Shows) แฟชั่นโชว์ประเภทนี้ มักอยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์ หรือวิดีทัศน์แฟชั่น ถือเป็นมิติที่ 4 โดยอาศัยเสียงและภาพในการสื่อสารแนวความคิดของคอลเลคชั่น สู่ผู้ชม เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ให้กับดีไซน์เนอร์หรือแบรนด์เสื้อผ้า ที่ต้องการ จัดแฟชั่นโชว์รูปแบบใหม่ และใช้งบประมาณน้อย 7. การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ประเภทภาพเสมือนจริง (Virtual Fashion Shows) แฟชั่นโชว์ประเภทนี้ ผู้ชมสามารถติดตามชมแฟชั่นโชว์ดังกล่าวได้จากที่ บ้าน โดยอาศัยไฟล์จากแผ่นซีดี คลิปวิดีทัศน์จากอินเตอร์เน็ต เวปไซต์ของแต่ละ Best Red Carpet Grammy Awards 2023 ที่มา: elle.com
59 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แบรนด์ นิตยสารแฟชั่นออนไลน์ ฯลฯ การจัดท าแฟชั่นโชว์ประเภทนี้ ยัง จ าเป็นต้องใช้เวลาในการจัดท าพอสมควร ตัวอย่างเช่น คลิปวิดีทัศน์ความยาว 7 นาที อาจใช้เวลาในการถ่ายท าจริงประมาณ 14 ชม. โดยใช้นางแบบหรือ นายแบบ 1 คน เสื้อผ้าที่ใช้ประมาณ 20 ชุด กล้องที่ใช้ในการถ่ายท าอย่างน้อย 3 ตัว เพื่อถ่ายรายละเอียดของแต่ละชุดในทุกมุมมอง และแฟชั่นโชว์ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะน ามาใช้กับคอลเลคชั่น เสื้อผ้าที่อาศัยเทคโนโลยีหรือเสื้อผ้าที่ออกแบบ เพื่ออนาคตจึงจะเหมาะสมต่อการแสดงแนวความคิดของคอลเลคชั่นนั้น ๆ แนวโน้มของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในอนาคต จากประวัติศาสตร์และความเป็นมาของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน แนวโน้มของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ล้วนมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า อย่างต่อเนื่องตามกระแสสังคม ตามยุคสมัยต่างๆ ไม่ต่างจากกระแสของแฟชั่น อาจเป็นเพราะการจัดแสดงแฟชั่นโชว์เป็นส่วนหนึ่งของการน าเสนอผลงานการ ออกแบบทางแฟชั่นของดีไซน์เนอร์ ทั้งสองอย่างจึงต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ล า้หน้า ไม ่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารแบบไร้สาย วิทยาการคอมพิวเตอร์ ถือเป็นตัวการ ส าคัญที่ส่งอิทธิพลโดยตรงกับการด าเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้น ส่งผลต่อแนวโน้มของกระแสแฟชั่น ในรูปแบบของการรับรู้ข่าวสารแฟชั่นจาก ช่องทางและสื่อต่างๆ อย่างรวดเร็ว ฉับไว แนวโน้มของกระแสแฟชั่นสามารถ สะท้อนไปสู่แนวโน้มของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ได้จากรูปแบบและลักษณะของการ Virtual Fashion Shows ที่มา : fashionatingworld.com
60 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ จัดแสดงแฟชั่นโชว์ ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการของแนวโน้ม การน าเสนอผลงานการออกแบบแฟชั่นผ่านการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ได้ว่า การจัด แสดงแฟชั่นโชว์ส่วนใหญ่ มี 2 แนวทาง แนวทางแรก คือ ยังคงยึดกับการจัด แสดงแบบดั้งเดิม มีการใช้สถานที่จัด ใช้นางแบบและนายแบบเชิญผู้ชมและ สื่อมวลชน แนวทางที่ 2 คือ น าเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาผสมผสานกับการจัด แสดง ตัวอย่างเช่น แฟชั่นโชว์ที่ถ่ายทอดสดให้ผู้ชมพร้อมกันทางระบบ อินเตอร์เน็ต การใช้นางแบบและนายแบบจ าลองจากภาพถ่ายระบบ 3 มิติ เสมือนจริง การใช้โสตทัศนะ เช่น ภาพยนตร์ แสงสี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ การจัดแสดง เป็นต้น ฉะนั้น แนวโน้มในอนาคตของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ต้อง อาศัยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเภทต่างๆ เป็นต้นว่า ระบบ 4 มิติ ที่มีผลโดยตรงต่อรูปแบบการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ ซึ่งประโยชน์ของ การน าเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้นั้น มีผลดี ต่อการลดต้นทุนทางด้านค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ เช่น ค่าเช่าสถานที่ค่าจัดท า สื่อสิ่งพิมพ์ ค่าแรงงาน เป็นต้น และยังเป็นผลดีต่อระบบสิ่งแวดล้อม เช่น ลด ปริมาณขยะ ลดมลภาวะจากการเดินทางลดการใช้พลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับการน าเอาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับศิลปะและการออกแบบอย่างกลมกลืนเพื่อน าไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ในปัจจุบันการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่รูปแบบการจัด แสดงยังเป็นลักษณะแบบดั้งเดิม จัดท าขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายเชิงพาณิชย์เป็นส าคัญ และยังมีกลุ่มเป้าหมายของการจัดแสดงเฉพาะกลุ่ม คนส่วนใหญ่ยังมองการจัด แสดงแฟชั่นโชว์เป็นส่วนหนึ่งของงานสังคม Napamon (2012) ซึ่งต่างจากการ จัดแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศอิตาลี ประเทศเยอรมนี และประเทศอเมริกา ฯลฯ ที่มี การน าความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในรูปแบบต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียน มองว่าการน าความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการจัด แสดงแฟชั่นโชว์ของประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากนัก อาจเป็น เพราะขาดบุคลากรที่มีความรู้และการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนท าให้แนวโน้ม ในอนาคตของการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในประเทศไทยโดยภาพรวมยังคงต้องอาศัย
61 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ข้อมูลความรู้และตัวอย่างของรูปแบบการจัดแสดงแฟชั่นโชว์จากต่างประเทศเพื่อ เป็นแนวทางต่อไปในการพัฒนา แหล่งข้อมูล Bruzzi Stella and Pamela Church Gibson. (2000). Fashion Cultures: Theories, Explanations and Analysis. London : Routledge. Napamon Roongwitoo. (2012). Marriage of fashion and social media. Retrieved June 15, 2012, from Quick Harriet. (1999). Catwalking: A History of the Fashion Model. Book Sales. Vilaseca Estel. (2010). Runway Uncovered: The Making of a Fashion Show. Barcelona: Promopress. Wilcox Claire. (2001). Radical Fashion. London: Victoria and Albert Museum Studies.
