รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์
(วันที่ 16 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ถงึ วนั ที่ 15 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2565)
สญั ญาเลขที่ A13F640052
ชดุ โครงการ นวัตกรรมชุมชนเพื่อการผลติ และการใชป้ ระโยชนข์ า้ วบนพื้นทส่ี งู
ทส่ี อดคลอ้ งกับภมู ิสงั คมในภาคเหนอื ตอนบน
Community Innovation for Highland Rice Production and Utilization
Corresponding to the Social Geography in Upper North Region
โดย นายสุทธกานต์ ใจกาวลิ หวั หน้าโครงการวิจัย
สงั กดั กรมการขา้ ว
สนับสนุนโดยกองทุนส่งเสรมิ ววน. และหน่วย บพท.
วนั ที่ 20 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2565
ชดุ โครงการ
นวัตกรรมชมุ ชนเพ่อื การผลิตและการใชป้ ระโยชนข์ ้าวบนพืน้ ทส่ี ูง
ทีส่ อดคลอ้ งกับภูมิสงั คมในภาคเหนือตอนบน
คณะผวู้ จิ ัย
นายสทุ ธกานต์ ใจกาวลิ ศนู ยว์ จิ ยั ข้าวแพร่
นางสาวพชิ ญน์ ันท์ กงั แฮ ศนู ย์วิจยั ขา้ วแพร่
นางเฉลิมขวญั ฉิมวยั ศนู ยว์ จิ ยั ข้าวแพร่
นายอภวิ ฒั น์ หาญธนพงศ์ ศูนย์วจิ ยั ข้าวเชยี งใหม่
นางสมุ าลี มีปัญญา ศนู ยว์ ิจยั ขา้ วสะเมิง
ดร.ฐปรฏั ฐ์ สลี อยอ่นุ แก้ว ศนู ย์วจิ ยั ขา้ วแม่ฮอ่ งสอน
ดร.วันพร เข็มมกุ ด์ กองวจิ ยั และพัฒนาขา้ ว
ผศ.ดร. อิศรา วัฒนนภาเกษม มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
ผศ.ดร. เนตรนภา อนิ สลดุ มหาวิทยาลยั แม่โจ้
ผศ.ดร. แสงทวิ า สุรยิ งค์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่
i
กติ ตกิ รรมประกาศ
คณะผู้วิจัยชุดโครงการวิจัยนวัตกรรมชุมชนเพื่อการผลิตและการใช้ประโยชน์ข้าวบนพื้นที่สูงที่
สอดคล้องกับภูมิสงั คมในภาคเหนอื ตอนบน ขอขอบพระคุณหนว่ ยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับ
พน้ื ท่ี (บพท.) ท่ไี ดใ้ หท้ ุนสนับสนุนงานวิจัยในคร้ังน้ี ขอขอบพระคุณกรมการข้าว ท่านผบู้ ริหารที่สนับสนุนการ
ทำงานและจัดสรรงบประมาณทั้งในระดับสำนัก กอง และศูนย์วิจัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (ศูนย์วิจัยข้าว
แพร่ ศนู ยว์ จิ ยั ข้าวเชยี งใหม่ ศูนย์วจิ ยั ข้าวสะเมิง และศนู ยว์ ิจยั ข้าวแมฮ่ ่องสอน) ขอกราบขอบพระคุณคำแนะนำ
จากท่ปี รกึ ษาของหน่วย บพท. ทปี่ รึกษากรมการขา้ ว และผ้เู ช่ยี วชาญด้านต่างๆ ท่ีชว่ ยแนะนำและแก้ไขตั้งแต่
นำเสนอข้อเสนอโครงการจนทำให้การวิจัยสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณหน่วยงานภาคีในพื้นท่ี
ต่างๆ ท่ีไดส้ นบั สนนุ ข้อมูล กำลัง และความรว่ มมอื ของเกษตรกรในพน้ื ท่ี ไดแ้ ก่ หนว่ ยงานปกครองระดับอำเภอ
ตำบล และหมู่บา้ น กรมสง่ เสรมิ การเกษตร และกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้แก่
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุดท้ายขอขอบคุณเกษตรกร นวัตกรชาวบ้าน และกลุ่ม
เกษตรกรในพื้นท่ี ที่ช่วยกันขบั เคล่ือนงานวจิ ัยนใ้ี ห้สำเรจ็ ตามเป้าหมายและช่วยกันทำใหเ้ กิดความยงั่ ยนื สบื ไป
ii
บทคัดยอ่
งานวิจัย “นวัตกรรมชุมชนเพ่ือการผลิตและการใช้ประโยชน์ขา้ วบนพ้ืนที่สูงทีส่ อดคลอ้ งกับภูมิสังคม
ในภาคเหนือตอนบน” ได้น้อมนำแนวการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การพัฒนาท่ี
สอดคล้องกบั ภูมิสังคม โดยเนน้ การยดึ ถือสภาพตามความเปน็ จริงของภูมปิ ระเทศ ชดุ โครงการ ดำเนินการใน
พื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอเวียงแหงและแม่แจ่ม จังหวัดเชยี งใหม่ และอำเภอ
ปางมะผ้า จังหวดั แมฮ่ อ่ งสอน มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือใหไ้ ด้แนวทางบรหิ ารจดั การชุมชนบนพนื้ ทสี่ ูงใหม้ คี วามมั่นคง
ทางอาหาร และสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภค เทคโนโลยีที่นำไปสนับสนุนให้มีการผลิต
การแปรรูป และการเพิ่มรายได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จากการดำเนินงานกิจกรรมในแต่ละ
โครงการย่อย เปน็ การหนนุ เสริมการทำงานเดิมของกรมการขา้ ว เพอื่ ยกระดบั การทำงานรว่ มกบั เกษตรกรและ
ชุมชน โดยสรา้ งกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมตา่ ง ๆ ซง่ึ ไดผ้ ลดงั น้ี
การจัดเวทชี มุ ชนและถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารผลิตข้าว ได้ดำเนินการในพ้ืนที่ 4 อำเภอ 12 ตำบล โดย
ใหเ้ กษตรกรเรยี นรูแ้ ละปรับใชก้ ระบวนการแก้ไขปญั หาในการผลิตข้าวบนพื้นที่สงู ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี
การผลิตข้าวระหว่างฤดูการปลูกข้าว โดยนักวิชาการจากหน่วยงานและมหาวิทยาลัยในพื้นที่จัดอบรมให้
ความรู้ ศึกษาดูงาน และการปฏิบตั ิจรงิ ในแปลงของตนเอง จากนนั้ ได้คดั เลือกและอบรมให้นวัตกรชุมชนผ่าน
การวิเคราะห์ และประเมินคุณสมบัติ จำนวน 45 คน สามารถเป็นตวั แทนของชุมชนในแตล่ ะพนื้ ทีไ่ ด้
การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตข้าวบนพืน้ ที่สงู เป็นการสรา้ งกลมุ่ เกษตรกรในการจัดทำแปลงต้นแบบ
ในชุมชนพื้นท่ีเป้าหมาย 13 ชุมชน จำนวน 54 แปลงต้นแบบ ชุมชนเข้าร่วมดำเนินการแบบเกษตรกรมสี ่วน
ร่วม โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขา้ วไร่อยา่ งย่ังยืน เช่น การใช้พันธุข์ ้าวที่เหมาะสมกับพื้นท่ี และการเพิ่มความ
อุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น และเทคโนโลยีการทำนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง เช่น การปลูกข้าวนาโยนแบบ
เกษตรแมน่ ยำ การใช้พนั ธ์ุข้าวทีเ่ หมาะสมกับพน้ื ท่ี การใชป้ ยุ๋ ตามค่าวิเคราะห์ดนิ และการปอ้ งกันโรคข้าวโดย
ใชเ้ ช้อื แบคทเี รยี ปฏิปกั ษ์
การพัฒนาระบบการสำรองข้าวภายในชุมชนโดยใช้รูปแบบธนาคารข้าว ได้จัดทำกระบวนการเรียนรู้
การผลิตเมลด็ พันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กบั กล่มุ เกษตรกรในพื้นท่ีผ่านระบบธนาคารข้าวชุมชน จำนวน 8 ธนาคาร
โดยแต่ละธนาคารมีคณะกรรมการกำกับดแู ล มกี ฎเกณฑข์ องกลุ่ม และมีการดำเนินงานได้เองจากการให้องค์
ความรกู้ ารผลิตและจัดการเมล็ดพันธขุ์ องกรมการข้าว สามารถผลิตเมล็ดพนั ธ์ุข้าวรวมประมาณ 4 ตนั ซึ่งเป็น
พันธุ์รับรองและพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกในพื้นที่ เกษตรกรสามารถกู้ยืมหรือซื้อเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดู
ต่อไป
จากการดำเนนิ งานได้มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรในพ้นื ที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลด
การใช้สารเคมแี ละเพ่ิมรายได้ให้กับเกษตรกรอกี ทางหน่งึ ในโครงการการเพิ่มประสิทธภิ าพการผลิตและการใช้
ประโยชน์จากข้าวบนพื้นที่สูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยได้จัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการ
พฒั นาชุมชนต้นแบบเพ่ือสร้างสมดุลของแมลงศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติ และการสง่ เสริมปลูกพืชร่วมระบบ
และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและพืชร่วมระบบในชุมชน พบว่าสามารถสร้างระบบนิเวศในนาข้าวให้
เหมาะสมต่อการเพ่ิมปริมาณและความหลากหลายของสิง่ มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดการใช้สารเคมีกำจดั
ศตั รพู ชื และสนับสนุนการรกั ษาสภาพแวดล้อมในชมุ ชน สำหรับการส่งเสรมิ ปลกู พชื ร่วมระบบและการแปรรูป
ผลติ ภัณฑ์จากข้าวและพืชรว่ มระบบในชุมชน เป็นการใช้ประโยชน์จากข้าวและพืชร่วมระบบในชุมชนที่มีการ
ปลูกอยู่แล้ว ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี และบักวีต ซึ่งเหลือจากการบริโภคแล้วนำมาแปรรูปเพื่อสรา้ งมูลค่า สร้าง
รายได้ให้เกษตรกรและชุมชนอีกทางหนึง่ โดยผลิตภัณฑ์ทีเ่ กษตรกรสามารถผลิตได้เอง ได้แก่ ซีเรียลบาร์ข้าว
ทองมว้ นบักวีต โปรตนี แทง่ อบกรอบ เสน้ บักวีตแหง้ และชาบกั วตี
iii
Abstract
This research has led the development guidelines of His Majesty King Rama IX that
corresponds to the social geography by emphasizing the adherence to the reality of the terrain.
The project series is carried out in 4 districts: Bo Kluea, Wiang Haeng, Mae Chaem and Pang
Mapha. The objectives are to obtain guidelines for managing communities in the highlands for
food security and can increase rice production to be sufficient for consumption, technology
to support systematic and efficient production, processing, and income generated from
operating activities in each sub-project. This is to support the main work of the rice department
to enhance working with farmers and communities by creating a learning process through
various activities. The results are as follows:
Organizing a community forum and transferring rice production technology were carried
out in 4 districts and 12 sub-districts by allowing farmers to learn and apply the process of
solving problems in rice production in the highlands. The transfer of rice production
technology during the rice-growing season by academics from departments and universities in
the area to organize the training for providing knowledge, study visits and real practice in their
plots. Then, the community innovators were selected by training through analysis and
assessing the qualifications of 45 people who can be representatives of the community in
each area.
Increasing the efficiency of rice production in the highlands was the creation of a group
of farmers creating model plots in 13 target communities, totaling 54 field plots. The fields
were using sustainable rice production technologies such as using rice varieties suitable for the
area and increasing the fertility of the soil. The technology of rice terraces on the highlands
such as the cultivation of paddy rice with the precision agriculture, the using of rice varieties
suitable for the area, the using of the fertilizer according to soil analysis, and the preventing
rice disease by using antagonistic bacteria.
Development of a rice reserve system within the community using the rice bank model.
The learning process of producing good quality rice seeds has been established for farmers in
the area. The community rice banking system was conducted with 8 banks. Each bank has a
supervisory committee that can operate independently from providing knowledge on the
production and management of seeds of the Rice Department. They can produce about 4
tons of rice seeds, which are certified and native varieties that are commonly planted in the
area. Farmers can borrow or buy them to use as seeds for the next season.
From the operation, there are activities to make the most of the resources in the area
to reduce the use of chemicals and increase income for farmers. Another way of the project
is to increase the production efficiency and utilization of rice in the highlands in Bo Kluea
District, Nan Province. The learning process was organized through model community
development activities to create a balance between rice insect pests and natural enemies
and promoting the cultivation of integrated crops and the processing of rice products and
iv
integrated crops in the community. It was found that ecosystems in rice fields can be created
to be suitable for increasing the number and diversity of beneficial organisms, reducing the
use of pesticides, and supporting the preservation of the environment in the community of
rice products. It is the utilization of rice and community crops that are already cultivated which
are rice, wheat and buckwheat. They are the leftover items for consumption to process of
adding value that can be the option for farmers and communities to make more income. The
products that farmers can produce by themselves, such as cereal bars, buckwheat rolls, crispy
protein bars, noodles and tea.
v
บทสรุปผู้บริหาร
ชุดโครงการวิจัยเรือ่ ง “นวตั กรรมชุมชนเพอ่ื การผลิตและการใช้ประโยชน์ข้าวบนพื้นที่สูงที่สอดคล้อง
กับภูมิสังคมในภาคเหนือตอนบน” มีเป้าหมายเพื่อทำใหช้ ุมชนสามารถผลิตขา้ วคณุ ภาพดีให้เพยี งพอต่อการ
บรโิ ภคในพื้นที่ และชมุ ชนปรบั ใช้นวัตกรรมเพ่อื สร้างความเข้มแข็งของด้านเศรษฐกิจ สังคม และทอ้ งถิ่น โดย
เรียนรู้จากการถ่ายทอดความรู้และกระบวนการทางวิชาการไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีด
ความสามารถในการจัดการตนเอง โดยตัวชี้วัดชดุ โครงการ คือ ชุมชนต้นแบบในพืน้ ที่สามารถพึ่งตนเองและ
จดั การตนเองไดอ้ ย่างมั่นคงและยง่ั ยืน เกดิ กระบวนการและแนวทางการบริหารจัดการชุมชนที่สามารถขยาย
ผลไปยังพื้นที่ที่มีภูมิสังคมเช่นเดียวกัน โดยแนวทางในการจัดทำแผนงานนี้ ได้น้อมนำแนวการพัฒนาใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 การพัฒนาที่สอดคล้องกับภูมิสังคม โดยเน้นการยึดถือสภาพตาม
ความเป็นจริงของภูมิประเทศ ทั้งในด้านพื้นที่ดิน ด้านสังคมวิทยา และด้านวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจน
ปจั จยั ท่ีเกี่ยวกับนสิ ัยใจคอ และอธั ยาศัยของคนในพืน้ ท่ีพฒั นาเป็นหลกั ชุดโครงการประกอบดว้ ย 4 โครงการ
ย่อย ดำเนินการในพื้นทีท่ ี่ประสบปัญหาความม่ันคงทางอาหาร 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
อำเภอเวยี งแหงและแม่แจ่ม จังหวดั เชยี งใหม่ และอำเภอปางมะผ้า จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน มวี ัตถุประสงค์เพ่ือให้
ไดแ้ นวทางบรหิ ารจัดการชุมชนบนพน้ื ทส่ี งู ใหม้ ีความม่ันคงทางอาหาร และสามารถเพ่มิ ผลผลิตข้าวให้เพียงพอ
ต่อการบรโิ ภค นวตั กรรมท่นี ำไปสนบั สนนุ ใหม้ ีการผลิต การแปรรปู และการเพ่มิ รายไดอ้ ย่างเป็นระบบและมี
ประสิทธิภาพ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ ข้าวบนพื้นที่สูง การพัฒนาระบบสำรองข้าวภายในชมุ ชน
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อสร้างสมดุลของแมลงศัตรูข้าวและศตั รูธรรมชาติ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว
และพืชรว่ มระบบในชมุ ชน ซงึ่ ผลการดำเนนิ การสรุปได้ดังน้ี
การดำเนินงานกิจกรรมในแต่ละโครงการย่อย เป็นการหนุนเสริมการทำงานเดิมของกรมการข้าว
ยกระดับการทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชน ปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานที่มีกลุ่มเกษตรกรเป็นศูนย์ มี
เกษตรกรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนและชว่ ยแก้ไขปญั หาในพืน้ ท่ี และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการในพ้นื ที่
เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ องค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ โดยกิจกกรม
ประกอบด้วยกจิ กรรมหลัก 3 กิจกรรม ดังนี้
1. การจัดเวทีชุมชนและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว ได้ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมาย 3 จังหวัด
4 อำเภอ 12 ตำบล 13 หมู่บ้าน ให้เกษตรกรเรียนรู้และปรับใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาในการผลิตข้าวบน
พื้นที่สูงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวแบบ on site และ online ในช่วงฤดูการปลูกข้าว โดย
นกั วิชาการจากหน่วยงานและมหาวิทยาลัยในพ้ืนที่ และได้คัดเลอื กและอบรมให้นวตั กรชุมชน จำนวน 45 คน
โดยมรี ะดบั นวตั กรตั้งแต่ 2-5 โดยกิจกรรมนี้จะเป็นกจิ กรรมหลกั ที่จะขยายผลองค์ความร้แู ละการปฏิบัติไปยัง
กิจกรรมย่อยอื่นในแต่ละโครงการ และการสร้างต้นแบบการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and
Innovation platform) ในแตล่ ะชุมชน
2. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวบนพื้นที่สูง เป็นการสร้างกลุ่มเกษตรกรในการจัดทำแปลง
ต้นแบบในชุมชนพื้นที่เป้าหมาย 13 ชุมชน จำนวน 54 แปลงต้นแบบ มีเกษตรกรเจ้าของแปลง 54 คน เข้า
ร่วมดำเนินการแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวไร่อย่างยั่งยืน เช่น การใช้พันธุ์ข้าวท่ี
เหมาะสมกับพื้นที่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในชุมชน และการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น และ
เทคโนโลยีการทำนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง เช่น การปลูกข้าวนาโยนแบบเกษตรแม่นยำ การใช้พันธุ์ข้าวที่
เหมาะสมกับพื้นที่ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการป้องกันโรคข้าวโดยใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์
Bacillus amyloliquefaciens ไอโซเลท UDN028 เปน็ ต้น
3. การพัฒนาระบบการสำรองข้าวภายในชุมชนโดยใช้รูปแบบธนาคารข้าว ได้จัดทำกระบวนการ
vi
เรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นท่ีผ่านระบบธนาคารข้าวชุมชน จำนวน 8
ธนาคาร โดยแต่ละธนาคารมีคณะกรรมการกำกับดูแลและดำเนินการได้เองจากการให้องค์ความรู้การผลิต
และจัดการเมล็ดพนั ธข์ุ องกรมการข้าว
นอกจากกจิ กรรมดงั กล่าวข้างตน้ ในโครงการการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลิตและการใชป้ ระโยชน์จาก
ขา้ วบนพนื้ ที่สงู ในอำเภอบอ่ เกลือ จงั หวัดนา่ น ได้มีกิจกรรมนำรอ่ งในการใชป้ ระโยชน์จากทรพั ยากรในพ้ืนทใี่ ห้
เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ เพือ่ ลดการใช้สารเคมี (ลดตน้ ทนุ ) และเพิม่ รายไดใ้ หก้ บั เกษตรกรอกี ทางหนงึ่ โดยได้จัดทำ
กจิ กรรมเพิม่ อีก 2 กจิ กรรม ดังน้ี
1. การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อสร้างสมดุลของแมลงศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติ ได้จัดทำแปลง
ต้นแบบการเรียนรู้ จำนวน 1 แปลง ที่บ้านผาคับ ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดนา่ น มีเกษตรกร
เข้าร่วมทำแปลงขยายผล 12 แปลง โดยนำหลักการปรับโครงสร้างระบบนเิ วศในนาข้าวใหเ้ หมาะสมต่อการ
เพ่ิมปริมาณและความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ิตท่เี ปน็ ประโยชน์ เชน่ ตวั ห้ำ ตัวเบียน และส่งิ มชี วี ติ อืน่ ในห่วงโซ่
ของระบบนเิ วศนาข้าว ช่วยลดการใชส้ ารเคมีกำจัดศัตรูพืช จัดการแหลง่ อาหารเพิ่มเติมให้ศัตรธู รรมชาติ และ
สนบั สนุนการรักษาสภาพแวดลอ้ มในชมุ ชน
2. การส่งเสริมปลูกพืชร่วมระบบและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและพืชร่วมระบบในชุมชน เร่ิม
ดำเนนิ การปลูกในเดือนธันวาคม 2564 ท่ีบ้านนากอก ตำบลภูฟ้า (22 ราย) และบา้ นผาคับ ตำบลบ่อเกลือใต้
(12 ราย) อำเภอบ่อเกลอื จังหวัดน่าน เปน็ การใชป้ ระโยชนจ์ ากข้าวและพืชร่วมระบบในชุมชนทม่ี ีการปลูกอยู่
แลว้ ได้แก่ ขา้ ว ขา้ วสาลี และบกั วีต ซงึ่ เหลือจากการบรโิ ภคแล้วนำมาแปรรูปเพ่อื สร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้
เกษตรกรและชุมชนอกี ทางหนึ่ง โดยผลิตภณั ฑท์ ีเ่ กษตรกรสามารถผลติ เองได้โดยการสนบั สนนุ องค์ความรู้จาก
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลยั แม่โจ้ เช่น ขนมธัญพืชอดั แทง่ เส้นบักวีตแหง้ และชาบกั วีต เป็น
ต้น
จากการดำเนนิ การขา้ งตน้ คณะผวู้ จิ ัยมคี วามตั้งใจจะสร้างความรู้และนำไปใช้แกไ้ ขปัญหาในชุมชนใน
ดา้ นความมั่นคงทางอาหารใหเ้ กดิ ผลจรงิ กับเกษตรและชมุ ชน เพ่อื การพัฒนารปู แบบการทำงานของหนว่ ยงาน
ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานในพื้นท่ีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์วิกฤตตา่ ง ๆ รวมถึงการทำให้
ชุมชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน และมีการเพิ่มมูลค่าจากข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ในพื้นที่
ตอ่ ไป
vii
Executive Summary
The goal of the research project "community innovation for highland rice production
and utilization corresponding to the social geography in the upper north region" is to enable
the community to produce high-quality rice in adequate quantities for local consumption and
communities that are applying the innovation to boost their economy, society and locality.
They learn from the transfer knowledge and academic processes to improve their life quality
and increase self-management capacity. The project's established indicators are the model
communities in the area that can be self-sufficient and manage themselves stably and
sustainably. There are community management techniques and standards that can be used
in locations with similar social landscape. The development guidelines of His Majesty King
Rama IX have been guiding for the criteria to drafts of this plan. The development in
accordance with the social landscape by emphasizing the adherence to the reality of the
terrain in terms of land area sociology, culture, traditions, as well as factors which related to
quirks and the hospitality of the people in the developed area. The project series consists of
four sub-projects that are implemented in four food-insecure districts: Bo Kluea, Wiang Haeng,
Mae Chaem and Pang Mapha District. The aim is to provide standards for managing highland
communities for food security. It can increase the rice production to meet consumer needs
innovations that enable efficient and methodical production, processing, and revenue
creation. For example, increasing the effectiveness of highland, developing of a rice reserve
system within the community, developing a model community for balancing rice insect pests
and natural enemies and the processing of rice and crop products in the community. The
following is a summary of the 12-month operation's outcomes:
Each sub-implementation project's activities support the Rice Department's main work.
Improving the collaboration with farmers and communities with zero farmers’ groups and
change the functioning mechanism. The farmers have the potential to drive and assist in the
resolution of problems in the area. There are also organizations such as the local agriculture
office, the local administration organization, and universities in the area that work in the area.
The department's activities are divided into three categories:
1. Holding a community meeting and disseminating rice-growing technology during the
rice planting season. It was implemented in three provinces, four districts, twelve sub-districts,
and thirteen villages. Letting the farmers learn and apply the process of solving problems in
highland rice production through transferring rice production technology on-site and online
during the rice planting season by academics from the local departments and universities. In
addition, 4 5 community innovators were selected and trained with the innovator levels
ranging from 2 to 5. It will be the major activity to extend knowledge and practice to other
sub-activities in each project and establishing a foundation for learning and innovation
viii
platform in each community.
2. Increasing the efficiency of rice production in the highlands was a group creation of
farmers to create model plots in 13 target communities, totaling 54 prototype plots. The
number of 54 farmers participated in the farmer's participatory practice by using sustainable
rice production technology. For example, using the rice varieties suitable for the area, rice
seed production in the community and boosting soil fertility. The rice terrace technology in
the highlands such as the paddy rice cultivation with precision agriculture, using the rice
varieties suitable for the area, fertilizer application based on soil analysis and rice disease
prevention with Bacillus amyloliquefaciens (UDN028).
3 . Development of a rice reserve system within the community using the rice bank
model. A process of learning to produce good quality rice seeds has been established for
farmers in the area through the community rice banking system of 8 banks. Each bank has a
supervisory committee that can operate independently from providing knowledge on the
production and management of seeds of the Rice Department.
In addition to the activities listed above, pilot activity in maximizing the benefits of the
resources in the area was conducted as part of a project to boost the rice production
efficiency and usage on the highlands in Bo Kluea District, Nan Province. Reducing the use of
chemicals (cutting costs) while increasing farmer revenue in another way. The following are
two other activities that were planned:
1. Developing a model community to keep rice insect pests and natural pests under
check, creating one learning model plot, at Ban Pha Khab, Bo Kluea Tai Sub-district. There
were farmers participating in 12 expansion plots by applying ecological restructuring concepts
in the rice fields to be suitable for increasing the quantity and diversity of beneficial species
such as worms, parasites, and living beings. For the other species in the rice paddy ecosystem
reduced the use of pesticides, ensured that natural adversaries could access to new food
sources, and promoted environmental preservation in the community.
