ปญั ญานมี้ อี ยู่ ๓ ระดบั ดว้ ยกนั ระดบั ท่ี ๑ เรยี กวา่ “สตุ ตมย-
ปญั ญา” คอื ความรู้หรอื ปญั ญาทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาไดย้ นิ ได้
ฟงั นเี่ อง “สตุ ตะ” กค็ อื พระสตู ร คอื การไดศ้ กึ ษาจากพระสตู ร
หรอื ไดฟ้ ังเทศนฟ์ ังธรรมของพระพทุ ธเจา้ เวลาพระเทศนน์ ี้
ทา่ นกจ็ ะเอาพระสตู รของพระพทุ ธเจา้ มาแสดงกนั ปัญญา
ท่เี ราได้จากการไดย้ ินไดฟ้ ังไดศ้ กึ ษาน้ี ยงั ไมส่ ามารถทำ� ให้
เราบรรลุได้ ถ้าบรรลุได้ ตอนนี้พวกเราคงจะบรรลุกันไป
หมดแลว้ แตเ่ พราะวา่ ยงั ขาดอยู่ ยงั ตอ้ งกา้ วขน้ึ ไปสปู่ ญั ญา
ขัน้ ที่ ๒ และขั้นที่ ๓ ตอ่ ไป
ปญั ญาขนั้ ที่ ๒ กเ็ รยี กวา่ “จนิ ตามยปญั ญา” คอื ปญั ญาที่
เกดิ จากการหมนั่ พจิ ารณานกึ คดิ อยเู่ ร่อื ยๆ เชน่ ทรงสอนให้
พิจารณาไตรลกั ษณ์ คือ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนัตตา เราก็ตอ้ ง
มาพจิ ารณาอยเู่ ร่อื ยๆ เชน่ ร่างกายของเราเกดิ มาแลว้ ตอ้ ง
แก่ ตอ้ งเจบ็ ตอ้ งตาย เปน็ ธรรมดา จะลว่ งพน้ จากความแก่
ความเจบ็ ความตาย ไปไมไ่ ด้ วนั นเี้ ราไดพ้ จิ ารณากนั หรอื ยงั
ท่านต้องการให้เราพิจารณาเพื่อไม่ให้หลงไม่ให้ลืม ให้เรา
รู้อยูต่ ลอดเวลาว่าร่างกายของเรานม้ี นั จะต้องแก่ ต้องเจบ็
ตอ้ งตาย แลว้ พอเราไปพบกบั ความแก่ ความเจบ็ ความตาย
เราจะได้ไม่ต่อต้าน เราจะได้ไม่ว่งิ หนีกัน เพราะว่งิ ยังไง
หนยี งั ไงกห็ นไี มไ่ ด้ เพราะความแก่ ความเจบ็ ความตาย นมี้ นั
เปน็ เหมอื นเงาตามตวั เรา ถา้ เราไมต่ อ้ งการจะทกุ ข์ เรากต็ อ้ ง
ยอมรับความแก่ ความเจ็บ ความตาย แตถ่ ้าเราไมไ่ ด้หมนั่
49
พิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่เร่อื ยๆ เราจะ
ลมื ไป พอเจอความแก่ ความเจบ็ ความตาย ใจเรากจ็ ะทกุ ข์
ขน้ึ มาทนั ที และถงึ แมว้ า่ เราจะจำ� ไดว้ า่ เราตอ้ งแก่ ตอ้ งเจบ็
ตอ้ งตาย แตถ่ า้ ใจเรายงั ไมส่ งบ ยงั ทำ� ใจใหส้ งบไมไ่ ด้ เวลาเจอ
ความแก่ เจอความเจบ็ เจอความตาย ใจกย็ งั หวน่ั ไหวอยไู่ ด้
ถงึ แมจ้ ะรู้วา่ ตอ้ งแก่ ตอ้ งเจบ็ ตอ้ งตาย กต็ าม เพราะวา่ เรา
ยงั ไมไ่ ดม้ าพฒั นาจติ ใจของเราใหเ้ ขา้ สรู่ ะดบั ของความสงบ
ท่ีจะท�ำให้จิตใจของเราไม่หว่ันไหวในเวลาที่เราต้องมาเจอ
กับความแก่ ความเจบ็ ความตาย นั่นเอง
ดงั นน้ั การทเ่ี ราจะไดป้ ญั ญาขน้ั ที่ ๓ ทเ่ี รยี กวา่ “ภาวนามย-
ปญั ญา” จงึ ตอ้ งมกี ารภาวนานน่ั เอง ตอ้ งยกระดบั จติ ของ
