UNBEATABLE AIR FORCE แนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัย กองทัพอากาศ โดย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานวิจัยกองทัพอากาศ
ความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงตระหนักถึง ภัยจากการรุกรานดินแดน และการล่าอาณานิคมของชาติมหาอำ นาจ ทรงดำ เนินพระบรมราโชบาย เร่งทำ นุบารุงพัฒนาประเทศชาติและ ํ ประชาชนให้เจริญขึ้น ทุกด้าน รวมถึงการเสริมสร้างกาลังรักษาความมั่นคงของประเทศทางด้านทหาร ด้าน ํ ภารกิจ การทหารป้องกันประเทศ ทรงตระหนักถึงความจำ เป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีเครื่องบินไว้ป้องกันภัย ที่อาจจะบังเกิดแก่ชาติในอนาคต ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ หลังจากที่ชาวฝรั่งเศสได้นํา เครื่องบินมาแสดงการบินให้ประชาชนชาวสยาม ได้ชมที่สนามม้าสระประทุมแล้ว ไม่นานจอมพลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรี สุรเดช เสนาบดี กระทรวงกลาโหม เสด็จไปยุโรปด้วยพระองค์ ได้ทรงทราบข่าวว่าประเทศฝรั่งเศสกําลังปรับปรุงกิจการ การบินทางทหารกว้างขวางมากกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันในขณะนั้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มจัดตั้งกิจการการบินทางทหาร เป็นหน่วยงานเล็ก ๆ ขึ้นกับกองทัพบกในปี พ.ศ. ๒๕๕๐
นายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยา เธอ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิริกร (หลง สิน-ศุข) นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยแล้ว จึงได้ทรงปรึกษากับ นายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง พิษณุโลก ประชานารถ ถึงความจำ เป็นที่ประเทศไทยจำ เป็นต้องมี เครื่องบินไว้ใช้ป้องกันประเทศเหนือนานา อารยประเทศทั้งหลายที่กําลังเร่งดำ เนินการกันอยู่ ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวง พิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก จึงได้ทรง ดําริ จัดส่งผู้ที่เหมาะสมออกไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศ ฝรั่งเศสซึ่งกําลังก้าวหน้าในกิจการการบินยิ่งกว่า ประเทศ อื่น ๆ ในยุคนั้น เพื่อให้สามารถนําความรู้มาดำ เนินงานต่อไป ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก (ซึ่งคือบุพการี กองทัพอากาศ) ได้แก่ ๑. นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) ๒. นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิริกร (หลง สิน-ศุข) ๓. นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต นายทหารทั้ง ๓ นาย ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๒๕๕๔ สำ เร็จผ่านการสอบเมื่อ ๙ มิ.ย. ๒๕๕๖ หลังจากนั้นได้เดินทางไปดูกิจการโรงเรียนการบินและโรงเรียนทหารช่างของประเทศอังกฤษ และโรงเรียน การบินประเทศรัสเซีย กลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒ พ.ย. ๒๔๕๖ หลังจากกลับมาแล้ว ได้ร่วมกันพัฒนาการทหารของประเทศไทย ให้ก้าวล้ำ เป็นที่ยำ เกรงต่อศัตรู
บทที่ ๑ งานวิจัยที่ผ่านมาในอดีต ๑.๑ เครื่องบินที่สร้างขึ้นใช้เองได้สำ เร็จโดยคนไทยเป็นเครื่องแรก เมื่อพันตรีหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ พันตรีหลวงอาวุธสิริกร และร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต สำ เร็จการศึกษา วิชาการบินจากประเทศฝรั่งเศส กลับมาจัดตั้งหน่วยบินที่สนามม้า สระประทุม ท่านทั้งสามทำ หน้าที่เป็นทั้ง นักบินและช่างอากาศ ดูแลซ่อมบํารุงเครื่องบิน ของหน่วยบิน จำ นวน 4 เครื่อง ที่รัฐบาลสั่งซื้อมาจากประเทศ ฝรั่งเศส ความต้องการใช้เครื่องบินฝึกเป็นประจำ ทุกวันย่อมทำ ให้เครื่องบินและอุปกรณ์ชํารุดสึกหรอ ต้องการ ชิ้นส่วนอะไหล่มาซ่อมมากขึ้นและเนื่องจากเครื่องบินยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ในโลกยังไม่แพร่หลาย ในสมัยนั้นความต้องการจัดซื้อจัดหาชิ้นอะไหล่จากต่างประเทศซึ่งอยู่ไกล ทำ ให้เสียเวลารอคอย เป็นเวลานาน ข้อขัดข้องเหล่านี้ พันโท พระเฉลิมอากาศ ผู้บังคับการฯ และข้าราชการผู้เกี่ยวข้องได้ พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้มาตลอด และได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า “เราต้องสร้างเครื่องบินของเราขึ้นใช้เองให้ได้” จึงดำ เนินการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้สำ หรับโรงงานและเครื่องยนต์จากต่างประเทศเสาะหาพรรณ ไม้และวัตถุที่มีในประเทศ เพื่อสร้างเป็นรูปและประกอบขึ้นเป็นลำ ตัว ปีก หาง และใบพัด รับสมัครนายสิบและ ทหารกองประจำ การที่มีความรู้ช่างไม้ช่างเหล็ก ช่างเครื่องยนต์มาฝึกอบรม ให้สามารถทำ หน้าที่ช่างเฉพาะ เป็นพวก ๆ ไป เช่น ช่างหล่อ ช่างกลึง ช่างเหล็ก ช่างไม้ช่างบุผ้าทาสีและช่างเครื่องประจำ กองบิน การสร้าง และทดลองเครื่องบินที่จัดสร้างขึ้นเองได้กระทำ ขึ้นหลายครั้งเริ่มต้นจากสร้างเครื่องบินตามแบบเครื่อ’บิน นิเออปอรท์ และในที่สุด ความพยายามก็นํามาซึ่งความสำ เร็จ เครื่องบินที่ไทยเริ่มสร้างขึ้นใช้เอง ได้สำ เร็จเป็น เครื่องแรก ผ่านการทดลองบินของ พันโท พระเฉลิมอากาศได้เรียบร้อย เมื่อวันที่ ๒๔ พ.ศ. ๒๕๕๘ คือเครื่อง บินที่สร้างตามแบบเครื่องบิน เบรเกต์ชนิดปีก ๒ ชั้น ความสำ เร็จตาม ปณิธานในครั้งนี้ก่อให้เกิดการสืบสาน พัฒนาสร้างเครื่องบินใช้ในราชการได้เองเป็นจำ นวนมาก
การวิจัยในยุคเริ่มแรกของประเทศไทย (การเสาะหาวัตถุที่มีภายในประเทศเพื่อใช้ซ่อม-สร้างเครื่องบิน) ความคิดริเริ่มใฝ่รู้ การเป็นผู้นําในการค้นคว้าวิจัยของบรรพบุรุษได้ถูก จารึกไว้ในเชิงผลงานกล่าว ไว้ใน “อนุสรณ์เฉลิมอากาศ” เมื่อ ๒๓ ก.ย. ๒๕๕๘ เกิดอุบัติเหตุนำเครื่องบินเบรเกต์ขึ้นทดลองบินหลังจาก เปลี่ยนเครื่องยนต์เครื่องบินชนยอดไม้ตกลงมาเสียหายมาก จึงได้นำเข้าซ่อมในโรงงานของกองบิน ทหารบก ทดลองบินใหม่เมื่อ ๑๔ ธ.