62 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ในที่นี้เป็นแนวทางการน าเสนอผลงานส าหรับนักออกแบบแฟชั่นอิสระที่มี ความรู้และประสบการณ์พื้นฐานการใช้โปรแกรมออกแบบจาก Freelance fashion designer’s handbook ทั้งนี้ กระบวนการท างานให้กับซัพพลายเออร์หรือ ผู้ผลิตของแต่ละบริษัทอาจมีความแตกต่างกัน นักออกแบบมืออาชีพส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการแสดงผลงานการ ออกแบบโดยใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์: Adobe Illustrator, CoralDraw หรือ ซอฟต์แวร์อื่นที่คล้ายกัน นักศึกษาด้านแฟชั่นส่วนใหญ่มีประสบการณ์และความรู้ เกี่ยวกับโปรแกรมออกแบบดี แต่อาจจ าเป็นต้องพัฒนาทักษะในด้านนี้เพิ่มขึ้น ส าหรับนักออกแบบที่ต้องการพัฒนาทักษะ ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่มี เลย วิธีการเรียนรู้ที่ประหยัดที่สุดคือการฝึกฝนตามหนังสือ คลิปแนะน า คู่มือ ของโปรแกรม ซึ่งดูน่าเบื่อมากแต่เป็นวิธีที่ดีในการใช้โปรแกรมได้อย่าง คล่องแคล่วเร็วขึ้น หากมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรม ก็ามารถขอค าแนะน าและเคล็ดลับได้ หรือการเรียนในหลักสูตรระยะสั้นก็ช่วยได้ เช่นกัน ระยะของโครงการ โครงการสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนพื้นฐานส าหรับการประเมินราคา งานออกแบบตามระยะเวลาในการวางแผนและการด าเนินการ • ระยะที่ 1: แนวคิดการค้นคว้าข้อมูล การออกแบบ สไตล์และรูปร่าง สี การสร้างแบรนด์ เทรนด์ ช่วงขนาดเสื้อผ้า และประเภทเสื้อผ้า ในลักษณะของ การออกแบบเสื้อผ้า (ภาพร่างคราว ๆ ที่วาดมือหรือจะใช้โปรแกรมก็ได้) อาจ เพิ่มแผนภูมิแสดงช่วงขนาดที่ลูกค้าต้องการ • ระยะที่ 2: การออกแบบที่พร้อมส าหรับการน าเสนอ ส่วนมากท าเป็น ขนาด A4 ในรูปแบบ PDF แสดงมุมมองด้านหลังและด้านหน้า เป็นภาพสี ทั้งหมด นิยมท าไม่เกิน 3 สี พร้อมรายละเอียดเสื้อผ้าแบบเต็ม มักใช้เป็นภาพ ขาวด าพร้อมอธิบายเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้และรายละเอียดทั้งหมดส าหรับการผลิต การน าเสนอผลงานส าหรับ Freelance Fashion Designer ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ไตรถิกำ พิชิตเดช
63 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ • ระยะที่ 3: ข้อมูลเฉพาะ นิยมท าในขนาด A4 รูปแบบ PDF เป็นภาพ ขาวด า (Flat Sketch) แสดงมุมมองด้านหลังและด้านหน้าของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น พร้อมการปรับรูปแบบส าหรับแต่ละขนาด สูงสุด 6 ขนาด (เช่น XS S M L XL 2XL) อาจมีเอกสารอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติมขึ้นกับแต่ละองค์กระหรือรูปแบบ งาน ทั้งนี้ ลูกค้าบางรายอาจต้องใช้ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ หรือบางคนอาจต้องการ บางส่วนเท่านั้น และในที่นี้จะพูดถึงขั้นตอนแรกที่ใช้กันหลากหลายที่สุด และ เหมาะกับทุกประเภทงานแฟชั่นคือ การเตรียมการส าหรับน าเสนอ มีหลายวิธีในการน าเสนอคร่าว ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งนักออกแบบต้องใช้วิธีที่ แตกต่างกันส าหรับลูกค้าแต่ละราย ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณ รวมถึงประเภทของเสื้อผ้าที่ออกแบบ โดยการน าเสนออาจมีทั้งการเข้าไปใน บริษัทหรือร้านค้า ผ่านอีเมล หรือการประชุมออนไลน์เพื่อคัดเลือกการออกแบบ ขั้นสุดท้าย แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่ต้องการแบบชุดที่วาดด้วยโปรแกรม เพราะบางคนอาจต้องการเพียงรายละเอียดคร่าว ๆ ที่วาดด้วยมือ ระบุผ้า และ ไอเดียสีที่จะใช้ แล้วไปขั้นตอนการสร้างลวดลายและผลิตงานตัวอย่างเลย ลิขสิทธิ์ — เพิ่มชื่อของตัวเองและวันที่ออกแบบในแต่ละหน้าเพื่อปกป้อง ผลงานการออกแบบ ควรท าลงบนทุกๆ หน้าก่อนที่จะเริ่มร่างภาพ อาจใช้ค าที่ แตกต่างกันเล็กน้อยหากมีการออกแบบมากกว่า 1 งาน ล าดับงาน — อย่าลืมเพิ่มหมายเลขรูปแบบหรือรหัสของการออกแบบแต่ ละรายการ และระบุหมายเลขหน้าหรือล าดับเอกสารด้วย เพื่อให้อ้างอิงการ ออกแบบให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ผลงานที่วาดด้วยมือ — การน าเสนองานออกแบบควรมีภาพที่วาดด้วยมือ อาจวาดด้วยมือทั้งหมดหรือ บางส่วนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความ เรียบร้อยของภาพร่าง หากเป็น การออกแบบด้วยโปรแกรม ควร มีภาพที่วาดด้วยมือบางส่วน รวมอยู่ในแผนงานน าเสนอ การใช้แม่แบบ — นักออกแบบ สามารถใช้แม่แบบช่วยให้การ ที่มา: pixabay.com