พวกเราท่ีตอนน้ียังเป็นระดับจิตที่ยังไม่มีความสงบ ไม่มี
อปั ปนาสมาธิ ไมม่ อี เุ บกขา ใจของเรายงั ไมเ่ ป็นกลาง ยงั ไม่
วางเฉย ยงั มีความรัก ความกลวั ความหลง เฝ้าเราอยู่
เวลาไปพบสมั ผสั กบั อะไรทร่ี ักกจ็ ะดใี จขึน้ มา เวลาไปสมั ผสั
กับสิ่งที่ไมร่ ักก็ทุกข์ใจขึ้นมา หรอื เจอกบั สงิ่ ทน่ี า่ กลวั ก็เกดิ
ความทุกขใ์ จขน้ึ มา เพราะยงั ไม่ได้ท�ำใจใหเ้ ป็นกลาง ไม่ได้
ท�ำใจให้สักแต่ว่ารู้ได้น่ันเอง ดังน้ันการที่เราจะได้ปัญญา
ขนั้ ที่ ๓ คอื ภาวนามยปญั ญาน้ี เราตอ้ งไปภาวนากนั เราตอ้ ง
ไปเจรญิ สมั มาสตเิ พอ่ื ใหไ้ ดส้ มั มาสมาธขิ น้ึ มากอ่ น ถา้ เราได้
สมั มาสติ ไดส้ มั มาสมาธแิ ลว้ เรากจ็ ะไดอ้ เุ บกขา ใจจะนงิ่ เฉยได้
แลว้ พอใจของเราตอ้ งไปพบกบั ความแก่ ความเจบ็ ความตาย
51
ใจของเรากจ็ ะไมท่ กุ ข์ จะไมว่ ง่ ิ หนี จะไมม่ คี วามอยากไมใ่ หแ้ ก่
ไมใ่ หเ้ จบ็ ไมใ่ หต้ าย เพราะรู้วา่ เปน็ ไปไมไ่ ด้ เพราะไดพ้ จิ ารณา
อยูเ่ นืองๆ ตลอดเวลาจากจนิ ตามยปัญญานีเ่ อง พอเรามี
จนิ ตามยปญั ญา แลว้ เราไปภาวนาใหเ้ กดิ สมถะ ใหเ้ กดิ สมาธิ
ขนึ้ มา ใหเ้ กดิ อปั ปนาสมาธขิ นึ้ มา ใหเ้ กดิ อเุ บกขาขนึ้ มาแลว้
ทนี เ้ี วลาเราเจอความแก่ เจอความเจบ็ เจอความตาย เจอการ
พลัดพรากจากกนั นี้ ใจของเราจะรู้สกึ เฉยๆ ไม่รู้สึกตื่นเต้น
ไมร่ ู้สกึ หวาดกลวั ไมร่ ู้สกึ ทกุ ขไ์ ปกบั การแก่ การเจบ็ การตาย
ของเราก็ดี หรอื ของผู้อ่ืนก็ดี เพราะจะเห็นว่าเป็นเร่อื ง
ธรรมดา เป็นเหมอื นดนิ ฟ้าอากาศ ฝนตกแดดออก ซงึ่ เป็น
เร่อื งธรรมดา ไมใ่ ชเ่ ป็นเร่อื งที่ตอ้ งมาตน่ื เต้นตกใจกัน
ฉันใด การเกิด แก่ เจบ็ ตาย ของร่างกายกเ็ ปน็ อย่างนัน้
เป็นเร่อื งปกติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกๆ คน ร่างกายของ
พวกเราทกุ คนทน่ี งั่ อยตู่ รงนี้ มนั จะตอ้ งไปสคู่ วามแก่ ไปสู่
ความเจ็บ หรอื ไปสู่ความตายด้วยกันทุกคน แต่จิตใจ
ของพวกเราถ้ามีภาวนามยปัญญาแล้วจะไม่เดือดร้อน
ถา้ ยงั เดอื ดร้อนอยกู่ แ็ สดงวา่ เรายงั ไมม่ ภี าวนามยปญั ญา
เราอาจจะมสี ตุ ตมยปญั ญา คอื เราไดศ้ กึ ษาไดย้ นิ ไดฟ้ งั ธรรม
เรารู้วา่ ร่างกายของเราตอ้ งแก่ ตอ้ งเจบ็ ตอ้ งตายกนั แตเ่ รา
ไม่เอามาทบทวน เอามาพิจารณาอย่เู นืองๆ เราก็จะลืมได้
ลืมความแก่ ลืมความเจ็บ ลืมความตายไปได้ พอไปเจอ
ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ขนึ้ มา เรากจ็ ะตกใจกนั ขนึ้ มา
