ตา่ งกนั ตรงไหน ตา่ งกนั ทก่ี ริ ยิ ามารยาทการแสดงออก ถา้ จากโลกนไ้ี ปก็
ไปอยู่ ถ้าจติ ไม่มบี ญุ ไมม่ ีกศุ ลทีส่ ร้างไว้ มนั ก็ไปทางต�่ำ ถ้ายงั ยนิ ดีพอใจ
ในการท่ีจะเวียนวายตายเกดิ อยูใ่ นกระแสโลกอันนี้ ก็ท�ำเอาบุญ บารมี
ยงั ไมแ่ ก่กล้ากเ็ สรมิ เอา เสรมิ บารมดี ้วยการท�ำทาน ศีล ภาวนา
ยอดแห่งการท�ำบุญก็คือภาวนานี้แหละ ครูบาอาจารย์ท่านก็
ไม่ได้ไปท�ำบุญผ้าป่าท่ีไหนหรอก ท่านอยู่ในป่า อยู่ในถ�้ำ อยู่ในเขา
ท่านก็ทอดกายของท่าน น่ีแหละบังสุกุล พิจารณากายของท่าน
น่ีแหละ ภาวนาคือยอดของผลทาน ทานกิเลสภายใน ความโลภ
เกิดข้ึนก็ทานออกไป ความโกรธเกิดขึ้นก็ทานออกไป สละออกซึ่ง
ความโลภ ความโกรธ ความหลง การให้ทานสิ่งเหล่าน้ีแหละเป็นบุญ
มหาศาลเลย ส่งผลให้จิตไปช้ันที่สูงๆ อย่างมากก็เจ็ดชาติ เพราะการ
ให้ทานสิ่งเหลา่ นแ้ี หละ ไมต่ ้องลงทุนอะไรมาก ลงทนุ ทิง้ บ้านทิง้ เรือนก็
ลงทุนมาแล้ว แคจ่ ะลงทนุ เดินจงกรมนั่งสมาธภิ าวนานี่นะ แลว้ กใ็ ช้สติ
ปัญญาในการคน้ คิดหาหลักความจรงิ อะไรเปน็ อะไรท้งั หมดน่ี มนั คดิ
ทางอ่ืนคิดได้ทั้งวัน ขนาดนอนหลับยังฝันอยู่ ตื่นขึ้นมาก็มาคิดเร่ือง
เกา่ นัน่ ๆ แหละ ถา้ เปน็ ปยุ๋ กป็ ุ๋ยชน้ั เลิศน่นั แหละ ท�ำให้จิตได้อยูไ่ ดก้ อ็ ัน
นน้ั แหละ ความปรุงแต่งอนั นีแ้ หละท�ำให้จติ ยินดีพอใจในโลกในสงสาร
ติดใจเลยลุ่มหลงอยู่กับอาหารเหล่าน้ีแหละ แต่ครูบาอาจารย์เห็นเป็น
ของบูดของเน่าของเสีย มันเป็นอารมณ์ท่ีจรเข้ามา มันเกิดขึ้นใหม่ๆ
นเี่ อง ไมใ่ ชว่ า่ เกดิ เกา่ ๆ นะ เหมอื นคนเดินผ่านไปผา่ นมาอยู่นนั่ แหละ
46 รู้ เห็น เยน็ สงบ
แตไ่ มร่ จู้ กั ตน่ื ขนึ้ มามนั กเ็ ดนิ ผา่ นหนา้ เราไปแลว้ สญั ญาอารมณ์ สงั ขาร
ความปรงุ แตง่ เราในทน่ี หี้ มายถงึ ใจ กเ็ ดนิ ไปเดนิ มาๆ อยนู่ นั่ แตไ่ มย่ อม
เห็นมัน เห็นมันเป็นเพื่อนนะ ครูบาอาจารย์เห็นเป็นศัตรู เพราะมัน
จะพาไปเกิดในตระกูลต่างๆ ในภพในชาติต่างๆ บางภพบางชาติก็ได้
หหู นวกตาบอด ไดพ้ กิ ลพกิ าร ไดอ้ ดๆ อยากๆ ไปขอเขากนิ ทา่ นพจิ ารณา
ไปอย่างนั้น เห็นไปอย่างนั้น ไม่เห็นโลกน้ีมีความสุข มีแต่ความทุกข์
ได้ร่างกายมาไม่สมประกอบก็เป็นทุกข์ ได้สวยได้งามมาก็เป็นสุข
แต่วันหน่ึงก็ชราลง หรือเจ็บไข้ได้พยาธิมาก็เป็นทุกข์อีกแหละ มันก็
ทุกข์อยู่อย่างน้ันท้ังวันท้ังคืนทั้งชาติเลยแหละ เกิดชาติไหนก็ทุกข์ชาติ
นนั้ แหละ
พระพุทธเจ้าจึงว่าทุกข์ แล้วก็เหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือเกิด
นน่ั แหละเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ถา้ ไมเ่ กดิ กไ็ มม่ ที กุ ขห์ รอก หยดุ ความ
เกิดซะได้ก็เป็นสุข ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาเสพ
ของเก่า มันก็ของเกา่ ๆ น่ันแหละ มาเกดิ ใหมก่ ็อันเก่านั่นแหละ ไม่มี
อนั ใหมห่ รอก กเ็ หมอื นเมอ่ื วานกบั วนั นแี้ หละ เมอ่ื วานเรากนิ อาหารเปน็
ยังไง พริกยงั เผ็ด วนั นก้ี ย็ ังเผด็ อยู่ เกลอื ก็เค็ม วันน้ีก็เคม็ ไฟร้อน วันน้ีก็
รอ้ นอยู่ แตล่ ะภพละชาตกิ เ็ หมอื นกนั นแี่ หละ สมยั ไหนของพระพทุ ธเจา้
องค์ใดกเ็ หมือนกันนแ่ี หละ ไม่ตา่ งกนั หรอก เบอร์เดียวกนั เลย ไม่ใช่ว่า
ไปหวังชาตินั้นก่อน ชาติน้ีก่อน ให้พิจารณาให้เห็นทุกข์ คิดว่ามัน
เหมอื นกนั แลว้ มนั จะไปไหน แตค่ ดิ วา่ มนั ไมเ่ หมอื นนะสิ คดิ วา่ ชาตหิ นา้
รู้ เหน็ เย็น สงบ 47
กอ่ นจะเปน็ นางงาม ชาตหิ นา้ กอ่ นจะเปน็ เศรษฐี ใหท้ าน รกั ษาศลี กต็ ง้ั ใจ
ให้ได้พบพระธรรม ใหไ้ ดพ้ บพระพุทธเจ้า ให้ได้ฟงั ธรรม แตใ่ นปจั จุบนั
มีอย่ยู ังไม่เอา จะไปหวังขา้ งหน้าอยู่ ก็เอาในปัจจุบันทีม่ อี ยู่นีซ้ ิ อาหาร
อยู่ในภาชนะอยู่ต่อหน้า ยังได้กินอยู่ ก็ยังจะพรุ่งน้ีก่อนจะกินอันน้ี
พรุ่งนี้เขายกมาก้อนเก่าน่ันแหละ ก็มันมีอยู่ ก็ท�ำเอาตอนน้ีแหละ
ตอนยังมชี ีวิตอยูน่ แ่ี หละ
พระพทุ ธเจา้ จะมาตรสั รอู้ ยเู่ ปน็ ลา้ นๆ พระองค์ กค็ ำ� สอนเดยี วกนั
นี่แหละ ไม่ใหมเ่ ลย เกา่ ทีม่ าตรัสรู้องคท์ ุกวันนน้ี ะ พระโคตมพทุ ธเจา้
กค็ น้ พบของเกา่ เพราะธรรมเปน็ ของเกา่ เปน็ ของมอี ยปู่ ระจำ� โลก เอามา
สอนภิกษุจนรเู้ หน็ เยน็ สงบเปน็ สาวกขนึ้ มา สาวิกาขนึ้ มา กเ็ อาของเก่า
นนั่ แหละ ไมไ่ ดเ้ อาของเกา่ มาจากไหนนะ ทา่ นรแู้ จง้ แทงทะลขุ องทม่ี อี ยู่
ท�ำเอา ถ้าใครขยันหมั่นเพียรก็ได้ พร้อมด้วยบารมีด้วยนะ บารมีนี้
มนั มีดว้ ยกนั ทกุ คนอยแู่ ล้วแหละ กว่าจะไดเ้ ปน็ คนมนั กย็ ากอยอู่ ย่างว่า
น่ันแหละ แต่ถ้าความเพียรไม่ถึง มันก็ไม่ถึงนะ อย่างพวกเราทุกคน
นแี้ หละ ถา้ ไปกรงุ เทพฯ เดนิ ไป หลายคนเดนิ ถงึ นะ เดนิ เอานถ่ี งึ หลายคน
เดินไม่ถึงเพราะอะไร เพราะแก่แล้ว ก�ำลังหมด อย่างอาฬารดาบส
อุทกดาบส ดาบสท้ังสองบารมีเต็มนะ แต่ตายก่อน บารมีเต็มแล้ว
แต่ตายก่อน พระพุทธเจ้าเลยไม่ได้แสดงธรรมโปรด จะไปกรุงเทพฯ
บางคนก็ไปถึง บางคนก็ไปไม่ถึง แต่หากก�ำลงั ดีอยู่ ถ้าไม่เดิน ถ้าไม่
ขยันเดนิ ถา้ ไมม่ คี วามอยากที่จะไป กไ็ ปไม่ถึง ถ้ามคี วามอยากไป
48 รู้ เห็น เยน็ สงบ
ยังไงก็ถึง ตายก็ตาย มนั ไม่ถงึ กต็ ายไว้กอ่ น ตายก็ตายบนกองบญุ
ตายบนความอยากท่จี ะไป ตายในศลี ในธรรม เกิดใหม่กเ็ ปน็ มนษุ ย์
นั่นแหละ อย่างต่�ำๆ นิสัยเก่ามันไม่ไปไหนหรอก ก็หมกอยู่ในใจอยู่
นน่ั แหละ ฝงั อยใู่ นใจอยนู่ นั่ แหละ เอาสงู ขน้ึ มาหนอ่ ยก็ มอี ะไรมากระทบ
ก็รู้แล้วว่ามันเป็นทุกข์ ให้อะไรก็ไม่เอา มันเป็นทุกข์ ก็มีแต่จะออก
อย่างเดียว หาทางออกอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าผู้มีนิสัยก็เหมือนอย่าง
ทีว่ า่ ไปตายซะก่อน พอมาเกิดเปน็ มนษุ ย์กเ็ ดนิ ตอ่ กถ็ งึ ได้ ไม่ใชไ่ มถ่ ึง
พระพทุ ธเจา้ ไมเ่ อานพิ พานไปไหนหรอก พระพทุ ธเจา้ วา่ “ผใู้ ดเหน็ ธรรม
ผู้นั้นเห็นเราตถาคต” ยังอยู่ เป็นนิรันดร์กาลเลย ไม่ได้หนีไปไหนนะ
สว่ นหยาบในรปู กายของพระองค์ดบั ไปแลว้ เผาไปแลว้ บนเชงิ ตะกอน
ส่วนธรรมค�ำส่ังสอนของพระพุทธองค์ยังอยู่ ธรรมหมายถึง
อริยธรรม ธรรมที่พิจารณาธรรมะเร่ืองความเกิด ความแก่ ความเจ็บ
ความตาย ความพลัดพรากจากสัตว์และบุคคล พิจารณาอันนี้แหละ
จากธรรมน้ีแหละ โลกียธรรม รูปธรรมน้ีแหละ ให้เป็นอริยธรรม
เหมอื นทำ� มะพรา้ วใหเ้ ปน็ นำ�้ มนั มะพรา้ ว กวา่ จะเปน็ นำ้� มนั มะพรา้ ว
มันก็มีเปลือกมะพร้าว เป็นปุยๆ มันก็มีกะลามะพร้าว ก็มีเน้ือ
มะพร้าว กม็ กี ะทมิ ะพรา้ ว แล้วไปกล่ันไปกรองเอาน�้ำใสๆ มาเป็น
น้�ำมันมะพร้าว มันก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ แต่เป็นคนละอันกัน
เราก็กลั่นกรองจิตใจของตัวเองให้สะอาด ให้มันใส ถ้าเอาใส่
มนั กไ็ มเ่ ขา้ กนั แลว้ อยดู่ ว้ ยกนั ไดแ้ ตไ่ มเ่ ขา้ กนั นำ�้ มนั มะพรา้ วแตก่ อ่ น
รู้ เห็น เยน็ สงบ 49
มันอยู่ด้วยกันกับกะทิมะพร้าวน่ันแหละ แต่พอเอาออกมาแล้ว
มันไม่เข้ากัน เอาใส่น้�ำก็ไม่เข้ากัน จิตใจของผู้ประพฤติปฏิบัติที่
เขา้ ถงึ ธรรมกเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั แหละ อยกู่ บั ทา่ นกบั หมคู่ ณะกเ็ ปน็ เพยี งวา่
สกั แต่วา่ อยู่ ใครไม่รู้แตเ่ ราก็ร้ตู วั ของเรา ผู้ปฏบิ ตั ิจะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
ใครจะให้คะแนนยังไงก็ช่างไม่สำ� คญั พระพทุ ธเจ้านงั่ อยู่ ก็จะไม่ถามวา่
อนั นเ้ี ปน็ อนั นๆี้ ใชไ่ หม มรรคผลอนั นใ้ี ชไ่ หมพระเจา้ ขา้ ไมถ่ าม กก็ นิ อยู่
ร้รู สอยู่ กระเพาะกเ็ ต็มอยู่ จะไปถามท�ำไม มนั มอี ย่กู บั ทุกคน ไมใ่ ชว่ า่
ไม่มี แตจ่ ะถึงไม่ถึงเท่าน้ันแหละ อยู่ท่ีกำ� ลัง พละ ความเจบ็ ความปวด
เวลาน่งั ภาวนา มนั กม็ ีอุบายสอนตัวเองนะ ใหไ้ ปหาเอาเอง ความเจ็บ
ปวดมันเกิดทีหลัง ไม่ใช่ว่าเกิดก่อนเรานะ เรามาน่ังอย่างน้ันไม่เจ็บ
ไมป่ วดนิ นง่ั ไปนง่ั มาเจบ็ ปวด ขยบั เขยอื้ นแลว้ เราจะใหค้ วามเจบ็ ปวดนี้
ดับไปต่อหน้าต่อตา ลองดูสิ น่ังลองดูสิ นั่งจริงๆ ดูสิ ตายเป็นตาย
ไหนๆ มนั กจ็ ะตายอยแู่ ลว้ นง่ั ตายกต็ าย แคน่ แี้ หละ รเู้ ลยวา่ มนั ไมต่ าย
มนั ก็มคี วามสขุ ความสขุ อนั นัน้ หาซ้ือไมไ่ ด้ มเี งนิ พันลา้ นแสนล้านก็ซ้ือ
ไม่ได้ เพราะไม่มีขาย มีอยู่ท่ีใจของแต่ละท่านละคน มี ขุดค้นให้เจอ
อยา่ พดู ไดเ้ ฉยๆ อยา่ ไดย้ นิ แตเ่ ขาวา่ ครบู าอาจารยว์ า่ นนั่ พดู ได้ พดู ยงั ไง
ก็ไม่หมดไม่สิ้นไปหรอก ไม่หายสงสัยหรอก พูดท้ังวันทั้งคืนก็ไม่หาย
สงสยั ถา้ ผรู้ แู้ ลว้ ไมต่ อ้ งพดู เพราะมนั หายสงสยั มาตง้ั แตว่ นั นน้ั แลว้ วนั ที่
จิตย่างเข้าสู่ความสงบ ค�ำว่าสมาธิความสงบของใจ ค�ำว่าจิตรวมเป็น
ยงั ไง หายสงสยั ต้งั แตว่ นั ที่เปน็ มา ไมต่ ้องไปถามใคร ร้ชู ดั ในตัวของตวั
นั่นแหละ มันก็มีอยู่ในตัวเราทุกคนด้วย ไม่ใช่ว่ามีของครูบาอาจารย์
50 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
ของนกั บวช ฆราวาสนะ มที ุกคนถา้ ท�ำใหม้ ันถึง บางคนอาจจะหยาบ
บางคนอาจจะละเอียด ยากง่ายต่างกัน แต่ให้ท�ำดูก่อน อย่าไปคิดว่า
ตัวเองไม่มีวาสนาหรอก เพราะว่ายังไม่ได้บวช มันไม่ใช่ หาอุบายมา
สอนตัวเอง นักบวชกับฆราวาสต่างกันตรงไหน เขามีอะไร เขามีผม
เราก็มนี ิ เขามีตับไตไส้พุง เรากม็ ีนิ ถา้ นกั บวชเขามคี วามเพียร เราไม่มี
ก็แค่นั้นแหละ ถ้านักบวชไม่มีความเพียร เรามี เราก็เจอเหมือนกัน
มันอยู่ที่ความเพียรพยายาม ถ้านักบวชไม่เดินทาง นอนอยู่นี่ กินๆ
นอนๆ อยู่วัดป่าบ้านคอ้ นแี่ หละ ถา้ นกั บวชเดินทางก็ถงึ ถ้าเราเดินกถ็ ึง
ฉะนน้ั อยา่ ไปคดิ วา่ เราไมใ่ ชน่ กั บวช ใหบ้ รรพชาจติ ใหบ้ รรพชติ
ใจ ใหใ้ จอยชู่ ดิ กบั พระพทุ ธเจา้ อยา่ ไปคดิ วา่ บวชซะกอ่ นเถอะถงึ จะทำ�
อนั นน้ั มนั เรอ่ื งของกเิ ลสหลอก บวชไมบ่ วชไมส่ ำ� คญั หรอก เพราะเขาดา่
เรากโ็ กรธอยนู่ ่ี เขานนิ ทาเรากไ็ มช่ อบอยนู่ ี่ คำ� สอนพระพทุ ธเจา้ กเ็ พอ่ื แก้
โลภโกรธหลงนี่แหละ หลงอะไรก็หลงตัวเองน่ีแหละท่ีมันลามไปหา
สมบตั ิภายนอก หลงวา่ อนั นี้เปน็ ของเรา กายเป็นของเรา แล้วอนั นี้
ก็เส้ือผ้าเรา สมบัติเรา ถ้าเรารู้ว่ากายน้ีไม่ใช่เราอย่างจริงจังเลยนะ
เห็นชดั ว่ากายเป็นอนั หนง่ึ จติ เป็นอันหนงึ่ เหมือนว่าถอดดาบออกมา
ทวี่ า่ นะ จะรชู้ ดั วา่ กายไมใ่ ชเ่ รา ใจไมใ่ ชเ่ รา สมบตั ไิ มใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชพ่ ดู เฉยๆ
