“วดั นเ้ี ปน็ เหมอื นสถานทดี่ ดั สนั ดาน ดดั นสิ ยั ท่ี
ไม่ดีต่างๆ ของเราให้เป็นนิสัยท่ีดีได้ เพราะ
ท่วี ดั จะสอนใหเ้ ราละการกระท�ำบาป ละเสพ
อบายมขุ สอนใหเ้ รามาทำ� บญุ มาทำ� ความดี
มาชว่ ยเหลือกัน มาใหค้ วามสขุ ต่อกนั แล้วก็
สอนใหเ้ รามาหดั นงั่ สมาธิ ทำ� ใจใหส้ งบ แลว้ ก็
สอนให้เรามีปัญญากนั ”
พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
ธรรมะหนา้ กฏุ ิ เลม่ ๗
พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารยส์ ุชาติ อภชิ าโต
วดั ญาณสงั วรารามวรมหาวหิ าร จังหวัดชลบรุ ี
พิมพ์เผยแผเ่ ป็นธรรมทาน
ห้ามจ�ำหนา่ ย
พมิ พ์ครั้งที่ ๑ : ธนั วาคม ๒๕๖๓
จำ� นวน : ๑,๔๕๐ เลม่
จดั พมิ พ์โดย : คณะศิษยานศุ ิษย์
พมิ พ์ท ี่ : บรษิ ทั ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ จ�ำกัด
Tel. ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๒ Fax. ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected]
ค�ำน�ำ
ท่านอาจารย์มักสอนบรรดาศิษย์บ่อยครั้ง ให้ลอง
กกั ขงั ตวั เองไวใ้ นหอ้ งไมใ่ หอ้ อกไปไหนทง้ั วนั ทา่ นวา่ ใหต้ อ่ สู้
กบั กเิ ลสความอยากของใจ
เมอ่ื ถงึ คราวถกู กกั ลอ็ คดาวนจ์ ากโควดิ ไมส่ ามารถไป
วดั ได้ จงึ เขา้ ใจถงึ การฝกึ ฝนตนในขอ้ น้ี ภยั ของใจจากโควดิ
จึงคลายร้อนรุ่มลงได้เมื่อได้ฟังธรรมหน้ากุฏิทุกๆ ส่ีวัน
ประจักษ์ใจแล้วว่า ช่ือว่าธรรมของพระพุทธเจ้าแสดง
ณ กาลใด สถานทใ่ี ด ไมว่ า่ จะเป็นศาลาใหญ่ จลุ ศาลา หรอื
หนา้ กุฏิ “รสแหง่ ธรรมย่อมชำ� นะรสทัง้ ปวง”
คณะศษิ ยานศุ ิษย์
วัดทใ่ี จของเรา
วธิ ีการท�ำบุญต่างๆ เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลชนิดต่างๆ
ใหถ้ งึ พร้อม เราสามารถท�ำตามความเหมาะสมตามความ
พอใจของเรา เราชอบทำ� บญุ แบบไหนกท็ ำ� ไดท้ ง้ั นนั้ ผลคอื
ความสุขใจอิ่มใจเหมือนกัน ท�ำบุญกับวัดก็มีความสุขใจ
อิ่มใจ ท�ำบุญกับคนแก่คนชราเช่นบิดามารดาก็ได้ความ
สุขใจอ่ิมใจเหมือนกัน ท�ำบุญกับคนพิการก็ได้ความสุขใจ
เหมอื นกนั ทำ� บญุ กบั สตั วเ์ ดรัจฉาน เชน่ ปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลา
กไ็ ด้ความสขุ ใจ ไปไถช่ ีวติ โคชีวติ วัวก็ไดค้ วามสุขเหมอื นกัน
อนั นเ้ี ปน็ บญุ เหมอื นกนั ทงั้ นนั้ ผลคอื ความสขุ ใจนเี้ หมอื นกนั
ดังนน้ั เราสามารถเลือกได้
แตถ่ า้ เราเปน็ ชาวพทุ ธน้ี ยงั ไงๆ เรากต็ อ้ งมาทำ� บญุ ทว่ี ดั กอ่ น
เพราะวดั เปน็ เหมอื นทพี่ ง่ึ ของเราทเ่ี ราจะตอ้ งคอยสนบั สนนุ
ไมใ่ ห้เส่อื มสลายไป เพราะถา้ วัดเสอื่ มสลายไปแล้ว เรากจ็ ะ
ไมม่ ที พี่ งึ่ ไมม่ ที ไ่ี ปศกึ ษา ไมม่ ที ไี่ ปปฏบิ ตั ธิ รรมนนั่ เอง แตถ่ า้
วัดน้ีเจรญิ รุ่งเรอื งคือมีความสมบูรณ์ในทุกด้านอยู่แล้ว
เราจะแบง่ ไปท�ำบุญที่อนื่ กไ็ ด้ ไมจ่ ำ� เป็นทจี่ ะต้องทำ� กับวัด
เสมอไป นอกจากเกิดเหตุการณ์ท่ีวัดเกิดการขาดแคลน
ข้ึนมา เราก็ต้องมาดูแลวัดก่อน เพราะวัดน้ีเป็นเหมือน
5
โรงเรยี นของพวกเรา เป็นทเ่ี ราจะตอ้ งมาศกึ ษามาปฏบิ ัติ
ธรรม ถ้าไม่มีวัดแล้วเราจะไมม่ ที ไี่ ปศกึ ษาที่ไปปฏิบัตธิ รรม
เ ร า ก็ จ ะ ไ ม่ มี ธ ร ร ม เ ป็ น แ ส ง ส ว่ า ง น� ำ ท า ง ใ ห้ เ ร า ไ ด้ ไ ป สู่
พระนิพพานกันได้น่ันเอง
ดงั นนั้ การทำ� บญุ ทำ� ทานนเ้ี รากส็ ามารถเลอื กไดต้ ามความ
พอใจ พอใจแบบไหนก็ท�ำแบบนั้น แล้วก็เลือกด้วยเหตุ
ดว้ ยผล คอื ต้องท�ำเพราะว่าเปน็ สิ่งจำ� เปน็ จะตอ้ งทำ�
เช่นท�ำบุญกับพ่อแม่น้ีก็จ�ำเป็นต้องท�ำ เพราะพ่อแม่มี
พระคณุ กบั เรามาก ทา่ นเลยี้ งดเู รามาตงั้ แตเ่ ลก็ ทา่ นใหช้ วี ติ
เรามา เวลาทท่ี า่ นแกช่ รา ทา่ นดแู ลตวั ทา่ นเองไมไ่ ด้ เรากต็ อ้ ง
ดแู ลทา่ น ตอ้ งดแู ลพ่อแม่กอ่ น แม้แตว่ ดั ก็อาจจะปล่อยให้
คนอนื่ ดแู ลวดั ไปกอ่ น ถา้ เรายงั อยใู่ นชว่ งทย่ี งั ตอ้ งดแู ลพอ่ แม่
ชว่ งทเ่ี รายงั ไมส่ ามารถไปทำ� บญุ ทว่ี ดั ได้ เรากท็ ำ� บญุ กบั พอ่
กบั แมไ่ ปกอ่ น แบบนเี้ รยี กวา่ ทำ� บญุ ดว้ ยเหตดุ ว้ ยผล แลว้ ถา้
ท�ำบุญด้วยความพอใจ เรากเ็ ลือกท�ำเอา บางคนพอใจกับ
การปลอ่ ยนก ปลอ่ ยปลา กไ็ ปปลอ่ ยนก ปลอ่ ยปลา บางคน
พอใจกับการไปท�ำบุญกับโรงพยาบาล ก็ไปท�ำบุญกับ
โรงพยาบาลได้ บางคนกช็ อบไปทำ� บญุ กบั โรงเรยี น อยา่ งนี้
เรยี กว่าทำ� บุญตามความพอใจ ผลคือบญุ นเ้ี หมอื นกนั คือ
ตามจำ� นวนเงนิ ทเี่ ราเสยี สละไป เชน่ เราเสยี เงนิ ไปพนั หนง่ึ
ไปทำ� บญุ ทวี่ ดั กไ็ ดบ้ ญุ เหมอื นกบั ไปทำ� บญุ ทโ่ี รงพยาบาล
6
หรอื เหมอื นกบั ทเ่ี ราไปปลอ่ ยนก ปลอ่ ยปลา เพราะบญุ นนั้ วดั
จากการเสยี สละของเรานน่ั เอง ถา้ เสยี มากเรากไ็ ดบ้ ญุ มาก
ไดค้ วามอมิ่ ใจไดค้ วามสขุ ใจมาก ถา้ เสยี นอ้ ยเรากจ็ ะไดค้ วาม
รู้สกึ อ่มิ ใจนอ้ ยสขุ ใจนอ้ ย
ลองสงั เกตดู บางทญี าตโิ ยมทำ� บญุ พนั หนึง่ บางทที ำ� บญุ
หมนื่ หนงึ่ สงั เกตดมู นั มคี วามรู้สกึ ตา่ งกนั ไหม ถา้ ไมต่ า่ งกนั
แลว้ ไปทำ� ตา่ งกนั ทำ� ไม ถา้ ทำ� บญุ พนั หนงึ่ แลว้ ไดค้ วามรู้สกึ
ความอม่ิ ใจความสขุ ใจเทา่ กบั การทำ� บญุ หมน่ื หนงึ่ อยา่ งนน้ั
ก็ท�ำแค่พันเดียวก็พอ อันนี้พูดส�ำหรับตัวเราเอง ไม่ได้ไป
เปรยี บเทยี บกบั เงนิ ของคนอนื่ เงนิ ของคนอน่ื หมนื่ หนงึ่ กบั
เงินของเราหม่ืนหนึ่งน้ีอาจจะได้ความอิ่มใจสุขใจไม่เท่ากัน
กไ็ ด้ เพราะขน้ึ อยกู่ บั วา่ เรามมี ากมนี อ้ ย ถา้ เรามนี อ้ ย เงนิ หมนื่
น้ีอาจจะมีน�้ำหนักมากกว่าเงินหมื่นของคนที่เขามีเงินมาก
เงินหม่ืนส�ำหรับคนท่ีมีเงินแสนน้ีก็มีน�้ำหนักมากกว่าเงิน
หมนื่ สำ� หรับคนทมี่ เี งนิ ลา้ น คนทม่ี เี งนิ ลา้ นเสยี ไปหมนื่ เดยี ว
เขากร็ ูส้ กึ เฉยๆ แตค่ นทม่ี เี งนิ แสนนเี้ สยี ไปหมนื่ หนงึ่ นี้ เขากจ็ ะ
รู้สกึ วา่ เสยี มาก อนั นจ้ี งึ ไมต่ อ้ งไปกลวั วา่ เราทำ� บญุ แลว้ เงนิ
ทเี่ ราทำ� นน้ี อ้ ยกวา่ อกี คนหนง่ึ ถงึ แมจ้ ะนอ้ ยกวา่ แตน่ ำ้� หนกั
ของเงินท่ีเราท�ำน้ีอาจจะมากกว่าของคนที่ท�ำบุญด้วยเงิน
ท่มี ากกว่าเราทำ� กไ็ ด้ เชน่ ถา้ คนมเี งนิ ล้านทำ� แคห่ มนื่ เดียว
กับคนท่ีมีเงินแสนท�ำแค่หมื่นหนึ่งนี้ น้�ำหนักไหนจะมี
มากกว่ากัน ความสุขใจอิ่มใจของคนที่มีเงินแสนแล้ว
7
ท�ำบุญด้วยเงินหม่ืนน้ีจะมีความรู้สึกอ่ิมใจมากกว่าคนท่ีมี
เงนิ ลา้ นแล้วท�ำบุญแคห่ ม่นื เดียว
ดังนั้นคนจนอย่าไปกลัวว่าจะไม่ได้ท�ำมาก เราต้องมอง
ตัวเลขท่ีเรามีอยู่ เพราะตัวเลขของแต่ละคนนี้ถึงแม้จะ
เหมือนกัน แต่ความส�ำคัญมันไม่เท่ากัน น�้ำหนักมันไม่
เท่ากัน คนจนน้ีถ้าจะท�ำบุญเขาจะท�ำบุญได้มากกว่า
คนรวย เพราะท�ำน้อย ไม่ต้องใช้เงินมากก็ได้บุญเท่ากับ
คนรวย เชน่ สมมตุ วิ า่ เรามเี งนิ อยกู่ องหนง่ึ แลว้ เราจะแบง่
มาท�ำบุญสักร้อยละสบิ เชน่ เรามีอย่พู นั หนึ่ง ถ้าร้อยละสบิ
กป็ ระมาณร้อยบาท อกี คนหนึง่ อยากจะท�ำบญุ ร้อยละสบิ