2. In the community, encouraging the production of integrated crops, the processing
of rice and eco-system crops. The beginning of planting was in December 2021 at Ban Na Kok,
Phu Fa Sub-district (22 cases) and Ban Pha Khab, Bo Kluea Tai Sub-district (12 cases) where
located in Bo Kluea District, Nan Province. It is the utilization of rice and common crops in
communities that are already planted such as rice, wheat and buckwheat. They are the
leftover items for consumption to process of adding value that can be the option for farmers
and communities to make more income. The product that farmers can make by themselves
with the support from the expertise of Kasetsart University and Maejo University such as cereal
bar snacks, dried buckwheat noodles and buckwheat tea.
The study team hopes to gain knowledge from the above operation and apply it to
solve problems in the community. In terms of food security to be effective for agriculture
and the community to develop a functioning model of the agency with communities and
ix
local agencies to be more effective in various crisis scenarios. For example, ensuring
household economic stability and adding value to rice as a community product in the area.
สารบญั หน้า
i
กิตติกรรมประกาศ ii
บทคดั ย่อ (ภาษาไทย) iii
Abstract v
บทสรปุ ผู้บรหิ าร vii
Executive Summary 1
บทที่ 1 บทนำ 1
2
1.1 ทมี่ าและความสำคัญของโครงการ 2
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ 5
1.3 ขอบเขตการดำเนินงาน 6
1.4 กรอบการวิจยั 6
1.5 คำถามการวจิ ยั 7
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
บทท่ี 2 ทบทวนบริบทขอ้ มลู ทฤษฎีและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง 7
22
2.1 บรบิ ทของพื้นท่ี 32
2.2 งานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง 32
บทท่ี 3 ระเบียบวธิ วี ิจัย 36
3.1 วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั 39
3.2 แผนการดำเนินงานวจิ ัย 40
3.3 เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั 40
บทที่ 4 ผลการดำเนินงานวิจัย 49
4.1 ผลการดำเนนิ งานวจิ ัย 68
4.2 ผลการวเิ คราะห์นวัตกรชาวบา้ น
4.3 ผลการวิเคราะห์ความพรอ้ มเทคโนโลยี/นวตั กรรม และความพร้อมความรู้ 69
เทคโนโลย/ี นวตั กรรมทางดา้ นสงั คม 70
4.4 ตารางเปรยี บเทียบแผน และผลการดำเนินงานทไ่ี ด้ 70
บทที่ 5 สรุปผลการวจิ ยั 71
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั 73
5.2 บทเรียนและขอ้ คน้ พบจากการวจิ ยั 74
5.3 แนวทางในการนำผลงานวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ 75
5.4 ขอ้ เสนอแนะในการขยายผลการดำเนนิ งานวจิ ัยในอนาคต 76
บรรณานกุ รม 80
ภาคผนวก
แบบสรุปปิดโครงการ
สารบัญตาราง หน้า
ตารางท่ี 1.1 ขอบเขตดา้ นพืน้ ทีแ่ ละกลมุ่ เปา้ หมาย 2
ตารางที่ 1.2 ปญั หา ประเดน็ วจิ ัย และเทคโนโลยี/นวตั กรรมที่ใชใ้ นพน้ื ทเี่ ป้าหมาย 3
ตารางท่ี 2.1 ความไมม่ ่นั คงทางอาหารเรื้อรงั และความไม่ม่นั คงทางอาหารชว่ั คราว 24
ตารางที่ 3.1 กิจกรรมและเดอื นท่ดี ำเนินการในระยะเวลาวิจยั 37
ตารางท่ี 3.2 กิจกรรมและประเด็นวิจัยใหม่ในการดำเนนิ งานโครงการ 38
ตารางที่ 4.1 วธิ ีการวเิ คราะหน์ วตั กรชาวบา้ นในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดนา่ น 50
ตารางท่ี 4.2 วิธกี ารวเิ คราะห์นวัตกรชาวบา้ นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ 54
ตารางที่ 4.3 วธิ กี ารวเิ คราะห์นวัตกรชาวบา้ นในอำเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชียงใหม่ 57
ตารางที่ 4.4 วิธีการวิเคราะห์นวัตกรชาวบา้ นในอำเภอปางมะผา้ จังหวดั แมฮ่ ่องสอน 63
ตารางท่ี 4.5 วเิ คราะหเ์ ทคโนโลยี/นวัตกรรม โดยใชเ้ ครื่องมอื การวเิ คราะห์และจำแนกระดบั 68
ตารางท่ี 4.6 ตารางเปรยี บเทียบแผนการดำเนนิ งานทีร่ ะบไุ ว้ในสญั ญา และผลการ 69
ดำเนนิ งาน
สารบญั ภาพ หนา้
ภาพท่ี 1.1 กรอบการวจิ ัยของแผนงานและความเช่อื มโยงของกจิ กรรมภายใตแ้ ผน 5
ภาพท่ี 2.1 ขอบเขตพ้นื ที่เป้าหมายในภาคเหนือตอนบน 7
ภาพที่ 2.2 องค์ประกอบสำคญั ของความมัน่ คงทางอาหาร 8
ภาพท่ี 2.3 องคป์ ระกอบทีส่ ำคญั ของแพลตฟอร์มวจิ ยั ด้านเกษตร 30
ภาพที่ 2.4 กระบวนการทำงานสรา้ งพ้นื ทต่ี น้ แบบเรียนรู้นวตั กรรม 30
ภาพท่ี 2.5 ขนั้ ตอนการสร้างนวตั กรขา้ วชมุ ชน 31
ภาพที่ 5.1 นากอกโมเดลเพื่อแกป้ ัญหาและพัฒนาชุมชนอยา่ งย่ังยืน 31
1
บทที่ 1
บทนำ
สญั ญาเลขที่ A13F640052
ชื่อโครงการ นวัตกรรมชุมชนเพอ่ื การผลติ และการใชป้ ระโยชนข์ า้ วบนพ้ืนทสี่ งู ที่สอดคลอ้ ง
กบั ภูมสิ ังคมในภาคเหนอื ตอนบน
หัวหนา้ โครงการ นายสุทธกานต์ ใจกาวลิ
หน่วยงานต้นสงั กัด
ระยะเวลาดำเนินการ กรมการข้าว
งบประมาณดำเนนิ การ 16 พฤษภาคม 2564 – 15 พฤษภาคม 2565
4,936,070 บาท
1.1 ท่ีมาและความสำคัญของโครงการ
ความไม่มน่ั คงทางอาหาร เป็นปญั หาท่หี ลายประเทศกำลังเผชญิ และสร้างมาตรการรบั มือกับความท้า
ทายและเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหานี้และกำลัง
ทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม และภัยแล้ง เป็นต้น รวมถึง
วิกฤตสถานการณ์ COVID-19 ที่ได้เกิดขึ้น ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลบนพื้นที่สูงในประเทศไทยซึ่ง
พื้นที่สูงครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 67.22 ล้านไร่ โดยร้อยละ 91 เป็นพื้นที่ในภาคเหนือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อ
บริโภคและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด
ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน แพร่ น่าน และลำปาง เกษตรกรยากจนและไม่สามารถ
ผลิตข้าวได้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน โดยพื้นท่ีดำเนินการเป็นพื้นที่นำร่องที่ประสบปัญหาและอยู่ใน
พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์วิจัยข้าวมี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอเวียงแหง และแม่แจ่ม
จงั หวดั เชยี งใหม่ และอำเภอปางมะผา้ จังหวัดแมฮ่ อ่ งสอน รวมพน้ื ท่ีประมาณ 81,314 ไร่ มเี กษตรกรผปู้ ลกู ขา้ ว
13,511 ราย กลุ่มเกษตรกร 6 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ เกษตรกรนาแปลงใหญ่ กล่มุ ธนาคารเมล็ดพนั ธข์ุ า้ วชุมชน กลมุ่ ผู้
ปลูกข้าวอินทรีย์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปผลิตผลการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรในโครงการอัน
เนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาพื้นที่แบบโครงการหลวง ถึงแม้ว่าข้าวบนที่สูงจะไม่มีความสำคัญ
ทางเศรษฐกจิ ของประเทศ แต่สำหรับเกษตรกรกลมุ่ ชาติพนั ธุบนพน้ื ท่สี ูงมคี วามจำเปน็ อยา่ งยิง่ ท่ตี ้องปลูกข้าวไว้
บริโภค ข้าวมีความผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีและชุมชน ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น
ของเกษตรกรร่วมกับหน่วยงานที่ดำเนินงานในพื้นที่ กรมการข้าวจึงได้จัดทำชุดโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ
การผลิตและการใช้ประโยชน์ข้าวไร่และข้าวนาที่สูงที่สอดคล้องกับภูมิสังคมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
ประกอบดว้ ย 4 โครงการย่อย ได้แก่ 1) การเพมิ่ ประสิทธภิ าพและการใชป้ ระโยชนจ์ ากขา้ วบนพน้ื ท่ีสูงในอำเภอ
บ่อเกลือ จังหวัดน่าน 2) เทคโนโลยีการผลิตข้าวเพ่ือความมัน่ คงทางอาหารบนพื้นท่ีสูง อำเภอเวียงแหง จังหวดั
เชยี งใหม่ 3) การวจิ ยั และพัฒนาเทคโนโลยกี ารผลิตขา้ วทีส่ ูงเฉพาะพน้ื ท่ใี นอำเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ และ
4) การปรับปรงุ การผลติ ข้าวบนพน้ื ที่สงู ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยเี พือ่ การใช้พื้นทเ่ี กษตรกรรมอย่างยั่งยืนใน
อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้ง 4 โครงการดำเนินการเพื่อให้ได้แนวทางบริหารจัดการให้ชุมชน
ต้นแบบมีความมั่นคงทางอาหารและได้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่งผลให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีคุณภาพชีวิตท่ี
ดแี ละสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่งคงและยงั่ ยืน
2
1.2 วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ หาแนวทางบริหารจดั การชมุ ชนบนพื้นท่ีสูงใหม้ ีความมน่ั คงทางอาหาร และสามารถเพิ่มผลผลติ
ขา้ วใหเ้ พียงพอตอ่ การบรโิ ภค
2. เพอ่ื พฒั นาการผลติ การแปรรูป และการเพมิ่ รายได้จากข้าว และพชื รว่ มระบบไดอ้ ย่างเป็นระบบและ
มีประสทิ ธภิ าพ
3. เพอ่ื สรา้ งกระบวนการพัฒนากลุม่ เกษตรกรและเกษตรกรในการผลติ ขา้ วบนพนื้ ที่สูงใหเ้ กดิ ความย่งั ยนื
1.3 ขอบเขตการดำเนนิ งาน
1. ขอบเขตดา้ นพื้นทแ่ี ละกลุ่มเป้าหมาย
การดำเนินงานของชุดโครงการแบ่งออกเป็น 4 โครงการย่อย มีพื้นที่เปา้ หมาย 3 จังหวัด 4 อำเภอ 12
ตำบล โดยพื้นที่ดำเนินการเป็นพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์วิจัยข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว มี
โครงสร้างของหน่วยงานสนับสนุนงานในเชิงพื้นท่ีตามยุทธศาตร์และภารกิจ โดยงานในพื้นที่เป็นโครงการตาม
นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริท่ีดำเนินการในบาง
พื้นที่ โดยมีเกษตรกรในพื้นที่เป็นเป้าหมายและยังต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง อย่างไร
ก็ตามมีเกษตรกรบางกลุ่มสามารถที่จะพัฒนาเป็นตัวแทนของชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาได้ จึงได้กำหนดพื้นที่
ต้นแบบในการพัฒนาชุมชนในระดบั ตำบลเพื่อเป็นตัวแทนของอำเภอใหค้ รอบคลุมและสามารถเป็นต้นแบบที่มี
เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรทสี่ ามารถพฒั นาตอ่ ไปได้ ดงั แสดงในตารางที่ 1.1
ตารางที่ 1.1 ขอบเขตด้านพืน้ ทแี่ ละกลุ่มเป้าหมาย
ลำดบั โครงการ ตำบล อำเภอ จงั หวดั
นา่ น
1 การเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ 1. ภฟู า้ บอ่ เกลอื
เชียงใหม่
ประโยชน์จากข้าวบนพื้นที่สูงใน 2. บ่อเกลอื ใต้ เชียงใหม่
แมฮ่ ่องสอน
อำเภอบอ่ เกลอื จงั หวัดนา่ น 3. บ่อเกลอื เหนอื
4. ดงพญา
2 เทคโนโลยีการผลิตข้าวเพื่อความ 1. เปยี งหลวง เวยี งแหง
มั่นคงทางอาหารบนพื้นที่สูง 2. แสนไห
อำเภอเวยี งแหง จังหวดั เชียงใหม่ 3. เมอื งแหง
3 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการ 1. ช่างเคง่ิ แมแ่ จม่
ผลิตข้าวที่สูงเฉพาะพื้นที่ในอำเภอ 2. แม่นาจร
แมแ่ จ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 3. แม่ศึก
4 การปรับปรุงการผลิตข้าวบนพื้นท่ี 1. ถำ้ ลอด ปางมะผ้า
สูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี 2. ปางมะผ้า
เพื่อการใช้พื้นที่เกษตรกรรมอย่าง
ยั่งยืนในอำเภอปางมะผ้า จังหวัด
แมฮ่ ่องสอน
3
2. ขอบเขตด้านประเด็นวิจัย
ขอบเขตของการดำเนินการวิจัยของโครงการย่อยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาของชุมชนในเรื่องการผลิต
ข้าวเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนผ่านกระบวนการจัดการความรู้
(knowledge management) โดยปัญหาของแต่ละพื้นที่ดำเนินการจะมีลักษณะคล้ายกันจะแตกต่างไปตาม
บริบทของพื้นที่ ซึ่งโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ประโยชน์จากข้าวบนพื้นที่สูงในอำเภอบ่อเกลือ
จังหวัดน่าน พื้นที่มีความพร้อมของกลุ่มเกษตรกรที่มีความต้องการพัฒนาตนเองในชุมชนและมีความ
หลากหลายของกลุ่มเกษตรกร จึงได้จัดทำประเด็นวิจัยเพิ่มเติม เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาในเรื่องของการ
จัดการทรัพยากรการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร และการเพิ่มรายได้จากพชื
ร่วมระบบในพื้นทเ่ี พื่อเสรมิ ความมน่ั คงทางอาหารของชมุ ชนอกี ทางหน่ึง (ตารางที่ 1.2)
ตารางท่ี 1.2 ปัญหา ประเดน็ วิจยั และเทคโนโลย/ี นวัตกรรมทใ่ี ชใ้ นพืน้ ทเี่ ปา้ หมาย
ลำดบั โครงการ ปัญหา (Pain Point) ประเดน็ วจิ ัย เทคโนโลย/ี
1 การเพิ่มประสิทธิภาพและ
การใช้ประโยชน์จากขา้ วบน นวตั กรรมทีใ่ ช้
พ้นื ทส่ี ูงในอำเภอบ่อเกลือ
จงั หวดั น่าน 1.ผลผลิตขา้ วต่ำ ดิน 1.การเพิ่ม 1. การเพ่ิม
2 เทคโนโลยีการผลิตข้าวเพ่ือ ขาดความอุดมสมบูรณ์ ประสิทธภิ าพการผลติ ประสิทธิภาพการ
ความม่ันคงทางอาหารบน
พ้ืนท่สี ูง อำเภอเวยี งแหง และเกดิ ปัญหาโรคแมลง ขา้ วบนพ้ืนทีส่ งู โดย ผลิตขา้ วบนพ้ืนท่ีสงู
จงั หวดั เชยี งใหม่
ทำให้การผลิตขา้ วไมม่ ี เกษตรกรและชมุ ชนมี 2. การพัฒนาระบบ
ประสิทธิภาพ ส่วนรว่ ม เพอ่ื สรา้ ง สำรองข้าวภายใน
2.ขาดแคลนเมลด็ พันธุ์ ความม่ันคงทางอาหาร ชุมชน (ธนาคารข้าว
ข้าวคุณภาพดีที่ ในครัวเรอื นและชุมชน และเมลด็ พันธ)ุ์
เหมาะสมกับพน้ื ที่ 2.กระบวนการจัดการ 3. การพฒั นาชมุ ชน
3.ขาดการปรบั ตวั ต่อ องค์ความรู้ ทรพั ยากร ตน้ แบบเพ่อื สรา้ ง
สภาพความแปรปรวน และกลไกขับเคลือ่ นใน สมดุลของแมลง
ของสภาพภูมิอากาศท่ี ชุมชน ศตั รขู า้ วและศัตรู
เปล่ียนแปลงในพืน้ ที่ 3.การสรา้ งต้นแบบ ธรรมชาติ
4.ขาดการบรหิ ารจดั การ การเรียนรแู้ ละ 4. การแปรรปู
กล่มุ เกษตรกรและ ผลติ ภณั ฑท์ ี่สร้าง ผลิตภัณฑข์ า้ วและ
ทรพั ยากรในพนื้ ที่ รายไดเ้ พ่มิ ในชุมชน พืชรว่ มระบบใน
ชุมชน
1.ผลผลิตขา้ วตำ่ ดิน 1.การเพิ่ม 1. การเพิ่ม
ขาดความอุดมสมบรู ณ์ ประสทิ ธภิ าพการผลิต ประสทิ ธภิ าพการ
และเกิดปัญหาโรคแมลง ข้าวบนพน้ื ท่สี ูง โดย ผลติ ขา้ วบนพน้ื ทสี่ งู
ทำให้การผลิตขา้ วไมม่ ี เกษตรกรและชมุ ชนมี 2. การพฒั นาระบบ
ประสทิ ธิภาพ สว่ นร่วม เพอ่ื สร้าง สำรองขา้ วภายใน
2.ขาดแคลนเมลด็ พนั ธุ์ ความม่ันคงทางอาหาร ชมุ ชน (ธนาคารขา้ ว
ขา้ วคณุ ภาพดีท่ี ในครัวเรอื นและชมุ ชน และเมลด็ พนั ธ)์ุ
เหมาะสมกับพืน้ ท่ี 2.กระบวนการจดั การ
องคค์ วามรู้ ทรพั ยากร
4
ลำดบั โครงการ ปญั หา (Pain Point) ประเดน็ วิจัย เทคโนโลยี/
นวัตกรรมที่ใช้
และกลไกขบั เคลอื่ นใน
ชุมชนและการแก้ไข
ปัญหาโดยผ่านกลุ่ม
เกษตรกรและ
เกษตรกรในพนื้ ท่ี
3 การวจิ ยั และพฒั นา 1.ผลผลติ ขา้ วต่ำ ดนิ 1.การเพมิ่ 1. การเพม่ิ
เทคโนโลยกี ารผลิตขา้ วทีส่ งู ขาดความอดุ มสมบูรณ์ ประสทิ ธภิ าพการผลิต ประสิทธภิ าพการ
เฉพาะพ้นื ท่ีในอำเภอแมแ่ จ่ม และเกดิ ปัญหาโรคแมลง ขา้ วบนพน้ื ท่ีสูง โดย ผลติ ข้าวบนพน้ื ทสี่ งู
จงั หวดั เชียงใหม่ ทำใหก้ ารผลติ ขา้ วไม่มี เกษตรกรและชมุ ชนมี 2. การพัฒนาระบบ
ประสิทธิภาพ ส่วนรว่ ม เพื่อสร้าง สำรองขา้ วภายใน
2.ขาดแคลนเมลด็ พนั ธ์ุ ความม่ันคงทางอาหาร ชมุ ชน (ธนาคารข้าว
ข้าวคุณภาพดีที่ ในครวั เรือนและชมุ ชน และเมลด็ พนั ธ)ุ์
เหมาะสมกับพน้ื ที่ 2.กระบวนการจัดการ
องคค์ วามรู้ ทรัพยากร
และกลไกขับเคลอ่ื นใน
ชมุ ชนและการแก้ไข
ปัญหาโดยผ่านกลุ่ม
เกษตรกรและ
เกษตรกรในพนื้ ท่ี
4 การปรับปรุงการผลิตขา้ วบน 1.ผลผลิตขา้ วต่ำ ดิน 1.การเพิ่ม 1. การเพ่ิม
พนื้ ท่สี งู ดว้ ยนวัตกรรมและ ขาดความอดุ มสมบูรณ์ ประสิทธภิ าพการผลิต ประสิทธภิ าพการ
เทคโนโลยีเพือ่ การใช้พนื้ ท่ี และเกดิ ปัญหาโรคแมลง ขา้ วบนพื้นท่สี ูง โดย ผลิตข้าวบนพน้ื ท่สี งู
เกษตรกรรมอยา่ งยง่ั ยนื ใน ทำให้การผลติ ข้าวไม่มี เกษตรกรและชุมชนมี 2. การพัฒนาระบบ
อำเภอปางมะผ้า จังหวัด ประสิทธภิ าพ สว่ นร่วม เพื่อสร้าง สำรองข้าวภายใน
แม่ฮอ่ งสอน 2.ขาดแคลนเมล็ดพนั ธ์ุ ความม่ันคงทางอาหาร ชุมชน (ธนาคารข้าว
ขา้ วคุณภาพดีท่ี ในครัวเรือนและชุมชน และเมลด็ พนั ธ)์ุ
เหมาะสมกับพน้ื ท่ี 2.กระบวนการจดั การ
องคค์ วามรู้ ทรพั ยากร
และกลไกขบั เคลอ่ื นใน
ชมุ ชนและการแก้ไข
ปญั หาโดยผ่านกลมุ่
เกษตรกรและ
เกษตรกรในพนื้ ที่
5
1.4 กรอบการวจิ ยั
เนื่องจากกรมการข้าวเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านข้าวของประเทศ และตามยุทธศาสตร์ข้าวเพื่อ
ความมั่นคงทางอาหารของกรมการข้าว กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวในภาคเหนือตอนบนจึงมีภารกิจงานหลักที่ต้อง
ดำเนินการในพื้นที่ โดยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตและอบรมให้ความรู้เรื่องข้าว อย่างไรก็ตามไม่สามารถ
สนับสนุนได้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรทุกพื้นที่ได้ และจากการสำรวจเก็บข้อมูลในพื้นที่ยังพบว่า
เกษตรกรในบางพื้นที่ยังประสบปัญหาข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคอยู่ มีผลผลิตข้าวต่ำ ยากจน และมีรายได้
น้อย ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารขึ้น ซึ่งการดำเนินงานในพื้นที่จะได้รับการสนับสนุนจากโครงการอัน
เนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงเป็นส่วนใหญ่ ในด้านงานวิจัยเชิงพื้นท่ี
ด้านการผลติ ขา้ วบนพน้ื ที่สงู จงึ ได้รบั การสนบั สนุนไม่เต็มท่ีเท่าทคี่ วร ดงั นั้น การดำเนินงานชดุ โครงการนี้จะช่วย
สนับสนุนงานตามภารกิจ โดยช่วยเสริมการทำงานกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการ
ผลิตข้าวบนพื้นที่สูง การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและระบบธนาคารข้าว การใช้พืชร่วมระบบและการสร้างตัวแทน
เกษตรกรขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และสามารถแก้ไขปัญหาในชุมชนได้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
เป็นชุมชนนวัตกรรม สร้างตัวแทนเกษตรกรในการแก้ไขปัญหา ถ่ายทอดความรู้ และขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิง
พื้นที่ในชุมชนได้ ซึ่งผลงานวิจัยนี้จะเป็นแนวทางนโยบายสำหรับผู้บริหารของหน่วยงานเพื่อนำใช้เป็นต้นแบบ
ในการแกไ้ ขปญั หาในเชงิ พนื้ ทต่ี ่อไป
ภาพที่ 1.1 กรอบการวิจยั ของแผนงานและความเชอ่ื มโยงของกิจกรรมภายใต้แผน
6
1.5 คำถามการวิจยั
เนื่องจากลักษณะภูมิสังคมในภาคเหนอื ตอนบนเป็นพื้นที่สงู มีกลุ่มคนหลากหลายชาติพนั ธ์ุอาศัยอยู่ มี
วิถีชีวิตและประเพณีที่แตกตา่ งกันไปในแตล่ ะพ้ืนที่ แต่มีสิง่ หนึง่ ที่เหมอื นกัน คือ การปลูกขา้ วเพ่ือบรโิ ภคและใช้
ในชุมชนเหมือนกัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์ปัญหาในการผลิตข้าวในภาคเหนือตอนบน 4 ประเด็นหลัก
ได้แก่ ขาดประสิทธิภาพในการผลิตข้าว ขาดแคลนเมล็ดข้าวพันธุ์ดี ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และ
ทรัพยากรเกษตรมีความเสอื่ มโทรม คำถามการวจิ ัยมดี งั นี้
1. ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการผลิตและการใช้ประโยชน์ข้าวบนพื้นที่สูงในภาคเหนอื ตอนบนคืออะไร
และจะทำให้ชุมชนมีนวัตกรรมทีส่ อดคล้องกับภมู ิสังคมของแต่ละพ้ืนทีไ่ ด้อย่างมัน่ คงและยั่งยืนตอ้ งทำ
อยา่ งไร
2. การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโจทย์พื้นที่และเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม จาก
หน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและใช้ประโยชน์จากข้าวในพื้นท่ีเปา้ หมาย เพื่อสร้างความ
มนั่ คงและย่ังยนื ใหช้ ุมชนเป้าหมายควรเป็นอย่างไร
1.6 นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
งานวิจยั ครัง้ น้ี ผูว้ จิ ัยกำหนดนยิ ามศัพท์ ดังน้ี
1.6.1 พื้นที่สูง หมายถึง พื้นที่ที่เป็นภูเขา หรือพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลห้าร้อยเมตรขึ้นไป
และเป็นพืน้ ที่ตัง้ ชุมชน ส่วนใหญ่เปน็ พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร มีการคมนาคมยากลำบาก ทำให้หน่วยงานของรฐั เขา้
ไปดำเนนิ งานบนพืน้ ท่สี ูงได้ไม่ทัว่ ถึง ยังคงมีปญั หาการทำไร่เลื่อนลอย และการบกุ รุกทำลายป่าอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
1.6.2 ความมน่ั คงทางอาหาร หมายถงึ สถานการณ์ทีท่ ุกคนในทุกเวลาสามารถเขา้ ถึงอาหารไดท้ ง้ั ดา้ น
กายภาพ สังคม เศรษฐกจิ อยา่ งเพียงพอ ปลอดภัย มคี ุณคา่ ทางโภชนาการ และตรงกบั รสนยิ มของตนเอง เพ่ือ
การมสี ขุ ภาพทีด่ ี
1.6.3 เกษตรกรแกนนำ หมายถึง เกษตรกรที่ปฏบิ ตั ิหนา้ ทช่ี ว่ ยผ้วู จิ ัยในการปฏบิ ัตงิ านโครงการและ