64 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ วาดด้วยมือมีความแม่นย าและรวดเร็วขึ้น โดยแม่แบบที่ใช้สามารถสร้างขึ้นมาเอง หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ที่มีการอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ การเลือกใช้ แม่แบบขึ้นอยู่กับประเภทงานที่จะออกแบบ และขนาดกระดาษ จากนั้น ปรับขนาดของแม่แบบให้เหมาะสมกับขนาดกระดาษที่ใช้ เช่น A4 หรือ A3 ถ้าหากเป็นแม่แบบส าหรับวาดด้วยมือ อาจใช้กล่องไฟช่วย โดยการวาง แม่แบบไว้ใต้กระดาษที่จะวาด เพื่อให้แม่แบบสามารถแสดงผ่านกระดาษได้อย่าง ชัดเจน หากรายละเอียดไม่มากสามารถรวมไว้ในหน้าเดียวได้ การน าเสนอผลงานแบบภาพสี — ลูกค้าบางรายอาจไม่ต้องการเห็น แนวคิดคร่าวๆ ที่วาดด้วยมือแต่ชอบเห็นการออกแบบที่เป็นภาพสีเต็มรูปแบบ แสดงสีสันที่แตกต่างกันของแนวคิดในการพิมพ์หรือลวดลาย การออกแบบแบรนด์ และรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งบางครั้งการออกแบบที่ลงสีเรียบร้อยมักไม่คุ้มค่าหรือ เป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงให้เห็นผลงานการออกแบบจ านวนมากพร้อม ๆ กัน และ การออกแบบเบื้องต้นมักจะต้องมีการแก้ไข ในกรณีนี้ นักออกแบบต้องเลือกงาน ออกแบบที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดจากภาพร่างทั้งหมดออกมาเป็นตัวอย่าง ไอเดียของโทนสี — นักออกแบบสามารถเพิ่มค าแนะน าเกี่ยวกับสีของ ผลงานที่วาดด้วยมือ ไม่ว่าจะใช้การเขียนก ากับไว้ ลงสีตัวอย่างในโปรแกรม ออกแบบ หรือแปะโทนสีตัวอย่างจากการตัดในนิตยสาร แพนโทน หรือผ้าที่จะใช้ จริงก็ได้ สแกนและส่งอีเมล — เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว ควรสแกนลงในคอมพิวเตอร์ อาจส่งอีเมลถึงลูกค้าโดยตรงหากไม่มีการนัดหมายประชุมน าเสนอผลงาน กรณี ร่างด้วยดินสอ อาจต้องวาดเส้นด้วยปากกาสีด าเพื่อให้การออกแบบมีความชัดเจน เคล็ดลับการเตรียมงานออกแบบส าหรับลูกค้า การออกแบบด้วยแม่แบบส าหรับลูกค้าแต่ละราย อาจแบ่งเป็น 3 ชั้นโดยเล เยอร์ชั้นล่างสุดคือแม่แบบต้นฉบับ เลเยอร์ชั้นที่ 2 ส าหรับแบบเสื้อผ้า ชื่อแบรนด์ ฤดู ปี หมายเลขรูปแบบหรือรหัส ลิขสิทธิ์ของคุณ ชื่อและวันที่ อาจใส่ รายละเอียดที่สามารถปรับแต่งได้ และค าอธิบายของเสื้อผ้า ไว้ที่เลเยอร์ที่ 3 แต่ ละชั้นสามารถล็อคหรือซ่อน และจัดล าดับใหม่ หรือเพิ่มเลเยอร์พิเศษได้หาก ต้องการ ทั้งนี้ บางโปรแกรมอาจไม่มีการแบ่งเลเยอร์ และที่ส าคัญคือ อย่าลืม อัพเดทวันที่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ การเตรียมกลุ่มสีเป็นล าดับสุดท้ายหลังจากออกแบบเรียบร้อย และลูกค้า
65 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ยืนยันกลุ่มสีแล้ว จึงจัดกลุ่มสีเฉพาะ ควรเริ่มต้นจากกล่องสีเปล่าจะสะดวกที่สุด จากนั้นทดลองตัวอย่างสีกับชิ้นงานแล้วบันทึกลงในกล่องทีละสี นักออกแบบอาจใช้หมายเลขอ้างอิงและชื่อสี PANTONE® ก็ได้ ซึ่งลกค้า บางรายอาจก าหนดมาให้แล้ว หากเป้นงานวาดด้วยมือ และต้องการติดสีตัวอย่าง ลงในงาน สามารถท าเป็นกล่องติดแผ่นสี PANTONE ได้ งานที่แสดงถึงความ เป็นมืออาชีพควรมีเปอร์เซ็นต์ผสมของแต่ละสี (ฟ้า ม่วงแดง เหลือง และด า – CMYK) ก ากับไว้ นิยมใช้เป็นตัวเอียงสีเทาอยู่เหนือตัวอย่างสี หรือ PANTONE ช่วยให้ประหยัดเวลาในการออกแบบ หรือจดด้วยดินสอบนส าเนาของนักออกแบบ เองก็ได้ถ้าลูกค้าไม่ต้องการ ข้อมูลทางเทคนิคเต็มรูปแบบข้อมูลทางเทคนิค เต็มรูปแบบส าหรับเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นประกอบด้วย องค์ประกอบส่วนใหญ่ตามรายการด้านล่างนี้ เอกสารทั้งหมดที่จะส่งไปยังโรงงาน จึงต้องให้ ข้อมูลที่จ าเป็นในการท าเสื้อผ้าให้ครบถ้วน เสื้อผ้าแต่ละชิ้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สินค้า และข้อมูลทั่วไปมักจะได้รับเป็น 'คอลเลกชัน' ที่แยกออกมา แหล่งข้อมูล Keech, P. (2012). Freelance fashion designer’s handbook. John Wiley & Sons. McKelvey, K., & Munslow, J. (2011). Fashion design: Process, innovation and practice (2nd ed.). John Wiley & Sons.