จะยนื จะเดิน จะน่ัง จะนอนอยู่ มนั ก็คนละอันกนั ต้ังแต่วันมนั ออกมา
จิตมนั ออกมาจากกายนะ วนั ท่ีจิตสงบ มันรวมใหญ่นะ จะร้เู ลยว่าอันนี้
มนั จติ อนั นนั้ เปน็ กาย เปน็ เครอ่ื งอาศยั จากนน้ั มากเ็ รอื่ งความละเอยี ด
รู้ เห็น เย็น สงบ 51
เพราะรูปผ่านไปแล้ว จิตยอมรับแล้วว่ารูปไม่ใช่เรา ไม่ใช่เห็นเฉยๆ
มันจะเห็น ที่ท่านบริกรรมพุทโธๆ ไว้ เพราะว่า ๑) ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ๒)
ไม่ให้เอาค�ำของครูบาอาจารย์มาเทียบเคียง ให้มันหยุดอยู่ ไม่ให้มัน
ปรงุ มนั แต่ง จากนนั้ ไปหาอุบายเอง หาวิธีดูตวั เอง ดกู ายตัวเอง ถ้าจะ
พิจารณาทัง้ วันทง้ั คนื ก็พจิ ารณาไม่หมด มันมีอาหารของมันอยู่ ผมมนั
ก็มีอาหารของมันอยู่ อยู่บนหัวของเรานั่นแหละ ฟันก็มีอาหารของ
มันอยู่ คือเลอื ด กนิ น�ำ้ เลอื ดน้�ำหนองอยนู่ นั่ แหละ เลบ็ เด๋ยี วมันกต็ ดั
ยาวออกมาเดี๋ยวก็ตัด แต่งดียังไงเดี๋ยวมันก็ยังยาวอยู่ เดี๋ยวก็ตัดอยู่
อยา่ งน้ันแหละ ผมกเ็ หมอื นกัน ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง นีอ่ งค์ไหนมาพดู
มาเทศน์ก็พูดเร่ืองน้ีแหละ ท่านพูดเร่ืองกายน่ีแหละ เดินกายไป
เดนิ กายมา เดนิ ผา่ นไป เดนิ ผา่ นมาอยนู่ น่ั แหละ ทงั้ ภายในและภายนอก
กิเลสตัณหา มานะทฏิ ฐิ มันกเ็ ดินกายไปกายมา เดินผ่านไปผ่านมาอยู่
นั่นแหละ ไมส่ นใจทจี่ ะแก้
ถา้ สนใจทจี่ ะสอนแตผ่ อู้ นื่ กเ็ ลยไมไ่ ดส้ อนตวั เอง ตอ้ งเอาตวั เอง
ใหไ้ ดก้ อ่ น พระพทุ ธเจา้ ถงึ วา่ จงเอาประโยชนต์ นและประโยชนท์ า่ นให้
ถงึ พรอ้ มดว้ ยความไมป่ ระมาทเถดิ ประโยชนต์ นกท็ ำ� ประโยชนท์ า่ นกท็ ำ�
แล้วก็จะพูดด้วยความไม่สงสัย ถ้าเอาประโยชน์ท่านก่อน ประโยชน์
ตนเนี่ย พูดท้ังวันท้ังคืน มันก็สงสัยท้ังวันท้ังคืน เอ้ เราพูดไปผิดหรือ
ถูกหนอ พดู ไปผิดหรือถกู อันนัน้ เปน็ อันนน้ั แล้วก็เศร้าใจเพราะพดู ผิด
ถ้าอยู่เหนือความผิดถูกแล้ว พูดยังไงก็ไม่ผิด เพราะไม่ได้ถือว่าผิด
หรอื ถูก พดู ไปแล้วกแ็ ล้วไป ใครจะถือไปเปน็ ธรรมะกถ็ ือเอา ใครจะฟงั
52 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
เป็นธรรมก็เป็น ใครจะฟังเป็นอธรรมก็เป็น เหมือนต้นไม้นั่นแหละ
จะเอาไปท�ำเป็นเรือก็ได้ ไปท�ำเป็นฟืนก็ได้ แล้วแต่คนจะท�ำ ท�ำเป็น
เสาเรือนก็ได้ ไม้กระดานพื้นก็ได้ ถ้าใครไม่เห็นค่า มีความอยากแล้ว
ไมเ่ ห็นคา่ ก็ท้ิงอย่อู ยา่ งนน้ั แหละ มีความอยากแตไ่ ม่ฉลาดในการท�ำ
เป็นไม้แปรรปู กท็ ำ� ไม่ได้ ต้องอาศัยความฉลาด ความเพียร เรียนรู้
อยากได้อะไรก็จะเป็น ไม้ขอนน้ัน ให้ไปท�ำเอาเองนะ พระพุทธเจ้า
ครบู าอาจารย์ ทา่ นบอกไวช้ ดั ทำ� ใหห้ มด ถา้ เปน็ เปล ทา่ นกท็ ำ� ผกู แขวน
ไวใ้ หเ้ รียบร้อย เราขึ้นไปนอนแกวง่ กนั อยา่ งเดียว สบาย ท�ำไวใ้ หห้ มด
บอกให้หมด ด้วยความสงสารสัตว์โลก ภกิ ษสุ ามเณรเถรชี บอกไวห้ มด
แต่ไมข่ ยันเดิน ต้องขยันมากกวา่ นี้ อย่าไปคดิ วา่ ตวั เองทำ� ไม่ได้ ตัวเอง
แกแ่ ลว้ แก่แล้วกย็ ังโกรธได้ ยังโลภได้ ยังหลงได้ ทำ� ไมจะสนิ้ หลงไมไ่ ด้
ใหฮ้ ดึ สู้ อยา่ ไปทอ้ อยา่ ไปถอยมนั ทำ� เอา หลวงพอ่ กจ็ ากไป ไมม่ วี นั กลบั
มาแลว้ นะ ทกุ คนในโลกตายหมดนนั่ แหละ วนั หนงึ่ กถ็ งึ ควิ เรา จองควิ กนั
อยอู่ ยา่ งนัน้ แหละ ไม่รู้วนั ไหนเวลาใด คนนน้ั กจ็ ะไป คนนีก้ จ็ ะไป ไมม่ ี
ใครกลับมา ถ้าเกิดมาแล้วก็มีแต่แก่ไปๆ น่ันแหละ ไอ้เกิดก่อนเรา
เกดิ ทหี ลงั เรา เกดิ พรอ้ มเรา กต็ ายไปหลายแลว้ แหละ ตายจนไปเกดิ ใหม่
แล้วกม็ ี จำ� กนั ไมไ่ ด้ อยา่ ใหม้ ันแกท่ ิ้งเปล่าๆ เน่าท้ิงเปลา่ ๆ ให้ทำ� เอา
ไม่ได้เสียอะไรมากหรอก
การอธบิ ายธรรมวันน้กี เ็ ห็นสมควรแกเ่ วลา ก็ขอยตุ เิ พยี งแคน่ ้ี
•••
รู้ เหน็ เยน็ สงบ 53
“วันหนึง่ ข้างหน้า เราจะตอ้ งสละกายตัวเองใหเ้ ปน็ ทาน คอื
ตายให้เป็น ถ้าตายให้เป็นคือเราจะใช้ร่างกายน้ีให้เป็นทาน
ทานไว้กับโลก ทานลมไว้ของโลก อย่าไปยึดของโลกมา
ทานอากาศไว้กับโลก ธาตุร่างกายมันประกอบด้วยธาตุ ๖
เขา้ ๆ ออกๆ ก็ทานไปซะ”
พระอาจารย์แดง (พระบ�ำเพ็ญ รตนิ ฺธโร)
54 รู้ เหน็ เย็น สงบ
“ธนาคารใจ”
เทศน์เมื่อวนั ที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ในงานบำ� เพญ็ กศุ ลศพหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโฺ ครบ ๕๐ วัน
ณ วัดป่าบา้ นคอ้ จังหวดั อดุ รธานี
เป็นที่ทราบกันดีแล้วเนอะว่า วันน้ีครบ ๕๐ วัน กับการจากไป
ของหลวงพ่อ เวลาก็ไมน่ านเท่าไหร่ ท่ีไม่ข้ึนธรรมาสน์ไมใ่ ช่อะไรหรอก
ไปจำ� พรรษาทเ่ี ชยี งราย พรรษาปี ๒๕๓๔ กเ็ ลยตงั้ ใจไวว้ า่ ถา้ อายพุ รรษา
ไม่ถึงสามสิบจะไม่ขึ้นธรรมาสน์ ยกเว้นวา่ สวดปาฏโิ มกข์ การเทศน์การ
แสดงธรรมก็จะไมพ่ ดู ถ้าไมม่ ใี ครถาม เพราะทกุ วนั นมี้ อี ยูท่ ว่ั ไป ทางสือ่
วิทยุส่ือโทรทัศน์ ฟังกันทุกว่ีทุกวัน แต่การปฏิบัติจะก้าวหน้าหรือ
ไม่ก้าวหน้ากอ็ ยทู่ ่ีตัวของเราเอง รูต้ ัวเราเอง การพดู ธรรมะกไ็ ดพ้ ดู นอก
ไปจากกาย หรือนอกไปจากกายก็เป็นเร่ืองของไตรลักษณ์ เร่ืองของ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เร่ืองของการเปล่ียนแปลงของร่างกาย ช่วงน้ี
ธาตขุ นั ธก์ ไ็ มค่ อ่ ยสมบรู ณ์ เครอื่ งมอื ไมส่ มบรู ณว์ า่ อยา่ งนน้ั เถอะ หลายปี
แลว้ มนั ชำ� รดุ สญั ญาความจำ� ไดห้ มายรมู้ นั กไ็ มค่ อ่ ยจะทำ� งาน รปู ขนั ธก์ ็
ไมค่ ่อยจะทำ� งาน ไม่สะดวก สงั ขารการปรุงแตง่ กไ็ มค่ อ่ ยจะปรุงจะแตง่
อะไรเทา่ ไหร่ มนั ก็เลยไม่มเี ร่อื งอะไรจะมาพดู ใหฟ้ ังเทา่ ไหร่ ถา้ พูดเร่อื ง
ธนาคารใจ 55
ธรรมะก็มแี ตค่ วามทุกขเ์ ทา่ น้ันแหละท่มี ีอยใู่ นร่างกายของเรา ท่ไี ปข้าง
นอกกไ็ ปยดึ ตวั ขา้ งนอก ยดึ ถอื ขา้ งนอก เปน็ ทกุ ขข์ า้ งนอก กเ็ พราะวา่ มนั
ยึดข้างใน ความทุกขท์ ่ีมอี ยกู่ บั อายตนะทัง้ หก ทง้ั ตากม็ ีทกุ ข์ ถ้าเจบ็ ตา
มนั กท็ กุ ขอ์ กี ตอ้ งไปลอกตา ตอ้ งเยยี วยาตา หกู เ็ หมอื นกนั ถา้ มนั ปวดมา
มันไม่ได้ยิน ก็ต้องไปซ่อมไว้ หน้าที่ของมันก็คือรับเสียง แล้วก็น�ำ
ความทกุ ขม์ าให้ จติ ใจไดเ้ สวยทกุ ข์ ฟงั เสยี ง ฟงั ทกุ เสยี งทกุ อยา่ งเขา้ ไปหมด
เขา้ ไปในรหู ทู ง้ั สองขา้ ง เสยี งอะไรกเ็ ขา้ ไปหมด จมกู กเ็ หมอื นกนั กลน่ิ อะไร
กร็ บั กลนิ่ ไมป่ รารถนากร็ บั กลนิ่ ทปี่ รารถนากร็ บั แลว้ กน็ ำ� ความเจบ็ ปวด
มาให้ สารพัดโรคที่จะมาทางจมูก ลิ้นก็เหมือนกัน รับรส รสเปร้ียว
หวาน มนั เค็ม รับได้หมด กน็ �ำความเจบ็ ปวดมาให้ กายก็เหมือนกนั
ใจก็เหมอื นกัน ถกู หมุ้ ห่อด้วยความโลภโกรธหลง น�ำความทุกข์มาให้
พระพทุ ธเจา้ จงึ สอนใหพ้ จิ ารณากาย ใหเ้ หน็ ตามเปน็ จรงิ ใหเ้ หน็
ทกุ ขต์ ามความเปน็ จรงิ ทกุ ขท์ อี่ ายตนะทง้ั หกนนั่ แหละ วนั นมี้ นั ไมเ่ จบ็
วนั หนา้ มนั กต็ อ้ งเจบ็ เพราะวา่ มนั เปลย่ี นมาแลว้ ตงั้ แตว่ นั อยใู่ นครรภแ์ ม่
เปลยี่ นมาจากกอ้ นเลอื ด เปล่ยี นมาเรือ่ ยๆ เปลย่ี นทกุ ว่ีทกุ วนั สดุ ทา้ ย
ก็แตกสลายไป ลมก็ไปทางหน่งึ กลบั คืนสูส่ ภาพเดิม ทกุ ธาตุกลบั คนื สู่
สภาพเดมิ ก็ทำ� เอาตอนมชี วี ิตอยู่นแี่ หละ ฟังกฟ็ งั มามากแล้ว ฟังทกุ ว่ี
ทกุ วนั ฟงั จนจำ� ได้ แตก่ ารปฏบิ ตั จิ ะกา้ วหนา้ กอ็ ยทู่ ตี่ วั ของเราเอง ทง้ิ มา
ทกุ อยา่ ง ทิง้ บา้ นทิ้งเรอื น แตอ่ ารมณภ์ ายในทง้ิ ไมไ่ ด้ เพราะเป็นอาหาร
ของใจ พยายามท�ำจิตให้สงบระงับ ก็จะเห็นความสุข ที่จิตปราศจาก
อารมณ์ ท่จี ิตรวมเปน็ หนึ่ง จิตรวมตวั กจ็ ะได้เห็นวา่ อันนี้เป็นความสงบ
56 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
ที่จติ จะเห็นว่ากายเป็นอนั หนึ่ง จิตเปน็ อันหนึง่ มีทางทจ่ี ะพิจารณาได้
ท่ีจิตมันต้ังม่ัน ไม่ได้ไหวตามอารมณ์ เหมือนท�ำทางน�้ำไว้น่ันแหละ
ไม่ได้หิ้วถังน้�ำตามน�้ำฝน เอารองรางน้�ำมันก็เต็มได้ ก็ไปวิ่งตามน้�ำฝน
ฝนตกที่ละเม็ดๆ มนั กไ็ ม่เตม็ ไมเ่ ตม็ ง่ายหรอก ต้ังไว้นานๆ มันกเ็ ต็ม
ถ้ามนั ไมร่ ่ัวไมไ่ หล ถา้ มันร่วั ก็ปิดรูร่วั มันซะ มนั รว่ั ออกทางหู ทางจมกู
ทางล้นิ กป็ ิดมันไวซ้ ะ ท่านถงึ ให้ปิดตา หู จมกู ล้นิ ให้บริกรรมอนั ใด
อันหนึ่งไว้ ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว นานๆ เข้ามันก็จะสงบลงไป
สงบลงไปก็รวมลงเป็นหนึ่งอยู่ในปัจจุบัน เห็นชัดแจ้งอยู่ในปัจจุบัน
กายกเ็ บา ใจกเ็ บา อมิ่ เอบิ อยทู่ ง้ั วนั ทง้ั คนื ถา้ ผไู้ มเ่ หน็ โทษเหน็ ภยั กต็ ดิ อยู่
ตรงนน้ั แหละ แตผ่ เู้ หน็ โทษเหน็ ภยั กบั การพลดั พรากจากสตั วห์ รอื บคุ คล
คนนน้ั ก็ไมต่ ิดอย่ตู รงนน้ั เพราะอนั นัน้ เปน็ เพยี งความสขุ เลก็ ๆ นอ้ ยๆ
เพราะความสุขจากปัญญาที่สลัดออก สลัดทิฏฐิมานะออก มันมีค่า
มหาศาลย่ิงกว่าความสุขท่ีจิตสงบระงับ เพราะอันน้ันเป็นการละ
ปลอ่ ยวางชวั่ ครงั้ ชว่ั คราว การปลอ่ ยวางของพระพทุ ธเจา้ จรงิ ๆ เปน็ การ
ปล่อยวางด้วยปัญญา เห็นด้วยปัญญา แต่จะเห็นด้วยปัญญาก็ต้อง
พจิ ารณา พจิ ารณาเรอ่ื งของสง่ิ ทตี่ ดิ ขอ้ ง รา่ งกายนแ้ี หละ มนั ตดิ ในฟนั
ก็เอาฟันมาพจิ ารณา ถา้ เห็นฟันกเ็ ห็นไปหมดทง้ั กายนี่แหละ ไมใ่ ช่เห็น
อย่างเดียว ไม่ใช่ว่าพิจารณาฟันแล้วจะไปพิจารณาตา หู จมูกนะ
พจิ ารณาฟนั แลว้ มนั จะเหน็ ไปหมดทงั้ รา่ งกาย ความเสอื่ มสลายของ
ร่างกาย ความแปรปรวนของร่างกาย น้อมใจไปทางไหนก็มีแต่ความ
เส่ือมสลาย ไม่มที ่ีอิงอาศยั มันก็ปลอ่ ยกว็ าง เหน็ ในปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติ
ธนาคารใจ 57
จะเห็นเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ถ้าเห็นเอง มันก็จะปล่อยวางเอง
เราปลอ่ ยเอง
ท�ำเอาตอนยงั มีชวี ติ อยู่นแ่ี หละ ไม่เหลือวิสยั ถ้าตั้งใจจริงๆ จงั ๆ
ก็ต้องถึง มันมีบารมีอยู่หรอก ถ้าไม่มีบารมีมันไม่เกิดเป็นคนหรอก
ไม่เข้าวัดเข้าวา ไม่บวช ไม่ถือศีล หมู่เขาไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่ในบาร์
ในคลบั แต่เรามาอยูใ่ นวดั ในวา อายจุ นปนู นแี้ ล้ว บางคนอายนุ อ้ ยเขา
ก็จากโลกนี้ไป แต่เรามีอายุมากแล้ว ก็มีบุญอุ้มไว้นั่นแหละ มีบุญอยู่
อยา่ ไปคดิ วา่ ตวั เองไมม่ บี ญุ ถา้ คดิ วา่ มบี ญุ วาสนานอ้ ย เปน็ การขดุ หลมุ