ค. ๒๕๕๗ ปรากฏว่าใช้ราชการได้ดีเหมือน เครื่องเดิมที่ซื้อมาจากต่างประเทศ การเสาะหาไม้ ไม้ที่ใช้ในการซ่อมเครื่องบินนั้น นายพันโท พระเฉลิม อากาศ พยายามสืบเสาะหา และนํามาทดลองหลายพรรณหลายชนิดด้วยกัน ไม้พรรณใด ชนิดไหนจะมีลักษณะและคุณสมบัติ ควรแก่ การนำมาประกอบเป็น ตัวเครื่องบิน ปีก หาง ตลอดจนใบพัดได้บ้าง ท่านก็น่ามาทดลองปรากฏว่า ไม้ปอ ทะเล, ไม้สนุน, ไม้ยมหอม และไม้โมกมัน เป็นต้น มีคุณลักษณะที่ทัดเทียม กับไม้ต่างประเทศที่เขานิยมใช้กัน อยู่ในสมัยนั้น ท่านจึงมั่นใจว่าการสร้างเครื่องบิน(นอกจากเครื่องยนต์) ขึ้นใช้เองด้วยฝีมือคนไทยจะต้อง สำเร็จสักวันหนึ่งวันใด ไม่ช้านัก น้ำ ยาเคลือบผิว “โนเวีย” ของอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ประกอบในการสร้าง ตัวเครื่องบิน คือ โนเวีย เป็นน้ำมันสำหรับทาผ้าบุเครื่องบิน เราได้สั่งซื้อจาก ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเก็บไว้นานก็เสื่อมคุณภาพใช้ การไม่ได้ การสั่งซื้อของจาก ต่างประเทศในสมัยนั้นกว่าจะได้ของมาใช้สักอย่างหนึ่งก็แสนยาก ด้วยเหตุ ดังกล่าว นายพันโท พระเฉลิมอากาศ จึงได้พยายามหาวัตถุต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในประเทศ เช่น ยางไม้และ ของอื่น ๆ มาผสมกันใช้ทาผ้า ลำตัวเครื่องบินแทนโนเวียแต่ ไม่ได้ผล ได้พยายามเปลี่ยนวัตถุที่นํามาผสม เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ไม่สำเร็จ อยู่จนแล้วจนรอด แต่ความไม่สำเร็จนั้นหาทำให้ท่านบังเกิดความ ท้อถอยไม่ คงพยายามค้นคว้าต่อไป จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านมีโอกาสไปราชการทาง จังหวัดภาค อีสาน ได้พบเปลือกไม้ชนิดหนึ่งเรียกตามภาษาพื้นเมืองทางภาคนั้นว่า เปลือกบง เปลือกบงนี้มีลักษณะ น่าจะนํามาทดลองทำเป็นน้ำมันทาผ้าบุเครื่องบิน แทนโนเวียได้ เมื่อกลับกรุงเทพฯ จึงนําเปลือกบงเข้ามา ด้วยเป็นจำนวนมาก ได้มอบส่วนหนึ่งให้นายพันเอก พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยรินี) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ โรงวิทยาศาสตร์ทหารบกอยู่ในสมัยนั้น จากเปลือกบงนั้น นายพันเอก พระสารสาสน์ฯ ได้ประดิษฐ์น้ำยาขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งขนานนามว่า “น้ำ ยาวิทยาศาสตร์” ใช้ทาผ้าบุเครื่องบินได้ดีเหมือนโนเวีย ผลของการทดลองใช้น้ำยาวิทยาศาสตร์ทา ผ้าบุเครื่องบินครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ๒๔๖๓ ปรากฏตามรายงานของ นายร้อยโท มุนี มหาสันทนะ (พลอากาศโท มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์) ดังนี้ “ทาด้วยน้ำ ยาวิทยาศาสตร์ ๓ ครั้ง แล้วทับด้วยวานิชอีกครั้งหนึ่งจะเป็นมันและนุ่ม มาก งอผ้า ไปมาไม่แตกร้าว แต่ถ้าขยี้แรง ๆ จึงจะร่วนและร่วง ทนสบู่และเบนซินได้ดี ใช้ในการปะก็ติดแน่นพอใช้...” นายพันเอก พระสารสาสน์พลขันธ์ ได้มอบตํารับลับ (ตําราน้ำยาวิทยาศาสตร์) บอกธาตุ เคมี และสัดส่วนของปริมาณที่จะใช้ในการผสมให้กองบินทหารบก เพื่อทำน้ำยาวิทยาศาสตร์ ขึ้นใช้เอง น้ำยา วิทยาศาสตร์นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ นายพันโท พระเฉลิมอากาศ สั่งให้นํามาใช้ในการประกอบเครื่องบินใช้เอง อนึ่ง น้ำประสานที่ใช้เชื่อมอะลูมิเนียมสำหรับประกอบในการสร้างเครื่องบิน ในสมัยนั้น ยังไม่มีใคร ประดิษฐ์ขึ้นได้ในประเทศ นายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้นําความข้อนี้ขึ้นปรารภว่า เราจำต้องคิดทำน้ำ
ประสานเชื่อมอะลูมิเนียมขึ้นใช้ให้ได้ หาไม่แล้วการประกอบเครื่องบินคง ลำ บากอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ต่อมามีผู้ช่วย แก้ปัญหาข้อนี้ได้สำ เร็จ ผู้นั้นคือ จ่านายสิบ และช้างศร สามารถประดิษฐ์น้ำ ประสานนั้นขึ้นได้ตามความต้องการ ของทางราชการ นายพันโท พระเฉลิม อากาศ ได้เสนอความดีความชอบของจ่านายสิบ และช้างศร ผู้ประดิษฐ์ กระทรวงกลาโหม จึงได้ออกประกาศ ลงวันที่ ๒ มี.ค. ๒๕๕๘ กล่าวข้อความชมเชย และให้รางวัลแก่ผู้ประดิษฐ์ เป็นเงิน ๒๐๐ บาท จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลก ประชานารถ ทรงพระดําริจะพัฒนากิจการการบิน ให้เจริญ ก้าวหน้า เหมาะสมกับสถานการณ์ในสมัยนั้น ทรงเห็นว่าการสร้างเครื่องบินเป็นสิ่งสำ คัญ ที่สุดด้วยเหตุผลเพราะ ความจำ เป็นในการป้องกัน พระราชอาณาจักรและเพื่อขยายกิจการพาณิชย์ ระหว่างประเทศ จึงทรงกำ หนดแผน โครงการและตกลงกับเสนาบดีกระทรวงพระคลังสมบัติ จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการสร้างกําลังทาง อากาศ มีเป้าหมายจะให้มีเครื่องบินรวมทั้งหมด ๔๓๒ เครื่อง ในช่วงระยะเวลา ๕ ปี นอกจากนี้พระองค์ดําริจะ เปิดสายการบินไปรษณีย์ทางอากาศ และเริ่มต้น ทดลองส่งไปรษณีย์ทางอากาศไปยังจังหวัดจันทบุรี เป็นผล สำ เร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ และได้มีการทดลองต่อ ๆ มา จากผลสำ เร็จนี้พระองค์ทรงประกาศ พระราโชบายในราช กิจจานุเบกษา เล่ม ๓๖ ตอนที่ ๕๐ ลงวันที่ ๑๔ มี.ค. ๒๔๖๒ และในหนังสือพิมพ์ ทุกฉบับ มีใจความตอนหนึ่งว่า “กำ ลังทางอากาศเป็นโล่อันแท้จริงอย่างเดียวที่จะป้องกันมิให้สงครามมาถึงท่ามกลาง ประเทศของเรา ทั้งเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ในการ คมนาคมในเวลาปกติด้วย” กรมอากาศยานทหารบกได้ใช้เครื่องบินขนาดกลางแบบ เบรเกต์ ๑๔ ดัดแปลงสําหรับบรรทุก คนเจ็บ ป่วย และสิ่งของได้เล็กน้อย ใช้สําหรับบินทดลองคมนาคมส่งไปรษณีย์ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอื่นใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังไม่มีรถไฟไปถึง รวมทั้งแสดงการบินให้ประชาชนชม ซึ่งต่อมาได้แพร่หลายไป ตามจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคของไทย นอกจากจะแสดงการบินให้ประชาชนขน เพื่อความคุ้นเคยแล้วยังใช้ลำ เลียงผู้เจ็บป่วย ช่วยส่งผู้โดยสารทางธุรการ และสินค้าในกรณีเร่งด่วน ใน โอกาสอันควร ชื่อ ทอ. : บ.ท.๑ ชื่ออากาศยาน : ขัติยะนารี ๑ เครื่องบินที่ผลิตโดยคนไทยในอดีต ที่สำ คัญได้แก่
ชื่อ ทอ. : บ.ท.๒ ชื่ออากาศยาน : Boripatara (บริพัตร) ปีที่ประจำ การ : พ.ศ.๒๔๗๐ หมายเหตุ คนไทยออกแบบผลิตเอง ชื่อ ทอ. : บ.ข.๕ ชื่ออากาศยาน : Prachadhipok (ประชาธิปก) ปีที่ประจำ การ : พ.ศ.๒๔๗๒ หมายเหตุ คนไทยออกแบบผลิตเอง ชื่อ ทอ. : บ.ฝ.๕ ชื่ออากาศยาน : Corsair ปีที่ประจำ การ : พ.ศ.๒๔๘๒ หมายเหตุ คนไทยผลิตตามแบบ ชื่อ ทอ. : บ.ฝ.๑๗ (บ.ทอ.๔) ชื่ออากาศยาน : Chantra (จันทรา) ปีที่ประจำ การ : พ.ศ.๒๕๑๗ หมายเหตุ คนไทยออกแบบผลิตเอง
ชื่อ ทอ. : บ.ทอ.๖ ชื่ออากาศยาน : บ.ชอ.๒ ปีที่ประจำ การ : - หมายเหตุ ทดสอบบินครั้งแรก ๒๕๕๑ ชื่อ ทอ. : บ.ฝ.๑๘ ก ชื่ออากาศยาน : Fantrainer ๔๐๐ ปีที่ประจำ การ : พ.ศ.๒๕๓๑ หมายเหตุ ไทยร่วมกับเยอรมันออกแบบผลิต Royal Thai Air Force
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ กรุงวิชิงตัน ดีซี วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๐๓