66 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ตอนที่ 5 การจัดการสินค้า
67 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ภาคการค้าปลีกส าหรับหลาย ๆ คนคือ "หน้าตาของแฟชั่น" ที่เป็นส่วน หนึ่งของโครงสร้างอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยมีเกณฑ์ที่สามารถตัดสินประสิทธิภาพ ของการตลาดการค้าได้ ความส าคัญของการค้าปลีกแฟชั่น อุตสาหกรรมค้าปลีกมีความส าคัญต่อการท าตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นในหลาย ๆ ด้าน ประการแรกและชัดเจนที่สุดคือกลไกที่ท าให้เสื้อผ้าเข้าถึงผู้บริโภค ประการ ที่สอง การเติบโตในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัทสามารถให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อได้อย่างละเอียดภายในเวลาไม่นาน ช่วยให้สามารถ ประเมินการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น Benetton มีการ เชื่อมโยงร้านค้าทั้งหมดกับฝ่ายการตลาดและการออกแบบโดยตรง รวมถึงสิ่ง อ านวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงในความต้องการได้อย่าง รวดเร็วและเปลี่ยนการผลิตตามได้ทัน ประการที่สาม อ านวยความสะดวกในการ ประยุกต์ใช้การตลาดเป้าหมาย ประการที่สี่ เป็นการส่งเสริมการรับรู้ด้านการ ออกแบบแก่สาธารณชนในการเลือกซื้อสินค้า โดยตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ Habitat และ Next ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์และรูปแบบร้านค้าและอุปกรณ์ การ ออกแบบยังท าหน้าที่ส่งเสริมการแบ่งส่วนตลาดและปรับปรุงอัตราส่วนการขาย และสิ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่ขายที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ และประการที่ห้า ผู้ผลิตและนัก ออกแบบสามารถเป็นเจ้าของหน่วยค้าปลีกของตนเอง สุดท้าย ภาพลักษณ์ของร้านค้าปลีกสามารถ สร้างลูกค้าที่ภักดี ซึ่งอาจเป็นตัววัดความมั่นคงของ รายได้และก าไรจากการขาย โดยภาพลักษณ์ของร้าน นั้นมาจากสินค้า บริการ บรรยากาศร้าน การ ส่งเสริมการขาย ลูกค้า สิ่งอ านวยความสะดวกทาง กายภาพ ปัจจัยด้านประเพณี และความพึงพอใจหลัง การซื้อ ซึ่งอีกปัจจัยหนึ่งในการสร้างความภักดีของ ร้านค้าคือการพ่วงร้านค้างกับบัตรเครดิต เช่น Citi หรือ The 1 Card ถือเป็นความส าคัญของ การตลาดในงานแฟชั่น ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ไตรถิกำ พิชิตเดช ที่มา: pixabay.com
68 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ภาพลักษณ์ของร้านค้าที่ผู้ผลิตและนักออกแบบบางรายต้องการมีส่วนร่วมควบคู่ไป กับด้านอื่น ๆ เช่น การสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มต้นทุน รวมถึงการรองรับกลุ่ม ตลาดที่กว้างขึ้น ถือเป็นข้อพิจารณาในการขยายช่องทางจ าหน่าย ความส าคัญของอินเตอร์เนต (The Internet) ต่อสินค้าแฟชั่น อินเทอร์เน็ตมีความส าคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นช่องทางการจัด จ าหน่ายที่ท าลายข้อจ ากัดต่าง ๆ จากการค้าในช่องทางเดิม ๆ ดังรายละเอียดนี้ การเข้าถึงที่จ ากัด– การแพร่หลายของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต นอกจากตามบ้านเรือนส่วนใหญ่ ยังรวมถึงแล็ปท็อปหรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถ เข้าถึงได้จากที่ต่าง ๆ ความปลอดภัยในการช าระเงิน – ความก้าวหน้าในการเข้ารหัสได้ลดความ กลัวในด้านนี้ แม้ว่าจะเป็นความกลัวที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล เนื่องจากหลายคนเต็ม ใจที่จะให้รายละเอียดบัตรเครดิตทางโทรศัพท์ ทั้งที่เป็นช่องทางที่มีความ ปลอดภัยน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง – ส่วนใหญ่มีค่าบริการรายเดือนที่เพิ่มเติมเพียงเล็ก ๆ น้อย แม้ว่าจะรวมอยู่ในกลุ่มบริการคอมพิวเตอร์/การสื่อสารอื่น ๆ ความต้องการทางกายภาพเพื่อตรวจสอบสินค้า - เนื่องจากลูกค้าไว้วางใจ ร้านค้าปลีกและตราสินค้ามากขึ้น