ฝงั ตวั เอง ใหก้ เิ ลสมนั หลอก เรามอี ยู่ ขาดแตค่ วามเพยี รพยายาม เรากด็ ู
นสิ ยั ตวั เองวา่ เราเปน็ นสิ ยั ยงั ไง ถา้ รจู้ กั นสิ ยั ตวั เองจะรจู้ กั โรคตวั เอง กเ็ อา
ยามารกั ษางา่ ย รวู้ า่ เปน็ หวดั ปวดหวั จะเอายาโรคตบั มากนิ กไ็ มห่ ายนะ
ต้องรู้จักว่าเป็นโรคอะไร ถ้าเป็นความโลภก็ต้องหาธรรมะพิจารณา
เราจะโลภไปอะไร ถามตัวเองดู จะโลภไปท�ำไม แล้วจะเอาไปท�ำไม
สงิ่ ท่จี ะไดไ้ ปจริงๆ จงั ๆ มีอะไรบา้ ง ก็เหน็ กนั อยู่ แตใ่ จไม่ยอมรับ แต่ถา้
ใจรวมเปน็ หนง่ึ แลว้ ยอมรบั ดว้ ยปญั ญาพจิ ารณา แลว้ ใจจะยอมรบั ถา้ ใจ
ยงั ไมร่ วม พจิ ารณายงั ไงๆ มนั กเ็ ปน็ สญั ญาอยอู่ ยา่ งนนั้ แหละ พจิ ารณา
นิดหน่อยๆ ก็ออกไปตามสัญญาอารมณ์แล้ว เพราะความต้ังมั่นไม่มี
คอื ความตง้ั มน่ั ของจติ ถา้ ผมู้ นี สิ ยั ทางสงบ ตง้ั มน่ั นานๆ กจ็ ะสงบรวมลง
เป็นหนึ่ง ถ้าผู้ไม่มีนิสัยในทางความสงบ มีนิสัยทางปัญญา ตั้งมั่น
ยงั ไงกอ็ ยนู่ านไมไ่ ด้ ทา่ นกเ็ ลยใหต้ ง้ั มน่ั อยใู่ นกองกระดกู กองความเสอื่ ม
สลาย ตัง้ มน่ั อยูต่ รงนน้ั เด๋ยี วมนั ก็คิดไดห้ รอก ตง้ั มน่ั อยใู่ นกองกระดกู
58 รู้ เหน็ เย็น สงบ
เด๋ียวมันก็คิดเรื่องกองกระดูก ตั้งม่ันในความแปรปรวนของร่างกาย
มันก็พิจารณาไปในร่างกายนั่นแหละ ให้เข้าข้างในให้ได้ ฟังข้างใน
ธรรมอยขู่ า้ งใน ธรรมของพระพทุ ธเจา้ ชเ้ี ขา้ มาขา้ งใน ไมไ่ ดช้ ไี้ ปขา้ งนอก
หันกล้องเข้ามาข้างใน อย่าไปหันกล้องออกไปข้างนอก เขาถ่ายรูปก็
หันไปข้างนอก ถ่ายคนโน้นถ่ายคนน้ี ให้ถ่ายรูปตัวเอง ท�ำเอา อันนี้
เป็นสมบัติของตัวเอง น้อยมากที่เป็นสมบัติของตัวเอง ปล้นจ้ีเอาไป
ไม่ได้ ขโมยลกั ไม่ได้ เป็นธนาคารใจ ธนาคารนไ้ี ม่ลม้ ละลายนะ ให้มสี ติ
ปัญญาแข็งแรง ให้มีขันติความอดทน ไม่เหมือนธนาคารฝ่ายโลกเขา
ลม้ ละลายได้
สมยั ทุกวนั นมี้ นั ไมเ่ หมอื นคร้ังพุทธกาล ผทู้ จี่ ะพูดธรรมะให้เปน็ ที่
เกิดแห่งศรัทธาความเล่ือมใสเพื่อจะน�ำไปปฏิบัติ จะต้องมีอายุพรรษา
มากๆ ถึงจะรู้ พรรษาน้อยๆ อย่างหลวงพ่อท่านรู้ต้ังแต่อายุน้อยๆ
ท่านก็ไม่ค่อยจะพูด ท่านว่าท่านพูดไปก็ไม่มีใครยอมรับ เหนื่อยเปล่า
ท่านก็เก็บตัวของท่านอยู่อย่างน้ันแหละ เก็บตัว ท่านก็ไม่เปิดตัว
ออกตอนพรรษายสี่ บิ กวา่ ๆ จากนนั้ ทา่ นกพ็ ดู มาเรอื่ ยๆ ใหพ้ ากนั ทำ� เอานะ
อยกู่ บั เราทกุ คนนน่ั แหละ ความแปรปรวน ความเปลยี่ นแปลง ความ
พลดั พรากจากสตั วแ์ ละบคุ คล เปน็ ธรรมหมด ใหพ้ จิ ารณาอนั นแ้ี หละ
ให้จิตเข้าสู่อริยธรรม ท�ำโลกียธรรมให้เป็นโลกุตรธรรม เหมือนเอา
เหล็กแหนบรถน่ีแหละมาตีให้เป็นมีด เป็นมีดเป็นขวาน ตีแล้วมันก็ไม่
กลับมาเป็นเหล็กแหนบอีกหรอก เป็นมีดเป็นขวานอยู่อย่างนั้นแหละ
เอาโลกียธรรมมาพิจารณาเพื่อจะก้าวขึ้นสู่โลกุตรธรรม ก็เขียน ก.ไก่
ธนาคารใจ 59
ข.ไข่ เหมอื นนักเรียนประถมนแ่ี หละ เป็นนกั เรยี นมัธยม จนปรญิ ญาตรี
โท เอก มหาบัณฑิต เขาก็เอาอย่างน้ีแหละ ให้พิจารณาเอา ถ้าผู้มี
ความขยนั มคี วามตงั้ มน่ั เยอะแยะเรอื่ งทจี่ ะนำ� มาพจิ ารณา ใหม้ องโลก
ในความเสอื่ มสลาย ถา้ จะปฏบิ ตั ธิ รรมอยา่ งจรงิ ๆ จงั ๆ นะ อยา่ มองโลก
ในความตงั้ อยู่ มองในความเสอื่ มสลาย เกดิ ขนึ้ มคี วามแปรปรวน ตง้ั อยู่
บนความแปรปรวน แลว้ กจ็ ากไปด้วยนำ้� ตา ใครเข้าไปยดึ ไปติดตรงนนั้
กนิ นำ้� ตาทงั้ นน้ั แหละ มนั เปน็ ทะเลนำ�้ ตา รอ้ งไหเ้ สยี ใจกบั การพลดั พราก
จากสตั ว์และบคุ คล ทา่ นกเ็ ลยสอนใหท้ าน ให้สละน้ันเป็นทาน สละนี้
เปน็ ทาน เพอื่ วนั หนง่ึ ขา้ งหนา้ เราจะตอ้ งสละกายตวั เองใหเ้ ปน็ ทาน
คอื ตายใหเ้ ปน็ ถา้ ตายใหเ้ ปน็ กค็ อื เราจะใชร้ า่ งกายนใี้ หเ้ ปน็ ทาน ทานไว้
กับโลก ทานลมไวข้ องโลก อย่าไปยึดของโลกมา ทานอากาศไว้กับโลก
ธาตรุ า่ งกายมนั ประกอบดว้ ยธาตุ ๖ เขา้ ๆ ออกๆ กท็ านไปซะ เอาเขา้ มา
แลว้ กท็ านออกไป เข้ามาแล้วกท็ านออกไป สละให้เป็นทาน อาหารที่
บริโภคเข้าไปก็สละให้เป็นทาน ให้คิดว่าเราให้ทาน ถ้ามีสติต้ังม่ันดีๆ
มันจะเป็นทานไปหมด อันนั้นก็อยากจะให้ อันนี้ก็จะให้ อนุเคราะห์
สงเคราะห์กันไป ยืนเดินนั่งนอนมีแตค่ วามสงเคราะห์ สงเคราะหบ์ ดิ า
มารดาผู้เลี้ยงมา สงเคราะห์ญาติโยมผู้ให้น�้ำ ผู้ให้อาหาร ผู้ให้ปัจจัยสี่
ถา้ ต้ังสติให้ดี ระลึกใหด้ ๆี เราได้อะไรบ้างเกดิ มา สุดท้ายแล้วจะไดอ้ ะไร
ไดบ้ ญุ กับได้บาปนั่นแหละ เหนือไปกวา่ นน้ั กไ็ ดพ้ ้นทุกข์
ทำ� เอานะ ไมไ่ ดเ้ สยี เงนิ เสยี ทองอะไรหรอก นง่ั สมาธภิ าวนากไ็ มไ่ ด้
เสยี เงนิ สักบาท เดนิ จงกรมก็ไม่ตอ้ งเสียเงิน ไมเ่ หมือนไปตลาดเสียเงิน
60 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
ชอบไปกนั อยู่ แตน่ งั่ สมาธมิ นั ไม่เสียเงิน ได้แต่บญุ ตกน้�ำไม่ไหลตกไฟ
ไม่ไหม้ เดินจงกรมก็ไม่ไดเ้ สียเงิน เดินได้ทง้ั วนั ทง้ั คืน แตไ่ มค่ อ่ ยจะเดิน
เดินไปคุยนินทากนั น่เี ดนิ เก๊งเกง่ เดยี๋ วก็เดินไปคุย ฟงั ธรรมะไปๆ มาๆ
ธรรมะแตกกลายเปน็ ธรรมเมาแลว้ เรอื่ งของโลกมนั เปน็ อยา่ งนนั้ ถา้ โลก
ครองใจ ใหธ้ รรมครองใจ ทำ� ไปเรอ่ื ยๆ ทำ� ไปทำ� มามนั อาจจะเปน็ ไปเอง
หรอก ไมใ่ ชว่ า่ ทำ� ไปทำ� ไมมนั ไมเ่ ปน็ วนั นี้ ทำ� ไปเรอ่ื ยๆ ใหข้ ยนั หมนั่ เพยี ร
เพยี รเอา เปน็ ทกุ ขอ์ นั ไหนกพ็ จิ ารณาอนั นน้ั แหละ เพราะสง่ิ เหลา่ นนั้
เขาไมม่ เี ครอ่ื งหมายปา้ ยบอกวา่ เขาเปน็ นนั่ เปน็ น่ี เขาเปน็ แขน เขาเปน็ ขา
เขาเป็นหูเป็นตา เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นอันน้ี เราไปให้เครื่องหมายเขา
ถ้าไม่มเี คร่ืองหมายกไ็ ม่ร้วู า่ เปน็ อะไร ก็สมมุติเรยี กกันไป วา่ แขนวา่ ขา
ว่าตา ว่าจมูก ว่าเจ็บจมูก ปวดแขนปวดขา มันเป็นมาก็พาไปรักษา
หาหมอ พาตวั เองไป พาตาไปหาหมอ พาหไู ปหาหมอ ถ้ามนั ปวดฟนั ก็
พาฟันไปหาหมอ ใหเ้ ขาเยยี วยาให้เขาบรรเทา บรรเทาชะลอความตาย
ไปวนั ๆ พากระเพาะ พารา่ งกายทงั้ หมดนแ่ี หละไปหาหมอ ตง้ั สตใิ หด้ ๆี
ครูบาอาจารย์ถึงว่าถ้าขาดสติก็ไม่เป็นธรรม ถ้ามีสติก็เป็นธรรมท้ังวัน
ท้ังคนื ใหพ้ ากนั ทำ� เอานะ ฟังกนั มาหลายแลว้ แหละ ใหไ้ ปทำ� เอานะ
การอธบิ ายธรรมวนั น้กี ็เห็นสมควรแกเ่ วลา
•••
ธนาคารใจ 61
“พิจารณาเข้าไปๆ ถ้าเหน่ือยก็ไม่ทะลุปรุโปร่ง เพราะว่า
มันไม่คม ความแหลมคมไม่พอ เราก็พัก เพราะจิตมีเรือน
มีท่ีพักคือสมาธิธรรม ถ้าไม่มีสมาธิธรรม จะพิจารณาไปๆ
มันก็ได้อยู่ แต่ได้แตส่ ัญญา ละอะไรไม่ไดส้ กั อย่าง”
“ออกจากความสงบก็มาพิจารณาอย่างเก่า อุบายใหม่
อุบายเก่ามันพิจารณาไปแล้วก็ไม่ได้ผล หาเรื่องเก่าๆ ก็ได้
แตว่ า่ เอาอบุ ายใหมม่ าพจิ ารณา เอามาจากไหน มนั ผดุ ขนึ้ มา
เองทใ่ี จนน่ั แหละ ถา้ จติ ใจเคยสงบ มนั จะผดุ ขนึ้ มาเอง ถา้ ยงั
เหลือเชอื้ อยู่ มนั จะผดุ ขึ้นมา ก็เอามาพจิ ารณา”
พระอาจารย์แดง (พระบ�ำเพ็ญ รตินธฺ โร)
62 รู้ เห็น เย็น สงบ
“แผนทที่ างเดนิ ของใจ”
เทศน์เมอ่ื วนั ท่ี ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ณ วัดป่าบ้านค้อ จงั หวดั อดุ รธานี
เจริญพร เจริญธรรม ญาติโยมที่มานั่งอยู่ในศาลาแห่งนี้ ได้สอง
เดือนกับสบิ วันแลว้ ทหี่ ลวงพ่อจากไป ถ้าจ�ำไม่ผิดนะ ถ้าจำ� ผดิ ก็ขออภยั
ฟงั กท็ กุ วนั มนั เตม็ หรอื ยงั ฟงั จนจำ� ได้ มนั เตม็ หรอื ไมเ่ ตม็ เหมอื นตะกรา้
เขาใส่น้�ำ ใสห่ นิ ใสเ่ พชรพลอย นีเ่ ต็มเหมอื นกนั พอใหใ้ ครดกู ว็ า่ เตม็ ๆ
แต่ผู้รู้ว่ายังไม่เต็ม ว่าขาดอันหน่ึงอยู่ ถ้าเอาน้�ำไปใส่ก็ใส่ได้อีกอยู่
ถ้าเอานำ้� ใสเ่ ต็มแล้วกเ็ ต็มนะ ฟงั ธรรมให้ก�ำหนดจดจอ่ อยทู่ ี่ใจ จะไดร้ บั
ประโยชนจ์ ากการฟงั ในขณะทฟี่ งั จติ กส็ งบระงบั เปน็ ตอ่ จากความสงบ
ที่ต้ังมั่นน่ีแหละ ก็จะก้าวเข้าสู่ความสงบที่ท่านเรียกว่าขณิกสมาธิ
จากขณกิ สมาธกิ จ็ ะหยงั่ ลงไปเปน็ อปั ปนาสมาธิ อปุ จารสมาธิ ถา้ ผมู้ นี สิ ยั
ที่จะรู้จะเห็นเร่ืองสิ่งแปลกๆ ก็จะรู้จะเห็น แต่ไม่ท�ำให้พ้นทุกข์ ตั้งอยู่
ไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่ความสงบท่ีเรียกว่าอัปปนาสมาธิ จะพบความสุข
ที่โลกไม่มีขาย เงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ ความสุขเกิดจากความสงบนะ
แผนท่ีทางเดินของใจ 63
จากนน้ั กม็ าใชป้ ญั ญาพจิ ารณา ใหจ้ ติ ถอนขน้ึ มากม็ าใชป้ ญั ญาพจิ ารณา
อันนี้จะรู้จะเข้าใจได้ง่าย ถ้าพิจารณาด้วยปัญญา มันก็โลกียปัญญา
นแ่ี หละ พยายามกลนั่ กรองใหเ้ ปน็ โลกตุ รปญั ญา ถา้ จติ รเู้ หน็ ตามปญั ญา
อันน้ัน จิตนั้นเรียกว่าโลกุตรจิต นับตั้งแต่ธรรมขั้นต้นๆ จะไม่เป็น
โลกียจิตอีก จากการเดินตามทางของพระพุทธเจ้าท่ีสอนไว้ มรรคมี
องค์แปดน่ันแหละ ไม่อยู่ไกลหรอก อยู่กับเราทุกคน ทุกคนนี่มีหมด
ถ้าจิตเคยย่างเข้าสู่ความสงบแล้ว จากการเป็นคนพูดมากก็จะพูดน้อย
จากคนทก่ี ระโตกกระตาก กระโดกกระเดก กจ็ ะเปน็ คนเรยี บรอ้ ย อนั ไหน
ควรพดู กาลไหนควรพดู เวลาไหนควรแสดงออก กาลไหนควรแสดงออก
จะรู้จักว่าอันไหนควร อันไหนไม่ควร เพราะจิตมีเรือน บางคนมีแต่
เรอื นกาย ไมม่ เี รอื นใจ เพราะจติ สงบแลว้ จงึ มเี รอื นใจ จติ ใจไมเ่ ปยี กปอน
ดว้ ยความโลภโกรธหลง ถงึ จะละไมไ่ ด้ แต่จิตก็ไดส้ ัมผสั กับคำ� สอนของ
พระพทุ ธเจา้ จะมคี วามสงบ ถา้ มเี รอ่ื งตฉิ นิ นนิ ทา เรอื่ งชาวบา้ น สารพดั
เร่ืองจะมา ทา่ นกฟ็ งั ได้ หูไดย้ ินไหม ไดย้ ิน แตใ่ จท่านไม่ไดถ้ ือเอา มีโล่ห์
ก�ำบัง ทุกองค์จะเป็นอย่างนั้น ปากท่านก็พูดเออออๆ ไปนั่นแหละ
ใครมากพ็ ดู ดว้ ยคยุ ดว้ ย พอเขาไปแลว้ กไ็ มร่ เู้ รอ่ื งหรอก เพราะหคู กู่ บั เสยี ง
แตใ่ จไมไ่ ดถ้ อื เอาเสียงเหลา่ นัน้ อันไหนไมด่ ที า่ นกไ็ มไ่ ด้ถือเอา ร�ำคาญ
แล้วก็วางซะ มีท่ีหลบ นอกนั้นไม่มีที่หลบ เก็บทั้งวันท้ังคืน เก็บหมด
ของดขี องไม่ดี ท้งั คำ� ติฉนิ นนิ ทา ทัง้ อดีตอนาคต เก็บมาหมด อนาคต
ที่ยังมาไม่ถึงก็เอามาปรุงมาแต่ง ย้อมจิตย้อมใจให้จิตก�ำเริบเสิบสาน
อนาคต อดตี ทลี่ ว่ งมาแลว้ กเ็ อามาคดิ มาปรงุ มาแตง่ ใจเปน็ บญุ เปน็ กศุ ล
64 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
อย่างนัน้ อย่างน้ี เปน็ กุศล สดุ ทา้ ยก็เปน็ อกศุ ล เปลยี่ นไปเปล่ยี นมาอยู่
อย่างน้ันแหละ จากบุญก็พลิกมาเป็นบาป จากบาปก็พลิกไปเป็นบุญ