แต่เขามีแสนหน่ึง เขาต้องแบ่งออกมาถึงหน่ึงหม่ืนบาท
เขาถงึ จะไดเ้ หมอื นกนั คนทท่ี ำ� บญุ พนั บาทกบั คนทที่ ำ� บญุ
หม่ืนบาทน้ีได้ความรู้สึกอิ่มใจพอใจเท่ากัน
ดั ง นั้ น อ ย่ า ไ ป คิ ด ว่ า ค น จ น นี้ จ ะ ไ ม่
สามารถท�ำบุญได้มาก เขาสามารถ
ท�ำบญุ ไดม้ าก บางคนมเี ทา่ ไรก็ทำ� ไป
หมดเลย แล้วกไ็ ปบวช อย่างนีแ้ สดง
ว่าเขาท�ำเต็มร้อยเลย มีร้อยละร้อยก็
ท�ำไปร้อยละร้อยเลย ถ้าเป็นเศรษฐี
ร้อยล้านก็ต้องสละร้อยล้านไปแล้ว
ถึงไปบวชได้
8
ดังนั้นเร่อื งของบุญนี้มันไปวัดด้วยตัวเลขโดยไปเปรยี บ
เทยี บของคนอน่ื ไมไ่ ด้ แตเ่ ปรยี บเทยี บกบั ตวั เราเองได้ ถา้ เรา
ท�ำร้อยบาทกับท�ำพันบาทนี้ ในตัวเราเองนี้ความรู้สึกจะ
มากนอ้ ยตา่ งกนั ฉะนน้ั กห็ วงั วา่ จะเขา้ ใจนะเร่อื งการทำ� บญุ
เราไม่ตอ้ งไปกงั วลถา้ เรายากจน โอ๊ย เราทำ� ไดแ้ คส่ บิ บาท
ย่ีสิบบาทเท่านั้น คนอื่นเขาท�ำทีละหมื่นสองหม่ืนก็อยาก
จะทำ� กบั เขาอย่างน้นั แต่เราไม่มกี ำ� ลังจะท�ำ แต่ความจรงิ
สบิ บาทยสี่ บิ บาทของเรานอี้ าจจะเทา่ กบั หมน่ื สองหมนื่ ของ
คนที่เขาท�ำหม่ืนสองหมื่นก็ได้
ดั ง นั้ น ข อ ใ ห้ เ ร า วั ด ท่ี ใ จ ข อ ง เ ร า
วัดท่ีความรู้สึกท่ีใจของเรา เพราะ
การเสียสละของเราน้ี ถ้าเราได้
เ สี ย ส ล ะ ม า ก ก็ จ ะ ท� ำ ใ ห้ เ ร า มี
ความสุขมาก ถ้าเสียสละน้อยก็จะ
ท�ำใหเ้ รามคี วามสขุ น้อย
9
สันทิฏฐโิ ก รเู้ หน็ ได้ดว้ ยการปฏิบัติ
พวกเราน้ียังไม่มั่นใจว่าท�ำบุญแล้วได้บุญจรงิ หรอื เปล่า
ทำ� บาปแลว้ ได้ผลบาปจรงิ หรอื เปล่า เพราะเรายังไม่รู้วธิ ดี ู
ว่าดอู ย่างไร เราไปเห็นคนท�ำบาปแล้วได้ดิบได้ดี เราก็เลย
คิดว่า เอ๊ะ น่ีมันไม่ใช่กฎแห่งกรรมแล้วน่ี กฎแห่งกรรม
บอกว่าท�ำชั่วต้องได้ช่ัว แต่ท�ำไมคนสมัยนี้ท�ำชั่วแล้วกลับ
ได้ดิบได้ดีกัน เราก็อาจจะเกิดความไม่เข้าใจขึ้นมาในกฎ
แห่งกรรมวา่ เป็นอยา่ งไรกนั แน่ ท�ำไมสมัยนค้ี นทำ� ดีมกั จะ
ไม่ไดด้ ีกัน แตท่ ำ� ไมคนทำ� ชัว่ มกั จะได้ดบิ ไดด้ กี นั อนั นีเ้ ป็น
เพราะว่าเราไปดูผลของการท�ำบุญท�ำบาป เราดูไม่ถูกท่ี
ผู้ท่จี ะรับผลบญุ ผลบาปนี้ต้องดทู ีใ่ จ อย่าไปดูท่ลี าภ ยศ
สรรเสรญิ สขุ อนั นไี้ มไ่ ดเ้ ปน็ เร่อื งเดยี วกนั คนละเร่อื งกนั
คนทเ่ี จรญิ ในลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ นเ้ี จรญิ ดว้ ยการทำ� บาป
ก็มีเยอะแยะไป ฉ้อโกงก็ร่�ำรวยได้ ไปปล้นไปจ้ีไปฆ่าคน
ก็สามารถร่�ำรวยได้ คนท่ีเป็นโจรเขาก็สามารถปล้นจี้เอา
ทรัพย์สมบัติของผู้อ่ืนมาเป็นสมบัติของตนได้ อันนี้ไม่ได้
เปน็ ผลทก่ี ฎแหง่ กรรมพดู ถงึ ผลทก่ี ฎแหง่ กรรมพดู ถงึ นค้ี อื
จติ ใจ ใจเปน็ ผกู้ ระทำ� บญุ เปน็ ผกู้ ระทำ� บาป และใจนแี้ หละ
เปน็ ผรู้ บั ผลบญุ ผลบาป ไมใ่ ชร่ า่ งกาย และผลบญุ ผลบาป
10
กไ็ มใ่ ชล่ าภ ยศ สรรเสรญิ สขุ แตเ่ ปน็ ความเจรญิ ของจติ ใจ
หรอื ความเสือ่ มของจติ ใจ
ความเส่ือมของจิตใจและความเจรญิ ของจิตใจ เราก็แบ่ง
เปน็ ภพเปน็ ชาติ เปน็ ภพเปน็ ภมู ไิ ป เชน่ การเสอื่ มของจติ ใจ
เป็นอย่างไร ตอนนี้จิตใจของเราอยู่ในระดับของมนุษย์
ถา้ เสอ่ื มกล็ งไปสรู่ ะดบั ทตี่ ำ่� กวา่ มนษุ ย์ ระดบั ทตี่ ำ่� กวา่ มนษุ ย์
คอื อะไร กค็ อื เดรจั ฉาน สตั วเ์ ดรจั ฉานทเ่ี ราเหน็ เชน่ สตั วเ์ ลย้ี ง
สนุ ขั แมว พวกนเ้ี ขาเปน็ สตั วเ์ ดรัจฉาน จติ ใจเขาตำ�่ กวา่ จติ ใจ
ของมนษุ ย์ เพราะเขาไมร่ ู้จกั ผดิ ถกู ดชี ว่ั แลว้ ความสขุ ของเขา
กน็ อ้ ยกวา่ ของมนษุ ย์ ความทกุ ขก์ ม็ ากกวา่ ของมนษุ ย์ เพราะ
เป็นการท�ำบาป ผู้ที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานก็เพราะว่าไปท�ำ
บาปนนั่ เอง คือไปฆา่ สตั ว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤตผิ ดิ ประเวณี
พดู ปด เป็นตน้ การกระทำ� เหลา่ นจี้ ะดงึ จติ ใจใหล้ งตำ่� อนั นี้
ไม่ต้องมีใครมาเป็นผู้ให้คุณให้โทษ แต่มันเกิดข้ึนโดย
อัตโนมตั ิ ไมเ่ หมอื นกบั รางวลั ทางโลก ทำ� ความดีเขาก็อาจ
จะเลอ่ื นขนั้ เลอื่ นตำ� แหนง่ ใหเ้ รา เพม่ิ เงนิ เดอื นใหก้ บั เรา อนั น้ี
ไมไ่ ดเ้ ปน็ ผลทใี่ นหลกั ธรรมไดพ้ ดู ถงึ เร่อื งการเจรญิ ทางลาภ
ยศ สรรเสรญิ สขุ น้ีเจรญิ ไดท้ ้ังวธิ ที �ำบุญและท�ำบาป เช่น
เดียวกับการเสือ่ มของลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ก็เสื่อมได้
จากการทำ� บญุ หรอื จากการท�ำบาป เพราะฉะน้ันเราตอ้ ง
ดใู ห้ออกว่าใครเปน็ ผู้กระทำ� บญุ กระท�ำบาป และผลบญุ
ผลบาปน้เี กดิ ทีไ่ หน มันกเ็ กดิ ขนึ้ กับผทู้ ีก่ ระท�ำ ซ่งึ ในท่นี ี้
12
คอื จิตใจน่เี อง จิตใจใช้ร่างกายเป็นเคร่อื งมอื เทา่ นัน้ เอง
แตร่ ่างกายนไ้ี มไ่ ดเ้ ปน็ ผรู้ ับผลบญุ ผลบาป แตเ่ วลาเขาจะ
ตอบแทนความดี เขาไม่รู้จะไปตอบแทนใจได้อย่างไร
เขาเลยไปตอบแทนทรี่ ่างกายแทน เชน่ เวลาเราทำ� ความดี
เขาอยากจะมอบรางวลั ใหก้ บั เรา เขาไมส่ ามารถไปมอบให้
กบั ใจของเราได้ เพราะเขาไมร่ ู้วา่ ใจของเราอยทู่ ไ่ี หน เขาคดิ
ว่าใจของเราอยู่กับร่างกาย เขาก็เลยไปมอบให้ท่ีร่างกาย
เลยชวนใหเ้ ราไปรับรางวลั ไปรับขน้ั รับตำ� แหนง่ อะไรตา่ งๆ
เป็นตน้ อนั นอ้ี าจจะทำ� ใหเ้ ราไขวเ้ ขวไดถ้ า้ เราไมร่ ู้หลกั ความ
เป็นจรงิ ของกรรม ของการกระทำ� และของการรับผลของ
การกระทำ� วา่ ใครเป็นผกู้ ระทำ� และใครเป็นผรู้ ับผลของการ
กระทำ� และผลของการกระท�ำนีเ้ ป็นอย่างไร เรากไ็ ม่รู้กนั
จรงิ ๆ แลว้ ใจนเี้ ปน็ ผกู้ ระทำ� และใจนแ่ี หละเปน็ ผทู้ จี่ ะเจรญิ
หรอื จะเสอ่ื ม ถา้ ใจทำ� บาป ใจกจ็ ะเสอื่ มจากมนษุ ยล์ งไปทนั ที
ถงึ แม้ตอนน้รี ่างกายจะเป็นมนุษย์ แต่ใจของคนบางคนที่
ท�ำบาปนี้ไม่ได้เป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว เร่มิ กลายเป็นสัตว์
เดรัจฉานบา้ งแลว้ เร่มิ เป็นเปรต เร่มิ เป็นอสรู กาย เร่มิ เป็น
นรกขนึ้ มาแลว้ ความทกุ ขท์ ม่ี ใี นระดบั ของมนษุ ยก์ จ็ ะมเี พิม่
มากขึ้น เพราะเป็นความทุกขข์ องสตั วเ์ ดรัจฉาน หรอื เป็น
ความทกุ ขข์ องเปรต ของอสรู กาย ของนรก มนั จะเขา้ มาใน
จติ ใจ ถงึ แมว้ า่ ร่างกายยงั เปน็ มนษุ ยอ์ ยู่ แตจ่ ติ ใจนไ้ี ดเ้ ปลยี่ น
ไปตามกฎแหง่ กรรมแลว้ ทำ� ดไี ดด้ ี ทำ� ชว่ั ไดช้ วั่ อนั นไ้ี มต่ อ้ ง
13
มใี ครมาเป็นผใู้ หค้ ณุ ใหโ้ ทษ มนั เป็นหลกั ธรรมชาติ เหมอื น
กบั ฝนตกแดดออก เวลาฝนตกมันก็มืดแลว้ มันก็เยน็ เวลา
แดดออกมนั กส็ วา่ ง มนั กร็ ้อนขน้ึ มา อนั นม้ี นั เปน็ ผลทเ่ี ปน็ มา
โดยธรรมชาติ บาปมันเป็นของร้อน ท�ำบาปแล้วใจร้อน
ใจทกุ ข์ บญุ เป็นของเยน็ ทำ� บญุ แลว้ ใจเยน็ ใจสขุ ใจสบาย
แล้วใจก็จะสูงข้นึ ความสุขความสบายนี้เป็นการยกระดับ
ใจให้สูงขึ้น เพราะจะเป็นความสุขของระดับของเทวดา
ท�ำบญุ แลว้ ใจกจ็ ะเยน็ จะมีความสุขมากขึ้น กจ็ ะไมเ่ รยี กวา่