และนโยบายการคืนสินค้าอย่างเสรี มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง - มีการคาดคะเนต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้งาน อินเทอร์เน็ต แทบทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งมากทั้งโดยทั่วไปและ ในฐานะช่องทางการค้าปลีก การมีหน้าร้านจริงและเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต มี แนวโน้มที่จะประสบความส าเร็จมากกว่า การใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ค้าปลีก ข้อดีที่เป็นไปได้ส าหรับร้านค้าปลีกมีดังต่อไปนี้: การประหยัดต้นทุน การมีหน้าร้านไม่ว่าจะเป็นร้านค้าริมทาง หรือ สถานที่อื่น ๆ มักมีค่าใช้จ่ายจ านวนมาก ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงหรือลด ได้ด้วยการลดขนาดร้าน รับตัวแทนจ าหน่าย หรือเปลี่ยนช่องทางไป เป็นการขายออนไลน์เต็มรูปแบบ โอกาสที่มากขึ้นในการแบ่งส่วนตลาดอย่างมีประสิทธิภาพและราคาถูก ความเป็นไปได้ในการสร้างตลาดโลกอย่างแท้จริง ด้วยการเข้าถึงที่ไม่
69 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ จ ากัดพื้นที่ และผู้คนทั่วโลกสามารถดข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายการค้าปลีกทางกายภาพ การกระจายสินค้า ไปยังต่างประเทศที่ท าได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการหาฐานการผลิตที่ใกล้กับแหล่ง จ าหน่ายเพื่อลดต้นทุนค่าส่งสินค้าด้วย กลยุทธ์การตลาดทางอินเทอร์เน็ต พัฒนาเว็บไซต์ของร้านค้าในระดับพื้นฐาน ใช้เว็บไซต์เพื่อแนะน าให้ลูกค้าไปที่ร้านค้า สาขาในเครือ หรือจุดขายอื่น ๆ เชื่อมโยงเว็บไซต์กับการสั่งซื้อทางไปรษณีย์แบบเดิม ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารกับลูกค้า เช่น การร้องเรียนของลูกค้า ใช้เป็นเครื่องมือการขายด้วยตัวเอง หรือการท าระบบซื้อขายอัตโนมัติ เสนอบริการเฉพาะบุคคล ท าให้แต่ละคนเป็นพื้นฐานส่วนแบ่งการตลาดที่ สัมพันธ์กับความเป็นจริงมากขึ้น การเลือกใช้กลยุทธ์จะถูกก าหนดจากระดับความมุ่งมั่นของผู้ค้าปลีกในด้าน ต้นทุน ความเชื่อมโยงกับรูปแบบการค้าปลีกที่มีอยู่ และการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ดังนั้น อาจมีทางเลือกอีกจ านวนมากส าหรับผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงและมีทุน สนับสนุนดี เพื่อให้ได้ภาพรวมปัจจุบันของกลยุทธ์ การวางต าแหน่ง และปัญหาการ แบ่งส่วนตลาด ผู้ค้าปลีกควรเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล แม้จะมีการเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่อุตสาหกรรมยังคงได้รับ ผลกระทบในระยะยาว แม้ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการค้าขาย แต่ ผู้คนก็นิยมไปเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยตนเองมากกว่า << เริ่มการวางแผนจาก Mind Map จะเห็นภาพได้ชักเจนที่สุด ที่มา: Pixabay.com
70 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แผนการตลาด เมื่อมีช่องทางกระจายสินค้า หรือช่องทางจ าหน่ายสินค้าแล้ว การวางแผน การตลาดที่ดีก็มีส่วนช่วยให้ชายสินค้าได้ดีขึ้น ช่วยให้เห็นความเป็นไปได้และ โอกาสใหม่ ๆ ในการขายสินค้าด้วยเช่นกัน โดยแผนการตลาดทั่วไปเป็นเอกสาร ที่มีรายละเอียดของกิจกรรมทางการตลาดในช่วงเวลาที่ก าหนด ระบุถึงสิ่งที่ต้อง ท าว่ามีอะไรบ้าง เมื่อใด อย่างไร และมีผลอย่างไร รวมถึงระบุรายละเอียด เกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาดและวิธีที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาด อาจ รวมไปถึงการจัดสรรความรับผิดชอบ ทรัพยากร การก าหนดเวลาของกิจกรรม หลัก และช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถตรวจสอบการใช้กลยุทธ์การตลาด แฟชั่นได้ โดยแผนการตลาดมีรูปแบบในการจัดโครงสร้างที่สะท้อนถึงสไตล์ของ บริษัทแฟชั่นโดยมีหัวข้อหลักของแผนการตลาดที่ครอบคลุมดังนี้ 1. บทสรุปผู้บริหาร — เป็นส่วนที่มีความชัดเจนในตัวเอง