ความตอนหนึ่งจาก พระราชดํารัสเนื่องในโอกาส เสด็จพระราชดําเนินเยือนรัฐสภาของสหรัฐ ณ. กรุงวอชิงตัน ดีซี วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๐๓ Indeed, there is a precept of the Lord Buddha which says: “Thou art thine own refuge.” We are grateful for American aid; but we intend one day to do without it. ความจริงในพระพุทโธวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็มีอยู่แล้วว่า “ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน” เราขอขอบคุณในความช่วยเหลือของอเมริกา แต่เราตั้งใจไว้ว่า เราคงทําได้เองโดยไม่ต้องใช้ความช่วยเหลือนี้ กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับงานวิจัยพัฒนาเพื่อเป็นการพัฒนากองทัพอากาศให้ทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยีและเป็นการพยายามพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดมาตั้งแต่ในอดีต โดยได้มีการก่อตั้งหน่วย งานสำหรับงานวิจัย ได้แก่ ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ (ศวอ.ทอ.) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับงานวิจัยทั้งปวง โดยมี กรมยุทธการทหารอากาศ (ยก.ทอ.) เป็นฝ่ายอำนวยการเพื่อกำหนดแนวทางและพิจารณาตัดสินใจในการดำเนินการวิจัยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของกองทัพอากาศ ในอดีตที่ผ่านมา กองทัพอากาศ โดย ศวอ.ทอ.ภายใต้การกำกับดูแลการวิจัยของ ยก.ทอ. ได้ดำเนิน การวิจัยพัฒนาโครงการวิจัยพัฒนาหลายโครงการเพื่อแก้ปัญหา เรียนรู้ สร้างอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับ การใช้งานด้านต่างให้กับผู้ใช้งาน โดยมีโครงการที่ดำเนินไปแล้วในอดีตที่สำคัญ แสดงพอสังเขป ดังต่อไปนี้
การวิจัยและพัฒนาจรวดและดินขับจรวดของกองทัพอากาศเกิดขึ้นในช่วงเวลา ที่ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศแผ่ขยายอิทธิพลจนทำ ให้ ประเทศอยู่ในสภาวะคับขัน พล.อ.ต.ประภา เวชปาน จก.สพ.ทอ.ในขณะนั้น มีแนวความคิด จะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะจรวด ขึ้นใช้เอง จึงได้รวบรวมกลุ่มคณะ ทำ งานจัดตั้ง โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดอากาศขึ้น เมื่อ ๑๔ ก.พ. ๒๕๑๗ ภายหลังได้รับอนุมัติให้จัด ตั้งเป็น หน่วยงานวิจัย เรียกว่า “สำ นักงานวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทธภัณฑ์” ดำ เนินการ วิจัยและพัฒนาดินขับ Double base ได้เป็นผลสำ เร็จ จึงได้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตดินขับ จรวด Double base ขึ้นที่กองบิน ๒ เป็นหน่วย ขึ้นตรงของ สพ.ทอ. เพื่อพัฒนาจรวดขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒.๒๕” เรียกว่าจรวดเห่าฟ้ามีพัฒนาการ เป็นลำ ดับโดยจรวดเห่าฟ้า ๒ ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบอาวุธของ ทอ. ปี ๒๕๒๑ และได้รับรางวัลที่ สาขาวิศวกรรม จากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติปี ๒๕๒๓ จรวดเห่าฟ้า ๓ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ระบบอาวุธ ทอ.เมอ ก.พ.๒๕๒๗ นับเป็นจรวดที่มีสมรรถนะสูง ได้ใช้ยิงแสดงในการสาธิต การใช้กําลังทางอากาศ เมื่อ ๒๖ ธ.ค. ๒๒ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำ เนินทอดพระเนตร ปี ๒๕๒๖ กองทัพอากาศโดยศูนย์วิจัยพัฒนาระบบอาวุธกองทัพอากาศ (ศูนย์วิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ, ศวอ.ทอ. ปัจจุบัน) เริ่มมี การวิจัยและพัฒนาดินขับจรวดฐานผสม เรียกว่า จรวดดินขับ Composite มีข้อดี คือ มี Specific Impulse สูงกว่า สามารถปรับเปลี่ยนเส้นผ่าศูนย์กลางของแท่งดินขับให้มีขนาด ใหญ่โดยไม่ต้อง เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์และเครื่องมือ ในปี ๒๕๒๙ ศวอ.ทอ.ได้รับอนุมัติให้ดำ เนินการวิจัยและพัฒนาจรวดอากาศขนาด 2.75” ซึ่งเป็นจรวด ขนาดมาตรฐานที่ ทอ.จัดหามาใช้งาน โดยใช้ดินขับ Composite ใช้ชื่อ ว่า “จรวดเห่าฟ้า-5 MOD 1” ประสบผลสำ เร็จ ได้มีการทดลองยิงจรวดดังกล่าวจาก บ.จ.๕ (OV-10C) จำ นวน ๒ ครั้ง ที่อ่าวมะนาว กองบิน ๕๓ ใช้จรวดรวม ๕๐ นัด ผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ จรวดทำ งาน ถูกต้อง และแม่นยํา ในห้วงระยะเวลาประมาณปี ๒๕๓๐ ๒๕๓๔ ศวอ.ทอ.จึงได้ปรับปรุงจรวดเห่าฟ้า-5 MOD 1 ให้มีสมรรถนะเทียบเท่าจรวดมาตรฐาน NATO เรียกว่า “จรวดเท่าฟ้า 5 MOD X” การดำ เนินการ ใช้สมรรถนะของจรวด CRV-7 เป็นตัวตั้ง ในการทดสอบใช้มาตรฐาน MILSTD-810 ของกลาโหมสหรัฐ เป็นเกณฑ์อ้างอิง และ ทอ. ได้รับรองมาตรฐานเมื่อต้นปี ๒๕๔๑ โครงการนี้ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของ ทอ.ปี ๒๕๔๒ และได้รับรางวัล ผล งานประดิษฐ์คิดค้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ประจำ ปี ๒๕๕๓ จาก สภาวิจัยแห่งชาติ โครงการวิจัยและพัฒนาดินขับและจรวดเห่าฟ้า
Smokey Sam Simulator เป็นอุปกรณ์จำ�ลองการ ต่อต้าน ของอาวุธภาคพื้นต่ออากาศยานที่เข้าใช้อาวุธ มีลักษณะเป็นจรวด กระดาษและโฟมเพื่อป้องกันอันตราย ต่ออากาศยาน เมื่อจุดตัวจะมี ควันเพื่อช่วยในการมองเห็น นักบินที่เข้าใช้อาวุธต่อเป้าหมาย จะใช้ เป็นสิ่งสังเกต เพื่อฝึกซ้อมการบินหลบหลีกจากอาวุธต่อต้านภาค พื้น เนื่องจาก ทอ.มีประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนา จรวดดิน ขับ Composite อยู่แล้ว จึงได้ริเริ่มดำ�เนินการ ในขั้นต้นได้ทำ�การ ออกแบบ และผลิตชิ้นส่วน เพื่อให้ เป็นมาตรฐาน ได้แก่ ส่วนลำ�ตัว จรวดซึ่งเป็นท่อกระดาษ, หล่อติดอยู่กับ Drag Cone และ Nose Cone ซึ่งทำ�จาก Polyurethane Foam และสร้างระบบฐานยิงครบ ชุด จำ�นวน ๑๐ ชุด มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับฐานยิงจรวด Smokey Sam Simulator ของสหรัฐทุกประการ ระบบจรวดฝึกควัน Smokey Sam ที่ ทอ. ออกแบบและ ผลิตนี้ ได้ผ่านการทดสอบเพื่อควบคุมคุณภาพ โดยมีการทดสอบ ภาค Semi - Dynamic เพื่อตรวจสอบ สมรรถนะความเร็วต้นและ ทดสอบภาค Dynamic ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล สามารถผ่านการทดสอบโดยมีเกณฑ์มาตรฐานของ Reliability ในระดับ AQL=4 (AQL= Acceptable quality level) กล่าวคือความ น ่าเชื่อถือของระบบ Smokey Sam เท่ากับ หรือดีกว่า 96% ทอ.