ใจน้ีเป็นมนุษย์แล้ว เพราะใจมนุษย์นี้เป็นใจแบบสุขบ้าง
ไมส่ ุขบ้าง สขุ น้อยกวา่ ใจของเทวดา
ดงั นนั้ เร่อื งของกฎแหง่ กรรม เร่อื ง
ของบุญเร่อื งของบาป ถ้าปฏิบัติ
แล้วจะเห็นได้ชัดเจน เพราะการ
ปฏิบัตินี้จะสอนให้เราหันเข้ามาดู
ที่จิตใจของพวกเรา ให้ดูว่าตอนน้ี
จิ ต ใ จ ข อ ง พ ว ก เ ร า เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร
กำ� ลงั เยน็ หรอื กำ� ลังร้อน ไม่ไดเ้ ยน็
เพราะช่ือ บางคนตั้งช่ือว่าน้�ำแข็ง
แ ต่ ใ จ น้ี อ า จ จ ะ ร้ อ น เ ป็ น ไ ฟ ก็ ไ ด้
ถ้าลองไปทำ� บาปขน้ึ มา
14
น่ีคือสันทิฏฐิโก คือผู้ปฏิบัติน้ีจะสามารถพิสูจน์ธรรมที่
พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ เพราะว่าถ้าไม่ปฏิบัตินี้จะไม่
สามารถเปิดตาในไดน้ น่ั เอง คอื เปิดตาทพิ ยข์ องเรา ใจของ
เราน้ีมีตาทิพย์ ร่างกายเป็นตาเนื้อ ส่วนใจนี้มีตาทิพย์
แตต่ าทพิ ยข์ องใจตอนนถ้ี กู โมหะอวชิ ชาปดิ บงั เอาไว้ เราตอ้ ง
เอาแสงสวา่ งแห่งธรรมของพระพทุ ธเจา้ มาเปิดมนั ออกมา
เราตอ้ งศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามคำ� สงั่ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
แลว้ เรากจ็ ะไดเ้ หน็ อยา่ งชดั เจน พอมดี วงตาเหน็ ธรรมแลว้ นี้
เราจะไมส่ งสยั ในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกตอ่ ไป
เราจะไมล่ บู คลำ� ศลี อกี ตอ่ ไป เราจะไมส่ งสยั วา่ ทำ� บญุ แลว้ ไป
สวรรค์หรอื ไม่ ทำ� บาปแล้วไปนรกหรอื ไม่ ไปอบายหรอื ไม่
อนั นีจ้ ะเหน็ ชัดเพราะนรกสวรรค์น้ีคือใจนเี่ อง ใจท่เี ย็นใจท่ี
สขุ นกี้ ค็ อื สวรรค์ ใจทท่ี กุ ขใ์ จทร่ี ้อนนกี้ ค็ อื นรกคอื อบายนเี่ อง
น่ีคือสนั ทิฏฐิโก
คุณสมบัติของค�ำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เช่ือ
แบบงมงาย เชื่อแล้วไม่ต้องพิสูจน์ แต่สอนว่าเชื่อแล้ว
ตอ้ งนำ� เอาไปพสิ จู นถ์ งึ จะเหน็ ไดอ้ ยา่ งชดั เจนจนสามารถ
จะเป็นผู้ท่ีมารับรองค�ำสอนของพระพุทธเจ้าได้ว่าเป็น
สวากขาโต ภควตา ธัมโม จรงิ ๆ แล้วก็สามารถน�ำเอา
ความรู้นไ้ี ปสอนใหค้ นอนื่ ไดอ้ ยา่ งไมม่ คี วามสะทกสะทา้ น
พดู ไดอ้ ย่างเต็มปาก
15
เหมือนคนที่เอาผ้าปิดตาออกแล้ว สามารถพูดได้เลยว่า
ตรงนี้มีอะไรบ้าง มีคนกี่คน มีต้นไม้กี่ต้น มีอะไรบ้าง
เหน็ ชัดเจน พูดไดเ้ ตม็ ปาก แต่ถ้าปิดตาน้พี ูดไมไ่ ด้ เพราะ
การพดู กจ็ ะเป็นการด้นเดาไป
ค�ำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น
ความจรงิ ที่ผู้ปฏิบัติจะพิสูจน์
ได้จากการปฏิบัติ และต้อง
ปฏิบัติด้วย เพราะถ้าไม่ได้
ปฏิบัติน้ีก็จะไม่ได้เห็น และก็
จ ะ ไ ม่ ไ ด้ รั บ ผ ล ท่ี เ กิ ด จ า ก ก า ร
ได้เห็นธรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าจะ
ได้ศึกษาแต่ถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติ
ก็ ยั ง จ ะ ไ ม่ ส า ม า ร ถ รั บ ผ ล ที่
เกิดจากการปฏิบัติได้ จ�ำเป็น
จะต้องปฏิบัติ ท่านถึงเรยี กว่า
สันทิฏฐโิ ก
17
อกาลิโก
ความจริงทไ่ี มม่ ีวนั เปลี่ยนแปลง
ธรรมความจรงิ ท่ีพระพุทธเจ้าน�ำมาเผยแผ่ส่ังสอนนี้
เป็นความจรงิ ท่ีไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใด
สมัยใด สมัยก่ีแสนล้านปีมาในอดีตก็ดี หรอื กี่แสนล้านปี
ในอนาคตข้างหน้าก็ดี ค�ำสอนเหล่าน้ียังเป็นความจรงิ
เหมอื นเดมิ อยู่
เดก็ สมยั นบี้ างคนคดิ วา่ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ นล้ี า้ สมยั
ไม่ทันสมัยแล้ว เดก็ สมัยนีไ้ มส่ ามารถเข้าใจและเข้าถงึ ได้
ก็เป็นเพราะว่าเขาไม่มาศึกษานั่นเอง ไม่ใช่เป็นเพราะว่า
ธรรมะเปน็ สงิ่ ทล่ี า้ สมยั ผทู้ ล่ี า้ สมยั กค็ อื เขานนั่ แหละ ผทู้ ไี่ ม่
ศกึ ษานนั่ แหละเปน็ ผลู้ า้ สมยั เพราะความจรงิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้
ทรงสอนนเี้ ปน็ ความจรงิ เหมอื นเดมิ นรกสวรรคใ์ นยคุ นกี้ ย็ งั
มีอยู่ ทำ� บุญไปสวรรค์ ท�ำบาปไปนรกไปอบายน้ี ยังเป็น
ความจรงิ อยเู่ หมอื นเดมิ ตายแลว้ ยงั ไปเวยี นวา่ ยตายเกดิ อยู่
เหมอื นเดมิ ถา้ ไมต่ อ้ งการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ตอ้ งการบรรลุ
มรรคผลนพิ พาน กต็ อ้ งปฏบิ ตั ชิ ำ� ระจติ ใจใหส้ ะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ
พอจติ ใจสะอาดบรสิ ุทธิ์ก็ไปถงึ พระนิพพานได้
19
บางคนคิดว่ายุคสมัยนี้นิพพานหมดสมัยแล้ว
เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้น�ำพระนิพพานมาให้
กับพวกเรา พอพระพุทธเจ้าจากพวกเราไป
ทา่ นกเ็ อานพิ พานไปดว้ ย เช่นเวลาท่านดับขนั ธ์
เขากเ็ รยี กวา่ เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน คนบางคน
ก็ไปแปลว่าพระพุทธเจ้าเอานิพพานไปแล้ว
คนสมัยนี้ปฏิบัติอย่างไรก็ไปถึงนิพพานไม่ได้
เพราะพระพทุ ธเจา้ ทรงเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน
เอานิพพานไปในขณะที่ดับขันธ์แลว้ อนั น้กี ็เป็น
การแปลตามตัวอักษร ไมไ่ ดเ้ ขา้ ใจความหมาย
ที่แท้จรงิ เพราะความหมายที่แท้จรงิ ของค�ำว่า
นพิ พานนมี้ อี ยู่ ๒ ความหมายดว้ ยกนั คอื นพิ พาน
ที่ยังมีชีวติ อยู่ และนิพพานท่ีไม่มีชีวติ แล้ว
คือร่างกายน้ี
ตอนทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงตรัสรู้ในวนั เพญ็ เดอื น ๖ จติ ใจของ
พระพุทธเจ้านี้ไปถึงนิพพานแล้ว แต่ท่านยังมีชีวติ อยู่
ร่างกายของท่านยังไมต่ าย ทา่ นยังมีชีวติ อยู่ต่ออกี ๔๕ ปี
แตพ่ อท่านอายุได้ ๘๐ ปี ร่างกายของท่านกต็ ายไป อนั น้ี
เป็นนิพพานแบบไมม่ รี ่างกายเทา่ นนั้ เอง คือนพิ พานอยู่ท่ี
จิตใจ เหมือนกับสามีภรรยาเวลาอยู่ด้วยกันก็มีสมบัติใช้
ร่วมกัน พอสามีตายไปหรอื ภรรยาตายไป สมบัติก็ยังอยู่
กบั สามีหรอื อยกู่ ับภรรยาต่อไป ไม่ได้หายไปไหน ฉันใด
20
นพิ พานนกี้ ไ็ มไ่ ดห้ ายไปไหน นพิ พานนี้
เปน็ สมบตั เิ ฉพาะของพระพทุ ธเจา้ ของ
ผู้ปฏิบัติ ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมตามท่ี
พระพทุ ธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ได้ กจ็ ะได้
นิพพานกันทุกคน พระนิพพานนี้ไม่มี
วันหมด เขาเรยี กวา่ ไมม่ ี limit ไมใ่ ช่
ว่าพอมีนิพพานถึง ๕๐๐ รู ปแล้ว
หลังจากนั้นก็มีไม่ได้แล้ว มันไม่ใช่
นิ พ พ า น นี้ ไ ม่ มี ข อ บ เ ข ต ใ ค ร มี
ความสามารถที่จะศึกษาปฏิบัติถึง
พระนิพพานได้ก็จะได้พระนิพพาน
เหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในยุค
พระพุทธกาลก็ดี หรอื อยู่ในยุคสมัย
ปัจจุบันนี้ก็ดี นิพพานก็ยังเป็นสิ่งท่ี
ผู้ปฏิบัติพึงเข้าถึงได้ทุกคน แล้วก็
ไม่จ�ำกัดเพศจ�ำกัดวัยด้วย ไม่ว่าจะ
เปน็ หญงิ หรอื เปน็ ชาย เปน็ นกั บวชหรอื
เปน็ ผคู้ รองเรอื น เปน็ เดก็ หรอื เปน็ ผใู้ หญ่
สามารถที่จะเข้าถึงนิพพานน้ีได้ด้วย
กนั ทกุ คน ถา้ สามารถศกึ ษาและปฏบิ ตั ิ
ตามค�ำสอนขอพระพุทธเจ้าได้ นี่คือ