52
ทนั ที แตถ่ า้ เราหมน่ั พจิ ารณาอยเู่ นอื งๆ แลว้ พยายามเจรญิ
สมถภาวนาเพ่ือให้จิตรวมเป็นอัปปนาสมาธิขึ้นมาให้ได้
ถ้าเราได้ท้ัง ๒ อย่างมารวมกันประกบกัน เราก็จะได้
ภาวนามยปัญญา คือเราจะรู้อยู่ตลอดเวลาว่าร่างกายนี้
ต้องแก่ ตอ้ งเจ็บ ต้องตาย แลว้ จะตายเมอ่ื ไรก็ไม่สามารถ
ทีจ่ ะไปกำ� หนดได้ อาจจะตายในตอนนก้ี ไ็ ด้ หายใจเข้าแลว้
ไม่หายใจออกก็ตายได้ หรอื หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า
ก็ตายได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราตอนนี้เราก�ำลังเป็นอะไรอยู่
หรอื ไม่ ก�ำลังเป็นมะเร็ง ก�ำลังเป็นโรคหัวใจ หรอื ก�ำลัง
เป็นความดนั อยกู่ ็ได้ แล้วอยดู่ ๆี พอถึงเวลาทมี่ นั จะแสดง
อาการ มันก็แสดงขึ้นมาแบบปุ๊บป๊ ับเลยก็ได้ แต่ถ้าเรามี
ภาวนามยปัญญานี้ เวลามันเกิดข้ึนไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน
กต็ าม เวลาน้ี พรุง่ น้ี หรอื เดอื นหนา้ ปหี นา้ หรอื ๑๐ ปขี า้ งหนา้
มันจะไมห่ วนั่ ไหว มันจะเตรยี มพร้อมอยตู่ ลอดเวลา มันจะ
เตรยี มรับกับเหตุการณ์ได้ตลอดเวลา จะรักษาใจให้น่งิ ให้
สงบ ไมใ่ หว้ นุ่ วายไปกบั ความเป็นความตายของร่างกายได้
นแี่ หละความสำ� คญั ทเ่ี ราตอ้ งมสี มั มาสติ มสี มั มาสมาธดิ ว้ ย
ถ้าเกิดเราไปศึกษาจากส�ำนักบางส�ำนักท่ีสอนว่าไม่ต้อง
ไปเจรญิ สติ ไมต่ อ้ งไปนงั่ สมาธิ ใหพ้ จิ ารณาทางปญั ญา
เพียงอย่างเดียว เราก็จะได้แต่จินตามยปัญญา คือรู้ว่า
รา่ งกายนไ้ี มเ่ ทย่ี ง เปน็ อนตั ตา เปน็ ดนิ นำ้� ลม ไฟ รูไ้ ดจ้ าก
ความคิดปรุงแต่ง แต่ถ้าไม่มีอุเบกขาจากอัปปนาสมาธิ
53
พอไปเจอของจรงิ เข้าเท่านั้นเอง ใจมันจะสั่น ใจมันจะ
ไม่นิ่ง เพราะไมม่ ีตัวทจ่ี ะมาทำ� ใหใ้ จนิง่ ก็คอื ตัวสมั มาสติ
กบั สัมมาสมาธินี่เอง ใจก็จะทกุ ข์ขึ้นมาทันที
เป้าหมายของการปฏิบัตินี้ไม่ใช่อยู่ท่ีรู้เร่อื งน้ันรู้เร่อื งนี้
เช่น รู้ไตรลักษณ์ รู้อรยิ สัจ ๔ อันน้ีรู้ไว้เพ่อื เอามาสอนใจให้
นง่ิ เฉย ไมใ่ หท้ กุ ขก์ บั เร่อื งราวตา่ งๆ เทา่ นนั้ เอง แตถ่ า้ รู้แลว้
ยังไม่สามารถท�ำใจให้นิ่งได้ ยังไม่สามารถท�ำใจให้ไม่ทุกข์
กับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ความรู้ที่รู้มานี้ก็ไม่เป็นประโยชน์
แต่อย่างใด ดังนั้นจึงจ�ำเป็นที่จะต้องมาฝึกจิตใจให้นิ่ง
เสยี กอ่ น คอื มาฝกึ สมาธกิ อ่ น มาเจรญิ สตกิ อ่ น เพราะกอ่ นท่ี
จะได้สมาธนิ ีจ้ ะต้องมีสติก่อน