ท่านวา่ สงั ขารจิต ปรุงแต่งให้เปน็ บญุ กไ็ ด้ ปรงุ แตง่ ใหเ้ ป็นบาปก็ได้ ใครรู้
เรารู้เองอยู่ในปัจจุบันน่ันแหละ จะต่างจากผู้มีความสงบทางใจ พอมี
ความสงบทางใจกม็ ีความสงบทางกาย
อย่างพระพุทธเจ้าท่ีตรัสรู้ พระสิทธัตถดาบสก่อนจะตรัสรู้ก็มี
ความสงบกาย คอื ทา่ นนงั่ อยโู่ คนตน้ โพธิ์ รจู้ ักกนั ทกุ คนนะ ตามตำ� รา
แลว้ กท็ ำ� ความสงบทางใจ จติ ทา่ นกเ็ ขา้ สคู่ วามสงบไปเรอ่ื ยๆ จนไดต้ รสั รู้
ท่านก็มีความเมตตาที่จะสั่งจะสอน บอกไว้หมดทุกแง่ทุกมุม ว่าอันนี้
ควรอันน้ีไม่ควร เราผู้จะท�ำตาม ถ้ามีความจริงจังจริงใจกับตัวเองแล้ว
ไมย่ ากเทา่ ไหรน่ ะ ไมย่ ากเลย ไอก้ เิ ลสตณั หามานะทฏิ ฐิ ความอยากตา่ งๆ
มันไม่ยากให้ท�ำ เดินจงกรมไปหน่อยก็นึกถึงอันนั้นก็ไปกับอันน้ัน
นกึ ตรกึ ตรองไปกบั อนั นน้ั เดนิ จงกรมอยกู่ ไ็ ปทางนนั้ ออกจากทางจงกรม
จะเอางา่ ยๆ มนั กไ็ มเ่ หน็ นะ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ่ รรม ปฏบิ ตั สิ มควร
แกธ่ รรม ธรรมมนั ถงึ จะไดเ้ กดิ กบั ผปู้ ฏบิ ตั ิ หาทพี่ กั ใหต้ วั เอง หาทห่ี ลบให้
ตวั เอง หาเสอื้ เกราะใหต้ วั เอง คอื ใจ ถา้ ใจยงั ไมม่ เี สอื้ เกราะ มนั กล็ ำ� บาก
อยู่นะ เวลาจะล้มหายตายจากโลกน้ีไป มันจะเป็นนิมิตข้ึนมาให้
เราเกาะ ใหจ้ ติ ใจไดเ้ กาะเกย่ี ว ไดเ้ กดิ ในชาตติ า่ งๆ แตถ่ า้ จติ ใจมบี ญุ
ทำ� กุศลไว้มาก แล้วภาวนาไปด้วย จิตใจจะต้งั มั่นในการภาวนา อันนั้น
ไปไม่ยาก เพราะรู้จักทางไป มาภาวนา มาวัดมาวา ฟงั เทศน์ฟังธรรม
แผนทที่ างเดนิ ของใจ 65
กม็ าเพอื่ ศกึ ษาแผนทที่ างเดนิ ของใจ ทางไหนทางนรก ทางไหนทางสวรรค์
ทางไหนไปอบายภมู ิ กร็ อู้ ยใู่ นปจั จบุ นั รอู้ ยใู่ นใจ ไมต่ อ้ งไปถามใครหรอก
ผ้ปู ฏิบัติรเู้ อง ถึงจะอา่ นหนังสอื หนังหาไมไ่ ด้ ถา้ ได้ปฏิบัติ ดลู มหายใจ
เขา้ ออก นั่งกำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก จติ สงบเพยี งครัง้ เดียวจะรู้เลยวา่
อะไรเป็นอะไร เพราะตำ� ราอยู่ไกล อย่ใู นตู้ แตต่ ำ� ใจตวั นี้อยู่ในปจั จบุ นั
ตำ� อยทู่ กุ วนั ทกุ คนื ยนื เดนิ นง่ั นอนกต็ ำ� อยอู่ ยา่ งนน้ั หลบั ไปกย็ งั ตำ� กนั อยู่
ธรรมะต�ำใจอยู่อย่างน้ัน แต่ไม่รู้จักว่าธรรมะ ท�ำให้มันได้ก่อนตอนท่ี
มันยังมีชีวิตอยู่ มีบารมที กุ คนนั่นแหละ อยา่ ไปคดิ วา่ ตัวเองบุญวาสนา
ไมม่ ี ถ้าไมม่ ีบุญวาสนาจะได้เข้าวัดเขา้ วา จะไดย้ นิ ได้ฟัง นบ่ี ารมีพร้อม
ทุกสง่ิ ทกุ อย่าง อายตนะ ๖ กม็ ใี หไ้ ด้เสพอยู่ อย่าเสพดว้ ยความเมา
ใหเ้ สพดว้ ยความรู้ ใหม้ คี วามละอายวา่ อนั นไ้ี มใ่ ชจ่ ติ ของเราทจ่ี ะไปนกึ
ไปคดิ ใหน้ กึ คดิ แตส่ งิ่ ทดี่ ีถา้ จะคดิ ทางธรรมะของพระพทุ ธเจา้ คอื อนจิ จงั
ความไม่เท่ียง พิจารณาจนมันเป็นนิจจงั คอื ใหเ้ หน็ มันมีอยู่อย่างน้ัน
เปน็ นจิ จิตยอมรบั ก็ใหเ้ ห็นวา่ จติ มนั ยอมรับ จติ วางกเ็ หน็ ว่าจิตมนั วาง
หายสงสยั ในธรรมะขอ้ น้ันๆ ท่านเรียกว่าความแยบคาย ครูบาอาจารย์
มักจะเรียกว่าเกิดความแยบคาย ให้พิจารณาจนแยบคาย ไอ้ค�ำว่า
แยบคายตวั นี้ ถา้ อกี ศัพท์หน่ึงอีกภาษาหนึง่ ท่านเรียกวา่ ญาณ ญาณรู้
แต่ท่านจะเรียกว่าแยบคาย แต่เป็นอย่างอ่อนอยู่ เหมือนมะม่วงยัง
ไม่สุก กเ็ รยี กมะม่วงเหมอื นกนั มันแก่แลว้ มันจะหา่ มไปเร่ือย มันจะสุก
ก็มะม่วงใบเดียวกันนั่นแหละ พิจารณาจนเกิดความแยบคายเข้าใจ
แล้วไม่ตอ้ งไปพจิ ารณาอะไรอีก ขาดออกไป ถ้าเราตั้งม่ัน อยูก่ ินอาหาร
66 รู้ เห็น เยน็ สงบ
ฉันบิณฑบาต ทานอาหารอยู่ เดินไปเดินมาก็รู้อยู่กับการเคล่ือนไหว
ไปมา อยใู่ นจติ ในใจ มอี ารมณอ์ ะไรกร็ อู้ ยู่ พจิ ารณาแยกแยะอยอู่ ยา่ งนนั้
ตาก็เปน็ ส่วนของตา นานวันเขา้ หลายวันเขา้ มันก็จะแยกออกจากกัน
ระหวา่ งกายกบั จติ จติ เปน็ อนั หนงึ่ กายเปน็ อนั หนงึ่ อนั นน้ั จติ มนั รวมตวั
เดินอยู่ก็รวมได้ ไม่ใช่ว่าจะนั่งสมาธิอย่างเดียว เดินจงกรมอยู่ก็ได้
เดนิ ไปหาอะไรกไ็ ด้ ขอใหม้ สี ตมิ ปี ญั ญารกั ษาใจ ควบคมุ จติ ใหอ้ ยใู่ นกรอบ
แหง่ ธรรม ทบ่ี รกิ รรมไวก้ บ็ รกิ รรมไวอ้ ยา่ งนน้ั กำ� หนดรกู้ ก็ ำ� หนดรอู้ ยา่ งนนั้
เดินไปไหนมันก็สงบลงได้ จิตท่ีเสื่อมจากสมาธิ ร้อนรุ่มด้วยกิเลส
ตณั หาน่ี เดนิ ไปเดนิ มา มันกเ็ กิดความสงบข้นึ มาได้ เพราะมนั เสอ่ื มได้
มนั ก็เจรญิ ได้ เจริญไดก้ เ็ สอ่ื มได้ เพราะอะไร เพราะมนั เปน็ อนจิ จัง
พยายามท�ำเอา อยู่กับเราทุกคน เห็นอยู่ทุกวัน แต่เอามาเป็น
ธรรมะไมไ่ ด้ ทงั้ ทเ่ี ปน็ ธรรมะ พยายามกลนั่ กรองธรรมะใหเ้ ปน็ อรยิ ธรรม
ให้จิตเป็นอริยจิต ทุกอย่างเป็นธรรมไปหมด อันหน่ึงเป็นโลกียธรรม
เหน็ อยู่ พดู อยู่ กย็ งั เปน็ โลกยี ธรรมอยู่ ทำ� ใหจ้ ติ เปน็ อรยิ จติ กเ็ หมอื นดาบ
เหล็ก มีดนั่นแหละ ถ้าพระราชาทรงไวถ้ อื ไว้ก็เรียกวา่ พระแสง ขันธ์นะ
มันให้เราเห็นอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เห็น พยายามดูเข้าไปภายใน ภายในกาย
มันเจ็บมันปวด มันก็ธรรมดาแหละ มันเป็นธรรมดา มันเจ็บ มันปวด
มันเสือ่ มสลาย มันอยู่บนความเสือ่ มสลาย ตง้ั แต่ตอนอยู่ในครรภโ์ น่น
พิจารณาจนจิตรู้จนจิตเห็นความเส่ือมสลายในสรีระอันนี้ มันก็จะวาง
ไปเอง แล้วเกิดความรู้ว่าวางด้วย ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องไปพูดว่า
แผนทท่ี างเดินของใจ 67
ผมวางไดแ้ ลว้ นะ ผมเปน็ อนั นน้ั อนั นแี้ ลว้ นะ ฉนั เปน็ อนั นนั้ อนั นแ้ี ลว้ นะ
เพราะส่ิงเหล่านั้นจะเหนือค�ำพูดทั้งปวง ค�ำพูดหยั่งไม่ถึง จะพูด
เปรียบเทยี บยังไงกเ็ ข้าไมถ่ งึ แตใ่ กล้เคียงไหม ใกล้เคียง เหมือนแผนที่
ประเทศไทยนน่ั แหละ เอาแผนทมี่ ากางดู กบั พนื้ ทมี่ นั ตา่ งกนั เหมอื นเรา
เห็นเสือนั่นแหละ รูปเสือกับตัวเสือมันเหมือนกันอยู่ แต่ว่าความกลัว
มันจะต่างกัน ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาเห็นความทุกข์ เห็นความ
แปรปรวน ความแตกสลาย ความไม่มีสาระ เห็นว่าไปหล่ังน้�ำหูน้�ำตา
กับสิ่งไม่มีสาระ น่ีมันจะเกิดความกลัว จะรู้ตัวเองว่าเป็นคนโง่ ท่ีมา
หลงยึดหลงถอื ในสิ่งท่ีไมม่ ีสาระ แตก่ อ่ นมนั มสี าระ พากนั แย่ง อันไหน
เขาวา่ ดกี ็ดีไปกบั เขา หลงไปกับเขา พอถอยออกมาดู ไมห่ ลงไปกบั เขา
ดูตัวเองว่าอันน้ีมันผิดหรือมันถูก มันดีหรือมันช่ัว มีดีจริงไหม พอมา
พิจารณา พิจารณาเข้าไปๆ ถ้าเหนื่อยก็ไม่ทะลุปรุโปร่ง เพราะว่า
มนั ไมค่ ม ความแหลมคมไมพ่ อ เรากพ็ กั เหมอื นเราเดนิ ทางเหนอ่ื ย
เรากพ็ กั จติ กเ็ หมอื นกนั ถา้ มนั เหนอ่ื ยกต็ อ้ งพกั ตอ้ งหาทพี่ กั เพราะจติ
มีเรือน มที พี่ กั คอื สมาธิธรรม ถา้ ไมม่ ีสมาธิธรรม จะพิจารณาไปๆ
มันก็ได้อยู่ แต่ได้แต่สัญญา ละอะไรไม่ได้สักอย่าง มันไม่เหมือน
ถ้ามีความสงบแล้วมันรู้จักทางไปทางมา เหมือนสอนลิงนั่นแหละ
เหน็ อยลู่ งิ ไมใ่ ชว่ า่ ไมเ่ หน็ จะไปเดนิ สอน สอนยงั ไงกไ็ มจ่ ำ� หรอก ตอ้ งจบั ตวั
มาให้ได้ก่อน จับตัวเอามาแลว้ เอาเชือกผูก แล้วสอนมนั มันจะสอนได้
ใชป้ ระโยชนไ์ ด้ แตถ่ ้ายังจบั ตวั ไม่ได้ ไปเดินสอน มันอย่ใู นปา่ เดินสอน
ยังไงก็ตายเปล่า มันไม่จ�ำหรอก จิตก็เหมือนกัน ต้องหาความสงบ
68 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
มันมีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี มีครูบาอาจารย์พูดด้วยความเมตตา พูดด้วย
ความสงสารนะ ท่ีท่านดุท่านด่าเพราะความสงสาร ว่ามีอยู่ จิตมีอยู่
ธรรมของพระพทุ ธเจา้ กย็ งั คงเสน้ คงวาอยู่ พระพทุ ธเจา้ จะตรสั รกู้ พี่ ระองค์
เปน็ ลา้ นๆองค์แสนๆองคท์ จ่ี ะมาในอนาคตกม็ าสอนอนั เดยี วกนั นแี้ หละ
ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เร่ืองเดียวกัน ทางเดินแห่งความพ้นทุกข์ก็มีมรรคมี
องคแ์ ปดเหมอื นกนั นแ่ี หละ กไ็ มอ่ ยไู่ กลหรอก อยกู่ บั กายวาจาใจของเรา
น่แี หละ แตไ่ ม่ส�ำรวมระวงั พระพทุ ธเจา้ ให้ส�ำรวมระวงั
เหมือนพระโปฐิละ ท่านเป็นพระมหาเถระ สอนหมู่คณะ แต่ว่า
ท่านละอะไรไม่ได้ พอไปหาสามเณรน้อย สามเณรบอกว่ามีจอมปลวก
อย่จู อมหนึง่ แลว้ ก็มีรอู ย่หู กรู มเี ห้ียอยู่ในรนู้ ั้น แล้วปิดซะห้า ปลอ่ ยไว้
รูเดียว รอดักจับอยู่ที่น่ัน ท่านก็พยายามนั่งท�ำความเพียร ท่านก็ได้
ส�ำเร็จได้ เพราะของมีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี บารมีไม่ถึง ถึง ท�ำไมจะไม่ถึง
อย่าไปคดิ วา่ ตวั เองบารมไี มถ่ ึง ให้คะแนนตัวเองกอ่ น ทางลบเสยี ด้วย
วา่ บญุ วาสนาบารมไี มถ่ งึ หรอก เราแกแ่ ลว้ เราเปน็ ผหู้ ญงิ เราไมไ่ ดบ้ วชชี
เราไมไ่ ดบ้ วชพระ กล็ องดสู ิ เอาจรงิ ๆ จงั ๆ ลองดสู ิ นง่ั ทงั้ คนื ถา้ ไมส่ วา่ ง
สว่างก็ช่างนะ ถ้าไม่สงบ เราจะไม่ลุก เราจะว่าอยู่อย่างนี้ ท�ำไมท่าน
ท�ำได้ ท่านก็คนเหมือนกัน ท้ิงมาทุกส่ิงทุกอย่างก็ท้ิงมาหมด ทิ้งเรือน
สามภี รรยากท็ ง้ิ มาอยวู่ ดั อยา่ งพระเปน็ นกั บวชกท็ งิ้ มาหมด แตอ่ ารมณ์
ยังทิ้งไม่ได้ ละไม่ได้ ท�ำความสงบน่ังเข้าไป เดินจงกรมก็เดินจนสงบ
สงบไดเ้ หมอื นกนั คำ� วา่ สงบไดย้ นิ แตช่ อ่ื ตอนนเ้ี กดิ ขนึ้ ทใี่ จกร็ จู้ ากการเดนิ
แผนทที่ างเดนิ ของใจ 69
เดินอยู่อย่างน้ันแหละ เดินไปเดินมา มันเป็นปัญญาอบรมใจ จนเกิด
ความสงบขน้ึ มา หาอบุ ายสอนตวั เอง ปมู นั กเ็ ดนิ จนขาขาด มนั กย็ งั เดนิ
แตค่ นไมข่ าขาดหรอก เดนิ จงกรม นัง่ สมาธิภาวนา ยอดแหง่ บญุ มที าน
มีศีล มภี าวนา ภาวนาเป็นยอดแห่งบุญ ถา้ ภาวนาจติ สงบได้แลว้ นะ
เหน็ ทางออกแหง่ ทกุ ขแ์ ลว้ นะ ทานเปน็ มหาทานไป ถา้ ไมอ่ ยา่ งนน้ั ก็
ยงั สงสยั ในทานอยนู่ นั่ แหละ ทานไปกห็ วงผลทานไปดว้ ย ทำ� ใหเ้ ปน็
มหาทาน ทงิ้ มาหมด วนั นจ้ี ะทง้ิ ความเจบ็ ปวดไวข้ า้ งหลงั ใหส้ อนตวั เอง
อย่างนั้น พ่อแมญ่ าติพน่ี ้องท้งิ มาหมด จะท้ิงความเจ็บปวดไวข้ ้างหลัง
จะทงิ้ มานะทฏิ ฐกิ เิ ลสตณั หาไวข้ า้ งหลงั เราจะไปขา้ งหนา้ ตามพระพทุ ธเจา้
ตามครูบาอาจารย์ สง่ิ ทท่ี า่ นสอนก็มีอยู่ เขาวา่ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง
โลภ โกรธ หลง หรอื หมดแล้วโลภ โกรธ หลง มันไม่หมดหรอก ถา้ หมด
ก็รู้ว่าหมด ถ้าวางก็รู้ว่าวางสิ ความโลภเกิดข้ึนก็ให้รู้เท่าเอาทัน ถ้าจิต
สงบ ความโลภมันจะไมค่ อ่ ยเกิด ความหลงมนั ก็ไมค่ ่อยเกิด มันอยกู่ ับ