คำ� วา่ อกาลโิ ก
21
ดงั นน้ั พวกเราจะไดไ้ มต่ อ้ งมาลงั เลสงสยั วา่ เอะ๊ ชาตนิ สี้ มยั นี้
นพิ พานนห้ี ายไปหรอื ยงั และถา้ ปฏบิ ตั แิ ลว้ จะไดน้ พิ พานกนั
หรอื เปลา่ จะไดห้ ลดุ พน้ กนั หรอื เปลา่ จงึ ไมต่ อ้ งสงสยั หลดุ พน้
ด้วยกันทุกคน เพราะแม้แต่ในสมัยน้ีเราก็มีผู้ท่ีได้หลุดพ้น
ได้ถึงพระนิพพานด้วยกันเยอะแยะไป คือพระที่เรยี กว่า
พระปฏิบัติดีปฏบิ ตั ชิ อบ พระสุปฏิปันโน หลังจากทที่ า่ น
บรรลุนิพพานแล้ว หลังจากท่ีทา่ นตายไปแล้ว กระดูกของ
ทา่ นนกี้ ลายเปน็ พระธาตขุ นึ้ มากนั อนั นกี้ เ็ ปน็ เร่อื งทร่ี ับรอง
ไดว้ า่ นพิ พานไมไ่ ดส้ ญู ในยคุ นสี้ มยั นย้ี งั มผี ทู้ ส่ี ามารถบรรลุ
ถึงพระนิพพานได้ ครูบาอาจารย์ในยุคสมัยปัจจุบันน้ีก็มี
ครูบาอาจารยส์ ายหลวงปมู่ นั่ นแ่ี หละเปน็ สายทมี่ ารับรองวา่
นพิ พานนยี้ งั ไมส่ ญู หายไป เพราะกระดกู ของครูบาอาจารย์
ต่างๆ นับต้ังแต่หลวงปู่มั่นลงมา และลูกศิษย์ของท่าน
ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตาทั้งหลาย พอร่างกายท่าน
ตายไปแลว้ กระดกู ทเี่ หลอื อยนู่ บี้ างสว่ นกก็ ลายเปน็ พระธาตุ
ขึ้นมา เป็นเคร่อื งยืนยันให้เรารู้ว่าใจของท่านนั้นได้ไปถึง
พระนพิ พานแล้ว นคี่ ืออกาลโิ ก
22
สร้าง “เอหปิ สั สโิ ก”
เพ่ือน้อมใหเ้ กดิ “โอปนยโิ ก”
ค�ำสั่งค�ำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นค�ำสอนท่ีเป็นเหตุ
เป็นผล เวลาท�ำอะไรแล้วกจ็ ะไดร้ ับผลอนั นน้ั เชน่ ท�ำบาปก็
จะไดผ้ ลของบาป ทำ� บญุ กจ็ ะไดผ้ ลของบญุ ถา้ ปฏบิ ตั ธิ รรม
ชำ� ระใจใหส้ ะอาดบรสิ ทุ ธไ์ิ ดก้ จ็ ะยตุ กิ ารเวยี นวา่ ยตายเกดิ ได้
สามารถท่ีจะบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้ ไม่ต้องกลับมา
เกดิ มาแก่มาเจ็บมาตายซ�้ำแล้วซ�้ำอีกแบบไมม่ ีวันสิน้ สุดได้
ค�ำสอนของพระพุทธเจ้านี้เป็นค�ำสอน
ท่ีถูกต้องแม่นย�ำตรงตามความจรงิ
ทุกประการ เมื่อเรามีความมั่นใจแล้ว
เราก็จะได้ไม่สงสัย เราจะได้ทุ่มเท
จิตใจให้กับการปฏิบัติ การปฏิบัติท่ี
จะใหไ้ ดผ้ ลเตม็ ๑๐๐ น้ี กต็ อ้ งเกดิ จาก
การศกึ ษาและปฏบิ ตั เิ ตม็ ๑๐๐ นนั่ เอง
ในเบอ้ื งตน้ นเี้ ราอาจจะทำ� ตามกำ� ลงั ของเราไปกอ่ น ตามฐานะ
ของเราไปก่อน เพราะเรายังเป็นฆราวาสผู้ครองเรอื นอยู่
เรายังมภี ารกจิ ต่างๆ ที่เรายังตอ้ งท�ำอยู่ มีภาระกบั บคุ คล
23
ต่างๆ มีภาระกับการที่เรายังต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของ
เราอยู่ เรายงั ตอ้ งไปทำ� งานทำ� การทำ� มาหากนิ เวลาทเ่ี ราจะ
มาศกึ ษาพระธรรมคำ� สอน มาปฏบิ ตั ติ ามพระธรรมคำ� สอน
กจ็ ะมไี มม่ าก แตก่ พ็ อจะมบี า้ งถา้ เราสนใจจรงิ ๆ และถา้ อยาก
จะศึกษาอยากจะปฏิบัติจรงิ ๆ เราก็พอมีเวลาแบ่งมาได้
แต่เราอาจจะต้องแบ่งเอามาจากกิจกรรมอย่างอ่ืน เช่น
การไปดหู นงั ฟังเพลง การไปเท่ียวเตร่ การไปเล่นไปอะไร
เราอาจจะตอ้ งงดกจิ กรรมเหลา่ นล้ี งไปเพอื่ ทเ่ี ราจะไดม้ เี วลา
มาศึกษามาปฏบิ ัติ อย่างเชน่ วนั นเี้ ป็นวนั หยดุ พวกท่านก็
สามารถแบ่งเวลามาวดั เพอื่ มาศึกษามาปฏบิ ัติธรรมกันได้
แต่บางท่านที่ไม่รู้ไม่สนใจก็จะไม่มาวัดกัน ก็จะเอาเวลาไป
เทย่ี วกนั ไปหาความสขุ ทางตา หู จมกู ลน้ิ กาย แทน อนั น้ี
ก็เป็นเร่อื งของแตล่ ะคน
คนทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ ังไดร้ ู้เร่อื งราวของพระพทุ ธศาสนา กอ็ าจจะ
เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ก็อาจจะอยากที่จะศึกษา
เพมิ่ มากขน้ึ อยากจะปฏบิ ตั มิ ากขน้ึ กอ็ าจจะหนั เหจติ ใจให้
มาทางธรรมกัน แต่ส�ำหรับผู้ท่ีโชคไม่ดีหรอื ไม่มีโอกาส
คอื ไมไ่ ด้มีโอกาสไดศ้ กึ ษาพระธรรม ไมเ่ คยได้ยนิ ได้ฟังเร่อื ง
ของพระธรรมเลย ไมเ่ คยไดส้ มั ผสั กบั ผทู้ ไ่ี ดศ้ กึ ษาไดป้ ฏบิ ตั ิ
ธรรมเลย ก็จะไม่รู้ว่าเร่อื งของธรรมน้ีมีคุณค่ามีประโยชน์
อยา่ งไรตอ่ จติ ใจของตน กจ็ ะไม่ใหค้ วามสำ� คัญ ไม่สนใจท่ี
จะเขา้ หาธรรมกนั กจ็ ะไปหาความสขุ ตามทเี่ ขารู้จกั กนั เขาได้
24
ความสขุ จากการไปทอ่ งเทยี่ ว เขากจ็ ะไปทอ่ งเทยี่ วกนั เขาได้
ความสขุ จากการไปชอ้ ปป้ ิงซ้ือขา้ วซื้อของอะไรต่างๆ เขาก็
จะไปท�ำตามที่เขาชอบตามท่ีเขาได้ แต่เขาไม่รู้ว่าความสุข
ที่เขาได้จากส่ิงต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นความสุขชั่วคราว
เป็นความสุขที่สู้ความสุขท่ีได้รับจากการศึกษาจากการ
ปฏบิ ตั ธิ รรมไมไ่ ด้ แตส่ ำ� หรบั บางทา่ นทโ่ี ชคดี อาจจะมโี อกาส
ได้สัมผัสรับรู้กับเร่อื งราวของพระธรรมค�ำสอนต้ังแต่
เยาวว์ ัย เชน่ มีครอบครัวทีส่ นใจธรรมะ กจ็ ะพาลกู หลาน
เขา้ วดั ใหไ้ ดม้ าสมั ผสั ไดย้ นิ ไดฟ้ งั ธรรมกนั กจ็ ะไดล้ มิ้ รสสมั ผสั
กับเร่อื งของธรรม แล้วก็จะท�ำให้เห็นคุณค่าของธรรมะ
แลว้ กจ็ ะทำ� ให้อยากท่ีจะศึกษาไดป้ ฏิบตั เิ พิม่ มากขึ้น
เราจงึ มคี นอยู่ ๒ จำ� พวกดว้ ยกนั พวกทเ่ี ขา้ วดั กนั และพวกท่ี
ไมเ่ ขา้ วดั กนั พวกทไี่ มเ่ ขา้ วดั ตอ่ ใหช้ วนยงั ไงดงึ อยา่ งไรเขาก็
ไม่มากนั ยกเว้นในกรณีพเิ ศษ เชน่ วันส�ำคัญๆ ของชวี ติ
เชน่ วนั เกดิ นกี้ อ็ าจจะเขา้ วดั กนั สกั วนั หนง่ึ หรอื วนั ขน้ึ ปใี หม่
แตไ่ มไ่ ดเ้ ขา้ มาเพอ่ื หาธรรมกนั แตเ่ ขา้ มาเพอื่ ขอพรกนั ขอให้
ร�่ำให้รวย ให้สุขให้เจรญิ ให้มีอายุยืนยาวนานยิ่งข้ึนไป
เป็นต้น อนั นกี้ ็ไมไ่ ดเ้ ป็นการเข้าวดั ทแ่ี ท้จรงิ
การเข้าวัดที่แท้จรงิ นี้ต้องเข้ามาเพื่อท่ีจะศึกษาพระธรรม
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ แลว้ เมอ่ื ไดศ้ กึ ษาแลว้ กจ็ ะเอาไป
ปฏบิ ตั ติ อ่ และไมม่ ที ไี่ หนทจ่ี ะดตี อ่ การปฏบิ ตั เิ ทา่ กบั ทวี่ ดั
25
เพราะการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดผลข้ึนมาน้ี จ�ำเป็นท่ีจะ
ตอ้ งมที สี่ งบ ทไี่ มว่ นุ่ วาย ไมม่ เี ร่อื งราวทจ่ี ะมารบกวนจติ ใจ
นั่นเอง ตอ้ งอยหู่ ่างไกลจากเคร่อื งย่วั ยวนใจทั้งหลาย เชน่
รูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะตา่ งๆ ตอ้ งไปอยใู่ นสถานทสี่ งบ
คนเหล่านีถ้ ้าเขาไดส้ ัมผสั กบั ธรรมแลว้ เขาจะเร่มิ แสวงหา
สถานทส่ี งบเพื่อการปฏิบัตติ อ่ ไป อันนีก้ ็เป็นส่งิ ทจี่ �ำเป็นท่ี
จะต้องเกิดข้ึนก่อน จ�ำเป็นที่จะต้องมีความสนใจในธรรม
ถา้ ยงั ไมม่ คี วามสนใจ แตว่ นั นเ้ี รามโี อกาสไดย้ นิ ไดฟ้ ังธรรม
เราสามารถสร้างความสนใจให้เกดิ ขึน้ ได้ เพราะธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ นเี้ ป็น “เอหิปัสสิโก”
คำ� วา่ “เอหปิ สั สโิ ก” นแ้ี ปลวา่ เปน็ ธรรมทน่ี า่ สนใจ
ถ้าใครได้ลองศึกษาได้อ่านได้สัมผัสแม้เพียง
เล็กน้อยก็จะเร่มิ สนใจมากขึน้ จะยนิ ดีทีอ่ ยาก
จะรู้มากข้ึนไปตามล�ำดับ เพราะมีเร่อื งราวที่
น่าสนใจมาก ที่ไม่มีความรู้ต่างๆ ในโลกน้ีจะ