เน้นที่ผลก าไร การขาย และทรัพยากร หลายบริษัทแนะน าว่าควรจัดท าสรุปข้อมูลในทาง เดียวกัน 2. วัตถุประสงค์ทางการตลาด — สิ่งเหล่านี้ควรระบุไว้อย่างกระชับและ เกี่ยวข้องกับพันธกิจ อาจมีการจัดกลุ่มวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง เช่น วัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการขาย 3. การวิเคราะห์สถานการณ์หรือ SWOT — SWOT ควรเกี่ยวข้องกับ การแข่งขันและชุดค าแนะน าที่เกี่ยวข้องกัน 4. การวิเคราะห์การตลาด — การประเมินตัวเลือกส่วนตลาด การแข่งขัน สภาพแวดล้อมทางการตลาด และแนวโน้มที่ส าคัญ 5. กลยุทธ์การตลาด — บอกถึงวิธีการบรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยอ้างอิง ถึงการแบ่งส่วนและการวางต าแหน่งของผลิตภัณฑ์ 6.โปรแกรมส่วนประสมทางการตลาด — ส่วนนี้ควรให้รายละเอียด เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ราคา การจัดจ าหน่าย และกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาจ เป็นส่วนที่มีรายละเอียดมากที่สุดของแผนการตลาด เนื่องจากต้องระบุว่าจะเกิด อะไรขึ้นพร้อมกับการจัดก าหนดการและการประสานงานของกิจกรรม แผนควร แสดงการจัดสรรงาน ความรับผิดชอบในการด าเนินการ และต้นทุนของกิจกรรม 7. ผลการคาดการณ์และการจัดท างบประมาณ — การคาดการณ์ ยอดขายและผลก าไรจากแผนควรท าควบคู่กับข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดและเกณฑ์
71 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ เชิงปริมาณที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ บางบริษัทวางผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้ในส่วน วัตถุประสงค์ทางการตลาด เพื่อความสะดวกในการค านวณและการเปรียบเทียบ การวางข้อมูลรายได้และก าไรพร้อมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและงบประมาณจะเป็น ประโยชน์ต่อการก าหนดงบประมาณ ซึ่งมักจะมาจากต้นทุนของส่วนประสม การตลาด 8. ประเด็นการจัดหาและด าเนินการ — โครงร่างการจัดหาบุคลากรหรือ ทรัพยากรทางกายภาพที่อาจจ าเป็นเพื่อให้ด าเนินการตามแผนได้ ตัวอย่างเช่น การแนะน าฐานข้อมูลการตลาดส าหรับกิจกรรมไดเร็คเมล์ (Direct Mail) ที่มุ่ง เป้าไปที่ลูกค้าประจ า การฝึกอบรมพนักงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การซื้อ และบ ารุงรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อาจมีการระบุการต่อต้านที่อาจเกิดจาก พนักงานหรือตัวกลางด้านแฟชั่นที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์บางอย่าง ควบคู่ไปกับการด าเนินการเพื่อลดผลกระทบด้านลบ ตัวอย่างเช่น การน าเข้า เสื้อผ้าที่ผลิตจากประเทศที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแบ่งขั้วชัดเจนอาจมีผลต่อ แรงงานหรือกลุ่มผู้บริโภคบางกลุ่ม 9. การควบคุมและประเมินผลการตลาด — การวัดผลจากวัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ที่คาดหวังเป็นสิ่งจ าเป็นเพื่อให้สามารถด าเนินการแก้ไขได้ ทันเวลา ส่วนนี้ของแผนให้รายละเอียดเกี่ยวกับความถี่และลักษณะการประเมิน แสดงกลไกส าหรับการเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผลลัพธ์ตามแผน และ ขั้นตอนการรายงาน บางแผนอาจรวมการด าเนินการแก้ไขฉุกเฉินในกรณีที่ไม่ เป็นไปตามแผน สรุปแล้ว การขายสินค้าแฟชั่นผ่านสื่อออนไลน์ก็ต้องมีการวางแผน การตลาดเช่นเดียวกับการจ าหน่ายสินค้าในช่องทางอื่น ๆ เช่นกัน โดย รายละเอียดของการวางแผนย่อมแตกต่างกัน ไปตามวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย สินค้าที่ จ าหน่าย ไปจนถึงรูปแบบการน าเสนอที่เป็นที่ นิยม ที่มา: pixabay.com
72 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ แหล่งข้อมูล Easey, M. (Ed.). (2008). Fashion Marketing (3rd ed.). West Sussex : John Wiley & Sons. Lea-Greenwood, G. (2013). Fashion Marketing Communications (1st ed.). West Sussex : John Wiley & Sons.