เปน็ เกษตรกรท่ีมีบทบาทในชุมชน เช่น กำนนั ผ้ใู หญ่บา้ น ผชู้ ว่ ยผ้ใู หญ่บา้ น ประธานกลมุ่ เกษตรกร และ
เกษตรกรหวั ก้าวหน้า เป็นต้น
1.6.4 เกษตรกรในพนื้ ท่ี หมายถึง บคุ คลธรรมดาทปี่ ระกอบการเกษตรในบรเิ วณพน้ื ที่หรอื ชมุ ชนท่ตี น
อยอู่ าศยั เช่น การปลกู พชื การเล้ยี งสตั ว์ และเกษตรอนื่ ๆ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื การบริโภคหรือจำหน่ายหรอื
ใช้งานในชมุ ชน
1.6.5 การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลติ ขา้ ว หมายถึง การเพิ่มปรมิ าณและคุณภาพของผลผลติ ข้าว โดย
มีการจดั การทเ่ี หมาะสมเริม่ ตงั้ แตเ่ ตรยี มดนิ จนถึงการเกบ็ เกีย่ ว รวมถึงการแปรรูปเป็นผลติ ภณั ฑก์ ารเกษตร
1.6.6 ธนาคารขา้ ว หมายถงึ ธนาคารทไ่ี ม่ได้ให้กูย้ ืมเงนิ เหมือนกับธนาคารท่ัวไป แต่ให้ก้ยู ืมเป็น
ขา้ วเปลือก เพอื่ ช่วยเหลอื ราษฎรที่ประสบปัญหาปลูกข้าวไม่พอกนิ โดยเม่ือราษฎรสามารถเกบ็ เกี่ยวข้าวได้แล้ว
กใ็ ห้นำข้าวมาคืนธนาคาร พร้อมดอกเบยี้ เป็นข้าวจำนวนเลก็ นอ้ ย
1.6.7 ขา้ วบนพ้ืนทส่ี งู หมายถงึ ข้าวที่ปลูกบนพ้ืนทีส่ งู สูงกว่าระดับนำ้ ทะเลห้ารอ้ ยเมตรข้ึนไป เชน่
ข้าวไร่ ข้าวนาดำ และขา้ วนาขน้ั บนั ได เป็นต้น ข้าวสว่ นใหญ่เปน็ พนั ธ์ุข้าวพนื้ เมืองท่ีปลูกเฉพาะพ้ืนที่
7
บทที่ 2
ทบทวนบรบิ ทขอ้ มลู ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
2.1 บรบิ ทของพื้นท่ี
พื้นท่ีสูงในภาคเหนือตอนบนเป็นพื้นที่มีการผลิตข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็น
พื้นที่ที่เป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งในประเทศไทย
ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 67.22 ล้านไร่ เช่น พื้นท่ีสูงในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพนู
แพร่ น่าน ลำปาง และตาก เป็นตน้ โดยโครงการดำเนินการวิจยั แก้ปญั หาให้กับเกษตรกรและอยูใ่ นพน้ื ทนี่ ำร่อง
ท่ีรับผิดชอบโดยศูนย์วิจัยขา้ วในพื้นที่มี 4 พื้นท่ี ได้แก่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอเวียงแหงและแม่แจม่
จังหวัดเชยี งใหม่ และอำเภอปางมะผา้ จงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน รวมพ้นื ทปี่ ระมาณ 81,314 ไร่ มีเกษตรกรผูป้ ลกู ขา้ ว
มากกว่า 13,500 ราย และมกี ล่มุ เกษตรกรผปู้ ลกู ขา้ วมากกวา่ 6 กลุม่ ในพื้นที่ แต่ละพื้นทม่ี ีบรบิ ทแตกตา่ งกันไป
ซึ่งบรบิ ทของแตล่ ะพืน้ ทีม่ ดี งั น้ี (ภาพที่ 2.1)
ภาพท่ี 2.1 ขอบเขตพื้นทเี่ ปา้ หมายในภาคเหนือตอนบน
2.1.1 บริบทของอำเภอบอ่ เกลอื จงั หวดั น่าน
ข้อมลู ทั่วไปของพื้นท่ี
ประวัติของอำเภอบ่อเกลือเดิมเรียกว่า เมืองบ่อ หมายถึง บ่อน้ำเกลือสินเธาว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมี
ทง้ั หมด 9 บอ่ ชมุ ชนบ่อเกลือมีความสำคัญมาต้งั แตใ่ นอดีตจากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรต์ ามพงศาวดารเมือง
นา่ น มขี ้อความกลา่ วถึงแหล่งผลติ เกลอื ท่สี ำคญั ท่เี ป็นสาเหตใุ หพ้ ระเจ้าตโิ ลกราชแหง่ เมืองเชยี งใหม่ยกทัพมายึด
เมืองน่าน เมื่อปี พ.ศ. 1993 ว่า "เดิมทีเขตอำเภอบ่อเกลือเป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีหนองน้ำ ซึ่ง
พวกสัตว์ต่าง ๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้เป็นประจำ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นพวก
เหล่าสัตว์ทั้งหลายมักจะกินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคาและ
เจ้าหลวงบอ่ จึงไดม้ าดูบอ่ น้ำเกลือ และต่างกต็ อ้ งการครอบครอง จึงคดิ หาวิธกี ารโดยท้ังสองพระองค์ข้ึนไปอยู่ท่ี
8
ยอดดอยภจู นั๋ เพ่ือแขง่ ขันกันพงุ่ สะเนา้ (หอก) แสดงการครอบครองบ่อน้ำเกลอื เจา้ หลวงภูคาพงุ่ หอกไปตกทาง
ตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมาง ตรง
ที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน ผู้คนที่พากันมาดูการแข่งขันพุ่งหอก ได้นำเอาก้อนหินมาก่อไว้เป็นที่สังเกต
แล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนเจ้าหลวงทั้งสององค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่
ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว เจ้าหลวงภูคาจึงไปทูลขอประชาชนที่อยู่เมืองเชียงแสนจากเจ้าเมืองเชียงรายมา
หักร้างถางพงทำเกลืออยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นชุมชนบริเวณนี้จึงได้
เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ ต่อมาเมื่อการปกครองของรัฐ เมืองบ่อจึงได้อยู่ในเขตการปกคร องของ
อำเภอปัว โดยแยกเป็น 2 ตำบล คือตำบลบ่อเกลือเหนือและตำบลบ่อเกลือใต้ ซึ่งในระยะหลังมีราษฎรจากพ้นื
ราบมาทำการค้าขายและตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมากประกอบกับราษฎรในพื้นที่ห่างไกล จึงได้มีประกาศ
กระทรวงมหาดไทยแบ่งเขตการปกครองท้องที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยแยกตำบลบ่อเกลือเหนือและตำบล
บ่อเกลอื ใตเ้ ปน็ กิง่ อำเภอบอ่ เกลือ ต้งั แตว่ ันท่ี 15 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2531 และไดร้ ับการยกฐานะเป็น อำเภอบ่อ
เกลือ เม่ือวนั ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2538
ที่ตั้งและอาณาเขต อำเภอบ่อเกลือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน ประมาณ
พิกัดเส้นรุ้งที่ 19 องศา 8 ลิปดา 30 พิลิปดาตะวันออกและเส้นแวงที่ 101 องศา 10 ลิปดา 0 พิลิปดาเหนือ มี
เนื้อที่ปกครองประมาณ 523,781 ไร่ หรือประมาณ 838 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นเนื้อที่ร้อยละ 7.4 ของเนื้อท่ี
จงั หวดั น่านทั้งหมด มอี าณาเขตติดตอ่ กับเขตการปกครองข้างเคยี ง ดงั น้ี
-ทิศเหนอื ติดต่อกับอำเภอเฉลมิ พระเกียรติ จงั หวัดน่าน
-ทศิ ตะวนั ออก ติดตอ่ กบั แขวงไชยะบรุ ี (ประเทศลาว)
-ทิศใต้ ติดต่อกบั อำเภอแมจ่ รมิ และอำเภอสนั ติสขุ จังหวัดน่าน
-ทิศตะวันตก ติดตอ่ กับอำเภอปัว จงั หวดั นา่ น
การแบ่งเขตการปกครอง อำเภอบ่อเกลือมีการปกครองโดยมีนายอำเภอบ่อเกลือเป็นหัวหน้าส่วน
ปกครองในพน้ื ที่ แบ่งเขตการปกครองยอ่ ยออกเป็น 4 ตำบล 39 หมู่บา้ น ได้แก่
1. ตำบลบ่อเกลอื เหนอื จำนวน 11 หมบู่ ้าน
2. ตำบลบอ่ เกลือใต้ จำนวน 15 หมู่บ้าน
3. ตำบลภูฟ้า จำนวน 6 หมู่บ้าน
4. ตำบลดงพญา จำนวน 7 หมบู่ า้ น
สภาพภูมิศาสตร์ พ้ืนที่อำเภอบ่อเกลือส่วนใหญ่เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน พ้ืนที่มีความลาดชัน
มากกว่าร้อยละ 40 บริเวณท่ีตั้งที่ทำการอำเภอบ่อเกลือสูงประมาณ 730 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
จุดสูงสุดประมาณ 1,648 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพื้นที่ราบลุ่มตามลำน้ำและหุบเขาแคบ ๆ เพียง
รอ้ ยละ 1.5 ของพนื้ ท่ที ้งั หมด ทวิ เขาท่ีสำคัญ ไดแ้ ก่ ทิวเขาภูคา ภูแว ภฟู า้ ภผู ีปนั นำ้ ลำนำ้ ทสี่ ำคัญ ไดแ้ ก่ ลำน้ำ
มาง ลำน้ำว้า และลำน้ำน่าน มีสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณดอยภูคาและบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ซึ่ง
อุดมสมบูรณ์ไ ปด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้นานาชนิด และยังเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำน่านอีกด้วย สภาพภูมิอากาศ
โดยท่ัวไปจะเย็นสบายตลอดท้ังปี เนื่องจากมีลมภูเขาและลมหุบเขา แต่เม่ือถึงฤดูหนาวอากาศจะหนาวจัดมาก
โดยเฉพาะเวลากลางคืนในบางปี อุณหภูมิหนาวเย็นตลอดปีโดยเฉพาะกลางคืนจะลดลงถึง 0 องศาเซลเซียส
พอสน้ิ ฤดหู นาวผ่านเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวก็ย่างเข้าส่ฤู ดูฝน ฝนจะตกชุกไปถงึ เดอื นพฤศจิกายน ปริมาณ
น้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,300 มิลลิเมตรต่อปี เป็นอิทธิพลจากลมมรสุมในอ่าวตังเก๋ียซึ่งพัดผ่านประเทศเวียดนามและ
ประเทศลาว อำเภอบ่อเกลอื จงึ เปน็ เมืองในหุบเขาสองฤดู
9
ข้อมลู ความมั่นคงทางอาหาร
อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีปัญหาข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคที่กระทบต่อความไม่มั่นคง
ทางด้านอาหาร โดยความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร หมายถึง สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหาร ไม่มี
อาหารเพียงพอสำหรบั กินในแต่ละมอ้ื หรือบางช่วงฤดกู าล เช่น ฤดูร้อน โดยเฉพาะอาหารทไ่ี ดจ้ ากปา่ เนือ่ งจาก
ผืนป่ามีความแห้งแล้ง พืชอาหารไม่เจริญเติบโต รวมถึงชุมชนไม่สามารถพึ่งตนเองทางด้านอาหารได้ เช่น ไม่
สามารถผลิตอาหารได้ ไม่มีอาหารจากป่าธรรมชาติเหมือนในอดีตที่เคยกินอย่างเพียงพอ จากการสำรวจของ
สำนักงานเกษตรอำเภอบ่อเกลือ ปี 2562-2563 พบว่า มีครัวเรือนเกษตรกรที่ข้าวบริโภคไม่เพียงพอ 833
ครัวเรือน จากจำนวนครัวเรือนเกษตรกรทล่ี งทะเบียนท้ังหมด 3,182 ครัวเรือน ปัจจยั ในพนื้ ทที่ ส่ี ่งผลตอ่ ผลผลติ
ข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเกษตร จากการสำรวจ
ของ พบว่าเกษตรกรในตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ ร้อยละ 93 ได้รับผลกระทบจากากรเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศต่อการทำเกษตร โดยผลกระทบที่ได้รบั ในรูปแบบ ขาดแคลนน้ำ ปัญหาจากโรค แมลง ผลผลิตลดลง
พืชหลักที่ปลูกมากที่สุดคือข้าวคิดเป็นร้อยละ 74.5 รองลงมาเป็นข้าวโพดคิดเป็นร้อยละ 10.8 และ ไม่มีการ
ปลูกร้อยละ 14.7 ต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ส่วนใหญ่จะใช้เมล็ดพันธุ์ของตนเองเพื่อประหยัดต้นทุนร้อย
ละ 58.56 ลำดับความสำคัญของความต้องการแก้ไขปัญหาในพืน้ ที่ ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำมาก
ทีส่ ุด รองลงมาคือ ปญั หาดินเสือ่ มคุณภาพ
2. การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากปัญหาการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อต้องการ
ให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น รายได้จากการขายผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบเริ่มก่อให้เกิดปัญหาในชุมชน
เกษตรกรเริ่มเป็นหนี้จากปัจจัยการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนายทุนจะให้ลงบัญชีกู้ยิมเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยา
ฆ่าหญ้า และยาปราบศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการเพาะปลูก แบกรับราคาต้นทุนการ
ผลิต เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกลราคาผลผลิตจึงมีราคาถูกมีเรื่องต้นทุนค่าขนส่งเป็นเงื่อนไข เมื่อเกษตรกร
ต้องการค่าตอบแทนสูงขึ้นจึงเลือกที่จะลดพื้นที่ปลูกข้าวไร่พืชอาหารหลักลง การละเลยดูแลรักษาแปลงข้าว
เอาเวลาส่วนใหญ่ไปกับการปลูกข้าวโพด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแปลงข้าวผลผลิตข้าวจึงลงลงไม่เพียงพอต่อ
การบริโภค
เมื่อวิเคราะห์การผลิตและการบริโภคข้าวในพื้นที่ พบว่า มีพื้นที่ปลูกข้าวนาดำและข้าวไร่รวม 23,380
ไร่ ได้ผลผลิตรวม 7,070 ตันข้าวเปลือก หากพิจารณาตามอัตราการบริโภคข้าวประมาณ 300 กก.ข้าวเปลือก/
คน/ปี แล้ว พบว่า อำเภอบ่อเกลือ มีความตอ้ งการข้าวเพื่อบริโภคของประชากรทัง้ หมดประมาณ 4,533 ตัน/ปี
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการผลติ ข้าวในพ้ืนที่อำเภอบ่อเกลอื มีข้าวเพียงพอต่อการบรโิ ภค อย่างไรก็ตามปัญหาข้าวบริโภค
ไม่เพียงพอยังเกิดขึ้นในบางหมู่บ้าน อาจเกิดเนื่องจากสาเหตุ เช่น พื้นที่การผลิตมีอยู่จำกัด ผลผลิตข้าวที่ได้ต่ำ
และขาดการเคลื่อนย้ายข้าวในพื้นที่ เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความต้องการเพิ่มปริมาณข้าวในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ ให้
เพียงพอในพื้นที่ ท้งั นีส้ ามารถจัดทำทางเลอื กในการท่จี ะได้ข้าวเพมิ่ ขึ้นได้ 3 ทางเลือก คอื
1. การซือ้ ข้าวจากชมุ ชนใกลเ้ คยี งบรโิ ภค ในบางหมูบ่ า้ นท่ีมขี ้าวเหลอื จากบริโภคทางเลือกน้มี ี
ความเป็นไปได้กรณีเสน้ ทางคมนาคมสะดวก มีตลาดซือ้ ขาย และผ้บู ริโภคมกี ำลงั ซอ้ื จากการประกอบอาชพี อน่ื
หรือปลกู พชื ทใ่ี หผ้ ลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตาม ทางเลอื กนข้ี ึ้นอยกู่ บั สถานการณร์ าคาขา้ วและไม่ย่ังยนื
2.เพิม่ ผลผลิตขา้ ว จากปัจจุบันขา้ วนาไดผ้ ลผลติ เฉลย่ี 440 กก./ไร่ ใหเ้ ปน็ 500 กก./ไร่ ข้าวไร่
ได้ผลผลิตเฉลย่ี 274 กก./ไร่ ให้เป็น 300 กก./ไร่ ทางเลอื กนี้ไม่ต้องเพม่ิ พ้นื ท่ปี ลกู หรืออาจจะลดพ้นื ทปี่ ลกู ลงได้
10
โดยการวจิ ัยและพัฒนาพันธุ์ขา้ ว เขตกรรม การผลิตเมล็ดพนั ธุด์ ี การจัดการความอดุ มสมบรู ณ์ของดิน วัชพชื
และการปอ้ งกันกำจดั ศตั รขู า้ วทส่ี ำคัญในพนื้ ท่ีใหเ้ กิดเสถียรภาพในการผลติ เพมิ่ มากขึน้
3.การทำนาขน้ั บันได เปน็ การปรับพ้ืนท่ปี ลูกข้าวไรท่ ี่มคี วามลาดเอยี งเหมาะสมในการปรบั
เป็นนาข้ันบันได ใชน้ ำ้ ฝนเป็นหลกั แตใ่ หม้ ีแหล่งน้ำสำรองเพ่ิมเตมิ ในชว่ งการเจรญิ เติบโตของขา้ วร่วมด้วย ซ่งึ
เปน็ ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรบั บนพื้นทสี่ งู
คณะผู้วิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ได้ดำเนินงานในชุมชนเป้าหมายในพื้นที่ตำบล 4 ชุมชน ได้แก่
1) บา้ นผาคับ ตำบลบ่อเกลือใต้ 2) บา้ นสวา้ ตำบลดงพญา 3) บา้ นนากอก ตำบลภูฟ้า และ 4) บ้านบอ่ หยวกใต้
ตำบลบ่อเกลือเหนือ โดยสภาพพื้นที่ชุมชนเป็นภูเขาสลับที่ราบในบางพื้นที่ มีป่าไม้และแหล่งต้นน้ำน่าน
เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ จากการดำเนินการประเมินความมั่นคงทางด้าน
อาหารของครัวเรือนเกษตรกร พบว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างอยู่ในวัยผู้ใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 51-75 ปี เป็น
ครอบครัวเล็กถึงขนาดกลางมีสมาชิก 1-6 คน แหล่งรายได้หลักของครัวเรือนเกษตรกรเป็นรายได้นอกภาค
เกษตรได้จากการไปรับจ้างหรือลูกหลานออกไปทำงานต่างถิ่นแล้วส่งเงินกลับมา รองลงมาเป็นรายได้จากภาค
เกษตร แหล่งอาหารของครัวเรือนเกษตรกรได้มาจากการผลิตเอง ปลูกเอง เลี้ยงเองมากที่สุด รองลงมาได้จาก
แหลง่ ธรรมชาติ และสุดทา้ ยได้จากการซอื้ ไมม่ ีการแบ่งปันอาหารกันภายในชุมชนและไมน่ ิยมออกไปกินอาหาร
นอกบา้ น สำหรับการผลิตขา้ วและอาหารของครัวเรือน เกษตรกรทัง้ หมดปลูกข้าวนาปีคอื ปลูกข้าวปลี ะคร้ังเพื่อ
การบริโภคของครัวเรือนโดยมีข้าวเพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี และมีการเตรียมสำรองข้าวไว้เป็นอาหาร
ของครวั เรอื นอยา่ งเพยี งพอ ครัวเรอื นเกษตรกรบนพืน้ ทสี่ งู บางส่วนมีปัญหาดา้ นรายได้ไม่เพียงพอเพ่ือซ้ืออาหาร
บริโภคในครัวเรือน มีการกู้ยืมจากเพื่อนบ้านหรือญาติ ซื้อเชื่อจากร้านค้าปลีกในชุมชน มีความยากลำบากใน
การเขา้ ถึงอาหารเพื่อบริโภค โดยเกษตรกรบางส่วนไมม่ กี ารซ้ือเน้อื สัตว์ ผกั ผลไม้ และเครอ่ื งปรงุ เพือ่ บริโภค
2.1.2 บริบทของอำเภอเวยี งแหง จงั หวัดเชยี งใหม่
ขอ้ มลู ทั่วไปของพน้ื ที่
อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมชื่อว่า “เมืองแหง” มีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่าน เมือง
ยุทธศาสตร์ตามเส้นทางการเดินทัพและการค้าระหว่างเมืองเชียงใหม่ (ราชธานีของอาณาจักรล้านนากับเมืองอัง
วะ) กับเมืองนาย (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) ซึ่งเมืองแหงตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางระหว่างเมือ ง
เชียงใหม่กับเมืองนายโดยเดินทางตามลำน้ำแม่แตง มีพื้นที่กว้างใหญ่ เหมาะแก่การสะสมเสบียงอาหารเลี้ยง
กองทัพ จึงเป็นสถานที่หรือเมืองที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึน้ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต โดยปัจจุบันอำเภอเวียงแหง
ต้งั อยทู่ างทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือ ห่างจากตวั จังหวดั เชียงใหม่ ระยะทาง 133 กโิ ลเมตร มอี าณาเขตติดตอ่ ดงั น้ี
ทศิ เหนอื ตดิ ตอ่ กบั รัฐฉาน ประเทศสาธารณรฐั สหภาพเมยี นมาร์
ทิศตะวนั ออกและทิศใต้ ตดิ ต่อกับอำเภอเชียงดาว จงั หวัดเชยี งใหม่
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับอำเภอปาย จังหวดั แม่ฮ่องสอน
ลักษณะภูมิประเทศมีพื้นที่ประมาณ 440,625 ไร่ มีส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินประมาณ 31,250
ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ภูเขาสูงและป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ซึ่งพื้นที่ประมาณ 93 เปอร์เซ็นต์ของอำเภอ มี
พื้นที่ราบและที่ราบเชิงเขา มีน้ำแม่แตงไหลผ่าน และมีเนื้อที่ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ของอำเภอเป็นพื้นที่ราบสงู
เฉลยี่ จากระดบั ทะเลปานกลางประมาณ 750 เมตร
มีลักษณะภูมิอากาศที่เย็นสบาย ฤดูฝนมีฝนตกชุกค่อนข้างสม่ำเสมอ และยาวนาน เนื่องจากมีป่าไม้ท่ี
อุดมสมบูรณ์ ฤดูฝนจะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม มีอากาศหนาวและเย็นนาน คือเริ่มตั้งแต่
ปลายฤดูฝนประมาณเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 5 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อน
11
ค่อนข้างสั้น อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส มีทรัพยากรธรรมชาติจัดอยู่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A
และ 1B ซ่งึ เป็นต้นน้ำลำธาร อาชพี หลกั ของประชากรคือทำการเกษตร
อำเภอเวียงแหง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล 23 หมู่บ้าน ดังนี้
1. ตำบลเปียงหลวง มีองค์การบริหารส่วนตำบลเปียงหลวง เป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถ่ินดูแล
พื้นที่ทั้งตำบล มี 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านเปียงหลวง หมู่ที่ 2 บ้านจอง หมู่ที่ 3 บ้านใหม่มะ
กายยอน หมู่ที่ 4 บ้านม่วงเครือ หมู่ที่ 5 บ้านห้วยไคร้ และหมู่ที่ 6 บ้านแปกแซม ประชากรทั้งตำบล
จำนวน 4,323 ครัวเรือน 25,725 คน
2. ตำบลแสนไห มีเทศบาลตำบลแสนไห เป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลพื้นที่ทั้งตำบล จำนวน
5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านสันดวงดี หมู่ที่ 2 บ้านสามปู หมู่ที่ 3 บ้านม่วงป๊อก หมู่ที่ 4 บ้านมหาธาตุ
และหมู่ท่ี 5 บา้ นปางปอ๋ ประชากรท้ังตำบล จำนวน 1,291 ครวั เรอื น ประชากร 10,768 คน
3. ตำบลเมืองแหง มีองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหง เป็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลพื้นที่
ทั้งตำบล มี 12 หมูบ่ ้าน ประกอบดว้ ย หมทู่ ี่ 1 บ้านแม่หาด หมู่ที่ 2 บ้านกองลม หมู่ท่ี 3 บ้านป่าไผ่ หมู่ที่ 4 บ้าน
เวียงแหง หมู่ที่ 5 บ้านห้วยหก หมู่ที่ 6 บ้านสามหมื่น หมู่ที่ 7 บ้านนามน หมู่ที่ 8 บ้านแม่แพม หมู่ท่ี 9 บ้าน
ปางควาย หมู่ท่ี 10 บ้านกองลมใหม่ หมู่ที่ 11 บ้านเลาวู และหมู่ท่ี 12 บ้านแม่แตะ ประชากรทั้งตำบล จำนวน
3,229 ครวั เรือน ประชากร 15,278 คน
โดยส่วนใหญ่ประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว กระเทียม ข้าวโพด
พริก ถ่วั เหลือง ถ่ัวลสิ ง มะม่วง ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน เปน็ ต้น และมกี ารทำประมงเลยี้ งปลาแบบครวั เรอื น รวมถึง
มีการปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงโค กระบือแบบปล่อยเข้าป่าช่วงฤดูเพาะปลูก และนำกลับมาเลี้ยงปล่ อยตามทุ่งนา
ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเสร็จสิ้น เลี้ยงสุกร เป็ด และไก่ ตามบ้าน เป็นต้น แลบางส่วนที่อยู่
ในช่วงวัยทำงาน (15 – 60 ปี) ประกอบอาชีพ รับจ้างทั้งพื้นที่นอกอำเภอและต่างประเทศในภาคโรงงาน
อุตสาหกรรม และมบี างสว่ นประกอบอาชพี รบั ราชการ หรือเปน็ ลกู จ้างของหนว่ ยงานภาครฐั
ทุกตำบลในอำเภอเวียงแหงมีการรวมกลุ่มพื้นฐานของประชาชน ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มผู้สูงอายุ
กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มอาชีพ ซึ่งกลุ่มอาชีพเป็นการรวมกลุ่ม เพื่อจำหน่ายเป็นวัสดุดิบ
(เช่น กลุ่มผู้ปลูกกระเทียม กลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือ) และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์วิสาหกิจ