มาให้กับเราได้ เหมือนกับความรู้ที่เราได้จาก
การศกึ ษาพระธรรมคำ� สอน ไดเ้ รยี นรู้เร่อื งการ
เวยี นวา่ ยตายเกดิ ของเรา ไดเ้ รยี นรูเ้ รอ่ ื งภพชาติ
ของเรา ไม่มีที่ไหนสอนหรอก มหาวทิ ยาลัย
อันดับ ๑ ของโลก เขาก็ไม่มีความรู้อย่างน้ี
แต่มคี วามรู้ทางพทุ ธศาสนาน้ีเท่านัน้
26
ถา้ เราอาจจะเกดิ โชคดีวนั น้ี เปิดเฟซบุ๊คเข้ามาแลว้ ก็เหน็ มี
การถา่ ยทอดสด กส็ งสยั วา่ กำ� ลงั พดู เร่อื งอะไรอยู่ กล็ องนง่ั
ฟังไปดู ฟังไปๆ ก็อาจจะมีความสนใจเพ่มิ มากข้ึนมาก็ได้
อันนี้ก็แล้วแต่ละคนว่าโอกาสท่ีจะได้สัมผัสกับธรรมน้ี
เกิดขึน้ ได้อย่างไร
อย่างตัวเองน้ีก็โชคดีมีคนเอาหนังสือ
ธรรมะมาให้อา่ น พอได้อา่ นเล่มแรกแล้ว
มนั กต็ ิดใจ เหมือนไดอ้ า่ นนยิ าย ไดต้ อน
ท่ี ๑ แลว้ กอ็ ยากจะอา่ นตอนท่ี ๒ ตอนที่ ๓
ต่อไป อันน้ีคือธรรมะของพระพุทธเจ้า
ทา่ นบอกวา่ เปน็ “เอหปิ สั สโิ ก” เปน็ ธรรม
ท่ีน่าสนใจมาก เป็นธรรมที่จะดึงดูด
ความสนใจของผทู้ ีไ่ ด้สัมผัสรับรู้
ฉะน้ันพวกเราท่ีชอบท�ำบุญด้วยการแจกหนังสือธรรมะน้ี
ก็เป็นการท�ำบุญที่ดี เพราะจะเป็นการเผยแผ่ธรรมของ
พระพุทธเจ้าให้ออกไปไดก้ ว้างไกล ให้กับผ้ทู ี่ยงั ไมไ่ ด้สัมผัส
รับรู้ให้มีโอกาสได้สัมผัสรับรู้ เช่น ตอนนี้เราก็มีสื่อต่างๆ
ญาติโยมผู้ที่มีความปรารถนาที่จะร่วมท�ำบุญธรรมทาน
เผยแผธ่ รรมะ กเ็ สยี สละเวลาและทรัพยส์ นิ มาชว่ ยกนั เผยแผ่
บรจิ าคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ บรจิ าคเวลามาน่ังจัดต้ัง
อปุ กรณ์อะไรตา่ งๆ อยอู่ ยา่ งต่อเน่ืองทุกวนั
27
ผทู้ ไี่ มม่ โี อกาสไดเ้ ขา้ วดั แตส่ ามารถเขา้ ถงึ มอื ถอื ได้ กอ็ าจจะ
ไดส้ มั ผสั กบั ธรรมโดยทไี่ มไ่ ดต้ งั้ ใจกไ็ ด้ บางทดี เู รอ่ ื งนน้ั เรอ่ ื งน้ี
แลว้ เบอ่ื ลองเปลย่ี นชอ่ งดบู า้ ง มแี ตเ่ ร่อื งดา่ กนั ตบตกี นั
ทะเลาะกนั แกง่ แยง่ ชงิ ดกี นั ดแู ลว้ ปวดหวั ไหนลองเปลย่ี น
มาดธู รรมะหนอ่ ยซิ ลองไปเปิดเพจท่มี ธี รรมะดู พอไดด้ ูได้
ฟังแล้วก็ได้สัมผัสกับเร่อื งราวท่ีไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ก็จะท�ำให้เกิดมีความสนใจข้ึนมาได้ มันก็เหมือนกับปลา
ทต่ี ดิ เบด็ พอเบด็ เกยี่ วปากแลว้ ทนี ปี้ ลามนั กต็ ดิ ไปกบั เบด็ นนั้
ถ้าใครลองได้ศึกษาได้สัมผัสกับธรรมแล้วน้ีจะติดอกติดใจ
ถา้ เข้าใจนะ แตถ่ ้าฟังแล้วไม่เข้าใจน่กี จ็ ะไมต่ ิดอกติดใจ
สมยั นกี้ ารเผยแผธ่ รรมของผเู้ ผยแผธ่ รรมบางทา่ นกอ็ าจจะ
ไมไ่ ดท้ ำ� ใหผ้ ฟู้ งั ตดิ ใจกไ็ ด้ เพราะวา่ การแสดงธรรมนนั้ มกั จะ
ใชภ้ าษาต่างประเทศกนั แทนทจ่ี ะใช้ภาษาไทย คนไทยฟัง
ภาษาไทยกเ็ อาภาษาแขกมาสอน เร่มิ ตน้ กพ็ ดู ภาษาแขกขน้ึ
มาเลย “อเสวนา จ พาลานงั ปัณฑติ านญั จ เสวนา” คนฟัง
กห็ าวทนั ทเี ลย เอะ๊ สอนอะไรนะน่ี ฟงั ไมร่ ูเ้ รอ่ ื งแลว้ ความสนใจ
มนั กเ็ ลยหมดไปเลย อยา่ งสอนคนไทยกต็ อ้ งฟังภาษาไทยซิ
เพราะจะไดฟ้ ังรู้เร่อื ง การสอนนเี่ ราสอนเพอ่ื ใหค้ นฟังรู้เร่อื ง
เวลาเราไปโรงเรยี น เรยี นประวตั ศิ าสตร์เขาก็ใชภ้ าษาไทย
เรยี นคณติ ศาสตร์เขากใ็ ชภ้ าษาไทย นกั เรยี นถงึ เรยี นรู้เร่อื ง
แต่ถ้าลองไปสอนภาษาแขกดูซิ นักเรยี นหาวกันทุกคน
แลว้ ดไี มด่ กี ก็ ลับบา้ นดีกวา่ ฟังแลว้ ฟังไม่รู้เร่อื ง
28
นค่ี อื การยดึ รูปแบบมากเกนิ ไป ไปยดึ ภาษาบาลที ใ่ี ชใ้ นสมยั
พทุ ธกาลมาเป็นภาษาในการเผยแผธ่ รรมะสั่งสอน ซึ่งมนั
ไม่ได้เกิดประโยชน์ ประโยชน์มันต้องอยู่ท่ีการใช้ภาษาท่ี
คนฟังเขาเขา้ ใจ อนั นเี้ ป็นขอ้ บกพร่องของคณะสงฆ์ เพราะ
ท่านยังยึดรูปแบบเป็นบาลีกันอยู่ จะให้ศึกษาบาลีกัน
เปรยี ญ ๑ ถงึ เปรยี ญ ๙ นไี้ มไ่ ดเ้ รยี นคำ� สอนนะ เรยี นภาษา
บาลี เรยี นภาษาบาลีเพราะเชื่อวา่ คำ� สอนของพระพุทธเจา้
นใ้ี ชภ้ าษาบาลเี ป็นตน้ ฉบบั กเ็ ลยตอ้ งศกึ ษาภาษาบาลเี พอื่
ทจี่ ะไดอ้ า่ นคำ� สอนในภาษาบาลไี ด้ กลวั วา่ เดย๋ี วคำ� แปลทม่ี า
แปลเปน็ ภาษาไทยอาจจะแปลเพย้ี นจากภาษาบาลไี ด้ กเ็ ลย
ตอ้ งเรยี น ซงึ่ กส็ ำ� คญั เรยี นบาลไี ดส้ ำ� หรับผทู้ ต่ี อ้ งการทจี่ ะ
อนรุ ักษต์ น้ ฉบบั เดมิ ไว้ กต็ อ้ งมผี ทู้ สี่ ามารถอา่ นภาษาบาลไี ด้
แต่ส�ำหรับการเผยแผ่การเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามา
ส่ังสอนให้แก่ผู้ท่ีเขาไม่รู้น้ี เขาไม่รู้ภาษาบาลี แล้วเราเอา
ภาษาบาลีมาสอนเขาน้ี เขากจ็ ะฟังไมร่ ู้เร่อื ง
ดังน้ันจึงจ�ำเป็นท่ีจะต้องใช้ให้น้อยที่สุด ใช้ศัพท์ท่ีจ�ำเป็น
จรงิ ๆ เช่น ศพั ทบ์ างคำ� นี้มันแปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ เชน่
ค�ำวา่ “พระนิพพาน” ค�ำว่า “มรรคผล” นี้ อาจจะตอ้ งใช้
ทบั ศพั ทไ์ ป แล้วกม็ าแปลความหมายอกี ทวี ่า นิพพานเป็น
อยา่ งไร มรรคผลนเี้ ปน็ อยา่ งไร เพอื่ คนฟงั จะไดเ้ ขา้ ใจ เพราะ
วา่ “ผล” ไมไ่ ดห้ มายถงึ ผลไม้ “มรรค” กไ็ มไ่ ดห้ มายถงึ ถนน
หนทาง แต่เป็นทางไปสูพ่ ระนพิ พาน ผลก็คอื ผลทไ่ี ดจ้ าก
29
การเดินทางไป ก็จะได้ข้ันต่างๆ ของพระนพิ พาน ขนั้ ที่ ๑
ขั้นที่ ๒ ขั้นที่ ๓ ข้ันที่ ๔ พอถึงข้ันที่ ๔ แล้ว ถึงได้
พระนพิ พานอยา่ งสมบรู ณ์ อนั นค้ี อื ธรรมะของพระพทุ ธเจา้
ถ้าฟังแล้วไม่เขา้ ใจ ความสนใจกจ็ ะไม่เกิด ความอยากทจี่ ะ
ศึกษาเพ่มิ เตมิ กจ็ ะไมเ่ กิด ฟังแล้วก็ไมร่ ู้เร่อื งไม่เข้าใจ
ดังนั้นเร่อื งของธรรมะที่จะให้
เป็น “เอหิปัสสิโก” นี้ ผู้สอน
ต้องใช้ภาษาของผู้ฟงั พอผูฟ้ งั
ฟั ง เ ข้ า ใ จ แ ล้ ว ก็ จ ะ เ กิ ด ค ว า ม
สนใจขึ้นมา แล้วก็จะยินดีที่จะ
“โอปนยิโก” น้อมเอาเข้าไป
ปฏบิ ัติ
30
“ผ้ฉู ลาดเป็นผู้ทจี่ ะเขา้ ถงึ ธรรม
ได้ด้วยการปฏิบัติของตน”
พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
หลังจากท่ีเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็มีความกตัญญู มีความสำ� นกึ ในพระคณุ อนั ย่ิงใหญข่ อง
พุทธมารดา จึงได้ส่งกระแสจิตไปหาพุทธมารดา และได้
ทรงทราบว่าได้อยู่ในสวรรค์ช้ันดุสิต จึงได้เสด็จไปโปรด
พุทธมารดาตลอดระยะเวลา ๓ เดือน พระพุทธเจ้าได้
โปรดแสดงธรรมใหแ้ กพ่ ทุ ธมารดา และเหลา่ บรรดาเทวดา
ทัง้ หลาย
การแสดงธรรมใหก้ บั เทวดานี้ พระองคท์ รงใชก้ ระแสจติ
พระวรกายนไี้ มไ่ ดไ้ ปสวรรค์ ไปไมไ่ ดเ้ พราะไมม่ จี รวด ไมม่ ี
ยานพาหนะพาไป ส่ิงท่ีพระองค์ไปนั้นคือไปด้วยกระแส
จิตของพระองค์ โดยอาศัยอุปจารสมาธิเป็นเคร่อื งมือ
จติ ของพวกเรานถี้ า้ ไดเ้ จรญิ สตอิ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง จะสามารถ
เขา้ ถงึ สมาธไิ ด้ ๓ ชนดิ ดว้ ยกนั ชนดิ แรกเรยี กวา่ ขณกิ สมาธิ
ชนิดท่ี ๒ เรยี กว่าอัปปนาสมาธิ และชนิดท่ี ๓ เรยี กว่า
อปุ จารสมาธิ
32
ขณิกสมาธิ คือจิตท่ีรวมเป็นหน่ึง แต่อยู่ได้เพียงช่ัวขณะ
หน่ึง
อปั ปนาสมาธิ คอื จติ ทรี่ วมเปน็ หนงึ่ และตงั้ อยใู่ นความสงบ