ได้ รับรองมาตรฐานจรวดฝึกควัน Smokey Sam เมื่อต้นปี ๒๕๓๕ และกระทรวงกลาโหม ก็ได้รับรองมาตรฐานด้วยในปีเดียวกันนี้ กองทัพอากาศนำ�เอาเทคโนโลยีด้าน GPS เข้ามาประยุกต์ใช้งานใน กองทัพอากาศเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ได้พัฒนาชุดแสดง ตำ�แหน่งอากาศยานพร้อมแผนที่เพื่อใช้กับ บ. Nomad ในการปฏิบัติการบินลาดตระเวนถ่าย ภาพ ซึ่งได้ทำ�การ ติดตั้งเครื่องรับสัญญาณ GPS ทดแทนระบบนําร่อง แบบ Inertial Navigation System: INS ที่หมดอายุการใช้งาน ในขณะบินถ่ายภาพด้วยระบบ INS เดิมนั้น ต้นหนต้องเสียเวลาอ่านค่าพิกัดจากอุปกรณ์ INS และนํา มา กําหนดตำ�แหน่งบนแผนที่กระดาษเพื่อยืนยันความ ถูกต้องของแนวบินถ่ายรูป อีกทั้งอุปกรณ์ INS ยังมี ค่า พิกัดตำ�แหน่งผิดพลาดมากถึง ๑ กม. ทำ�ให้มีความจำ�เป็นต้องเพิ่มแนวบิน และบินซ้ำ�อีกในภายหลังเพื่อถ่าย ภาพในส่วนที่ขาดหายไป การปฏิบัติการด้วยระบบใหม่นั้น มีจอภาพคอมพิวเตอร์แสดง ตำ�แหน่งอากาศยานพร้อมกันกับแผนที่ มาตราส่วน๑:๕๐,๐๐๐ แบบ Real-time ทำ�ให้ต้นหน สามารถเข้าใจและยังรู้สถานการณ์ หรือ Orientation ของแนวบินถ่ายรูปได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยํากว่า ระบบ INS เดิม ทำ�ให้ลดจำ�นวนเที่ยวบินที่มักจะต้องบินเพิ่มเพื่อถ่ายภาพใน ส่วนที่ขาดหายไป และลดระยะ เวลาการ ตัดต่อภาพของ จนท.ภาคพื้นได้มาก จอภาพคอมพิวเตอร์สามารถ แสดงค่าตัวเลขทิศทาง และระยะ ทางเพื่อให้ต้นหนนํานักบินให้บินอยู่ ในแนวถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยํา โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดฝึกควัน การพัฒนาระบบนําร่องสำหรับการบินถ่ายรูป โดยนําอุปกรณ์ GPS มาประยุกต์ใช้
การพัฒนาระบบจำ ลองยุทธสำ หรับโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ วิศวกร ศวอ.ทอ. และ อท.ทอ. ได้ร่วมกันพัฒนาระบบโปรแกรมจำ ลองยุทธทางอากาศเพื่อ ให้ รร.สธ.ทอ. ใช้ฝึก เกมสงครามเพื่อทดสอบแผน และจำ ลองการปฏิบัติการควบคุม และการใช้กํา ลังทางอากาศเป็นประจำ ทุกปีตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ถึง ปีพ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นการพัฒนาโปรแกรม ทั้งหมดด้วยข้าราชการของกองทัพอากาศเองไม่ต้องพึ่งพาระบบโปรแกรม ของต่างประเทศ โดย เริ่มต้นตั้งแต่การพัฒนาเขียนโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ DOS ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนไปใช้โปรแกรม บนระบบปฏิบัติการแบบ Windows สามารถฝึก นทน.รร.สธ.ทอ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจำ ลองยุทธ์ของกองทัพอากาศ สามารถตอบสนองการฝึกใช้กําลังทางอากาศ จำ ลอง การปฏิบัติการของศูนย์ยุทธการทางอากาศ การออกคําสั่งยุทธการย่อย จำ ลองระบบการป้องกัน ทั้งภาคพื้นและภาคอากาศการปฏิบัติการเชิงรุก เชิงรับ การป้องกันฐานบิน การปฏิบัติการข่าว และต่อต้านข่าวกรอง การส่งกําลังบํารุงทางทหาร หรือ ปฏิบัติการสนับสนุน ภารกิจการรบร่วมมี ความอ่อนตัว สามารถปรับแก้ เพิ่มเติม ลบข้อมูลทำ เนียบกําลังรบและสามารถปรับเปลี่ยนตัวแบบ จำ ลอง (Modeling) ให้สอดคล้องข้อมูลใหม่ๆ สามารถจำ ลองผลการใช้อาวุธได้แบบ Real-time เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น (อันดับที่ ๑) ของกองทัพอากาศ ปี๒๕๔๗ ถูกใช้งานในการหาข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพอากาศมาอย่างต่อเนื่องซึ่งผลงานวิจัยชิ้น นี้ได้จนกระทั่งมีการจัดหาระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์รุ่นใหม่มาทดแทนระบบเดิมที่ใช้งานมานาน และในระบบใหม่มีระบบคำ นวณหาพิกัดเรดาห์ข้าศึกประกอบอยู่ในระบบ ใหม่แล้ว จึงได้ยุติการใช้งาน ระบบหาพิกัดเรดาห์ข้าศึกที่วิจัยพัฒนาขึ้น ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ศวอ.ทอ. ได้ร่วมกับฝูง ๔๐๒ กองบิน ๔ ทำ การพัฒนาและติดตั้งระบบ คำ นวณหาพิกัดเรดาร์ข้าศึก ในเวลาจริงติดตั้งเพื่อใช้งานกับ บ.Arava ขั้นตอนการปฏิบัติงานเดิม นั้น จนท.สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเสียเวลาอ่านค่า ตำ แหน่งพิกัดอากาศยาน และนํามากําหนด บนแผนที่กระดาษ พร้อมกับนําค่าทิศทางสัญญาณเรดาร์ข้าศึกมาลากเส้นลงบนแผนที่เพื่อวิเคราะห์ หาตำ แหน่งที่ตั้งของเรดาร์ที่ตรวจจับได้ คณะวิศวกรได้ทำ การเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องตรวจจับทิศทางสัญญาณเรดาร์ นําข้อมูล ไปประมวลผล และแสดงผล ลงบนแผนที่สถานการณ์แบบ Real-time ทำ ให้ จนท.ปฏิบัติการสงคราม อิเล็กทรอนิกส์ สามารถเข้าใจสถานการณ์ (Situation Awareness) ได้รวดเร็วขึ้นมาก การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยคำ นวณตำ แหน่งพิกัดเรดาร์ข้าศึกติดตั้งกับบ.ลาดตระเวนทางอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อประมาณปี ๒๕๔๔ กองทัพอากาศได้จัดซื้อสารเคมีสำ หรับยับยั้งไฟป่า สูตร Phoschek G75-F จากสหรัฐอเมริกา แต่เนื่องจากสารดังกล่าวมีราคาสูงและใช้เวลาในการจัดหานาน ดังนั้นในปี ๒๕๔๕ กองทัพ อากาศ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการ การวิจัยและพัฒนาเคมีภัณฑ์สำ หรับยับยั้งไฟป่าขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อวิจัยและพัฒนาให้กองทัพอากาศสามารถ ผลิตสารเคมีสำ หรับยับยั้งไฟป่าขึ้นเองได้โดยใช้วัตถุดิบภายใน ประเทศ ซึ่งจะทำ ให้สามารถผลิตและนําไปใช้งานได้ทัน ตามความต้องการ รวมทั้งสามารถพึ่งพาตนเองได้ใน อนาคตโดยมอบหมายให้ ศวอ.ทอ. เป็นหน่วยงานดำ เนินการวิจัย ทั้งนี้ ศวอ.ทอ. ได้ใช้สารสูตร Phoschek G75-F เป็นสารอ้างอิงสำ หรับการวิจัย และได้ทดลองผสมสารต่างๆ ที่มี อยู่ภายในประเทศ เพื่อหาสูตรที่มี ความเหมาะสมและมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับสาร Phoschek G75-F จนประสบ ผลสำ เร็จและได้สูตรสารเคมี สำ หรับยับยั้งไฟป่า ซึ่งประกอบด้วยสารเคมีทั้งหมด ๑๐ ชนิด คือ Ammonium Sulfate/Diammonium Phosphate/ Monoammonium Phosphate/ Guar Gum/ Ferric Oxide/ Sodium Molybdate/ Thiourea/ Mercatobenzothiazole/ Sodium Fluorosilicate a Tri-calcium Phosphate รถยนต์หุ้มเกราะคอนดอร์ บรรจุประจำ การตั้งแต่ ปี ๓๖ จำ นวน ๑๘ คัน ขณะทำ การยิงปืน จะเกิดควันจากดินปืนภายในปลอกกระสุน จำ นวนมาก ควันเหล่านี้จะฟุ้งกระจายอยู่ภายในรถเกราะ และระบบดูดควันที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถเกราะไม่สามารถดูดควันออกจาก รถได้จนท.จึงไม่สามารถ อยู่ในรถได้ขณะใช้อาวุธปืน อย.จึงขอให้ ศวอ.ทอ. ช่วยดำ เนินการแก้ไข และในปี ๔๕ ศวอ.ทอ.ได้จัด ทำ โครงการกําจัดควัน ภายในรถเกราะคอนดอร์ขณะทำ การใช้อาวุธปืนกลประจำ รถ การดำ เนินงาน เริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลปริมาณควันและแหล่งกำ เนิดควันตามจุด as, aur 15. tetasan Source 90 ต่างๆ เช่น บริเวณห้องลูกเลื่อนปืน และบริเวณลังกระสุนปืน กําหนด คุณลักษณะที่ต้องการ ของอุปกรณ์ดูดควันโดยพิจารณาใช้พัดลมดูดควัน จำ นวน ๔ ชุด ออกแบบระบบดูดอากาศ เป็น ระบบปิดบริเวณวัตถุประสงค์ของโครงการ ได้รับต้นแบบอุปกรณ์กําจัดควัน ติดตั้งบนรถเกราะ คอนดอร์ จำ นวน ๑ ชุด จนท.