สติเป็นผู้ท่ีจะท�ำให้จิตใจสงบเข้าสู่สมาธิระดับต่างๆ ได้
เขา้ สขู่ ณกิ สมาธิ เขา้ สอู่ ปั ปนาสมาธิ หรอื สำ� หรับบางทา่ นก็
เขา้ สอู่ ปุ จารสมาธิ อปุ จารสมาธนิ เี้ ปน็ สมาธพิ เิ ศษทไี่ มจ่ ำ� เปน็
ตอ่ การเจรญิ ปัญญาเพอ่ื การหลดุ พน้ ดงั นน้ั สำ� หรับผทู้ ย่ี งั
ไม่ได้หลุดพ้นนี้ ถ้ามีความสามารถเข้าถึงอุปจารสมาธิได้
ก็ไมค่ วรทีจ่ ะไป ควรจะใหห้ ยดุ ทีอ่ ปั ปนาสมาธิ เพือ่ ใหจ้ ิตมี
อเุ บกขามากๆ นานๆ กอ่ น อปุ จารสมาธนิ ไ้ี มเ่ ป็นประโยชน์
ตอ่ การเจรญิ ปัญญา ตอ่ การสร้างภาวนามยปัญญาขนึ้ มา
การที่จะมีภาวนามยปัญญาขึ้นมาได้นี้จ�ำเป็นที่จะต้องมี
อปั ปนาสมาธิ คอื จติ ตอ้ งตง้ั มนั่ อยใู่ นความสงบ สกั แตว่ า่ รู้
54
แล้วก็มีอุเบกขา แล้วก็มีความสุขท่ีเกิดจากความสงบน้ัน
ถา้ จติ ออกไปทางอปุ จารสมาธิ เชน่ ออกไปรบั รูเ้ รอ่ ื งกายทพิ ย์
กด็ ี หรอื ไปอ่านวาระจิตของผอู้ ืน่ ไดก้ ็ดี หรอื ไประลกึ ชาตไิ ด้
ก็ดี ถ้าปล่อยให้จิตไปในทางอุปจารสมาธิ จิตก็จะไม่
สามารถมีอัปปนาสมาธิได้ จิตกจ็ ะไม่สามารถเอามาใชก้ บั
ปัญญาให้เป็นภาวนามยปัญญาได้ ก็จะไม่สามารถท่ีจะ
ดบั ความทกุ ข์ที่มอี ยใู่ นใจได้
ดงั นนั้ ส�ำหรับผทู้ ี่มีความสามารถท่จี ะเข้าถึงอปุ จารสมาธิ
ไดน้ ้ี ในเบอ้ื งตน้ ถา้ จติ ยงั ไมห่ ลดุ พน้ จากความทกุ ขท์ งั้ ปวง
ไม่ควรท่ีจะไปสนใจกับเร่อื งของอุปจารสมาธิ ควรมา
สนใจกับการสร้างอัปปนาสมาธิก่อน ให้มีก�ำลังมากๆ
ให้มีอุเบกขามากๆ ให้มีความน่ิงมากๆ เวลาไปเจอกับ
เหตกุ ารณต์ า่ งๆ เชน่ ความแก่ ความเจบ็ ความตาย จติ จะ
ได้นิ่งเฉยได้ จิตจะต้านความอยาก อยากไม่แก่ อยาก
ไมเ่ จบ็ อยากไม่ตายได้ แล้วจิตจะไดไ้ มท่ ุกข์นนั่ เอง
เป้าหมายของการปฏิบัตินี้เราต้องการดับความทุกข์กัน
เพราะความทกุ ขน์ ม้ี นั เปน็ สงิ่ ทรี่ ้ายกาจตอ่ จติ ใจของพวกเรา
ต่อให้เรามีความสามารถพิเศษต่างๆ มีตาทิพย์หูทิพย์
แต่ความสามารถเหล่าน้ีไม่สามารถมาต้านความทุกข์ได้
ไมส่ ามารถมาดบั ความทกุ ขไ์ ด้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ทพ่ี ง่ึ ของใจ แตเ่ ปน็
เคร่อื งเล่นของใจ อุปจารสมาธิน้ีเป็นเคร่อื งเล่นของใจ
55
หรอื เป็นเคร่อื งมือท่ีอาจจะมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ใน
บางกรณี เช่น พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้ความสามารถท่ีจะ
ติดต่อกบั กายทิพยไ์ ด้เป็นเคร่อื งมือแสดงธรรม ทุกๆ คืนน้ี