เป็นเวลาอนั ยาวนาน
อปุ จารสมาธิ คอื จติ ทไ่ี ดเ้ ขา้ สอู่ ปั ปนาสมาธแิ ลว้ แตไ่ มต่ ง้ั อยู่
ในความสงบ จะเคลือ่ นออกไปรับรู้สิง่ ตา่ งๆ หรอื ไปแสดง
ความสามารถ คอื อทิ ธิปาฏหิ ารยิ ์ อิทธิฤทธต์ิ ่างๆ ของจติ
พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้อุปจารสมาธิในการติดต่อกับ
กายทพิ ยท์ งั้ หลาย คอื พวกเทพ ตอ้ งใชอ้ ปุ จารสมาธิ ถา้ เปน็
ขณิกะหรอื อปั ปนาสมาธนิ ้ี จะไมไ่ ปติดตอ่ กับใคร จะต้ังอยู่
ในอุเบกขา อยู่ในความสงบ สักแต่ว่ารู้ แต่ถ้าออกจาก
อปั ปนาสมาธหิ รอื ขณิกสมาธกิ จ็ ะเขา้ ส่อู ปุ จารสมาธิ ก็จะมี
อภิญญาชนิดต่างๆ เช่น สามารถติดต่อกับกายทิพย์ได้
กายทิพย์ก็คือจิตของผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว จิตของพวกเราน้ี
ไมไ่ ดต้ ายไปกบั ร่างกาย เวลาร่างกายตายไป จติ ของพวกเรา
ยังอยู่ แต่อยู่ในรูปแบบของกายทิพย์ ถ้ามีบุญก็จะเป็น
กายทพิ ยท์ ี่มีความสขุ เรยี กว่าพวกเทพทง้ั หลาย ถ้ามีบาป
กจ็ ะเป็นกายทพิ ยท์ มี่ แี ตค่ วามทกุ ข์ เชน่ กายทพิ ยข์ องเปรต
ของอสรู กาย ของนรก นคี่ ือสภาพของจติ ใจของพวกเรา
หลังจากท่ีร่างกายนี้ตายไปแล้ว จะต้องอยู่ในสภาพของ
กายทิพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซ่ึงจะขึ้นอยู่กับบุญกับบาป
34
ที่พวกเราก�ำลังท�ำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราท�ำบุญได้
มากกวา่ ทำ� บาป กายทพิ ยข์ องพวกเราจะเป็นกายทพิ ยท์ มี่ ี
แตค่ วามสขุ กจ็ ะไดเ้ ป็นเทพ เป็นพรหม เป็นพระอรยิ บคุ คล
ตา่ งๆ ถา้ เราทำ� บาปมากกวา่ ทำ� บญุ กายทพิ ยข์ องพวกเรา
ก็จะต้องกลายเป็นเปรตบ้าง ไปเป็นอสูรกายบ้าง ไปอยู่
ในนรกบา้ ง หรอื ถา้ มาเกดิ กจ็ ะไดร้ ่างกายของสตั วเ์ ดรัจฉาน
น่ีเป็นเร่อื งของกฎแห่งกรรม เป็นผู้ก�ำกับชะตาของจิตใจ
ของพวกเราทุกคน
ดังน้ันหลังจากที่พุทธมารดาได้คลอดเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้ ๗ วัน กเ็ สด็จสวรรคตไป ร่างกายตายไป แตจ่ ิตของ
พระพุทธมารดาไม่ได้ตาย โดยอาศัยอ�ำนาจของบุญท่ีได้
ทรงกระท�ำไว้ จึงได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต หลังจากที่
พระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงตรัสรู้แลว้ กม็ คี วามปรารถนาทอี่ ยากจะ
ใหพ้ ระพทุ ธมารดาได้บรรลุเป็นพระอรยิ บคุ คล ไดห้ ลุดพน้
จากกองทุกข์แห่งการเวยี นว่ายตายเกิด จึงส่งกระแสจิต
ขึ้นไปหาพระพุทธมารดา แล้วก็ได้พบกับพระพุทธมารดา
และได้แสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาอยู่ถึง ๓ เดือน
ดว้ ยกันที่สวรรคช์ ้ันดาวดงึ ส์ จนไดบ้ รรลเุ ป็นพระโสดาบัน
พอได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติได้
ดว้ ยตนเองเพอื่ ใหข้ นึ้ สขู่ นั้ ของพระสกทิ าคามี พระอนาคามี
และพระอรหนั ตไ์ ด้
35
ในขนั้ พระโสดาบนั นี้ ถา้ ไมม่ คี รูบาอาจารยม์ าคอยสงั่ สอน
ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ถ้ามีก็จะช่วยให้บรรลุได้
เร็วข้ึน เพราะจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก แต่ไม่ว่าจะมี
อาจารย์หรอื ไม่มีอาจารย์ก็ตาม ถ้าได้เป็นพระโสดาบัน
แล้วน้ี จะต้องไปถึงพระนิพพานอย่างแน่นอน และ
สามารถไปได้ด้วยตนเองเพราะมีแผนที่แล้ว ได้พบ
แผนท่ีที่จะน�ำจิตให้ไปสู่พระนิพพานได้ แผนที่ที่ได้ก็คือ
พระอรยิ สจั ๔ น่เี อง พระอรยิ สัจ ๔ น้ีเปน็ แผนทที่ จ่ี ะบอก
ใหพ้ ระโสดาบนั ดำ� เนนิ การปฏบิ ตั ธิ รรมเพอ่ื ใหส้ ขู่ นั้ สงู สดุ
คือขัน้ พระนพิ พานได้ เพราะพระอรยิ สัจ ๔ น้ี จะมีทกุ ข์
คอยเตอื นพระโสดาบันอยเู่ ร่อื ยๆ ว่ายงั ไม่หมดทกุ ข์ ยงั มี
ทุกข์อยู่ และผู้ที่สร้างความทุกข์ก็คือตัณหาความอยาก
ต่างๆ และถ้าต้องการท่ีจะดับความทุกข์ก็ต้องใช้มรรค
คือสติปัญญาเป็นเคร่อื งมือในการดับความทุกข์ต่างๆ
ดว้ ยการหยดุ ความอยากตา่ งๆ ท่ียงั มีอยภู่ ายในใจอยู่
น่ี คื อ ก า ร ต อ บ แ ท น พ ร ะ คุ ณ พ ร ะ พุ ท ธ ม า ร ด า ข อ ง
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหพ้ ระพทุ ธมารดานไ้ี ดพ้ น้ จากอบาย
ได้ไปถึงพระนิพพานได้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าพระคุณ
ของบิดามารดาน้ีมีมากมายมหาศาล ต่อให้เลี้ยงดูท่าน
อย่างดี แบกท่านไว้บนบ่าบนไหล่ ใหท้ า่ นขับถ่ายไปจนถึง
วนั ตายของทา่ น พระคณุ ของทา่ นกย็ งั ชดใชไ้ มห่ มด การจะ
ชดใชบ้ ญุ คณุ ของบดิ ามารดาไดห้ มดนนั้ ตอ้ งสามารถทำ� ให้
36
ท่านบรรลุเป็นพระอรยิ บุคคลให้ได้ ให้พ้นจากอบาย
ใหต้ ง้ั มน่ั อยใู่ นการปฏบิ ตั ิ ทาน ศลี ภาวนา ทเ่ี ปน็ มรรค คอื
ทางสู่การหลุดพ้นจากความทกุ ขท์ ัง้ หลาย
ส� ำ ห รั บ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ก็ ถื อ ว่ า ไ ด้ ท ด แ ท น พ ร ะ คุ ณ ข อ ง
พระพทุ ธมารดาอยา่ งสมบรู ณ์ ไดส้ อนใหพ้ ระพทุ ธมารดา
ไดบ้ รรลเุ ปน็ พระโสดาบนั สว่ นพระราชบดิ าของพระพทุ ธเจา้
กท็ รงแสดงธรรมโปรดใหบ้ รรลเุ ปน็ พระอรหนั ตไ์ ด้ ๗ วนั
กอ่ นทจ่ี ะเสดจ็ สวรรคตไป ตามประวัตนิ ้ี ผทู้ เี่ กย่ี วขอ้ งกบั
พระพุทธเจ้าทุกคนจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
พระแมเ่ ลยี้ งกไ็ ดข้ อบวชเปน็ ภกิ ษณุ ี และหลงั จากไดบ้ วช
เป็นภิกษุณีก็ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
เช่นเดียวกับพระมเหสี เช่นเดียวกับพระราชโอรสคือ
พระราหลุ กไ็ ดบ้ วชเปน็ เณร พระมเหสกี ไ็ ดบ้ วชเปน็ ภกิ ษณุ ี
และได้ปฏิบัติจนได้หลุดพ้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
ขนึ้ มา
นคี่ อื ความวเิ ศษของพระพทุ ธเจา้ และความวเิ ศษของจติ ใจ
ของพวกเราทั้งหลาย จิตใจของพวกเราน้ีเป็นส่ิงที่เรา
สามารถทจ่ี ะปรับปรุงพฒั นาใหเ้ ป็นจติ ทวี่ เิ ศษวโิ ส เป็นจติ
ทมี่ คี ณุ คา่ มหาศาล คอื เปน็ จติ ทจ่ี ะใหบ้ รมสขุ แกพ่ วกเรา คอื
เป็นจติ ที่จะไมม่ ีความทกุ ข์ ไม่มกี ารทจี่ ะตอ้ งไปเกดิ แกเ่ จบ็
ตายอีกต่อไป ถ้าได้มีโอกาสได้มาพบกับพระพุทธศาสนา
37
ก า ร ศึ ก ษ า ธ ร ร ม ะ นี้ ต ้ อ ง ศึ ก ษ า ด ้ ว ย ค ว า ม จ ด จ ่ อ
ด้วยความต้ังใจ เวลาฟังธรรมก็ต้องต้ังใจฟังจริงๆ
อย่าส่งจิตให้ไปที่อ่ืน อย่าไปคิดเรื่องน้ันเรื่องนี้
อย่าไปพูดไปคุยกัน อย่าไปท�ำอะไรกัน เพราะถ้าฟัง
ธรรมแบบนี้ ธรรมจะไม่เขา้ ไปในใจ เพราะใจไมไ่ ด้เปดิ รบั
ธรรมก็เลยไม่สามารถเขา้ ไปในใจได้
38
เมื่อธรรมไม่สามารถเข้าไปในใจได้ ก็ไม่
สามารถท่ีจะไปสร้าง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ
วิมังสา ให้เกิดข้ึนภายในใจได้ ก็จะไม่เกิด
การปฏิบัติตามมา ถ้ามีแต่ธรรมเพียง
อย่างเดียว ฟังแล้วไม่ได้น�ำเอาไปปฏิบัติ
ก็เหมือนกบั ไม่ไดฟ้ งั นั่นเอง
39
ไดม้ าพบกบั พระธรรมคำ� สง่ั คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ไดพ้ บ