อย. สามารถใช้อาวุธปืนประจำ รถได้อย่างต่อ เนื่อง ผลการตรวจวัดปริมาณควันประกอบด้วยแก๊ส CO และ NH3 จาก ดินปืนที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวรถ อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย กมย.ทอ.มีมติให้ รับรองมาตรฐานอาวุธ และให้ ศวอ.ทอ. ผลิตชุดอุปกรณ์กําจัดควันติดตั้ง ในรถเกราะคอนดอร์ ในส่วนที่เหลืออีก ๑๗ คัน สวอ.ทอ.ได้ดำ เนินการติดตั้ง เรียบร้อยแล้วและได้ใช้งานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีคุณสมบัติในห้องปฏิบัติการใกล้เคียงกับสาร Phoschek G75-F ของต่างประเทศตามที่ต้องการ และได้ตั้งชื่อว่า สารเคมีสำ หรับยับยั้งไฟป่าสูตร ทอ. ๑ ทั้งนี้ ศบภ.ทอ. รวมกับ ศวอ.ทอ. ได้นําสารดังกล่าวไปทดสอบเพื่อหา ประสิทธิภาพในการหน่วงการเผาไหม้ ปรากฏว่าสามารถหน่วงเวลาได้ประมาณ 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการโปรยสาร ยับยั้งไฟป่าสูตรทอ.๑ กองทัพอากาศกับการวิจัยและพัฒนาสารเคมีสำ หรับยับยั้งไฟป่า โครงการกําจัดควันภายในรถเกราะคอนดอร์
การเตรียมความพร้อมป้องกันภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี (นชค.) ของ ทอ. เป็นภารกิจที่ยังต้องคงไว้ ในระดับเหมาะสมในการฝึก กําลังรบ และฝึกชุดปฏิบัติการ นชค. สาย วศ.ของ ศวอ.ทอ. ให้สามารถ ปฏิบัติภารกิจ ภายใต้สภาวะที่มีการแพร่กระจาย และปนเปื้อนสารพิษดัง กล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยพัฒนาระบบปล่อย กระจายสาร นี้ ใช้เป็นอุปกรณ์การฝึกกําลังพลสาย วศ. ให้สามารถป้องกันตนเอง ในการปฏิบัติภารกิจพิสูจน์ทราบ และทำลายล้างพิษภายใต้สถานการณ์ จำลองทาง นชค. ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนําความภาคภูมิใจให้กับคณะ ทำงาน เนื่องจากโครงการนี้ได้รับรางวัลสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัย ศวอ.ทอ.ปี ๒๕๔๘ การฝึกปฏิบัติการป้องกัน นชค. จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฝึก ด้วยระบบปล่อยกระจายสารเคมี (สารสมมุติ) ชนิดคลุมพื้นที่ในบริเวณที่ กําหนด ยุทธปัจจัยประกอบด้วยชุดท่อยิง อุปกรณ์ควบคุมการยิง พร้อม ลูกระเบิดแบบ หน่วงเวลาปล่อยกระจายสาร เหนือพื้นที่เป้าหมายด้วยแรง ระเบิดต่ำเป็นบริเวณกว้าง ระยะยิงไกล มีสมรรถนะสูง ครอบคลุมพื้นที่ มากกว่าการขว้างด้วยลูกระเบิดฝึก โดยยังคงรักษาสภาพของสารที่ ใช้ปล่อยกระจาย ปรับองศามุมยิง ยิงได้ทั้งแบบทีละนัดและยิงเป็นชุด สามารถติดตั้งเคลื่อนย้ายไปกับยานยนต์ได้ สะดวกต่อการปฏิบัติงาน และปรับ ให้ใช้งานได้ตามสภาพภูมิประเทศ สามารถสร้างชุดยิงพร้อมลูกระเบิดปล่อยกระจายสารพร้อม ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับสารไพโรเทคนิค ที่ให้แรงระเบิดต่ำ ผลผลิต สามารถนําไปใช้งานได้จริง และประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อใช้ ฝึกปฏิบัติการป้องกัน นชค.สาย วศ. เหล่าทัพ โดยทดสอบการปฏิบัติงานร่วมกับ วศ.ทร. ขยายผลสู่งานวิจัยเพื่อใช้ทางยุทธการ ตามโครงการวิจัยและพัฒนาลูกเป้าลวงสะท้อน เรดาร์เพื่อใช้กับแท่นยิงRBOCสนับสนุน ทร. ใช้ยิงแทนพลุเพื่อส่งสัญญาณ และประยุกต์ใช้ งานได้ ทุกเหล่าทัพ นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้สนับสนุนกิจการพลเรือนได้โดย ปรับ เปลี่ยนชนิด และปริมาณสารที่บรรจุในลูกระเบิด เช่น ใส่สารทำลายล้างพิษ สารทำม่านกำบัง สารน้ำตาไหล สารควบคุมเพลิง สารปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์พืชเป็นต้น การวิจัยและพัฒนาลูกระเบิดยิงเพื่อปล่อยกระจายสารเคมีพร้อมชุดยิงชนิดหลายท่อ
ได้ทำ�การพัฒนาระบบบังคับการบินของ บ.เป้าบินแบบอัตโนมัติตั้งแต่ ต.ค. ๔๔ ถึง ก.ย.๔๙ ได้ทำ�การออกแบบและสร้างระบบ Hardware และSoftware พร้อมทั้งทำ�การบินเก็บข้อมูล และ ทดสอบบินด้วยระบบจำ�ลองในห้องปฏิบัติจำ�นวน หลายร้อยเที่ยวบิน นับว่าเป็นระบบควบคุมการ บินอัตโนมัติระบบแรกที่พัฒนาด้วยคนไทยในประเทศไทยที่สามารถบินได้โดยอัตโนมัติที่ความเร็ว มากกว่า ๒๐๐ กม.ต่อ ชม. ในการดำ�เนินการพัฒนานั้น คณะทำ�งานได้ออกแบบและสร้างระบบบันทึก ข้อมูลการบิน ตรวจจับค่าความกดดันอากาศ ทิศทางลม ตำ�แหน่งอากาศยาน ความเร็ว ความสูง ทิศทาง และ ท่าทางการบิน บันทึกข้อมูลเก็บไว้ในหน่วยความจำ�ภาคอากาศ (Flash Memory) มีระบบวิทยุ (Data Telemetry) ส่งข้อมูลที่ตรวจวัดได้จากอากาศยานมาแสดงผล และเก็บบันทึกที่สถานีภาค พื้นแบบ Real-time นําข้อมูลการบินมาทำ�การประมวลผล วิเคราะห์ และสร้างโมเดล คณิตศาสตร์ จำ�ลองการเคลื่อนไหวของอากาศยานตลอดจนคำ�นวณหาค่าสัมประสิทธ์ทางอากาศพลศาสตร์ และจำ�ลอง การบินในห้องปฏิบัติการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำ�การออกแบบ และพัฒนาระบบ โปรแกรมควบคุมการบินอัตโนมัติทดลองและทดสอบบินในห้องปฏิบัติการภายใต้การจำ�ลองสภาพ แรงลม และทิศทางลมกระโชกต่างๆ จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้วจึงนําไปทดสอบบินจริง ผลการ ทดสอบภาคอากาศ สามารถบินที่ความเร็วคงที่ ๑๐๕ น็อต ความสูงคงที่ ๒,๐๐๐ ฟุต และบิน วนไปตามจุดพิกัด Waypoint ที่กําหนดได้อย่างแม่นยํา ห่างจากสถานีควบคุมภาคพื้นประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อ ๑๕ ก.ค.๕๙ การวิจัยและพัฒนาระบบบังคับการบินของ บ.เป้าบิน แบบอัตโนมัติ