ความรู้ มนั หนกั มนั ไมอ่ ยากไปแบก มนั เปน็ เรอ่ื งของกเิ ลสตณั หา ทำ� ให้
ลุ่มหลง มนั ไมไ่ ปแบกหรอก มันกว็ างๆ ถา้ ใครมาพดู อะไรใหฟ้ งั มนั ก็
ฟงั ไป หน้าที่ของหูคือฟัง ค่กู บั เสยี ง มโี ลห่ ์กำ� บัง มเี รอื นใจ ถ้าไมม่ เี รอื น
นย่ี งุ่ เลย เขาพดู อะไรกไ็ ปกบั เขาหมด วนุ่ วายไปหมด หาทพ่ี งั พงิ องิ อาศยั
ไมไ่ ด้ แตถ่ า้ สรา้ งเรอื นใจใหม้ นั ไดแ้ ลว้ อยไู่ หนกส็ ะดวกสบาย อยคู่ นเดยี ว
ก็สบาย มีความสุข อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมก็ไม่เป็นทุกข์
กบั เสยี ง เพราะมนั เปน็ ปกตไิ ปหมด ปกตโิ ลกเขาเปน็ อยอู่ ยา่ งน้ี ตง้ั แตเ่ รา
ยงั ไมเ่ กิดมนั กเ็ ปน็ อย่อู ยา่ งน้ี มันเปน็ ปกตไิ ปหมด มันใช่มนั ผิดปกตนิ ะ
70 รู้ เห็น เยน็ สงบ
เพราะเราผดิ ปกติ ไมใ่ ชเ่ พราะโลกผดิ ปกตนิ ะ เรานแ่ี หละผดิ ปกติ โลกเขา
มีอยู่อย่างน้ี เป็นอยู่อย่างน้ี ไม่ให้ร่างกายมันช�ำรุด จะให้อะไรช�ำรุด
ไมใ่ หเ้ สยี งมนั ดงั จะใหอ้ ะไรมนั ดงั เขาใหฟ้ งั สกั แตว่ า่ เสยี ง ทำ� ยงั ไงจะเปน็
สกั แตว่ า่ เสยี ง กต็ อ้ งตงั้ ใจฟงั แลว้ กพ็ จิ ารณาแยกเสยี งมาจากไหน ใครเปน็
ผรู้ บั เสยี ง เยอะแยะเรอ่ื งทจ่ี ะพจิ ารณา ถา้ มนั เหนอื่ ยเรากร็ หู้ รอก มาทำ�
ความสงบให้กับจิตกับใจ ออกจากความสงบมาก็พิจารณาอย่างเก่า
อุบายใหม่ อุบายเก่า มันพิจารณาไปแลว้ กไ็ ม่ไดผ้ ล หาเรื่องเกา่ ๆ ก็ได้
แต่ว่าเอาอุบายใหม่มาพิจารณา เอามาจากไหน มันผุดข้ึนมาเองท่ีใจ
นน่ั แหละ ถา้ จติ ใจเคยสงบมนั จะผดุ ขน้ึ มาเอง ถา้ ยงั เหลอื เชอื้ อยู่ มนั จะ
ผุดขน้ึ มา ก็เอามาพจิ ารณา ตาดู หฟู ัง จมูกดมกลน่ิ ลน้ิ ล้มิ รส กเ็ ปน็
อนั หนง่ึ เปน็ ของภายนอกไปซะ ใจเปน็ เอกเทศอยเู่ ฉพาะใจ ถงึ จะบรโิ ภค
ปัจจัย ๔ อยู่ มันก็เป็นเร่ืองของกาย ให้มันรู้อย่างน้ัน พระพุทธเจ้า
พระสาวก ท่านรู้อยา่ งนน้ั มนั เส่อื มมันสลายก็ให้รู้ว่ามนั เส่ือมมันสลาย
เพราะมันเปน็ ธาตุ เปน็ สากลธาตุ มนั เกิดขนึ้ มันกแ็ ปรปรวน ตง้ั อยบู่ น
ความแปรปรวนแลว้ กด็ บั ไป คอื ธาตุ ๔ แตจ่ ติ ใจไมแ่ ปรปรวน ไมล่ ม่ สลาย
แตฐ่ านะทางบา้ น ทางการเงนิ การทอง ลม่ สลายได้ ชอ่ื เสียงเกยี รติยศ
ลม่ สลายได้ แตใ่ จท่ีช�ำระแล้วไม่ลม่ สลาย ให้ชำ� ระเอา
รีบ ท�ำเอา อย่าให้มันเก่าๆ ใหม่ๆ ยิ่งดี ก�ำลังร้อน ยังมีกลิ่น
อาหารนะ มกี ลิ่น รสชาติกด็ ี ถ้ามันเย็นไปแลว้ มนั ไมม่ กี ล่นิ มันมีกลิน่
บดู ๆ ไม่เอร็ดอรอ่ ย การประพฤติปฏบิ ัตธิ รรมกเ็ หมือนกนั ไดย้ นิ ได้ฟัง
แผนท่ีทางเดินของใจ 71
แลว้ กน็ ำ� ไปปฏบิ ัติ อยา่ ไปปล่อยตัวเองท้ิงๆ ขวา้ งๆ โอกาสทใ่ี จจะโผล่
มาเกดิ เปน็ มนุษยน์ ี้ยาก ไม่ใชว่ ่าธรรมดานะ ถ้าสติปญั ญาไมด่ ี บญุ กศุ ล
ไมม่ ากพอ ถึงทำ� มากการท�ำบุญ ท�ำมากแต่รกั ษาไว้ไม่ได้ก็มนี ะ ไม่หาย
ไปไหนบุญ อยู่กับใจนั่นแหละ แต่เวลาจะตายมา จะจากโลกน้ีไป
เวทนาบบี คนั้ เขา้ ไป กไ็ ปทางอบายภมู ซิ ะ มนั ทกุ ข์ ทกุ ขบ์ บี รดั เขา้ มา
มันก็ไปเห็นสิ่งแปลกๆ ก่อนจะไป ก็ไปทางอบายซะ แล้วคุณงาม
ความดีไมไ่ ปไหน อยู่ในใจนน่ั แหละ ถ้าสติแข็งพอ ตัง้ ม่ันพอไปได้
ทางดีให้พากันท�ำเอา มันไม่ยากนะ หรือมันยากอยู่ ท�ำความสงบจิต
สงบใจไมย่ าก ไม่ไดล้ งทนุ มาก ถ้าจะเอาทา่ นัง่ กเ็ อา ถ้าเอาท่าเดินกเ็ อา
เดินก็สงบได้ เบาหวิวเลยล่ะ ท่านถึงว่าให้มีสติเห็นชัดว่าจิตลงสมาธิ
ขน้ั ไหนๆ นง่ั กเ็ อา มนั ไมย่ าก หรอื มนั จะตา่ งกนั คนขดุ นำ้� บางคนไปขดุ
ในเขา มนั กถ็ ึงน�้ำเหมือนกัน แต่มันลกึ หาท่ที �ำเลเหมาะๆ ไปขุด ใกล้ๆ
คลองไปขดุ รมิ คลองเอามอื ลว้ งๆ เขา้ ไปก็ได้กินน้�ำ ไปสรา้ งกฏุ ิดเี กินไป
มนั ไมน่ า่ กลวั มนั ไมว่ เิ วก กายไมว่ เิ วก จติ กเ็ ลยไมว่ เิ วก อยใู่ นวดั ปา่ นะน่ี
กลายเป็นป่าคน ป่าปูนว่าอย่างน้ัน ที่จริงป่าจริงๆ ก็มีให้ปฏิบัติอยู่
ถ้ากล้าจะท�ำ ถือกลดเข้าไปในป่า เดินย่องๆ เข้าไป ไปน่ังอยู่ในป่า
ไมเ่ กนิ สามคนื หรอก เปลย่ี นไปทน่ี นั่ บา้ งทน่ี บี่ า้ ง คนื เดยี วกไ็ ด้ ถา้ ไมส่ งบ
เราไม่ลุก กลางกลดไว้ แล้วก็น่ังสมาธิอยู่น่ัน มันชอบความกลัว กาย
ไมว่ เิ วก จิตมันจะวิเวกได้ยังไง ยกเวน้ ซะวา่ ผมู้ ีวาสนาบารมี อันนี้อยูใ่ น
บ้านก็ท�ำความสงบได้ เป็นผ้าขาวอยู่ก็ท�ำความสงบได้ เพราะจิตท่าน
72 รู้ เห็น เย็น สงบ
ไม่หยาบ ถ้าจติ มันหยาบๆ กต็ อ้ งอาศยั สถานท่ีน่ากลวั ๆ แต่นไี่ ปขนึ้ กุฏิ
กลัวแต่ว่าจะไม่ได้นอน ข้ึนกุฏิแล้ว กราบพระก็ยังไม่ได้ไหว้พระเลย
กราบปบ๊ั ๆๆ กน็ อนแลว้ นอนมานานแลว้ แหละ นอนกฏุ ดิ ๆี อาหารดๆี
ก็บริโภคมามากมายแล้ว จะชะลอความแก่ มันกแ็ กอ่ ยา่ งเก่า เจ็บปวด
อยา่ งเกา่ ตายอยา่ งเกา่ กอ่ นจะตายกใ็ หต้ ายอยา่ งมีธรรมะ ตายให้เป็น
ใหร้ ้ตู ัวเองเป็นภพไหนภูมไิ หน รูข้ ณะยงั ที่มีชวี ติ อยู่ ถ้าตายไปแลว้ จะรู้
มันไม่รู้หรอก ให้มันเป็นมนุสสมนุสโส ท่ียังมีชีวิตอยู่ เป็นมนุสสเทโว
ทีย่ ังมชี วี ิตอยู่ กายเป็นมนุษย์ แตใ่ จเป็นเทวดา เราก็รวู้ า่ เราเปน็ เทวดา
ไม่ได้มีใครมาบอกมาสอนหรอก มันมีหมู่มีพวกมันอยู่นิ หมู่พวกเขา
กม็ าหาสิ เหมอื นเราเปน็ คนไทยไปอยใู่ นตา่ งประเทศ พอรวู้ า่ เปน็ คนไทย
ก็ไปมาหาสู่กัน พยายามท�ำ อย่าให้สูญเปล่า หลวงพ่อสร้างวัดขึ้นมา
เพ่ือจะสอนลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมนะ เพราะความสงสาร อยากจะ
อนุเคราะห์สงเคราะห์ให้เขาได้ยินได้ฟัง ได้ประพฤติปฏิบัติ สร้างมา
เรากไ็ ปนอนซะ ทีน่ อนดีเกนิ ไป ไปอย่ตู ามรม่ ไม้ชายปา่ ไปลองเอาดูสิ
คนื สองคนื สงบไดเ้ ลยแหละ จะเหน็ ความอศั จรรยข์ องจติ ความอศั จรรย์
ของพระพทุ ธเจา้ พระพุทธเจ้าค้นพบ จะเห็นบญุ คุณของพระพุทธเจ้า
บุญคุณของครูบาอาจารย์ เห็นบุญคุณของพ่อของแม่ที่เล้ียงเรามา
ถา้ ทา่ นไม่รักเรา ทา่ นไม่หาอาหารมาเลีย้ งเรา เรากต็ ายไปแลว้ คุณพอ่
คณุ แมเ่ ตม็ อกเตม็ ใจ มองไปไหนกม็ แี ตบ่ ญุ คณุ ของพระพทุ ธเจา้ บญุ คณุ
ของครบู าอาจารย์ พระพทุ ธเจา้ นะ่ ออกบวช เดินไปไหน มองไปท่ีไหน
แผนทที่ างเดนิ ของใจ 73
มแี ตบ่ ญุ คณุ พระพทุ ธเจา้ ทบี่ อกทางให้ ถา้ พระพทุ ธเจา้ ไมช่ ท้ี างให้ เราก็
ไมไ่ ดร้ จู้ กั เรากจ็ ะอยกู่ บั หมเู่ ขานแี่ หละ เปน็ สตั วเ์ ดรจั ฉานบา้ ง เปน็ มนษุ ย์
บ้าง ไปนรกบ้าง อยอู่ ย่างนแ้ี หละ นพ่ี ระพุทธเจ้าชที้ างไว้ให้ บอกทาง
ไว้ให้ ทำ� ทางไวใ้ ห้ ทำ� ทางลัดไว้ให้ ทางตรงดว้ ย ไม่คดไม่โคง้ ด้วย อยา่ ง
น้อยๆ ต้องขึ้นเส้นทางให้ได้ ถึงจะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ให้ข้ึน
เสน้ ทางใหไ้ ด้ ถา้ ขนึ้ ไดแ้ ลว้ ไมห่ ลง ถา้ ขนึ้ ไมไ่ ดก้ ห็ ลงวนๆ เวยี นๆ ในบญุ
ในบาปอยนู่ ัน่ แหละ มาเกิดใหมก่ ็ทำ� บุญ ท�ำแตบ่ ุญนแี่ หละนิสัยนกั บญุ
นสิ ยั นกั บาปมาเกดิ เปน็ คนใหมก่ ท็ ำ� แตบ่ าปอยนู่ น่ั แหละ อยวู่ ดั ใกลบ้ า้ น
ก็ไม่เข้าวัดเขา้ วา เพราะนิสยั วางเฉย บุญกไ็ ม่เอา บาปก็ไมเ่ อา จะอยูก่ ็
อย่อู ยา่ งน้ันแหละ เราเปน็ นกั บญุ พยายามเอาบญุ เป็นบันไดปนี ปา่ ย
ข้ึนไปใหถ้ ึงเส้นทางแหง่ ธรรมของพระพทุ ธเจ้า ตงั้ แต่ขน้ั พน้ื ๆ ข้นั ตน้ ๆ
ตง้ั แต่โสดาปัตตมิ รรค โสดาปตั ติผล
หลวงพอ่ ทา่ นเคยพดู ไวต้ ง้ั แตท่ า่ นยงั มชี วี ติ อยู่ อยา่ งนอ้ ยๆ ตอ้ งให้
เป็นพระโสดาบันนะ ออกบวชแล้ว ถ้าพระจะไปเท่ียว ทา่ นก็จะบอกวา่
ถ้าไม่ได้ธรรมะขั้นใดข้ันหน่ึง อย่ากลับมาวัดป่าบ้านค้อนะ ท่านจะว่า
อยา่ งนนี้ ะ ถา้ ลาทา่ นไปเทยี่ ว ถา้ ไมไ่ ดธ้ รรมะขนั้ ใดขน้ั หนงึ่ อยา่ กลบั มานะ
จะถึงท่ีน่ันได้ก็ต้องอาศัยปัญญา ท่านให้ปัญญา ท่านแนะแนวทาง
ปญั ญา ทว่ี า่ ถา้ ไมไ่ ดธ้ รรมะขน้ั ใดขนั้ หนง่ึ อยา่ กลบั มานะ ทา่ นใหป้ ญั ญา
มันก็ทกุ ข์ละสิ ถ้าจะพูดอย่างน้นั กลบั มาก็กลบั มาไม่ได้ พอพลดั พราก
แค่น้ันก็เป็นทุกข์แล้ว ทางค�ำสอนพระพุทธเจ้าข้ึนต้นด้วยทุกข์ สมุทัย
74 รู้ เห็น เย็น สงบ
นิโรธ มรรค อริยสัจ ๔ ท่านให้มรรคเป็นทางเดิน ท่านชี้ทางเดินให้
ว่าอย่ากลับมานะ ท่านสร้างให้เป็นประโยชน์กับลูกศิษย์ลูกหาอย่าง
มากมายมหาศาลเลยนะ จะเหน็ คณุ คา่ ของครบู าอาจารยก์ เ็ มอื่ จติ เขา้ สู่
ความสงบได้ เมื่อจิตรู้เห็นเป็นไปน่ันแหละ เห็นคุณค่าของครูของ
อาจารย์ ของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นแล้ว ถ้าถือว่าอันไหนเป็นประโยชน์
ก็น�ำไปประพฤติปฏิบัติ อยู่ที่ใจตัวเองแหละ มีอยู่ทุกคน ไม่ใช่ไม่มีนะ
อยากใหร้ ู้ อยากใหเ้ หน็ มนั ไมม่ นี ิ เพยี งไมท่ ำ� ใหเ้ ปน็ เฉยๆ ทอ่ นไมม้ คี นละ
ท่อนนั่นแหละ เขาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปเสร็จแล้ว ของเราก็มีอยู่
แต่เราไม่แกะสลักให้เป็น ก�ำลังเราก็มี ไม่ใช่เป็นง่อยเปลี้ยเสียขา
เขายงั ทำ� ไดเ้ ลยแกะสลกั เรามมี อื มเี ทา้ มจี ติ มใี จ มศี รทั ธา มาในวดั ในวา
ในพระพุทธศาสนา ก็ต้องแกะให้พระเกิดในใจสิ ท่านยังท�ำได้ รูปคน
เหมือนกัน เกิดจากก้อนกามน้�ำกามเหมือนกัน ท่านยังท�ำได้ แล้วเรา
ทำ� ไมจะท�ำไมไ่ ด้ เราเปน็ อะไร ก็พยายามแกะ มันก็เป็นไปได้ ไม่ใช่ไม่มี
นะ มันมีอยู่แล้ว ถ้ามันไม่มีท่านจะไปสอนท�ำไม เห็นอยู่นิ ทุกคนมี
มีจิตมีใจ มีคุณค่าพอที่หล่อหลอมตัวเองเข้าทางธรรมได้ ไม่ใช่ไม่มีนะ
แตม่ กั จะไปดถู กู ตวั เองวา่ เราไมม่ บี ญุ วาสนาพอนะ เราแกแ่ ลว้ ตรงนแ้ี หละ
เปน็ ทางปดิ กนั้ ตวั เอง ไมใ่ หก้ า้ วไปขา้ งหนา้ ทำ� ได้ รเู้ หน็ เยน็ สงบแลว้ มนั
กส็ บาย อยไู่ หนกส็ บาย ธาตขุ นั ธม์ นั จะแปรปรวนไปมนั เปน็ เรอ่ื งของมนั
จติ ใจไมแ่ ปรปรวนไปแลว้ เรอ่ื งทกุ ขเ์ รอื่ งอะไรมาสมั ผสั ตา่ งๆ ทางอายตนะ
มนั ก็เปน็ เรือ่ งของมันไป เร่อื งของใจมนั กว็ างเฉยไป หาทางหลบ ไดฟ้ ัง
แผนท่ีทางเดนิ ของใจ 75
หูกับเสียงมันก็เป็นคู่กันอยู่แล้ว แต่ใจก็มีแต่วางไว้ มันก็สบาย ไอ้นั่น
มันก็เป็นเป็นเร่ืองของโลกไปซะ มันมีอยู่อย่างนี้ แล้วก็ปล่อยให้ฟัง
ปลอ่ ยให้พดู อย่อู ยา่ งนน้ั แหละ มันกด็ งั อย่อู ยา่ งนั้นแหละ มันไม่ถือเอา
กส็ น้ิ เรอ่ื ง สบาย พากนั ทำ� เอา อยกู่ บั เราทกุ คนนนั่ แหละ นงั่ ทบั นอนทบั
อยู่ทกุ วนั น่ันแหละ อยู่ในท่ีเรานงั่ ทบั นอนทบั อยู่ในก้อนกายของเรา
มธี รรมะแฝงอยู่ มคี วามสวา่ งอยู่ ทำ� ใหม้ นั สวา่ งขน้ึ มา อยา่ ใหม้ นั มดื