73 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ความเข้าใจองค์ประกอบของต้นทุน ช่วยจัดประเภทต้นทุนที่ใช้ในการท า บัญชีต้นทุน และเห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้อย่างชัดเจน โดยการจ าแนกประเภทของ ต้นทุนนั้นมีหลายวิธี ในที่นี้แนะน า 3 วิธี ดังนี้: 1) แบ่งตามรายละเอียดของต้นทุน 2) แบ่งตามพฤติกรรมของต้นทุนที่เรียกว่า ต้นทุนคงที่และผันแปร 3) แบ่งตามกิจกรรมที่ท าให้เกิดต้นทุน สิ่งเหล่านี้ใช้ในการบันทึกต้นทุนตามช่วงเวลาและใช้ในวิธีการคิดต้นทุน ผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม รายละเอียดของต้นทุนช่วยให้เข้าใจต้นทุนภายในธุรกิจการ ผลิตมากขึ้น และหากต้องการเป็นผู้ประกอบการย่อมต้องมีความคุ้นเคยกับสิ่ง เหล่านี้เป็นอย่างดี สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือความเข้าใจถึงรายละเอียดต้นทุนก่อนที่จะ ไปดูองค์ประกอบอื่น ๆ รายละเอียดของต้นทุนสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ “วัสดุทางตรง” คือวัสดุที่กลายเป็นเสื้อผ้า “แรงงานทางตรง” คือค่าจ้างของ ผู้ปฏิบัติงาน และ “ค่าโสหุ้ย” ที่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นอกเหนือจาก 2 อย่าง แรกในการท าธุรกิจ ซึ่งมักมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ดังนี้ วัสดุทางตรง 50% แรงงานโดยตรง 20% ค่าโสหุ้ย 30% จะเห็นได้ว่าต้นทุนวัสดุทางตรงมีครึ่งหนึ่งของต้นทุนเสื้อผ้าส าเร็จรูป ดังนั้น การควบคุมและการคิดต้นทุนของวัสดุทางตรงจึงมีความส าคัญ เนื่องจากสิ่ง เหล่านี้เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ จากรายละเอียดดังกล่าวนี้ก็ยังสามารถ แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ดังนี้ 1. ค่าใช้จ่ายโดยตรง ในที่นี้จะยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายหลัก คือ “ค่าวัสดุทางตรง” แต่ในความเป็น จริง ค่าใช้จ่ายทางตรงยังมีส่วนอื่น ๆ อีกมายมายแต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียด ปลีกย่อยเท่ากับค่าวัสดุที่ใช้ในการผลิต เนื่องจากต้นทุนของวัสดุที่ประกอบเป็น ต้นทุนสินค้าค านวณจากอะไรบ้าง? ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ไตรถิกำ พิชิตเดช
74 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ เสื้อผ้าส าเร็จรูปถือที่เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุด วัสดุที่ใช้ในการผลิต เช่น ผ้า ซับ ใน ด้าย กระดุม ซิป ส่วนตกแต่ง ฟองน้ ารองไหล่ ยางยืด ตีนตุ๊กแก ลูกไม้ ฉลาก และอื่น ๆ ล้วนเป็นส่วนประกอบที่จ าเป็นต้องคิดรวมไว้ในต้นทุน และ มักจะค านวณ 'ตามราคาทุน' (ราคาที่จ่ายจริง) รวมค่าขนส่งที่เกิดขึ้นจากซัพ พลายเออร์ไปยังผู้ผลิต ลองดูเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าของคุณและสังเกตวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้จะเห็นได้ชัดว่าผ้า เป็นวัสดุหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุน แต่ก็ยังมีวัสดุอื่น ๆ ด้วย เช่น กระดุมมุกสีขาวเม็ดเล็ก ๆ ที่ดูผ่าน ๆ มีราคาไม่มาก แต่เมื่อต้องใช้กระดุมถึง 8 เม็ด กับเสื้อเชิ้ตแต่ละตัวในการผลิตเสื้อเป็นพันตัว ตัวเลขนี้ย่อมกลายเป็นตัวเลขที่ ส าคัญไม่น้อยไปกว่าผ้าที่เป็นวัสดุหลัก แม้กระทั่งปริมาณด้ายที่ใช้ในเสื้อผ้าแต่ละ แบบ เช่น เสื้อที่มีการเย็บสม็อกด้านหลัง ย่อมต้องใช้ด้ายจ านวนมากกว่าการตัด เย็บเสื้อยืด รวมถึงจักรเย็บผ้าแต่ละชนิดก็มีการใช้ด้ายต่างชนิดกัน ซึ่ง ผู้ประกอบการควรดูถึงปริมาณการใช้ด้ายต่อความยาวตะเข็บ อย่างเช่นเครื่องกุ๊น ใช้ด้าย 2.5 เซนติเมตรต่อตะเข็บเซนติเมตร ดังนั้น เสื้อมาตรฐานส าหรับสตรี อาจต้องใช้ด้ายยาวกว่า 70 เมตร ค่าใช้จ่ายโดยตรงนี้ ยังรวมถึงการ ผลิตในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถท าได้เอง เช่น ค่าปักผ้า การล้างผ้าเดนิมที่อาจต้อง จ้างโรงงานภายนอก ค่าลิขสิทธิ์ของ ลวดลายที่น ามาใช้ นอกจากนี้ยังมีต้นทุน วัสดุทางตรงอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากวัสดุที่ ใช้ในการผลิตสินค้าโดยตรง อาจรวมถึง ฉลากแบรนด์ ฉลากแนะน าการดูแลรักษา ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ 2. ค่าแรงงานทางตรง ต้นทุนแรงงานเป็นต้นทุนค่าจ้างของคนท างานในธุรกิจเป็นหลัก ดังนั้น แรงงานทางตรงจึงหมายถึงค่าจ้างของทุกคนที่มีส่วนในการผลิตเสื้อผ้า ได้แก่ ผู้ ควบคุมและดูแลเครื่องจักรในการผลิต ช่างเย็บผ้า ฝ่ายการตลาด และอาจรวมถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุและขนส่งเสื้อผ้าไปย้งร้านค้า หรือลูกค้าปลายทาง ที่มา: pixabay.com