พระพทุ ธเจา้ จะแสดงธรรมใหก้ บั เทวดาทกุ คนื พระพทุ ธเจา้
ก็ต้องเข้าไปในอุปจารสมาธิถึงจะติดต่อกับกายทิพย์ได้
ถึ ง จ ะ ส า ม า ร ถ ส อ น ใ ห้ ก า ย ทิ พ ย์ นี้ ไ ด้ บ ร ร ลุ ม ร ร ค ผ ล
นพิ พานได้ แตไ่ มไ่ ดม้ ปี ระโยชนไ์ วส้ ำ� หรับตวั เอง อปุ จารสมาธิ
นไี้ มม่ ปี ระโยชนก์ บั ผปู้ ฏบิ ตั ิ ผทู้ ตี่ อ้ งการหลดุ พน้ จากความ
ทกุ ข์ และถา้ ไปเกย่ี วขอ้ งดว้ ยกจ็ ะทำ� ใหห้ ลงทางได้ จะทำ� ให้
ไมส่ ามารถหลดุ พน้ จากความทกุ ขไ์ ด้ เพราะหลงทาง แทนท่ี
จะไปทางของอปั ปนาสมาธิ กลบั ไปทางอุปจารสมาธิแทน
ดังนั้นขอให้พวกเราเข้าใจว่า ถึงแม้อุปจารสมาธิจะเป็น
ของวเิ ศษ อ่านใจของคนอื่นได้ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์
หูทพิ ย์ เห็นกายทิพย์ได้ ตดิ ตอ่ กับกายทิพยไ์ ด้ แต่ความ
สามารถเหล่านี้ไม่สามารถมาดับความทุกข์ใจของเราได้
ฉะนนั้ อยา่ เพง่ิ ไปทางอปุ จารสมาธิ ถา้ เรายงั ไมไ่ ดห้ ลดุ พน้
ถา้ เรายงั ไมไ่ ดบ้ รรลถุ งึ พระนพิ พาน อยา่ เพง่ิ ไปเกย่ี วขอ้ ง
แต่ก็โชคดีอยู่อย่างหน่ึงคือผู้ท่ีจะเข้าถึงอุปจารสมาธิน้ี
มีน้อยมาก ตามที่ได้ยินจากครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า
ร้อยละ ๕ ร้อยคนจะมสี ัก ๕ คนทม่ี คี วามสามารถทจ่ี ะเขา้
สู่อุปจารสมาธิได้ แต่ถ้าผู้ได้เข้าแล้วไม่มีครูบาอาจารย์
สั่งสอนก็อาจจะหลงคิดว่านี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ
56
ปฏบิ ัติเพอ่ื ให้ไดม้ คี วามวเิศษ มีอภิญญา แล้วอาจจะไป
คิดว่าอภิญญานี้จะไปท�ำให้ตนเองได้หลุดพ้นจากความ
ทกุ ขไ์ ด้ หลดุ พน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ได้ แตม่ นั ไมไ่ ด้
เปน็ เช่นนัน้ มนั กจ็ ะท�ำใหต้ ิดอยู่กบั การเวยี นวา่ ยตายเกดิ
ตอ่ ไปอยา่ งไมม่ ีวันสิ้นสดุ
ถ้าผู้ใดฝึกสมาธิแล้วจิตสามารถเข้าถึงอุปจารสมาธิได้
ทา่ นใหด้ งึ กลบั มากอ่ น ใหด้ งึ กลบั มาใหอ้ ยใู่ นอปั ปนาสมาธิ
ไปนานๆ ใหส้ กั แตว่ า่ รู้ ใหร้ ู้เฉยๆ ไมไ่ ปคดิ ปรุงแตง่ ไมอ่ อกไป
รับรู้เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ใหร้ ู้เฉยๆ ใหม้ คี วามนงิ่ ความสงบ ใหม้ ี
อุเบกขา ให้อยู่กับความสุขท่ีได้จากความสงบนี้ไปก่อน
เพอ่ื จะไดม้ กี ำ� ลงั ไวต้ อ่ สกู้ บั กเิ ลสตณั หาเวลาเกดิ ความอยาก
ตา่ งๆ ขนึ้ มา เชน่ อยากไมแ่ ก่ อยากไมเ่ จบ็ อยากไมต่ าย กจ็ ะ
สามารถท�ำใจให้นิ่งเฉยๆได้ ไม่เดือดร้อน ไม่หวั่นไหวกับ
ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ถา้ ไมไ่ ปทำ� ตามความอยาก
ไมแ่ ก่ ไมเ่ จบ็ ไมต่ าย ตอ่ ไปความอยากทงั้ หลายกจ็ ะหมดไป
พอความอยากไม่มอี ยูใ่ นใจแล้ว เห็นอะไรก็ไม่ทุกขก์ ับอะไร
ทงั้ นน้ั เหน็ ความแกก่ ไ็ มท่ กุ ข์ เหน็ ความเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยกไ็ มท่ กุ ข์
เห็นความตายก็ไม่ทุกข์ เพราะจิตน้ีมีท้ังปัญญาและมีท้ัง
สมาธเิ ปน็ เคร่อื งมอื ในการทจี่ ะหยดุ ความอยากตา่ งๆ ทเี่ ปน็
ผผู้ ลติ ความทกุ ขต์ า่ งๆ และเป็นผทู้ จ่ี ะดงึ จติ ใหก้ ลบั มาเวยี น
วา่ ยตายเกิดอยู่เร่อื ยๆ ต่อไปด้วย
58
ผู้ที่มีปัญญาระดับภาวนามยปัญญาแล้ว ก็จะสามารถ
บรรลธุ รรมขนั้ ตา่ งๆ ขน้ึ ไปไดต้ ามลำ� ดบั จากขน้ั โสดาบนั กจ็ ะ
ส่ขู ั้นสกทิ าคามี ข้นั อนาคามี และข้นั พระอรหันต์ เมื่อไดถ้ งึ
ขนั้ พระอรหนั ตแ์ ลว้ จติ กจ็ ะไมม่ คี วามอยากหลงเหลอื อยใู่ น
จิตอีกต่อไป ท�ำให้ไม่มีอะไรดึงให้จิตต้องกลับมาเวยี นว่าย
ตายเกิดในไตรภพอีกต่อไป ไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์
ไม่ต้องกลับมาท�ำบุญท�ำทานรักษาศีลภาวนาเพ่ือเวลา
ตายไปจะไดไ้ ปเกดิ เปน็ เทพบา้ ง เปน็ พรหมบา้ ง หรอื เปน็ พระ
อรยิ บคุ คลบา้ ง เพราะว่าเมอ่ื มกี ารเกิดแลว้ ยอ่ มมคี วามแก่
ความเจบ็ ความตาย ตามมาทกุ ครงั้ ไป ถา้ ไมต่ อ้ งการมคี วาม
ทุกข์เลยก็ต้องไม่มาเกิดเท่าน้ัน ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด
เท่านั้น
ถ้าตราบใดยังมาเกิดอยู่ ถึงแม้ว่าจะมาเกิดดีก็ตาม
เกิดเป็นใหญ่เป็นโต เกิดเป็นคนร�่ำคนรวย เกิดเป็น
คนสวยคนงามกต็ าม แตก่ ย็ งั หนไี มพ่ น้ ความแก่ ความเจบ็
ความตายกนั ทุกคนไป
ดังน้ันต้องปฏิบัติให้จิตหลุดพ้นจากการเวยี นว่ายตายเกิด
ให้ได้ ด้วยการสร้างภาวนามยปัญญาขึ้นมา การปฏิบัติ
ทานก็ดี ศลี กด็ ี ภาวนาก็ดนี ้ี เป้าหมายก็คอื เพอื่ ใหเ้ ราไดม้ ี
ภาวนามยปญั ญานเี่ อง ทำ� ทานเพอื่ ทเี่ ราจะไดเ้ ลกิ ใชเ้ งนิ กนั
หาเงนิ กนั จะไดม้ เี วลามารักษาศลี มาภาวนากนั พอเรารักษา
59
ศลี ได้ มาภาวนาได้ เรากจ็ ะมีภาวนามยปัญญากนั พอมี
ภาวนามยปัญญาแล้วทีนี้ความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ
ไม่วา่ จะเป็นกามตัณหา ความอยากในรูป เสยี ง กลิ่น รส
โผฏฐพั พะ ความอยากมอี ยากเป็น ความอยากไมม่ อี ยาก
ไมเ่ ป็นน้ี จะถกู ภาวนามยปัญญากำ� จดั ใหห้ มดไปจากใจได้