ตอ้ งจดุ คบเพลงิ ใหก้ บั จติ ใหก้ บั ใจ แลว้ จะเหน็ ทางเดนิ ทส่ี วา่ ง เดนิ ไปไหน
ก็ไม่หลงทาง เห็นสัตว์เลื้อยคลานอสรพิษต่างๆ จะแว้งกันไม่ได้
เพราะเรามคี วามสว่าง ท�ำให้ใจสวา่ งให้ได้นะ
การอธบิ ายธรรมในวันนก้ี ็เห็นสมควรแก่เวลา ขอยตุ ิเพยี งแค่นี้
•••
76 รู้ เหน็ เย็น สงบ
“ทำ� ความสงบจติ สงบใจไม่ยาก
ไมไ่ ดล้ งทุนมาก
ถา้ จะเอาทา่ นั่งก็เอา ถ้าจะเอาทา่ เดนิ กเ็ อา
เดนิ กส็ งบได้ เบาหวิวเลยละ”
พระอาจารยแ์ ดง (พระบำ� เพญ็ รตินธฺ โร)
แผนท่ที างเดนิ ของใจ 77
“ธรรมพระพุทธเจ้าสามารถเปล่ียนคนได้ อย่างองคุลิมาล
ยงั เปลย่ี นจากโลกยี ชน หยาบมาก เปน็ อรยิ ชนขน้ั สดุ ยอดเลย
ถ้ามีธรรมของพระพุทธเจ้าน่ีจะเปล่ียน ใจเราก็จะเปลี่ยน
กายเราก็จะเปลี่ยน ความร้อนระอุก็จะเปล่ียน คิดลดลง
ถ้ามธี รรมในใจ”
พระอาจารย์แดง (พระบำ� เพ็ญ รตินฺธโร)
78 รู้ เหน็ เย็น สงบ
“ธรรมะจากใจ”
เทศนเ์ มื่อวันท่ี ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘
ในงานสรงนำ้� พระบรมสารรี กิ ธาตุ ณ วดั ป่าบา้ นค้อ จงั หวัดอุดรธานี
จากน้ีไปพากันตั้งใจฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ท่ี
ตรัสรู้ข้ึนในโลกไม่ใช่ของง่าย เป็นของยากมาก ฉะน้ันจึงอย่าพากัน
ประมาท ฟงั แลว้ นำ� ไปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เอา้ ปดิ โทรศพั ทก์ อ่ นนะ ถา้ ไมป่ ดิ
เคร่อื งโทรศพั ท์ ปดิ ไลน์ หรอื เปิดเสยี งเรียกเข้า จะเป็นกังวลกบั ตัวเอง
นนั่ แหละ เดย๋ี วลกู หลานโทรมา จติ กเ็ ลยเคลอื่ นออกจากฐานทต่ี ง้ั ไมเ่ ทศน์
นานหรอก กลับไปค่อยไปเปิดฟังไปเปิดดู ไม่อย่างนั้นจะเป็นปลิโพธ
กังวลอยู่กบั เสยี งเหลา่ นน้ั แหละ
พระพทุ ธเจา้ อบุ ตั ขิ น้ึ ไดย้ ากมาก พระธรรมคำ� สง่ั ทพ่ี ระองคจ์ ะนำ� มา
แสดงก็กล่ันแล้วกรองอีก เหมาะส�ำหรับนิสัยวาสนาของแต่ละคน
พระองคจ์ งึ แสดงธรรมไดผ้ ลอยา่ งเตม็ ท่ี การประกาศศาสนาสอนชาวโลก
เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าคือพระสงฆ์ ก็มีหลายรูปแบบ ตัวอย่าง
ธรรมะจากใจ 79
พระอัสสชิ ท่านเทศน์ทางกาย ท่านไม่ได้เทศน์ทางวาจา ท�ำให้เกิด
ความเลอ่ื มใสศรทั ธาแกอ่ ปุ ตสิ สะ หรอื ทเ่ี รารจู้ กั กนั ในนามพระสารบี ตุ ร
กาลไหนควร กาลไหนไมค่ วร อปุ ติสสะทา่ นฉลาด ไม่ใช่ไปเดินตามเดิน
ถามธรรมะในทไี่ มค่ วร เพราะธรรมของพระพทุ ธเจา้ เราตอ้ งเคารพ ไมใ่ ช่
เจอท่ีไหนถามที่นั่น เจอที่ไหนบังคับกราบท่ีน่ัน มันไม่ใช่ มันไม่ถูก
มนั ไมค่ วร เจอครบู าอาจารย์กเ็ หมอื นกัน ใหท้ า่ นนงั่ ทคี่ วรกอ่ นจะกราบ
ทา่ นไม่หนไี ปไหนหรอก ถ้าวนั น้ีไม่เจอ พรุ่งนเ้ี ชา้ คอ่ ยกราบก็ได้ อยา่ ไป
บังคับให้ท่านครองผ้ามากราบ มารับไหว้ พระอุปติสสะท่านฉลาด
พระอัสสชิจึงไม่ได้พูดมาก ฉันเสร็จ ท�ำภัตรกิจเสร็จ ถึงเวลาอันควร
แล้วถึงถามธรรมะ แล้วท่านก็ไม่ได้พูดมาก ถ้าพูดมากจะเป็นปฏิปักษ์
กบั การบรรลธุ รรมของพระสารบี ตุ ร ทา่ นบอกไวว้ า่ เราจะพดู ใหฟ้ งั แตน่ อ้ ย
เพราะเราเป็นผูใ้ หม่ ท่านก็พดู ว่า ธรรมทงั้ หลายเกดิ จากเหตุ ถา้ จะดบั
ใหด้ บั เหตนุ ะ อปุ ตสิ สะหรอื พระสารบี ตุ รนนั้ เขา้ ใจ ไดบ้ รรลพุ ระโสดาบนั
ทา่ นไมไ่ ดเ้ ทศนม์ ากนะ เทศนน์ ดิ เดยี ว และเราทกุ คนทน่ี งั่ อยทู่ น่ี ก่ี ฟ็ งั มา
นานแล้วด้วย ฉลาดมาก ไม่ใช่ฉลาดน้อยนะ ครูบาอาจารย์รูปไหนๆ
ก็ฟังมา หลวงพ่อทูลนิมนต์มาโปรด มาเมตตาให้พวกเราได้ยินได้ฟัง
นมิ นตม์ าหมด เราฉลาดอยู่ แตข่ าดการปฏบิ ตั ิ นอ้ ยเกนิ ไป ฟงั เทศนแ์ ลว้
ก็ไปจบั นัง่ คยุ กนั หรือกไ็ ปนอน ผลกค็ อื หลับ แลว้ ก็ฝัน น่นั คือผลของ
การปฏิบัติ ผลของการนอน
80 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
ถา้ ฟงั แลว้ กไ็ ปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ กำ� หนดดจู ติ ใจตวั เองวา่ พระพทุ ธเจา้
สอนอะไร คมั ภรี ใ์ หญอ่ ยทู่ ใี่ จ อยทู่ กี่ าย เพราะพระไตรปฎิ กทงั้ หมดทท่ี า่ น
เขยี นไวอ้ อกไปจากใจทงั้ นนั้ ถา้ อยากจบพระไตรปฎิ กใหอ้ า่ นทใ่ี จ เรยี นรู้
ทใ่ี จ อยู่ทไ่ี หนๆ กท็ �ำได้ ถ้ามีความยินดีพอใจท่ีจะทำ� ถา้ ไมม่ คี วามยินดี
พอใจที่จะท�ำ ต่อให้อยู่ในวัดก็ท�ำไม่ได้ เพราะมันไม่ให้ท�ำ ใครคือมัน
กค็ อื ความอยากนนั่ แหละ อยากจะมาอยวู่ ดั แลว้ มนั กบ็ อกใหไ้ ปอยบู่ า้ น
ไปตามคำ� สง่ั ของมนั ถา้ บอกวา่ กไู มไ่ ป มงึ บอกกกู ไ็ มไ่ ป มงึ บอกใหก้ นู อน
กกู ไ็ ม่นอน กนู อนมานานแลว้ กจู ะเดนิ ไมต่ อ้ งไปหาที่อน่ื หรอก อบุ าย
มันอยู่ที่ใจนี่แหละ ถ้าก�ำหนดจดจ�ำอยู่ท่ีใจ จะโผล่ขึ้นมาเองหรอก
ไม่ต้องส่งออกข้างนอก ตั้งมั่นอยู่ภายในน้ี ถ้าส่งข้างนอกก็เป็นนอก
ส่วนมากส่งออกไปข้างนอกมันน�ำเข้าไม่ได้ น�ำเข้ามาก็ขาดทุน มันจึง
ไม่หมดไม่สิ้น ที่ว่า “สมาธิ” พูดได้ คิดว่าเข้าใจ โลกเขาก็ท�ำสมาธิ
น่ันแหละ ท่ีเขาท�ำจรวดดาวเทียม แต่ไม่มีหลักของไตรลักษณ์
เข้าไปสัมปยุต เข้าไปประกอบ สมาธิความต้ังใจมั่นจะหย่ังลงสู่ความ
สงบเป็นขน้ั ๆ ตอนๆ ท่ที า่ นเรยี กตามตำ� ราว่า ขณิกสมาธิ หากผ้เู ป็น
จะรเู้ อง อปุ จารสมาธิ สมั มาสมาธิ อยทู่ ไี่ หน อยทู่ ใี่ จ แลว้ ทำ� ไมถงึ ไมเ่ ปน็
เพราะมันวิตกกังวล เป็นปลิโพธ เพราะไปค�ำนึงถึงเร่ืองศีล ศีลตัวนั้น
เราขาด ศลี ตัวนั้นเราดา่ งพรอ้ ย สงิ่ ทแ่ี ล้วมาวางไวห้ นา้ ประตวู ดั ถ้าตาม
เข้ามาก็วางไว้หนา้ กฏุ ิ การกระทำ� ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ท่นี ึก
คดิ ผิดๆ ถกู ๆ ก็วางไวน้ ่นั กอ่ น เพราะเปน็ ถูกผิดทางโลก อยา่ เอาข้ึนมา
บนเจดีย์ด้วย เราจะให้เป็นทาน วัตถุทานเราทานหมดแล้ว แต่ว่า
ธรรมะจากใจ 81
ทานภายในคือความไม่รู้เท่าเอาไม่ทัน เราจะทานไว้ตรงนี้ น่ีคือ
การสละออก แลว้ กข็ นึ้ มาดว้ ยความสงบเสงยี่ มความระมดั ระวงั สำ� รวม
อนิ ทรีย์ ไมไ่ ดค้ กึ คะนอง ปฏบิ ัติธรรมอะไรมีแตค่ วามคึกคะนอง อันนัน้
มันเป็นอธรรม มันผิด ถ้าจะให้ถูกจริงๆ จังๆ หวังผลจริงๆ จังๆ
ตอ้ งสงบเสงย่ี มสำ� รวมระวงั อนิ ทรยี ห์ ก นอกหก ในหก ทจ่ี ะสำ� รวมระวงั
ได้ก็ต้องมีสติ ท่านถึงบอกว่าให้มีสติ สติจะต้ังอยู่ได้นานก็ต้องอาศัย
ปญั ญา สมาธขิ น้ั ไหนๆ กช็ า่ ง จะไมท่ ำ� ใหเ้ กดิ ปญั ญา จะเปน็ สมาธลิ ว้ นๆ
แล้วก็ไปทางของฤาษี สมาธิท�ำได้ แล้วปัญญาก็ท�ำได้ พระพุทธเจ้า
สอนคน ทำ� ไมคนจะทำ� ไมไ่ ด้ อยา่ ไปคดิ วา่ ตวั เองบญุ วาสนานอ้ ย กต็ วั เอง
ไมด่ แู ลตวั เองเทา่ นน้ั แหละท่วี ่าบญุ วาสนาน้อย ถา้ ตัวเองดูแลเอาใจใส่
ตัวเองเหมือนเราเลี้ยงลูก ท�ำไมมันจะไม่โตล่ะจิตใจเรา แต่ไปเลี้ยงดู
อยา่ งอน่ื เลยี้ งดเู ป็ดไก่ เล้ียงดโู คกระบอื รดน้�ำตน้ ไม้แต่ใจไม่ได้รด ที่ว่า
มาวดั มาฟงั ธรรม กฟ็ งั อยู่ เขา้ ใจอยู่ พอกระทบทางหกู ไ็ หลแลว้ ทางตาก็
ไปแลว้ รไู้ มเ่ ทา่ เอาไมท่ นั การปฏบิ ตั ธิ รรมตอ้ งใหร้ เู้ ทา่ เอาทนั ผลถงึ จะ
เกดิ จากโลกยี ธรรมพฒั นาอย่เู รือ่ ยๆ ใจก็จะเขา้ สู่โลกุตรธรรมเปน็ ขั้นๆ
ตอนๆ มีทงั้ หยาบ มที ง้ั กลาง มีท้งั ละเอยี ด อยูก่ ับเราทกุ คน ไม่ไดเ้ สยี
อะไร ท�ำเอา
มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์นี้ยากมากนะ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า
“มนสุ สฺ ปฏิลาโภ” การได้เปน็ มนุษยเ์ ปน็ ลาภอนั ประเสรฐิ ประเสริฐมาก
เพราะมีสัตว์มนุษย์เท่าน้ันที่จะรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ให้นึกว่าถ้าไม่
82 รู้ เหน็ เย็น สงบ
สงสารตัวเอง ให้สงสารพระพุทธเจ้าบ้าง อย่าว่าแต่ปากเฉยๆ อะหัง
สขุ โิ ต โหมิ พระพทุ ธเจา้ สร้างบารมี ๔อสงไขย แสนกัปนี้ มากกว่านน้ั
๒๐ อสงไขย แต่ไม่ได้เอ่ยปาก พอเอ่ยปากตั้งใจท�ำทางกายด้วย
๔ อสงไขยกับแสนกปั ตั้งใจท�ำจรงิ ๆ จังๆ จะล�ำบากขนาดไหน ถา้ จะ
ไมข่ นรอ้ื สตั ว์ ถา้ ไมส่ อนพวกเราทงั้ หลาย ถา้ ไมว่ างศาสนาไวน้ นี้ ะ พระองค์
ฟงั แค่คาถาเดียวกเ็ ข้าสคู่ วามดับ คอื ไม่เกดิ อกี ไมเ่ หลืออะไรใหเ้ กดิ อกี
แตน่ เี่ พราะอยากขนรอ้ื สตั วโ์ ลก อยากจะบอกทางใหถ้ กู วา่ นค่ี อื ทางถกู
นค่ี อื ทางผดิ พระองคก์ บ็ อกไวแ้ ลว้ ศกึ ษามาแลว้ เรยี นมาแลว้ ฟงั มาแลว้
ทกุ วัดทกุ วา ทกุ สถานที่ ไปฟงั ธรรมจ�ำศีล กนิ ผลทาน ท�ำมาหมดแล้ว
ท�ำไมยิ่งท�ำก็ย่ิงร้อน ไม่เห็นความสงบเลย ก็ท�ำแล้วท�ำท้ิงๆ ขว้างๆ
ทำ� นากเ็ หมอื นกนั ทำ� ไวห้ ลายไรอ่ ยู่ แตไ่ ปเกยี่ วเอาไมก่ ไี่ ร่ ทเ่ี หลอื ปลอ่ ย
ให้รก งูกินไป มันไม่เลยวสิ ัยหรอก ตามความสามารถ ตามภูมิของเรา
มีปัญญาทุกคนอยู่แล้วนิ ปัญญามีมากด้วย ไปดูท่ีเมืองนอกเขาก็งูๆ
ปลาๆ นะ พระพทุ ธเจา้ จงึ ว่าปญั ญาเปน็ เลศิ ในโลก แต่มันมีมากเกนิ ไป
มนั ไปใชใ้ นทางทผี่ ดิ เหมอื นมหาเศรษฐมี ที รพั ยม์ าก เลยนำ� มาใชใ้ นทาง
ท่ีผิด แต่คนยากคนจนเขามีทรัพย์น้อย เขาเอาไปใช้ในทางที่ผิดมันก็
ผดิ นะ เขาเอาไปใชใ้ นทางทถ่ี กู กถ็ กู กเ็ ปน็ ประโยชน์ นเ่ี ราไดส้ มบตั มิ นษุ ย์
มีพร้อมทุกอาการ ยากนักยากหนาที่จะได้ครบทุกอาการ ครบแล้วยัง
ได้ยินได้ฟัง ได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ อยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนา
อย่าปลอ่ ยตวั เองทิง้ ให้รู้จกั รักตัวเอง สงวนตัวเอง ถนอมตัวเอง ไมม่ ี
ใครรกั เราเทา่ กับเรารกั เราหรอก ใจมนั โหยหวนอยู่ เรียกร้องอยู่ ให้ชว่ ย
ธรรมะจากใจ 83
ด้วยๆ แต่มีสง่ิ ทด่ี ึงไปคือสญั ญาอารมณ์ต่างๆ มนั ดึงไป แล้วกไ็ ปตาม
สัญญาอารมณ์ ความต้ังม่ันคือสมาธิก็เลยไม่เกิด ถ้าจะปฏิบัติจริงๆ
ท่านให้จดอยู่ท่ีเดียว จะดูที่ไหนก็ดู ที่หลวงพ่อทูลท่านพูด ดูจนเห็น
ท่านจึงได้นำ� มาพิจารณาจนเข้าใจแล้วมนั กว็ างเปน็ ขน้ั ๆ ตอนๆ ไป
นเี่ ราเปน็ ชาวบา้ น เปน็ ผมู้ ศี ลี ๕ ศลี ๘ บริสทุ ธิ์ ทำ� เอา ทานกม็ ี
ภาวนาเอา ตอนกลางคืนก็ไม่ต้องนอนหรอก น่ีฟังเทศน์จบก็ไปนอน
นิมนต์ครูบาอาจารย์มาเทศน์มาตั้งไกล จากหลายๆ จังหวัด อย่าง
หลวงพอ่ วดั บงึ พลาญชยั ทา่ นมา ทา่ นลำ� บากมากในการมา เรยี นมาแลว้
กอ็ ยมู่ าจนอายมุ ากแลว้ พอฟงั เทศนจ์ บไปนอน โอย้ ไมส่ งสารทา่ นเหรอ
ท่านอุตสา่ ห์มาเมตตา คนื เดียวไมเ่ ป็นไรหรอก ไมห่ ลับไม่นอน ทา่ นว่า
สมาธิกใ็ หใ้ จได้สมั ผสั บา้ ง เราเปน็ ชาวพทุ ธ เป็นผปู้ ฏิบัตมิ าอยวู่ ดั อยู่วา