75 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ พนักงานวางผังการตัดผ้าอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงในส่วนของกระบวนการ ผลิต ผู้จัดการฝ่ายผลิตอาจจะทราบดีว่าแต่ละหน้าที่ต้องมีพนักงานกี่คน และต้อง ใช้เวลาเท่าใดส าหรับแต่ละงาน ซึ่งการค านวณค่าแรงต้องคูณด้วยอัตราค่าจ้างต่อ ชั่วโมงเป็นค่าแรงงานทางตรง หากมี 3 คน ในการตัด งานหนึ่ง ๆ ที่ต้องใช้ เวลา 3 ชั่วโมง หมายถึง 9 ชั่วโมงการท างานโดยตรง (3 ชั่วโมง × 3 คน) ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานโดยตรงจะได้รับค่าตอบแทนแตกต่างกันตามทักษะ และความช านาญด้วย นอกจากค่าแรงงานฝีมือแล้ว ระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตที่ต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญในการควบคุม เช่น การย้อมผ้า การพิมพ์ลาย การเคลือบผิวผ้า ไป จนถึงระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ก็ถือว่าอยู่ในช่วงเวลางานเช่นกัน การศึกษางานเพื่อ ก าหนดเวลาในการผลิตแต่ละขั้นตอนจึงมีความจ าเป็น โดยผู้ผลิตบางรายอาจมี การใช้ระบบฐานข้อมูลที่มีจ าหน่ายในท้องตลาด เช่น โปรแกรม General Sewing Data (GSD) หรือระบบอื่นช่วยในการประเมินระยะเวลาในกระบวนการผลิต เพื่อน ามาใช้ในการค านวณค่าแรงงานทางตรงต่อไป ดังนั้นค่าใช้จ่ายหลักจึงเกิดจาก ค่าใช้จ่ายทางตรงที่รวมทั้งกระบวนการ ผลิตที่เกิดขึ้นทั้งภายในโรงงาน ภายนอกโรงงาน และสิ่งที่เกี่ยวข้อง + แรงงาน ทางตรง 3. ต้นทุนทางอ้อม ในการด าเนินงานโรงงานย่อมมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมายนอกเหนือจาก ต้นทุนในการผลิตโดยตรง สิ่งเหล่านี้มักเรียกว่าต้นทุนทางอ้อม หรือ ค่าโสหุ้ย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนอื่น ๆ ในการด าเนินงานโรงงานและท าธุรกิจ คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของต้นทุนทั้งหมด แต่อาจจะมากกว่านั้น ต้นทุนทางอ้อมสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ การผลิตเรียกว่า ค่าโสหุ้ยการผลิต และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร การตลาด และการเงินของธุรกิจ ในหน่วยการผลิตขนาดเล็ก ค่าโสหุ้ยที่ไม่ใช่การผลิตนี้เป็น ต้นทุนที่ค่อนข้างน้อย ในขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่มีการจัดการและการบริหารธุรกิจ ที่เป็นระบบ จึงท าให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางอ้อมนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต แต่ เกี่ยวข้องกับการลงทุนตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจ าหน่าย ซึ่งครอบคลุมทั้ง ค่าจ้างและเงินเดือนพนักงานขายและส านักงาน ค่าคลังสินค้า ค่าเช่าโชว์รูม ค่า
76 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ ขนส่ง ค่าการตลาด เงินเดือนพนักงานส านักงาน, ค่าเช่าส านักงาน เครื่อง เขียน ค่าบัญชี ค่าเครื่องใช้ในส านักงาน ค่าไฟของส านักงาน และอื่น ๆ จึง เรียกอีกอย่างว่า “ค่าใช้จ่ายในการบริหาร” นอกจากนี้ ในบางโรงงานที่ต้องใช้เงินทุนจ านวนมาก ต้นทุนทางอ้อมอาจ รวมถึง ค่าธรรมเนียมธนาคาร ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในด้านการเงิน รายการทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “ต้นทุน ด าเนินการ” ซึ่งเป็นต้นทุนทางอ้อมในการด าเนินงานของโรงงานหรือหน่วยการ ผลิต ค าถามท้ายบท รายการต่อไปนี้เป็นค่าใช้จ่ายในกลุ่มใด ใส่หมายเลขไว้ด้านหลังของแต่ละข้อ [1] ค่าวัสดุทางตรง [2] ค่าแรงทางตรง [3] ค่าใช้จ่ายทางตรงอื่น ๆ [4] ค่าวัสดุทางอ้อม [5] ค่าแรงทางอ้อม [6] ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางอ้อม 1) ค่าจ้างช่างตัด = ________ 2) ผ้าขนสัตว์ = ________ 3) ซับในแขนเสื้อ = ________
77 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ 4) การบ ารุงรักษาส านักงาน = ________ 5) น้ ามันหล่อลื่นส าหรับเครื่องจักร = ________ 6) ผ้าป่าน = ________ 7) ใบอนุญาตให้ใช้ลายลิขสิทธิ์ = ________ 8) ก าลังไฟฟ้า ความร้อน และแสงสว่างในโรงงาน = ________ 9) เครื่องจักรเฉพาะทาง = ________ 10) บรรจุภัณฑ์ส าหรับเสื้อ = ________ 11) เข็มจักรเย็บผ้า = ________ 12) เงินเดือนผู้จัดการโรงงาน = ________ 13) การประกันภัยโรงงาน = ________ 14) ค่าจ้างพนักงานท าความสะอาด = ________ 15) ค่าเช่าโรงงาน = ________ 16) ค่าจ้างพนักงานซ่อมบ ารุง = ________ 17) วัสดุท าความสะอาด = ________ 18) ค่าสอบบัญชี = ________ 19) ค่าถ่ายเอกสาร = ________ 20) ด้าย = ________ แหล่งข้อมูล Enns, B. (2018). Pricing Creativity: A guide to profit beyond the billable hour. Nashville : RockBench. Evans, N., Jeffrey, M., & Craig, S. (2020). Costing for the fashion industry. New York : Bloomsbury Visual Arts.
78 สื่อดิจิทัลส ำหรับกำรสร้ำงทักษะแฟชั่นและกำรจัดกำรสินค้ำ คณะผู้จัดท า รายชื่อผู้วิจัยงบประมาณเงินรายได้ 2565 ส าหรับการจัดท าความรู้ต่าง ๆ ตามความเชี่ยวชาญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัชชา หัทยานานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กฤตพร ชูเส้ง ดร.เกศทิพย์ กรี่เงิน ดร.สุวดี ประดับ อาจารย์มัลลิกา จงจิตต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไตรถิกา พิชิตเดช อาจารย์เกชา ลาวงษา อาจารย์ณัฐชยา เปียแก้ว
สาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและการจัดการสินค้า คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โทร: 02-665-3888 ต่อ 5531 FADCW