ชุมชน (เช่น น้ำพริกคั่วทรายบ้านเวียงแหง กลุ่มผู้ทำถั่วเหลืองแผ่นบ้านจอง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์พืช ผลไม้
เมืองหนาว เป็นตน้ ) และกลุ่มผผู้ ลิตสนิ ค้าพ้ืนเมืองจากภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน (ไดแ้ ก่ กลุ่มทอและตัดเย็บผ้าไทยใหญ่
ผ้ากระเหรี่ยงบ้านแม่หาด ผ้าลีซูบ้านสามหมื่น เป็นต้น) โดยตำบลเปียงหลวง จำนวน 19 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่มอาชีพ 10 กลุ่ม กลุ่มออมทรัพย์ 4 กลุ่ม และกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน 5 กลุ่ม ตำบลแสนไห จำนวน 25 กลุ่ม
ประกอบดว้ ย กลุม่ อาชพี 5 กลมุ่ กลุ่มออมทรพั ย์ 5 กลุม่ และกลมุ่ กองทนุ หมู่บา้ น 5 กลมุ่ กลมุ่ ผูส้ ูงอายุ 5 กลุ่ม
กลุ่มสตรแี มบ่ ้าน 5 กลุ่ม และตำบลเมืองแหงจำนวน 25 กลุ่ม ประกอบดว้ ย กลมุ่ อาชีพ 6 กลมุ่ กลมุ่ ออมทรัพย์
7 กลมุ่ และกลมุ่ กองทนุ หมบู่ ้าน 12 กลุ่ม
อำเภอเวียงแหงมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ ที่ราบเชิงเขา มีภูเขาสูง มีภูมิอากาศเย็นสบายเกือบ
ตลอดปี มีประชากรหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรนั้น จึงทำให้อำเภอ
เวียงแหงมีการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ทั้งผลิตมาจากพืช
การเกษตรที่ปลูกในชุมชน และผลิตจากภูมปิ ัญญา วถิ ชี ีวติ เชน่ ตำบลเปียงหลวง มีกลุม่ ผ้ทู ำผลติ ภัณฑ์เครื่องใช้
ในครัวเรือนบ้านม่วงเครือ และบ้านใหม่มะกายยอน กลุ่มทอผ้าบ้านห้วยไคร้ กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านหลักแต่ง
กลุ่มผู้ถั่วเหลืองแผ่นบ้านจอง และตำบลเมืองแหง ได้แก่ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน (น้ำพริกค่ัว
12
ทราย) บ้านเวียงแหง กลุ่มทอผ้ากระเหรี่ยงบ้านแม่หาด กลุ่มทอผ้า (ลีซู) บ้านสามหมื่น กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์
พืช ผลไม้ เมืองหนาว
นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน ตาม
โครงการต่าง ๆ ดังนี้
1. โครงการสถานีสาธิตและถ่ายทอดการเกษตร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้าน
แปกแซม ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นที่หมู่ 6 ประกอบด้วย บ้านแปกแซม และ
บ้านหนิ แตว
2. โครงการพัฒนาเพือ่ ความมั่นคงพื้นทีช่ ายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเปียงหลวง อำเภอ
เวียงแหงจังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นที่หมู่ 5 ประกอบด้วย 1) ชุมชนบ้านห้วยไคร้ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่ 2)
ชุมชนจีนบ้านห้วยไคร้ 3) ชุมชนลาหู่บ้านห้วยไคร้ใหม่ 4) ชุมชนบ้านห้วยลึก ชนเผ่ามูเซอ และ 5) ชุมชนบ้านห้วย
ลึกเผ่าลีซอ
3. โครงการร้อยใจรักษ์ตำบลเปยี งหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ (จดั ตัง้ ปี 2564)
4. โครงการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเบญจมะ 1 บ้านสามหมื่น (โครงการพัฒนาเด็กและ
เยาวชนในถ่นิ ทุรกนั ดารตามพระราชดำรบิ ้านสามหม่ืน) ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวดั เชยี งใหม่
5. โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริบ้านดอยดำ ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัด
เชยี งใหม่
ขอ้ มลู ความมน่ั คงทางอาหาร
สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีแนวทางการบริหารจัดการสินค้าข้าวของจังหวัดเชียงใหม่อย่าง
ย่งั ยืน ดว้ ยระบบสง่ เสริมการเกษตร (MRCF) ตามแนวนโยบายกรมส่งเสรมิ การเกษตร ปี 2557 โดยไดว้ เิ คราะห์
สถานการณ์การผลิตข้าวของจังหวัดเชียงใหม่ของพื้นที่ปลูกจริงทั้งหมด จากการพยากรณ์การผลิตข้าวนาปี
2557 จะมีผลผลิตข้าวนาปี จำนวน 334,232 ตัน ต้องการใช้ภายในจังหวัดทั้งเพื่อการบริโภค ผลิตเมล็ดพันธ์ุ
อุตสาหกรรม จำนวน 268,769 ตัน คงเหลือ จำนวน 65,463 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณข้าวเหลือจากความต้องการ
ภายในจงั หวดั จำนวนมาก จงึ มแี นวทางลดพ้ืนทป่ี ลูกข้าวตามสภาพพน้ื ท่ีและความเหมาะสมของตำบลในแตล่ ะ
อำเภอ โดยอำเภอเวียงแหง มีเนื้อที่ปลูกข้าวทั้งหมด 9,325 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 560 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตรวม
5,222 ตัน ใช้บริโภค 3,757 ตัน และเหลือ 1,465 ตัน ดังนั้นตำบลเปียงหลวง และตำบลเมืองแหง ซึ่งมีพื้นท่ี
ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง จึงถูกกำหนดแนวทางให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวลง แต่บางพื้นที่ไม่สามารถลดได้ เนื่องจากเป็น
การผลิตข้าวเพื่อความมั่นคง จึงมีแนวทางการดำเนินงานด้วยการคงพื้นที่ปลูกไว้ และปรับปรุงการผลิตให้ดีขึน้
เพื่อให้สอดคล้องกับสังคม วัฒนธรรมวิถีชีวิต และภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำบลเปียงหลวง และตำบล
เมืองแหงมีอาณาเขตตดิ ต่อกบั ประเทศสาธารณรฐั สหภาพเมียนมาร์และมสี ภาพพื้นที่เปน็ เขาสงู อาจเกิดโอกาส
ปัญหาในด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และปัญหายาเสพติดได้ จึงมีโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ใน
พนื้ ท่ี เพ่ือสง่ เสริมอาชพี เพ่มิ ศกั ยภาพด้านเกษตรกรรม ปศสุ ตั ว์ ใหเ้ พยี งพอตอ่ การดำรงชพี ของคนในพนื้ ท่ี
ตามรายงานโครงการตามพระราชดำริศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง (2562) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานที่ได้สนองตาม
พระราชดำริ ได้รายงานการผลิตข้าวของโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบล
เปียงหลวง ดังนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก มาจากภาคการเกษตร ร้อยละ 90 ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าว กระเทียม
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง เป็นต้น และร้อยละ 10 มาจากการรับจ้างในเขตตัวอำเภอเวียงแหง รายได้เฉล่ีย 35,000-
40,000 บาทตอ่ ครัวเรือนตอ่ ปี เกษตรกรจะปลูกข้าวท้งั สภาพไรแ่ ละสภาพนา ซึ่งพนั ธขุ์ ้าวไรจ่ ะนิยมปลูก คือ พนั ธจ์ุ ะจ่อย
เป็นพนั ธุ์ข้าวไร่พันธพ์ุ ้นื เมืองทผี่ ลผลติ สูงคณุ ภาพการหงุ ต้มดี ส่วนข้าวนาจะนิยมปลูก ขา้ วเหมยนอง และขาหน่ี ซึง่ แต่ละ
ครวั เรอื นปลูกเพอื่ บริโภคและบา้ งครอบครัวเหลือจำหน่าย พน้ื ท่ีปลกู เฉลยี่ 8 ไรต่ ่อครวั เรือน พบปัญหาการปลูกข้าวเร่ือง
13
สัตว์ศัตรูข้าว พันธุ์ปน และบางรายมีปัญหา ขาดแคลนแรงงาน และแหล่งน้ำ โดยเกษตรกรมีความต้องการองค์ความรู้
เรื่องการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสม ปุ๋ยเคมี โรค แมลง สัตว์ศัตรูที่สำคัญ และ ต้องการพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ในขณะท่ี
ตำบลเมืองแหง มีทั้งการปลูกข้าวไร่ และข้าวนาสวน โดยบ้านสามหมื่น (โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร
ตามพระราชดำริบ้านสามหมื่น) ซึ่งตั้งอยู่กลางเขาอาศัยน้ำฝนทำการเกษตร ส่วนใหญ่ปลูกข้าวไร่ มีเพียง 2 - 3 รายใน
หมู่บ้านที่ปลูกข้าวนา แต่มีปัญหาเรื่องพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองต่อพื้นที่และขาดแคลนแหล่งน้ำ โดยข้าวไร่ปลูกพันธุ์พื้นเมือง
(ข้าวเขียว) มีพื้นทีป่ ลูก เฉลี่ย 6 ไร่ต่อครวั เรือน ผลผลิตเฉลี่ย 214 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ส่วนความต้องการบรโิ ภคของเกษตรกร
เฉลี่ยแต่ละครัวเรือน 974 กิโลกรัมต่อครัวเรือน (ข้าวเปลือก) ซึ่งยังมีครัวเรือนที่ขาดแคลนข้าวบริโภค เกษตรกรแก้ไข
ปัญหาขาดข้าวเพื่อบริโภค ด้วยการซื้อข้าวจากพื้นราบ และใช้แรงงานเพื่อแลกข้าวกับเพื่อนบ้าน และบ้านดอยดำ
(โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริบ้านดอยดำ) ซึ่งเป็นหย่อมบ้านของบ้านแม่หาด บ้านนามน ตั้งอยู่บนพื้นสูง
จากระดับทะเลปานกลางประมาณ 1,700 เมตร ปลูกข้าวนาสวนขั้นบันไดพันธุ์ขะสอ 62 ทุกครัวเรือน ๆ ละ 3 ไร่ มี
ผลผลิตเฉลี่ย 400 กิโลกรัม (ผลผลิตอยู่ในช่วง 232 - 580 กิโลกรัมต่อไร่) และบ้านแม่หาด บ้านนามน พื้นที่ตั้งอยู่เชิงเขา
สูง มีสภาพอากาศเย็น จึงปลูกข้าวนาสวนขั้นบันไดพันธุ์พื้นเมืองบือจือแหละเป็นส่วนใหญ่ และมีพื้นที่ปลูกข้าวไร่บ้าง
เล็กนอ้ ย ซง่ึ เกษตรกรมีการใสป่ ยุ๋ เคมีหลงั ปลูกเพียงเลก็ น้อย ผลผลิตข้าวเฉล่ยี 520 กิโลกรัมต่อไร่
ส่วนตำบลแสนไห เป็นตำบลที่ตั้งอยู่กลางอำเภอ ไม่อาญาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมีสภาพ
ภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงและเนินเขา มีพื้นที่ราบเล็กน้อยมีลำน้ำแตงไหลผ่านกลางตำบล เหมาะแก่การ
เพาะปลูก จึงทำให้มีพืชเศรษฐกิจหลายประเภททั้งพืชไร่ (ข้าว ข้าวไร่ ถั่วเหลือง) พืชสวน (พริก หอมแดง
กระเทียม ผัก) และไม้ผลยืนต้น (ส้มเขียวหวาน มะม่วง) ซึ่งการปลูกข้าวของเกษตรกร ส่วนใหญ่ปลูกข้าวไร่
พันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวเหลือง ข้าวเม็ดลาย เป็นต้น เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงต้องการฟางข้าวสำหรับ
นำไปใช้ในการเพาะปลูกพืชอื่นต่อ เช่น กระเทียม พริก เป็นต้น ประกอบกับสภาพอากาศของชุมชนค่ อนข้าง
หนาวเย็น การใช้พันธุ์พื้นเมืองจึงเหมาะสมกับพื้นที่มีมากที่สุด ส่วนการปลูกข้าวนามีเพียงเล็กน้อย เชิงหุบเขา
และอยู่ติดเขตกับชุมชนอื่น เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง 1 ผลผลิตข้าวเฉลี่ยของหมู่บ้าน
ประมาณ 400 – 470 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่
ซึ่งในระหว่างดำเนินโครงการได้มีการวิเคราะห์บริบทพื้นที่และฐานทุนความต้องการของพื้นท่ี ทั้ง 3
ตำบล พบว่า อาหารบางอย่างเกษตรกรส่วนใหญ่สามารถผลิตหรือจัดหาได้เองในพื้นที่ ได้แก่ ข้าว ร้อยละ 81 ผัก
ร้อยละ 32 เป็นต้น ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่มีการปลูกผัก ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคในครัวเรือนบ้างแต่ไม่
เพียงพอ โดยแหล่งอาหารของครัวเรือน เรียงตามลำดับที่ได้มา คือ ลำดับที่ 1 จากการซื้อ ลำดับที่ 2 การผลิต
เอง ทั้งจากการปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์เอง ลำดับที่ 3 จากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ เห็ด หน่อไม้ เป็นต้น
และยังมีการแบง่ ปนั อาหารจากเพื่อนบ้านหรอื คนในชมุ ชนกนั อยู่ ส่วนการบรโิ ภคอาหารนอกบา้ นมบี า้ งเลก็ นอ้ ย
แสดงได้ว่า หากคนในชุมชนมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น จะทำให้มีแหล่งพลังงานหลักของครัวเรือนมากขึ้น
หรือเหลือจำหน่ายเพ่ิมรายได้ ส่วนการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือน จะช่วยมีให้
ความหลากหลายของประเภทอาหารที่ไดร้ ับและอาหารมีคุณภาพมากขึน้ ในขณะเดียวกัน หากชุมชนที่มพี ืน้ ที่ต้งั
มีศักยภาพเอ้ืออำนวยตอ่ การผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งนำ้ และปริมาณน้ำในการเกษตร จะส่งผลต่อ
ความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชนมากขึ้น ทั้งในด้านการผลิตเพื่อบริโภค หรือจำหน่ายเป็นรายได้ เพื่อนำ
รายได้กลับมาใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น หากมีการสนับสนุนแหล่งน้ำทางการเกษตร การให้
ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ตลอดจนการวางแผนการผลิตพืชที่เหมาะสมกับการใช้
ประโยชน์พื้นที่ รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน จะทำให้ชุมชนมีความ
ม่นั คงทางอาหารและเข้าถงึ แหล่งอาหารไดม้ ากข้ึน
14
คณะผู้วิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ได้ดำเนินงานในชุมชนเป้าหมายในพื้นท่ีชุมชน 3 ตำบล ได้แก่
1) บ้านแม่หาด ตำบลเมืองแหง 2) บ้านห้วยไคร้ ตำบลเปียงหลวง และ 3) บ้านแม่ป๊อก ตำบลแสนไห (ภาพที่
4.2) ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าต้นน้ำ มีอาณาเขตติดกับประเทศสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์
เกษตรกรที่อาศัยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ คนพื้นเมือง ปกาเกอญอ ลีซู ไทยใหญ่ ลาหู่ และจีนฮ่อ เกษตรกร
ปลูกข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลัก จากการดำเนินงานในระยะ 6 เดือน ได้ดำเนินการสำรวจความมั่นคงทางอาหาร
ของครัวเรือน พบว่า เกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ปลูกข้าวอำเภอเวียงแหงแต่ละแห่ง มีสภาพนิเวศและบริบทของ
พนื้ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไป ถึงแมว้ า่ ชุมชนไม่ไกลกนั มากนัก โดยบา้ นห้วยไคร้ ตำบลเปียงหลวง เกษตรกรสว่ นใหญ่
ปลูกข้าวสภาพไร่ อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก มีการใช้สารเคมีในแปลงข้าวตามปัญหาที่พบ ทำให้ผลผลิตข้าว
ของชุมชนส่วนใหญ่ ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน บ้านม่วงป๊อก ตำบลแสนไห มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งสภา
พนาสวนและสภาพไร่เชิงเขา แต่เริ่มมีพืชเศรษฐกิจเข้ามาแทนที่พื้นที่ปลูกข้าวเพิ่มขึน้ คือ พื้นที่นาสวนบางแห่ง
ที่มีระบบน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก สามารถจัดการระบบน้ำได้ ถูกเปลี่ยนไปปลูกกระเทียม แต่เกษตรกร
ยังคงปลูกข้าวในสภาพไร่แทนสำหรับบริโภคและใช้ประโยชน์จากฟางข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวของคนในชุมชน
ส่วนใหญ่ยังเพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน เช่นเดียวกันพื้นที่ปลูกข้าวสภาพไร่เริ่มลดลงจากการปลูก
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผลยืนต้น เช่น มะม่วง ส้ม เป็นต้น บ้านแม่หาด ตำบลเมืองแหง มีพื้นที่ปลูกข้าวท้ัง
สภาพนาสวนและสภาพไร่ โดยส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกข้าวนาสวน มากกว่าสภาพไร่ ทำให้ผลผลิตข้าว
เพียงพอต่อการบริโภคในชุมชน และบางครัวเรือนสามารถจำหน่ายผลผลิตเป็นรายได้อีกด้วย และจากการ
ดำเนินกิจกรรมการทดสอบและปรับใช้เทคโนโลยีร่วมกับเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้พบว่าเกษตรกร
ส่วนใหญ่มีการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี และมีการป้องกันกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว
ด้วยสารเคมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่และทำการเกษตรแบบเข้มข้นกว่าในอดีต โดยขาดความรู้และ
ความเข้าใจที่ถูกต้อง และปฏิเสธที่จะปรับวิธีการปฏิบัติ ซึ่งเมื่อมีการดำเนินกิจกรรมแปลงทดสอบและปรับใช้
เทคโนโลยีร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่หรือเกษตรกรอาสาที่เปิดใจรับเทคโนโลยีหรือสิ่งใหม่ ๆ ทำให้เกษตรกร
อาสาเห็นผลที่เกิดขึ้นจริงจากการปรับวิธีการปฏิบัติ คือ ข้าวนาสวนมีรวงข้าวที่สมบูรณ์กว่า ต้นแข็ง ไม่ล้ม มี
การสูญเสียผลผลิตน้อย เก็บเกี่ยวง่าย และการกำจัดแมลงศัตรูข้าวได้ประสิทธิภาพดีกว่า ข้าวไร่แสดงความ
รุนแรงของโรคน้อยกว่า ส่งผลให้เกษตรกรอาสา มีความรู้ ความเข้าใจ และยอมรับเทคโนโลยีวิธีการปฏิบัติท่ี
เหมาะสม สามารถนำไปถ่ายทอดให้คนในชุมชนได้ และเกษตรกรใกล้เคียงที่เห็นตัวอย่างจากแปลงทดสอบ
พร้อมทจ่ี ะนำเทคโนโลยไี ปปรบั ใชใ้ นฤดตู อ่ ไป
2.1.3 บรบิ ทของอำเภอแม่แจม่ จงั หวัดเชยี งใหม่
ขอ้ มลู ทั่วไปของพ้ืนที่
1) ประวัติ ในอดีตอำเภอแม่แจ่ม ถูกเรียกว่า เมืองแจ๋ม เดิมเป็นที่อาศัยของชนชาติลัวะ (ละว้า) มีวิถี
ชีวิตที่เรียบง่าย และได้สร้างวัฒนธรรมของตนจนรุ่งเรือง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น วัดวา
อาราม จติ รกรรมฝาผนงั เครอ่ื งป้ันดนิ เผา ตอ่ มาคนไทยพนื้ ที่ราบจากอำเภอจอมทองและอำเภอสันปา่ ตองเขา้ มา
ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำแม่แจ่ม และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อปี พ.ศ. 2451 ตั้งชื่อว่าอำเภอเมือง
แจ่มและเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอช่างเคิ่ง ในปี พ.ศ. 2460 (ปัจจุบันช่างเคิ่งเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม) ต้ัง
ที่ว่าการอำเภอที่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา แต่ขณะนั้นราษฎรอดอยากขาดแคลนและไม่นิยมการปกครองที่มีการ
เก็บภาษีอากร ในที่สุดจึงมีราษฎรกลุ่มหนึ่งเข้าปล้นที่ว่าการอำเภอและทำร้ายนายอำเภอจนเสียชีวิต ทางราชการ
จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปอาศัยที่วัดช่างเคิ่งเพื่อความปลอดภัย อำเภอแม่แจ่มได้ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี
พ.ศ.2447 เรียกว่าอำเภอช่างเคิ่ง พ.ศ. 2481 เกิดความอดอยากขาดแคลน ราษฎรพากันอพยพไปตั้งถิ่นฐาน
15
อื่นทำให้จำนวนประชากรลดลง ทางการจึงยุบเป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอจอมทอง เรียกชื่อกิ่งอำเภอแม่แจ่ม
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ 2499 ทางราชการเห็นว่าเป็นท้องที่ที่ห่างไกล ทุรกันดาร หากยังคงให้เขตการปกครอง
ขึ้นกับอำเภอจอมทอง ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ จึงได้ยกฐานะเป็นอำเภอแม่แจ่ม
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมาและ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2552 ได้มีการแบ่งพื้นที่ของตำบลแจ่มหลวง ตำบล
บ้านจันทร์ และ ตำบลแม่แดด ออกไปจัดตั้ง อำเภอกัลยาณิวัฒนา จึงทำให้อำเภอแม่แจ่ม มี 7 ตำบล จนถึง
ปจั จบุ นั
2) พื้นที่ อำเภอแม่แจม่ ต้งั อยู่ทางทิศตะวันตกเฉยี งใตข้ องจังหวัดเชยี งใหม่ ห่างจากจังหวัดเชยี งใหม่ประมาณ
115 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3,361.151 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอแม่แจ่มอยู่ในเขตป่าสงวน
แห่งชาติ ใกลด้ อยอนิ ทนนทซ์ งึ่ เปน็ ยอดเขาสงู ทสี่ ุดของประเทศไทย ทำใหม้ ีระดบั น้ำฝนเฉลีย่ สงู กวา่ พืน้ ราบ คือ ไม่น้อย
กว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี ก่อเกิดเป็นแม่น้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ น้ำแม่กลาง น้ำแม่ยะ น้ำแม่ปาน และน้ำแม่แจ่ม กับ
ลำห้วยขนาดเล็กอีกหลายสายที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง ดังนั้นพื้นที่ป่าแม่แจ่มถือเป็นพื้นที่สำคัญของประเทศ เพราะ
ก่อกำเนดิ แมน่ ำ้ แจ่มทีใ่ หน้ ้ำแกแ่ มน่ ำ้ ปิง ร้อยละ 40 และแม่น้ำเจ้าพระยา รอ้ ยละ 17 เขตติดต่อของอำเภอแมแ่ จ่มมี
ดังนี้
ทิศเหนือ ติดกับอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย อำเภอเมืองจังหวัด
แม่ฮ่องสอน
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กับอำเภอขนุ ยวม อำเภอแม่ลานอ้ ย
ทิศใต้ ตดิ กบั อำเภอฮอด จงั หวัดเชียงใหม่ และอำเภอแมส่ ะเรยี ง จังหวดั แมฮ่ ่องสอน
ทศิ ตะวันออก ติดกบั อำเภอสะเมงิ อำเภอแมว่ าง และอำเภอจอมทอง
3) ลักษณะภูมิประเทศ สภาพพื้นที่เป็นป่าและภูเขาสูงชันทุรกันดารอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกือบท้ัง
พื้นที่มีลำน้ำแม่แจ่มเป็นแม่น้ำสายน้ำหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นป่าไม้และภูเขาสูงชัน เป็นที่ราบเชิงเขา
ร้อยละ 20 และเป็นทรี่ าบล่มุ ร้อยละ 10
4) ลักษณะภูมิอากาศ อำเภอแม่แจ่มมีอากาศค่อนข้างเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี
ประมาณ 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 31 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส
ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดทั้งปีร้อยละ 72 และสภาพภูมิอากาศอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ ลม
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิอากาศพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม แบ่งออกได้เป็น 3 ฤดู
ได้แก่
ฤดูฝน เรม่ิ ตั้งแตก่ ลางเดอื นพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม โดยไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใต้
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือซงึ่ พดั พาเอาความหนาวเย็นจากประเทศจนี ลงมาปกคลมุ ประเทศไทยตอนบน