โครงการวิจัยตัวรองกันลื่นของชุดฐานเฮลิคอปเตอร์ (SKID SHOE) เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่มีความคล่องตัวสูง สามารถขึ้นลงในแนวดิ่งโดยใช้พื้นที่ไม่มากนัก จึงสามารถเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เป็นป่าเขาหรือพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้และยังมีความสามารถในการเคลื่อนที่ ได้ในแนวแกนเฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่ไม่มีล้อที่ใช้ในการขึ้นหรือลงแต่มีชุดฐานเป็นตัวการช่วยในการ ขึ้นและลง ในการขึ้นและลงของเฮลิคอปเตอร์ในแต่ละครั้งจุดที่รับแรงหรือรับน้ำ หนักมากที่สุดก็คือชุดฐาน เฮลิคอปเตอร์จึงมีโอกาสเกิดความ เสียหายต่อชุดฐานเฮลิคอปเตอร์ได้ง่าย จึงต้องมีอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกัน ความเสียหายให้กับชุดฐาน เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำ คัญที่สุดในการขึ้นและลงของเฮลิคอปเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันชุดฐาน เฮลิคอปเตอร์นั้นเรียกว่า ตัวรองกันลื่น หรือ skid shoe เนื่องจากตัวรองกันลื่นเป็นตัวป้องกันไม่ให้ชุดฐาน เฮลิคอปเตอร์เกิดความเสียหายจากการลงจอดในแนวดิ่ง และทิศทางลื่นไหล โดยเป็นตัวรับแรงต่างๆ ที่เกิดจากการ ขึ้นหรือลงของเฮลิคอปเตอร์นอกจากนี้จะต้องมีคุณสมบัติ ต้านทานการสึกหรอในระดับหนึ่งและไม่เกิดความร้อนสูง มากจนเกิดการลุกไหม้เมื่อสัมผัสกับพื้น ปัจจุบันกองทัพ อากาศดำ เนินการจัดหาตัวรองกันลื่นจากต่างประเทศเพื่อนํ ามาเปลี่ยนสำ หรับเฮลิคอปเตอร์ จึงมีความจำ เป็นต้องมี การศึกษาพัฒนาและผลิตตัวรองกันลื่น เพื่อจัดทำ ขึ้น ใช้เอง ทดแทนการนำ เข้าจากต่างประเทศเป็นการสนองนโยบาย ของรัฐบาลในการพึ่งพาตัวเอง และทำ ให้ลดการสูญเสียงบ ประมาณในการจัดหาอุปกรณ์นำ เข้าจากต่างประเทศ โดยการดำ เนินโครงการวิจัยนี้เริ่มจากศึกษาประเภท ของวัสดุที่ใช้ในการผลิตตัวรองกันลื่นของต่างประเทศและ ชนิดของวัสดุทดแทนในประเทศ หลังจากนั้นศึกษาเทคโนโลยี ในการออกแบบตัวรองกันลื่นและสุดท้ายศึกษาพัฒนาและ ผลิตตัวรองกันลื่นของชุดฐานเฮลิคอปเตอร์ให้มีสมบัติความ แข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอเทียบเท่า หรือดีกว่าของเดิม ที่นำ เข้าจากต่างประเทศทำ ให้สามารถประหยัดงบประมาณ ได้เป็นจำ นวนมาก ดำ เนินการพัฒนาระบบถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอจากกล้อง FLIR ติดตั้งกับ บ.ลาดตระเวนส่ง สัญญาณภาพเคลื่อนไหวแบบในเวลาจริงมายังหน่วยภาคพื้น ได้ทำ การติดตั้งเสาอากาศ อุปกรณ์ส่ง สัญญาณไมโครเวฟ และอุปกรณ์บอกตำ แหน่งด้วยระบบ GPS เข้ากับ บ. และ ฮ. ของกองทัพอากาศและ ฮ.ของ สำ นักงานตำ รวจแห่งชาติ การพัฒนาอุปกรณ์ Video Data Link สำ หรับ บ.ลาดตระเวนถ่ายภาพ
ระบบรับส่งสัญญาณภาพวิดีโอประกอบด้วยอุปกรณ์ส่งสัญญาณภาพซึ่งมีการบีบอัด สัญญาณภาพแบบดิจิตอล และใช้ความถี่ย่าน S-band พร้อมเครื่องขยายสัญญาณกําลังส่ง ๑๐ วัตต์ ระยะทางรับส่งสูงสุดมากกว่า ๑๐๐ กิโลเมตร ทำให้ได้สัญญาณภาพที่มีความคมชัดสูง ได้ดำเนินการพัฒนาชุดรับสัญญาณภาพ วิดีโอเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานในสภาพการทำงานที่แตกต่างกันดังนี้ ๑.ชุดรับสัญญาณภาพวิดีโอแบบกระเป๋าหิ้วสำหรับชุดปฏิบัติการที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติ การ โดยสามารถ รับสัญญาณได้ที่ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จากอากาศยาน ๒.ชุดรับสัญญาณภาพวิดีโอแบบรถปฏิบัติการเคลื่อนที่สำหรับหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจโดย ติดตั้งชุดรับสัญญาณภาพวิดีโอบนเสาสูงที่ติดตั้งไว้กับรถปฏิบัติการ และมีเสาอากาศที่มีอัตรากำลัง การขยายสูงทำให้สามารถ รับสัญญาณที่ระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร จากอากาศยาน ๓. ชุดรับสัญญาณภาพวิดีโอแบบติดตั้งประจำที่สำหรับการควบคุมและสั่งการสำหรับผู้บริหาร ระดับสูงโดยติดตั้งชุดรับสัญญาณภาพวิดีโอบนเสาสูงในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า และศูนย์ควบคุม และสั่งการ ชุดรับสัญญาณวิดีโอมีเสาอากาศที่มีอัตรากำลังการขยายสูง สามารถรับ สัญญาณได้ที่ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร จากอากาศยาน ผลงานการวิจัยอุปกรณ์Video Data Link นับว่าเป็นผลงานด้าน Network Centric Operation : NCO ที่กองทัพ อากาศได้นําไปใช้ประโยชน์ได้จริง ใช้ในการปฏิบัติการในพื้นที่ จชต.การบรรเทา สาธารณะภัย การเฝ้าตรวจติดตาม รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ การรักษาความสงบเรียบร้อย การประเมินผลการใช้อาวุธอากาศสู่พื้นดิน ในปี ๒๕๕๐ ทอ. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิจารณาวิธีการทดสอบอุปกรณ์ การภาพที่สร้างโดย ร.อ.ประสาทพร วงษ์คําช้าง ตามโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน ที่มี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสำนักงานวิจัยและพัฒนากลาโหม ร่วมกันดำเนินการ พล.อ.ท.สมนึก พาลีบัตร ผู้บัญชาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์และพัฒนาระบบอาวุธกองทัพ อากาศในขณะ นั้น มีแนวคิดที่จะพัฒนาอุปกรณ์การภาพให้เป็นของกองทัพอากาศ โดยติดตั้ง กับอากาศยานแบบเฮลิคอปเตอร์ เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในการถ่ายภาพทางอากาศโดยภาพที่ได้ ไม่สั่นไหว ได้กําหนดให้ ศวอ.ทอ. เป็นเจ้าของโครงการ มีร.อ.ประสาทพร วงษ์คําช้าง อจ.กกศ. รร.นอ. เป็นนายทหารโครงการ โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จากกองทัพอากาศ ตาม ความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศกับบริษัทการบินไทย จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้าน บาทถ้วน) ดำเนินการวิจัยมีระยะเวลา ๒ ปี (๕๐-๕๑) โดยโครงการได้บูรณาการบุคลากรจาก หน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ ได้แก่ ศวอ.ทอ. รร.นอ. ชอ.ยก.ทอ. และ บน.๒ คณะนักวิจัยได้เริ่มการสร้างชิ้นส่วนประกอบและติดตั้งทดสอบการทำงานกับ เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H กล้องที่ใช้เป็นกล้องกลางวัน รุ่น Sony DSR-PD-170 ประสิทธิภาพ ของกล้อง เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือเป้าหมาย สามารถตรวจจับเป้าหมาย “บุคคล” ได้ที่ ความสูง ๒,๖๐๐ ฟุต และตรวจจับเป้าหมาย “ยานยนต์”ได้ที่ความสูง 5,000 ฟุต กล้องสามารถ ต่อร่วมกับระบบ Video Down Link ส่งภาพในเวลาจริงมายังภาคพื้นได้ภาพคมชัด สามารถ ลดการสั่นไหวขณะอากาศยานทำการบิน คณะนักวิจัยประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการทำให้บุคลากรของกองทัพอากาศมีองค์ ความรู้ด้านอุปกรณ์ การภาพ ซึ่งต่อไปสามารถที่จะพัฒนาการสร้างและซ่อมบํารุงอุปกรณ์การ ภาพซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีประโยชน์เพิ่มการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ เป็นการพึ่งพา ตนเองและประหยัดงบประมาณในการจัดหาจากต่างประเทศ โครงการพัฒนาการติดตั้งกล้องบันทึกภาพกับเฮลิคอปเตอร์