ทา่ นว่าศลี ข้อหา้ มของกาย คอื ความปกติ ไมใ่ ชไ่ ปวา่ ตามพระ ใหเ้ ปน็
อธศิ ลี เปน็ อยใู่ น เหมอื นพระโสดาบนั ทา่ น ทำ� ยงั ไงกไ็ มข่ าดศลี เพราะไมม่ ี
เจตนาที่จะท�ำ ศีลไมด่ ่างไม่พร้อย ทา่ นวา่ สมาธคิ วามต้ังใจมนั่ จะใหม้ ัน
เปลย่ี นไปสคู่ วามสงบ ถา้ ต้งั นานๆ มนั ก็สงบ วางจากอารมณ์ท้ังหมด
ทงั้ มวล เป็นขั้นตอนๆ ข้นั ละเอียดกว็ าง ทั้งรา่ งกาย จงึ มแี ตค่ วามสวา่ ง
ทกุ จติ เปน็ อยา่ งนนั้ เพราะจติ มแี สงสวา่ งอยู่ ไมใ่ ชว่ า่ ไมส่ วา่ งนะ สวา่ งยง่ิ
กวา่ ดวงไฟนอี้ กี ถา้ วางอารมณท์ ง้ั หมด ทงิ้ รา่ งวา่ งกายนนี้ ะ นนั่ คอื วา่
อปั ปนา เลยอปั ปนาไปอกี พอถอนออกมาไมเ่ ปน็ จติ ปกติ เปน็ จติ ที่
เคยสมั ผสั สมาธคิ วามชมุ่ เยน็ แลว้ มนั จะไมล่ มื แลว้ มนั อยากจะทำ� อกี
84 รู้ เห็น เยน็ สงบ
ถา้ ไมเ่ ปน็ อยา่ งนนั้ มนั จะลมื แลว้ ไมอ่ ยากจะทำ� เพราะวา่ ไมเ่ คยไดล้ ม้ิ รส
ความสงบของสมาธิ ก็ลมื ไมล่ ง อยากจะทำ� อยากจะบำ� เพญ็ อยู่เร่ือยๆ
อยากอยคู่ นเดยี ว คนชอบพดู กจ็ ะพดู นอ้ ย คนชอบทำ� การทำ� งานวนุ่ วาย
ก็จะลดลง นั่นคอื ธรรมของพระพุทธเจ้า คือสมาธธิ รรม พอถอนขึน้ มา
อยู่ในขณิกะ แลว้ มนั กจ็ ะติดขึ้นๆ ลงๆ ชอบเสพสงิ่ เหล่านน้ั เสพจนติด
แตถ่ า้ ผมู้ นี สิ ยั พระพทุ ธเจา้ สอนไวแ้ ลว้ เรอื่ งทกุ ข์ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ เหตใุ ห้
เกดิ ทกุ ขก์ เ็ พราะเราไปตดิ อยใู่ นความสงบ มนั กท็ กุ ขน์ ะสิ แลว้ ทางดบั ทกุ ข์
พระองค์ก็บอกไว้ ถ้าพูดถึงสมาธิก็เหมือนขาซ้าย ถ้าพูดถึงปัญญาก็
เหมอื นขาขวา พอถอนออกมากก็ า้ วเดินทางดา้ นปญั ญาพิจารณาเรอ่ื ง
สมบตั ขิ องตวั เองวา่ ใครไปตดิ ใคร เรอื นชานบา้ นชอ่ งทเี่ ราอยอู่ าศยั รถรา
ทั้งหมดน้ันมันคิดถึงเราไหม เราเป็นคนซ้ือมันมาผูกตัวเอง ซ้ือมาแล้ว
ก็เป็นของเรา แล้วก็คิดถึงบ้านห่วงบ้าน แต่เวลาสุดท้ายบ้ันปลายของ
ชีวิตกเ็ อาไปดว้ ยไม่ได้ ทง้ิ ไวอ้ ยา่ งน้ันแหละ ใหใ้ จมนั รู้เห็นตามอย่างน้นั
จริงๆ จงั ๆ มันกจ็ ะวางได้ หนีมาอยู่วัดได้ ใหท้ านท้ังหมดก็ไม่เสียดาย
เพราะเหน็ ทง้ั หมดเปน็ ภาระทงั้ หมด สง่ิ ทไี่ ดม้ าทงั้ หมดเปน็ ภาระ จะเปน็
ปัจจยั ส่ี สงบจวี รอะไรทั้งหมด เป็นภาระทง้ั น้นั เลย แค่มสี ามผนื ห่มกาย
พอปิดบงั เยน็ รอ้ นออ่ นแข็งก็พอแลว้ แตอ่ นุเคราะหส์ งเคราะหเ์ มือ่ ครงั้
อดีตเราก็เคยเป็นอย่างนี้ เคยอดเคยอยาก อดอยากในบุญในกุศล
เกดิ มาแตล่ ะภพแตล่ ะชาตมิ แี ตท่ กุ ข์ บางภพบางชาตเิ สอื้ ผา้ ไมม่ ี บางภพ
บางชาติอาหารไม่มี จนอดตายก็มี ก็รับไว้ ครูบาอาจารย์ท่านก็รับไว้
อนุเคราะห์ไว้ มันก็เลยมีเยอะ จริงๆ แล้วใช้ทีละผืนนั่นแหละ ไอ้เรา
ธรรมะจากใจ 85
ทกุ คนกเ็ หมอื นกนั นนั่ แหละ ใสม่ าคนละผนื เทา่ นน่ั แหละ ไมไ่ ดใ้ สม่ ามาก
แต่มีเยอะนะ ความอยากให้มีตามสังคมเขา สังคมอย่างนี้ต้องแต่งชุด
อยา่ งน้ี เขา้ สงั คมอยา่ งนต้ี อ้ งแตง่ ชดุ อยา่ งน้ี อนโุ ลมตามสงั คม มไี มเ่ ปน็ ไร
แตอ่ ยา่ ใหต้ ดิ ใหเ้ ขา้ ใจในการมี แตอ่ ยา่ แสวงหาจนเปน็ ทกุ ข์ จนเกดิ ทกุ ข์
จะสีนี้อย่างเดียว นี่ไมใ่ ช่ สอี ะไรก็ใสไ่ ด้ อาหารกเ็ หมอื นกัน จะกนิ อันนี้
อย่างเดียว กินอะไรก็ได้ กินไปเถอะ อ่ิมแล้วท้องก็เต็มเท่านั้นแหละ
มนั ไม่มอี ะไรจะใสอ่ ีกหรอก
นั่นคอื วิธีพจิ ารณา พิจารณาธรรม คือให้ใจมันไม่เร่รอ่ นไปอยาก
อนั นนั้ ไปอยากอนั น้ีมนั จะไดต้ งั้ มน่ั อยใู่ นหลกั ของไตรลกั ษณ์ทกุ ๆศาสนา
ขึ้นตรงต่อศาสนาของพระพุทธเจ้าหมด แต่เขาไม่รู้หรอก เพราะ
ศาสนาของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ศาสนาทวี่ างอยบู่ นพน้ื ฐานของไตรลกั ษณ์
สมาธขิ น้ั ไหนๆ กช็ า่ ง จะไมเ่ ขา้ ถงึ ศาสนา ถา้ ไมม่ หี ลกั ของไตรลกั ษณ์
ทา่ นถงึ บอกวา่ สมั มาทฏิ ฐิมคี วามเหน็ ชอบขนึ้ นำ� กอ่ น ถา้ ไมม่ คี วามเหน็ ชอบ
ถ้าไมท่ �ำสมาธิ ก็เปน็ ทางท่ผี ดิ ไป สงบลงกบ็ นพน้ื ฐานของความผิด ไปรู้
อนั นนั้ ไปเห็นอันนี้ ผิดไปหมด เป็นจรงิ วา่ เห็น แตม่ ันผดิ เพราะไมม่ ี
ไตรลักษณ์ ความไม่เท่ียง จึงไม่สนใจส่ิงที่รู้ท่ีเห็นภายนอก เราสนใจ
สง่ิ ทรี่ สู้ งิ่ ทเี่ หน็ ภายใน จรงิ ไมจ่ รงิ อรยิ สจั คอื ความจรงิ ขา้ งนอกมนั จะจรงิ
อะไร เป็นภาพหลอกลวงตาลวงใจเฉยๆ อย่าไปต่ืน ปลกุ ใจใหต้ ืน่ แลว้
มนั จะไมต่ นื่ เรอ่ื งของภายนอก ไมต่ น่ื ครบู าอาจารย์ เขาจะวา่ ครบู าอาจารย์
องคน์ นั้ เทศนด์ เี ทศนย์ งั ไงกไ็ มต่ น่ื กไ็ มไ่ ป วดั นนั้ ภาวนาดกี ไ็ มไ่ ป ครบู าอาจารย์
86 รู้ เหน็ เย็น สงบ
องค์น้ันไปอยู่แล้วจิตสงบร่มเย็น ไม่ไป ความสงบร่มเย็นมันไม่ได้อยู่
ทท่ี า่ น อยกู่ บั เรา ถา้ ไปเอาชอื่ เอาเสยี ง ไปทำ� ไม ทกุ อยา่ งทงั้ หมดทงั้ มวล
ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ สอนมาอยทู่ ใี่ จหมด แลว้ กห็ า้ มปากไมใ่ หพ้ ดู มาก แตน่ สิ ยั
คนมันห้ามไม่ได้นะ ยาก แต่ถ้ามีธรรมในใจแล้ว มันจะเปลี่ยนไปอยู่
ธรรมพระพุทธเจ้าสามารถเปลี่ยนคนได้ อย่างองคุลมิ าลยงั เปลีย่ นจาก
โลกยี ชน หยาบมาก เปน็ อรยิ ชนขนั้ สดุ ยอดเลย ถา้ มธี รรมของพระพทุ ธเจา้
นจ่ี ะเปลยี่ น ใจเรากจ็ ะเปลย่ี น กายเรากจ็ ะเปลย่ี น ความรอ้ นระอกุ จ็ ะเปลยี่ น
คดิ ลดลง ถา้ มธี รรมในใจ คนพดู มากกพ็ ดู นอ้ ยๆ อนั ไหนไมจ่ ำ� เปน็ กไ็ มพ่ ดู
หรือจ�ำเป็นอยู่บางครั้งก็ไม่พูด เบื่อ ไม่รู้จะพูดท�ำไม เหน่ือย จริงๆ
กไ็ มเ่ หนอื่ ยถงึ กบั จะตายหรอก แตม่ นั ไมพ่ ดู มนั หนกั ปาก เพราะอยภู่ ายใน
มนั สบายกวา่ รอู้ ยภู่ ายในมนั สบายกวา่ ไมต่ อ้ งวนุ่ วายกบั โลกภายนอก
อยไู่ หน อยกู่ บั เราทกุ คน นน่ั แหละ ถา้ ธรรมเมา กใ็ ชแ่ หละ เอาทงั้ วนั ทง้ั คนื
กไ็ ด้ ถา้ ธรรมเมา ถ้าธัมโมน่ี มีกรอบมีเขต มีประมาณ
คิดถึงพระอสั สชิ ท�ำไมนะ กม็ ีช่ือเสียงอยู่แค่น้นั นะ ไม่มีอะไรมาก
แต่ก็มีหลายนิสัย ท่านบางองค์ก็เป็นนักเทศน์ ท่านบางองค์ก็ไม่ใช่
นักเทศน์ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านไม่เทศน์นะ ท่านไม่พูด ถ้าไป
ถามธรรมะ ท่านพูดให้ฟังจดหมดไส้หมดพุงเลย ถ้าถามนะ แต่ถ้าให้
ท่านไปเทศน์ขึ้นธรรมาสน์ ท่านไม่เทศน์ ท่านไม่มีความสามารถที่จะ
แสดงออก ไอ้ภายในที่เป็นอยู่เอามาส่ือกับภายนอกให้คนเข้าใจได้
เพราะว่าอนั น้นั คือความละเอียด อนั นคี้ วามหยาบ ทา่ นก็เลยส่ือไม่ได้
ธรรมะจากใจ 87
ท่านก็เลยอยู่เฉยๆ อย่างน้ันก็มี ท่านไม่พูดด้วยปากอะไร จะว่าท่าน
ไม่มีธรรมในใจไมใ่ ชน่ ะ
ดังนั้นจึงท�ำเอา มรรคทั้งหมดทั้งมวลที่พระพุทธเจ้าสอน ทุกๆ
พระองคน์ ะ จะมาอกี กพ่ี ระองค์ ลา้ นๆ พระองค์ กจ็ ะมาสอนอนั เดยี วกนั
นี่แหละ ไม่ผดิ เพ้ียนนดิ เดยี วกไ็ ม่มี สอนเหมอื นกันหมด ผ้รู ู้ปัจจบุ นั กบั
ผู้รู้ในอดีตก็เหมือนกันหมด แล้วเราจะรออยู่ท�ำไม อย่างน้อยๆ ก็ให้
รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้ได้ ที่หลวงพ่อทูลท่านบอกว่ามันหัวเลี้ยว
หวั ตอ่ เวลาจติ จะออกจากร่าง จะไปไหนกต็ อนน้ันแหละ ท่านถึงใหม้ ี
สมาธิ มีทาน มีคุณงามความดี เมอื่ มีความดมี ากๆ มันก็หนกั ความดี
จิตใจมันหนักแน่นอยู่กับความดี กับศีลกับธรรม ก็ไปทางนั้นแหละ
ไมอ่ ยทู่ อ่ี นื่ อยทู่ พี่ วกเราทกุ คน ไหวพ้ ระสวดมนตท์ กุ วนั อยา่ ไปเอาใจใส่
มากเกินไปกับโทรทัศน์กับละครอะไร ถ้าเราจะรักษาตัวเองนะ เราจะ
ตั้งสัจจะกับตัวเองว่า เราจะไหว้พระทุกวัน พระพุทธเจ้าสร้างบารมี
ที่ว่ามา หนักไหม เราจะก้มลงกราบสามครั้งว่า “อะระหัง สัมมา...
สวากขาโต... สุปฏิปันโน...” ก่อนนอนนี่มันยากนักหรอ ด่าตัวเอง
ว่าสอนตัวเอง อย่าให้คนอื่นสอนมันเคือง ไม่ชอบ ส่วนมากจะเป็น
อย่างนั้นนะ ไม่ชอบให้สอน มันเคือง ให้ตั้งสัจจะกับตัวเองว่า เราจะ
ไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน เพราะพระองค์สร้างบารมีมายาวไกลมาก
ล�ำบากมาก เราไมล่ ำ� บากหรอก ท่นี อนกด็ ี มที ี่กันฝนดว้ ย เปน็ หอ้ งแอร์
ดว้ ย กว็ า่ “อะระหัง สัมมา... สวากขาโต... สุปฏิปันโน...” ไมเ่ สียมาก
88 รู้ เห็น เยน็ สงบ
มีแต่ได้กับได้ ได้เป็นมนุษย์แล้ว อย่าท�ำให้ความเป็นมนุษย์หลุดมือ
จับไว้ให้ดีๆ ท่านจึงให้มีสมาธิ เพราะความไม่ประมาท ขอให้มีทาน
เกิดภพชาติยังไม่ส้ินไป ให้มาเกิดใหม่ก็เป็นมนุษย์มีพร้อมทุกอย่าง
มมี ากเทา่ ไหรม่ นั ก็ไม่ตดิ หรอก อย่าประมาท ให้ท�ำไว้ ตัง้ ใจวา่ ทกุ วันๆ
เราจะใส่บาตร ทกุ วันๆ เราจะไหวพ้ ระสวดมนต์ เราจะใส่บาตรทกุ วัน
สิ้นชาติขาดภพไปเป็นมนุษย์ อย่างต�่ำเราจะไม่ให้สูญหายจากมนุษย์
จากน้ันก็ให้สูงกว่านั้น มาเป็นมนุษย์ก็พร้อมทุกอย่าง ไม่อดไม่อยาก
นั่นคอื ทาน ถ้ามันมีบารมีพอจรงิ เกง่ จรงิ มนั ไปตั้งแตพ่ ระพทุ ธเจ้าสอน
ประกาศศาสนากีพ่ ระองค์แลว้
ฉะนน้ั ถา้ ใครไมท่ าน ไม่รกั ษาศลี เปน็ ผปู้ ระมาทอยู่ จะเอาสนั้ ๆ
จะเอารกั ษาสตภิ าวนาไปเลย มนั ไมไ่ ปนะซิ นง่ั นิดๆ หน่อยๆ ก็ปล่อย
ก็วางแล้ว ปล่อยท้ิงวางทิ้งว่างั้นเถอะ พระพุทธเจ้ากับพระสาวกท่าน
ปล่อยวางด้วยเหตแุ ละผลตามเป็นจรงิ ทา่ นดจู นเหน็ จริงๆ ถึงไดน้ ำ� มา
พจิ ารณา ทห่ี ลวงพอ่ ทลู ทา่ นวา่ ทา่ นกำ� หนดดหู วั แมม่ อื จนเหน็ หวั แมม่ อื
ไม่ใช่เห็นตามสัญญาอารมณ์นะ จิตมันสงบก็เห็น เห็นแล้วจึงน�ำมา
พจิ ารณา นี่ขั้นละเอยี ด จติ มนั ถึงจะปล่อยร่างกาย นี่ยากไหม ถา้ ยาก
ท่านก็ไม่สอนหรอก ท�ำได้ทุกคนนั่นแหละ ก็บอกแล้วคนที่นั่งอยู่ที่นี่
มปี ัญญาทกุ คนนน่ั แหละ มีเยอะดว้ ย แตท่ ำ� น้อยเกินไป พระพทุ ธเจา้ ก็
บอกไวอ้ ยนู่ ะวา่ ทำ� ใหม้ าก เจรญิ ใหม้ าก แตเ่ ราไมท่ ำ� ใหม้ าก ฟงั ทกุ วนั ๆ
หลวงพ่อทูลท่านบอกว่าท่านไม่ชอบฟังเทศน์ ถ้าฟังแล้วเป็นสัญญา
ธรรมะจากใจ 89
อารมณ์ แต่เราฟังไว้ก็ดี เพ่ือจะน�ำไปปฏิบัติ ท่านเทศน์เก่งมากนะ
แล้วก็เลยติดในเทศน์ของท่าน เทศน์ขององค์อื่นฟังไม่ได้ ฟังไม่ติด
เทศน์ไปอย่างนั้น พ้ืนๆ เทศน์ไม่ติด ขั้นอสุภะ อสุภัง (ขั้นวางโลก)
อรหนั ตผลโน่น แตไ่ ปทำ� นท่ี �ำไม่ได้ เอาข้นั ทาน ศลี ภาวนา เอาขน้ั นพ้ี อ
ก็ไม่ขาดทุน แคร่ ักษาศลี ใหท้ าน ทุกวนั น้ี ถ้าท�ำไดน้ ะ ไม่อดไม่อยาก
ท�ำใจใหง้ ามๆ ไม่ไปนรก ไมเ่ ปน็ สตั ว์เดรัจฉาน ถา้ ใจไมง่ าม ถา้ ใจขโ้ี กรธ