ฤดูร้อน เรม่ิ ต้งั แต่เดือนกุมภาพนั ธถ์ ึงกลางเดอื นพฤษภาคม ซ่งึ อยู่ภายใต้อิทธพิ ลของลมมรสุมตะวนั ตก
เฉยี งใต้และลมฝ่ายใต้
5) จำนวนตำบล หมู่บ้าน ครัวเรือน และประชากร จากข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการ
ปกครองงานพัฒนาชุมชนอำเภอแม่แจ่ม ปี 2563 อำเภอแม่แจ่มประกอบด้วย 7 ตำบล รวม 104 หมู่บ้าน
16
12,564 ครัวเรือน และมีจำนวนประชากรทั้งหมด 41,741 คน สามารถแยกเปน็ กลุ่มชาติพันธุ์ ดังนี้ชาวไทยพื้นราบ
(คนเมือง) ร้อยละ 44 และเป็นชาวไทยภูเขา ร้อยละ 56 (ประกอบด้วย กระเหรี่ยง ร้อยละ 46 ,แม้ว หรือม้ง
รอ้ ยละ 6, ลวั ะ ร้อยละ 3 และ ลซี อ ร้อยละ 1.1)
6) การประกอบอาชีพ จากการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจและสังคมในแม่แจ่มโดยกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช (2562) พบว่า อำเภอแม่แจม่ มีประชากรส่วนใหญป่ ระกอบอาชพี ทำการเกษตร หากมีการ
บริหารจัดการที่ดีในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถพัฒนาพื้นที่ให้
เปน็ แหล่งผลติ ทางการเกษตรทส่ี ำคัญของประเทศท้ังพืชเศรษฐกจิ หรอื พชื ไมเ้ มืองหนาว
การทำการเกษตรในอำเภอแม่แจ่ม สามารถจำแนกคือ พื้นที่สภาพไร่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่
หอมแดง และกะหล่ำปลี พื้นที่นาหลังจากปลูกข้าวนาปีแล้วเกษตรกรนิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตเป็น
เมล็ดพันธ์ุ ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง และถั่วเหลืองและการทำสวนไม้ผล ได้แก่ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน
โดยในอำเภอแมแ่ จ่มมีพชื เศรษฐกจิ สำคัญท่ีเกษตรกรปลกู กนั มากทีส่ ุด 10 อนั ดบั ได้แก่ ขา้ วโพดเลีย้ งสัตว์ ข้าว
หอมแดง กะหล่ำปลี มันฝร่งั ถั่วเหลอื ง กระเทยี ม ฟกั ทอง กาแฟและยางพารา ส่วนการเลี้ยงสัตว์นั้นเกษตรกร
มีการเลยี้ งไก่พื้นเมือง โค สุกร กระบือ เป็ดเทศ ไกไ่ ข่ และช้าง
7) รายได้ของครัวเรือนต่อปี และรายได้เฉลี่ยของประชากร ประชากรในอำเภอแม่แจ่ม มีรายได้
เฉลี่ยของครัวเรือนต่อปี คิดเป็น 165,229.85 บาทต่อครัวเรือน โดยตำบลช่างเคิ่งมีรายได้ของครัวเรือนต่อปี
มากที่สุด 187,250.50 บาท ส่วนตำบลแม่นาจรมีรายได้ของครัวเรือนต่อปีน้อยที่สุด 147,202.51 บาท ดัง
แสดงในตารางท่ี 2.2 สว่ นรายได้เฉลยี่ ของประชากรทัง้ หมดในอำเภอแม่แจ่มคิดเปน็ 49,484.37 บาทตอ่ คน
8) จำนวนกลุ่มอาชีพ ประชากรในอำเภอแม่แจ่มมีการประกอบอาชีพสามารถแบ่งกลุ่มอาชีพได้
ทั้งหมด 13 กลมุ่ โดยสว่ นใหญป่ ระชากรประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก โดยอาชีพเกษตรกร-ทำไร มีจำนวน
ครัวเรือนมากที่สุด 8,323 ครัวเรือน และเป็นพนักงานบริษัทน้อยที่สุด 15 ครัวเรือน สิ่งที่น่าเป็นกังวลสำหรับ
จำนวนกล่มุ อาชพี คือ ประชากรที่ไม่มอี าชพี 1,269 ครวั เรอื น
9) ความรู้และภูมิปัญญา ภูมิปัญญาถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญและเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวคือ
ภูมิปัญญาการทอผ้าซิ่นตีนจก เป็นผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเนื่องจากลายผ้าที่มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์
มีทั้งลายโบราณและลายประยุกต์ นอกจากนี้ผ้าตีนจกแม่แจ่มได้รับขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
ทำให้ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น และภูมิปัญญาด้านการเกษตรที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่น
เพราะเกษตรกรรมคือวิถีชีวิตของชาวแม่แจ่ม ด้วยสภาพภูมิประเทศอันเหมาะสมแก่การเพาะปลูก และเป็นท่ี
ราบบริเวณหุบเขา ชาวแม่แจม่ จึงมีการทำนาแบบขนั้ บันได มีคนั นาลดหลนั่ ตามเนนิ เขา เมือ่ ถึงฤดกู าลปลูกข้าว
จึงสร้างเสน่ห์ดึงดูดด้วยผืนนาข้าวที่เขียวขจีสลับสีเหลืองทองของต้นข้าวเมื่อข้าวเริ่มสุก ให้บรรยากาศที่สงบ
สวยงามและมองเหน็ ถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอยา่ งแทจ้ ริง จึงนับเป็นแหล่งท่องเทีย่ วในแง่มมุ ภมู ทิ ัศน์วัฒนธรรมได้
เป็นอยา่ งดีอีกแหล่งหน่งึ
10) การศึกษา จากการสำรวจข้อมูลของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแม่แจ่ม (2564) พบว่า ระดับ
การศกึ ษาของประชากรในอำเภอแม่แจ่ม แบง่ เป็น ไมเ่ คยได้รับการศึกษา รอ้ ยละ 21.87 ระดับอนบุ าล ร้อยละ
2.68 ต่ำกว่าชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 9 ประถมศึกษา ร้อยละ 26.31 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 13.23
17
มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 16.44 อนุปริญญา หรือเทียบเท่า หรือ ปวส. ร้อยละ 3.09 ปริญญาตรีหรือ
เทยี บเท่า ร้อยละ 7.38 และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 0.33
11) ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ให้ความศรัทธา
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนในกลุ่มชาติพันธุ์มีการนับถือผี และมีบางส่วนที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็น
ศาสนาที่เข้ามาใหม่จากการเผยแพร่ของมิชชันนารี เมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ชาวปกาเกอะญอบนดอย
สูงหลายหมู่บ้าน ที่ละจากคตินับถือผีมานับถือเพราะได้รับความช่วยเหลือด้านความรู้ใหม่ๆ และการรักษาพยาบาล
จนถึงปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ในอำเภอแม่แจ่ม พบว่าอำเภอแม่แจ่มมีความหลากหลายทางด้านประชากร
ส่งผลให้ประเพณีและวฒั นธรรมจึงมคี วามแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มชาตพิ ันธุ์ แม้ว่าในปจั จบุ ันการพฒั นาจากทาง
ภาครัฐเข้ามาช่วยทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงต่อพื้นที่อำเภอแม่แจ่มในหลายๆด้าน แต่ประชากรในพื้นที่แม่แจ่มก็ยังคง
ยึดถือปฏิบัติตามพฤติกรรมหลายอย่างด้วยความเชื่อมั่นในแบบอย่างชีวิตที่คนรุ่นเก่าเคยปฏิบัติกันมา ที่แสดงให้
เห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้คนที่ยังคงใกล้ชิดและพึ่งพาธรรมชาติ เช่น ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเข้า ประเพณีทาน
ข้าวลนั บาตรในวนั เพญ็ เดอื น 4 เหนือ และประเพณลี อ่ งสงั ขาร ทถี่ ือได้วา่ เป็นบทเริ่มตน้ ของพิธีกรรมในช่วงเทศกาล
ปใี หม่ของชาวแม่แจม่ มกี ารเก็บกวาดบ้านเรือน วดั วาอาราม ชำระรา่ งกายและจิตใจให้ผ่องใสในชว่ งดงั กลา่ ว และยัง
มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อมากมาย เช่น การสร้างพระพุทธรูป การขึ้นท้าวทั้งสี่ การเลี้ยงผีปูย่า ผีเจ้าบ้าน
พิธีกรรมเหล่านี้ล้วนทำเพื่อความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตและเพื่อสักการะและแสดงความกตัญญูต่อส่ิง
รอบตัว ทั้งคน ธรรมชาติ และวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ โดยบางประเพณีของคนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มส่วนใหญ่จะเป็น
ประเพณขี องชาวไทยภูเขา
12) อัตลักษณ์ของชุมชน ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีวิถี
ชีวิตที่เรียบง่าย ผูกพันกับวัดและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือในชุมชน แม้ในปัจจุบันที่การคมนาคมและการ
สอ่ื สารเจรญิ ก้าวหนา้ เทคโนโลยีและวถิ ีชีวติ แบบใหม่จากภายนอกหล่ังไหลเขา้ สู่ทกุ ชมุ ชนในแม่แจ่ม แต่พวกเขา
กย็ งั คงรกั ษารปู แบบดงั้ เดิมของตนเองไวไ้ ด้ในระดบั ทีน่ า่ พอใจ ด้วยคตคิ วามเช่ือและการยดึ ม่นั ในจารึกประเพณี
อีกทั้งแมแ่ จ่มยังมีภมู ิประเทศทีส่ วยงามด้วยความเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วยเขาสูง พื้นที่นาในแม่แจ่มไม่
น้อยจึงเป็นนาขั้นบันใด เมื่อถึงฤดูกาลปลูกข้าว ในช่วงที่ต้นข้าวในนาเขียวขจีจนถึงยามที่เมล็ดข้าวสุก ท้องนา
จะเหลืองอร่ามเป็นทุ่งรวงทองยิ่งส่งเสริมให้แม่แจ่มมีทิวทัศน์สวยงามน่าหลงไหลดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้นิยม
ถา่ ยภาพให้ต้องหาโอกาสมาเยอื นสักคร้ัง
เสน่ห์ของแม่แจม่ อย่างหนึง่ คือ หัตถกรรมประเภทสิ่งทอ คือ ผ้าทอ ลายหน้าหมอน แต่เดิมนั้นการทอ
ผ้าเป็นจิตวิญญาณของหญิงชาวแม่แจ่ม เด็กผู้หญิงทุกคนถูกปลูกฝังให้ทอผ้าเป็นตั้งแต่อายุน้อย และเป็นการ
เรียนรู้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูกฝ้ายเก็บฝ้าย การเตรียมด้ายจนถึงการทอผ้าและเย็บผ้า เริ่มจากผ้าและ
แบบง่ายๆ เรื่อยไปจนถึงขั้นสูงเป็นการทอผ้าเพื่อใช้งานทอเพื่อใส่เองในครอบครัว ใช้เวลาว่างจากการทำงาน
แม้ความเข้มข้นของวัฒนธรรมนี้ลดลงไปในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงปรากฏให้เห็นทั่วไป เราเห็นที่ทอผ้าอยู่แทบทุก
บ้าน ทั้งมีการรวมกลุ่มทอผ้ากัน เช่นที่ บ้านท้องฝ่าย บ้านทัพ บ้านไร่ และที่บ้านต่อเรือ ผ้าทอที่โดดเด่นมี
ชื่อเสียงมากของแม่แจ่มคือการทอผ้าตีนจก เป็นการทอที่ใช้การ "จกลาย" ที่ต้องใช้ความสามารถและเวลาใน
การทอมาก การทอจกของแม่แจ่มมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนที่ใด เพราะเป็นการทอคว่ำหน้าลายลง ใช้ขน
18
เม่นหรือเหล็กแหลมตวัดเส้นฝ้ายขึ้นมาผูกเงื่อนเก็บลายต้านบน ทำให้ประณีตเรียบร้อยมากเพราะช่างทอมอง
จากด้านหลังลาย นอกจากนี้ป่ินปักผมทองเหลืองของพ่ออุ๊ยกอนแก้ว อินต๊ะก๋อน ก็เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่มี
ส่วนสรา้ งชื่อเสียงใหแ้ มแ่ จ่ม
พิธีกรรมต่างๆ จากความเชื่อยังคงมีให้เห็นได้ในแม่แจ่ม ทั้งพิธีกรรมเนื่องในพุทธศาสนาเกิดขึ้นในวดั
วาอาราม พิธีกรรมเนื่องในประเพณีล้านนา และพิธีกรรมเนื่องในความเชื่อเร่ืองผี แม้แม่แจ่มมีภูมิประเทศ
สวยงาม เป็นเมืองในหุบเขาหลังดอยอินทนนท์ มีสถาปัตยกรรมล้ำค่าที่หาดูยากในพื้นที่อื่น เป็นแบบประเพณี
ล้านนาที่เปลี่ยนแปลงช้ากว่าดินแดนล้านนาอื่น แต่เสน่ห์ของแม่แจ่ม อยู่ที่วิถีชีวิตของผู้คนชาวแม่แจ่มเป็น
สำคัญ วิถีชีวิตที่ถูกอนุรักษ์ไว้โดยจิตวิญญาณของชาวแม่แจ่ม เป็นไปโดยธรรมชาติ ปราศจากกระบวนการ
อนุรักษ์ใดๆ มาบริหารจัดการ การเข้ามาของวัฒนธรรมอื่น โดยสื่อต่างๆและผู้คนที่อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามา
ย่อมส่งผลต่อแม่แจ่ม แม้จะไม่รุนแรงและรวดเร็วเหมือนที่อื่นๆ แต่ในที่สุด การเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้เสน่ห์นี้
หมดไป และถ้าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นล้ำค่าก็เปลี่ยนแปลงเสื่อมถอยไปด้วยไม่ว่าเพราะเหตุผลใดๆ คุณค่าของ
เมืองแจ๋มหรอื แมแ่ จ่มกจ็ ะเหลอื เพยี งอำเภอหนึ่งของเชียงใหม่ที่มอี ดีตทีน่ ่าชื่นชมเท่านัน้
13) การสาธารณสุข อำเภอแม่แจ่มมีโรงพยาบาลทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลแม่แจ่มและ
โรงพยาบาลเทพรตั นเวชชานุกลุ เฉลมิ พระเกียรติ 60 พรรษา
14) ผลติ ภณั ฑ์ชุมชน
1. ผ้าซิ่นตีนจก เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานนับร้อยปี มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น คือ
การจกหรือการทอโดยคว่ำลายลงกับกี่ แล้วจกจากด้านหลัง ซึ่งการจกแบบนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย ผ้าซิ่น
ตีนจกแม่แจ่มนี้มีเอกลักษณ์และสีสันลวดลายที่สวยงาม ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันได้มี
การจดั เทศกาลผ้าตีนจกแม่แจม่ เป็นประจำทกุ ปีในเดอื นกมุ ภาพันธเ์ พื่อส่งเสรมิ ให้เปน็ ทร่ี จู้ กั ในวงกว้าง
2. ปิ่นโบราณ ปิ่นแม่แจ่มนี้เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา ปิ่นของที่นี่ทำมาจากเงินแท้ และ
ทองเหลือง โดยมีเอกลักษณ์ตรงที่ทำจากมือเพียงอย่างเดียว มีการขึ้นรูปตอกลายด้วยลายดอกพิกุลเป็น หลัก ปิ่นบาง
อันใชแ้ กว้ ใสทำเป็นยอดปนิ่ ปจั จบุ นั เหลอื ผ้ผู ลติ เพียงรายเดยี วในอำเภอแม่แจ่ม
สถานท่ีท่องเทีย่ ว มแี หลง่ ท่องเที่ยวทค่ี วามสำคญั
ข้อมูลความมั่นคงทางอาหาร
จากข้อมูลคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืช ภาคเหนือ ในปี 2562 - 2564 พบว่าปี 2562
อำเภอแม่แจม่ มีพ้ืนทีป่ ลกู ขา้ วท้ังสนิ้ 53,887 ไร่ ผลผลติ 24,716 ตัน ผลผลิตขา้ วเฉล่ยี 465 กิโลกรัมต่อไร่ และ
ปี 2563 อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งสิ้น 56,275 ไร่ ผลผลิต 24,382 ตัน ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 456 กิโลกรัม
ต่อไร่ ส่วนในปี 2564 อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งสิ้น 57,817 ไร่ โดยเมื่อแยกตามหมู่บ้านเป้าหมายจะ
ดำเนินงานวิจยั มีพื้นทป่ี ลูกขา้ วดงั น้ี
1) บ้านแม่ปาน ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 59 ครัวเรือน มีพื้นท่ี
เพาะปลูกทัง้ หมด 194 ไร่
2) บ้านกองกาน ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 38 ครัวเรือน มีพื้นท่ี
เพาะปลูกทง้ั หมด 97 ไร่
3) บ้านแม่นาจร แบ่งเป็นบ้านแม่นาจร ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย
141 ครัวเรือน มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 716 ไร่ และบ้านแม่วาก ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัด
เชียงใหม่ ประกอบดว้ ย 51 ครวั เรือน มพี ืน้ ที่เพาะปลูกทง้ั หมด 220 ไร่
19
ประเดน็ ปญั หาทสี่ ำคัญของอำเภอแมแ่ จม่ มดี ังนี้
1) ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคุณภาพชีวิต อำเภอแม่แจ่มมีพื้นที่กว้างใหญ่ ห่างไกลและ
ทุรกันดาร การคมนาคม การติดต่อสื่อสารจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก พื้นท่ีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่า
สงวนแห่งชาติ เส้นทางคมนาคมส่วนใหญ่เป็นเส้นทางสำรองสลับกับทางลูกรัง และมีสภาพสูงชัน ราษฎรใน
พื้นที่ห่างไกลไม่ได้รับความสะดวกจากการให้บริการของภาครัฐนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวติ ใหแ้ กร่ าษฎร
2) ปญั หาด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ราษฎรสว่ นใหญฐ่ านะยากจน และประกอบอาชีพ
ทำไร่เล่ือนลอย ทำให้เกิดปญั หาการบกุ รุกตัดไม้ทำลายทรพั ยากรปา่ ไม้ อันเป็นสาเหตุสำคัญทีก่ ่อใหเ้ กิดภัยทาง
ธรรมชาติ อาทิ ภยั แล้ง หรอื อทุ กภัย
แนวทางการพัฒนาของอำเภอ มดี งั น้ี
1) การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการดำเนินชีวิตของราษฎรตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจ
พอเพียง
2) การพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนตามครรลองระบอบ
ประชาธปิ ไตย เสริมสร้างความเขม้ แขง็ ของชมุ ชนด้วยกระบวนการประชาคม
3) การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและการ
บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่
สำคัญของจงั หวดั เชยี งใหม่
4) อำเภอแม่แจ่มมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร โดยมีพื้นที่ทางการเกษตรที่กว้าง
ใหญ่และยังคงความอุดมสมบูรณ์ ถ้าหากมีการบริหารจัดการที่ดีในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและ
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศทั้งพืช
เศรษฐกจิ หรือพชื ไมเ้ มืองหนาว
คณะผู้วิจัยจากศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานในชุมชนเป้าหมายในพื้นที่ตำบล 3 ชุมชน ได้แก่
1) บ้านแม่ปาน ตำบลช่างเคิ่ง 2) บ้านกองกาน ตำบลแม่ศึก และ 3) บ้านแม่นาจร ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่
แจ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ (ภาพที่ 4.3) ผลการดำเนินงาน พบว่า สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของ COVID-19 ทำให้
ดำเนินการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวให้แก่เกษตรกรในหมู่บ้านเป้าหมายไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี
ทางผู้วิจัยมีการประสานงานกับผู้นำชุมชน และนวัตกรชุมชนตลอด จนสถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้นจึงได้
จัดการอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตามแผนงาน โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าร่วมการอบรม 58 ราย
และคณะวิจัยยังดำเนินการจัดทำแบบสัมภาษณ์เกษตรกรเพื่อการศึกษาแนวทางการสร้างความมั่นคงด้าน
อาหารของครวั เรอื นในอำเภอแม่แจ่ม จังหวดั เชยี งใหม่ พบวา่ เกษตรกรที่มาให้ขอ้ มลู เปน็ ผชู้ ายร้อยละ 63 ส่วน
ใหญ่มชี ่วงอายุ 51-75 ปรี ้อยละ 68 และเป็นสมาชกิ ในครอบครัวมี จำนวนสมาชกิ ไมเ่ กนิ 6 คน มรี ายไดห้ ลักมา
จากภาคเกษตร เช่น ทำนา ปลูกผัก สวนผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 92 ส่วนใหญ่แหล่งอาหารของเกษตรกร
นั้น มาจากการปลูกหรือเลี้ยงเอง การเก็บจากมาจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการใ ช้เงินในการซ้ือ
ตามลำดับ เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มปลูกข้าวในฤดูนาปีและเพื่อการบริโภคเท่านั้น มีผลผลิตข้าวเฉลี่ย 525
กิโลกรัมต่อไร่ และมีเกษตรกรร้อยละ 85 ที่มีข้าวเพียงพอต่อการบริโภค ส่วนอีกร้อยละ 15 มีข้าวไม่เพียงพอ
ต่อการบริโภค โดยเกษตรกรแก้ปัญหาที่ผลผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคคือ การซื้อข้าวเพิ่ม การเช่าพื้นท่ี
เพื่อปลูกข้าวเพิ่ม และรับจ้างใช้แรงงานเพื่อแลกเป็นข้าวตามลำดับ และเมื่อพิจารณาถึงการจัดการรายได้เพ่ือ
ซื้ออาหารในครอบครัว พบว่าเกษตรกรมีรายได้เพียงพอร้อยละ 63 อีกร้อยละ 37 ไม่เพียงพอ โดยมีวิธีการ
แกป้ ญั หาคอื กู้ยมื เงนิ จากญาติหรอื เพ่อื นบา้ น และยืมหรือติดหน้จี ากรา้ นค้า
20
2.1.4 บรบิ ทของอำเภอปางมะผ้า จังหวดั แมฮ่ อ่ งสอน
ขอ้ มลู ท่วั ไปของพืน้ ที่
อำเภอปำงมะผ้ำเป็นแหล่งอำรยธรรมเก่ำแก่มำตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศำสตร์ ดังปรำกฎร่องรอยกำรอยู่
อำศัยของมนุษย์ถ้ำต่ำงๆ ในพื้นที่กว่ำ 70 ถ้ำ อำเภอปำงมะผ้ำ ตั้งอยู่ทำงทิศเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่
ห่ำงจำกศำลำกลำงจังหวัดแม่ฮ่องสอนระยะทำง 67 กิโลเมตร ตำมทำงหลวงแผ่นดินหมำยเลข 1095 อยู่ห่ำง
จำกกรุงเทพมหำนคร ประมำณ 876 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมำณ 1,094 ตำรำงกิโลเมตร โดยพื้นที่เกือบทั้งหมด
อยู่ในเขตป่ำสงวนแห่งชำติ และเขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ำ มีที่ดินที่มีเอกสิทธิ์ จำนวน 50 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศ
สว่ นใหญเ่ ป็นปำ่ และภเู ขำสูงชันสลบั ซบั ซ้อน ประมำณร้อยละ 95 ของพน้ื ทอ่ี ำเภอ หรอื ประมำณ 1,039 ตำรำง
กิโลเมตร ส่วนที่เหลือเป็นที่รำบระหว่ำงหุบเขำ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้ำน ประมำณร้อยละ 5 หรือประมำณ 55
ตำรำงกโิ ลเมตร ด้ำนกำรปกครอง แบ่งออกเปน็ 4 ตำบล คอื ตำบลปำงมะผ้ำ แบ่งเขตกำรปกครองออกเปน็ 11
หมู่บ้ำนและ 3 หมู่บ้ำนบริวำร ตำบลสบป่อง แบ่งเขตกำรปกครองออกเป็นมีพื้นที่รับผิดชอบ 8 หมู่บ้ำนและ 7
หมู่บ้ำนบริวำร ตำบลถ้ำลอด แบ่งเขตกำรปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้ำน และ ตำบลนำปู่ป้อม แบ่งเขตกำร
ปกครองออกเป็น 12 หมู่บ้ำน กำรประกอบอำชีพของประชำชนในพื้นที่อำเภอปำงมะผ้ำ อำชีพหลักเป็นภำค
เกษตรกรรม เชน่ ทำไร่ ทำนำ และเลีย้ งสัตว์ มีพ้นื ทก่ี ำรเกษตรประมำณ 112.87 ตำรำงกโิ ลเมตร หรอื 70,543
ไร่ ผลติ พืชเศรษฐกิจทส่ี ำคัญ เช่น ขำ้ วไร่ ข้ำวโพดเล้ยี งสัตว์ ถ่ัวแดงหลวง ถว่ั ลสิ ง กระเทียม ขงิ เป็นต้น สำหรับ
กำรปศุสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ ไก่ สุกร โคเนื้อ กระบือ และเป็ด อำชีพรอง เช่น รับจ้ำงทั่วไป เก็ บของ
ป่ำ และกำรท่องเที่ยว กำรค้ำชำยแดน มีช่องทำงชำยแดนอำศัยเส้นทำงเกินในภูมิภำค โดยกำรเดินเท้ำหรือ
รถจักรยำนยนต์ในฤดูแล้ง 6 ช่องทำงหลัก มีรำษฎรของหมู่บ้ำนใกล้ๆ ชำยแดนใช่ผ่ำนเพื่อกำรค้ำขำยของใช้
จำเป็น และกำรติดต่อในกลุ่มเครอื ญำติพีน่ ้องเท่ำนน้ั
ด้ำนกำรศึกษำ มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำแม่ฮ่องสอน เขต 1
จำนวน 22 แห่ง เป็นโรงเรียนประถมศึกษำ 13 แห่ง โรงเรียนขยำยโอกำส 8 แห่ง และโรงเรียนสำขำ 1 แห่ง
โรงเรยี นมธั ยมศึกษำ 2 แหง่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชำยแดน 2 แหง่ นอกจำกน้นั ยงั มศี ูนยก์ ำรศกึ ษำนอกระบบ