ใจก็จะสะอาดบรสิ ทุ ธข์ิ ึ้นมา เป็นใจทีผ่ อ่ งใสเบกิ บานตลอด
เวลา เพราะกเิ ลสเคร่อื งเศร้าหมองคอื ความอยากตา่ งๆ นน้ั
ไม่ได้มีหลงเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป เม่ือไม่มีอยู่ในใจแล้ว
ความเศร้าหมองต่างๆ ก็จะหมดไป ใจก็จะเป็นจิตใจที่
ผอ่ งใสเบกิ บาน เปน็ จติ ทเี่ กษม เปน็ จติ ทม่ี ี “ปรมงั สขุ งั ” อยู่
ตลอดเวลา และเปน็ จติ ทไ่ี มต่ อ้ งกลบั มามกี ารเกดิ แก่ เจบ็ ตาย
อกี ต่อไป เพราะไม่มคี วามอยากทจ่ี ะเสพรูป เสยี ง กลิน่ รส
โผฏฐัพพะต่างๆ ไม่มีกามตัณหา ไม่มีภวตัณหา ไม่มี
วภิ วตัณหา กไ็ มจ่ �ำเป็นทจ่ี ะตอ้ งมีร่างกาย
การทพ่ี วกเรามาเกดิ มามรี ่างกายกนั นี้ เพราะใจของพวกเรา
ยังมีความอยากเสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะกันอยู่
ยังอยากดู ยังอยากฟัง อยากล้ิมรสดมกล่ิน อยากดื่ม
อยากรับประทานอะไรตา่ งๆ อยูน่ นั่ เอง จึงท�ำให้เราตอ้ งมี
ตา หู จมกู ลน้ิ กาย พอมตี า หู จมกู ลนิ้ กาย กม็ แี ก่ มเี จบ็
มตี ายตามมา มคี วามทกุ ขต์ ามมา แตถ่ า้ เราหยดุ และกำ� จดั
ความอยากต่างๆ ให้หมดไปจากใจได้ ก�ำจัดกามตัณหา
ภวตณั หา วภิ วตณั หา ดว้ ยการเจรญิ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ
60
สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาสงั กปั โป ซง่ึ กค็ อื ภาวนามยปัญญานเี้ อง
พอมีภาวนามยปัญญาแล้วทีน้ี กามตัณหา ภวตัณหา
วภิ วตณั หา กจ็ ะถกู ทำ� ลายไป เหมอื นเชอ้ื โรคทถี่ กู ยาทำ� ลาย
ร่างกายของเราบางทีก็เกิดติดเชื้อขึ้นมา หมอก็จะให้เรา
กนิ ยาปฏชิ วี นะหรอื ยาฆา่ เชอื้ กนั พอยาฆา่ เชอ้ื เขา้ ไป ยากไ็ ป
ท�ำลายเชื้อโรคที่ท�ำให้เราเจ็บไข้ได้ป่วย พอเช้ือโรคถูกยา
ท�ำลายไปหมด โรคภัยไข้เจ็บก็หายไป ความทุกข์ต่างๆ
ก็เหมือนกับโรคภัยไข้เจ็บของใจที่เกิดจากเชื้อโรคคือ
กามตณั หา ภวตณั หา และวภิ วตณั หา พอเราเอาธรรมโอสถ
เขา้ ไปรกั ษา คอื เอาภาวนามยปญั ญาเขา้ มารกั ษา ภาวนามย-
ปัญญา กจ็ ะทำ� ลายเชือ้ โรคคือกามตัณหา ภวตัณหา และ
วภิ วตณั หา ใหห้ มดไปอยา่ งสนิ้ เชงิ พอเชอื้ โรคในใจหมดไป
โรคภัยไข้เจ็บของใจคือความทุกข์ต่างๆ ก็จะหายหมด
ไปดว้ ย
นแี่ หละคอื การขน้ึ รางวลั ของพระพทุ ธศาสนา ตอ้ งขนึ้ ดว้ ย
การปฏบิ ตั มิ รรค ๘ หรอื ทาน ศลี ภาวนา นเ้ี อง ทานนจี้ ะนำ�
ให้เราไปสู่การปฏิบัติศีล ศีลก็จะน�ำเราไปสู่การปฏิบัติ
ภาวนา พอเราได้ภาวนาจนเกิดเป็นภาวนามยปัญญา