“ฝนหลวง”เป็นโครงการพระราชดำ ริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ได้ ทรงพบเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากความผันแปรไม่แน่นอนของ ฝนธรรมชาติ ทรงวิเคราะห์และมีพระราชดำ ริ ในการแก้ไขปัญหา จึงมีพระราชประสงค์ให้มีการ ศึกษา ค้นคว้า วิจัยกรรมวิธีดัดแปรสภาพอากาศ ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อบรรเทาความ ทุกข์ยาก ของประชาชนรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงน้อมรับวิธีการทำ ฝนหลวง มาปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยแล้งตามการร้องขอของประชาชน ควบคู่ไปกับ การพัฒนากรรม วิธีการทำ ฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกองทัพอากาศ โดย ศบภ.ทอ. ศวอ.ทอ. และกองบินต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้ดำ เนินการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง ตามยุทธศาสตร์ ทอ.ว่าด้วยการสนับสนุนโครงการพระราชดำ ริมาโดยตลอด ในการทำ ฝนหลวง แบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือการทำ ฝนเมฆเย็น และการทำ ฝนเมฆอุ่น ซึ่ง ในการทำ ฝนทั้งสองแบบนั้น ศวอ.ทอ. ได้ดำ เนินการวิจัยพัฒนาพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ แต่ปี๓๕- ๔๐ และผลิตสนับสนุน การทำ ฝนเมฆเย็นทดแทนการจัดซื้อจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี๔๑ จนถึง ปัจจุบัน รวมประมาณ 4,000 นัด นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในภารกิจการทำ ฝน เมฆเย็นและการสลายลูกเห็บ เมื่อ ๒๒ ก.ย.๕๑ ทอ. ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเครื่องบิน โจมตีแบบที่ ๗ (Alpha Jet) เป็นเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากเป็น บ.ที่มีความเร็วสูง และอัตราไต่ที่รวดเร็ว ต่อมาในปี๔๗-๔๙ ศวอ.ทอ.ได้ดำ เนินการวิจัยพัฒนา พลุสารดูดความชื้น ขึ้นตามการร้องขอของสำ นักฝนหลวงและการบินเกษตร กระทั่งในปี๕๐-๕๔ ได้ผลิต เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำ ฝนเมฆอุ่นจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดเมื่อ ๑๘ ส.ค.๕๔ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับความสำ เร็จในการผลิตพลุสาร ดูดความชื้น และยืนยันที่จะนําไปใช้ เสริมการทำ ฝนเมฆอุ่นร่วมกับการทำ ฝนโดยการโปรยสาร ฝนหลวงสูตรผงในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลุ สารดูดความชื้นที่ผลิตโดย ศวอ.ทอ.นั้นสามา รถนําไปใช้งานได้จริง จากผลงานวิจัยและพัฒนา ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า นอกจากจะมีการน้อมเกล้าฯ ถวาย บ. โจมตีแบบที่ ๗ (Alpha Jet) เป็นเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว การพัฒนาพลุซิลเวอร์ไอโอ ไดด์ และพลุสารดูดความชื้นพร้อมอุปกรณ์เพื่อเสริมการทำ ฝนของสำ นักฝนหลวงและการบิน เกษตร ถือเป็นสนับสนุนโครงการโอกาสอันดียิ่งที่กองทัพอากาศได้ใช้ทรัพยากรด้านการวิจัย พัฒนาและองค์ความรู้ที่มีอยู่ พระราชดำ ริรวมทั้งทำ ให้สามารถสนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น ยุทธศาสตร์ในการพึ่งพาตนเองและลดการนำ เข้าจาก ต่างประเทศ ซึ่งตรงตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านตลอดจนทำ ให้การประสานความร่วมมือของ เจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดแนวทางความ ร่วมมือในอนาคต เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงในด้านอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย... โครงการพระราชดำ ริฝนหลวงกับกองทัพอากาศ
ผลการวิจัยนี้เป็นความภาคภูมิใจของโครงการวิจัยและพัฒนาสายวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถนํา องค์ความรู้ทางเคมี และวัสดุศาสตร์ในการผลิตชุดป้องกันสารพิษที่มีความรุนแรงสูง สeหรับ จนท.ชุด ปฏิบัติการ นิวเคลียร์ ชีวะเคมี สายวิทยาศาสตร์ (ชป.นชค.วศ.) และขยายผลสู่การป้องกันระดับสูง ให้แก่ บุคลากรของหน่วยที่ปฏิบัติงานสัมผัสกับ สารอันตรายอื่นได้ โดย คุณก.กมย.ทอ.ได้รับรองมาตรฐาน ผลงานนี้แล้วเมื่อ ๒๗ ก.ค.๕๕ ชุดป้องกันสารพิษระดับสูง (Level A) เป็นเครื่องแต่งกายป้องกันอันตรายจากสารพิษ ซึ่ง จนท.ชป.นชค.วศ. สวมใส่ปฏิบัติภารกิจเผชิญเหตุและตอบโต้สถานการณ์ทางนชค. เป็นชุดปิดคลุมทั้ง ตัวใช้งานพร้อมกับอุปกรณ์ปกป้อง ระบบหายใจ ใช้กับงานลักษณะเฉพาะเพื่อป้องกันร่างกายระดับ สูงสุด ต้องจัดหาจากต่างประเทศ และมีราคาสูง ปี ๒๕๕๐ ผบ.ทอ.ดําริให้ ศวอ.ทอ. ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตชุด ป้องกันสารพิษเพื่อใช้งานในหน่วยโดยอนุมัติ งป.ดำเนินการ ปี ๕๒ และเนื่องจาก บข.๑๙/ ก (F-16A/B) ใช้ Hydrazine (H-70) ซึ่งเป็น สารพิษที่มีความรุนแรงสูงในระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน ชุดป้องกันนี้จึงสามารถใช้ป้องกัน อันตราย จาก H-70 ให้แก่ จนท. ของ บน.๑ และ บน.๔ ซึ่งต้องปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการ สัมผัสสารดัง กล่าวด้วย การผลิตชุดต้นแบบประกอบด้วยงาน ศึกษาข้อมูลทางเทคนิค กําหนดคุณลักษณะ และออกแบบตัดเย็บตามขนาดผู้สวมใส่ งาน พัฒนาผ้าป้องกันฯ โดยวิจัยสูตรผสม สาร เคมีกับ Butyl Rubber เคลือบผ้า Nomex และ Nylon 6,6 ให้มีคุณสมบัติป้องกัน สาร พิษคงทนต่ออุณหภูมิและการฉีกขาด ทดสอบ คุณสมบัติผ้าที่ผลิตทางกายภาพ และเคมีจาก พธ.ทบ.และ พธ.ทอ. รวมทั้งมอบชุดต้นแบบ ให้ จนท. หน่วยผู้ใช้ทดลอง สวมใส่ประเมินผล เพื่อ ความเชื่อมั่นในความปลอดภัย พร้อมขอรับ ความเห็นชอบ จากสายวิทยาการ ชอ ศวอ.ทอ. สามารถผลิตชุดป้องกันสารพิษได้จากองค์ความรู้ที่วิจัย ใช้แหล่งผลิตในประเทศ ประหยัด งบประมาณจัดหาคุ้มค่าในการผลิตมีขนาดเหมาะสมซ่อมแซมได้เอง แก้ไขปรับปรุงแบบ ให้ตรงกับความต้องการและความสะดวกของผู้ใช้งานได้ใช้เป็นชุดฝึกปฏิบัติตามภารกิจของสาย วิทยาการ วศ.ตลอดจนประยุกต์ใช้ผลิตชุดป้องกันฯเพื่อสนับสนุน นกข. ทั้งในและนอก ทอ. ศวอ.ทอ. รับผิดชอบภารกิจ การปฏิบัติการ นิวเคลียร์ ชีวะ เคมี (นชค.) สายวิทยาการ วิทยาศาสตร์ (วศ.) ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ปัจจุบันภัยคุกคามเปลี่ยนแปลง จากสงครามตามแบสู่ ยุคก่อการร้าย และอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมจึงจัดชุด ปฏิบัติการ นชค. สาย วศ. (ชป.นชค. วศ.) ตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดจากอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และบรรเทาสาธารณภัยจาก วัตถุอันตราย เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่รับผิดชอบของ ทอ.หรือเมื่อได้รับการร้องขอตามแผนต่อ ต้านการก่อการร้ายสากลและแผนบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ การวิจัยและพัฒนาชุดป้องกันสารพิษ นชค การปฏิบัติการ นิวเคลียร์ ชีวะ เคมี (นชค.)