และกำรศึกษำตำมอัธยำศัยประจำอำเภอ 1 แห่ง ศูนย์กำรเรียนรู้ชุมชนประจำตำบล 5 แห่ง ศูนย์กำรเรียนรู้
ชุมชนชำวไทยภูเขำแม่ฟ้ำหลวง 16 แห่ง ด้ำนศำสนำ ประชำกร ร้อยละ 80 นับถือศำสนำพุทธ นอกจำกนั้นยัง
มีควำมหลำกหลำยทำงชำติพันธุ์ ซึ่งแต่ละชำติพันธุ์มีวิถีชีวิตประเพณีและอัตลักษณ์ประจำเผ่ำที่แตกต่ำงกัน
ออกไป ประกอบด้วยชนเผ่ำมูเซอ (ลำหู่) ชนเผ่ำไทยใหญ่ (ไต) ชนเผ่ำลีซอ (ลีซู) ชนเผ่ำกะเหรี่ยง (ปวำเกอญอ)
ชนเผ่ำมง้ ชนเผำ่ ปะโอ (ตองซู่, กะเหรยี่ งพะโค, กะเหรีย่ งดำ)
ข้อมูลสำธำรณูปโภคและและโครงสร้ำงพื้นฐำนของอำเภอปำงมะผ้ำ มีหมู่บ้ำนที่มีไฟฟ้ำใช้ทั้งสิ้น 38
หมู่บ้ำน แบ่งเป็นระบบไฟฟ้ำส่วนภูมิภำค จำนวน 17 หมู่บ้ำน ระบบพลังงำนแสงอำทิตย์ จำนวน 18 หมู่บ้ำน
และระบบไฟฟ้ำพลังนำ้ จำนวน 3 หมูบ่ ้ำน ดำ้ นกำรคมนำคม ถนนสำยหลกั ในกำรเดนิ ทำงเข้ำ-ออก อำเภอปำง
มะผ้ำ ได้แก่ (1) เส้นทำงหลวงหมำยเลข 1095 จำกอำเภอปำงมะผ้ำ ถึงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ระยะทำง 67
กิโลเมตร (2) เส้นทำงหลวงหมำยเลข 1095 จำกอำเภอปำงมะผ้ำ ผ่ำนอำเภอปำย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้ำน
โทรคมนำคม มีไปรษณีย์อนุญำตเอกชน 1 แห่ง ด้ำนชลประทำน มีฝำยชลประทำน 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3
21
บ้ำนไร่ ตำบลสบป่อง มีแหล่งน้ำธรรมชำติท่ีสำคัญ คือ แม่น้ำลำง ลำห้วยแม่อุมอง และลำห้วยอื่นๆ เช่น ลำน้ำ
ของ นำ้ แพม และห้วยน้ำโป่ง
กลมุ่ เกษตรกรในพื้นท่ีอำเภอปำงมะผำ้ ทมี่ ฐี ำนขอ้ มลู กับกรมสง่ เสริมกำรเกษตร มี 4 กลมุ่ คอื (1) กลมุ่
แปลงใหญ่กระเทียม ตำบลนำปู่ป้อม (2) กลุ่มแปลงใหญ่มะมว่ งนำ้ ดอกไมส้ ีทอง (3) กลุ่มแปลงใหญถ่ วั่ ลิสง และ
(4) กลุ่มแปลงใหญ่กำแฟ ต.สบป่อง อ.ปำงมะผ้ำ นอกจำกนั้นมีกลุ่มท่ีตั้งกันเอง เช่น กลุ่มผู้ปลูกข้ำวปลอดภัย
บ้ำนเมืองแพม เป็นต้น สำหรับหน่วยงำนภำคีที่ร่วมดำเนินกำรในพื้นที่ ได้ สำนักงำนเกษตรอำเภอปำงมะผ้ำ
หน่วยงำนปกครองในพื้นที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้ำน และองค์กำรบริหำรส่วนตำบลปำงมะผ้ำ องค์กำรบริหำร
ส่วนตำบลนำปู่ป้อม องค์กำรบริหำรส่วนตำบลถำ้ ลอด และองค์กำรบรหิ ำรส่วนตำบลสบปอ่ ง และมีองค์กรท่ไี ม่
แสวงหำกำไรอื่นไ ได้แก่ สมำคมอำสำกู้ชีพกู้ภัยปำงมะผ้ำสำมัคคี ชมรมอำสำสมัครกู้ภัยร่วมใจดอยดู เครือข่ำย
กลุ่มชำติพันธุ์ เปน็ ต้น
ขอ้ มลู ความมัน่ คงทางอาหาร
สภำพกำรเกษตรโดยทั่วไปในอำเภอปำงมะผ้ำ เกษตรกรจะถือครองที่ดินขนำดย่อมไม่มีเอกสำรสิทธ์ิ
ตำมกฎหมำยที่ดินของทำงรำชกำร ทำกำรเกษตรเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ส่งผลให้หลำยครอบครัวมี
ปัญหำภำวะหนี้สิน ยำกจน ด้อยโอกำสในกำรพัฒนำตนเอง ซึ่งส่งผลต่อกำรพัฒนำชุมชนให้มีควำมเข้มแข็ง
สำมำรถพึ่งตนเองได้ ตลอดถึงส่งผลกระทบต่อควำมมั่นคงทำงด้ำนอำหำรในพื้นที่ จำกกำรสำรวจเบื้องต้นพบ
สำเหตขุ องปัญหำผลผลติ ขำ้ วตำ่ ทส่ี ำคญั คือ (1) ขำดแคลนเมลด็ พันธด์ุ ี เกษตรกรในพืน้ ทีส่ ่วนใหญ่ใชพ้ ันธขุ์ ้ำวที่
เก็บเองเปน็ เมล็ดพันธใุ์ นฤดปู ลกู ถัดไป ซง่ึ ยังขำดทักษะควำมรใู้ นกำรปลูก กำรคัดเลือกเพือ่ ใชเ้ ป็นเมล็ดพนั ธด์ุ ีไว้
ใช้ปลูกฤดูต่อไป (2) ไม่มีระบบควบคุมคุณภำพเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตได้ไม่มีกำรตรวจวิเครำะห์
คุณภำพเมล็ดพันธุ์ตำมมำตรฐำน (3) ขำดประสิทธิภำพในกำรผลิตข้ำว เกษตรกรยังขำดควำมรู้กำรเกษตร
หลำยดำ้ นท้ังดำ้ นกำรปรับปรุงบำรงุ ดิน กำรดูแลรกั ษำ กำรใช้ปุย๋ วทิ ยำกำรหลังกำรเก็บเกีย่ ว ขำดควำมรู้ใน
กำรจัดกำรผลผลิตใหไ้ ดค้ ณุ ภำพ เป็นตน้ และ (4) ทรัพยำกรเกษตรมคี วำมเสือ่ มโทรม เนื่องจำกกำรปรบั เปลยี่ น
พื้นที่ป่ำมำเป็นพื้นที่ปลูกข้ำว พื้นที่มีควำมลำดชัน ขำดกำรปรับปรุงบำรุงดิน มีปัญหำภัยแล้ง และฝนทิ้ง ช่วง
เป็นเวลำนำน และที่สำคัญเกษตรกรใช้พื้นที่เพื่อกำรเพำะปลูกพืชเกษตรโดยไม่เข้ำใจสภำพพื้นที่ของตนเอง
จดั กำรพน้ื ทีโ่ ดยขำดองคค์ วำมรใู้ นกำรรักษำสมดุลธำตอุ ำหำรในดนิ และใชท้ รัพยำกรที่มีอยใู่ นพ้นื ท่แี บบไมฟ่ ืน้ ฟู
สภำพพื้นที่ตลอดถึงทำกำรเกษตรแบบห่วงใยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยที่ผ่ำนมำศูนย์วิจัยข้ำว
แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหน่วยงำนส่วนกลำงที่ตั้งอยู่ในภูมิภำค ซึ่งมีภำรกิจหลักที่ได้รับมอบหมำยจำกส่วนกลำงใน
กำรวิจัยด้ำนงำนปรับปรุงพันธุ์ข้ำว และผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลักส่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้ำวเพื่อขยำยต่อ
เป็นหลัก ส่วนงำนด้ำนเทคโนโลยีด้ำนกำรผลิตข้ำวที่ผ่ำนมำเป็นกำรนำเทคโนโลยีที่กรมกำรข้ำวแนะนำไป
ทดลองใช้ในภำพรวมครอบคลุมทงั้ จังหวัด ไม่เฉพำะพ้นื ท่ี ทำให้ไม่สำมำรถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นพื้นที่เฉพำะได้
คณะผู้วจิ ยั จากศนู ย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน ไดด้ ำเนนิ งานในชุมชนเป้าหมายในพนื้ ทต่ี ำบล 3 ชมุ ชน ได้แก่
บ้านเมืองแพม ตำบลถ้ำลอด บ้านแม่ละนา ตำบลปางมะผ้า และบ้านลุกข้าวหลาม ตำบลปางมะผ้า (ภาพที่
4.4) ได้ดำเนินการจัดประชุมและจัดเวทีชุมชนระดมความคิดเห็นในการดำเนินงาน ชุมชนละ 2 ครั้ง รวม 6
คร้ัง เกษตรกรเข้ารว่ มคร้ังละ 57 ราย ซงึ่ ประกอบด้วยตัวแทนจากสำนักงานเกษตรอำเภอ องค์การบริหารส่วน
22
ตำบล ศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน สำนักงานพัฒนาที่ดินปางมะผ้า ผู้นำชุมชน และตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่
คณะผู้วิจัยดำเนินการจัดทำแบบสัมภาษณ์เกษตรกรเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของ
ครัวเรือนในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่าเกษตรกรที่มาให้ข้อมูลร้อยละ 52 เป็นผู้ใหญ่ มี
อายุระหว่าง 26-50 ปี มีสถานะเป็นหัวหน้าครอบครัว (ร้อยละ 55) ส่วนใหญ่มีสมาชิกในครัวเรือน 4-6 คน
(ร้อยละ 58) ผู้ที่ทำหน้าที่หลักในการจัดหาอาหารของครัวเรือน คือ สามี (ร้อยละ 43) แหล่งรายได้หลักไดจ้ าก
ภาคการเกษตร (รอ้ ยละ 95) ส่วนใหญ่แหล่งอาหารมาจาก การผลิตเอง จากแหล่งทรพั ยากรธรรมชาติ และการ
ใช้เงินซื้อ ตามลำดับ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอปางมะผ้าปลูกข้าวในฤดูนาปีและเพื่อการบริโภคเท่านั้น โดยเป็น
ข้าวนาสวนและข้าวไร่ ร้อยละ 52 และ 48 ตามลำดับ มีพื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ยครอบครัวละ 18 ไร่ ผลผลิตข้าว
เฉลี่ย 390 กิโลกรัม/ไร่ มีต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 605 บาท/ไร่ โดยร้อยละ 87 ผลผลิตข้าวเพียงพอต่อการ
บรโิ ภคในครวั เรือน ถ้าขา้ วไมเ่ พยี งพอสำหรบั การบริโภค ครวั เรอื นจะแกป้ ัญหาโดยการซอื้ ด้วยเงิน
2.2 งานวิจัยทเี่ กีย่ วข้อง
แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับภมู ิสงั คมและความมนั่ คงทางอาหาร
ภูมิสังคม” (social geography) หมายถึง ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์
สิ่งแวดล้อม ชีวภาพ วิถีชีวิต ประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงใช้เป็นหลักการทรงงานที่ว่า “การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศ
ของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี
ในแต่ละท้องถิน่ ที่มีความแตกตา่ งกัน” (คณะอนกุ รรมการขับเคลือ่ นเศรษฐกจิ พอเพยี ง สำนักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2550) ดังนั้นการศึกษาวิถีชีวิตของคนในชุมชนหนึ่งๆ ต้องให้ความ
เคารพและสอดคล้องกับ “ภูมิสังคม” การพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะเน้นการยึดถือสภาพ
ตามความเป็นจริงของภูมิประเทศ ทั้งในด้านพื้นที่ดิน ด้านสังคมวิทยา และด้านวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจน
ปัจจัยที่เกี่ยวกับนิสัยใจคอ และอัธยาศัยของคนในพื้นที่พัฒนาเป็นหลัก โดยทรงเน้นเสมอว่า จะพัฒนาอะไร
หรือจะทำการใดนั้น ขอให้ยึดหลักสำคัญคือ การทำให้สอดคล้องกับ "ภูมิสังคม" เป็นหลัก ดังนั้น แนวคิดใน
การพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงหลัก ๒ ประการนี้เปน็ สำคญั อย่าได้ไปแปรเปลีย่ นสภาพ ทั้งของผู้คนในพื้นที่และภูมิ
ประเทศตรงนั้นให้เสยี ไปจากสภาพเดมิ เป็นประการสำคญั
ความมั่นคงทางอาหาร
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO, 2008) ได้นิยามความมั่นคงทางอาหาร
หมายถึง สถานการณ์ที่ทุกคนในทุกเวลาสามารถเข้าถึงอาหารได้ทั้งด้านกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ อย่าง
เพียงพอ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการและตรงกับความพึงพอใจของตนเองเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ซึ่ง ตาม
แนวคิดขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาตินั้นความมั่นคงทางอาหารจะต้องมีองค์ประกอบ
สำคัญ 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) หมายถึงการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอและมี
คณุ ภาพท่เี หมาะสม ทั้งจากการผลิตภายในประเทศ และ/หรอื การนำเข้า (รวมถงึ ความช่วยเหลือด้านอาหาร)
2. การเขา้ ถงึ อาหาร (Food Access) หมายถึงการเข้าถงึ ทรพั ยากรท่เี พยี งพอของบคุ คลเพอื่ ให้ได้มาซึ่ง
อาหารที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการ ทรัพยากรที่ว่าหมายถึงความสามารถของบุคคลที่จะกำหนด
ควบคุมสินค้าหนง่ึ ๆไดภ้ ายใต้บริบททางกฎหมาย การเมอื ง เศรษฐกิจ และสงั คมของชมุ ชนท่ีอาศยั อยู่
23
3. การใชป้ ระโยชนจ์ ากอาหาร (Food Utilization) หมายถงึ การใชป้ ระโยชนจ์ ากอาหารในการบริโภค
โดยมีปริมาณอาหารที่เพียงพอ มีน้ำสะอาดในการบริโภคอุปโภค มีสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพที่ดีทำให้
ความเป็นอยู่ทางกายภาพได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ เพื่อให้อยู่ในสถานภาพที่ได้รับคุณค่าทาง
โภชนาการทดี่ บี รรลคุ วามต้องการทางกายภาพ
4. การมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) หมายถึงประชาชน ครัวเรือนหรือบุคคลต้องเข้าถึง
อาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลาไม่มีความเส่ยี งในการเขา้ ถึงอาหารเม่อื เกดิ ความขาดแคลนขน้ึ มาอย่างกะทันหัน
(เช่น วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ) หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร (เช่น ความไม่มั่นคง
ทางอาหารตามฤดูกาล) เสถียรภาพด้านอาหารเกี่ยวข้องกับมิติความมั่นคงอาหารทั้งในเรื่องของการมีความ
พอเพียงและการเขา้ ถึงอาหาร
การเข้าถึงอาหาร การใช้ประโยชนจ์ าก
(Food Access) อาหาร
(Food Utilization)
การมีอาหารเพียงพอ ความม่ันคง การมีเสถยี รภาพด้าน
(Food Availability) ทางอาหาร อาหาร
(Food (Food Stability)
Security)
ภาพท่ี 2.2 องค์ประกอบสำคัญของความมนั่ คงทางอาหาร
ประเทศไทยได้มีการนิยามความหมายความมั่นคงทางอาหารไว้ในพระราชบัญญัติ คณะกรรมการ
อาหารแห่งชาติ พ.ศ.2551 หมายถึง การเข้าถึงอาหารที่มีอย่างเพียงพอสำหรับการบริโภคของประชาชนใน
ประเทศ อาหารมีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตามความต้องการตามวัยเพื่อการมีสุข
ภาวะที่ดี รวมทั้งการมีระบบการผลิตที่เกื้อหนุน รักษาความสมดุลของระบบนิเวศและความคงอยู่ของฐาน
ทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติของประเทศ ทั้งในภาวะปกติหรือเกิดภัยพิบัติ สาธารณภัยหรือการก่อเกิดก่อ
การร้ายอันเกี่ยวเนื่องจากอาหาร ซึ่งจะเห็นว่าการนิยามความหมายของความมั่นคงทางอาหารนั้นความหมาย
ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติและภาคส่วนต่างๆมีความคล้ายคลึงกันซึ่งสอดคล้องกับ
การนิยามความหมายของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ.2551 ซ่ึง
ครอบคลุมถึงระบบการผลิตที่สมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรอาหารเมื่อท ำความเข้าใจความมั่นคงทาง
อาหารแล้วพจิ ารณาเป้าประสงคแ์ ละตัวชีว้ ัดของความไมม่ น่ั คงดา้ นอาหารของประชากรในระดบั ปานกลางหรือ
รุนแรงจำแนกบนพื้นฐานของระดับประสบการณ์ในการขาดความมั่นคงทางอาหารหรือใช้แบบประเมิน FIES
(Food Insecurity Experience Scale) นั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้อธิบาย
ตัวชี้วัดความรุนแรงของความไม่มั่นคงด้านอาหารของประชากรที่มีความสัมพันธ์กันของสองตัวชี้วัดโดยมองถึง
การนำเสนอสัดส่วนร้อยละของบุคคลในระดับประชากรชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีประสบการณ์เกี่ยวกับการ
ขาดอาหารหรือมีความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับปานกลางหรือรุนแรง และระดับที่มีความไม่มั่นคงทาง
อาหารที่รุนแรงโดยวัดจากความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีคุณภาพหรือการมีรายได้เป็นตัวเงินท่ี
น้อยหรือขาดเงินและทรัพยากรอื่นๆซึ่งความยากลำบากยังรวมถึงความกังวลทางจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้
24
ในการเข้าถึงอาหารประเด็นของตัวชี้วัดที่กังวลคือการเข้าถึงอาหารของระดับปัจเจกบุคคลและครอบครัว
นอกจากนี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ยังได้กล่าวถึงความมั่นคงทางอาหารว่าต้อง
วิเคราะห์ระยะเวลาของความไม่มั่นคงทางอาหาร (The duration of food insecurity) ด้วย โดยทั่วไปจะมี
สองประเภทคอื ความไมม่ ่ันคงทางอาหารเรอื้ รงั และความไม่ม่นั คงทางอาหารชั่วคราว
ตารางที่ 2.1 ความไม่มั่นคงทางอาหารเรื้อรังและความไม่มั่นคงทางอาหารช่วั คราว
ความไมม่ ัน่ คงทางอาหารเรอ้ื รัง ความไม่ม่ันทางอาหารช่ัวคราว
(Chronic Food Insecurity) (Transitory Food Insecurity)
คอื ระยะยาว หรอื มนั่ ยนื ยาว ระยะสนั้ และชัว่ คราว
เกิดขนึ้ เมอ่ื ผู้คนไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ความสามารถในการผลิตหรือการเข้าถึง
อาหารขั้นต่ ำของพวกเขาในช่วง อาหารที่เพียงพอลดลงอย่างรวดเร็วที่จะ
ระยะเวลาท่ียาวนาน รกั ษาสถานภาพทางโภชนาการทด่ี ี
เป็นผลจาก ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นของความยากจน ความผนั ผวนในระยะส้ันและความผนั ผวน
การขาดทรัพยากรและการเข้าถึง ของความพร้อมในการให้อาหารและการ
ทรัพยากรการผลิตหรือการเงินที่ไม่ เข้าถึงอาหารรวมถึงความผันผวนของ
เพียงพอ รายได้ ในแต่ละปีในการผลิตอาหาร
ภายใน ราคา อาหารและรายได้ของ
ครวั เรอื น
สามารถ เอาชนะ มาตรการในการพัฒนาระยะยาว ความไม่มั่นคงด้านอาหารชั่วคราวเป็น
ดว้ ย
โดยทั่วไป ยังใช้ในการแก้ไขปัญหาความ เรื่องที่คาดเดาไม่ได้และสามารถเกิดขึ้นได้
ยากจน เช่น การศึกษาหรือการเข้าถึง อย่างกะทันหัน ทำให้การวางแผนและ
แหล่งผลิตหรือเครดิต พวกเขาอาจ โครงการยาก ขน้ึ และต้องใชค้ วามสามารถ
ต้องการเข้าถึงอาหาร โดยตรงเพื่อให้ และชนิดของการแทรกแซงที่แตกต่างกัน
สามารถเพม่ิ กำลังการผลิต ได้ รวมทั้งความสามารถ ในการเตือนภัย
ล่วงหน้าและโครงการที่สร้างความ
ปลอดภยั
แนวคิดเรื่องฤดูกาลความมั่นคงทางอาหาร (Seasonal food security) เป็นช่องว่างระหว่างความไม่
มั่นคงทางอาหารแบบเรื้อรังและและความไม่มั่นคงทางอาหารแบบชั่วคราว ซึ่งความไม่มั่นคงทางอาหารแบบ
เรื้อรังมักจะสามารถคาดการณ์และแก้ไขปัญหาได้ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่ความไม่มั่นคงทางอาหาร
ตามฤดูกาลจะมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาที่สามารถจะมองเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นมักจะเป็นความไม่มั่นคง
ทางอาหารแบบชั่วคราว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรของการเข้าถึงอาหารและการมีอาหารที่ไม่เพียงพอ เป็น
ลักษณะความสัมพันธท์ ีผ่ นั ผวนของสภาพภูมิอากาศ รูปแบบการเพาะปลูก โอกาสการทำงานหรอื ความต้องการ
แรงงานและโรคภัยที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามความรุนแรงของความไม่มั่นคงทางอาหารนั้นเป็นเรื่องยากลำบากท่ี
จะชี้ชัดถึงระดับความรุนแรงซึ่งเราไม่ สามารถจะทราบได้ถึงระยะเวลาของปัญหาที่เกิดขึน้ ซึ่งเป็นประสบการณ์
ของผู้คน แต่หากเราดูความเข้มข้นและรุนแรงของผลกระทบของการระบุปัญหาคือการดูภาพรวมของความ
มั่นคงทางอาหารและภาวะโภชนาการซึ่งความรู้จะมีอิทธิพลต่อธรรมชาติ ขอบเขตและความเร่งด่วนของความ
25
ช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบ ความแตกต่างระหว่างระดับขนาด หรือขั้นตอน
นำไปสู่ขั้นระดับหรือการแบ่งกลุ่มความมั่นคงทางอาหารที่จะพัฒนาโดยการวิเคราะห์การใช้ความแตกต่างของ
ตัวชี้วัดและจุดตัด หรือจุดเปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น การวัดความรุนแรงของภาวะทุพโภชนาการ (Measuring
the Severity of Undernourishment) ซึ่งเป็นมาตรฐานการวัดความหิวโหยของ 28 องค์การอาหารและ
การเกษตรแห่งสหประชาชาติซึ่งอธิบายถึงภาวะทุพโภชนาการและบอกถึงสัดส่วนของประชากรที่ขาด
สารอาหารที่สามารถวัดได้ซึ่งภาวะทุพโภชนาการจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความทุกข์จาก การถูกกีดกันทางอาหาร
(Food deprivation)
แนวทางการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ และเทคโนโลยีการผลติ ขา้ วบนพ้ืนทส่ี งู
การผลิตพืชโดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดผลผลิตที่จะได้ (Yield) คือ พันธุกรรม
(Genetic) สภาพแวดล้อม (Environment) และการจัดการเพาะปลูก (Management) หลักการเพ่ิม
ประสทิ ธิภาพการผลติ พืชนั้นแบ่งเปน็ 2 วธิ ี คือ
1. การเพ่ิมปรมิ าณผลผลิต สามารถทำได้ 3 วิธีการ ดงั นี้
1.1 เพิ่มพนื้ ทผ่ี ลิต หรอื เพ่ิมจำนวนการผลติ ใหม้ ากขนึ้ โดยกำหนดปจั จยั อ่ืน ๆ คงที่เหมือนเดมิ ทั้งหมด
1.2 เพิ่มผลผลติ ต่อหน่วยพืน้ ที่ด้วยการใช้สายพันธใ์ุ หมท่ ีม่ ลี กั ษณะตรงตามความตอ้ งการ และมีการ
ปรบั ปรงุ พันธุ์
1.3 เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพดว้ ยการใช้การจัดระบบการปลูกพชื และการนำเทคโนโลยมี าใชอ้ ยา่ งเหมาะสม
2. การเพ่ิมคณุ ภาพของผลผลิต เปน็ วธิ ีการเพ่ิมผลผลิตทางออ้ ม คอื เป็นการลดความเสียหายจากทุก
ข้ันตอนในการผลติ เพ่ือให้ไดผ้ ลผลิตทีม่ ีคณุ ภาพ เชน่ การลดความเสียหายของการเก็บเก่ยี วและในระหว่างการ
ขนสง่ ด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีมาชว่ ยในการลดความเสยี หาย เป็นต้น
วิธีต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นนั้นมีความเชื่อมโยงกัน เพราะทุกวิธีนั้นต้องมีการทำเป็นลำดับขั้นตอน และ
ต้องมีการพึ่งพาในด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสม แต่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่ กับการนำวิธีต่าง ๆ
รวมถงึ สภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ ในพนื้ ท่ี ไปปรับใช้สำหรับเกษตรกรเอง เพือ่ ใหว้ ิธตี ่าง ๆ สง่ ผลกบั ผลผลิตมากท่ีสุด
และสง่ ผลใหก้ ารผลิตพชื มีประสทิ ธภิ าพสงู สุดดว้ ย
การใชเ้ ทคโนโลยกี ารปลกู ขา้ วบนพน้ื ท่สี งู
เทคโนโลยีการปลูกข้าวไร่ นับได้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญและจำเป็นต้องใช้ในการปลูกข้าวไร่ให้ได้
ผลผลิตที่ดีในระดับหนึ่งและมีเสถียรภาพ เป็นองค์ความรู้ที่มีความแตกต่างจากการปลูกข้าวโดยทั่วไป ซึ่งส่วน
ใหญ่ปลูกในสภาพน้ำขัง ทั้งในนิเวศข้าวนาสวนและข้าวขึ้นน้ำ ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยพื้นท่ี
ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70 เป็นเทือกเขา และที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 30 เป็นพื้นที่ราบใช้เป็นพื้นท่ี
สำหรับทำการเกษตร พื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าวไร่เป็นพื้นที่สภาพไร่เป็นที่ดอนไม่มีน้ำขัง ดังนั้นจึงต้องการปริมาณ
น้ำฝนที่เพียงพอและสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก ข้าวไร่มีความสำคัญต่อกลุ่มชาติพันธ์ุต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่
บนที่สูงห่างไกลจากชุมชนหรือตัวเมือง ประกอบด้วย ปกากอญอ ม้ง เมี่ยน อาข่า ลาหู่ ลีซู ลั๊วะ เป็นต้น พื้นที่
ปลูกมีความลาดชันตั้งแต่ 5-60 องศา (700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ขึ้นไป) และทำการเพาะปลูก