ถ้าใจโลภๆ ถ้าใจหลงๆ พอไปก็อยู่ที่น่ันแหละ มันหลงมันก็เลยไป
เพราะเวลาจะตายมันก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าเราไหว้พระสวดมนต์
ไว้นะ ตอนเราจะตาย มันก็จะเป็นเสียงไหว้พระสวดมนต์นั่นแหละ
เป็นเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขาสวด เราก็ไปอยู่กับเขาน่ันแหละ หมู่เดียว
กับเรา ท่านถึงสอนให้สวดมนต์ไหว้พระ พระพุทธเจ้าสอน ให้ถือ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ สรณะ พระพทุ ธเจา้ สอนใหส้ วดมนตไ์ หวพ้ ระ ดนั ไมส่ วด
พระพทุ ธเจา้ พดู นะ แถมเมาอกี ตา่ งหาก สงกรานตแ์ ตล่ ะปมี แี ตช่ าวพทุ ธ
แหละเมา ไหวพ้ ระสวดมนต์ ทอ่ งบน่ สาธยาย กไ็ มน่ านนะ ๓๐-๔๐ นาที
เทา่ นนั้ เองทจ่ี ะไหวพ้ ระสวดมนต์ แตเ่ วลาเลน่ มากกวา่ นนั้ เลน่ ได้ แตเ่ วลา
ใหไ้ หวพ้ ระสวดมนตน์ ไ่ี มไ่ ด้ เพราะกเิ ลสไมใ่ หท้ ำ� มนั กลวั จะไปทสี่ งู แตถ่ า้
ทำ� อย่อู ย่างน้ที ุกวันๆ ไดม้ นุษย์สมบัติ ถ้ารกั ษาไว้ไดด้ ๆี นะ ถา้ ภาวนา
เก่งๆ กไ็ ดส้ วรรค์สมบตั ิ ได้อริยผล ไม่ต้องใหใ้ ครพยากรณ์ ไม่ต้องสอบ
อารมณห์ รอก ผ้ปู ฏบิ ัตเิ องยอ่ มร้เู องเห็นเอง แลว้ จะใหเ้ ขาสอบอารมณ์
ทำ� ไม นนั่ มนั คนหลง ผสู้ อบกห็ ลง ผไู้ ปใหส้ อบกห็ ลง กน็ ำ้� ในแกว้ มนั เตม็
ไม่เต็ม เราก็ไม่ใช่คนตาบอด เราจะไปถามเขาท�ำไมว่าเราเต็มหรือยัง
90 รู้ เหน็ เย็น สงบ
มีนอ้ ยมมี าก พระพทุ ธเจา้ กบ็ อกวา่ รู้เองเห็นเอง เขา้ ใจเอง อยา่ ไปเอา
คัมภีร์ต�ำรามาถามกัน มันไม่จบไม่สิ้น นั่นแผนท่ี คัมภีร์ต�ำราทั้งหมด
มนั ออกไปจากใจ ตอนแรกๆ คมั ภรี ท์ างพทุ ธศาสนาไมม่ นี ะ พระพทุ ธเจา้
ตรัสรู้ก่อน ตรัสรู้แล้วก็มาสอนๆๆ ก็เกิดเป็นคัมภีร์ข้ึนมา เป็นต�ำรับ
ต�ำราขึ้นมา ก็ไปเรียนตำ� รบั ต�ำราจนหลงตัวเอง เรียนตัวหนงั สอื ตัวเอง
คือกายใหญ่น่ีไม่เรียน เรียนกายเรียนใจนี่ไม่เรียน ไม่ได้ศึกษา ศึกษา
ธรรมะ ศึกษาพระพุทธศาสนา ก็ศึกษากาย ศึกษากายวาจาใจนี่แหละ
ท่ไี หลออกไปเป็นกระดาษกไ็ ปจากตรงนีแ้ หละ พอไหลไปเปน็ กระดาษ
ก็อยากนะสิ ตัวเองฉลาด ตัวเองรู้ ก็ดีอยู่ เรียนรู้ไว้นะ ก็เอาไปเขียน
เขียนก็เขียนจนตัวเองหลงเหมือนกัน ถ้าผู้รู้แล้วท่านจะไม่หลง เพราะ
ทงั้ หมดนน้ั เปน็ สกั แตว่ า่ โลกมนั ยอ่ มหลงเปน็ ธรรมดา แตใ่ จทา่ นไมไ่ ดห้ ลง
เรือ่ งของขนั ธก์ เ็ ปน็ เรอื่ งธรรมดาของโลกทัว่ ไป
ฉะนนั้ ใหไ้ ปทำ� เอา ฟงั มาเยอะนน่ั แหละ กคี่ นื แลว้ น่ี เกอื บจะเจด็ คนื
พรุ่งน้ีก็วันสุดท้ายแล้วนิ ฟังวันละกัณฑ์สองกัณฑ์ ตามสถานีวิทยุ
ตามสถานท่ีต่างๆ มีแต่พูดธรรมะ บางสถานีพูดท้ังวันทั้งคืน พูดอยู่
อย่างน้ัน พูดอยู่อย่างนั้นแหละ คนเปิดก็เปิดอยู่อย่างน้ัน เปิดฟังแต่
ไมเ่ คารพธรรม พระพุทธเจ้าตรสั รู้มา แล้วมาส่งั สอนกนั แล้วไม่เคารพ
เปิดยืนฟัง เดินฟัง นั่งฟัง เข้าใจอยู่ แต่จริงๆ จะให้เคารพธรรมะ
พระพทุ ธเจา้ ก็ต้องนงั่ ฟงั สิ น่งั ทัง้ วันทง้ั คืนก็ได้ นี่เปดิ ไว้อยา่ งนั้นแหละ
ไปทำ� เอา มอี ยทู่ ่วั ไป ธรรมะของพระพทุ ธเจ้า แต่ให้มันเบ่งบานอยทู่ ี่ใจ
ธรรมะจากใจ 91
อยู่ที่กาย อยู่ทว่ี าจา ถา้ หากวาจาของใครเปน็ ศลี เป็นธรรม มันชมุ่ เยน็
พูดก็เพราะ ไม่แสลงหู กายดูก็งามตา จะแต่งชุดขาวไม่ขาวไม่เกี่ยว
อันน้นั เป็นเพียงเปลอื กนอกเฉยๆ ชดุ ด�ำกง็ าม การแสดงออกทางกาย
ก็งาม ทางวาจาก็ไม่เป็นโทษไม่เป็นภัยกับใคร นี่ผู้มีศีลธรรมในใจ
ฉะนัน้ อย่าแต่งตวั หลอกตวั เอง ถงึ เวลากแ็ ต่งชุดขาวมา ใหม้ นั ขาว
ขา้ งในดว้ ย เราจะไมก่ ระทบกระเทอื นใจใครอะไรทงั้ นนั้ ทางวาจาเราจะ
แสดงออก จะพดู จากบั ใครกจ็ ะไมใ่ หเ้ ขาเปน็ ทกุ ข์ พระพทุ ธเจา้ สอนไมไ่ ด้
บอกว่าทุกขค์ วรสร้างขึ้น ไม่ได้วา่ อย่างนน้ั นะ ทกุ ขค์ วรกำ� หนดรู้ เราจะ
ไมท่ ำ� ใหใ้ ครเปน็ ทุกข์จากการแสดงออกทางกายก็ดี ทางวาจากด็ ี แม้ใจ
ด�ำริขนึ้ มา ก็จะไม่ด�ำรใิ ห้ใครเดือดรอ้ นเปน็ ทุกข์ดว้ ย ความสขุ ก็เกดิ ข้ึน
แกเ่ รา ไมใ่ ชเ่ กดิ ขนึ้ แกผ่ อู้ นื่ ถา้ เราไปดา่ เขา คนทที่ กุ ขก์ อ่ นกค็ อื เรานน่ั แหละ
การรกั ษาศลี กร็ กั ษาปากนนั่ แหละ รกั ษาตานนั่ แหละ ไมใ่ หไ้ ปทำ� ตาขวาง
ใสเ่ ขา ความอิจฉาในใจมันมกั จะเป็นนะ คลังแสงคลงั อาวุธใหญ่อย่ทู ่ใี จ
มันยิงออกไปทางตาบ้าง หลงกันรกั กันชอบกนั ก็ตานแี่ หละ พอเวลาชงั
มากต็ านแ่ี หละยงิ ใส่ หงายหลงั ไปเลย จมกู กเ็ หมอื นกนั ทงั้ หมดเปน็ ทาง
ไหลเข้าแห่งความหลง แต่เราจะพัฒนาท�ำความหลงให้เป็นความรู้
เหมือนเขาท�ำแร่ให้เป็นทองค�ำ ก็แร่ดีๆ น่ีแหละ มันมีเช้ือทองค�ำอยู่
เอาไปถลุงมันก็เปน็ ทองค�ำได้ มีราคา สิง่ ทีไ่ หลเขา้ มาคือกเิ ลสตณั หา
มานะทิฏฐิ มันไหลเข้ามา เราก็เอาส่ิงเหล่าน้ันแหละมาวิเคราะห์
มาวจิ ยั ใหม้ นั เปน็ ความรู้ เพราะความรจู้ ะเกดิ ขน้ึ จากความหลงนน่ั แหละ
ในขณะที่หลงมันไม่รู้ ว่าเราหลงป่า จะรู้ทางออกจากป่าก็เพราะเรา
92 รู้ เห็น เยน็ สงบ
นน่ั แหละ ความรจู้ ะเกิดขนึ้ จากความหลง ในขณะท่ีหลงยงั ไงก็ไม่รู้ ร้แู ต่
วา่ หลง จะหาทางออกยงั ไง พระพุทธเจา้ กบ็ อกไว้แลว้ ทางออก มรรคมี
องคแ์ ปด เป้อื นอยกู่ บั กายเรานี่แหละ อยกู่ บั วาจาเรานแ่ี หละ ไม่ไดไ้ ป
เปื้อนท่ีอื่นนะ ถ้าจะซักฟอกก็ซักฟอกที่กายวาจาของเรา ที่ใจของเรา
นแ่ี หละ มรรคแปด สมั มาทฏิ ฐิ เหน็ ชอบ เหน็ ยงั ไง ใครเขากช็ อบความสขุ
ไมไ่ ดช้ อบทกุ ข์ ถา้ เราไปวา่ ใหเ้ ขา ไปดา่ ใหเ้ ขา ไปบน่ ใหเ้ ขา เขากเ็ ปน็ ทกุ ข์
เพราะปากเราอีก ถ้าเหน็ ชอบกเ็ ราจะใหแ้ ต่ส่ิงท่ดี ๆี งามๆ วาจาก็จะให้
ความงามกบั เขา คอื พดู เพราะ
นี่พูดให้ฟัง ไม่ได้สอนนะ พูดให้ฟัง เพราะทุกคนรู้หมดแล้วนิ
แล้วจะน�ำไปปฏิบัติหรือไม่น�ำไปปฏิบัติ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้ารัก
ตวั เองสงวนตวั เอง กน็ ำ� ไปปฏบิ ตั ิ ถา้ ไมร่ กั ตวั เองไมส่ งวนตวั เอง กป็ ลอ่ ย
ตัวเอง ท้ิงๆ ขวา้ งๆ ก็เปน็ เรอื่ งของตวั นา่ ท�ำเอาอยนู่ ะ เกดิ เปน็ มนุษย์
ไม่ร้วู า่ จะตายเวลาไหน แตพ่ ูดง่ายๆ คอื ตายนนั่ แหละ ก่อนจะตายกใ็ ห้
สัง่ สมคุณงามความดีให้มากๆ ปรารถนาเอามากๆ บญุ กศุ ล รกั ษาศลี
ภาวนา ฟังธรรม จำ� ศลี วนั นี้ เวลาน้ี คืนนี้ เราจะขอทุ่มเอา ทุ่มเทเอา
เพอ่ื ธรรมสมบตั ิ อันนี้ไม่สญู หายไปไหน แตถ่ า้ ปรารถนาเอาวัตถุสมบตั ิ
ได้ไหม ได้ ได้เยอะด้วย แต่มันก็ทุกข์ ทิ้งมัน จะทุกข์ก็ดีกว่าไม่มีนะ
เกิดมาชาติไหนก็ทุกข์ยากล�ำบาก จะกินก็อดๆ เขากินอะไรอิ่มหมี
พมี นั ทอ้ ง แตเ่ ราอดๆ อยากๆ ไมพ่ ออยากพอกนิ ตอ้ งหาอนั นน้ั ไปแลก
หาอนั นไ้ี ปแลก สงสารตวั เองไหมนะ เขาเกดิ มามพี รอ้ มทกุ อยา่ ง แตเ่ รา
ธรรมะจากใจ 93
เกิดมาอดๆ อยากๆ มันก็น่าสงสารตัวเองอยู่นะ เม่ือสงสารตัวเอง
ก็ต้องหาสมบัติให้ตัวเอง ด้วยการให้ทาน น้อยหรือมากไม่ส�ำคัญ
อยา่ ไปคดิ วา่ ตวั เองใหท้ านนดิ ๆ หนอ่ ยๆ อาย ไมค่ ดิ วา่ มผี ล มผี ลมาก
มนี างผหู้ ญงิ คนหนงึ่ ใหท้ านขา้ วเหนยี วปง้ิ กบั พระศาสดานี้ ไดส้ ำ� เรจ็
ธรรมเปน็ พระโสดาบนั เลยใหท้ านแคน่ น้ั แหละทานมผี ลมากอยา่ พากนั
ดูถูก อย่าพากันมองข้าม อยากให้ลูก สอนลูกเราท�ำด้วย มันหมด
ไม่เท่าไหร่หรอก หลวงพ่อทูลท่านว่า ท่านพูดเร่ืองทานไม่ค่อยเก่ง
พดู ไปแลว้ มนั เหนยี มๆ อยู่ เหมอื นกบั นอ้ มลาภเขา้ หาตวั นก่ี พ็ ดู ไมเ่ ปน็
แต่สงสารมนั ถึงบอก ให้ร้จู ักใสบ่ าตร ทา่ นจะฉันไมฉ่ ัน โอ้ย ท่านมีฉนั
อย่หู รอก คนน้ันก็ใส่ คนนู้นกใ็ ส่ นัน่ มันเรอ่ื งของเขา ของเรายงั ไม่ไดใ้ ส่
ใสจ่ นเปน็ นสิ ยั การสละออกคอื การใหท้ าน แล้วจะทานข้าวกับอะไรละ่
ตอ้ งใหก้ บั ขา้ วดว้ ย ใหเ้ รานน่ั แหละ ไมใ่ ชใ่ หพ้ ระนะ พระเอารปู นามจรงิ ๆ
คอื บุญน่ะเราได้ เกิดมาภพใหมช่ าตใิ หมม่ พี ร้อมทุกอยา่ ง ก่อนจะตายก็
ยงั ไดก้ ล่นิ เลย ทงั้ ได้เห็นได้กล่ินอาหารทต่ี วั เองทำ� ไว้ ถ้าไปทำ� สิ่งทไ่ี มด่ ี
ไวก้ เ็ หมน็ นะสิ ก่อนจะตายเหมน๊ เหมน็ เคยเหน็ นะ ตอนอยทู่ างเหนอื
จะเอาชอื่ มาพดู กเ็ หมอื นประจานกนั เหน็ นกกระจาบมนั ลงมากนิ ขา้ วเขา
ข้าวเบา ภาษาอีสานว่าข้าวดอ ภาษากลางว่าข้าวเบา ออกพรรษากม็ ี
รวงแลว้ เกบ็ เกยี่ วแลว้ มนั ลงมากนิ ขา้ วเบาเขา เขากเ็ ลยเอาตาขา่ ยไปดกั
เอามาฆ่า มาขาย พอเวลาจะตาย กินข้าวอยู่ ทานอาหารอยู่ที่บ้าน
ไม่ได้ เสียงนกร้องหูจะแตก ไปอยู่ในครัวก็กินไม่ได้ มีแต่เสียงดังอยู่
อยา่ งนัน้ เลยเอาส�ำลมี าปิดหูไว้ ทำ� ยงั ไงกไ็ ด้อยา่ งนนั้ แหละ เพราะว่า
94 รู้ เหน็ เยน็ สงบ
ไม่ได้ภาวนา ถ้าภาวนาก็เหมือนพระองคุลิมาลนั่นแหละ ท�ำได้
แตไ่ ดไ้ หม ไมไ่ ด้ เพราะหมดทจ่ี ะตามแลว้ ทำ� ไมเ่ อา ไดไ้ หม ได้ มนั ทำ� มา
รอ้ ยไร่ จะเอาทง้ั รอ้ ยไรก่ ท็ กุ ขอ์ ยนู่ น่ั ใหเ้ ขาเกย่ี วไปเลยแปดสบิ ไร่ เราเอา
แคย่ ี่สบิ ไร่ ก็พอกินขา้ วอยู่ ท�ำแต่ไมเ่ อา จะเอาแคน่ ี้ ให้เขาไป เขากแ็ บง่
ใหเ้ รากนิ เองหรอก ทำ� แตไ่ มเ่ อา ทำ� บญุ กเ็ หมอื นกนั ทำ� บาปกเ็ หมอื นกนั
ทำ� แลว้ กแ็ ลว้ ไป ทท่ี ำ� ไปแลว้ กแ็ ลว้ ไป อยา่ เอาขนึ้ มา อยา่ ไปขดุ คน้ ขน้ึ มา
ตน้ ไมท้ ต่ี ดั ไปแลว้ มนั เกดิ อกี ไหม เกดิ แตอ่ ยา่ ไปรดนำ�้ ใหม้ นั ขนึ้ มา ตน้ ไม้
มพี ษิ นะ มนั จะเกดิ กเ็ รอื่ งของมนั อยา่ ไปรดนำ้� พรวนดนิ ใหม้ นั เพราะมนั
เป็นพิษ สิง่ ทที่ �ำมาแลว้ กเ็ หมอื นกนั ทีม่ ันไมด่ ีไม่งาม อยา่ ไปลากคอมัน
ขึ้นมา เหยียบไว้ตรงนั้นแหละ ถ้ามันยังถอนรากถอนโคนไม่ได้ แล้วก็
อย่าไปปลูกอีก
ท�ำเอา ไม่ได้อยู่ใกล้อยู่ไกล ไม่ต้องไปฟังท่ีอื่นท่ีไหน เสียงธรรม
จรงิ ๆ จงั ๆ อยทู่ ใ่ี จเรานะ อาศยั ฟงั ตอนนอี้ าศยั หฟู งั ฟงั ไหวพรบิ ปฏภิ าณ
ของครบู าอาจารยแ์ ตล่ ะองคๆ์ ฟงั วา่ ทา่ นจะพดู เรอ่ื งอะไรบา้ ง พดู ใหเ้ รา
ฟังแล้วเราเกิดความสบประมาท หรือว่าเกิดความโง่ หรือว่าเกิด
ความฉลาด จริงๆ แล้วอยู่ท่ีใจเราทุกคนนั่นแหละ ส่ิงที่ท่านพูดมา
ทั้งหมดท้ังมวลนี้ เราจะรู้ว้า อ๋อ บุญเป็นอย่างน้ี บาปเป็นอย่างน้ี
อยู่ที่น่ันหมด แต่จะไม่เอานะ ตรงนั้น จะเอาพระนิพพานอย่างเดียว
จะเอาจิตสงบอย่างเดียว จะเอาพระโสดาบัน ขอให้เห็นทุกอย่าง
บาปบญุ คณุ โทษอยใู่ นใจหมด จะเหน็ ไดย้ งั ไงกพ็ จิ ารณา พอคดิ อยา่ งอน่ื
ธรรมะจากใจ 95