แผนที่ คอื พระอรยิ สจั ๔ ทจ่ี ะพาดวงจติ ดวงใจของพวกเรา
ที่ก�ำลังเวยี นว่ายตายเกิดอยู่ในไตรภพ อยู่ในสังสารวัฏนี้
ให้ได้หลุดออกจากไตรภพไปไดอ้ ยา่ งง่ายดาย ผทู้ ีไ่ ดศ้ กึ ษา
ได้ปฏิบัติธรรมนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงรับประกันไว้ว่าจะ
สามารถหลดุ พน้ ได้ ถา้ ไม่ ๗ วนั ก็ ๗ เดอื น ถา้ ไม่ ๗ เดอื น
ก็ ๗ ปี ถา้ มีการปฏบิ ตั ิอยา่ งตอ่ เน่ือง และปฏบิ ัติอยา่ ง
เตม็ ๑๐๐ คอื เตม็ ที่ จะไมไ่ ปทำ� ภารกจิ อะไรอยา่ งอน่ื จะมงุ่ มนั่
สกู่ ารปฏบิ ตั มิ รรค คอื ทาน ศลี ภาวนา ที่เป็นเคร่อื งมอื ท่ี
จะพาให้จิตได้หลุดออกจากกองทุกข์แห่งการเวยี นว่าย
ตายเกิดได้ น่ีเป็นสิ่งท่ีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มาพบกับ
พระพุทธศาสนา ซ่ึงนานๆ จะมีปรากฏข้ึนมาในโลกนี้
สกั คร้ังหนงึ่ ผทู้ ไ่ี ดม้ าพบกบั พระพทุ ธศาสนาจงึ ถอื วา่ เป็นผู้
ทมี่ โี ชคลาภอยา่ งมหาศาล เพราะการเกดิ ของพระพทุ ธเจา้
แตล่ ะคร้ังแตล่ ะองคน์ กี้ ไ็ มไ่ ดเ้ กดิ ขนึ้ บอ่ ย นานๆ จะเกดิ ขนึ้ มา
สกั คร้ังหนง่ึ ระยะเวลาน่ที ่านบอกเป็นกปั เป็นกัลป์ ซง่ึ จะ
เขียนด้วยตัวเลขนี้ไม่ได้ มันยาวนานเกินไป เราอาจจะใช้
ค�ำเปรยี บเทียบว่าเป็นลา้ นๆ ล้านๆ ปี และการมาเกิดของ
พวกเราแต่ละครั้งที่มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่เป็นของง่าย
เพราะเราจะต้องไปรับผลบุญผลบาปท่ีเราได้ทำ� กนั ไวก้ อ่ น
หลังจากท่ีเราได้ตายไปแล้ว เวลามาเกิดเป็นมนุษย์แต่ละ
ครั้งน้ีก็ไม่แน่ว่าจะได้มาเจอกับพระพุทธศาสนาทุกครั้งไป
40
บางคร้ังมาเกดิ ก็จะไม่มีพระพทุ ธศาสนา ถ้าไม่มพี ระพุทธ-
ศาสนาก็จะไม่มีวันท่ีจะสามารถพาจิตใจให้หลุดออกจาก
กองทุกขแ์ หง่ การเวยี นวา่ ยตายเกิดได้ จะตอ้ งมาเกดิ ในยคุ
ทม่ี ีพระพทุ ธศาสนาเหมอื นในยคุ นเ้ี ท่านั้น
ยุคของพวกเรานี้ถือว่าเป็นยุคทองส�ำหรับผู้ท่ีต้องการ
หลดุ ออกจากกองทุกขแ์ หง่ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ เพราะ
มีแผนที่มีผู้บอกทางท่ีจะพาให้เราได้ออกจากสังสารวัฏ
ไมต่ อ้ งกลบั มาเกดิ แกเ่ จบ็ ตายกนั อยเู่ รอ่ ื ยๆ อยา่ งทเี่ ปน็ กนั
อยใู่ นขณะนี้ พวกเราอาจจะไมร่ ู้ว่าพวกเราเวยี นวา่ ยตาย
เกิดมามากน้อยเพียงไร ก็ขอให้ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเรา
เอาน้�ำตาที่เราหลั่งในแต่ละภพท่ีเรามาเกิดกันนี้ ถ้าเรา
เอามารวมกันน้ี น้�ำตาทพ่ี วกเราได้หลัง่ กนั น้ีมีมากย่งิ กวา่
นำ้� ในมหาสมทุ ร คดิ ดวู า่ จำ� นวนภพชาตขิ องการมาเกดิ แก่
เจ็บตายของมนุษย์นี้ ต้องมาเกิดแก่เจ็บตายกี่แสนล้าน
ครั้งด้วยกันถึงจะสามารถผลิตน้�ำตาได้มากกว่าน�้ำใน
มหาสมทุ ร ถา้ พวกเราจะตอ้ งหลงั่ นำ้� ตากนั ตอ่ ไปอยเู่ รอ่ ื ยๆ
ถ้าพวกเราไม่ปฏิบัติตามคำ� สงั่ ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
นี่เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องพิจารณาว่า พวกเราตอนนี้เป็น
เหมอื นคนทม่ี โี ชค เชน่ คนทถ่ี กู ลอตเตอร่รี างวลั ที่ ๑ เวลาถกู
ลอตเตอร่รี างวลั ที่ ๑ น้ี เราจะทำ� อะไรกนั เราจะเอาลอตเตอร่ ี
นเ้ี กบ็ ไวเ้ ฉยๆ หรอื วา่ เราจะรบี เอาลอตเตอร่ใี บนไี้ ปขนึ้ เงนิ ที่
41
สำ� นกั งานสลากกนิ แบง่ เพอื่ รับรางวลั นนั่ แหละการทเ่ี ราได้
มาเกดิ เปน็ มนษุ ย์ และการทเี่ ราไดม้ าพบกบั พระพทุ ธศาสนาน้ี
กเ็ หมอื นกบั การทไี่ ดถ้ กู ลอตเตอร่รี างวลั ท่ี ๑ นน่ั เอง ถา้ เรา
ต้องการรับรางวัลจากการได้มาพบกับพระพุทธศาสนา
เรากต็ อ้ งเอาลอตเตอร่นี ไ้ี ปขนึ้ รางวลั กนั การจะขนึ้ รางวลั คอื
การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ได้หลุดออกจากกองทุกข์
แหง่ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ นี้ เรากต็ อ้ งเอาลอตเตอร่นี ไี้ ปขน้ึ
รางวัลกัน คือการใช้ร่างกายของเรานี้ไปศึกษาพระธรรม
คำ� สงั่ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ หลงั จากไดศ้ กึ ษาแลว้ เราก็
นอ้ มนำ� เอามาปฏบิ ตั ิ ถา้ เราไมศ่ กึ ษาไมป่ ฏบิ ตั ิ กเ็ หมอื นกบั
ถกู ลอตเตอร่แี ลว้ กไ็ มไ่ ดเ้ อาลอตเตอร่ไี ปขนึ้ รางวลั เกบ็ ไวใ้ น
ลนิ้ ชกั หรอื เกบ็ ไวใ้ นบา้ นใสก่ รอบไวด้ เู ลน่ ๆ บอกวา่ เราไดถ้ กู
ลอตเตอรร่ ี างวลั ที่ ๑ แลว้ ขอเกบ็ ลอตเตอรใ่ ี บนไ้ี วเ้ ปน็ อนสุ รณ์
กใ็ สก่ รอบเอาไวเ้ ฉยๆ กไ็ ดแ้ ตล่ อตเตอร่ ี แตไ่ มไ่ ดร้ างวลั ฉนั ใด
พวกเราทม่ี าเกดิ เปน็ ชาวพทุ ธนก่ี เ็ หมอื นกนั ตอนนพี้ วกเรา
ได้ถกู ลอตเตอร่รี างวัลที่ ๑ แลว้ มรรคผลนิพพานรอเรา
อยแู่ ลว้ เพยี งแตว่ า่ เราจำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งเอาลอตเตอรน่ ี ไี้ ปขน้ึ
รางวัล คอื ใชร้ ่างกายของเรานเ้ี ขา้ หาพระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์ อย่างท่ีพวกท่านท�ำกันในวันน้ี ท่านได้เข้ามา
หาพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ องคใ์ ดองคห์ น่งึ มาฟงั
ธรรมน้ีก็ได้ฟังธรรมค�ำสั่งค�ำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็น
ตวั แทนของพระพทุ ธเจา้ และเมอ่ื ไดศ้ กึ ษาและนอ้ มนำ� เอา
42
ไปปฏบิ ัติแลว้ ผลของการปฏิบตั ิธรรมก็จะปรากฏขึ้นมา
ตามลำ� ดบั เหมอื นในสมัยพทุ ธกาลทุกอยา่ ง
ถึงแม้ว่าตอนน้ีจะไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่แสดงธรรมให้กับ
พวกเราแล้วก็ตาม แต่พระธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และได้มีการน�ำเอามาเผยแผ่
ส่งั สอนจากผทู้ ไ่ี ดศ้ ึกษา ก็ถอื ว่าได้ศึกษาจากพระพทุ ธเจ้า
โดยตรง แลว้ ถา้ นำ� เอาไปปฏบิ ตั ิ ผลกจ็ ะเกิดขึน้ เหมือนใน
สมัยพุทธกาลทุกอย่าง เพราะธรรมะค�ำส่ังค�ำสอนของ
พระพทุ ธเจา้ นเ้ี ป็นอกาลิโก เป็นธรรมทไ่ี มเ่ สอื่ มไปกับกาล
เวลา มีประสิทธิภาพตลอดเวลา ไม่เหมือนกับเคร่อื งใช้
บรโิ ภคตา่ งๆ เชน่ หยกู ยา อาหาร ทส่ี มยั นมี้ กั จะมตี ดิ ฉลาก
ไว้ว่า ควรบรโิ ภคก่อนวันนั้นวันนี้ เพราะถ้าหลังจากวันที่
ควรบรโิ ภคผ่านไปแล้วก็อาจจะเป็นภัยต่อผู้บรโิ ภคได้ แต่
ธรรมะของพระพุทธเจ้าน้ีไม่ได้เสื่อมไปตามกาลตามเวลา
เป็น “อกาลิโก” ไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา มีประสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผลอยา่ งไรในสมยั พระพทุ ธกาล กม็ ปี ระสิทธิภาพ
ประสิทธิผลอย่างน้ันในสมัยปัจจุบันน้ี เพราะค�ำสอนน้ี
ก็เป็นอันเดียวกัน คำ� สอน เชน่ พระอรยิ สจั ๔ มรรค ๘
อิทธบิ าท ๔ เป็นต้น ธรรมเหลา่ น้เี ป็นธรรมทีพ่ ระพทุ ธเจ้า
เป็นผู้ส่ังสอนในสมัยพุทธกาล แล้วได้มีการจดบันทึก
เอาไว้ด้วยการท่องจ�ำกัน แล้วก็ถ่ายทอดกันมาเป็นยุคๆ
จนถึงยุคปัจจุบัน จึงถือว่าเป็นธรรมอันประเสรฐิ ของ
43
พระพุทธเจ้าท่ีผู้ปฏิบัติสามารถน้อมน�ำเอาไปปฏิบัติให้