แบบไร่หมุนเวียนสลับพื้นที่กันไป โดยส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ปลูกข้าวไร่ 3- 5 พื้นที่หรือแปลง ปลูกปีละ 1 แปลง
สว่ นทีเ่ หลือจะปลอ่ ยพกั ผืนดินไว้ ใหฟ้ นื้ กลับมามคี วามอุดมสมบูรณเ์ ป็นเวลา 3-5 ปีแล้ว จึงจะกลบั มาหมนุ เวียน
ใช้แปลงถัดไปสำหรับการเพาะปลูกรอบใหม่อีกครั้ง พื้นที่ปลูกข้าวไร่ในภาคเหนือตอนบนมีประมาณ 373,200
26
ไร่ และมีพื้นที่พักฟื้นแปลงสำหรับเป็นไร่หมุนเวียนอีก 447,800 ไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2540) แม้ว่าพื้นท่ี
โดยรวมแลว้ ไม่ถงึ หน่งึ ลา้ นไร่ แต่ข้าวไรก่ ็นบั ได้ว่าเปน็ พืชอาหารหลกั ทสี่ ำคัญของกล่มุ ชาตพิ ันธต์ุ า่ ง ๆ ที่อาศยั อยู่
ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารของประเทศ ยังคงจำเป็นต้องปลูกเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารและบริโภคของ
ประชากรในพ้นื ท่ีดังกล่าว
ที่ผ่านมา การศึกษาวิจัยและพัฒนาการเกี่ยวกับข้าวไร่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า
3 ทศวรรษ ถึงแม้ว่าในบางช่วงเวลาจะเว้นหายไปบ้าง เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาข้าวไร่ของกรมวิชาการ
เกษตรต่อเนื่องถึงกรมการข้าว ได้มีการศึกษาและพัฒนาในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ด้านการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมือง
การวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ การเขตกรรมและวิธีปลูก การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน การอารักขา
ข้าว ตลอดถึงการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดำเนินการทั้งในศูนย์วิจัยข้าวและในพื้นที่ของเกษตรกรตาม
จังหวัดต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยมี
จุดมุ่งหมายให้ได้วิธีการเพาะปลูกข้าวไร่ที่เหมาะสมและมีปริมาณผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคเพื่อยังชีพ
ของประชากรบนพื้นที่สูง หมุนเวียนใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกน้อยลงและมีความต่อเนื่องยั่งยืน รวมทั้งให้มี
ผลกระทบตอ่ พื้นทป่ี า่ ต้นน้ำลำธารให้นอ้ ยทส่ี ดุ
สำหรับข้าวนาที่สูง เป็นแบบนาขั้นบันไดบริเวณท่ีราบไหล่เขาและระหว่างหุบเขา โดยมีความสูง
ประมาณ 700 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป โดยมีข้อแตกต่างจากการทำข้าวไร่คือ มีการทำคันนาสำหรับกัก
เก็บน้ำด้วย กระบวนการทำนาขั้นบันไดมีดังนี้ เริ่มต้นเตรียมดิน ตกกล้า ไถ คราด ทำเทือก และปักดำ ดังเช่น
การทำนาพื้นราบทั่วไป ซึ่งถือได้ว่านาขั้นบันไดเป็นระบบการเกษตรบนภูเขาที่ยั่งยืนในระดับไร่นาระบบหน่ึง
(จันทบูรณ์, 2539) ถึงแม้ว่าการผลิตข้าวนาขั้นบันไดจะเป็นระบบการเกษตรที่ยั่งยืนบนพื้นที่สูง ซึ่งสามารถ
สร้างผลผลิตขา้ วทีม่ เี สถยี รภาพเป็น 3-4 เท่า เมื่อเปรียบเทยี บกับการปลูกขา้ วไร่ แต่พื้นที่ปลกู ข้าวนาขั้นบนั ได
ในที่ราบระหว่างหุบเขาของภาคเหนือตอนบนนั้น มีน้อยเพียง 94,725 ไร่ หรือร้อยละ 10.3 ของการปลูก
ข้าวบนพื้นที่สูงที่เหลืออีกร้อยละ 89.7 ดังนั้นการปรับพื้นที่ปลูกข้าวไร่เป็นนาขั้นบันไดในพื้นที่ลาดชันให้เพ่ิม
มากขึ้น จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มปริมาณข้าวให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนข้าวได้ใน
ระดับหนึ่ง และยังลดความเสี่ยงต่อการผลิตข้าวเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการ
เสริมสร้างและสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ โดยสามารถลดการ เปิดพื้นที่ป่า
เพื่อทำไร่ลง นำมาปลูกเปน็ สวนป่าชมุ ชนไดเ้ พมิ่ ข้นึ
การเพาะปลูกข้าวนาขั้นบันไดที่ผ่านมา ได้ปรับใช้พันธุ์ข้าวไร่และข้าวนาสวนพันธุ์พื้นเมือง ใช้น้ำจาก
แหล่งต้นน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เตรียมดินโดยใช้คนขุดและแรงงานสตั ว์เป็นหลัก มีการจัดการความอุดมสมบูรณ์
ของดินเพียงเล็กน้อย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวในระดับหนึ่งและยังไม่มีเสถียรภาพ จึงจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนา
เทคโนโลยีการทำนาขั้นบันได เพื่อยกระดับผลผลิตและรักษาเสถียรภาพของผลผลิตในนาขั้นบันไดอย่างยั่งยืน
เพิ่มความมั่นคงทางอาหารของประชากรบนพื้นที่สูง ประกอบกับให้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งบนที่สูง
และพื้นราบให้เหลือน้อยที่สุดด้วย การพัฒนาวิธีการเพาะปลูกข้าวนาขั้นบันไดนี้ ได้มีการดำเนินการมาในพ้ืนที่
โครงการพระราชดำริภาคเหนือตอนบนมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี ในปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ได้มี
โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวนาที่สูง ซึ่งหมายถึงนาขั้นบันได โดยจำแนกการวิจัยตามสาขาวิชาอย่าง
เป็นระบบ อาทิเช่น การพัฒนาพันธุ์ ศึกษาวิธีปลูก การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน การ
อารักขาข้าว ตลอดถึงการจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำการวิจัยในศูนย์วิจัยข้าวและพื้นที่ของ
โครงการพระราชดำริที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน และสร้างความมั่นคงทางอาหารสำหรับกลุ่ม
ชาติพันธ์ุบนทีส่ งู ทีจ่ ะไดอ้ ยูอ่ าศยั รว่ มกบั การอนรุ ักษพ์ ืน้ ท่ปี ่าไม้และแหลง่ ตน้ นำ้ ลำธารได้อย่างย่ังยืนตลอดไป
27
แนวคดิ การสรา้ งความมน่ั คงในการผลติ ข้าวบนพ้ืนทสี่ ูง
1. ความมน่ั คงทางพนั ธุกรรมข้าว
การผลิตข้าวไร่และข้าวนาที่สูงโดยเฉพาะบนพื้นที่สูง ใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรม (G) สูงมาก
กล่าวคือ มีความหลากหลายของพันธุ์ข้าวไร่ที่ใช้เพาะปลูก ทั้งอายุเบา ปานกลางและหนัก ให้อยู่รอดและให้
ผลผลิตได้ในระดับหนึ่งภายใต้ความแปรปรวนของฝนที่ตกมากน้อยความต่อเนื่องและยาวนานที่แตกต่างกันใน
แต่ละปี พันธุ์ข้าวไร่และข้าวนาที่สูงมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่โดยกลุ่มชาติพนั ธ์ุ
ไดค้ ดั เลือกพนั ธุ์ข้าวทอี่ ยรู่ อดภายหลังการระบาดจรงิ ของศัตรขู ้าวในสภาพธรรมชาติ พันธขุ์ ้าวไรแ่ ละข้าวนาท่ีสูง
ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านประเทศเมียนมาร์และลาว สู่
เขตชายแดนในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย มีพัฒนาการผ่านการ
คัดเลือกและการปรบั ตวั ของพันธุกรรมข้าวจากขา้ วในจาปอนิกาในเขตอบอุ่น (Temperate japonica) มาเป็น
ข้าวจาปอนิกาในเขตร้อน (Tropical japonica) อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางพันธุกรรมที่พัฒนาและปรับตัวเข้า
กับสภาพแวดล้อมข้างต้นเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง (High yield potential)
ส่วนข้าวไร่และขา้ วนาท่ีสงู ที่ปลูกในที่ราบมีพัฒนาการจากข้าวนาสวนในกลุ่มอินดกิ าและมคี วามสามารถในการ
ให้ผลผลิตที่สูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะพิเศษ เช่น เมล็ดข้าวกล้องสีแดงหรือสีดำ
ไว้ใช้ประกอบอาหารในพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันกลับได้รับความสนใจนำมาใช้ประโยชน์ทางโภชนาการ
จากสารที่มีอยู่ในขา้ วกล้องและขา้ วสี
2. ความมัน่ คงด้านสภาพแวดลอ้ มพ้นื ทปี่ ลูก
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า การปลูกข้าวไร่เป็นวิธีการปลูกข้าวยุคแรก ๆ เลือกใช้พื้นที่ปลูก
ได้อย่างกว้างขวางทั้งพื้นที่ลาดเอียงและพื้นที่ราบ พันธ์ุข้าวที่ใช้เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ผ่านการ
คัดเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ในปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นการปรับตัวของพันธุ์ข้าวและกลุ่มชาติพันธุ์ให้
เข้ากบั สภาพแวดล้อมได้ตามธรรมชาตทิ เี่ ปลย่ี นแปลงในระหวา่ งการอพยพโยกยา้ ยถ่นิ ฐานของกลมุ่ ชาติพันธ์ุ ทำ
ให้มกี ารโยกย้ายหรอื เปลี่ยนพ้ืนทป่ี ลูกมาอย่างต่อเนือ่ ง จึงยังไมพ่ บปัญหาการเสอ่ื มและการพังทลายของดนิ ท่ีใช้
เพาะปลกู แตใ่ นปัจจบุ ันการโยกยา้ ยถน่ิ ฐานได้ยุตลิ งแลว้ ประกอบกบั การเพม่ิ ข้นึ ของประชากรบนทสี่ งู การปลกู
ข้าวไร่ปรบั เปล่ยี นมาเปน็ การทำไร่หมนุ เวียนซงึ่ ทำใหต้ ้องใชพ้ ื้นที่เพาะปลูกมากข้ึน โดยความม่ันคงของการผลิต
และความย่งั ยืนของทรพั ยากรขึ้นอย่กู ับระยะเวลาของรอบการหมุนเวยี น
ในส่วนของปัจจัยด้านน้ำ ในการปลูกข้าวไร่ใช้ความชื้นหรือแหล่งน้ำจากน้ำฝนเท่านั้น ในอดีตการตก
และกระจายของฝนมีปริมาณและความสม่ำเสมอเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว อยู่รอดและให้ผลผลิตได้
ดีในระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate change) รูปแบบการตก
ของฝนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการปลูกข้าวไร่ ทั้งฝนทิ้งช่วงก่อให้เกิดความแห้งแล้ง และฝน
ตกหนกั ทำใหด้ ินไรพ่ งั ทลาย ในด้านสภาพแวดลอ้ มการผลติ ขา้ วไร่ ได้ใชป้ ระโยชน์ความอดุ มสมบรู ณ์ของดินจาก
การเปลี่ยนย้ายพื้นที่ปลูกในอดีตและการทำไร่หมุนเวียน โดยพักทิ้งพื้นที่เป็นเวลาหลายปีให้ฟื้นฟูความอุดม
สมบูรณ์ของดินขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่ก็ถูกกดดันจากนโยบายฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำ ให้ลด
พื้นที่หมุนเวียนลงมาจนต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเพื่อการค้าแทน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
โดยเฉพาะการตกของฝนในปจั จุบันยังก่อให้เกดิ ความเสย่ี งต่อการปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้นด้วย
28
3. ความมน่ั คงด้านการจดั การเพาะปลกู
เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวในนิเวศน์อื่นแล้ว การปลูกข้าวไร่และข้าวนาที่สูงยังใช้ประโยชน์จาก
การจดั การนอ้ ยมาก ท้งั ด้านการเตรยี มดนิ การใสป่ ุ๋ย การใหน้ ำ้ การกำจัดวัชพืช การปอ้ งกนั กำจดั ศัตรขู ้าว การ
ใช้จกั รกลเกษตรหรอื การเก็บรักษา ยังคงใช้วธิ ีการดั้งเดมิ ของกลุ่มชาตพิ ันธ์ทุ ่ีเน้นการใช้แรงงานและพงึ่ พาปัจจัย
การผลิตในพื้นที่เป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการกำจัดวัชพืชการใช้มือถอนและใช้จอบหรือเสียมขนาดเล็ก
กำจัดวัชพืชในไร่ข้าว 2-3 ครั้งต่อฤดูปลูก และการป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูข้าวที่สำคัญ คือ การไล่นก การปลูก
แตงส้ม แตงไร่หรือมันสำปะหลังโดยรอบแปลงข้าวไร่เพื่อให้นกและหนูกินก่อนที่จะเข้ามากัดทำลายข้าว การ
ป้องกันแมลงศัตรูข้าวโดยใช้หน่อไม้ดอง เอื้องหมายนา ข้าวเหนียวดำหรือเปลือกพืชที่มีกลิ่นฉุน ทั้งนี้ พันธุ์ข้าว
พื้นเมืองท่ีใช้เพาะปลูกทีม่ คี วามต้านทานตอ่ โรคและแมลงศตั รขู ้าวในระดับหนึ่งอยู่แล้ว มีส่วนชว่ ยให้ความเสีย่ ง
ด้านนี้ลดลงได้ ในปัจจุบันมีการใช้สารกำจัดวัชพืชบนที่สูงมากขึ้น ส่วนการปลูกข้าวไร่ที่ราบที่มีการนำ
เทคโนโลยีของพืชไร่หรือข้าวนาสวนมาปรับใช้ในการปลูกข้าวไร่ ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่นี้เพิ่มขึ้นมาได้ใน
ระดับหนง่ึ
ในไร่ข้าวของเกษตรกรบนพื้นที่สูงไม่ได้ปลูกข้าวไร่เพียงอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชร่วมระบบหรือพืช
สลับ (Inter cropping) ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็นพืชอาหารและเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ได้แก่ พืชผัก เช่น
ผักกาด แตง ฟักทอง บวบ มะเขือ ถั่ว ถั่วพู แมงลัก พริก กระเจี๊ยบ ผักอีลืน เป็นต้น พืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าว
ฟา่ ง เผือก มนั มือเสือ มันเทศ มนั สำปะหลงั ฝ้าย เปน็ ต้น ไม้ดอกเพื่อใชใ้ นพิธีกรรม เช่น สรอ้ ยไก่ ดาวเรือง เปน็
ต้น ดังนั้น ในระบบการปลูกข้าวไร่จะเห็นว่านอกจากการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารโดยตรงแล้วเกษตรกรยังปลกู
พืชอาหารอื่น ๆ เพื่อเสริมให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารมากขึ้นในกรณีที่ข้าวไม่เพียงพอสำหรับบริโภคยังมีพชื
อื่นที่ใช้เป็นอาหารได้ เช่น มัน เผือก เป็นต้น การปลูกพืชสลับยังมีผลช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและ
ช่วยลดการทำลายของศตั รขู า้ วไรไ่ ดอ้ ีกทางหนงึ่ ดว้ ย
พื้นที่ปลูกข้าวไร่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีความลาดชันตามไหล่เขา มีศักยภาพในการให้ผลผลิตข้าวต่ำ
ประกอบกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินค่อนข้างยาก มีการสูญเสียหน้าดินโดยกระบวนการชะล้าง
พังทลายของดินสงู ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ จึงได้มีการนำระบบการอนุรักษ์ดนิ และ
น้ำเข้าไปดำเนินการ โดยการปรับพื้นที่สภาพไร่ให้เป็นนาขั้นบันได และพบว่าการปลูกข้าวไร่ในพื้นที่สภาพนา
ขั้นบันไดที่ไม่มีน้ำขัง ข้าวให้ผลผลิตเฉลี่ยมากกว่าการปลูกในพื้นที่สภาพไร่ร้อยละ 50 และเมื่อนาขั้นบันได
สามารถขังน้ำได้และปลูกโดยวิธีปักดำและการจัดการด้านอื่น ๆ สามารถให้ผลผลิตข้าวได้มากกว่าการปลูกใน
สภาพไร่แบบเดิมโดยเฉลีย่ มากกว่าหนึ่งเท่าตวั
4. ความมัน่ คงของผลผลิตข้าวไร่และขา้ วนาทีส่ งู
เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของการผลิตข้าวไร่และข้าวนาที่สูงแล้ว เห็นได้ว่าความมั่นคงของ
ผลผลิตขา้ วบนพื้นที่สงู ไดร้ ับอิทธิพลจากด้านพันธุกรรมมากทีส่ ุด โดยจะยังคงได้รบั ผลผลติ ขา้ วในระดับหนึ่ง ใน
สภาพแวดล้อมที่แปรปรวนทั้งดินฟ้าอากาศและในสภาพที่มีการระบาดของศัตรูข้าว รวมทั้งในการจัดการ
เพาะปลูกที่เน้นเพียงการกำจัดวัชพืชและป้องกันสัตว์ศัตรูข้าว แต่พันธุกรรมข้าวไร่และข้าวนาที่สูงดังกล่าวก็ยัง
มีข้อจำกัดขาดลักษณะหรือศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง ผลงานวิจัยและพัฒนาด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าวไร่ที่ผ่าน
มาจึงยังคงอยู่ในกลุ่มฐานพันธุกรรมขา้ วพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่หากมีการพฒั นาด้านสภาพแวดล้อมจาก
การปลูกข้าวบนที่สูงจากแบบข้าวไร่มาเป็นนาขั้นบันไดแล้ว จะสามารถใช้พันธุ์ข้าวทีม่ ีศักยภาพใหผ้ ลผลติ สงู มา
เพ่ิมและสร้างความมัน่ คงใหผ้ ลผลติ ข้าวในพน้ื ที่นไี้ ด้
29
ด้านความมั่นคงที่ได้จากสภาพแวดล้อมของแหล่งเพาะปลูก ซึ่งในปัจจุบันมีข้อจำกัดที่ไม่มีการย้ายถ่ิน
ฐานและนโยบายรัฐในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้เขตต้นน้ำ ทำให้ต้องใช้พื้นที่เดิมหรือพื้นที่หมุนเวียนที่น้อยลง
ในการปลูกข้าวไร่ และจำเป็นต้องมีการพิจารณาการปรบั พื้นที่ที่มีความเหมาะสมทั้งด้านคุณภาพดินและแหล่ง
นำ้ ให้เป็นไรข่ ัน้ บนั ไดและนาข้นั บนั ไดท่ใี ห้ผลผลิตขา้ วสูงกว่าขา้ วไร่มากกว่า 1 เทา่ สามารถใชพ้ ื้นท่ีปลูกได้อย่าง
ต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งการใช้พันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงร่วมกับเทคโนโลยีการจัดการเพาะปลูกมา
เพิ่มศักยภาพผลผลิตได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ด้านการจัดการเพาะปลกู เห็นได้วา่ ในช่วงท่ีผ่านมาใช้ศักยภาพในดา้ นนี้น้อยเพราะมีข้อจำกัดในการใช้
ปัจจัยการผลิตจากภายนอก จึงต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก แต่จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้ง
ด้านเส้นทางคมนาคม ไฟฟ้า การสื่อสารและการศึกษาในปัจจุบัน ประกอบกับการจัดการสภาพแวดล้อมพื้นที่
ปลูกจากสภาพไร่เดิมมาเป็นนาขั้นบันได ทำให้สามารถใช้ศักยภาพด้านการจัดการมาเพิ่มผลผลิตและรักษา
เสถียรภาพผลผลติ ข้าวบนพนื้ ที่สงู ให้เกิดความมน่ั คงได้มากยิ่งข้นึ
สว่ นดา้ นคุณภาพ ขา้ วนบั เปน็ แหลง่ อาหารคาร์โบไฮเดรทของประชากรโลก แต่สำหรับขา้ วไรแ่ ละขา้ ว
นาทสี่ ูงนัน้ ทงั้ รปู แบบการบรโิ ภคของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุทแี่ ปรรูปเปน็ ขา้ วซ้อมมอื หรอื ข้าวกลอ้ งกอ่ นนำไปหุงตม้
และด้วยคุณสมบัตพิ เิ ศษที่มสี ารทใ่ี ห้คุณค่าทางโภชนาการ จงึ ทำใหเ้ ป็นแหล่งของวติ ามนิ ต่าง ๆ และสารตา้ น
การเกิดโรคในมนุษย์ เป็นประโยชนต์ ่อกล่มุ ชาติพนั ธุ์ทม่ี ีทางเลือกดา้ นอาหารน้อย ขณะเดียวกันกม็ กี ารพฒั นา
แปรรูปใหเ้ ป็นแหล่งโภชนาการของประชากรในชมุ ชนเมืองตอ่ ไปอีกด้วย
แพลตฟอร์มการเรยี นรู้และความรเู้ พอ่ื การบรหิ ารจัดการ
ต้นแบบการเรียนรู้นวัตกรรมมีพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่แปลงสาธิตต้นแบบนวัตกรรม เกิด
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนและตำบล
ใกล้เคียง ผ่านวิทยากรจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าว มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน
ระดับตำบลในพื้นที่ ช่วยในกระบวนการการจัดการความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกร ผ่านนวัตกรชุมชนและแกนนำ
ของเกษตรกรในพื้นที่ ปรับใช้ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาจริง ทำให้เกิดกิจกรรมในชุมชนท่ี
ก่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นได้ เป็นที่ยอมรับและขยายผลในพื้นที่ใกล้เคียงได้ โดยการจัดสรรการใช้
ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดในการผลิตข้าวและเกิดการใช้ประโยชน์จากข้าวและผลผลิตเกษตรใน
พื้นที่ในการสร้างมูลค่าให้กับตนเองและชุมชน เกิดผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับ
ชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวดั และประเทศ ต่อไปในอนาคต
ต้นแบบการเรียนรู้นวัตกรรมมีพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่แปลงสาธิตต้นแบบ ด้านข้าว เป็น
แพลตฟอรม์ วิจัยด้านเกษตร (จนั ทร์จรสั , 2563) มกี ารองค์ประกอบท่สี ำคัญ 6 ประการ ดงั ภาพ
30
เปา้ หมาย เกษตรกร
ทนุ วจิ ยั ความรูแ้ ละ
ผลลพั ธ์ เครอ่ื งมือการ
จดั การ
ผมู้ ีสว่ นได้
สว่ นเสยี
ภาพท่ี 2.3 องคป์ ระกอบท่สี ำคัญของแพลตฟอรม์ วิจัยด้านเกษตร
องค์ประกอบทั้ง 6 ประการนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดมิได้ หากประสงค์จะให้ระบบวิจัยขับเคลื่อนไปได้
อย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบหนึ่งใดที่ขาดหายไปย่อมทำให้ “วงล้อวิจัย” สะดุด หรือ disrupt ทุนวิจัยจึงต้องมี
เป้าหมาย เป้าหมายนำไปสู่การคัดสรรโครงการวิจัย หรืออีกนัยหนึ่ง คือกำกับนักวิจัย และสะท้อนไปสู่
ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาร่วมให้ข้อคิดเห็นหรือชี้แนะ เป้าหมายของการวิจัยยังนำไปสู่การเลือกใช้ศาสตร์และชุด
ความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้สามารถสร้างผลผลิตได้บรรลุวัตถุประสงค์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยมีบทบาทใน
การเป็นหลักประกัน การที่ผลงานวิจัยได้นำไปสู่การใช้ประโยชน์ให้เกิดผลลัพธ์ ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย หรือนโยบาย ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนำไปสู่การได้รับการสนับสนุน
ทรัพยากรให้ระบบขับเคลื่อนต่อไปได้
แนวทางการจดั การนวตั กรรม/เทคโนโลยเี พอื่ ยกระดบั ขีดความสามารถของกลุม่ เป้าหมาย
กระบวนการสรา้ งพ้ืนที่ต้นแบบในการเรียนรู้ เร่ิมจากการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เรยี นรู้และปฏิบัติใน
แปลงต้นแบบ จากนั้นเกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติควบคู่กับแปลงต้นแบ เกิดการเรียนรู้ หลังจากนั้นทำการ
ติดตามและประเมินผลร่วมกนั ซ่ึงจะเกิดการแลกเปลย่ี นเรียนร้ใู นชมุ ชนข้นึ (ภาพท่ี 2.4)
ภาพท่ี 2.4 กระบวนการทำงานสร้างพ้ืนท่ตี ้นแบบเรียนรู้นวตั กรรม
31
นวัตกร (Innovator) คือ คนแรกในการกระทำสิ่งต่างๆ มีความรู้มีความสามารถในการเข้าใจ และ
ประยุกต์ใช้ความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ รับมือกับอุปสรรคในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมได้ กล้าเสี่ยงอย่าง
ชาญฉลาด กล้าทำสิ่งใหม่ๆ กล้าคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ในการทำให้เกิดนวัตกรรม (พัชรพร, อภิญญา และ
ศิระ, 2560)