เราก็จะได้ธรรมโอสถคือยาท่ีจะมารักษาโรคใจของเรานี้
ให้หายจากความทุกขท์ งั้ หลายได้
61
ดังนนั้ เราต้องเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิทาน ศีล ภาวนา เราตอ้ งเปน็
ผขู้ น้ึ รางวลั ของพระพทุ ธศาสนา ผอู้ นื่ นขี้ น้ึ ใหก้ บั เราไมไ่ ด้
ของใครของมนั ทา่ นถงึ ตอ้ งสอน อตั ตา หิ อตั ตาโน นาโถ
ตนเป็นทีพ่ ่ึงของตน เราตอ้ งมีความเพยี รพยายามศึกษา
ศึกษาแล้วก็มีความเพียรพยายามท่ีจะปฏิบัติด้วยตนเอง
ไปจ้างคนอนื่ มาปฏิบตั ิไมไ่ ด้ คนบางคนจ้างให้คนอ่ืนมา
บวชแทนตวั เองนี้ เสยี เงนิ เปลา่ ๆ ไมไ่ ดป้ ระโยชนอ์ ะไร คดิ วา่
ไดบ้ ญุ แตม่ ันไม่ไดบ้ ญุ หรอก ตนเองไม่ได้บวช คนอน่ื บวช
ให้เรา แต่เรายังกินเหล้าเมายายังเท่ียวเตร่อยู่เหมือนเดิม
มนั จะไปไดป้ ระโยชนอ์ ยา่ งไร เราไมไ่ ดก้ นิ ยาฆา่ กเิ ลส กลบั ไป
ใหค้ นอ่นื เขากนิ แทนเรา เวลาเราเจบ็ ไข้ไดป้ ่วย เราไปจ้าง
คนอน่ื มาเป็นคนไข้แทนเราไดห้ รอื เปล่า มันไม่ไดใ้ ชไ่ หม
ฉนั ใด การปฏบิ ตั ธิ รรมกฉ็ นั นนั้ เราตอ้ งปฏบิ ตั เิ อง อยา่ ไป
หวังคิดว่าคนอ่ืนจะปฏิบัติแทนเราได้ ไม่มีใครปฏิบัติ
ให้กับเราได้ บางคนคิดว่าอยู่ใกล้กับครูบาอาจารย์แล้ว
ครูบาอาจารย์จะแผ่บารมีออกมาให้กับเรา คิดว่าบารมี
ของท่านจะช่วยท�ำให้เรามีบารมีข้ึนมาได้ มันไม่ได้
มันไม่เหมือนกับโทรศัพท์มือถือท่ีเวลามีอะไรก็สามารถ
แชร์กนั ได้ แตธ่ รรมะที่เป็นตวั จรงิ ๆ นแ้ี ชร์ไมไ่ ด้ เราแชร์
กนั ได้แต่ชื่อของธรรมะ แต่ตัวธรรมะตัวจรงิ ๆ คือ ตวั สติ
ตัวสมาธิ ตัวปัญญา เราแชร์กันไม่ได้ เราต้องสร้างกัน
ขึน้ มาเอง
62
ดงั นนั้ ขอใหเ้ ราตง้ั เปา้ หมายวา่ เราจะตอ้ งเปน็ ผศู้ กึ ษา เราจะ
ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ เพราะเราน้ีแหละจะต้องเป็นผู้ท่ีจะ
หลุดพ้นจากความทุกข์ ถ้าเราต้องการจะหลุดพ้นจาก
ความทกุ ข์ เรากต็ อ้ งศกึ ษาและปฏบิ ตั ิ คอื ไปขนึ้ รางวลั ของ
พระพุทธศาสนานั่นเอง แล้วเราก็จะได้รางวัลอันย่ิงใหญ่
คอื ไดม้ รรคผลนิพพาน
63
รับชมการแสดงธรรมโดย พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต ไดท้ ุกวนั
เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. รับชมไดท้ าง
Youtube: Phrasuchart Live
Facebook: พระอาจารยส์ ชุ าติ อภชิ าโต
สามารถรับฟังผา่ นวทิ ยุธรรมะออนไลน์ที่
Phrasuchart.com
และสามารถถามปัญหาธรรมะได้ทาง
Facebook และ Youtube