การพัฒนาขีดความสามารถภารกิจปฏิบัติการป้องกัน นชค, ของ ทอ. อย่างต่อเนื่อง ถึงปัจจุบัน นับเป็นความภาคภูมิใจ ของเหล่าทหาร วศ. ประกอบด้วย งานเตรียมความพร้อม ด้านพัฒนาบุคลากร ด้วยการปรับปรุงหลักสูตรฝึกศึกษาการป้องกัน นชค. ระดับ น.ประทวน และ น.สัญญาบัตร ในปี ๔๙ และ ปี ๕๐ ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ ได้พัฒนาให้เหมาะสมกับการ ปฏิบัติ โดยดำ เนินโครงการจัดหายุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์สำ หรับเผชิญเหตุกรณีก่อการร้าย ด้วยอาวุธอานุภาพทำ ลายล้างสูงและการ บรรเทาสาธารณภัยจากวัตถุอันตรายในปี ๕๒ รวม ทั้งพัฒนาด้านเทคนิคการปฏิบัติ โดยปรับปรุง รปป.การเผชิญเหตุทาง นชค. ทดสอบมาตร ฐานความชํานาญด้วยการฝึกปฏิบัติ ณ ที่ตั้ง และฝึกภาคสนาม อาทิ ฝึกร่วมกับ วศ.ทร. และ นชค.สายแพทย์ เหล่าทัพ การฝึกร่วมผสม Cobra Gold การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายสากล สนับสนุน บก.ทท. ตั้งแต่ ปี๕๐ ตลอดจนร่วมฝึก กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มท.อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการพัฒนาศักยภาพสายงานวิทยาศาสตร์ และการปฏิบัติการ นชค. ได้รับการ จัดไว้ใน แผนปฏิบัติราชการ ศวอ.ทอ. ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เสริมสร้างสมรรถนะและความพร้อม ในการป้องกันประเทศตั้งแต่ปี ๕๒ โดย นชค.สาย วศ. สามารถปฏิบัติ ได้มาตรฐานและเป็นที่ ยอมรับ รวมทั้งได้สร้างเครือข่าย ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติการ นชค. โดย ร่วมมือ ทางวิชาการกับ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติฯ กรมควบคุมมลพิษฯ และ นกข. นอกจากนี้ยัง สร้างเครือข่ายสนับสนุนภารกิจประสานการปฏิบัติ กับ นขต.ทอ. ฝึกอบรมการป้องกัน นชค. และการใช้ยุทธภัณฑ์ป้องกันแก่กําลังพล ทอ. ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ ความรู้ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ นกข ทั้งภาครัฐและเอกชน นอกเหนือจากการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมแล้ว ภารกิจปฏิบัติการป้องกัน นชค. ตาม สถานการณ์จริงในระดับกองทัพ และระดับประเทศ นําความภาคภูมิใจแก่ ศวอ.ทอ. โดยในปี ๕๒ ชป.นชค.วศ. ได้ทำ การตรวจสอบความปลอดภัยสภาพ แวดล้อมด้านรังสีและสารเคมีทางทหาร บริเวณอากาศยานที่ถูกยึด ณ ทอท.ดอนเมือง และ มี.ค.๕๔ ได้ปฏิบัติการ ตรวจวัดการปนเปื้อน ของฝุ่นรังสีให้กับคณะข้าราชการ ทอ.ที่เดินทางนําสิ่งของพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึ นามิ และอุบัติเหตุการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งนํา ผู้ประสบภัยคนไทยเดินทางกลับ โดยปฏิบัติตามมาตรฐานของ สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ และทบวง การปรมาณูระหว่างประเทศ พัฒนาระบบภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ จชต. ปี พ.ศ.๒๕๕๐ การวิจัยพัฒนาเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์บูรณาการ ระบบ ภูมิสารสนเทศเพื่อความมั่นคงสำ หรับจังหวัดชายแดนใต้ ได้ทำ การรวบรวบข้อมูล GeoData จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ทอ. ฝึกอบรม จนท.ให้สามารถใช้งานโปรแกรมภูมิ สารสนเทศประยุกต์ทำ การพัฒนา โปรแกรม GIS พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายสำ หรับให้บริการแผนที่ภาพถ่ายทั้งแบบ ๒ มิติ และ ๓ มิติ ให้บริการ ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อความมั่นคง และเมื่อ ม.ค.๕๕ ได้เล็งเห็นถึงความสำ คัญในการพึ่งพาตนเองของกองทัพอากาศ ในด้านการสร้าง แผนที่ภาพถ่าย (Ortho Photo) จึงได้ทำ การศึกษา และทำ การสร้างแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ Ortho-Photo ด้วยเทคนิค Photogrammetry ที่สามารถนําภาพถ่ายทาง อากาศมาทำ การประมวลผล และรวมภาพเป็นแผนที่ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา หน่วยงานภายนอกกองทัพ
คณะทำ�งานได้ทำ�การสร้างแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแนวดิ่ง (Ortho Photo) มีความ ละเอียดของภาพ (Resolution) ๑๒ เซนติเมตร มีค่าความคลาดเคลื่อนตามแกนระนาบ XY เฉลี่ย ประมาณ ๗๐ เซ็นติเมตร เมื่อผลิตภาพโดยใช้ GCP จากกรมพัฒนาที่ดิน และเมื่อใช้ GCP จาก กบ.ทอ. มีค่าความคลาดเคลื่อนตามแกนระนาบ XY เฉลี่ยประมาณ ๒๕ เซนติเมตร และได้สร้าง ข้อมูลชั้นความสูง (Digital Elevation Model : DEM) มีความละเอียดของภาพ ๑๐ เมตร ดีกว่า ข้อมูลชั้นความสูง DTED level 2 ที่ ทอ. มีใช้งานในปัจจุบัน จึงถือได้ว่ากองทัพอากาศที่สามารถนําภาพถ่ายทางอากาศมาทำ�การประมวลผล ปรับ แก้ค่าผิดพลาดทางพิกัด และรวมภาพเป็นแผนที่ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงาน ภายนอกกองทัพ กองทัพอากาศได้เริ่มดำ�เนินกา รโครงกา รสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบ ของกองทัพอากาศโดยใช้งบประมาณของกองทัพอากาศขึ้นเองตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ภายใต้ชื่อ โครงการสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบของกองทัพอากาศโดยให้ศูนย์วิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำ�เนิน การโครงการ โครงการแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ โดยระยะที่ ๑ เป็นการดำ�เนินการ ๓ ปี ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๓ เป็นการสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบของกองทัพอากาศ พร้อม ระบบควบคุมภาคพื้น สำ�หรับสนับสนุนภารกิจด้านการข่าวกรอง การลาดตระเวนถ่ายภาพ ทางอากาศ การเฝ้าตรวจ การค้นหาและติดตามเป้าหมาย โดยให้สามารถสนองตอบภารกิจ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน และระยะที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นการดำ�เนินการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับอากาศยานไร้นักบิน ต้นแบบ ขนาดใหญ่ของกองทัพอากาศ โดยการเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำ�เป็นและการฝึกบิน ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องภายใต้ งบประมาณที่ได้รับ ใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ จำ�นวนรวม ๗๙ ล้านบาท การดำ�เนินการวิจัยในโครงการนี้ ทำ�ให้กองทัพอากาศ มีอากาศยานไร้นักบินต้นแบบ จำ�นวน ๓ จำ�นวนรวม ๕ เครื่อง พร้อมระบบควบคุมภาคพื้น และสิ่งอำ�นวยความสะดวก เข้าประจำ�การที่สามารถ นําไปใช้ในการฝึก และการปฏิบัติภารกิจให้กับฝูงบินอากาศยานไร้ นักบินของกองทัพอากาศได้ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะอากาศยานไร้นักบินต้นแบบขนาดใหญ่ ได้รับการพิสูจน์ถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ การลาดตระเวนทางอากาศ การ ปฏิบัติการด้านข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ ค้นหา และการติดตามเป้าหมาย (ISTAR) ได้ถึง ๑๐๐ กม. นอกจากนี้แล้วยังทำ�ให้บุคลากรของกองทัพได้รับองค์ความรู้และประสบการณ์ใน การสร้างอากาศยานไร้คนขับเป็นอย่างมากทั้งทางด้านการออกแบบการสร้างและการ ประกอบลำ�ตัวอากาศยานไร้คนขับ ที่ใช้วัสดุผสม (Composite Material) การประกอบระบบ ควบคุมการบิน และการส่งสัญญาณภาพ Up/Down Link และ Avionics การบินด้วย Auto Pilot การใช้งานและการซ่อมบํารุง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำ�คัญ อันจะทำ�ให้เกิดแนวความคิด สร้างสรรค์ในการวิจัยพัฒนาและสร้างอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศด้วยตนเอง และการขยายผลให้กับเหล่าทัพอื่นต่อไปในอนาคต อีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการทำ�ให้ กองทัพสามารถทำ�การจัดหาอากาศยานไร้คนขับ ในอนาคตในลักษณะ “Smart Buyer” โครงการสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบของกองทัพอากาศ
และด้วยแนวคิดและนโยบายของพลอากาศโท เฉลิม ตรีเพ็ชร ผู้อำ นวยการศูนย์วิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศ ที่ทำ ให้เกิดการพัฒนาต่อย อดการวิจัยอากาศยานไร้คนขับ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดทำ แผนที่นําทางเพื่อมุ่งสู่ความ เป็นเลิศด้านอากาศยานไร้คนขับ เพื่อให้กองทัพอากาศมีแนวทางในการพัฒนาอากาศยานไร้ นักบินของกองทัพอากาศอย่างเป็นระบบ การดำ เนินการให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการบินและอวกาศกองทัพอากาศมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการสร้างชิ้นส่วน โครงสร้างของ อากาศยานไร้นักบินด้วยวัสดุผสม (Composite Material) และการประกอบ ระบบต่างๆของอากาศยานไร้คนขับด้วยตนเอง รวมถึงการดำ เนินการจัดตั้งชมรมเครื่องบิน เล็กของศูนย์วิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการบินและ อวกาศกองทัพอากาศ เพื่อ ให้บุคลากรของหน่วยมีโอกาสในการฝึกบินเครื่องบินบังคับด้วยวิทยุและพัฒนาตนเองให้มีขีด ความสามารถในการเป็นนักบินภายนอกอากาศยานไร้คนขับสำ หรับสนับสนุนงานวิจัยพัฒนา อากาศยานไร้คนขับในอนาคต
การวิจัยพัฒนาในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๖๐ ถึง พ.ศ.๒๕๖๖) กองทัพอากาศได้ดำ เนินการวิจัยพัฒนา อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลา พ.ศ.๒๕๖๐ ถึง พ.ศ.๒๕๖๖ มีโครงการที่ปิดไปแล้วทั้งสิ้น ๑๒๑ โครงการ เป็นโครงการที่ เกี่ยวข้องกับภารกิจของกองทัพอากาศทั้งในด้านการป้องกันประเทศและช่วย เหลือประชาชน ดังต่อไปนี้
เมื่อจัดกลุ่มตามโดเมน แหล่งทุน สายวิทยาการ กลุ่มเทคโนโลยี ของโครงการทั้งหมด จะแสดงตาม Chart
โครงการที่ต่อยอดงานวิจัย มีจำ นวนทั้งสิ้น ๔๐ โครงการ