เกดิ ผลได้ ท่านเรยี กว่า “สนั ทิฏฐิโก” เป็นธรรมท่ีผปู้ ฏบิ ัติ
สามารถทจี่ ะพสิ จู นไ์ ดด้ ว้ ยตนเองวา่ มรรคผลนพิ พานมจี รงิ
การบรรลุเป็นพระอรยิ บุคคลข้ันต่างๆ น้ันเป็นของจรงิ
ทผี่ ปู้ ฏบิ ตั สิ ามารถบรรลไุ ดท้ กุ คน ถา้ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งเคร่งครัด
ท่ีเรยี กว่า “สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายปฏิปันโน
สามจี ปิ ฏปิ นั โน” ถา้ มกี ารปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ปฏบิ ตั อิ ยา่ ง
สมำ่� เสมอ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งเตม็ ที่ ไมช่ า้ กเ็ ร็ว ไม่ ๗ วนั ก็ ๗ เดอื น
ไม่ ๗ เดอื นก็ ๗ ปี มรรคผลนพิ พานจะปรากฏขนึ้ มาในจติ
ของผปู้ ฏิบัติอย่างแน่นอน
ดงั นนั้ สง่ิ ทพี่ ระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำ� ใหก้ บั เราไมไ่ ด้
กค็ อื การปฏบิ ตั ธิ รรมนนั่ เอง พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
น้ีสอนให้พวกเรารู้วธิ ีปฏิบัติ แต่พวกเราน้ีจะต้องเป็น
ผปู้ ฏบิ ตั เิ อง “ปจั จตั ตงั วญิ ญหู ติ ”ิ ผฉู้ ลาดเปน็ ผทู้ จ่ี ะเปน็
ผเู้ ขา้ ถงึ ธรรมอันน้ีไดด้ ว้ ยการปฏิบตั ขิ องตน ปฏิบตั ทิ าน
ปฏบิ ตั ิศลี ปฏบิ ัตภิ าวนา ข้ึนอยูก่ ับระดับของการปฏบิ ตั ิ
วา่ เราอยใู่ นระดบั ไหน ถา้ เรายงั อยใู่ นระดบั ทำ� ทาน เรากท็ ำ�
ต่อไป ทำ� ใหม้ ากขน้ึ ท�ำใหส้ มบูรณ์ ถา้ เราอยใู่ นระดบั ศลี
กร็ ักษาศลี ไป ถา้ อยใู่ นระดบั ภาวนากภ็ าวนาไป แลว้ กท็ ำ�
ให้เต็ม ๑๐๐ ขึ้นมา ท�ำให้ครบบรบิ ูรณ์ เมื่อท�ำให้ครบ
บรบิ รู ณ์แล้ว ผลกจ็ ะตามมาอยา่ งแนน่ อน
44
ดังน้ันจึงอยู่ท่ีการปฏิบัติของเรา พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ไมส่ ามารถทจี่ ะปฏบิ ตั ใิ หก้ บั เราได้ ตอ่ ใหเ้ กาะชาย
ผา้ เหลืองกับพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ อยูต่ ลอดเวลา
แต่ถ้าไม่น้อมน�ำเอาธรรมที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษาไปปฏิบัติ
ก็จะเป็นเหมือนทพั พีในหมอ้ แกง ทพั พนี ีถ้ ึงแมว้ ่าจะอย่ใู น
หม้อแกงนานสักเพียงใดก็ตาม จะไม่รู้ว่าแกงน้ันเป็นแกง
ชนดิ ไหน จะตอ้ งเป็นแบบลิน้ กบั แกง ผทู้ เ่ี ข้าหาพระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์น้ี จะต้องเป็นเหมือนกับล้ินกับแกง
คอื ธรรมะคำ� สง่ั ค�ำสอนทกุ บททกุ บาททไ่ี ดศ้ กึ ษานต้ี อ้ งเกดิ
ความเขา้ อกเข้าใจ แลว้ จะท�ำให้เกดิ มี ฉนั ทะ วริ ยิ ะ ขน้ึ มา
ถา้ มฉี นั ทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สาแลว้ การปฏบิ ตั กิ จ็ ะเปน็ ไปได้
อย่างรวดเร็ว
การศึกษาธรรมะนี้ต้องศึกษาด้วยความจดจ่อ ด้วยความ
ตงั้ ใจ เวลาฟงั ธรรมกต็ อ้ งตงั้ ใจฟงั จรงิ ๆ อยา่ สง่ จติ ใหไ้ ปทอ่ี น่ื
อย่าไปคิดเร่อื งน้ันเร่อื งน้ี อย่าไปพูดไปคุยกัน อย่าไปท�ำ
อะไรกัน เพราะถ้าฟังธรรมแบบนี้ ธรรมจะไม่เข้าไปในใจ
เพราะใจไมไ่ ดเ้ ปิดรับ ใจมวั แตเ่ ปิดรับกบั เร่อื งของความคดิ
ต่างๆ เช่น การพูดกันคุยกัน หรอื การกระท�ำอะไรต่างๆ
ธรรมกเ็ ลยไมส่ ามารถเขา้ ไปในใจได้ เมอ่ื ไมส่ ามารถเขา้ ไปใน
ใจได้ ก็ไม่สามารถท่ีจะไปสร้าง ฉันทะ วริ ยิ ะ จิตตะ วมิ งั สา
ให้เกดิ ข้ึนภายในใจได้ ก็จะไมเ่ กิดการปฏบิ ตั ิตามมา ถ้ามี
แต่ธรรมเพียงอย่างเดียว ฟังแล้วไม่ได้น�ำเอาไปปฏิบัติ
46
ก็เหมือนกับไม่ได้ฟังน่ันเอง เพราะเป้าหมายของการฟัง
กเ็ พอ่ื ใหไ้ ดร้ ู้วธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู ตอ้ ง เมอื่ รู้แลว้ จะไดน้ ำ� เอาไป
ปฏบิ ตั ไิ มผ่ ดิ พลาดนน่ั เอง ถา้ ไมฟ่ งั ธรรมกอ่ น แลว้ ไปปฏบิ ตั ิ
กอ็ าจจะปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู ตอ้ ง กจ็ ะปฏบิ ตั แิ บบผดิ ๆ ถกู ๆ ปฏบิ ตั ิ
ไปตามความรู้สกึ นกึ คดิ ผลก็จะไม่ปรากฏขึน้ มา ดังน้นั จงึ
จ�ำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมีการศึกษาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน
เพ่ือให้รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอะไรกันบ้าง เม่ือรู้แล้วก็ต้อง
น้อมน�ำเอาไปปฏิบัติต่อไป แล้วจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
เพราะรู้วา่ วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู ตอ้ งนนั้ ตอ้ งปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรนนั่ เอง
เม่ือปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแล้ว ผลก็จะปรากฏข้ึนมาตาม
ลำ� ดับต่อไป
นค่ี อื เร่อื งของการทเ่ี ราจะไปรับรางวลั จากพระพทุ ธศาสนา
ไปรับมรรคผลนพิ พาน เราตอ้ งเร่มิ ทศ่ี กึ ษาพระธรรมคำ� สอน
ของพระพุทธเจ้าก่อน ในเบื้องต้นถ้าเราอ่านหนังสือเป็น
กค็ วรอา่ นพระสตู รตา่ งๆ ทสี่ ำ� คญั ของพระพทุ ธศาสนา เชน่
ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร อนตั ตลกั ขณสตู ร อาทติ ตยปรยิ ายสตู ร
สติปัฏฐานสตู ร และมงคลสตู ร นีเ่ ป็นพระสตู รที่จะแสดง
มรรคคือการปฏิบัติสู่การหลุดพ้น ผู้ท่ีต้องการหลุดพ้นน้ี
ควรจะศกึ ษาพระสตู รเหลา่ นไ้ี วก้ อ่ นเพอ่ื จะไดร้ ูว้ า่ พระพทุ ธเจา้
ไดท้ รงสง่ั สอนอะไร แลว้ เรากจ็ ะไดน้ ำ� เอาไปปฏบิ ตั ิ ถา้ เรายงั
ปฏบิ ัตไิ มไ่ ดผ้ ล ไม่เข้าใจ เราก็อาจจะไปศึกษากบั พระสงฆ์
ต่างๆ ครูบาอาจารย์ต่างๆ โดยเวลาเข้าไปศึกษากับท่าน
47
อย่างน้อยเราก็จะได้มีเคร่อื งวัดค�ำสอนของครูบาอาจารย์
ตา่ งๆ วา่ ทา่ นสอนตรงกบั ค�ำสอนของพระพุทธเจ้าหรอื ไม่
ถา้ ทา่ นสอนไมต่ รงกบั คำ� สอน เรากจ็ ะไดร้ ู้วา่ ทา่ นไมไ่ ดส้ อน
ตรงกบั คำ� สอน เชน่ บางแหง่ บางสถานทบ่ี างอาจารยเ์ ทา่ ที่
ไดย้ นิ มา ทา่ นสอนวา่ ไมต่ อ้ งนงั่ สมาธิ เพราะนงั่ ไปกไ็ มไ่ ดอ้ ะไร
ใหเ้ จรญิ ปัญญาไปเลย เป็นตน้ แตถ่ า้ เราไดศ้ กึ ษาธมั มจกั ฯ
เราจะได้รู้ว่าพระพุทธเจา้ สอนมรรค ๘ มรรค ๘ ก็มีสัมมา-
สมาธิด้วย มีสัมมาสติด้วย ไม่ได้สอนเพียงแต่สัมมาทิฏฐิ
สมั มาสังกปั โป ท่เี ป็นองค์ของปัญญา ในบทธัมมจกั ฯ น้ี
ปัญญาก็สอน สติกส็ อน สมาธกิ ส็ อน
ดังนั้นถ้าเราไม่ได้เรยี นรู้มาก่อนจากพระไตรปิฎก จาก
ต้นฉบับ จากพระพุทธเจ้า เราไปศึกษากับครูอาจารย์
บางรูป ท่านสอนให้เราไม่นั่งสมาธิ เราก็ไม่นั่งตามท่ี
ทา่ นสอน แลว้ เรากจ็ ะคดิ วา่ เราสามารถบรรลธุ รรมไดด้ ว้ ย
การเจรญิ ปญั ญาเพยี งอยา่ งเดยี ว ถ้าเป็นไปได้อย่างนัน้
พระพุทธเจ้าก็คงไม่ต้องสอนสัมมาสติ ไม่ต้องสอน
สัมมาสมาธใิ หเ้ สยี เวลา สอนเพยี งแต่สัมมาทิฏฐิ สัมมา-
สงั กัปโป คือปัญญากพ็ อ แต่ปญั ญาท่ีจะมาใช้กบั ระดบั
จิตของพวกเรานี้มันมกี ำ� ลังไม่พอ มนั ขาดสมาธิ จิตของ
พวกเราถ้ายังไม่มีสมาธิ ไม่มีสติ จะไม่สามารถท่ีจะ
สนบั สนุนปญั ญาทีเ่ ราไดศ้ ึกษาไดพ้ จิ ารณาได้
48