ขั้นตอนการสร้างนวัตกรชุมชนมี 3 ขั้นตอน ซึ่งจะต้องมีการคัดเลือก วัดผลและประเมินผล เพื่อค้นหา
เกษตรกรที่มีศักยภาพ มีความตั้งใจ และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริงในพื้นท่ี โดยนวัตกรข้าวที่จะสร้าง
ข้นึ จะต่างจากคนที่เข้าอบรมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี คือต้องเปน็ ผูท้ ่ผี ่านกระบวนการท้ัง 3 ขั้นตอน โดยต้อง
มีความสามารถในการมสี ่วนร่วมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของเวลาทใี่ ชใ้ นกระบวนการท้ังสามข้นั ตอน ซงึ่ ผทู้ ีผ่ ่านจะ
ได้รับเป็นนวัตกรข้าวชุมชน และแต่งตั้งโดยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ โดยมีคุณสมบัติและบทบาท
หน้าที่ตามที่หน่วยงานกำหนด ติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าว ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนหลังจบ
โครงการ (ภาพที่ 2.5)
ภาพท่ี 2.5 ขนั้ ตอนการสรา้ งนวตั กรขา้ วชุมชน
32
บทที่ 3
ระเบยี บวิธีวจิ ัย
3.1 วิธดี ำเนินการวิจัย
ชุดโครงการนี้ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย ดำเนินงานในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์วิจัยข้าวในกลุ่ม
ศนู ย์วจิ ัยข้าวภาคเหนอื ตอนบน โดยพื้นทีด่ ำเนนิ การเปน็ พ้นื ทท่ี ่ไี ม่มคี วามมนั่ คงทางอาหารซึ่งเกณฑ์การคัดเลือก
พื้นที่ คือ เป็นพน้ื ทที่ ม่ี ีศกั ยภาพในการพฒั นาดา้ นความม่ันคงด้านอาหาร และชมุ ชนมศี ักยภาพในการพัฒนาให้
มีความเข้มแขง็ ในการผลิตขา้ วบนพื้นทส่ี ูง มีกลุ่มเกษตรกร และการทำงานจะเปน็ เครอื ข่ายท้งั ภายในหน่วยงาน
และภายนอกหน่วยงาน แสดงถึงความพร้อมของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ที่จะดำเนินการให้ประสบ
ความสำเร็จได้ วธิ กี ารดำเนนิ งานของชดุ โครงการโดยสรปุ เป็นขน้ั ตอน ดงั นี้
(1) คณะผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์บริบทพื้นที่และฐานทุนเดิม ความต้องการของพื้นที่ระดับตำบล และ
โจทย์วจิ ัยชดั เจน (Area & Issue) ประเดน็ วจิ ัยต้องมีโอกาสการสร้างผลกระทบสูง และการนำนวัตกรรมพร้อมใชท้ ่ี
เหมาะสมกบั บรบิ ทพนื้ ท่ีปัญหา พน้ื ที/่ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพอ่ื แก้ปญั หาอย่างเปน็ รปู ธรรมและย่ังยืน บน
ฐานทนุ เดิมของนกั วจิ ัย นวตั กรรม/เทคโนโลยี และมหาวิทยาลัย โดยการจดั เวทชี มุ ชนและถ่ายทอดเทคโนโลยีการ
ผลิตข้าว
(2) กระบวนการสรา้ งกลไก และภาคีความร่วมมือในพื้นทีเ่ ปา้ หมาย ความชัดเจนของกลไกและภาคคี วาม
ร่วมมือการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล (ชุมชน) และหน่วยงานผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการการ
ทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน (เนื่องจากอาจมี key partner แตกต่างกันตามประเด็นวิจัยของโครงการย่อย
ภายใต้แผนงาน) โดยการจัดประชุมทำความเข้าใจกับหน่วยงานแกนหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ใน
โครงการ
(3) การสร้างกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ และการเพิ่มขีดความสามารถในการหาความรู้ของ
พน้ื ท่ี พนื้ ท่ีต้นแบบเรยี นร้นู วตั กรรม (Learning and innovation platform) จากการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนรว่ ม
โดยกลไกการพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล แล้วสร้าง ตัวเรียนรู้และนวัตกรรมเกิดชุดคาวมรู้จากการถอดบทเรียนการ
ทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย และชุมชน เกิดระบบคิดของชาวบ้าน/ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย
และสรา้ งพ้นื ที่แหง่ การเรียนร้ทู ่ยี ั่งยืน โดยการจัดทำแปลงต้นแบบการเรยี นรู้การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลิตข้าวบน
พน้ื ท่สี งู
(4) ถ่ายทอดความรู้สูก่ ารปฏิบัตจิ รงิ โดยการสร้างนวัตกรชาวบ้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนใน
การเรียนรู้และรับปรับใช้นวัตกรรม สามารถนำความรู้ไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงและจัดการปัญหาในชุมชน พึ่งพา
ตนเองได้อย่างยั่งยืน ในมิติด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมของชุมชน ด้วยความรู้และ
นวัตกรรม โดยการถ่ายทอดองค์ความรูแ้ ละการสรา้ งนวัตกรชุมชน
(5) วิธีวัดและประเมินผลการเปลี่ยนแปลง และตัวชี้วัดของผลสัมฤทธิ์การทำงานชุมชนนวัตกรรม โดย
ดำเนินการประเมินระดับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน และประเมินการยอมรับเทคโนโลยีหลังเข้าร่วม
โครงการ
การดำเนินงานกิจกรรมในแต่ละโครงการย่อย เป็นการหนุนเสริมการทำงานเดิมของกรมการข้าว
ยกระดับการทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชน ปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานที่มีกลุ่มเกษตรกรเป็นศูนย์ มี
เกษตรกรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนและช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการในพื้นท่ี
33
เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ องค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ โดยกิจกกรม
ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ดงั น้ี
กิจกรรมที่ 1 การจัดเวทชี มุ ชนและถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารผลิตขา้ ว
กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนโดยเริ่มจากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ เรียนรู้จาก
ภายนอก และนำมาปรับประยุกต์ใช้ในชุมชน เกษตรกรสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ร่วมกับนักวิชาการ
ในทร่ี บั ผดิ ชอบในพืน้ ที่
1. จัดประชุมทำความเข้าใจกับหน่วยงานแกนหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ในโครงการที่จะ
ดำเนินการ ได้แก่ หมู่บ้าน องค์กรส่วนท้องถิ่น สำนักงานเกษตรอำเภอ และศูนย์วิจัยข้าว สร้างกลไกและภาคี
ความร่วมมือการพัฒนาพื้นที่ระดบั ตำบล (ชุมชน) และหน่วยงานผู้มีส่วนได้เสียทีเ่ ก่ียวข้อง รวมถึงกระบวนการ
การทำงานแบบมีส่วนรว่ มกับชุมชน
2. ดำเนินการจัดเวทีชุมชน ในพื้นที่เป้าหมายรายตำบล โดยจัดตำบลละ 1 ครั้ง ก่อนฤดูการปลูก เพ่ือ
ชี้แจงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ ระดมความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนกับ
นักวิชาการ การวิเคราะห์บริบทพื้นที่และฐานทุนเดิม ความต้องการของชุมชน และโจทย์วิจัยชัดเจน (Area &
Issue) ประเด็นวิจัยต้องมีโอกาสการสร้างผลกระทบสูง และการนำนวัตกรรมพร้อมใช้ที่เหมาะสมกับบริบท
พนื้ ทีป่ ญั หา
3. ดำเนินการประเมินระดับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางการ
เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเพื่อเป็นตัวแทนของตำบล ใช้แบบ
สัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง สุ่มตัวอย่างแบบสะดวกหมู่บ้านละ 20 ครัวเรือน ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูล
พื้นฐานของครัวเรือนกลุ่มตัวอย่าง การประเมินความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน และแนวทางการสร้าง
ความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนเกษตรกร โดยการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและเชิง
ปรมิ าณ
4. ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวของกรมการข้าวโดยนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละ
สาขาวิชา 2 เทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยกี ารปลูกขา้ วไร่อย่างยั่งยืน และเทคโนโลยีการทำนาขัน้ บันไดบนพ้นื ที่
สูง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการผลิตข้าว เช่น พันธุ์ข้าว การผลิตเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิตข้าว ตั้งแต่การ
คัดเลือกพื้นที่ การเตรียมดิน การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน อารักขาข้าว พืชร่วมระบบข้าว และการ
จัดการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป เป็นต้น โดยจัดตำบลละ 3 ครั้ง ก่อนฤดูการปลูก ก่อนการเก็บเกี่ยว
ผลผลิต และหลังการเก็บเกย่ี ว
5. คัดเลือกเกษตรกร เพื่อเขา้ มสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมในโครงการเพ่ือสรา้ งพ้นื ทแ่ี ห่งการเรียนรู้ที่ย่ังยืนใน
แปลงจรงิ ของตนเองและของกลุ่ม เชน่ การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพของระบบการผลิตขา้ วบนพ้ืนทีส่ งู การฟ้นื ฟคู วาม
อุดมสมบูรณ์ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวไร่บนพื้นที่สูง และการพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อสร้างสมดุลของศัตรูข้าว
และแมลงศตั รธู รรมชาติ เป็นตน้
6. คัดเลือกเกษตรกรเพื่อเป็นอาสาสมัครข้าวประจำหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวนชุมชนละ 2 คน เพื่อเป็น
ตวั แทนในการแลกเปลย่ี นเรียนรดู้ า้ นขา้ วของอำเภอ
7. การติดตามและรายงานผล โดยการประเมนิ การยอมรับเทคโนโลยหี ลงั จากการดำเนินกจิ กรรม โดย
การประเมินครัง้ สุดทา้ ยในชว่ งหลงั การเกบ็ เก่ยี วผลผลิตเสร็จเรยี บรอ้ ยแล้ว ตำบลละ 1 ครั้ง
34
กิจกรรมที่ 2 การเพิม่ ประสทิ ธิภาพการผลติ ขา้ วบนพ้ืนท่ีสงู
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการผลิตข้าวไร่และข้าวนาบนพื้นที่สูง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การใช้
พันธุ์ข้าว วิธีการปลูก การใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และการเก็บเกี่ยว
มขี ัน้ ตอนการปฏิบัติการทดลอง ดงั น้ี
1. คัดเลอื กเกษตรกรที่มคี วามสนใจและมีความพร้อมสามารถใหค้ วามร่วมมือจากกิจกรรมท่ี 1 และทำ
การคัดเลือกพื้นที่ทำแปลงเปรียบเทียบเทคโนโลยีจำนวน 4 แปลงต่อกลุ่มพื้นที่ เพื่อเป็นตัวแทนในพื้นที่ปลูก
ข้าวไร่และข้าวนาที่สูง โดยขนาดแปลงพื้นที่ 2 ไร่ต่อ 1 แปลง ทำการเก็บตัวอย่างดินก่อนการทดลองเพือ่ นำมา
วิเคราะห์หาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็น
ประโยชน์ และโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินและการใช้ปุ๋ยตามค่า
วเิ คราะหด์ ิน
2. ดำเนินการทดลองในพื้นที่เกษตรกรแบบ Technology-verification Experiment จำนวน 2 ซ้ำ
เปรียบเทียบเทคโนโลยีการผลิตข้าว 2 กรรมวิธี ดังนี้ 1) เทคโนโลยีของกรมการข้าว และ 2) เทคโนโลยีของ
เกษตรกร ทั้งนี้ทุกกรรมวิธีสามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และพิจารณาเลือกใช้แก้ปัญหาอย่าง
เฉพาะเจาะจงได้ สำหรับการปฏิบัติอื่น เช่น การเตรียมดิน การจัดการน้ำ และการกำจัดวัชพืช ให้ปฏิบัติตาม
วธิ ีการปกติเหมือนกนั ทั้งสองกรรมวิธี
3. ประเมินการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตข้าวในแปลงของเกษตรกร ดำเนินการระหว่างทำการทดลองใน
ระยะข้าวโนม้ รวง โดยการจดั ประชมุ ในชุมชนเพือ่ ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการปฏบิ ัติ
และการแลกเปล่ียนเรียนรู้ในกลุ่ม (focus group discussion)
4. เก็บข้อมูลผลผลิต และจัดทำบัญชีฟาร์มบันทึกรายละเอียดรายรับและรายจ่ายจากการปลูกข้าวเพื่อ
เป็นขอ้ มลู ทางเศรษฐศาสตร์ในแตล่ ะกรรมวิธขี องแต่ละแปลง
5. วิเคราะห์ข้อมูล สรุป และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่และ
สามารถจะถ่ายทอดให้กับสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน และนำผลที่ไปถ่ายทอดในกิจกรรมที่ 1 ในการอบรม
หลงั การเกบ็ เก่ยี ว
กจิ กรรมที่ 3 การพฒั นาระบบการสำรองข้าวภายในชุมชนโดยใชร้ ูปแบบธนาคารขา้ ว
กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบการสำรองข้าวภายในชุมชนโดยใช้รูปแบบ
ธนาคารข้าวในพืน้ ท่ี มขี ัน้ ตอนดังนี้
1. คัดเลือกเกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกิจกรรมที่ 2 โดยมีจำนวนเกษตรกรอย่างน้อย
20 คนต่อ 1 กลมุ่
2. สนบั สนุนให้ชมุ ชนและหนว่ ยงานแกนหลักในพ้ืนทด่ี ำเนนิ การ
2.1 กำหนดให้มีพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ส่วนกลางของชุมชน (แปลงนารวม) โดยใช้พื้นที่ของหน่วยงาน
และพื้นทีน่ าท่ีเกษตรกรมอบให้ใช้ประโยชน์ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ทีเ่ หมาะสมจะช่วยให้สะดวกในการดูแลรักษา
อยู่ใกล้ธนาคารข้าว พื้นที่นามีความอุดมสมบูรณ์ และมีแหล่งน้ำใช้พอเพียงสำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน
1 แปลงต่อ 1 ตำบล จำนวนอยา่ งน้อย 5 ไร่
2.2 ดำเนนิ การประเมินความต้องการและความชอบของเกษตรกรตอ่ พันธขุ์ ้าวทีจ่ ะผลติ เมลด็ พนั ธุ์
35
2.3 จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ คัดเลือกจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกธนาคารข้าว มีความ
สนใจพร้อมที่จะเรียนรู้ และปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ มีการประชุมชี้แจงทำข้อตกลงกับกลุ่ม
เกษตรกรและผลตอบแทนท่จี ะไดร้ บั
2.4 จัดตั้งคณะทำงานบรหิ ารเมลด็ พนั ธจุ์ ากกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ บริหารจัดการรว่ มกบั คณะกรรมการ
ธนาคารข้าว ประเมินการดำเนินงานตามข้อบังคับและระเบียบต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม
ต่อไป
3. ผลติ เมลด็ พนั ธใุ์ นพันธ์ุข้าวทีเ่ กษตรกรต้องการ สนบั สนนุ ถ่ายทอดความรู้และปจั จัยการเกษตร
3.1 ทำกระบวนการโรงเรียนชาวนาเพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่การคัดเลือก
พ้นื ทแ่ี ปลง การเลือกพนั ธุข์ ้าวทจี่ ะผลิต การวางแผนการผลิต การปอ้ งกันกำจดั ข้าวเร้อื การปลกู และดแู ลรักษา
การกำจดั ข้าวปน การตรวจแปลง และการเกบ็ เก่ยี วเมลด็ พันธุ์
3.2 สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาระบบในการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เช่น การ
ลดความช้ืนเมลด็ พันธุ์ การทำความสะอาดและคดั แยก การบรรจภุ ัณฑ์ และการเก็บรักษาเมลด็ พันธุ์
3.3 สนบั สนุนใหเ้ กษตรกรพัฒนาการจดั ตง้ั ธนาคารขา้ วอยา่ งเป็นระบบ
3.4 สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาระบบการกระจายเมล็ดพันธุ์ในหมู่สมาชิก ผ่านธนาคารข้าวเป็น
ศูนย์กลาง โดยมคี ณะกรรมการธนาคารขา้ วบรหิ ารจดั การตามขอ้ บงั คบั ธนาคารข้าว
นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น ในโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ประโยชน์จาก
ข้าวบนพื้นที่สูงในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ได้มีกิจกรรมนำร่องในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพ้ืนที่ให้
เกิดประโยชน์สูงสดุ เพื่อลดการใช้สารเคมี (ลดต้นทุน) และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยได้จัดทำ
กจิ กรรมเพ่ิมอีก 2 กิจกรรม ดงั น้ี
กจิ กรรมที่ 4 การพฒั นาชมุ ชนต้นแบบเพอ่ื สร้างสมดลุ ของแมลงศัตรขู า้ วและศตั รธู รรมชาติ
กิจกรรมนมี้ ีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ พัฒนาชุมชนต้นแบบเพอ่ื สร้างสมดุลในพืน้ ท่ี มขี นั้ ตอนดงั น้ี
1. การสำรวจพื้นที่และเตรียมความพร้อมของเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม คัดเลือกเกษตรกรจาก
กิจกรรมที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ และร่วมแก้ไข
ปัญหา ทำข้อตกลงร่วมกัน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ชุมชนเกิดความรูส้ ึกเป็นเจ้าของกจิ กรรม และหา
แนวทางการปฏบิ ัติงานรว่ มกัน
2. เตรียมพื้นที่ต้นแบบปรับสภาพนิเวศรอบคันนา เริ่มสร้างระบบนิเวศบนคันนาตั้งแต่ก่อนปลูกโดย
การปลูกพืชเสนอแนะ เน้นการปลูกพืชที่มีดอกสีเหลือง ได้แก่ ถั่วบราซิล ทานตะวัน ปอเทือง และตีนตุ๊กแก
หลังจากน้ันปลูกตามด้วยผักท่ีให้ดอกสีเหลืองหรือสีขาว เช่น บวบ แตงกวา แตงร้าน แฟง กระเจี๊ยบเขียว พริก
ดอกแค น้ำเต้า ฟักทอง และถั่วฝักยาว เป็นต้น ปลูกหมุนเวียนเรื่อย ๆ เมื่อพืชดอกเริ่มหมดอายุ ทำการเก็บ
เกี่ยวและปลูกไม้ดอกชนิดเดิมและใหม่ลงไปอยู่ตลอดเวลา สำรวจแมลงเข้ามาอาศัยและหากินบริเวณแปลง
นิเวศ และพืชผัก ไม้ดอกที่เหมาะสมต่อการปลูกในพื้นที่ พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลปริมาณผลผลิตของพืชผักที่เกบ็
ได้ในแต่ละปี เมื่อปลูกพืชดอกและผัก จนสามารถปรับตัวได้แล้วในสภาพในธรรมชาติ ส่วนพื้นที่แปลง
เปรียบเทียบที่ไม่มีการปลูกพืชไม้ดอกบนคันนา แบ่งขนาดพื้นที่ทดลองให้เท่ากัน โดยแต่ละแปลงต้องอยู่ห่าง
กันอยา่ งนอ้ ย 1 กโิ ลเมตร
36
3. ศึกษาความหลากหลายของแมลงศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติในนาข้าวพื้นที่แปลงสร้างระบบนิเวศ
และพ้ืนทแ่ี ปลงเปรยี บเทียบ ด้วยการสมุ่ สำรวจแมลงโดยใชส้ วิงโฉบตามแนวทแยงมมุ จำนวน 20 โฉบต่อแปลง
ดำเนินการเมื่อต้นข้าวอายุ 20 วันหลังปลูกถึงระยะออกรวง สุ่มสำรวจทุก 15 วัน เปรียบเทียบความ
หลากหลายของแมลงศัตรูและแมลงศัตรูธรรมชาติระหว่างแปลงจัดการระบบนิเวศในนาข้าวและแปลง
เปรียบเทยี บ
4. บันทึกข้อมูลสัดส่วนชนิดและปริมาณแมลงศัตรูข้าวและศัตรูธรรมชาติที่พบในแปลงระบบนิเวศ
วศิ วกรรม ผลผลิตของขา้ ว และผลผลติ จากพชื ร่วมระบบและการนำไปใชป้ ระโยชน์
5. จัดประชุมเกษตรกรในชุมชนเพื่อประเมินผลการนำเทคโนโลยีด้านนิเวศวิศวกรรมที่สามารถสร้าง
สมดลุ ของแมลงศตั รขู า้ วและศัตรธู รรมชาติในพื้นที่ วเิ คราะห์ สรุปผล และจัดทำคู่มอื คำแนะนำ และนำผลที่ไป
ถา่ ยทอดในกิจกรรมที่ 1 ในการอบรมหลงั การเก็บเกี่ยว
กจิ กรรมที่ 5 การส่งเสริมปลกู พืชร่วมระบบและการแปรรูปผลิตภณั ฑ์จากข้าวและพชื รว่ มระบบในชมุ ชน
กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชร่วมระบบและสร้างรายได้ในเกษตรกรในชุมชน และ
เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวและพืชร่วมระบบ ได้แก่ ข้าวสาลี และบักวีต ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการ
บริโภคของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดน่าน และเพื่อรายได้ให้กับเกษตรกรและเป็นต้นแบบของผลิตภัณฑ์ที่จะ
พัฒนาตอ่ ไป มีข้ันตอนดงั นี้
1. คัดเลือกเกษตรกรผู้ปลูกขา้ วในกจิ กรรมที่ 1 จำนวน 5 ราย ต่อ 1 ตำบล ที่มีความสนใจและมี
ความพรอ้ มในการพฒั นาการปลกู พืชร่วมระบบในแปลง ใหค้ ดั เลอื กพ้นื ท่ีทจ่ี ะทำแปลงต้นแบบจำนวน 1 แปลง
พืน้ ท่ี 2 ไรต่ ่อแปลง และแปลงขยายผล 4 แปลง พ้นื ที่ 1 ไร่ตอ่ แปลง
2. จดั ทำแปลงตน้ แบบโดยปลูกพชื ร่วมระบบ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ข้าวสาลี และบกั วตี โดยแปลงขยาย
ผลให้เกษตรกรเลอื กปลกู ได้หนึ่งชนดิ ดำเนนิ การปลกู และการดแู ลรักษาต่าง ๆ ตามคำแนะนำของกรมการขา้ ว
3. เก็บตัวอย่างดินในแปลงที่ร่วมกิจกรรม บันทึกข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ต้นทุน รายได้
ผลตอบแทน และอัตราการพ่งึ ตนเองตลอดฤดกู ารปลูก และบนั ทกึ ขอ้ มูลผลผลิตของพชื รว่ มระบบ
4. ติดตามและประเมินความพึงพอใจต่อการปลูกพืชร่วมระบบระหว่างฤดูการปลูก สรุปและ
จดั ทำคูม่ ือการปลูกพืชรว่ มระบบทเี่ หมาะสมในพน้ื ท่ี
5. ดำเนนิ การศึกษาวิเคราะหค์ ณุ ค่าทางโภชนาการของแป้งขา้ ว ข้าวสาลี แป้งบกั วตี ท่เี กษตรกร
ปลูกได้ในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หาองค์ประกอบทางเคมีของแป้ง ได้แก่ โปรตีน ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต เส้นใย เถ้า ความชื้น และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ที่สำคัญ เช่น สารต้านอนุมูลิสระ วิตามิน
และอื่น ๆ
6. ศึกษาขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและวิธีการผลิต เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เช่น
ผลติ ภัณฑเ์ บเกอร่ี ผลิตภณั ฑเ์ สน้ และผลติ ภัณฑ์ชาชง เป็นตน้
7. เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบในข้อ 2 ดำเนินการจัดอบรมให้ความรู้การแปรรูปผลิตภณั ฑ์ต้นแบบ
ให้แก่เกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจหรือกลุ่มแม่บ้านในชุมชน และนำผลที่ไปถ่ายทอดในกิจกรรมที่ 1 ในการอบรม
หลงั การเกบ็ เก่ียว
8. การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อการสร้างตราสัญลักษณ์ และการสร้างช่องทาง
การตลาด